ส้วยถัง/เล่ม ๑/ตอน ๒

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดูเอกสารกำกับแม่แบบ)

หน้า ๑๓–๒๓ สารบัญ



ครั้นกองทัพจีนอ๋องกลับมาถึงเมืองซุย จีนอ๋องก็พาขุนนางนายทหารทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ถวายบัญชีความชอบนายทัพนายกองซึ่งไปตีเมืองเกี้ยนฆังได้ครั้งนี้ ความชอบของโฮยัดปิดเป็นที่หนึ่งมากกว่านายทัพนายกองทั้งปวง พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ก็หาได้ตั้งให้เป็นขุนนางตำแหน่งใดไม่ เป็นแต่พระราชทานแพรให้หมื่นไม้ ที่ไม่ได้ทรงตั้งให้เป็นขุนนางตำแหน่งใดนั้น เพราะเหตุด้วยโฮยัดปิดมีความผิดอยู่แต่ก่อน แล้วตั้งให้จีนอ๋องเป็นที่ไท้อ๋อง ประทานเสื้อยศสำรับหนึ่ง หยกขาวกับเพชรพลอยต่าง ๆ เป็นรางวัล ตั้งเอียซูให้เป็นที่อวดก๊กกง ตั้งเอียเหียนก่ำ บุตรเอียซู เป็นที่ไคฮงฮู ฮั่นคิ้มโฮ้วเป็นที่อองเทียวก๊อก ตั้งให้เกาหลุยเป็นชีก๊กกง หลีเอียนเป็นที่ถักก๊กกง ทหารทั้งปวงก็พระราชทานบำเหน็จความชอบให้ทั่วทุกคนพอสมควรแก่ความชอบ ก็เสด็จขึ้น บรรดาขุนนางนายทหารทั้งปวงก็กราบถวายบังคมลาออกไปรับราชการของตัวตามตำแหน่งทุกคน แต่นั้นมา จีนอ๋องก็มีอำนาจมากขึ้นทุกวัน ผู้มีสติปัญญาและฝีมือก็เข้าสามิภักดิ์อยู่กับจีนอ๋องเป็นอันมาก จีนอ๋องมีความกำเริบ คิดจะชิงเอาราชสมบัติอยู่เสมอ ขณะนั้น มีขุนนางคนหนึ่งเป็นคนเฉลียวฉลาดเจ้าความคิดชื่อ โอบุนสุด มีฉายาเรียกว่า เซียวตันแผง เข้ามาสามิภักดิ์อยู่กับจีนอ๋อง จีนอ๋องจึงตั้งให้โอบุนสุดเป็นที่จิวซึง ที่ปรึกษาอันสนิทของจีนอ๋อง มีขุนนางอีกคนหนึ่งชื่อ เตียวหวม เป็นที่ปรึกษาของจีนอ๋องอีกคนหนึ่ง โอบุนสุดมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ โอบุนฮวยกิบ วันหนึ่ง เตียวหวมเข้าไปหาจีนอ๋อง บอกอุบายให้จีนอ๋องแส้รงทำกิริยานบนอบประจบประแจงกับฮองเฮาให้มีความรักใคร่ แล้วแต่งคนสนิทไปเที่ยวพูดยกย่องสรรเสริญว่า จีนอ๋องมีความกตัญญูต่อนางฮองเฮา แต่ไทจือเอียหยงไม่มีความกตัญญูนับถือฮองเฮา และประพฤติไม่ดีต่าง ๆ แล้วเอาเงินทองไปบนขันทีในพระราชวังให้ว่ากล่าวสรรเสริญเลื่องลือว่า จีนอ๋องตั้งอยู่ในยุติธรรม เอาใจใส่ในราชการบ้านเมือง เป็นที่สรรเสริญของราษฎรเป็นอันมาก แสร้งว่า ไทจือเป็นคนอ่อนแอ โง่เขลา ไม่มีสติปัญญา ใส่ความร้ายต่าง ๆ เพื่อจะให้กิตติศัพท์เลื่องลือถึงพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ จีนอ๋องก็ทำตามถ้อยคำของเตียหวมสอนทุกประการ โอบุนสุดจึงว่ากับจีนอ๋องว่า ซึ่งท่านคิดการดังนี้ดีอยู่แล้ว แต่ยังขาดอยู่สามอย่าง หาครบไม่ จีนอ๋องถามว่า การสามอย่างซึ่งท่านว่ายังขาดอยู่นั้นคืออย่างใด โอบุนสุดจึงว่า อย่างหนึ่ง จงทำอุบายโอเน้กเกย คือ ให้ฮองเฮามีความเอ็นดูแก่ท่าน หนึ่ง ให้มีความขัดเคืองไทจือ หนึ่ง ให้ใจของฮองเฮาเป็นแน่ลงด้วยความเมตตาเอ็นดูแก่ท่าน อีกอย่างหนึ่ง อุบายขั้นสอง ต้องมีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ไว้วางพระทัย จะเพ็ดทูลสิ่งใดก็เป็นที่ทรงเชื่อฟัง ต้องเป็นพวกท่านสักคนหนึ่ง ถ้าจะคิดการใหญ่สิ่งใดก็จะได้เป็นกำลังอุดหนุนและฟังกิจการฝ่ายนอกฝ่ายในรู้เหตุได้โดยเร็ว อุบายชั้นที่สามนั้น จะต้องคิดกำจัดไทจือเสีย เที่ยวบนบานให้คนทั้งหลายกล่าวโทษหาความผิดคิดร้ายเป็นข้อใหญ่ต่าง ๆ แก่ไทจือ และเกลี้ยกล่อมคนสนิทของไทจือมาเลี้ยงดูเสี้ยมสอนไว้ เมื่อมีผู้มากล่าวโทษไทจือว่า มีความผิดเป็นข้อใหญ่อย่างหนึ่งอย่างใด จะได้ให้คนสนิทของไทจือเป็นพยานแกล้งใส่ความเท็จให้ไทจือล่มจมลงจงได้ ฝ่ายในมีฮองเฮาเป็นพรรคพวก ฝ่ายข้างหน้ามีขุนนางผู้ใหญ่ของพระเจ้าซุยบุ๋นเต้เป็นพรรคพวก ฝ่ายนอกมีคนสนิทของไทจือและผู้ที่เป็นพรรคพวกของเราคอยกล่าวโทษไทจือและอุดหนุนท่านอยู่เช่นนี้ แล้วการสิ่งใดที่คิดไว้ก็คงสำเร็จตามความปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง และท่านจงอย่าได้เสียดายทรัพย์ จงเผื่อแผ่ให้ปันคนต่าง ๆ ก็จะสำเร็จความปรารถนาที่คิดไว้ จีนอ๋องก็มีความยินดี นับถือเชื่อถ้อยคำโอบุนสุดทุกประการ

ตั้งแต่นั้นมา จีนอ๋องไม่เสียดายทรัพย์สิ่งของเงินทอง แจกจ่ายให้ปันตามบรรดาขุนนางและขันทีฝ่ายหน้าฝ่ายในทุกคนให้เข้าเป็นพรรคพวกของจีนอ๋อง ขุนนาง และขันที นางข้างใน ที่ได้รับสิ่งของของจีนอ๋องให้ปัน ก็มีความรักใคร่นับถือเป็นใจด้วยจีนอ๋องโดยมาก เว้นไว้แต่หลีเอียนมิได้รับทรัพย์สิ่งของ จึงไม่ได้เป็นพวกของจีนอ๋อง จีนอ๋องก็ผูกพยาบาทมากขึ้น อยู่มา มีขุนนางผู้หนึ่งชื่อ เอียเอียะ น้องเอียซู ขุนนางผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนรักกับโอบุนสุด มาที่บ้านโอบุนสุด เห็นสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านโอบุนสุดล้วนแต่เงินทองเพชรนิลจินดาและของประหลาดต่าง ๆ มีเป็นอันมาก เอียเอียะพิเคราะห์ดูจนไม่กระพริบตา เอียเอียะจึงพูดกับโอบุนสุดว่า บ้านของน้องมีสิ่งของใช้สอยบ้าง ก็ไม่มีมากเหมือนของพี่ โอบุนสุดว่า น้องเป็นแต่ขุนนางฝ่ายบู๊ ที่ไหนจะมีของอย่างนี้ ของของพี่ทั้งนี้เป็นของจีนอ๋อง นาย มอบให้ทั้งนั้น บรรดาข้าวของเครื่องใช้สอยทั้งนี้จีนอ๋องก็จะให้พี่นำไปให้กับพี่น้องบ้าง เอียเอียะจึงตอบว่า ถ้าของทั้งนี้เป็นของจีนอ๋องแล้ว น้องก็ไม่อาจจะรับเอาไป ด้วยเกรงอยู่หลายอย่าง โอบุนสุดจึงว่า ยังจะมีธุระข้อความสำคัญที่จะต้องไปปรึกษากันอีก น้องจงรับเอาสิ่งของทั้งนี้ไว้ตามชอบใจก่อนเถิด เอียเอียะจึงตอบว่า จะมีธุระอย่างใดก็ให้พี่แจ้งให้น้องทราบบ้าง โอบุนสุดจึงพูดว่า จีนอ๋องก็จะใคร่ได้น้องมาเป็นพวกเดียวกัน จีนอ๋องคิดการใหญ่ ต่อไปภายหน้าถ้าจีนอ๋องได้เสวยราชสมบัติ น้องกับพี่ก็จะได้มีความชอบประกอบไปด้วยยศศักดิ์ น้องจะเห็นประการใด เอียเอียะก็พยักหน้าตอบว่า ซึ่งพี่พูดนี้ก็เป็นการใหญ่อยู่ น้องจะกลับไปบ้านตรึกตรองดูก่อน โอบุนสุดกับเอียเอียะชวนกันกินโต๊ะเสพสุราพูดจาชักชวน เอียเอียะก็จะลาโอบุนสุดกลับไป โอบุนสุดจัดสิ่งของที่มีราคาให้เอียเอียะเป็นหลายสิ่ง ครั้นเอียเอียะรับสิ่งของแล้ว กลับไปถึงบ้านจึงคิดว่า สิ่งของซึ่งได้มาจากโอบุนสุดนี้ควรจะต้องนำไปแบ่งปันให้เอียซู พี่ชายของเรา บ้าง จึงจะดี เอียเอียะก็จัดให้คนใช้นำสิ่งของไปบ้านเอียซูตามสมควร ครั้นถึงจึงเอาของดี ๆ วางลงตรงหน้าพี่ชาย เอียซูจึงถามเอียเอียะว่า สิ่งของทั้งนี้น้องได้มาจากไหน เอียเอียะจึงว่า ของเหล่านี้เป็นของจีนอ๋องให้ข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าเห็นว่า สิ่งของของพี่ขาด หาครบชุดไม่ จึงได้เอามาเพิ่มเติมของพี่ให้ครบชุด เอียซูก็นิ่งอยู่ แต่มีใจยินดี เวลาวันหนึ่ง เอียซูกลับมาจากที่เฝ้า มาที่บ้านเอียเอียะ เห็นหน้าเอียเอียะไม่สบาย จึงถามเอียเอียะว่า เหตุใดพี่ดูหน้าเจ้าเศร้าหมองอยู่ เอียเอียะแสร้งตอบว่า ครั้งนี้ ฮองเฮามีความรักใคร่ไทจือ ตัวของพี่ก็เป็นอริอยู่กับไทจืออยู่ ไทจือได้ว่าไว้ว่า ถ้าเราได้ราชสมบัติสมปรารถนาแล้ว จะได้ฆ่าโจรเฒ่า ก็คำที่ไทจือว่า โจรเฒ่า ข้าพเจ้าตรองเห็นว่า ไม่มีใครแล้ว คงจะเป็นตัวของพี่ พี่ทุกวันก็แก่ชราลงแล้ว เห็นจะไม่พ้นมือไทจือเสียเป็นแน่ ข้าพเจ้าผู้น้องจึงเศร้าโศกวิตกอยู่ เอียซูจึงตอบว่า ไทจือจะมาทำอะไรแก่เราได้ เอียเอียะจึงพูดตอบว่า พี่พูดอย่างนั้นหาถูกไม่ นานไปภายหน้า ไทจือได้ราชสมบัติ ดีร้ายพลั้งพลาดลง ก็จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเสียเปล่า ๆ น้องจึงมีความทุกข์อยู่เช่นนี้ เอียซูจึงพูดว่า น้องคิดดังนี้ก็จริงอยู่ เราจะทูลลาออกจากราชการเสียดีหรือ หรือจะเข้าฝากตัวเป็นพรรคพวกของไทจือจึงจะดี น้องจะเห็นเป็นประการใดดี เอียเอียะจึงตอบว่า ถ้าจะออกจากที่ขุนนางผู้ใหญ่ก็จะเสียทีด้วยหามีอำนาจไม่ ครั้นจะเข้าฝากตัวเป็นพรรคพวกไทจือ ความที่ขัดเคืองกันอยู่ก็ไม่เสื่อมหายไปได้ ยังเป็นที่หวาดเสียวอยู่เสมอ ข้าพเจ้าคิดว่า คิดอ่านหาอุบายถอดไทจือเสีย เลือกเอาพระราชบุตรพระเจ้าซุยบุ๋นเต้องค์ใดองค์หนึ่งเป็นไทจือขึ้น ความอันตรายก็จะไม่มีในตัวเราต่อไป ความชอบก็คงจะมีมาก ด้วยไทจืออยู่ในเรา คิดให้เป็นขึ้นก็เป็นขึ้นเพราะเรา ข้าพเจ้าเห็นการดังนี้พี่จะเห็นดีหรือไม่ เอียซูได้ฟังก็ลุกขึ้นตบมือดีใจว่า พี่ไม่คิดเลยว่า น้องจะมีสติปัญญาความคิดถึงเพียงนี้ เอียเอียะจึงว่า ความเรื่องนี้ถ้าจะคิดทำการแล้วจะนิ่งอยู่ช้าไม่ได้ ถ้าไทจือคิดการขึ้นเสียก่อนแล้ว ภัยก็จะมีมาถึงตัวเรา เอียซูก็เห็นจริงด้วย อยู่มาวันหนึ่ง เอียซูก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ทูลว่า จีนอ๋องประพฤติการดี มีการกตัญญูนับถือฮองเฮา ฮองเฮาก็มีความเมตตาเอ็นดูจีนอ๋องมาก เอียซูทูลยกย่องสรรเสริญจีนอ๋องต่าง ๆ พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ก็ทรงเชื่อฟังถ้อยคำเอียซู และเอียซูผู้นี้แต่ก่อนก็นึกขัดเคืองฮองเฮาที่รักจีนอ๋องมาก ครั้นภายหลัง ฮองเฮา และเอียเอียะ น้องเอียซู เป็นพวกของจีนอ๋อง เอียซูก็กลับเป็นพวกจีนอ๋อง ทูลยกย่องความดีของจีนอ๋องต่าง ๆ แก่พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ครั้นกิตติศัพท์ซึ่งเอียซูทูลยกย่องจีนอ๋องแก่พระเจ้าซุยบุ๋นเต้รู้ถึงไทจือ ไทจือก็มีความวิตกเป็นทุกข์ หามีความสบายไม่ ครั้นอยู่มา โอบุนสุดรู้ว่า ไทจือมีขุนนางสนิทที่รักไว้ใจอยู่คนหนึ่งชื่อ กีอุย กีอุยกับต้วนตัดเป็นเพื่อนสนิทรักใคร่แก่กันมาก โอบุนสุดจึงจัดทรัพย์สิ่งของเงินทองให้ต้วนตัด พูดชักโยงให้ต้วนตัดชักนำกีอุยมาเป็นพวกของโอบุนสุด กีอุยจะได้เป็นผู้ฟังกิจการฝ่ายในของไทจือ โอบุนสุดกำชับสั่งต้วนตัดว่า ถ้ากีอุยรับเป็นธุระ คงเป็นพวกเดียวกันแล้ว ไปภายหน้าถ้าจีนอ๋องได้ราชสมบัติ ก็จะได้เป็นเพื่อนข้าราชการมียศถาศักดิ์ด้วยกัน ต้วนตัดรับคำโอบุนสุดแล้วก็นำสิ่งของไปให้กีอุย ต้วนตัดพูดจาเกลี้ยกล่อมกีอุย กีอุยยอมเป็นพวกของจีนอ๋องแล้ว พรรคพวกของจีนอ๋องก็มีมากขึ้นทั้งข้างนอกและฝ่ายหน้าฝ่ายใน จีนอ๋อง กับเตียหวม ที่ปรึกษา จัดหาของดี ๆ มีราคาให้คนนำไปให้ฮองเฮาอยู่เป็นนิตย์ ปรารถนาจะให้ฮองเฮากับไทจือแตกร้าวห่างเหินแก่กัน ให้ฮองเฮามีความเอ็นดูรักใคร่ในจีนอ๋อง การซึ่งจีนอ๋องคิดนั้นก็ยังยุติอยู่

ฝ่ายล่อโงย มีฉายาเรียกว่า เหลียมอำ บิดาของล่อโงยชื่อ ล่อยุนกัง เป็นทหารเมืองปักฉี มีความชอบมาก จึงตั้งให้ล่อยุนกังมาเป็นเจ้าเมืองเอียนซัว ให้เป็นที เอียนกง ครั้นล่อยุนกังถึงแก่กรรมแล้ว ล่อโงยก็ได้เป็นที่เจ้าเมืองแทนที่บิดา ล่อโงยคนนี้มีสติปัญญา กำลังและฝีมือเข้มแข็ง น้ำใจก็สัตย์ซื่อสุจริต มีภรรยาแซ่ซิน เป็นน้องสาวซินอี๋ บุตรซินหยง อยู่มากับล่อโงยถึงยี่สิบปีหามีบุตรไม่ ล่อโงยถือทวนเงินเป็นอาวุธ ฝีมือชื่อเสียงล่อโงยปรากฏลือไปถึงชาวเมืองฮวน เมื่อขณะเอียหลิมไปตีด่านแบ้เม่งซวน ซินหยก ซินอี๋ ตายในกลางศึก นางซินฮูหยิน ภรรยาล่อโงย ได้ยินข่าวจากสามีว่า บิดากับพี่ตาย นางก็ร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมาก ภายหลังทราบข่าวว่า เอียเกียนชิงราชสมบัติของจิวอ๋องครองเมืองซุย ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ดังนั้นแล้ว ล่อโงยก็เตรียมทหารเลวสิบหมื่น ทหารเอกพันหนึ่ง ยกทัพมาถึงตำบลฮ่อปักเอ๊กจิว หัวเมืองด่านทางทั้งปวงก็ยอมสามิภักดิ์กับล่อโงยทั้งสิ้น อยู่มาวันหนึ่ง ล่อโงยได้ยินข่าวว่า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ให้เอียหลิมยกกองทัพห้าหมื่นมา ล่อโงยก็จัดแจงทหารรักษาเมืองเอ๊กจิวไว้มั่นคง แล้วล่อโงยยกกองทัพออกไปตั้งรับอยู่นอกเมือง

ฝ่ายซิไทเปาชื่อ เตียไข ซิดไทเปาชื่อ คิเจง สองนายนี้เป็นบุตรเลี้ยงของเอียหลิม เป็นทัพหน้า รู้ว่า ล่อโงยยกองทัพออกมาตั้งรับอยู่กลางทาง นายทัพหน้าเอียหลิมทั้งสองนายก็จัดแจงตั้งค่ายมั่นลงไว้ตำบลนั้น ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เตียไข คิเจง แต่งตั้งขึ้นม้าถืออาวุธคุมทหารออกไปรบกับล่อโงย ล่อโงยแต่งตัวขึ้นม้าคุมทหารออกมานอกค่าย เตียไข คิเจง เห็นนายทหารคนหนึ่งขี่ม้ายืนอยู่หน้าทหาร ดวงหน้าเหมือนวงเดือน หนวดยาว รูปร่างคมสัน เตยไขขับม้ารำทวนเข้าไปแทงล่อโงย ล่อโงยเอาทวนรับไว้ ล่อโงยกับเตียไขเข้ารบกันได้ห้าเพลง เตียไขทานกำลังล่อโงยไม่ได้ ล่อโงยมือหนึ่งเอาทวนปัดทวนเตียไขเสีย ได้ทีล่อโงยชักกระบองเงินตีถูกหลัง เตียไขอาเจียนเป็นโลหิตซบอยู่บนหลังม้าขาดใจตาย คิเจงเห็นดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำขวานเข้ารบกับล่อโงย ล่อโงยก็ทำอุบายชักม้าล่อหนีเป็นกระบวนรบ คิเจงควบม้าไล่ติดตามกระชั้นเข้ามาใกล้ ล่อโงยให้ม้าคุกเข่าหน้าลง คิเจงนึกว่าล่อโงยเสียที เงื้อขวานจะขึ้นฟัน ล่อโงยเอี้ยวตัวเหลียวหลังกลับเอาทวนแทงถูกคอคิเจงตกม้าตาย เพลงทวนอย่างนี้เรียกว่า ทวยเบ๊ซัวซิวต๊กหมิงเชีย แล้วล่อโงยก็พาทหารรีบเร่งรุกไล่ล่าฆ่าฟันทหารเตียไข คิเจง ทหารเตียไข คิเจง ก็พากันแตกตื่นหนีทหารล่อโงย ล่อโงยกับทหารยกไล่ติดตามฆ่าฟันไปทางประมาณสามลี้ ปะกองทัพเอียหลิมยกมาถึง ล่อโงยก็พาทหารคืนกลับเข้าค่ายเดิม

เอียหลิม แม่ทัพ ทราบว่า ล่อโงยฆ่าบุตรเลี้ยงของเอียหลิมตายสองคน เอียหลิมก็มีความโกรธเป็นอันมาก รีบยกกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายลงที่ตำบลคิวเลงซัว ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เอียหลิมใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธคุมทหารออกไปท้าชวนรบ ล่อโงยก็แต่งตังใส่เกราะขึ้นม้าคุมทหารถืออาวุธยกทหารออกมาหน้าค่าย เห็นเอียหลิมลักษณะหน้าตาคิ้วเหลือง หนวดยาว ขี่ม้า ถือกระบองเหล็กยาว ออกมาหน้าทหาร ล่อโงยจึงร้องว่า เราได้ยินว่า ท่านเป็นทหารใหญ่เมืองซุย ได้ช่วยทำนุบำรุงซุยบุ๋นเต้ปราบปรามบ้านเมืองได้อาณาเขตกว้างขวางเป็นอันมาก ก็ยังหาพอไม่หรือ กับทั้งเมืองปักฉีก็ได้แล้ว ในใจเรามีความเจ็บแค้น จะใคร่ยกไปเหยียบค่ายของท่านเสียให้แหลกเหลว ได้ฆ่าทหารเมืองซุยเหมือนเราได้ลั่นวาจาไว้ จึงจะหายความแค้นของเราโดยความกตัญญู เอียหลิมจึงว่า ท่านรู้แต่หนึ่ง ไม่รู้สอง คนโบราณกล่าวไว้ว่า บ้านเมืองมิใช่เป็นของใครคนเดียวเมื่อไร เมื่อผู้ใดมีบุญก็ได้เป็นฮ่องเต้ ในเวลานี้ ชะตาเมืองซุยขึ้น บ้านเมืองก็ราบคาบ ยกทัพไปตีเมืองฝ่ายเหนือครั้งเดียวก็ได้ ยกกองทัพไปตีเมืองน่ำตั๋นก็ไม่ยากลำบาก บ้านเมืองทั้งสี่ทิศก็อ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ขึ้นกับเมืองซุยทั้งสิ้น ซึ่งท่านมีความโกรธแค้นพยาบาทอยู่ ก็ให้ดูสมัยเวลา จึงค่อยคิดทำการแก้แค้นต่อไป เมืองน่ำตั๋นนี้ก็สาบสูญเสียแล้ว เราพิเคราะห์เห็นว่า เมืองทั้งสองจะไม่คงคืนเป็นบ้านเมืองเหมือนอย่างแต่ก่อน ซึ่งท่านยกทหารมาสิบหมื่นนี้ ท่วงทีเหมือนจะยกมาตีเมืองฝ่ายเหนือ ท่านอย่าคิดรบพุ่งไปเลย ให้ท่านคิดดู สัตว์เดียรัจฉาน มีปักษาชาติเป็นต้น ก็ย่อมอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นที่ตั้งแห่งความเจริญ ท่านจงเข้ามายอมสามิภักดิ์กับเมืองไต้สุยเสียดีกว่า เราจะยกกองทัพกลับไปเมืองเชียงอานกราบทูลพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ให้ท่านมียศถาศักดิ์ไปครองเมืองเอียนซัว เราไม่รู้ว่า ใจท่านจะคิดเห็นประการใด

ล่อโงยได้ยินคำเอียหลิมพูดดังนั้น ก็นิ่งตรึกตรองอยู่หน่อยหนึ่ง จึงตอบว่า ท่านอย่าพูดอย่างนี้เลย ทำให้ใจทหารของเรารวนเรไป ธรรมดามีศึกสงครามมา ทหารก็ต้องออกรบเพื่อรักษาเขตแดน ถ้าน้ำมาก็ต้องเอาดินกั้น เราหาเกรงกลัวท่านไม่ ท่านอย่าพักพูดเกลี้ยกล่อมล่อลวงเราเลย ถ้าท่านจะให้เราอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์กับเมืองซุยแล้ว ท่านจงรับคำสัญญาของเราสามประการได้ เราจึงจะอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์กับเมืองซุย ถ้าท่านไม่ยอมรับคำสัญญาของเราสามข้อ ถึงตัวเราจะตาย ก็ไม่ยอมสามิภักดิ์กับเมืองซุยเลย เอียหลิมจึงว่า ท่านจะขอสัญญาสามประการนั้น จงอธิบายให้เราฟังเสียก่อน ล่อโงยจึงว่า ข้อหนึ่ง ตัวเรายอมสามิภักดิ์กับเมืองซุยแล้ว เรามีทหารอยู่สิบหมื่น จะต้องขอควบคุมอยู่ในอำนาจของเรา ต้องให้เราครอบครองเมืองเอียนซัวสืบไป จะได้หรือไม่ได้ เอียหลิมจึงตอบว่า ซึ่งท่านขอสัญญาข้อนี้ เรารับได้ ล่อโงยจึงพูดว่า ข้อสอง เราสามิภักดิ์กับเมืองซุยแล้ว เราไม่ต้องเข้าไปเฝ้า เมื่อมีราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดมา เราจะทำตามข้อรับสั่ง จะมีข้อรับสั่งให้เราไปเฝ้าเมืองหลวง เราไม่ยอมเข้าไปเฝ้า ข้อนี้ท่านจะรับได้หรือไม่ เอียหลิมตอบว่า ได้ ข้อสาม เราจะให้ผู้ใดเป็นและตาย ไม่ต้องมีหนังสือบอกเข้าไปยังเมืองหลวง ทำตามอำนาจของเรา ข้อนี้จะรับได้หรือไม่ได้ เอียหลิมก็หัวเราะว่า ท่านจะเอาข้อสัญญาทั้งสามข้อนี้เป็นที่ง่าย สิทธิ์ขาดอยู่ในตัวเราแล้วที่จะรับคำสัญญาทั้งสามข้อของท่านได้ แม่ทัพทั้งสองพูดจาสัญญากันได้เวลาแล้ว เอียหลิมก็ถอยกองทัพห่างค่ายล่อโงยออกมาประมาณทางสิบลี้ ล่อโงยเห็นเอียหลิมถอยกองทัพไปทางสิบลี้ ล่อโงยก็ถอยกองทัพห่างไปประมาณทางสิบลี้เหมือนกัน

เอียหลิมกับทหารพอสมควรก็จะไปหาล่อโงย เดินมาเกือบจะถึงค่ายแล้ว ตรึกตรองเห็นว่า ล่อโงยเป็นคนซื่อตรงตั้งอยู่ในความสัตย์ ควรเราจะคบหา ครั้นล่อโงยทราบว่า เอียหลิมมาหา ก็ออกไปต่อนรับคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วเชิญเอียหลิมเข้าไปในค่าย ให้นั่งที่อันสมควร แล้วเอียหลิมจึงพูดกับล่อโงยว่า คำสัญญาของท่านทั้งสามข้อนั้น ถ้าท่านยังมีความสงสัยอยู่ ท่านกับข้าพเจ้าทำหนังสือบอกเข้าไปกราบทูลพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ให้ทรงทราบ ข้าพเจ้ากับท่านรอคอยฟังหนังสือรับสั่งจะโปรดประการใดอยู่ที่เมืองเอียนซัวฮู้ก่อน แล้วเอียหลิมกับล่อโงยก็ทำหนังสือบอกให้ขุนนางนายทหารถือไปเมืองหลวง ล่อโงยก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงเอียหลิมสามวันครั้งหนึ่ง ห้าวันครั้งหนึ่ง เสมอมิได้ขาด

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ล่อโงยได้ยินข่าวว่า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ใช้ให้โตเคียนเต๊กผู้เป็นที่แฮก๊กกงเป็นข้าหลวงเชิญเซียจี้ หนังสือรับสั่ง ออกมายังทางอีกยี่สิบลี้จะถึงเมืองเอียนซัวฮู้ ล่อโงยจึงจัดทหารออกไปรับโตเคียนเต๊กถึงนอกเมือง ถ้อยทีคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วก็พาโตเคียเต๊กเข้ามาในเมืองเอียนซัวฮู้ ล่อโงยจัดโต๊ะเครื่องบูชารับเซียจี้ หนังสือรับสั่ง ตามธรรมเนียม โตเคียนเต๊กเปิดหนังสือรับสั่งออกอ่านให้ล่อโงยฟัง ใจความว่า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ได้ทรงทราบหนังสือบอกของเอียหลิมทุกประการแล้ว รับสั่งว่า ล่อโงยเป็นคนตงฉิน มีสติปัญญา ฝีมือเข้มแข็ง ควรที่จะเป็นทหารผู้ใหญ่ได้ ประการหนึ่ง ชื่อเสียงก็ปรากฏตลอดถึงเมืองฮวน โปรดตั้งให้ล่อโงยเป็นที่เจ้งเปียนโฮ้วครองเมืองเอียนซัวฮู้ คุมทหารได้สิบหมื่น อนุญาตให้ตามคำสัญญาของล่อโงยทั้งสามข้อ ล่อโงยก็มีความยินดี คุกเข่าลงถวายบังคมต่อเมืองหลวง แล้วให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงเอียหลิม กับโตเคียนเต๊ก ขุนนางทั้งปวง เป็นที่รื่นเริงทุกตัวคน ครั้นเสร็จการเลี้ยงโต๊ะแล้ว ล่อโงยจัดทองคำห้าพันตำลึง เงินห้าหมื่นตำลึง แพรสีต่าง ๆ ร้อยม้วน ให้แก่โตเคียนเต๊กและบรรดาขุนนางนายทหารทั้งปวงซึ่งมากับโตเคียนเต๊ก ล่อโงยก็จัดสิ่งของให้ทั่วทุกตัวคนตามสมควร รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เอียหลิม กับโตเคียนเต๊ก สองนายก็ลาล่อโงย เจ้าเมืองเอียนซัวฮู้ กลับไป ล่อโงยจัดโต๊ะและสุราตามออกไปเลี้ยงเอียหลิม กับโตเคียนเต๊ก กับขุนนางนายทัพนายกอง ณ ตำบลเซียเตงนอกเมือง ครั้นกินโต๊ะเสพสุราแล้ว โตเคียนเต๊ก เอียหลิม ล่อโงย ก็ต่างคนต่างคำนับลาไป ล่อโงยก็กลับเข้าเมืองเอียนซัวฮู้ โตเคียนเต๊กก็แยกทางไปเมืองซุย

ฝ่ายเอียหลิมยกกองทัพออกจากตำบลเซียงเตงแล้ว มาถึงกลางทางได้ข่าวว่า เมืองเตงจิวเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมเที่ยวตีปล้นราษฎรหลายแห่งหลายตำบล เอียหลิมก็รีบยกกองทัพไปทางเมืองเตงจิว ครั้นกองทัพเอียหลิมมาถึงแขวงเมืองเตงจิว พวกโจรผู้ร้ายในแขวงเมืองเตงจิวรู้ว่า เอียหลิมยกกองทัพมา พวกโจรผู้ร้ายมีความกลัวฝีมือและอำนาจเอียหลิม พวกโจรก็พากันทิ้งไพร่พลแตกตื่นหนีไปหมด เอียหลิมก็ยกกองทัพเข้าไปพักอยู่ในเมืองเตงจิว เห็นบ้านเรือนราษฎรทิ้งร้างว่างเปล่าอยู่ ด้วยพวกราษฎรถูกพวกโจรผู้ร้ายมาปล้นเผาบ้านเรือนเก็ฐเอาทรัพย์สิ่งของไปหมด ราษฎรพากันแตกตื่นทิ้งบ้านเรือนหนีพวกโจรไป บ้านเรือนร้างอยู่เป็นอันมาก กับทั้งกำแพงเมืองก็ชำรุดหักพังเป็นหลายแห่ง เอียหลิมเห็นเมืองเตงจิวร่วงโรยอยู่ เอียหลิมก็จัดแจงการบ้านเมืองเตงจิว สร้างกำแพงที่ชำรุดหักพัง เกลี้ยกล่อมราษฎรที่แตกตื่นกลับเข้ามาตามเดิม ครั้นราษฎรกลับเข้ามาอยู่ในเมืองเตงจิวตามภูมิลำเนาปรกติเรียบร้อย และได้จัดแจงทำป้องกำแพงเมืองที่ชำรุดหักพังให้เหมือนแต่ก่อนดีแล้ว เอียหลิมก็ตั้งอยู่ ณ เมืองเตงจิว เกลี้ยกล่อมคนเข้าฝึกหัดเป็นทหาร และรวบรวมเสบียงอาหารสะสมเครื่องยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ไว้พรักพร้อม ถ้ามีศึกสงครามมา ก็จะได้กยไปปราบปรามทันท่วงที

ฝ่ายจีนอ๋อง จำเดิมตั้งแต่ได้มีที่ปรึกษา และมีผู้ช่วยคิดอ่าน มีพรรคพวกทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในที่ได้สินบนจีนอ๋องอยู่แทบทุกคน จีนอ๋องจะคิดแย่งชิงเอาที่ไทจือให้จงได้อยู่เสมอ แต่หลีเอียน ขุนนางผู้ใหญ่หาได้รับสิ่งของของจีนอ๋องไม่ จีนอ๋องให้คนใช้เอาสิ่งของไปกำนัลหวังจะให้เป็นพรรคพวกของจีนอ๋อง หลีเอียนไม่รับสิ่งของเข้าเป็นพรรคพวกกับจีนอ๋อง จีนอ๋องก็มีความโกรธหลีเอียน จึงว่า ถ้าการที่คิดไว้สำเร็จแล้ว คงจะแก้แค้นหลีเอียนฆ่าเสียให้จงได้ แต่นั้นมา จีนอ๋องก็มีความพยาบาทเกลียดชังคอยหาเหตุหลีเอียนอยู่เป็นนิตย์

ฝ่ายเอียซู ขุนนางผู้ใหญ่ ได้ของกำนัลของจีนอ๋องที่มีราคาหลายสิ่งหลายอย่าง เอียซูเป็นพรรคพวกของจีนอ๋อง คอยจะช่วยจีนอ๋องอยู่เสมอ เอียซูเห็นว่า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้พระองค์เกรงกลัวเชื่อฟังฮองเฮาทุกสิ่งทุกอย่าง เอียซูก็เข้าไปเฝ้าฮองเฮา แสร้งอุบายทูลยกย่องจีนอ๋องว่า เป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประกอบไปด้วยความกตัญญูสัตย์ซื่อสุจริต มีความรักใคร่นับถือเป็นอันมาก และกล่าวสรรเสริญจีนอ๋องต่าง ๆ กับฮองเฮา ฮองเฮาใจเป็นสตรี หาได้คิดการโดยรอบคอบเห็นเหตุตื้นลึกหนักเบาซึ่งจะมีต่อไปภายหน้าอย่างใดไม่ ครั้นได้ฟังถ้อยคำเอียซูทูลยกย่องจีนอ๋อง ก็พลอยมีใจรักใคร่จีนอ๋องยิ่งขึ้นไปทุกที ครั้นเอียซูกลับไปแล้ว ฮองเฮาก็ไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ก็กราบทูลยกย่องความดีของจีนอ๋องเหมือนดังถ้อยคำของเอียซูทูลฮองเฮาอยู่เป็นนิตย์ เวลาพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ออกว่าราชการฝ่ายหน้า เอียซูเข้ามาเฝ้า ก็ทูลยกย่องสรรเสริญความดีของจีนอ๋องต่าง ๆ ให้พระองค์เป็นที่ทรงเชื่อฟัง เมื่อฮองเฮาและเอียซูเป็นพรรคพวกจีนอ๋องคอยทูลยกย่องสนับสนุนจีนอ๋อง ทั้งกิตติศัพท์ความสรรเสริญจีนอ๋องของพรรคพวกจีนอ๋องทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในมากขึ้น พระเจ้าซุยบุ๋นเต้พระองค์มีน้ำพระทัยเบาอยู่ด้วย ก็ให้นึกทรงรังเกียจสงสัยอยู่ในไทจือเอียหยงเป็นอันมาก พระองค์กลับทรงรักใคร่ในจีนอ๋องยิ่งนัก จึงให้ขุนนางที่ไว้วางพระทัยของพระองค์ไปสอดแนมฟังกิตติศัพท์การประพฤติของไทจืออยู่เนือง ๆ ครั้นพระองค์เสวยราชสมบัติมาได้สามปีกับสิบเดือน การก็ยังสงสัยเคลือบแคลงในไทจืออยู่เสมอ วันหนึ่ง กีอุย ขุนนางคนสนิทของไทจือ ซึ่งได้รับสิ่งของของโอบุนสุดให้ต้วนตัดนำเอาไปให้ชักชวนมาเป็นพวกของจีนอ๋อง กีอุยได้รับสิ่งของก็เข้าเป็นพรรคพวกของจีนอ๋อง แล้วกีอุยคอยหาช่องที่จะช่วยจีนอ๋องอยู่ ครั้นได้ช่องแล้ว กีอุยก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ แอบอ้างเอาความเท็จทูลกล่าวโทษไทจือว่า ไทจือหาหมอดูเข้ามาดู หมอดูบอกไทจือว่า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ชะตาตก จะสิ้นพระชนม์ในปีที่สิบแปดนี้เป็นแน่ ไทจือได้ฟังคำหมอดูแล้ว ไทจือก็ซ่องสุมเกลี้ยกล่อมคนมีฝีมือมาเป็นพรรคพวกของไทจือ ไทจือเลี้ยงม้าไว้ถึงพันตัว หมายจะแย่งชิงเอาราชสมบัติของพระองค์ ข้าพเจ้ารู้ความ จึงได้รีบนำมากราบทูลให้ทรงทราบ

พระเจ้าซุยบุ๋นเต้พระองค์มีน้ำพระทัยเบาอยู่ด้วย เป็นที่สงสัยไทจือมาแต่ก่อนอยู่แล้ว ครั้นได้ทรงฟังถ้อยคำกีอุยซึ่งเป็นคนใช้อยู่ในไทจือมากราบทูลดังนั้น พระองค์ก็กริ้วโกรธไทจือเป็นอันมาก รับสั่งให้ทหารรักษาพระองค์ไปจับตัวไทจือมาเดี๋ยวนี้ ทหารรักษาพระองค์ได้รับสั่งแล้ว ก็พากันไปเฝ้าไทจือยังที่อยู่ ทูลว่า มีรับสั่งให้หา ไทจือได้ฟังดังนั้นก็รีบเข้ามาเฝ้าพร้อมกับทหารรักษาพระองค์ ครั้นถึงหน้าพระที่นั่ง ไทจือก็คุกเข่าลงคำนับตามธรรมเนียม พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ก็หาได้ทรงไต่ถามไทจือไม่ ด้วยพระองค์ทรงกริ้วโกรธอยู่เป็นอันมาก เลยรับสั่งให้ถอดไทจือเป็นไพร่ แล้วให้ประหารชีวิตทังเล่งฉิน โจบุนเซ่ง ขุนนางทั้งสองซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในไทจือเสีย เมื่อเดิมเอียซูได้ทูลยุยงกล่าวโทษขุนนางทั้งสองไว้แต่ก่อนด้วย แล้วทรงตั้งให้จีนอ๋องเป็นที่ไทจือ โอบุนสุดเป็นที่ฮูอ๋วย ขุนนางในไทจือ บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเฝ้าอยู่พร้อมกันก็ไม่มีผู้ใดกล้ากราบทูลทัดทานห้ามปรามได้ แล้วก็เสด็จขึ้นข้างใน

ฝ่ายทหารรักษาพระองค์ เมื่อได้รับสั่งแล้ว ก็พาขุนนางทั้งสองซึ่งขึ้นอยู่ในไทจือเอาไปฆ่าเสียตามรับสั่ง ครั้นรุ่งขึ้น เสด็จออกขุนนาง ประทับ ณ พระที่นั่งกิมล่วนเต้ย มีขุนนางผู้ใหญ่ชื่อ ออนบุ๋น เป็นที่ไตฮู คุกเข่าประสานมือกราบทูลว่า ในโลกนี้ สิ่งใดที่จะสนิทกันเหมือนบิดากับบุตรนั้นไม่มีที่จะเปรียบ บัดนี้ พระองค์ทรงเชื่อฟังขุนนางกังฉินทูลยุยงให้พระองค์ประพฤติการณ์ผิดในทางยุติธรรมไป ถ้าพระองค์ทรงเชื่อฟังคำของข้าพเจ้ากราบทูลเช่นนี้แล้ว ขอให้พระองค์เอาตัวเอียงซู กีอุย ขุนนางทั้งสองคนที่ทูลยุยงกล่าวโทษไทจือหาความผิดมิได้ ไปประหารชีวิตเสีย จึงจะถูกต้องตามแบบอย่างทางยุติธรรม มีขุนนางชื่อ เอียเฮาเจง ทำเรื่องราวถวายต่อพระหัตถ์พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ใจความในเรื่องราวมีความว่า ไทจือมีสติปัญญา ซื่อสุจริต ข้อที่มีผู้กล่าวโทษว่า ไทจือหาหมอเข้าไปดูว่า พระองค์จะสิ้นพระชนม์นั้น หาจริงไม่ ข้อหนึ่ง กล่าวโทษว่า ไทจือเลี้ยงม้าไว้ถึงพันหนึ่ง ซ่องสุมผู้คมมาก จะประทุษร้ายแย่งชิงเอาราชสมบัติของพระองค์นั้น ความข้อนี้ไทจือก็อยู่ตังเก๋งในพระราชวัง ไม่มีข้อสำคัญที่ควรจะเชื่อฟังเอาเป็นจริงได้ ขอให้พระองค์เอาตัวเอียซู กีอุย ขุนนางทั้งสองคนนี้มาชำระให้เห็นเท็จและจริงเสียก่อน ถ้าเป็นความจริง ถึงจะถอดไทจือให้เป็นไพร่ ก็สมควรตามประเพณีของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม

พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ได้ทรงฟังถ้อยคำออนบุ๋นกราบทูล และทอดพระเนตรเรื่องราวของเอียเฮาเจง ก็หาเชื่อฟังขุนนางทั้งสองไม่ กลับทรงกริ้วโกรธเป็นอันมาก ให้เอาตัวออนบุ๋น เอียเฮาเจง ขุนนางทั้งสองคนไปขังคุกเสีย ไม่ให้ขุนนางทั้งหลายเอาเยี่ยงอย่างนำความขึ้นกราบทูลขัดขวางแก่พระองค์ได้ หลีเอียน ขุนนางผู้ใหญ่ เข้าไปเฝ้าทำเรื่องราวเข้าไปถวายต่อพระหัตถ์พระเจ้าซุยบุ๋นเต้มีใจความว่า เอียหยงไทจือมีความผิด พระองค์ถอดจากที่เสียแล้ว แต่ขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความสัตย์ซื่อทั้งสองคนที่เข้ามาทูลทัดทานเรื่องไทจือ ไม่ควรที่พระองค์จะทำโทษขุนนางทั้งสอง ประการหนึ่ง มีผู้กล่าวโทษไทจือ ก็ไม่มีข้อสำคัญสิ่งใดที่จะเชื่อฟังเอาเป็นจริงได้ ขอพระองค์ทรงพระเมตตาโปรดแก่ไทจือกับขุนนางทั้งสองที่ต้องโทษนั้นด้วยเถิด

พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ทอดพระเนตรเรื่องราวของหลีเอียนแล้ว ก็ทรงนิ่งเสีย หาได้รับสั่งโปรดและยกโทษคนทั้งสองที่ไปจำคุกไว้ประการใดไม่ ภายหลัง พระองค์ค่อยอ่อนพระทัยลง เสื่อมคลายความกริ้วโกรธเอียหยงไทจือลงบ้าง มีความกรุณาสงสารเอียหยงไทจือด้วยต้องถอดออกเป็นไพร่อยู่ จึงโปรดให้เอียหยงไทจือไปอยู่สวนดอกไม้แห่งหนึ่ง พระราชทานเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนให้เอียหยงไทจือเลี้ยงชีวิตต่อไป เอียหยงไทจือมีความน้อยใจเป็นอันมาก อยู่มาวันหนึ่ง เอียหยงไม่สบายใจ ขึ้นไปบนต้นไม่ในสวน ร้องประกาศต่อเทพยดาฟ้าและดินว่า ข้าพเจ้า เอียหยง ไม่มีความผิดสิ่งใดเลย แต่ร้องดังนั้นเนือง ๆ มา เอียซูรู้ความดังนั้นก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ กราบทูลว่า บัดนี้ เอียหยงไทจือขึ้นไปบนต้นไม้ในสวน ร้องประกาศแก่เทพยดาว่า เอียหยงไทจือไม่มีความผิด อยู่เสมอ พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ได้ทรงฟังคำเอียซูกราบทูลแล้ว ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็ไม่เอาพระทัยใส่ในเอียหยงไทจือว่า จะเป็นประการใด ด้วยทรงหวังพระทัยว่า เอียหยงไทจือเป็นคนเสียจริตเสียแล้ว

ฝ่ายน้องชายเอียหยงไทจือร่วมพระราชบิดาเดียวกัน เป็นที่ซิวอ๋อง เห็นว่า จีนอ๋องกับเอียซูคบคิดกันเก็บความเท็จกราบทูลกล่าวโทษเอียหยงไทจือกับพระราชบิดา จนพระราชบิดาถอดเอียหยงออกจากที่ไทจือ ซิวอ๋องมีความเจ็บแค้นจีนอ๋อง เซียซู อยู่เป็นอันมาก คิดจะแก้แค้นให้จงได้ ความทราบถึงจีนอ๋อง และเตียหวม ขุนนางที่ปรึกษาของจีนอ๋อง เตียหวมจึงคิดอุบายอย่างหนึ่ง เอาไม้แกะเป็นรูปพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ เขียนชื่อและแซ่พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ใส่กระดาษเหลืองปิดไว้ที่หน้าอกรูปไม้ เอาตะปูตอกตรึงไว้ ให้คนสนิทลอบนำไปฝังไว้ที่บนเขาฮัวซัวแล้ว เตียหวมคิดอุบายกับจีนอ๋องได้สมความคิดแล้ว เวลาวันหนึ่ง ได้ช่อง เตียหวมก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุยบุ๋นเต้ ทูลกล่าวโทษซิวอ๋องว่า ทำเล่ห์กระเท่ห์เอาไม้แกะเป็นรูปพระองค์ และเขียนชื่อและแซ่ใส่กระดาษเหลืองปิดไว้ที่หน้าอก เอาตะปูตอกตรึงไว้ ซิวอ๋องเอารูปไม้นี้ไปฝังไว้บนเขาฮัวซัว คนใช้ของข้าพเจ้าได้เห็นและสืบสวนได้ความจริงแล้ว เตียหวมก็ถวายรูปไม้ให้พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ทอดพระเนตร พระเจ้าซุยบุ๋นเต้ก็ทรงเห็นจริง หาได้พิเคราะห์ตรึกตรองและสืบสวนไต่ถามซิวอ๋องไม่ กลับทรงกริ้วโกรธซิวอ๋อง พระราชบุตร รับสั่งให้ถอดซิวอ๋องลงเป็นไพร่ มีขุนนางผู้หนึ่งชื่อ ปวยซ็อก เป็นเจ้าเมืองกวยจิว เข้ามาเฝ้าทำเรื่องราวถวายต่อพระหัตถ์ มีความว่า บุตรพระองค์ทั้งสองคน คือ เอียหยงไทจือ กับซิวอ๋อง น้องชาย ที่ต้องโทษออกจากที่นั้น ขอพระองค์ได้ทรงพระเมตตากรุณาโปรดแก่บุตรพระองค์ทั้งสอง ด้วยยังเป็นพระราชบุตรของพระองค์อยู่ ขอให้ทรงตั้งให้เป็นแต่เพียงขุนนางเล็กน้อยพ้นจากไพร่ไปอยู่เมืองบ้านนอกเถิด จะได้คิดกลับใจเป็นคนดีได้บ้าง ภายหลังก็จะได้ดูแลรับราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระองค์ไปเบื้องหน้า พระเจ้าซุยบุ๋นเต้รับเรื่องราวมาทอดพระเนตรแล้ว ก็ไม่ทรงโปรดและก็ไม่ทรงรับสั่งกับปวยซ็อกประการใดไม่ การนั้นก็ยังยุติอยุ่ และปวยซ็อกคนนี้เป็นเพื่อนรักของหลีเอียน ขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นจีนอ๋องเห็นเรื่องราวของปวยซ็อก ก็มีความขัดเคืองพระทัยเป็นอันมาก จึงหาตัวโอบุนสุด เตียหวม ขุนนางทั้งสองเข้ามาปรึกษา เล่าความให้ฟังแล้ว จีนอ๋องไทจือจึงว่า เรื่องราวของปวยซ็อกซึ่งถวายแก่พระราชบิดาเรานี้ ชะรอยจะเป็นหลีเอียนเสี้ยมสอนปวยซ็อกแต่งถ้อยคำให้นำถวายพระราชบิดา เหตุด้วยหลีเอียมีความกลัวเรา ด้วยหลีเอียนฆ่านางเตียวลีฮัวกับนางขงกุยปินเสียเมื่อครั้งตีเมืองน่ำตั๋นเป็นข้อใหญ่บาดหมางในใจเราอยู่ จึงคิดการอย่างนี้ เราจะต้องคิดฆ่าหลีเอียนเสียให้จงได้ พวกเราจะได้มีความสุขต่อไปภายหน้า




ตอน ๑ ขึ้น ตอน ๓