ข้ามไปเนื้อหา

หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน

จาก วิกิซอร์ซ
ดูฉบับอื่นของงานนี้ที่ สนธิสัญญาเบาว์ริง
หนังสือสัญญา
กรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษ
เปนทางไมตรีค้าขายกัน


Treaty
of
Friendship and Commerce
between
Great Britain and Siam.
Signed April 18, 1855. Ratified April 5, 1856.
Bangkok, Siam
Printed at the Washington Press.
By J. H. Chandler.
1856.

ความเจริญงามจงมีแก่บ้านเมืองเทิญ ๚ะ

ครั้งนี้มีทูตอังกฤษมาแต่พระนางซึ่งเปนใหญ่เปนเจ้าราชอาณาจักรอันผสมกัน คือ ทวีปบริตเตนใหญ่ แลทวีปอิริลานด์ แลที่อื่น ๆ อันขึ้นแก่ราชอาณาจักรนั้น เข้ามาฃอทำสัญญาทางพระราชไมตรีแลการค้าขายกับกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยา จึ่งพระบาทสมเด็จพระบรเมนทรมหามกุฏ สุทธสมมติเทพยพงษวงษาดิศวรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาษ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แลพระบาทสมเด็จพระบวเรนทราเมศวร์มหิศวเรศร์รังสัน มหันตวรเดโชไชยมโหฬารคุณอดุลย์เดช สรรพเทเวศรานุรักษ์ บวรจุฬจักรพรรดิราชสังกาษ บวรธรรมิกราชบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สองพระองค์ทรงเหนชอบกับราชดำริห์พระนางเปนเจ้าเปนใหญ่ในทวีปบริตเตนใหญ่แลอิริลานด์ รว่มพระราชประสงค์ทำหนังสือสัญาทางไมตรีกับพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษเมืองบริตเตนอิริลานด์ เพื่อจะให้มีผลประโยชน์แก่ราษฎรอยู่ใต้บังคับไทแลคนอยู่ในบังคับอังกฤษ จัดแจงการทำมาหากินค้าขายให้มีประโยชน์เรียบรอ้ย เพราะเหตุนี้จึ่งได้ตั้งพระไทยจะทำหนังสือสัญาไมตรีฅ้าขาย จึ่งได้ตั้งเสนาบดีให้มีอำนาจทังสองฝ่าย ๆ พระเจ้าแผ่นดินเมืองบริตเตนอิริลานด์ ตั้งเซอยอนโบวริงเปนขุนนางลูกขุนผู้ใหญ่ ฝ่ายพระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทังสองพระองค์ พร้อมกันกับความคิดพระราชวงษานุวงษแลข้าทูลลอองธุลีพระบาททังปวง มอบความพระราชดำริห์แลพระราชประสงค์ให้พระเจ้านอ้งยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท มาประชุมแทนพระราชวงษานุวงษ แล้วโปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาปยุรวงษ วรุตมพงษนายก สยามดิลกโลกานุปาลนนารถ สกลราชวราณาจักรราธิเบนทร บรเมนทรมหาราชานุกูล สรรพกิจมูลมเหศวรเชฐามาตยาธิบดี ตรีสรณรัตนธาดา อดุลย์เดชานุภาพบพิตร ซึ่งโปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้มีอาญาสิทธิบังคับบันชาได้สิดขาดทั่วทังพระราชอาณาจักร กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ นรเนตรนารถราชสุริยวงษ สกุลพงษปดิษฐา มุขมาตยาธิบดี ไตรสรณศรีรัตนธาดา สกลมหารัชชาธิเบนทร์ บรเมนทรมหาราชวโรปรการ มโหฬารเดชานุภาพบพิตร ซึ่งโปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้มีอำนาจบังคับบันชาทั่วทังพระนคร กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ สมันตพงษพิสุทธิ มหาบุรุษรัตโนดม ผู้ว่าที่สมุหพระกลาโหม ผู้สำเรจราชการบังคับบันชาหัวเมืองชายทเลปากใต้ฝ่ายตวันตก กับเจ้าพระยาผู้ช่วยสำเรจราชการกรมท่า เปนผู้สำเรจราชการบังคับบันชาหัวเมืองฝ่ายตวันออก ทัง ๕ เปนประธาน ฝ่ายเสนาบดีไทก็ได้ส่งพระราชลัญจกร ฝ่ายขุนนางอังกฤษได้ส่งหนังสือเจ้าวิกตอเรียซึ่งให้เข้ามาทำหนังสือสัญากับไท เหนถูกตอ้งพร้อมกันทังสองฝ่าย ได้ตกลงกันตามข้อสัญาที่เขียนไว้สืบต่อไปข้างน่า ๚ะ

ข้อว่า ตั้งแต่นี้ไป พระเจ้าแผ่นดินกรุงบริตเตนอิริลานด์กับพระเจ้าแผ่นดินที่จะสืบวงษต่อไปภายน่า กับดว้ยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทังสองพระองค์ ทังสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินไทที่จะสืบพระราชอิศริยยศต่อไปภายน่า ให้มีไมตรีรักษใคร่กันราบคาบไปชั่วฟ้าแลดิน แต่บันดาคนที่อยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุงเทพมหานคร เสนาบดีฝ่ายไทก็จะชว่ยบำรุงรักษาให้อยู่เปนศุขสบาย ให้ได้ค้าขายโดยสดวก มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดฝ่ายไทข่มเหงเบียดเบียน แต่บันดาคนที่อยู่ในบังคับไทที่จะไปอยู่ในแดนอังกฤษ ขุนนางอังกฤษก็จะช่วยบำรุงรักษาให้อยู่เปนศุขสบาย ให้ได้ค้าขายโดยสดวก มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดฝ่ายอังกฤษข่มเหงเบียดเบียน ๚ะ

ข้อว่า แต่บันดาการงานของคนที่อยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุงเทพมหานคร ก็ตอ้งฟังบังคับบันชาของกงซุลที่เข้ามาตั้งอยู่ณกรุงเทพมหานคร กงซุลจะได้ทำตามหนังสือสัญานี้แลข้อหนังสือสัญาเก่าที่มิได้ยกเสียจงทุกประการ แล้วจะได้บังคับบันชาคนในบังคับอังกฤษให้ทำตามดว้ย แล้วกงซุลจะรับรักษากดหมายการค้าขาย แลกดหมายที่จะห้ามปรามมิให้คนที่อยู่บังคับอังกฤษทำผิดลว่งเกินกดหมายของอังกฤษกับไทที่มีอยู่แล้วแลจะมีต่อไปภายน่า ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษจะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไท กงซุลกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะปฤกษาชำระตัดสีน คนอยู่ในบังคับอังกฤษทำผิด กงซุลจะทำโทษตามกดหมายอังกฤษ คนอยู่ในบังคับไททำผิด ไทจะทำโทษตามกดหมายเมืองไท ถ้าคนอยู่ในใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุลไม่เอาเปนธุระ คนอยู่ในบังคับอังกฤษเปนความกันเอง ไทก็ไม่เอาเปนธุระ ๏ แลไทกับอังกฤษยอมกันว่า กงซุลซึ่งจะเข้ามาตั้งอยู่ณกรุงเทพมหานครนั้น ยังไม่ตั้ง ต่อเมื่อทำหนังสือสัญาตกลงลงชื่อกันแล้ว กำปั่นอังกฤษเข้ามาค้าขายณกรุงเทพมหานคร ใช้ธงอังกฤษมีหนังสือสำหรับลำเปนสำคัญครบ ๑๐ ลำ หนังสือสัญาปิตตราเข้ามาถึงเปลี่ยนกันแล้ว กงซุลจึ่งตั้งได้ ๚ะ

ข้อว่า คนซึ่งอยู่ในบังคับไทจะไปเปนลูกจ้างอยู่กับคนอยู่ในบังคับอังกฤษก็ดี คนอยู่ในใต้บังคับไทที่มิได้เปนลูกจ้างก็ดี ทำผิดกดหมายเมืองไท จะหนีไปอาไศรยอยู่กับคนในบังคับอังกฤษซึ่งอยู่ในกรุงฯ ถ้ามีพญานว่า ทำผิดหนีไปอยู่กับคนในบังคับอังกฤษจริง กงซุลจะจับตัวส่งให้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายไท ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนแลเข้ามาอาไศรยค้าขายอยู่ในกรุงฯ ทำผิดหนีไปอยากับคนในใต้บังคับไท ถ้ามีพญานว่า ทำผิดหนีไปอยู่กับคนในใต้บังคับไทจริง กงซุลจะฃอเอาตัว เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะจับตัวส่งให้ ถ้าพวกจีนคนไรว่าเปนคนอยู่ในบังคับอังกฤษ ไม่มีสิ่งสำคัญสิ่งไรเปนพญานว่า เปนคนอยู่ในบังคับอังกฤษ กงซุลก็ไม่รับเอาเปนธุระ ๚ะ

ข้อว่า คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะมาค้าขายตามหัวเมืองชายทเลซึ่งขึ้นกับกรุงฯ ก็ค้าขายได้โดยสดวก แต่จะอาไศรยอยู่ได้ทีเดียวก็แต่ในกรุงฯ ตามในจังหวัดซึ่งกำหนดไว้ในหนังสือสัญา ประการหนึ่ง คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะมาเช่าปลูกโรงปลูกเรือนปลูกตึก แลจะซื้อเรือนซื้อโรงซื้อตึก พ้นกำแพงออกไปในกำหนด ๒๐๐ เส้น คือ สี่ไมลอังกฤษ เช่าได้ แต่จะซื้อที่ ซื้อไม่ได้ ถ้าอยู่ถึง ๑๐ ปีแล้ว จึ่งจะซื้อได้ ถ้าอยู่ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ท่านเสนาบดีจะโปรดให้ซื้อ ก็ซื้อได้ แลที่นอกกำหนดสองรอ้ยเส้นนั้น คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะซื้อจะเช่าที่เรือนที่สวนที่ไร่ที่นาตั้งแต่กำแพงเมืองออกไปเดินดว้ยกำลังเรือแจวเรือภายทาง ๒๔ ชั่วโมง จะซื้อจะเช่าเมื่อไรก็ซื้อได้เช่าได้ แต่เมื่อคนอยู่ในบังคับอังกฤษจะซื้อที่ซื้อเรือน จะต้องบอกกงซุล ๆ จะได้บอกเจ้าพนักงานฝ่ายไท เจ้าพนักงานกับกงซุลเห็นว่า คนที่จะซื้อที่นั้นเปนคนจะทำมาหากินโดยจริง เจ้าพนักงานกับกงซุลจะชว่ยว่ากล่าวให้ซื้อตามราคาสมควรแล้ว จะได้ดูแล ปักที่ วัดที่ ทำหนังสือประทับตราเจ้าพนักงานให้ไว้เปนสำคัญ แล้วจะได้ฝากฝังเจ้าเมือกรมการให้ช่วยดูแลทำนุบำรุงดว้ย แลให้ผู้ที่ไปอยู่นั้นฟังบังคับบันชาเจ้าเมืองกรมการตามยุติธรรม์ ค่าธรรมเนียมที่ทำไร่ทำสวนราษฎรบ้านนั้นเมืองนั้นตอ้งเสียอย่างไร ก็ให้เสียตามเชาบ้านนั้นเชาเมืองนั้น ถ้าในกำหนด ๓ ปีแล้ว ผู้ที่ซื้อไม่มีทุนรอนฤๅแชเชือนเสียมิได้ตั้งการปลูกส้าง เสนาบดีจะคืนเงินค่าที่ให้ จะตัดสีนคืนเอาที่นั้นเสีย ๚ะ

ข้อว่า คนอยู่ในบังคับอังกฤษที่เข้ามาอาไศรยอยู่ณกรุงเทพมหานคร ตอ้งไปบอกกับกงซุลให้จดชื่อไว้ ถ้าคนเหล่านี้จะออกไปทเลฤๅจะไปเที่ยวเกินกำหนด ๒๔ ชั่วโมงตามสัญาไว้ที่จะให้คนในบังคับอังกฤษอยู่ กงซุลจะไปฃอหนังสือเบิกลอ่งเจ้าพนักงานฝ่ายไทให้ไป ถ้าคนในบังคับอังกฤษจะกลับออกไปกรุงฯ ถ้าขุนนางเจ้าพนักงานฝ่ายไทบอกแก่กงซุลว่า มีเหตุควรจะห้ามมิให้ออกไป กงซุลก็จะมิให้ออกไป ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษไปเที่ยวในระหว่าง ๒๔ ชั่วโมง กงซุลจะเขียนเปนหนังสือไทให้ไปว่า คนนั้น ชื่ออย่างนั้น รูปร่างอย่างนั้น มีธุระอย่างนั้น แล้วจะตอ้งให้เจ้าพนักงานฝ่ายไทปิดตราหนังสือให้ไปเปนสำคัญดว้ย เจ้าพนักงายฝ่ายไทดูหนังสือแล้ว ให้คืนหนังสือ ให้ปล่อยตัวไปโดยเรว ถ้าไม่มีหนังสือกงซุลปิดตราเจ้าพนักงานฝ่ายไทไปสำหรับตัว สงไสว่าเปนคนหนี ก็ให้ยึดเอาตัวไว้ แล้วให้มาบอกความกับกงซุลให้รู้ ๚ะ

ข้อว่า คนซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษจะเข้ามาเที่ยวแลจะเข้ามาอาไศรยอยู่ณกรุงฯ จะถือสาศนากฤษเตีน ไทก็ไม่ห้ามปราม เมื่อจะส้างวัดขึ้น จะทำได้ก็แต่ในที่เสนาบดีจะโปรดให้ ๏ ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งจะเข้ามาอยู่ณกรุงฯ จะจ้างคนซึ่งอยู่ในใต้บังคับไทมาเปนลูกจ้าง เสนาบดีฝ่ายไทจะไม่ห้ามปราม ถ้าคนที่มีมุนนายจะมารับจ้างอยู่กับคนอยู่ในบังคับอังกฤษ มุนนายไม่รู้ มุนนายจะมาเอาตัวไป ก็เอาไปได้ ถ้าคนในบังคับอังกฤษไปจ้างคนในใต้บังคับไทเปนลูกจ้าง ไม่ได้ทำสัญากับมุนนายเขา ภายหลังถ้าเกี่ยวข้องสิ่งหนึ่งสิ่งใด เสนาบดีฝ่ายไทไม่ชำระให้ ๚ะ

ข้อว่า กำปั่นรบจะเข้ามาทอดน่าด่านเมืองสมุทปราการ เข้ามาทอดได้ แต่จะขึ้นมาณกรุงฯ ไม่ได้ เมื่อกำปั่นรบชำรุดจะตอ้งเข้าอู่ เสนาบดีเจ้าเมืองกรมการเหนว่า ชำรุดจริง จะยอมให้เอามาเข้าอู่ ถ้าจะมีขุนนางถือหนังสือพระเจ้าแผ่นดินกรุงบริตเตนให้ขี่กำปั่นรบเข้ามาณกรุงฯ จะให้ขึ้นมาแต่ลำเดียว ตอ้งให้ขึ้นมาทอดอยู่ใต้ป้อมป้องปัจามิตร ป้อมปิจปัจจนึก อย่าให้ขึ้นมาพ้นป้อม เว้นไว้แต่เสนาบดีจะโปรดให้ขึ้นมาพ้นป้อม จึ่งขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีเรือรบอังกฤษอยู่ในกรุงฯ คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะวิวาทกันขึ้น กงซุลจะไประงับ ไทจะให้ทหารไปชว่ยกงซุลระงับภอระงับได้ ๚ะ

ข้อว่า ค่าธรรมเนียมปากเรือที่เคยเรียกแต่ลูกค้าอังกฤษตามสัญาเก่าซึ่งทำไว้ในกฤษศักราช ๑๘๒๖ ปีนั้น จะยอมเลิกเสียตั้งแต่หนังสือสัญานี้ใช้ได้ พ้นนั้นไป จะตอ้งเสียแต่ภาษีสิ่งของฃาเข้าฃาออก สินค้าฃาเข้าจะตอ้งเสียภาษี ๑๐๐ ละสาม จะเสียเปนของฤๅจะเสียเปนเงินคิดราคาตามราคาทอ้งน้ำ สุดแต่ใจเจ้าของจะเสีย ถ้าของเสียภาษี ๑๐๐ ละสามแล้ว ของจำหน่ายไม่ได้ จะเหลือกลับออกไปมากนอ้ยเท่าใด ตอ้งคิดภาษีสิ่งของที่เหลือคืนให้แก่เจ้าของให้ครบ ถ้าราคาสิ่งของไม่ตกลงกัน ตอ้งไปบอกกงซุล ๆ จะเรียกพ่อค้าคนหนึ่งฤๅสองคน เจ้าพนักงานฝ่ายไทยก็จะเรียกพ่อค้าคนหนึ่งฤๅสองคน ชว่ยตีราคาภอสมคววร ถ้าลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฤษจะบันทุกเอาฝี่นเข้ามาณกรุงฯ ไม่ตอ้งเสียภาษี แต่ตอ้งขายฝี่นให้กับเจ้าภาษี ถ้าเจ้าภาษีไม่ซื้อเอาฝี่นไว้ ให้บันทุกกลับออกไป ไม่ตอ้งเสียอะไร ถ้าลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฦษเอาฝี่นไปลักลอบขายทำผิดสัญาข้อนี้ ให้ริบเอาฝี่นเสียให้สิ้น แลของที่เปนสินค้าจะบันทุกออกไปนั้น ตั้งแต่ของสิ่งนั้นเกิดมาจนได้เปนสินค้าบันทุกกำปั่นออกไป ให้เสียภาษีแต่ชิ้นเดียว ของสิ่งไรที่เปนสินค้าในกรุงฯ จะเรียกเปนสมภักษร ฤๅจะเรียกเปนภาษีป่า ภาษีในกรุงฯ ภาษีปากเรืออย่างไร ได้กำหนดแจ้งในพิกัดติดอยู่กับหนังสือสัญญาแล้ว ได้ยอมกันเปนชัดแล้วว่า ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตอ้งเสียภาษีข้างในแล้ว เมื่อลงเรือ ไม่ตอ้งเสีย พวกลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฤษจะซื้อสินค้า ยอมให้ซื้อกับผู้ทำผู้ปลูก แลของที่เขาขายนั้น ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งจะซื้อ ยอมให้ขาย มิให้ผู้ใดผู้หนึ่งขัดขวางห้ามปราม ภาษีที่กำหนดในพิกัดสัญญานี้ สินค้าที่บันทุกเรือไทเรือจีนที่เคยเสียแล้ว ฝ่ายไทจะยอมลดภาษีให้เรือไทเรือจีน แลชาติอื่น ๆ ก็จะยอมลดให้ลูกค้าซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษเหมือนกัน ลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฤษจะเข้ามาต่อเรือณกรุงฯ เสนาบดียอมให้ต่อแล้ว ก็ต่อได้ แลเข้า ปลา เกลือ ของสามสิ่งนี้ ที่ในกรุงฯ ไม่บริบูรรณ มีหมายประกาศห้ามไม่ให้ออกไปก็ได้ เงินทองแลของสำหรับตัวเข้าออก ไม่ตอ้งเสียภาษี ๚ะ

ข้อว่า ความในกดหมายซึ่งติดในสัญญานี้ กงซุลกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทพร้อมกันจะตอ้งรักษา แลจะตอ้งบังคับให้คนทั้งปวงกระทำตามกดหมาย เจ้าพนักงานฝ่ายไทกับกงซุลจะคิดจัดแจงเพิ่มเติมกดหมายหวังจะรักษาหนังสือสัญญาให้เจริญ ก็ทำได้ เงินที่ปรับไหมแลของที่ริบเพราะทำผิดสัญญานี้ ตอ้งส่งเปนของในแผ่นดินกอ่น เมื่อกงซุลจะเข้ามาตั้งอยู่ณกรุงฯ เจ้าของเรือแลกปิตันนายเรือจะว่าดว้ยการค้าขายกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทก็ได้ ๚ะ

ข้อ๑๐ว่า ถ้าฝ่ายไทยอมให้สิ่งใด ๆ กับชาติอื่น ๆ นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะตอ้งยอมให้อังกฤษแลคนในบังคับอังกฤษเหมือนกัน ๚ะ

ข้อ๑๑ว่า เมื่อพ้น ๑๐ ปีตั้งแต่ปิดตราเปลี่ยนหนังสือสัญญานี้แล้ว ถ้าฝ่ายไทฝ่ายอังกฤษจะฃอเปลี่ยนข้อใด ๆ ในหนังสือสัญญานี้ แลข้อใด ๆ ในหนังสือสัญญาเก่าซึ่งทำไว้ในกฤษศักราช ๑๘๒๖ ปีซึ่งมิได้ยกเสียนั้น แลข้อใด ๆ ในกดหมายค้าขายแลพิกัดภาษีที่ติดอยู่กับหนังสือสัญญานี้ แลกดหมายจะทำต่อไปภายน่า เมื่อบอกให้รู้กอ่นปีหนึ่งแล้ว จะตั้งขุนนางฝ่ายไทฝ่ายอังกฤษเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมได้ตามแต่เหนควรเห็นชอบดว้ยกันทังสองฝ่าย ๚ะ

ข้อ๑๒ว่า หนังสือสัญญานี้ทำไว้เปนอักษรไทฉบัพหนึ่ง เปนอักษรอังกฤษฉบัพหนึ่ง ข้อความตอ้งกัน เมื่อหนังสือสัญญาปิดตราเข้ามาเปลี่ยนกันแล้ว ใช้ได้เมื่อณวันที่ ๖ เดือนเอปริล คฤษศักราช ๑๘๕๖ ปี คิดเปนไทณวันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้นค่ำหนึ่ง จุลศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรง อัฐศ ผู้สำเรจราชการฝ่ายไทฝ่ายอังกฤษทำหนังสือสัญญานี้เขียนเปน ๔ ฉบัพ ลงชื่อปิดตราดว้ยกันทั้งสองฝ่าย ทำไว้ในกรุงเทพพระมหานครอมรัตนโกสิทรมหินทรายุทธยาณวันพุทธ เดือนหก ขึ้นสองค่ำ ปีเถาะ สัปตศ ๚ะ

๏ ลงชื่อปิดตราเซอยอนโบวริง ราชทูตอังกฤษ
๏ ลงชื่อปิดตราท่านผู้สำเร็ธราชการฝ่ายไทห้าดวง

ข้อว่า กปิตันนายกำปั่นซึ่งจะเข้ามาค้าขายณกรุงฯ เมื่อเข้ามาถึงนอกสันดอน จะทอดสมอใช้คนเข้ามาบอกกับเจ้าพนักงาน ฤๅจะเอากำปั่นเลยเข้ามาเมืองสมุทปราการ ก็ได้ตามใจ แล้วจะตอ้งมาบอกเจ้าพนักงานที่ด่านเมืองสมุทปราการว่า เรือมาแต่เมืองใด มีลูกเรือคี่คน มีปืนคี่บอก ทอดสมอที่เมืองสมุทปราการแล้วตอ้งมอบปืนใหญ่แลดินดำแก่ขุนนางเจ้าพนักงานเมืองสมุทรปราการฝ่ายไท แล้วตอ้งมีขุนนางกรมการฝ่ายไทกำกับเรือขึ้นมาจนถึงกรุงฯ

ข้อว่า ถ้ากำปั่นเลยเกินด่านเมืองสมุทปราการขึ้นมา มิได้เอาปืนแลดินดำขึ้นไว้ที่เมืองสมุทปราการตามกดหมายนี้ ตอ้งเอากำปั่นกลับลงไปเอาปืนแลดินดำขึ้นไว้เสียที่เมืองสมุทปราการ แล้วตอ้งปรับไหมเงินแปดรอ้ยบาทดว่ยไม่ฟังกดหมายนี้ ถ้าเอาปืนใหญ่แลดินดำขึ้นไว้ที่เมืองสมุทปราการแล้ว ตอ้งปล่อยให้เรือขึ้นมาค้าขายที่กรุงฯ

ข้อว่า ถ้ากำปั่นลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฤษขึ้นมาทอดสมอที่กรุงแล้ว ถ้าไม่ได้เปนวันอาทิตย กปิตันนายกำปั่นตอ้งเอาหนังสือสำรับลำ แลบาญชีสิ่งของซึ่งมีเข้ามาในลำกำปั่น ตอ้งมอบให้แก่กงซุลใน ๒๔ ชั่วโมง กงซุลจะได้เอาบาญชีไปให้เจ้าพนักงานฝ่ายไทที่ได้เรียกภาษี แล้วเจ้าพนักงานคนนั้นตอ้งให้หนังสือสำรับเบิกระวางในเวลานั้น ถ้ากปิตันนายเรือมิได้ส่งหนังสือแลบาญชีสิ่งของใน ๒๔ ชั่วโมงนั้น ฤๅส่งบาญชีไม่ครบจำนวนสิ่งของในลำเรือ จะตอ้งปรับไหมเงิน ๔๐๐ บาท แต่ว่ายอมให้กปิตันนายเรือแก้บาญชีสิ่งของที่หลงลืมในระหว่าง ๒๔ ชั่วโมงตั้งแต่ได้ส่งหนังสือถึงกงซุลนั้น ไม่ปรับไหมเอาเงิน ๚ะ

ข้อว่า ถ้ากำปั่นอังกฤษเปิดระวางขนสินค้ากอ่นยังไม่ได้หนังสือเปิดระวาง แลลักลอบขายสิ่งของในกรุงฯ ก็ดี นอกสันดอนก็ดี จะตอ้งปรับไหมเงิน ๘๐๐ บาท แลสิ่งของที่ลักขายนั้น ตอ้งริบเอาให้หมด

ข้อว่า เมื่อกำปั่นอังกฤษขนของออกแล้ว บันทุกของที่ออกไปเสรจ์แล้ว เสียภาษีให้เสรจ์แล้ว ได้ให้บาญชีกับกงซุลครบสิ่งของแล้ว ถ้ามิได้เกี่ยวขอ้งสิ่งใด ๆ ตอ้งมีเบิกลอ่งอักษรไทให้กงซุล ๆ คืนหนังสือสำหรับลำให้กปิตันนายเรือ ปล่อยเรือให้ล่องไปเมืองสมุทปราการ ตอ้งมีเจ้าพนักงานกำกับเรือลงไปจนถึงเมืองสมุทปราการ ถ้าเจ้าพนักงานเมืองสมุทปราการไปตรวจ์ดูที่กำปั่นแล้ว ปืนแลดินดำที่เอาขึ้นไว้ ส่งให้กับตันนายเรือไป ๚ะ

ข้อว่า ฝ่ายราชทูตอังกฤษซึ่งเข้ามาทำหนังสือสัญญาครั้งนี้ ราชทูตหารู้จักภาษาไทไม่ เสนาบดีฝ่ายไทยอมให้เอาหนังสืออักษรอังกฤษในหนังสือสัญญาไมตรี แลกดหมาย แลค้าขาย แลพิกัดซึ่งติดอยู่กับหนังสือสัญญานั้น เปนแน่ ๚ะ

๏ ลงชื่อปิดตราเซอยอนโบวริง ราชทูตอังกฤษ
๏ ลงชื่อปิดตราท่านผู้สำเร็ธราชการฝ่ายไทห้าดวง

ข้อเปนพิกัดสินค้าภาษีชั้นใน ไม่ตอ้งเสียเลย เสียแต่เมื่อบันทุกลงเรือ เสียอย่างนี้ ๚ะ

งาช้าง หาบละ ๑๐ บาท
รง หาบละ บาท
นรมาต หาบละ ๕๐ บาท
กระวาน หาบละ ๑๔ บาท
เร่ว หาบละ บาท
หอยแมงภู่ หาบละ บาท
ฃนนกกระทุง หาบละ ๑๐ สลึง
หมากแห้ง หาบละ บาท
กรักขี หาบละ สลึง
๑๐ หูปลาขาว หาบละ บาท
๑๑ หูปลาดำ หาบละ บาท
๑๒ ผลกะเบา หาบละ สลึง
๑๓ หางนกยูง รอ้ยละ ๑๐ บาท
๑๔ กระดูกโฅกระบือ หาบละ ไพ
๑๕ หนังแรด หาบละ สลึง
๑๖ หนังเน่า หาบละ สลึง
๑๗ อกเต่า หาบละ บาท
๑๘ กระดองตะภาพน้ำ หาบละ บาท
๑๙ ปลิงทเล หาบละ บาท
๒๐ กะเภาะปลา หาบละ บาท
๒๑ รังนกฃน ๑๐ เอา
๒๒ ปีกนกตระเตน รอ้ยละ บาท
๒๓ สีเสียด หาบละ สลึง
๒๔ เบจี๋ หาบละ สลึง
๒๕ พุงทลาย หาบละ สลึง
๒๖ กำยาน หาบละ บาท
๒๗ เปลือกหางไหล หาบ สลึง
๒๘ เนื้อไม้ หาบละ บาท
๒๙ หนังกระเบน หาบละ บาท
๓๐ เขากวางแก่ หาบละ สลึง
๓๑ เขากวางออ่น ๑๐ เอา
๓๒ หนังกวาง รอ้ยละ บาท
๓๓ หนังทราย รอ้ยละ บาท
๓๔ เอ็นเนื้อ หาบละ บาท
๓๕ หนังโคกระบือ หาบละ บาท
๓๖ กระดูกช้าง หาบละ บาท
๓๗ กระดูกเสือ หาบละ บาท
๓๘ เขากระบือ หาบละ สลึง
๓๙ หนังช้าง หาบละ สลึง
๔๐ หนังเสือ ผืนละ สลึง
๔๑ เกลตลี่น หาบละ บาท
๔๒ ครั่ง หาบละ สลึง
๔๓ ป่านไบ หาบละ สลึง
๔๔ ปลาแห้ง หาบละ สลึง
๔๕ ปลาใบไม้ หาบละ บาท
๔๖ ฝาง หาบละ สลึงเฟื้อง
๔๗ เนื้อเคมแห้ง หาบละ บาท
๔๘ เปลือกปะโลง หาบละ สลึง
๔๙ ไม้แดง หาบละ สลึง
๕๐ ไม้ดำ หาบละ สลึง
๕๑ เข้าสาร เกียนละ บาท

ข้อเปนของที่เสียภาษีชั้นในตามพิกัดนี้ ภาษีนั้นจะเรียกมาขึ้นไปไม่ได้ เมื่อใดบันทุกกำปั่นไป ไม่ตอ้งเสีย ๚ะ

๕๒ น้ำตานทรายขาว หาบละ สลึง
๕๓ น้ำตานทรายแดง หาบ สลึง
๕๔ ฝ้ายเม็ด ฝ้ายบด ๑๐ ลด
๕๕ พริกไท หาบละ บาท
๕๖ ปลาทู ๑๐๐๐๐ ละ บาท
๕๗ ถั่วทุกอย่าง ๑๒ เอา
๕๘ กุ้งแห้ง ๑๒ เอา
๕๙ งาเม็ด ๑๒ เอา
๖๐ ไหมลาว ๑๒ เอา
๖๑ ขี้ผึ้ง ๑๕ เอา
๖๒ ไขเนื้อ หาบละ บาท
๖๓ เกลือ เกียนละ บาท
๖๔ ยาสูบ ๑๐๐๐ ละ สลึง

ข้อแต่บันดาสิ่งของทั้งปวงนอกจากพิกัดที่เขียนไว้ในหนังสือที่เสียกันอยู่ในบ้านในเมืองเท่าไร ให้เรียกยืนอยู่แต่เท่านั้น อย่าให้เรียกเพิ่มทวีขึ้นไป แล้วอย่าให้เรียกภาษีเปน ๒ ชั้น เมื่อลงบันทุกเรือ ไม่ตอ้งเสียภาษีอีก ๚ะ

๏ ลงชื่อปิดตราเซอยอนโบวริง ราชทูตอังกฤษ
๏ ลงชื่อปิดตราท่านผู้สำเร็ธราชการฝ่ายไทห้าดวง

หนังสือแสดงความยินยอมกันพร้อมในระหว่างพระเจ้านอ้งยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท แลพวกท่านเสนาบดี คือ ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองไท ว่า แทนสว่นข้างท่านสองพระองคนั้น คือ พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองคเอก แลพระเจ้าประเทศสยามพระองคที่สอง แลมิศฮาริสมิตปากอิศแกวร์ในสว่นผู้ครองขององค์พระนางเจ้ากรุงบริตเตนใหญ่ มิศปากถือหนังสือสัญาญาทางไมตรีแลการค้าขายที่ตีตราหลวงฝ่ายอังกฤษแล้วในฉบัพที่ทำไว้ในเดือนเอปริล ๑๘ ค่ำ คฤษศักราช ๑๘๕๕ ปี โดยพระนามสมเดจ์พระนางราชินีพระเจ้ากรุงบริตเตนใหญ่แลอิริลาน กับสมเดจ์พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์เอก แลสมเดจ์พระเจ้าประเทศสยามพระองค์ที่สอง เมื่อมิศปากเข้ามาถึงกรุงเทพฯ แล้วแจ้งความว่า ลอดกลาเรนดอน ผู้สำเรทราชการนา ๆ ประเทศของสมเดจ์พระนางราชินีพระเจ้าแผ่นดินบริตเตนใหญ่สั่งเข้ามาว่า ฃอให้ท่านเสนาบดีกรุงไทยอมให้นับชี้แจงข้อความในหนังสือสัญญาเดิมซึ่งออนอแรบเบออิสต์อินเดียกุมปันนีกับพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพฯ สำหรับก่อนสองพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์เอก แลพระเจ้าประเทศสยามพระองค์ที่สองได้ทำไว้เมื่อคฤษศักราช ๑๘๒๖ ปีนั้น เปนปีจอ อัฐศ ว่า ข้อใหนบ้างหนังสือสัญญาใหม่ครั้งนี้ล้างหนังสือสัญญาเก่า ๚ะ

อนึ่ง ฃอให้ยอมเหนดว้ยอธิบายบางอันที่ดูเปนตอ้งการจะหมายกำลังลว่งน่า แลเพิ่มเติมแก่เอกเทศบางสว่นของความในหนังสือสัญญาใหม่ บัดนี้ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทัง ๒ พระอค์ได้ทรงตั้งพระเจ้านอ้งยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท แลท่านเสนาบดีผู้ใหญ่ทัง ๔ ที่มีชื่ออยู่ในท้ายหนังสือนี้ มาปฤกษาชี้แจ้งแลเรี่ยบเรียงกับมิศปากดว้ยเรื่องความทังนั้นท่านเสนาบดิพวกนั้นได้ตามรับสั่งได้ภบพูดจาปฤกษากับมิคปากเพื่อความประสงค์นี้หลายครั้งหลายเวลา แลได้คิดอ่านกันว่าดว้ยเนื้อความที่มิศปากนำมาชี้แจงข้อความเอาใจใส่ท่านเสนาบดี แล้วจึ่งได้สันนิฐานตกลงกันว่าดั่งนี้ เหนเปนสมควรเพื่อประโยชน์จะปอ้งกันวิวาทแลลว่งเกินที่จะมีในภายน่า ข้อความในหนังสือสัญญ่าเก่าข้อใดที่หนังสือสัญญาใหม่ล้าง ให้ว่าออกเปนจำพวกเสียให้ชัด แลหนังสือสัญญาใหม่ข้อใดที่ไม่สอาดมัวอยู่ ก็จะตอ้งว่าอธิบายเสียให้เตมบริบูรณ เหตุดั่งนี้ ท่านเสนาบดีก็ยอมเปนอันสุดลง ๑๒ ข้อ ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๑ ว่าดว้ยหนังสือสัญญาเก่าที่ทำไว้ในกฤษศักราช ๑๘๒๖ ปี
ข้อว่า ท่านเสนาบดียอมว่า หนังสือสัญญาเก่าข้อ
ข้อ
ข้อ๑๑
๑๒
ข้อ๑๓
๑๔
คงไว้ตามเดิม แต่ความในข้อ ๖ ฝ่ายไทฃอเหลือไว้ว่า ถ้าลูกค้าไทแลลูกค้าอังกฤษก็ดี ซื้อฃายไม่สืบสวนให้แน่นอนว่าคนดีคนชั่ว คนในบังคับไทคนในบังคับอังกฤษ ซื้อฃายปะคนชั่วภาเอาของหนีไป เจ้าเมืองกรมการฝ่ายไทฝ่ายอังกฤษจะสืบสวนเอาตัวมาชำระให้โดยสุจริต ถ้าไม่ได้ตัวผู้ที่หนีไปฝ่ายเจ้าเมืองกรมการไท ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการอังกฤษ ถ้ามีเงินมีของ จะใช้ให้ก็ได้ ถ้าไม่มีเงินไม่มีของให้ แลมิได้ตัวลูกนี่ ก็เพราะลูกค้าทำผิดเอง จะเอาใช้กับผู้ครองบ้านครองเมืองไม่ได้ กับความในข้อ ๑๐ ฝ่ายมิศปากฃอให้คงไว้ว่า ลูกค้าชาวอาเซียมิใช่มอญมิใช่พม่า แลบุตรหลานชาวยุรบอยู่ในเมืองมฤท เมืองทวาย เมืองตะนาว เมืองเย ซึ่งขึ้นกับอังกฤษ จะเข้ามาค้าฃายณเมืองไท อังกฤษจะมีหนังสือเข้ามาเปนสำคัญให้ได้ค้าฃายทางบกทางน้ำโดยสดวก มิศปากฃอแก้เข้าว่า ให้ลูกค้าทังปวงไม่เว้นใครซึ่งเปนคนในบังคับอังกฤษจะเข้ามาค้าฃายได้เหมือนกัน ท่านเสนาบดีฝ่ายไทยอมให้ลูกค้าอังกฤษ เมืองมฤท เมืองทวาย เมืองตะนาว เมืองเย เมืองมอญ แลเมืองอื่น ๆ ซึ่งขึ้นกับอังกฤษ เข้ามาค้าฃายในเมืองซึ่งขึ้นกับเมืองไทโดยทางน้ำทางบกได้ แต่ให้อังกฤษมีหนังสือเบิกลอ่งสำรับตัวเข้ามาเปนสำคัญ แต่หนังสือเบิกลอ่งสำรับตัวนั้นตอ้งทำใหม่ทุกที แลข้อสัญญาค้าฃาย ๖ ข้อที่ติดกับสัญญาเก่านั้น หนังสือสัญญาใหม่ล้างเสียหมด เว้นแต่ระยะในข้อที่ ๑ แลที่ ๔ คือ ฝ่ายไทฃอเหลือเอาไว้ความในข้อที่ ๑ ว่า เมื่อลูกค้าในใต้บังคับอังกฤษจะเอาปืนกระสุนดินดำเข้ามาฃาย ห้ามมิให้ฃายกับลูกค้าในกรุงฯ ให้ฃายแต่ในหลวง ถ้าในหลวงไม่ตอ้งการ ก็ให้ลูกค้าบันทุกเอาปืนกระสุนดินดำกลับออกไป แลความในสัญญาเก่าข้อ ๔ ว่า เรือลำเลียงไม่ตอ้งเสียค่าธรรมเนียม ฝ่ายไทจะฃอล้างเสีย ดว้ยแต่กอ่นเรือใหญ่เสียค่าธรรมเนียมวาละ ๑๗๐๐ บาท เจ้าพนักงานได้ค่าธรรมเนียมอยู่ในนั้นแล้ว ครั้งนี้ ยกค่าธรรมเนียมปากเรือเสีย แล้วไทจะฃอเอาค่าธรรมเนียมเรือลำเลียงบันทุกของไปส่งถึทเลเที่ยวละแปดบาทสองสะลึงตามอย่างเรือลำเลียงลูกค้าเมืองไท ความข้อนี้มิศปากว่า จะไปบอกกับทูตของเฮอมายิศตีกวินวิกตอเรียที่เข้ามาณะกรุงเทพฯ กอ่น ๚ะ
๏ เรื่องข้อ ๒ ว่าดว้ยกงซุลอังกฤษ
จะบังคับการงานของคนในใต้บังคับอังกฤษแต่ผู้เดียว ๚ะ

ข้อคือ ความในหนังสือสัญญาใหม่ที่ข้อไม่ชัด มิศปากฃอไขความออกไปให้ชัดนั้นว่า ในหนังสือสัญญาใหม่ ข้อที่ ๒ ว่า คนในใต้บังคับอังกฤษเกิดวิวาทกันกับคนในใต้บังคับไท กงซุลอังกฤษกับเจ้าพนันงานไทจะพร้อมกันฟังแลตัดสิน ถ้าอังกฤษทำผิด จะต้องทำโทษ กงซุลอังกฤษจะทำโทษตามกฎหมายอังกฤษ ถ้าคนในใต้บังคับไททำผิด เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะทำโทษตามกฎหมายไท ถ้าคนในใต้บังคับไทต่อคนในใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุลอังกฤษไม่เอาเปนธุระ ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษเปนความกันเอง เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะไม่ถามไถ่แลว่ากะไรเลย ความข้อนี้มีอธิบายออกไปอีกว่า คนอยู่ในใต้บังคับไทวิวาทกันเอง กงซุลไม่เอาเปนธุระนั้น ก็ชอบแล้ว ดว้ยเปนบ้านเมืองของไท แต่อังกฤษต่ออังกฤษวิวาทกันในบ้านเมืองไท ถ้าวิวาทกันตัดเชือดแทงฟันให้เปนแผลแลทำอย่างอื่นเปนโทษใหญ่ในกายในตัวประเพณีบ้านเมืองไทห้าม ถ้าอังกฤษต่ออังกฤษวิวาทกันอย่างนี้ ฝ่ายไทจะไปบอกกงซุล ๆ จะตอ้งเอาตัวอังกฤษที่วิวาทกันนั้นมาชำระทำโทษ ถ้าเปนแต่วิวาทกันดว้ยเหตุอื่น ๆ ไทก็ไม่เอาเปนธุระ ๚ะ

มาตรามหันตโทษทังปวง คนในใต้บังคับอังกฤษเปนความกันเองก็ดี ฤๅคนในใต้บังคับอังกฤษเปนจำเลยของคนในใต้บังคับไท กงซุลอังกฤษจะชำระฝ่ายเดียว ถ้าคนในใต้บังคับไทเปนความกันเองก็ดี ฤๅคนในใต้บังคับไทเปนจำเลยของคนในใต้บังคับอังกฤษ ดว้ยความทังปวงที่เปนมหันตโทษ เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะชำระฝ่ายเดียว ๚ะ

มาตราถ้าเปนความมะโนสาเร่ ฤๅความเล็กนอ้ย ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษเปนความกันเอง ฤๅคนในใต้บังคับอังกฤษเปนจำเลยของคนในใต้บังคับไท กงซุลอังกฤษจะชำระฝ่ายเดียว ถ้าคนในใต้บังคับไทเปนความกันเอง ฤๅคนในใต้บังคับไทนเปนจำเลยของคนในใต้บังคับอังกฤษ เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะชำระฝ่ายเดียว ๚ะ

มาตราว่า ในความทังปวงนี้ ที่ข้างหนึ่งเปนไท ข้างหนึ่งเปนอังกริษ ที่อังกริษกับไทเปนความกัน ถ้าฝ่ายกงซุลอังกริษชำระคนในใต้บังคับไทเกี่ยวขอ้ง เจ้าพนักงานฝ่ายไทไปฟังความก็ได้ ถ้าเจ้าพนักงานฝ่ายไทชำระคนในใต้บังคับอังกริษเกี่ยวขอ้ง กงซุลอังกริษไปฟังความก็ได้ ถ้ากงซุลอังกฤษอยากรู้ความ เจ้าพนักงานฝ่ายไทตอ้งคัดข้อความที่ชำระให้กงซุลอังกฤษรู้ ถ้าความชำระยังไม่แล้ว กงซุลอังกฤษอยากรู้เรื่องความที่ชำระต่อไป เจ้าพนักงานฝ่ายไทชำระได้ความประการใด ให้บอกกงซุลอังกฤษให้รู้กว่าความจะแล้ว ถ้ากงซุลอังกฤษชำระความคนในใต้บังคับไทเกี่ยวขอ้ง เจ้าพนักงานฝ่ายไทอยากรู้ความ กงซุลอังกฤษตอ้งคัดข้อความที่ชำระนั้นให้เจ้าพนักงานฝ่ายไทรู้ ถ้าความชำระกันยังไม่แล้ว เจ้าพนักงานฝ่ายไทอยากรู้เรื่องความที่ชำระนั้นต่อไป กงซุลอังกฤษชำระได้ความประการใด ให้บอกเจ้าพนักงานฝ่ายไทให้รู้กว่าความจะแล้ว ๚ะ

มาตราว่า ถึงว่าไทจะว่ากล่าวแทรกแทรงได้ในความอังกฤษดั่งว่าแล้วนี้ในความโทษผิดใหญ่จะให้ลงโทษกับผู้ผิด ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษตัวคนแลที่บ้านที่เรือนที่ดินทรัพยสิ่งของเรือกำปั่นแลของสิ่งใด ๆ ของคนในใต้บังคับอังกฤษ ฝ่ายไทแลคนในใต้บังคับไทไม่ทำอันตรายแลเกบริบเอาไป ถ้ามีผู้ทำเช่นนั้น เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะชำระทำโทา ฝ่ายอังกฤษแลคนในใต้บังคับอังกฤษห้ามไม่ให้ทำอันตรายกับตัวคนแลเกบริบเอาทรัพยสิ่งของที่บ้านที่เรือนที่ดินของคนอยู่ในบังคับไทเหมือนกัน ถ้ามีผู้ทำขึ้นเช่นนั้น กงซุลจะชำระทำโทษ ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๓ ว่าดว้ยคนในใต้บังคับ
อังกฤษจะให้ทรัพยมรดกกับผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ ตามใจของเขา ๚ะ

ข้อมีความในหนังสือสัญญาข้อ ๔ ว่า คนในใต้บังคับอังกฤษซื้อที่เรือนที่สวนที่นาได้ ความข้อนี้ ฃอไขความออกไปว่า ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษซื้อที่เรือนที่สวนที่นาไว้ จะฃายให้กับผู้ใด ก็ฃายได้ตามใจเขา ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษตายในกรุงไท คนที่ตายมีเรือนแลที่เรือนที่สวนที่นาแลสิ่งของใด ๆ พี่นอ้งฤๅคนที่มีกฎหมายอังกฤษควรจะได้มรดกเอาที่เรือนที่สวนที่นาแลสิ่งของ ๆ คนที่ตายนั้นได้ กงซุลอังกฤษฤๅคนซึ่งกงซุลอังกฤษจัดแจงรับมรดกไว้ให้กับคนที่ควรจะได้มรดกกอ่นก็ได้ ถ้าคนที่ตายมีลูกนี่เปนคนในใต้บังคับไทก็ดี กงซุลอังกฤษจะทวงเอาคืน ถ้าคนที่ตายเปนนี่ กงซุลอังกฤษจะเอาของ ๆ คนที่ตายใช้ให้เจ้านี่ตามมีของมากแลนอ้ย ๚ะ

๏ เรืองข้อ ๔ ว่าดว้ยหนังสือ
เบิกลอ่งแลเรียกค่าธรรมเนียมกับคนในใต้บังคับอังกฤษ ๚ะ

ข้อความในหนังสือสัญญาข้อ ๔ ว่า คนในใต้บังคับอังกฤษซื้อที่ดินที่สวนตอ้งเสียค่าธรรมเนียมเหมือนอย่างคนในใต้บังคับไทตามพิกัดที่ติดในท้ายตามพิกัดหนังสือนี้ ๏ ความในสัญญาข้อ ๘ มีว่า คนในใต้บังคับอังกฤษตอ้งเสียภาษีขาเข้าขาออกตามพิกัดที่ติดท้ายหนังสือสัญญา ๏ ความ ๒ ข้อนี้ ไม่ชัด ฃอไขความออกไปว่า ค่าที่แลภาษีขาเข้าขาออกที่ว่าไว้แต่กอ่น กับค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ท่านเสนาบดีฝ่ายกรุงฯ กับกงซุลอังกฤษจะยอมกันตั้งไว้อีกนั้น เรียกเอาไว้ นอกกว่านี้คนในใต้บังคับอังกฤษไม่ตอ้งเสียค่าอะไรอีก ๚ะ

๏ เรืองข้อ ๕ ว่าดว้ยหนังสือเบิกลอ่งตัวคนแลเรือ ๚ะ

ข้อว่า หนังสือเบิกลอ่งซึ่งลูกค้าอังกฤษเข้ามาอาไศรยค้าขายณะกรุงฯ จะไปนอก ๒๔ ชั่วโมง ฤๅเรือใหญ่แลเรือลำเลียงบันทุกสินค้าเตมแล้วจะออกไป มิศปากฃอให้ได้ใน ๒๔ ชั่วโมง อย่าให้ลว่งไปหลายวันหลายคืน ๏ ความข้อนี้ ฝ่ายไทว่า ถ้ามีการขัดขวางควรจะห้ามเรือไว้ ฝ่ายไทจะไปบอกกงซุลอังกฤษให้งดเรือไว้กอ่น ถ้าไม่มีการขัดขวาง จะให้เบิกลอ่งใน ๒๔ ชั่วโมง แต่หนังสือเบิกลอ่งสำรับตัวคนเข้าคนออกในทางนอก ๒๔ ชั่วโมงนั้น ก็ไม่ตอ้งเสียสิ่งใด ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๖ ว่าดว้ยประกาศห้าม
เข้าปลาเกลือ กับว่าดว้ยภาษีเข้าเปลือก ๚ะ

ข้อความในหนังสือสัญญาข้อ ๘ มีว่า เข้า ปลา เกลือ ของสามสิ่งนี้ ในกรุงไม่บริบูรณ มีหมายประกาศห้ามไม่ให้ออกไปก็ได้ ความข้อนี้ มิศปากฃอไขความออกไปว่า จะหมายประกาศห้ามเข้าแลสิ่งของที่ในหนังสือสัญญายกไว้นั้น ฃอให้บอกกงซุลให้รู้ความแต่เดือนหนึ่งกอ่น จึ่งห้ามกันขาดได้ ถ้าลูกค้าได้ฃอเข้าไว้ต่อเจ้าพนักงาน ๆ ยอมให้ไว้เท่าไร ตอ้งยอมให้ตามที่ว่ากันกว่าจะครบ แต่ภาษีเข้าเปลือกนั้น ฃอเสียให้เกียนละ ๒ บาท ความข้อนี้ ฝ่ายไทว่า ถ้ามีการศึกสงครามฤๅคนประทุฐร้ายต่อแผ่นดินก็ดี จะตอ้งห้ามมิให้ลูกค้าซื้อฃายเข้าในเวลานั้น ดว้ยเข้าเปนกำลังของไพ่รพล ถ้าเปนแต่เกิดเหตุอันใดอันหนึ่ง คือ ฝนแล้ง ฤๅน้ำนอ้ย น้ำมาก เหนว่า เข้าจะแพงราคาขึ้นไป ก็จะบอกให้กงซุลรู้กอ่นหมายประกาศเดือนหนึ่ง ถ้าลูกค้าได้ฃอเข้าต่อเจ้าพนักงาน จำนวนเข้าเท่าไร เจ้าพนักงานยอมให้แล้ว ถึงเวลาห้าม ก็จะตอ้งให้ ๆ ครบตามฃอไว้ ถ้าลูกค้าซื้อเอาเอง ไม่ฃอต่อเจ้าพนักงาน ถึงเวลากำหนดห้ามเมื่อไร ถึงซื้อไว้แล้ว ก็เอาเข้าไปไม่ได้ ถ้าสิ้นเหตุที่ห้ามแล้ว ตอ้งเปิดให้ลูกค้าซื้อออกไปได้ แลภาษีเข้าเปลือก ฃอเสียให้เกียนละ ๒ บาทนั้น ฝ่ายไทก็ยอม

๏ เรื่องข้อ ๗ ว่าดว้ยเงินเหรียนเงินกอ้นแลทองกอ้นทองใบ ๚ะ

ข้อความในหนังสือสัญญาข้อ ๘ มีว่า เงินทองสำรับตัวเข้าสำรับตัวออกไม่ตอ้งเสียภาษีรอ้ยละสาม มิศปากฃอไขความออกไปว่า เงินเหรียนเงินกอ้นทองกอ้นทองใบนั้น ถ้าลูกค้าบันทุกมาไม่ตอ้งเสียภาษีรอ้ยละสาม ถ้าเงินถ้าทองทำเปนรูปประพรรณต่าง ๆ ฤๅก้าไหล่เงินก้าไหล่ทองก็ดี ตอ้งเสียภาษีรอ้ยละสาม แลเพร์พลอยของสิ่งอื่นทั้งสิ้น ตอ้งเสียภาษีรอ้ยละสามทุกสิ่ง ฝ่ายไทก็ยอมว่าชอบดีแล้ว ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๘ ว่าดว้ยโรงเก็บภาษี ๚ะ

ข้อว่า ความในหนังสือสัญญาข้อ ๘ ว่าดว้ยเรื่องเก็บภาษีนั้น มิศปากฃอต่อท่านเสนาบดีว่า ให้ตั้งโรงสำรับเรียกภาษีแลตรวดของเข้าตรวดของออก โรงภาษีตอ้งตั้งอยู่ในบังคับขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายไท ให้ตั้งโรงเก็บภาษีตามกฎหมายที่ติดกับหนังสือนี้ ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๙ ว่าดว้ยการตั้งภาษีสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยเรียก ๚ะ

ข้อว่า ฝ่ายไทฃอว่า การในบ้านในเมืองของไท การสิ่งไรที่ยังไม่มีภาษี ไทเหนว่า จะเปนประโยชนกับบ้านเมือง ควรจะตั้งเรียกเอาภาษีได้ ไทจะตั้งภาษีขึ้นใหม่ก็ได้ ฝ่ายมิศปากก็ยอมแต่ให้เรียกเอาภอสมควร อย่าให้มากนัก เรียกแต่ชั้นเดียว ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๑๐ ว่าดว้ยกำหนดเขตรแดน ๔ ไมล์อังกฤษ ๚ะ

ข้อ๑๐ในหนังสือสัญญาข้อ ๔ ว่า คนอยู่ในใต้บังคับอังกฤษจะมาค้าฃายตามหัวเมืองชายทเลซึ่งขึ้นกับกรุงเทพฯ ก็ฃายได้โดยสดวก แต่จะอาไศรยอยู่ได้ทีเดียวก็แต่ในกรุงเทพฯ ตามจังหวัดซึ่งกำหนดไว้ในหนังสือสัญญา ประการหนึ่ง คนอยู่ในใต้บังคับอังกฤษจะมาเช่าที่ปลูกโรงปลูกเรือนปลูกตึก แลจะซื้อโรงซื้อเรือนซื้อตึก พ้นกำแพงออกไปในกำหนด ๒๐๐ เส้น คือ ๔ ไมล์อังกฤษ เช่าได้ แต่จะซื้อที่ซื้อไม่ได้ ถ้าอยู่ถึง ๑๐ ปีแล้ว จึ่งจะซื้อได้ ถ้าอยู่ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ท่านเสนาบดีจะโปรดให้ซื้อ ก็ซื้อได้ แล ๔ ไมล์อังกฤษนั้น ข้างทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตวันออก ทิศตวันตก แลฟ่ากแม่น้ำใต้กรุง ๚ เจ้าพนักงานฝ่ายไทกับขุนนางฝ่ายอังกฤษได้ไปวัดที่แล้ว ท่านเสนาบดีฝ่ายไทกับมิศปากได้ปฤกษาตกลงกันแล้ว ได้ไปดูปักเสาหินไว้เปนสำคัญ ๚ะ

ข้างเหนือ ปักเสาหินไว้เหนือวัดเขมาภิรตาราม เส้นหนึ่ง

ข้างตวันออก ถึงบางนะปิห่างพระเจดีเข้ามา ๖ เส้น ๗ วา

ข้างใต้ ๆ บ้านบางปะแก้ว สิบหกเส้น

ข้างตวันตก ปักเสาหินไว้ปลายคลองบ้านบางพรมข้างตวันออกเฉียงใต้

ฝั่งแม่น้ำข้างซ้ายใต้บางกอกลงไป ได้ปักเสาหินไว้ที่ใต้บ้านบางมะนาวลงไป ๓ เส้น ฝั่งข้างขวา ปักไว้ที่ใต้บ้านบางลำภูเลื่อนห่างประมาณเส้นหนึ่ง ๚ะ

๏ เรื่องข้อ ๑๑ ว่าดว้ยกำหนดเฃตรแดนทาง ๒๔ ชั่วโมง ๚ะ

ข้อ๑๑ในหนังสือสัญญาข้อ ๔ ว่า ที่นอกกำหนด ๒๐๐ เส้นนั้น คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะซื้อจะเช่าที่เรือนที่สวนที่ไร่ที่นาตั้งแต่กำแพงเมืงออกไปเดินดว้ยกำลังเรือแจวเรือพายทาง ๒๔ ชี่วโมง จะซื้อจะเช่าเมื่อไรก็ซื้อได้เช่าได้ ท่านเสนาบดีกรุงฯ กับมิศปากได้ปฤกษาดว่ยเรื่องความนี้แล้ว ได้ตกลงกันว่า เขตรแดนทาง ๒๔ ชั่วโมง ให้เปนตามนี้ ๚ะ

ข้อข้างเหนือ ตั้งแต่ปากคลองบางพุดทราที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงกำแพงเก่าเมืองลพบูรี ตั้งแต่เมืองลพบูรีตรงไปถึงท่าพระงามที่แม่น้ำเมืองสะระบูรี ๚ะ

ข้อข้างตวันออก ตั้งแต่ท่าพระงามตรงไปถึงบางกนากที่คลงองขุดกับแม่น้ำบางปะกิงติดกัน ตั้งแต่บางกนากตามลำแม่น้ำบางปะกงถึงปากน้ำบางปะกง แล้วตั้งแต่ปากน้ำบางปะกงถึงเกาะศรีมหาราชาแลเกาะศรีชังนั้น ถ้ายังไม่ครบ ๒๔ ชั่วโมง ก็ตอ้งเดินบกขึ้นไปอีกจนครบ ๒๔ ชั่วโมงถึงที่กำหนดไว้ ๚ะ

ข้อข้างใต้ ทิศตวันออก ถึงเกาะศรีมหาราชาแลเกาะศรีชัง ข้างตวันตก ถึงกำแพงเมืองเพชบูรี ๚ะ

ข้อตั้งแต่กำแพงเมืองเพชบูรีมาถึงปากน้ำแม่กลองนั้น เดินบกขึ้นไปอีกจนครบ ๒๔ ชั่วโมงถึงที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ปากน้ำแม่กลองถึงกำแพงเมืองราชบูรี ตั้งแต่กำแพงเมืองราชบูรีตรงไปถึงเมืยงสุพันทบูรี ตั้งแต่เมืองสุพันบูรีตรงไปปากคลองบางพุดทราที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ๚ะ

๏ เรื่อง ๑๒ ว่าดว้ยจะเอาหนังสือ
สัญญานี้เข้าในหนังสือสัญญาทางไมตรี ๚ะ

ข้อ๑๒ว่า ถ้าเซอยอนโบวริงอยากจะใคร่เอาข้อสัญญานี้ใส่ในหนังสือสัญญาที่เซอยอนโบวริงทำไว้ในเดือนเอบปริน ๑๘ ค่ำ คฤษศักราช ๑๘๕๕ ปี ท่านเสนาบดีฝ่ายไทก็ยอม ท่านเสนาบดีฝ่ายไทกับมิศฮาริสปากอิศแกวร์ทำหนังสือนี้ไว้เปน ๒ ฉบัพ ลงชื่อตีตราไว้เปนสำคัญณกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยาในวันเดือนเม ๑๓ ค่ำ คฤษศักราช ๑๘๕๖ ปีข้างไทเปนเดือนวิสาข คือ เดือนหก วันอังคาร ขึ้นเก้าค่ำ ปีมโรงนักษตร อัฐ จุลศักราช ๑๒๑๘ ปี เปนปีที่ ๑๙ ในแผ่นดินแห่งเฮอบริดแตนนิกมายิศตี เปนปีที่ ๖ ในราชสมบัติแห่งพระบาทสมเดจ์พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๚ะ

๏ ลงชื่อปิดตราฮารีสมิตปาก ๚ะ
๏ ลงชื่อปิดตราท่านผู้สำเร็ธราชการฝ่ายไทห้าดวง ๚ะ

ข้อแลพิกัดต้นผลไม้แปดอย่างซึ่งมีในน่าโฉนดสวนของราษฎรนั้น ให้ราษฎรเจ้าของสวนเสียกับนายระวางตามพิกัดนี้ ๚ะ
หมากเอก สูง ๓ วา ๔ วาขึ้นไป เรียกต้นละ ๑๓๘ เบี้ย
หมากโท สูง ๕ วา ๖ วาขึ้นไป เรียกต้นละ ๑๒๘ เบี้ย
หมากตรี สูง ๗ วา ๘ วาขึ้นไป เรียกต้นละ ๑๑๘ เบี้ย
หมากผะการายออกดอกประปราย เรียกต้นละ ๑๒๘ เบี้ย
หมากเลก ตั้งปลองสูงแต่สอก ๑ ขึ้นไป ถ้าลูกไม่มี เรียกต้นละ ๕๐ เบี้ย
มะพราวทุก ๆ อย่าง ตั้งปลองตั้งแต่สอง ๑ ขึ้นไป เรียก ๓ ต้นเงินสลึง
พลูค้าง ทองหลาง สูง
สอกขึ้นไป เรียกต้นละ ๒๐๐ เบี้ย
มะมว่ง วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๓ สอก ใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียกต้นละเฟื้อง
มะปราง วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๓ สอก ใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียกต้นละเฟื้อง
มังคุด ลางสาด วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูงสอกคืบ ใหญ่รอบ ๒ กำขึ้นไป เรียกต้นละเฟื้อง
ทุเรียน วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๓ สอก ใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียกต้นละบาท
ต้นไม้เหล่านี้ เมื่อทำบาญชีเดินสวนเมื่อไร เรียกเอาเงินตั้งแต่ปีนั้นมาเสมอทุกปีจนกะทั่งเดินสวนใหม่ ถึงต้นจะตายก็ตอ้งเสีย ถ้าจะปลูกต้นไหม่ซึ่งว่ามานี้ลง ถ้ายังไม่ถึงคราวเดินสวนก็ไม่ตอ้งเสีย ต่อถึงคราวเดินสวนทำบาญชีใหม่ ต้นไม้ที่ตายก็หักเสีย ที่ขึ้นใหม่ก็บวกเงินขึ้นตามต้นไม้เดิม ถ้าต้นไม้ปลูกลงในที่สวน ถ้ายังเลก ใหญ่รอบไม่ได้ขนาด ยังไม่เรียกราคาค่าต้นไม้ ๚ะ
ข้อแลผลไม้ที่ปลูกในสวนที่มีรอ่งอีก ๘ สิ่งนั้น เจ้าพนักงานไปตรวจทุกปี ถ้ามีจำนวรต้นเท่าไร เรียกเอาเท่านั้น ๚ะ
ซ่มเขียวหวาน ซ่อมเปลือกบาง ซ่มเทพรศ ซ่มแก้ว ซ่มโอ วัดแต่โคนต้นใหญ่รอบ ๒ นี้วขึ้นไป เรียก ๑๐ ต้นเฟื้อง
ซ่มต่าง ๆ นอกกว่านี้ วัดแต่โคนต้นใหญ่รอบ ๓ นี้วขึ้นไป เรียก ๑๕ ต้นเฟื้อง
ขนุน วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๒ สอก ใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียก ๑๐ ต้นเฟื้อง
สาเก วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๒ สอก ใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียก ๑๕ ต้นเฟื้อง
มะไฟ วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๒ สอก ใหญ่รอบ ๒ กำขึ้นไป เรียก ๑๒ ต้นเฟื้อง
ฝรั่ง วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูงคืบ ๑ ใหญ่รอบกำ ๑ ขึ้นไป เรียก ๑๒ ต้นเฟื้อง
สทอ้น วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๒ สอกใหญ่รอบ ๓ กำขึ้นไป เรียก ๕ ต้นเฟื้อง
เงาะ วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูง ๒ สอก ใหญ่รอบ ๒ กำขึ้นไป เรียก ๕ ต้นเฟื้อง
สัพรศ ๑๐๐๐ กอ เปนเงินสลึงเฟื้อง
ข้อของปลูกขึ้นเปนต้นได้ผลคราวเดียวเหมือนต้นเข้าเปลือก ให้เรียกเอาเปนค่าที่เหมือนนาราคาไร่ละสลึงเฟื้อง แต่ของที่ปลูกปีเดียวใช้ไปได้
ปี แลใช้ไปได้นาน ปลูกในที่แผ่นดินก็ดี ในขนัดสวนที่มีรอ่งก็ดี ให้เรียกเปนค่าที่ ๚ะ
คือ มะมว่ง ต้นละ เฟื้อง กล้วย ๕๐ กอ เฟื้อง
มะฃาม ๒ ต้น เฟื้อง พลู ๑๒ ค้าง เฟื้อง
นอ้ยหน่า ๒๐ ต้น เฟื้อง พริกไท ๑๒ ค้าง เฟื้อง
ข้อแลสมภักษรที่ราษฎรปลูกในที่แผ่นในที่ไร่ไม่มีรอ่ง เคยเรียกตามพิกัดสิ่งของนั้น ๚ะ
๏ ลงชื่อปิดตราฮารีสมิตปาก ๚ะ
๏ ลงชื่อปิดตราท่านผู้สำเร็ธราชการฝ่ายไทห้าดวง ๚ะ

ข้อว่า จะตอ้งปลูกโรงภาษีให้ใก้ลท่าเรือจอดภอสมควร แลเจ้าพนักงานผู้เกบภาษีตอ้งไปคอยอยู่ที่โรงภาษีตั้งแต่ ๓ โมงเช้าไปจนบาย ๓ โมง ลูกค้าไปหาเมื่อไร ก็ให้ภบในระหว่างเวลากำหนดไว้ ถ้ามีการจะเอาของขึ้นของลง เจ้าพนักงานตอ้งไปกำกับอยู่ตั้งแต่สว่างจนมืด ๚ะ

ข้อว่า เจ้าพนักงานผู้นอ้ยที่ไปเกบภาษีดว้ยนั้น จะลงไปกำกับอยู่ในเรือลูกค้าอังกฤษคน ๑ ฤๅหลายคนก็ได้ จะอยู่บนเรือก็ได้ จะจอดเรือเคียงอยู่ก็ได้ ถ้าเรือทอดอยู่นอกสันดอร จะตอ้งลำเลียงสินค้าเข้ามา เจ้าพนักงานจะไปกำกับอยู่ที่เรือใหญ่ก็ได้ กำกับอยู่ที่เรือลำเลียงก็ได้ จะเดินสารเข้าออกก็ได้ ตามใจของไท แต่อย่าให้ช้า ๚ะ

ข้อว่า สินค้าฃนขึ้นจากเรือ แลฃนสินค้ามาแต่บนบกบันทุกเรือ ตอ้งทำตั้งแต่ตวันขึ้นจนตก แล้วเรือต่อเรือจะถ่ายของขึ้นของลง ก็ตอ้งทำในระหว่างเวลานั้นเหมือนกัน ๚ะ

ข้อว่า สินค้าทุกอย่างฃนขึ้นจากเรือก็ดี ฃนลงบันทุกเรือก็ดี ลูกค้าได้มาเรียกเจ้าพนักงานให้ไปดูแล้ว เจ้าพนักงานที่เกบภาษีตอ้งไปตรวดตราให้ลูกค้าได้ฃนสินค้าขึ้นสินค้าลงในระหว่าง ๑๒ ชั่วโมงแต่กลางวัน ลูกค้าจะไปบอกให้มาตรวดตราของอย่างไร สุดแต่กงซุลอังกฤษกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทที่เกบภาษีจะปฤกษากัน ๚ะ

ข้อว่า ลูกค้าอังกฤษจะเสียภาษีให้เจ้าพนักงานเปนเงินบาทก็ได้ เงินต่างประเทศ คือ เงินกอ้น ก็ได้ คือ ทองกอ้น ก็ได้ ถ้าเปนเงินต่างประเทศ สุดแต่เจ้าพนักงานฝ่ายไทกับกงซุลอังกฤษจะคิดอ่ากนันตามเนื้อเงินสูงเงินต่ำ ผู้ที่จะไปเกบภาษีแลรับเงินภาษีนั้น ตามแต่ไทจะบังคับให้ผู้ใดไปก็ได้ ๚ะ

ข้อว่า หนังสือเบิกลอ่งเรือใหญ่ที่มิได้ตอ้งลำเลียงเสียภาษีฃาเข้าฃาออกแลค่าเผาเงินชั่งละสองสะลึงกับค่าฎีกาหกสะลึง ให้เสจ็แล้ว ไม่ตอ่งเสียสิ่งไรอีก ๚ะ

ข้อว่า เจ้าพนักงานผู้เกบภาษี กับกงซุลอังกฤษ ให้มีตราชูตราชั่งสำรับชั่งสินค้า แลตราชูสำรับชั่งเงินแลถังแลถนาน ปิดตราไว้ดว้ยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าลูกค้ากับเจ้าพนักงานวิวาทกัน จะได้สอบสวนเปนพยาน


วันอังคาน เดือนหก ขึ้นเก้าค่ำ ปีมโรง อัฐ มิศฮาริสปาก ๑ มิศแบล ๑ มิศฟาเรด ๑ รอเบดบุตรหันแตร ๑ ขึ้นไปพร้อมกันที่พระราชวังเดิม ปิดตราหนังสือไฃข้อสัญญา สมเดจ์เจ้าพระญาองค์นอ้ยให้พระญาศรีพิพัทเชิญตราพระจันทรมณฑลไปปิด ข้าพเจ้า สมุหพระกลาโหม ให้นายบริบาลนายเวนเชิญตราพระคชสีหไปปิด ข้าพเจ้า เจ้าพระญาพระคลัง ให้หมื่นวิเสศอักษรนายเวนเชิญตราบัวแก้วไปปิด ข้าพเจ้า เจ้าพญายมราช ให้ขุนกลางพุ่มขุนสาลเชิญตราพระยมขี่สิงหไปปิด ครั้นพร้อมแล้ว เอาหนังสือไฃข้อสัญญาอักษรอังกฤษ ๒ ฉบัพความตอ้งกัน ๚ะ

ปิดตรา พระนะรายน์เกษียรสมุท ลงพระนาม กรมหลวงวงษาธิราชสนิด ๕ ดวง
พระจันทรมณฑล ลงนาม สมเดจ์เจ้าพระยาองค์นอ้ย
พระคชสีห ลงนาม เจ้าพระยากระลาโหม
บัวแก้ว ลงนาม เจ้าพระยาพระคลัง
พระยมขี่สิงห ลงนาม เจ้าพระยายมราช
ปิดไว้ที่ท้าย ว่าดว้ยสัญญากะปิตันหันตรีบาระนี แห่ง ๓ แห่ง แล้วปิด
ความไฃข้อสัญญาใหม่ แห่ง
กดหมายเรื่องเกบภาษี แห่ง
พระราชลัญจกร
พระอุนาโลมที่ต้นบันทัดรอ้ยแดง ฉบัพละ แห่ง ปิดประจำ
พระจอมเกล้าองค์นอ้ยประจำสายผูกหนังสือ ฉบัพละ แห่ง
ครั่งทัง ๒ องค์ ปิดเหมือน ๆ กันทัง ๒ ฉบัพ ๚ะ

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse