ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Karl Marx - Wage Labor and Capital - tr. Harriet E. Lothrop (1902).djvu/81

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ได้พิสูจน์อักษรแล้ว
15
บทนำ

สหภาพศุลกากรเยอรมันหรือซ็อลแฟร์ไอน์ ซึ่งทำได้โดยอาศัยพิกัดอัตราแบบเสรีนิยมเท่านั้น ออกแบบมาเพื่อเพิ่มรายได้ส่วนกลางมากกว่าเพื่อคุัมกันอุตสาหกรรม ไม่มีเงื่อนไขอื่นเลยที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้รัฐขนาดเล็กเข้าร่วม พิกัดอัตราใหม่ของสหภาพศุลกากร ถึงแม้จะคุ้มครองอุตสาหกรรมบ้างเล็กน้อย ในช่วงเริ่มออกใช้กลับกลายเป็นต้นแบบของกฎหมายการค้าเสรี และยังคงสถานะนั้น แม้ว่านับแต่ปี 1830 นักอุตสาหกรรมเยอรมันส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีการคุ้มครองอยู่เนือง ๆ ถึงกระนั้น แม้ด้วยพิกัดอัตราอย่างเสรีสุดขีด หรือการแข่งขันจากอุตสาหกรรมพลังไอน้ำอังกฤษที่บดขยี้อุตสาหกรรมพลังมือเยอรมันอย่างไร้ปรานีก็ตามที เยอรมนีทยอยเปลี่ยนผ่านจากแรงงานมือสู่เครื่องจักรกลทีละเล็กทีละน้อย ตราบจนบัดนี้แทบสมบูรณ์แบบแล้ว เยอรมนีเดินหน้าเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมในอัตราเดียวกัน เอื้อโดยเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 1866: การสถาปนารัฐบาลกลางและสภานิติบัญญัติสหพันธ์ที่เข้มแข็ง เพื่อรับรองเอกภาพของกฎหมายควบคุมการค้า อีกทั้งเอกภาพของเงินตรา หน่วยชั่ง และหน่วยวัด และสุดท้ายคือการได้รับเงินอัดฉีดหลายพันล้านจากฝรั่งเศส ถึงประมาณปี 1874 การค้าในตลาดโลกของเยอรมนีจึงติดอันดับชิดบริเตนใหญ่[1] เยอรมนียังใช้งานพลังไอน้ำในอุตสาหกรรมและการขนส่งมากกว่าประเทศยุโรปแผ่นดินใหญ่ทุกประเทศ เป็นบทพิสูจน์ว่าในทุกวันนี้ แม้อุตสาหกรรมอังกฤษจะได้ออกตัวล่วงหน้านานเท่าใด ประเทศขนาดใหญ่ก็สามารถไต่เต้าขึ้นเป็นคู่แข่งของอังกฤษในตลาดเปิดได้อย่างประสบผลสำเร็จ

แล้วอยู่ดีไม่ว่าดีก็ไปเปลี่ยนแนว: 

  1. ปริมาณการค้ารวม รวมการส่งออกและการนำเข้า ปี 1874 หน่วยล้านเหรียญ : บริเตนใหญ่ —— 3300 ; เยอรมนี —— 2325 ; ฝรั่งเศส —— 1665 ; สหรัฐ —— 1245 ล้านเหรียญ. (Kolb, Statistik, พิมพ์ครั้งที่ 7. ไลพ์ซิช : 1875 ; หน้า 790.)