ไซอิ๋ว/เล่ม ๑/ตอน ๗

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไซอิ๋ว
ตอน ๖ เล่ม ๑ • ตอน ๗
ตอน ๘

หน้า ๑๒๔–๑๔๐ สารบัญ



ฝ่ายตั้วลักกุ้ยอ๋องเห็นดังนั้นแล้ว จึงกลับมากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายนำตัวซีเทียนไปประหารชีวิตนั้น พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้เอาอาวุธมีคมต่าง ๆ เข้าฟาดฟัน แต่อาวุธเหล่านั้นมิได้ทำอันตรายร่างกายของซีเทียน ที่สุดจนเอาไฟเผาก็มิได้สังหารร่างกายซีเทียนให้ไหม้ได้ แลได้ให้รามสูรเอาขวานฟ้ามาฟันก็มิได้เป็นอันตราย ฉะนี้ จะโปรดเกล้าฯ ประการใดต่อไป

เง็กเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้น จะทำไฉนจึงจะปราบลิงตัวนี้ได้

ท้ายเสียงเล่ากุนได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงทูลว่า ซีเทียนวานรตัวนี้ได้กินสิ่งของวิเศษ คือ ชมพู่ทิพย์ สุราทิพย์ แลยาวิเศษซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะอันประกอบด้วยเครื่องทิพยโอสถเข้าอยู่ในกาย ของเหล่านี้ล้วนเป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จะเอาสิ่งใดเข้ามาทำลายนั้นไม่ได้ ขอพระองค์โปรดมอบตัวให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเอาตัวซีเทียนไปใส่เบ้าโบ้ยก่วยเผาหลอมเอายาทิพย์ออกแล้ว ร่างกายซีเทียนก็จะละลายแหลกละเอียดไป

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนทูลดังนั้น ทรงเห็นด้วย จึงรับสั่งให้ตั้วลักกุ้ยอ๋องแลหลักเตงออกไปแก้มัดซีเทียนมามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวไปทำตามความคิด

ตั้วลักกุ้ยอ๋องจึงพากันออกไปแก้มัดซีเทียน แล้วก็เอาตัวซีเทียนมามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุน

ฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนก็พาตัวซีเทียนไปยังวิมานดุสิตโดยเร็ว ฝ่ายยี่หนึงจินกุนก็เข้ามาเฝ้าถวายบังคมหน้าพระที่นั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ โปรดประทานดอกไม้ทองคำทิพย์ร้อยกิ่ง สุราทิพย์ร้อยคนโท โอสถทิพย์ร้อยเมล็ด แลของวิเศษต่าง ๆ รับสั่งให้แบ่งปันแก่พวกพี่น้องทั้งหกนั้น

จินกุนครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแล้วก็มีความยินดี

ฝ่ายพระกวนอิมเห็นสิ้นการสิ้นธุระแล้วก็ถวายพระพรลาเง็กเซียงฮ่องเต้ แล้วก็พยักหน้าให้จินกุนถวายบังคมลาออกจากประตูสวรรค์ แล้วขึ้นเหยียบเมฆต่างก็เหาะกลับไปยังที่สำนักนั้นแต่เดิมมา

ฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุน เมื่อพาตัวซีเทียนขึ้นมายังชั้นดุสิตครั้นถึงแล้ว ก็จัดแจงเบ้าโบ้ยก่วย เสร็จแล้วจึงเอาตัวซีเทียนแก้มัด ถอดมีดกายสิทธิ์ที่เสียบสันหลังนั้นออกเสีย แล้วก็ผลักตัวซีเทียนลงในเบ้า แล้วเอาฝาปิดแน่นหนา ให้สานุศิษย์เอาไฟใส่สุมเบ้านั้น ประกอบด้วยอากาศธาตุแปดส่วน คือ เขียนว่า ฟ้า หนึ่ง น้ำ หนึ่ง กึ้น ว่า ไม้ หนึ่ง ทั้ย ว่า ทอง หนึ่ง จิ้น ว่า กระท้าน หนึ่ง ซ้อน ว่า ลม หนึ่ง ลี้ ว่า ไฟ หนึ่ง คุม ว่า ดิน หนึ่ง (กระท้านนั้นคือลมพายุ) รวมทั้งแปดนี้ประกอบเป็นเบ้ากายสิทธิ์เรียกว่า เบ้าโบ้ยก่วย

เมื่อเวลาท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวซีเทยีนใส่ลงในเบ้านั้น ซีเทียนแอบมาอยู่ที่ส่วนลม เพราะลมบังคับไฟให้เย็นได้ เพราะฉะนั้น ซีเทียนจึงไม่เป็นอันตราย แลจักษุของซีเทียนนั้นแดงเป็นไฟ เพราะไฟนอกสุมแรงมาก นัยน์ตาซีเทียนเขม้นอยู่ ตาของซีเทียนแดงเหมือนแสงไฟ ขณะเมื่อไฟฟ้าร้อนนั้นซีเทียนก็หาร้อนเป็นอันตรายไม่

ตั้งแต่ท้ายเสียงเล่ากุนสุมไฟมาได้สิบเก้าวัน[1] ตามกำหนดแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุนให้เปิดฝาเบ้าเอายาวิเศษที่ซีเทียนลักกินนั้น ครั้นพวกศิษย์งัดฝาเบ้าเผยขึ้นออก เมื่อซีเทียนอยู่ในเบ้าไม่เห็นแสงสว่าง ครั้นได้ยินเสียงเบ้าสะเทือน จึงแลขึ้นไปเห็นแสงสว่าง จึงได้ดำริในใจว่า เราจะนิ่งอยู่อย่างนี้เห็นจะไม่เป็นการ จำจะหนีไปเสียแต่เมื่อยังไม่ทันเขาระวังจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็คอยขยับ พอฝาเบ้าแย้มเปิด ซีเทียนก็เผ่นขึ้นบนปากเบ้า ถีบด้วยกำลังอันแรง เบ้านั้นก็หกคว่ำ พวกเซียนซึ่งอยู่พร้อมกันในที่นั้นก็ตรูกันเข้าจับ ซีเทียนก็กระโจมเข้าทุบตีพวกเซียนเหล่านั้นคนละทีสองทีลุกล้มวิ่งกระจายไปหมด ไม่มีผู้ใดจะรบรอต่อสู้ซีเทียนได้แต่สักคนหนึ่ง

ฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้ามาจะจับตัวซีเทียน ในขณะนั้น ซีเทียนดุจเสือร้าย ท้ายเสียงเล่ากุนตรงเข้ามาจะจับตัวซีเทียน ซีเทียนก็ชกด้วยหมัด ถูกท้ายเวียงเซไปแล้วก็ล้มลง ซีเทียนก็รีบออกจากที่นั้น ชักกระบองออกจากหูร้องว่า ใหญ่ ๆ กระบองก็ใหญ่ขึ้นทันทีตามคำสั่ง ซีเทียนจับกระบองกวัดแกว่งตีออกมามิได้เว้นว่าใครแลใคร พวกเซียนทั้งหลายพากันวิ่งวุ่นวายหวั่นหวาดไปทุกวิมาน ซีเทียนไล่พวกเซียนแลเทวดามาจนถึงวิมานดาวทั้งเก้า วิมานดาวทั้งเก้าก็ต้องปิดประตูวิมานเงียบไปหมด

ท้าวจตุโลกบาลซีไต้ทีอ๋องก็พากันวิ่งหนีไปหมด ในคราวนั้น ซีเทียนไม่เลือกหน้าว่าผู้ใดสูงหรือต่ำ ถือกระบองเที่ยวไล่ตีกระหนาบไปทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดจะรอดได้ ซีเทียนไล่ตีลงมาจนถึงปราสาทธงเม่งเต้ย ซีเทียนคิดจะตีเข้าไปในปราสาทเหลงเซียวเต้ย บังเอิญพบอีวเซี้ยจินกุน จอสือเล่งกัว เทพบุตรทั้งสองนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเง็กเซียงฮ่องเต้ อีวเซี้ยจินกุนเห็นซีเทียนไล่ตีเข้ามาดังนั้น ก็ชักกระบองกายสิทธิ์เข้าสกัดหน้า ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายลิงไพร จะไปข้างไหน เหตุใดตัวจึงบังอาจกระทำการกำเริบบ้าหลังเช่นนี้ ซีเทียนเห็นเข้าแล้วก็มิได้รอรั้ง ยกกระบองขึ้นตีตรงเข้ามา จอสือเล่งกัวเห็นดังนั้นก็ถลันแข็งเข้ามาเอากระบองยกขึ้นรับ ต่างรบกันอยู่ที่หน้าประตูปราสาทเหลงเซียวเต้ย ยังหาทันแพ้ชนะกันไม่ อีวเซี้ยจินกุนจึงให้พวกเซียนทหารไปเรียกพวกรามสูรสามสิบหกนายมาให้รีบช่วยกันรบซีเทียน

ฝ่ายพวกรามสูรก็ถือศัสตราเครื่องอาวุธครบมือกันมาระดมล้อมซีเทียนไว้ทั้งซ้ายขวา ซีเทียนเห็นพวกเทพบุตรมาล้อมไว้แน่นหนาดังนั้น จึงร่ายพระเวทแปลงกายเป็นสามเศียรหกกร ถือกระบองสามอันกวัดแกว่งดุจดังว่าจักรผัน เข้ารบเทพบุตรอยู่ในท่ามกลางที่ล้อม เทพบุตรทั้งหลายก็มิอาจจะเข้าใกล้ซีเทียนได้ เวลานั้น เสียงสู้รบกันก็สะท้านหวั่นไหวไปทั้งวิมาน ทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ตกพระทัย จึงรับสั่งให้อีวเปี๋ยนเล่งกัว อีวเซี้ยจินกุน ทั้งสองรีบไปยังทิศประจิม นิมนต์สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊มาโดยเร็ว เทพบุตรทั้งสองได้ฟังรับสั่งพระเป็นเจ้าโลกดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลารีบออกจากวิมานเมืองฟ้า เหาะไปยังทิศประจิม

ครั้นถึง เทพบุตรทั้งสองก็เหาะลงยังพื้นดิน เดินตรงเข้ามายังอารามลุ่ยอิม เจ้าไปนมัสการซี้ไต้กิมกังแลพระสานุศิษย์ทั้งหลาย แล้วจึงบอกว่า ขอได้กรุณาช่วยกราบเรียนพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่พึ่งของโลกทราบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองนี้รับเทวบัญชาของเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นไปยังดาวดึงส์บัดนี้

ส่วนสานุศิษย์ทั้งหลายเมื่อได้ทราบความดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ (เข้าใจกันว่า พระยูไล) คือ พระอรหันต์ พระองค์จึงโปรดอนุญาตให้นำอีวเปี๋ยนเล่งกัว อีวเซี้ยจินกุน ทั้งสองเข้าไปเฝ้า ครั้นถึงก็กระทำนมัสการกราบไหว้โดยความเคารพ แล้วก็คุกเข่าประนมมือนิ่งอยู่

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงถามว่า เง็กเซียงฮ่องเต้มีกิจธุระอะไร จึงให้ท่านทั้งสองมาหาข้าพเจ้า เทพบุตรทั้งสองจึงกราบทูลความตามที่ซีเทียนได้กระทำการวุ่นวายตั้งแต่ต้นจนปลายให้พระเป็นเจ้าทรงทราบทุกประการ แล้วกราบทูลต่อไปว่า เง็กเซียงฮ่องเต้ให้ข้าพเจ้ามานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปช่วยระงับ ด้วยซีเทียนรุกรานเข้าไปจวนจะถึงอับจนอยู่แล้ว ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณา เห็นดาวดึงสพิภพจะเป็นอันตรายเสียเป็นมั่นคง ขอพระองค์ได้โปรด

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพระออนันฮุดโจ๊ กับพระเกียเอี๋ยมฮุดโจ๊ ทั้งสองให้ตามพระองค์ไปด้วย

ครั้นพร้อมกันเสร็จแล้ว สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊พร้อมด้วยศิษย์แลเทพบุตรออกจากพระอาราม แล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์ไปทั้งสามองค์ เทพบุตรทั้งสององค์ก็เหาะตามไปยังดาวดึงส์

ครั้นถึงหน้าประตูเหลงเซียวเต้ย พระองค์ทรงรับสั่งแก่เทพบุตรทั้งหลายว่า ท่านทั้งปวงจงเลิกการรบพุ่งเถิด เทพบุตรทั้งหลายเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าตรัสสั่งดังนั้น ต่างก็ถอยห่างออกไปจากที่รบ

ฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงทรงตรัสเรียกว่า ซีเทียนจงออกมานี่ เราจะถามดูเหตุผลต้นปลายเป็นประการใดจึงได้มารบพุ่งกันออกวุ่นวายดังนี้

ฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าเรียกดังนั้น ก็คลายมนต์กลับเป็นรูปเดิมตามปรกติ แต่กำลังยังมีโทสะอยู่ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า ท่านผู้นี้อยู่ที่ไหน จึงอาจสามารถมาห้ามปรามเราเมื่อกำลังรบพุ่งแลเรียกชื่อเราฉะนี้ จะมีธุระอะไรหรือ

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงสดับซีเทียนถามดังนั้น จึงตรัสว่า ตัวเจ้าทำการวุ่นวายในโลกมนุษย์จนกระทั่งถึงเทวโลกทุก ๆ แห่งให้ได้ความเดือดร้อนไปทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าตัวเจ้าเกิดเมื่อไร อยู่ที่ไหน ได้ธรรมอันวิเศษอันใด จึงทำการให้เกิดวุ่นวายดังนี้

ซีเทียนได้ยินถามดังนั้นก็ร้องตอบว่า ตัวข้าพเจ้านี้คืออากาศฟ้าดินประมวลรวมธาตุกายสิทธิ์ในศิลาจึงบังเกิด ตัวข้าพเจ้าเป็นวานร อาศัยอยู่ในภูเขาฮวยก๊วยซัว ถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องเป็นที่อยู่ เที่ยวสืบหาอาจารย์เรียนวิชาบรรลุธรรมวิเศษอายุวัฒนากาล ไม่ตาย แลมีวิทยา อาจสำแดงแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ หาที่สุดมิได้ เพราะอยู่ในมนุษยโลกคับแคบไม่พอใจ อยากจะใคร่อยู่ในสวรรค์บ้าง จึงขึ้นมายังวิมานเหลงเซียวเต้ยแห่งนี้ อันตำแหน่งเง็กเซียงฮ่องเต้นี้ธรรมดาก็ต้องผลัดเปลี่ยนกัน ผู้ใดมีกำลังฤทธาอานุภาพมาก จะต้องยกให้ผู้นั้นเป็น จึงจะสมควร เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงปรารถนาจะมาชิงเอาที่นี้บ้างตามความปรารถนา

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังซีเทียนวานรพูดดังนั้น จึงทรงแย้มพระโอฐ ตรัสว่า ตัวเจ้าก็เป็นแต่วานรชาติเดรัจฉาน ทำไมอาจสามารถมีความกำเริบคิดจะเป็นถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ จะได้ด้วยเหตุอะไรเจ้ายังจะรู้สึกแล้วหรือ เราจะว่าให้เจ้าเข้าใจก่อน คือ ท่านเง็กเซียงฮ่องเต้นี้ตั้งแต่เล็กมาก็รักษาศีล ให้ทาน แลเจริญกุศลภาวนา มีความบริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติต่อ ๆ มาพันห้าร้อยห้าสิบกัลป์ กัลป์หนึ่งเป็นสิบสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี เจ้าจงคิดดูว่ามากน้อยเท่าใด เพราะดังนั้น จึงได้ขึ้นมารับบรมสุขในวิมานชั้นดาวดึงส์นี้ด้วยอานิสงสคุณที่ได้สร้างมา ก็ตัวเจ้าเพียงแต่กำเนิดลิงยังอยู่ในชาติเดรัจฉาน อาจสามารถจะปรารถนาทิพยสมบัติขึ้นนั่งที่เป็นเง็กเซียงฮ่องเต้ทีเดียวหรือ เจ้าจงคิดกลับใจเสียใหม่เถิด คิดดังนั้นหาสมควรไม่ อายุของเจ้าจะถอยสั้นไม่เป็นผล เจ้าจงเร่งกลับใจโดยเร็ว อายุจะได้ยืนนาน ถ้าเจ้าไม่ฟังคำเราสอน ชีวิตของเจ้าจะดับสูญไปโดยเร็ว เรามีความกรุณาว่าตัวเจ้าเคยปฏิบัติทางชอบดีมาช้านาน จงคิดกลับใจเสียใหม่เถิด

ซีเทียนได้ฟังสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงสั่งสอนให้สติตักเตือนดังนั้น จึงตอบว่า มาตรว่าเง็กเซียงฮ่องเต้รักษาศีลมานานมากกัลป์ก็ดี นานปีก็จริง แต่ไม่ควรอยู่ในที่นี้ เพราะคำบุราณท่านกล่าวไว้ว่า ที่ทางต้องอาศัยเปลี่ยนแปลงกัน ในปีนี้ควรข้าพเจ้าจะได้นั่งที่นี้ ต้องให้ท่านเง็กเซียงฮ่องเต้ออกไปอยู่เสียที่อื่น วิมานนี้ให้เป็นสิทธิ์แก่ข้าพเจ้า การกลียุคจึงจะราบคาบไปได้ทั้งสิ้น แม้มิยกที่นี้ให้แก่ข้าพเจ้า การกลียุคก็จะเกิดวุ่นวายไม่มีความสุขได้ทั่วโลก

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้น จึงตรัสว่า เจ้าพูดว่าเจ้ามีอายุยืนเท่านั้น จะชิงเอาวิมานของเทพยดาจะได้หรือ เจ้าไม่รู้จักอะไรเลย อันทิพยสถานวิมานฟ้าแลทรัพย์สมบัติยศบริวารทั้งหลายย่อมได้ด้วยผลของความดีความชอบ คือ บุญกุศลที่ตนได้สร้างมาแต่ชาติปางก่อน มิใช่จะได้โดยฤทธาอานุภาพเรี่ยวแรงเมื่อไรมี

ซีเทียนจึงพูดว่า ข้าพเจ้าก็มีศีล มีสัตย์ แลมีวิทยาหลายประการ แปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง หมื่นกัลป์ข้าพเจ้าก็ไม่แก่ไม่ตาย แลชำนาญในการกระทำปาฏิหาริย์ ตีลังกาไปได้ทีหนึ่งไกลถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ทำไมจะนั่งที่พระอินทร์ไม่ได้ทีเดียวหรือ

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า ถ้าเจ้าอวดอ้างว่าเจ้ามีวิชาดีจริงแล้ว เจ้าจงกระทำปาฏิหาริย์ให้เราดู แม้เจ้ากระโดพ้นฝ่ามือของเราไปได้ เราจะให้เง็กเซียงฮ่องเต้ไปอยู่เสียข้างทิศประจิม จะให้เจ้าอยู่ในวิมานดาวดึงส์นี้ตามความปรารถนาของเจ้า ถ้าเจ้ากระโดดไม่พ้นฝ่ามือเรา เจ้าต้องลงไปเป็นปิศาจลิงอยู่เบื้องต่ำรักษาศีลเจริญภาวนารักษาตัวปฏิบัติไปอีกหลายกัลป์ จึงค่อยมาชิงเอาวิมานี้

ซีเทียนครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าตีลังกาทีหนึ่งไปได้ถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ฝ่ามือนิดหนึ่งเท่านั้น ทำไมจะโดดไปไม่พ้น แล้วซีเทียนจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นขอให้ท่านยื่นฝ่ามือมา ข้าพเจ้าจะกระโดดให้ท่านดู

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงยื่นพระหัตถ์แบฝ่ามือออกมาให้ซีเทียน ซีเทียนสำรวมจิตร่ายพระเวทคาถากระโดดขึ้นอยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระ แล้วจึงพูดว่า ท่านจงคอยดู ข้าพเจ้าจะหกคะเมนไปเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วซีเทียนก็ตีลังหกคะเมนไป หวังใจว่าจะให้พ้นฝ่าพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงเล็กทิพยจักษุแลตามช่องเมฆที่ซีเทียนไปโดยเร็วดุจลมพัดนั้นด้วย

ซีเทียนเมื่อตีลังกาไปจนสิ้นกำลังแล้ว ก็ลงหยุดยังฟากตีนฟ้า จึงแลไปเห็นเสาจันทน์แดงห้าต้นค้ำฟ้าอยู่ อันเสาจันทน์แดงนั้นคือนิ้วพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ เรียกว่า เสานิ้วแดง ก็ว่า

ซีเทียนจึงคิดว่า เรามาถึงนี่แล้วก็สิ้นระยะทางเท่านั้น ในคราวนี้ เราจะกลับไป พระได้สัญญาไว้แก่เรา เราคงได้นั่งที่แทนเง็กเซียงฮ่องเต้เป็นบรมสุขแล้ว คิดดังนั้นแล้วจึงมาคิดว่า เราจำจะทำสำคัญไว้จึงจะชอบ คิดดังนั้นแล้วจึงถอนขนเพชรออกเส้นหนึ่ง ร่ายพระคาถาเป็นพู่กันอันหนึ่ง จึงเขียนอักษรหกตัวที่เสากลางว่า ซีเทียนไต้เซียเก่าปี้ แปลเป็นความไทยว่า ซีเทียนได้มาถึงที่นี้ ครั้นเขียนแล้วจึงเรียกขนเพชรกลับเข้าตนตามเดิม แล้วก็ถ่ายปัสสาวะลงไว้ที่โคนเสา แล้วหกคะเมนกลับมายังฝ่ามือดังเก่า แล้วจึงพูดว่า ท่านต้องบอกเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ยกวิมานให้แก่ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้เถิด

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า ตัวเจ้าออกไปยังไม่พ้นฝ่ามือเราเลย จะนั่งวิมานยังไม่ได้

ซีเทียนเถียงว่า ข้าพเจ้าได้หกคะเมนไปจนสิ้นระยะทางแล้ว ปะเสาจันทน์แดงห้าต้น ได้จารึกอักษรหกตัวไว้เป็นสำคัญ แลได้ถ่ายปัสสาวะไว้ที่โคนเสาจันทน์ด้วย ถ้าท่านไม่เชื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพาท่านไปดู จะได้เห็นจริงด้วยกัน

พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า เราไม่ต้องไปให้ลำบากเจ้า จงก้มลงดูที่ฝ่ามือเราก่อน จะได้เห็นสิ่งสำคัญว่า เจ้าไปไม่พ้นฝ่ามือเรา

ซีเทียนจึงก้มศีรษะลงมองดู ก็เห็นที่นิ้วกลางของพระนั้นมีอักษรอยู่หกตัว แลมีน้ำปัสสาวะของตัวอยู่ด้วย ซีเทียนเห็นดังนั้นก็ตกใจ นึกว่า เราเขียนหนังสือไว้หกตัวอยู่ที่เสาต้นกลาง ทำไมจึงมาอยู่ที่นิ้วมือพระองค์นี้ เป็นที่อัศจรรย์ใจนัก แล้วมานึกว่า หรือจะมีคนจับยามรู้ว่าเราเขียนอักษรไว้ที่เสาจันทน์นั้น จึงได้เอามาเขียนที่นี่ คิดแล้วจึงพูดแก่พระว่า ข้าพเจ้ายังไม่เห็นจริง ไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะขอหกคะเมนกลับไปดูใหม่ ซีเทียนว่าแล้วขยับจะหกคะเมนไป พระจึงคว่ำฝ่าพระหัตถ์ลงครอบซีเทียนไว้ ซีเทียนก็ติดอยู่ในอุ้งมือของพระ แล้วพระองค์ก็สลัดให้ซีเทียนกระเด็นไปจากวิมานดาวดึงส์ทางประตูทิศประจิม บังเกิดเป็นเบญจคีรีห้ายอดครอบซีเทียนลงไว้กับพื้นพสุธาดล เขานั้นติดกันทั้งห้าเขา เรียกว่า เง้าเห้งซัว คือ ประกอบด้วยเบญจธาตุทั้งห้า คือ ธาตุทองคำ หนึ่ง ธาตุไม้ หนึ่ง ธาตุน้ำ หนึ่ง ธาตุไฟ หนึ่ง ธาตุดิน หนึ่ง หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายแลเห็นดังนั้นต่างก็ตบมือร้องสาธุการสรรเสริญว่า ชอบแล้ว ควรแล้ว พากันมีความยินดีทุกทั่วหน้า

มีคำกลางว่า ตั้งความเพียนอุตสาหะปฏิบัติมานานปีตั้งหมื่นกัลป์ ไม่เคลื่อนทางมรรคผล คราวนี้แผลงฤทธิ์เดชดังสะท้านสะเทือนตลอดโลก ไม่รู้ว่าอีกกี่พันปีจึงจะกลับออกได้

ฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงกำจัดซีเทียนแล้ว จึงเรียกพระออนันแลพระเกียเอี๋ยมจะเสด็จกลับยังทิศประจิม ในขณะนั้น มีเซียนสองเซียน คือ ทิผอง ทิอิ๋ว เทพบุตรทั้งนี้มาคุกเข่านิมนต์ขอให้พระองค์หยุดสักประเดี๋ยว ด้วยเง็กเซียงฮ่องเต้จะออกมาเฝ้า พระองค์ก็ทรงรับนิมนต์ บัดเดี๋ยว เง็กเซียงฮ่องเต้ก็ออกมาเฝ้าถวายพระอภิวาทกราบไหว้ แล้วจึงพูดว่า จ้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบพระบารมีของพระองค์เป็นที่ยิ่งซึ่งได้กำจัดซีเทียนให้เสื่อมเสียพยศอันร้าย พวกเซียนทั้งหลายได้เป็นสุขทุก ๆ วิมาน พระบารมีคุณนั้นหาที่สุดมิได้ ขออาราธนานิมนต์หยุดพักสักวันหนึ่ง จะได้เชิญเทพยดาทั้งหลายทำพิธีเลี้ยงโต๊ะแลถวายเครื่องทิพยโภชนาหารแก่พระองค์สักครั้งหนึ่ง

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเง็กเซียงฮ่องเต้นิมนต์ดังนั้น จึงตรัสว่า อาตมภาพทราบว่าบพิตรมีความเดือดร้อน จึงมาช่วยระงับเหตุการณ์ โดยความประสงค์จะให้เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายได้มีความผาสุกสวัสดิภาพโดยปรกติตน

เง็กเซียงฮ่องเต้จึงทูลนิมนต์ขอให้พระองค์ขึ้นพักอยู่บนพระตำหนักสถิตยังทิพรัตนบัลลังก์ แล้วจึงตรัสสั่งให้พวกเทพบุตรรามสูรรีบแยกกันเหาะไปทุกวิมานเชิญเทพยดามาพร้อมกันยังตำหนักเง็กเกียมกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋ง จะได้นมัสการขอบพระบารมีคุณของพระ

ฝ่ายหมู่รามสูรก็แยกย้ายกันไปเที่ยวประกาศป่าวร้องตามรับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ ครั้นพวกรามสูรไปแล้วจึงรับสั่งแก่ซีไต้เทียนซือเทพบุตรแลหมู่นางฟ้าให้จัดแจงเปิดพระตำหนักตำหนักเง็กเกียมกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋งปราสาทแล้ว แลรัตนบัลลังก์สำหรับพระซึ่งจะได้ประทับอยู่ท่ามกลาง สองข้างไว้ที่เซียนเทพบุตรนั่ง แลประดับด้วยเครื่องวิเศษต่าง ๆ แลเครื่องทิพยโอชารสต่าง ๆ

ครั้นจัดเสร็จแล้ว ในเวลานั้น มีเง็กเซงง่วยซุ้ยทีจุน หนึ่ง เสียงเซงเล่งโป๊ทีจุน หนึ่ง ทั้ยเซงเต่าเง็กทีจุน หนึ่ง เง้าขีจินกุน หนึ่ง เง้าเต้าแชกุน หนึ่ง ซัมกัวซื้อเซีย หนึ่ง เก๊าอิ๋วแชกุน หนึ่ง จ๊าหู หนึ่ง อิ๋วปักทีอ๋อง หนึ่ง (อธิบายว่า ท่านที่ออกนามมานั้นล้วนแต่พรหมทั้งสิ้น)

โลเฉีย หนึ่ง เหี้ยนหยื้อ หนึ่ง หมู่นี้เทพบุตรนำเครื่องราชวัติฉัตรธง แลเครื่องวิเศษ ดอกไม้ทิพย์ ของหอมประหลาดต่าง ๆ ครั้นมาถึงก็นำขึ้นถวายกราบนมัสการพร้อมกัน แล้วกล่าวว่า ขอบพระบารมีคุณซึ่งทรงปราบซีเทียนวานรให้พินาศไปได้ พวกข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือดร้อนรำคาญ

ในเวลานั้น เง็กเซียงฮ่องเต้พร้อมด้วยเทพยดาแลพรหมทั้งหลายกระทำสักการบูชาพระเสร็จแล้วด้วยประการต่าง ๆ ก็ประชุมเลี้ยงโต๊ะกันเป็นการรื่นเริง ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้ว จึงพร้อมกันกราบทูลสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ขอให้พระองค์ทรงตั้งนามการประชุมนี้ไว้เป็นที่ระลึกอยู่สิ้นกาลนานในภายหน้า

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเทพเจ้าทั้งหลายทูลขอนามการประชุมเลี้ยงโต๊ะครั้งนั้น ทรงแย้มพระโอฐโปรดประทานนามว่า เทียนอันพิฮวย แปลว่า วิมานประชุมความสุขของหมู่เทพยดาทั้งหลาย หมู่เทพยดาทั้งหลายจึงพร้อมกันเรียกว่า อันพิฮวย แล้วพร้อมกันนั่งกินเลี้ยงโต๊ะอีกคราวหนึ่งตามลำดับผู้น้อยผู้ใหญ่ แลประโคมเครื่องดนตรีพิณพาทย์ระนาดฆ้องเป็นที่รื่นเริงสำราญทั่วทุกเทพยดา

ฝ่ายอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยนางท้าวเทวราชก็นำเครื่องมาลาประหลาดต่าง ๆ แลผลชมพู่สองผลขึ้นถวายพระ แล้วนมัสการกราบทูลว่า ขอบพระบารมีคุณอภินิหารของพระองค์ที่ทรงกำจัดปิศาจวานรเสียได้ กระทำให้พวกข้าพเจ้าได้มีความสุขสำราญทั่วกัน

สักประเดี๋ยวมีน่ำเก๊ดซินแซเหาะมา ครั้นถึง ตรงเข้าถวายบังคมเง็กเซียงฮ่องเต้ แล้วก็นมัสการพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ แล้วจึงทูลว่า ซีเทียนนั้นได้ยินว่าท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวไปหลอมเผาหมายว่าในวิมานจะเป็นสุข บังเอิญหนีไปได้ ครั้งนี้ได้พึ่งบารมีของพระองค์ปราบปรามลงได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือดร้อนเป็นบรมสุขสันต์ถาวร ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งของอันใด มีแต่ทิพยโอสถ หญ้าทิพย์ ของหอม จะขอถวายแก่พระองค์อันเป็นที่เลื่อมใสแห่งข้าพเจ้า แล้วกล่าวพรถวายว่า ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาวเท่าแก่ทรายในพระมหาสมุทร แล้วกล่าวคำถวายพรว่า ขอให้พระกายของพระองค์สูงหกวา พระสรีรรูปเป็นทองคำธรรมชาติ ประทับนั่งบนบัวเก้าชั้น แลมีธรรมอันสุขุมเปล่าว่าง เทพยดาแลมนุษย์ทั้งหลายในสากลโลกนี้ไม่มีผู้เสมอด้วยพระองค์แล้ว

ขณะนั้น แลเห็นชิดเคียดไต้เซียนเหาะมาถึง แล้วเดินตรงเข้ามาถวายบังคมเง็กเซียงฮ่องเต้ แล้วคุกเข่าลงคลานนมัสการพระ แล้วนำผลสาลี่ทิพย์สองผลกับพุทราทิพย์สองผลถวาย แล้วทูลถวายพรแก่สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊

แล้วพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ก็เสด็จลงจากอาสนะ ในขณะนั้น ซุนซีเลงกัวมากราบทูลว่า ซีเทียนโผล่ศีรษะออกมาจากเขาแล้ว ซุนซีเลงกัวนี้คือเป็นทหารรักษาองค์ของเง็กเซียงฮ่องเต้

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตก ตรัสแล้วก็ชักเอายันต์ออกมาจากกลีบจีวร ในยันต์มีอักษรหกตัว คือ ง่ายมอนิปัดมิฮอง ส่งให้พระออนันให้เรียบไปยังเขาเง้าเห้งซัว ให้เอายันต์นี้ไปปิดที่ยอดเขา พระออนันฮุดโจ๊รับยันต์แล้วปาฏิหาริย์รีบกลับลงไปยังเขาเง้าเห้งซัว ครั้นถึงจึงเอายันต์นั้นปิดที่ยอดเขา แลเขาก็บันดาลมีรากงอกลงไป พระออนันปิดยันต์แล้วก็กระทำปาฏิหาริย์กลับมายังดาวดึงสพิภพ กราบทูลว่า ได้นำยันต์ไปปิดแล้วตามสั่ง

สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงภาวนาเรียกหมู่พระภูมิเจ้าที่ซึ่งอยู่ ณ เขาเง้าเห้งซัวให้ขึ้นไปที่ดาวดึงส์ พระภูมิทั้งหลายก็ขึ้นไปเฝ้าถวายนมัสการ แล้วก็ยืนอยู่ในที่อันสมควร พระจึงตรัสสั่งแก่พระภูมิเจ้าที่ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงอยู่รักษาดูแลที่เขาเง้าเห้งซัวนี้ให้จงดี ทรมานให้ซีเทียนหมดพยศหมดโทษแล้ว ต่อไปภายหน้าก็คงจะมีผู้ช่วยซีเทียนให้ออกพ้นจากเขาได้ ตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสนทนาแก่เง็กเซียงฮ่องเต้แลเซียนทั้งหลายเสร็จแล้ว แล้วก็ทรงตรัสกำชับท้าวตี่ก๋ง คือ พระภูมิเจ้าที่ ให้ระวังซีเทียน เสร็จแล้วก็ทรงลาเง็กเซียงฮ่องเต้ออกจากวิมานพร้อมด้วยพระออนัน ครั้นถึง ทอดพระเนตรเห็นหมู่ศิษย์ทั้งหลายใหญ่น้อยถือฉัตรธงแลมาลาธูปเทียนยืนรายกันคอยนมัสการรับพระองค์ พระองค์จึงตรัสแก่ศิษย์ทั้งหลายเป็นอรรถว่า ปัญญาลุ่มลึก รู้แจ้งทั้งสามภพ มูลรากสันดานเดิมสุดสิ้น ระงับทุกข์ดุจดังอากาศว่างอันไม่มีลักษณะ เจตสิกธรรมไม่มี แลกำจัดวานรร้าย การเหล่านี้ไม่อาจรู้ได้ นามเดิมว่า เกิด ดับ ธรรมลักษณะดังนี้แล เมื่อพระองค์ตรัสอรรถธรรมดังนั้นแล้ว รัศมีเปล่งออกจากพระเมาลีเป็นสีรุ้ง ขาว เขียว แดง เหลือง หงสบาท ยี่สิบสี่สาย ส่องสว่างรอบทั่วไปในอากาศ

หมู่ศิษย์ทั้งหลายเห็นดังนั้นต่างตนก็ประนมมือนมัสการ อีกประเดี๋ยวหนึ่ง พระองค์ก็เสด็จเข้าในที่ ขึ้นนั่งบนบัลลังก์บัวเก้าชั้นแล้วทรงระงับกิริยาแน่วแน่

ฝ่ายหมู่สานุศิษย์ทั้งหลายต่างคนก็นมัสการแล้วนั่งประนมมือพร้อมกันทูลถามพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุด ซึ่งเกิดการวุ่นวายบนวิมานนั้น ได้สงบเรียบร้อยแล้วหรือประการใด

พระองค์จึงทรงตรัสว่า การวุ่นวายนั้น คือ ในตำบลเขาฮวยก๊วยซัว เกิดมีวานรตัวหนึ่งได้กระทำให้หมู่เทพยดาทั้งหลายได้ความเดือดร้อนเหลือจะพรรณนา แม้หมู่เทพยดาทั้งหลายก็ไม่สามารถจะปราบปรามได้ ขณะเมื่อเราไปถึง วานรอยู่ท่ามกลางหมู่เทพยดาอารักษ์รามสูรล้อมไว้แน่นหนา วานรก็สำแดงฤทธิ์ห้าวหาญ ไม่มีผู้ใดสามารถจะต่อฤทธิ์วานรได้

เราจึงให้หมู่เทพบุตรทั้งหลายหยุดรบกัน เราจึงได้ไต่ถามวานร แล้ววานรได้ตอบโต้ชี้แจงอวดอิทธิฤทธิ์ พระองค์ทรงเล่าความตามที่ได้กล่าวมาแล้วไปเบื้องต้นจนที่สุดที่พระองค์ได้ทำให้วานรไปถูกทรมานอยู่ในเขาเง้าเห้งซัวให้ศิษย์สาวกฟังทุกประการ พวกศิษย์สาวกทั้งหลายเมื่อได้ฟังพระองค์ทรงเล่าดังนั้นก็พากันยกมือขึ้นประนมร้องสาธุการ แล้วต่างคนก็ถวายอภิวาททูลลากลับไปยังสถานแห่งตน


เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. ต้นฉบับไทยว่า "สิบเก้าวัน" แต่ต้นฉบับจีนว่า "สี่สิบเก้าวัน" ("真個光陰迅速,不覺七七四十九日,老君的火候俱全。")




ตอน ๖ ขึ้น ตอน ๘