ข้ามไปเนื้อหา

จดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันท์

จาก วิกิซอร์ซ
ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
จดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันท์
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข
เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช
โปรดให้พิมพ์
เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙

ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
จดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันท์
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข
เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช
โปรดให้พิมพ์
เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙
พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

อธิบาย

ในเหล่าหนังสือเก่าซึ่งหอพระสมุดสำหรับพระนครได้มาใน พ.ศ. ๒๔๖๘ นี้ มีหนังสือแปลกอยู่เรื่อง ๑ เปนใบบอกเรื่องกองทัพไทยขึ้นไปปราบเมืองเวียงจันท์เมื่อเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๓๗๐ มีรายการเรื่องรบพุ่งคราวนั้นพิสดาร ยังไม่เคยพบในหนังสืออื่นที่มีเหมือนมาแต่ก่อน จึงเห็นว่าควรจะพิมพ์ให้อ่านเปนเครื่องประดับสติปัญญาแลเปนความรู้ได้ เสียดายอยู่ที่หนังสือบางฉบับในเรื่องนี้ลบเลือนไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงที่จะทำให้เรื่องเสีย จึงพิมพ์ไว้ด้วยกัน แลได้เอาเรื่องเหตุการณ์ซึ่งเกิดขบถเวียงจันท์อันได้รวบรวมเรื่องขึ้นไว้ในหอพระสมุดฯ แต่ก่อน พิมพ์ไว้ข้างต้นใบบอกที่ได้มาใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งยังมิได้ทราบมูลเหตุแห่งการศึกครั้งนั้นทราบเรื่องให้ตลอดด้วย

ว่าฉะเพาะความในใบบอกที่ได้มาใหม่ เห็นเปนประโยชน์จะให้ความรู้รายการแลวิธีรบพุ่งของไทยในสมัยนั้นอย่าง ๑ จะได้ความรู้รายการอันมิได้ปรากฎในหนังสืออื่นว่าการที่เมืองเวียงจันท์เปนขบถครั้งนั้น พวกเวียงจันท์พยายามทำการใหญ่โตเพียงใด หวังใจว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์ในทางความรู้โบราณคดี ไม่เสียเวลาที่อ่านเปล่า

ลายมือชื่อของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
ลายมือชื่อของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ

สารบารพ์
หน้า (๑)
(๕)
(๑๑)
(๑๕)
(๑๗)
จดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันท์
๑๐
๑๗
๓๓
๓๖
๓๙
๔๓
๕๓
๕๖
๕๘
๖๔
๖๘

เดิมแต่โบราณมา เมืองเวียงจันท์เปนเอกราช เรียกนามอาณาเขตว่ากรุงศรีสัตนาคนหุต ครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี เคยเปนข้าศึกกับกรุงศรีอยุธยาบ้าง เคยยอมเปนประเทศขึ้นกรุงศรีอยุธยาบ้าง เคยเปนสัมพันธมิตรหรือเปนแต่มีทางไมตรีกันบ้าง ตามเหตุการณ์ที่มีมาในเรื่องพงศาวดาร จนถึงเมื่อกรุงธนบุรีเปนราชธานีของสยามประเทศนี้ ครั้งนั้นพระเจ้าสิริบุญสารครองกรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่เปนเอกราช ได้ทำทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงธนบุรี (เรื่องราวมีแจ้งอยู่ในหนังสือพระราชวิจารณ์โดยพิสดาร) แต่ต่อมาพระเจ้าสิริบุญสารไม่รักษาทางพระราชไมตรี บังอาจแต่งกองทัพบุกรุกลงมาถึงตำบลดอนมดแดง (คือเมืองอุบลบัดนี้) ให้มาจับพระวอซึ่งได้สามิภักดิต่อพระเจ้ากรุงธนบุรีฆ่าเสีย พระเจ้ากรุงธนบุรีขัดเคือง จึงให้กองทัพยกขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๒๑ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเปนจอมทัพไปกับสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ตีได้เมืองเวียงจันท์ซึ่งเปนราชธานีแลเมืองขึ้นของกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้าสิริบุญสารหนีไปอาศรัยในแดนญวน ได้ตัวแต่บุตรของพระเจ้าสิริบุญสารหลายคน เมื่อเสร็จการปราบปรามแล้ว พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเชิญพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตกับพระบาง แลพาตัวพวกบุตรพระเจ้าสิริบุญสาร ลงมากรุงธนบุรี ตั้งแต่นั้นกรุงศรีสัตนาคนหุตก็ตกเปนเมืองขัณฑสิมาอาณาเขตของกรุงสยาม แต่เมื่อในชั้นกรุงธนบุรีเปนแต่ให้ขุนนางอยู่รักษาเมืองเวียงจันท์แลหัวเมืองอื่น ๆ เปนอิศรแก่กันเหมือนอย่างหัวเมืองขึ้นชั้นนอก มาถึงรัชกาลที่ ๑ พระเจ้าสิริบุญสารรู้ว่าพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ชุบเลี้ยงบรรดาบุตรซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ เปนผาสุก คิดเห็นว่าตัวเองก็แก่ชราแล้ว จึงกลับเข้ามายังเมืองเวียงจันท์ หมายจะมาขอสามิภักดิ แต่พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ไม่ทรงวางพระราชหฤทัย จึงทรงตั้งเจ้านันทเสนบุตรคนใหญ่ของพระเจ้าสิรบุญสารขึ้นไปครองเมืองเวียงจันท์เปนประเทศราช พระราชทานพระบางอันเปนพระพุทธรูปสำหรับเมืองคืนให้เปนเกียรติยศ ส่วนพระเจ้าสิริบุญสารนั้นก็พระราชทานอนุญาตให้อยู่ในเมืองเวียงจันท์กับบุตรต่อมาจนถึงพิราลัย แต่เจ้านันทเสนครองบ้านเมืองมาไม่เรียบร้อย โปรดฯ ให้กลับลงมาอยู่กรุงเทพฯ ทรงตั้งเจ้าอินทวงศบุตรของพระเจ้าสิริบุญสารรองจากเจ้านันทเสนลงมา (ซึ่งเปนเจ้าตาของเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี) ขึ้นไปครองเมืองเวียงจันท์ โปรดฯ ให้เจ้าอนุวงศ (ที่เรียกกันเปนสามัญว่า “เจ้าอนุ”) บุตรของพระเจ้าสิริบุญสารอีกคน ๑ เปนตำแหน่งอุปราช เจ้าอนุวงศเปนคนมีความสามารถ เคยได้คุมกองทัพเมืองเวียงจันท์ไปช่วยรบพม่าทางเมืองเชียงแสน มีบำเหน็จความชอบถึง ๒ คราว ครั้นเจ้าเวียงจันท์อินทวงศถึงพิราลัย จึงทรงตั้งเจ้าอุปราชอนุวงศให้ครองเมืองเวียงจันท์ต่อมา

ถึงรัชกาลที่ ๒ เจ้าอนุวงศแสดงความสามิภักดิฝากฝ่ายต่อกรุงเทพฯ จนเปนผู้ซึ่งสนิธชิดชอบพระราชอัธยาศัยทั้งพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย แลพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แลมาทำความชอบครั้งพวกข่าขบถตีเมืองนครจำปาศักดิได้เมื่อปีเถาะ พ,ศ, ๒๓๖๒ เจ้าอนุวงศรับอาสาให้กองทัพเมืองเวียงจันท์ลงไปช่วยปราบปรามพวกข่าขบถได้ราบคาบ ครั้งนั้นเกิดปัญหาเรื่องการที่จะรักษาอาณาเขตเมืองนครจำปาศักดิต่อไปอย่างไรดี ด้วยพวกเจ้านายเมืองนครจำปาศักดิอ่อนแอ ไม่มีตัวผู้ที่จะสามารถรักษาบ้านเมือง เจ้าอนุวงศอยากจะใคร่ให้บุตรของตนเปนเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเปนพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร ทรงช่วยอุดหนุนเจ้าราชบุตรโย้บุตรของเจ้าอนุวงศซึ่งได้เปนผู้คุมกองทัพลงไปปราบปรามพวกข่าขบถครั้งนั้นได้เปนเจ้านครจำปาศักดิสำเร็จดังปราถนาของเจ้าอนุวงศ การที่เจ้าราชบุตรโย้ได้เปนเจ้านครจำปาศักดิครั้งนั้นเปนเหตุให้เจ้าอนุวงศมีกำลังแลอำนาจขึ้นอีกเปนอันมาก เพราะสามารถจะบังคับบัญชาว่ากล่าวบ้านเมืองทางชายพระราชอาณาเขตได้ตั้งแต่ด้านเหนือลงมาตลอดด้านตวันออกจนต่อแดนกรุงกัมพูชา เจ้าอนุวงศก็มีใจกำเริบขึ้น

ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต เจ้าอนุวงศลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อปีรกา พ.ศ. ๒๓๖๘ ประจวบเวลาอังกฤษให้เฮนรีเบอร์นีเปนทูตเข้ามาขอทำหนังสือสัญญา ฝ่ายไทยในชั้นแรกไม่อยากทำ ต้องปรึกษาโต้ตอบกันอยู่ช้านาน ในเวลาเมื่อเจ้าอนุวงศอยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศลงมาครั้งนั้น เชื่อตัวว่าได้สนิธชิดชอบมากับพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเพ็ททูลขอร้องอย่างไรคงทรงยินยอม จึงทูลขอแบ่งพวกครัวชาวเวียงจันท์ที่ได้กวาดต้อนลงมาเมื่อกองทัพไทยขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตครั้งกรุงธนบุรีจะเอากลับขึ้นไปบ้านเมือง พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าพวกครัวก็ได้มาตั้งภูมิลำเนาเปนหลักแหล่งอยู่หัวเมืองชั้นในแล้ว ถ้าพระราชทานไปแม้แต่พวกใดพวกหนึ่ง พวกอื่นก็จะพากันกำเริบ จึงไม่พระราชทานตามประสงค์ เจ้าอนุวงศรู้สึกอัปยศ กลับขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ก็ตั้งต้นคิดการขบถ ด้วยเห็นว่าญวนขยายอำนาจเข้ามาทางกรุงกัมพูชาตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ไทยก็ต้องเอาใจดีต่อญวน เพราะไทยเกรงจะเกิดทั้งศึกพม่าแลศึกญวนขึ้นเปน ๒ ทาง ญวนได้เมืองเขมรแล้ว กำลังคิดจะขยายอำนาจต่อขึ้นไปทางเมืองลาว ถึงจะตั้งตัวเปนอิศร ไหนไทยจะกล้าขึ้นไปปราบปรามอย่างแต่ก่อน เจ้าอนุวงศจึงไปฝากฝ่ายกับญวน หมายจะเอาเปนกำลังช่วยต่อสู้ไทย พอถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๖๙ มีข่าวเล่าลือขึ้นไปถึงเมืองเวียงจันท์ว่าไทยเกิดวิวาทกับอังกฤษ ๆ จะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศเห็นเปนโอกาศ ก็ออกหน้าก่อการขบถ สั่งให้เจ้านครจำปาศักดิโย้ยกกองทัพเมืองนครจำปาศักดิเข้ามายึดหัวเมือง (มณฑลอุบล) ทางตวันออกทาง ๑ ให้เจ้าอุปราชติสสะผู้เปนน้องคุมกองทัพลงมายึดหัวเมือง (มณฑลร้อยเอ็ด) ทางตวันออกเฉียงเหนือทาง ๑ ส่วนเจ้าอนุวงศเองเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันท์ ให้เจ้าราชวงศเง่าผู้เปนบุตรคนหนึ่งเปนกองหน้า ตัวเจ้าอนุวงศ กับเจ้าโป๊บุตรคนใหญ่ซึ่งเปนตำแหน่งเจ้าสุทธิสาร เปนทัพหลวงยกลงมาเมืองนครราชสิมา การที่เจ้าอนุวงศยกกองทัพลงมาครั้งนั้น ลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่ามีศุภอักษรขึ้นไปจากกรุงเทพฯ ว่าอังกฤษจะยกกองทัพเรือเข้ามาตีกรุงเทพฯ โปรดฯ ให้เจ้าอนุวงศเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันท์ยกลงมาช่วยต่อสู้ข้าศึก เจ้าเมืองกรมการรายทางไม่รู้เท่า เห็นเจ้าอนุวงศเปนคนโปรดปรานมาแต่ก่อน ก็ยอมให้กองทัพเวียงจันท์ยกผ่านเมืองมาแลจ่ายเสบียงอาหารให้จนถึงเมืองนครราชสิมา เพอิญเวลานั้นพระยานครราชสิมากับพระยาปลัดออกไปจัดราชการอยู่ทางเมืองขุขันธ์ มีแต่กรมการรักษาเมือง เจ้าอนุวงศก็เข้ายึดเมืองนครราชสิมา แล้วให้เจ้าราชวงศยกกองทัพหน้าลงมากวาดต้อนผู้คนที่เมืองสระบุรี

ฝ่ายกรุงเทพฯ รู้ว่าเจ้าอนุวงศเปนขบถต่อเมื่อเจ้าอนุวงศได้เมืองนครราชสิมาแล้ว ก็รีบเร่งกะเกณฑ์กองทัพในทันที แลในขณะที่กำลังเกณฑ์กองทัพนั้น ได้ข่าวซ้ำลงมาว่าข้าศึกเข้ามาถึงเมืองสระบุรี ทางอีก ๓ วันจะถึงกรุงเทพฯ ไม่ทราบแน่ว่าข้าศึกจะมีกำลังลงมามากน้อยเท่าใด ก็ต้องตระเตรียมป้องกันพระนคร ให้ตั้งค่ายวางรี้พลตั้งแต่ทุ่งสามเสนรายตลอดมาจนทุ่งหัวลำโพง พอเกณฑ์กองทัพพร้อมทัพ ๑ ก็โปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพรีบยกขึ้นไปเมืองสระบุรีเมื่อณวันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๖ ค่ำ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๖๙ แต่เจ้าราชวงศหารออยู่ต่อสู้ไม่ พอรู้ว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นไปถึงท่าเรือพระพุทธบาท ก็รีบถอยหนีกลับไปเมืองนครราชสิมา กรมพระราชวังบวรฯ จึงเสด็จไปตั้งรักษาเมืองสระบุรีรอกำลังที่จะยกเปนกองทัพใหญ่ขึ้นไปตีเมืองเวียงจันท์อยู่ณที่นั้น[1] ฝ่ายเจ้าอนุวงศเมื่อตั้งอยู่ณเมืองนครราชสิมา ให้กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองนครราชสิมาส่งขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ ครั้งนั้นเพอิญคุณหญิงโม้ภรรยาพระปลัดเมืองนครราชสิมาถูกกวาดต้อนไปด้วย คุณหญิงโม้มีสติปัญญาสามารถคิดกลอุบายวิงวอนผ่อนผัดให้ควบคุมไปช้า ๆ รอพวกครัวที่ถูกกวาดค้อนไปทันกันที่ทุ่งสัมริด พอเห็นว่ามีกำลังมากกว่าพวกที่ควบคุม ก็ช่วยกันทั้งชายหญิงเข้าแย่งศัสตราวุธของข้าศึก ต่อสู้ฆ่าฟันพวกชาวเวียงจันท์ที่ควบคุมล้มตายแตกพ่ายไป แล้วพวกครัวก็ช่วยกันตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ทุ่งสัมริด ราษฎรชาวเมืองที่เที่ยวซุ่มซ่อนพลัดพรายอยู่นั้น ครั้นรู้ว่าพวกชาวเมืองนครราชสิมารวบรวมกันได้ ก็รีบพากันมาเข้ากับพวกครัวที่ทุ่งสัมริดอีกเปนอันมาก พระยาปลัดสามีคุณหญิงโม้ก็ตามไปทันณที่นั่น ครั้นเจ้าอนุวงศให้กองทัพยกออกไปปราบ พระยาปลัดคุณหญิงโม้ก็ให้พวกครัวช่วยกันตีแตกกลับมาอีก เจ้าอนุวงศปราบปรามพวกครัวชาวเมืองนครราชสิมาไม่ได้สมคิด พอได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นไป ก็รีบเลิกทัพกลับไปเมืองเวียงจันท์ ให้เจ้าราชวงศไปยึดเมืองหล่ม[2] แลให้เจ้าสุทธิสารไปยึดเมืองภูเขียว ตั้งรักษาด่านทางทั้งปวงเตรียมต่อสู้กองทัพกรุงเทพฯ ที่จะยกขึ้นไป การที่พวกครัวชาวเมืองนครราชสิมาต่อสู้ชนะข้าศึกครั้งนั้น พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จตั้งคุณหญิงโม้เปนท้าวสุรนารี แต่พระยาปลัดนั้นถึงรัชกาลที่ ๔ จึงทรงตั้งเปนเจ้าพระยามหิศราธิบดีที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสิมา

การปราบขบถเวียงจันท์ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้จัดกองทัพที่จะยกขึ้นไปเปนกองทัพใหญ่ ๒ ทัพ กองทัพน้อยทัพ ๑ กองทัพใหญ่ที่ ๑ จะให้ตรงไปตีเมืองเวียงจันท์อันเปนเมืองหลวงของข้าศึก โปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เปนจอมทัพไปตั้งประชุมพลที่เมืองสระบุรี จัดกระบวรทัพให้พระยาจ่าแสนยากร พระยากลาโหมราชเสนา พระยาพิไชยบุรินทรา พระยาณรงควิไชย คุมพลเปนกองหน้าที่ ๑ ให้กรมหมื่นนเรศรโยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ คุมพลเปนกองหน้าที่ ๒ กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จเปนกองหลวง พร้อมด้วยกรมหมื่นรามอิศรเรศรเปนยกระบัตร กรมหมื่นเทพพลภักดิเปนเกียกกาย กรมหมื่นธิเบศรบวรเปนจเรทัพ กรมหมื่นนรานุชิตเปนปีกซ้าย กรมหมื่นสวัสดิวิไชยเปนปีกขวา ให้พระนเรนทราชาบุตรพระเจ้ากรุงธนบุรีคุมพลเปนกองหลัง ให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย) คุมพลมอญเปนกองอิศรสมทบในกองทัพที่ ๑ ด้วย เมื่อจัดกระบวรพร้อมแล้ว ก็ยกจากเมืองสระบุรีขึ้นทางดงพระยาไฟ แต่กองมอญนั้นให้เดิรทางดงพระยากลางไปสมทบทัพกันที่เมืองนครราชสิมา

กองทัพใหญ่ที่ ๒ นั้นจะให้ไปปราบพวกขบถทางหัวเมือง (มณฑลอุบลแลร้อยเอ็ด) ฝ่ายตวันออก ขึ้นไปบัญจบกับกองทัพใหญ่ที่ ๑ ที่เมืองเวียงจันท์ โปรดฯ ให้กรมหมื่นสุรินทรรักษ์เปนจอมทัพ ตั้งประชุมพลที่เมืองปราจิณบุรี จัดกระบวรทัพให้พระยาราชสุภาวดี (ซึ่งภายหลังเปนเจ้าพระยาบดินทรเดชา) คุมพลเปนกองหน้าที่ ๑ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ซึ่งเปนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศในรัชกาลที่ ๔) คุมพลเปนกองหน้าที่ ๒ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์เสด็จเปนกองหลวง (ผู้ใดเปนยกรบัตร เกียกกาย จเรทัพ แลกองหลัง หาปรากฎไม่) กรมหมื่นพิพิธภูเบนทรเปนปีกซ้าย กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศรเปนปีกขวา มีกองเขมรเปนกองอิศร ให้พระยาราชนิกูล พระยารามกำแหง พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง พระยาจันทบุรี คุมไปตีเมืองนครจำปาศักดิอีกกอง ๑

กองทัพน้อยนั้นจะให้ไปตีเมืองหล่มแลหัวเมืองขึ้นของเวียงจันท์ทางตวันตก ไปบัญจบกับกองทัพใหญ่ที่ ๑ ที่เมืองเวียงจันท์ โปรดฯ ให้เจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกเปนแม่ทัพ ตั้งประชุมพลที่ท่าเรือพระพุทธบาทแห่ง ๑ พระยาเพ็ชรพิไชย พระยาไกรโกษา ไปตั้งประชุมพลที่เมืองพิษณุโลกอีกแห่ง ๑ ยกไปบัญจบกันที่เมืองหล่ม

กระบวรทัพที่จัดดังกล่าวมานี้ กองทัพใหญ่ที่ ๒ ต้องเปลี่ยนแปลง มิได้ยกไปตามที่กะไว้ชั้นเดิม เหตุด้วยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ ว่าอังกฤษจะให้เฮนรีเบอร์นีเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญาที่ได้ทำไว้ แลอังกฤษเตรียมกองทัพเรือที่เกาะหมาก จะยกไปข้างไหนหาปรากฎไม่ พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงวางพระราชหฤทัย เกรงว่าจะมีเหตุเปนอริกับอังกฤษเกิดขึ้น จึงโปรดฯ ให้เลิกกองทัพใหญ่ที่ ๒ กลับมารักษาเมืองสมุทปราการ คงแต่ให้พระยาราชสุภาวดีคุมพลเปนกองอิศรยกขึ้นไปเมืองนครราชสิมาทางช่องเรือแตก[3] ไปสมทบกองทัพที่ ๑ แลทรงมอบให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงบัญชาการศึกทุกทาง

การรบในเรื่องปราบขบถเวียงจันท์ครั้งนั้นเปน ๒ ระยะ ๆ แรกกรมพระราชวังบวรฯ ทรงจัดให้พระยาราชสุภาวดีคุมกองทัพน้อยไปทัพ ๑ ยกไปปราบพวกขบถทางหัวเมืองตวันออก (ตามที่กะไว้แต่เดิมว่าจะให้กองทัพใหญ่ที่ ๒ ยกไปนั้น) พระยาราชสุภาวดีได้รบกับข้าศึกตั้งแต่เมืองพิมาย ตีข้าศึกแตกแล้วยกตามไป ได้รบพวกเจ้าอุปราชติสสะที่เมืองโสธร[4] มีไชยชนะอีกแห่ง ๑ แล้วยกลงมาตีกองทัพเจ้านครจำปาศักดิโย้ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองอุบล ตีข้าศึกแตกเปนครั้งที่ ๓ แล้วก็ติดตามลงไปตีได้เมืองนครจำปาศักดิ จับได้ตัวเจ้านครจำปาศักดิโย้กับลูกหลานเจ้าอนุวงศอิกหลายคน พวกขบถทางตวันออกก็ราบคาบ กรมพระราชวังบวรฯ จึงโปรดฯ ให้พระยาราชสุภาวดีไปตั้งรักษาการอยู่ที่เมืองนครพนม

ส่วนกองทัพกรมพระราชวังบวรฯ นั้น โปรดฯ ให้กองหน้าที่ ๑ ซึ่งพระยาจ่าแสนยากร พระยากลาโหมราชเสนา พระยาพิไชยบุรินทรา พระยาณรงควิไชย คุมพล กับกองมอญเจ้าพระยามหาโยธา แลกองโจรของเจ้าขุนเณร[5] รวมจำนวนคน ๘,๔๐๐ ยกขึ้นไปก่อน แล้วกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพหลวงตามขึ้นไปเมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีกุญ พ.ศ. ๒๓๗๐ กองทัพหน้าได้รบกับข้าศึกที่ด่านหนองบัวลำภู ตีค่ายข้าศึกได้ แล้วยกไปตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งส้มป่อยใกล้ช่องเขาทางจะข้ามไปเมืองเวียงจันท์ ข้าศึกยกกองทัพใหญ่มาล้อมอยู่ ๗ วัน กองหน้าที่ ๒ ซึ่งกรมหมื่นนเรศรโยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทรงคุมพล ตามขึ้นไปทัน เข้าช่วยกันตีข้าศึกแตกยับเยิน เจ้าอนุวงศรู้ว่ากองทัพที่มารักษาด่านหนองบัวลำภูแตกแล้ว ก็ไม่คิดจะต่อสู้ต่อไป พาครอบครัวอพยบหนีไปอาศรัยอยู่ในแดนญวน กองทัพไทยก็เข้าเมืองเวียงจันท์ได้โดยง่าย

ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยาอภัยภูธรกับพระยาเพ็ชร์พิไชยยกไปถึงเมืองหล่มพร้อมกัน ได้รบกับกองทัพเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันท์ ตีกองทัพเจ้าราชวงศ์แตกหนีไป เจ้าพระยาอภัยภูธรให้พระยาเพ็ชร์พิไชยอยู่รักษาเมืองหล่ม ส่วนตัวยกตามขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ (แต่เมื่อไปถึงแล้วไปป่วยถึงอสัญญกรรม) อนึ่งกองทัพที่ตีเมืองเวียงจันท์ครั้งนี้ ได้โปรดฯ ให้เกณฑ์กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองแพร่ เมืองน่าน แลเมืองหลวงพระบาง ไปช่วย กองทัพเมืองเหล่านั้นก็ได้ยกไป แต่ไปถึงหาทันรบไม่ เสร็จการรบระยะต้นเพียงนี้

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้รื้อทำลายเมืองเวียงจันท์เสียให้หมด ให้เปนเยี่ยงอย่างแก่พวกประเทศราชทั้งปวง แต่กองทัพขัดสนเสบียงอาหาร ต้องมีตราให้หากองทัพใหญ่กลับลงมากรุงเทพฯ โปรดฯ ให้กองทัพพระยาราชสุภาวดีขึ้นไปทำลายเมืองเวียงจันท์ แลสืบหาพระบางซึ่งพวกชาวเวียงจันท์พาหนีไป พระยาราชสุภาวดีขึ้นไปตั้งอยู่เมืองเวียงจันท์ รื้อทำลายเมืองยังไม่ทันสำเร็จ เห็นไพร่พลอิดโรย พอตามได้พระบาง ก็ขออนุญาตเลิกทัพกลับลงมากรุงเทพฯ เดิมพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์จะตั้งพระยาราชสุภาวดีเปนที่สมุหนายกแทนเจ้าพระยาอภัยภูธร ครั้นทรงทราบว่าพระยาราชสุภาวดีรื้อทำลายเมืองเวียงจันท์ยังไม่สำเร็จ ก็ทรงขัดเคือง จึงเปนแต่โปรดฯ ให้เลื่อนบันดาศักดิเปนเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายกพอเปนบำเหน็จ แล้วโปรดฯ ให้กลับขึ้นไปรื้อทำลายเมืองเวียงจันท์อีก

เจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับขึ้นไปเมื่อเดือน ๗ ปีชวด พ.ศ. ๒๓๗๑ ครั้งนั้นไม่ได้ยกไปเปนกระบวรทัพ ด้วยกิจที่จะไปเปนแต่จะไปรื้อทำลายเมืองเวียงจันท์ มีข้าราชการในกรุงฯ เปนนายกองขึ้นไปเกณฑ์คนที่เมืองนครราชสิมา เมืองภูเขียว ได้แล้วยกขึ้นไปถึงด่านหนองบัวลำภูปลายแดนเมืองเวียงจันท์เมื่อเดือน ๘ บุรพาสาธ จึงให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองคุมพล พร้อมด้วยพระยาพิไชยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์เมืองนครราชสิมา หลวงสุเรนทรนุชิต ยกล่วงหน้าขึ้นไปเมืองเวียงจันท์กอง ๑ เจ้าพระยาราชสุภาวดีรอรวบรวมผู้คนที่ยังตกค้างจะตามขึ้นไปภายหลัง พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองยกขึ้นไปถึงเมืองพันพร้าวริมลำน้ำโขงตรงเมืองเวียงจันท์ข้าม ให้คนไปเรียกท้าวพระยาที่อยู่รักษาเมืองเวียงจันท์ เห็นกำลังตระเตรียมผู้คนอลหม่าน ทั้งกิริยาอาการก็มิได้ยำเกรงเหมือนแต่ก่อน พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองจึงให้พระยาพิไชยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ กับหลวงสุเรนทรนุชิต คุมไพร่ ๓๐๐ ข้ามไปตั้งรักษาเมืองเวียงจันท์ ไปได้ความว่าเจ้าราชวงศเง่ามีหนังสือมาว่าพระเจ้าแผ่นดินญวนให้ข้าหลวงพาเจ้าอนุวงศกลับมาถึงท่าข้าม ระยะทางอีก ๔ วันจะถึงเมืองเวียงจันท์ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองก็แต่งคนเร็วให้รีบมาบอกเจ้าพระยาราชสุภาวดี ครั้นถึงเดือน ๘ แรม ๖ ค่ำ ข้าหลวงเมืองญวนพาเจ้าอนุวงศกับเจ้าราชวงศมาถึงเมืองเวียงจันท์ มีญวนมาด้วยประมาณ ๘๐ คน แต่พวกรี้พลของเจ้าอนุวงศมีมาประมาณพันเศษ ข้าหลวงญวนมาเจ้าอนุวงศไปหาพระยาพิไชยสงคราม บอกว่าเจ้าอนุวงศทำความผิดแล้วหนีไปอาศรัยอยู่ในแดนญวน พระเจ้าเวียดนำทรงพระดำริห์ว่าเมืองเวียงจันท์นั้น เมืองญวนเหมือนมารดา กรุงเทพฯ เหมือนบิดา เมื่อบุตรทำผิดต่อบิดาแล้ว มารดาก็ต้องขอโทษ จึงให้เจ้าอนุวงศกลับมาสารภาพรับผิดต่อท่านแม่ทัพ ขอให้ช่วยพาตัวลงมาลุแก่โทษยังกรุงเทพฯ ทางโน้น พระเจ้าเวียดนำก็จะให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนเข้ามาทูลขอโทษด้วยอีกทางหนึ่ง พระยาพิไชยสงครามเห็นว่าญวนแต่งข้าหลวงเข้ามาเจรจาเปนการในระหว่าง ๒ พระนครเช่นนั้น ก็เชื่อฟังคำญวน ยอมให้เจ้าอนุวงศกับพวกญวนพักรอเจ้าพระยาราชสุภาวดีอยู่ในเมืองเวียงจันท์ ส่วนเจ้าอนุวงศก็วางกิริยาอาการเปนไมตรีดีเหมือนอย่างเดิม พวกไทยที่อยู่เมืองเวียงจันท์ก็ตายใจ ไม่ระแวงว่าเจ้าอนุวงศจะคิดร้าย ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ทราบว่าญวนจะพาเจ้าอนุวงศกลับเข้ามา ก็รีบขึ้นไปจากหนองบัวลำภู ไปถึงเมืองพันพร้าวในวันรุ่งขึ้น เดือน ๘ แรม ๗ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง กำลังหาเรือยังไม่ทันข้ามฟากไปเมืองเวียงจันท์ พอบ่าย ๔ โมงวันนั้น เจ้าอนุวงศก็คุมสมัคพรรคพวกเข้ากลุ้มรุมฆ่าไทยที่อยู่ในเมืองเวียงจันท์ พวกไทยไม่รู้ตัว ถูกฆ่าตายลงเปนอันมาก ที่หนีได้จะข้ามฟากกลับมาเมืองพันพร้าว เจ้าอนุวงศให้เก็บเรือซ่อนเสียหมด ต้องลงว่ายน้ำข้ามฟาก พวกเจ้าอนุวงศก็ลงเรือตามฆ่าฟันตายที่ในลำน้ำโขงอีกเกือบหมด พวกไทย ๓๐๐ เศษ หนีรอดมาได้เพียง ๔๕ คน ตัวนายตายหมดไม่มีเหลือมาเลย เจ้าพระยาราชสุภาวดีอยู่ค่ายเมืองพันพร้าว ทราบว่าเกิดเหตุขึ้นดังนั้น พิเคราะห์ดูเห็นว่ากำลังที่มีอยู่ไม่พอจะต่อสู้พวกชาวเวียงจันท์ได้ ก็ยกจากเมืองพันพร้าวในค่ำวันนั้น ลัดทางตรงมายังเมืองยโสธร รีบรวบรวมรี้พลได้พอเปนกำลัง แล้วยกกลับขึ้นไป ฝ่ายเจ้าอนุวงศรู้ว่าเจ้าพระยาราชสุภาวดีหนีได้ทัน ก็รวบรวมกำลังเปนกองทัพให้เจ้าราชวงศรีบยกตามลงมา หมายจะจับเจ้าพระยาราชสุภาวดี กองทัพเจ้าราชวงศลงมาปะทะกับทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีที่บ้านบกหวาน (ใกล้เมืองอุดรธานีบัดนี้) ได้รบพุ่งกันเปนสามารถถึงตลุมบอน ในขณะที่รบกันนั้นเจ้าราชวงศกับเจ้าพระยาราชสุภาวดีต่างบังพุ่มไม้ขับพลไปเจอกันเข้า เจ้าราชวงศเห็นก่อน ก็แทงเจ้าพระยาราชสุภาวดีถูกที่ท้องล้มลง หลวงพิพิธน้องชายเจ้าพระยาราชสุภาวดีเข้าไปแก้ ถูกฟันตายอยู่กับที่ เจ้าราชวงศจะเข้ามาฟันซ้ำเจ้าพระยาราชสุภาวดี ทนายเอาปืนยิงถูกเข่าเจ้าราชวงศล้มลง พวกบ่าวกลัวเจ้าราชวงศจะเปนอันตราย ก็ช่วยกันยกขึ้นบ่าพาหนีไป เจ้าพระยาราชสุภาวดีลุกขึ้นได้ คลำดูแผลที่ถูกแทง เห็นท้องไม่ทลุ ก็เอาผ้าพันแผล แล้วขึ้นแคร่ให้คนหามตามตีทัพเจ้าราชวงศจนแตกฉาน แล้วรีบยกตามขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ ฝ่ายเจ้าอนุวงศรู้ว่ากองทัพเจ้าราชวงศมาแพ้เจ้าพระยาราชสุภาวดี ก็รีบพาครอบครัวหนีไปยังเมืองพวน เจ้าพระยาราชสุภาวดีให้ออกเที่ยวติดตามจับได้ตัวเจ้าอนุวงศกับเจ้าสิทธิสาร แต่เจ้าราชวงศนั้นเลยหายสูญไป จะหนีรอดหรือตายด้วยบาดแผลหาปรากฎไม่ การครั้งปราบขบถเวียงจันท์ระยะหลังหมดเพียงนี้


วันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีกุญนพศก (พ.ศ. ๒๓๗๐) หมื่นชำนาญตำรวจถือหนังสือบอกพระยาจ่าแสนยากรฉบับ ๑ กับคำให้การอ้ายพระยานรินทร์ลงมาว่า

หนังสือพระยาจ่าแสนยากรมาถึงพระยาศรีสหเทพ ให้นำเอาขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบใต้ฝ่าลอองฯ ด้วยมีพระบัณฑูรโปรดเกล้าฯ ให้บอกลงมาว่าได้บอกข้อราชการให้สมิงไชยเสนถือลงมาแต่ก่อน แจ้งอยู่แล้ว ครั้นณวันเดือน ๖ แรม ๖ ค่ำ เสด็จยกขึ้นมาถึงค่ายหลวงฟากแม่น้ำปชี กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยากลาโหมราชเสนาบอกลงมาว่าณวันเดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ กรมหมื่นเรศร์โยธี นายทัพนายกอง ปรึกษาพร้อมกันให้หมื่นนรินทร์ชาวเมืองโคราช เปนคนรู้จักคุ้นเคยกับอ้ายพระยานรินทร์มาแต่ก่อน เข้าไปพูดกับอ้ายลาวที่หนองบัวลำภูใกล้ค่ายประมาณ ๙ ศอก ๑๐ ศอก ได้พูดกันถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง อ้ายลาวเขียนหนังสือโยนออกมาฉบับ ๑ กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้อ่านหนังสือยังหาสิ้นข้อความไม่ อ้ายลาวในค่ายรดมยิงปืนออกมา ได้ยิงตอบโต้กันแต่เพลาบ่าย ๔ โมงไปจนเพลาพลบค่ำ แลทำค่ายตับ ค่ายวิหลั่น สนามเพลาะ เข้าไปชิด ห่างค่าย ๑๐ วาบ้าง ๑๕ วาบ้าง รุ่งขึ้นณวันเดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เพลาเช้าตรู่ อ้ายลาวทิ้งค่ายเสียแตกหนีไป อ้ายลาวตายในที่รบ ๗๐ เศษ พระยากลาโหมราชเสนา พระยาพิไชยราชา พระยาสิทธิอาวุธ ไพร่ ๓ คน จับพระยานรินทร์ ๑ กับไพร่ ๑๒ คน พระยาอุทัยธานี พระยาณรงควิไชย กับนายอ่อน ข้ากรมหมื่นเสนีบริรักษ์ จับได้ ๑๓ คน เข้ากัน ๒๖ คน กับปืนคาบศิลา คาบชุด ดีแลชำรุด ๒๕ บอก กองทัพถูกปืนเมื่อรบอ้ายลาว กองมอญตายนาย พระยาเกียรติ์ (บุตร์คนใหญ่ของเจ้าพระยามหาโยธา ทอเรีย คชเสนี) ๑ สมิงสิทธิราชา ๑ ไพร่ ๓ รวม ๕ คน ลำบากสมิงสิทธินายกอง ๑ ปลัดกอง ๓ นายหมวด ๒ คน เข้ากัน ๖ คน กองพระยาพิไชยบุรินทรา ตาย ไทย ๑ พม่า ๑ รวม ๒ คน ลำบาก ๔ คน กองพระยาท้ายน้ำ ไพร่ลำบาก ๑ กองพระยาทศโยธา ไพร่ตาย ๑ ลำบาก ๑ รวม ๒ กรมหมื่นนเรศร์โยธี ไพร่ลำบาก ๓ กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ไพร่ลำบาก ๑ กองพระเสมาบริรักษ์เมืองโคราช ไพร่ตาย ๑ ลำบาก ๕ รวม ๖ คน เข้ากัน ตายนาย ๒ ไพร่ ๗ รวม ๙ คน ลำบากนาย ๔ ไพร่ ๑๗ รวม ๒๑ คน แต่อ้ายพระยานรินทร์ ๑ กับอ้ายลาว ๑๐ รวม ๑๑ คนนั้น กรมหมื่นนเรศร์โยธีขอพระราชทานไว้ไล่เลียงถามข้อราชการก่อนจึงจะส่งลงมา แล้วว่าพระยากลาโหมราชเสนา หมื่นณรงค์ ข้ากรมหมื่นนเรศร์โยธี หมื่นฤทธิ์ ข้ากรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ไปติดตามอ้ายลาว พบครัวไทยลาวเมืองโคราช ฉกรรจ์ ๓๐ ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๙ รวม ๒๐๙ คน แต่ฉกรรจ์นั้นพระยากลาโหมราชเสนาขอพระราชทานไว้ในกองทัพ กำหนดกรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง จะได้ยกขึ้นไปตีอ้ายลาวด่านเข้าสารช่องแคบ ณวันเดือน ๖ แรมค่ำ ๑ กรมหมื่นนเรศร์โยธีจึงให้นายขุนทองข้าในกรมคุมอ้ายลาวไพร่ ๑๔ คน ปืน ๒๕ บอก กับครัวเมืองโคราช ๑๗๙ คน แลคำให้การอ้ายพระยานรินทร์ลงมาส่ง อนึ่งกองมอญจับอ้ายลาวได้ที่หนองบัวลำภู ๘ คน กับสามเณรบุตรหลวงปลัดเมืองปักธงไชย หลานพระยายกกระบัตรเมืองโคราช หนีอ้ายลาวลงมาแต่บ้านเชียงเพง ๒ รูป แจ้งความว่าอ้ายอนุเวียงจันท์ฆ่าหลวงปลัดบิดากับอาว์ ๒ คนเสีย เณรแก้วเณรศีลพากันหนีไปซุ่มซ่อนอยู่กับครัว ครั้นรู้ว่ากองทัพกรุงฯ ตีค่ายหนองบัวลำภูแตก เณรแก้วเณรศีลจึงหนีมา กรมหมื่นนเรศร์โยธีส่งอ้ายลาว ๘ คนกับสามเณร ๒ รูปลงมา ฝ่ายพระยาเกษตรรักษาก็บอกลงมาว่ายกขึ้นไปถึงลำเชิญ ณวันเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ไพร่ในกองทัพไปตัดไม้ทำสพานเรือก กลับมาแจ้งความว่าพบรอยครัว พระยาเกษตรรักษาให้หลวงจำเริญสาลี ขุนรตเทพ ขุนวิสูตรสาลี นายไพร่ ๑๒ คน ไปตามครัวที่เชิงเขาทางใกล้ลำเชิญประมาณ ๔๐๐ เส้น พาครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๕๒ คนมา พวกครัวแจ้งว่าหนีอ้ายลาวมาแต่หนองบัวลำภูณวันเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ครั้นจะส่งครัวลงมา ครัวยังเลื่อยล้าอิดโรยอยู่ พระยาเกษตรรักษาให้อยู่พักบ้านเตาก่อน แล้วส่งครัวลงมาอยู่บ้านเรือนตามภูมิลำเนา

ครั้นณวันเดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยากลาโหมราชเสนาบอกลงมาว่ากรมหมื่นนเรศร์โยธีให้ทัพพระยาพิไชยบุรินทรา พระยานครเขื่อนขันธ์ พระยานครอินทร์ พระเสนาบริรักษ์ หลวงเมือง หลวงคลัง ขุนณรงคพินาส กองหน้า ยกขึ้นไปก่อน นายทัพนายกองตั้งค่ายอยู่ณบ้านส้มป่อย ๖ ค่าย ทางไกลด่านเข้าสารลงมาทาง ๔๐๐ เส้น แล้วว่ากองตระเวนซึ่งให้ไปลาดตระเวนพาลาวเมืองหล่ม พาครัวประมาณ ๑๐๐๐ เศษ หนีอ้ายราชวงศ์กลับมาตั้งอยู่ณลำพรม ทางใกล้หนองบัวลำภู ๔๐๐ เส้น กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้หลวงณรงควิชิต นายขุนเณร ข้าในกรม ไปพาตัวอ้ายอุปฮาด กับพุทธวงศ์ผู้บุตร มาณค่ายหนองบัวลำภู ได้ให้อุปฮาดไปพาครอบครัวออกมาอยู่ ถ้าครัวมาถึงหนองบัวลำภูมากน้อยเท่าใดจะบอกลงมาครั้งหลัง กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยาพิไชยราชา พระอินทบุรี นายไพร่ ๓๐๐ คน รักษาค่ายแลรับครอบครัวอยู่ณหนองบัวลำภู ณวันเดือน ๖ แรมค่ำ ๑ กรมหมื่นนเรศร์โยธียกขึ้นไปถึงใต้บ้านส้มป่อยลงมา ทางประมาณ ๓๐ เส้น ได้ยินเสียงปืนรบกันณบ้านส้มป่อย แล้วอ้ายลาวขี่ช้างเข้ามารบถึงตลุมบอน ได้สู้รบกัน อ้ายลาวตายประมาณ ๕๐ เศษ อ้ายลาวแตกหนีไป อ้ายลาวกลับตั้งสนามเพลาะประชิดใกล้ค่ายอีกนั้น ได้มีตราขึ้นไปให้พระยาเกษตรรักษา พระยาราชโยธา เร่งรีบคุมปืนใหญ่ ๒ บอก กับกระสุนดินดำ ขึ้นไประดมตีอ้ายลาวณบ้านส้มป่อย ๒๐๐๐ แล้วให้พระยาไกรโกษาธิบดีทัพ ๑ หลวงปลัดพิมายทัพ ๑ พระนเรนทราชา หลวงราชสุเรนทร์ หลวงพิลึกโยธา หลวงมหิมาโยธี กำกับทัพขุนพลทัพ ๑ คุมปืนใหญ่ ๒ บอก กระสุนดินดำ หนุนขึ้นไปอีก ๓ ทัพ ได้ยกไปจากลำปชีแต่ณวันเดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ กรมหมื่นเสนีเทพ ทัพหน้า ทัพหลวงจะได้เดิรจากลำปชีณวันเดือน ๖ แรม ๙ ค่ำ แลทัพหลวงนั้นกำหนดจะได้กราบถวายบังคมลายกจากลำปชีขึ้นไปณวันเดือน ๖ แรม ๑๐ ค่ำ ถ้ากรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง บอกข้อราชการลงมาประการใด จะบอกลงมาครั้งหลัง แลครัวชาวเมืองโคราชซึ่งนายทัพนายกองส่งลงมา ๑๗๙ คนนั้น ได้ให้กลับมาอยู่บ้านเรือนตามภูมิลำเนาเดิม แต่อ้ายลาวซึ่งนายทัพนายกองส่งลงมา ๒๑ คนนั้น ขอพระราชทานไว้ไล่เลียงไต่ถามข้อราชการ ๓ คน ส่งลงมากรุงเทพฯ ๑๘ คน แต่ปืนคาบสิลา คาบชุด ดีแลชำรุด ๒๕ บอก ได้ส่งคำให้การอ้ายพระยานรินทร์ลงมาด้วยแล้ว

อนึ่งเจ้าพระยามหาโยธาป่วยเปนโรคเก่าซ้ำลงอีก รับพระราชทานอาหารไม่ได้ กรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง ปรึกษาพร้อมกันให้เจ้าพระยามหาโยธากลับลงมาถึงค่ายหลวง ทรงจัดแจงให้หมอไปรักษาพยาบาล โรคคลาย ค่อยรับพระราชทานอาหารได้ขึ้นแล้ว จะให้เจ้าพระยามหาโยธาลงไปณกรุงฯ แลจะได้รักษาตัวอยู่ณเมืองโคราชแลค่ายลำปชีก่อนก็ไม่อยู่ จะขอเข้ากระบวรทัพหลวงกลับขึ้นไป แต่ทว่าจะให้ขึ้นขี่ช้างยังมิได้ จึงให้ทำแคร่กันยาพระราชทานเจ้าพระยามหาโยธาแคร่หนึ่ง แต่เจ้าพระยามหาโยธาครั้งนี้ดูเห็นโศกเศร้าเสียใจด้วยพระยาเกียรติ์ผู้บุตรเปนอันมาก เลขในกองพระยาเกียรติ์ยังอยู่ แต่ปลัดกรมว่ากล่าวแต่ผู้เดียว ขอพระราชทานตั้งให้สมิงธนูศิลป์เปนพระยาเกียรติ์ พระภักดีโยธาเปนพระธนูศิลป์ นายเกษมมหาดเล็กในพระราชวังบวรฯ บุตรเจ้าพระยามหาโยธา เปนหลวงภักดีโยธา จะได้ควบคุมเลขทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป ได้พระราชทานพระภักดีโยธาผู้เปนพระธนูศิลป์ ลูกประคำทองสายหนึ่ง นายเกษมมหาดเล็กผู้เปนหลวงภักดีโยธาผู้ช่วยราชการ กตุดทองคำ ๕ ดอกสายหนึ่ง

ราชการที่ด่านเข้าสารนั้น เห็นอ้ายลาวจะรับตึงมืออยู่ อ้ายสุทธิสารนั้นก็หาตายไม่ เมื่ออ้ายอนุเวียงจันท์กลับขึ้นไปจากเมืองโคราชถึงลำปชีแล้ว อ้ายสุทธิสารจึงตามขึ้นไป เห็นจะตายที่ทุ่งสัมริด แต่อ้ายเถือนอ้ายปันนั้นก็ส่งไปอยู่กับอ้ายป่าสัก ทัพเจ้าพระยาอภัยภูธร พระยาเพ็ชรพิไชย แลทัพพุงดำทางเมืองเลย ก็ยังหาได้ความประการใดไม่ ทัพเจ้าพระยาธรรมาซึ่งจะขึ้นมารักษาเมืองโคราช ก็ยังหามาถึงไม่ แต่กระสุนดินดำในกองทัพหลวงนั้นจ่ายกองหน้า กองพระยาราชสุภาวดี กองเจ้าพระยาโคราช ไปเสียเปนอันมาก ราชการยังจะทำต่อไปอีกมากอยู่ ดินดำยังค้างอยู่บ้านม่วงสองคอน ๕๐ หาบ กระสุน ๑๔๐,๐๐๐ นั้น ได้มีตราไปถึงเจ้าพระยามหาเสนาว่าถ้าชำระเลขเมืองโคราชได้มากน้อยเท่าใด ให้จัดแจงลงไปขนกระสุนดินดำขึ้นมา ครั้นจะให้จัดแจงช้างลงไปรับบันทุก ช้างเมืองโคราชก็ขัดสน ถ้าเจ้าพระยาธรรมา นายไพร่ ๗๐๐ คน จะขึ้นมา ก็ขอให้เจ้าพระยาธรมาจัดแจงเอาลูกกระสุนดินดำขึ้นมาไว้ณเมืองโคราชให้สิ้น กระสุนดินดำจะใช้มากอย่ ถ้านายทัพนายกองขัดสนเมื่อใด จึงจะให้มารับกระสุนดินดำณเมืองโคราช

หนังสือมาณวัน ค่ำ ปีกุญนพศก ฯ (พ.ศ. ๒๓๗๐)

อ้ายพระยานรินทร์เจ้าเมืองศรีมุม[6] ให้การว่าณเดือนอ้าย ปีจออัฐศก อ้ายอนุเวียงจันท์ใช้ให้อ้ายแก้วตำรวจ กับไพร่ ๑๓ คน ไปเอาตัวข้าพเจ้ามาหาอ้ายอนุเวียงจันท์ณบ้านดอนสาร ตำรวจว่าถ้าไม่ไปจะตัดศีร์ษะเสีย ข้าพเจ้ากลัวก็มาหาอ้ายอนุบ้านดอนสาร อ้ายอนุถามข้าพเจ้าว่าจะไปด้วยกันหรือไม่ไป ข้าพเจ้าว่าจะไป แล้วอ้ายอนุพาข้าพเจ้าลงไปเมืองโคราช ประมาณไพร่ซึ่งมากับอ้ายอนุ ๙๐๐ เศษ ครั้นถึงเมืองโคราช อ้ายอนุให้หาพระยายกระบัตรกรมการมาถามว่าจะไปเมืองเวียงจันท์ด้วยกันหรือไม่ พระยายกระบัตรกรมการก็ว่าถ้าปล่อยจะยอมไปด้วยอ้ายอนุเวียงจันท์ ๆ ให้อ้ายราชวงศคุมไพร่ ๖๖๐ คนยกลงไปไล่ครัวเมืองสระบุรี แต่ตัวข้าพเจ้า อ้ายอนุใช้ให้อ้ายศักกะละคอน (สกลนคร?) กับไพร่ ๑๐๐ คนคุมกลับไปเมืองศรีมุม ให้ไล่ครัวมาบัญจบกันที่ทางสามม่อ จะได้ไปเวียงจันท์ ข้าพเจ้าตามครัวชายหญิงประมาณ ๑๐๐ เศษออกจากเมืองศรีมุมแต่ณวันแรม ๑๓ ค่ำ ตามครัวมาถึงบ้านแทน อ้ายอนุให้ตำรวจขึ้นมาเร่งให้ข้าพเจ้าตั้งค่ายณบ้านแทน ข้าพเจ้าตั้งค่ายยังหาแล้วไม่ จึงยกกลับขึ้นมา อ้ายอนุบอกข้าพเจ้าว่าครัวเมืองโคราชซึ่งให้เพี้ยรามพิไชยคุมไพร่ ๒๐๐ คนไปถึงบ้านสัมริด พวกครัวฆ่านายไพร่ตายเสียหมดแล้ว ให้อ้ายสุทธิสารคุมไพร่ ๒๐๐๐ คน มีปืน ๒๐๐ บอก ยกไปรบกับครัวโคราชณบ้านสัมริด อ้ายสุทธิสารแตกหนีมา พวกครัวฆ่านายไพร่ตายเปนอันมาก พออ้ายสุทธิสารหนีมาถึงณบ้านแทน อ้ายสุทธิสารบอกอ้ายอนุว่าครัวฆ่าไพร่ลาวตายเสีย ๖๐๐ เศษแล้ว อ้ายอนุ กับอ้ายสุทธิสาร ข้าพเจ้า ก็พากันขึ้นมาถึงบ้านหนองบัวลำภู อ้ายอนุตั้งให้เปนเจ้าเมืองหนองบัวลำภู แล้วอ้ายอนุจัดแจงให้ตั้งค่ายไม้จริงยาว ๓๐ เส้นกว้าง ๑๖ เส้น อ้ายอนุจัดให้ข้าพเจ้า กับอ้ายปลัดหนองบัวลำภูคนเก่า อ้ายวรจักรบ้านบัว อ้ายหามองค์บ้านเทวี อ้ายอุปราชาบ้านภูเวียง อ้ายวรวงศ์บ้านมะโดด อ้ายตนามบ้านลำภู คุมไพร่ ๑๘๐๐ คน ปืนคาบศิลา ๓๐๐ บอก อยู่รักษาค่าย แล้วอ้ายอนุจัดครัวเมืองโคราชที่ไว้ใจได้ให้ข้าพเจ้า ๓๐ ครัว ชายหญิงประมาณ ๗๐ คน กับครัวข้าพเจ้า ๑๐๐๐ เศษ อยู่กับข้าพเจ้า แต่ครัวอ้ายมีชื่อทั้งนี้ บ้านใคร ๆ อยู่ ครั้นอ้ายอนุกลับขึ้นไปถึงบ้านส้มป่อย ให้อ้ายราชวงศ เจ้าเมืองชนบท กับไพร่ครัวฉกรรจ์ ๖๐๐ คน กับปืนคาบศิลา ๗๐ บอก กลับลงมาอยู่รักษาค่ายกับข้าพเจ้า เข้ากันไพร่ฉกรรจ์ ๒๓๐๐ ครัว ๘๐๐ คน ปืนคาบศิลา ๑๙๐ บอก ครั้นณวันเดือน ๕ ข้างขึ้น ไพร่ลาว ๒๐ คนซึ่งอ้ายอนุให้มานั่งทางอยู่เขาสามม่อ แตกหนีกลับขึ้นมาแจ้งความว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาถึงเขาสามม่อ ได้รบกับกองทัพหน้า ๆ ฆ่าลาวตัวนายตายคน ๑ จับไพร่ได้คน ๑ อ้ายปลัดจัดให้นายไพร่ ๑๐๐ เศษ ปืนคาบศิลา ๓๐ บอก ลงไปสืบกองทัพ แต่ก่อนนั้นอ้ายอนุมีหนังสือมาให้ข้าพเจ้าขนเข้าตามบ้านระยะทางเข้ามาไว้ในค่าย ถ้าขนไม่ทันให้คนไปเผาเสีย ครั้นณวันเดือน ๖ แรม ๗ ค่ำ ข้าพเจ้ากับอ้ายปลัดคุมไพร่ ๔๐๐ คน ปืนคาบศิลา ๔๙ บอก กับช้าง ๔๐ เชือก ลงไปขนเข้าณบ้านลาด ครั้นเพลาประมาณ ๒ ยามเศษ อ้ายมีชื่อลาวกองหน้าที่ภูเวียงแตกหนีมา ข้าพเจ้ากับอ้ายปลัดมาในเพลากลางคืน ถึงค่ายหนองบัวลำภูรุ่งขึ้นเช้า ข้าพเจ้ากับอ้ายปลัดคนมีชื่อผ่อนครัวออกจากค่ายไป แต่ข้าพเจ้า กับอ้ายปลัดคนมีชื่อ นายไพร่ ๑๘๐๐ อยู่รักษาค่าย ข้าพเจ้าจึงใช้ให้กองตระเวนซึ่งหนีไปบอกความกับอ้ายอนุว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นมามาก ให้เร่งคิดอ่านเถิด อ้ายลาวที่ขึ้นไปยังหากลับมาไม่ ครั้นณวันเดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ เพลาบ่าย กองทัพยกขึ้นมาถึง ข้าพเจ้ากับอ้ายปลัดกำกับไพร่รักษาหน้าที่คนด่านยิงสู้กันจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ข้าพเจ้ากับอ้ายปลัดคนมีชื่อแตกออกจากค่าย ต่างคนต่างหนี กองทัพจับข้าพเจ้า กับหลานชายข้าพเจ้าคน ๑ ไพร่ ๑๐ คน แลเมื่อข้าพเจ้าไล่ครัวมาถึงมอแกนั้น พออ้ายราชวงศกลับมาแต่เมืองสระบุรีถึงหนองภูเขาเหนือลำปชี ให้หาข้าพเจ้าไปแล้วบอกความข้าพเจ้าว่าเดิมเจ้าเมืองหล่มศักดิ์เข้าด้วยกันแล้ว ๆ หาเข้าด้วยกันไม่ บัดนี้เราคุมไพร่ ๖๖๐๖ คน ปืนคาบศิลา ๑๐๐๐ เศษ จะยกไปตีหล่มศักดิ์ทางภูเวียง ให้อ้ายนามวงศ อ้ายเชียงไค เปนกองหน้ายกไปก่อน ครั้นอยู่มาอ้ายราชวงศจับเจ้าเมืองหล่มศักดิ์กับอ้ายอุปราชส่งมาให้อ้ายอนุ ๆ ฆ่าเสียที่ลำปชี แล้วข้าพเจ้ารู้ว่าอ้ายราชวงศรบกับกองทัพกรุงเทพฯ แตกหนีกลับขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ หาได้มาทางค่ายหนองบัวลำภูไม่

แต่ค่ายหนองบัวลำภูไปบ้านส้มป่อยแต่เช้าจนเที่ยง มีลำคลองบ้านส้มป่อยเปนที่สำนักแห่งหนึ่ง มีทางแยกไปทางซ้ายมือแต่เช้าจนเที่ยงถึงค่ายซึ่งอ้ายราชวงศมาตั้งอยู่ คนประมาณ ๖๐๐๐ เศษ มีทางตัดข้ามหลังเขาไปอีกทางหนึ่ง แต่บ้านส้มป่อยถึงบ้านช่องเข้าสาร ทางเช้าจนเพล มีเขาสองข้าง ช่องแคบ ปากช่องกว้างประมาณ ๔ วา อ้ายอนุให้ตั้งค่ายหน้ากระดานอยู่บนเนินเขาทั้งสองข้างปิดทางไว้ อ้ายสุทธิสารคุมไพร่ประมาณ ๙๐๐๐ คน ปืน ๒๐๐๐ เศษ รักษาค่ายอยู่ มีน้ำซับอยู่กลางค่ายพออาศรัย แต่หน้าค่ายนั้นหามีน้ำไม่ แต่ค่ายหน้ากระดานไปถึงบ้านช่องเข้าสาร ทาง ๓๐๐ เส้นเศษ แต่บ้านเข้าสารไปถึงห้วยบง ทาง ๔๐๐ เส้นเศษ มีน้ำพออาศรัย แต่นั้นไปถึงบ้านแม่น้ำโขง ทางเช้าจนค่ำ ตามระยะทางมีน้ำพออาศรัยอยู่

ครั้นเฆี่ยนอ้ายพระยานรินทร์ ๆ ออกความว่าเมื่ออ้ายปลัดยังไม่หนีนั้น บอกกับข้าพเจ้าว่าทางไปเมืองเวียงจันท์นั้นก็ตัดเดิรตามหลังเขามาสามมอทางหนึ่ง ระยะทางเดิรลำลอง ๙ คืน อยู่ข้างตวันขึ้น หารวมกับทางเขาที่มาไม่ แลเมื่อวันเดือน ๕ แรม ๒ ค่ำ อ้ายสุทธิสารบอกหนังสือมาถึงข้าพเจ้าว่าอ้ายโถงบอกหนังสือมาถึงอ้ายสุทธิสาร อ้ายโถงตั้งค่ายอยู่เมืองกาฬสินธุ์ คุมไพร่ ๔๐๐ ระยะทางตั้งแต่กาฬสินธุ์มาถึงอ้ายสุทธิสารตั้งอยู่ ทาง ๙ คืน แต่อ้ายอุปฮาดเวียงจันท์ตั้งค่ายอยู่บ้านหนองหาร ใช้ให้อ้ายลาวลงมาบอกข้าพเจ้าว่ามีไพร่ ๔๐๐๐ ถ้ามีกองทัพไทยมาแล้ว ให้บอกหนังสือขึ้นไปด้วย จะได้ลงมาช่วย แต่หนองหารมาค่ายอ้ายสุทธิสาร ระยะทาง ๔ คืน แต่เจ้าเมืองขอนแก่นไล่ครัวมาอยู่บ้านสระแจ้ง ไพร่ฉกรรจ์ ๒๕๐๐ แต่ตัวเจ้าเมืองขอนแก่นกับไพร่ฉกรรจ์นั้นมารักษากับอ้ายสุทธิสาร แต่ครัวเจ้าเมืองชนบทมาอยู่บ้านคาง ไพร่ฉกรรจ์ ๒๗๐๐ เจ้าเมืองชนบทอยู่รักษาครัว ให้แต่บุตรกับไพร่ ๙๐๐ คนมาอยู่กับข้าพเจ้าณค่ายหนองบัวลำภู เมืองนอกนั้นตามระยะทางมีมากอยู่ อ้ายอนุให้ไล่ครัวขึ้นไปเมืองเวียงจันท์สิ้น เมื่ออ้ายอนุยังอยู่ที่ค่ายข้าพเจ้านั้น ว่ากับอ้ายสุทธิสาร กับข้าพเจ้า ผู้มีชื่อ ว่าการศึกครั้งนี้จะรับให้หยุดที่เขาช่องแคบบ้านเข้าสาร จะเอาภูเขาเปนโลงสู้ตายไม่ถอยแล้วเปนอันขาด สิ้นคำให้การข้าพเจ้าเท่านี้

วันเสาร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุญนพศก พระยาไกรสีให้ถามอ้ายเชียงยัน

อ้ายเชียงยันให้การว่าอายุข้าพเจ้าได้ ๔๕ ปี เมียข้าพเจ้าชื่ออีทา มีบุตรชาย ๓ หญิง ๑ รวม ๔ คน ข้าพเจ้าเปนเลขเจ้าพระยาโคราช ข้าพเจ้าอยู่ณบ้านสูงเนิน ทางใกล้เมืองโคราชวันหนึ่ง ณวันเดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เจ้าพระยาโคราชให้นายหมวดนายกองคุมเลขบ้านสูงเนิน พระสุริยภักดี ข้าหลวงกองสัก ขึ้นไปรับเอาเลขเมืองโคราชซึ่งขึ้นไปมีบุตรภรรยาอยู่ณแขวงเมืองสุวรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็ด เมืองกาฬสินธุ์ นายหมวด แลข้าพเจ้า กับนายจันน้องเมียนายหมวด ขึ้นไปถึงเมืองร้อยเอ็ดณเดือน ๑๐ ข้างขึ้น พบพระสุริยภักดีกับข้าหลวงมีชื่อขึ้นไปสักเลขอยู่ณเมืองร้อยเอ็ด ข้าพเจ้าเห็นคนที่เมืองร้อยเอ็ดมีอยู่ประมาณ ๓๐๐๐ ครัวเศษ พระสุริยภักดีชำระได้อ้ายเชียงโย อ้ายทิดดา เลขเมืองโคราชหนีขึ้นไปอยู่ณเมืองร้อยเอ็ด ๒ คน พระสุริยภักดีมอบอ้ายเชียงโย อ้ายทิดดา ให้นายหมวด ๆ ก็รับเอาตัวอ้ายเชียงโยตามพระสุริยภักดีขึ้นไปณเมืองกาฬสินธุ์ แต่อ้ายทิดดาป่วย หาได้ไปไม่ ครั้นถึงเมืองกาฬสินธุ์ณเดือน ๑๒ ข้างขึ้น ข้าพเจ้ากับนายหมวดไปสืบหาตัวอ้ายทิดชาติชาตรีเลขโคราชซึ่งหนีขึ้นไปอยู่กาฬสินธุ์ หาพบตัวไม่ ได้ความว่าอ้ายทิดชาติได้หนีขึ้นไปอยู่เวียงจันท์แต่ณปีระกาสัปตศก พระสุริยภักดี ข้าหลวงมีชื่อ อยู่ณเมืองกาฬสินธุ์ นายหมวดกับข้าพเจ้าอยู่ที่โรงหลวงศรีสุนทรข้าหลวงวังหน้า ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลเมืองกาฬสินธุ์มีอยู่ประมาณ ๑๐๐ ครัว แต่เรือนร้างมีอยู่ประมาณ ๑๐๐ เศษ ข้าพเจ้าถาม ชาวบ้านบอกข้าพเจ้าว่าที่เรือนร้างนั้นเจ้าของเรือนพาครัวยกขึ้นไปอยู่เมืองสกลนครหลายปีแล้ว จะเปนคนมากน้อยเท่าใด ข้าพเจ้าหาได้ถามไม่ ครั้นอยู่มาณเดือนยี่ ข้างแรม ข้าพเจ้าเห็นอ้ายอุปราชเวียงจันท์กับอ้ายโถงยกคนเวียงจันท์ลงมา นายไพร่ประมาณ ๓๐๐๐ คน ช้างพลายพังประมาณ ๑๐๐ ช้าง ม้าประมาณ ๓๐ ม้า แต่ปืนใหญ่ปืนน้อยข้าพเจ้าหาเห็นไม่ แต่หอกมัด ๆ ละ ๒๐ เล่ม ๒๐ เล่ม ประมาณ ๑๐๐๐ เล่ม อ้ายอุปราช อ้ายโถง ยกมาตั้งอยู่น้ำเปา ทางไกลเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ ๑๐๐ เส้น หาได้ตั้งค่ายไม่ ในวันนั้นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์รู้ว่าอ้ายอุปราช อ้ายโถง ยกคนลงมาติดเมืองกาฬสินธุ์ นายไพร่ ๑๐๐ คน พากันหนีไปอยู่บ้านจันเบี้ยได้ ๒ วัน พระสุริยภักดี พระเสนีพิทักษ์ หลวงศรีสุนทร พากันไปหาอ้ายอุปราช ข้าพเจ้าหาได้ไปด้วยไม่ ครั้นเพลากลางวัน พระสุริยภักดีกลับมา ข้าพเจ้าได้ยินพระสุริยภักดีพูดว่าอ้ายอุปราชถามพระสุริยภักดีถึงเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ พระสุริยภักดีบอกว่าเจ้าเมืองกาฬสินธุ์หนีไปอยู่บ้านจันเบี้ย แขวงเมืองกาฬสินธุ์ ทางครึ่งวัน ข้าพเจ้าเห็นพระสุริยภักดี ข้าหลวงกองสัก ออกไปหาอ้ายอุปราชทุกวัน ๆ ละครั้ง อ้ายอุปราชมาถึงเมืองกาฬสินธุ์ได้ ๓ วัน ๆ หนึ่งเพลาน้องเพล ข้าพเจ้ากับนายหมวดไปเที่ยวต่อนกที่ริมฝั่งน้ำเปา เห็นอ้ายลาวเวียงจันท์พวกอ้ายอุปราชประมาณ ๒๐ คนถือหอกดาบ แล้วมัดเอาเจ้าเมืองกรมการเมืองกาฬสินธุ์ ๕ คนใส่อู่หามลุยข้ามแม่น้ำเปามาฝั่งตะวันตก แล้วตัดศีร์ษะเสียบไว้ทั้ง ๕ คน ข้าพเจ้ารู้จักจำหน้าได้แต่เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ๑ เมืองแสน ๑ เมืองจันท์ ๑ เมืองแพน ๑ แต่อิกคนหนึ่งนั้นข้าพเจ้าหารู้จักหน้าไม่ ข้าพเจ้า นายหมวด จึงรู้ว่าอ้ายอุปราชเปนขบถ ข้าพเจ้ากับนายหมวดกลัว ก็กลับมาที่อยู่ นายหมวดกับข้าพเจ้าจึงเอาความซึ่งอ้ายอุปราชเวียงจันท์ฆ่าเจ้าเมืองกรมการเมืองกาฬสินธุ์เล่าให้หลวงศรีสุนทรฟัง แล้วข้าพเจ้ากับนายหมวดจึงบอกกับหลวงศรีสุนทรว่าจะพากันกลับมาบ้านข้าพเจ้าณเมืองโคราช หลวงศรีสุนทรว่าเกิดเหตุขึ้นดังนี้แล้ว จะพากันไปก็ไปเถิด แต่พระสุริยภักดีนั้นหาได้ไปบอกไม่ ในวันนั้นข้าพเจ้า กับนายหมวด นายเชียงโย อ้ายจัน พากันหนีออกจากเมืองกาฬสินธุ์ณเดือนยี่ ข้างแรม จะใกล้สิ้นเดือน พากันเดิรหนีลัดป่ามาคืนหนึ่ง ถึงบ้านท่าขอนยาง แขวงเมืองร้อยเอ็ด เพลากลางวัน พบพวกลาวเวียงจันท์ประมาณ ๑๐ คนถือหอกดาบเดิรมาไล่ครัวบ้านท่าขอนยาง พวกอ้ายลาวเวียงจันท์ถามข้าพเจ้ากับนายหมวดว่าลาวหรือไทย จะพากันไปไหน นายหมวดกลัว หาพูดไม่ ข้าพเจ้าจึงบอกพวกอ้ายลาวเวียงจันท์ว่าข้าพเจ้ามีชื่อ ๔ คนนี้เปนลาวบ้านสูงเนิน อ้ายลาวพวกเวียงจันท์จึงปล่อยข้าพเจ้ามาแล้วว่าถ้าเปนไทยจะฆ่าเสีย ข้าพเจ้ากับนายหมวดคนมีชื่อพากันเดิรหนีลัดป่ามา ๖ คืนถึงเมืองไชยภูมิ ครอบครัวที่เมืองไชยภูมิปรกติอยู่ ยังหากวาดต้อนไม่ ข้าพเจ้ากับนายหมวดเข้าสำนักอยู่เรือนหมอศรีกุนพี่น้องนายหมวด ข้าพเจ้าถาม พวกชาวบ้านบอกข้าพเจ้าว่าอ้ายเวียงจันท์ยกคนเวียงจันท์ ๑๐๐๐๐ ลงมาตั้งอยู่ณเมืองโคราชแต่ณเดือน ๓ อ้ายราชวงศ์ลงมากวาดครัวเมืองสระบุรี แลอ้ายราชวงศ์จะยกคนลงมามากน้อยเท่าใด แลบุตรหลานเพี้ยกวานผู้ใดมากับอ้ายเวียงจันท์นั้น ชาวบ้านหาได้พูดให้ข้าพเจ้าฟังไม่ แล้วว่าอ้ายแลเจ้าเมืองไชยภูมิลงมาอยู่กับอ้ายเวียงจันท์ณเมืองโคราช อ้ายเวียงจันท์จะกวาดครัวเมืองโคราชขึ้นมา แล้วจะกวาดครัวเมืองไชยภูมิไปด้วย ข้าพเจ้าเปนไข้ป่วยอยู่ที่เมืองไชยภูมิประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน ครั้นคลายป่วยแล้ว ณเดือน ๓ จะเปนขึ้นแรมจำมิได้ ข้าพเจ้ากับนายหมวดคนมีชื่อพากันมาจากเมืองไชยภูมิ ๓ คืนถึงท้องลางฟันเทียมด่านโคราชทางไกลเมืองโคราชวันหนึ่ง พบครัวลาวโคราชประมาณ ๙ ครัว ๑๐ ครัวอ้ายพวกลาวเวียงจันท์กวาดต้อนขึ้นไป พวกครัวเอาสิ่งของบันทุกช้างบ้าง ต่างบ้าง หาบไปบ้าง ข้าพเจ้าดูทีกิริยาพวกครัวที่พร้อมลูกผัวก็ชื่นบานเต็มใจไป ที่ลูกผัวติดอยู่ในกองทัพเจ้าพระยาโคราชซึ่งยกขึ้นไปเมืองขุขันธ์ อยู่แต่บุตรภรรยา อ้ายลาวพวกเวียงจันท์กวาดต้อนไป ก็พากันร้องไห้หาเต็มใจไปไม่ ข้าพเจ้าถามถึงครัวข้าพเจ้า พวกครัวบอกว่าครัวลาวเมืองโคราช อ้ายเวียงจันท์ให้ไปทางหนองบัวพะยุ ครัวไทยโคราชอ้ายเวียงจันท์ให้ไปทางตวันออก แลทางหนองบัวพะยุมาร่วมเมืองไชยภูมิ ทางตวันออกมาร่วมแม่น้ำปชี นายหมวดนายจันจึงว่ากับข้าพเจ้าว่าอ้ายเวียงจันท์มากวาดครัวเมืองโคราชแล้ว นายหมวดนายจันก็จะไปตามครัว นายหมวดนายจันให้ข้าพเจ้าไปตามครัว ข้าพเจ้ากับนายหมวดนายจันก็ต่างคนต่างไป ข้าพเจ้าก็กลับเข้ามาสำนักอยู่ณเรือนตาตูเมืองไชยภูมิ เที่ยวหาครัวอยู่ ๓ วัน พวกอ้ายเวียงจันท์จึงไล่ครัวบ้านสูงเนินไปถึงเมืองไชยภูมิประมาณ ๒๐๐ ครัว ข้าพเจ้าพบครัวข้าพเจ้า ๆ ก็พาบุตรภรรยาข้าพเจ้ากับพี่น้องข้าพเจ้าไปณเมืองไชยภูมิ แต่ครัวบ้านสูงเนินแลครัวลาวเมืองโคราชนั้น พวกอ้ายเวียงจันท์กวาดต้อนขึ้นไปเวียงจันท์ ข้าพเจ้าอยู่เมืองไชยภูมิประมาณเดือนหนึ่ง ครั้นณเดือน ๔ ข้างแรม อ้ายแลเจ้าเมืองกลับขึ้นไปณเมืองไชยภูมิ อ้ายแลพูดว่าเมื่อแรกอ้ายเวียงจันท์ยกลงมาเมืองโคราช ปลัดกองอ้ายแลไปฟ้องกับอ้ายเวียงจันท์ว่าอ้ายแลไม่เข้าด้วยอ้ายเวียงจันท์ ๆ โกรธว่าจะฆ่าอ้ายแลเสีย ครั้นอ้ายแลไปถึง พูดจาประสมประสาน อ้ายเวียงจันท์หายโกรธ จึงให้อ้ายแลนำตำรวจเวียงจันท์มากวาดครัวเมืองไชยภูมิขึ้นไปเวียงจันท์ อ้ายแลอยู่ณเมืองไชยภูมิได้ ๒ วัน พออ้ายลาวตำรวจเวียงจันท์ไปถึงเมืองไชยภูมิประมาณ ๒๐ คน อ้ายแลกับอ้ายลาวตำรวจเวียงจันท์พากันกวาดต้อนไล่ครัวเมืองไชยภูมิไปทั้งไทยลาวประมาณ ๓๐๐ ครัว ครัวข้าพเจ้าไปด้วย แลเข้าเปลือกที่เมืองไชยภูมิพวกครัวเอาไปมิได้ มีอยู่เรือนละ ๓๐๐ กระบุง ๔๐๐ กระบุงทุกเรือน หาได้จุดเผาไม่ ข้าพเจ้าเดิรครัวไปประมาณ ๙ คืน ๑๐ คืนถึงเมืองภูเขียว อ้ายแลไปหาเจ้าเมืองภูเขียว ๆ คิดกับอ้ายแลว่าจะพาครัวหนีเข้าป่าลัดมาทางตวันตก จะลงมาณกรุงฯ ครั้นอยู่ ๒ วัน อ้ายลาวตำรวจไปเตือนเจ้าเมืองภูเขียวให้เดิรครัว เจ้าเมืองภูเขียวผัดว่าจะคอยช้างซึ่งอ้ายเวียงจันท์เกณฑ์เอาไปบันทุกทรัพย์สิ่งของเมืองโคราชขึ้นไปเวียงจันท์กลับมาถึงก่อน จะได้บันทุกเสบียงไป พวกครัวอ้ายแลและชาวเมืองไชยภูมิพากันยั้งอยู่ณเมืองภูเขียวประมาณ ๑๕ วัน เจ้าเมืองภูเขียวก็ยังหาพาครัวเข้าป่าไม่ ณเดือน ๕ ข้างขึ้น อ้ายเวียงจันท์ให้ลาวเวียงจันท์ประมาณ ๒๐๐ คน ตัวนายจะชื่อใดไม่ทราบ มีขึ้นบืนคาบศิลาประมาณ ๓๐ บอก กระสุนดินดำบอกหนึ่งประมาณ ๙ นัด ๑๐ นัด หอกดาบครบมือกัน พวกอ้ายลาวเวียงจันท์ไปบอกเจ้าเมืองภูเขียวกับอ้าย แลว่าอ้ายเวียงจันท์ให้พากันกวาดต้อนครัวขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ให้สิ้นเชิง ถ้าไม่ไปจะฆ่าเสีย เจ้าเมืองภูเขียวกับอ้ายแลก็ผัดอ้ายลาวตำรวจอยู่ ยังหาไปไม่ พวกอ้ายลาวตำรวจก็กลับไปหาอ้ายเวียงจันท์บ้าง คุมครัวอยู่ประมาณ ๑๔ คน ๑๕ คน ครั้นณเดือน ๕ แรม ๔ ค่ำ ๕ ค่ำ อ้ายเวียงจันท์ให้บุตรอ้ายเวียงจันท์คนหนึ่งขี่ม้ามากับลาวไพร่ประมาณ ๕๐ คน ปืน ๕ บอก หอกดาบครบมือกัน มือถือหนังสืออ้ายเวียงจันท์มาถึงเจ้าเมืองภูเขียว อ้ายแล ในหนังสือนั้นว่าอ้ายเวียงจันท์กลับไปถึงเวียงจันท์แล้ว ให้หาเมืองภูเขียว อ้ายแล ขึ้นไปคิดราชการณเมืองเวียงจันท์ แลบุตรอ้ายเวียงจันท์ซึ่งมานั้นรูปสันทัดคน ผิวเนื้อขาว หน้ากลม อายุประมาม ๒๐ ปี จะชื่อใดไม่ทราบ รุ่งขึ้นบุตรอ้ายเวียงจันท์ก็คุมตัวเจ้าเมืองภูเขียว อ้ายแล เพี้ยกวาน ท้าวเมืองไชยภูมิ ขึ้นไปณเมืองเวียงจันท์ แลบ่าวไพร่เจ้าเมืองภูเขียวหาได้เอาไปไม่ ครั้นอยู่ประมาณ ๓ วัน อ้ายลาวเวียงจันท์ นายไพร่ประมาณ ๑๐๐ คน ปืน ๑๐ บอก หอกดาบครบมือกัน มาณเมืองภูเขียว อ้ายลาวพวกเวียงจันท์เข้าเก็บริบเอาปืนหอกดาบชาวเมืองภูเขียวแลเมืองไชยภูมิจนสิ้นเชิง พวกเมืองภูเขียว เมืองไชยภูมิ ก็ยอมให้เครื่องศัสตราอาวุธไปกับอ้ายลาวเวียงจันท์โดยดี หาสู้รบไม่ แลอ้ายพวกลาวเวียงจันท์จะเก็บเครื่องศัสตราอาวุธไปได้มากน้อยเท่าใดไม่ทราบ แล้วอ้ายพวกลาวเวียงจันท์ก็กวาดต้อนพวกครัวเมืองภูเขียวไปประมาณ ๓๐๐ ครัว และครัวเมืองไชยภูมิกับทั้งครัวข้าพเจ้านั้นก็กวาดต้อนไปด้วย หามีผู้ใดหลบหนีไม่ แลพวกครัวเก็บเอาทรัพย์สิ่งของบันทุกช้างไปบ้าง ที่มีต่างก็บันทุกต่างไปบ้าง หายไปบ้าง แต่กระบือพวกครัวเอาไปมิได้ ทิ้งไว้ประมาณ ๒๐๐ เศษ เข้าเปลือกมีอยู่เรือนละ ๑๐๐ กระบุงบ้าง ๒๐๐ กระบุงบ้างทุกเรือน อ้ายลาวหาได้จุดเผาไม่ เมื่อไปตามทาง พบบ้านในแขวงเวียงจันท์ บ้านแก บ้านคุกไส้เทียน มีเรือนบ้านละ ๑๔ เรือน ๑๕ เรือน มีเข้าเรือนละ ๕๐ กระบุงบ้าง ๑๐๐ กระบุงบ้าง อ้ายลาวหาจุดเผาเสียไม่ แต่ครัวนั้นกวาดต้อนไปหมด อ้ายเวียงจันท์ไล่ครัวพวกข้าพเจ้าไป ณวันเดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ ถึงบ้านคุกไส้เทียน ไปจากบ้านคุกไส้เทียนอีกคืนหนึ่ง ยังทางอีกเช้าชั่วงายจะถึงบ้านเหมันต์ อ้ายลาวตำรวจเวียงจันท์พาคนลงมาเก็บเอาชายพวกครัวเมืองภูเขียว เมืองไชยภูมิ ไปเข้าค่ายหนองบัวสำภูจนสิ้นเชิง หาได้แบ่งให้อยู่รักษาครัวไม่ ชายตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไปจนอายุ ๗๐ ปี อ้ายลาวกวาดเอาไปเข้าค่ายหนองบัวลำภู จะได้คนเมืองภูเขียว เมืองไชยภูมิ มากน้อยเท่าใดไม่ทราบ เอาไปจนหมด กับเมืองชนบท เมืองร้อยเอ็ด เมืองพุทไธสง เมืองศรีมุม กับคนเมืองรายทางซึ่งกวาดไป ๑๐๐ คน ให้พระยานรินทร์กับเพี้ยสิงหนาทเวียงจันท์เปนแม่ทัพ กับไพร่หนองบัวลำภูประมาณ ๔๐ คน ๕๐ คน รักษาค่ายหนองบัวลำภู มีปืนคาบศีลา ๘ กระบอก ๙ กระบอก หอกดาบประมาม ๑๐๐ เล่ม ที่ไม่มีปืนไม่มีหอกดาบอ้ายพระยานรินทร์ให้ตัดไม้ทำกระบองทำหลาวสำหรับมือ เมื่อข้าพเจ้าไปถึงค่ายหนองบัวลำภู เห็นครัวบ้านหนองบัวลำภูยังอยู่กับบ้าน หาได้กวาดต้อนไปไม่ กับครัวอ้ายพระยานรินทร์ จะเปนสักกี่ครัวไม่ทราบ แลค่ายนั้นทำด้วยไม้เตงรังใหญ่รอบประมาณ ๓ กำ ๔ กำ สูงประมาณ ๘ ศอก ปลายเสาค่ายเจาะร้อยคร่าว ห่างเสาค่ายออกไป ๔ ศอก ขุดคูกว้าง ๔ ศอก ลึก ๒ ศอกเศษ ค่าย ๔ เหลียม ๆ หนึ่งยาวประมาณชั่วกำลังปืนคาบศีลา มีประตูหอรบ ๔ ประตู ข้าพเจ้าไปรักษาค่ายเมื่อณวันเดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำ ในวันนั้นอ้ายลาวกองตระเวนไปบอกอ้ายพระยานรินทร์ว่าพบพวกกองทัพกรุงฯ ยกขึ้นไปภูเวียง อ้ายพระยารินทร์จึงให้เอาช้างประมาณ ๒๐ ช้างบันทุกครัวอ้ายพระยานรินทร์กับครัวบ้านหนองบัวลำภูขึ้นไปณเวียงจันทร์ ครั้นณวันเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาบ่าย กองทัพกรุงฯ ผู้ใดจะเปนแม่ทัพแลไพร่มากน้อยเท่าใดไม่ทราบ ยกขึ้นไปตั้งปีกกาล้อมห่างค่ายประมาณ ๕ เส้น ๖ เส้น อ้ายพระยานรินทร์ อ้ายเพี้ยสิงหนาท ขี่ม้าเอาคนออกมาวางรายรักษาค่าย ยืนห่างกันคนละ ๔ ศอก ๕ ศอก รอบค่ายอ้ายลาวพวกบ้านพร้าว บ้านจิก หนองบัวลำภู กับอ้ายลาวเมืองศรีมุม บ่าวอ้ายพระยานรินทร์นั้น อ้ายพระยานรินทร์ อ้ายเพี้ยสิงหนาท ให้ถือปืนหอกดาบรายกันไปรอบค่าย แต่อ้ายลาวเชลยนอกกว่าเมืองศรีมุมนั้นหามีปืนหอกดาบไม่ มีแต่กระบองบ้าง ไม้รวกเสี้ยมเปนหลาวบ้าง อ้ายพระยานรินทร์ อ้ายพระยาสิงหนาท ขี่ม้าตรวจคนในค่าย แล้วสั่งกำชับว่าถ้ากองไทยปีนค่ายขึ้นไป ให้เอากระบองตี เอาหลาวแทง ถ้าใครทิ้งหน้าที่เสียให้กองทัพไทยแหกค่ายเข้ามา จะฆ่าเสีย ข้าพเจ้าได้ยินอ้ายพวกลาวครัวพูดกันว่าทีนี้ความตายมาถึงแล้ว จะหนีออกจากค่ายก็กลัวพวกอ้ายลาวเวียงจันท์จะฆ่าเสีย จะขืนอยู่พวกกองทัพไทยแหกค่ายเข้ามาจะฆ่าเสีย แต่อ้ายลาวพวกบ้านจิก บ้านพร้าว หนองบัวลำภูนั้น จะคิดสู้กับกองทัพไทยหรือสดุ้งกลัวประการใด ข้าพเจ้าหาได้ยินพูดไม่ แล้วไทยคนหนึ่งใส่เสื้อแดง หาได้ถืออาวุธไม่ เดิรเข้ามาใกล้ค่ายประมาณ ๕ วา ก็ร้องถามเข้ามาในค่ายว่าพระยานรินทร์อยู่หรือไม่ อ้ายเพี้ยสิงหนาทร้องบอกออกไปว่าอ้ายพระยานรินทร์หนีขึ้นไปเวียงจันท์แล้ว ๆ อ้ายเพี้ยสิงนาทว่ากับไทยว่าเราเปนทองแผ่นเดียว อย่าสู้รบกัน แล้วไทยก็กลับออกไปหาพวกไทย เมื่อให้เข้ามาถามหาอ้ายพระยานรินทร์ ๆ ไปตรวจค่ายหาอยู่ที่นั่นไม่ สักครู่หนึ่งพวกกองทัพไทยแอบไม้รายกันเข้ามาทีละ ๔ คน ๕ คน เข้ามาดูสนามเพลาะยังค่ายประมาณเส้นเศษ อ้ายเพี้ยสิงหนาทร้องห้ามไปว่าอย่าเข้ามา พวกกองทัพไทยไม่ฟังรายกันมามากขึ้นทุกที แต่แม่ทัพไทยนั้นข้าพเจ้าเห็นยืนกั้นสัปทนรายกันไปหลายคน อ้ายเพี้ยสิงหนาทให้อ้ายลาวพวกถือปืน เอาขึ้นผลัดเปลี่ยนกันยิงออกไปตามช่องค่าย จะถูกนายไพร่ในกองทัพไทยประการใดไม่ทราบ พวกกองทัพไทยก็ยิงโต้ตอบลอดค่ายเข้ามาถูกอ้ายลาวเวียงจันท์ในค่ายตายหลายคน ถูกอ้ายลาวบนหอรบตาย ๕ คน ยิงสู้รบกันอยู่แต่เพลาเย็นจนสว่าง กระสุนดินดำสำหรับลำกล้องบอกละ ๙ นัด ๑๐ นัด อ้ายลาวเวียงจันท์ยิงเสียหมด ครั้นเพลาใกล้รุ่ง อ้ายเพี้ยสิงนาทกับบ่าว ๓ คน ๔ คนพากันหนีออกจากค่าย จะออกทางไหนไม่ทราบ ครั้นรุ่งเช้าอ้ายลาวในค่ายพูดกันว่าอ้ายพระยานรินทร์หนีไปแล้ว อ้ายลาวมีชื่อในค่ายก็พากันหนีออกจากค่าย ข้าพเจ้าก็ขึ้นเสาค่ายหนีโดดออกมาจะไปทางบ้านเม้นหาครัวข้าพเจ้า ไปหาได้ไม่ พวกกองทัพไทยจับเอาตัวข้าพเจ้ามา แต่พวกกองทัพไทยฆ่าฟันอ้ายลาวตายเปนอันมากจะประมาณมิได้ แลอ้ายพวกลาวในค่ายซึ่งนอกจากกองทัพไทยฆ่าเสียแลจับเปนได้นั้น พากันแตกกระจัดกระจายต่างคนต่างหนีไป . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ข้าพเจ้า . . . . . . . . . . เปนลาวเมืองแสนเมืองชนบท ให้การว่าบ้านเรือนข้าพเจ้า . . . . . . . . . . ไกลเมืองชนบท ทางเช้าชั่วเพล . . . . . . . . . . ข้าพเจ้าได้ยินลาวชาวชนบทพูดกันว่าอ้ายอนุเวียงจันท์คุม . . . . . . . . . . เจ้าเมืองชนบทมาหาอ้ายอนุเวียงจันท์ณบ้านหนอง . . . . . . . . . . อ้ายเวียงจันท์ . . . . . . . . . . เจ้าเมืองชนบทว่าแก่แล้วไปมิได้ อ้ายเวียงจันท์ว่าไปไม่ได้ก็ (ให้กวาด) ครอบครัวขึ้นไป (เมืองเวียงจันท์) เจ้าเมืองชนบทก็กลับมา ครั้นณเดือน ๔ ข้างขึ้น ข้าพเจ้าได้ยินอ้ายลาวพูดกันว่าตำรวจเมืองเวียงจันท์มาณเมืองชนบท ๒๐ คน มีปืน ๓ บอก ถือหอกดาบครบมือกัน แต่ตัวนายตำรวจนั้นชื่อใดข้าพเจ้าไม่ทราบ มาทางหัวเมืองชนบท (ให้กวาด) ครอบครัวณบ้านข้าพเจ้าแลครัวเมืองชนบทไป ๑๔ คืน ๑๕ คืนถึงบ้านนาแตง ครัวชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๒๐๐๐ แต่บ้านนาแตงไปหนองบัวลำภูทางคืนหนึ่ง ครั้นเมื่อณเดือน ๖ ข้างขึ้น อ้ายเพี้ยสิงหนาทเมืองเวียงจันท์ไปณบ้านนาแตงที่ครัวอยู่ เกณฑ์เอาคนครัวเมืองชนบทแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปีขึ้นไป ได้คนประมาณ ๓๐๐ คน ๔๐๐ คน เมืองแสนเมืองจันท์อุปฮาดราชวงศ์เมืองชนบทก็ไปด้วย ตัวข้าพเจ้าก็ต้องเกณฑ์มากับเมืองแสนคืนหนึ่งถึงหนองบัวลำภู ให้เข้าอยู่ในค่ายหนองบัวลำภู ข้าพเจ้าเห็นคนเมืองเวียงจันท์ . . . . . . . . . . อยู่ด้วยอ้ายเพี้ยสิงหนาทประมาณ ๓๐ คน ๔๐ คน เมืองกาฬสินธุ์ เมืองร้อยเอ็ด เมืองภูเขียว เมืองพุทไธสง เข้ากัน ๖ เมือง ประมาณ ๒๐๐๐ คนอยู่ในค่าย พระยานรินทร์เปนนายใหญ่ ข้าพเจ้าอยู่ในค่ายได้คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเปนเพลาเย็น กองทัพไทยขึ้นไปถึง ล้อมค่ายเข้าไว้สามด้าน พวกทัพไทยร้องถามว่าใครเปนนายอยู่ในค่าย จะเข้าด้วยหรือไม่เข้า พวกอ้ายลาวเวียงจันท์บอกว่าอ้ายราชวงศ์เปนนายอยู่ในค่าย ไม่เข้าด้วยแล้ว ๆ พวกอ้ายลาวเอาปืนยิงออกไปจากค่าย พวกกองทัพไทยก็ยิงเข้าไปในค่าย ครั้นเพลาพลบค่ำ พวกไทยทำค่ายตับล้อมทั้งสามด้าน อ้ายเพี้ยสิงหนาทตำรวจเมืองเวียงจันท์หนีออกมาจากค่ายแต่เพลากลางคืน หาให้พวกลาวเมืองอื่นรู้ไม่ ครั้นเพลาเช้า อ้ายลาวในค่ายพวกข้าพเจ้ารู้ว่าอ้ายเพี้ยสิงหนาทหนี พวกข้าพเจ้าก็แตกออกจากค่าย วิ่งหนีไปได้ประมาณเส้น ๑ กองทัพไทยจับเอาตัวข้าพเจ้ากับอ้าย . . . . . . . . . . ๑ เชียงกันยา ๑ แล้วพวกไทยส่งตัวข้าพเจ้ากับพวกข้าพเจ้าสามคนมาณค่ายหลวง ฯ

วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศก ได้ถามข้าพเจ้า ๆ อ้ายจันโคชให้การว่าข้าพเจ้าตั้งบ้านเรือนอยู่ณบ้านสามพันแขวง เมืองชนบท อายุข้าพเจ้าได้ ๕๐ เศษ ภรรยาข้าพเจ้าชื่ออีสั้น มีบุตรชาย ๔ หญิง ๓ เปน ๗ คน ข้าพเจ้าเปนบ่าวพระยาพรหมภักดียกระบัตรเมืองโคราช ครั้นอยู่มาณเดือน ๓ กี่ค่ำข้าพเจ้าจำมิได้ ปีวอกอัฐศก ข้าพเจ้าได้ยินผู้มีชื่อพูดกันว่าอ้ายเวียงจันท์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ณเมืองนครสวรรค์(?) ประมาณ ๒๐๐๐ คน ๓๐๐๐ คน ว่าจะลงไปช่วยทำการพระบรมศพณกรุงเทพฯ แล้วอ้ายเวียงจันท์ได้ให้ตำรวจลงมาบอกพระยาจันตประเทศกับเพี้ยสิงหนาทราชบุตรเมืองชนบทให้ขึ้นไปหาอ้ายเวียงจันท์ พระยาจันตเทศกับเพี้ยสิงหนาทราชบุตรก็พากันไปหาอ้ายเวียงจันท์ณเมืองนครสวรรค์ ไปได้ ๒ คืนแล้ว พระยาจันตประเทศกับเพี้ยสิงหนาทราชบุตรก็พากันกลับมาบ้านได้คืน ๑ อ้ายเจ้าเวียงจันท์ก็ยกกองทัพมาณเมืองโคราช แล้วพระยาจันตประเทศจึงมาป่าวร้องแก่ราษฎรชาวบ้านว่าใครจะสมัคไปกับเจ้าเวียงจันท์บ้าง ถ้าจะสมัคไปกับอ้ายเจ้าเวียงจันท์ จะให้ไปอยู่คูเวียง ถ้าใครมิสมัคไปจะฆ่าเสีย เพี้ยแสนกับอุปฮาดจึงว่ากับพระยาจันตประเทศว่าท่านจะไปก่อนก็ไปเถิด ข้ายังไม่ไป จะฟังดูก่อน ครั้นณวันเดือนข้างขึ้น จะเปนกี่ค่ำข้าพเจ้าจำไม่ได้ พระยาจันตประเทศ กับเพี้ยสิงหนาท เพี้ยกวาน ก็พาบุตรภรรยาผู้คนบ่าวไพร่ยกไปจากเมืองชนบทไปอยู่บ้านผขุได้เดือน ๑ ครั้นณวันเดือน ๕ ข้างขึ้น แต่จะเปนกี่ค่ำข้าพเจ้าจำมิได้ อ้ายเจ้าเวียงจันท์ใช้ตำรวจลาวลงมาไล่ครัวที่เมืองชนบทให้ไปอยู่บ้านคูเวียงให้สิ้นเชิง ถ้าผู้ใดมิไปจะตัดศีร์ษะเสีย ราษฎรชาวบ้านกลัวก็พากันยกครอบครัวไปอยู่ณบ้านคูเวียง ครั้นณวันเดือน ๕ ข้างขึ้น อ้ายเจ้าเวียงจันท์ยกจากโคราชไปพักอยู่คูเวียงคืน ๑ แล้วยกไปอยู่บ้านหนองบัว แล้วอ้ายเจ้าเวียงจันท์จึงใช้ให้ตำรวจลาวมาไล่ครัวที่บ้านคูเวียงไปอยู่บ้านหนองบัว ครั้นพากันไปอยู่บ้านหนองบัว พระยาจันตประเทศจึงให้ไปหาอ้ายเจ้าเวียงจันท์ ๆ จึงสั่งให้พระยาจันตประเทศไล่ครัวให้ไปอยู่บ้านนาแตง อ้ายเจ้าเวียงจันท์ก็จะยกไปทางด่านป่าเข้าสาร พระยาจันตประเทศไล่ครัวไปทางบ้านนาแตง ครัวไปถึงบ้านนาแตงได้ ๕ วัน อ้ายพระยานรินทร์ที่เปนแม่ทัพอยู่ที่ค่ายบ้านหนองบัวจึงใช้ให้ตำรวจลาวมาจัดเอาผู้ชายที่ครัวบ้านนาแตง ๒๐๐ คนทั่งข้าพเจ้าให้เข้าค่ายบ้านหนองบัว ข้าพเจ้ามายืมเอาหอกของอ้ายทิดโสภาหลานข้าพเจ้าได้เล่ม ๑ มาเข้าค่าย ๆ หนองบัว กว้างยาวประมาณ ๑๐ เส้น คนรักษาค่ายอยู่ประมาณ ๑๒๐๐ คน มีปืนคาบศิลาอยู่ในค่ายประมาณ ๑๐๐ เศษ อ้ายพวกเวียงจันท์ให้ข้าพเจ้ารักษาค่ายข้างตวันออก ครั้นณวันขึ้นค่ำ ๑ เดือน ๖ เพลาเย็น ทัพไทยเข้าไปตีค่าย ได้รบกันอยู่จนเพลาสว่าง ทัพลาวจึงแตกหนีไป ทัพไทยไล่จับเอาข้าพเจ้าได้ มาจำข้าพเจ้าไว้ได้ ๒ คืน จึงส่งตัวข้าพเจ้าลงมาที่ทัพหลวงแม่น้ำปชีได้ ๒ คน แล้วจึงส่งข้าพเจ้าลงมาณกรุงเทพฯ สิ้นคำให้การข้าพเจ้าแต่เท่านี้

วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศก ขุนอภัยพินิจ หมื่นวิเศษ เวรแสนใจรบ ถามอ้ายเชียงมั่น ให้การว่าอายุข้าพเจ้าได้ ๓๐ ปี เดิมบิดามารดาข้าพเจ้าอยู่ณเมืองนครพนม ข้าพเจ้าก็เกิดณเมืองนครพนม ครั้นปีวอกฉศก ข้าพเจ้าไปค้าขายณเมืองกาฬสินธุ์ ข้าพเจ้าได้อีมาบุตรเชียงโคชเปนภรรยาที่บ้านเอือ แขวงเมืองกาฬสินธุ์ ข้าพเจ้าอยู่กันกับอีมา เกิดบุตรชายคน ๑ อายุได้ ๓ ขวบ บ้านเอือที่ข้าพเจ้าอยู่กับเมืองกาฬสินธุ์ทางประมาณ ๒๐ เส้น ข้าพเจ้าก็เปนบ่าวเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ๆ ให้บุตรตาวงชาวบ้านเอือเปนนายหมวดคุมข้าพเจ้าเสียเงินเปนค่าขี้ผึ้งผ้าขาวปีละตำลึง ครั้นอยู่ณเดือน ๓ ข้างขึ้น ปีจออัฐศก อ้ายเวียงจันท์ยกทัพมาตั้งอยู่นอกเมืองนครราชสิมา แต่อ้ายอุปราชยกทัพไปตั้งอยู่นอกเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ ๔ เส้น ๕ เส้น คนประมาณ ๓๐๐๐ คน แล้วอ้ายอุปราชให้หาเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ออกไปค่ายอุปราช ข้าพเจ้าเปนคนถือคนโทน้ำตามเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ออกไปค่าย เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ก็ไปหาอ้ายอุปราช ๆ ถามเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ว่าจะไปเมืองเวียงจันท์ด้วยอ้ายอุปราชหรือไม่ เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ว่าไม่ไปแล้วจะขออยู่ อ้ายอุปราชว่าเจ้าจะอยู่ก็จะให้อยู่ไม่เอาไปดอก อ้ายอุปราชก็ให้เจ้าเมืองกาฬสินธุ์กลับไปเมืองกาฬสินธุ์ อยู่มาวันหนึ่ง อ้ายอุปราชให้หาเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ไปณค่ายอีก ข้าพเจ้าก็ไปด้วยกัน ตามไปด้วยเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ ๕๐ คน มีหอกดาบไปด้วยครบมือกัน ครั้นไปถึงประตูค่ายอ้ายอุปราช ๆ ให้พวกอ้ายอุปราชเก็บหอกดาบแลห้ามคนเสียมิให้ตามเจ้าเมืองกาฬสินธุ์เข้าไปในค่าย แต่ข้าพเจ้าถือคนโทน้ำกับคนถือล่วมหมากตามเจ้าเมืองกาฬสินธุ์เข้าไปในค่ายสองคน ข้าพเจ้าได้ยินอ้ายอุปราชถามเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ว่าเจ้าไม่ไปแน่แล้วหรือ เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ว่าไม่ไปแน่แล้ว อ้ายอุปราชก็ให้จับเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ (มัด) ข้อมือจูงออกไปข้างหลังค่าย . . . . . . . . . . เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ อ้ายอุปราชก็ให้ยกบ้านเรือนในนอกเมืองกาฬสินธุ์เสียหมด กวาดครอบครัวไปเวียงจันท์ บุตรภรรยาข้าพเจ้าก็ติดไปด้วย แต่ตัวข้าพเจ้ากับเชียงดำ เชียงโคช เชียงคำมา เชียงแก้ว หนีเข้าอยู่ในป่า ครั้นรู้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นไป ข้าพเจ้าก็ชวนกันว่าจะมาหากองทัพหลวง ครั้นมาถึงบ้านพร้าว แขวงเมืองโคราชกับเวียงจันท์ต่อกัน เชียงดำ เชียงโคช เชียงคำมา เชียงแก้ว หนีข้าพเจ้าไป แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเดิรมาหากองทัพหลวงยังค่าย . . . . . . . . . . มาถึงบ้านพร้าวห่างกับค่ายหนองบัวลำภู (ทาง) แต่เช้าจนเพลาน้องเพล . . . . . . . . . . พวกกองมอญสามคนจับตัวข้าพเจ้าได้มาส่งที่ค่ายหนองบัวลำภูคืนหนึ่ง แล้วส่งข้าพเจ้ามาค่ายหลวงแม่น้ำปชี ข้าพเจ้าเห็นเณรสององค์สึกเสียองค์หนึ่งยังบวชอยู่องค์หนึ่งที่ค่ายหลวง ข้าพเจ้าได้ยินพวกกองทัพในค่ายหลวงพูดกันว่าเณรสององค์นี้อยู่ในเมืองโคราช ข้าพเจ้าอยู่ที่ค่ายหลวงสองคืนแล้วส่งตัวข้าพเจ้าลงมาณกรุงเทพฯ

วันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศพ พระวิสุทธรัตเจ้ากรมพระคลังสุภรัต กรมพระราชวังบวร ถือหนังสือบอกพระยาจ่าแสนยากรลงมาแต่ค่ายหลวงฯ

หนังสือ . . . . . . . . . . พระยาจ่าแสนยากรมาถึงพระยาศรีสหเทพ ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุราให้ทราบใต้ฝ่าลอองฯ ด้วยมีพระราชบัณฑูรโปรดเกล้าฯ ให้บอกลงมาว่าบอกข้อราชการลงมาแต่ก่อน อ้ายลาวยกลงมาตั้งสนามเพลาะล้อมค่าย . . . . . . . . . . แจ้งอยู่แล้ว ครั้นณวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เสด็จยกทัพหลวงขึ้นมาถึงตำบลหนองบัวที่ประทับร้อน หมื่นรักษพิมานปลัดพระตำรวจซึ่งราชการถือหนังสือบอกพระยากลาโหมราชเสนาลงมาว่ากรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง . . . . . . . . . . กองหน้าได้รบกับอ้ายลาวณค่ายบ้านส้มป่อย แต่ณวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๖ ไปจนวันแรม ๒ ค่ำเดือน ๖ อ้ายลาวคุมทัพช้าง ๗๐ ช้างออกรบ กรมหมื่นนเรศร์โยธิ กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ พระยากลาโหมราชเสนา พระยาจ่าแสนยากร พระยาท้ายน้ำ นายทัพนายกอง ได้รบกันกลางแปลงถึงตลุมบอน พระยาจ่าแสนยากรถูกหอกซัดหลังช้าง ๔ เล่มป่วยมากอยู่ นายทัพนายกองยิงช้างอ้ายลาวตาย ๓ ช้าง ลำบากไปหลายช้าง อ้ายลาวแตกกระจัดกระจายไป ทัพอ้ายลาวซึ่งล้อมค่ายบ้านส้มป่อยก็ตีแตกไปด้วย อ้ายลาวตายในที่รบ ๑๓๔ คน เจ็บลำบากไปเปนอันมาก จับเปนได้ ๓ คน ได้ปืนหลัก ๕ บอก ปืนคาบศิลา ๑๓ บอก กระสุนโดด ๘๕๐๐ กระสุน กระสุนปราย ๓๖๐๐ กระสุน กระสุนปืนหลัก ๒๐๐ กระสุน กับดินดำดินประสิวขาวสุพันถัน ม้า ๑๗ ม้า เครื่องศัสตราอาวุธเปนอันมาก ณวันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ กรมหมื่นนเรศร์โยธีถอยมาตั้งอยู่ณหนองบัวลำภู อ้ายลาวตัดหลังลงมาตามหลังเขาช่องสนมประมาณ ๑๐๐๐ เศษ อ้ายลาวยิงค่าย ได้ยิงโต้ตอบกัน อ้ายลาวถูกปืนตายคนหนึ่ง ลำบาก ๓ คน อ้ายลาวแตกหนีไป ได้ปืนหลักบอกหนึ่ง ครั้นเพลาค่ำ อ้ายลาวก็ถอยไปราบอยู่บนเขาประมาณ ๒๐ เส้น กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยาพิไชยรณฤทธิ์คุมไพร่ ๕๐๐ คน ให้สมิงอำมาตย์ถินคุมไพร่ ๕๐๐ คน ให้พระณรงค์เดชะคุมไพร่ ๕๐๐ คน หลวงพิไชยคชฤทธิ์คุมไพร่ ๑๕๐ คน ยกหนุนขึ้นไป พระณรงค์เดชะเหนค่ายอ้ายลาวตั้งอยู่บนเนินเขา ๔ ค่าย ได้ยิงสู้รบกัน อ้ายลาวตัวนายตายคนหนึ่ง อ้ายลาวแตกหนีไป กรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกองหน้า จะยกขึ้นไปตีทัพอ้ายลาวซึ่งตั้งอยู่บนเขาขึ้นไปจนถึงเมืองเวียงจันท์ แล้วว่าอุปฮาดเมืองหล่มศักดิ์พาครอบครัวเข้ามาณค่ายหนองบัวลำภู ๒๐๐ เศษ . . . . . . . . . . กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้หมื่นรักษพิมานคุมตัวบุตรวงบุตรอุปฮาดกับไพร่ ๔ คนลงมาเฝ้าทูลลอองฯ . . . . . . . . . . ได้มีตราไปถึงพระยาไกรโกษา พระยาเกษตร์รักษา พระยาราชโยธา หลวงปลัดพิมัย ทัพหน้า ทัพหลวง. . . . . . . . . . ทัพให้เร่งรีบคุมปืนใหญ่กระสุนดินดำไประดมตีอ้ายลาวซึ่งตั้งอยู่ณด่านเข้าสารนั้น แจ้งอยู่แล้ว แลอ้ายพระยานรินทร์ กับหลานอ้ายพระยานรินทร์นั้น ยังถืออ้ายอนุเวียงจันท์อยู่ หาผินหน้ามาข้างเราไม่ จึงให้เอาเลื่อย ๆ ศีร์ษะเปน ๔ แสก ตัดหูตัดมือตัดเท้า แล้วตัดศีร์ษะเสียบประจานไว้ณบ้าน . . . . . . . . . . จอก มิให้หัวเมืองลาวทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างกันสืบไป ณวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เสด็จยกขึ้นมาถึงตำบลเขาสามหมอ กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยากลาโหมราชเสนาบอกลงมาอีกฉบับหนึ่งว่ากรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง พร้อมกันยกเข้าตีอ้ายลาวตามระยะทางไปจนถึงด่านเข้าสาร ลาวแตกหนีกระจัดกระจาย หากลับไปเมืองเวียงจันท์ไม่ อ้ายอนุเวียงจันท์กดขี่ไพร่พลก็ไม่เชื่อถือ อ้ายอนุเวียงจันท์คิดรวนเรอยู่ ครั้นณวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๗ เพลาเช้า เสด็จยกขึ้นมาถึงค่ายหลวงลำเซิน พระยาไกรโกษาธิบดี พระยาเกษตรรักษา พระยาราชโยธา หลวงปลัดพิมาย กองหน้าทัพหลวง ยกขึ้นไปถึงหนองบัวลำภู บอกลงมาว่ารองแพ่งเมืองสระบุรี เสมียนตราโคราช ซึ่งอ้ายลาวกวาดต้อนขึ้นไป ออกมาหากรมหมื่นนเรศร์โยธีณค่ายหนองบัวลำภู แจ้งความว่าอ้ายอนุเวียงจันทร์รู้ว่ากองทัพหลวงเสด็จยกขึ้นมา จะสู้รบมิได้ อพยพครอบครัวลงเรือหนีไปแต่ณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ ครัวไปลาวจีนหนีมาจากเมืองเวียงจันท์เข้าหาประมาณ ๑๐๐๐ เศษ รวบรวมไว้ณค่ายหนองบัวลำภู กรมหมื่นนเรศร์โยธี นายทัพนายกอง ได้ยกขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ณวันขึ้นค่ำ ๑ เดือน ๗ . . . ทัพพระยาไกรโกษา พระยาเกษตร์ พระยาราชโยธา หลวงปลัดพิมาย ยกหนุนขึ้นไป ครั้นเวลาพลบค่ำ หมื่นไกรสุริยงหัวหมื่นพระตำรวจซึ่งให้ขึ้นไปสืบข่าวราชการ . . . . . . . . . . อ้ายอุปราชแยกย้ายให้ไปตั้งรักษาด่านทางหลายตำบล ครั้นอ้ายลาวยกลงมาตีค่ายบ้านส้มป่อย อ้ายลาวล้มตายเปนอันมาก . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้หลวงเมือง ๆ โคราช ขุนณรงค์พินาส หมื่นศักดา นายไพร่ ๓๕๐ คน ยกขึ้นไปตั้งสกัดต้นทางด่านสนมกองหนึ่ง แล้วให้นายบุญศรีกับเจ้าเมืองขอนแก่นถือหนังสือไปหัวเมืองทั้งปวงซึ่งได้พูดไว้กับเจ้าเมืองขอนแก่นไว้แต่ก่อน ณวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ขุนณรงค์พินาส ราชบุตรราชวงศ์เมืองขอนแก่น เพี้ยพระนครเมืองชนบท เพี้ยศรีเสาวราช เพียสีหนาม มาแจ้งความว่าอ้ายอุปราชซึ่งตั้งอยู่ณหนองหาร กับอ้าย . . . ซึ่งตั้งอยู่ณบ้านนาแตงหนีไปเสียแล้ว กรมหมื่นนเรศร์โยธีมีหนังสือให้ราชวงศ์เมืองขอนแก่นยกมาณหนองบัวลำภู เมืองสุพรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็ด ให้ขึ้นทางหนองหารบัญจบกันบ้านพันพร้าว แต่ครอบครัวเมืองร้อยเอ็ด เมืองสุพรรณภูมิ เมืองชนบท เมืองขอนแก่น กรมหมื่นนเรศร์โยธีได้จัดแจงให้ไปอยู่บ้านเรือนตามภูมิลำเนา

ครั้นณวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ รองแพ่งเมืองสระบุรี เสมียนตราเมืองโคราช พาภรรยาเจ้าพระยาโคราชมา ๒ คน กับบุตร ๓ คน กับครอบครัว หนีมาแต่เมืองเวียงจันท์ ๓๐ ครัว ชายหญิงใหญ่เล็ก ๑๐๐ เศษ แจ้งความว่าอ้ายอนุเวียงจันท์รู้ว่ากองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาตีด่านเข้าสารแตกกระจัดกระจายไป อ้ายลาวหากลับไปเมืองเวียงจันท์ไม่ อ้ายอนุเวียงจันท์จะกะเกณฑ์อ้ายลาวออกสู้รบหาได้ไม่ จึงพาครอบครัวหนีออกจากเมืองเวียงจันท์ล่องเรือลงไปแต่ณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ ว่าจะหนีไปเมืองพวนเมืองแกวบ้าง กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้พระยาทศโยธา พระณรงค์เดชะ สมิงอำมาตย์ถิน นายไพร่ ๑๓๕๐ คน ยกขึ้นไปก่อน ทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธี กรมหมื่นเสรีบริรักษ์ ได้ยกออกจากค่ายหนองบัวลำภูขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ณวันขึ้นค่ำ ๑ เดือน ๗ แล้ว ถ้าจัดแจงครอบครัวเมืองหล่มศักดิ์ เมืองโคราช เมืองสระบุรี เมืองลาวฝ่ายตวันออก เดิรลงมาจากเมืองเวียงจันท์มากน้อยเท่าใด จะบอกมาครั้งหลัง กรมหมื่นนเรศร์โยธีได้มีหนังสือบอกข้อราชการให้หลวงไกรฑามาตย์ หลวงวุธอัคนี ถือไปถึงเจ้าพระยาอภัยภูธร พระยาเพ็ชรพิไชย นายทัพนายกอง ให้เร่งรืบยกขึ้นไปบัญจบกันณเมืองเวียงจันท์ จะได้คิดราชการต่อไปฉบับหนึ่ง แจ้งอยู่แล้ว

อนึ่งราชบุตรเมืองขอนแก่น นายบุญศรี จับอ้ายลาวได้ ๒๕ คน ปืนคาบศิลา ๔ บอก กับนายมี นายเรือง หนีมาแต่เมืองเวียงจันท์ ๒ คน กรมหมื่นนเรศร์โยธีให้หมื่นไกรสุริยงพาตัวราชบุตร เพี้ยพระนคร เพี้ยสีหนามเมืองขอนแก่น กับไพร่ ๒ คน ลงมาเฝ้าทูลลอองฯ กับคุมนายมี นายเรือง ๒ คน อ้ายลาว ๒๕ คน ปืนคาบศิลา ๔ บอก ลงมาส่งณค่ายหลวงนั้น ได้มีตราบอกข้อราชการไปถึงพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพ แลเจ้าพระยาโคราช ให้เร่งตีเมืองป่าสักให้สำเร็จโดยเร็ว แจ้งอยู่แล้ว แลทัพนั้นจะขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาขึ้นไปทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสียให้จงได้ แต่จับอ้ายลาวได้บ้างหนีลงมาบ้าง ได้ความว่าอ้ายอนุเวียงจันท์เกณฑ์คนในเมืองนอกเมืองแลสกรรจ์ครัวซึ่งกวาดขึ้นไปครั้งนี้ได้ ๒๕๐๐๐ คน แบ่งไว้รักษาเมืองเวียงจันท์ ๓๐๐๐ คน เกณฑ์ลงมารักษาด่านเข้าสาร บ้านส้มป่อย หนองบัวลำภู ๒๒๐๐๐ คน อ้ายลาวซึ่งแตกไปจากหนองบัวลำภู บ้านส้มป่อย ด่านเข้าสารนั้น หากลับเข้าเมืองเวียงจันท์ไม่ อ้ายอนุเวียงจันท์คิดหนีไปเมืองพวนเมืองแกวบ้าง ระยะทางแต่เมืองเวียงจันท์ไปเมืองพวนทางเรือ ๕ คืน ขึ้นเดิรบกไปอีก ๕ คืน ถึงเมืองพวนทาง ๒ คืน

อนึ่งเสด็จฯ กราบลา . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ตามหลังสามหมอขึ้นไปจนถึงด่านช่องสนมแลหนองหารใหญ่น้อย มีครัวเมืองชนบท ครัวเมืองขอนแก่น ครัวบ้านพันพร้าว ครัวบ้าน . . . . . . . . . . ครัวบ้านลาด ครัวบ้านแสนตอ ครัวบ้านนาบ้านไร่ ครัวบ้านโป บ้านจิก บ้านหนองบัวลำภู ชายหญิงใหญ่น้อยประมาณหมื่นเศษ ได้ให้พระยาอัษฎาเรืองเดชเร่งรืบยกขึ้นไปเกลี้ยกล่อมครอบครัว ถ้าเสด็จพระราชดำเนิรไปถึงหนองบัวลำภูแล้ว จะทรงจัดทัพในกองทัพหลวง (กับทัพพระองค์) ขุนเณร ทัพพระยาอัษฎาเรืองเดช ทัพพระยาปลัด ออกตามช่องสนมช่องขาดอีก แลเสบียงอาหารตั้งแต่เมืองเวียงจันท์ลงมาจนถึงเมืองโคราชมีอยู่เปนอันมาก แต่เปนเข้าเหนียว หาเปนเข้าเจ้าไม่ ได้มีตราลงมาถึงเจ้าพระยามหาเสนาให้เร่งรีบตามเสด็จขึ้นไปเข้ากระบวรทัพหลวงแล้ว ให้เจ้าพระยาธารมาแต่งกองทัพขึ้นมารวบรวมเสบียง . . . . . . . . . . คอยรับครอบครัวอยู่ณลำปชี บ้านตกุด จอกลำเลิง ด้วยแล้ว บัดนี้ได้ . . . . . . . . . . ลาวซึ่งราชบุตรเมืองขอนแก่นจับได้ให้พระวิสุทธรัต นายมีมหาดเล็ก . . . . . . . . . . ส่งก่อน ๑๓ คน ปืนคาบศิลา ๔ บอก กับนายมีบ่าวพระยากำแหงฦๅไชยซึ่งหนีลงมาแต่เมืองเวียงจันท์คน ๑ อ้ายลาว ๑๒ คน กับนายเรืองนั้น จะส่งลงมาครั้งหลัง แต่ราชบุตร เพี้ยพระนคร เพี้ยสีหนามเมืองขอนแก่นนั้น ขอพระราชทานไว้สืบถามข้อราชการ ได้ขัดคำให้การเสมียนตราเมืองโคราช รองแพ่งเมืองสระบุรี ส่งลง (มา) ด้วยแล้ว

หนังสือมาณวันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศก ฯ

ข้าพเจ้าเสมียนตราเมืองโคราชให้การว่าณวันเดือน ๓ อ้ายอนุให้หาตัวข้าพเจ้าไปที่ค่ายอ้ายอนุ ข้าพเจ้าเปนคนรักษาครอบครัวเจ้าพระยาโคราช ให้ข้าพเจ้าทำบาญชีราย . . . . . . . . . . ของเจ้าพระยาโคราชไปยื่น เปนช้าง ๗๐ เศษ ชายหญิง ๖๐๐ เศษ ณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ อ้ายอนุให้กวาดครอบครัวเจ้าพระยาโคราช กับครัวข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้า มอบให้อ้ายศรีแพง อ้ายทองแดง กับลาว ๕ คน คุมไว้ในค่าย ครั้นณวันเดือน ๔ เปนกี่ค่ำจำมิได้ อ้ายอนุให้อ้ายพรมสังสีคุมภรรยาอ้ายอนุซ่งได้ที่เมืองโคราช ๘ คน ช้าง ๔๐ เศษ บันทุกสิ่งของขึ้นไป กับตัวข้าพเจ้า ครัวข้าพเจ้า ครัวหลวงพิไชย ก็ไปด้วย ถึงบ้านพันพร้าว อ้ายอนุข้ามไปเมืองเวียงจันท์ แต่ครัวข้าพเจ้า ครัวหลวงพิไชย ข้าพเจ้า ขออยู่ที่พันพร้าว อ้ายอนุให้ข้าพเจ้ากับภรรยาหลวงพิไชยอยู่ที่พันพร้าว ครั้นณวันเดือน ๕ ข้างแรม อ้ายอนุพาครอบครัวเจ้าพระยาโคราชกลับขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ได้ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน อ้ายสุทธิสารกลับขึ้นไปแต่หนองบัวลำภู อ้ายอนุว่าทัพหลวงยกขึ้นมาทางด่านสามหมอ อ้ายอนุเกณฑ์คนเพิ่มให้พระยานรินทร์มาตั้งรับกองทัพหลวงที่หนองบัวลำภูได้ ๔ วัน ๕ วัน พระยานรินทร์จะขอถอยมาตั้งมั่นรับสู้อยู่ที่ด่านเข้าสาร อ้ายอนุจึงเกณฑ์คนหมื่นหนึ่งให้อ้ายสุทธิสารเปนทัพหน้า อ้ายอนุเปนแม่ทัพ ยกมาถึงบ้านกำเมกภอ อ้ายชานน . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . กลับมาแต่เมืองหล่มศักดิ์ พูดกันประการใดข้าพเจ้าหารู้ไม่ อ้ายอนุให้อ้ายชานน อ้ายสุริย พระยาสระบุรี เปนแม่ทัพยกมารบที่บ้านส้มป่อย ตัวอ้ายอนุก็ไป อ้ายราชวงศ์ อ้ายสุทธิสาร อ้ายเถื่อน พากันกลับคืนไปถึงเมืองเวียงจันท์ ณวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๖ อ้ายอนุให้อ้าย . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . เรือ ๖ ลำ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . อ้ายอนุให้หลวงศรีเสนากับข้าหลวงมีชื่อ ๕ เศษ . . . . . . . . . . หลวงเสนี . . . . . . . . . . อยู่ที่หนองหาร ครั้นณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ เพลาเช้า อ้ายอนุพาบุตรภรรยาลงเรือพากันลงน้ำไปทางใต้ เรือใหญ่น้อยตามไปประมาณ ๖๐๐ เศษ จะไปทางไหนนั้นข้าพเจ้าหารู้ไม่ ครั้นณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ เพลาค่ำ ข้าพเจ้าให้นายขำกับผู้มีชื่อเอาเรือข้ามไปรับภรรยาเจ้าพระยาโคราชที่สวนอ้ายอนุ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ได้แต่นากป่านกับบุตรชาย ๒ หญิง ๑ มากับครัวเมืองโคราช ๗๐๐ เศษ กลับมาเฝ้ากรมหมื่นนเรศร์โยธี บอกส่ง . . . . . . . . . . ลงมา แต่ครัวนั้นยังอยู่ที่ค่ายหนองบัวลำภู สิ้นคำให้การข้าพเจ้าแต่เท่านี้

ข้าพเจ้านายรองแพ่งเมืองสระบุรีให้การว่าณวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ ได้ข่าวว่าอ้ายราชวงศ์ลงไปต้อนครัวแต่แก่งคอยลงไปถึงบ้านท่าวัว ณวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๓ ข้าพเจ้ากับแพ่งไปบอกหลวงรักษ์ภูเบศร์ หมื่นอินทเสนา ที่บ้านม่วง (ว่า) อ้ายราชวงศ์ต้อนครัวบ้านผึ้งท่าวัวไปหมดแล้ว หลวงรักษ์ภูเบศร์ หมื่นอินทเสนา บอกลงไปณกรุงเทพฯ ครั้นณวันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ อ้ายเชียงได้คุมคน ๒๐๐ คนลงไปกวาดครอบครัวข้าพเจ้ากับครัวหลวงแพ่งชายหญิงประมาณ ๒๐ เศษขึ้นมาถึงปากดงพระยาไฟ อ้ายราชวงศ์ได้ให้คน ๓๐ คนคุมครัวข้าพเจ้ากับครัวหลวงแพ่งนั้นมาถึงเมืองโคราช อ้ายอนุให้หาตัวหลวงแพ่งไปที่ค่ายอ้ายอนุ ๆ ให้ลาวมีชื่อคุมข้าพเจ้ากับครัวขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ ครั้นณวันเดือน ๖ ครัวข้าพเจ้าขึ้นไปถึงบ้านพลับ ข้าพเจ้าเห็นกองทัพอ้ายลาวยกมาลงบ้านพลับ จะตั้งด่านเข้าสาร ข้าพเจ้าหลีกกองทัพอ้ายลาวไปทางบ้านผอมไฝ พบอ้ายอนุยกกองทัพมา คนประมาณหมื่นหนึ่ง จะมาด่านเข้าสาร ครัวข้าพเจ้าขึ้นไปถึงบ้านพันพร้าวได้ ๒ วัน อ้ายอนุกลับขึ้นไปเมืองเวียงจันท์ ณวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ อ้ายอนุพาครัวหนีไป ข้าพเจ้ากับหลวงแพ่งก็พาครอบครัวหนีกลับมา พบเสมียนตราเมืองโคราชที่บ้าน . . . . . . . . . . แล้วพากันมาเฝ้ากรมหมื่นนเรศร์โยธีที่ค่ายหนองบัวลำภู กรมหมื่นนเรศร์โยธีบอกส่งตัวข้าพเจ้าลงมา แลเมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่พันพร้าวนั้น . . . . . . . . . . ได้ยินพวกครัวพูดกันว่าอ้ายอนุเวียงจันท์ฆ่าหลวงศรีเสนากับข้าหลวงมีชื่อ ๔๒ คน กับบุตรภรรยาเจ้าพระยาโคราชด้วย แต่พระยาสระบุรีกับพวกครัวลาวเมืองสระบุรีนั้นหาได้พบกับข้าพเจ้าไม่ สิ้นคำให้การข้าพเจ้าเท่านี้

ณวันอังคาร แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศก ข้าพเจ้าเชียงทับให้การว่าอายุข้าพเจ้า ๒๖ ปี บิดาข้าพเจ้าตายเสีย แลยังแต่มารดาข้าพเจ้าเสาไผ่ น้องข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อน้อยหาผัวมิได้ ข้าพเจ้าบวชเปนพระภิกษุ แล้วข้าพเจ้าสึกออกมา มีภรรยาชื่อเบ้า มีบุตรคนหนึ่งชื่ออีหนูแดง บ้านเรือนข้าพเจ้าอยู่บ้านใกล้เมืองเวียงจันท์ลงมาต่างเมืองโคราชเสมา ข้าพเจ้าเปนบ่าวอ้ายบุญทวงศ์ซึ่งเปนนายบ้านหันซึ่งข้าพเจ้าอยู่ บ้านซึ่งข้าพเจ้าอยู่นั้นกับบ้านหันมีเรือนประมาณ ๑๐๐ เศษ ชายหญิงทั้งสองบ้านประมาณ ๕๐๐ คน ข้าพเจ้าเปนเลขส่วย ณวันเดือนยี่ ข้างแรมกี่ค่ำจำมิได้ ปีจออัฐศก ข้าพเจ้าออกไปป่าประมาณ ๔ คืน ๕ คืน ครั้นณวันเดือน ๓ กี่ค่ำจำมิได้ ข้าพเจ้ากลับบ้านข้าพเจ้า ชายหญิงมีชื่อบอกข้าพเจ้าว่าในเดือน ๓ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่กลับมาแต่ป่านั้น อ้ายเวียงจันท์ อ้ายราชวงศ์ ยกกองทัพลงมาทางบ้านข้าพเจ้า ประมาณคนห้าพันหกพัน ว่าจะลงมาช่วยราชการพระบรมศพ อ้ายเวียงจันท์ อ้ายราชวงศ์ เกณฑ์พวกบ้านข้าพเจ้า บ้านหัน บ้านพร้าว สำหรับสีเข้าเสบียงอาหาร ให้นายไพร่กะเกณฑ์กันสีเข้าไว้สำหรับฉางที่บ้านข้าพเจ้า ฉางหลังหนึ่งยาวประมาณ ๔ วา ขื่อประมาณ ๕ ศอก ๖ ศอก เดี่ยวประมาณ ๕ ศอก ๖ ศอก เข้าสารเต็มเสมอขื่อจะเปนกี่เกวียนเข้าสารนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ เข้าสารสำหรับจับจ่ายใช้ราชการ ถ้าอ้ายเวียงจันท์จะต้องการเมื่อใดอย่าให้ขาดได้ อ้ายเวียงจันท์ อ้ายราชวงศ์ จะยกลงมาตั้งอยู่ที่ไหน อ้ายลาวผู้บอกก็หาบอกไม่ แต่ตัวข้าพเจ้าต้องเสียส่วยกับอ้ายเวียงจันท์ปีละ ๓ ตำลึง ถ้าข้าพเจ้าต้องเกณฑ์เสียเข้าตำเข้าไว้สำหรับฉาง ก็ต้องเสียเงินแต่ ๑ ตำลึง ๒ บาท หาถึง ๓ ตำลึงไม่ อ้ายบุญทวงศ์นายส่วยหาได้กะเกณฑ์ข้าพเจ้าไปข้างไหนไม่ ณวันเดือน ๕ จะเปนขึ้นแรมกี่ค่ำจำมิได้ ปีกุญนพศก ข้าพเจ้าอยู่บ้านข้าพเจ้า ๆ เห็นอ้ายเวียงจันท์ยกทัพกลับขึ้นไปทางบ้านข้าพเจ้า ประมาณคน ๓๐๐๐ เศษ ช้างประมาณ ๔๐๐ ช้าง ๕๐๐ ช้าง ม้าประมาณ ๒๐๐ ม้า ปืนคาบศิลาคาบชุดประมาณ ๒๐๐ บอก ๓๐๐ บอก ดาบหอกมีสำหรับมืออยู่ทุกคน อ้ายเวียงจันท์ขี่ช้างพังมีกูบคัปดับผูกม่านลายริมขลิบแดงทั้งหน้ากูบหลังกูบ ครั้นอ้ายเวียงจันท์ยกทัพขึ้นไปแล้ว อ้ายบุญทวงศ์นายด่านนายส่วยข้าพเจ้าก็ขึ้นไปตามทัพอ้ายเวียงจันท์ ข้าพเจ้าเห็นอ้ายลาวเวียงจันท์ขับไล่ต้อนครัวไปตามอ้ายเวียงจันท์วันเมื่ออ้ายเวียงจันท์ไปเปนหมู่ ๆ เนื่องกันขึ้นไป หมู่หนึ่งประมาณ ๕๐ บ้าง ครัว ๑๐๐ ครัวบ้าง ๒๐๐ ครัวบ้าง ข้าพเจ้าถามชายหญิงพวกครัวพากันมาจะไปข้างไหนอยู่บ้านใด พวกครัวบอกว่าอยู่เมืองโคราชเสมา เมืองสระบุรีบ้าง อ้ายลาวเวียงจันท์ขับไล่ให้ขึ้นไปอยู่เวียงจันท์ แต่ครัวเดริตามเนื่องกันไปดังนี้ถึงสามคืนสี่วันจึงสิ้นครัว จะเปนคนมากน้อยเท่าใดข้าพเจ้าไม่ทราบ แล้วข้าพเจ้าได้ยินลาวพวกครัวพูดกันว่าอ้ายราชวงศ์ยกทัพแยกกันออกจากอ้ายเวียงจันท์ไปไล่ครัวเมืองหล่ม อ้ายราชวงศ์จะยกไปไล่ครัว เท็จจริงประการใดข้าพเจ้าไม่ทราบ แล้วข้าพเจ้าได้ยินพวกบ้านข้าพเจ้าแตกตื่นกันว่าทัพไทยยกขึ้นไปตั้งอยู่แม่น้ำพองใต้บ้านข้าพเจ้าลงมาหนทางคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นณวันเดือน ๖ ขึ้นกี่ค่ำจำมิได้ ข้าพเจ้ากับลาวชายหญิงมีชื่อพวกบ้านข้าพเจ้าตกใจกลัวแตกตื่นเก็บของแยกย้ายหนีเข้าป่าบ้าง แต่ข้าพเจ้ากับครัวชายหญิงประมาณ ๓๐ ครัวออกจากบ้านหนีไป วันหนึ่งขึ้นไปอยู่บนเขาประพาฬประมาณ ๑๓ วัน ๑๔ วัน ในเดือน ๖ ข้างแรมนั้นข้าพเจ้าเที่ยวหากินที่เขา เห็นพวกครัวเมืองชนบท เมืองขอนแก่น ก็หนีอยู่บนเขานั้นด้วยประมาณ ๔๐๐ ครัว แต่เจ้าเมืองชนบท เมืองขอนแก่นนั้น ข้าพเจ้าหารู้จักตัวไม่ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ถาม ครั้นข้าพเจ้าจึงไปถามขอซื้อเข้าครัวพวกเมืองชนบท เมืองขอนแก่น ได้แล้ว ข้าพเจ้า . . . . . . . . . . ได้ ๓ วัน ๔ วัน ณวันเดือน ๖ แรมกี่ค่ำจำไม่ได้ ไทยลาวพวกเมือง . . . . . . . . . . เมืองขอนแก่น ประมาณ ๔๐ คน มีปืนหอกดาบครบมือกัน กลุ้มรุมจับข้าพเจ้ากับลาวมีชื่อได้ ๒๕ คนกับครัวชายหญิงมาส่ง . . . . . . . . . . อยู่ณค่ายหนองบัวลำภู ข้าพเจ้าเห็นกองทัพไทยอยู่ในค่ายนอกค่ายประมาณหมื่นเศษ เจ้าแม่ทัพเอาอ้ายลาวนักโทษไว้ณค่ายหนองบัวลำภู ๓ คน ครั้นรุ่งเช้าบุตรเจ้าเมืองขอนแก่นคุมข้าพเจ้ากับอ้ายลาวมีชื่อ ๒๒ คนจำใส่โตงกลงมาถึงบ้านหัน อ้ายเชียงอิน . . . . . . . . . . โตงกหนีไปคนหนึ่ง บุตรเจ้าเมืองขอนแก่นตีลาวผู้คุมหนึ่ง แล้วข้าพเจ้ากับอ้ายลาว ๒ คน หนีจากบ้านหัน ๒ วัน ถึงค่ายหลวงซึ่ง . . . . . . . . . . แลอ้ายนักโทษพวก . . . . . . . . . . เอาไว้ณค่ายหลวง ๘ คน . . . . . . . . . . ครั้นรุ่งเช้าไทยในค่ายหลวงคุมอ้ายนักโทษ ๑๓ คน ทั้งข้าพเจ้าลงมาจากค่ายหลวงคืนหนึ่งถึงป่าม่วงกูด เวลาเย็นหยุดกินเข้า ฝนตก อ้ายดำอายุ ๓๐ ปี อ้ายเชียงซาอายุ ๒๘ ปี อ้ายเชียงพรมอายุ ๓๐ ปี พาโตงกวิ่งหนีไปได้ ๓ คน ยังอ้ายลาวนักโทษอีก ๑๐ คน ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ไทยก็คุมข้าพเจ้ากับอ้ายลาวนักโทษลงมา จะเปนกี่ค่ำจำมิได้ ถึง . . . . . . . . . . อ้ายเชียงนั้นอายุได้ ๒๘ ปี ลงแดงตายคนหนึ่ง คนคุมต่อลงมา จะเปนกี่คืนจำไม่ได้ ถึงเมืองโคราช อ้ายบุดยี่อายุ ๔๐ ปีเปนไข้ตายอีกคนหนึ่ง ยังแต่ ๘ คนคุมต่อลงมาจากโคราช จะเปนกี่คืนจำไม่ได้ เพลากลางคืนหยุดนอนอยู่ในป่า . . . . . . . . . . อายุได้ ๒๐ ปี หนีไปอีกคน ๑ . . . . . . . . . . ข้าพเจ้าก็หาเห็นไม่ ยังเหลือแต่ข้าพเจ้ากับอ้ายลาวอีก ๖ คน ผู้คุม ๆ ต่อลงมา จะเปนกี่คืนข้าพเจ้าจำไม่ได้ ถึงณกรุงเทพฯ


วันศุกร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุญนพศก เจ้าเสริม เจ้าชมภู ถือศุภอักษรเมืองหลวงพระบางลงมาฉบับ ๑ แปลออกได้ความว่าศุภอักษรข้าพเจ้าเจ้าเมืองหลวงพระบางอันเปนข้าขอบขัณฑเสมาสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอปฏิบัติมายังท่านอัคมหาเสนาธิบดีผู้ใหญ่ณกรุงเทพฯ ให้ทราบ ด้วยอยู่มาณวันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ . . . . . . . . . . เวียงจันท์ให้นักภูมิขึ้นไปบอกข้าพเจ้าว่าซึ่งอังกฤษแลพม่าจะยกเข้ามาติดกรุงเทพฯ . . . . . . . . . . เห็นจะเปนขบวรทัพใหญ่อยู่ ซึ่งครอบครัวเห็นจะแตกตื่นขึ้นมามาก จึงให้จัดกองทัพไปตั้งณบ้านขอมคว่างคอยราชการ ขอให้เข้าด้วย ให้ข้าพเจ้าไปรับครัว ข้าพเจ้าเห็นเนื้อความประหลาทอยู่ มิไว้ใจแก่ราชการ จึงได้ให้แสนหนวงถือหนังสือลงมาสืบราชการณเมืองพิมาย ครั้นณวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ นักภูมินกลับลงไปเมืองเวียงจันท์แล้ว ข้าพเจ้าให้เพี้ยเมืองแพน เพี้ยศรีสองเมือง กับไพร่ ๑๕ คน ลงไปสืบราชการณเมืองเวียงจันท์ ครั้นณวันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ แสนหนวงกลับมาแต่เมืองพิมาย แจ้งความว่ากองทัพเมืองเวียงจันท์มาตั้งอยู่บ้านเสียวหัวฝาย มีคน ๒๐๐๐ เศษ ข้าพเจ้าแจ้งแล้ว ให้พระยาตีนเชียง พระยาส่วยหน้าซ้าย ท้าวอิน ลงไปสืบราชการณเมืองน่าน ให้พระยาเวีย . . . . . . . . . . กับไพร่ ๒๐ คนไปสืบราชการณปากลาย ครั้นณวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ พระยาน่าน พระยาตีนเชียง มีหนังสือให้ท้าว . . . . . . . . . . ถือมาถึงข้าพเจ้าว่านายทองอินถือตราไปถึงพระยาน่านว่าให้ยกไปตีเมืองเวียงจันท์ ข้าพเจ้าแจ้งแล้วจึงตระเตรียมผู้คนกองทัพ . . . . . . . . . . ไว้ ครั้นณวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๕ ข้าพเจ้าให้พระยาเชียงเหนือ พระยาหมื่นหน้าเพี้ย . . . . . . . . . . คุมกองทัพ ๑๐๐๐ เศษ ยกไปณปากลาย บัญจบกับกองทัพเมืองน่าน ครั้นณวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ เจ้า . . . ถือศุภอักษรโปรดเกล้าขึ้นโปถึงข้าพเจ้าว่าเจ้าเมืองเวียงจันท์กับพระยาสุริยวงศ์เมืองหล่มศักดิ์ชักชวนกันคิดขบถต่อแผ่นดิน ยกกองทัพลงมาตั้งอยู่ณเมืองโคราช ให้ราชวงศ์ยกลงมากวาดต้อนลาวเมืองสระบุรี ตั้ง . . . . . . . . . . ถวายสัตยา . . . . . . . . . . แล้วจึงให้ . . . . . . . . . . คุมกองทัพ ๒๐๐๐ เศษลงไปทำราชการ . . . . . . . . . . แต่ณวัน . . . . . . . . . . เดือน ๖ . . . . . . . . . . ท้าวเมืองแพน ศรีสองเมือง กับไพร่ ๑๕ คน นำเอาเจ้าโพมาแต่เวียงจันท์ขึ้นไปถึงข้าพเจ้า ๆ จึงให้เจ้าเสริม . . . . . . . . . . เจ้าชมภู ถือศุภอักษรลงมาตามเจ้าณะกับคุมดอกไม้เงินภูม . . . . . . . . . . หนัก
ตำลึง ลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย แลนำเจ้าณะ . . . . . . . . . . ลงมาเฝ้าลอองด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด . . . . . . . . . . นักษัตรปีกุญนพศก

ผู้ลงมา เจ้าเสริม เจ้าโพบุตร . . . . . . . . . . เจ้าณะบุตร เจ้าหัม เจ้าชมภูบุตร เจ้าพรหมหลาน ๒ เจ้าเมือง พระยาเชียงไต ๑ พระยาแก้ว ๑ ท้าวเพี้ย ๑๐ ไพร่ หนังสือบุตรหลวงนาเมืองพิไชยถือบอกนำมา

ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงเมืองเวียงจันท์
ปีจออัฐศก ๑๑๘๘
ฉบับนายพลพันหุ้มแพรถวาย

(บานแพนก)

ข้าพระพุทธเจ้า นายชำเนียรสรสถิต จำลองทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ขอเดชะ ฯ

สิริทาง
แต่ท่าราบถึงแก่งคอย ๖๓๐ เส้น
แต่แก่งคอยถึงลำตะครองปากตง ๑๓๘๕ เส้น
แต่ลำตะครองปากดงถึงเมืองโคราช ๒๖๓๓ เส้น
แต่เมืองโคราชถึงเมืองเวียงจันท์ ๑๐๐๐๐ เส้น
รวมระยะทาง ๑๔๖๔๘ เส้น

ยกจากกรุงเทพมหานครณวันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีจออัฐศก (พ.ศ. ๒๓๖๙) เพลาเช้า ๕ โมง ๖ นาฑี ร้อนเมืองประทุมธานี แรมวัดโปรดสัตว์ เวลา ๒ โมงเช้า ประทับเพนียดกรุงเก่า ตั้งค่ายแรมอยู่ ๑๑ เวร แล้วเสด็จพระราชดำเนิรขึ้นมาจากเพนียด ตั้งค่ายหลวงอยู่ณท่าเจ้าสนุก แรม ๑๕ เวร ณวันเสาร์ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ ยกจากท่าเจ้าสนุกขึ้นมาประทับแรมอยู่ณท่าราบคืน ๑ แล้วเสด็จพระราชดำเนิรโดยสถลมารคจากท่าราบเวลาตี ๓ ยาม ยกจากท่าราบถึงค่ายบ้านม่วงสองคอน ทาง ๕๕๐ เส้น แรม ๔ คืน.

แต่บ้านม่วงสองคนถึงแก่งคอย ๓๐ เส้น
แต่แก่งคอยถึงห้วยกบอก ๕๐ เส้น
แต่ห้วยกบอกถึงทัพกวาง มีน้ำ ๑๙๐ เส้น
แต่ทัพกวางถึงพุตาเถร มีน้ำ ๗๐ เส้น
แต่พุตาเถรถึงทัพม้า ๘๐ เส้น
แต่ทัพม้าถึงหินลับ มีน้ำ ๒๓ เส้น
รอนแต่ห้วยกบอกถึงลำตะครองปากดง ๑๓๘๕ เส้น
แต่หินลับถึงคั่นยาว ๔๐ เส้น
แต่คั่นยาวถึงทัพมะค่าใหญ่ มีน้ำ ๓๐ เส้น
แต่มะค่าน้อยถึงหมวกเล็ก มีน้ำ ๑๗๐ เส้น แรม
แต่หมวกเหล็กถึงทุ่งทวาร มีน้ำ ๑๐๐ เส้น
น้ำกินไม่ได้ มีทางแยกไปบ้านจักรพิชัย ข้างซ้าย
แต่ทุ่งทวารถึงสระขุด มีน้ำ ๒๕๐ เส้น
แต่สขุดถึงค่ายตะครองปากดง ๓๕๐ เส้น มีน้ำ แรม เวร
สิริทางดงพระยาไฟ ทางแต่ท่าราบถึงลำตะครอง ๒๐๑๕ เวร
แต่ลำตะครองถึงพุนกยูง มีน้ำ ๑๐๐ เส้น
แต่พุนกยูงถึงจันทึก ๓๐๐ เส้น แรม
แต่จันทึกถึงเขื่อนลั่น ๒๐๐ เส้น
มีทางแยกลงจันทึก ข้างซ้าย
แต่เขื่อนลั่นถึงลาดบัวขาว ๗๐ เส้น
แต่ลาดบัวขาวถึงน้ำเมา ๒๐๐ เส้น ร้อน
แต่น้ำเมาถึงบึงสีคิ้ว ๒๐๐ เส้น แรม
แต่บึงสีคิ้วถึงสูงเนิน ๒๐๐ เส้น
มีทางแยกไปด่านเสมาข้างซ้าย
แต่สูงเนินถึงวังวล ๑๐๐ เส้น แรม คืน
แต่วังวลถึงบ้านคลองแพรก ๑๕๐ เส้น
แต่คลองแพรกถึงละลมม่อ ๕๐ เส้น
แต่ละลมม่อถึงวัดศีร์ษะละเลิงเนินหงส์ ๔๘๐ เส้น แรม
แต่เนินหงส์ถึงคลองควาย ๘๐ เส้น
แต่คลองควายถึงหนองเป็ดน้ำ ๑๐๐ เส้น
แต่หนองเป็ดน้ำถึงศีร์ษะพิกาศ ๑๕๐ เส้น
แต่ศีร์ษะพิกาศถึงปขาวราช ๑๕๐ เส้น
แต่ปขาวราชถึงเมืองนครราชสีมา ๑๐๐ เส้น แรม
สิริทางแต่ลำตะครองถึงปากดงถึงเมืองนครราช
สีมา เปนทาง
๒๖๓๓ เส้น
สิริทางแต่ลำตะครองปากดงเมืองนครราชสีมา ประทับ
แรมค่ายหลวงทุ่งเพนียด
๓๐ เวร

ครั้นณวันอาทิตย์ เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ เวลาเช้าโมง ๑ กับ ๔ นาฑี ยกจากเมืองนครราชสีมา

ถึงบ้านหมื่นไวย ทาง ๗๕ เส้น
แต่บ้านหมื่นไวยถึงลำระกำ ๕๐ เส้น
แต่ลำระกำถึงบ้านกรุด ๕๐ เส้น
แต่บ้านกรุดถึงหนองนกออก ๕๐ เส้น
แต่หนองนกออกถึงลำคลัง ๕๐ เส้น
แต่ลำคลังถึงบ้านซ้อง ๕๐ เส้น
แต่บ้านซ้องถึงลำเชิงไกร ๕๐ เส้น
แต่ลำเชิงไกรถึงโคกสูง ๑๐๐ เส้น
แต่โคกสูงถึงบ้านหอกลอง ๕๐ เส้น
แต่บ้านหอกลองถึงด่านลำจาก ๕๐ เส้น ประทับแรม
แต่ด่านลำจากถึงบ้านแฉ่ง ๒๗๕ เส้น
แต่บ้านแฉ่งถึงบ้านมะเกลือ ๑๐๐ เส้น ร้อน
แต่บ้านมะเกลือถึงบ้านปลู ๕๐ เส้น
แต่บ้านปลูถึงสะแกแสง ๑๐๐ เส้น
แต่สะแกแสงถึงเมืองจะครอ ๑๕๐ เส้น ประทับแรม
แต่เมืองจะครอถึงหนองบัวปะคำ ๑๕๕ เส้น
แต่หนองบัวปะคำถึงบ้านแอ่ง ๑๐๐ เส้น
แต่บ้านแอ่งถึงบ้านตากิ่ม ๑๕๐ เส้น
แต่บ้านตากิ่มถึงบ้านขามเสี้ยน ๑๕๐ เส้น
แต่บ้านขามเสี้ยนถึงห้วยน้ำเค็ม ๖๐ เส้น
แต่ห้วยน้ำเค็มถึงศาลาเป็ดน้ำ ๑๐๐ เส้น ประทับแรม
แต่ศาลาเป็ดน้ำถึงละหารลูกนก ๑๔๖ เส้น
แต่ละหารลูกนกถึงโคกเพล ๑๗๓ เส้น
แต่โคกเพลถึงลำปชี ๕๒ เส้น ประทับแรม คืน
สิริทางแต่เมืองโคราชถึงลำปชีเปนทาง ๒๒๔๖ เส้น
แต่ลำปชีถึงบ้านสามพัน ๓๓๔ เส้น
แต่บ้านสามพันถึงบึงคล้า ๕๐ เส้น ร้อน
แต่บึงคล้าถึงลำชีลอง ๑๒๒ เส้น
แต่ลำชีลองถึงบ่อลุบ ๒๔ เส้น ประทับแรม
แต่บ่อลุบถึงลำกะชาว ๓๕ เส้น
แต่ลำกะชาวถึงหินดาษ ๑๐๐ เส้น
แต่หินดาษถึงหินลาด ๕๐ เส้น
แต่หินลาดถึงห้วยบง ๑๕๐ เส้น ร้อน
แต่ห้วยบงถึงบ้านโศก ๓๑๑ เส้น
แต่บ้านโศกถึงบ้านจอก ๖๗ เส้น ประทับแรม คืน
แต่บ้านจอกถึงสามหมอ ๓๖๙ เส้น แรมเวร
แต่สามหมอถึงหนองวาเท่า ๔๘๘ เส้น แรมเวร
แต่หนองวาเท่าถึงบ้านเต่า ๒๐๐ เส้น
แต่บ้านเต่าถึงกุดรัง ๕๕ เส้น
แต่กุดรังถึงบ้านบัว ๓๐ เส้น
แต่บ้านบัวถึงเชิงพิน ๓๐ เส้น
แต่เชิงพินถึงบ้านข้า ๓๐ เส้น ร้อน
แต่บ้านข้าถึงลำเซริน ๖๐ เส้น แรม เวร
สิริทางตั้งแต่ลำปชีถึงลำเซรินเปนทาง ๒๕๐๔ เส้น
ถึงบ้านปอ ๑๐๐ เส้น
แต่บ้านปอถึงห้วยทราย ๒๐๐ เส้น ร้อน

ณวันอาทิตย์ เดือน ๗ ขึ้น ๓ ค่ำ ยกจากลำเซริน

แต่ห้วยทรายถึงด่านภูเวียง ๒๕๐ เส้น แรม
แต่ด่านภูเวียงถึงลำน้ำบอง ๕๐๐ เส้น แรม
แต่ลำน้ำบองถึงบ้านสร้างแป้น ๓๐๐ เส้น
แต่บ้านสร้างแป้นถึงลำพอง ๒๕๐ เส้น ร้อน
แต่ลำพองถึงบ้านลาด ๒๐๐ เส้น
แต่บ้านลาดถึงบ้านโพ ๓๐๐ เส้น แรม
แต่บ้านโพถึงบ้านแห ๕๐ เส้น
แต่บ้านแหถึงบ้านหัน ๑๐๐ เส้น
แต่บ้านหันถึงบ้านพร้าว ๑๕๐ เส้น ร้อน
แต่บ้านพร้าวถึงลำเพนียง ๒๐๐ เส้น
แต่ลำเพนียงถึงหนองบัวลำภู ๔๐๐ เส้น แรม เวร
แต่หนองบัวลำภูถึงโคกกลางดง ๒๕๐ เส้น ร้อน
แต่โคกกลางดงถึงบ้านส้มป่อย ๒๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านส้มป่อยถึงด่านเข้าสาร ๓๕๐ เส้น
แต่ด่านเข้าสารถึงน้ำซับ ๒๕๐ เส้น
แต่น้ำซับถึงบ้านคำเม็ด ๑๐๐ เส้น
แต่บ้านคำเม็ดถึงบ้านเข้าสาร ๑๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านเข้าสารถึงบ้านพลับ ๒๐๐ เส้น
แต่บ้านพลับถึงบ้านผำไผ ๓๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านผำไผถึงท่าบ่อ ๒๐๐ เส้น แรม เวร
แต่ท่าบ่อถึงปากโมง ๕๐ เส้น
แต่ปากโมงถึงบ้านพรานพร้าว ๒๐๐ เส้น แรมอยู่ทีเดียว
สิริทางแต่ลำเซรินถึงบ้านพรานพร้าวเปนทาง ๕๒๕๐ เส้น
แต่ค่ายหลวงบ้านพรานพร้าวถึงสะพานเรือกคลองโมง
๒๐๐ เส้น
แต่สะพานเรือกคลองโมงถึงบ้านบ่อ ๕๐ เส้น ร้อน
แต่บ้านบ่อถึงคำไถนาเกลือ ๖๕๐ เส้น แรม
แต่คำไถนาเกลือถึงบ้านเข้าสาร ๓๒๐ เส้น แรม
แต่บ้านเข้าสารถึงบ้านคำเม็ด ๑๐๐ เส้น
แต่บ้านคำเม็ดถึงช่องแคบเข้าสาร ๑๒๐ เส้น
แต่ช่องแคบเข้าสารถึงส้มป่อย ๑๓๐ เส้น แรม
แต่ส้มป่อยถึงคำศีร์ษะคน ๑๔๐ เส้น
แต่คำศีร์ษะคนถึงคำบวน ๒๐๐ เส้น ร้อน
แต่คำบวนถึงวังแหลม ๒๐๐ เส้น
แต่วังแหลมถึงลำเพนียง ๒๓ เส้น แรม
แต่ลำเพนียงถึงกุดกุ้ง ๓๐๓ เส้น ร้อน
แต่กุดกุ้งถึงกุดตะเคียน ๓๒๘ เส้น แรม
แต่กุดตะเคียนถึงลำพวย ๑๐๐ เส้น
แต่ลำพวยถึงกุดเทียน ๕๖ เส้น
แต่กุดเทียนถึงบ้านแกลำพอง ๑๕๕ เส้น ร้อน
แต่บ้านแกลำพองถึงเนินหินน้ำซับ ๓๑๕ เส้น แรม
แต่เนินหินน้ำซับถึงห้วยทรายขาว ๒๒๐ เส้น
แต่ห้วยทรายขาวถึงกลางโคก ๒๕๐ เส้น ร้อน
แต่กลางโคกถึงบ้านชุมแพ ๑๐๗ เส้น
แต่บ้านชุมแพถึงหนองบัวลำเตริ่น ๗๔ เส้น แรม
แต่หนองบัวลำเตริ่นถึงลาดสามหมื่น ๓๐๐ เส้น
แต่ลาดสามหมื่นถึงลำพริก ๓๐๐ เส้น ร้อน
แต่ลำพริกถึงบ้านเปล้า ๓๔ เส้น
แต่บ้านเปล้าถึงลำพรม ๓๐๐ เส้น
แต่ลำพรมถึงภูเขียว ๒๒ เส้น แรม เวร
แต่ภูเขียวถึงกุดแซะ ๑๕๐ เส้น
แต่กุดแซะถึงแก่นท้าวกองทอง ๕๐ เส้น
แต่แก่นท้าวกองทองถึงบ้านโศก ๕๐ เส้น
แต่บ้านโศกถึงห้วยช้างบักบาน ๓๐ เส้น
แต่ห้วยดู่ถึงโคกห้วยแดง ๑๐๐ เส้น ร้อน
แต่โคกห้วยแดงถึงห้วยยางดำ ๑๐๐ เส้น
แต่ห้วยดู่ถึงโคกห้วยแดง ๑๐๐ เส้น ร้อน
แต่โคกห้วยแดงถึงห้วยยางดำ ๑๐๐ เส้น
แต่ห้วยยางดำถึงห้วยโดน ๕๐ เส้น
แต่ห้วยโดนถึงบ้านห้วยลาด ๑๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านห้วยลาดถึงเมืองหมื่นก้วน ๒๐๐ เส้น
แต่เมืองหมื่นก้วนถึงห้วยเดื่อ ๘๒ เส้น ร้อน
แต่ห้วยเดื่อถึงโคกน้อย ๑๔๗ เส้น แรม
แต่โคกน้อยถึงท่าสแกข้ามปชี ๑๐๐ เส้น
แต่ท่าสแกข้ามปชีถึงบ้านหมื่นไชย ๒๓๓ เส้น
แต่บ้านหมื่นไชยถึงโคกแย้ ๒๐ เส้น ร้อน
แต่โคกแย้ถึงหินดาษ ๒๕๐ เส้น
แต่หินดาษถึงลำเชิงทา ๑๐๐ เส้น แรม
แต่ลำเชิงทาถึงห้วยบง ๒๐๐ เส้น
แต่ห้วยบงถึงห้วยม่วง ๑๔๐ เส้น
แต่ห้วยม่วงถึงห้วยขอนคว่าง ๑๐ เส้น
แต่ห้วยขอนคว่างถึงห้วยไผ่ ๒๕๐ เส้น
แต่ห้วยไผ่ถึงบ้านวางกะอาม ๑๕๐ เส้น แรม เวร
แต่บ้านวางกะอามถึงถนนหัก ๕๐ เส้น
แต่ถนนหักถึงตะกุดฉนวน ๒๐ เส้น
แต่ตะกุดฉนวนถึงด่านทวน ๕๐ เส้น
แต่ด่านทวนถึงบ้านปะลวด ๒๐๐ เส้น
แต่บ้านปะลวดถึงท้ายโคกแดง ๓๐ เส้น ร้อน
แต่ท้ายโคกแดงถึงหนองเป็ด ๓๐ เส้น
แต่หนองเป็ดถึงลำกะสู ๔๐ เส้น
แต่ลำกะสูถึงห้วยหางช้าง ๘๐ เส้น แรม
แต่ห้วยหางช้างถึงห้วยเตย ๑๙๐ เส้น
แต่ห้วยเตยถึงซับเนียม ๑๘๐ เส้น ร้อน
แต่ซับเนียมถึงโคกปากดง ๓๘ เส้น แรม
แต่โคกปากดงถึงทางแยกสำมลาน ๖๐ เส้น
แต่ทางแยกสำมลานถึงหินลับ ๕๐ เส้น
แต่หินลับถึงวังส้ม ๑๔๐ เส้น
แต่วังส้มถึงห้วยฝรั่ง ๖๐ เส้น
แต่ห้วยฝรั่งถึงช่องตะโก ๕๐ เส้น
แต่ช่องตะโกถึงตีนตกดงยางฝั่งสนทิ ๒๐ เส้น ร้อน
แต่ตีนตกดงยางฝั่งสนทิถึงโคกตีคลี ๒๐๐ เส้น
แต่โคกตีคลีถึงท่าข้ามลำสนทิร่วมลำพระยากลาง ๕๐ เส้น แรม
แต่ท่าข้ามลำสนทิร่วมลำพระยากลางถึงด่านบัวชุม เส้น
แต่ด่านบัวชุมถึงหว่างเขาแรกเขาสมโภชทางร่วมบัวชุม ๒๐๐๐ เส้น
แต่ทางร่วมบัวชุมถึงท่าประแดงสามกอ ๖๐ เส้น
แต่ท่าประแดงสามกอถึงโคกหน้าเมืองบัวชุม ๑๗๐ เส้น ร้อน
แต่โคกหน้าเมืองบัวชุมถึงท่ากระเบา ๘๐ เส้น แรม
แต่ท่ากระเบาถึงท่าข้ามสำโรงลำสัก ๓๕๐ เส้น แรม เวร
แต่ท่าข้ามสำโรงลำสักถึงโคกเปรง ๔๐ เส้น
แต่โคกเปรงถึงท้องทุ่งตรงเขายายกับตาเขาไอกลิง ๓๐ เส้น
แต่เขายายกับตาเขาไอกลิงถึงเขากา ๕๐ เส้น
แต่เขากาถึงลำโกษฐทอง ๕๐ เส้น
แต่ลำโกษฐทองถึงหนองหิน ๗๐ เส้น
แต่หนองหินถึงที่ประทับเมืองไชยบาดาล ๘๐ เส้น แรม
แต่ที่ประทับเมืองไชยบาดาลถึงห้วยตะภาพ ๑๐๐ เส้น
แต่ห้วยตะภาพถึงม่วงค่อม ๒๐๐๐ เส้น
แต่ม่วงค่อมถึงห้วยมะกัก ๒๐ เส้น
แต่ห้วยมะกักถึงห้วยแว้ ๒๐ เส้น
แต่ห้วยแว้ถึงโคกนาแค เส้น
แต่โคกนาแคถึงคลองตะขบ เส้น
แต่คลองตะขบถึงห้วยสวอง ๒๐ เส้น
แต่ห้วยสวองถึงทุ่งรกฟ้า ๓๐ เส้น ร้อน
แต่ทุ่งรกฟ้าถึงทางร่วมโคกถลุง ๕๐ เส้น
แต่ทางร่วมโคกถลุงถึงห้วยลุมกะโคก ๔๐ เส้น
แต่ห้วยลุมกะโคกถึงห้วยมะม่วง ๗๐ เส้น
แต่ห้วยมะม่วงถึงห้วยขมิ้น ๖๐ เส้น
แต่ห้วยขมิ้นถึงเขาเตียน ๔๐ เส้น
แต่เขาเตียนถึงทุ่งสมีกรุย ๓๐ เส้น
แต่ทุ่งสมีกรุยถึงห้วยยางเขาตะเภา ๘๐ เส้น แรม
แต่ห้วยยางเขาตะเภาถึงห้วยภุดา ๘๐ เส้น
แต่ห้วยภุดาถึงบ้านม่วงชอนเพนียด ๕๐ เส้น
แต่เมืองลพบุรีถึงตลาดน้อย
แต่ตลาดน้อยถึงบ้านหม้อ ๗๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านม่วงชอนเพนียดถึงห้วยสมอ ๗๐ เส้น
แต่ห้วยสมอถึงห้วยน้ำหลาก ๕๐ เส้น
แต่ห้วยน้ำหลากถึงแก้วแพนก ๓๐ เส้น
แต่แก้วแพนกถึงลำบ้านใหม่ ๒๐ เส้น
แต่ลำบ้านใหม่ถึงเขารัง ๑๒๐ เส้น
แต่เขารังถึงเขานางประจัญ ๓๐ เส้น ร้อน
แต่เขานางประจัญถึงเขาโลง ๑๐๐ เส้น
แต่เขาโลงถึงเขานมสาว ๓๐ เส้น
แต่เขานมสาวถึงเขาพรานตาย ๒๐ เส้น
แต่เขาพรานตายถึงภุคา ๑๐๐ เส้น แรม
แต่ภุคาถึงคลองกุดแหน ๑๐๐ เส้น
แต่คลองกุดแหนถึงเขาคอย ๗๐ เส้น
แต่เขาคอยถึงห้วยตำลึง ๔๐ เส้น
แต่ห้วยตำลึงถึงเมืองลพบุรี ๑๕๐ เส้น แรม
แต่บ้านหมอถึงบางโขมด ๕๐ เส้น
แต่บางโขมดถึงท่าเรือ ๑๕๐ เส้น แรม

ทางสถลมารค สิริทางทัพกลับ ๒๓ วัน ๑๑๘๒๐ เส้น

สิริทางชลมารค สถลมารค โดยงารพระราชสงคราม แต่กรุงเทพฯ จนถึงเมืองเวียงจันท์ เสด็จพระราชดำเนิรกลับลงมาจนถึงกรุงเทพฯ ๕ เดือน ๒๘ เวร เปนทาง ๒๖๔๖๘ เส้น เสร็จงารพระราชสงคราม ขอเดชะ ฯ

สิริทางเสด็จพระราชดำเนิรกรีฑาทัพหลวงขึ้นถึงเวียงจันท์ ๑๔๖๔๘ เส้น ๓๖ โยชน์ ๒๔๘ เส้น ลงถึงกรุงเทพฯ ๑๑๘๒๐ เส้น ๒๙ โยชน์ ๒๒๐ เส้น


  1. ในหนังสือพระราชพงศาวดารของเจ้าพระยาทิพากรวงศว่ากรมพระราชวังบวรฯ ตั้งประชุมพลที่ท่าเรือพระพุทธบาท แต่ได้ความในโคลงนิราสอีกเรื่องหนึ่งว่าตั้งที่เมืองสระบุรี
  2. คือเมืองหล่มเก่า อยู่เหนือเมืองหล่มสักซึ่งตั้งขึ้นใหม่เมื่อเสร็จการปราบขบถเวียงจันท์
  3. ชื่อที่เรียกว่าช่องเรือแตกนี้ สืบไม่ได้ความแน่ว่าจะเปนทางไหน ทางช่องเขาบรรทัดที่จะขึ้นจากเมืองปราจิณบุรีมี ๓ ช่อง เรียกกันในท้องที่ว่าช่องสะแกราดช่อง ๑ ช่องบุกขนุนช่อง ๑ ช่องตะโกช่อง ๑ เข้าใจว่าที่เรียกว่าช่องเรือแตกนั้นคงเปนช่องใดช่องหนึ่งใน ๓ ช่องนี้
  4. ตัวเจ้าอุปราชติสสะเองไม่เต็มใจเปนขบถ คิดอุบายหลีกเลี่ยงตัวเสีย ภายหลังเข้ามาหากองทัพโดยดี
  5. จะเปนพระองค์เจ้าขุนเณรน้องกรมพระราชวังที่เคยคุมกองโจรครั้งรบพม่าที่ลาดหญ้าในรัชกาลที่ ๑ หรือพระองค์เจ้าขุนเณรในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สงสัยอยู่
  6. เห็นจะเปนเมืองขึ้นนครราชสีมา ภายหลังเรียกว่าเมืองจตุรัส

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse