ตำนานพระปริตรและพระปริตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โครงสร้างเนื้อหา


ตำนานพระปริตร
และ
พระปริตร



ตำนานพระปริตร
และ
พระปริตร


พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเนื่องในงานฌาปนกิจศพ
คุ ณ น า ย ท อ ง ข า บ สิ ง ห์ ท อ ง
ณ เมรุวัดพระพิเรนทร์
ถนนวรจักร พระนคร
วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙




ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักคุณนายทองขาบ สิงห์ทอง ที่วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส (วัดสามปลื้ม) โดยการแนะนำของคุณสุข กาญจนาวดี ขณะที่คุณนายไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดนั้น.

ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาหลายสิบปี คุณนายทองขาบฯ เป็นคนใจบุญสุนทรทาน ชอบทำบุญให้ทานอยู่เป็นประจำ ในยามประกอบกิจการค้า ก็ดูแลเอาใจใส่ด้วยตนเอง และมีความสามาถรเป็นอย่างดี ได้พยายามควบคุมทำเหมืองแร่ดีบุกที่ภาคใต้ต่อจากที่สามีได้ทำไว้ก่อน ได้ก่อตั้งบริษัทสิงห์ทอง จำกัด ขึ้นเพื่อสั่งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย มีเครื่องอาหลั่ยรถยนต์ ยางรถยนต์ วิทยุ และสินค้าอื่น ๆ เป็นต้น และได้ดำเนินกิจการค้าอยู่เป็นเวลาหลายปี ทั้งในระหว่างสงครามและหลังสงคราม จนกระทั่งบริษัทเลิกกิจการ.

ในตอนปลายของชีวิต คุณนายทองขาบฯ ได้พยายามหันเข้าหาทางธรรม ได้หมั่นสวดมนต์ภาวนะ และฝึดฝนจิตด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่ในระหว่างเวลาดังกล่าวนี้ โรคมะเร็งได้เริ่มรบกวน แม้จะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ยาก ก็ได้พยายามรักษากันอย่างสุดความสามารถ ในวาระสุดท้าย อาการป่วยมากขึ้น ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับนายแพทย์ และส่งตัวไปรับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลกลาง และคุณนายทองขาบฯ ก็ได้สิ้นชีวิตลง ณ ที่โรงพยาบาลกลางนี้ในเวลาต่อมา.

ในส่วนตัว คุณนายทองขาบฯ เป็นผู้เคยมีอุปการคุณต่อข้าพเจ้าเป็นอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยลืมพระคุณเลย ข้าพเจ้าได้ให้ความช่วยเหลือตลอดมา ทั้งในระหว่างเวลาเลิกกิจการบริษัท แล้วในระหว่างเวลาที่เจ็บป่วย.

โดยที่คุณนายทองขาบฯ เป็นผู้มีจิตไม่เบียดเบียนผู้ใด มีแต่ความเมตตากรุณาแก่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่รู้จักคุ้นเคยอยู่เป็นเนืองนิจ ข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า กรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วในชาตินี้ย่อมสนองให้ได้รับผลดี ขอวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพเทอญ.


นายสุรพงษ์ ตรีรัตน์
12 มีนาคม 2509




อันความรักความสัมพันธ์ระหว่างแม่ที่รักกับลูกนี้แสนจะซาบซึ้งสุดจะพรรณาเป็นลายลักษณ์อักษรอักษรได้ถูกต้อง เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้ความรัก ให้ความคุ้มครองป้องกันแก่ลูกทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่าง แม่ได้พร่ำสอนให้รู้จักทำกิจการงานในหน้าที่ประจำวัน สอนให้รู้จักทำกิจการงานในหน้าที่ของแม่บ้าน เมื่อมีสิ่งใดบกพร่องหรือไม่ถูกต้อง ก็ยังอุตส่าห์แนะแนวทางให้แก้ไข แม่จึงมีพระคุณอย่างเหลือล้นคณนา.

วันที่แม่ต้องจบชีวิตลงเพราะโรคร้าย แม้จะรู้อยู่เต็มใจแล้วว่า แม่ต้องทนเจ็บทนทรมาน ก็ไม่วายที่จะเศร้าโศกอย่างสุดประมาณได้ ลูกยังไม่อยากให้แม่อันเป็นสุดที่รักต้องจากไป อยากให้แม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปนาน ๆ เพื่อลูกจะได้มีโอกาสได้รับใช้สนองพระคุณที่แม่ได้โอบอุ้มเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์.

เดชะบุญกุศลใดที่ลูกได้ทำไว้ในชาติก่อน ๆ และในชาตินี้ ลูกขอกราบกรวดน้ำอฐิษฐาน ขออุทิศผลบุญทั้งปวงนั้นจงได้แก่แม่ผู้บังเกิดเกล้าของลูก ขอแม่จงประสพแต่ความสุขกายสุขใจในทุกภพทุกชาติตลอดไป.


จากลูกของแม่
วาณี ศิริยงค์
12 มีนาคม 2509



Thongkhap Singthong (1899–1964).jpg


  • คุณนายทองขาบ สิงห์ทอง
  • เกิดวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๑
  • ตายวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๐๗



ประวัติ


คุณนายทองขาบ สิงห์ทอง เป็นบุตรีนายเฮง นางเทพ สุภาวสุทธิ์ เกิดวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๑ ตรงกันวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีจอ

ที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๓ คน คือ:

(๑) นางผ่อง สุภาวสุทธิ์

(๒) นางทองขาบ สิงห์ทอง

(๓) นายบุญชู สุภาวสุทธิ์

เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ย้ายจากบ้านเดิมเข้ามาอยู่ในจังหวัดพระนคร และได้ทำการสมรสกับนายทิบิ๋น แซ่ฉั่ว เกิดบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ:

(๑) นางวาณี (สิงห์ทอง) ศิริยงค์

(๒) นายอุทัย สิงห์ทอง (ถึงแก่กรรม)

เมื่อนายทิบิ๋น แซ่ฉั่ว สามี ได้ถึงแก่กรรมแล้ว คุณนายทองขาบได้พยายามดำเนินกิจการค้าเจริญรอยที่สามีได้ทำไว้เดิม คือ การทำเหมืองแร่ดีบุก (เหมืองฉีด) ทางภาคใต้ และการค้าสุราต่างประเทศ ต่อมา ได้ก่อตั้งบริษัทสิงห์ทอง จำกัด ขึ้นเพื่อทำการค้าเครื่องอาหลั่ยรถยนต์ต่าง ๆ และค้ายางรถยนต์ ซึ่งกิจการค้าได้ดำเนินต่อมาเป็นเวลานาน.

ในบั้นปลายของชีวิต ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่นม และได้พยายามรักษาตัวเรื่อยมา จนในที่สุด โรคมะเร็งกำเริบมาก กระดูกขาหักง่าย ๆ เมื่อล้มที่บ้านพัก ได้ส่งตัวเข้ามารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ อาการมีแต่ทรงอยู่กับทรุด และได้ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ สิริรวมอายุ ๖๖ ปี ๑๐ เดือน.



ข้อบันทึกใจความในพระปริตร


  1. มงคลสูตร ธรรมที่เป็นความเจริญ มีอยู่ ๓๘ ประการ ผู้ประพฤติตามธรรมเหล่านั้นย่อมได้ความสวัสดิมงคล ถึงซึ่งความเกษม.
  2. รตนสูตร การเคารพพระรัตนตรัย การฟังธรรม การแสดงธรรม เป็นเครื่องระงับความทุกข์ให้ได้รับความสุข.
  3. กรณียเมตตสูตร ผู้เจริญเมตตาจะอยู่ในที่เช่นไรก็ได้รับความเจริญ.
  4. ขันธปริตร สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่ทำร้ายแก่ผู้เจริญเมตตา
    ฉัททันตปริตร ภัยย่อมไม่เกิดแก่ผู้กล่าวความจริง.
  5. โมรปริตร จะรักษาศีลและเจริญภาวนามั่นคงอยู่ได้ก็ด้วยการพิจารณาหลีกเสียจากอกุศล.
  6. วัฏฏกปริตร ความกล่าวสัตย์คุ้มครองตนให้พ้นภัยได้.
  7. ธชัคคสูตร ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นความระลึกชอบ บำบัดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง เสียได้.
  8. อาฏานาฏิยปริตร แสดงความเคารพในผู้ควรเคารพ มีพระพุทธเจ้าเป็นอาทิ เป็นความเจริญแก่ตน.
  9. อังคุลิมาลปริตร ความกล่าวสัตย์ย่อมเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นด้วย.
  10. โพชฌังคปริตร การฟังธรรมโดยเคารพและบันเทิงในธรรมแล้ว เมื่ออาพาธอยู่ ก็ระงับอาพาธนั้นเสียได้.
  11. อภยปริตร อานุภาพพระรัตนตรัยขจัดอวมงคลได้ในที่ทั้งปวง.
  12. ชยปริตร ชัยชนะของพระพุทธเจ้าได้ด้วยความประพฤติสุจริตในไตรทวารและพระมหากรุณา.















ขัดตำนาน วัฏฏกปริตร
  ปูเรนฺตมฺโพธิสมฺภาเร นิพฺพตฺตํ วฏฺฏชาติยํ
ยสฺส เตเชน ทาวฺคิ มหาสตฺตํ วิวชฺชยิ
เถรสฺส สาริปุตฺตสฺส โลกนาเถน ภาสิตํ
กปฺปฏฺฐายิ มหาเตชํ ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห.
ตำนานที่หก วัฏฏกปริตร

พระสูตรนี้มีเนื้อความตามตำนานว่า สมัยหนึ่ง สมเด็จพระศาสดาเสด็จจาริกไปในแว่นแคว้นมคธเพื่อบิณฑบาตพร้อมด้วยพระสาวกเป็นอันมาก เวลาเสด็จกลับจากบิณฑบาต ไฟป่าใหม้มาถึงทางที่พระสาวกกำลังจาริกอยู่นั้น พระสาวกก็พากันหนีไปสู่ยังที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ครั้นไฟไหม้มาห่างจากที่ประทับออกไปโดยรอบได้ ๑๖ กรีส ไฟก็ดับไปเอง ภิกษุทั้งหลายก็สรรเสริญคุณสมเด็จพระศาสดาว่า มีอานุภาพเป็นมหัศจรรย์ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ไฟไหม้มาถึงภูมิประเทศอันนี้แล้วดับไปหาใช่เพราะกำลังของพระองค์ในกาลบัดนี้ไม่ ไฟย่อมดับไปเพราะกำลังแห่งความสัตย์ของพระองค์ในกาลก่อน ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอาราธนาเพื่อทราบเรื่อง พระองค์จึงนำชาดกเรื่องนี้มาแสดงว่า ในอดีตสมัย พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่มอยู่ในแว่นแคว้นมคธนั้น ในกาลเมื่อออกจากฟองไข่แล้ว ยังไม่มีกำลังที่จะเดินและบินไปได้ วันหนึ่ง นกมารดาบิดาพระโพธิสัตว์ออกไปหาอาหาร ให้นกโพธิสัตว์นอนอยู่ในรัง ครั้งนั้น ไฟป่าได้ไหม้เข้ามาในที่ใกล้รังแห่งลูกนกโพธิสัตว์นั้น นกผู้เป็นมารดาบิดาของพระโพธิสัตว์กลัวไฟ ก็บินหนีไป หาออาจกลับมาคุ้มครองลูกน้อยได้ไม่ พระโพธิสัตว์หมดที่พึ่งอย่างอื่นแล้ว จึงระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และความสัตย์ที่ตนมีอยู่ ความสัตย์นั้น คือ ลูกนกได้กล่าวว่า ปีกทั้งสองของเรามีอยู่ แต่บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่เดินไม่ได้ มารดาบิดาทั้งสองของเราไม่อยู่ ออกไปหาอาหาร ถ้าสิ่งทั้งปวงที่กล่าวมานี้เป็นความจริงแน่แล้วไซร้ ขอเปลวไฟจงกลับไปเสียจากที่นี้ ด้วยความสัตย์ที่พระโพธิสัตว์กล่าวนั้น ไฟที่กำลังไหม้อยู่ห่างจากพระโพธิสัตว์ได้ประมาณ ๑๖ กรีสก็หวนไปไหม้ที่อื่นแล้วก็ดับไปเอง ที่อันนั้นห่างจากพระโพธิสัตว์ได้ประมาณ ๑๖ กรีสโดยรอบ ก็เลยเป็นที่มีปฏิหาริย์ ไฟมิได้ไหม้จนตลอดกัลปนี้ ที่อันนั้น ก็คือ ที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่เมื่อไฟป่ากำลังไหม้อยู่นั้น.

พระปริตรบทนี้มีพระคาถาที่สวดและคำแปล ดังต่อไปนี้:—

อตฺถิ โลเก สีลคุโณ คุณแห่งศีลมีในโลก
สจฺจํ โสเจยฺยนุทฺทยา ความสัตย์ ความสะอาดกาย และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก
เตน สจฺเจน กาหามิ ด้วยคำสัตย์นั้น ข้าพเจ้าจักทำ
สจฺจกิริยมนุตฺตร๊ สัจจกิริยาอันเยี่ยม
อาชฺชิตฺวา ธมฺมพลํ ข้าพเจ้าพิจารณาซึ่งกำลังแห่งธรรม
สริตฺวา ปุพฺพเก ชิเน และระลึกถึงพระชินะทั้งหลายในปางก่อน
สจฺจพลมวสฺสาย อาศัยกำลังสัจจะ
สจฺจกิริยมกาสหํ ขอทำสัจจกิริยา
สนฺติ ปกฺขา อปตฺตนา ปีกทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่บินไม่ได้
สนฺติ ปาทา อวญฺจนา เท้าทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่เดินไม่ได้
มาตา ปิตา จ นิกฺขนตา มารดาบิดาของข้าออกไปหาอาหาร
ชาตเวท ปฏิกฺกม ดูกร เปลวไฟ ขอท่านจงหลีกไป
สห สจฺเจ กเต มยฺหํ ครั้นเมื่อสัจจะอันเราทำแล้ว เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป
สิบหกกรีส พร้อมกับคำสัตย์
มหาปชฺชลิโต สิขี
วชฺเชสิ โสฬส กรีสานี
อุทกํ ปตฺซา ยถา สิขี ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงน้ำ
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ สิ่งที่จะเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี
เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ นี้เป็นสัจจบารมีของเราดังนี้ ฯ


Lotus from Tamnan Phra Parit (1966).svg







ขัดตำนาน อังคุลิมาลปริตร
  ปริตฺตํ ยมฺภณนฺตสฺส นิสินฺนฏฺฐานโธวนํ
อุทกมฺปิ วินาเสติ สพฺพเมว ปริสฺสยํ
โสตฺถินา คพฺภวุฏฺฐานํ ยญฺจ สาเธติ ตํขเณ
เถรสฺสงฺคุลิมาลสฺส โลกนาเถน ภาสิตํ
กปฺปฏฺฐายิ มหาเดชํ ปริตฺตนฺตมฺภณาเม เห.
ตำนานที่เก้า อังคุลิมาลปริตร

พระปริตรบทนี้มีเนื้อความว่า นางพราหมณี ภรรยาของปุโรหิตาจารย์อันเป็นอาจารย์ของพระเจ้าโกศลราช มีครรภ์ เมื่อถ้วนกำหนดแล้ว คลอดบุตร เวลาที่คลอดนั้นบังเกิดมหัศจรรย์ เครื่องศัสตราวุธของพราหมณ์ปุโรหิตและพระแสงศัสตราวุธของพระเจ้าโกศลก็บังเกิดลุกรุ่งเรืองดังเปลวไฟ ปุโรหิตนั้นดูฤกษ์บนเมื่อบุตรของตนคลอดนั้นแล้วก็ประหลาดใจหนักหนา จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโกศล ทูลว่า ศัสตราวุธที่ลุกขึ้นเป็นเปลวทั้งนี้ด้วยอานุภาพกุมารอันบังเกิดในเรือนข้าพระองค์จะเป็นโจรมีน้ำใจหยาบช้า นานไปจะพิฆาตหมู่ชนเสียเป็นอันมาก แต่ว่าหาประทุษร้ายต่อพระนครไม่ ขอพระองค์จงจับกุมารนั้นไปประหารชีวิตเสีย

พระเจ้าโกศลรับสั่งว่า จะฆ่ากุมารเสียบัดนี้เป็นการไม่สมควร ให้ปุโรหิตบำรุงรักษากุมารนั้นไว้เถิด ปุโรหิตก็รักษากุมารนั้นไว้ พอกุมารค่อยเจริญขึ้น จึงให้นามกรตามเหตุที่ศัสตราวุธรุ่งเรืองดังแสงเพลิงว่า อหิงสกกุมาร

เมื่ออหิงสกกุมารมีอายุสมควรแก่การเล่าเรียนศิลปศาสตร์แล้ว บิดามารดาจึงส่งเจ้าอหิงสกะไปเรียนวิชาในสำนักทิศาปาโมกข์อาจารย์ ณ เมืองตักกศิลา เจ้าอหิงสกะเป็นผู้ฉลาด เรียนศิลปศาสตร์ได้โดยเร็ว ทั้งการปรนนิบัติอาจารย์ก็ดียิ่ง เพื่อนศิษย์ด้วยกันมีความริษยา จึงพากันไปกล่าวแก่อาจารย์ว่า เจ้าอหิงสกะคิดอ่านประทุษร้ายอาจารย์ ทีแรก อาจารย์ก็หาเชื่อไม่ ครั้นพวกหลังมากล่าวอีก อาารย์ก็ตัดความรักเจ้าอหิงสกะนั้นเสีย แล้วกระทำอุบายเพื่อจะยืมอาวุธจากคนอื่นมาประหารชีวิตเจ้าอหิงสกะเสีย จึงบอกเจ้าอหิงสกะให้ไปฆ่าคน ตัดนิ้วมือมาคนละนิ้ว ให้ได้พันหนึ่ง จึงจะประสาทวิษณุมนต์ให้ เจ้าอหิงสกะตอบแก่อาจารย์ว่า การฆ่าคนผิดประเพณีแห่งพราหมณวงศ์ ตนมิอาจที่จะทำได้ อาจารย์ก็ตอบยืนคำว่า ต้องไปฆ่ามาให้ได้ จึงจะประสาือิทธิมนต์ได้ เจ้าอหิงสกะก็จำใจต้องออกไปสู่ชายป่า ฆ่าคนสัญจรไปมา ตัดเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงแขวนไว้ได้ถึง ๙๙๙ นิ้ว เหตุนี้ จึงเรียกกันว่า องคุลิมาลโจร ราษฎรได้รับความเดือดร้อนด้วยเรื่องโจรฆ่าคน จึงไปทูลพระเจ้าโกศลให้ทรงทราบ พระเจ้าโกศลก็ให้ตระเตรียมไพร่พลจะออกไปจับโจรฆ่าเสีย นางพราหมณีผู้มารดาองคุลิมาลได้ทราบว่า อันตรายจะพึงมีแก่บุตรของตน ก็รีบล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจะบอกเหตุให้บุตรของตนทราบ

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า องคุลิมาลมีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตผล ถ้าพระองค์ไม่ทรงทรมานเสียก่อนแล้ว ก็จะทำมาตุฆาตและขาดเสียจากมรรคผล พระองค์จึงเสด็จไปทรงทรมานองคุลิมาลโดยอำนาจพุทธปาฏิหาริย์ องคุลิมานก็วิ่งไล่พระผู้มีพระภาค แต่หาทันไม่ จึงร้องบอกให้พระองค์หยุด พระองค์ก็ทรงพระดำเนินอยู่ แต่มีพุทธฎีกาว่า หยุดแล้ว องค์คุลิมานจึงหาว่า พระองค์ตรัสมุสาวาท พระองค์ตรัสว่า เราหยุดจากบรรดาอกุศลกรรมแล้ว แต่ตัวเธอยังไม่หยุดจากบาปกรรม พระสุรเสียงนั้นทำให้องคุลิมานได้สติเห็นโทษของตัว จึงเปลื้องอาวุธและองคุลีทั้ง ๙๙๙ ทิ้งเสีย และขออุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาติ แล้วนำไปสู่พระเชตุวัน

วันรุ่งขึ้น พระองคุลิมาลไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ชาวเมืองเห็นก็ตกใจกลัวต่อมรณภัย พากันหนีไปสิ้น ไม่มีใครใส่บาตรท่านเลย ครั้งนั้น มีหญิงคนหนึ่งท้องแก่ เห็นพระองคุลิมาลเข้า ก็มีความตกใจ จึงทำกิริยารอดรั้วหนี ด้วยเหตุท้องใหญ่รอดไปมิได้ และบังเอิญเจ็บท้องจะคลอดลูกในขณะนั้น แต่ยังทนลำบากอยู่ หาคลอดลูกได้ไม่ ญาติของหญิงนั้นคนหนึ่งคิดขึ้นว่า ถ้าพระองคุลิมาลท่านตั้งความสัจจาอธิษฐานให้หญิงนี้คลอดลูกสะดวกแล้ว ก็คงคลอดได้ง่าย จึงนิมนต์ท่านไปตั้งความสัจจาธิษฐาน พระองคุลิมาลก็ตั้งความสัตย์ เนื้อความเหมือนในคาถาสวดมนต์ หญิงนั้นก็คลอดลูกได้โดยง่ายดาย ที่ที่พระองคุลิมาลตั้งความสัตย์ ภายหลัง ได้ก่อเป็นแท่นไว้ แม้ว่าสัตว์เดียรัจฉานและสตรีที่คลอดบุตรมิได้สะดวกไปนอนบนแท่นนั้น ก็คลอดบุตรง่ายยิ่งนัก แม้ไปไม่ได้ เอาน้ำล้างแท่นนั้นมารดศีรษะสตรีที่คลอดบุตรไม่สะดวก ก็ว่า คลอดง่าย และว่า เป็นวัณโรค เมื่อเอาน้ำล้างแท่นนั้นรดศีรษะบ้าง ให้กินบ้าง ก็หายได้

เมื่อพระองคุลิมาลทำสัจจาธิษฐานแล้ว ก็ได้อาหารบิณฑบาตพอฉัน จึงกลับมาเจริญสมณธรรมต่อไป พระผู้เป็นเจ้าเจริญสมณธรรม ได้ความกำเริบร้อนใจยิ่งนัก ให้เห็นไปว่า อสุรกายที่ฆ่าไว้มาทวงเอาชีวิตเนือง ๆ ภายหลัง ได้รับพุทโธวาสว่า ให้กำจัดบาปกรรมให้ปราศจากสันดานเหมือนดังบุรุษเอาสาหร่ายและจอกแหนออกจากบ่อน้ำ พระผู้เป็นเจ้าก็ปฏิบัติตามพุทธฎีกา ในไม่ช้า ก็ได้บรรลุแก่พระอรหัตผลเป็นอริยบุคคลวิเศษในพระพุทธศาสนา

พระคาถาที่สวด สวดแต่เฉพาะพระคาถาที่พระองคุลิมาลอธิษฐาน สวด ๓ จบ มีคาถาที่สวดและคำแปลดังต่อไปนี้:—

ยโตหํ ภคินิ อริยาย ดูกร พี่น้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ
ชาติยา ชาโต
นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ มิได้รู้แกล้ง
ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เพื่อจะปลงสัตว์มีชีพจากชีวิต
เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน
โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่าน.


Lotus from Tamnan Phra Parit (1966).svg



ขัดตำนาน โพชฌังคปริตร
  สํสาเร สํสรนฺตานํ สพฺพทุกฺขวินาสเน
สตฺต ธมฺเม จ โพชฺฌงฺเค มารเสนปฺปมทฺทิโน
พุชฺฌิตฺวา เยปิเม สตฺตา ติภวามุตฺตกุตฺตมา
อชาตึ อชราพฺยาธึ อมตํ นิพฺภยํ คตา
เอวมาทิคุณูปเปตํ อเนกคุณสงฺคหํ
โอสถญฺจ อิมํ มนฺตํ โพชฺฌงฺคนฺตมฺภณาม เห.
ตำนานที่สิบ โพชฌังคปริตร

พระปริตรบทนี้มีเนื้อความตามในคาถาที่สวดนั้นเป็น ๓ ตำนานหรือ ๓ พระสูตรด้วยกัน แต่เอามารวมสวดเสียบทเดียวกัน ตำนานทั้ง ๓ นั้นมีเนื้อควมดังจะกล่าวต่อไปนี้:—

ตำนานที่ ๑ มหากัสสปโพชฌังคสูตร

ความว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคสถิตณเวฬุวันมหาวิหารใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร ครั้งนั้น พระมหากัสสปอาศัยอยู่ในปิปผลิคูหา บังเกิดโรคาพาธแรงกล้า อาการหนักลงทุกวัน ๆ พระผู้มีพระภาคได้พรงพระมหากรุณาแด่พระมหากัสสป เมื่อพระองค์เสด็จออกจากที่เร้น คือ ผลสมาบัติ ได้เสด็จไปประทานพระธรรมเทศนาโพชฌงค์ทั้ง ๗ แด่พระมหากัสสป เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระมหากัสสปมีความโสมนัสในพระธรรมเทศนา ก็ลุกขึ้นได้ หายจากโรคาพาธ

ตำนานที่ ๒ มหาโมคคัลลานโพชฌังคสูตร

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ณเวฬุวันมหาวิหารใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระมหาโมคคัลลาน์อาศัยอยู่ในเขาคิชฌกูฏ บังเกิดโรคาพาธ มีอาการหนักลงทุกวัน ๆ พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาแด่พระมหาโมคคัลลาน์ เมื่อเสด็จออกจากที่เร้น คือ ผลสมาบัติ ได้เสด็จไปประทานพระธรรมเทศนาโพชฌงค์ทั้ง ๗ แด่พระมหาโมคคัลลาน์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระมหาโมคคัลลาน์มีความโสมนัสในพระธรรมเทศนามาก ก็ลุกขึ้นได้ หายจากโรคาพาธ

ตำนานที่ ๓ มหาจุนทโพชฌังคสูตร

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ณเวฬุวันวนารามใกล้กรุงราชคฤห์ ทรงประชวรพระโรค ให้เจ็บพระนาภีเป็นกำลัง และอาพาธหนักลงทุกวัน ๆ ครั้งนั้น พระจุนทเถระผู้มีอายุออกจากที่เร้น คือ ผลสมาบัติ ก็ไปถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงมีพระพุทธฎีกาให้พระจุนทเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย พระจุนทเถระจึงแสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ พร้อมด้วยอานิสงส์ว่า โพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาว่า เป็นไปเพื่อจะให้ตรัสรู้พระจตุราริยสัจทั้ง ๔ และยกตนออกจากตัณหา เมื่อพระจุนทเถระกล่าวซึ่งพระสูตรนี้จบลงแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพระโสมนัส หายจากโรคาพาธ เสด็จลุกขึ้นจากที่พระบรรทมได้.

เนื้อความที่กล่าวมาแล้วนี้มีอยู่ในพระคาถาที่สวดโดยย่อ พระคาถาที่สวดมนต์และคำแปลดังต่อไปนี้:—

โพชฺฌงฺโค สติสงฺขาโต โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยโพชฌงค์
วิริยสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิ
สัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เหล่านี้ อันพระมุนีเจ้าผู้เห็นธรรมทั้งสิ้นตรัสไว้ชอบแล้ว
ธมฺมานํ วิจโย ตถา
วิริยมฺปีติปสฺสทฺธิ
โพชฺฌงฺคา จ ตถาปเร
สมาธุเปกฺขโพชฺฌงฺคา
สตฺเตเต สพฺพทสฺสินา
มุนินา สมฺมทกฺขาตา
ภาวิตา พหุลีกตา อันบุคคลมาเจริญทำให้มากแล้ว
สํวตฺตนฺติ อภิญฺญาย ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
นิพฺพานาย จ โพธิยา เพื่อความดับกิเลส และเพื่อความตรัสรู้
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยความกล่าวสัตย์นี้
โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
เอกสฺมึ สมเย นาโถ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า
โมคฺคลฺลานญฺจ กสฺสํป ทอดพระเนตรพระโมคคัลนานะและพระกัสสปกำลังเป็นไข้
ถึงทุกขเวทนาแล้ว
คิลาเน ทุกฺขิเต ทิสฺวา
โพชฺฌงฺเค สตฺต เทสสิ ทรงแสดงโพชฌงค์เจ็ดประการ
เต จ ตํ อภินนฺทิตฺวา ท่านทั้งสองนั้นก็เพลิดเพลินภาษิตนั้น
โรคา มุจฺจึสุ ตํขเณ หายโรคในขณะนั้น
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยความกล่าวสัตย์นี้
โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
เอกทา ธมฺมราชาปิ ในกาลบางคราว แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระราชาในธรรม
เคลญฺเญนาภิปีฬิโต อันความประชวรเบียดเบียนแล้ว
จุนฺทตฺเถเรน ตญฺเญว รับสั่งให้พระจุนทเถระแสดงโพชฌงค์นั่นแหละโดยเอื้อเฟื้อ
ภณาเปตฺวาน สาทรํ
สมฺโมทิตฺวา จ อาพาธา ก็ทรงบันเทิงพระทัย หายความประชวรนั้นไปโดยขณะนั้น
ตมฺหา วุฏฺฐาสิ ฐานโส
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยความกล่าวสัตย์นี้
โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
ปหินา เต จ อาพาธา ก็อาพาธทั้งหลายนั้น อันพระอริยบุคคลผู้แสวงหาคุณธรรม
อันใหญ่ แม้ทั้งสามละได้แล้ว
ติณฺณนฺนมฺปิ มเหสินํ
มคฺคาหตกิเลสาว ถึงแล้วซึ่งความเป็น คือ ความไม่บังเกิดเป็นธรรมดุจกิเลส อัน
พระอริยเจ้ากำจัดเสียด้วยพระอริยมรรค
ปตฺตานุปฺปตฺติธมฺมตํ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยความกล่าวสัตว์นี้
โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ


Lotus from Tamnan Phra Parit (1966).svg



ขัดตำนาน อภยปริตร
  ปุญฺญลาภํ มหาเดชํ วณฺณกิตฺติมหายสํ
สพฺพสตฺตหิตํ ชาตํ ตํ สุณนฺตุ อเสสโต
อตฺตปรหิตํ ชาตํ ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห
ตำนานที่สิบเอ็ด อภยปริตร

 ยนฺทุนฺนิมิตฺตํ ฯลฯ สงฺฆานุภาเวน วินาสเมนฺตุ คาถานี้ยังมิได้พบที่มาโดยตรง แต่สันนิษฐานเทียบเคียงคาถาบางส่วนที่ตรงกับพระสูตรมีบ้าง พอเห็นได้ว่า เป็นคาถาที่แสดงว่า ถ้าอวมงคลอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น ให้เจริญพระปริตรคุ้มครอง อย่าให้ฆ่าสัตว์สิ่งละ ๔ ๆ บูชายัญเพื่อให้คุ้มโทษตามลัทธิพราหมณ์ จะได้ยกเรื่องในมหาสุบินชาดกมาแสดงไว้พอเป็นนิทัศน์ ความว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงพระสุบิน ๑๖ ข้อ แล้วให้เกิดความหวาดหวั่นต่อมรณภัย จึงทรงเล่าพระสุบินนั้นให้พราหมณ์ปุโรหิตฟัง พราหมณ์ปุโรหิตพยากรณ์ว่า จะเกิดเหตุอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่พระองค์และราชสมบัติหรือพระมเหสี และแสดงให้ทรงบำบัดอันตรายด้วยยัญญวิธี คือ เอาสัตว์สิ่งละ ๔ ๆ มาบูชายัญ ก็จะพ้นโทษ พระเจ้าปัสเสนทิโกศลโปรดให้เตรียมการบูชายัญตามถ้อยคำของพราหมณ์ ครั้งนั้น นางมัลลิกาเทวีได้ทราบความนี้แล้วจึงทูลพระราชสามีว่า ขอให้โปรดทูลถามเหตุที่เกิดอันตรายทั้งหลายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด พระเจ้าปัสเสนทิโกศลก็เสด็จไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าณเชตวันมหาวิหาร

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภัยอันใดอันหนึ่งจะได้บังเกิดมีแก่พระเจ้าปัสเสนทิโกศลก็หาไม่ และได้ทรงพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเป็นไปในอนาคตกาลโดยแจ่มแจ้ง และในที่สุด ก็มีพระพุทธดำรัสให้พระเจ้าปัสเสนทิโกศลรื้อถอนยัญญวิธีนั้นเสีย

เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นการสันนิษฐานความว่า ทุสฺสุปินํ อกนฺตํ สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใดด้วย

ยังมีชาดกอีกเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า อัฏฐสัททชาดก กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัสเสนทิโกศลได้ทรงสะดับเสียงสัตว์หลายชนิด มีนกเป็นต้น ส่งเสียงร้องแปลกประหลาด พระองค์ก็หวาดหวั่นต่อมรณภัย ได้เตรียมการจะทำยัญญกรรมเหมือนในพระสูตรก่อน และพระองค์ก็ได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้าด้วย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ให้พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทราบโดยพิสดาร แล้วทรงประทานพระพุทโธวาสให้รื้อถอนยัญญกรรมนั้นเสีย

เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นการสันนิษฐานความว่า โย จามนาโป สกุณสฺส สทฺโท เสียงนกที่ไม่ชอบใจอันใดด้วย

เนื้อความบทอื่น ๆ ก็คงมีนัยที่มาแต่สูตรอื่นเช่นกัน พระอรรถกถาจารย์ถือเอาความที่แสดงไว้ในธชัคคสูตรว่า เมื่อความหวาดสะดุ้งเกิดขึ้น ก็ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ก็จะขจัดความหวาดสะดุ้งเสียได้ และเพื่อจะกันเสียซึ่งลัทธิบูชายัญของพราหมณ์ตามที่กล่าวมาแล้วนั้นด้วย จึงได้รจนาพระปริตรบทนี้ไว้ให้เป็นประโยชน์สืบมา

 ทุกฺขปฺปตฺตา จ นิทฺทุกฺขา ฯลฯ รกฺขํ พนฺธามิ สพฺพโส คาถานี้ก็ยังไม่ได้พบที่มาจากพระสูตร มีผู้สันนิษฐานว่า เป็นคาถาแผ่กรุณาพรหมวิหาร และให้ส่วนกุศล กับตักเตือนมนุษย์ทั้งหลายให้ประกอบการกุศล อนึ่ง เป็นคาถาสวดส่งเทวดา คือ เมื่อเชิญเทวามาด้วยบท สคฺเค ฯลฯ สุณนฺตุ ครั้นเสร็จการพิธีแล้ว จึงเชิญกลับด้วยคาถาบทนี้ เนื้อความนอกจากนี้ก็มีอยู่ในคาถาและคำแปลแล้ว

คาถาและคำแปล อภยปริตร ดังต่อไปนี้:—

ยนฺทุนฺนิมิตฺตํ อวมงฺคลญฺจ นิมิตรที่ชั่วร้ายอันใดด้วย อวมงคลอันใดด้วย
โย จามนาโป สกุณสฺส สทฺโท เสียงนกเป็นที่ไม่ชอบใจอันใดด้วย
ปาปคฺคโห ทุสฺสุปินํ อกนฺตํ บาปเคราะห์อันใดด้วย สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใดด้วย มีอยู่
พุทฺธานุภาเวน วินาสเมนฺตุ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาสไปด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้า
ยนฺทุนฺนิมิตฺตํ อวมงฺคลญฺจ นิมิตที่ชั่วร้ายอันใดด้วย อวมงคลอันใดด้วย
โย จามนาโป สกุณสฺส สทฺโท เสียงนกเป็นที่ไม่ชอบใจอันใดด้วย
ปาปคฺคโห ทุสฺสุปินํ อกนฺตํ บาปเคราะห์อันใดด้วย สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใดด้วย มีอยู่
ธมฺมานุภาเวน วินาสเมนฺตุ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาสไปด้วยอานุภาพพระธรรม
ยนฺทุนฺนิมิตฺตํ อวมงฺคลญฺจ นิมิตที่ชั่วร้ายอันใดด้วย อวมงคลอันใดด้วย
โย จามนาโป สกุณสฺส สทฺโท เสียงนกเป็นที่ไม่ชอบใจอันใดด้วย
ปาปคฺคโห ทุสฺสุปินํ อกนฺตํ บาปเคราะห์อันใดด้วย สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใดด้วย มีอยู่
สงฺฆานุภาเวน วินาสเมนฺตุ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาสไปด้วยอานุภาพพระสงฆ์
  ทุกฺขปฺปตฺตา จ นิทฺทุกฺขา ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ถึงแล้วซึ่งทุกข์ จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์
และถึงแล้วซึ่งภัย จงเป็นผู้ไม่มีภัย และถึงแล้วซึ่งโศก จงเป็นผู้
ไม่มีโศกเถิด
ภยปฺปตฺตา จ นิพฺภยา
โสกปฺปตฺตา จ นิสฺโสกา
โหนตุ สพฺเพปิ ปาณิโณ
เอตฺตาวตา จ อมฺเหหิ ขอเทพเจ้าทั้งปวงจงอนุโมทนาซึ่งความถึงพร้อม คือ บุญ
อันเราทั้งหลายก่อสร้างแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้
สมฺภตํ ปุญฺญสมฺปทํ
สพฺเพ เทวานุโมทนฺตุ
สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา เพื่ออันสำเร็จสมบัติทั้งปวง
ทานํ ททนฺตุ สทฺธาย มนุษย์ทั้งหลาย จงให้ทานด้วยศรัทธา
สีลํ รกฺขนฺตุ สพฺพทา จงรักษาศีลในการทั้งปวง
ภาวนาภิรตา โหนฺตุ จงเป็นผู้ยินดีแล้วในการภาวนา
คจฺฉนฺตุ เทวตาคตา เทวดาทั้งหลายที่มาแล้ว เชิญกลับไปเถิด
สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา พระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนทรงพระกำลังทั้งหมด
ปจฺเจกานญฺจ ยํ พลํ กำลังอันใดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย แห่งพระ
อรหนฺตานญฺจ เตเชน อรหันต์ทั้งหลายด้วย ข้าพเจ้าขอเหนี่ยวความรักษาด้วยเดช
รกฺขํ พนฺธามิ สพฺพโส แห่งกำลังทั้งหลายเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง


Lotus from Tamnan Phra Parit (1966).svg







  • พิมพ์ที่: บริษัทชุมนุมช่าง จำกัด (แผนกการพิมพ์) 231 หลังอาคาร 10 ถนนราชดำเนินกลาง พระนคร
  • โทร. 23905–61810 น า ย ชุ ม ศุ ข ป ริ มั ต ถ์ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา มีนาคม 2509


บรรณานุกรม[แก้ไข]

  • ตำนานพระปริตรและพระปริตร. (2509). พระนคร: บริษัทชุมนุมช่าง จำกัด (แผนกการพิมพ์). (พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเนื่องในงานฌาปนกิจศพคุณนายทองขาบ สิงห์ทอง ณ เมรุวัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร พระนคร วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2509).

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณานั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก