ธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาล พระพุทธศักราช 2465
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจยุติธรรมแลความเมตตาปราณีสูงสุด, ทรงพระกรุณาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเสมอหน้า; ทรงพระราชดำริห์ว่า ทวยนาครแห่งดุสิตธานีซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเปนที่ตั้งพระราชนิเวศน์, มีฐานะความเปนอยู่แลภูมิธรรมความรอบรู้สูงพอสมควรจะเริ่มศึกษาการปกครองตนเองได้ในกิจการบางอย่าง เพื่อยังความผาศุกสวัสดิ์ตามฐานะของตน ๆ ให้ยิ่งขึ้น จึ่งมีพระราชประสงค์จะประสาทธรรมนูญลักษณปกครองแก่ทวยนาครดุสิตธานีไว้ให้เปนหลักฐานต่อไป.
ธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาลนี้เปนกำหนดอำนาจอันพระราชทานแด่ชาวดุสิตธานีให้มีเสียงแลโอกาศแสดงความเห็นในวิธีจัดการปกครองตนเองในกิจการบางอย่าง ส่วนอำนาจในกิจการแพนกใดซึ่งยังมิได้ทรงพระกรุณาประสิทธิ์ประสาทให้, ก็ย่อมคงอยู่ในรัฐบาลกลางซึ่งมียอดรวมอยู่ในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามแบบฉบับในอารยะประเทศทั้งหลายที่จัดการนคราภิบาล.
อำนาจอันคงอยู่ในรัฐบาลกลางนี้ แม้ทรงพระราชดำริห์เห็นสมควรจะพระราชทานเพิ่มให้แก่คณะนคราภิบาลดุสิตธานีอีกเมื่อใดอย่างไร ก็จะได้ทรงพระกรุณาพระราชทานต่อไปตามกาลตามสมัยที่ทรงพระราชดำริห์เห็นสมควรแก่สถิติแลภูมิธรรมของตน.
อีกนัยหนึ่งอำนาจกิจการในแพนกใดซึ่งได้ทรงพระกรุณาประสาทแล้ว, แต่มาปรากฎภายหลังว่าอำนาจเช่นนั้น ๆ ยังมิสมควรได้ โดยยังมิรู้จักใช้ก็ดี หรือโดยประการอื่นก็ดี ก็จะได้ทรงพระกรุณาเลิกถอนหรือแก้ไข เพื่อประโยชน์แลความดำรงอยู่ด้วยดีแห่งมหาชนหมู่ใหญ่.
บัดนี้การตั้งพระราชธานีนับว่าจวนสำเร็จแล้วตามพระราชประสงค์ สพรั่งพร้อมด้วยเคหะสถานและที่ทำการประกอบอาชีพต่าง ๆ สมควรจะมีธรรมนูญจัดการนคราภิบาลขึ้นไว้เพื่อความไพศาลแห่งนคร จึ่งมีพระราชปกาสิตประสาทธรรมนูญจัดเปนบทมาตราดังต่อไปนี้:—
ว่าด้วยนามแลการใช้ธรรมนูญ
มาตรา๑ให้เรียกบทบัญญัตินี้ว่า ธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑
มาตรา๒ธรรมนูญนี้ให้ใช้ทั่วไปในจังหวัดดุสิตธานีตั้งแต่วันประกาศเปนต้นไป
มาตรา๓บรรดากำหนดกฎข้อบังคับแต่ก่อนบทใดขัดกับข้อความในธรรมนูญนี้ ให้ยกเลิกเสีย, ใช้ธรรมนูญนี้แทนสืบไป.
มาตรา๔การแพนกใดซึ่งบังคับไว้ว่านคราภิบาลจะจัดไปได้แต่เมื่อได้รับอนุมัติจากกระทรวงทบวงการผู้เปนเจ้าน่าที่ คือรัฐบาลกลาง แล้วนั้น; เพ่งความถึงพระบรมราชานุมัติในพระบาทสมเด็จพระเจ้าผู้ทรงเปนยอดแห่งรัฐบาล.
บทวิเคราะห์ศัพท์
มาตรา๕คำว่าบ้านแลเจ้าบ้านที่กล่าวในพระธรรมนูญนี้, ให้พึงเข้าใจดังนี้ คือ:—
ข้อ๑คำว่าบ้านนั้น ท่านหมายความว่าเรือนหลังเดียวก็ตาม หลายหลังก็ตาม ซึ่งอยู่ในเขตที่มีเจ้าของเป็นอิศรส่วน ๑ นับในธรรมนูญนี้ว่าบ้าน ๑, ห้องแถว แลแพหรือเรือซึ่งจอดประจำอยู่ที่ใด ถ้ามีเจ้าของหรือผู้เช่าครอบครองเปนอิศรต่างหากห้อง ๑ หลัง ๑ ลำ ๑ หรือหมู่ ๑ ในเจ้าของหรือผู้เช่าคน ๑ นั้น, ก็นับว่าบ้าน ๑ เหมือนกัน.
ข้อ๒เจ้าบ้านนั้น ท่านหมายความว่าผู้อยู่ปกครองบ้านซึ่งว่ามาแล้วในข้อก่อน จะครอบครองด้วยเปนเจ้าของก็ตาม. นับตามธรรมนูญนี้ว่าเปนเจ้าบ้าน.
ข้อ๓วัด, โรงพยาบาล, ที่ทำการต่าง ๆ ของรัฐบาลหรือนคราภิบาล, สถานีรถไฟ, ที่เหล่านี้เปนสาธารณสถาน อยู่ในความปกครองของหัวหน้าในที่นั้น, ไม่นับเปนบ้านตามธรรมนูญนี้.
มาตรา๖คำว่านคราภิบาลนั้น ท่านให้เข้าใจว่าผู้ซึ่งราษฎรในจังหวัดดุสิตธานีผู้มีสิทธิตามธรรมนูญนี้จะได้พร้อมใจกันเลือกตั้งขึ้นเปนผู้ปกครองชั่วปีหนึ่ง ๆ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุมัติ.
มาตรา๗คำว่าปรับนั้น, ท่านหมายความว่าจำนวนเงินซึ่งราษฎรผู้กระทำผิดจะต้องเสียให้แก่คณะนคราภิบาลเพื่อถ่ายโทษ.
ว่าด้วยกำหนดแลการเลือกตั้งนคราภิบาล
มาตรา๘ผู้ที่เปนนคราภิบาลนั้น ท่านกำหนดอายุให้เปนได้ชั่วปีเดียว, เมื่อถึงกำหนดจะสิ้นปี ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ทุกปี.
มาตรา๙ผู้ที่เปนนคราภิบาลมาปี ๑ แล้ว จะรับเลือกให้เปนนคราภิบาลอีกปี ๑ ติด ๆ กันนั้นไม่ได้.
มาตรา๑๐เวลาที่จะประชุมเลือกนคราภิบาลคนใหม่ ควรจะเปนวันที่สุดของปี, หรือวันที่ใกล้ที่สุดของปี ตามแต่จะเหมาะแก่โอกาสที่จะเปนไปได้, แต่ให้เปนที่พึงเข้าใจว่านคราภิบาลที่เปนอยู่ต้องทำการในหน้าที่จนกว่าจะได้มีการเลือกตั้งนคราภิบาลคนใหม่เสร็จแล้วโดยเรียบร้อย.
มาตรา๑๑ให้ราษฎรซึ่งตั้งบ้านเรือนหรือจอดเรือแพประจำอยู่ในจังหวัดธานีทั้งชายหญิง ไม่ว่าโสดหรือแต่งงานแล้ว ประชุมพร้อมกันเลือกเจ้าบ้านผู้ใดผู้ ๑ ซึ่งเปนที่นับถือของตนขึ้นเปนนคราภิบาลสำหรับปกครองธานีนั้น, แลวิธีเลือกนคราภิบาลนั้น ให้ทำดังกำหนดต่อไปนี้:—
มาตรา๑๒เมื่อจวนจะถึงวันที่กำหนดจะเลือกนคราภิบาลใหม่ ให้ผู้ซึ่งรับอำนาจอำนวยการในการเลือกตั้งนคราภิบาลป่าวร้องทวยนาครชายหญิงให้ทราบว่าจะมีการประชุมเลือกตั้งนคราภิบาลที่ใดวันใด แลประกาศข้อความปรากฎด้วยว่าถ้าผู้ใดมีความปราถนาจะสมมตผู้ใดให้เปนนคราภิบาลต่อไป ก็ให้เขียนนามผู้นั้นตรอกลงในแบบหนังสือสมมตดังที่ได้แนบไว้ท้ายธรรมนูญนี้, และต้องลงนามผู้นำ ๑ ผู้รับรอง ๑ และให้ยื่นหนังสือสมมตต่อผู้อำนวยการเลือกนคราภิบาลก่อนวันประชุม ๑ วัน.
มาตรา๑๓ผู้ที่จะลงนามเปนผู้นำและผู้รับรองในหนังสือสมมตตามมาตรา ๑๒ ต้องเปนคหบดีเจ้าบ้าน, และคน ๑ ๆ ห้ามมิให้นำและรับรองบุคคลผู้ใดให้เปนนคราภิบาลกว่า ๑ คน.
มาตรา๑๔ใหผู้อำนวยการเลือกนคราภิบาลเขียนนามผู้ที่ได้รับสมมตแล้วตามมาตรา ๑๒ นั้นโฆษนาไว้ณที่ทำการเพื่อให้สาธารณชนทราบด้วย.
มาตรา๑๖เมื่อถึงกำหนดวันที่ผู้อำนวยการได้ป่าวร้องไว้แล้วนั้น ให้นาครทั้งหมดมาประชุมพร้อมกันยังตำบลและเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนดไว้.
มาตรา๑๗ในเมื่อทวยนาครมาประชุมพร้อมตามกำหนดนั้นแล้ว ถ้าหากว่าได้มีผู้รับสมมตเปนนคราภิบาลแต่คนเดียวเท่านั้นไซร้ ก็ให้เจ้าพนักงานผู้รับอำนาจอำนวยการโฆษนาแก่ทวยนาครให้ทราบว่าผู้นั้นได้รับเลือกเปนนคราภิบาลโดยถูกต้องตามธรรมนูญนี้แล้ว; แต่ว่าถ้าแม้ได้มีผู้รับสมมตแล้วตั้ง ๒ คนขึ้นไป ก็ให้เจ้าพนักงานซึ่งได้รับอำนาจอำนวยการไต่ถามความเห็นทวยนาครให้พร้อมกันเลือกผู้ ๑ ผู้ใดที่ได้จดนามโฆษนาได้ตามมาตรา ๑๔ นั้นโดยเปิดเผยก็ได้ หรือเมื่อเห็นว่าการที่เลือกโดยเปิดเผยจะไม่คล่องใจราษฎรที่เลือก จะใช้วิธีเลือกโดยลงคะแนนลับก็ได้ โดยวิธีใดวิธี ๑ ใน ๒ วิธีนี้ตามแต่ผู้อำนวยการจะเห็นสมควร.
มาตรา๑๘ถ้าราษฎรพร้อมใจกันเลือกโดยเปนการเปิดเผยแล้ว ก็ให้ผู้อำนวยการถามว่าจะเลือกผู้ใด เมื่อได้รับคำตอบจากราษฎรที่มาประชุมว่าจะเลือกผู้ใดแล้ว, ถ้ามีผู้เห็นชอบด้วย ก็ให้ยกมือขึ้น นับคะแนนเรียงตัวไป ฝ่ายผู้ที่ไม่เห็นชอบ ให้นั่งนิ่งเสีย. ถ้าเปนการเลือกโดยคะแนนลับ ให้ผู้อำนวยการเรียกมาถามทีละคนโดยเงียบ ๆ ว่าจะเห็นสมควรให้ผู้ใดเปน แล้วจดชื่อผู้ที่ราษฎรเลือกนั้นไว้ หรือจะให้ราษฎรเขียนชื่อผู้ที่จะเลือกนั้นมาส่งคนละฉบับก็ได้ ตามแต่จะเห็นสมควร.
มาตรา๑๙ผู้ที่ได้คะแนนสูงกว่าผู้อื่น หรือที่มีราษฎรโดยมากด้วยกันเลือกขึ้นนั้น ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกเปนนคราภิบาล, แลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุมัติแล้ว นับว่าผู้นั้นเปนนคราภิบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย.
มาตรา๒๐ผู้ที่ได้รับเลือกเปนนคราภิบาลแล้วนั้นต้องรับภาระทำการในน่าที่นั้นต่อไป ถ้าไม่เต็มใจรับ จะไม่รับก็ได้ แต่ต้องถูกปรับเปนเงิน ๕๐ บาท นอกจากกระทรวงผู้เปนเจ้าหน้าที่จะดำริห์ผ่อนผันให้โดยเหตุผลสมควร.
ว่าด้วยอำนาจแลหน้าที่ของนคราภิบาล
มาตรา๒๑เมื่อผู้ใดได้เปนนคราภิบาลแล้ว ผู้นั้นมีอำนาจตามพระธรรมนูญนี้ทันทีในการที่จะเลือกตั้งคณะนคราภิบาล คือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เช่น เจ้าพนักงานคลัง, เจ้าพนักงานโยธา, นายแพทย์สุขาภิบาล, ผู้รักษาความสดวกของมหาชน (Inspector of Nuisances) เปนต้น สำหรับจัดการให้เปนไปตามธรรมนูญนี้ ตามแต่จะเห็นสมควร.
มาตรา๒๒นคราภิบาลมีอำนาจปกครองบรรดาราษฎรที่อยู่ในเขตธารีของตน, แลให้ราษฎรผู้อยู่ในเขตนั้นจงเชื่อถ้อยฟังคำนคราภิบาลอันชอบด้วยกฎหมายและธรรมนูญที่ใช้อยู่จงทุกประการ.
มาตรา๒๓รัฐบาลมีหน้าที่:
ก.ดูแลรักษาเพิ่มพูลความผาศุกสำราญของราษฎรทั่วไป, ช่วยป้องกันทุกข์ภัยของประชาราษฎรในเขตของตน.
ข.ดูแลทางคมนาคม คือถนนหนทางทั้งแม่น้ำลำคลอง ให้ความสว่างไสว, จัดการไฟฟ้าและประปาในธานี.
ค.การดับเพลิงแลการรักษาสวนสำหรับนครให้เปนที่หย่อนกายสบายใจควรแก่ประโยชน์แลความสุขอันจะพึงมีได้สำหรับสาธารณะชน.
ฆ.จัดการในเรื่องโรงพยาบาล, สุสาน, แลโรงฆ่าสัตว์.
ง.ดูแลระเบียบการโรงเรียนราษฎร์, ห้องอ่านหนังสือ, และโรงเรียนหัตถกรรมต่าง ๆ.
มาตรา๒๔นคราภิบาลมีอำนาจที่จะตั้งพิกัดภาษีอากรขนอนตลาดเรือนโรงร้านเรือแพอันอยู่ในเขตหน้าที่ของนคราภิบาล, แต่เมื่อจะกำหนดพิกัดภาษีอากร นคราภิบาลจะต้องเรียกประชุมราษฎรเพื่อทำความตกลงในเรื่องเช่นนี้, แลเพื่อจะเปลี่ยนพิกัดภาษีใหม่ ก็ต้องเรียกประชุมใหม่ทุกครั้งนี้ แลประกาศให้รู้ทั่วกัน.
มาตรา๒๕นคราภิบาลมีอำนาจจะออกใบอนุญาตและเก็บเงินค่าใบอนุญาตสำหรับยานพาหนะ, ร้านจำหน่ายสุรา, โรงละคร, โรงหนัง, สถานที่สำเริงรมย์, เก็บเงินจากมหาชนคนดูทั้งปวง.
มาตรา๒๖เมื่อนคราภิบาลได้เรียกประชุมราษฎรเจ้าบ้านเพื่อกำหนดภาษีอากรและใบอนุญาตตามที่ว่ามาในมาตราข้างบนนั้นแล้ว ให้ราษฎรเจ้าบ้านทั้งหมดไปประชุมพร้อมกันตามที่นคราภิบาลนัดหมาย ถ้าเจ้าบ้านจะไปประชุมด้วยตนเองไม่ได้ ก็ต้องตั้งผู้แทนไปแทนตัว แลมีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้นั้นไปในที่ประชุมแทนนั้นด้วย.
มาตรา๒๗ถ้ารัฐบาลจะประกาศหรือสั่งราชการอันใดให้ราษฎรทราบ เปนหน้าที่ของนคราภิบาลที่จะรับข้อความนั้น ๆ ไปแจ้งแก่ราษฎรที่อยู่ในปกครองของตนให้ทราบ.
มาตรา๒๘เปนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำบาญชีสำมโนครัวราษฎรในปกครองของตน แลคอยแก้ไขบาญชีนั้นให้ถูกต้องตามที่เปนจริงอยู่เสมอ.
มาตรา๒๙กิจสาธารณะประโยชน์ซึ่งมีผลเปนกำไร เช่นการตั้งธนาคาร, โรงจำนำ, ตั้งตลาด, รถราง, เรือจ้าง, เหล่านี้เปนอาทิ นคราภิบาลจะดำริห์จัดไปในเวลาที่เห็นสมควรก็ได้ เปนทางหากำไรบำรุงเมืองเพื่อผ่อนภาษีอากรซึ่งราษฎรจะต้องเสีย แลเพื่อกระทำกิจเช่นว่านี้ คณะนคราภิบาลจะออกใบกู้ก็ควร เพราะณี่ประเภทนี้นับว่า ไม่ใช่ณี่ตายที่ไร้ผล.
มาตรา๓๐เปนหน้าที่ของนคราภิบาลจะกำหนดการปลูกสร้างวางแผนสำหรับนครเพื่อความงามและอานามัยความผาศุกแห่งธานีเคหะสถานบ้านเรือนที่ทำการต่าง ๆ เมื่อเจ้าของจะปลูกสร้างต้องได้รับอนุญาตจากนายช่างก่อสร้างของนคราภิบาลแล้วจึงปลูกได้.
ดังนี้ สถาปิตยะกรรมแห่งนครจึ่งจะสมานเจริญตา.
มาตรา๓๑การขยายเขตนคราภิบาลต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลาง.
ว่าด้วยการบำรุงรักษาความสอาดแลป้องกันโรคภัย
มาตรา๓๒คณะนคราภิบาลมีหน้าที่จัดตั้งเจ้าพนักงานแพนกสุขาภิบาลเพื่อคอยดูแลรักษาความสอาดทั่วไปตลอดทั้งเมือง ว่ากล่าวคนในปกครองให้ระวังรักษาอย่าทอดทิ้งหรือปล่อยให้เกิดความโสโครกอันจะเปนเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่ประชาชนทั่วไป.
มาตรา๓๓เมื่อนคราภิบาลเห็นว่าบ้านใดหมู่ใดชำรุดรุงรังหรือปล่อยให้โสโครกสมมมอาจจะเปนเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่อยู่ในที่นั้น หรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงกัน หรือผู้ที่ผ่านไปมา อันอาจจะให้เกิดอัคคีภัยหรือโรคร้ายขึ้น ถ้าเห็นสมควรจะบังคับให้เจ้าบ้านผู้ที่อยู่ในที่นั้นแก้ไขเสียให้ดี ก็มีอำนาจบังคับได้.
มาตรา๓๔เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดนคราภิบาลได้บังคับให้รื้อถอนจัดทำหรือซ่อมแซมบ้านเรือนใหม่ขัดขืนไม่กระทำตามบังคับของนคราภิบาลนั้น ก็ให้นคราภิบาลมีอำนาจร้องฟ้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาลงโทษตามพระราชกำหนดกฎหมาย.
ว่าด้วยการสับเปลี่ยนและตั้งนคราภิบาล
มาตรา๓๕เมื่อถึงเวลาสับเปลี่ยนตัวนคราภิบาลใหม่ประจำปี ให้คณะนคราภิบาลเก่าแสดงบาญชีรายรับรายจ่ายยื่นต่อที่ประชุมราษฎร แลส่งเสียการงาน ยอดบาญชีสำมโนครัว แก่คณะนคราภิบาลใหม่จนสิ้นเชิง.
มาตรา๓๖ในเวลาเรียกประชุมใหญ่ประจำ⟨ปี⟩นั้น ให้สมุหเทศาภิบาลหรือผู้แทนเข้ามานั่งในที่ประชุมด้วย.
มาตรา๓๗คณะนคราภิบาลมีอำนาจที่จะจัดตั้งสภาเลขาธิการขึ้นแลเลขาธิการคงอยู่ในตำแหน่งตลอดไปจนกว่าจะลาออกหรือต้องออกด้วยเหตุอื่น.
ว่าด้วยหน้าที่สภาเลขาธิการ
มาตรา๓๘สภาเลขาธิการนั้น เมื่อคณะนคราภิบาลได้เลือกตั้งขึ้นโดยชอบด้วยพระธรรมนูญแล้ว ให้มีอำนาจแลหน้าที่จัดการ ดังต่อไปนี้:—
๑ให้มีหน้าที่บังคับบัญชาการแพนกหนังสือแลรายงานกิจการทั้งปวงของคณะนคราภิบาล.
๒เปนที่ปฤกษาของคณะนคราภิบาลในทางระเบียบการทางกฎหมาย.
๓มีหน้าที่เปนทนายแถลงคดีแทนคณะนคราภิบาลต่อศาลหรือจะตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเปนผู้แทนในหน้าที่นี้ก็ได้.
๔สภาเลขาธิการมีสิทธิ์ที่นั่งในที่ประชุมคณะนคราภิบาลแลในที่ประชุมใหญ่ได้ทุกเมื่อ
๕ถ้าสภาเลขาธิการเปนคหบดีเจ้าบ้านอยู่แล้ว เมื่อเวลาที่นั่งในที่ประชุมใหญ่ มีสิทธิ์ที่จะลงคะแนนความเห็นได้ด้วย.
ว่าด้วยทุนแลการเงินทองของคณะนคราภิบาล
มาตรา๓๙เมื่อนคราภิบาลได้จัดตั้งคณะนคราภิบาลขึ้นแล้ว ท่านให้ถือว่าคณะนั้นเปนบุคคลโดยนิติสมมต มีสิทธิ์ที่จะถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ได้ มีอำนาจที่จะจ่ายทรัพย์นั้นในการบำรุงความรุ่งเรืองแห่งนคร แลในการป้องกันสิทธิ์แลทรัพย์สมบัติของตน.
มาตรา๔๐คณะนคราภิบาลมีอำนาจที่จะออกใบกู้เงินในนามของคณะนคราภิบาลได้ เพื่อเปนทุนใช้จ่ายในการปกครองตามพระธรรมนูญนี้ แต่อำนาจที่จะกระทำตามที่ว่ามาในมาตรานี้ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางเสียก่อนโดยเฉภาะเรื่องทุกคราวไป.
มาตรา๔๑เงินที่คณะนคราภิบาลเก็บได้จากราษฎรในทางภาษีอากรนั้น อนุญาตให้เก็บไว้ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ได้ แต่ต้องมีบาญชีหลักฐานแสดงรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน.
มาตรา๔๒ให้มีคณะกรรมการ ๓ คนตรวจบาญชีในเวลาสิ้นปีทุกคราวไป กรรมการตรวจบาญชีนี้ รัฐบาลกลางเปนผู้ตั้ง ๒ นาย นคราภิบาลเปนผู้ตั้ง ๑ นาย กรรมการนี้มิได้รวมอยู่ในคณะนคราภิบาล.
ว่าด้วยกำหนดโทษผู้ที่กระทำผิด
มาตรา๔๓ผู้ใดขัดขืนไม่กระทำตามคำสั่งของนคราภิบาลเนื่องในระเบียบการปกครองเช่นว่ามาในมาตรา ๒๒ ก็ดี ตามมาตรา ๒๖ ก็ดี ท่านให้ลงโทษปรับเงินเปนพินัย คนหนึ่งครั้ง ๑ ไม่เกินกว่า ๑๐ บาท.
มาตรา๔๔ผู้ใดขัดขืนคำสั่งนคราภิบาลเนื่องในระเบียบการสุขาภิบาล เช่นปล่อยบ้านเรือนให้ชำรุดรุงรัง แลเกิดการโสโครกตามที่กล่าวมาในมาตรา ๓๒ ก็ดี ตามมาตรา ๓๓ ก็ดี ท่านให้ลงโทษปรับเงินคนหนึ่งครั้งหนึ่งไม่เกิน ๕ บาทเปนพินัย.
มาตรา๔๕ถ้าผู้ใดถูกปรับเพราะได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดมาครั้งหนึ่งแล้ว มากระทำผิดขึ้นอีกครั้งนี้เปนครั้งที่ ๒ ท่านว่าไม่เข็ดหลาบ โทษที่ท่านบัญญัติความผิดไว้นั้นเท่าใด เมื่อเวลากำหนดโทษนั้น ท่านให้เพิ่มโทษถานไม่เข็ดหลาบขึ้นอีก ๓ ใน ๕ ส่วนด้วย
มาตรา๔๖ผู้ใดถูกปรับเพราะได้กระทำความผิดมาครั้งหนึ่งแล้วไม่เข็ดหลาบมาทำความผิดขึ้นอีกคราวนี้เปนครั้งที่ ๒ แลความผิดครั้งหลังนี้ซ้ำประเภทเดียวกันกับความผิดในครั้งก่อนภายในเวลา ๖ เดือน ท่านว่า เวลากำหนดโทษนั้น ให้เพิ่มโทษถานไม่เข็ดหลาบขึ้นอีกเปนทวีคูณ
ว่าด้วยการรักษาธรรมนูญ
มาตรา๔๗เมื่อราษฎรมีความไม่พอใจในคำสั่งในกฎข้อบังคับใด ๆ ของคณะนคราภิบาล ก็ให้ราษฎรมีอำนาจร้องเรียนต่อรัฐบาลกลางได้.
มาตรา๔๘ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งผู้ใดในคณะนคราภิบาลทำการเกินอำนาจที่มีอยู่ในธรรมนูญหรือผิดด้วยกฎหมาย, จนเปนเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายนั้น, มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องยังศาลหลวงได้ แม้พิจารณาสมฟ้องแล้ว ให้ปรับเจ้าหน้าที่ผู้ผิด สินไหมกึ่ง พินัยกึ่ง.
มาตรา๔๙ให้นคราภิบาลเปนผู้รักษาการให้เปนไปตามธรรมนูญนี้.
มาตรา๕๐การที่จะฟ้องผู้กระทำผิดตามธรรมนูญนี้ ให้สภาเลขาธิการเปนเจ้าหน้าที่ฟ้องร้องยังศาลหลวง.
มาตรา๕๑ให้นคราภิบาลมีอำนาจที่จะตั้งกฎข้อบังคับสำหรับจัดแลรักษาการให้เปนไปตามธรรมนูญนี้ เมื่อกฎข้อบังคับนั้นได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลาง แลได้โฆษนาแล้ว ก็ให้ใช้ได้เหมือนเปนส่วนหนึ่งแห่งธรรมนูญนี้.
ประกาศมาณวันที่ ๗ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ เปนปีที่ ๙ ในรัชกาลปัตยุบันนี้.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจ, ยุติธรรม, และความเมตตาปราณีสูงสุด ทรงพระราชดำริห์ว่า ธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ นั้น เมื่อลองใช้มาแล้ว ก็ปรากฎว่าโดยมากนับว่าเปนการสดวกแก่วิธีดำเนินการเรียบร้อยดีอยู่ แต่ยังมีข้อขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง ซึ่งสมควรจะเพิ่มเติมให้บริบูรณ์หรือแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น.
จึ่งมีพระราชปกาสิตประสาทพระราชกำหนดนี้ขึ้นไว้เพื่อเติมแก้ไขธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ มีบทมาตราดังต่อไปนี้:—
ว่าด้วยนามและการใช้พระราชกำหนด
มาตรา๑ให้เรียกบทบัญญัตินี้ว่า พระราชกำหนดเพิ่มเติมและแก้ไขธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑
มาตรา๒พระราชกำหนดนี้เปนเหมือนส่วนหนึ่งแห่งธรรมนูญลักษณปกครองแห่งคณะนคราภิบาลดุสิตธานี และให้ใช้ทั่วไปแต่วันประกาศนี้เปนต้นไป.
มาตรา๓บรรดากำหนดกฎข้อบังคับแต่ก่อนบทใดขัดกับข้อความในพระราชกำหนดนี้ ให้ยกเลิกเสีย ให้ใช้พระราชกำหนดนี้สืบไป.
ว่าด้วยตำแหน่งเชษฐบุรุษ
มาตรา๔เพื่อประโยชน์และความสดวกแก่ทวยนาคร ให้ตั้งตำแหน่งกรรมการในคณะนคราภิบาลขึ้นอีก เรียกว่า เชษฐบุรุษ.
มาตรา๕เชษฐบุรุษนั้น ให้ทวยนาครเจ้าบานสมมตและเลือกคหบดีนายบ้านผู้มีอายุเปนที่นับถือในเขตอำเภอที่ตนตั้งบ้านเรืออยู่นั้น อำเภอละคน เพื่อเปนผู้แทนทวยนาครในอำเภอนั้นไปเข้านั่งในสภากรรมการนคราภิบาล.
มาตรา๖ผู้ที่จะรับตำแหน่งเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอใด ต้องเปนคหบดีที่ตั้งบ้านเรือนมั่นคงอยู่ในเขตอำเภอนั้น.
มาตรา๗ผู้ที่จะรับตำแหน่งเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอใด ต้องเปนผู้ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตอำเภอนั้น, จะมีเสียงเลือกเชษฐบุรุษสำหรับอำเภออื่นนอกจากที่ตนตั้งบ้านเรือนอยู่นั้นไม่ได้เปนอันขาด แต่ถ้านาครผู้ใดมีบ้านเรือนอยู่ในเขตอำเภอกว่า ๑ อำเภอ ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอที่ตนตั้งบ้านเรือนอยู่นั้นได้ทุกอำเภอ.
มาตรา๘การเลือกเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอ ให้กำหนดการกระทำก่อนการเลือกนคราภิบาลไม่น้อยกว่า ๗ วัน (ตามปฏิทิน) และวิธีเลือกเชษฐบุรุษนั้น ให้ทำดังกำหนดดังต่อไปนี้.
มาตรา๙เมื่อจวนจะถึงกำหนดวันที่จะเลือกเชษฐบุรุษใหม่ ให้ผู้ซึ่งได้รับอำนาจอำนวยการเลือกเชษฐบุรุษป่าวร้องทวยนาครในอำเภอนั้น ๆ ให้ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งเชษฐบุรุษที่ใดวันใด.
มาตรา๑๐เมื่อถึงวันกำหนดที่ผู้อำนวยการได้ป่าวร้องไว้แล้วนั้น ให้นาครทั้งหมดมาประชุมพร้อมกันยังตำบลและเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนดไว้.
มาตรา๑๑ในเมื่อทวยนาครมาประชุมพร้อมกันตามกำหนดนั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานผู้รับอำนาจอำนวยการถามความเห็นทวยนาครว่าผู้ใดจะสมมตคหบดีผู้ใดให้เปนเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอนั้น และผู้ใดจะรับรอง เมื่อผู้ใดมีผู้สมมตและรับรองผู้หนึ่งผู้ใดคนหนึ่งแล้ว ก็ให้เจ้าพนักงานถามทวยนาครอีกว่า จะมีผู้ใดสมมตอีกคนหนึ่งหรือไม่ ถ้าแม้ไม่มีผู้ใดสมมตขึ้นอีกคนหนึ่งแล้ว ก็ถือว่าผู้ที่ได้รับสมมตแรกนั้นเปนผู้ได้รับเลือกเปนเชษฐบุรุษโดยชื่นตาไม่มีผู้ใดคัดค้านทีเดียว แต่ถ้าแม้มีผู้ใดสมมตกว่า ๑ คน ก็ให้เจ้าพนักงานจัดการให้ทวยนาครลงคะแนนโดยวิธีใดวิธี ๑ ซึ่งจะเปนการสดวกและเหมาะที่สุด.
มาตรา๑๒ผู้ที่ได้คแนนเลือกสูงกว่าผู้อื่น ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกเปนเชษฐบุรุษโดยชอบด้วยกฎหมาย.
มาตรา๑๓ผู้ที่ได้รับเลือกเปนเชษฐบุรุษสำหรับอำเภอ ๑ แล้ว จะเปนเชษฐบุรุษสำหรับอีกอำเภอ ๑ ด้วยในคราวเดียวกันไม่ได้.
มาตรา๑๔ผู้ที่ได้รับเลือกเปนเชษฐบุรุษแล้วนั้น ต้องรับภาระทำการในหน้าที่นั้นต่อไป ถ้าไม่เต็มใจรับ จะไม่รับก็ได้ แต่ต้องถูกปรับเปนเงิน ๓๐ บาท นอกจากเจ้าพนักงานผู้อำนวยการเลือกจะยอมผ่อนผันให้โดยเหตุสมควร.
มาตรา๑๕ผู้ที่ได้รับเลือกเปนเชษฐบุรุษแล้ว ให้คงอยู่ในตำแหน่งโดยมีกำหนด ๑ ปี.
มาตรา๑๖เมื่อผู้ใดได้รับตำแหน่งเปนเชษฐบุรุษจนครบกำหนดเขตแล้ว เมื่อถึงกำหนดเลือกใหม่ จะรับตำแหน่งต่อไปก็ได้ ไม่มีข้อห้าม.
มาตรา๑๗ผู้ใดเปนเชษฐบุรุษแล้ว มีหน้าที่ดังต่อไปนี้.
(ก)เปนกรรมการที่ปฤกษาในสภาของนคราภิบาล และนคราภิบาลนัดให้ประชุมเมื่อใด ต้องไป และต้องแสดงความเห็นโดยสุจริต.
(ข)เปนหัวหน้าทวยนาครในเขตอำเภอของตน เพราะฉนั้นต้องหมั่นสอดส่องดูทุกข์สุขของทวยนาคร และเปนผู้นำข้อความที่ทวยนาครปราถนาไปชี้แจงแถลงเหตุผลในสภานคราภิบาล และขอให้สภาปฤกษาและดำริห์การนั้น.
(ค)เมื่อมีเหตุการณ์อันเห็นควรที่จะนำปฤกษาในสภานคราภิบาล ให้เชษฐบุรุษแจ้งไปยังนคราภิบาลขอให้นัดประชุมสภานคราภิบาล
มาตรา๑๘ผู้ที่ได้รับตำแหน่งเปนเชษฐบุรุษ ไม่ได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือนอย่างใดสำหรับตำแหน่งนั้นโดยเฉภาะ แต่จะรับเบี้ยหวัดเงินเดือนในตำแหน่งอื่นได้โดยไม่ขัดข้องต่อพระราชกำหนดนี้.
ว่าด้วยสิทธิ์แห่งเชษฐบุรุษเนื่องในการเลือกนคราภิบาล
มาตรา๑๙ผู้ที่จะรับสมมตเปนนคราภิบาล ต้องเปนเชษฐบุรุษอยู่แล้วด้วย.
มาตรา๒๐ในการที่จะเลือกนคราภิบาลใหม่ ผู้ที่จะลงนามในหนังสือสมมตในนามผู้สมมต ต้องเปนเชษฐบุรุษอยู่แล้วด้วย แต่ผู้ที่จะลงนามเปนผู้รับรองนั้น ไม่จำต้องเปนเชษฐบุรุษด้วยหามิได้.
ว่าด้วยเชษฐบุรุษกิติมศักดิ์
มาตรา๒๑บุคคลผู้ใดได้กระทำความชอบในราชการแผ่นดิน หรือมีคุณวิเศษเปนที่นับถือแห่งสาธารณชน อนุญาตให้คณะนคราภิบาลปฤกษากันเชิญให้รับตำแหน่งเปนเชษฐบุรุษกิติมศักดิ์ของดุสิตธานีได้ และให้อยู่ในตำแหน่งนั้นตลอดชีวิต.
มาตรา๒๒ผู้ใดได้รับเกียรติยศเปนเชษฐบุรุษกิติมศักดิ์ของดุสิตธานีแล้ว มีสิทธิ์ดังต่อไปนี้.
(ก)เข้านั่งในสภานคราภิบาลได้ในโอกาศอันควร.
(ข)รับสมมตเปนนคราภิบาลได้.
(ค)ลงนามเปนผู้สมมตนคราภิบาลใหม่ได้
ประกาศมาณวันที่ ๑๓ ธันวาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ เปนปีที่ ๙ ในรัชกาลปัตยุบันนี้.

จำเดิมแต่ได้ตั้งดุสิตราชธานีขึ้นแล้ว, และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิทธิแด่ประชาชนชาวดุสิตธานีให้มีโอกาศเลือกนคราภิบาลเปนผู้ปกครองและดูแลความทุกข์สุขของประชาชน, ก็เปนเวลาหลายปีแล้ว, กิจการในแพนกนคราภิบาลได้ดำเนินเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทีละน้อยเปนลำดับ, นับว่าถึงเวลาอันควรที่จะจัดหาทรัพย์เพื่อบำรุงราชธานี โดยวิธีที่เปนธรรมและถูกแบบแผนแห่งอารยชน, ซึ่งนิยมถือกฎธรรมะนิยมว่าผู้ใดได้มีสิทธิแล้ว ย่อมจะต้องมีกรณียะเปนของคู่กัน, และถ้าแม้ได้รับผลดีเปนประโยชน์ ก็ต้องยอมเสียพลีเพื่อกิจอันนั้น.
ตามที่ได้เปนมาแล้ว ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนและสะพานอันเปนทางสาธารณะสัญจรขึ้นไว้โดยพร้อมมูลแล้วในเขตดุสิตราชธานี, ทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดสร้างประปาและต่อไฟฟ้ามาไว้เพื่อใช้เปนความสดวกแก่สาธารณะชน, และสิ่งซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นไว้แล้วนี้ ก็ต้องบำรุงรักษาด้วยพระราชทรัพย์นับเดือนละหลายพันบาท ฝ่ายทวยราษฎร์ได้ประโยชน์ คือความสดวกและความสุข จากสิ่งนั้นเปนอเนกประการ, แต่ยังหาได้เสียพลีทดแทนให้เพียงพอไม่ ตามที่เปนมาแล้ว, ประชาชนชาวดุสิตราชธานีเคยเสียเงินเปนส่วนราชพลีก็แต่เงินรัช์ชูปการ, กับเสียเงินธานิโยปการก็เพียงแต่เล็กน้อย และยังไม่เปนธรรมสม่ำเสมอกัน, โดยเหตุที่มีผู้หนหนทางหลีกเลี่ยงการเสียเงินนี้เสียเปนอันมาก.
ครั้นเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้มีการประชุมบรรดาทวยนาครแห่งดุสิตราชธานี, มีสมานะฉันท์เห็นพร้อมกันว่าควรวางระเบียบและอัตราพิกัดภาษีอันเปนธานิโยปการสำหรับดุสิตราชธานีขึ้นใหม่, เพื่อให้นาครเสียเงินบำรุงธานีตามส่วนที่ได้รับผลดีแห่งการปกครองนั้นมากและน้อย.
อาศัยความตกลงพร้อมเพรียงกันในที่ประชุมอันกล่าวแล้วนั้น, อีกทั้งอำนาจของนคราภิบาลที่มีอยู่ตามพระธรรมนูญลักษณปกครองคณนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑, หมวดที่ ๔ มาตราที่ ๒๔, ข้าพเจ้า, พระยาอุดมราชาภักดี, นคราภิบาลดุสิตราชธานี, จึ่งตั้งกฎขึ้นใหม่เพื่อวางระเบียบการเก็บเงินธานิโยปการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.
ว่าด้วยนามและการใช้กฎนี้
มาตรา ๑. — กฎนี้ให้เรียกว่า “กฎธานิโยปการ พระพุทธศักราช ๒๔๖๕,” และให้ใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน, พระพุทธศักราช ๒๔๖๕ เปนต้นไป.
มาตรา ๒. — นับจำเดิมแต่วันที่ได้ใช้กฎนี้แล้ว, บรรดาข้อความใด ๆ ที่ค้านกับข้อความในกฎนี้ ซึ่งมีอยู่ในกฎนคราภิบาลก่อน ๆ ให้ยกเลิกเสีย.
วิเคราะห์ศัพท์
มาตรา ๓. — คำว่า “เจ้าของที่ดิน” ให้พึงเข้าใจว่าผู้ที่มีนามปรากฎอยู่ในน่าโฉนดที่ดิน
มาตรา ๔. — คำว่า “เจ้าบ้าน” ให้พึงเข้าใจตามวิเคราะห์ศัพท์ในพระธรรมนูญลักษณปกครองนคราภิบาลดุสิตธานี พระพุทธศักราช ๒๔๖๑, คือผู้ที่ครองเคหสถานอันรวมอยู่ในขอบเขตที่ดินแปลง ๑, จะเปนเจ้าของซึ่งอยู่ที่ดินของตนเอง หรือเปนผู้เช่าอยู่ก็ตาม.
ว่าด้วยภาษีที่ดิน
มาตรา ๕. — ให้ผู้เปนเจ้าของที่ดินในดุสิตราชธานีเสียภาษีที่ดินคิดเปนอัตราเงิน ๕๐ สตางค์ต่อ ๑ เมตร์จัตุรัสทุก ๆ เดือน.
มาตรา ๖. — ให้เจ้าพนักงานคลังของคณนคราภิบาลดุสิตราชธานีคำนวณอัตราภาษีที่ดินที่เจ้าของที่ดินจะต้องเสียนั้น โดยอาศัยเกณฑ์ขนาดผืนที่ดินตามที่เกษตร์มณฑลดุสิตราชธานีได้รังวัดไว้และออกโฉนดไปแล้วตามระเบียบ.
ว่าด้วยการไฟฟ้า
มาตรา ๗. — ให้เจ้าบ้านเสียค่าแรงไฟที่ใช้ในบริเวณบ้านของตน ตามอัตราที่เจ้าพนักงานไฟฟ้าของคณนคราภิบาลจะได้กำหนดและประกาศให้ทราบเปนครั้งคราว. ค่าแรงไฟฟ้าต้องเสียทุก ๆ เดือน.
มาตรา ๘. — เปนน่าที่ของเจ้าบ้านต้องรับผิดชอบให้มีไฟฟ้าติดประจำและเปิดใช้ได้หลังคาเรือนละ ๑ ดวงเปนอย่างน้อย. และไฟฟ้าดวง ๑ ๆ ต้องมีแรงเทียนไม่น้อยกว่า ๕ แรงเทียน.
มาตรา ๙. — ห้ามเปนอันขาดมิให้ผู้ ๑ ผู้ใดนอกจากเจ้าพนักงานไฟฟ้าของคณนคราภิบาลทำการต่อล่ามหรือฝังสายไฟฟ้า, หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มลดไฟฟ้า โดยพลการตนเองเปนอันขาด. ถ้าผู้ใดปราถนาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าในบ้านของตน ก็ให้แจ้งความแก่เจ้าพนักงานไฟฟ้าเพื่อไปจัดการได้. ถ้าแลปรากฎขึ้นว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างใด ๆ ขึ้นที่ในบ้านใด, โดยเจ้าพนักงานไฟฟ้ามิได้รู้เห็นด้วย. ความผิดต้องตกอยู่แก่เจ้าบ้าน.
ว่าด้วยการประปา
มาตรา ๑๐. — ในบ้านใดมีน้ำประปาหรือน้ำแม่น้ำลำคลองใช้. นอกจากที่สมมตว่ามีอยู่เองแล้วโดยธรรมชาติ เช่นมีลำน้ำผ่านไปในกลางที่บ้านเปนต้น, ต้องเสียเงินค่าน้ำ ตามอัตราที่เจ้าพนักงานสุขาของคณนคราภิบาลจะได้กำหนดและประกาศให้ทราบ. เงินค่าน้ำต้องเสียทุกเดือน.
มาตรา ๑๑. — ห้ามเปนอันขาดมิให้ผู้ ๑ ผู้ใดนอกจากเจ้าพนักงานประปาของคณนคราภิบาลทำการต่อท่อน้ำหรือทำทางน้ำเข้าบ้าน. ถ้าผู้ใดปราถนาจะมีน้ำประปาหรือน้ำท่าใช้ในบ้าน ก็ให้ขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานสุขาของคณนคราภิบาล, และต่อเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึ่งลงมือทำการได้.
ว่าด้วยการเก็บเงินธานิโยปการ
มาตรา ๑๒. — ให้เจ้าพนักงานคลังของคณนคราภิบาลดุสิตราชธานีเก็บเงินธานิโยปการทั้ง ๓ ประเภท. ตามที่กล่าวไว้แล้วในหมดวที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ แห่งกฎนี้, ทุก ๆ เดือน, และเงินธานิโยปการประจำเดือนใด ก็ให้เก็บในต้นเดือนนั้น.
ก่อนที่จะเก็บเงินธานิโยปการ ให้เจ้าพนักงานคลังประกาศบอกกำหนดวันให้นาคทราบล่วงน่า มีกำหนดไม่ต่ำกว่า ๗ วัน.
มาตรา ๑๓. — ให้เชษฐะบุรุษประจำตำบลมีหน้าที่ช่วยเจ้าพนักงานคลังในการเก็บเงินธานิโยปการ.
มาตรา ๑๔. — ให้นาคเสียเงินธานิโยปการตามที่กล่าวมาแล้วโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ต่อจากวันกำหนดในประกาศของเจ้าพนักงานคลัง.
ถ้าแลเงินธานิโยปการค้างอยู่แก่ผู้ใดเกินกว่ากำหนด ๓ เดือน, ให้ปรับผู้นั้นเปนเงินไม่เกินกว่าทวีคูณจำนวนที่ควรต้องเสียโดยปรกติ.
ถ้าเงินธานิโยปการค้างอยู่แก่ผู้ใดถึง ๖ เดือนนับตั้งแต่วันกำหนดในประกาศของเจ้าพนักงานคลังเปนต้นไป, และผู้ที่ไม่เสียเงินนั้นมิได้อ้างเหตุผลแสดงให้เปนที่พอใจแก่เจ้าพนักงานว่า ขัดข้องจริง ๆ, ให้ถือว่า ผู้นั้นไม่จงใจจะเปนนาครแห่งดุสิตธานีอีกต่อไปแล้ว และนคราภิบาลจะได้ประกาศคัดนามผู้นั้นออกจากทะเบียนนาคร; ส่วนที่ดินและบ้านเรือนของผู้นั้น ก็ให้ริบเปนของกลางของคณนคราภิบาลดุสิตราชธานี.
มาตรา ๑๕. — ในกาเรก็บเงินธานิโยปการตามที่กล่าวมาแล้วในมาตรา ๑๔ ถ้ามีข้อทุ่มเถียงกันในระหว่างเจ้าพนักงานคลังกับนาครผู้ที่จะต้องเสียเงินธานิโยปการ และมิสามารถจะทำความตกลงกันได้ ก็ให้นาครทำเรื่องราวยื่นต่อสภาเลขาธิการ, เพื่อนำเสนอนคราภิบาล, และนคราภิบาลจะได้วินิจฉัยคดีนั้น ๆ ในท่ามกลางสภาเชษฐบุรุษ. คำวินิจฉัยแห่งสภานั้น ให้นับว่าเปนที่สุดแห่งคดี.
ว่าด้วยการยกเว้น
มาตรา ๑๖. — เขตพระราชฐาน, เขตที่ทำการของรัฐบาล, ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์, โรงเรียนสาธารณศึกษา และโรงพยาบาลของรัฐบาลหรือของคณนคราภิบาล; ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินธานิโยปการทั้ง ๓ ประเภท.
(ลงนาม) พระยาอุดมราชภักดี
นคราภิบาลดุสิตราชธานี.
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse