นิทานเวตาล/เรื่องที่ 1

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิทานเวตาลเรื่องที่ ๑


ในกรุงพาราณสี มีพระราชาทรงศักดิ์ใหญ่ครองราชสมบัติ ทรงนาม พระประตาปมุกุฏ มีพระราชบุตรทรงนาม วัชรมุกุฏ มีเรื่องดังต่อไปนี้

เช้าวันหนึ่ง พระวัชรมุกุฏ กับสหายชื่อ พุทธิศริระ พากันขี่ม้าออกเที่ยวล่าเนื้อในป่า พุทธิศริระเป็นบุตรของประธาน คือ หัวหน้าอำมาตย์ในพระนครนั้น ชายหนุ่มทั้งสองขี่ม้าไปในป่า พบสระใหญ่สระหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ริมสระเป็นที่ร่มรื่น ตระหลบด้วยกลิ่นดอกไม้ ฝูงนก คือ หงส์และนกจากพราก เป็นต้น ลงลอยอยู่ในสระ ในหมู่ดอกบัวอันชูก้านขึ้นมาพ้นน้ำเป็นที่ชวนชม แมลงภู่ทั้งหลายพากันร่อนอยู่เหนือน้ำ แลกินรสดอกบัวในสระนั้น

พระราชบุตรและสหายไม่เคยไปพบสระนั้นในป่า ต่างก็พิศวง จึ่งลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้แทบใต้ต้นไม้ แล้วเดินเข้าไปริมสระ ชำระพระพักตร์แลหัตถ์ แล้วก็เข้าไปในศาลพระมหาเทพซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งสระ ต่างคนกระทำการนอบน้อมแลสวดมนต์

สักครู่หนึ่ง มีหญิงสาวเป็นอันมากห้อมล้อมด้วยทาสีพากันมาที่ริมสระนั้นข้างขอบสระทางโน้น ครั้นมาถึง ก็ยืนสนทนาและสำรวลกันอยู่ที่ขอบสระ บางนางก็ลงอาบน้ำ แต่นางผู้เป็นหัวหน้า คือ พระราชบุตรีนั้น มิได้ลงสระน้ำ เสด็จเดินเที่ยวเล่นใต้ร่มไม้กับนางอีกคนหนึ่งห่างฝูงนางออกไป

ฝ่ายพระราชบุตรปล่อยให้พุทธิศริระนั่งสวดมนต์อยู่ในศาลพระมหาเทพคนเดียว พระองค์เสด็จออกจากศาลเดินเที่ยวไปในหมู่ไม้ มิช้าพระราชบุตรและพระราชธิดาก็สบพระเนตรกัน นางสะดุ้งเหมือนหนึ่งตกพระหฤทัย พระราชบุตรทรงใฝ่ฝันในทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นนาง และตรัสออกมาว่า "กามเทพเอย เหตุไรท่านจึ่งมารบกวนเราเช่นนี้"

พระราชธิดาได้ยินก็ทรงยิ้ม หยุดยืนดูกิริยาพระราชบุตร เพราะเธอตกประหม่า มิรู้จะกล่าวและทำประการใดได้ นางนิ่งดูอยู่ครู่หนึ่งก็ทำอาการเหมือนพิโรธตรัสแก่หญิงสหายซึ่งแสร้งหันหลังเก็บดอกมะลิว่า เหตุไรจึ่งปล่อยให้ชายหนุ่มมายืนจ้องดูนางอยู่เช่นนี้ ฝ่ายหญิงสหายเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันมากล่าวคำเกรี้ยวกราดขับไล่ให้พระราชบุตรไปเสียจากที่และให้พาความละลาบละล้วงไปเสียด้วย มิฉะนั้น จะเรียกทหารมาจับตัวทิ้งลงไปในสระให้สมแก่โทษ ฝ่ายพระราชบุตรยืนตลึงดูนาง มิได้ยินคำที่หญิงสหายกล่าวขู่ นางทั้งสองเห็นดังนั้นก็พากันเดินห่างออกไป ครั้นถึงขอบสระฟากข้างโน้น พระราชธิดาก็เหลียวมาดูว่า ชายหนุ่มผู้ตกประหม่ายังนิ่งอยู่กับที่หรือทำอย่างไรต่อไป ครั้นเห็นพระราชบุตรยังยืนจ้องดูอยู่ นางก็ทรงยิ้ม แล้วเสด็จลงไปที่ขอบสระ เก็บดอกบัวดอกหนึ่งชูขึ้นไหว้ฟ้า แล้วเอาเสียบเกศา แล้วทัดที่กรรณ์ แล้วกัดด้วยทนต์ แล้วทิ้งลงเหยียบด้วยบาท แล้วกลับหยิบขึ้นปักที่อุระ ครั้นทำเช่นนี้แล้ว นางก็เสด็จไปขึ้นยานกลับคืนสู่นิเวศน์แห่งนาง

ฝ่ายพระราชบุตร ครั้นนางไปแล้ว ก็เร่าร้อนในพระหฤทัย เสด็จกลับไปยังศาลพระมหาเทพ พบพุทธิศริระเดินออกมาจากศาล พระราชบุตรก็รับสั่งว่า "สหายเอย ข้าได้เห็นนางหนึ่งงามนัก จะเป็นนางดนตรีของพระอินทร์ในสวรรค์ หรือจะเป็นนางมาจากทะเล หรือธิดาแห่งนาคราช หรือบุตรีพระราชาในแผ่นดิน ก็หาทราบไม่"

พุทธิศริระ ผู้จะเป็นอำมาตย์มีปัญญาในภายหน้า ทูลว่า "พระองค์จงกล่าวโฉมหน้านางให้ข้าพเจ้าฟังเถิด"

พระราชบุตรตรัสว่า "พักตร์นางเหมือนพระจันทร์ยามเพ็ญ ผมเหมือนหมู่ผึ้งอันเกาะห้อยอยู่บนช่อดอกไม้ ปลายโขนงยาวจรดถึงกรรณ์ โอษฐ์มีรสเหมือนจันทรามฤต เอวเหมือนเอวสิงห์ ทรงดำเนินเหมือนราชหงส์ กล่าวเทียบเครื่องแต่งกายนางคือสีขาว กล่าวเทียบฤดูนางคือวสันต์ฤดู กล่าวเทียบดอกไม้นางคือพุทชาต กล่าวสำเนียงนางคือนกกระเหว่า กล่าวความหอมนางคือชะมดเชียง กล่าวความงามนางคือพระศรี กล่าวความเป็นนางคือความรัก ถ้าข้ามิได้นางมา ข้าจะไม่ทรงชีวิตไปเป็นอันขาด ข้าได้ตกลงในใจเช่นนี้แล้ว"

พุทธิศริระได้ฟังพระราชบุตรตรัสดังนั้น ก็มิได้ร้อนใจเกรงจะปลงพระชนม์ลงในกลางป่า เพราะเคยได้ยินพระราชบุตรตรัสอย่างเดียวกันทุกครั้งที่ได้เห็นนางงาม มิได้คิดว่า จะเป็นไปลึกซึ้งยิ่งกว่าคราวก่อน ๆ พุทธิศริระจึ่งทูลว่า ถ้าไม่ขึ้นม้าเดี๋ยวนี้ คงจะค่ำอยู่กลางป่า ไม่กลับถึงนครได้ในเวลาอันควร พุทธิศริระกล่าวดังนั้นแล้ว เจ้าและข้าก็ชวนกันขึ้นม้าหันกลับเข้าเมือง ในเวลาเดินทางอยู่ประมาณ ๓ ชั่วโมงนั้น ชายหนุ่มทั้งสองเกือบจะมิได้สนทนากันเลย พระวัชรมุกุฏนิ่งนึกถึงนาง มิได้รับสั่งประการใด เมื่อพุทธิศริระทูลอะไร ก็ต้องทูลดัง ๆ ถึงสามสี่ครั้ง จึ่งจะตรัสตอบคำเดียวหรือสองคำเป็นอย่างมาก

ฝ่ายพุทธิศริระ เมื่อเห็นพระราชบุตรนิ่งอยู่ดังนั้น ก็มิได้ทูลอันใดต่อไป คิดในใจว่า ถ้าพระราชบุตรอยากได้ความเห็นและความแนะนำ ก็ให้หารือมาเถิด พุทธิศริระคิดดังนี้เพราะดำเนิรความคิดตามวิธีของบิดาผู้เป็นอำมาตย์มีปัญญาซึ่งมิได้ให้ปัญญาแก่ผู้ใดที่มิได้ขอนั้นเป็นอันขาด ถึงแม้ผู้ที่ขอปัญญาบางทีก็ได้เห็นสิ่งตรงกันข้ามอันผู้ฉลาดไม่เรียกว่า ปัญญา เป็นอันขาด

ฝ่ายพุทธิศริระ เมื่อขี่ม้านิ่ง ๆ เวลานั้นก็ตรึกตรองข้อความลึกลับอันหนึ่งซึ่งขึ้นต้นไว้แต่เวลาเช้า เพราะชายหนุ่มคนนี้มีวิธีฝึกฝนปัญญาให้คมกล้า คือ เมื่อตื่นขึ้นเช้า ก็คิดตั้งปัญหาถามตัวเองข้อหนึ่งซึ่งมีใจความลึกลับ และตรึกตรองตอบปัญหานั้นทุกขณะที่มีเวลาว่าง ข้อความที่ลึกลับและละเอียด ถ้าเกี่ยวกับปัญหานั้น ก็นำเอามาตรึกตรองจนสิ้นเชิง และเมื่อได้ทำเช่นนี้มาสองสามปี ก็ควรเป็นที่เชื่อได้ว่า ชายหนุ่มคนนี้มีปัญญารุ่งโรจน์มาก

ครั้นกลับถึงวังในตอนค่ำ พระราชบุตรก็บรรธมกระสับกระส่ายอยู่ตลอดคืน และเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดวันรุ่ง ครั้นวันที่สอง ถึงแก่ประชวร มีอาการเป็นไข้ การเขียน การอ่าน การกิน การนอน ก็งดหมด ราชการซึ่งพระราชบิดามอบฉะเพาะพระองค์ก็งด การอื่น ๆ ก็งด เพราะรับสั่งว่า จะสิ้นพระชนม์อยู่แล้ว ครั้นพระชนม์ยังไม่สิ้น ก็ทรงเขียนรูปนางงามผู้เก็บดอกบัวมาทำแปลก ๆ จนฝังอยู่ในพระหฤทัย กล่าวกันว่า เขียนเหมือนอย่างที่สุด ครั้นเขียนแล้วก็บรรธมพิศดูรูปด้วยพระเนตรอันฉ่ำด้วยน้ำ อีกครู่หนึ่ง ลุกทลึ่งขึ้นฉีกรูปนั้นเสีย แล้วชกพระเศียรประหนึ่งว่าพระเศียรได้กระทำความผิดเป็นข้อใหญ่ แล้วก็เขียนรูปนางอีกรูปหนึ่งงามยิ่งกว่ารูปก่อน

อีกวันสองวัน พระราชบุตรตรัสให้เรียกพุทธิศริระเข้าไปเฝ้า พุทธิศริระทราบอยู่หลายวันแล้วว่า คงจะเรียก ครั้นเข้าไปเฝ้าถึงที่บรรธม เห็นพระราชบุตรพระพักตร์เผือด และทรงบ่นว่า ปวดพระเศียร พุทธิศริระทราบอยู่แล้วว่า จะรับสั่งเรื่องอะไร แต่ยังไม่กล้ารับสั่ง เพราะราชบุตรและสหายคนนี้ได้สนทนาเรื่องผู้หญิงหลายครั้งแล้ว พระราชบุตรตรัสครั้งไร พุทธิศริระก็ยิ้มเย้ยและกล่าวลบหลู่หญิงอย่างเรี่ยวแรง และยังกล่าวติเตียนชายที่หลงรักหญิงอย่างเรี่ยวแรงยิ่งไปกว่าติเตียนหญิงเสียอีก เหตุดังนี้ พระราชบุตรจึ่งอ้ำอึ้ง ยังไม่กล่าวเรื่องที่อยู่ในพระหฤทัย พุทธิศริระรู้ทีและอยากให้ตรัสออกมา จึงทูลว่า "โรคชะนิดนี้ต้องเสวยยาขมและอดของแสลงให้จริง มิฉะนั้น โรคไม่บันเทาได้"

พระราชบุตรได้ฟังพุทธิศริระสำแดงความร้อนใจดังนั้น ก็สิ้นความอ้ำอึ้ง พระหัตถ์จับมือพุทธิศริระ น้ำพระเนตรตก ตรัสว่า "ชายใดเข้าเดินในทางแห่งความรัก ชายนั้นจะรอดชีวิตไปมิได้ หรือถ้ายังไม่สิ้นชีวิต ชีวิตก็มิใช่อื่น คือความทุกข์ที่ยืดยาวออกไปนั้นเอง"

พุทธิศริระทูลว่า "พระองค์รับสั่งถูกเป็นแน่แล้ว กวีโบราณย่อมกล่าวว่า วิถีแห่งความรักนั้นไม่มีต้นและไม่มีปลาย บุรุษพึงตรึกตรองให้ถ่องแท้แล้วจึ่งวางเท้าลงในวิถีนั้น ผู้มีปัญญารู้สิ่งทั้งสาม คือ ความใคร่หญิง หนึ่ง กระดานสกา หนึ่ง การดื่มน้ำเมา หนึ่ง อาจให้ผลแก่คนในทางที่ไม่อาจทำนายได้ เหตุดังนั้น วิธีที่จะปฏิบัติการทั้งสามสิ่งนี้ดีที่สุด ก็คือ ไม่ปฏิบัติเสียเลย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เว้นให้ขาด แต่วิธีของโลกนี้ ถ้าไม่มีงัวตัวเมีย ก็ต้องรีดนมงัวตัวผู้แทน"

คำสอนของผู้มีปัญญากล่าวเช่นนี้จะแปลว่ากระไรก็ตาม พระราชบุตรย่อมจะทรงเห็นว่า เป็นคำสอนที่กล่าวช้าไป ไม่ทันการเสียแล้ว เธอนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งจึ่งตรัสว่า "ข้าได้ย่างเท้าเดินทางนั้นเสียแล้ว ที่สุดแห่งทางจะเป็นความทุกข์หรือความสุขก็ตามบุญตามกรรม" ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงถอนใจใหญ่

ฝ่ายพุทธิศริระเห็นพระราชบุตรมีอาการดังนั้น ก็ให้คิดสงสาร จึ่งทูลถามว่า "นางนั้นคือนางซึ่งพบที่สระในป่านั้นหรือ"

พระราชบุตรพยักพระพักตร์

พุทธิศริระทูลถามว่า "เมื่อนางจะไปนั้น นางได้กล่าวอะไรแก่พระองค์หรือเปล่า หรือพระองค์ได้กล่าวอะไรแก่นางบ้าง"

พระราชบุตรตรัสว่า "ไม่ได้กล่าวอะไรแก่กันเลย"

พุทธิศริระกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ยากที่สุดที่จะได้นางมา"

พระราชบุตรตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ใกล้เวลาตาย และชีวิตเป็นความทุกข์ตั้งแต่บัดนี้ไปจวบเวลาขาดลมหายใจ"

พุทธิศริระคิดขัดใจที่พระราชบุตรพูดนอกเรื่อง เพราะการกล่าวถึงความตายไม่ใช่ทางที่จะได้นางมาเป็นอันขาด พุทธิศริระนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึ่งทูลถามว่า "นางไม่ได้ให้สัญญาอะไรบ้างหรือ พระองค์จงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังให้ละเอียด คนไข้ที่บอกอาการโรคครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่มีประโยชน์เลย"

ครั้นพุทธิศริระทูลดังนั้น พระราชบุตรก็ตรัสเล่าตั้งแต่ต้นจนปลาย กล่าวโทษพระองค์เองที่ตกตะลึงและสะทกสะท้านมิได้กล่าวอันใดแก่นาง ในที่สุด เล่าถึงกิริยาที่นางเก็บดอกบัวมาทำท่าต่าง ๆ

พุทธิศริระได้ยินดังนั้น ก็นิ่งตรองอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วทูลพระราชบุตรสำแดงคุณชั่วแห่งแห่งความสะทกสะเทิ้นในขณะที่อยู่ใกล้หญิง ถ้าพระราชบุตรจะเป็นผู้มีความสุข ต้องสำแดงพระองค์เป็นคนกล้าในคราวหน้าที่พบนาง จึงจะสำเร็จประสงค์ พระราชบุตรตรัสสัญญาว่า ถ้าได้พบนาง ก็จะเป็นคนกล้าตามคำสอนนั้น แต่เมื่อไม่พบ จะกล้าอย่างไรได้

พุทธิศริระกล่าวว่า "พระองค์จงสงบลงบ้างเถิด ข้าพเจ้ารู้ชื่อนางและที่อยู่ของนางแล้ว เมื่อนางเก็บดอกบัวขึ้นชูไหว้ไปในฟ้านั้น คือ นางสำแดงความยินดีต่อเทวดาที่ได้อำนวยให้นางได้พบพักตร์อันประเสริฐของพระองค์"

พระราชบุตรได้ทรงฟังก็ยิ้มออกมาได้ และยิ้มครั้งแรกในเวลาหลายวัน

พุทธิศริระทูลต่อไปว่า "เมื่อนางยกดอกบัวขึ้นทัดหูนั้น เป็นที่หมายให้ทราบว่านางเป็นชาวเมืองกรรณาฏกะ และเมื่อนางกัดดอกบัวด้วยทนต์นั้น นางทำสัญญาณให้ทรงทราบว่า นางเป็นราชธิดาท้าวทันตวัต พระองค์ย่อมทราบว่า ท้าวทันตวัตนี้เป็นอริใหญ่ของพระราชบิดาแห่งพระองค์ ไม่มีท่าทางจะปรองดองกันได้เป็นอันขาด"

พระราชบุตรได้ยินดังนั้นก็ครางด้วยความเศร้าพระหฤทัย

พุทธิศริระกล่าวต่อไปว่า "เมื่อนางเหยียบดอกบัวนั้น นางให้สัญญาว่า นางชื่อ ปัทมาวดี และเมื่อนางเอาดอกบัวปักที่อุระนั้น เป็นที่หมายว่า พระองค์สิงอยู่ในหฤทัยแห่งนาง"

พระวัชรมุกุฏ ผู้พระราชบุตร ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ผุดลุกขึ้นด้วยความยินดี อาการไข้ก็เปลื้องปลดไปทันที ทรงกำลังกระปรี้กระเปร่าเหมือนแต่ก่อน ตรัสชมความรอบรู้ของพุทธิศริระ พลางรับสั่งอ้อนวอนให้ช่วยทูลขออนุญาตพระราชบิดาไปยังนครอันเป็นที่อยู่แห่งนางนั้น ฝ่ายพุทธิศริระ โดยความภักดีต่อราชบุตร ก็เข้าไปทูลพระราชาธิบดีว่า พระราชบุตรไม่ใคร่สะบาย ควรเสด็จเที่ยวในประเทศต่าง ๆ เพราะพระกายต้องการเปลี่ยนน้ำ พระหฤทัยต้องการเปลี่ยนที่อยู่ ครั้นพระราชบิดาประทานอนุญาตแล้ว พระวัชรมุกุฏกับพุทธศิรระก็แต่งตัวเป็นคนเดินทางขึ้นม้าไปหลายวัน ถึงนครกรรณาฏกะ ก็หยุดพักอยู่ริมทาง แล้วพุทธิศริระก็นำพระราชบุตรออกเที่ยวถามหาหญิงผู้มีปัญญา โดยอธิบายว่า ต้องการจะให้ดูเคราะห์ร้ายเคราะห์ดีในอนาคต และชี้แจงต่อพระราชบุตรอีกชั้นหนึ่งว่า หญิงซึ่งเอาใจใส่ต่อกิจการในอนาคตนั้นย่อมจะเอื้อเฟื้อต่อกิจการปัจจุบันด้วย เหตุดังนั้น ควรสืบหาหญิงหมอดูเป็นผู้ช่วยให้สำเร็จกิจอันประสงค์

พุทธิศริระเที่ยวถามอยู่ครู่หนึ่ง มีผู้ชี้หญิงแก่ผู้หนึ่งซึ่งนั่งปั่นฝ้ายอยู่หน้ากระท่อม พุทธิศริระจึ่งเข้าไปหาหญิงแก่นั้น กระทำการเคารพเป็นอันดี แล้วพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้ามาจากเมืองไกลสองคนด้วยกัน สินค้าของเราตามมาข้างหลัง เราล่วงหน้ามาก่อนเพื่อจะหาที่พัก ถ้ามารดายอมให้เราพักในเรือนนี้ เราคงจะอยู่เป็นสุขและให้เงินแก่มารดาโดยอัตราอันสูง"

ฝ่ายหญิงแก่นั้น นอกจากเป็นหมอดู ยังเป็นผู้รู้ลักษณะคนอีกด้วย ครั้นเห็นเค้าหน้าชายหนุ่มทั้งสอง ก็ชอบ เพราะคิ้วกว้าง และปากมีลักษณะว่า ไม่ตระหนี่ จึ่งตอบพุทธิศริระว่า "กระท่อมนี้เหมือนหนึ่งเรือนของท่าน เชิญมาพักอยู่ให้สะบายเถิด" พูดเท่านั้นแล้วก็พาชายหนุ่มทั้งสองเข้าไปในเรือน กล่าวติเตียนความรุงรังของตนเอง แล้วเชิญให้ชายทั้งสองพักผ่อนกายอยู่ในเรือนนั้น

สักครู่หนึ่ง หญิงแก่กลับมายังห้องซึ่งชายหนุ่มทั้งสองพัก พุทธิศริระจึงถามว่า "มารดาอยู่ที่นี้มีความสุขอยู่หรือ ญาติวงศ์สหายอยู่พร้อมกันหรืออย่างไร และมารดาหากินทางไหน"

หญิงแก่ตอบว่า "ลูกชายของข้าเป็นคนใช้สนิทของท้าวทันตวัต ผู้เป็นพระราชาของเรา ข้าเป็นนางนมของนางปัทมาวดี พระราชธิดาองค์ใหญ่ ครั้นข้าแก่ชรา ก็มาอยู่ในเรือนนี้ ไม่ต้องกังวลการหากิน เพราะพระราชาประทานทุกอย่าง ข้าไปในวังเฝ้าพระราชบุตรีวันละครั้ง นางเป็นหญิงงามอย่างประหลาด เป็นคนดีมีปัญญาหาเสมอมิได้"

พระวัชรมุกุฏพักอยู่ที่เรือนหญิงแก่อันเป็นนางนมของพระราชธิดาหลายวัน และกระทำให้นางนมเอื้อเฟื้อรักใคร่ด้วยความไม่ตระหนี่ ด้วยวาจาอ่อนหวาน และด้วยรูปสมบัติของพระองค์ ครั้นคุ้นเคยและรู้ใจกันมากขึ้น พระวัชรมุกุฏก็ตรัสถึงพระราชธิดา และกล่าวแก่นางนมว่า เมื่อไปเฝ้านางปัทมาวดีคราวหน้า ขอให้ช่วยถือหนังสือไปถวายฉะบับหนึ่ง จะได้หรือไม่

นางนมมีความยินดี เพราะเป็นธุระของนางนมที่จะต้องยินดีตามแบบนิทานชะนิดนี้ จึ่งกล่าวแก่พระวัชรมุกุฏว่า "ลูกเอย ไม่จำเป็นจะต้องคอยถึงพรุ่งนี้ เจ้าจงเขียนหนังสือเถิด มารดาจะถือไปเดี๋ยวนี้"

พระวัชรมุกุฏพระองค์สั่นด้วยความยินดี รีบเสด็จไปหาพุทธิศริระซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่นอกเรือน แล้วรับสั่งบอกว่า นางนมรับแล้วที่จะถือหนังสือไปถวายพระราชธิดา ปัญหายังมีแต่เพียงว่า จะเขียนหนังสืออย่างไรจึ่งจะดี จะผูกประโยคและใช้ศัพท์ชั้นไหนจึ่งจะถูกพระหฤทัยนาง จะใช้ศัพท์เรียกนางว่า "แก้วตา แห่งตู" จะเบาไป และศัพท์ "โลหิตในตับแห่งข้า" จะหนักไปดอกกระมัง อนึ่ง การแต่งหนังสือสำคัญเช่นนั้นจะทำให้แล้วเร็วทันในวันนั้นก็ยาก เป็นเรื่องที่หนักพระหฤทัยอยู่ ฝ่ายพุทธิศริระ เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ทูลว่า อย่าให้ทรงเดือดร้อนเลย จะทำถวายให้เสร็จ แล้วพุทธิศริระก็ไปหยิบเครื่องเขียนมานั่งเขียนอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นสำเร็จแล้ว ก็พับหนังสือนั้นปิดผนึก เขียนรูปดอกบัวลงบนหลังผนึกดอกหนึ่ง แล้วส่งถวายพระราชบุตร พระราชบุตรก็นำหนังสือนั้นไปส่งให้หญิงแก่นางนมถือไปถวายพระราชธิดา นางนมได้รับหนังสือแล้วก็รีบเข้าวังไปที่ตำหนักพระราชบุตรีตามเคย

ฝ่ายนางปัทมาวดี ครั้นเห็นนางนมเข้าไปเฝ้า ก็ตรัสเรียกให้นั่งและทรงสนทนาด้วย นางนมพูดถึงเรื่องอื่น ๆ อยู่สักครู่หนึ่งจึ่งทูลว่า "เมื่อนางยังอยู่ในความเป็นเด็กอ่อน ข้าได้เลี้ยงดูนางมาด้วยความภักดี บัดนี้ พระภัควานให้รางวัลแก่ข้าด้วยประทานความงาม ความไม่มีโรค แลความดีแก่นางในเวลาที่ทรง จำเริญเพียงนี้ หัวใจของข้าจะใคร่เห็นความสุขของนางยิ่ง ๆ ขึ้นไปตราบชีวิตข้าหาไม่ นางจงทรงอ่านหนังสือนี้ซึ่งมาจากชายหนุ่มงามที่สุดและดีที่สุดซึ่งข้าได้เคยเห็นเปนขวัญตา"

พระราชธิดาทรงรับหนังสือไป ทอดพระเนตรดอกบัวบนหลังผนึกแล้ว ทรงเปิดออกอ่าน พบอินทร์วิเชียรฉันท์ ดังนี้

 ๑๑
  ได้เห็นพระเพ็ญโฉม ดุจโสมสว่างหน
ราคเร้ากำเดาดล จิตเดือดบ่เหือดลง
  ศรทรงอนงค์[1] แผลง พิษแสร้งจะเสียบองค์
ปักในหทัยตรง อุระแค้นเพราะแสนคม
  วันพบประสพพักตร์ ศุภลักษณ์มโนรมย์
อิ่มใจจะใคร่ชม บ่มิพริบกระหยิบตา
  เพ็ญโสมบ่เพ็ญศรี ดุจนี้ณะเวหา
แสงส่องบ่ผ่องปรา กฏอย่างพระนางนวล
  งอนงามอร่ามโรจน์ ฉวิโชติประชันชวน
แข่งขันพระจันทร์บวรณ์ ศศิแน่จะแพ้นาง
  ยามยลพิมลโฉม อุระโหมพระเพลิงนาง
ร้อนรักตระหนักกลาง จิตข้าศิขาดูร
  นางกลับและลับเนตร ก็เทวศทวีคูณ
เร่าร้อนบ่ผ่อนภูล พิษรักประจักษ์แด
  คิดไปก็ใจหาย เพราะกระต่ายจะหมายแข
เวียนหวังระวังแล ศศิไซร้บ่ใยดี
  อ้างนางสอางรัตน์ วรขัติยะนารี
โปรดด้วยอำนวยชร วะบ่ตัดสลัดตู ฯ

พระราชธิดาทรงอ่านหนังสือตลอดแล้ว ก็สำแดงอาการพิโรธ ตรัสแก่นางนมด้วยสำเนียงอันขุ่นแค้นว่า "นี่แกเป็นอะไรไป จึ่งบังอาจนำหนังสือนี้มาให้ คนโง่ที่เขียนหนังสือนี้แต่งฉันท์ไม่เป็นก็แค่นจะแต่งกับเขาด้วย คนแต่งฉันท์เลว ๆ เช่นนี้ยังอาจจะมาแต่งถวายพระราชธิดา อยากรู้ว่า เรียนหนังสือมาแต่สำนักไหน จึ่งเลวถึงเท่านี้" นางตรัสพลางทรงฉีกหนังสือหน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/58หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/59หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/60หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/61หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/62หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/63หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/64หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/65หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/66หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/67หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/68หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/69หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/70หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/71หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/72หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/73หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/74หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/75หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/76หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/77หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/78หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/79หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/80หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/81หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/82หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/83หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/84หน้า:นิทานเวตาล - นมส - ๒๔๘๒ b.pdf/85


  1. อนงค์ แปลว่า ไม่มีตัว เป็นชื่อกามเทพ เมื่อหญิงกับชายรักกัน กล่าวว่า เพราะกามเทพแผลงศรถูกหัวใจ