นิทานโบรานคดี/นิทานที่ 17
นิทานนี้ก็จะเล่าถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งฉันได้รู้เห็นเมื่อครั้งไปตรวดราชการมนทลอุดรและอิสานไน พ.ส. 2449 ต่อนิทานเรื่องลานช้างอีกเรื่องหนึ่ง เริ่มด้วยพรรนนาถึงแม่น้ำโขงซึ่งฉันได้ล่องลงมาทางเรือ 6 วันตั้งแต่เมืองหนองคายจนเมืองมุกดาหาร แต่จะต้องบอกออกตัวไว้ก่อนสักหน่อยว่าฉันได้ไปเห็นมากว่า 30 ปีแล้ว จะพรรนนาคลาดเคลื่อนเพราะหลงลืมไปบ้างก็เปนได้ แม่น้ำโขงที่ฉันได้เห็นครั้งนั้น ไนแผนที่ฝรั่งเสสเขากำหนดว่าเปนตอนที่ไช้เรือไฟขึ้นล่องได้ตลอดปี ยังมีตอนอื่น เช่นไนระหว่างเมืองหลวงพระบางกับเมืองเวียงจันทน์ เขาว่าไช้เรือไฟได้แต่รึดูแล้งแต่บางตอน ยังมีบางตอน เช่นที่แก่งลี่ผีไกล้แผ่นดินต่ำแดนเมืองเขมนเปนต้น ไช้เรือไฟไม่ได้ก็มี แม้ไนตอนที่ว่าไช้เรือไฟได้ตลอดปี แม่น้ำโขงก็แปลกกับแม่น้ำอื่นไนเมืองไทยหลายสถาน ดังจะพรรนนาไห้เห็นว่าแปลกกันหย่างไรบ้าง
ฉันไปเห็นแม่น้ำโขงเปนครั้งแรกที่เมืองหนองคาย พอแลเห็นก็ตระหนักไจว่าไหย่โตกว่าแม่น้ำอื่น ๆ ไนเมืองไทยทั้งสิ้น ยืนบนตลิ่งแลดูไปทางฟากข้างโน้น เห็นวัวควายที่หยู่ตามหาดตัวเล็กจิ๋ว ถึงถามกันว่า “นั่นวัวหรือควาย” คนที่หยู่ทางฝั่งโน้นก็เห็นถนัดต่อเมื่อเดิน ถ้านิ่งหยู่กับที่ก็มิไคร่สังเกตได้ แต่นอกจากเห็นว่าไหย่โตแล้ว ดูแม่น้ำโขงที่เมืองหนองคายยังไม่เห็นหย่างอื่นผิดกับแม่น้ำเจ้าพระยาทางเมืองเหนือเท่าไดนัก ต่อเมื่อลงเรือล่องจากเมืองหนองคายจึงรู้ว่าแม่น้ำโขงผิดกับแม่น้ำอื่นไนเมืองไทยหย่างไรบ้าง เริ่มต้นแต่วันแรกจะลงเรือ ฉันแต่งตัวแล้วต้องนั่งคอยแสงสว่างหยู่จนเกือบ 8 นาลิกาจึงลงเรือได้ เพราะรึดูที่ฉันไปพอถึงเวลาพลบ พระอาทิจตก หมอกก็ลงไนแม่น้ำโขงมืดไปตลอดคืน จนรุ่งเช้าแสงแดดแขงหมอกจึงจาง เพราะฉะนั้นเรือจะขึ้นล่องไนแม่น้ำโขงเวลากลางคืนไม่ได้ เรือไฟของรัถบาลฝรั่งเสสที่ฉันมา พอถึงที่พักแรมเวลาเย็น เขาจอดส่งฉันขึ้นบกทางฝั่งขวา แล้วก็ข้ามไปจอดนอนทางฝั่งซ้าย รุ่งเช้าพอหมอกจาง เขาจึงข้ามมารับลงเรือต่อไป แต่เมื่อวันไปถึงเมืองท่าอุเทน ผเอินถึงต่อเวลาพลบ นายเรือขอจอดที่เมืองฟองวินทางฝั่งซ้ายไกล้ ๆ กับเมืองท่าอุเทน ด้วยว่าหมอกลงแล้ว แลไม่เห็นท้องน้ำถนัด เขาเกรงเรือจะติด ฉันต้องลงเรือพายของเมืองท่าอุเทนข้ามมายังที่พักแรม ต่อรุ่งเช้าหมอกจาง เรือไฟจึงข้ามมารับตามเคย
แม่น้ำโขงผิดกับแม่น้ำอื่น ๆ ไนเมืองไทยอีกหย่างหนึ่งที่มีเกาะมากกว่ามาก พวกชาวเมืองเรียก “เกาะ” ว่า “ดอน” ก็ถูกโดยนัยหนึ่ง เพราะเกาะไนแม่น้ำโขงโดยมากเปนแต่แผ่นดินดอนหยู่ไต้น้ำ ถึงรึดูแล้งน้ำลดจึงโผล่ขึ้นมาเปนเกาะ เกาะที่สูงพ้นน้ำหยู่ตลอดปีเปนที่ตั้งบ้านเรือนอาสัยได้เหมือนเช่นเกาะไหย่หรือเกาะบางปอินไนแขวงกรุงสรีอยุธยามีน้อย แต่ดอนทั้งปวงนั้นเวลาน้ำท่วมพัดพาเอาธาตุต่าง ๆ มาตกเปนปุ๋ยเสมอทุกปี เมื่อโผล่ขึ้นเปนเกาะ เนื้อดินดี ปลูกต้นไม้งอกงาม จึงเปนที่ชาวเมืองชอบไปตั้งทำไร่ไนรึดูแล้งปลูกพรรนไม้ล้มลุกต่าง ๆ เช่นยาสูบและข้าวโพดฟักแฟงแตงถั่ว เปนสินค้าหาเลี้ยงชีพเปนประโยชน์มาก สังเกตดูตามฝั่งทั้งสองฟากแม่น้ำโขงก็เห็นผิดกับแม่น้ำอื่น ๆ ไนเมืองไทย ด้วยตามแม่น้ำอื่นมักมีวัดและบ้านเรือนหยู่ตามริมแม่น้ำระยะไม่ห่างไกลกันนัก ถึงตรงที่ว่างบ้านเรือนก็เปนที่มีเจ้าของทำเรือกสวนไร่นาตามรึดู หาไคร่มีที่รกร้างว่างเปลี่ยวไม่ แต่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตลอดทางที่ฉันไป นอกจากตรงที่ตั้งเมืองหรือหมู่บ้านไหย่ มักเปนป่าเปลี่ยว บางแห่งถึงสัตว์ป่าสูง เช่นนกยูง ลงอาสัยทำรังก็มี เรือล่องไปนาน ๆ จะเห็นมีเรือนหยู่ริมน้ำ ฉันลองขึ้นไปดูบนบกที่ตรงป่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พบต้นไม้ที่แลเห็นเปนป่าหยู่บนตลิ่ง ก็ไม่มีต้นไม้หย่างไหย่ เช่นต้นตะเคียนหรือยางยูง สังเกตดูคันตลิ่งเปนแผ่นดินดอนเข้าไปข้างไนสักสี่ห้าเส้น แล้วก็ลาดลุ่มลงไปเปนลำลาบ มีรอยน้ำขังยืดยาวไปตามแนวตลิ่งทั้งข้างเหนือและข้างไต้ ผู้นำทางเขาบอกว่าฝั่งแม่น้ำโขงมักเปนลำลาบหยู่ข้างไนหย่างนั้นทั้งสองฟาก บางแห่งก็เปนที่ลุ่มเข้าไปไกล ๆ ไนรึดูฝนน้ำไหลหลากมาขังหยู่ไนลำลาบเหล่านั้น น้ำลึกทำนาไม่ได้ ราสดรจึงมิไคร่ตั้งบ้านเรือนหยู่ริมแม่น้ำโขง นอกจากตรงที่มีเกาะทำไร่ขายสินค้าหากินได้ แห่งไดแผ่นดินดอนลงมาจนถึงฝั่งแม่น้ำโขง ก็ตั้งเมืองหรือหมู่บ้านไหย่ไนที่เช่นนั้น เพราะทำไร่นาหากินได้สดวก เมื่อได้ฟังเขาชี้แจงก็เข้าไจว่าเพราะเหตุไดแม่น้ำโขงจึงเปนป่าเปลี่ยวโดยมาก
สังเกตดูเรือที่ไช้กันไนแม่น้ำโขงก็ผิดกับแม่น้ำอื่น ด้วยชาวเมืองไช้กันแต่เรือพายหย่างขุดมาดไม้ต้นเดียว มีทุกขนาดตั้งเเต่เรือยาวสำหรับเจ้าบ้านภารเมืองลงมาจนเรือคอนขนาดเล็กที่ชาวบ้านไช้ล้วนเปนเรือขุดมาดไม้ต้นเดียวทั้งนั้น ไม่เห็นไช้เรือต่อ เช่นเรือสำปั้น หรือเรือมาดขึ้นกะดาน เช่นเรือพายม้า เรือแจวและเรือแล่นไบก็ไม่เห็นมีไนแม่น้ำโขง ถ้าชาวเมืองจะทำเรือต่อหรือเรือมาดขึ้นกะดานไช้ ดูก็จะไม่ยากอันได ที่ไม่ทำเห็นจะเปนเพราะเรือหย่างอื่นไช้ไนแม่น้ำโขงตอนนั้นไม่ได้สดวก จึงไช้แต่เรือขุดมาด การขนสินค้าทางแม่น้ำโขง เห็นเอาเรือขุดมาด 2 ลำผูกขนานกันทำแคร่และประทุนครอบเปนที่บันทุกสินค้าหย่างหนึ่ง อีกหย่างหนึ่งทำแพไม้ไผ่ผูกเปนรูปหัวแหลมท้ายแหลมมีประทุนตลอดแพ เว้นแต่ตอนหัวกับตอนท้าย กับมีทางเดินได้รอบประทุนสำหรับคนถ่อค้ำคัดแพไห้ตรงทาง และมีเสากะโดงผูกกังหันสำหรับสังเกตทางลมด้วยทุกแพ น่าจะไช้ได้แต่ขาล่องทั้งเรือมาดและแพ ขาขึ้นเขาจะขนสินค้าไปทางน้ำหย่างไรฉันไม่ได้เห็น
ฝรั่งเสสเอาเรือไฟขึ้นไปไช้ไนแม่น้ำโขงตอนนั้น นอกจากเรือไฟของรัถบาลที่มาส่งฉัน ฉันได้เห็นเรือไฟบริสัทฝรั่งเสสรับจ้างส่งคนโดยสารและสินค้ามี 2 ลำ เปนเรือดาดฟ้าสองชั้นยาวราวสัก 15 วา ขึ้นล่องไนระหว่างเมืองสุวรรนเขตกับเมืองเวียงจันทน์สัปดาห์ละครั้งหนึ่ง แต่รัถบาลต้องช่วยมาก เปนต้นแต่ตั้งสถานีไห้มีฟืนสำหรับเรือไฟเปนระยะไปตลอดทาง และไห้มีพนักงานตรวดร่องน้ำก่อกรุยหมายทางแล่นเรือตามแก่งและที่น้ำตื้น บางแห่งก็มีคนสำหรับนำร่อง นอกจากนั้นว่ายังต้องไห้เงินหนุนทุนบริสัทที่เดินเรือไฟไนแม่น้ำโขงทั้งตอนนี้และตอนอื่นถึงปีละ 400,000 แฟรงก์ มิฉะนั้นบริสัทก็ขาดทุนไม่สามาถเดินเรือไนแม่น้ำโขงได้
แม่น้ำโขงผิดกับแม่น้ำอื่นไนเมืองไทยอีกหย่างหนึ่งที่ภัยอันตรายไนการขึ้นล่องมีมากกว่าและแปลกกับแม่น้ำอื่น ๆ เปนต้นแต่สัตว์ร้ายที่ไนน้ำ เช่นจรเข้ก็มี และยังมีเงือกเพิ่มขึ้นอีกหย่างหนึ่ง เขาว่าเปนปลาชนิดหนึ่งที่มีแรงไฟฟ้าหยู่ไนตัว ถ้าไครไปพ้องพานไห้ตกไจ มันก็ปล่อยพิสไฟฟ้าไห้ถูกตัวสลบเลยจมน้ำตาย ปลาหย่างนี้ไม่เคยได้ยินว่ามีไนเมืองไทยที่แม่น้ำอื่น นอกจากสัตว์ร้าย ยังมีหินนอนวันหยู่ไนท้องน้ำ คนล่องเรือแลไม่เห็นด้วยน้ำขุ่น แม้เรือไฟฝรั่งเสสลำที่ฉันมาก็มาโดนหินนอนวันไกล้ ๆ กับเมืองหนองคาย แต่โดนเบาเพียงทำไห้เรือเอียงหน่อยหนึ่งแล้วหลุดได้ นอกจากนั้นยังมีหาดซายลอยอีกหย่างหนึ่ง คือซายซึ่งลอยมากับสายน้ำตกพูนกันขึ้นเปนหาดหยู่ไต้น้ำชั่วคราว แล้วสายน้ำพัดเปลี่ยนที่ไปตกพูนที่อื่นอีกไม่รู้ว่าที่ไหนแน่ เรือไฟที่ฉันมาก็เคยติดทั้งสองลำ ติดหยู่หลายชั่วโมงทำหย่างไรก็ไม่หลุด จนเรือเมืองหนองคายพายตามลงมาทันมาช่วยลำเลียงของไห้เรือไฟลอยจึงหลุดมาได้
แก่งไนแม่น้ำโขงก็ผิดกับแก่งไนแม่น้ำอื่นไนเมืองไทย เช่นแม่น้ำไซโยคก็มีแก่งแต่ตรงที่พูเขาหยู่ไกล้ชิดลำน้ำ แม่น้ำพิงค์ก็มีแก่งเชียงไหม่แต่ตรงลำน้ำผ่านพูเขาเขื่อนแผ่นดินสูงเทือกเดียว 49 แก่ง พ้นที่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีแก่ง แต่แม่น้ำโขงตลอดทางที่ฉันไปไม่เห็นมีพูเขาหยู่ริมน้ำหรือลำน้ำผ่านไปไนเทือกพูเขา แต่มีแก่งเปนระยะไปตลอดทาง วันแรกออกจากเมืองหนองคายต้องลงแก่งถึง 7 แห่ง วันหลัง ๆ ก็ต้องลงแก่งทุกวัน ล้วนเปนแก่งไหย่โตตามส่วนแม่น้ำ เรือขึ้นล่องยากกว่าแม่น้ำอื่น จะเปรียบกับแก่งไนแม่น้ำไซโยคหรือแก่งไนแม่น้ำสักไม่ได้ พอเปรียบได้แต่กับแก่งเชียงไหม่ เพราะแก่งไซโยคกับแก่งแม่น้ำสักไคร ๆ ก็เอาเรือขึ้นล่องได้ แต่เเก่งเชียงไหม่กับแก่งแม่น้ำโขง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญสำหรับเอาเรือแพผ่านแก่งจึงไปได้
จะเลยเล่าถึงแก่งเชียงไหม่ไห้พิสดารสักหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้คนไปมาและการส่งสินค้ากับเมืองเชียงไหม่ไช้รถไฟกันเสียเปนพื้น ที่ไช้ทางเรือมิไคร่มี เรือที่เคยไช้ทางแม่น้ำพิงค์ เช่นเรือแม่ปะ ก็สูญเกือบหมดแล้ว การขึ้นล่องทางแก่งเชียงไหม่ดูไกล้จะเปนโบรานคดีเข้าทุกที ฉันเคยล่องเรือทางแก่งเชียงไหม่ 2 ครั้ง จึงจะเล่าเรื่องแก่งเชียงไหม่ฝากไว้ไนนิทานนี้ด้วย ได้กล่าวมาแล้วว่าการผ่านแก่งเชียงไหม่ต้องอาสัยผู้เชี่ยวชาญจึงจะเอาเรือขึ้นล่องได้ แต่ก่อนมาทางแขวงเมืองเชียงไหม่มีผู้เชี่ยวชาญหยู่ที่บ้านมืดกาข้างเหนือแก่งแห่งหนึ่ง ทางแขวงเมืองตากก็มีผู้เชี่ยวชาญหยู่ที่บ้านนาข้างไต้แก่งแห่งหนึ่ง ชาวบ้านทั้งสองตำบนนั้นโดยมากหากินด้วยรับจ้างเอาเรือผ่านแก่งเชียงไหม่ เรือไครถ่อขึ้นไปถึงบ้านนา ก็จ้างพวกเชี่ยวชาญชุดหนึ่ง 5 คนหรือ 3 คนตามขนาดเรือย่อมและเรือไหย่ไห้พาเรือขึ้นแก่ง เมื่อขึ้นไปพ้นแก่งหมดแล้ว พวกผู้เชี่ยวชาญก็ขึ้นบกเดินข้ามพูเขากลับมาบ้าน ขาล่องเมื่อเรือลงมาถึงบ้านมืดกา ก็จ้างพวกชาวบ้านเอาเรือลงมาส่งถึงไต้แก่งเช่นเดียวกัน วิธีเอาเรือผ่านแก่งเชียงไหม่นั้น ขาขึ้นมักต้องขึ้นคราวเดียวกันหลายลำจึงสดวก พอเรือถึงท้ายแก่งก็เอาเชือกพรวนผูกหัวเรือโยงขึ้นไปบนบก ระดมคนขึ้นช่วยกันลาก พวกผู้ชำนาญประจำหยู่ไนเรือเอาถ่อกรานช่วยแรงคนลาก และคอยค้ำหัวและคัดท้ายไห้เรือตรงช่องจนพ้นแก่งแล้ว ก็ถ่อต่อไปจนถึงแก่งหน้า ขึ้น 7 วันหรือ 10 วันจึงหมดแก่ง ขาล่องแก่งเชียงไหม่หน้าแล้งล่อง 4 วัน เขาว่าหน้าน้ำ ๆ ท่วมแก่ง เปนแต่ต้องหลีกน้ำวน ล่องวันเดียวก็ตลอดหมด วิธีล่องแก่งมี 2 หย่าง เรียกว่า “ผาย” หย่างหนึ่ง เรียกว่า “ล่องคลองฮีบ” หย่างหนึ่ง วิธีผายนั้น พอเรือไกล้จะถึงหัวแก่ง ก็ตีกะเชียงเร่งเรือไห้เข้าสายน้ำที่ไหลลงช่องแก่ง ปล่อยไห้เรือลอยลงมากับเกลียวน้ำที่ตกแก่ง คนข้างหัวคอยเอาถ่อค้ำ คนข้างท้ายคัดตะกูดไห้เรือหลีกเลี่ยงก้อนหิน เรือพุ่งลงมาสักนาทีเดียวก็พ้นเทือกหินถึงวังน้ำนิ่งข้างไต้แก่ง แล้วตีกะเชียงต่อไป ที่เรียกคลองฮีบนั้น พวกชาวเรือเขาเอาก้อนหินเล็ก ๆ วางเรียงกันทดน้ำไห้ไหลเปนรายลงมาข้างช่องแก่ง ลึกพอครือ ๆ ท้องเรือ ต่อเวลาน้ำน้อย ช่องแก่งแคบนัก หรือถ้าเรือขนาดไหย่ผายลงทางช่องแก่งไม่ได้ จึงเอาลงทางคลองฮีบ เรือที่ไช้ไนแม่น้ำพิงค์ก็มีแต่ 2 หย่าง ขนาดย่อมเรียกว่า “เรือกราบแป้น” ตี 2 กะเชียงหย่างหนึ่ง ขนาดไหย่เรียกว่า “เรือแม่ปะ” ตี 4 กะเชียงหย่างหนึ่ง เรือกราบแป้นมักผายได้แทบทุกแก่ง แต่เรือแม่ปะลงบางแก่งต้องลงทางคลองฮีบ วิธีลงคลองฮีบนั้น พอเรือถึงเหนือแก่งเอาเชือกผูกท้ายโยงไปรั้งไว้บนตลิ่ง แล้วไห้คนลงยืนรายไนน้ำประคองสองข้าง ค่อย ๆ หย่อนเชือกไห้เรือลง ราวสัก 20 นาทีจึงพ้นแก่ง
เมื่อฉันไปเชียงไหม่ครั้งแรก เดินบกไปจากอุตรดิถ ขากลับลงมาทางเรือจากเมืองเชียงไหม่ เขาจัดเรือแม่ปะลำซงของพระเจ้าเชียงไหม่ไห้ฉันมา และไห้ผู้เชี่ยวชาญสำหรับเรือลำนั้นแต่ครั้งพระเจ้าเชียงไหม่พามา แต่ฉันมาเกิดไม่พอไจ ด้วยพวกเชี่ยวชาญแกระวังภัยเกินขนาด ปล่อยไห้เรือลำฉันมาผายผ่านแต่ที่แก่งที่ลงง่ายหย่างประดาเสีย ถ้าเปนแก่งลงยากสักนิด ก็เอาเรือหย่อนลงทางคลองฮีบ ช้าเสียเวลา ฉันเห็นเรือแม่ปะลำอื่น ๆ เขาผายตามกันลงไปได้คล่อง ๆ ก็ออกรำคาน ถามนายฮ้อยผู้คุมเรือว่าเราผายหย่างเขาบ้างไม่ได้หรือ แกว่าผายก็ได้ แต่เปนเรือ “สเด็ดเจ้า” มา ถ้าโดนอะไรก็จะมีความผิด จึงเอาลงทางคลองฮีบ ฉันถามว่าเมื่อครั้งพระเจ้าเชียงไหม่เคยโดนบ้างหรือ แกว่าเรือลำซงนั้นเคยโดนล่มไนแก่งครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ฉันได้ฟังก็เข้าไจว่าคงเปนเพราะมูลนายเขากำชับกำชามาไห้ระวังหย่าไห้มีเหตุ แกก็เลยไม่กล้าผาย ฉันจึงบอกแกว่าผายเหมือนหย่างเรืออื่นเถิด ฉันหยากจะดู โดยเรือจะโดนแก่งล่มฉันก็จะไม่เอาโทส สังเกตดูพวกที่เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็เห็นจะหยากผายอวดฝีมือหยู่แล้ว พอได้อภัยก็พากันยินดีไม่ต้องเตือนต่อไป ฉันนั่งดูมาไนเรือก็เห็นตระหนักว่าผายเรือล่องแก่งเปนการยาก และมีเสี่ยงภัยจิง ๆ เพราะไนแก่งมีหินเปนแง่ระกะไปทั้งนั้น ช่องเรือลงไม่ตรงเหมือนกับลำคลอง เรือลอยลงมากับเกลียวน้ำเร็วเท่า ๆ รถไฟแล่น จะยับยั้งไม่ได้ ถ้าค้ำพลาด หัวเรือแปรออกนอกร่อง ก็ต้องโดนหินล่มทุกลำ ได้เห็นความชำนิชำนาญของพวกผู้เชี่ยวชาญหย่างน่าพิสวง เมื่อไกล้จะถึงแก่ง นายฮ้อยถือท้ายเรือร้องสั่งว่า “เอา” เปนสัญญาเร่งกะเชียงคำเดียว แล้วก็ไม่ออกปากพูดจาอะไรกันอีก คนหยู่ตอนหัวเรือถือถ่อขึ้นไปยืนบนโขนเรือคนหนึ่ง อีก 3 คนยืนถือถ่อประจำสองแคมคอยค้ำไห้เรือเลี้ยวหลีกเลี่ยงก้อนหิน นายฮ้อยก็คัดท้ายช่วยคนถ่อ ดูเหมือนกับนัดแนะเข้าไจกันว่าคนไหนควนจะค้ำหินก้อนไหน และนายฮ้อยควนจะเบี่ยงบ่ายท้ายเรือเพียงไหนไห้เบาแรงคนค้ำทางหัวเรือ ไม่มีที่จะก้าวก่ายหรือต้องตักเตือนกันหย่างไร ถ้าเปนแก่งลงยาก พอเรือล่องตลอดแก่งถึงวังน้ำนิ่ง พวกทางหัวเรือก็วางถ่อฟ้อนรำกันสนุกสนาน พวกเรานั่งมาไนเรือ ดูเมื่อเวลาเรือพุ่งลงแก่งก็ออกหวาดหวั่น ด้วยเห็นเรือลอยหลีกก้อนหินหวิด ๆ ลงไปตลอดแก่ง เห็นเขาฟ้อนรำเมื่อพ้นภัยก็พลอยสนุกกับเขาด้วย ไครได้ไปเที่ยวทางแก่งเชียงไหม่ ดูเหมือนจะติดไจทุกคน เพราะทางหว่างแก่งนั้น ดูเขาไม้ก็งามน่าชม เวลาล่องแก่งก็สนุก และมีที่ขึ้นเที่ยวได้ตลอดทาง เมื่อฉันออกจากกะซวงมหาดไทยแล้ว พาลูกขึ้นไปเที่ยวเมืองเชียงไหม่ไนรัชกาลที่ 6 อีกครั้งหนึ่ง ขึ้นไปรถไฟ ขากลับก็กลับทางเรือซ้ำอีก เพราะติดไจแก่งเชียงไหม่ยังไม่หาย จึงได้เคยล่องทางนั้นถึง 2 ครั้ง
จะว่าถึงแก่งแม่น้ำโขงต่อไป เพราะแม่น้ำโขงไหย่โต แก่งก็ไหย่โต ช่องแก่งก็กว้าง ผายได้ทั้งเรือแพ แม้จนเรือไฟดาดฟ้าสองชั้น ก็ผ่านแก่งขึ้นล่องได้ตลอดปี ไม่ต้องไช้คลองฮีบ ขาขึ้นแก่งแม่น้ำโขงเขาจะขึ้นกันหย่างไร ฉันไม่เคยเห็น แต่เมื่อคิดเทียบกับแก่งเชียงไหม่ เห็นว่าเรือไฟคงแล่นขึ้นได้ ถ้าเปนเรือพาย ก็คงต้องไช้เชือกโยงลากเรือขึ้นหย่างเดียวกันกับแก่งเชียงไหม่ แต่แพขึ้นไม่ได้หยู่เอง แก่งแม่น้ำโขงมีภัยผิดกับแก่งเชียงไหม่เปนข้อสำคันหยู่ที่น้ำวนร้าย พวกชาวเมืองเรียกว่า “เวิน” กลัวกันเสียยิ่งกว่าหินที่ไนแก่ง เพราะธัมดาแก่งย่อมมีวังน้ำลึกหยู่ข้างไต้แก่ง วังทางแก่งเชียงไหม่ไนรึดูแล้งเปนที่น้ำนิ่งดังกล่าวมาแล้ว ต่อรึดูน้ำจึงเปนน้ำวนก็ไม่ไหย่โตเพียงไดนัก แต่แก่งแม่น้ำโขง เพราะสายน้ำแรงทำไห้น้ำที่ไนวังไหลวนเปนวงไหย่เวียนลึกลงไปหย่างก้นหอย มีสดือหยู่ที่กลางวงเปนนิจ ผิดกันแต่ไนรึดูแล้งน้ำวนอ่อนกว่ารึดูน้ำ เรือแพผายลงแก่ง จำต้องผ่านไปไนวงน้ำวน ถ้าหลีกสดือวนไม่พ้น น้ำก็อาจจะดูดเอาเรือจมหายลงไปไนวนได้ทั้งลำ ดังเช่นเคยเกิดเหตุแก่เรือไฟลาแครนเดียลำที่ฉันลงมานั้นเองเมื่อปีหลัง เขาว่ารับนายพลฝรั่งเสสขึ้นไปตรวดทหานที่เมืองหลวงพระบาง ขาล่องกลับลงมาถึงแก่งจัน อันเปนแก่งร้ายหยู่ไนแดนเมืองหลวงพระบาง ถือท้ายเรือหลีกไม่พ้นสดือน้ำวนได้ น้ำดูดเอาเรือลาแครนเดียจมหมดทั้งลำ นายพลฝรั่งก็เลยจมน้ำตายด้วย ตามแก่งสำคัน ๆ ไนตอนที่ฉันผ่านมา มีเครื่องหมายทำไว้แต่โบรานทั้งข้างเหนือและข้างไต้แก่ง เมื่อเรือแพชาวเมืองจะผ่านแก่ง ต้องแวะดูคราบระดับน้ำที่เครื่องหมาย ถ้าเห็นระดับน้ำถึงขนาดมีภัย ก็ต้องจอดคอยหยู่นอกแก่ง จนเห็นระดับน้ำได้ขนาดปลอดภัย จึงขึ้นล่อง นอกจากแก่งหินไนแม่น้ำโขงยังมี “เรี่ยว” อีกหย่างหนึ่ง เรี่ยวนั้นเปนแต่ชายหาดซาย 2 ฟากยื่นออกมาไกล้กัน ทำไห้ร่องน้ำแคบคดเคี้ยว น้ำไหลเชี่ยวเหมือนเช่นแก่งไปยืดยาว ถ้าเรือล่องหลีกไม่พ้นชายหาดก็ล่ม เรี่ยวบางแห่งร้ายถึงต้องมีคนนำร่องสำหรับพาเรือไฟผ่านเรี่ยว
แต่ทางแม่น้ำโขง ผู้เชี่ยวชาญไนการเอาเรือผ่านแก่งไม่ได้ตั้งบ้านเรือนรวมกันหยู่เปนตำบนเหมือนทางแม่น้ำพิงค์ ด้วยแม่น้ำโขงมีแก่งรายไปตลอดทาง แก่งไม่หยู่แต่เปนเทือกเดียวเหมือนกับแก่งเชียงไหม่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไช้เรือแพไนแม่น้ำโขงต้องเชี่ยวชาญหยู่ไนตัวเอง ถ้าไปยังถิ่นที่ตนไม่ชำนาญ ก็ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญไนถิ่นนั้น ๆ คงจะเปนเพราะไช้เรือขึ้นล่องลำบากดังว่ามา การค้าขายทางลำแม่น้ำโขงจึงมีน้อย มักขนสินค้ากันทางบกโดยมาก ประหลาดหยู่ที่พวกล่องแพทางลำแม่น้ำโขงสามาถล่องแพผ่านแก่งได้ทุกชนิด เขาว่าเปนแพของพวกชาวเมืองหลวงพระบางบันทุกสินค้าลงมาขายไนมนทลอุดรเสมอทุกปี สมกับคำเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิถสักดิ์เล่าว่าท่านเคยมาแพหย่างนั้นตั้งแต่เมืองหลวงพระบางจนถึงเมืองเชียงคาน ฉันถามว่าเมื่อลงแก่งทำหย่างไร ท่านบอกว่าน่ากลัวมาก แต่ท่านไม่สามาถจะทำอะไรได้ ก็ต้องทอดธุระแล้วแต่พวกเชี่ยวชาญเขาจะทำหย่างไรกัน ตัวท่านได้แต่นิ่งนึกเสี่ยงกัมว่าถ้ายังไม่ถึงที่ตายก็คงรอดไปได้ พวกล่องแพทางแม่น้ำโขงเห็นจะเคยหากินไนการล่องแพมาค้าขายไนมนทลอุดรเปนอาชีพสำหรับตระกูลสืบต่อพ่อลูกหลานมาช้านาน เคยล่องแพจนเจนทางและสายน้ำ ทั้งชำนาญการบังคับแพไห้ล่องหลีกเลี่ยงอันตรายได้ดังไจ จึงสามาถล่องแพปลอดภัยลงมาได้ไกลถึงเพียงนั้น ที่ทำแพเปนรูปร่างหย่างเช่นที่พรรนนามาแล้ว ก็คงเปนเพราะได้ทดลองกันมาจนตระหนักแน่ว่าแพรูปร่างหย่างนั้นและขนาดเท่านั้นล่องได้สดวกกว่าหย่างอื่น จึงทำแพแต่หย่างเดียวเหมือนกันหมด ดูน่าพิสวง
ตอนล่องแม่น้ำโขงแต่เมืองหนองคายจนเมืองนครพนม ฉันมาไนเรือไฟลาแครนเดีย นั่งหยู่บนดาดฟ้าชั้นบน มิไคร่จะได้เห็นสายน้ำที่ไนแก่ง จนมาลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมลงมาเมืองมุกดาหาร ฉันลงเรือพายของเจ้าเมืองมา จึงได้เห็นน้ำวนไนแม่น้ำโขงถนัดที่แก่งคันกะเบา เปนแก่งไหย่แห่งหนึ่งไนแขวงเมืองมุกดาหาร แม้ไนรึดูแล้งน้ำก็ยังไหลวนเปนวงไหย่ ที่กลางวงลึกดูน่ากลัว ถ้าเรือพลัดเข้าไปถึงสดือวน ก็คงดูดจมเปนแน่ไม่ต้องสงสัย เรือยาวที่ฉันไปเปนเรือขุดมาด หยู่ข้างจะเปลี้ยน้ำ น่ากลัวหยู่บ้าง แต่อุ่นไจที่ฝีพายล้วนเปนผู้เชี่ยวชาญสัก 15 คนด้วยกัน เมื่อไกล้จะถึงแก่ง ได้ยินนายเรือสั่งไห้ฝีพายเตรียมตัว พอเรือเข้าวงวนก็ตั้งข้อพายเต็มเหนี่ยวพรักพร้อม รู้ท่วงทีกันทั้งคนคัดหัวถือท้ายและฝีพายตลอดลำราวกับได้ซักซ้อมกันไว้ สังเกตดูวิธีที่เขาเอาเรือผ่านน้ำวน ดูเหมือนจะต้องเข้าตามน้ำไห้ค่อนข้างขอบวงวนซึ่งสายน้ำอ่อน แล้วเร่งพายเต็มเหนี่ยวไห้สายน้ำกับแรงพายพาเรือแล่นไห้หัวพุ่งออกจากขอบวงทางข้างโน้น มิทันไห้น้ำพัดหัวเรือแปรไปตามวงของสายน้ำ เรือหยู่ไนวงวนราวสักนาทีเดียวก็พ้นไปได้ พอเรือออกนอกวงวน พวกฝีพายก็พากันรื่นเริงตลอดลำ เช่นเดียวกับพวกผายเรือลงแก่งเชียงไหม่ เราก็ออกสนุกด้วยเหมือนกัน
ลักสนะแม่น้ำโขงตามที่พรรนนามา ถ้าจะชมโฉมตามความเห็นของฉัน เห็นว่าน่ากลัวยิ่งกว่าน่าชม ถ้ามีไครถามว่าน่าไปเที่ยวหรือไม่ ฉันจะตอบว่าถ้าไครยังไม่เคยเห็นก็น่าไปดู ด้วยแปลกกับแม่น้ำอื่น ๆ แต่เห็นจะไม่รู้สึกสนุกสนานเหมือนหย่างไปเที่ยวทางแม่น้ำพิงค์หรือแม่น้ำสักและแม่น้ำไซโยค ฉันไปหนหนึ่งแล้วยังไม่นึกหยากไปล่องแม่น้ำโขงอีกจนเดี๋ยวนี้
เมื่อฉันเดินบนจากเมืองมุกดาหารกลับเข้ามายังเมืองยโสธรไนมนทลอิสาน ต้องข้ามเทือกพูเขาขึ้นแผ่นดินสูงผ่านดงอันหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ดงบังอี่” ดงนี้พระยานครราชเสนี (กาด สิงหเสนี) จางวางเมืองนครราชสีมา เคยบอกฉันว่าเปนดงไหย่กว่าดงอื่น ๆ หมดไน 3 มนทลนั้น และว่าเปนดงที่ช้างเถื่อนชุม พวกโพนช้างชอบเสาะช้างดงบังอี่ ด้วยถือกันว่าเปนช้างดีมีกำลังมาก ฉันได้ฟังเล่ามาหลายปีจึงได้ไปถึงดงบังอี่ พอเห็นก็ตระหนักไจว่าเปนดงทึบมากผิดกับดงไหน ๆ ที่ฉันได้เคยเห็นมาแล้ว
ที่เรียกว่า “ป่า” และ “ดง” เปนท้องที่มีต้นไม้มากอันล้วนขึ้นเองโดยธัมดาเหมือนกัน ที่ป่ากับดงผิดกันนั้น ป่าเปนพื้นดินแห้ งไนรึดูแล้งต้นไม้ได้น้ำไม่พอบริโภค ก็หยุดงอกงามไบเหี่ยวแห้งหล่นไปชั่วคราว เมื่อถึงรึดูได้น้ำพอบริโภค ก็กลับฟื้นตัวงอกงามไปอีก เพราะฉะนั้นไนป่าถึงรึดูแล้งไม่รก บางแห่งไฟไหม้ไบหญ้าเวลาแห้งจนพื้นป่าเตียนก็มี แม้ไนรึดูฝนป่าก็ไม่รกทึบทีเดียว เพราะต้นไม้ไบหญ้าต้องเหี่ยวแห้งเสมอทุกปีไม่ทันขึ้นสูงไหย่ แต่ไนดง แผ่นดินเปนที่มีน้ำชุ่มชื้นหยู่ตลอดปี ต้นไม้ไบหญ้าไม่มีเวลาแห้งเหี่ยว ก็งอกงามหยู่เสมอ เพราะฉะนั้นไนดงจึงมีต้นไม้ไหย่น้อยขึ้นรกชัต ดูสดชื่นเขียวชอุ่มหยู่เปนนิจ ต่างกันแต่เปนดงทึบมากและน้อย เหมือนเช่นดงพระยาไฟไม่สู้จะทึบนัก เวลาไปไนดงยังถูกแดด เปนแต่รู้สึกว่าอากาสเย็นกว่าข้างนอกดง หนทางเดินไนดงพระยาไฟก็กว้าง สองข้างทางมิไคร่จะรกเรี้ยว เพราะมีผู้คนและวัวต่างเดินไปมามากหยู่เปนนิจ ที่ไนดงบางแห่งก็มีกะปางเปนที่ว่าง บางแห่งไต้ต้นไม้แลดูโปร่งไปไกล ๆ เมื่อฉันไปเมืองนครราชสีมาครั้งแรก พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ยังเปนพระยาประสิทธิสัลการ สมุหเทสาภิบาล ลงมารับฉันที่ปลายทางรถไฟ เวลานั้นทำถึงตำบนทับกวาง ขี่ม้าไปไนดงพระยาไฟด้วยกัน แกเคยไปมาไนดงนั้นจนชำนาญทาง ไปถึงที่บางแห่งชวนฉันไห้ลงเดินเล่นที่ไนดงพระยาไฟออกปากว่า “ตรงนี้งามเหมือนกับไนบัวเดอบุลอย” ที่เมืองปารีส แต่ดงบังอี่ไม่เช่นนั้น พอถึงปากดงก็แลเห็นแต่ต้นยางยูงสูงไหย่สพรั่งไปทุกด้าน ริมต้นไม้ไหย่ก็มีต้นไม้เล็กและกอหนามขึ้นรกชัต มีหนทางเปนช่องกว้างสัก 8 สอกที่จะเดินไปไนดง พอเข้าไปก็รู้สึกเยือกเย็น เห็นแสงสว่างไนทางเดินเพียงสักเท่าเดือนหงาย เพราะร่มไม้ไหย่บังแสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้น เดินไปไนดงได้เห็นดวงอาทิจแต่เมื่อเวลาเที่ยงสักครู่หนึ่ง มีที่แจ้งเห็นแสงแดดก็แต่เมื่อถึงห้วยเปนแห่ง ๆ หนทางที่เดินไปไนดงบังอี่ก็เหมือนแต่ร่องน้ำฝนไหลกัดมานมนานจนลึกลงไปเปนลำราง พื้นเปนกรวดปนดินขรุขระ บางแห่งก็มีรากไม้กีดทางระกะไป จะลงเดินเล่นหรือหาที่แวะเที่ยวหย่างดงพระยาไฟก็ไม่มี เพราะรกทึบทั้งสองข้าง มีที่เตียนพอนั่งพักก็แต่ตามลำห้วย มีห้วยไหย่ไนดงแห่งหนึ่งเรียกว่า “ห้วยบังอี่” เห็นจะเปนต้นชื่อของดงนั้น ที่ว่าดงบังอี่มีช้างเถื่อนชุมก็คงเปนความจิง ถึงสัตว์ป่าหย่างอื่นก็คงชุม เพราะดงทึบไม่ถูกคนรบกวน สัตว์จึงชอบอาสัย แต่ฉันไปเปนขบวนคนมาก ก็ไม่มีสัตว์ป่ามาไห้เห็นหยู่เอง ได้ยินแต่เสียงชนีกับเสียงนกยูงร้องที่ไนดงเนือง ๆ แต่ก็ไม่อัสจรรย์ เพราะเสียงสัตว์สองหย่างนั้นเคยได้ยินชินหูแล้ว ไปเกิดพิสวงแต่เมื่อได้ยินเสียงนกระวังไพรซึ่งฉันไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อน ได้ฟังแต่เขาเล่าว่าเสียงมันร้องเหมือนคำคน “โสกกะโดก” สองคำแล้วลงท้ายว่า “เสือขบ” พอฉันได้ยินมันร้องที่ไนดงก็รู้ทันทีว่านกระวังไพร ไม่ต้องถามว่านกอะไร เพราะมันร้องเปน 4 พยางค์ทุกครั้ง เสียงสูงต่ำก็คล้ายกับที่เขาเปรียบ แต่ถ้าฉันไม่ได้เคยฟังคำเปรียบ ก็เห็นจะไม่ตีความโลนหย่างนั้น แต่รูปร่างนกระวังไพรมันเปนหย่างไรฉันไม่ได้เห็น แต่เสียงมันดัง ตัวเห็นจะไม่ย่อมกว่าดุเหว่า ไนดงมีประหลาดอีกหย่างหนึ่งที่มักมีตัวผีเสื้อชุม มีหลายหย่าง รูปร่างสีสันแปลก ๆ กัน บินเปนหมู่ ๆ ได้ดูเล่นเวลาเดินดงทุกแห่ง ดงบังอี่แปลกกับดงอื่นอีกหย่างหนึ่ง ด้วยมีที่ราบเหมือนหย่างเกาะหยู่กลางดง มีคนพวกผู้ไทยไปตั้งบ้านทำไร่นาหากินหยู่สัก 80 หลังคาเรือน เรียกว่า “บ้านนาเกาะ” ห่างจากเมืองมุกดาหารทาง 700 เส้นเสส ได้ระยะพอเหมาะพักแรมที่บ้านนั้น วันที่ 2 เดินไนดงต่อไปอีกสัก 300 เส้น ก็พ้นดงบังอี่ที่บ้านนาคำ เเขวงเมืองยโสธร ทางไนดงบังอี่สั้นกว่าดงพระยาไฟวันหนึ่ง
ฉันเดินบกจากเมืองยโสธรไปพักแรมที่เมืองเสลภูมิเมื่อวันที่ 27 มกราคม เมืองนี้เปนที่มีเทือกหินแลงมาก จึงได้ชื่อว่า “เมืองเสลภูมิ” เคยเปนปัจจัยไนเรื่องผีบุญซึ่งเกิดขึ้นไนมนทลอิสานเปนการไหย่โตเมื่อ พ.ส. 2444 จะเลยเล่าถึงเรื่องผีบุญไว้ไนนิทานนี้ด้วย
เมื่อปีชวด พ.ส. 2443 มีลายแทง (คือไบลานจานหนังสือ) เกิดขึ้นทางเมืองริมแม่น้ำโขง จะเริ่มมีไนแดนฝรั่งเสสหรือแดนไทย และไครจะเปนผู้คิดทำขึ้น สืบก็ไม่ได้ความ หนังสือไนลายแทงนั้นเปนคำพยากรน์ว่าถึงกลางเดือน 6 ปีฉลู (พ.ส. 2444) จะเกิดเพทภัยไหย่หลวง เงินทองทั้งปวงจะกลายเปนกรวดซายไปหมด ก้อนกรวดไนหินแลงจะกลับเปนเงินทอง หมูก็จะกลายเปนยักส์ขน[1] กินคน แล้วท้าวธัมมิกราชผีบุญ (คือผู้มีบุญ) จะมาเปนไหย่ไนโลกนี้ ไครหยากจะพ้นภัย ก็ไห้คัดลอกหรือบอกความตามลายแทงไห้รู้กันต่อ ๆ ไป ไครหยากจะมั่งมี ก็ไห้เก็บกรวดหินแลงรวบรวมไว้ไห้ท้าวธัมมิกราชชุบเปนเงินเปนทอง ถ้ากลัวตาย ก็ไห้ค่าหมูเสียก่อนกลางเดือน 6 หย่าไห้ทันมันกลายเปนยักส์ พวกราสดรชาวลานช้างพากันหวั่นหวาด ก็บอกเล่าเลืองลือกันแพร่หลายไปไนมนทลอิสานตลอดจนถึงมนทลอุดรและมนทลนครราชสีมา แต่พนักงานปกครองเห็นว่าเปนคำของคนโง่ เล่าลือกันไปพักหนึ่งแล้วคงจะเงียบหายไปเอง ก็ไม่ทำหย่างไร ฉันได้ยินข่าวก็เห็นเช่นนั้นเหมือนกันจึงเฉยเสีย แต่คำพยากรน์ไม่เงียบไปดังเช่นคาด ตกถึงตอนปลายปีชวด ก็ปรากตว่ามีพวกราสดรตามเมืองต่าง ๆ ไนมนทลอิสานพากันไปเก็บกรวดที่ตามเนินหินแลงไนเมืองเสลภูมิมากมายเกลื่อนกลุ้ม และได้ข่าวว่าราสดรเหล่านั้นพูดกันว่าพอถึงเดือน 6 จะค่าหมูที่เลี้ยงไว้เสียไห้หมด พนักงานปกครองก็เกิดลำบาก จะจับตัวผู้กะทำผิด ก็ไม่มีไครเปนผู้ยุยงส่งเสริม ราสดรเปนแต่กลัวกันไปเอง ก็ได้แต่สั่งกำนันผู้ไหย่บ้านไห้ชี้แจงห้ามปรามราสดรว่าหย่าไห้เชื่อถือคำทำนายนั้น มีผลเพียงทำไห้คนหยุดเก็บกรวดที่เมืองเสลภูมิ แต่ไม่สามาถจะไห้คนหายหวาดหวั่นได้ ไนไม่ช้าก็มีคนตั้งตัวเปนผู้วิเสสขึ้นไนมนทลอิสาน ตามคำของคนที่ได้เคยพบตัวว่าเปนคนไนพื้นเมืองนั้นเอง เดิมจะชื่อไรและเปนชาวเมืองไหนสืบไม่ได้ความจนแล้ว แต่เห็นจะเปนคนเคยบวด จึงถนัดไช้คาถาอาคมเสกเป่าไห้คนนับถือ ไนชั้นแรกก็ทำตัวเปนแต่คนจำสีลภาวนานุ่งขาวห่มขาว ไปถึงไหนก็บอกราสดรว่าจะมีเหตุร้ายแรงดังคำไนลายแทง ไห้ระวังตัว ฝ่ายราสดรหวาดหวั่นกันหยู่แล้ว ครั้นเห็นคนจำสีลแปลกหน้ามา ก็สำคันว่าคงซงคุนวิเสส พากันเข้าไปขอไห้ช่วยป้องกันภัย ผู้วิเสสนั้นก็เสกคาถาอาคมรดน้ำมนต์ไห้ตามประสงค์ ข่าวที่มีผู้วิเสสรับจะช่วยป้องกันภัย รู้ไปถึงไหน ก็มีราสดรที่นั่นพากันไปหา โดยประสงค์เพียงจะขอไห้เสกเป่ารดน้ำมนต์ไห้ก็มี ที่นึกว่าเปนท้าวธัมมิกราชผีบุญมาบำรุงโลก เลยสมัคเข้าเปนพัคพวกติดตามผู้วิเสสนั้นก็มี ผู้วิเสสไปทางไหนหรือพักหยู่ที่ไหน พวกชาวบ้านก็รับรองเลี้ยงดู เลยเปนเหตุไห้มีคนเข้าเปนสมัคพัคพวกมากขึ้นโดยลำดับ เมื่อผู้วิเสสนั้นเห็นว่ามีคนนับถือกลัวเกรงมาก ก็เลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเปนท้าวธัมมิกราชผีบุญที่จะมาดับยุคเข็นตามคำพยากรน์
เวลานั้นกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ซงเปนตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์สำเหร็ดราชการมนทลอิสานหยู่นะเมืองอุบล มีทหานชาวกรุงเทพฯ หยู่ด้วยสัก 200 คน นอกจากนั้นเปนทหานชาวเมืองฝึกหัดขึ้น รวมทหานทั้งหมดไม่ถึง 500 คน เมื่อแรกซงซาบว่ามีผู้ตั้งตัวเปนท้าวธัมมิกราชผีบุญ คาดว่าจะเปนแต่คนคิดหากินด้วยหลอกลวงราสดร จึงตรัดสั่งไห้นายร้อยเอก หม่อมราชวงศ์ร้าย คุมทหานชาวเมืองหมวดหนึ่งไปเอาตัวผีบุญเข้ามายังเมืองอุบล หม่อมราชวงศ์ร้ายไปพบผีบุญหยู่กับพัคพวกที่บ้านแห่งหนึ่ง จะเปนที่แขวงเมืองไหนไนมนทลอิสานฉันลืมไปเสียแล้ว ห่างเมืองอุบลทางสักสองสามวัน หม่อมราชวงศ์ร้ายเข้าไปไนบ้านเห็นผีบุญนั่งหยู่บนเรือน ก็กวักมือเรียกไห้ลงมาหา แต่ผีบุญกลับถลึงตาชี้หน้าหม่อมราชวงศ์ร้าย ๆ เหลียวหลังกลับมาสั่งพวกทหานไห้เข้าไปจับ แต่พวกทหานชาวเมืองกลัวผีบุญ วิ่งหนีไปเสียหมดแล้ว หม่อมราชวงศ์ร้ายเหลือแต่ตัวคนเดียว ก็ต้องหนีเอาชีวิตรอดกลับมา ผีบุญก็เลยกำเริบ สั่งไห้พัคพวกรวบรวมผู้คนหาเครื่องสาตราวุธเข้ากันเปนกองไหย่ ว่าจะยกมาเอาเมืองอุบลเปนที่ตั้งตัว ไครไม่ยอมมาด้วยก็ไห้ค่าเสีย พวกผีบุญก็กลายเปนกบดขึ้นแต่นี้ไป เวลานั้นกรมหลวงสรรพสิทธิฯ ก็ยังซงพระดำหริว่าถ้าไห้มีทหานชาวกรุงเทพฯ กำกับพวกทหานชาวเมือง คงจะรบพุ่งพอปราบพวกผีบุญได้ จึงโปรดไห้ทหานกรุงเทพฯ หมวดหนึ่งนำทหานหัวเมืองกองร้อยหนึ่ง (ไครเปนผู้บังคับการฉันลืมเสียแล้ว) ยกออกไป ไปพบพวกผีบุญห่างเมืองอุบลทางสัก 2 วัน แต่คราวนี้พวกผีบุญเตรียมตัวจะมารบ เขาเล่าว่าตัวผีบุญนุ่งขาวห่มขาวเดินประนมมือเสกเป่ามากลางไพร่พล พอปะทะกับทหาน พวกผีบุญก็เข้ารบก่อน รบกันได้หน่อยหนึ่ง พวกทหานชาวเมืองก็แตกหนีผีบุญอีก ทหานกรุงเทพฯ เหลือหยู่น้อยตัว ก็ต้องล่ามา พวกผีบุญชนะทหานครั้งนี้เลยได้คนเข้าสมัคพัคพวกมากขึ้น รวมกันราวกว่า 1,000 คน ยกตรงมายังเมืองอุบล ว่าจะปลงพระชนม์กรมหลวงสรรพสิทธิฯ เสียก่อน แล้วจึงจะขึ้นนั่งเมือง แต่กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ท่านพระทัยเย็น ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้ามหย่างไร คราวนี้ตรัดสั่งไห้ไช้แต่ทหานกรุงเทพฯ ราวสัก 100 เสส มีปืนไหย่หย่างสำหรับไช้บนเขาด้วย 2 กระบอก ไห้นายร้อยเอก หลวงชิตสรการ (จิตร) ซึ่งเคยเปนนายทหานปืนไหย่หยู่แต่ก่อน เปนผู้บังคับการคุมไปรบพวกผีบุญ หลวงชิตสรการไปเลือกได้ที่ชัยภูมิที่ตำบนบ้านสาพือ ห่างเมืองอุบลไปทางวันหนึ่ง ที่ตรงนั้นทางเดินเข้ามาเมืองอุบลเปนย่านตรง สองข้างเปนป่าไม้ทึบเหมือนต้องเดินมาไนตรอก หลวงชิตสรการไห้ทหานตั้งซุ่มหยู่ไนป่าที่ตรงหัวเลี้ยว และตั้งปืนไหย่บันจุกะสุนปรายซ่อนไว้ไนซุ้มต้นไม้หมายยิงตรงไปไนตรอกนั้น ถึงวันที่ 4 เมสายน พ.ส. 2444 พวกผีบุญยกมาถึงบ้านสาพือ หลวงชิตสรการไห้ทหานปืนเล็กหมวดหนึ่งออกขยายแถวยิงเหมือนหย่างว่าจะต้านทาน แล้วไห้ทำล่าถอยล่อพวกผีบุญไห้ตามมาทางไนตรอก พอเข้าทางปืน หลวงชิตสรการก็ไห้ยิงปืนไหย่ พวกทหานที่ได้ไปด้วยเขามาเล่าว่ายิงนัดแรกตั้งสูนย์สูงนัก ลูกปืนข้ามหัวไป พวกผีบุญก็ยิ่งกำเริบ พากันเต้นแรงเต้นกาอวดเก่งต่าง ๆ แต่ยิงนัดที่ 2 ถูกพวกที่มาข้างหน้าหัวเด็ดตีนขาดล้มตายลงเปนระเนน พวกที่มาข้างหลังก็หยุดชงัก ยิงซ้ำนัดที่ 3 ที่ 4 ถูกพวกนั้นตายเปนจุลวิจุลไป พวกผีบุญที่เหลือหยู่ก็แตกหนีเอาชีวิตรอดไม่มีไครต่อสู้ ทหานไล่จับเอาตามชอบไจ แต่นั้นชาวมนทลอิสานก็สิ้นกลัว ช่วยจับกุมพวกผีบุญ ไนไม่ช้าก็ราบคาบ คำพยากรน์ก็เงียบหายไปด้วยกัน แต่ตัวท้าวธัมมิกราชผีบุญนั้นมีผู้เห็นเพียงเมื่อเดินเสกเป่ามากลางพล จะถูกปืนตายเมื่อรบกับทหาน หรือจะหนีรอดไปได้ หรือกรมหลวงสรรพสิทธิฯ จะตามจับตัวได้เมื่อพายหลัง ฉันไม่รู้แน่ กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ท่านส่งแต่มงกุตของผีบุญเข้ามากรุงเทพฯ เปนหมวกหนีบสักหลาดสีแดงขอบสีขาบมีไหมทองปักเปนลาย พิจารนาดูเหมือนจะเคยเปนหมวกของคนอื่นเขาไช้แล้ว ท้าวธัมมิกราชจึงได้มาทำเปนเครื่องยส ฉันส่งไปไว้ไนพิพิธภันท์สถาน ยังปรากตหยู่ เปนสิ้นเรื่องผีบุญเท่านี้
พวกพลเมืองไนมนทลอุดรและมนทลอิสานที่ฉันไปพบมีไทยลานช้างเปนพื้น แต่ยังมีคนจำพวกอื่นที่ผิดกับไทยลานช้าง และมีชื่อเรียกเปนหย่างอื่น ๆ ต่างหากอีกหลายจำพวก ฉันได้ลองไถ่ถามดู ได้ความว่ามี 8 จำพวกต่างกัน คือ
1.พวกผู้ไทย ว่าถิ่นเดิมหยู่ทางเมืองพวนข้างฝ่ายเหนือ พูดภาสาไทย ไช้ถ้อยคำผิดกับไทยลานช้างบ้าง และเสียงแปร่งไปหย่างหนึ่ง ฉันพบตามเมืองต่าง ๆ ไนสองมนทลนั้นหลายแห่ง แต่ที่เมืองเรนูนครขึ้นเมืองสกลนครดูเหมือนจะมีมากกว่าที่อื่น สังเกตดูผิวพรรนผ่องกว่าจำพวกอื่น ผู้หยิงหน้าตาหยู่ข้างหมดจด เคยมีการฟ้อนรำไห้ฉันดูเปนคู่ ๆ คล้ายกับจับระบำตามภาสาของเขา
2.พวกกะเลิง พบไนแขวงจังหวัดสกลนครมีมาก ว่าถิ่นเดิมหยู่เมืองกะตาก แต่ไม่รู้ว่าเมืองกะตากหยู่ที่ไหน เพราะอพยพมาหยู่ไนแดนลานช้างหลายชั่วคนแล้ว พูดภาสาหนึ่งต่างหาก ผู้ชายบางคนไว้ผมมวย บางคนไว้ผมประบ่า และมักสักเปนรูปนกที่แก้ม
3.พวกย้อ พบที่เมืองท่าอุเทน พูดภาสาไทยแต่สำเนียงแปร่งไปอีกหย่างหนึ่ง ถามถึงถิ่นเดิม บอกได้แต่ว่าเดิมหยู่ที่เมืองชัยบุรีไกล้ ๆ กับเมืองท่าอุเทนนั่นเอง หนีกองทัพกรุงเทพฯ ข้ามไปหยู่ที่เมืองหลวงโปงเลงทางฝั่งซ้ายไกล้กับแดนยวนเสียคราวหนึ่งแล้วจึงพากันกลับมาหยู่ที่เมืองท่าอุเทนเมื่อรัชกาลที่ 3 ไนหนังสือ “เรื่องแหลมอินโดจีน” ของนาย ย.ส. อนุมานราชธน ว่าแต่โบรานชาวเมืองตังเกี๋ยและเมืองอันนัมมีนามเรียกกันว่า “เหยอะ” จะเปนมูลของคำ “ย้อ” ได้ดอกกระมัง
4.พวกแสก หยู่ที่เมืองอาจสามาถขึ้นเมืองนครพนม ว่าถิ่นเดิมหยู่เมืองแสกทางฝั่งซ้ายไกล้เชิงเขาบรรทัดต่อแดนยวน แต่ฉันสงสัยว่าที่จิงจะมิได้มาจากทางแดนยวน เพราะพวกแสกพูดภาสาไทย ผิวพรรนก็เปนไทย เขาพาพวกผู้หยิงแสกมามีการเล่นไห้ฉันดูหย่างหนึ่ง เรียกว่า “เต้นสาก” มีผู้หยิง 10 คู่นั่งหันหน้าหากันเรียงเปนแถว แต่ละคนถือปลายไม้พลองมือละอันทั้งสองข้าง วางไม้พลองบนไม้ขอนที่ทอดไว้ตรงหน้า 2 ท่อนมีทางหยู่กลาง เวลาเล่นหยิง 10 คู่นั้นขับร้อง แล้วเอาไม้พลองที่ถือลงกะทบไม้ขอนพร้อม ๆ กันเปนจังหวะ จังหวะ 1 กับจังหวะ 2 ถือไม้พลองไห้ห่างกัน ถึงจังหวะ 3 รวบไม้พลองเข้าชิดกัน มีหยิงสาว 4 คน ผลัดกันเต้นทีละคู่ เต้นตามจังหวะไปไนระหว่างช่องไม้พลองที่คนถือทั้ง 10 คู่ ต้องระวังเมื่อถึงจังหวะ 3 หย่าไห้ถูกไม้พลองหนีบข้อตีน กะบวนเล่นมีเท่านั้น แต่ประหลาดหยู่ที่การเล่น “เต้นสาก” นี้ มีพวกกะเหรี่ยงทางชายแดนเมืองราชบุรีเล่นอีกพวกหนึ่ง พวกกะเหรี่ยงกับพวกแสกหยู่ห่างกันหย่างสุดหล้าฟ้าเขียว ไฉนจึงรู้จักการเล่นเช่นเดียวกัน ข้อนี้น่าพิสวง
5.พวกโย้ย หยู่ที่เมืองอากาสอำนวยขึ้นเมืองสกลนคร ถามไม่ได้ความว่าถิ่นเดิมหยู่ที่ไหน
6.พวกกะตาก พบที่เมืองสกลนคร ว่ามีแต่แห่งละเล็กละน้อย สืบก็ไม่ได้ความว่าถิ่นเดิมหยู่ที่ไหน
7.พวกกะโซ้ เปนข่าผิวคล้ามกว่าชาวเมืองจำพวกอื่นและพูดภาสาของตนต่างหาก มีไนมนทลอุดรหลายแห่ง แต่รวมกันหยู่มากเปนปึกแผ่นที่เมืองกุสุมาลยมนทลขึ้นจังหวัดสกลนคร เจ้าเมืองกรมการและราสดรล้วนเปนข่ากะโซ้ทั้งนั้น บอกว่าถิ่นเดิมหยู่นะเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้าย อันที่จิงพวกกะโซ้เปนแต่ข่าจำพวกหนึ่ง ยังมีชนชาติข่าจำพวกอื่นอีกหลายจำพวก มีหยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตั้งแต่ไนแขวงเมืองหลวงพระบางตลอดลงไปจนต่อแดนเขมน ภาสาของพวกข่าเปนภาสาคล้ายมอญเจือเขมน แต่พวกกะโซ้ที่เมืองกุสุมาลยมนทลพูดภาสาไทยได้โดยมาก ขนบทำเนียม เช่นเครื่องแต่งตัวเปนต้น ก็มาไช้ตามหย่างไทยเสียโดยมาก ถึงกะนั้นก็ยังรักสาประเพนีเดิมของข่าไว้บางหย่าง ฉันได้เห็นการเล่นหย่างหนึ่งซึ่งพระอรัญอาสา เจ้าเมืองกุสุมาลยมนทล เอามามีไห้ดู เรียกว่า “สะลา” คนเล่นล้วนเปนผู้ชายเปลือยตัวเปล่า นุ่งผ้าขัดเตี่ยวมีชายห้อยข้างหน้ากับข้างหลังหย่างเดียวกับพวกเงาะนุ่ง “เลาะเตี๊ยะ” ลักสนะที่เล่นนั้นมีหม้ออุตั้งหยู่กลางหม้อหนึ่ง คนเล่นเดินเปนวงรอบหม้ออุ มีต้นบทนำขับร้องคนหนึ่ง สพายหน้าไม้คนหนึ่ง ตีค้องเรียกว่า “พเนาะ” คนหนึ่ง ถือไม้ไผ่ 3 ปล้องสำหรับกะทุ้งดินเปนจังหวะ 2 คน คนรำ 3 คน ถือชามติดเทียนสองมือคนหนึ่ง ถือตะแกรงคนหนึ่ง ถือมีดกับสิ่วเคาะกันเปนจังหวะคนหนึ่ง รวม 8 คนด้วยกัน กะบวนเล่นก็ไม่มีอะไรนอกจากเดินร้องรำเวียนเปนวง เล่นพักหนึ่งแล้วก็นั่งลงกินอุ แล้วก็ร้องรำไปอีกหย่างนั้น เห็นได้ว่าเปนการเล่นของพวกข่าตั้งแต่ยังเปนคนป่า เมื่อมาเล่นไห้ดู ดูคนเล่นก็ยังสนุกกันดี พวกกะโซ้ยังผิดกับคนจำพวกอื่นอีกหย่างหนึ่งที่กินอาหารไม่เลือก กรมหลวงประจักส์สิลปาคมเคยตรัดเล่าว่าเมื่อสเด็ดประทับหยู่มนทลอุดร พระอรัญอาสา เจ้าเมืองกุสุมาลยมนทล (คนที่มารับฉันนั่นเอง) ไปเฝ้า ตรัดถามว่า “เขาว่าพวกแกกินหมาจิงหรือ” พระอรัญฯ ทูลรับว่า “พวกกะโซ้ชอบแจ๊ะจอ” จะซงพิสูจน์ จึงตรัดไห้หาสำรับเลี้ยงพระอรัญฯ มีจอย่างด้วยตัวหนิง[2] พระอรัญฯ ก็แจ๊ะจอถวายไห้ทอดพระเนตรหย่างเอร็ดอร่อยไม่รังเกียด คนอื่นเขาเล่ากันต่อไปว่าวันนั้นคนไนตำหนักพากันออกไปดูพระอรัญฯ แจ๊ะจอ แต่ทนหยู่ไม่ได้ ต้องหนีกลับเข้าตำหนักหมด
8.ฉันหยากรู้ว่าคนที่เรียกชื่อต่าง ๆ กันดังพรรนนามา จะเปนเชื้อสายมนุสชาติต่างกันสักกี่ชาติ ได้ลองพิสูจน์ดูหย่างหยาบ ๆ เมื่อพบจำพวกไหน ไห้ถามคำปริมานตั้งแต่ 1 จน 10 ตามภาสาของคนจำพวกนั้น จดไว้แล้วเอาเทียบกันดู ได้ความว่ามีแต่เปนเชื้อชาติไทยกับเชื้อชาติข่า 2 ชาติเท่านั้น เมื่อฉันไปมนทลอิสานครั้งหลัง ไปพบ “เขมนป่าดง” อีกจำพวกหนึ่ง สอบสวนได้ความว่าเมืองสุรินทร์ เมืองสังคะ เมืองขุขันธ์ เมืองสีสะเกส และอำเพอประโคนชัย (เดิมชื่อว่าเมืองตะลุง) ไนจังหวัดนครราชสีมา บันดาหยู่ทางฝ่ายไต้ต่อแดนกัมพูชา ชาวเมืองเปน “เขมนป่าดง” ทั้งนั้น พูดภาสาเขมน และมีการเล่นหย่างโบรานหลายหย่าง เช่นเอาไบไม้มาเป่าเปนเพลงเข้ากับขับร้อง ที่เรียกกันว่า “เขมนเป่าไบไม้” เปนต้น ฉันเคยได้ยินแต่เรียกชื่อมาแต่ก่อน เพิ่งไปเห็นเล่นกันจิงครั้งนั้น
รวมความว่าด้วยคนต่างจำพวกที่เปนชาวมนทลอุดรและอิสานมีไทยมากกว่าจำพวกอื่นหมด รองลงมาก็ข่ากับเขมน เมื่อได้ความหย่างนั้นก็เกิดสงสัยว่า “ลาว” มีหยู่ที่ไหน จึงเรียกมนทลพายัพ มนทลอุดร มนทลอิสาน ว่า “เมืองลาว” มาแต่ก่อน แต่เปนปัญหาไหย่เกินขนาดนิทานนี้ จะกล่าวแต่โดยย่อว่ามีเค้าเงื่อน ดูเหมือนพวกที่เรียกกันว่า “ละว้า” หรือ “ลวะ” จะเปนลาวเจ้าของท้องถิ่นเดิมทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และพวกข่าน่าจะเปนลาวเจ้าของของถิ่นเดิมทางลุ่มแม่น้ำโขง พวกนักปราชญ์โบรานคดีกำลังค้นหาหลักถานหยู่
บนแผ่นดินสูงที่ตั้งมนทลนครราชสีมา มนทลอุดร มนทลอิสาน มีพุทธาวาสและเทวะสถานซึ่งมักเรียกปนกันว่า “ปราสาทหิน” ส้างไว้แต่โบรานมากมายหลายแห่งแทบนับไม่ถ้วน แม้ไม่มีขนาดไหย่โตเหมือนเช่นที่นครวัดเมืองเขมน แต่ก็มีที่แปลกและที่ส้างด้วยฝีมือหย่างประนีตน่าชมหลายแห่ง จะพรรนนาว่าแต่ที่สำคันกว่าเพื่อน 4 แห่ง อันเปนบุญตาของฉันที่ได้ไปเห็นทั้งนั้น
1.ปราสาทหินเมืองพิมาย หยู่ริมแม่น้ำมูล ไนแขวงจังหวัดนครราชสีมา เปนเมืองโบราน มีประตูและปราการก่อด้วยหิน ตรงกลางเมืองมีปราสาทหิน เดิมส้างเปนพุทธาวาสตามคติมหายาน แล้วพวกถือสาสนาพราหมน์ตามลัทธิวิสนุเวทมาส้างพระระเบียงกับวิหารทิสเพิ่มขึ้น เพราะตามคตินารายน์สิบปางอ้างว่าพระวิสนุแบ่งภาคลงมาเปนพระพุทธเจ้าปางหนึ่ง จึงกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปด้วยเหมือนกัน การถือคติหย่างว่านี้ยังเห็นได้ แม้ไนกรุงเทพฯ ก็มักมีชาวอินเดียที่ถือลัทธิวิสนุเวทเข้าไปกราบไหว้บูชาพระแก้วมรกตที่ไนวัดพระสรีรัตนสาสดารามเนือง ๆ ปราสาทหินที่เมืองพิมาย องค์ปรางค์ไหย่ที่เปนประธานจำหลักรูปภาพเปนเรื่องทางพระพุทธสาสนาหย่างคติมหายาน เห็นได้ว่าเปนของส้างก่อน แต่ที่พระระเบียงและวิหารทิสจำหลักรูปภาพเรื่องรามเกียรติ์ ส่อไห้เห็นว่าส้างเมื่อพายหลัง และเปนที่บูชาทั้งสองสาสนาระคนกันดังกล่าวมา บันดาปราสาทหินที่บนแผ่นดินสูงล้วนเอาแบบปราสาทหินไนเมืองเขมนมาส้างทั้งนั้น มีแปลกเปนหย่างอื่นแต่พระวิหารกับพระธาตุพนม 2 แห่งซึ่งจะพรรนนาต่อไปข้างหน้า แต่ที่เมืองพิมายมีของแปลกซึ่งไม่ได้ยินว่ามีไนเมืองเขมนหยู่สิ่งหนึ่ง ทำเปนรูปมหาพราหมน์ จำหลักสิลาขนาดไหย่กว่าตัวคนสักเท่าหนึ่ง ฝีมือทำเกลี้ยงเกลาดี เมื่อฉันไปครั้งแรกเห็นรูปนั้นยังบริบูรน์ดี ตั้งหยู่ไนปรางค์เล็กองค์หนึ่ง แต่เมื่อฉันไปครั้งที่ 2 เห็นหัวหักหายไป นึกเสียดายหย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อกรมหลวงนครชัยสรีสุรเดชสิ้นพระชนม์ วันหนึ่งฉันไปช่วยงานหน้าพระสพที่วัง เห็นหัวนั้นตั้งหยู่ไนห้องเสวย ฉันจำได้ ถามได้ความว่ามีผู้ถวายกรมหลวงนครชัยสรีฯ นานมาแล้ว ครั้นเมื่อจัดพิพิธภันท์สถาน ฉันจึงไปขอมา แล้วสั่งไห้ส่งตัวรูปนั้นลงมาจากเมืองพิมาย เอาต่อกันตั้งไว้ไนพิพิธภันท์สถานกรุงเทพฯ จนบัดนี้ เปนอันได้ของดีกลับคืนมาเปนสมบัติของบ้านเมืองต่อไป
ที่ปราสาทหินเมืองพิมายยังมีของประหลาดอีกสิ่งหนึ่งซึ่งฉันสังเกตเห็นตั้งแต่ไปครั้งแรก คือมีวัดส้างไว้ที่ตรงมุมไนบริเวนปราสาทหินวัดหนึ่ง โบดและไบเสมาทำเปนแบบวัดหลวงครั้งกรุงสรีอยุธยาผิดกับวัดอื่น ๆ ดูแปลกตา พิจารนาดูไนเรื่องพงสาวดารมีหยู่ว่าเมื่อครั้งเสียกรุงสรีอยุธยา กรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชบุตรของพระเจ้าบรมโกส ไปตั้งเปนอิสระหยู่นะเมืองพิมาย เรียกกันว่า “เจ้าพิมาย” จึงเห็นว่าวัดนั้นเจ้าพิมายคงส้างขึ้นเฉลิมพระยส เช่นเปนที่ทำพิธีถือน้ำเปนต้น มีช่างชาวพระนครสรีอยุธยาไปหยู่ด้วย จึงสามาถส้างตามแบบวัดหลวงที่ไนกรุงฯ แต่ทำเพียงด้วยเครื่องไม้ตามประสายาก โบดนั้นจะคงหยู่หย่างเดิมจนเดี๋ยวนี้ หรือจะมีไครแก้ไขเปนหย่างอื่นไปเสียแล้ว หาซาบไม่
2.“ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง” ฉันเห็นเมื่อไปมนทลอิสานครั้งหลัง หยู่ที่อำเพอชัยภูมิ แขวงจังหวัดนครราชสีมา ส้างไว้บนยอดเขาพนมรุ้งไกล้เมือง ซึ่งเรียกกันว่า “เมืองต่ำ” อันหยู่ที่เชิงเขา ทำเปนเทวะสถานตามลัทธิวิสนุเวท ไม่มีพระพุทธสาสนาเจือปน แต่องค์ปรางค์ไหย่ที่เปนประธานพังทลายลงเสียแล้ว ไม่เห็นรูปซงของเดิมได้เหมือนหย่างที่เมืองพิมาย แต่พิจารนาดูเห็นว่าจะเปนของส้างพายหลังปราสาทหินที่เมืองพิมาย
3.“พระวิหาร” หยู่ไนเขตเมืองขุขันธ์ ส้างเปนเทวะสถานตามลัทธิสิวะเวท ปราสาทหินพระวิหารแปลกกับปราสาทหินแห่งอื่น ๆ หมด ทั้งไนแดนเขมนและไนแดนไทยไม่มีที่ไหนเหมือน ที่แปลกนั้นเปน 2 สถาน คือสถานหนึ่งทำรูปซงเหมือนหย่างเปนพลับพลาต่อติดกันไปหลายหลัง หลังคามีช่อฟ้าไบระกาตามมุขคล้ายกับปั้นลมเรือนฝากะดาน ไม่มีปรางค์ ไม่มีพระระเบียง แลดูเหมือนเปนราชมนเทียรที่ประทบ[3] ของพระเจ้าแผ่นดินยิ่งกว่าเปนเทวะสถาน ที่บูชาก็มีแต่รอยที่ตั้งสิวะลึงค์เปนพระประธานหยู่ไนห้องกลางแห่งเดียว จึงแปลกกับปราสาทหินแห่งอื่น ๆ ด้วยแบบที่ส้างสถานหนึ่ง
แปลกอีกสถานหนึ่งนั้น ด้วยไปเลือกที่ส้างตรงปลายจงอยหน้าผาแห่งหนึ่งบนยอดเขาพนมดงรักอันเปนเทือกเขาเขื่อนแผ่นดินสูงที่ตั้งมนทลอิสานต่อกับแผ่นดินต่ำที่ตั้งประเทสกัมพูชา ที่ตรงนั้นกันดารน้ำ คงเปนที่เปลี่ยวไม่มีบ้านผู้เมืองคน เหตุที่ส้างพระวิหาร ดูมีเหมาะหย่างเดียวแต่ที่หยู่ตรงนั้นแลดูไปทางข้างไต้เห็นแผ่นดินหยู่ต่ำไปจนตลอดสายตา เหลียวกลับมาดูทางข้างเหนือ ก็เห็นยอดไม้หยู่บนแผ่นดินสูง เปนดงไปตลอดสายตา ภาคภูมิน่าพิสวงไม่มีที่ไหนเหมือน ตรงหลังบริเวนพระวิหารออกไปเปนหินดาด อาจจะออกไปชโงกดูแผ่นดินต่ำที่เชิงเขา ถ้ายืนดูถึงไจหวิว ต้องลงนั่งดู บางคนหยากออกไปดูถึงปลายจงอย ลงนอนพังพาบโพล่แต่หัวออกไปดูก็มี เพราะหยู่สูงแลเห็นแผ่นดินต่ำลึกลงไปจนต้นตาลเตี้ยนิดเดียว เลยทำไห้นึกถึงคำซึ่งเคยได้ยินเขาพูดกันมาแต่ก่อนว่าแผ่นดินที่เมืองนครราชสีมาสูงกว่าแผ่นดินไนกรุงเทพฯ 7 ลำตาล เขาจะรู้ได้ด้วยประการไดก็ตาม แต่ก็จิงเช่นนั้น ตรงที่ส้างพระวิหารจะสูงกว่า 7 ลำตาลเสียอีก ไปดูพระวิหารต้องไปทางเปลี่ยวไกลหยู่สักหน่อย แต่เปนที่ราบ ฉันลงจากรถไฟที่เมืองสีสะเกส ขึ้นรถยนต์หย่างรถกระบะไปราว 6 ชั่วโมง ทางที่ไปเปนป่าไม้เต็งรังป่าต้นสน สลับกับไม้เบญจพรรนงามน่าชม ไปเข้าดงเมื่อไกล้จะถึงเชิงเขาพนมดงรัก เปนแต่ทางเดินขึ้นไปอีกสักชั่วโมงหนึ่งจึงถึงลาน พักแรมที่เชิงยอดเขาพระวิหาร ตอนขึ้นเขานี้ไม่มีน้ำ คนขนต้องหอบหิ้วเอาน้ำขึ้นไปเองแต่เชิงเขา นึกดูน่าพิสวงว่าเมื่อส้างพระวิหารจะทำหย่างไรกัน
4.พระเจดีย์ธาตุพนม หยู่ริมแม่น้ำโขงไนแขวงจังหวัดนครพนม ส้างเปนพระสถูปทางพระพุทธสาสนา จะส้างตามคติมหายานหรือหินยานไม่มีที่สังเกตเหมือนหย่างที่เมืองพิมาย แต่ไม่มีเค้าสาสนาพราหมน์เจือปน บันดาเจดียสถานไนพระพุทธสาสนาซึ่งส้างไนสมัยขอม ทั้งส้างไนเมืองเขมนและเมืองไทย ที่ส้างพระสถูปเปนประธานมีแต่พระธาตุพนมแห่งเดียว หามีที่อื่นไม่ ทั้งรูปสันถานและลวดลายก็เปนหย่างหนึ่งต่างหากนอกจากแบบช่างขอม ชวนไห้เห็นว่าจะส้างก่อนสมัยขอม คือส้างแต่ไนสมัยเมื่อมีประเทสอันหนึ่งซึ่งเรียกไนจดหมายเหตุจีนว่า “ฟูนัน” คล้ายกับ “พนม” เปนไหย่หยู่ต่างหาก รูปซงพระเจดีย์ธาตุพนมเปน 4 เหลี่ยมเหมือนมนดป มีซุ้มตันด้านละซุ้มซ้อนกัน 3 ชั้นเล็กเปนหลั่นขึ้นไป แล้วถึงองค์พระสถูปหยู่เบื้องบนมนดป 3 ชั้นนั้น ยอดพระสถูปหุ้มแผ่นทองคำเช่นเดียวกับพระมหาธาตุเมืองนครสรีธัมราช ขนาดพระสถูปดูก็จะเท่า ๆ กัน
ลักสนะที่ก่อส้างเจดียสถานไนสมัยขอมมี 4 หย่างต่างกัน จะชี้ตัวหย่างที่พึงเห็นได้ไนเมืองไทยนี้ คือก่อด้วยหินซายล้วน เช่นปรางค์ที่เมืองพิมายหย่างหนึ่ง ก่อด้วยหินแลงประกอบกับหินซาย เช่นปรางค์สามยอดที่เมืองลพบุรีหย่างหนึ่ง ก่อด้วยอิถประกอบหินซาย เช่นปรางค์ระแงงหยู่ริมทางรถไฟที่เมืองขุขันธ์หย่างหนึ่ง ก่อด้วยอิถล้วน เช่นพระธาตุพนมหย่างหนึ่ง ทำต่างกันเปน 4 หย่างดังว่ามาทั้งไนเมืองเขมนและเมืองไทย ประหลาดหยู่หย่างหนึ่งที่การก่ออิถไนสมัยนั้นไม่ไช้ก่อด้วยปูน เขาไช้ยางอะไรหย่างหนึ่งเชื่อมหน้าอิถไห้ชิดสนิธกันจนเห็นแต่เปนรอยต่อ ที่พระธาตุพนมยังมีแปลกต่อไปอีกที่รูปภาพและลวดลายประดับเจดีย์ล้วนจำหลักตัวอิถที่ก่อนั้นเอง มิได้ปั้นประกอบเข้าต่างหาก จนถึงอ้างไนตำนานซึ่งแต่งขึ้นไนถิ่นนั้นพายหลังมาว่าพระธาตุพนมนั้น แรกก่อด้วยอิถดินดิบ เมื่อก่อและจำหลักเส็ดแล้ว จึงกองไฟขึ้นท่วมองค์พระเจดีย์ เผาอิถไห้สุกหย่างเช่นเห็นหยู่ทุกวันนี้ แต่เทวะสถานก่อด้วยอิถมีไนเมืองเขมน บางแห่งปรากตรอยจำหลักรูปภาพยังค้างหยู่ เห็นได้ว่าเขาก่อด้วยอิถเผาแล้ว และยังมีประหลาดต่อไปที่วิชาก่อและจำหลักอิถ เช่นที่พระธาตุพนม เดี๋ยวนี้พวกช่างชาวเกาะบาหลีไนเมืองชวายังทำกันหยู่ ฉันได้เคยไปเห็นเอง
- ↑ ใบแก้คำผิดให้แก้ “ขน” เป็น “ขึ้น” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ ใบแก้คำผิดให้แก้ “หนิง” เป็น “หนึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ ใบแก้คำผิดให้แก้ “ประทบ” เป็น “ประทับ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)