นิทานโบรานคดี/นิทานที่ 15

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิทานที่ 15
เรื่อง อั้งยี่

(1)

เมื่อฉันเปนนายพลผู้ช่วยบันชาการทหานบกหยู่ไนกรมยุธนาธิการระหว่าง พ.ส. 2430 จนถึง พ.ส. 2432 ได้เคยมีหน้าที่ทำการปราบพวกจีนอั้งยี่ไนกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง ต่อมาถึงสมัยเมื่อฉันเปนตำแหน่งเสนาบดีกะซวงมหาดไทยตั้งแต่ พ.ส. 2435 จน พ.ส. 2458 มีหน้าที่ต้องคอยระวังพวกอั้งยี่ตามหัวเมืองหยู่เสมอ บางทีก็ต้องปราบปรามบ้าง แต่ไม่มีเหตุไหย่โตเหมือนเมื่อครั้งฉันหยู่ไนกรมยุธนาธิการ ถึงกะนั้น ก็ได้ความรู้ไนเรื่องอั้งยี่มากขึ้น ครั้นเมื่อฉันออกจากกะซวงมหาดไทยมาจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนคร มีกิจตรวดค้นโบรานคดี พบเรื่องอั้งยี่ที่มีมาไนเมืองไทยแต่ก่อน ๆ ไนหนังสือพงสาวดารและจดหมายเหตุเก่าหลายแห่ง เลยหยากรู้เรื่องตำนานของพวกอั้งยี่ จึงได้ไถ่ถามผู้ที่เคยเปนหัวหน้าอั้งยี่ที่คุ้นเคยกัน คือ พระอนุวัติราชนิยม ซึ่งมักเรียกกันว่า "ยี่กอฮง" นั้นเปนต้น เขาเล่าไห้ฟัง ได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นอีก จึงได้ลองเขียนบันทึกเรื่องอั้งยี่ไว้บ้างหลายปีมาแล้ว ครั้นออกมาหยู่เมืองปีนัง ฉันได้เห็นตำนานต้นเรื่องอั้งยี่ทีแรกเกิดขึ้นไนเมืองจีน มิสเตอร์ปิคเกอริง Mr W.A. Pickering แปลจากภาสาจีนไนตำราของพวกอั้งยี่ พิมพ์เปนภาสาอังกริดไว้ไนหนังสือวารสารของสมาคมรอแยลอาเซียติค Journal of the Royal Asiatic Society เมื่อ ค.ส. 1878 (พ.ส. 2421) เขาเล่าถึงเรื่องที่พวกจีนมาตั้งอั้งยี่ไนหัวเมืองขึ้นของอังกริดไนแหลมมลายูด้วย เปนอันได้เรื่องเบื้องต้นต่อกับเรื่องอั้งยี่ที่ฉันเคยรู้มาก่อนอีกตอนหนึ่ง จึงลองรวมเนื้อความเรื่องอั้งยี่เขียนนิทานเรื่องนี้

(2)
เหตุที่เกิดพวกอั้งยี่ไนเมืองจีน

เมื่อพวกเม่งจูได้เมืองจีนไว้ไนอำนาด ตั้งราชวงส์ไต้เชงครองเมืองจีนแล้ว ถึง พ.ส. 2207 พระเจ้าคังฮีได้เสวยราชย์เปนรัชกาลที่ 2 ไนรัชกาลนั้นมีพวกฮวนเฮงโน้วหยู่ทางทิสตะวันตกยกกองทัพมาตีเมืองจีน เจ้าเมืองกรมการที่รักสาหัวเมืองชายแดนจีนต่อสู้ข้าสึกไม่ไหว พระเจ้ากรุงจีนคังฮีจะแต่งกองทัพออกไปจากกรุงปักกิ่ง หาตัวแม่ทัพไม่ได้ จึงไห้ออกประกาสว่า ถ้าไครอาสาปราบปรามพวกฮวนได้ จะประทานทองเปนบำเหน็ด 10,000 ตำลึง และจะไห้ปกครองผู้คน 10,000 ครัวเปนบริวาร ครั้งนั้น ที่วัดแห่งหนึ่งหยู่บนพูเขากุ้ยเล้ง แขวงเมืองเกี้ยนเล้ง ไนแดนจีนฮกเกี้ยน มีหลวงจีนหยู่ด้วยกัน 128 องค์ ได้ร่ำเรียนรู้วิชาอาคมมาก พากันเข้าอาสารบพวกฮวน พระเจ้ากรุงจีนซงยินดี แต่วิตกว่า หลวงจีนมีแต่ 128 องค์ด้วยกัน พวกข้าสึกมีมากนัก จึงตรัดสั่งไห้ขุนนางผู้ไหย่คนหนึ่งชื่อ เต็งกุนตัด คุมกองทัพไปด้วยกันกับพวกหลวงจีนไปรบข้าสึกที่ด่านท่งก๊วน พวกหลวงจีนกับพวกกองทัพกรุงปักกิ่งมีชัยชนะค่าฟันพวกฮวนล้มตายแตกหนีไปหมด พระเจ้ากรุงจีนจะประทานบำเหน็จรางวันตามประกาส พวกหลวงจีนไม่รับยสสักดิ์และบริวาร ขอกลับไปจำสีลภาวนาหยู่หย่างเดิม รับแต่ทอง 10,000 ตำลึงไปบำรุงวัด พระเจ้ากรุงจีนก็ต้องตามไจ แต่ส่วนเต็งกุนตัด ขุนนางผู้ไหย่ที่ไปช่วยพวกหลวงจีนรบนั้น ได้รับบำเหน็ดเปนตำแหน่งแม่ทัพไหย่ นะ เมืองโอ๊วก๊วง

เต็งกุนตัดกับหลวงจีน 128 องค์เคยชอบพอกันสนิธสนมมาตั้งแต่ไปรบพวกฮวน เมื่อจะออกจากเมืองปักกิ่งแยกกันไป เต็งกุนตัดจึงเชินหลวงจีนทั้งหมดไปกินเลี้ยงด้วยกันวันหนึ่ง แล้วเลยกะทำสัจสาบานเปนพี่น้องกันต่อไปไนวันหน้า ก็ไนเวลานั้น มีขุนนางกังฉิน 2 คนเคยเปนอริกับเต็งกุนตัดมาแต่ก่อน ทูลพระเจ้ากรุงจีนว่า เมื่อเต็งกุนตัดจะออกไปจากกรุงปักกิ่ง ได้ลอบกะทำสัจสาบานเปนพี่น้องกับพวกหลวงจีน 128 องค์ ดูผิดสังเกต สงสัยว่า เต็งกุนตัดจะคิดมักไหย่ไฝ่สูง จึงได้สาบานเปนพี่น้องไว้กับพวกหลวงจีนที่มีริทธิ์เดช โดยหมายจะเอาไว้เปนกำลัง เวลาเต็งกุนตัดออกไปเปนแม่ทัพบังคับบันชารี้พลมาก ถ้าได้ช่อง ก็จะสมคบกับพวกหลวงจีนพากันยกกองทัพเข้ามาชิงราชสมบัติ น่ากลัวคนไนเมืองหลวงจะไม่กล้าต่อสู้เพราะกลัวริทธิ์เดชของพวกหลวงจีน พวกขุนนางกังฉินคอยหาเหตุทูนยุยงหย่างนั้นจนพระเจ้ากรุงจีนคังฮีเห็นจริงด้วย จึงปรึกสากันคิดกลอุบายตั้งขุนนางกังฉิน 2 คนนั้นเปนข้าหลวง คนหนึ่งไห้ไปยังเมืองโอ๊วก๊วง ทำเปนทีว่าคุมของบำเหน็ดไปพระราชทานเต็งกุนตัด อีกคนหนึ่งไห้ไปยังวัดบนพูเขากุ้ยเล้ง ทำเปนทีว่าคุมเครื่องราชพลีมีสุราบานและสเบียงอาหารเปนต้นไปพระราชทานแก่พวกหลวงจีน 128 องค์ เมื่อข้าหลวงไปถึงเมืองโอ๊วก๊วง เต็งกุนตัดออกไปรับข้าหลวงถึงนอกเมืองหลวงตามประเพนี ข้าหลวงก็อ่านท้องตราว่า เต็งกุนตัดคิดกบดต้องโทสถึงประหารชีวิต แล้วจับตัวเต็งกุนตัดค่าเสีย ฝ่ายข้าหลวงที่ไปยังพูเขากุ้ยเล้ง พวกหลวงจีนก็ต้อนรับโดยมีการเลี้ยงรับที่วัด ข้าหลวงเอายาพิสเจือสุราของประทานไปตั้งเลี้ยง แต่หลวงจีนเจ้าวัดได้กลิ่นผิดสุราสามัญ เอากะบี่กายสิทธิ์สำหรับวัดมาจุ้มลงชันสูตร เกิดเปลวไฟพลุ่งขึ้น รู้ว่าเปนสุราเจือยาพิส ก็เอากะบี่ฟันข้าหลวงตาย แต่ขนะนั้น พวกของข้าหลวงที่ล้อมหยู่ข้างนอกพากันจุดไฟเผาวัดจนไหม้โซมหมด พวกหลวงจีน 128 องค์ตายไปไนไฟบ้าง ถูกพวกข้าหลวงค่าตายบ้าง หนีรอดไปได้แต่ 5 องค์ ชื่อ ฉอ องค์หนึ่ง บุง องค์หนึ่ง มะ องค์หนึ่ง โอ องค์หนึ่ง ลิ องค์หนึ่ง พากันไปซ่อนตัวหยู่ที่วัดแห่งหนึ่งไนแขวงเมืองโอ๊วก๊วงที่เต็งกุนตัดเคยเปนแม่ทัพหยู่แต่ก่อน

หยู่มาวันหนึ่ง หลวงจีน 5 องค์นั้นลงไปที่ริมลำธาร แลเห็นกะถางธูปรูปสามขามีหูสองข้างไบหนึ่งลอยมาไนน้ำ กำลังมีควันธูปขึ้นไปไนอากาส นึกหลากไจ จึงลงไปยกขึ้นมาบนบกพิจารนาดู เห็นมีตัวอักสรหยู่ที่ก้นกะถางธูปนั้น 4 ตัวว่า หวน เชง หก เหม็ง แปลว่า กำจัดเชงเสีย กลับยกเหม็งขึ้น นึกสงสัยว่า เทวดาฟ้าและดินจะสั่งไห้ทำหย่างนั้นหรือหย่างไร ลองเสี่ยงทายดูหลายครั้งก็ปรากตว่าไห้ทำเช่นนั้นทุกครั้ง หลวงจีนทั้ง 5 ประจักส์แจ้งแก่ไจดังนั้น จึงเอาหย้าปักต่างธูปที่ไนกะถางจุดบูชา แล้วกะทำสัจกันตามแบบที่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สัญญากันแต่ก่อนว่า จะช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน และจะกำจัดราชวงส์ไต้เชง เอาบ้านเมืองคืนไห้แก่ราชวงส์ไต้เหม็งตามเดิม เมื่อปติญานกันแล้ว เห็นสมุดตำราพยากรน์มีหยู่ไนก้นกะถางธูปด้วย ก็พากันยินดียิ่งนัก แต่ไนขนะนั้นเอง พวกข้าหลวงที่เที่ยวติดตามก็ไปถึง จะเข้าล้อมจับ พวกหลวงจีนจึงอุ้มกะถางธูปวิ่งหนีไป ผเอินไนวันนั้น นางกู้ส่วยเอง เมียเต็งกุดตัดที่ถูกค่าตาย พาลูกและญาติพี่น้องออกไปเซ่น นะ ที่ฝังสพเต็งกุนตัด ไนเวลากำลังเซ่นหยู่ ได้ยินเหมือนเสียงคน แลไปดูเห็นกะบี่เล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากแผ่นดิน เอามาพิจารนาดู เห็นมีตัวอักสรจารึกที่กั่นกะบี่ว่า น่อ เล้ง โต๊ว แปลว่า มังกรสองตัวชิงดวงมุกดากัน และที่ตัวกะบี่ก็มีอักสรจารึกว่า หวน เชง หก เหม็ง แปลว่า ไห้กำจัดราชวงส์ไต้เช็ง คืนแผ่นดินไห้ราชวงส์ไต้เหม็ง ไนเวลาที่กำลังพิจารนาตัวอักสรหยู่นั้น ได้ยินเสียงคนร้องไห้ช่วย นางกู้ส่วยเองก็ถือกะบี่ที่ได้ไหม่พาพวกพ้องออกไปดู เห็นพวกข้าหลวงกำลังไล่หลวงจีนทั้ง 5 องค์มา พวกนางกู้ส่วยเองเข้าป้องกันหลวงจีน เอากะบี่ฟันถูกข้าหลวงตาย พัคพวกก็หนีไปหมด นางกู้ส่วยเองกับหลวงจีนต่างไถ่ถามและเล่าเรื่องฝ่ายของตนไห้กันฟัง ก็รู้ว่า เปนพวกเดียวกันมาแต่เดิม และได้ถูกเนรคุนหย่างเดียวกัน นางจึงไห้พวกหลวงจีนอาสัยหยู่ที่บ้าน จนเห็นการสืบจับสงบเงียบแล้ว จึงไห้หลวงจีนทั้ง 5 กลับไปหยู่วัดตามเดิม หลวงจีนทั้ง 5 นี้ได้นามว่า โหงว โจ๊ว แปลว่า บุรุสทั้งห้า ของอั้งยี่ต่อมา

ถึงตอนนี้ หลวงจีนทั้ง 5 แน่ไจว่า เทวดาฟ้าดินไห้คิดอ่านกู้บ้านเมืองด้วยกำจัดราชวงส์ไต้เชง ก็ตั้งหน้าเกลี้ยกล่อมผู้คนไห้ร่วมคิด ได้พัคพวกมากขึ้น แต่กิตติสัพท์รู้ไปถึงเจ้าเมืองกรมการก็ไห้ออกไปจับ หลวงจีนทั้ง 5 จึงต้องหนีจากเมืองโอ๊วก๊วงต่อไป ไปพบนายโจรพวกทหานเสือ 5 น[1] เมื่อพูดสนทนากัน พวกนายโจรเลื่อมไส รับจะพาโจรบริวารของตนมาเข้าพวกด้วย แล้วพาหลวงจีนไปหยู่สำนักพูเขาเหล็งโฮ้ว แปลว่า มังกรเสือ ไนเวลานั้น มีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่อ ตั้งกิ๋มน้ำ เคยเรียนรู้หนังสือมากจนได้เปนขุนนางรับราชการจนได้เปนขุนนางทำราชการหยู่ไนกรุงปักกิ่ง หยู่มาสังเกตว่า ราชวงส์ไต้เชงปกครองบ้านเมืองไม่เปนยุตติธัม เกิดท้อไจ จึงลาออกจากราชการไปบวดเปนหลวงจีนจำสีลสึกสาวิชาอาคมของลัทธิสาสนาเต๋าหยู่ นะ ถ้ำแป๊ะเฮาะตั่ง แปลว่า นกกะสาเผือก จนมีผู้คนนับถือมาก วันหนึ่ง ลูกสิส 4 คนไปบอกข่าวว่า หลวงจีนห้าองค์ได้ของวิเสสคิดอ่านจะกำจัดราชวงส์เชงกู้บ้านเมือง หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำก็ยินดี พาสิส 4 คนตามไปยังสำนักของหลวงจีน 5 องค์ นะ พูเขามังกรเสือ ขอสมัครเข้าเปนพวกร่วมคิดช่วยกู้บ้านเมืองด้วย ไนพวกที่ไปขอสมัครนั้นยังมีคนสำคันอีก 2 คน คนหนึ่งเปนชายหนุ่มชื่อ จูฮุ่งชัก เปนราชนัดดาของพระเจ้าเซ่งจงไนราชวงส์ไต้เหม็ง อีกคนหนึ่งเปนหลวงจีนชื่อ บั้งลุ้ง รูปร่างสูงไหย่มีกำลังวังชากล้าหานมาก เมื่อรวบรวมพัคพวกได้มากแล้ว พวกคิดการกำจัดราชวงส์ไต้เชงจึงประชุมกันทำสัจสาบานเปนพี่น้องกันทั้งหมด แล้วยกเจ้าจูฮุ่งชักขึ้นเปนรัชทายาทราชวงส์ไต้เหม็ง ตั้งหลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำซึ่งเปนผู้มีความรู้มากเปนอาจารย์ (จีนแส) และตั้งหลวงจีนบั้งลุ้งเปน "ตั้วเฮีย" แปลว่า "พี่ชายไหย่" และเปนตำแหน่งจอมพล ตัวนายนอกจากนั้นก็ไห้มีตำแหน่งและคุมหมวดกองต่าง ๆ แล้วพากันยกรี้พลไปตั้งหยู่ที่พูเขาฮ่งฮวง แปลว่า พูเขาหงส์ (จะเปนแขวงเมืองไหนไม่ปรากต) หวังจะตีเอาบ้านเมืองคืน ได้รบกับกองทหานที่ประจำเมืองนั้น รบกันครั้งแรกพวกกบดมีชัยชนะตีกองทหานหลวงแตกหนีเข้าเมือง แต่รบครั้งหลังเกิดเหตุอัปมงคลขึ้นหย่างแปลกประหลาด ด้วยไนเวลาหลวงจีนบั้งลุ้งตั้วเฮียขี่ม้าขับพลเข้ารบ ม้าลมลง ตัวจอมพลตกม้าตาย พวกกบดก็แตกพ่ายพากันหนีกลับไปยังเขามังกรเสือ หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำผู้เปนอาจารย์เห็นว่า เกิดเหตุอันมิบังควนผิดสังเกต ตรวดตำราดูก็รู้ว่า เปนเพราะชตาราชวงส์ไต้เชงยังรุ่งเรือง ไนตำราว่า สัตรูไม่สามารถจะทำร้ายได้ จึงชี้แจงแก่พวกกบดว่า ถ้าจะรบพุ่งต่อไปไนเวลานั้นก็ไม่สำเหร็ดได้ดังประสงค์ ต้องเปลี่ยนอุบายเปนหย่างอื่น แนะไห้พวกที่ทำสัจสาบานกันแล้วแยกย้ายกะจายกันไปหยู่โดยลำพังตัวตามหัวเมืองต่าง ๆ และทุก ๆ คนไปคิดตั้งสมาคมลับขึ้นไนตำบลที่ตนไปหยู่ หาพวกพี่น้องน้ำสบถร่วมความคิดกันไห้มีมากแพร่หลาย พอถึงเวลาชตาราชวงส์ไต้เชงตก ก็ไห้พร้อมมือกันเข้าตีบ้านเมือง จึงจะกำจัดราชวงส์ไต้เชงได้ พวกกบดเห็นชอบด้วย จึงตั้งสมาคมลับไห้เรียกชื่อว่า "เทียน ตี้ หวย" แปลว่า "ฟ้า ดิน มนุส" หรือเรียกโดยย่ออีกหย่าง "ซาฮะ" แปลว่า "องค์สาม" คือ ฟ้าดินมนุสและตั้งแบบแผนสมาคม ทั้งวิธีสบถสาบานรับสมาชิก และข้อบังคับสำหรับสมาชิก กับกิริยาอาการที่จะสแดงความลับกันไนระหว่างสมาชิกไห้รู้ว่าเปนพวกเดียวกัน จึงเกิดสมาคมลับที่ไทยเราเรียกว่า "อั้งยี่" ขึ้นไนเมืองจีนด้วยประการฉะนี้ รัถบาลจีนรู้ว่าไครเปนพวกอั้งยี่ก็จับค่าเสีย ถึงหย่างนั้น พวกสมาคม "เทียน ตี้ หวย" หรือ "ซาฮะ" ก็ยังมีหยู่ไนเมืองจีนสืบมา รัถบาลทำลายล้างไม่หมดได้

(3)
อั้งยี่ไนแหลมมลายู

ไนหนังสือฝรั่งแต่งเขาว่า พวกจีนที่ทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทสล้วนแต่เปนชาวเมืองชายทเลภาคไต้และหยู่ไนพวกที่เปนคนขัดสนทั้งนั้น จีนชาวเมืองดอนหรือที่มีทรัพย์สินสมบูรน์หามีไครทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวหากินตามต่างประเทสไม่ และว่า พวกจีนที่ไปหากินตามต่างประเทสนั้น จีนต่างภาสามักชอบไปประเทสต่างกัน พวกจีนแต้จิ๋วมักชอบไปเมืองไทย พวกจีนฮกเกี้ยนมักชอบไปเมืองชวามลายู พวกจีนกวางตุ้งมักชอบไปอเมริกา เมื่ออังกริดตั้งเมืองสิงคโปร์ (ตรงกับตอนปลายรัชกาลที่ 2 กรุงรัตนโกสินท์) มีพวกจีนหยู่ไนแหลมมลายูเปนอันมากมาแต่ก่อนแล้ว ที่มาได้ผลประโยชน์จนมีกำลังเลยตั้งตัวเปนหลักแหล่งก็มี ไนสมัยนั้น จีนที่มาเที่ยวหากินไนเมืองไทยและมืองชวามลายูมาแต่ผู้ชาย จีนที่มาตั้งตัวหยู่เปนหลักแหล่งมาได้หยิงชาวเมืองเปนเมีย มีลูกเกิดด้วยสมพงส์เช่นนั้น มลายูเรียกผู้ชายว่า "บาบ๋า" เรียกผู้หยิงว่า "ยอหยา" ทางเมืองชวามลายูจีนผู้เปนพ่อไม่พอไจจะไห้ลูกถือสาสนาอิสลามตามแม่ จึงฝึกหัดอบรมไห้ลูกทั้งชายหยิงเปนจีนสืบตระกูลต่อมาทุกชั่ว เพราะฉะนั้น จีนไนเมืองชวามลายูจึงต่างกันเปน 2 หย่าง คือ "จีนนอก" ที่มาจากเมืองจีนหย่างหนึ่ง "จีนบาบ๋า" ที่เกิดขึ้นไนท้องที่หย่างหนึ่ง มีหยู่เสมอ ผิดกันกับเมืองไทยเพราะเหตุที่ไทยถือพระพุทธสาสนาร่วมกับจีน ลูกจีนที่เกิดไนเมืองไทย ถ้าเปนผู้ชายคงเปนจีนตามหย่างพ่อหยู่เพียงชั่วหนึ่งหรือสองชั่วก็กลายเปนไทย แต่ลูกผู้หยิงเปนไทยไปตามแม่ตั้งแต่ชั่วแรก ไนเมืองไทยจึงมีแต่จีนนอกกับไทยที่เปนเชื้อจีน หามีจีนบาบ๋าเปนจีนประจำหยู่พวกหนึ่งต่างหากไม่

ไนสมัยเมื่ออังกริดแรกตั้งสิงคโปร์นั้น พวกจีนก็เริ่มตั้งอั้งยี่ คือ สมาคมลับที่เรียกว่า "เทียน ตี้ หวย" หรือ "ซาฮะ" ขึ้นไนเมืองมลายูบ้างแล้ว อังกริดรู้หยู่ว่า วัตถุที่ประสงค์ของพวกอั้งยี่จะกำจัดราชวงส์ไต้เชงอันเปนการไนเมืองจีน ไม่เห็นว่า มีมูลอันไดจะมาตั้งอั้งยี่ไนเมืองต่างประเทส สืบถามได้ความว่า พวกจีนมาตั้งอั้งยี่ไนเมืองมลายูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกำจัดราชวงส์ไต้เชง เปนแต่เอาแบบแผนกะบวนสมาคม "เทียน ตี้ หวย" ไนเมืองจีนมาตั้งขึ้นเพื่อจะสงเคราะห์พวกจีนที่จะทำมาหากินทางเมืองมลายูมิไห้ต้องตกยากหรือได้ความเดือดร้อนเพราะถูกพวกมลายูกดขี่ข่มเหงเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ปรากตว่า พวกอั้งยี่มีแต่ไนพวกจีนนอก แต่พวกจีนที่มาตั้งตัวเปนหลักแหล่งและพวกจีนบาบ๋าที่เกิดไนแหลมมลายูหาเกี่ยวข้องกับพวกอั้งยี่ไม่ อังกริดเห็นว่า เปนแต่สมาคมสงเคราะห์กันและกัน ก็ปล่อยไห้มีอั้งยี่หยู่ ไม่ห้ามปราม ครั้นจำเนียรกาลนานมา (ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 กรุงรัตนโกสินท์) เมื่อเสถกิจไนแหลมมลายูเจริญขึ้น พวกพ่อค้าที่ขุดแร่ดีบุกและที่ทำเรือกสวนต้องการแรงงานมากขึ้น ต่างก็เรียกหาว่าจ้างจีนไนเมืองจีนมาเปนกัมกรมากขึ้นโดยลำดับ จำนวนจีนที่เปนอั้งยี่ก็มีมากขึ้นและจัดแยกกันเปนหลายเหล่าจนเหลือกำลังผู้ที่เปน "ตั้วเฮีย" หัวหน้าจะว่ากล่าวปกครองได้ ไม่มีไครสมัคเปนตั้วเฮีย พวกอั้งยี่ก็แยกกันเปนหลายกงสี เรียกชื่อต่างกัน ต่างมีแต่ "ยี่เฮีย" (แปลว่า พี่ที่สอง) เปนหัวหน้าเปนอิสระแก่กัน และอั้งยี่ต่างกงสีมักเกิดวิวาทตีรันฟันแทงกันจนรัถบาลรำคาน แต่จะบังคับไห้เลิกอั้งยี่ก็เกรงจะเกิดลำบาก ด้วยอาดจะเปนเหตุไห้พวกจีนไนเมืองจีนหวาดหวั่นไม่มารับจ้างเปนกัมกรพอต้องการเหมือนแต่ก่อน หย่างหนึ่ง และพวกจีนกัมกรมีมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าพวกอั้งยี่ขัดขืน ก็ต้องไช้กำลังปราบปราม กลายเปนการไหย่โตขึ้นกว่าเหตุ อีกประการหนึ่ง เห็นว่า พวกอั้งยี่เปนแต่มักวิวาทกันเอง หาได้ทำร้ายต่อรัถบาลหย่างไดไม่ อังกริดตั้งข้อบังคับควบคุมพวกอั้งยี่เปนสายกลาง คือ ถ้าจีนตั้งสมาคมอั้งยี่หรือสาขาของสมาคมที่ไหน ต้องมาขออนุญาตต่อรัถบาล บอกชื่อผู้เปนหัวหน้าและพนักงานของสมาคมก่อน ต่อไปได้รับอนุญาตจึงตั้งได้ ถ้ารัถบาลมีกิจเกี่ยวข้องแก่พวกอั้งยี่สมาคมไหน ก็จะว่ากล่าวเอาความรับผิดชอบแก่หัวหน้าและพนักงานสมาคมนั้น แต่นั้นมา พวกอั้งยี่สมาคมต่าง ๆ ก็ตั้งกงสีของสมาคม นะ ที่ต่าง ๆ แพร่หลายโดยวิธี "รัถบาลเลี้ยงอั้งยี่" เปนประเพนีสืบมา

ที่เอาเรื่องอั้งยี่ไนหัวเมืองขึ้นของอังกริดมาเล่า เพราะมามีเรื่องเกี่ยวข้องกับเมืองไทยเมื่อพายหลัง ดังจะปรากตต่อไปข้างหน้า

(4)
อั้งยี่แรกมีไนเมืองไทย

ไนหนังสือจดหมายเหตุของไทยไช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัย แต่ความไม่ตรงกับที่จิงทั้งนั้น จึงจะแซกคำอธิบายเรียกต่าง ๆ ลงตรงนี้ก่อน ชื่อของสมาคมที่ตั้งไนเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า "เทียน ตี้ หวย" แปลว่า "ฟ้า ดิน มนุส" หรือเรียกโดยย่ออีกหย่างหนึ่งตามภาสาจีนฮกเกี้ยนว่า "ซาฮะ" ตามภาสาจีนแต้จิ๋วแปลว่า "องค์สาม" เปนนามของอั้งยี่ทุกพวก ครั้นอั้งยี่แยกกันเปนหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่นว่า "งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง งี่ฮก ตั้วกงสี ซิวลิกือ" เปนต้น คำว่า "อั้งยี่" แปลว่า "หนังสือแดง" ก็เปนแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น ยังมีชื่อสำหรับเรียกตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เปนหัวหน้าอั้งยี่ไนถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี เรียกตามภาสาฮกเกี้ยนว่า "ตั้วกอ" ตามภาสาแต้จิ๋วเรียกว่า "ตั้วเฮีย" แปลว่า "พี่ไหย่" ผู้ที่เปนหัวหน้ากงสีเรียกว่า "ยี่กอ" หรือ "ยี่เฮีย" แปลว่า "พี่ที่สอง" ตัวนายรองลงมาเรียกว่า "สามกอ" หรือ "ซาเฮีย" แปลว่า "พี่ที่สาม" ไนจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า "ตั้วเฮีย" มาจนรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนคำ "ตั้วเฮีย" เรียก "อั้งยี่" ไนนิทานนี้ฉันเรียกว่าอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อไห้สดวกแก่ผู้อ่าน

อั้งยี่แรกมีขึ้นไนเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ 3 มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้นเนื่องมาแต่อังกริดเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายไนเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินไนเมืองไทยที่เปนคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเปนปัจจัยไห้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น แม้จนถึงชั้นผู้ดีที่เปนเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี ก็ไนเมืองไทยมีกดหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิไห้ไครสูบฝิ่น หรือซื้อฝิ่น ขายฝิ่น เมื่อปรากตว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น พระบาทสมเด็ดพระนั่งเกล้าเจ้าหยู่หัวจึงดำหรัดสั่งไห้ตรวดจับฝิ่นตามกดหมายหย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นติดมีมาก ก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ เปนเหตุไห้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม จึงมีพวกจีนคิดค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัคพัคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทเลที่ไม่มีการตรวดตรา คอยรับฝิ่นจากเรือสำเพาที่มาจากเมืองจีน แล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีไหย่ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับไนหัวเมืองไกล้ ๆ กรุงเทพฯ ลอบขายฝิ่นเปนรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพัคพวกมาก ก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากตไนหนังสือพงสาวดารว่า

เมื่อ พ.ส. 2385 เกิดอั้งยี่ที่ไนแขวงจังหวัดนครชัยสรีและจังหวัดสมุทสาคร แต่ปราบได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง

ต่อนั้นมา 2 ปี ถึง พ.ส. 2387 พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นที่ไนป่าแสมริมชายทเล นะ ตำบลแสมดำไนระหว่างปากน้ำบางปกงกับแขวงจังหวัดสมุทปราการ ต่อสู้เจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องไห้กรมทหานปากน้ำไปปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับตัวหัวหน้าได้ อั้งยี่จึงสงบอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีก 3 ปี ถึง พ.ส. 2390 พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทสาคร ครั้งนี้ พวกอั้งยี่มีพัคพวกมากกว่าแต่ก่อน พระยามหาเทพ (ปาน) ซึ่งเปนหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น ออกไปจับเอง ถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย จึงโปรดไห้สมเด็ดเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงส์ เมื่อยังเปนเจ้าพระยาพระคลัง คุมกำลังไปปราบ ค่าพวกอั้งยี่ตายประมาน 400 คน และจับตัวหัวหน้าได้ จึงสงบ

ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน พอเดือน 5 พ.ส. 2391 พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉเชิงเซา คราวนี้ถึงเปนกบด ค่าพระยาวิเสสลือชัย ผู้ว่าราชการจังหวัด ตาย แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉเชิงเซาไว้เปนที่มั่น โปรดไห้สมเด็ดเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงส์ยกพลจากเมืองสมุทสาครไปปราบ พวกอั้งยี่ที่เมืองฉเชิงเซาต่อสู้พ่ายแพ้ พวกจีนถูกค่าตายกว่า 3,000 คน อั้งยี่เมืองฉเชิงเซาจึงสงบ ต่อมาอีก 2 ปีก็สิ้นรัชกาลที่ 3

(5)
อั้งยี่แรกมีไนเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ 4

เมื่อรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็ดพระจอมเกล้าเจ้าหยู่หัวตรัดปรึกสาเสนาบดีเห็นพร้อมกันว่า การจับฝิ่นเมื่อรัชกาลที่ 3 แม้จับกุมหย่างกวดขันมาหลายปี ฝิ่นก็ยังเข้ามาได้เสมอ คนสูบฝิ่นก็ยังมีมากไม่หมดไป ซ้ำเปนเหตุไห้เกิดอั้งยี่ถึงต้องรบพุ่งค่าฟันกันหลายครั้ง จะไช้วิธีจับฝิ่นหย่างนั้นต่อไปเห็นจะไม่เปนประโยชน์อันได จึงเปลี่ยนนโยบายเปนตั้งพาสีฝิ่นผูกขาด คือ ฉเพาะแต่รัถบาลซื้อฝิ่นเข้ามาต้มขายเอากำไรไห้จีนซื้อฝิ่นสูบได้ตามชอบไจ คงห้ามแต่ไทยมิไห้สูบฝิ่น

พระบาทสมเด็ดพระจอมเกล้าเจ้าหยู่หัวซงพระราชดำริอีกหย่างหนึ่งว่า ที่อั้งยี่หาพัคพวกได้มาก เปนเพราะพวกจีนที่ไปทำเรือกสวนหรือค้าขายหยู่ตามหัวเมืองมักถูกพวกจีนเจ้าพาสีเบียดเบียนไนการเก็บอากร และถูกคนไนพื้นเมืองรังแกได้ความเดือดร้อน ไม่มีไครจะเกื้อหนุน จึงมักไปพึ่งอั้งยี่ ซงแก้ไขข้อนี้ด้วยไห้เลือกหาจีนที่ตั้งตัวได้เปนหลักแหล่งแล้วและเปนคนซื่อตรงมีคนนับถือมาก ตั้งเปนเปนตำแหน่งปลัดจีนขึ้นไนกรมการตามหัวเมืองที่มีจีนมาก สำหรับช่วยอุปการะและรับทุขร้อนของพวกจีนขึ้นเสนอต่อรัถบาล เมื่อซงแก้ไขด้วยอุบาย 2 หย่างนั้น เหตุการน์เรื่องอั้งยี่ก็สงบเงียบมาได้หลายปี

แต่ถึงตอนปลายรัชกาลที่ 4 มีอั้งยี่เกิดขึ้นอีกด้วยเหตุหย่างอื่น เหตุที่เกิดอั้งยี่ตอนนี้เนื่องมาจากประเพนีจีนเข้าเมือง ด้วยจีนที่ทิ้งถิ่นไปทำมาหากินตามต่างประเทสล้วนเปนคนยากจน มักไปแต่ตัว แม้เงินค่าโดยสานเรือก็ไม่มีจะเสีย เมื่อเรือไปถึงเมืองไหน เช่น เมืองสิงคโปร์ก็ดี หรือมาถึงกรุงเทพฯ ก็ดี มีจีนไนเมืองนั้นที่เปนญาติหรือเปนเถ้าเก๋หาลูกจ้างไปรับเสียเงินค่าโดยสานและรองเงินล่วงหน้าไห้จีนที่เข้ามาไหม่ ไทยเรียกว่า "จีนไหม่" ทางเมืองสิงคโปร์เรียกว่า "Sing Keh" แล้วทำสัญญากันว่า เถ้าเก๋จะรับเลี้ยงไห้กินหยู่ ข้างฝ่ายจีนไหม่จะทำงานไห้เปล่าไม่เอาค่าจ้างปีหนึ่ง งานที่ทำนั้นเถ้าเก๋จะไช้เอง หรือจะไห้ไปทำงานไห้คนอื่น เถ้าเก๋เปนผู้ได้ค่าจ้าง หรือแม้เถ้าเก๋จะโอนสิทธิไนสัญญาไห้ผู้อื่นก็ได้ เมื่อครบปีหนึ่งแล้ว ก็สิ้นเขตที่เปนจีนไหม่พ้นหนี้สิน จะรับจ้างเถ้าเก๋ทำงานต่อไป หรือไปทำมาหากินที่อื่นโดยลำพังตนก็ได้ มีประเพนีหย่างนี้มาแต่เดิม ถึงรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ไทยทำหนังสือสัญญาค้าขายกับฝรั่งต่างชาติเมื่อ พ.ส. 2398 การค้าขายไนเมืองไทยจเรินขึ้นรวดเร็ว มีโรงจักรสีข้าวเลื่อยไม้และมีการขนลำเลียงสินค้าอันต้องการแรงงานมากขึ้น ทั้งเวลานั้นการคมนาคมกับเมืองจีนสดวกขึ้น ด้วยมีเรือกำปั่นไปมาบ่อย ๆ พวกจีนไหม่ที่เข้ามาหากินก็มากขึ้น จึงเปนเหตุไห้มีจีนไนกรุงเทพฯ คิดหาผลประโยชน์ด้วยการเปนเถ้าเก๋รับหน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/258หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/259หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/260หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/261หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/262หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/263หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/264หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/265หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/266หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/267หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/268หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/269หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/270หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/271หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/272หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/273หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/274หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/275หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/276หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/277หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/278หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/279หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/280หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/281หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/282หน้า:นิทานโบราณคดี - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๘๗.pdf/283แรกเมื่อพวกอั้งยี่ตีกันที่บางนกแขวก แขวงจังหวัดราชบุรี จะเปนเมื่อปีไดจำไม่ได้ ฉันไห้พระยาอัถการยบดีออกไประงับ สั่งไห้ไปพยายามสืบจับเอาตัวพวกต้นคิดด้วยเกลี้ยกล่อมพวกคนไนท้องถิ่นที่เข้าอั้งยี่ ถ้าคนไหนไห้การรับสารภาพบอกความตามจริง ไห้เรียกทานบนปล่อยตัวไป หย่าไห้จับเอาตัวมาฟ้องสาลเหมือนหย่างแต่ก่อน หรือถ้าว่าอีกหย่างหนึ่ง ไห้เอาตัวต้นคิดเปนจำเลย เอาพัคพวกเปนพยาน พระยาอัถการยฯ ออกไปทำตามอุบายนั้นได้ผลสำเหร็ดบริบูรน์ พอสืบจับได้ตัวจีนต้นคิดที่ออกไปจากกรุงเทพฯ 5 คนเท่านั้น อั้งยี่ที่บางนกแขวกก็สงบเงียบทันที การจับอั้งยี่ตามหัวเมืองจึงไช้วิธีหย่างนั้นสืบมา สังเกตดูอั้งยี่ที่เกิดขึ้นไนชั้นพายหลังทหานปราบเมื่อ พ.ส. 2432 ดูเปนแต่การหากินของจีนเสเพลค้าความกลัวของผู้อื่นเอากำไรเลี้ยงตัวเท่านั้น


  1. มีใบแก้คำผิดให้แก้เป็น "5 คน" (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)