ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๐ เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่านยังให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง

พิมพ์ครั้งแรก ในงานปลงศพ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑

พิมพ์ที่โรงโสภณพิพรรฒธนากร กรุงเทพฯ พระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช ฯ พระเจ้านครน่าน ป จ. ป ม. ท ช. พ.ศ. ๒๓๗๔ - ๒๔๖๑


คำนำ[แก้ไข]

นายพลตรี เจ้าอุปราช ผู้รั้งราชการนครน่าน แจ้งความมายังกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ขอให้ช่วยจัดการพิมพ์หนังสือสำหรับเปนของแจกในงานปลงศพ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระ เจ้านครน่านสักเรื่อง ๑ แลแจ้งความมาว่าอยากจะให้พิมพ์หนังสือ พงษาวดารเมืองน่าน ซึ่งพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชได้ให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง หนังสือเรื่องนี้ตอนต้นมีอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณแล้ว เจ้าอุปราชคัดส่งมาให้อิก ๓ ตอน กับทั้งเรียบเรียงประวัติของพระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดชส่งมาด้วย. ได้ตรวจดูหนังสือราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน เห็นเปนหนังสือดี อันสมควรจะพิมพ์แจกในงานศพพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ด้วยประการทั้งปวง เพราะเปนหนังสือซึ่งพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ให้แต่งขึ้นไว้สำหรับบ้านเมือง เหมือนหนึ่งว่าเปนอนุสาวรีของพระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดชนั้นประการ ๑ เพราะหนังสือพงษาวดารเมืองน่าน ยังไม่เคยปรากฎแก่มหาชนมาแต่ก่อน ถ้าพิมพ์ขึ้นจะเปนประโยชน์ ในทางความรู้พงษาวดารของสยามประเทศด้วยอิกประการ๑ กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ จึงรับจะจัดการให้สำเร็จตามความประสงค์ของ

(ข) เจ้าอุปราช เสียดายอยู่น่อยแต่ที่ไม่มีเวลาพอจะสอบหนังสือราชวงษปกรณ์นี้กับหนังสือพงษาวดารเรื่องอื่นลงอธิบายไว้ด้วย จำต้องรอการสอบไว้วันน่า. หนังสือราชวงษปกรณ์เรื่องนี้แต่งที่เมืองน่าน จึงใช้ภาษาไทยเหนือ ถ้อยคำมีผิดเพี้ยนกับข้างใต้อยู่บ้าง แต่อ่านเข้าใจได้ไม่ยาก จะเปลี่ยนใช้ถ้อยคำเปนอย่างข้างใต้เสียให้หมดก็เห็นว่าจะเสียหลักฐานที่จะพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้เปนอนุสาวรีของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช จึงได้ให้พิมพ์ตามสำนวนเดิม ไม่ดัดแปลงแก้ไข เว้นแต่บางคำซึ่งไม่สำคัญ ให้คัดศัพท์ที่แปลกกับภาษาข้างใต้ เรียบเรียงมีคำแปลพิมพ์ไว้ส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อผู้ใดไม่เข้าใจศัพท์ไหนก็จะได้ดูที่แปลไว้นั้น ส่วนประวัติ ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าอุปราชแต่งส่งมาจากเมืองน่าน อย่างไร ก็ได้ให้พิมพ์ตามที่แต่งมา โดยประสงค์จะให้เข้าเปนชุดเดียว กับสำนวนหนังสือเรื่องราชวงษปกรณ์ เปนแต่ได้แก้ไขบ้างเล็กน้อย. ในการพิมพ์หนังสือราชวงษปกรณ์ได้ให้ขุนพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) เปรียญ เปนผู้ตรวจต้นฉบับ แลให้พิมพ์เข้าในหนังสือประชุมพงษาวดาร นับเปนภาคที่ ๑๐ เพื่อจะให้รวบรวมอยู่เปนอันหนึ่งอันเดียวกับเรื่องพงษาวดารเมืองอื่น ๆ มีพงษาวดารเมืองเชียงใหม่เปนต้น ซึ่ง ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือชุดนั้นแล้ว หวังใจว่าหนังสือเรื่องนี้จะเปนที่ชอบ ใจของบรรดาผู้ศึกษาโบราณคดีทั่วไป.

(ค) กรรมการหอพระสมุด ฯ ขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งญาติวงษ์พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช มีนายพลตรี เจ้าอุปราช ผู้รั้ง ราชการนครเมืองน่านผู้เปนน้องเปนประธาน ทำการปลงศพสนองคุณพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชด้วยความกตัญญูกตเวที แลเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับหนังสือเรื่องนี้ก็คงจะอนุโมทนาด้วยทั่วกัน. สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๑


ประวัติของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พระเจ้านครน่าน[แก้ไข]

  • พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราช วงษาธิบดี สุจริตจารีราชานุภาวรักษ์ วิบุลยศักดิกิติไพศาล ภูบาลบพิตร สถิตย์ณนันทราชวงษ์ (สุริย ณน่าน) พระเจ้าผู้ครองนครน่าน ป,จ. ป,ม.ท,ช.ร,จ,พ. เปนบุตรเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน เจ้าสุนันทาเปนมารดา พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ประสูตรในรัชกาลที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๙๓ พระพุทธศักราช ๒๓๗๔ ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เปนพระยาราชวงษ์ ถึงรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เปนเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้รับ พระราชทานพระสุพรรณบัตร เปนพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พระเจ้า ผู้ครองนครน่าน แต่ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมารวมเวลา ๖๓ ปี จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๐ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ประชวรเปนโรคชราอาการทรงบ้างทรุดบ้างเสมอมาจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ อาการมากขึ้น แพทย์หลวงแลแพทย์เชลยศักดิประกอบยารักษาโดยเต็มกำลังอาการหาคลายไม่ ถึงวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ เวลา ๔ นาฬิกา ๕๐ นาทีก่อนเที่ยง พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ถึงแก่พิราไลย อายุได้ ๘๗ ปี ๒ เดือน ๒๘ วัน ครองนครน่านมาได้ ๒๕ ปี

(๒) พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ได้รับราชการพิเศษดังนี้ ในรัชกาล ที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ ได้เปนหัวน่าสร้างพลับพลาประทับแรมที่ตำบลนาริน ท้องที่อำเภอเมือง ๆ น่าน รวมเวลาทำจนเสร็จเดือน ๑ แล้ว ลงไปรับเสด็จ กรมหลวงวงษาธิราช ที่ท่าอิฐเมืองพิไชยเสด็จขึ้นมา นครน่าน คราวเสด็จไปราชการทัพเมืองเชียงตุงรวมเวลาไปมา ๑๐ วัน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ ได้ตามเสด็จกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ไป ราชการทัพเมืองเชียงตุง รวมเวลาไปมา ๗ เดือนเศษ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ได้นำตัวพญาหลวงบังคม พญาเมืองเชียงรุ้ง มาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ ฯ รวมเวลา ไปมา ๔ เดือนเศษ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ได้ไปกวาดต้อนครอบครัวลื้อเมืองพงเขตร สิบสองปันนา ซึ่งในเวลานั้นอยู่ในบังคับฮ่อ ให้เข้ามาอยู่ในเขตร เมืองน่านประมาณคนพันเศษ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเชียงม่วน แลเมืองเชียงคำ รวมเวลาไปมา ๕ เดือน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ ได้คุมนางรมาดลงมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ ฯ รวมเวลาไปมา ๔ เดือนเศษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้คุมช้างพลายสีปลาด ลงมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ ฯ รวมเวลาไปมา ๔ เดือนเศษ ถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้คุมนางรมาดลงมาถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ ฯ อิกครั้งหนึ่ง รวมเวลาไปมา ๔ เดือนเศษ

(๓) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ไปจัดรวบรวมเสบียงอาหารที่เมืองเชียงคำ ส่งกองทัพ นายพลโท เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี เมื่อครั้งเปนเจ้าหมื่นไวยวรนารถ เปนแม่ทัพขึ้นมาปราบฮ่อที่เมืองพระบาง แลได้ไปในกองทัพด้วย รวมเวลาที่จัดการลำเลียง ส่งเสบียงอาหารแลไปมา ๔ เดือนเศษ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ มีบำเหน็จความชอบในราชการปรากฎในประกาศ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระ สุพรรณบัตร ดังนี้ ศุภมัสดุพระพุทธสาสนกาล เปนอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๔๖ พรรษาปัตยุบันกาล จันทรคตินิยม สะสะสังวัจฉรกติกมาศ กาฬปักษ์จาตุทสี-ดิถีพุฒวาร สุริยคติกาลรัตนโกสินทรศก ๑๒๒ พฤศจิกายนมาศ อัฏฐารสมมาสาหะคุณพิเศษ ปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ ฯลฯ ปรมินทรธรรมิกมหาราชา ธิราชบรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่า เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เจ้านครเมืองน่าน ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาช้านาน แลได้เคยไปราชการทัพศึกมีบำเหน็จความชอบมาแต่ยังเปนตำแหน่งเจ้าราชวงษ์ในนครเมืองน่าน ครั้นเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เปนเจ้าผู้ครองนคร เมืองน่าน ก็อุสาหปกครองบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณโดยซื่อ

(๔) สัตย์สุจริต มีความโอบอ้อมอารีเปนที่นิยมนับถือของเจ้านายท้าวพระยา แลไพร่บ้านพลเมืองทั่วไปเปนอันมาก ทั้งมีความสวามิภักดิต่อราชการเปนนิจ แม้มีราชการสำคัญเกิดขึ้นข้างฝ่ายเหนือคราวใด เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ก็ได้พร้อมใจกับเจ้านายบุตรหลานช่วยราชการโดยแขงแรง ทุกคราวมา จนเมื่อเกิดเหตุผู้ร้ายก่อการจลาจลขึ้นในมณฑลพายัพ เมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๑ นี้ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ก็ได้จัดเจ้านายบุตรหลานแลท้าวพญาไพร่พลนครเมืองน่านช่วยปราบปรามผู้ร้าย แลเปนกำลังจัดเสบียงอาหารพาหนะส่งกองทหาร ได้รับราชการเปนที่พอพระราชหฤไทยเปนอันมาก อนึ่งเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทโดยเฉภาะ แม้อยู่เมืองไกลก็มิได้คิดแก่ความลำบาก อุสาห ฝ่าทางกันดารมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนือง ๆ ผิดกับเจ้านครเมืองน่านแต่ก่อน ๆ มา เปนเหตุให้ทรงพระกรุณาสนิทชิดชอบพระราชอัธยาไศรยเปนอันมาก ทรงพระราชดำริห์ว่า นครเมืองน่านก็เปนนครใหญ่อันหนึ่ง ในหัวเมืองประเทศราชข้าขอบขัณฑสิมา เจ้านายที่ปกครองนครเมืองน่าน ต่างพระเนตรพระกรรณสืบตระกูลวงษ์ต่อ ๆ กันมา ยังหาได้มี เจ้าตนใดได้เคยรับพระราชทานเกียรติยศเปนพระเจ้าประเทศราชไม่ แลบัดนี้เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ก็เจริญชนมไวยยิ่งกว่าบรรดาเจ้าประเทศราชทั้งปวง ทั้งมีอัธยาไศรยเปนสัตย์ธรรมมั่นคง จงรักภักดีต่อใต้ฝ่า ลอองธุลีพระบาทเนืองนิจ แลมีความชอบความดีมาในราชการเปน

(๕) อันมาก สมควรจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ยกย่องอิศริยยศเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ให้เปนเกียรติยศแก่นครเมืองน่านแลตระกูลวงษ์สืบไปได้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาเลื่อนยศถานันดรศักดิเจ้านครน่าน ขึ้นเปนพระเจ้านครน่าน มีนามตามจาฤกในสุพรรณบัตรว่า พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี สุจริตจารีราชานุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิกิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ณนันทราชวงษ์ พระเจ้านครน่าน ได้ปกป้องเจ้านายบุตรหลานแสนท้าวพญาลาวราษฎรในเมืองน่านแลเมืองขึ้นทั้งปวงให้ปรากฎเกียรติยศเดชานุภาพสืบไป ขอจงเจริญชนมายุพรรณศุขพลปฎิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพศิริสวัสดิพิพัฒมงคลทุกประการ ปกป้องพระราชอาณาเขตรขัณฑสิมา โดยความซื่อตรงต่อกรุงเทพมหานคร ดำรงอยู่ยืนยาวสิ้นกาลนานเทอญ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ แลเหรียญต่าง ๆ ดังนี้ คือ ตราช้างเผือกชั้นที่ ๓ เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๓๐ ตรามงกุฏสยามชั้นที่ ๑ ร.ศ. ๑๑๖ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ร.ศ. ๑๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๔ ตราช้างเผือกชั้นที่ ๒ ร.ศ. ๑๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๔ ตราปฐมจุลจอมเกล้า ร.ศ ๑๒๒ พ.ศ. ๒๔๔๖ เหรียญจักรพรรดิมาลา เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา เหรียญประพาศมาลา เหรียญทวีธาภิเศก เหรียญรัชมงคล เหรียญรัชมังคลาภิเศก แล

(๖) ได้พระราชทานเครื่องยศ คือ สังข์เลี่ยมทองคำ ๑ หีบหมากไม้แดงหุ้มทองคำ ๑ กากระบอกทองคำ ๑ กระบี่ฝักทองคำ ๑ นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานสิ่งของสำหรับพระเกียรติยศอิกหลายอย่าง มีชฎาเปนต้น พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ มีชายา ๗ คน คือ ชายาที่ ๑ ชื่อแม่เจ้ายอดหล้า มีบุตรธิดารวม ๑๓ คน บุตรที่ ๑ เจ้าคำบุ ที่ ๒ เจ้าคำเครื่อง ที่ ๓ เจ้ายศ ที่ ๔ เจ้านางอัมรา ที่ ๕ เจ้าน้อยรัตน ได้เปนเจ้าราชวงษ์ ที่ ๖ เจ้าน้อยบริยศ ที่ ๗ เจ้านางบัวเขียว ได้เจ้าบุรีรัตน (บรม) เปนสามี ที่ ๘ อำมาตย์ตรี เจ้าบุรีรัตน (สุทธิสาร) ที่ ๙ เจ้าราชภาติกวงษ์ (จันทวงษ์) ที่ ๑๐ เจ้าหนานบุญรังษี ที่ ๑๑ เจ้าราชภาคินัย (น้อยมหาวงษ์) ที่ ๑๒ เจ้าราชดนัย (น้อยยอดฟ้า) ที่ ๑๓ เจ้านางสมุท ชายาที่ ๒ ชื่อแม่เจ้าคำปลิว มีบุตร ๔ คน ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ชายาที่ ๓ ชื่อแม่เจ้าจอมแฟง มีบุตรธิดารวม ๓ คนคือ ๑ แม่เจ้าบัวแว่น ได้เจ้าราชบุตร (น้อยอนุรุท) เปนสามี ๒ เจ้าแหว ๓ เจ้าน้อยครุธ ชายาที่ ๔ ชื่อแม่เจ้าคำเกี้ยว มีธิดา ๒ คนคือ ๑ เจ้านางเกี๋ยงคำ ๒ เจ้านางคำอ่าง ชายาที่ ๕ ชื่อแม่เจ้ายอดหล้า มีบุตรธิดารวม ๗ คน ๑ เจ้านางเทพมาลา ๒ เจ้านางเทพเกสร ๓ เจ้านางอินแสงสี ๔ เจ้านางจันทวดี ๕ เจ้านางศรีสุภา ๖ เจ้านางดวงมาลา ๗ เจ้านางประภาวดี

(๗) ชายาที่ ๖ ชื่อนางสีคำ มีบุตรธิดารวม ๗ คน ถึงแก่กรรมไปแต่ยังเล็ก ๆ ๕ คน ที่ยังเหลืออยู่ คือ ๑ เจ้านางแว่นแก้ว ๒ เจ้านางสีพรหมา เปนหม่อมหม่อมเจ้าสิทธิพร ๑ ชายาที่ ๗ นางบัว มีบุตร ๗ คน ถึงแก่กรรมไป ๔ ยังอยู่ ๓ คือ ๑ เจ้านางต่อมแก้ว ๒ เจ้าก่ำ ๓ เจ้านางเกียรทอง อนึ่งพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เปนผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธสาสนา สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ไว้ในตัวเปนเนืองนิจ มีจิตรคิดบริจาคทรัพย์ออกก่อสร้างสิ่งถาวรไว้ในพระพุทธสาสนา แลเปนผู้อุปการะแก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร ทำให้สมณะพราหมณาจารย์ได้ความศุขสบายเปนอันมาก ยากที่จะหาผู้เปรียบปานได้ จึงให้จาฤกไว้ในศิลาวัดแช่แห้ง ดังมีถ้อยความแจ้งต่อไปนี้ ศิริวิสุทธวิมลพหมังคล สวัสดิ อภิวาทนบพระไตรรัตน โอกาสะศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๒๖๗ ตัวมเสงสะนำกัมโพชขอมพิไสย เสด็จเข้ามาในคิมหานะฤกษ์จิฐมาศบุณมีพุทธวาฬไถง ไทยภาษาว่าปีดับไส้ เดือน ๗ น่านเพ็ง เม็งวันพุฒ ไทยเบิกไจ้ ตรงกับวันที่ ๑๙ เมษายน รัตน โกสินทร ศก ๑๒๔ ทิวาทิฐถี ๑๕ นาที ทิฐถี ๔๕ จันทจรณะยุคติ เสด็จเข้ามาเทียมนักขัตฤกษ์ดวงถ้วน ๑๑ ชื่อบุบผลคุณะ มหาทะนะ เทวตานาที่ ๔๙ ปรากฎในกรณะผะอะโบระวายสี อดีตชินสาสนาอันล่วงไปแล้ว ๒๔๔๙ พรรษา อนาคตวรพุทธสาสนาจักมาภายน่าบ่อน้อย ๒๕๕๑ พรรษาปลาย ๑๕ วัน ตั้งวันฉลองพุทธาภิเศกตามคำภีร์สาสนติกาจาริยมารีสังเกต

(๘) เหตุนั้นปฐมราชศรัทธาพระเจ้าน่านองค์ถ้วน ๕ อันทรงพระนามว่าพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี สุจริตจารีราชานุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิกิติไพศาล ภูบาลบพิตร สถิตย์ณนันทราชวงษ์พระเจ้านครน่าน องค์ทงพระอธิปทานะ บังเกิดด้วยราชศรัทธาในโอกปัณณ อจลศรัทธาญาณสัมปยุตต สุทธอสังขาริกจิตร ติดในสัมมาสัมพุทธสพัญญูตัญญาณอันยิ่ง จิงประกอบด้วยขันตี อุสาห วิริย อันล้ำเลิศ บังเกิดด้วยบุพเพภาคเจตนาอันใหญ่ยิ่ง จึงได้ยกเอาทุนทรัพย์สมบัติอันสุจริตอันชอบประกอบด้วยมุติธรรม จัดซื้อปิตโลหตันลูปหุ้มมหาเจติยเกษาธาตุ แลติดด้วยทองคำปิว แล้วจึงจ้างบุรุษทั้งหลายเลิกสร้างยังพระวิหารหลวงแล้ว จึงได้สร้างแปลงวิหารหลวงขึ้นอิกใหม่ กว้าง ๗ วา ยาว ๑๗ วา ๒ ศอก สูง ๗ วา ๑ ศอก สร้างก่ออิฐกำแพงศาลาบาตมุงด้วยอิฐกกุ้ม เปนบริวัตถะสมันต ๔ ด้าน ด้านวันตกวันออก ด้านไหนยาว ๔๐ วา ด้านใต้ด้านเหนือ ด้านไหนยาว ๓๘ วา มีประตูขงออก ๔ ด้าน แลสร้างใบศรีแวดตีนธรณีมหาเจดียธาตุเจ้า แลสร้างรูปสิงโต ๒ ตัว สร้างวิหารพระทันใจกุ้มบาทะ เทียมพระบาท สร้างรูปนาค ๒ ตัว ใหญ่ ๒๐ กำ ยาว ๕๐ วา ยอหัวสูง ๓ วา ๓ ศอก สร้างถนนหว่างนาคกว้าง ๒๐ วา ยาว ๕๐ วา สร้างท้องที่ข่วงแก้วอารามเหนือภูเพียงแช่แห้ง อันพระสัมมาสัมพุทธโคดมเจ้าแส้งไว้เปนโมนถานะ ตราบ ๕๐๐๐ พระวะษา

(๙) พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เปนเค้ากว่าอรรคฉายาศรีนุกัญญา ราชบุตตาราชบุตรี แลราชเสวก ไวยาวจังกร ทาษาทาษี ทั้งหลายได้ปฎิสังขรณ์เสร็จแล้ว จึงได้มีผละนาผายแผ่ ถึงแก่มหาขัติยราชวงษานุวงษ์ แลข้าหลวงบริเวณ แลนายแขวงนาแคว่นแก่บ้านรัฐประชาในจังหวัดนครน่าน ให้มาพัตตาอนุโมทนาเหมียดหมายทาน เปนมหาสมัยกาลอันประเสริฐล้ำเลิศอุดม สมดังเจโตวรปณีธานะผาทนา จำนวนพระรัตนสังฆเจ้า มีพระราชาคณะทงนามว่า พระชยานันทมุนี ที่สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่เปนเค้ากว่าสังฆเจ้าทั้งหลายไปรับไทยทานต่าง ๆ ได้ถวายอาหารบิณฑบาต ตั้งแต่วันเดือน ๗ น่านขึ้น ๑๓ ค่ำ ถึงแรม ๑ ค่ำจึงเปนปริโยสาน แลจัดคณะพระสังฆเจ้ามี ๑๑๘๒ พระองค์แล ด้วยการซ่อมสร้างพระธาตุเจ้าแลพระวิหารหลวงแลแผ่นทองหลูปพระธาตุแลที่ต่าง ๆ รวมเบ็ดเตล็ดทั้งสิ้น เปนมูลทรัพย์สมบัติ ๔๘๖๙๙ บาท กับ ๓๒ อัฐแล อิมินาปุญญกัม์มํผลํ ปฏิสังขารณํ อันโต สาสเนนโจถกา นิยาวปัญจ สหัสส วัสสานิวพุทธสาสนํ ติไถยา มวาปนอิมินานิสัพพ วัตถุทานานิ อเนชะอสาธารณ สัพพโลกิย โลกุตร สัพพสัมปตีนังยาว สัพพัญญู ตัญญานัง ยาว มรรคผละ นิพานะ ปริโยสาสนํ ปัจโยโหนตุโน ฯ ศักราช ๙๕๐ ตัว พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามเจ้านครน่าน ได้ปฏิสังขรณ์วิหารแช่แห้งนี้เปนครั้งแรก แต่นั้นมานานได้ ๓๑๗ ปี ถึงศักราช ๑๒๖๗ ตัว พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พระเจ้านครน่านได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอิกเปนครั้งที่สองแล ฯ

(๑๐) จาฤกเขาแก้วดังต่อไปนี้

  • ศิริศุภมัสดุ จุลศักราชได้ ๑๒๖๘ ตัวมเมียนำกัมโพชะขอมพิไสย เสด็จเข้ามาในโคนวิถีเหมันตนฤกษตุมิคสิรมาเส กึสนปัก์เขเอกวีสติ ดิถียัง พึคุวาฬไถง ไทยภาษาว่าปีรวายสง้า ฤดูเดือน ๓ น่านแรม ๖ ค่ำ เม็งวันเสาร์ ไทยเต้าสง้า ทิวาทิฐถี ๒๑ นาที ทิฐถี ๖๐ เทวตานาที ๔๐ จันทรจรณยุคติ เสด็จเข้ามาเทียมทัน ขสันคบคู่โมทติอยู่กับด้วยนักขัตฤกษ์ดวงถ้วน ๑๐ ชื่อว่า มาฆะทริโทเข้าสถิต ปรากฎอยู่ในสิงหะ เตโจราสี อตีตวรพุทธสาสนา ๓ ล่วงแล้ว มีตามบาฬีว่า เอกุณปัญญาสจตุสัตเทวสหัสสสัง ๒๔๔๙ พรรษา สัตมาเสปลาย ๗ เดือน เอกวีสติทิวาปลาย ๒๑ วันทั้งวันนี้ อนาคตวรชินสาสนายังจักมาณะเบื้องน่า ยังมีตามบาฬีว่า โสตถิ ปัญจสตัง เทวสหัสสสังยังบ่น้อย ๒๕๖๐ พรรษา จตุมาเสปลาย ๔ เดือน อัตถทิวาปลาย ๘ วันนับตั้งวันพุกถูกโบราณ พลึงคโหราร ฤกษสีสนถิกาบาฬี สังเกตุ

เหตุนั้น หมายมีพระราชศรัทธา มหาอุปาสกะ พระเจ้าองค์ทงนามว่า พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พระเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน ที่นี้เปนประธาน กว่าอรรคชายาราชเทวีผู้มีนามว่า เจ้านางยอดหล้า แลราชบุตรกุลวงษานุวงษ์ เสนาอามาตย์ราชบริวารทุกท่านทุกคน บังเกิดมหากามาวจรกุศลจิตร ติดในพระรัตนัตยาธิคุณเปนอันยิ่ง จึงลำเพิงหันภูเขาแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ทิศตวันตก เวียงนครน่านที่นี้ก็นับเปนที่ถาปันนายังพระเจติยสาริกธาตุ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าไชยสงคราม เปน (๑๑) พนักงานจัดการต่างพระองค์ คือให้เลิกลื้อของเก่าที่ชำรุดเสียแล้วโปรดทรัพย์ส่วนพระองค์ออกสร้างจ้างม่านผู้หนึ่งชื่อว่าหม่องยิง เปน สล่าก่อซ้อมสร้างองค์พระเจดีย์นั้นใหญ่ ๓ วา ๒ ศอกสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสมอกัน สูงแต่ธรณีขึ้นไปถึงยอด ๗ วา ๓ ศอก ต่างเสวตรฉัตร ๙ ใบ ขดกำแพงออกหื้อไกลพระเจดีย์ ๑ วา ด้านกว้าง ๘ วา ๓ ศอก ๖ แม่สี่ด้านเสมอกัน สูง ๔ ศอก ๕ แม่ มีประตูเข้าออก ๓ ด้าน ต่างใบสิมา ๑๐๓ ใบ รวมทรัพย์ซึ่งใช้จ่ายต่าง ๆ ในการก่อสร้างพระเจดีย์นี้ รวมสิ้นไป ๓๕๐๑ บาท ๘๗ สตางค์ อนึ่งพระองค์ซ้ำโปรดให้สร้าง จ้างให้ปลูกพระวิหารไว้ทิศตวันออกพระเจดีย์เจ้า พระวิหารกว้าง ๔ วา ๒ ศอก ยาว ๑๐ วา ๒ ศอก สูงแต่ธรณีขึ้นไป ๕ วา ๑ ศอก ได้โปรดให้ยกเอาหอคำขึ้นไปเปนไม้เครื่อง ๑ หลัง รวมทรัพย์ซึ่งได้ใช้จ่ายการต่าง ๆ ในการปลูกสร้างพระวิหารสิ้นไป ๖๓๖๘ บาท ๒๕ สตางค์ รวมทั้งสองรายเปนเงิน ๙๘๗๐ บาท ๑๒ สตางค์ การก่อสร้างสองรายนี้นานได้ ๗ ปี จึงเปนการสำเร็จแล้วบริบูรณ์ ถึงเมื่อปีกุญตรีศกจุลศักราช ๑๒๗๓ ตัว ในอัชชะวิถี คิมหันตนะฤกษ์ตุไพสาขมเส กึสสนะปักเข เตวีสติดิถิยัง โสรีวาฬไถง ไทยภาษาเรียกว่า ปีล้วงไก้ เดือน ๘ น่าน แรม ๘ ค่ำ เม็งวันเสาร์ไทยกดยี่ทิวาทิฐถี ๒๓ นาที ทิฐถี ๖๐ นาทีฤกษ์ ๔๐ จันทรจรหลอนเข้าสู่ ปรากฎอยู่กับด้วยนักขัตฤกษ์ดวงถ้วน ๒๕ ชื่อปัพสาโท พิชฆาศ ปรากฎในพฤษภา ปถวีราสี อดีตวรพุทธสาสนาล่วงแล้ว ๒๔๕๔ พรรษา กับเศษ ๒๓ วัน นับตั้งแต่วันนี้เปนวันปัจจุวาร ยังพระพุทธสาสนากาลส่วนอนาคตซึ่งจะกำหนด

(๑๒) เปนไปเบื้องน่าบ่อน้อย ๒๕๔๕ พรรษา ปลาย ๑๑ เดือน กับเศษอิก ๗ วัน รวมพระพุทธสาสนกาลทั้ง ๓ ส่วนมาประมวญณที่อันเดียวกัน จึงบรรจบครบถ้วน ๕๐๐๐ พระวะษาแล เดิมเมื่อแรกก่อสร้างองค์พระเจ้ามีชนมพรรษาได้ ๗๔ ปี เมื่อเสร็จแล้วบริบูรณ์ฉลองทานชนมพรรษาได้ ๘๑ ปีแล ครั้นวันที่ ๓๐ มกราคม ศก ๑๒๗ พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันเสาร์ไทยกดยี่ เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ จุลศักราชได้ ๑๒๗๐ ปีเบิกสัน ๑ หมาย มีพระราชศรัทธา พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พระเจ้านครน่าน ประกอบด้วยพระราชศรัทธาในการกุศล จึงมีพระอะวะจะนะพระเจดีย์แช่แห้งน้อย อันมหาราชศรัทธา พระยามหาวงษาธิราช เจ้านครน่านองค์ถ้วน ๕ หากปฏิสังขรณ์ไว้ นับตั้งแต่วันศุกรไทยกดสี เดือน ๙ ลง ๑๑ ค่ำ ปีระวายสง้า จุลศักราช ๑๒๐๘ ตัว นั้นนานได้ ๖๓ ปี ก็ชำรุดโบถพังลงนานได้หลายปี แล้วพระเจ้าก็มีพระไทยเหลี้ยมใสยิ่งนัก ๒ องค์พระเจ้าน่าน ก็บังเกิดด้วยพระราชศรัทธาอันยศยิ่ง เพื่อจะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์เจ้าดวงนี้ขึ้นอิก จึงมีพระบัญชาสั่งเหนือเกล้า ให้เจ้าขุนในหอคำทั้งหลายมีเจ้าราชดนัยผู้สำเร็จราชการหอคำเปนต้น ได้เรียกเอาตัวน้อยยอดคนเมืองลำพูน ซึ่งได้มามีภรรยาอยู่บ้านภูมินทร์นครน่านมาแล้ว จึงสั่งให้น้อยยอดได้เปนสล่าก่อสร้างพระเจดีย์นี้ ให้มีรูปเหมือนอย่างรูปมหาเจดีย์พระธาตุทโด่งเจ้านั้น น้อยยอดก็กราบทูลรับกระทำตามพระราชประสงค์ขององค์พระเจ้าทุกประการแล้ว พระเจ้าฯ ก็พระราชทานค่าจ้างให้แก่น้อยยอดเปนเงินตราสยาม ๓๐๐๐ บาท แต่สิ่งของทั้งหลาย

(๑๓) ที่จะก่อสร้างพระเจดีย์นั้นเปนของพระองค์พระเจ้าทั้งสิ้นตามแจ้งในสัญญานั้นแล้ว มีแสนหลวงราชสมภาร ขุนในหอคำผู้เปนพ่อเมียน้อยยอดเข้ามารับพระราชทาน เปนพนักงานตรวจตราดูแลในการก่อสร้างพระเจดีย์นี้ตราบตลอดเสร็จการกุศลรายนี้ องค์พระเจ้าก็มีพระอนุญาตให้แสนหลวงราชสมภารได้เปนพนักงานตามศรัทธาแสนหลวงราชสมภารแล้ว องค์พระเจ้าก็แผ่กุศลรายนี้ให้ตราบแก่เจ้านายบุตรหลานชายหญิงแลข้าหลวงประจำเมืองนี้ แลข้าราชการทหารพลเรือนนายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้านราษฎรแล้ว ก็จึงมีราชนิมนต์ท่านพระครูนันทสมณาจารย์ที่สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่ แลพระสงฆเจ้าทั้งหลาย เพื่อจะให้ไปกระทำปริตไชยมงคลตามแจ้งต่อไปนี้ ๓ ครั้นวันที่ ๓๐ มกราคม ร.ศ. ๑๒๗ พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันเสาร์ไทยกดยี่ เดือน ๕ น่านขึ้น ๙ ค่ำ ได้ฤกษ์ ๒ ตน ชื่อพระณีมหาทนะ เวลา ๓ โมงเช้า พระสงฆ์ก็กระทำปริตไชยมงคลสูตถอนแลลื้อรูปพระเจดีย์นี้เสียตามธรรมเนียม ถึงเวลา ๕ โมงเช้า องค์พระเจ้าเปนประธานกว่าอรรคชายาผู้มีนามว่า แม่เจ้ายอดหล้าราชบุตตาบุตรี แลขัติยวงษ์ ข้าราชการ เสนาอามาตย์ราชบริวารทั้งหลาย ก็เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ที่ถานด้านตวันออกเคียงกับพระธาตุแช่แห้งน้อย แล้วก็ได้ถวายอาหารคาวหวาน แลคิลานปัจจัยวัตถุทาน แก่พระสงฆเจ้า ๔๓ รูป มีท่านพระครูนันทสมณาจารย์ ( วงษ์ ) ที่สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่เปนประธาน กว่าพระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นพระสงฆ์ฉันเพนแล้ว ถึงเวลาเที่ยงวัน ลักษณาอยู่ในโบสถปถวีรวายสี พระสงฆเจ้าทั้งหลายก็เจริญพร

(๑๔) แลสวดมนตทั้ง ๕ จบแล้ว องค์พระเจ้าก็ถือเอาอิฐปิดคำปิว อันลงยันต์นั้นแล้ว พระสงฆ์ก็สวดชยันโต, พุทโธมังคะละ องค์พระเจ้าก็เอาก้อนอิฐนั้นวางลงไว้ในขุมที่ขุดไว้ ๔ ด้านพระธาตุเจ้านั้น คือด้านวันออก ด้านใต้ ด้านวันตก ด้านเหนือ เลี้ยวไปด้านวันออกอิก มีพระสงฆ์ ๕ รูปสวดพุทโธมังคะละยะถิน ตามเสร็จทั้ง ๔ ด้าน เจ้านายข้าราชการทั้งหลายก็เอาก้อนอิฐอันปิดเงินคำ ลงวางในขุมตามเสร็จทั้ง ๔ ด้านตราบเสร็จการกุศลครั้งแรก ด้วยเจ้านายบุตรหลานทั้งหลาย แลข้าราชการทั้งหลาย แลขุนในหอคำอันตามไปกระทำการกุศลในวันเดียวนี้ แต่จะบอกนามปรากฎแต่ผู้สำคัญเท่านั้น เจ้านายบุตรหลานผู้ชาย คือ นายพันโท เจ้าอุปราช เสนามหาดไทย องค์เปนน้อง ๑ เจ้าบุรีรัตน เสนานา ๑ เจ้าราชภาติกวงษ์ เสนาวัง ๑ เจ้าราชภาคิไนย ๑ เจ้าราชดนัย ๑ เจ้าไชยสงคราม เจ้าจันทวงษ์ เจ้าหนานบุญรังษี นายหนานมหายศ เจ้าน้อยอินแสง นายหนานยารังษี ขุนในหอคำ คือ พญาสิทธิวังราช พญาสารมณเฑียร พญาอินต๊ะสมบัติ นายน้อยอินทปัญญา แสนหลวงราชสมภาร แสนหลวงกุศล แลขุนในหลายคน ท้าวพญาเดิม คือ พญาหลวงจ่าแสน พญาหลวงธรรมดูล พญานันทปัญญา พญาสิทธิสาร แสนหลวงรวังยศ แสนท้าวหลายคน ฝ่ายข้าราชการที่จากกรุงเทพฯ ขึ้นมานั้น คือ ท่านพระอาทรข้าหลวงประจำเมือง หลวงนรอรรถ ผู้พิพากษา นายร้อยเอกเปิ้ม ข้าราชการหลายคน ฝ่ายเจ้านายบุตรีหลานผู้หญิง คือ แม่เจ้าศรีโสภา ชายาเจ้าอุปราช แม่เจ้ายอดมโนลา แม่เจ้าบัวเขียว แม่เจ้าสุพรรณวดี เจ้าเทพมาลา

(๑๕) เจ้าเทพเกสร เจ้านายบุตรีหลายคน แลมีเจ้านายบุตรหลานผู้ชายซึ่งเปนมหาดเล็กหลายคนด้วยกัน แลมีมหาชนทั้งหลายเปนอันมากก็ได้ติดตามไปกระทำการมหากุศล เฉภาะซึ่งพระเจดีย์นี้ครั้งแรก แลอนึ่งในวันเดียวมีอัศจรรย์เกิดขึ้นสองอย่าง หนึ่งยังมีงูตัวหนึ่ง มีหัวอันแดง มีเนื้อตัวหลายสี คือ ขาวเขียวดำเปนรายก่านป้อง มีตัวใหญ่ประมาณเท่านิ้วมือแห่งคน ยาวประมาณ ๑ ศอก ปรากฎอยู่บนผ้าพรมที่นั่งของพระสงฆ์ ในกลางพระสงฆ์ ไม่กระทำร้ายอะไรอยู่นานสัก ๕ มินิตก็หายไป ๒ เมื่อเสร็จการกุศลที่พระธาตุนี้แล้ว องค์พระเจ้าจะเสด็จไปบูชาแลนมัสการพระมหาธาตุแช่แห้งใหญ่ แลพระรัตนไตรยในพระวิหารหลวง แลพระพุทธรูปทันใจอิก ครั้นเสด็จไปถึงนอกบริเวณพระมหาธาตุเจ้านั้น มีฝนห่าหนึ่งตกมาแต่ทิศตวันออก มีเมล็ดใหญ่ประมาณเท่าหมากพูชา ตกลงถูกกายของมหาชนทั้งหลาย ในเวลานั้นไม่มีฝ้าเมฆแลลมอะไร เปนอันสว่างดีนานสักครู่หนึ่ง ก็อันตรายหายไป ควรอัศจรรย์นัก เห็นจะเปนเพื่อเหตุองค์พระเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสในโลกุตตรมรรคธรรมอันประเสริฐ แลเปนเหตุให้มีศรัทธาอันหยั่งเชื่อในการกุศลต่อ ๆ ไป ตราบองค์พระเจ้าได้ตรัสสัพพัญญูตัญญาณในอนาคตกาลชาติบ่คลาศคลา เพราะในปัจจุบันชาตินี้ องค์พระเจ้าก็ได้ปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุแช่แห้งใหญ่ แลพระวิหารใหญ่ พระวิหารทันใจ แลสร้างศาลาบาตรอบบริเวณทั้งสิ้น แลได้ปราบที่ป่าแลถานทั้งหลายให้ราบเพียง สร้างนาค ๒ ตัวแลถนนแลกองมหากุศลอันจะยังสร้างขึ้นอิก ยังเปนกำลังสร้างขึ้นเวลานี้ ๑ คือ พระวิหาร (๑๖) ที่พระธาตุเขาแก้ว ๒ พระวิหารพระนอน ๓ โรงเรียนใหญ่ที่วัดช้างค้ำ ๔ สพานข้ามน้ำสมุน อันเปนกองกุศลใหญ่แล แต่อันเล็กน้อยยังไม่เอามาปรากฎ ในงานพระธาตุแช่แห่งนี้ หนภายในมีท่านพระครูถาปนกิจโกศล เจ้าวัดพญาพู เปนองค์ชี้แจงในการงานทั้งมวญ อุดหนุนสมภารขององค์พระเจ้า ครั้นเสร็จการกุศลรายนี้ครั้งแรกแล้ว องค์พระเจ้าเสด็จมาพร้อมด้วยเจ้านายบุตรหลาน ข้าราชการเสนามาตย์ราชบริวารเสด็จมาสู่หอคำตามธรรมเนียม เสร็จการกุศลในพระเจดีย์แช่แห้งน้อยครั้งแรกเท่านี้แล รวมที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ได้บริจาคทรัพย์สร้างสิ่งถาวรถวายเปนของรัฐบาลแลถวายไว้ในพระสาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ ร.ศ. ๑๒๓ พ.ศ. ๒๔๔๗ สร้างออฟฟิศไปรสนีย์โทรเลขประจำจังหวัดน่านหนึ่งหลัง ทำด้วยไม้สักรูปปั้นหยามีน่ามุขหนึ่งด้าน แลซื้อที่ดินที่ตั้งออฟฟิศรวม ๒ รายเปนเงิน ๑๖๐๐ บาท ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ. ๒๔๔๙ สร้างพระวิหาร วัดดอยธาตุเขาน้อยหนึ่งหลัง ๖ ห้อง ๆ ไหนกว้าง ๕ ศอก ยาว ๘ วา ๒ ศอก มีน่ามุขออก ๓ ด้าน ก่อฐานพระประธานไว้กลางพระวิหาร พระวิหารเครื่องไม้สักก่ออิฐโบกปูนหลังคามุงกระเบื้อง ไม้สักประกับแก้วแลปิดทองทำด้วยงดงาม พระสมุห์อินวัดหัวขว่างเปน สล่าสินเงิน ๔๘๓๙ บาท ร.ศ. ๑๒๖ พ.ศ. ๒๔๕๐ สร้างพระวิหารพระพุทธไสยาศน์ที่วัดแช่แห้ง ๑ หลัง ยาว ๑๐ วา ๒ ศอก ๑๐ นิ้ว กว้าง ๔ วา ๒ ศอก ๑๐ นิ้ว แลซ่อมแซมฐานพระไสยาศน์พระวิหารก่ออิฐถือปูนมุงกระเบื้องไม้ยม (๑๗) เพดานลงรักปิดทอง แลก่อกำแพงแก้วรอบพระวิหาร ๔ ด้าน ยาวด้านละ ๑๘ วา ๒ ศอก ๑๐ นิ้ว หม่องจ่าปีนชาติพม่าเปนสล่า สิ้นเงิน ๔๐๐๐ บาท ใน พ.ศ. เดียวนี้ สร้างโรงเรียนสุริยานุเคราะห์ เปนโรงเรียนหนังสือไทยประจำเมือง จีนซาง จีนอิ๋ว เปนสล่า ๑ หลัง ทำด้วยไม้ตะเคียน รูปปั้นหยามีน่ามุข พื้นกระดานฝากระดาน หลังคามุงกระเบื้องไม้ยม กั้นเปนห้อง ๆ ๖ ห้อง โดยยาว ๙ วา ๒ ศอก กว้าง ๖ วา มีเพไลยออกหนึ่ง ด้านยาวตามโรงเรียนทาสีขาว โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ในกำแพงวัดช้างค้ำ สิ้นเงิน ๖๑๐๐ บาท ร.ศ. ๑๒๗ พ.ศ. ๒๔๕๑ สร้างกุฎีสำหรับพระครูนันทสมณาจารย์ เจ้าคณะจังหวัด ๑ หลัง ๘ ห้อง ยาว ๙ วากับ ๒ ศอก กว้าง ๖ วา พื้นกระดานฝากระดานไม้ตะเคียน แลไม้สักบ้าง หลังคามุงกระเบื้องไม้สักแลไม้ยม มีเพไลยยาวตามกุฎี ๑ ด้าน มีน่ามุขออก ๑ ข้าง แลมีเพดานตลอด กั้นฝาเปนห้อง ๆ ๘ ห้อง สูงตั้งแต่พื้นดินถึงพื้น ๔ ศอก ตั้งแต่พื้นถึงขื่อ ๘ ศอก ตั้งแต่ขื่อถึงอกไก่ ๑๐ ศอก ทำเปนรูปปั้นหยาสิ้นเงิน ๒๕๐๐ บาท ในศกเดียวนี้สร้างพระเจดีย์แช่แห้งน้อย ๑ หลัง ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์เข้าประดิษฐานในโกษฐทำด้วยทองคำ แล้วเอาประจุโกษฐแก้ว แล้วเอาเข้าบรรจุในหีบกำปั่นใหญ่ แลมีดอกไม้ทองคำทำเปนพวงๆ มีเครื่องสักการบูชาหลายอย่างหลายประการ บรรจุในกำปั่น แล้วเอาเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์ดังนี้ ดังแจ้ง

(๑๘) ในจาฤกนั้นแล้ว การก่อสร้างสิ้นเงิน ๔๔๐๖ บาท ๙๒ สตางค์ แลสร้างสพานสมุน ๑ สพาน ทำด้วยไม้ตะเคียนอย่างแน่นงดงาม สิ้นเงินหมื่นบาท ร.ศ. ๑๒๘ พ.ศ. ๒๔๕๒ สร้างพระเจดีย์ในบริเวณวิหารพระไสยาศน์แช่แห้ง ๑ หลัง ทำเปนรูปพระปรางค์ แลก่อหลูบพระเจดีย์ซึ่งชำรุดอยู่สิ้นเงิน ๑๓๐๐ บาท ร.ศ. ๑๒๙ พ.ศ. ๒๔๕๓ ก่อสร้างหอพระไตรปิฎก ในบริเวณวัดช้างค้ำ ๑ หลัง ๘ ห้อง ยาว ๑๖ วา ๑ ศอก กว้าง ๕ วา ๒ ศอก สูงตั้งแต่ดินถึงอกไก่ ๑๓ วา หลังคาทำเปนซด ๆ ก่ออิฐทาสี เครื่องบนไม้สัก มุงกระเบื้องไม้สัก ทำอย่างแน่นหนา มีเพดานน่าจั่ว ๒ ข้างแลเพดานทำเปนลวดลายต่าง ๆ ลงรักปิดทอง แลประดับด้วยแก้วสีต่าง ๆ พระสมุหอินทร์ เจ้าวัดหัวข่วง กับจีนอิ๋ว จีนซาง เปนสล่าสิ้งเงิน ๒๓๕๕๘ บาท ในศกเดียวนี้ สร้างโรงอุโบสถวัดแช่แห้งน้อย ๑ หลังเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องไม้สัก ก่ออิฐถือปูน จีนเลือดเปนสล่า ข้างในมีเพดานลงรักปิดทอง แลปฏิสังขรณ์พระพุทธปฏิมากรในอุโบสถนั้นอิก ๓ องค์ ลงรักปิดทองใหม่ สิ้นเงิน ๔๐๐๐ บาท ร.ศ. ๑๓๑ พ.ศ. ๒๔๕๕ สร้างพระเจดีย์หลังอุโบสถแช่แห้งน้อย ๑ หลัง ก่ออิฐถือปูน สิ้นเงิน ๘๐๐ บาท ในศกเดียวกันนี้ สร้างพระวิหารวัดสวนหอมตำบลหัวเวียง ๑ หลัง ก่ออิฐถือปูนมีเพดาน ลงรักปิดทองน้อยทะ เปนสล่า สิ้นเงิน ๔๖๐๐ บาท (๑๙) ในศกเดียวนี้ปฏิสังขรณ์พระวิหารใหญ่วัดช้าง ๑ หลัง เปลี่ยนเครื่องบนไม้สัก แลต่อน่ามุขออก ๑ ห้อง รวมเปน ๘ ห้อง ทำตามรูปเดิม เปนแต่น่ามุขแลเปลี่ยนเครื่องบน หลังคามุงกระเบื้องดิน ประดับตกแต่งเสาในพระวิหาร แลเพดานกันน่าจั่วทั้ง ๒ ข้าง ทำเปนลวดลายลงรักปิดทอง แลประดับแก้วสีต่าง ๆ กับซ่อมแซมฐานพระประธานแลธรรมาศน์ ลงรักปิดทอง กับปิดทองพระประธานในพระวิหารนี้ แลมีการทำบุญฉลองเปนการใหญ่โตครึกครื้นมาก สิ้นเงิน ๑๒๔๑๙ บาท ๘๕ สตางค์ พระสมุห์อินทร์วัดหัวข่วงเปนสล่า ครั้น พ.ศ. ๒๔๕๗ สร้างกุฎีวัดแช่แห้ง ๒ หลัง เสาก่ออิฐถือปูนเครื่องไม้กระยาเลย หลังคามุงกระเบื้องดิน หนานกัน เปนสล่า สิ้นเงิน ๓๓๒ บาท ๕๐ สตางค์ ในศกเดียวนี้ได้ซ่อมแซมหัวนาควัดแช่แห้ง ซึ่งแตกหักลงทั้งสองหัวสิ้นเงิน ๓๐๐ บาท หนานกัน น้อยธะ เปนสล่า แลสร้างสระน้ำที่วัดแช่แห้ง หัวถนนที่จะขึ้นไปพระธาตุแช่แห้ง ๑ สระกว้าง ๑๒ วา ๔ ด้าน ด้านเท่า ๆ กัน ก่ออิฐถือปูน เพื่อให้สัตว์ได้อาไศรยน้ำ สิ้นเงิน ๓๐๐ บาท แลสร้างพระเจดีย์ใหญ่ในวัดสวนตาล เวลานี้ยังไม่สำเร็จ ก่อสำเร็จไปแล้ว ยังแต่ทาสทาย แลโบกปูนเท่านั้น พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ มาถึงพิราไลยเสียก่อน นายพลตรี เจ้าอุปราช ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมือง ผู้เปนน้อง แลเจ้านายบุตรหลานจะได้จัดการซ่อมสร้างต่อไปจนสำเร็จ

สารบาน[แก้ไข]

ภาคที่ ๑ ตอนที่ ๑ อารัมภกถา เริ่มเรื่องพงษาวดารลานนาไทย ของ พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช น่า ๑ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยสักยวงษ์ " ๒ คำนมัสการพระรัตนไตรย " ๒ ว่าด้วยลำดับวงษ์สักยราช " ๓ ว่าด้วยพระสิทธัตถกุมารได้ตรัสเปนพระพุทธเจ้า " ๖ ว่าด้วยวงษ์สกุลพระเจ้าพิมพิสาร " ๖ ว่าด้วยต้นสกุลพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช " ๗ ตอนที่ ๓ ว่าด้วยตั้งวงษ์ลาวจังกรราช " ๘ ว่าด้วยนางจามเทวีสร้างเมืองลำพูน " ๘ ว่าด้วยประวัติพระยาลาวจังกรราช " ๑๐ พระเจ้าอนุรุทธตั้งจังกรกุมารให้เปนใหญ่ใน ลานนาไทย " ๑๑ ตอนที่ ๔ ว่าด้วยพระยาลาวจังกรราชสร้างเมือง " ๑๒ พระยาลาวจังกรราชสร้างเมืองเงินยัง " ๑๒ พระยาลาวจังกรราชสร้างเมืองฝาง, เชียงราย, เชียงของ " ๑๓

(๒๑) ตอนที่ ๕ ว่าด้วยลูกหลานพระยาลาวจังกรราช น่า ๑๔ ตอนที่ ๖ เรื่องขุนเจืองธรรมิกราช " ๒๔ ว่าด้วยประวัติเจ้าขุนทึง " ๒๔ เจ้าขุนทึงอธิฐานสร้างเมืองเชียงเรือง " ๒๖ ว่าด้วยเจ้าขุนทึงย้ายไปอยู่เมืองเชียงเรือง " ๒๗ ว่าด้วยลำดับลูกหลานเจ้าขุนทึง " ๓๐ ว่าด้วยเจ้าขุนเจืองปราบดาภิเศกเปนขุนเจือง ธรรมิกราช " ๓๓ ขุนเจืองธรรมิกราชไปอยู่เมืองแกว " ๓๔ ขุนเจืองธรรมิกราชไปชนช้างกับพระยาแมนตาตอก " ๓๘ ขุนเจืองธรรมิกราชขาดฅอช้าง " ๓๙ ว่าด้วยลำดับลูกหลานขุนเจืองธรรมิกราช " ๔๐ ว่าด้วยประวัติเจ้ามังราย " ๔๑ เจ้ามังรายเที่ยวปราบปรามหัวเมืองลาว " ๔๓ เจ้ามังรายตีได้เมืองอังวะ " ๔๙ เจ้ามังรายบำรุงพุทธสาสนา " ๔๙ ว่าด้วยลำดับลูกหลานเจ้ามังราย " ๕๒ ว่าด้วยประวัติพระเจ้าติโลกราช " ๕๘ ว่าด้วยประวัติพระยาแกว " ๖๑ ว่าด้วยพระยาแกวทำศึกกับศุโขไทย " ๖๒ (๒๒) ว่าด้วยพระยาอาทิตย์เมืองใต้ทำไมตรีกับพระยาแกว น่า ๖๓ ว่าด้วยลำดับลูกหลานพระยาแกว " ๖๓ ว่าด้วยเชียงใหม่ขอขึ้นเมืองใต้ " ๖๖ ว่าด้วยเจ้าฟ้ามังตรามาตีได้เมืองเชียงใหม่ " ๖๘ ว่าด้วยสกุลเจ้าฟ้าสารวดีเจ้านครเชียงใหม่ " ๗๐ ภาคที่ ๒ คำนมัสการ " ๗๓ ตอนที่ ๑ ว่าด้วยราชวงษ์ภูคาสร้างเมืองปัว " ๗๔ ว่าด้วยประวัติเจ้าขุนนุ่นและเจ้าขุนฟอง " ๗๔ ว่าด้วยเจ้าขุนนุ่นสร้างเมืองจันทบุรี " ๗๕ ว่าด้วยเจ้าขุนฟองสร้างเมืองวร คือเมืองปัว " ๗๕ ว่าด้วยพระยางำเมืองตีได้เมืองปัว " ๗๘ ว่าด้วยประวัติเจ้าผานอง " ๗๘ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยสร้างเมืองน่าน " ๘๑ ว่าด้วยพระยาการเมืองบรรจุพระธาตุวัดภูเพียงแช่แห้ง " ๘๓ ว่าด้วยพระยาผากองสร้างเมืองน่าน " ๘๕ ว่าด้วยพระยาแพร่มาตีได้เมืองน่าน " ๘๖ ราชวงษ์ภูคากลับตีเมืองน่านคืนได้อิก " ๘๖ ว่าด้วยพระยาติโลกราชเมืองเชียงใหม่ตีได้เมืองน่าน " ๘๙


(๒๓) ตอนที่ ๓ ว่าด้วยเมืองน่านขึ้นเชียงใหม่ น่า ๙๐ ว่าด้วยลำดับท้าวผู้มากินเมืองน่าน " ๙๐ ว่าด้วยท้าวขาก่านซ่อมพระเจดีย์ภูเพียงแช่แห้ง " ๙๑ ว่าด้วยแกวมารบเมืองน่าน " ๙๒ ว่าด้วยลำดับท้าวผู้ครองเมืองน่าน " ๙๒ ว่าด้วยเจ้าฟ้ามังตรามาตีได้เมืองน่าน " ๙๕ ตอนที่ ๔ ว่าด้วยเมืองน่านคราวเปนจลาจล " ๙๖ ว่าด้วยเจ้าฟ้าสารวดีซ่อมวัดภูเพียงแช่แห้ง " ๙๖ ว่าด้วยเมืองน่านแขงเมืองต่อเจ้าฟ้าสารวดี " ๙๘ ว่าด้วยเจ้าพระยาพลศึกซ้ายไชยสงครามซ่อมพระเจดีย์ หลวงวัดภูเพียงแช่แห้ง " ๑๐๐ ว่าด้วยเจ้าพระยาพลศึกซ้ายไชยสงคราม ย้ายไปเปน เจ้านครเชียงใหม่ " ๑๐๑ ว่าด้วยเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชาหงษาวดีตีได้เมือง เชียงใหม่ " ๑๐๑ ว่าด้วยเมืองน่านระส่ำระสาย " ๑๐๒ ว่าด้วยพระยาใต้ไปตีเมืองน่าน " ๑๐๔ ว่าด้วยเมืองน่านตั้งแขงเมืองต่อหงษาวดี " ๑๐๕ ว่าด้วยหงษาวดีมาปราบปรามเมืองน่าน " ๑๐๕ ว่าด้วยลำดับท้าวผู้ครองเมืองน่าน " ๑๐๗

(๒๔) ตอนที่ ๕ ว่าด้วยสกุลเจ้าพระยาหลวงตี๋นต้นวงษ์เจ้านคร เมืองน่าน น่า ๑๐๙ เมืองน่านขอเจ้าพระยาหลวงตี๋นเจ้านครเชียงใหม่ มาเปนเจ้านครเมืองน่าน " ๑๐๙ พระนาขวาคิดร้ายต่อเจ้าพระยาหลวงตี๋น " ๑๐๙ พระนาขวายิงตัวตาย " ๑๐๙ เครือญาติเจ้าพระยาหลวงตี๋น " ๑๑๐ ตอนที่ ๖ ว่าด้วยวงษ์เจ้าพระยาหลวงตี๋นครองเมืองน่าน " ๑๑๕ ลานนาไทยแขงเมืองต่อพม่า " ๑๑๕ พม่ายกมาปราบปรามลานนาไทย " ๑๑๖ พม่าตีได้กรุงศรีอยุทธยา " ๑๑๘ ฮ่อยกมาตีเมืองอังวะ " ๑๑๙ ลานนาไทยมาขึ้นกรุงฯ " ๑๒๐ ว่าด้วยผู้ครองเมืองน่านระหว่างศึกพม่ากับไทย " ๑๒๐ ไทยตีได้เวียงจันท์ " ๑๒๑ เจ้าในตระกูลเมืองน่านแยกไปเปนข้าพม่าบ้าง ไทยบ้าง " ๑๒๔ พม่ายกทัพมาตีเมืองไทย " ๑๒๕ ตระกูลเมืองน่านซึ่งแยกเปนข้าพม่าแลไทย อยู่เข้าปรองดองกัน " ๑๒๗

(๒๕) ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๑ ว่าด้วยเมืองน่านมาขึ้นกรุง ฯ น่า ๑๒๙ เจ้าอัตถวรปัญโญเข้ามาขอเปนข้ากรุง ฯ " ๑๒๙ เจ้าอัตถวรปัญโญซ่อมพระเจดีย์ภูเพียงแช่แห้ง " ๑๓๐ พม่ายกมาตีหัวเมืองลานนาไทย " ๑๓๒ เจ้าอัตถวรปัญโญบำรุงบ้านเมืองแลสาสนา " ๑๓๓ เจ้าอัตถวรปัญโญย้ายมาอยู่เมืองน่านเก่า " ๑๓๙ ไทยตีได้เมืองเชียงแสน " ๑๓๙ เจ้าอัตถวรปัญโญตีได้เมืองเชียงรุ้งสิบสองปันนา " ๑๔๑ เจ้าอัตถวรปัญโญซ่อมอารามต่างๆ " ๑๔๒ เจ้าอัตถวรปัญโญได้พระเกษธาตุมาถวายพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ " ๑๔๓ เจ้าอัตถวรปัญโญเข้ามาถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ " ๑๔๕ เจ้าอัตถวรปัญโญถึงแก่กรรม " ๑๔๕ ประวัติเจ้าอัตถวรปัญโญ " ๑๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยทรงตั้ง เจ้าสุมนเปนเจ้าเมืองน่าน " ๑๔๗ เจ้าสุมนเทวราชไปตีเมืองพง " ๑๔๘


(๒๖) เจ้าสุมนเทวราชให้ขุดเหมืองฝาย น่า ๑๔๙ เจ้าสุมนเทวราชได้ช้างเผือกแลช้างแดงเข้ามาถวาย " ๑๔๙ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยย้ายเมืองน่าน " ๑๕๑ น้ำท่วมเมืองน่าน " ๑๕๑ เจ้าสุมนเทวราชให้สร้างเมืองใหม่ " ๑๕๑ เจ้าสุมนเทวราชย้ายไปอยู่เมืองใหม่ " ๑๕๒ เจ้าสุมนเทวราชได้ช้างแดงมาถวาย " ๑๕๒ เจ้าสุมนเทวราชปฎิสังขรณ์วัดภูเพียงแช่แห้ง " ๑๕๓ เมืองเชียงรุ้งมาขอซื้อช้างที่เมืองน่าน " ๑๕๔ เจ้าสุมนเทวราชเข้ามาถวายพระเพลิงพระ บรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย " ๑๕๖ เจ้าสุมนเทวราชถึงแก่กรรม " ๑๕๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง เจ้ามหายศเปนเจ้าเมืองน่าน " ๑๕๗ เมืองน่านถูกเกณฑ์ไปศึกเจ้าอนุเวียงจันท์ " ๑๕๗ เจ้ามหายศได้รับคำสั่งให้เปนผู้ช่วยรั้ง ฟังราชการเมืองหลวงพระบาง " ๑๕๙ พระยาพิชัยรณฤทธิ์จับเจ้าอนุได้ " ๑๖๑ เจ้ามหายศถึงแก่กรรม " ๑๖๒


(๒๗) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเจ้า อชิตวงษ์เปนเจ้าเมืองน่าน น่า ๑๖๒ เจ้าอชิตวงษ์ซ่อมพระเจดีย์ภูเพียงแช่แห้ง " ๑๖๓ เจ้าอชิตวงษ์ถึงแก่กรรม " ๑๖๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเจ้า มหาวงษ์เปนเจ้าเมืองน่าน " ๑๖๔ เจ้ามหาวงษ์สร้างแลซ่อมอารามต่าง ๆ " ๑๖๕ เจ้ามหาวงษ์ถึงแก่กรรม " ๑๖๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเจ้า อนันตยศเปนเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน " ๑๖๖ เจ้าอนันตยศได้รับคำสั่งให้ไปศึกสิบสองปันนา คราวกรมหลวงวงษาธิราชสนิทเสด็จเปนจอมพล " ๑๖๗ เจ้ามงคลวรยศ (อนันตยศ) ซ่อมเมืองเก่า " ๑๖๙ เจ้ามงคลวรยศได้เลื่อนเปนเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ " ๑๗๐ ตอนที่ ๓ ว่าด้วยเจ้านครน่าน (อนันตวรฤทธิเดช) บำเพ็ญ สาสนูปถัมภ์แลสร้างพระไตรปิฎก " ๑๗๐ เจ้านครน่านตั้งเค้าสนามหลวงแลขุนนาง " ๑๗๑ เจ้านครน่านซ่อมอารามแลเจดียสถานต่างๆ " ๑๗๑ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งแรก " ๑๗๒


(๒๘) เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ น่า ๑๗๕ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ " ๑๗๘ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๔ " ๑๘๓ เจ้านครน่านฉลองวัดภูมินทราชา " ๑๘๔ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๕ " ๑๘๖ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๖ " ๑๘๘ เจ้านครน่านสร้างพระไตรปิฎกครั้งที่ ๗ " ๑๙๑ ประวัติเจ้าอนันตวรฤทธิเดช " ๑๙๒ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชถึงแก่พิราไลย " ๑๙๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง เจ้าอุปราชเปนเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช " ๑๙๖ เรื่องราชวงษ์ปกรณ์ พงษาวดารลานนาไทย พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน ให้แสนหลวงราชสมภาร แต่งไว้


ภาคที่ ๑ เรื่องราชวงษ์ปกรณ์ พงษาวดารลานนาไทย พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน ให้แสนหลวงราชสมภาร แต่งไว้[แก้ไข]

ตอนที่ ๑

อารัมภกถา " สุรณมหินิยํ พุท์ธเสฏ์ฐํ นมิวา สุคตภวธัม์มํ สังฆัญ์จ นมิวา อหํราชา ทายาทรัฏ์ฐาธิปตึ วัก์ขามิ สัพ์พทุก์ขา พยาธิโรคา วินาสสัน์ตุ"

  • อหํ อันว่าเราเปนเจ้า เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี ได้เปนเจ้าครองสมบัติในวันที่ ๑ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๓ เมงวัน ๕ ไทย เมืองเม็ดเดือนยี่ขึ้นสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๖๕ ตัว ปีกาบซะง้า มเมียเอกศกฤกษ์ ๒๐ ตัว ชื่อปุพพาสาธ มหาธนฤกษ์ลูกถ้วน ๓ ยามแถนั้นแล้ว จึงมาคิดรำพึงพิจารณาดูในพื้นวงษาพระมหากษัตริย์เจ้า แลเจ้านายซึ่งอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ได้เสวยราชสมบัติสืบ ๆ มา ตั้งแต่สันตานุสันตติโน้นมาแล คือตั้งแต่พระโพธิสัตวแห่งเรา ปางเมื่อเปนพระยาสามันตราช ตั้งแต่ปฐมกัลปอันนี้มาด้วยลำดับมหาขัติยราช


๒ วงษาสืบ ๆ มาตราบถึงในสมัยนี้ ก็เปนที่สาบสูญตกหายไปสิ้น ก็พอได้รู้เห็นแต่เล็กน้อย หาเนื้อแนวมิได้ฉนั้น เราเปนเจ้าจึงมีอาชญาบังคับสั่งให้แสนหลวงราชสมภาร เปนผู้พิจารณาเสาะสืบตรวจหาริบรวมได้แล้ว ก็ให้แสนหลวงราชสมภารเปนผู้เรียบเรียง เขียนไว้ให้เปนหลักฐานมั่นคงสืบไปภายน่า ให้ได้รู้เช่นชั่วลูกหลานหลิดหลี้ มีดังจะแจ้งต่อไปภายน่านี้แล ฯ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยสักยวงษ์

  • สาธโว ดูกรสัปปุริษทั้งหลาย อาจารย์เจ้าจักแปลนิทานศุภกถาจารีตติดด้วยราชวงษาเเห่งท้าวพระยามหากษัตริย์ แลมหา กษัตริย์เจ้า ตนอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ในนพบุรีศรีพิงไชยเชียงใหม่ อันเปนใหญ่แก่สัตตปัญญาสลานนาไทยห้าสิบเจ็ดเมือง คือตั้งแต่เจ้าลาวจังกราชเจ้า ตราบถึงมังรายนะเอกราช ลำดับมาตราบต่อเท่ากาลบัดนี้แล
  • จึงนมัสการไหว้ยังพระติรตนะแก้วทั้งสามประการ ด้วยคาถาบาทต้นว่า "สุรณมหินิยํ พุท์ธเสฏ์ฐ ํ" นี้แล อหํ อันว่าข้า นมิวา เมาะ ว่า นมามิ ก็นบน้อมไหว้ พุท์ธเสฏ์ฐํ ยังพระพุทธเจ้าตนประเสริฐกว่าโลกทั้งสาม อหํ อันว่าข้า นมามิ ก็น้อมไหว้ ธัม์มํ ยังพระสัทธรรมเจ้า สุคตภว อันเปนไม้ไต้ส่องให้สรรพสัตวทั้งหลายไปสู่สุคติภว คือ นิพพาน นมิวา ข้าก็ไหว้ สังฆัญ์จ คือ

๓ พระสงฆเจ้าสองหมู่ คือ พระอริยสงฆ์แลสมมุติสงฆ์ ทัก์ขิเณย์โยอันรับเอาทานแห่งบุคคลทั้งหลาย อหํ อันว่าข้า วัก์ขามิ ก็จักกล่าวบัดนี้แล ทายาทรัฏ์ฐาธิปตึ ยังราชวงษาแห่งท้าวพระยาทั้งหลายอันเปนเจ้าเปนใหญ่ เสวยเมืองสืบสายมา สัพ์พทุก์ขา ยาธิโรคา อัน์ตรายา อันว่าทุกข์แลไภย พยาธิกังวลอันตรายทั้งปวง วินาส์สัน์ตุ จงให้ฉิบหายมักว่า ขออย่าให้มีแก่ข้าเถิด กถายมานุปุพ์พิกถา จำด้วยลำดับแต่ต้นมา นักปราชญ์ผู้มีปัญญาพึงรู้ในราชวงษาปกรณ์ด้วยดังจะกล่าวตั้งแต่โบราณสันตติมาดังนี้.

  • หิ ด้วยมีแท้แล ในเมื่อพระพุทธเจ้าโคดมแห่งเรายังสร้างโพธิสมภาร ได้เกิดมาเปนพระยาเสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสี ประกอบด้วยบุญแลปัญญากายพลรูปสมบัติ อิศริยปุริสลักษณยิ่งกว่าคนทั้งหลายฝูงอื่น ปรากฎได้ชื่อว่า มหาสมันตราช มีอายุยืนได้อสงไขยปี ถัดนั้นลูกมหาสมันตราชชื่อว่า วรราช เปนพระยาแทนพ่อ ลูกวรราชชื่อวโรชราช ลูกวโรชราชชื่อกัลยาณ ลูกกัลยาณชื่อวรกัลยาณ ลูกวรกัลยาณชื่ออุโบสถ ลูกอุโบสถชื่อวรอุโบสถ ลูกวรอุโบสถชื่อมันธาตุ ลูกมันธาตุชื่อวรมันธาตุ ลูกวรมันธาตุชื่อเจติย ลูกเจติยชื่อมุจละ ลูกมุจละชื่อมหามุจละ ลูกมหามุจละชื่อมุจลินท ลูกมุจลินทชื่อสาคละ ลูกสาคละชื่อสาระเทวะ ลูกสาระเทวะชื่อรัต ลูกรัตชื่อพติลโส ลูกพติลโสชื่อรุจิยะ ลูกรุจิยะชื่อปัณฐ ลูกปัณฐชื่อมหาปัณฐ ลูกมหาปัณฐชื่อปัตตาป ลูกปัตตาปชื่อมหาปัตตาป ลูกมหาปัตตาปชื่อสุทัศนะ ลูกสุทัศนะชื่อมหาเมรุ ลูกมหาเมรุ ชื่อ

๔ อจิมะ ลูกอจิมะชื่อมหาอจิมะราช ท้าวพระยาตั้งแต่มหาสมันตราชเจ้า มาถึงอจิมะราชนั้นได้ ๒๘ เช่นราชวงษ์ มีอายุยืนได้อสงไขยปีทุกตน เทียรย่อมเปนพระยาอยู่ในเมืองพาราณสี แลราชคห แลกุสาวัติมิถิลาแล แลถัดนั้นพระยาร้อยตนเปนพระยาด้วยลำดับสืบกันไป ถัดนั้นพระยาห้าสิบเจ็ดตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาแปดพันห้าร้อยตนสืบราชวงษ์ไป ถัดนั้นพระยาสามสิบเจ็ดตนสืบไป ถัดนั้นพระยายี่สิบสองตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาสิบสองตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาแปดหมื่นสี่พันสืบกันไป ถัดนั้นซ้ำมีพระยาแปดหมื่นสี่พันตนสืบไป มีพระยามฆเทวจักรวัติเปนต้นสืบ ถัดนั้นพระยาสิบหกตนสืบ มีกวาฬจักรวัติเปนต้นสืบถึงโอกากะราช ลูกโอกากะราชชื่อโอกากะมุขแล

  • เมื่อนั้นพระโอกากะมุขราช ตั้งลูกเมียน้อยให้เปนมหาอุปราช เมื่อนั้นโอกากะมุข ตนเปนลูกอรรคมเหษีรวดเคียดแก่พ่อตน จึงเอาแต่บ่าวผู้คนของตน กับน้องสาวแห่งตนหนีไป ตั้งอยู่เมืองกปิลวัตถุแล้วก็เอาน้องสาวแห่งตนเปนราชเทวี เพื่อไม่ให้ตระกูลอื่นอั่วสูญจึงชื่อว่าสากยราช ตั้งแต่นั้นมาแล ลูกพระยาโอกากะมุขชื่อบุญนะ ลูกบุญนะชื่อจันทมุข ลูกจันทมุขชื่อ จันทมุขสิวีราช ลูกจันทมุขสิวีราชชื่อสญไชย ลูกสญไชยชื่อเวสสันดรโพธิสัตวแล
  • ลำดับพระยาสามันตราชโพธิสัตวสืบ ๆ มา ถึงเจ้าเวสสันดรโพธิสัตวนั้น ได้สองแสนเจ็ดหมื่นหกพันสองร้อยเจ็ดสิบห้าเช่นราชวงษ์แล ลูกเวสสันดรโพธิสัตวชื่อชาลี ลูกชาลีชื่อสิวาหนะ ลูกสิวาหนะชื่อ

๕ สิหะสร แลถัดแต่นั้นไป ลูกหลานเหลนหลิดหลี้เสวยราชสมบัติสืบไป ตั้งแต่เจ้าชาลีมา ตราบถึงพระยาไชยเสนนั้นได้เก้าพันเก้าร้อยสิบเก้าราชวงษ์แล

  • แลพระยาไชยเสนเสวยราชสมบัติในเมืองกบิลวัตถุ มีลูกชายหนึ่ง ชื่อสีหหนุ มีลูกหญิงหนึ่ง ชื่ออมิตตา พระยาตนหนึ่งชื่อเทวทหะสกะ หากเปนเชื้อสากิยราชอันเดียวกันเสวยเมืองเทวทหะนคร มีลูกชายสองคน หญิงหนึ่ง ชื่อกจายนา พระยาเทวทหะสกะ ก็ส่งลูกสาวตนชื่อกจายนา ให้เปนลูกสใภ้แห่งพระยาไชยเสน คือให้เปนเทวีสีหหนุนั้นแล
  • เมื่อนั้นพระยาไชยเสน ก็ส่งลูกสาวตนชื่อ อมิตตา ให้ไปเปนเทวีแห่งสญไชยสกะ ตนเปนลูกแห่งพระยาเทวทหะสกะนั้นแล ดังกาลเทวิละผู้เปนน้องแห่งสญไชยนะสกะนั้น ไม่ยินดีในราชสมบัติสักอัน ก็หนีไปบวชเปนฤๅษีนั้นแล พระยาสีหหนุมีลูกชายห้าตน พี่ชื่อสุปพุทธ ตนถ้วนสองชื่อสุทโธทนะ ตนถ้วนสามชื่อสุกโกทนะ ตนถ้วนสี่ชื่อโธโตทนะ ตนถ้วนห้าชื่ออมิตโตทนะ พระอัญชนะสักกะมีลูกหญิงสองตน ผู้พี่ชื่อศรีมหามายา ผู้ถ้วนสองชื่อปชาปติโคตมี พระยาอัญชนะสักกะ ก็ส่งลูกสาวสองคนนั้นไปเปนราชเทวีแก่ศรีสุทโธทนะราชแล
  • ยามนั้นพระยาสีหหนุ แลพระยาอัญชนะสักกะ แลกาลเทวิลฤๅษี ก็พร้อมกันตัดยังโบราณศักราชอันเก่าชื่ออชิตะสกิงนวสันตินั้นเสียแล้ว ตั้งศักราชใหม่ขึ้นหนึ่งตัว ลำดับมาได้ ๖๗ ตัว ปีดับ

๖ ไส้เดือนหกเพ็ง เมงวันพฤหัศบดี บรมโพธิสัตวเจ้าแห่งเราลงมาเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางศรีมหามายา ถึงศักราชหกสิบแปดตัว ปีรวายซะง้า เดือนสี่เพ็งเมงวันศุกร เจ้าประสูตรออกจากท้องแม่ ราชตระกูลทั้งหลายจึงใส่นามว่า สิทธัตถราชกุมารว่าฉนั้นแล ตั้งแต่เจ้าเวสสันดรโพธิสัตว ลำดับมาถึงเจ้าสิทธัตถโพธิสัตว แสนปลายสามตนราชวงษ์ นับตั้งแต่สิทธัตถโพธิสัตวนั้นแล ถ้าจะนับตั้งแต่พระยาสามันตราชลำดับมาถึงเจ้าสิทธัตถกุมารโพธิสัตวนั้น ได้สามแสนเจ็ดหมื่นหกพันสองร้อยเจ็ดสิบแปดตนราชวงษ์แล อายุเจ้าสิทธัตถได้สิบหกปี ตระกูลทั้งหลายนำเอาลูกสาวพระยาสุปพุทธ ผู้ชื่อนางยโสธราพิมพา เปนอรรคมเหษีแห่งเจ้าสิทธัตถ กระทำมงคลรดหล่อด้วยน้ำมุทธาภิเศกให้เปนพระยานานอยู่ได้ ๑๓ ปี อายุเจ้ายี่สิบเก้าปี ออกบวชวันจันทร์ยามเที่ยงคืน เจ้าออกบวชที่เกาะแห่งเนรัญชรา กระทำเพียรได้หกพรรษาจึงได้ตรัสมรรคญาณ ในเดือนหกเพ็ง เมงวันพุฒยามรุ่งแจ้ง อายุพระเจ้าได้สามสิบห้า แดนแต่พระเจ้าตรัสมรรคญาณแล้ว อยู่เมตตาโปรดสัตวโลกได้สี่สิบห้าปี อายุพระเจ้าได้แปดสิบปีเข้าสู่พระนิพพาน ในปีเมืองไส้เดือนหกเพ็ง เมงวันอังคาร ยามก่อนไก่ เตโชธาตุออกไหม้วันหนึ่งแล เจ้าสิทธัตถเกิดก่อนพระยาพิมพิสาร บุคคลทั้งสองเปนสหายกัน เหตุว่าพระยาทั้งสองอันเปนพ่อแห่งคนทั้งสองก็เปนสหายกัน พระยาพิมพิสารเสวยเมืองราชคหะได้ห้าสิบสองปี มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่าอชาตสัตรู ก็ฆ่าพิมพิสารตนเปนพ่อเสีย กินเมืองแทนได้แปดปี พระเจ้านิพพาน อชาตสัตรูกินเมือง ๗ ได้ยี่สิบสี่ปี มีลูกตนหนึ่งชื่อว่าอุปทายะ ก็ฆ่าอชาตสัตรูตนพ่อเสียกินเมืองแทนได้สิบหกปี มีลูกตนหนึ่งชื่อว่าอนุรุทธ ๆ ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทน อนุรุทธมีลูกตนหนึ่งชื่อมุข ๆ ก็ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทนได้แปดปี มีลูกชื่อว่านาคทาสกะๆ ก็ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี ปิตุฆาฏกวงษสิ้นเท่านี้แล

  • เมื่อนั้นชาวเมืองทั้งหลายเคียดรวดพร้อมกัน ขับพระยานาคทาสกะหนีเสียจากเมืองแล้ว จึงพร้อมกันอภิเศกอำมาตย์แห่งพระยานาคทาสกะ ผู้ชื่อสุสูนาค ให้เปนพระยาแทนได้สิบแปดปี ลูกพระยาสุสูนาคชื่อกาลาโศกเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี ตั้งแต่พระเจ้านิพพานมาถึงพระยากาลาโศกได้ร้อยปี อรหันตาเจ้าทั้งหลายเจ็ดร้อยตนสัง คายนาธรรมเปนถ้วนสองแล ลูกแห่งกาลาโศกชื่ออรนันท เปนพระยาแทนได้ยี่สิบสองปี ลูกพระยาอรนันทชื่อจันทรคุตร
  • เมื่อนั้นวสาจานกะพราหมณ์ฆ่าอรนันทเสียแล้ว อภิเศกจันทคุตรให้ได้เปนพระยาทั่วชมพูทวีปได้ยี่สิบสี่ปี ลูกพระยาจันทคุตรชื่อพินธุสารเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี พระยาพินธุสารมีลูกชายร้อยคน ผู้พี่เค้าชื่ออโศกธรรมราช ได้เปนจักรวัติปราบชมพูทวีป มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อมหินท เข้าไปบวชในสาสนา ปรากฎได้ชื่อว่ามหินทเถร เปนสังฆนายกแล ตั้งแต่พระเจ้านิพพานไปแล้วมาถึงอโศกธรรมราชได้สองร้อยสิบแปดปี อรหันตาเจ้าพันตนมาสังคายนาธรรมเปนถ้วนสามแล กล่าวด้วยวงษ์แล้วเท่านี้


๘ ตระกูลท้าวพระสากิย ในเมืองกบิลพัสดุ์นั้น ลูกพระยาโกไลยผู้ชื่อมิตทุพภีฆ่าเสียสิ้นแล ดังตัวมิตทุพภีนั้นก็น้ำท่วมตายเสียรอดสุดไปวันนั้นแล ตอนที่ ๓ เรื่องตั้งวงษ์ลาวจังกรราช

  • ทีนี้จักจาด้วยท้าวพระยาอันตัดศักราชมาด้วยลำดับก่อนแลตั้งแต่กาลเทวิลฤๅษี แลพระยาอัญชนะสกะ แลพระยาสีหหนุตัดศักราชอันชื่อกิงนวะสันติเสียแล้ว ตั้งศักราชใหม่ตัวหนึ่ง ลำดับได้ ๖๗ ตัว พระเจ้าลงมาเอาปฏิสนธิ ศักราชได้ ๖๘ ตัว พระเจ้าเกิดมาแล ศักราช ๑๔๗ ตัวพระเจ้านิพพานไป วันเดือน ๖ เพ็ง ถึงเดือน ๑๒ เพ็งมหาอานันทเถรเจ้าได้ถึงอรหันตาแล้วสังคายนาธรรมเปนปฐม อรหัน ตาเจ้าทั้งหลายห้าร้อยตน มีมหากัสสปเถรเจ้าเปนประธาน ภายนอกมีอชาตศัตรูเปนต้นแล้ว ก็ตัดศักราช ๑๔๘ ตัวนั้นเสีย ตั้งศักราชใหม่ขึ้นตัวหนึ่ง ลำดับมาได้ร้อยปี ถึงเช่นพระเจ้ากาลาโศก อรหันตาเจ้าทั้งหลายเจ็ดร้อยตนสังคายนาธรรมเปนถ้วนสองแล
  • ตั้งแต่พระเจ้ากาลาโศกลำดับมาได้สิบแปดปี พระยาอโศกธรรมราชได้ปราบชมพูทวีปแล้ว สังคายนาธรรมเปนถ้วนสาม ภายในมีอรหันตาพันตนเปนประธาน ศักราชได้สองร้อยสิบแปดตัวแล ลำดับถัดนั้นมาได้สองร้อยปี ศักราชได้สี่ร้อยยี่สิบแปดตัว นางจามเทวี


๙ เกิด ศักราชสี่ร้อยห้าสิบหกตัว ก่อเวียงลำพูน ศักราชได้ ๔๕๘ ตัว นางจามเทวีลุกแต่เมืองตะบองละโวขึ้นมากินเมืองลำพูน อินทวรยศ มหันตยศ เกิดปีนั้น นางจามเทวีกินเมืองลำพูน ๕๓ ปี อายุได้ ๙๒ ปี ตาย ศักราชได้ ๕๕๐ มหันตยศได้กินเมืองแทน ลำดับมาถึงศักราชได้ ๕๗๐ ตัว พระยาพันธุมัติธรรมิกราชเมืองลังกา ตัดศักราช ๕๗๐ ตัวนั้นเสียแล้ว ก็ตั้งศักราชใหม่ขึ้นตัวหนึ่ง ลำดับมาได้สามร้อยสี่สิบสามปี พระยาอาทิตย์เปนพระยากินเมืองลำพูนได้สามปี ก่อเจดีย์ลำพูนแล

  • นับแต่ศักราชใหม่เข้ากันได้ ๙๐๓ ตัว ว่าตั้งแต่พระเจ้าของเรานิพพานมาแล ลำดับตั้งแต่พันธุมัติ ศักราชมาได้ ๖๒๒ ตัว พระพุทธเจ้าเรานิพพานไปได้ ๑๑๘๒ ตัว ในขณะยามนั้นยังมีพระยาตนหนึ่ง ชื่ออนุรุทธธรรมิกราช ได้เปนเจ้าเปนใหญ่ในมลราชแล้ว ได้ปราบทั่วไปในชมพูทวีปทั้งมวญแล้ว พระยาอนุรุทธธรรมิกราชตนนั้น ก็เรียกหามายังท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายในสกลชมพูทวีปทั้ง มวญ ให้เข้ามาพร้อมในสำนักแห่งตนนั้นแล เมื่อนั้นท้าวพระยา มหากระษัตริย์ทั้งหลาย ก็มาพร้อมกับพระยาอนุรุทธธรรมิกราชสิ้นนั้นแล ยังแต่ฝ่ายเมืองลานนาไทย หาใครจักไปพร้อมไม่ได้เหตุไม่มีกระษัตริย์ เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธได้รู้สภาว ว่าเมืองลานนาไทยหาเจ้าไม่ได้ฉันนั้น อนุรุทธธรรมิกราชจึงมีความโอกาศขอกับด้วยอินทาธิราชเจ้าว่า ขออินทาธิราชเจ้ามีเมตตากรุณาเอาใจใส่เมือง

๑๐ ลานนาไทยด้วยแด่ ในเมืองลานนาไทยนั้นเปนที่ตั้งสาสนา หาเจ้ากระษัตริย์ไม่ได้ ว่าฉันนั้น เมื่อนั้นอินทาธิราชเจ้า ก็รับเอาปฏิญาณแห่งอนุรุทธธรรมิกราชแล้ว เมื่อนั้นอินทาธิราชเจ้า ก็พิจารณาดูก็เห็นเทวบุตรตนหนึ่งอันมีบุญสมภารหากได้สร้างมา ได้เสวยสมบัติในชั้นฟ้าดาวดึงษ์ มีอายุจักใกล้สิ้นแล้ว พระยาอินทร์ก็เข้าไปสู่สำนักเทวบุตรเจ้าตนนั้นแล้ว กล่าวว่า มาริส ดูกรเจ้าตนมีบุญ หาทุกข์ไม่ได้ ท่านจงลงไปเกิดในมนุษโลกเมืองคน ในที่เมืองเชียงลาวที่นั้นเทอญ แล้วกระทำราชภาวอันเปนท้าวพระยามหากระษัตริย์เปนใหญ่แก่ท้าวพระยาทั้งหลายในเมืองลานนาไทยแล้ว รักษายังวรพุทธสาสนาให้รุ่งเรืองเถิด ว่าดังนั้นแล้ว เมื่อนั้นจังกรเทวบุตรก็รับเอาคำพระอินทร์เจ้าว่า สาธุ สาธุ ดี ดี แล ว่าฉันนั้นแล้ว เมื่อนั้นจังกรเทวบุตรก็เรียกหามายังเทวบุตรทั้งหลายอันเปนบริวารแห่งตน มีอายุใกล้สิ้นนั้น มีประมาณพันหนึ่ง ก็จุติจากชั้นฟ้าดาวดึงษ์สวรรค์เทวโลกลงมาสู่มนุษโลกแล้ว ก็พาดพะโองเงินทิพแต่ชั้นฟ้าลงมา นัยหนึ่งพาดแต่ปลายภูเขาทุง ลงมาปฏิสนธิอุปปาติกก็มีแล

  • โสฬสวัส์สุเทสิโก ราชกุมาโรวิย เกิดมาเปนปุริสภาวเปนดังราชกุมารได้สิบหกขวบเข้า ทรงวัตถาภรณ์เครื่องอลังการนั่งเหนืออาศนะใต้ร่มไม้พุดทราควรสนุกใจ มีที่ใกล้ริมน้ำแม่สายในเมืองชยะลวะนคร คือเมืองเชียงลาว ส่วนบริวารพันนั้น เปนผู้หญิงผู้ชาย ก็ลงมาเอาอุปปาติกะในร่มไม้พุดทราต้นนั้น พร้อมกับด้วยจังกรกุมารเจ้าตนนั้นด้วยนิยม ครั้นเกิดมาเปนดังกุมารกุมารี

๑๑ อันได้ ๑๖ ปีนั้น ทุกคนมีโฉมโนมพรรณอันงามล้วนถ้วนทุกแห่ง คนทั้งหลายมาเห็นจึงพูดจากันว่า คนทั้งหลายฝูงนี้จากทางใดมาจา ว่าดังนั้นแล้ว คนทั้งหลายซึ่งได้มาเห็นก็เล็งขึ้นเมือภายบน ก็เห็นพะโองเงินอันนั้นแล้ว ก็เรียกกันมาดู พะโองอันนั้นก็รุดหยุดขึ้นเมืออากาศ บางคนร้องบอกกันว่า พะโองเงินยัง พะโองเงินยัง ว่าดังนั้นแล้ว ภายหลังก็เรียกว่าเปนเมืองเงินยัง นัยหนึ่งว่าไม้พุดทราต้นนั้น มีเปลือกอันขาวเหมือนเงินตั้งอยู่กลางยาง จึงเรียกว่าเมืองยางเงินก็ว่าแล

  • เมื่อนั้นชาวเมืองทั้งหลายเห็นอัศจรรย์แห่งลาวะจะกะระกุมารตนนั้นมากนักฉันนั้นแล้ว ก็พร้อมกันตบแต่งเอาราชรถ แล้วก็เชิญท่านขึ้นทรงราชรถ แล้วก็อุสาราชาภิเศกให้เปนเจ้าเปนใหญ่แก่ลานนาไทยทั้งหลายนั้นแล ครั้นว่าได้เปนเจ้าเปนใหญ่แล้ว ก็บอกกล่าวท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง เว้นแต่เมืองหริภุญไชย กับเมืองศุโขไทยเท่านั้น นอกกว่านั้นไปพร้อมด้วยพระยาลาวะจะกะระราชเจ้าแล้ว เจ้านำเอาท้าวพระยาทั้งหลายไปพร้อมกับด้วยพระยาอนุรุทธรรมิกราชนับสิ้นนั้นแล
  • เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธเจ้า ก็พร้อมด้วยพระยาทั้งหลาย ตัดศักราช ๖๒๒ ตัว อันพระยาพันธุมติตั้งไว้นั้นเสีย ในปีจอสัมฤทธิศกคือกลางคืน คือเดือนหกขึ้นหนึ่งค่ำ เพ็งวันอาทิตย์ ยามใกล้รุ่งแล้ว จึงตั้งศักราชใหม่ขึ้นหนึ่งตัว ยามรุ่งแจ้งวันจันทร์ ตกใหม่แล้ว เปนปีกุญเอกศกนั้นแล เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธธรรมิกราช

๑๒ ก็มีอาชญาบอกกล่าวท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง ให้รับเอาอาชญาพระยาลาวะจะกะระราชนั้นแล ท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง ครั้นว่ารับเอาบังคับแห่งพระยาอนุรุทธธรรมิกราชเจ้าแล้ว ท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมกัน กระทำอุสาราชาภิเศกเจ้าจังกรราชให้เปนเจ้าเปนใหญ่ในชยะละวะนคร ปรากฎพระนามว่า ลาวจังกรเอกราชกระษัตริย์ ในปีกุญเอกศกศักราชได้หนึ่งตัวนั้นแล พระยาลาวจังกรราชเกิดปีนั้น ได้เสวยเมืองปีนั้น คำกิติฦๅชาก็ปรากฎไปทั่วบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลายว่าพระยาเทวราชเจ้า ลุกแต่ชั้นฟ้าลงมาเกิดเปนพระยาในชยะลวะนครฉันนี้ ก็พากันนำเอาเครื่องบรรณาการมาถวายเปนอันมากแล้ว ก็ ขอเปนราชเสวกแห่งพระยาลาวจังกรราชเจ้าทุกตนทุกคนนั้นแล้ว ก็พากันลาไปสู่บ้านใครเมืองมันก่อนนั้นแล ตอนที่ ๔ เรื่องพระยาลาวจังกรราชสร้างเมือง

  • พระยาลาวจังกรราชเจ้า ได้เปนเจ้าเสวยราชสมบัติเปนเอกราชกระษัตริย์แก่ลานนาไทยทั้งหลายแล้ว ก็บอกป่าวท้าวพระยาทั้งหลาย แลเสนาไพร่พลคนเมือง พิจารณาสร้างแปลงเวียง ขุดคูก่อเสาระเนียดกว้างพันห้าวา ยาวพันห้าวา ก่อเมฆกรวมแท่นเงินยาวไปตามริมน้ำแม่ของนั้นแล เมืองอันนั้นเรียกว่าเหรัญญนคร เมือง

๑๓ เงินยังเชียงแสน ว่าดังนั้นแล ที่แท่นเงินแลต้นหมากทันคือต้นพุดทรา ที่ท่านเอาอุปปาติกะนั้น ท่านก็สร้างให้เปนวัดแล้วก็เรียกว่าวัดกาแก้วดอนพัน คือ พุดทรา ว่าดังนั้นแล แต่นั้นภายน่าเมืองลานนาไทยทั้งมวญ ก็เรียกชื่อว่าลาวแต่นั้นมาแล

  • แต่นั้นไปน่า ท่านก็พิจารณาสร้างเวียงอิกลูก ๑ กรวมแม่น้ำไหลไปตวันตกที่นั้น คดทรงสัณฐานดังฝักฝาง คือ ฝักเพกา จึงเรียกนามว่าเมืองฝางดังนี้ ภายหลังแต่นั้นช้างแก้วที่นั่งท่านหายไป ท่านก็ไปเสาะหาช้าง ๆ ก็หายรอยเสีย คนผู้ใช้ไปภายน่าก็เห็นรอยช้างใหญ่สามศอกเที่ยวไปไกลได้ประมาณห้าร้อยวา ก็หายรอยเสีย มันก็เที่ยวไปภายน่า ก็พบชายพรานผู้หนึ่งร้อยเต่ามา มันก็ถามว่าแคว้นนี้ มีช้างป่ามีบมิจา พรานผู้นั้นกล่าวว่าไม่มี ว่าดังนั้น ทีนั้นภายหลังก็เรียกชื่อว่าบ้านร้อยเต่า ว่าดังนั้นแล เมื่อนั้นชายควาญช้างผู้นั้นมันก็คืนมา ก็เห็นรอยช้างมันดังเก่า มันได้ช้างแล้วก็เข้าไปทูลพระยาลาวจังกรราชเจ้า ตามดังมันได้ไปเห็นนั้นทุกประการ
  • เมื่อนั้นพระยาลาวจังกรราชเจ้า ก็มีอาชญาบอกป่าวเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แลไพร่พลเมืองทั้งหลาย ให้สร้างเวียงที่นั้นลูกหนึ่ง จึงใส่นามว่าเวียงรอย ว่าดังนั้นแล เมื่อภายหลังแผ่ชื่อไปว่าเชียงราย ว่าฉนั้นแล ที่บ้านร้อยเต่านั้น ภายหลังแปรนามไปว่าเชียงของ ว่าฉนั้นแล


๑๔ ตอนที่ ๕ เรื่องลูกหลานพระยาลาวจังกรราช

  • ส่วนว่าพระยาลาวจังกรราชเจ้า ก็อยู่เสวยเมืองเงินยางเชียงแสน แลเมืองฝางเชียงรายที่นั้นทั้งมวญ แล้วท่านมีราชบุตรสามตน ตนพี่ชื่อว่าลาวกอ นัยหนึ่งลาวกอบก็ว่า ตนกลางชื่อว่าลาวเกลือ นัยหนึ่งลาวจ๋างก็ว่า ตนน้องสุดท้องชื่อลาวเกา นัยหนึ่งลาวเกาแก้วแล ยังมีในวันหนึ่ง ราชบุตรทั้งสามพระองค์ก็ชวนกันไปเที่ยวห้วย ก็ไปเห็นรอยปูตัวหนึ่งใหญ่นัก กุมารทั้งสามก็ล่วงห้วยด้วยตามรอยปูตัวนั้น ก็ไปถึงที่สุดแห่งภูเขาแห่งหนึ่ง ก็เห็นรอยปูเข้าไปในเงื้อมผาก้อนใหญ่แล้ว เมื่อนั้นกุมารทั้งสามจึงจากันว่า เราจะพิจารณาเอาปูตัวนี้เมือถวายพ่อพระยาเจ้าเถิด ปูตัวนี้ใหญ่ควรอัศจรรย์ไม่เคยเห็นในเมื่อก่อนสักทีเลย เจ้าลาวเกาแก้ว ท่านจงเอาหน่างข่ายไปกีดกางไว้ที่ใต้น้ำโน้นแล้ว ถือค้อนไว้เถิด ครั้นปูตัวนี้ล่องน้ำไปถูกข่ายเจ้าเข้า เจ้าจงเอาค้อนทุบตีเอาปูตัวนี้เถิด เมื่อนั้นลาวเกาผู้น้องจึงเอาข่ายไปกีดกางไว้ที่ใต้น้ำโน้นแท้นั้นแล เมื่อนั้นเจ้าคนพี่ทั้งสองนั้น ก็พากันขุดรูปูตัวนั้น ๆ ก็เข้าไปในเงื้อมหินผาก้อนใหญ่ ไม่อาจขุดเข้าไปเอาปูตัวนั้นได้ ยิ่งเหลือกำลังเสียแล้ว ก็พากัน เอาก้อนผาก้อนหนึ่งติดรูปูตัวนั้นไว้แล้ว ก็พากันหนีเมือ ไม่บอกแก่เจ้าลาวเกาแก้วผู้น้องสักคำแล เจ้าลาวเกาผู้น้องก็อยู่เฝ้าหน่าง ตราบ ตวันตกใกล้ค่ำแล้ว ลาวเกาก็ร้องหาพี่ทั้งสองถึงสองครั้งสามครั้ง

๑๕ ก็ไม่ได้ยินเสียงขานตอบสักคำ เจ้าก็กลับคืนมาหาพี่ทั้งสอง ก็ไม่เห็นเท่า เห็นแต่ก้อนผาติดรูปูไว้ฉันนั้น เจ้าลาวเกาโกรธก็บ่นว่าพี่น้องกันแท้ชวนกันมาหากิน พี่ทั้งสองจะหนีเมือ แม้นได้ปูก็ดีบ่ได้ก็ดี ก็ไม่บอกแก่กู พลอยพากันหนีทิ้งกูฉันนี้หนอ เมื่อนั้นลาวเกาหนีเมือไหว้พระยาตนพ่อ ดังพี่ทั้งสองหากกระทำให้แก่ตนทุกประการแล้วจึงไหว้พระยาตนพ่อว่าฝูงข้าทั้งสามนี้จะอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ขอพ่อพระยาเจ้าจงปลูกแปลงให้แก่ฝูงข้าทั้งสามนี้ ให้ได้อยู่คนละแห่งเทอญ ว่าดังนั้น เมื่อนั้นพระยาลาวจังกรราชตนพ่อ ก็พิจารณาดูก็ตรัสรู้ด้วยพระปัญญาแห่งพระองค์แจ้งแล้ว ควรแต่งให้ลูกสามคนได้อยู่เสวยเมืองคนละแห่งแล้ว ก็ปลูกเจ้าราชบุตรตนพี่เค้า ชื่อลาวกอนั้น ให้ไปกินเมืองแคว้นกาว คือว่าเมืองน่าน แล้วก็ปลูกแปลงเจ้าลาวเกลือตนถ้วนสอง ให้ไปกินเมืองผาลาวผาพวงนั้นแล พลันดังเจ้าราชบุตรตนถ้วนสามนั้น ท่านให้อยู่ไชยนันทบุรี เมืองเงินยังเชียงแสนกับด้วยตนนั้นแล เจ้าพระยาจังกรราชกระษัตริย์อยู่เสวยราชสมบัติบ้านเมืองก็เปนที่ชุ่มเย็นเปนศุข พืชเข้ากล้าทั้งมวญก็บริบูรณ์อ้วนเต็มดีนัก พุทธสาสนาก็รุ่งเรืองขึ้นมากนัก ท่านอยู่เสวยราชย์ในไชยบุรี เมืองเงินยังเชียงแสนที่นั้นนานได้ร้อยยี่สิบปี ศักราชได้ร้อยยี่สิบตัว ปีเปิกเส็ด คือปีจอสัมฤทธิศก ก็สิ้นกรรมแห่งท่าน ไปสู่ปรโลกวันนั้นแล เรียกชื่อได้ชั่วราชวงษ์หนึ่งแล

  • ถัดนั้นเจ้าลาวเกาแก้วบุตรท่านตนถ้วนสามนั้น ก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อตนไปแล เจ้าลาวเกาแก้วได้กินเมืองแทนพ่อในปีเปิกเส็ด

๑๖ คือปีจอสัมฤทธิศก ศักราชได้ ๑๒๐ ตัว ท่านเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองเงินยางเชียงแสน แทนพ่อตนอายุได้ ๑๔ ปี ท่านเสวยเมืองนานได้ ๔๕ ปี อายุได้ ๘๖ ปีไปสู่ปรโลก มีในปีกัดเป้า คือปีฉลูเอกศกศักราชได้ ๑๗๒ ตัว ได้สองเช่นราชวงษ์แล ดังเจ้าราชบุตรอันเปนพี่เจ้าลาวเกาแก้ว คือ เจ้าลาวกอแล เจ้าลาวเกลือนั้น ได้เปนกระษัตริย์แทนพ่อตน จนได้เปนเจ้าต่างประเทศ แลมีลูกหลานสืบตระกูลต่อไปแล ไม่สมกับด้วยราชวงษ์ใดแล

  • เจ้าราชบุตรลาวเกาแก้ว ชื่อว่าเจ้าลาวเสา อายุได้ ๓๕ เสวยเมืองแทนพ่อ ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๔๓ ปี อายุได้ ๗๗ ปี สิ้นกรรมไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีซะง้า คือปีมเมีย ศักราชได้ ๒๔๓ ตัว ได้ ๕ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • ลูกลาวหลวงชื่อลาวแหลว อายุได้ ๔๐ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีเปิกสี คือปีมโรงสัมฤทธิศก ท่านเสวยราชสมบัติได้ ๒๗ ปี อายุท่านได้ ๖๗ ปี ก็สิ้นกรรมไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีกาบซะง้า คือปีมเมียฉศก ศักราชได้ ๒๙๔ ตัวนั้นแล ได้ ๖ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • ลูกเจ้าลาวแหลวชื่อเจ้าลาวกัด อายุได้ ๓๙ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีกาบซะง้า คือปีมเมียฉศก ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๕๗ ปี ไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีเต่าไจ้ คือปีชวดจัตวาศก ศักราชได้ ๓๑๖ ตัว ได้ ๗ ชั่วเช่น ราชวงษ์แล


๑๗

  • ลูกเจ้าลาวกัดชื่อลาวกืน อายุได้ ๔๕ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีเต่าไจ้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๑ ปี สิ้นแก่กรรมสู่โลกน่า ในปีเปิกสี คือปีมโรงสัมฤทธิศกศักราชได้ ๓๓๒ ตัว ได้ ๘ ชั่วราชวงษ์แล
  • ลูกเจ้าลาวกืนชื่อเจ้าลาวต้น อายุได้ ๓๗ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีเปิกสี เจ้าตนนี้มีใจกว้างขวางนัก แต่งบ้านแปลงเมืองฉลาดนัก ยังมีในวันหนึ่งเจ้าไปเที่ยวดูประเทศบ้านเมืองทั้งหลาย ก็เห็นยังไม้โพธิศรีต้นหนึ่ง ขาวเผือกดังรอดเงินทั้งมวญ ในบ้านยางเสี้ยว บ้านนั้นมีในที่ใกล้แก่น้ำลวา บัดนี้เรียกว่าแม่น้ำสายแล บ้านอันนั้นเปนที่จำเริญใจนัก ท่านจึงให้ตั้งเวียงตั้งบ้านที่นั้น เอานิมิตรอันนั้นเรียกชื่อว่าเวียงยางเงิน ว่าดังนั้นก็ว่าแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๕๔ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ปีดับเล้า ศักราชได้ ๓๔๙ ตัว ได้ ๙ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • ลูกลาวต้นชื่อลาวจอม อายุได้ ๓๖ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อในปีดับเล้า ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๕๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีกัดไค้ คือปีกุญเอกศก ศักราชได้ ๓๖๓ ตัว ได้ ๑๐ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • ลูกเจ้าลาวจอมชื่อลาวกวัด อายุได้ ๒๔ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ปีกัดไค้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๓๐ ปี อายุได้ ๕๓ ปี

๑๘ ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีเปิกสี ศักราชได้ ๓๙๒ ปี ได้ ๑๑ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

  • ลูกเจ้าลาวกวัดชื่อเจ้าลาวจะกวาเรือนคำ อายุได้ ๒๔ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อตน ในปีเปิกสี ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๒ ปี อายุได้ ๕๓ ปีเลยกว่า พระยาตรีลานคำเมืองน่าน ตนเปนเหลนหลี้แห่งพระยาลาวกอนั้น ยกรี้พลมารวบรบแล้ว รวดได้ฆ่าพระยาจะกวาเรือนคำตายที่ทุ่งเชียงรายนั้นแล พระยาจะกวาเรือนคำสิ้นกรรมไปสู่โลกน่า ในปีเมิงเล้า คือปีรกานพศกศักราชได้ ๔๒๓ ตัว ได้ ๑๒ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • พระยาจะกวาเรือนคำนั้น ท่านก็มีราชบุตรตนหนึ่งชื่อว่าเจ้าลาวครัวกาว ยามนั้นพระยาจะกวาเรือนคำ ก็ให้เจ้าลาวครัวกาวตนเปนลูกไปกินเมืองฝาง ในเวลาพระยาตรีลานคำยกรี้พลมารบนั้น ท่านก็ใช้ไปหาตน ที่เมืองพระยาตนเปนลูก ได้รู้อาการแล้วก็รีบเกณฑ์เอากำลังเมืองฝางมาไม่ทันถึงเชียงราย พระยาตรีลานคำฆ่าพ่อท่านตายเสียก่อน เจ้าตนลูกมาถึงเชียงรายแล้ว ก็ยกรี้พลออกรบพระยาตรีลานคำ ท่านก็ได้ฆ่าพระยาตรีลานคำตายเสียแล้ว ท่านก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อต่อไป ในปีเมิงเล้า คือปีรกานพศกแล

เมื่อท่านได้เสวยเมืองแทนพ่อตนนั้น อายุท่านได้ ๕๘ ปี ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๖ ปี อายุได้ ๗๓ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปปรโลกน่า ในปีเต่าไจ้ ศักราชได้ ๔๓๘ ตัว ได้ ๑๓ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

๑๙

  • ลูกลาวครัวกาวชื่อเจ้าขุนเทิง อายุได้ ๔๕ ปี ได้กินเมืองแทนบิดาปีเต่าไจ้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๑๖ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีเมิงเม้า ศักราชได้ ๔๕๓ ตัว ได้ ๑๔ ชั่วเช่นราชวงษ์ อายุท่านได้ ๖๑ ปี เจ้าลาวขุนเทิงนั้นท่านมีราชบุตร ๒ ตน ตนพี่มีนามว่าเจ้าขุนทึง ตนน้องมีนามว่าเจ้าขุนเลงกว่า ว่าดังนั้นแล ดังเจ้าขุนทึงนั้น แม่เปนเชื้อผีเสื้อ เจ้าขุนเลงกว่าตนน้อง แม่เปนเชื้อในตระกูล
  • ดังเจ้าขุนทึงตนพี่นั้น อายุได้ ๑๕ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อตน ในปีเมิงเม้านั้นแล เจ้าตนนี้ท่านได้เสวยราชสมบัติ แล้วก็ปรากฎด้วยเดชานุภาพ ทั่วนานาประเทศทั้งมวญมากนักแล
  • มีบุคคลผู้โจทย์ว่า ดังเจ้าลาวขุนเทิง ตนเปนพ่อขุนทึงนี้เปนอย่างใด เอานางผีเสื้อมาเปนเมียนั้น ผู้แก้ว่าเจ้าขุนเทิงตนนั้นกับนางผีเสื้อผู้นั้น เขาเจ้าหากจักได้เปนผัวเปนเมียกันมาแต่ชาติอันก่อนมาแล เจ้าขุนเทิงตนนั้นเมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อตนแล้ว ก็ชอบไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่ง พระยาขุนเทิงตนนั้น ก็พาเอารี้พลไปไล่เนื้อ ก็ไปถ่ายปัสสาวะไว้ที่แจ่งน่าลูกผาแห่งหนึ่ง ครั้นพระยาเอารี้พลกลับคืนมาแล้ว ยังมีลูกผีเสื้อผู้หนึ่งชื่อนางแอกมันก็นฤมิตรเปนสาวลิงก็ว่า สุนักข์ก็ว่า ตัวหนึ่งไปเที่ยวเล่น ก็ไปกินน้ำมูตรพระยาลาวขุนเทิง ที่เเจ่งน่าผาแล ครั้นมาไม่นานเท่าใด นางผีเสื้อผู้นั้นก็มีครรภ์ นางรำพึงดูรู้ว่า ชรอยไปกินน้ำมูตรแห่งพระยาขุนเทิง ที่แจ่งน่าผานั้นมา ก็จึงมามีครรภ์ฉันนี้ นางก็มาพิจารณาดู

๒๐ ก็รู้ด้วยปัญญา รฦกชาติก่อนนั้นได้เปนผัวนางแล ครั้นในวันหนึ่งพระยาลาวขุนเทิง ก็พาเอารี้พลโยธาไปไล่เนื้อ ในด้านป่าที่ไม่ไกลที่อยู่แห่งผีเสื้อผู้นั้น เมื่อนั้นนางผีเสื้อผู้นั้นรู้ว่า พระยาเอารี้พลมาไล่เนื้อฉันนั้น นางก็เพทุบายนฤมิตรเปนนางผู้หนึ่งงามนัก เปนดังนางเทวดานั้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่เหนือค่าไม้ต้นหนึ่ง ก็กระทำเสียงเปนดังคนกล่อมลูกอันเพราะนัก เสียงอันนั้นก็เข้ามาต้องหูแห่งพระยาแลคนทั้งหลาย ครั้นพระยาได้ยินแล้วก็พาเอารี้พลไปดู ก็เห็นนางผีเสื้อผู้นั้นงามนัก เปนที่ชอบใจแห่งพระยา พระยาก็เข้าไปใกล้ว่าจักสร้วมกอดเอานางผู้นั้น นางก็กลับหายไปกลายเปนกวางทองตัวหนึ่ง มีปรากฎอยู่ตรงหน้าแห่งพระยา เปนอันงามนัก พระยา ครั้นได้เห็นกวางทองตัวนั้นแล้ว ก็ไล่กวางทองตัวนั้นๆ ก็แล่นไปไกลนัก พระยาก็เล็งแลตามกวางตัวนั้นด้วยกำลังแห่งตนพลันนัก ดังหมู่รี้พลคนทั้งหลายตามด้วยพระยานั้น ก็ไม่ทันพระยา ตราบถึงใกล้ค่ำแล้ว เขาก็ไม่รู้ทางที่จะไปตามหาพระยาแลกวางทองตัวนั้น ก็พากันกลับคืนมาสู่บ้านแห่งตน ๆ ดังพระยาอันไล่กวางทองตัวนั้นก็ไปเปนอันไกลนัก ดังกวางทองตัวนั้น ครั้นว่ากระทำอุบายจะเอาพระยาไปถึงที่ใกล้วิมานปราสาทแห่งตนแล้ว ก็ละเพศอันเปนกวางคำนั้นเสียแล้ว ก็กระทำเปนดังนางผู้หนึ่งงามนักแล้ว พระยาก็มีใจชมชื่นยินดีมากนักแล นางผีเสื้อก็สร้วมหอบอุ้มเอาพระยาแล้ว ก็พาขึ้นสู่วิมานปราสาทแห่งตน แล้วก็เจรจาปราไสไปมาด้วยคำอัน

๒๑ ควรรักซึ่งกันไปมาแล้ว ก็สนุกยินดีซึ่งกัน คือดังผัวเมียนั้นแล นางผู้นั้นครั้นว่าได้สนุกยินดีกับด้วยพระยาแล้ว ก็ใคร่เล่นสนุกตามภาษาของเขา มันก็สัญญากับด้วยพระยาว่า เจ้าจงอยู่ในปราสาทแห่งเราที่นี้ก่อนเถิด ว่าดังนั้นแล้วมันก็เอาผ้ามากั้งบังล้อมปราสาทแล้ว ก็เย็บติดพื้นปราสาทไว้แล้ว ก็เล่นมโหรศพตามต้นไม้แลเหนือดินคือนฤมิตรตามภาษาของเขานั้น พระยาก็พิจารณาดูว่านางผู้นี้เปนฉันใดสั่งกูแล้ว เปนอย่างใดเอาผ้ามากั้งแวดล้อมกูไว้แล้ว เย็บติดพื้นปราสาทแล้วหนีไปนั้นจา รำพึงฉันนี้แล้ว พระยาก็ไปดูห้องขันหมาก ก็เห็นมีดน้อยเล่มหนึ่ง พระยาก็กำเอามีดเล่มนั้นแทงผ้ากั้น โผล่หน้าไปในแนวป่าที่นั้นทั้งมวญ ก็เห็นเปนลิงค่างชนีเสือหมีงูทั้งหลายมีงูเห่าจวัก งูเหลือมลายเปนต้นเต็มไปในป่าที่นั้น พระยาครั้นได้เห็นฉันนั้นแล้ว ก็มีใจหน่ายนักสา ส่วนว่านางผีเสื้อผู้นั้น ครั้นว่าเล่นสนุกแล้ว ก็มาสู่ปราสาทแห่งตนแล แล้วก็มาเห็นรอยปล่องผ้า อันพระยาเอามีดแทงนั้น นางก็รฦกรู้ว่าพระยาเอามีดน้อยห้องขันหมากนั้นแทงผ้าโผล่หน้าดูฉันนั้น นางก็แกล้งถามพระยาว่า มหาราชเจ้าเห็นข้าแล้ว พึงหน่ายนักแลน้อว่าฉันนั้น เมื่อนั้นพระยาตอบคำนางว่า กูพี่เห็นฉันนั้นแล้วก็มีความหน่ายนักหนาแล นางผีเสื้อกล่าวว่า ถ้ามหาราชเจ้ามีความหน่ายฉันนั้น ข้าก็จักส่งมหาราชเจ้าเมือสู่บ้านเมืองของมหาราชเจ้าด้วยสวัสดีแล เมื่อนั้นพระยากล่าวว่านางจะส่งกูพี่เมือสู่บ้านเมืองแห่งกูพี่นั้น ก็จงส่งกูพี่เมือด้วยสวัสดีเถิด ว่าฉันนั้นแล้วนางผีเสื้อผู้นั้น ก็เอามือกดท้องแห่งตนแล้ว ก็พลันประสูตรได้แท่งชิ้นอันหนึ่งงาม

๒๒ เปนดังแท่งคำนั้น นางก็เอาใบตองพลวงมาห่อให้ดีแล้ว ก็ไปเอากระบอกไม้อ้อสามกระบอกมาแล้ว นางก็เอามือบีบนม เอาน้ำนมใส่กระบอกไม้อ้อสามกระบอกนั้นให้เต็มแล้ว ปิดให้ดีแล้วก็เอายื่นให้พระยาแล นางก็กล่าวว่ามหาราชเจ้าจงเอาห่ออันนี้ เมือรักษาไว้ให้ครบสามเดือน คือตั้งแต่วันนี้เปนต้นไป ครั้นครบสามเดือนแล้วให้มหาราชเจ้าไขห่ออันนี้ดู ถ้าเห็นเด็กน้อยดังนั้นจงเอาน้ำนมในกระบอกไม้อ้ออันนี้ให้กินเดือนละกระบอกเถิด ครั้นถึงสามเดือนสิ้นน้ำนมสามกระบอกนี้แล้ว เด็กยังร้องไห้อยู่ ให้มหาราชเจ้าเอามาไว้ในตีนป่านั้นเถิด ว่าฉันนั้นแล้วนางก็ส่งพระยามาสู่เมืองโดยสวัสดีแล พระเจ้าขุนเทิงครั้นมาถึงบ้านเมือง ก็บอกเล่ายังอาการอันตนไปรู้ไปเห็นเหตุทั้งหลาย ตั้งแต่ต้นถึงปลายแก่ราชเทวี แลเสนาอำมาตย์แห่งตน แล้วพระยาก็รักษาห่ออันนั้นไว้ตามนางผีเสื้อหากสั่งทุกประการแล

  • ครั้นถึงสามเดือนแล้ว พระยาก็ไขดูห่ออันนั้น ก็เห็นกุมารน้อยผู้หนึ่งรูปงามนัก พระยาก็มีความยินดีมากนักแล้ว ก็แต่งให้แม่นมทั้งหลายเอาผ้าอันอ่อนบริสุทธิ มาผูกพันหุ้มห่อแล้ว ก็เอาน้ำนมที่กระบอกไม้อ้อนั้นให้ทารกกิน ก็ซ้ำมีรูปอันงาม มีลักษณอันล้วนถ้วนทุกประการแล ครั้นถึง ๓ เดือนแล้ว น้ำนมที่กระบอกไม้อ้อนั้นก็หมด เจ้ากุมารน้อยผู้นั้นก็ยังร้องไห้อยู่ เมื่อนั้นพระยาก็แต่งให้คนทั้งหลายเอากุมารผู้นั้นไปไว้ที่ตีนป่า แล้วก็รักษาถนอมดูนั้นแล


๒๓

  • เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็ได้เห็นกวางทองตัวหนึ่งมาให้กุมารน้อยผู้นั้นดูดกินนมอยู่ทุกวันแล คนทั้งหลายได้เห็นฉันนั้นแล้ว ก็มาไหว้แก่พระยาตามได้รู้ได้เห็นนั้นแล พระยาก็มีความโสมนัศชมชื่นยินดี แล้วก็มีอาชญาบอกแก่คนทั้งหลาย ไม่ให้กระทำร้ายแก่กวางทองตัวนั้นแล เจ้ากุมารผู้นั้นก็เจริญขึ้นใหญ่มาแล้ว เจ้าพระยาขุนเทิงก็พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย กระทำบอกกล่าวใส่นามเจ้าว่าเจ้าขุนทึง ว่าดังนั้นแล แต่นั้นภายน่าราชเทวีผู้เปนเชื้อในตระกูลนั้นก็ประสูตรได้ลูกชายผู้หนึ่งแล้ว พระยาตนพ่อก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์ กระทำบอกกล่าวใส่นามว่า เจ้าขุนเลง ว่าดังนั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงเจริญขึ้นใหญ่มาแล้ว พระยาขุนเทิงผู้เปนบิดา ก็ใช้ไปเอานางผู้หนึ่งชื่อศรีโสภา อันเปนลูกเชื้อในตระกูลมาให้เปนเมียแล ครั้นเจ้าขุนเทิงตนพ่อสิ้นกรรมไปแล้ว เจ้าขุนทึงท่านก็ได้ครองเมืองแทนต่อไปแล จาด้วยราชวงษ์แห่งท้าวพระยาทั้งหลายตั้งแต่มหาสามันตราชสืบมา ตราบถึงพระยาโอกากะมุข ตั้งลำดับแต่นั้นมา ตราบถึงเจ้าพระยาขุนทึงได้ครองราชสมบัติ เปนมหากระษัตริย์ในเมืองเงินยังเชียงแสน.

ปฐมกัณ์ฑํ เปนกัณฑ์ถ้วนต้น ก็จบลงแต่เพียงนี้แล



๒๔ ตอนที่ ๖ เรื่องขุนเจืองธรรมิกราช

  • ศิริสวัสดี ทีนี้จักจาด้วยราชวงษาแห่งท้าวพระยาทั้งหลายไปภายน่า บุคคลผู้มีปัญญาพึงรู้ดังนี้เทอญ หิ ด้วยมีแท้แล เจ้าพระยาขุนทึงตนนั้น ครั้นท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนแล้วก็ชอบไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่งท่านก็บอกป่าวรี้พลโยธาทั้งหลายไปไล่เนื้อก็ไปเห็นกวางทองตัวหนึ่ง พระยาก็ยิงกวางทองตัวนั้นก็ถูกแล้ว กวางทองตัวนั้นก็ไม่ตาย พระยาก็ไล่กวางทองตัวนั้น ตามกวางทองตัวนั้นไปทางข้างเขาทุ่งริมเมืองเงินยังเชียงแสนฝ่ายข้างตวันตกนั้นแล เมื่อนั้นนางแอกผีเสื้อผู้นั้นก็อยู่ในวิมานปราสาทแห่งตนที่นั้นแล นางผี เสื้อผู้นั้นครั้นได้ทราบว่าลูกตน ไล่กวางทองมาที่ใกล้ตนแล้ว ก็ไปนำเอาลูกตนมาสู่วิมานปราสาทแห่งตนแล้ว ก็เจรจาปราไสไปมาด้วยคำอันรักซึ่งลูกแห่งตนแล้ว จาร่ำไรด้วยพ่อคือเจ้าขุนเทิง อันได้มาเที่ยวป่าไล่เนื้อแล้ว ได้มาพบเห็นแม่แล้ว ได้มาอยู่กินกับด้วยแม่แต่ก่อน ตั้งแต่ต้นถึงปลายนั้นให้เจ้าขุนทึงตนเปนบุตรได้รู้แจ้งทุกประการแล้ว นางตนเปนแม่ก็ให้บุตรแห่งตนอิ่มด้วยเข้าน้ำโภชนาอาหารอันเปนทิพแล้ว ดังรี้พลโยธาทั้งหลายทั้งปวงตามไม่ทันพระยาก็พากันกลับคืนเมือนั้นแล ส่วนว่านางแอกผีเสื้อผู้นั้น ก็คิดในใจมักใคร่ให้ลูกตนได้ของมงคลอันวิเศษฉันนั้น ก็พูดกับด้วยลูกแห่งตนว่า แม่จะพาเอาเจ้าไปหาปู่ย่าตายายแห่งเจ้า แม่จักส่งเจ้าเข้าไปใน

๒๕ ถ้ำแล้ว ครั้นเจ้าเข้าไปแล้ว เห็นอันใดเจ้าอย่าได้กลัวเถิด ครั้นเจ้าเข้าไปแล้วจงขอเอาของอันวิเศษคือหม้อแกงทองของไม่จ่าย กับขอกวัดแกว่งให้เปนเมืองอันนี้เถิด เจ้าว่าดังนั้นแล้ว ก็พาเอาลูกตนไปนั้นแล ครั้นไปถึงปากถ้ำแล้ว นางก็ส่งให้ลูกตนเข้าไปในถ้ำนั้นแล้ว เจ้าขุนทึงครั้นเข้าไปแล้ว ก็เห็นไส้งูหลวงตัวใหญ่มีเกล็ดอันเลื่อมเหลืองเหมือนดังทองนั้นแล้ว เจ้าก็ขอเอาของวิเศษสองอันนั้น ตามแม่ตนหากสั่งบังคับมานั้นทุกอันแล้ว เมื่อนั้นปู่ย่าตายายก็เอาของดีวิเศษนั้น ให้เจ้าขุนทึงตนเปนหลาน ตามดังเจ้าหากขอเอานั้นแล้ว เจ้าขุนทึงครั้นได้ของวิเศษสองอันนั้นแล้ว ก็บอกอำลาปู่ย่าแห่งตนออกมาหาแม่แห่งตนที่ปากถ้ำนั้นแล เมื่อนั้นนางแอกตนเปนแม่ ครั้นได้เห็นลูกตนได้ของวิเศษสองอันนั้นมาแล้ว นางก็บอกฤทธีของวิเศษให้แก่ลูกตนว่า หม้อแกงทองของไม่จ่ายนี้ แม้นว่าเจ้าจักเลี้ยงแขกรี้พลตั้งหมื่นตั้งแสนก็ดีเถิด ให้เจ้าเอาหม้อนี้ตั้งไว้ที่ควรแล้วกล่าวว่าเข้าแลชิ้นปลาอาหารขอให้บริบูรณ์เต็มอยู่ทุกเมื่อเถิด ว่าดังนั้นเข้าแลชิ้นปลาอาหารก็หากบริบูรณ์เต็มอยู่ทุกเมื่อ ไม่รู้สิ้นรู้หมดเลย ด้วยขอกวัดแกว่งให้เปนเมืองนั้น แม้นเจ้าจักมักสนุกยินดีพึงใจในสถานที่ใด เจ้าจงเอาขอนี้แกว่งไปมา ครั้นว่าขอนี้ข้องอยู่ที่ใด เจ้าจงอยู่นอนในที่นั้นเถิด ว่าฉันนั้นแล้ว ก็ส่งลูกตนกลับเมือนั้นแล

  • ครั้นเจ้าขุนทึงได้ของวิเศษสองอันนั้นแล้ว ก็อำลาแม่แห่งตนแล้ว ก็กลับคืนมาสู่บ้านเมืองแห่งตนนั้นแล ครั้นท่านกลับคืนมา

๒๖ แล้วมาถึงที่หนึ่งเปนที่ราบเสมองามนัก ท่านก็รำพึงว่าสถานที่นี้ ภายน่ากูมาสร้างให้เปนเวียง ตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่ที่นี้ดีแท้แลหนอ ว่าดังนั้นแล้วเจ้าก็เอาขออันนั้นกวัดแกว่งไปมาถ้วนสามทีแล้ว ขออันนั้นก็เกี่ยวต้นไม้ไว้แล้ว เจ้าก็เลยนอนในที่นั้นหลับไปนั้นแล ครั้นถึงกลางคืนในสถานที่นั้น บังเกิดเปนบ้านเปนเมืองมีรั้วเวียงเชียงแช่เย่าเรือน มีข้าคนพลเมืองช้างม้าโคกระบือมากนักนั้นแล

  • พระยาเจ้าขุนทึง ครั้นตื่นรุ่งเช้ามาแล้ว ก็เห็นเปนบ้านเปนเมืองรุ่งเรืองงาม เปนดังแผ่นเงินนั้นแล เจ้าขุนทึงครั้นท่านได้รู้เห็นยังอัศจรรย์ทั้งหลายฉันนั้นแล้ว ก็มีความชื่นชมยินดีมากนักนั้นแล เจ้าก็กลับมาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็มาบอกกิริยาภาวอาการทั้งปวงแก่ราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย โดยดังตนหากได้ไล่เนื้อไปแล้ว ได้ไปประสบพบแม่แห่งตนแล้ว แลได้ไปขอเอายังของอันวิเศษซึ่งปู่ย่าตายายได้แล้วกลับคืนมาหาแม่ ๆ ก็บอกด้วยของอันมีฤทธิวิเศษแก่ตนแล้ว ก็กลับคืนมาถึงที่หนึ่งราบเสมองามนักก็เอาขอวิเศษกวัดแกว่งที่นั้นแล้ว สถานที่นั้นก็บังเกิดเปนรั้วเวียงบ้านเมือง เปนอันรุ่งเรืองงามควรสนุกยินดีนักฉันนั้น แก่ราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลายแห่งตนแล เมื่อนั้นราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ได้รู้ได้ยินแล้วก็มีความชื่นชมยินดีควรอัศจรรย์มากนักนั้นแล เมื่อนั้นคำฦๅชาปรากฎไปทั่วบ้านใหญ่เมืองน้อยทั้งหลาย ว่าเวียงทิพปรากฎที่เจ้าขุนทึง ตนเปนเจ้าเมืองยางเชียงแสน ตนเปนเจ้าเปนใหญ่แก่เมืองลานนาไทย ว่าดังนั้นแล

๒๗

  • เมื่อนั้นเจ้าพระยาขุนทึงท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์แห่งตนปลงเมืองเงินยังเชียงแสนนั้นให้น้องแห่งตน ชื่อเจ้าขุนเลงกว่านั้นให้อยู่เสวยนั้นแล ส่วนเจ้าพระยาขุนทึงเจ้าก็พาเอาอรรคมเหษีเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แลไพร่พลคนเมืองตามสมควรแล้ว ก็ไปอยู่เสวยราชสมบัติในเมืองทิพที่นั้นแล้ว เจ้าเรียกชื่อขึ้นตามเทพนิมิตรว่า เวียงเชียงเรือง ว่าดังนั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงท่านอยู่เสวยราชสมบัติในเวียงเชียงเรืองที่นั้น ก็ฦๅชาปรากฎทั่วไปในสกลชมพูทวีปทั้งหลายทั้งปวง รวดได้เปนจักรราชปราบชมพูทวีป ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลาย ต่างตนก็ต่างพากันนำมายังเครื่องราชบรรณาการน้อมเข้ามาสู่สมภารท่านสิ้นทั้งนั้นแล ใช่แต่เท่านั้น "สัพ์เพสัต์ตา" อันว่าสัตวป่าทั้งหลายทั้งปวง ก็บอกกล่าวร้องเรียกกันมาตามภาษาของเขาว่าลูกหลานเราได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ปราบปถพีแล้ว แลว่าฉันนั้นแล้วก็พากันเข้ามาสู่บ้านสู่เมืองมากนักนั้นแล ด้วยท้าวพระยาทั้งหลายซึ่งนำเอามายังเครื่องบรรณาการ มาถวายเปนข้าสู่สมภารแห่งเจ้าขุนทึงนั้น ส่วนชาวเมืองเชียงเรืองทั้งปวง ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนด้วยอันต้มเข้าหุงแกงเลี้ยงแขกบ้านแขกเมือง ก็เท่าแต่ได้ให้ได้รับประทานเข้าแลอาหารอันบังเกิดมีในหม้อทอง อันเปนของทิพแห่งพระยาเจ้าขุนทึงนั้นสิ้นในกาลทุกเมื่อนั้นแล อนึ่งด้วยสัตวป่าทั้งหลายอันเข้ามาสู่บ้านสู่เมืองนั้น เจ้าพระยาขุนทึงท่านก็มีอาชญา บอกกล่าวแก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย ว่าไม่ให้บุคคลผู้ใดกระทำร้ายแก่สัตวทั้งหลายฝูงนั้น เพราะสัตวป่าทั้งหลายทั้งปวงฝูงนั้น ก็หาก

๒๘ เปนยศบริวารแห่งปู่ย่าเราทั้งมวญดาย ใครอย่าได้กระทำร้ายแก่เขาเถิด ว่าดังนั้นแล

  • แต่นั้นไปน่าสุกรแลกวางเถื่อนทั้งหลายก็ไปกินเข้าไร่เข้านาคนทั้งหลายมากนักนั้นแล คนทั้งหลายก็เข้าไปกราบทูลพระยาขุนทึง ๆ ก็ให้คนทั้งหลายเฝ้ารักษาไร่นาล้อมรั้วให้ดีแล้ว ภายหลังก็ยังมาปล้นเข้ากินอยู่เสมอ คนทั้งหลายก็พากันไปกราบทูลพระยา ๆ ก็แต่งให้คนทั้งหลายเอาไม้คันยาวไปแขวนไว้ทุกที่ สัตวทั้งหลายก็ไม่มากินเข้านั้นแล ภายหลังครั้นไม้นั้นล้มไปยามใด สัตวทั้งหลายก็ซ้ำมากินอีกเหมือนเก่า คนทั้งหลายก็พากันไปกราบทูลพระยาอิกนั้นแล พระยาก็มีอาชญาบอกกล่าวแก่เหยี่ยวน้อยเหยี่ยวหลวงทั้งหลายว่า แต่นี้ไปเหยี่ยวทั้งหลายจงเฝ้าไร่เฝ้านาเถิด เหยี่ยวน้อยให้เฝ้านาน้อย เหยี่ยวหลวงให้เฝ้านาหลวงเถิด ว่าดังนั้นแล้ว แต่นั้นไปสัตวป่าทั้งหลายจะเข้ากวนดื้อสู่กินเข้าไร่เข้านาดังนั้น เหยี่ยวทั้งหลายก็จับอยู่ปลายไม้สูง ๆ ร้องห้ามสัตวทั้งหลายฝูงนั้น ๆ ก็พากันพ่ายหนีไปสิ้นนั้นแล แต่นั้นภายน่าสัตวทั้งหลายก็เข้ามากินอยู่ที่ข้างบ้านริมเมือง ก็มาเสียดสีถูกต้องตูบเถียง ผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ทลุพังไปฉันนั้น ผีปิศาจสหายบ้านสหายเมืองทั้งหลายก็โกรธ พลันกระทำให้เปนอันตรายแก่เหยี่ยวทั้งหลายตายไปสิ้นนั้นแล แต่นั้นไปภายน่าสุกรกวางเถื่อนทั้งหลาย ก็มากินเข้าไร่เข้านาทั้งหลายเหมือนเก่านั้นแล เมื่อนั้นคนทั้งหลายเมือกราบทูลว่าบัดนี้เหยี่ยวทั้งหลายอันเฝ้าไร่นาทั้งปวงนั้น ก็ฉิบหายตายไปสิ้นแล้ว สัตวป่าทั้งหลายก็มา

๒๙ กินเข้าไร่เข้านาเหมือนเก่า ว่าฉันนั้นแล พระยาก็มีอาชญาบอกกล่าวแก่คนทั้งหลายให้เอาไม้มาจักสานเปนตาไขว่ให้เปนสามตาเรียงกัน เอาตาขดขึ้นเมือบนแล้ว ให้เอาเหน็บไว้ปลายไม้ที่ในไร่นานั้นแล้ว ให้กล่าวว่าแหลวจงอยู่เฝ้าไร่นาเถิด ว่าดังนั้น เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็รับเอาอาชญาพระยาพากันมากระทำเหมือนว่าแท้นั้นแล แต่ภายน่าสัตวทั้งหลายก็ไม่มากวนกินกระทำร้ายแก่ไร่นาสักทีนั้นแล ด้วยธรรมเนียมแหลวหมายนานั้น ก็ติดต่อสืบ ๆ มาถึงกาลบัดนี้แล

  • ส่วนเจ้าพระยาขุนทึง ท่านก็อยู่เสวยราชสมบัติประกอบชอบทศราชธรรม ๑๐ ประการ กระทำบุญให้ทานมากนักนั้นแล เมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนนั้น อายุได้ ๑๕ ปี ศักราช ๔๕๓ ตัวปีเมิงเม้า คือปีเถาะนพศก ท่านอยู่เสวยเมืองนานได้ ๔๑ ปี อายุท่านได้ ๕๕ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปีเมิงเม็ดคือปีมแมนพศก ศักราช ๔๙๓ ตัว เรียกว่าได้ ๑๕ เช่นชั่วราชวงษ์แล
  • พระยาขุนทึงไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกหญิงผู้หนึ่ง ชื่อว่านางมนุสาอานุญญา ว่าฉันนั้นแล
  • ดังพระยาขุนเลงผู้เปนน้องนั้น มีลูกชายสองชาย ผู้พี่ชื่อว่าเจ้าชิน ผู้น้องชื่อว่าเจ้าจอมผาเรืองแล ดังเจ้าลาวชินผู้พี่นั้น เจ้าพระยาขุนเลงตนพ่อ ก็หาเอานางพระติสะในตระกูลให้เปนภรรยา แล้วให้อยู่กับด้วยตนในเวียงเงินยังเชียงแสนนั้นแล ดังเจ้าจอมผาเรืองผู้น้องนั้น เจ้าขุนเลงตนเปนพ่อ ก็นำให้ไปเอานางมนุสาอานุญญาผู้

๓๐ เปนบุตรเจ้าขุนทึงนั้นแล เจ้าขุนทึงท่านก็มีความยินดีแล้ว ก็ให้อยู่กับตนในเวียงเชียงเรืองที่นั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงสิ้นแก่กรรมไปแล้ว เจ้าจอมผาเรืองท่านก็ได้เสวยราชสมบัติแทนลุงแห่งตนในปีเมิงเม็ด ศักราช ๔๙๓ ตัวนั้นแล

  • เจ้าจอมผาเรืองเมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนลุงแห่งตนนั้นอายุท่านได้ ๔๓ ปี ท่านมีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อเจ้าลาวอ้ายเจือง ตนน้องชื่อเจ้าลาวขุนเจืองแล ดังเจ้าลาวชินตนพี่เจ้าจอมผาเรืองอันอยู่เสวยเมืองเงินยังเชียงแสนนั้น มีบุตรหญิงสองคน ผู้พี่ชื่อว่านางอานแฟงจันทน์ผง ผู้น้องชื่อว่านางโอคาแพงเมือง ว่าฉันนั้นแล นางทั้งสองครั้นจำเริญขึ้นใหญ่มา ก็มีรูปโฉมโนมพรรณอันงาม เปรียบเสมอดังนางทิพนั้นแล เจ้าจอมผาเรืองท่านก็ให้เจ้าลาวอ้ายเจืองตนเปนบุตรที่ ๑ อยู่กับด้วยตนในเวียงเชียงเรืองที่นั้นเเล้ว ก็ให้เจ้าลาวขุนเจืองตนเปนบุตรถ้วนสองไปกินเมืองฝางนั้นแล ภายหลังแต่นั้นมาเจ้าจอมผาเรืองท่านก็ใช้ไปขอนางทั้งสองพี่น้องเพื่อจะมาอุสาภิเศกให้เจ้าลาวอ้ายเจืองแลเจ้าขุนเจือง สองพี่น้องอันเปนบุตรแห่งตนนั้นแล เมื่อนั้นพระยาลาวชินจึงกล่าวว่าดีจริงแล แต่ทว่าบัดนี้ข้ายังน้อยไม่รู้อะไร นางผู้พี่มีอายุได้ ๑๒ ปี นางผู้น้องมีอายุ ๑๐ ปี ก็ยังไม่ฉลาดรู้แห่งการหญิงดาย ภายน่าเอาแต่บุญแห่งชาวเจ้าเปนเถิด ว่าดังนั้นแล้ว คนใช้ก็กลับเมือทูลเจ้าจอมผาเรือง บอกเหตุการณ์ตามพระยาลาวชินตนพี่หากกล่าวนั้นทุกประการนั้นแล เจ้าจอมผาเรืองครั้นได้ทราบ รู้ว่าพี่อ้ายตนยอมอนุญาตให้บุตรหญิงทั้งสองมาเปนบุตรสใภ้แห่งตนภายน่า

๓๑ นั้น ก็มีความชมชื่นยินดีมากนักนั้นแล ในปีนั้นสิ่งเดียวเจ้าจอมผาเรืองท่านก็ได้เสวยราชสมบัติได้ ๑๘ ปี อายุท่านได้ ๖๐ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปในปีกาบไจ้ ศักราช ๕๑๐ ตัวนั้นแล ได้ ๑๖ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

  • บุตรท่านเจ้าลาวอ้ายเจืองตนพี่นั้น อายุได้ ๒๕ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ก็ในปีกาบไจ้นั้น แต่นั้นไปคำฦๅชาปรากฎทั่วไปในบ้านใหญ่เมืองน้อยทั้งหลายทั้งปวงว่า ยังมีนางทิพ ๒ คนเกิดมีในเมืองเชียงเรืองที่เวียงเงินยังเชียงแสนงามนักไม่มีใครจะเปรียบได้พอสอง เปนบุตรเจ้าเชียงเรือง ๆ ก็ถึงแก่กรรมตายไปแล้ว หาท้าวพระยาตนใดจักทรงไม่ได้ มีแต่ท้าวตนบุญใหญ่ในมหานครจึงจะควรทรงนั้นแล เมื่อนั้นท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายมีเมืองโกสัมพี แลเมือง กลิงครัฐ หงษาวดี สาวัตถี อโยทธยา จันทบุรี แลจุลณีวิเทหราช ต่างคนก็ต่างแต่งรี้พลคนศึกมาเปนอันมากหลายนั้นแล พระยาเมืองจันทบุรี แลพระยาแกวหลวง ก็แต่งรี้พลมาเปนอันมากกว่า จะฆ่าปราบประจญเอานางทิพทั้งสอง ว่าฉันนั้นแล ยามนั้นพระยาลาวชินตนเปนพ่อแห่งนางทั้งสองนั้นก็ใช้ไปหาเจ้าสององค์พี่น้อง ที่เมืองเชียงเรืองแลเมืองฝางแล้ว ดังเจ้าทั้งสองพี่น้องยังไม่ทันยกกำลังมาพร้อมกันพระยาอ้ายเจืองตนเปนพี่ ก็ยกกำลังเมืองเชียงเรืองเชียงแสนเชียง รายออกรบพระยาแกวหลวง พระยาจันทบุรี ที่ทุ่งเชียงราย พระยาอ้ายเจืองก็ขึ้นขี่ช้างชนช้างแกว ก็ไม่ชนะแกว เสียพระแก้วฟันกับหลังช้างนั้นแล เจ้าลาวพระยาอ้ายเจืองท่านได้เสวยเมืองได้ ๕ ปี อายุ ๒๙ ปีตาย พระยาแกวฆ่ากับหลังช้างที่ทุ่งเชียงรายนั้นแล ท่านตายในปีเปิกสี ศักราชได้ ๕๑๕ ตัว ได้ ๑๗ ชั่วราชวงษ์แล

๓๒

  • เมื่อเวลาพระยาแกว ฆ่าพระยาอ้ายเจืองตนพี่นั้น เจ้าอุปราชาขุนเจืองผู้น้อง ก็หากยกกำลังรี้พลเมืองฝางมาถึง ครั้นเห็นเพื่อนฆ่าพี่ชายตนตายฉันนั้นก็ยิ่งโกรธนัก ก็ขึ้นขี่ช้างแก้วชื่อว่าสพานคำ ไสเข้าต่อพระยาจันทบุรี พระยาจันทบุรีก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อสุรสงคราม เข้าต่ออุปราชาขุนเจือง ๆ กวัดง้าวฟันจับหัวพระยาจันทบุรี ๆ ตายกับหัวช้างนั้นแล้ว พระแกวเห็นพระยาจันทบุรีตายก็เร่งโกรธยิ่งนัก ก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อแก้วคุณเมือง ไสเข้าต่ออุปราชาขุนเจืองช้างแก้วสพานคำ เจ้าอุปราชาขุนเจือง ก็ง้วยงาสู้รบจับเอาเค้าฅอช้างพระยาแกวซวนไป พระยาแกวก็ซ้ำขึ้นช้างแก้วปราบเมือง ไสเข้าต่อช้างสพานคำ ๆ ก็กระทำฉันเดียวนั้น ช้างพระยาแกวก็เซซวนไปฉันเดียวนั้นแล พระยาแกวก็เร่งซ้ำโกรธยิ่งนัก ก็ขึ้นขี่ทรงช้างแก้วบุญเรือง ไสเข้าต่อช้างแก้วสพานคำ ๆ ก็ยกงารับจับเค้าฅอช้างแก้วบุญเรือง ช้างแก้วบุญเรืองก็เซไป เจ้าอุปราชาขุนเจืองก็กวัดง้าวฟันศีศะพระยาแกวตายกับฅอช้างนั้นแล เมื่อนั้นพวกหมู่รี้พลพระยาแกว แลรี้พลพระยาจันทบุรีก็แตกตื่นพ่ายหนีไป ไม่อาจทนต่อได้ เมื่อนั้นชาวเชียงเรืองเมืองฝางเชียงแสนเชียงรายทั้งปวง ก็พากันไล่โคบเอาแกวเอาลาวได้สามหมื่นคน กับทั้งช้างม้ามากนักแล้วก็เอาเข้าไว้ในเวียงเชียงแสนทั้งสิ้นนั้นแล
  • เมื่อนั้นเจ้าลาวชินตนเปนลุง ก็มีความโสมนัศชมชื่นยินดีมากนักแล้ว ก็ประดับลูกหญิงสาวทั้งสองพี่น้องแล้ว ก็เอาไปถวายแก่เจ้าอุปราชาขุนเจืองตนเปนหลาน ให้เปนอรรคมเหษีเทวีข้าง

๓๓ ซ้ายข้างขวานั้นแล พระยาลาวชินก็อุสาราชาภิเศกให้เสวยเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกชื่อขึ้นเรียกว่า เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาขุนเจืองว่าดังนั้นแล ส่วนว่าท้าวพระยาทั้งหลายนานาประเทศทั้งปวงมีความกลัว ด้วยเดชานุภาพแห่งท่านแล้ว ก็พากันน้อมเข้ามาสู่สมภารท่านสิ้นนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนกันอุสาราชาภิเศกแล้วก็เรียกชื่อขึ้นว่าเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชานั้นแล แล้วก็ปลูกหออุทุมพรไม้มะเดื่อขึ้นสูงได้ร้อยศอกนั้นแล

  • เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช อายุได้ ๒๗ ปี เสวยเมืองแทนพี่แทนลุงแห่งตน ในปีเปิกสี ศักราช ๕๑๕ ตัว ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้ว ก็ปรากฎด้วยฤทธิเดชานุภาพทั่วมหานานาประเทศทั้งปวง ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายก็เข้ามาพร้อมน้อมสู่สมภาร ถวายเครื่องราชบรรณาการทั้งหลายมากนักนั้นแล
  • ถัดนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมาน ตนเปนเจ้าเมืองวิเทหราชกับพระยาจุลณีสองตนพี่น้อง ก็เอารี้พลมาเปนอันมาก ว่าจะพากันมาปราบประจญเอานางทั้งสองพี่น้อง ครั้นมาถึงกลางทางก็ได้รู้ข่าวสารว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาปราบได้นางแล้วฉนี้ เมื่อนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมาน แลพระจุลณี ก็มีความเข็ดขามเกรงอำนาจแล้ว ก็พลันพร้อมกัน แต่งยังเครื่องราชบรรณาการแต่ละอย่างแลร้อยแปดทั้งปวงคือหอยสังข์ปรกติแลอ่างเงินสองลูก มาถวายแก่เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชนั้นแล ทั้งหออุทุมพรก็สร้างเติมอันเก่าขึ้นสูงได้ร้อยยี่สิบ

๓๔ ศอกนั้นแล พระยาวิเทหราชแลพระยาจุลณีสองตนพี่น้องก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกขึ้น เรียกชื่อว่าไชยนารายน์ธรรมิกราช ว่าดังนั้นแล แต่นั้นไปภายน่าฮ่อแลแกวแลเมืองโกสัมพี กลิงคราฐ หงษาวดี สาวัตถี อโยทธยา จันทบุรี ก็ได้มาส่วยเข้าพระยาเจือง ไชยนารายน์ธรรมิกราชต่อ ๆ ไปนั้นแล

  • ในเมื่อท่านได้ปราบนานาประเทศทั้งปวงนั้น อายุท่านได้ ๒๗ ปี มีความกล้าหาญนัก ท่านได้มีอาชญาบอกป่าวแก่ลูกค้าทั้งหลายต่างประเทศว่า เราพระองค์ก็ชนช้าง ก็มีความสนุกมากนัก เราพระองค์ก็มีใจใคร่ชนช้างอยู่เสมอแล ถ้าแลว่าสูท่านทั้งหลายยังรู้ว่ามีท้าวพระยาตนหนึ่งตนใดยังจักอาจมาสู้ชนช้างต่อเราพระองค์ได้นั้น ก็ให้สูท่านได้ใช้เอาข่าวสารพระยาเจ้าตนนั้นมาบอกแก่เราพระองค์เถิด เราพระองค์จักได้ไปต่อสู้ชนช้างต่อเจ้าพระยาตนนั้น แลว่าฉันนั้นแล้ว แต่นั้นไปก็ไม่มีท้าวพระยาตนหนึ่งตนใดจะมาต่อสู้ได้สักตน ท้าวพระยาทั้งหลายก็เท่ามีแต่เครื่องราชบรรณาการมาถวายแก่ท่านทุกเมืองนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ท่านได้เสวยราชสมบัติเปนเอกราชาปราบนานาประเทศทั้งหลายแล้ว ก็วางเมืองไว้แก่ลุงแลบุตรแห่งตนชื่อเจ้าเงินเรืองผู้เปนพี่ต้น คือลูกนางแฟงจันทน์ผง ให้อยู่รักษาเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็บอกป่าวเสนาโยธาทั้งหลายมาเปนอันมากแล้ว ก็ยกเอาหมู่รี้พลโยธาไปเมืองแกว ๆ ทั้งหลายก็นบน้อมเข้าสู่สมภารท่านทั้งสิ้นแล้ว ท่านก็เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองแกวที่นั้น


๓๕ ก็เอาบุตรีพระยาแกวผู้ชื่อนางอูบแก้วเปนภรรยาอยู่ในเมืองที่นั้น ก็ซ้ำเปนที่ฦๅชาปรากฎ มีเดชานุภาพมากนักนั้นแล

  • เมื่อนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานแลแกวพระกันทั้งหลาย ก็มาประชุมกันที่ภูเขาเหมือด อันมีในเขตรแดนเมืองแกว คือที่เมืองพระกัน ดังภูเหมือดที่นั้น เปนอันราบเสมองาม กว้างได้ ๑๒๐๐ วา ท้าวพระยาทั้งหลายก็ให้คนทั้งหลายแต่งแปลงทำเนียบพนักปรำเต็มภูเหมือดที่นั้นทั้งหมด แล้วก็สร้างปราสาทที่ท่ามกลางภูเหมือด สูงได้ ๑๓๕ วา กว้างได้ ๙๓ วา มีเสวตฉั ตร ๗๗๐ ดวง แลมีอ่างคำใส่น้ำหอม สูงได้ ๓ ศอกกว้างได้ ๖ ศอก คำหนักล้านสี่แสน ให้ถวายเปนอ่างอาบน้ำเจ้าพระยาเจือง ครั้นตกแต่งเสร็จแล้วก็เชิญเอาเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชขึ้นสู่หอสรงแล้ว ท้าวพระยาทั้งหลายมีพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน ก็พร้อมกันรดสรงด้วยน้ำสังข์ ๗๗๐ ลูก คือสังข์อันเปนทักขิณาวัฏทุกดวงเหนือกองแก้ว ๗ ประการ แล้วก็สถิตย์สำราญในปราสาทราชมณเฑียร มีนางทั้งหลายได้สี่แสนสี่หมื่น มีนางอัมราอันพามาแต่เมืองลาวนั้น กับนางอูบแก้วอันเปนบุตรีแห่งพระยาแกวเปนประธาน หากมาแวดล้อมเปนบริวารก็มีแล ท้าวพระยาทั้งหลายมีพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน ก็พร้อมกันแต่งรายงานจุ้มเจี้ยไว้กับเจ้าพระยาเจืองนั้นแล กระทำเจ้า พระยาเจืองให้เปนเอกราชาที่เมืองแกวในปีกาบสี ศักราช ๕๕๑ ตัว เดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำ วันอังคารยามกองงาย เจ้าอยู่สำราญในปราสาทได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จลงมาสู่โรงหลวง ท้าวพระยาทั้งหลายมี

๓๖ พระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน แลเสนาโยธาทั้งหลายนับได้โกฏิปลายหกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันคนก็มีแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชา ท่านก็ให้พระราชทานรางวัลเลี้ยงดู แก่ท้าวพระยาแลเสนาอำมาตย์รี้พลทั้งหลาย ให้อิ่มเต็มด้วยเข้าเหล้าชิ้นปลาอาหารมากนัก นานได้ ๕ เดือนแล้ว เจ้าก็ส่งท้าวพระยาทั้งหลายเมือหาบ้านเมืองแห่งเขานั้นแล อยู่ไม่นานเท่าใดเจ้าก็พาเอานางอัมราเทวีกับบริวารทั้งปวงเสด็จเมือสู่เมืองเงินยังเชียงแสนนั้นแล

  • ในกาลนั้นไม่นานเท่าใด ยังมีพ่อค้าแกวหมู่หนึ่ง ไปค้าเมืองตาตอกขอกฟ้าตายืน แล้วเขาก็เข้าไปไหว้ไขบอกข่าวสารด้วยเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ใคร่ชนช้างต่อท้าวพระยาตนหนึ่งตนใด ตั้งแต่ต้นถึงปลายให้พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนได้รู้ทุกประการนั้นแล เมื่อนั้นพระยาแมนตาตอก ครั้นได้รู้ข่าวสารฉันนั้นแล้ว ก็มีอาชญาปลงคำลงว่า เราก็ใคร่ชนช้างต่อพระยาธรรมิกราชตนนั้นแท้แล ว่าฉันนั้นแล้ว พระยาแมนตาตอกตนนั้นก็สั่งบอกแก่พ่อค้าแกวทั้งหลายว่า สูท่านทั้งหลายจงนำเอาข่าวสารกูไปบอกแก่เจ้าพระยาธรรมตนนั้นจงมาชนช้างต่อเราเถิด ว่าดังนั้นแล้ว เมื่อนั้นพ่อค้าแกวหมู่นั้นก็รับเอาข่าวสารพระยาแมนตาตอกแล้ว พากันนำเอาข่าวสารอันนั้นมา ด้วยวันเดือนทั้งหลายก็เปนอันไกลนัก ไม่นานเท่าใดก็มาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว เขาก็เข้าไปกราบทูลข่าวสารทั้งปวง อันพระยาแมนตาตอกหากสั่งมา ใคร่ชนช้างต่อพระยาตนนั้นทุกประการแล

๓๗

  • เมื่อนั้นพระยาธรรมิกราชขุนเจือง ครั้นได้รู้ข่าวสารฉันนั้นแล้วจักว่าเราเถ้าแก่เสียแล้วไม่ไปก็ว่าไม่ได้ เหตุว่าได้ออกปากไปเสียแล้ว เมื่อนั้นเจ้าพระยาธรรมิกราช ท่านก็ร้องเรียกเอาราชบุตร ๕ ตนมาแล้วพิจารณาตกแต่ง คือปลูกแปลงให้บุตรแห่งตนได้อยู่เสวยเมืองคนละแห่ง คือให้เจ้าลาวเงินเรืองผู้เปนพี่ที่ ๑ บุตรนางแฟงจันทน์ผงนั้น ให้เปนเจ้าอยู่เมืองเงินยังเชียงแสนรักษาบ้านเมืองทั้งปวง แต่งให้เจ้าลาวเจืองตนที่ ๒ กับบริวารพันหนึ่ง ให้ไปกินเมืองแกวหลวง แล้วคนทั้งหลายก็ปลูกหอสรงที่ภูเหมือดที่เมืองแกวหลวงสูงได้ร้อยศอกแล้ว ก็กระทำอุสาราชาภิเศกให้เปนเจ้าแก่แกวทั้งหลาย แล้วก็แต่งให้เจ้าลาวพาวตนที่ ๓ กับบริวารพันหนึ่งให้ไปกินเมืองจันทบุรี แล้วก็แต่งให้เจ้าขุนคำร้อย บุตรนางโองคาแพงเมือง ให้ไปกินเชียงรายเมืองผลู ให้ใจรู้คนภายตวันออกทิศใต้ทั้งปวง แล้วแต่งให้เจ้าสร้อยเบี้ยตนเปนน้องเปนมหาอุปราชาให้อยู่เวียงเชียงเรือง ให้ใจรู้คนภายตวันตกทั้งปวงนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ในเมื่อท่านเสด็จไปเสวยราชย์ในเมืองแกวนั้นเอาบุตรีพระยาแกวหลวงเปนภรรยา ก็มีบุตรชาย ๒ ชาย ตนที่ ๑ ชื่อเจ้ายี่คำ ตนที่ ๒ ชื่อเจ้าชุมแสง ดังเจ้ายี่คำตนพี่นั้น ท่านก็แต่งให้ไปกินเมืองลานช้างเมืองหลวง เจ้าชุมแสงตนถ้วนสอง ท่านก็แต่งให้ไปกินเมืองนันทบุรี คือเมืองน่านนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ครั้นว่าจัดแต่งให้บุตรแห่งตนไปเสวยเมืองคนละแห่งแล้ว ก็มีอาชญาบอกป่าวชุมนุมมายังท้าวพระยาทั้งหลายทั้งปวงแล

๓๘ เสนาอำมาตย์รี้พลคนหาญทั้งหลาย นับว่าได้เก้าล้านเก้าแสนแล้วก็เสด็จยาตราออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยังเชียงแสน ไปภายตวันออกเปนอันไกลนัก ไม่นานเท่าใดก็ไปถึงเมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนนั้นแล

  • ด้วยพระยาแมนตาตอกนั้น ครั้นให้พ่อค้าแกวนำเอาข่าวสารแห่งตนไปกราบทูลแก่พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชแล้ว ก็บอกป่าวเสนาโยธาให้แต่งสพานหินสพานผา ชานหินชานผาก่ายหวีดไว้ท่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชนั้นแล พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ครั้นไปถึงเมืองแมนตาตอกแล้ว ก็พิจารณาโผล่เล็งดูยังเมืองที่นั้นก็เห็นเปนแต่หินซาผาคมนัก ทางจักเข้าหาเวียงหลวงนั้นก็มีแต่เส้นเดียว ที่เข้าหาก็ร้ายนัก เวียงก็อยู่ที่สูงนัก ไม่หวังจะมีไชยชนะเพื่อนได้ อนึ่งช้างก็เถ้าโรยแรง ตนก็เถ้าแก่เสียแล้ว ก็จึงแก้เอาเสื้อแลผ้าคาดศีศะใส่ในกระอูบคำแล้ว ก็แต่งให้คนใช้เอาคืนมาหาบุตรแลภรรยาอันอยู่เมืองภายหลัง ว่าให้สูบดมเสื้อผ้านี้ต่างพระองค์เราเถิด ว่าดังนั้นแล้วแล
  • เมื่อนั้นนางเทวีอันเปนต้น แลนางนาฎสนมทั้งหลาย อันอยู่ภายหลังพระยาเจ้านั้น ก็เห็นยังนิมิตรเหตุใหญ่ ๑๒ ประการดังนี้ ๑ คือกี่อยู่ยังเรือนเต้นตกล่างกลายเปนกระบือชนกัน ๒ ถ้วยชามอยู่ยังเรือนเต้นตกล่างกลายเปนปลาฝา ๓ เรือนกลายเปนหลิ่มแล่นไปลี้อยู่แต่ตีนผา ๔ ชายคากลายเปนต่อแตนบินคืนเค้า ๕ ผึ้งฉาบติดหมอนขวานหมอนอิงพระยา ๖ ฝนพรำเดือนยี่สิบวันไม่สิ้น

๓๙ ๗ ภูเขาโปรดพังลง ๘ ก้อนหินผากลายเปนเงือกดิ้นดุกเดือกไปมา ๙ เนื้อมิคาสัตวป่าแล่นเข้าผ่าบ้าน กบเขียดห่านเข้ามาเมือง ๑๐ ละมั่งคำตัวเท่าเรือปากเก้า ออกเที่ยวเล่นกลิ้งเกลือกเต้นไปมา ๑๑ เสือโคร่งเถ้าเข้ามาเวียงใหญ่ ๑๒ ไข่ลูกเดียวมีสองตัว มี ๑๒ ประการดังนี้แล

  • เมื่อนั้นนางราชเทวี แลนางนาฎสนมทั้งหลาย อันอยู่ฟังร้ายฟังดีนั้น ไม่นานเท่าใดคนใช้ก็นำเอากระอูบคำอันใส่เสื้อผ้ามาถวายแก่นางราชเทวีแล เมื่อนั้นนางเทวีแลนางนาฎสนมทั้งหลาย ครั้นได้เห็นเสื้อผ้าพระยาเจ้าแล้ว ก็พิจารณาดูเหตุการณ์ทั้งหลายอันได้เห็นนั้น ก็พากันร้องไห้ทั่วทั้งเมืองนั้นแล
  • ฝ่ายว่าพระยาแมนตาตอก ครั้นรู้ว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ยกรี้พลคนศึกมาสู่ตนฉันนั้น ท้าวก็แต่งรี้พลท่าต่ออยู่นั้นแล เมื่อนั้นพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ก็ขึ้นทรงช้างสพานคำ ยกกำลังขึ้นรบต่อพระยาแมนตาตอกนั้นแล ส่วนพระยาแมนตาตอกก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อว่าไชยนารายน์ท่าต่อพระยาเจืองฟ้า ๆ ก็ไสยังช้างสพานคำเข้าต่อก็พอปลายงาถึงกัน ส่วนหินลูกอันช้างสพานคำเหยียบนั้นก็พลาดหวิดตกไปในหลุม ส่วนว่าช้างแก้วสพานคำก็ซวนตกไปตามนั้น งาก็ปักเข้าเงื้อมหินผา เมื่อนั้นพระยาแมนตาตอก ก็เอาดาบฟันถูกฅอพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชขาดตกลงแล้ว พวกพลคนหาญทั้งหลายฝ่ายพระยาเจืองก็พากันรุมกลุ้มกรูเอาศีศะพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชได้แล้ว ก็เอาใส่หีบหามมาใส่ช้างออกมาแล้ว ก็พร้อมกันเอาสริระทรากศีศะเจ้าพระยาเจืองกลับคืนมา ส่งสักการเผาเสียที่เมืองเชียงราย

๔๐ แล้วก็เอากระดูกมาก่อเปนเจดีย์ไว้ที่เมืองเหรัญญนครเงินยังเชียงแสนในเวียงนั้นแล ส่วนว่ารี้พลโยธาทั้งหลายก็พากันแตกตื่นคืนมาสิ้นซ้ำนั้นแล

  • พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่าในปีกดสัน คือปีวอกโทศก ศักราช ๕๖๗ ตัว ท่านเสวยราชสมบัติในเมืองเงินยังเชียงแสนได้ ๓๖ ปี เสวยเมืองแกวได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๙ ปี ก็สิ้นแก่กรรมไปนั้นแล ได้ ๑๘ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • เจ้าพระยาเจืองท่านได้ไปเสวยเมืองแกวเปนสองครั้ง ๆ ต้นเสวย ๓ ปี ครั้งถ้วนสองเสวย ๑๔ ปี รวมเปน ๑๗ ปีแล
  • ดังเจ้าพระยาลาวชินตนเปนลุงพระยาเจืองนั้น ท่านได้เสวยเมืองอยู่กับลูกหลานในเมืองเชียงแสนที่นั้นได้ ๑๗ ปี สิ้นแก่กรรมไปในปีกาเม็ด ศักราช ๕๒๗ ตัว อายุได้ ๗๐ ปี ตนนี้ไม่นับเข้าในราชวงษ์แล
  • เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช สิ้นแก่กรรมไปแล้ว เจ้าลาวเงินเรืองตนเปนบุตร อายุ ๓๓ ปี เปนเอกราชได้ ๒๖ ปี อายุได้ ๕๙ ปี สิ้นแก่กรรมไปในปีดับเล้า คือปีรกาสัปตศก ศักราช ๕๙๑ ตัวนั้นแลได้ ๑๙ เช่นชั่วราชวงษ์แล
  • บุตรเจ้าลาวเงินเรือง ชื่อเจ้าลาวเคียง อายุได้ ๔๑ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีดับเล้า ท่านเสวยราชสมบัติได้ ๒๑ ปี สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปีดับไส้ คือปีมเสงสัปตศก ศักราช ๖๑๑ ตัว ได้ ๒๐ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

๔๑

  • ลูกเจ้าลาวเคียง ฃื่อลาวเมง อายุได้ ๔๓ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ก็ในปีดับไส้ ท่านเสวยราชสมบัติแล้ว ก็มีเครื่องราชบรรณา การไปขอเอาบุตรหญิงสาวพระยาเมืองเชียงรุ่ง ชื่อเทพคำข่ายมาเปนราชเทวี แล้วครั้นมาไม่นานเท่าใด นางก็ทรงครรภ์ได้ ๑๐ เดือน แล้วก็คลอดได้บุตรชายหนึ่งคนนั้นแล ในเมื่อครรภ์จะลงมาตั้งอยู่ในท้องแห่งนางหัวทีดังนั้น นางเห็นนิมิตรว่าดาวประกายลงมาตั้งอยู่เหนือท้องแห่งนางแล้ว ก็เปล่งรัศมีไปทิศใต้แล้ว ก็แผ่ไปทั่วทิศทั้งปวงแล้วก็ลงมาสู่แผ่นดินกลับแตกเปนสองดวง แล้วนางก็สดุ้งตื่นเช้าแล้วก็กราบทูลแก่พระยาลาวเมงนั้นแล เมื่อนั้นพระยาหามายังหมอโหรทั้งหลาย มาทายดูนิมิตรแห่งนางนั้นแล หมอทั้งหลายก็ทายดูตามเหตุนิมิตรนางทุกประการแล้ว กราบทูลพระยาว่า บุตรมหาราชเจ้าจักได้ปราบทั่วไปในทิศหนใต้แล้ว จักได้ปราบทั่วไปในทิศทั้งหลายแท้แล หมอโหรทั้งหลายก็กราบถวายไชยมงคลแก่พระยาลาวเมงฉันนี้แล้ว ครั้นนางทรงครรภ์เต็ม ๑๐ เดือนแล้ว ก็คลอดบุตรชายองค์หนึ่งนั้นจริงแล
  • ในวันเจ้าราชบุตรเกิดมานั้น ยังมีฤๅษีตนหนึ่ง ชื่อปทะมังกร เดินเทศมาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็มาถวายพระพรพระยาลาวเมง ๆ ก็ไหว้ถามเจ้าฤๅษีว่ากุมารน้อยบุตรของข้าพเจ้านี้จักมีบุญฤๅไม่ เจ้าฤๅษีก็ส่องดูด้วยญาณปัญญาแห่งตนก็รู้แจ้งแล้ว จึงทูลว่าดูกรมหาราช กุมารองค์นี้มีบุญมากนัก ท่านจักได้อยู่ในเมืองมหา

๔๒ ราชที่นี้ ๑๖ ปีแล้ว ก็จักไปสร้างเวียงลูกหนึ่งทิศใต้อยู่ที่นั้นนานได้ ๒๐ ปี ก็จักได้ไปสร้างเวียงอิกลูกหนึ่งทิศใต้ เวียงลูกนั้นคือเวียงหริภุญไชย อยู่เวียงลูกนั้นไม่นานเท่าใด ก็จักไปสร้างเวียงอิกลูกหนึ่ง คือเมืองเชียงใหม่ ท่านจักเสวยเมืองละพูน เชียงใหม่ที่นั้นนานได้ ๒๔ ปี อายุได้ ๘๐ ปี จักตายฟ้าผ่านั้นแล

  • เจ้าฤๅษีครั้นทำนายดังนี้แล้ว ก็พร้อมกันหาชื่อให้เจ้าราชกุมารให้จับทั้ง ๓ ประการ คือชื่อพ่อแลฤๅษี แลฝ่ายภายแม่นั้น นางเทพคำข่าย ๆ เปนบุตรท้าวลุงแก้วชายเมืองเชียงรุ่ง ที่เมืองเจ้าเกิดนี้ชื่อเชียงราย ชื่อพระฤๅษีว่าปทะมังกรเข้าประสมกัน เรียกชื่อว่า มังรายกุมาร ว่าดังนั้นแล
  • ลำดับตั้งแต่จังกรราชมาถึงเจ้ามังรายได้ ๒๒ ตนแล ตั้งแต่เจ้ามังรายนี้ต่อไปภายน่า ชื่อกระษัตริย์ไม่ว่าลาวแล เจ้ามังรายกุมารจำเริญขึ้นได้ ๑๖ ขวบเข้าแล้ว พระยาตนพ่อก็ไปนำเอานางผู้เปนบุตรีเจ้าเมืองเชียงเรือง มากระทำอาวาหมงคลให้เปนภรรยาแล้วก็แต่งให้เปนอุปราชา ให้ใจรู้คนภายทิศใต้ทั้งปวงแล
  • ครั้นถึงปีเมิงไค้ คือปีกุญนพศก ศักราช ๖๑๐ ตัว เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ วัน ๗ ท่านก็นำเอารี้พลเสนาโยธาไปสร้างตั้งอยู่เวียงเชียง รายแล้ว ก็ไม่คืนมาอยู่เมืองเชียงแสนแล
  • พระยาลาวเมงตนเสวยราชสมบัติอยู่เมืองเงินยังเชียงแสนที่นั้นนานได้ ๒๕ ปี อายุได้ ๖๗ ปี ก็สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปี


๔๓ กดไส้ มเสงเอกศก ศักราช ๖๓๕ ตัวนั้นแล ได้ ๒๓ ชั่วเช่นราชวงษาก่อนแล "นิทานราชวังสา" กิริยาอันกล่าวด้วยพื้นราชวงษ์พระมหากระษัตริย์ทั้งหลาย ทุติยกัณ์ฑํ เปนกัณฑ์ถ้วนสอง นิฏ์ฐิตํ ก็แล้วเปนห้องหนึ่งก่อนแล

  • ศรีสวัสดี จะกล่าวด้วยพงษาวดารพระมหากระษัตริย์กัณฑ์ถ้วน ๓ นักปราชญ์ผู้มีปัญญาพึงรู้ดังนี้ เจ้าลาวเมงตนพ่อถึงพิราไลยไปแล้ว เจ้ามังรายตนลูก อายุได้ ๔๓ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีจุลศักราชได้ ๖๓๕ นั้น
  • ส่วนว่าเจ้ามังรายตนนั้น พอพระไทยแต่ไปประพาศป่าขับเนื้อเนืองนิจ ในจุลศักราช ๖๒๓ ตัวนั้น ได้เอารี้พลไปขับเนื้อไปพบกวางทองตัวหนึ่ง วิ่งเข้ามาหาพระยามังราย ๆ ก็เอาหมู่พลติดตายไปในทิศเหนือถึงเขาลูกหนึ่ง รวมกันดังศีศะคน จึงเรียกชื่อว่า จอมหงษ์ ท่านก็ขึ้นไปถึงที่ยอดเขาลูกนั้นแล้ว ก็เล็งดูเห็นเมืองเขิน ท่านก็ว่าภูมิ์ที่นี้เปนอันสอาดกว้างขวางบริบูรณ์ด้วยร่มเงาทั้งหลายยิ่งนัก ภายน่ากูมีไชยชนะพวกลวะทั้งหลายแล้ว กูจักสร้างให้เปนบ้านเมืองขึ้น มีจิตรวิตกดังนี้แล้ว ท่านก็ติดตามกวางทองตัวนั้นเข้าไปในถ้ำ กวางทองเลยกลับหายเสียในถ้ำนั้น เจ้ามังรายเอาหมู่รี้พลแห่งตนกลับเข้าในเมืองดังเก่านั้นแล
  • ในเมื่อจุลศักราช ๖๒๒ ตัว ท่านได้แต่งให้ขุนทงยกพลไปรบลวะเชียงเหล็ก ให้ขุนลังเข้าทางเมืองพัก ครั้นถึงแล้วสองนาย

๔๔ ก็พากันรบพวกลวะทั้งหลาย คือ เมืองป่ง เมืองเคม เมืองราบ เมืองลัง เขาก็พากันหนีออกจากเมืองเหล่านี้ เข้าไปเปนชุมนุมใหญ่อยู่ในเวียงหลวงของลวะที่นั้น ขุนทงขุนลังไม่ชนะลวะก็ถอยทัพกลับมา

  • ครั้นถึงสามปีภายน่า เจ้ามังรายก็ไปขับเนื้อพร้อมด้วยพลทั้งหลายที่ตีนเขาทุง เมื่อนั้นมังคุมมังเคียนสองคนพี่น้องจึงเอาสิ่งของเข้าไปถวายแก่เจ้ามังราย ๆ ก็ซักไซ้ไต่ถามยังคนทั้งสองนั้นว่าจะให้เปนทัพน่ายกไปตีเมืองเขินเมืองลวะจะได้ฤๅไม่ แล้วเจ้ามังรายได้ให้ปฏิญาณว่า ถ้าท่านทั้งสองยกไปตีได้แล้ว จักยกเมืองนั้นให้ครอบครองเปนรางวัลแก่ท่านทั้งสองแล ครั้นตกลงกันแล้ว ขุนลวะมังคุมมังเคียนพี่น้องก็รับอาสาพระยามังรายว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าก็เปนลวะเหมือนกัน จะตริตรองพูดโดยคารมดูก่อนเห็นจะได้ด้วยง่าย ถ้าควรรบก็จะรบเอาฉนี้ แต่นั้นไปเขาก็ทำกลอุบายว่า พระยามังรายขับไล่มาหาที่พึ่งมิได้ ข้าทั้งสองมานี้ก็เพื่อจะขอพึ่งบุญพ่อค้างมางทั้งหลายให้พ้นอันตรายด้วย เมื่อนั้นหมู่ลวะเขินก็เชื่อ ด้วยหวังจะซื่อตรงก็ให้อยู่โดยสวัสดีภาพ ครั้นลวะทั้งสองได้ที่อยู่แล้ว ก็พากันทำไร่ไถนาให้กว้างขวาง ไม่นานเท่าใดก็พิจารณารวบรวมเอาบ้านลวะทั้งหลายเข้าอยู่ในบังคับของตน ก็ได้หลายบ้านแล้ว ก็ตระเตรียมยุ้งฉางมากมายหลายแห่ง มังทั้งสองก็ใช้คนไปเรียนกับเจ้ามังรายว่า ขอกำลังมาเพิ่มเติมโดยเร็ว ข้าพเจ้าทั้งสองดำริห์ตริตรองก็ได้สมความปราถนาแล้ว

๔๕

  • ครั้นพระยามังรายได้ทราบหนังสือบอกดังนั้นแล้ว ก็ดีพระไทยยิ่งนัก ก็รีบเกณฑ์ได้พลสามหมื่นยกขึ้นไปเพิ่มเติม ครั้นไปถึงแล้ว ลวะทั้งสองก็ลงขัดตาทัพอยู่ที่เวียงภูยะ ก็ให้รี้พลยกเข้าตีเอาเมืองลวะทั้งหลาย ขณะนั้นลวะทั้งหลายก็แตกฉานซ่านเซนอพยพครอบครัวหนีไปอาไศรยอยู่บ้านนอกขอกนิคม อันเปนอาณาเขตรเมืองนั้น ๆ มังคุมมังเคียนก็มีความกรุณาไม่ฆ่าไม่ตี ยังพวกลวะทั้งหลายให้ตั้งภูมิ์ลำเนาตามบ้านนอกเหล่านั้นตามชอบใจใครใจมันเถิด
  • ขณะนั้นขุนลวะทั้งสองมีไชยชนะแล้ว ก็รวบรวมรี้พลของตนเข้ามาตั้งอยู่ที่เวียงภูยะดังเก่า ครั้นเสร็จการทัพแล้ว ก็พากันมาหาพระยามังราย กราบทูลเหตุการณ์ที่ได้คิดนั้นให้ทราบทุกประการ พระยามังรายก็มีความยินดียิ่งนัก พระยามังรายก็ให้หาหมอโหรผู้มีชื่อว่าหมออุตรพราหมณ์ มาทำนายที่ให้มังทั้งสองที่จะสร้างเวียงในเมืองนั้น หมอก็ทำนายดูหลายแห่งก็ไม่ดีสักแห่ง หมอก็ทำ นายที่จอมตุงไม่ร้ายไม่ดีปานกลาง ก็เอาความตกลงอันนั้นขึ้นกราบทูลพระยามังรายว่า ควรมหาราชเจ้าทำเวียงที่จอมตุงนั้นเถิด เมื่อนั้นมังรายก็ให้มังทั้งสองสร้างเวียงขึ้นที่จอมตุงนั้น ลวะทั้งสองครั้นได้อนุญาตจากเจ้ามังรายแล้ว ก็เกณฑ์รี้พลทั้งหลายสร้างเวียงขึ้นที่จอมตุงนั้น จุลศักราช ๖๒๔ เดือน ๗ เหนือขึ้น ๑๕ ค่ำเปนวันอาทิตย์ ไทยเตายี่ยามตุดซ้าย ฤกษ์ ๑๖ ตัวชื่อวิสาขแล มังทั้งสองก็เลี้ยงดูคนทั้งหลายบรรดาที่ได้มาสร้างเวียงลูกนั้น หมดควาย

๔๖ ๑๗ ตัว ม้า ๓ ตัว เข้าสารสามล้าน เกลือสามแสน หมากห้าแสน สร้างได้หกเดือนกับเก้าวันก็แล้วบริบูรณ์ ทั้งหอลิงหอเลยนั้นแล ครั้นบริบูรณ์แล้ว จึงขนานนามว่าเมืองตุงค์แต่นั้นมา เรียกด้วยคติสามอย่าง ๆ หนึ่งชื่อกับหนองตุงมีในเวียงนั้นหนึ่ง ชื่อกับอุตระพราหมณ์แลมังทั้งสองไปสร้างนั้น คือลูกดอยตุงไปสร้างอันหนึ่งชื่อกับตุงคฤๅษีมาเปิดหนองไว้ ให้เปนเมืองมาทีแรก แต่นั้นมาก็เรียกว่าเมืองเขิน มังรายก็ให้มังคุมมังเคียนได้ครองเมืองตุงคบุรีที่นั้นแต่นั้นมาแล

  • เจ้าฟ้าเจืองธรรมิกราชถึงแก่กรรมในวันนั้น เมืองทั้งหลายทิศใต้มีเมืองเทิง เมืองลอ เมืองปาน เมืองน่าน เมืองหลวงพระบางแลนานาประเทศทั้งหลายเขาก็งดการส่วยไร่เสีย ไม่มาส่วย แต่เจ้าลาวเมงตนพ่อท่านนี้ ก็ได้ปราบแต่เชียงแสน เชียงเรือง เชียงราย เมืองฝาง เมืองสาด เมืองหางยางมัน เมืองตวน เมืองพวง เมืองไร เมืองพยาก เมืองเลนพแลว เชียงราย เชียงยอง เมืองมาง เมืองนาง เมืองสิงพูคาคะทางเชียงของเท่านั้น ครั้นมังรายเจ้าจำเริญใหญ่มาแล้ว พระยาลาวเมงตนเปนพ่อ ก็ไปขอเอานางในราชตระกูลในเวียงเชียงเรือง มาอุสาราชาภิเศก แล้วตั้งไว้ให้เปนอุปราช แล้วก็ให้มังรายเจ้าตนลูกไปสร้างเวียงเชียงราย แล้วให้ไปครองเมืองเชียงราย แล้วครอบครองบ้านเมืองกับพ่อตน
  • มังรายเจ้าครั้นได้เมืองเขินเมืองลวะแล้ว ก็ยกเอากำลังไปรบเอาเมืองพาน เมืองเทิง เมืองลอ เมืองเชียงคำ เมืองน่าน เมือง

๔๗ หลวงพระบาง บางทีก็ได้เมืองใหญ่ บางทีก็ได้เมืองน้อย บางทีก็ได้แต่ลูกบ้านปลายแดน ครั้นถึงสองปีสามปีจึงได้เมืองใหญ่ก็มี ดังพระยาอำเมืองพราว แลพระยาร่วงเมืองเทิงนั้น ก็หากเปนสหายกันกับเจ้ามังราย ๆ ก็เปนสหายกันกับพระยาร่วง พระยาอำเมืองเขาก็เข้ามานบน้อมเอาการที่เชียงรายทั้งนั้น บรรดาหัวเมืองทั้งหลายที่ว่ามานี้ก็มาเอาการกับเมืองเชียงรายทั้งนั้นเหมือนกัน

  • แต่นั้นภายน่าท่านก็รู้ว่า เมืองหริภุญไชยนั้นเปนอันสนุกใจบริบูรณ์ด้วยเข้าของสมบัติมากนัก ก็มีใจอยากได้ ก็ไม่อาจสามารถจะเอาได้ด้วยง่าย เจ้ามังรายปฤกษาด้วยอำมาตย์ว่าใครจะอาจสามารถไปเอาเมืองหริภุญไชยได้บ้างฤๅ อำมาตย์ทั้งหลายก็ไม่อาจเอาได้สักคน ยังมีวันหนึ่งพระยามังรายเสด็จไปต่อไก่ ครั้นไปถึงที่ตีนดอยตุงแล้ว ยังมีลวะผู้หนึ่งชื่อว่าอ้ายฟ้า เปนลูกแคว้นมังตุง มันได้รู้ว่ามังรายเจ้ามาต่อไก่ใกล้บ้านมัน มันก็ไปเชิญเสด็จมาเรือนมัน เมื่อพระยาได้คำปากคำจาแห่งลวะผู้นั้นแล้ว ก็เปนอันฉลาดนัก พระยาก็ให้มันเอาครอบครัวบุตรภรรยาของมันเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว ก็เลี้ยงดูมันไว้ พระยามังรายก็รู้เห็นความคิดพิจารณาของมันฉลาดนัก เจ้ามังรายก็ใส่ชื่อขึ้นว่า หมื่นฟ้า ครั้นอยู่ได้ ๓ ปี เจ้ามังรายจึงปฤกษากับหมื่นฟ้าว่าจะให้ท่านไปพิจารณาเอาเมืองหริภุญไชยจะได้ฤๅไม่ เมื่อนั้นหมื่นฟ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าจะให้ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเอาก็จะได้ แต่ว่านานหน่อย เมื่อนั้นเจ้ามังรายจึงมอบอำนาจอาชญาให้แก่หมื่น


๔๘ ฟ้าว่า ให้ท่านไปพิจารณาเอาให้ได้เถิด หมื่นฟ้าจึงกราบทูลพระยามังรายว่า ขอให้เจ้าอยู่หัวริบครอบครัวบุตรภรรยาข้าพระพุทธเจ้าไปไว้โรงหลวงเสียแล้ว ทำเปนข้าไล่ข้าพเจ้าหนีออกจากบานเมืองไปเถิด บัดนั้นพระยามังรายก็ทำตาม จึงให้ไปริบเอาครอบครัวบุตรภรรยาหมื่นฟ้ามาไว้ในโรงหลวงแล้ว จึงขับไล่หมื่นฟ้าให้หนีออกจากบ้านเมืองไป หมื่นฟ้าก็กระทำกลอุบายหนีไปพึ่งพระยาบาเมืองละพูน ครั้นหมื่นฟ้าไปพึ่งพระยาบาแล้ว ก็ตริตรองด้วยเพทุบายหลายประการต่าง ๆ ซึ่งจะให้เมืองละพูนเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือของตน แต่จุลศักราชได้ ๖๒๙ ตราบถึงจุลศักราช ๖๔๓ ตัว หมื่นฟ้าคิดอุบายเอาพระยาบาแลชาวเมืองละพูนเข้ามาในความคิดของตน ก็สำเร็จดังความประสงค์ทุกอย่างแล้ว จึงให้คนใช้ถือหนังสือลอบมาถึงพระเจ้ามังราย ตามใจความในหนังสือนั้นว่า ขอให้ยกทัพมาเพิ่มเติมโดยเร็วเถิด ครั้นพระเจ้ามังรายได้รู้หนังสืออันนั้นแล้ว จึงเกณฑ์รี้พลคนศึกได้สี่หมื่นแล้ว ก็รีบเร่งไปเมืองละพูน เข้าปราบปรามเอาก็ได้ด้วยง่ายดายแท้ ครั้นถึงจุลศักราช ๖๔๔ เจ้ามังรายก็ได้เปนเอกราชปราบลานนาไทย คือละพูน ละคร เมืองแพร่ แต่นั้นมา เมืองอโยทธยาแลศุโขไทยก็มาอ่อนน้อม กับพระยางำเมืองพระยาร่วง ทุกนานาประเทศก็มาอ่อนน้อมพร้อมเพรียงกัน ก็กระทำการมงคลสมมตยกเจ้ามังรายขึ้นให้เปนใหญ่ ใส่นามว่ามังรายนเอกราชกระษัตริย์นั้นแล


๔๙

  • อนึ่งการที่หมื่นฟ้าคิดเพทุบายเอาเมืองละพูนถวายแก่เจ้ามังรายได้แล้ว เลยได้ปราบทั่วไปในนานาประเทศทั้งหลายสืบ ๆ มาได้ ๑๕ วงษ์อันนี้กล่าวแต่ย่อ ๆ พอสมควรแก่ใจความ
  • ครั้นเจ้าเมืองมังรายได้เมืองละพูนแล้ว ก็อยู่ที่นั้นได้ ๓ ปีแล้วก็มอบเมืองนั้นให้กับหมื่นฟ้าเปนเจ้าเมืองต่อไป ส่วนเจ้ามังรายก็ยกไปสร้างเวียงแซ่ อยู่ต่อมาไม่ช้าไม่นานประมาณสักปีหนึ่ง เกิดอุทกไภยมาท่วมเวียงนั้น ราษฎรกระตือรือร้น เจ้ามังรายก็หนีจากเมืองท่านนั้น ในจุลศักราช ๖๔๕ ตัว ไปสร้างเวียงอิกแห่งหนึ่ง ชื่อเวียงกุมกาม เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ จุลศักราช ๖๔๘ ครั้นถึงจุลศักราช ๖๕๑ ตัว เจ้ามังรายก็ยกทัพไปตีเมืองพะโค ได้นางพะโคมาเปนภรรยา จุลศักราช ๖๕๒ ยกทัพไปตีเมืองอ่างวะ เมืองอ่างวะเข้ามาอ่อนน้อมยอมเปนเมืองขึ้นแต่นั้นมา ครั้นเสร็จการที่อ่างวะแล้ว จึงเลือกได้ช่างฆ้อง ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ประมาณ ๕๐๐ ครัว เจ้ามังรายก็แจกจ่ายยังช่างทั้งหลายไปยังหัวเมืองต่าง ๆ คือเอาช่างตีทองไปไว้เมืองตุงค์ เอาช่างฆ้องแลพวกหาญบ้านมาไว้เชียงแสน เอาช่างเครื่องช่างทองเหลืองมาไว้เชียงใหม่ เหตุนั้นช่างทั้งหลายก็มีสืบ ๆ กันมาตราบถึงบัดนี้แล แต่นั้นมา เจ้ามังรายก็ทำบุญให้ทาน ได้สร้างพระเจดีย์ที่วัดกานถม ตามปฏิญาณที่ตนได้ตั้งไว้ ตีนธรณีเจดีย์กว้าง ๖ วา สูง ๔ วา ทำที่อยู่พระพุทธรูปเจ้าทั้งสองชั้น ๆ ล่างไว้เปนที่พระนั่ง ชั้นบนไว้พระยืน แลสร้างรูปพระมหาสาริบุตร

๕๐ แลมหาโมคคัลลาน แลรูปพระอินทร์ รูปนางธรณี ไว้รักษาพระพุทธรูปเจ้า ในขณะนั้นมีพระมหาเถรหมู่หนึ่งเอาพระสารีริกธาตุมาแต่ลังกาทวีปมาให้แก่เจ้ามังรายสองดวง เจ้ามังรายก็รับเอาด้วยความยินดีปรีดามากนัก จึงอธิฐานว่า ถ้าเปนพระบรมธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแท้ขอสำแดงให้เห็นเปนมหัศจรรย์ให้หายสนเท่ห์แก่ฝูงข้าทั้งหลายแด่เถิด ก็เอาพระธาตุเจ้าขึ้นสถิตย์ไว้บนผะอบทองแล้ว ก็สระสรงด้วยน้ำคันธมาลาต่าง ๆ ขณะนั้นพระสารีริกธาตุสองดวง ก็กระทำปาฏิหารเปล่งรัศมีบันดาลให้น้ำในผะอบนั้นแตกเปนสองส่วน ๆ หนึ่งรัศมีเขียว ส่วนหนึ่งรัศมีขาวดังลวดเงิน ครั้งนั้นพระเจ้ามังรายมีความโสมนัศยินดียิ่งนัก จึงฝากทองคำ ๕๐๐ แด่พระเถรไปบูชาไม้มหาโพธิเจ้าที่เมืองลังกา มหาเถรเจ้าก็นำเอาทองอันนั้นทั้ง ๕๐๐ กลับไปลังกาทวีป ก็เอาไปบูชาไม้มหาโพธิเจ้าแล้ว พระมหาเถรทั้ง ๔ พระองค์ก็อธิฐานว่า ฝูงข้าทั้งหลายจักเอาสาสนาไปตั้งไว้ที่เมืองลานนาไทย ถ้าพระพุทธสาสนาจะเจริญรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองแลมหาชนคนทั้งหลายนั้น ขอให้ลูกไม้มหาโพธิเจ้าตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งฝูงข้าบัดนี้เถิด ครั้นอธิฐานดังนี้แล้ว ลูกไม้มหาโพธิก็ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งพระมหาเถรทั้ง ๔ พระองค์ ๆ ละลูก พระมหาเถรก็เก็บเอาใส่ในบาตรของตน ๆ ลูกไม้มหาโพธิก็งอกเปน ๔ ต้นแล้ว พระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ ก็นำเอามาถวายให้แด่เจ้ามังราย ๆ ก็รับเอาไปปลูกไว้ที่ทุ่งย้างเมืองฝางต้นหนึ่งปลูกไว้ลัวนางต้นหนึ่ง ปลูกที่พันนาทการต้นหนึ่ง เอาให้มารดาแห่งตนชื่อเทพคำข่ายกับนางพายโคเอาปลูกไว้แทนไม้เดื่อที่วัดกานถมต้นหนึ่ง

๕๑ เจ้ามังรายก็บูชาไม้มหาโพธินั้นด้วยเครื่องบูชาต่าง ๆ ไม้มหาโพธิก็กระทำปาฏิหารเปล่งรัศมีส่องสว่างทั่วทั้งเมือง ในคืนวันนั้นเทพยดาก็นฤมิตรเปนช้างเผือกมีบริวารได้ร้อยหนึ่ง ก็เข้ามาอ้อมล้อมยังไม้มหาโพธินั้น แลอยู่พิทักษ์รักษาคืนหนึ่งจนตลอดรุ่ง เพื่อไม่ให้สัตวทั้งหลายเข้ามารบกวนที่นั้น ถ้าตัวใดเข้ามาก็เปนอันตรายแก่สัตวตัวนั้นแล เจ้ามังรายก็แต่งวัตถุอุปัฏฐากแก่วัดกานถมที่นั้น ให้ค่านาทั้งหลายปีละหกแสนหกหมื่นเบี้ยเปนค่าจ้าง บ้านแคว้นแจ่มห้าแสนเบี้ยเปนค่ากิน แคว้นแช่ช้างห้าแสนเบี้ยไว้เปนค่าหมากพลูถวายเจ้าภิกขุสงฆ์ นอกจากนั้นเจ้ามังรายกับนางพายโคก็ให้คน ๕๕ บ้าน มี ๕๐๐ ครัว คือเมงที่เจ้ามังรายแลนางพายโคเอามาแต่เมืองหงษาวดีนั้น มากรวดน้ำหมายทานให้อยู่รักษาในวัดกานถมที่นั้น ด้วยรายงานเจ้ามังรายที่ได้จัดการอุปถัมภกในวัดกานถมนี้เปนอันยืดยาวพิศดารกว้างขวางเหลือที่จะพรรณา ยกออกไว้แต่ย่อ ๆ พอสังเกต ถ้าจะใคร่รู้โดยวิถารให้เห็นแจ่มแจ้งนั้น ให้ดูใน ๑๕ พระวงษ์นั้นเถิด ด้วยเจ้ามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่นั้น ก็พิจารณาสร้างตามกาลวิบัติ ท่านก็ให้พระยางำเมืองแลพระยาร่วงมาพิจารณาที่จัดตั้งให้เปนไชยภูมิ์นั้น พระยาร่วง พระยางำเมือง ทั้งสององค์นี้ ก็มีสติปัญญาแหลมหลักศิลปสาตรก็เสมอกัน ด้วยพระยามังรายเล่าก็เปนสหายรักใคร่กันฉันนั้น การทั้งหลายจึงเปนที่ไว้เนื้อเชื่อใจนัก ขณะนั้นพระยามังรายมีบุตรชาย ๔ คน บุตรหญิง ๑ คน แต่บุตรชายคนที่ ๔ นั้นถึงแก่กรรมเสียแต่น้อยแล้ว บุตรที่ ๑ ชื่อเจ้าขุนเครือคำลก บุตรชายที่ ๒ ชื่อ

๕๒ เจ้าขุนคราม บุตรที่ ๓ ชื่อเจ้าขุนเครือง ขุนเครือคำลกคนพี่นั้นเจ้ามังรายให้ไปอยู่เมืองฝาง ภายหลังมีใจคิดขบถต่อบิดา ๆ ก็บังคับให้พวกธนูไปยิงตายเสีย ส่วนเจ้าขุนเครืองบุตรที่ ๓ เจ้ามังรายก็ให้ไปอยู่เมืองนาย เจ้าขุนครามก็ให้ไปอยู่เมืองแทนตน เจ้ามังรายเมื่อได้เปนเอกราชเสวยสมบัติเมืองละพูนเชียงใหม่นั้น ท่านก็ให้เจ้ามังครามไปอยู่เมืองเชียงรายอิก ขณะนั้นเจ้ามังครามท่านก็ได้ยกทัพเมืองเชียงรายไปรบกับพระยาเบิกพระยาบาช่วยเจ้ามังรายผู้บิดามีไชยชนะแล้ว เจ้ามังรายก็มีความยินดียิ่งนัก จึงตั้งเจ้ามังครามขึ้นมีนามว่าเจ้ามหาไชยสงคราม เมื่อเจ้ามังรายตนนี้ได้เปนเจ้าเมืองเชียงรายแปดปี ได้เปนเจ้าเมืองละพูน เชียงใหม่ ๒๔ ปี อายุได้ ๘๐ ก็ถึงแก่กรรม ปีชวดจุลศักราช ๖๖๔ คือถึงแก่กรรมนั้นโดยสายอสนีบาตผ่าลงมาถูกตัวที่กลางตลาดเชียงใหม่ตามวิบากกรรมของท่าน แต่นั้นมาก็สืบ ๆ มาได้ ๒๒ พระวงษ์ลาว บุตรเจ้ามังราย คือเจ้ามหาไชยสงครามอายุได้ ๕๐ ได้เปนเอกราช ได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อ ในปีชวดจุลศักราช ๖๖๔ ปีนั้น เจ้ามหาไชยสงครามมีราชบุตรสามตน ๆ ที่หนึ่งชื่อเจ้าแสนภู ที่สองชื่อเจ้าน้ำท่วม ที่สามชื่อเจ้าน้ำน่าน ดังเจ้าแสนภูคนพี่ให้อยู่ในเมืองด้วยไว้แทนเมือง ส่วนเจ้าน้ำท่วมให้ไปอยู่เมืองฝาง เจ้าน้ำน่านให้ไปอยู่เมืองเชียงของ เชียงตุง มังคุมมังเคียนอยู่ มังคุมได้เปนเจ้าเมืองนั้นได้ ๖ ปีก็ตาย มังเคียนแทนเมืองได้ ๖ ปีก็ตาย แต่นั้นมาเมืองเชียงตุงก็ร้างเสีย ๒ ปี เจ้ามหาไชยสงครามจึง


๕๓ ให้เจ้าน้ำท่วมยกไปจากเมืองฝางกินเมืองนั้นต่อไป เมื่อเจ้ามหาไชยสงครามได้สมบัติแทนพ่อที่เชียงใหม่นานได้ ๔ เดือน ก็มอบสมบัติให้เจ้าแสนภูเปนผู้ครอบครองบ้านเมืองแทนอยู่นานประมาณ ๑ ปี เจ้าขุนเครืองผู้เปนอาว์ ก็เพทุบายยกกองทัพจากเชียงรายเข้ามาว่าจะไปนมัสการอัฐิเจ้ามังรายผู้เปนพระบิดา ที่หัวตลาดเชียงใหม่ แล้วก็ให้คนเอาบรรณาการของฝากเข้ามาเปนอันมาก ว่าจะเอามาถวายเจ้าแสนภูผู้หลาน แล้วก็บังคับพวกพ้องของตนขนเอาเครื่องสาตราอาวุธเข้าตั้งไว้ที่ประตูสอมบอกว่าจะเอาเจ้าแสนภูเวลาพลบค่ำ เจ้าแสนภูรู้สึกตัวจึงตริตรองว่า ถ้ากูต่อสู้ปราไชยแก่อาว์แล้ว อาว์ก็คงไม่ไว้ชีวิตรให้แก่กู ถ้ากูมีไชยชนะแก่อาว์ หมู่พวกพ้องก็คงจะฆ่าอาว์เสียทรงวิตกดังนี้ จึงรวบรวมบุตรภรรยาแลทรัพย์สิ่งของตามแต่จะได้แล้วก็หนีทิ้งเมืองเสีย ครั้นไปเชียงโสมเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ไปถึงเจ้าน้ำท่วมที่เมืองฝาง เจ้าน้ำท่วมก็เกณฑ์รี้พลส่งเจ้าแสนภูไปถึงเจ้ามหาไชยสงครามที่เชียงราย ครั้นถึงบิดาแล้วก็กราบทูลเหตุการตามที่อาว์คิดกลอุบายแย่งชิงทรัพย์สมบัติให้พระบิดาทรงทราบทุกประการแล้ว เจ้ามหาไชยสงครามก็โกรธมากนัก จึงจัดแจงรี้พลคนศึกเปนอันมากให้แก่เจ้าน้ำท่วมไปแก้แค้นพระยาขุนเครืองผู้น้อง อย่าได้ปล่อยตัวมันหนีไปเมืองเงี้ยวได้ ว่าฉนี้แล้วเจ้าน้ำท่วมก็รับอาชญาอาสาบิดาแล้วก็ยกทัพจากเมืองฝางไปสมทบกับทัพเชียงรายได้พร้อมแล้ว ก็แต่งอุบายเหมือนจะไปรั้งเมืองแล้ว ก็เอาหมู่กองทัพไปตั้งอยู่หนองแสนต่อ ในเดือนห้าเหนือลง ๑๓ ค่ำวันอังคาร เวลาเช้าวันนั้นเจ้าน้ำท่วมแต่งอุบายให้คนทั้ง

๕๔ หลายเอาเครื่องสาตราวุธเข้าใส่หาบเหมือนจะไปรั้งเมืองนั้น เจ้าก็บังคับให้คนหาญทั้งหลายเข้าอยู่ประตูเวียงทุกแห่งแล้วก็แต่งให้อยู่ล้อมเวียงทุกแห่ง เปนดังศึกจะมาล้อมเวียงนั้น บางพวกก็ให้ล้อมราชวังคุ้มน้อยทุกแห่งทุกหน ยามนั้นพระยาเครืองยังกินเหล้าหลับไม่ตื่น ยามนั้นมีอำมาตย์แลนายประตูพระยาเครืองผู้หนึ่ง ก็ขึ้นไปกราบทูลพระยาเครืองว่าเมืองฝางเอารี้พลคนศึกมาล้อมเวียงทุกแห่ง ชรอยว่าจักเอาเจ้าเหนือหัวแท้แล ว่าฉันนั้นแล้ว พระยาเครืองก็ตกใจตื่นขึ้นแล้ว ก็ตีกลองร้องป่าวหมู่รี้พลคนหาญทั้งหลาย ก็ไม่มีใครเข้ามาหาสักคน ยามนั้นเจ้าน้ำท่วมก็พาเอาคนหาญทั้งหลายแห่งตนเข้ากลุ้มรุมเอาพระยาเครืองได้แล้ว ก็ส่งไปไว้ในเรือนจำ แต่งเอาคนรักษาไว้ให้ดีแล้ว เจ้าน้ำท่วมครั้นได้พระยาเครืองแล้ว ก็มีหนังสือบอกมากราบทูลพระบิดาที่เมืองเชียงรายแล้ว เอาหมู่รี้พลไล่ฆ่าพวกเงี้ยวตายมากนักเมื่อนั้นพระยามหาไชยสงคราม ครั้นทราบว่าลูกตนได้จับพระยาเครืองเข้าใส่ไว้ในเรือนขังแล้ว ก็มีความยินดีเปนอันมาก ก็แต่งให้เจ้าน้ำท่วมได้กินเมืองเชียงใหม่ต่อไป เจ้าน้ำท่วมครองเมืองเชียงใหม่ได้ ๓ ปี ก็คิดขบถต่อเจ้ามหาไชยสงครามตนเปนพ่อ เมื่อนั้นมังครามตนพ่อก็ให้หนีไปอยู่เมืองเขมปุ้นนั้นแล ภายหลังชาวเขมทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าน้ำท่วม ให้ได้เปนพระยาอยู่ในเมืองเขมรัฐ ส่วนเจ้ามังครามมหาไชยสงคราม ก็ให้เจ้าแสนภูไปกินเมืองเชียงใหม่เปนถ้วนสองแล เจ้ามหาไชยสงครามท่านได้เสวยสมบัติแทนเจ้า


๕๕ มังรายตนพ่ออายุได้ ๑๔ ปี อายุได้ ๖๓ ก็ถึงแก่กรรม ในปีกาเป้าจุลศักราชได้ ๖๗๗ ตัว ได้ ๒๒ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

  • เจ้าขุนเครืองตนเปนน้องเจ้ามหาไชยสงครามนั้น ได้อยู่ในเรือนขังได้ ๔ ปีก็ถึงแก่กรรมตายในเรือนขัง ยามนั้นเจ้ามหาไชยสงครามก็ยังครองราชสมบัติอยู่ ก็ไปส่งสักการพระยาเครืองตนเปนน้องนั้นแล เจ้ามหาไชยสงครามถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าแสนภูตนลูกอายุได้ ๔๓ ปี ก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อเปนเอกราช ท่านมีราชบุตรตนหนึ่ง ชื่อเจ้าคำฟู เจ้าแสนภูท่านก็ได้เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี ก็เวนเมืองนั้นให้เจ้าคำฟูแล้ว ตัวท่านก็ไปอยู่เมืองเชียงแสนนานได้ ๒ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปในเมืองเชียงแสนที่นั้น ในปีกดสง้า จุลศักราช ๖๙๔ อายุได้ ๖๐ นั้นแล ได้ ๒๓ ชั่วเช่นราชวงษ์แล
  • เจ้าคำฟูตนเปนลูกอายุได้ ๒๖ ได้เสวยเมืองแทนพ่อ เปนเอกราชแล้ว ท่านได้เสวยราชสมบัติได้ ๑๒ ปีก็ถึงแก่กรรมในปีร้วงไส้ จุลศักราชได้ ๗๐๕ อายุได้ ๓๗ ท่านได้เสด็จไปหาสหายที่เมืองเชียงแสนก็เลยไปตกน้ำแม่คำตายเสียที่นั้นได้ ๒๔ เช่นราชวงษ์แล
  • เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกเจ้าผายูตนลูกอายุได้ ๒๒ ปีได้เสวยเมืองแทนพ่อเปนเอกราช เจ้าผายูท่านมีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อเจ้ากือนา ตนน้องชื่อเจ้ามหาพรหม ดังเจ้ามหาพรหมตนน้องนั้น เจ้าผายูก็ให้ไปอยู่เมืองเชียงราย เจ้ากือนาให้อยู่เมืองเชียงใหม่กับตน เจ้าผายูได้เสวยราชสมบัติได้ ๕๔ ปีอายุได้ ๗๕ ปี

๕๖ ก็ถึงแก่กรรมไป ในปีกาบเส็จคือปีจอฉศก จุลศักราชได้ ๗๕๗ ตัว นับได้ ๒๕ เช่นมหาราชวงษ์แล

  • เจ้ากือนาตนลูกอายุได้ ๔๐ ปีได้เปนพระยาแทนพ่อ เปนเอกราชท่านเสวยเมืองแทนพ่อในปีกาบเส็จนั้นแล ท่านมีราชบุตรตนหนึ่งชื่อเจ้าแสนเมืองมา ดังเจ้ามหาพรหมตนน้อง ก็เสวยเมืองเชียง ราย เจ้ากือนาถึงแก่กรรมไปแล้ว ในปีเมิงเป้ารกานพศก จุลศักราชได้ ๗๘๐ ตัวอายุได้ ๖๓ ปี ได้ ๒๖ ชั่วมหาราชวงษ์แล
  • ขณะนั้นเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าแสนเมืองมาตนลูก อายุได้ ๑๘ ปีได้เปนเอกราชแทนพ่อตน ในปีเมิงเล้านั้นแล เมื่อนั้นเจ้ามหาพรหมตนเปนอาว์อันอยู่เสวยเมืองเชียงรายนั้น ก็ลงไปพึ่งพระยาใต้ ขอเอารี้พลคนศึกเพื่อจักขึ้นมารบเอาเมืองเชียงใหม่ พระยาใต้ก็ให้รี้พลคนศึกให้แก่เจ้ามหาพรหมได้แล้ว เมื่อนั้นนางเทวีพระยาใต้ก็ลักเอาพระสิหิงค์ให้แก่เจ้ามหาพรหม เจ้ามหาพรหมก็เอาพระสิหิงค์เจ้าขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่ เมื่อนั้นเจ้าแสนเมืองมาตนเปนหลาน ก็รู้เห็นเจ้ามหา พรหมเปนอาว์ ได้พระสิหิงค์ขึ้นมาให้แก่ตนฉนั้น ก็มีความยินดีก็ไม่กระทำร้ายแก่อาว์ตน ก็ส่งให้อาว์ตนไปอยู่เสวยเมืองเชียงรายดังเก่า ภายหลังแต่นั้นมา เจ้ามหาพรหมก็ลงไปเมืองเชียงใหม่ก็ไปสิ้นแก่กรรมเสียที่เมืองเชียงใหม่ ดังเจ้าแสนเมืองมาตนนั้นท่านก็เสวยราชสมบัติอยู่ตามชอบธรรม ส่วนเจ้ากือนาตนพ่อ เมื่อละวางอารมณ์ไปแล้ว ก็ได้เปนอสุรกายรุกขเทวดา รักษาต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง อยู่ริมถนนที่จะเดินเข้าไปในเวียงนั้น

๕๗

  • ขณะนั้นยังมีพ่อค้าหมู่หนึ่งไปเมืองภูกามมา ก็มาถึงต้นไม้นิโครธต้นนั้น ก็มาพักอยู่ที่นั้น เมื่อนั้นรุกขเทวดาต้นนั้น ก็แสดงบอกแก่พ่อค้าทั้งหลาย ว่ากูนี้เปนพระยากือนา กินเมืองเชียงใหม่ที่นี้แล กูคบด้วยสหายมีศิลปอาคมเปนหมอช้าง ครั้นกูตายก็ได้มาเปนเปรตอสุรกายรุกขเทวดาอยู่รักษาต้นไม้นิโครธต้นนี้แล กูจะไปเกิดในสวรรค์เทวโลกไม่ได้ ให้สูไปบอกแก่ลูกกูเจ้าแสนเมืองมาให้สร้างพระเจดีย์หลังหนึ่ง ที่ท่ามกลางเวียงสูงพอคนอยู่ไกล ๒๐๐๐ วา แลเห็นนั้นเถิด จึงให้ทานกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้แก่กู ๆ ก็จักได้พ้นจากอันเปนรุกขเทวดาเปรตอยู่ที่นี้แล้ว แล้วก็จักได้ไปเกิดในสวรรค์ ครั้นบอกเท่านั้นแล้วก็หายไปนั้นแล พ่อค้าทั้งหลายก็นำเอาคำอันนั้นมากราบทูลเจ้าพระยาแสนเมืองมา ตามอสุรกายหากกล่าวนั้นทุกประการ เมื่อนั้นเจ้าแสนเมืองมาก็ให้คนทั้งหลายแผ้วทางที่กลางเวียงใต้คุ้มของตนแล้ว ก็ทำไม้มหาโพธิต้นหนึ่งสูงแต่ลำต้นแล้วด้วยเงินใบแล้วด้วยคำ แล้วก็ให้หล่อสารูปพระเจ้าสององค์ล้วนแล้วด้วยทองสดเงินสด ก็เอาไปไว้ที่ก่อพระเจดีย์ ก็ให้พระพุทธรูปเจ้าสององค์นั้นอยู่ใต้ต้นไม้มหาโพธิต้นนั้นแล้ว ก็แต่งเครื่องสักการบูชา ตั้งไว้ซ่องน่าพระพุทธรูปเจ้าแลไม้มหาโพธิแล้ว เจ้าก็ให้ก่อเจดีย์สวมลงไม่ทันแล้ว ก็พอเพียงชายคา ตั้งแรกแต่ก่อเจดีย์นานได้ ๑๐ ปี เจ้าเสวยเมืองได้ ๒๒ ปี อายุได้ ๓๙ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในปีดับเม็ด มแมโทศก ปีเบิกสง้า มเมียเบญจศก จุลศักราช

๕๘ ได้ ๘๐๑ ตัว นับได้ ๒๗ ราชวงษ์มาแล

  • เจ้าแสนเมืองมาท่านมีบุตรต่างมารดา ๒ ตน ตนพี่ชื่อท้าวยี่กุม กาม เจ้าตนนี้แม่เปนลูกเสนา ตนน้องชื่อเจ้าสามพระยาฝังแก่น เจ้าตนนี้แม่เปนเชื้อเจ้านาย ส่วนท้าวยี่กุมกามตนพี่นั้น อายุได้ ๑๒ ปี เจ้าแสนเมืองมาตนพ่อก็ให้ไปกินเมืองเชียงราย ส่วนเจ้าสามพระยาฝังแก่นนั้น อายุได้ ๑๓ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีเบิกสง้า จุลศักราช ๘๐๑ ตัว ท่านอยู่เสวยราชสมบัติเปนพระยาอยู่ได้ ๑๔ ปี เสนาอำมาตย์พร้อมกันเอาท่านออกจากที่เปนเจ้าเมืองเสีย แล้วยกเอาเจ้าลกตนเปนลูกเจ้าสามพระยานั้นให้เปนพระยา ดังเจ้าสามพระยาท่านมีบุตรชาย ๑๐ ตนต่างมารดากัน เกิดมาด้วยลำดับ ตนที่ ๑ ชื่อเจ้าอ้าย ที่ ๒ ชื่อเจ้ายี่กุมกาม ที่ ๓ ชื่อเจ้าสาม ที่ ๔ ชื่อเจ้าใส ที่ ๕ ชื่อเจ้างัว ที่ ๖ ชื่อเจ้าลก ที่ ๗ ชื่อเจ้าท้าวเจ็ด ที่ ๘ ชื่อเจ้าท้าวแปด ที่ ๙ ชื่อเจ้าท้าวเก้า ที่ ๑๐ ชื่อเจ้าท้าวสิบ ดังเจ้าตนพี่นั้นอายุได้ ๕ ปี เจ้าสามพระยาตนพ่อตั้งไว้ว่าจะให้เปนพระยาแทน แล้วก็ให้ไปอยู่ที่ข้างเวียงเจ็ดลิน อยู่ที่นั้น ๔ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล ดังเจ้างัวตนที่สี่นั้น ให้ไปกินเมืองเชียงเรือง เจ้าลกตนที่หกให้ไปกินเมือง พร้าว เจ้าท้าวเจ็ดให้ไปกินเมืองเชียงราย เจ้าท้าวสิบให้ไปกินเมืองฝาง นอกจากนั้นก็ถึงแก่กรรมไปหมดเสียแล้ว
  • ทีนี้จะกล่าวถึงเจ้าลกก่อนแล เจ้าตนนี้พอได้กินเมืองพร้าวก็กระทำผิดอาชญาพระยาตนพ่อ ๆ ก็ให้หนีไปอยู่ภาคใต้นั้นก่อน แล้วยังมีเสนาเจ้าสามพระยาผู้หนึ่งชื่อสามแขก พระเคยให้กินเข้า

๕๙ กับลองตีนทุกที ภายหลังก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้า จึงมากลับยกยอเจ้าลกขึ้นกินเมืองเชียงใหม่ มันจึงใช้คนไปเอาเจ้าลกมาที่ยอมใต้ไม่ให้ใครรู้สักคน ไปซุ่มไว้ในเวียง ยามนั้นเจ้าสามพระยาไม่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ แต่ไปอยู่เวียงเจ็ดลินเปนนิจ ไม่นานเท่าใด ยังมีวันหนึ่งยามเที่ยงคืน นายสามแขกย้อยผู้นั้น ก็ลอบเอาไฟไปจุดปราสาทเจ้าสามพระยาที่เวียงเจ็ดลินเสียหมด ก็วิ่งหนีเข้ามาเมืองเชียงใหม่ ยามนั้นเจ้าสามพระยาไม่รู้ว่าลูกตนมาอยู่เวียง เจ้าก็ขี่ม้าวิ่งมาแต่เวียงเจ็ดลิน เจ้ามาถึงคุ้มปราสาทในเวียงเชียงใหม่ แล้วก็จึงรู้ว่าลูกตนมาอยู่ในมณเฑียรปราสาทแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นพระยาพ่อลูก จึงออกมานั่งทั้งสองตน เมื่อนั้นเจ้าสามพระยาจึงใช้คนใช้ไปนิมนต์พระสงฆเจ้าทั้งหลายมาพร้อมกันที่หอปราสาทราชมณเฑียรนั้นแล ส่วนพระยาทั้งสองต่างตนต่างนั่งนิ่งอยู่ไม่พูดซึ่งกันแลกันแล ครั้นถึงเวลาสายนักแล้ว ยังมีมหาเถรตนหนึ่ง จึงกล่าวว่ามหาราชเจ้าทั้งสองหาเราทั้งหลายมาจะว่าประการใดก็ว่าเถิด เมื่อนั้นพระยาสาม พระยาตนพ่อจึงกล่าวว่า เมืองเชียงใหม่ทั้งปวงนี้ หากเปนราชสมบัติแห่งข้าหมด บัดนี้ข้าก็จักมอบเมืองอันนี้ไว้แก่ลูกแห่งข้า เจ้าลกนี้ให้เปนพระยาแทน ว่าเท่านั้นแล้วก็เอาคนโททองคำใส่น้ำไปกรวดแล้ว ก็มอบเมืองให้แก่ลูกตน ก็พูดกับลูกว่า ลูกรักแห่งพ่อ ส่วนนายสามแขกผู้นี้ มันไม่ซื่อสัตย์สุจริตแก่พ่อ ดังพ่อไม่กรุณามันก็ฆ่ามันเสียแล้ว บัดนี้มันอุดหนุนเจ้าให้ได้เปนพระยา ภายหลังก็ยังจักบังเกิดหน้าซื่อใจคดต่อเจ้าอิก เจ้าอย่าได้เลี้ยงมันไว้ ส่วน

๖๐ พ่อนี้พึงใจที่ใด ก็จักอยู่ที่นั้น ว่าเท่านี้แล้วก็หยุดอยู่ เมื่อนั้นพระยาลก ก็ให้พ่อตนไปอยู่เมืองสาดโพ้นแล

  • เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันทำการมงคลภิเศกแก่เจ้าพระยาลก ตั้งนามใหม่ว่า พระยาติโลกเอกราชกระษัตริย์ ว่าเจ้า พระยาติโลกา ครั้นได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนแล้ว ก็ตั้งอยู่ตามทศราชธรรม ๑๐ ประการ ภายหลังก็ไปอัญเชิญเจ้าสามพระยาตนเปนพ่อมาอยู่เมืองด้วยดังเก่า เจ้าสามพระยาก็อยู่เปนศุขด้วยลูกแห่งตนในเมืองเชียงใหม่ที่นั้นแล อายุได้ ๕๖ ปี ถึงแก่กรรมไป เจ้าพระยาติโลกราช ท่านทำการบรมศพพระบิดาเจ้าแล้ว ก็อยู่เสวยเมืองด้วยอันชอบทศราชธรรม ๑๐ ประการ เจ้าสามพระยาท่านเสวยราชสมบัติอยู่ได้ ๑๔ ปี อายุได้ ๕๖ ปี ก็ถึงแก่กรรม นับได้ ๒๘ เช่นราชวงษ์แล
  • ดังเจ้าติโลกราชอายุได้ ๓๖ ปี พระยาตนพ่อก็มอบราชสมบัติให้แก่ตนแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ทำอุสาราชาภิเศกขึ้นให้เปนเจ้าพระยาติโลกราชกระษัตริย์ ในปีเบิกสัน จุลศักราชได้ ๘๑๔ ตัวเดือนเพ็งเม็งวันศุกรไทยกดไจ้ ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้ว ก็ปรากฎเดชานุภาพมากนัก ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลาย ก็น้อมนำมา ยังเครื่องราชบรรณาการ มาถวายแก่ท่านมากนักแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๕ ปี อายุได้ ๖๘ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีเต้าสง้า จุลศักราชได้ ๘๔๘ ตัว นับได้ ๒๙ ปีพระวงษ์แล
  • พระยาติโลกราชท่านมีราชบุตรตนหนึ่ง ชื่อเจ้าบุญเรือง พระยาพ่อก็แต่งให้ไปกินเมืองเชียงราย ภายหลังกระทำผิดอาชญา

๖๑ พระยาตนพ่อให้หนีไปอยู่เมืองน้อยนั้นแล ลูกท้าวบุญเรืองชื่อยอดเชียงราย อายุได้ ๓๒ ปี เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันไปเชิญเอามา กระทำอุสาราชาภิเศกเปนพระยาแทนปู่แห่งตนในปีเต้าสง้าท่านเสวยราชสมบัติได้ ๙ ปี ก็กระทำคิดผิด คือไปคิดการกับฮ่อ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลทัดทานไม่ฟังตามประเพณีบ้านเมืองแห่งท้าวพระยาทั้งหลายแต่ก่อน ที่เกิดแล้วเปนอันแล้วมา เสนาอำมาตย์ทั้งหลายไม่พอใจ จึงพร้อมกันยกพระยายอดเชียงรายออกจากที่เปนเจ้าเมืองเสียให้ไปอยู่สมาตเมืองน้อย ในปีกดยี่ ขาลสัปตศก จุลศักราชได้ ๘๕๖ ตัว อายุท่านได้ ๔๐ ปี ได้ไปอยู่เมืองน้อย เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้ารัตนราชบุตร ตนเปนลูกพระยายอดเชียงราย อายุได้ ๑๔ ปี ให้เปนพระยาแทน พระยายอดเชียงรายได้ไปอยู่เมืองน้อยได้๑๐ ปี อายุได้ ๕๐ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีกัดไจ้ จุลศักราชได้ ๘๖๕ ตัว ได้ ๓๐ เช่นพระวงษ์แล

  • เจ้ารัตนราชบุตรตนลูก เสวยราชสมบัติได้ ๑๐ ปี ก็ได้ไปส่งสักการพ่อที่สมาตเมืองน้อย นานได้เดือนหนึ่ง ครั้นเสร็จแล้วก็เสด็จกลับมาเมืองเชียงใหม่ เมื่อเจ้าได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อตนนั้น อำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันตั้งนามขึ้นใหม่ ชื่อว่าพระยาภูตาธิปติราชาพระยาแก้วฉนั้นแล พระยาภูตาธิปติพระยาแก้ว ได้เปนเอกราชเสวยราชสมบัติก็ประกอบด้วยทศราชธรรม ๑๐ ประการ ทำบุญให้ทานไม่ขาด ครั้นถึงจุล ศักราช ๘๖๘ ตัว เฒ่าเมืองคำข่ายเอาบริวารหมู่ชุมมาเปนข้าเจ้าพระยาภูตาธิปติพระยาแก้วมากนัก เมื่อนั้นเจ้าพระยาแก้ว ท่านก็ให้เฒ่า

๖๒ เมืองคำข่ายไปกินเมืองแพร่แล้ว เมื่อภายหลัง เจ้าก็ไปกินเมืองเทิง ครั้นถึงศักราช ๘๖๙ พระยาแก้วเอารี้พลคนศึกไปปราบเมืองศุโขทัยไทยไม่ได้ถอยคืนมา ครั้นถึงศักราช ๘๗๐ ตัว ชาวใต้เอารี้พลมาตกเมืองแพร่ ยามนั้นหมื่นจิตรผู้กินเมืองน่านเอารี้พลไปต่อรบชาวใต้ช่วยชาวแพร่ ชาวใต้ทุ่มเครื่องที่นั้นมากนัก แลในศักราชเดียวนั้น เจ้าพระยาแก้วท่านก็ให้หมื่นว่าบ้านร้อง ถือรี้พลไปเอาเงี้ยวเมืองปันไม่ได้ถอยคืน ครั้นถึงจุลศักราช ๘๗๒ ตัว ชาวใต้ชื่อขราโหคุมพลมาตกเมืองแพร่ ยามนั้นหมื่นคำคายผู้เปนเจ้าเมืองนครยกรี้พลออกช่วยเมืองแพร่ ชาวใต้ไม่ชนะก็ถอยหนี ครั้นถึงจุลศักราช ๘๗๕ ตัว พระยาแก้วแต่งให้หมื่นพิงเอารี้พลคนศึกไปลักลอบเอาเมืองศุโขไทย ได้ชาวใต้นั้นมาเปนข้า ๔๐ ครัวกับหมื่นคน จุลศักราช ๘๗๖ ตัว หมื่นซำไปลักลอบเอาเมืองเฉลียงแลศุโขไทย ได้ข้าไพร่มาประมาณ ๒๐ ครัว จุลศักราช ๘๗๙ ตัว เจ้าพระยาแก้วเกณฑ์ทัพพระยาหัวเมืองทั้งหลายมาก่อสร้างเวียงเชียงใหม่ ในจุลศักราชเดียวนั้น เจ้าเมืองเชียงทอง แลเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทยช้างม้าเข้ามาน้อมสู่สมภารท่านทั้งใหญ่น้อยหญิงชาย ๒๓๒๐๐ คน ช้าง ๓๘ ตัว ม้า ๒๕๐ ตัว เมื่อนั้นพระยาแก้วท่านก็แต่งให้เจ้าเมืองเชียงทองไปกินเมืองฝาง แต่งให้พวกเงี้ยวทั้งหลายอยู่ที่เมืองฝาง ๑๒๐๐ ครัว นอกนั้นก็แต่งให้ไปอยู่หลายแห่ง ภายหลังพวกเงี้ยวคิดขบถต่อพระยาแก้ว ๆ รู้สึกก็แต่งคนศึกขึ้นมา พวกเงี้ยวทั้งหลายไม่อาจจักต่อสู้ได้ ก็แตกหนีขึ้นเมืองเงี้ยว พระยาแก้วก็


๖๓ แต่งรี้พลคนหาญทั้งหลายไปไล่ตามฆ่าฟันพวกเงี้ยวล้มตายเปนอันมาก เงี้ยวทั้งหลายซึ่งไม่คิดขบถนั้น เจ้าก็ให้อยู่ในเมืองตามเคย

  • ครั้นศักราช ๘๘๔ ตัว พระยาอาทิตย์เมืองใต้ใช้ให้ราชทูตมาสืบไมตรี แล้วเอาราชสารไปอ่านที่วัดหมื่นสมนั้นแล พระยาแก้วตนชื่อว่าภูตาธิปติราช ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๒ ปี อายุได้ ๔๔ ปี เสวยเนื้อม้าเบื่อตาย ในปีร้วงเป้า จุลศักราช ๘๘๗ ตัวนั้นแล นับได้ ๓๑ พระวงษาแล
  • พระยาแก้วถึงแก่กรรมแล้ว เสนาอำมาตย์เชิญเอาเจ้าเชษฐราชบุตรตนเปนน้องพระยาแก้ว คือลูกพระยายอดเชียงราย อันอยู่สมาตเมืองน้อยมาอุสาราชาภิเศกเสวยเมืองแทนพี่ตัว ก็ในปีเมิงเป้ารกาจัตวาศก ยามนั้นอายุเจ้าได้ ๓๐ ปีเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกยังข่วงหลวง จึงเรียกชื่อว่าเจ้าพระยาเกตเชษฐราชบุตร จุลศักราช ๘๘๙ ตัว ท่านก็สร้างบ้านหัวเวียงให้เปนอารามเรียกชื่อขึ้นว่าวัดโลกโมฬี แต่นั้นท่านก็สร้างวัดเกวียนแลก่อพระเจดีย์ทำวิหารในวัดโลกโมฬี ถึงจุลศักราช ๘๙๒ ตัว ไฟไหม้โรงหลวงหลังเจ้าพระยาแก้วราชาธิปติอยู่นั้นเสีย จุลศักราช๘๙๓ ตัว ไฟไหม้บ้านประตูท่าแพ คนทั้งหลายเสียครัวมากนัก เมื่อนั้นเจ้าพระยาเกตเชษฐราชก็พร้อมกับราชเทวีแลมารดาแห่งตนให้ทานเงินแก่ชาวบ้านท่าแพ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ เงิน จุลศักราช ๘๙๔ ตัว ปลูกโรงหลวงพระยาเจ้าแล จุลศักราช ๘๙๕ ตัว พระยาเกตเสด็จไปไหว้พระธาตุเจ้าเมืองละพูนแล ถึงเดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำ ผีพุ่งไต้ในอากาศแจ้งทั่วไปทั้งปวง ครั้นเดือน ๓ ไม้หมากที่เมือง

๖๔ หนองขวางยกเคลื่อนจากที่เก่าไปได้ ๑๑ วา จุลศักราช ๘๙๖ ตัวเดือนเจียง นางอโนชาแม่พระยาเกต ถึงแก่กรรม จุลศักราช ๘๙๗ เดือนเจียง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายกระทำคิดขบถต่อเจ้าพระยาเกตเชษฐราช ครั้นเจ้าพระยารู้ก็แต่งหมื่นสร้อยสามล้านไปฆ่าเสีย ครั้นถึงจุลศักราช ๙๐๐ ตัว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายเลยไม่พอใจเจ้าพระยาเกตแล้ว ก็พร้อมกันถอดออกจากที่เจ้าเมืองเสีย เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็อุสาราชาภิเศกเจ้าชายคำตนลูกขึ้นเปนเจ้าเมืองแทนพระยาเกตนั้น ก็ในปีกาบเส็จศักราชเดียวนั้น เจ้าชายคำเสวยราชสมบัติเปนพระยาได้ ๖ ปี ไม่ประกอบชอบทศราชธรรม เสนาอำมาตย์ทั้งหลายไม่พอใจ เขาพร้อมกันฆ่าพระยาชายคำตายเสีย ในปีกัดเป้ามา จุลศักราช ๙๐๕ ตัว ได้ ๓๒ ชั่วพระวงษ์แล

  • เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันเชิญเจ้าพระยาเกตเชษฐราช ที่เมืองน้อยมาเสวยเมืองถ้วนสองหนแล เจ้าพระยาเกตท่านได้เสวยเมืองครั้งที่สอง นานได้ ๒ ปีก็เสด็จไปทำบุญให้ทานที่วัดหัวป่าแดงแล้ว นิมนต์เอาพระสงฆ์ลงมหาขะหมันที่ท่านมหาสถานแล้ว ก็กลับมาเข้าประตูหัวเวียง ยามนั้นค่ำ เสนาพระยาเกตชื่อแสนเค่าบังคับให้หมื่นเตินลูก พ่อท้าวเชียงวงษ์หนึ่ง หมื่นอ้ายพวกช้างหนึ่ง หมื่นเสิมลูกแสนค่าวหนึ่ง ให้กระทำฆาฏวินาศแก่เจ้าพระยาเกตที่หัวข่วงเมืองหลวงแล้ว ก็เอาซากเจ้าพระยาเกตไปส่งสักการยังวัดแสนพ่อบ้านวันนั้น แล้วก็เอากระดูกไปบรรจุก่อไว้ที่วัดโลกโมฬี เจ้าพระเมืองเกตอายุได้ ๒๙ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อได้ ๑๓ ปี อำมาตย์

๖๕ ทั้งหลายก็ถอดออกเสีย ให้ไปอยู่เมืองน้อย เอาเจ้าชายคำตนลูกกินเมืองแทนได้ ๖ ปี เขาก็พร้อมกันฆ่าเสีย แล้วก็พร้อมกันไปอัญเชิญเอาเจ้าพระยาเกตตนพ่อมาเสวยเมืองครั้งที่ ๒ ที่ท่านอยู่เสวยสมบัติครั้งที่ ๒ นานได้ ๒ ปีเสนาอำมาตย์พร้อมกันฆ่าท่านเสีย รวมเจ้าพระเมืองเกตเสวยเมืองทั้งที่ ๑ ที่ ๒ ได้ ๑๕ ปี อายุเจ้าได้ ๔๘ ปี ก็ถึงแก่กรรม เขาฆ่าตายในปีร้วงไส้มเสงอัฐศก จุลศักราชได้ ๙๐๗ ตัว ได้ ๓๓ ชั่วพระวงษ์แล

  • ในปีนั้นสิ่งเดียวเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเขาก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าท้าวพ่อนมบุตรเจ้าชายคำกินเมืองแทน ในปีร้วงไส้นั้นแลเจ้าพ่อนมเปนพระยาได้ ๒๕ วัน อำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันฆ่าเจ้าพ่อนมเสียแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกนางเทวีอโนชาขึ้นแท่นแก้ว เสวยเมืองได้ ๗ เดือนแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายก็ไม่ถูกกัน เมื่อนั้นแสนคร่าวจึงไปเชิญพระยาเขมรัฐมาเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาเขมรัฐรำพึงเปนสองใจเลยไม่รับอัญเชิญนั้น เจ้าพ่อนมเสวยเมืองได้ ๒๕ วัน อำมาตย์ ก็พร้อมกันฆ่าเสียวันนั้นในปีร้วงไส้ จุลศักราชได้ ๙๐๗ ตัวนั้น นับได้ ๓๔ พระวงษ์แล
  • เมื่อนั้นแสนคร่าวจึงไปเชิญเจ้าน้อย ขอให้มากินเมืองเชียงใหม่ เมื่อเจ้าน้อยรับแล้วยังไม่ทันจะไปเชียงใหม่ เมื่อนั้นเจ้าหมื่นสามล้านแลเจ้าเมืองลคร แลหมื่นแก้วเชียงราย หมื่นมโนเชียงแสน หมื่นยี่เมืองพาน แสนหมื่น หนังสือหลวงเจ้าขุนทั้งหลายพร้อมกันแล้ว จึง

๖๖ ให้หมื่นตาแสงพ่อนางไปอัญเชิญพระยาล้านช้างมาเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาอุปัญโญล้านช้าง ก็รับว่าจะมากินเมืองเชียงใหม่ ก็ยังไม่ทันมาหมื่นหัวเคียนแสนหวี ก็จัดเอารี้พลกำลังมาว่าจะเอาแสนคร่าวเสียฉนี้ แสนคร่าวจึงร้องป่าวว่าเอาคนทั้งหลายอันอยู่พันนาทั้งปวง มีละพูนเปนต้น แสนพันทนาการ,ตาแสง แช่ช้าง,เชียงเรือ ภูคา,ฝังแก่น,พันนา ทั้งปวงมาขัดตาทัพอยู่ที่ประตูเวียง ตั้งหน้ารบกันนานได้ ๓ วัน ๓ คืน ถึงวันครบ ๔ แสนหัวเคียนแสนหวีก็ถอยหนีไปตั้งอยู่เมืองละพูน จึงไปชวนเอาชาวใต้ฝูงเปนแขกเมืองมาอยู่ที่ละพูน ๑๑ คน ใช้ไปเชิญพระยาใต้ ขอให้พระยาใต้รีบยกพลขึ้นมาเอาเมืองเชียงใหม่ ว่าฉันนั้นเมื่อพระยาใต้ได้รู้อาการแล้ว ก็รีบยกเอารี้พลมาไม่ทันถึง ในขณะนั้นเจ้าขุนทั้งหลายจากเชียงแสนมาถึงเชียงใหม่ ก็พร้อมกันเอาแสนคร่าว ๑ หมื่นเติน ๑ ลูกพ่อท้าวเชียงวงษ์ ๑ หมื่นอ้ายพวกช้าง ๑ หมื่นหอคำ ๑ หมื่นเสิมลูกแสนคร่าว ๑ รวม ๖ คน ก็พร้อมกันฆ่าเสียหมดแล้ว ก็พร้อมกันอภิเศกมหาเทวีจิรประภาอโนชา เปนพระยาในปีร้วงไส้ ศักราชได้ ๙๐๗ เดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ค่ำ เมงวัน ๕ เมื่อพระยาใต้ยกรี้พลมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งทัพอยู่หนองผา ตวันออกเมือง เมื่อนั้นมหาเทวีจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการแล้ว ก็ใช้ให้เจ้าขุนเอาไปถวายพระยาใต้ พระยาใต้ได้รับเครื่องราชบรรณาการแล้วก็ไม่ชิงราชสมบัติบ้านเมืองอันใด ในวันเดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ค่ำวันนั้นพระยาใต้ท่านก็เสด็จไปทำบุญกุศลกรรม ยังที่ไว้พระอัฐิเจ้าพระยาเกตที่วัดโลกโมฬี แล้วจึงมอบเงินให้ ๕๐๐ บาทเพื่อให้สร้างเจดีย์แลโกษฐ์

๖๗ ใส่กระดูกเจ้าพระยาเกต กับผ้าผืนหนึ่งให้เปนรางวัล ให้เจ้าขุนทั้งหลายหมู่ได้ไปรับรองนั้นทุกคน ครั้นเดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ พระยาใต้ก็เสด็จไปกระทำสรงเสวยที่เวียงเจ็ดลิน ครั้นเดือน ๑๐ แรม ๒ ค่ำ พระยาใต้ก็เสด็จกลับไปเมืองใต้ ในจุลศักราชเดียวนั้นแล

  • เจ้าเมืองนายฟ้าหยุดหุย ยกรี้พลมารบเอาเมืองเชียงใหม่ไม่ได้ถอยกลับคืน ครั้นถึงจุลศักราช ๙๐๘ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันเสาร์ไทยฮ้วงเส็จ พระยาอุปัญโญเมืองล้านช้าง มาตั้งอยู่เชียงแสน ๑ วันถึงเดือน ๙ แรม ๗ ค่ำมาอยู่เชียงราย เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ ท่านก็เสด็จมาถึงเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็อัญเชิญพระอุปัญโญขึ้นนั่งแท่นแก้วเสวยเมือง ดังนางจิรประภาอโนชาเทวี เขาถอดจากที่เจ้าเมืองนั้นเสียแล พระยาอุปัญโญวราชเสวยเมืองได้ปีหนึ่งแล้ว ก็มอบเมืองนั้นไว้ให้เจ้าอุปยุลูกตนอยู่รักษาเมืองแทนตน ส่วนตัวท่านก็เสด็จไปส่งสักการพ่อตนที่เมืองล้านช้าง ครั้นอยู่มานานได้ปีหกเดือนจุลศักราช ๙๑๑ ตัวปีดับเป้า แสนยี่ แสนตั่งคบคิดกันในเวียงเชียงใหม่ ครั้นถึงจุลศักราช ๙๑๒ ตัว พระยาแพร่มาเปนที่พระยาสามล้านเชียง ใหม่ แล้วก็พร้อมกันกับพระยาหัวเวียงล้านช้างแลพระยานคร ว่าจะคิดกระทำร้ายแก่เมือง ว่าฉนั้น ไม่อาจกระทำได้ก็หนีไป เจ้าขุนทั้งหลายในเวียงนอกเวียงทั้งปวง ก็แต่งทแกล้วทหารออกรบยังกลางเวียงเชียงใหม่ หมู่พระยาสามล้านก็แตกหนีไปเมืองแพร่ ครั้นถึงศักราช ๙๑๓ ปีเมิงไค้เดือนแปด เจ้าอุปัญโญก็ใช้ให้เอาธูปเทียนเงินมาศมาษมาพระสงฆเจ้าที่เมืองเชียงใหม่แล้ว บอกกล่าวว่าไม่มาแล้ว

๖๘ ด้วยราชการบ้านเมืองทั้งปวง ก็มอบไว้แก่นางเทวีดังเก่าแล้ว เมื่อนั้นเจ้าอุปยุกลับคืนไปตามหาพ่อที่เมืองล้านช้าง เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเขาได้รู้ว่าเจ้าอุปัญโญไม่มาแล้ว เขาก็ไปอัญเชิญเจ้าแม่กุอันเปนเชื้อพระวงษ์มาแต่เจ้าขุนเคืองลูกเจ้ามังรายนั้นอยู่ที่เมืองน้อยขอมาเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ว่าฉนั้น เจ้าแม่กุก็รับเอาความเชื้อเชิญแห่งเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็เสด็จมาในปีเมิงไค้ เดือน ๙ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ศักราช ๙๑๓ ตัว เจ้าแม่กุก็เสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอภิเศกให้เสวยเมือง ครั้นถึงศักราช ๙๑๔ ตัวปีเบิกไจ้ พระยาอุปัญโญยกรี้พลเมืองล้านช้างมาอยู่เชียงแสน รบนางพระยาแม่กุไม่ชนะก็ถอยหนีไปล้านช้าง เจ้าอุปัญโญเมืองล้านช้างก็มาเสวยเมืองเชียงใหม่ได้ปีหนึ่ง ก็กลับไปเมืองของตน ก็เรียกชื่อว่าได้ ๓๕ พระวงษ์แล

  • แต่นั้นมาครั้นถึงจุลศักราช ๙๑๗ ตัวปีร้วงเม้า เจ้าแม่กุยกกำลังไปเอาเมืองนครไม่ได้ พระยานครเอาทำเนาออกมาถวาย ครั้นถึงจุลศักราช ๙๒๐ ตัวปีกาบสง้า เดือนแปดขึ้นแปดค่ำ เจ้าฟ้ามังทราเมืองหงษาวดีนคร ยกรี้พลมาตั้งทุ่งช้างคับเลยเข้าล้อมเมืองน่านได้สามวันสามคืน ครั้นถึงเดือนแปดเพ็งวันเสาร์ไทยเต่าไจ้ ยามงายได้เวียงเชียงใหม่ เจ้าฟ้ามังทราครั้นปราบปรามเอาเมืองลานนาไทยได้แล้ว ถึงเดือนแปดแรม ๙ ค่ำ เจ้ามังทราก็มอบบ้านเมืองไว้แก่เจ้าพระยาแม่กุดังเก่า ท่านก็มีอาชญาทำลายคำไว้ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายในเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงให้แก่พระเปนเจ้าแม่กุได้เปนเจ้าเปนใหญ่

๖๙ ในลานนาไทยอย่างเดิม ให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายได้พากันเคารพนับถือกับด้วยน้องพระองค์เราเถิด ดังพระเจ้าเมืองพิงเชียงใหม่นี้หากเปนวงษ์สืบสายมหากระษัตริย์เจ้ามังรายมา ควรเปนเจ้าเปนใหญ่แก่แผ่นดิน ว่าดังนี้แล้ว ก็พร้อมกันกับด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอภิเศกให้ขึ้นสถิตย์เหนือแท่นบัลลังก์ ในปราสาทราชนิเวศน์ของตนตามเคยมา ครั้นถึงเดือนแปดขึ้นสี่ค่ำ เจ้าฟ้ามังทราก็เสด็จเมือเมืองหงษาวดีนครอันนั้นแล เจ้าฟ้ามังทรายกรี้พลตั้งอยู่เชียงใหม่นานได้เดือนปลาย ๑๒ วันก็กลับไปเมืองหงษาวดีนครดังเก่า เจ้าแม่กุอยู่เสวยราชสมบัติในเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๖ ปี ก็ถึงปีกัดไก๊ศักราชได้ ๙๒๕ เจ้าพระยาแม่กุคิดฟื้นเจ้าภวะมังทราแล ครั้นถึงศักราชได้ ๙๒๗ ตัวปีฮ้วงเป้า เจ้าฟ้ามังทรายกเอารี้พลคนศึกมารบเอาเชียงใหม่ ได้แล้วก็เอาเจ้าแม่กุเมือไว้เมืองหงษาวดีนคร ก็มอบราชสมบัติบ้านเมืองทั้งปวงให้แก่นางวิสุทธิเทวีกินเมืองแทนนั้นแล นางวิสุทธิเทวีกินเมืองได้ ๑๔ ปี ก็ถึงแก่กรรม ในปีกาบยี่ ศักราช ๙๔๐ ตัว ในระหว่างนางวิสุทธิเทวีกินเมืองอยู่นั้น ยังมีระหว่างหนึ่งประมาณ ๓ ปี คือตั้งแต่ศักราชได้ ๙๒๘ ตัวมาถึงศักราช ๙๓๑ ตัวนั้น เข้าแพงนัก คือหมื่นน้ำหนักต่อ ๕ บาทเงิน ในเวลานั้นเงี้ยวมารบเชียงใหม่ ไม่ชนะพวกเงี้ยวก็ถอยหนีไปแล ศักราชได้ ๙๓๐ ตัว เจ้าฟ้ามังทราไปเมืองอโยทธยาแล ศักราช ๙๓๔ ตัว ไปรบที่หนองลาม ศักราช ๙๔๐ นางเทวีวิสุทธิเจ้าก็ถึงแก่กรรมไป ตั้งแต่เจ้ามังรายลำดับมาถึงเจ้าแม่กุนี้ได้ ๑๕ พระวงษ์แล

๗๐

  • ถ้าจะนับตั้งแต่พระยาจังกรราชเจ้ามาได้ ๓๖ องค์ ครั้นนางวิสุทธิถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าฟ้ามังทราก็ให้ลูกตนชื่อฟ้าสาวถีนร ตภามังคอย เสวยเมืองเชียงใหม่เปนเจ้าแก่ลานนาไทยต่อไปแล เจ้าฟ้าสาวถีกินเมืองเชียงใหม่เก้าปี นางเทวีถึงแก่กรรมนั้นแล้ว เจ้าฟ้าสาวถีเสวยเมืองเชียงแสน ๒ ปี เสวยเมืองเชียงใหม่ ๒๘ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีกาเม็ด จุลศักราช ๙๖๙ ตัว นับได้ ๓๗ ชั่วพระวงษ์แล
  • เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอภิเศกเจ้าหมองส่วยสโตคอยตนเปนลูกเจ้าฟ้าสาวถี เสวยเมืองแทนในปีกาเม็ด ท่านเสวยเมืองได้ปีปลายหนึ่งเดือนก็ถึงแก่กรรมในปีกาบสัน ศักราชได้ ๙๗๐ ได้ ๓๘ ชั่วพระวงษ์แล
  • เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อภิเศกเจ้าหมองกลางตนเปนน้องหมองส่วยได้เสวยเมืองแทน ในปีกาบสันนั้นแล ท่านส่วยเมืองน่านได้ ๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในปีกดยี่ จุลศักราช ๙๗๖ ตัว นับได้ ๓๙พระวงษ์แล
  • เจ้าหมองกลางถึงแก่กรรมไปแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอัญเชิญเอาลูกเลี้ยงพระเจ้าเชียงใหม่ตนกินเมืองน่านชื่อเจ้าพล ศึกซ้ายศรีสองเมืองนั้นมาเปนพระเจ้าเชียงใหม่ ในปีร้วงเหม้า เถาะอัฐศกศักราช ๙๗๗ ตัว ท่านได้ไปเสวยสมบัติเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๒ ปีเจ้าฟ้ากาเผือกกินเมืองเชียงแสนถึงแก่กรรมไป ศักราช ๙๘๖ ตัวเมืองเชียงของคิดขบถต่อเจ้าฟ้ามังทรา พระเจ้ามังทราแต่งให้พระเจ้าสุทโธราชไปปราบปรามเอาก็ได้ จุลศักราช ๙๘๗ ตัว เมืองน่านคิดขบถต่อพระเจ้าสุทโธราช ๆ ก็ไปปราบปรามก็ได้ จุลศักราช ๙๘๘ เจ้าสุทโธ

๗๑ ไปปราบปรามเอาเมืองเชียงแสนก็ได้ พระเจ้าน้องมักหว่านมังทราก็ถึงแก่กรรมในปีนั้น เจ้ามังแลทิพเนตรกินเมืองหงษาวดีแทนก็ปีเดียวกันนั้น ศักราช ๙๙๐ พระเจ้าสุทโธมาอยู่เชียงเเสน เพราะพี่น้องไม่ถูกกัน เจ้าตนพี่เข้าไปในเวียงขึ้นอยู่โรงนางกาเผือก ให้เจ้าหน่อคำลูกพระยามังแลทิพเนตรกินเชียงแสนแล้วกลับไปเมืองหงษาวดี พระยาเชียงแสนมีกตัญญูต่อพ่อไปส่งถึงเมืองฝางแล้ว ในขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่แต่งรี้พลขึ้นไปรบเอาพระยาเชียงแสนพ่อลูกมาขังไว้เชียงใหม่ พระเจ้าสุทโธครั้นไปถึงหงษาวดีแล้ว ก็เอาพระเจ้ามังแลทิพเนตรลงเสีย พระยาสุทโธขึ้นนั่งแท่นแก้วหงษาวดีนครในปีนั้น ในจุลศัก ราช ๙๙๐ ตัวนั้น พระยาลครรับอาสาทำสงครามต่างพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็มีความยินดีแล้ว ก็ให้พระยานครไปกินเมืองเชียงแสน แล้วตั้งนามให้ใหม่ว่า พระศรีสองเมือง ก็ตั้งแสนอาชญาให้เปนนายแคว้นแก่บ้านทั้งหลายในเมืองเชียงแสนทั้งปวงแล้ว ก็ให้เกณฑ์รี้พลคนศึกอยู่รั้งประตูเปนนิจ ครั้นสามปีมาถึงแล้ว ถึงปีเมิงเม็ด มแมจัตวาศก จุลศักราช ๙๙๓ ตัว เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชก็ยกรี้พลคนศึกมาเปนอันมาก มาตีเอาเมืองเชียงใหม่ไม่นานเท่าใดก็ได้เมืองเชียงใหม่พระเจ้าสุทโธ ครั้นได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ก็เอาพระเจ้าเชียงใหม่ชื่อพลศึกศรีสองเมืองไปไว้เมืองหงษาวดีนครได้ ๔๐ ชั่วพระวงษ์แล

  • ลำดับมหากระษัตริย์เมืองลานนาไทย ตั้งแต่เจ้าจังกรราชมา ตราบถึงเจ้าพลศึกศรีสองเมืองราชกระษัตริย์เสวยเมืองพิงเชียงใหม่ก็หมดพระวงษ์ ตั้งแต่นั้นมาลานนาไทย ก็เปนข้าส่วยพม่าต่อไป เมื่อ

๗๒ ภายหลังก็เปนข้าพระเจ้าเมืองกรุงเทพมหานครมาตราบถึงกาลบัดนี้แล ชื่อมหากระษัตริย์ในลานนาไทย ตั้งแต่เจ้าจังกรราชมาตราบถึงเจ้าลวะเมงนั้น ชื่อว่าลาวทุกตน ตั้งแต่เจ้ามังรายมาตราบถึงเจ้าพลศึกซ้ายศรีสองเมืองนั้น ชื่อมิได้ว่าลาวสักตน เจ้ามังรายท่านก็ได้เสวยราชสมบัติปราบลานนาไทยแล้ว ก็ตั้งสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเก่าก่อน เหตุนี้นักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย จึงเรียกว่าเจ้ามังรายได้มาสร้างเวียงเชียงใหม่ ในสมัยว่าเปนครั้งแรก อนึ่งจึงเรียกเปนชั่วพระวงษ์หนึ่ง ว่าฉันนั้นแล นับแต่เจ้ามังรายมาถึงเจ้าพลศึกซ้าย เมืองน่านได้มาเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่ วันนั้นได้ ๒๐ พระวงษ์กระษัตริย์แล ตั้งแต่นั้นมามหากระษัตริย์เมืองพิงเชียงใหม่อันเปนเจ้าเปนใหญ่ในเมืองลานนาไทยทั้งปวงก็หมดไปตราบถึงกาลบัดนี้แล ภายหลังแต่นั้นมา จุลศักราช ๑๐๘๘ ตัว เมืองเชียงแสนจึงแต่งให้ท้าวขุนในเมืองน่านไปเชิญเอาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ชื่อเจ้าตื่นมหาวงษ์มากินเมืองน่าน สังวรรณนากล่าวด้วยพงษาวดาร พระมหากระษัตริย์ทั้งหลายตั้งแต่เจ้าพระยาสมันตราชเจ้า ตั้งภัทกัลปมาถึงเวสสันดรเจ้าสืบ ๆ มา ตั้งแต่นั้นมาตราบถึงเจ้าสิทธัตถได้เปนพระพุทธองค์ตรัสสัพพัญญูตราบถึงกาลบัดนี้ ตติยํ เปนกัณฑ์ถ้วนสาม นิฏ์ฐิตํ ก็สำเร็จแล้วเท่านี้ก่อนแล



๗๓

ภาคที่ ๒ พงษาวดารเมืองน่าน[แก้ไข]

คำนมัสการ

  • สาธโว ดูราสัปปุริสทั้งหลาย อาจารย์ตนจักแปงนิทานศุภกถาจารีตติดด้วยลำดับตระกูลราชวงษา ท้าวพระยาเจ้าทั้งหลายตนอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่เสวยราชสมบัติในเมืองวรนคร คือเมืองปัว แลเมืองนันทบุรีที่นี้ โดยอันลำดับมาตราบถึงต่อท้าวกาลบัดนี้แล จึงนมัสการไหว้ยังพระติรัตนแก้วทั้ง ๓ ประการ ด้วยคาถาบาทต้นว่า สรณมหินิยํ พุท์ธเสฏ์ฐํ ดังนี้แล อหํ อันว่าข้า นมามิ ก็น้อมไหว้ พุท์ธเสฏ์ฐํ ยังพระพุทธเจ้าตนประเสริฐกว่าโลกทั้ง ๓ คือกามโลก รูปโลก อรูปโลก ในกาลบัดนี้แล อหํ อันว่าข้า นมามิ ก็น้อมไหว้ ธัม์มํ ยังพระสธรรมเจ้า สุค.ตภวัธม์มํ อันเปนไม้ไต้ส่องสัตวสรรพสัตวในโลกา ให้สัตวสรรพสัตวทั้งหลายได้ไปสู่สุคติภวะ คือ มหานิพพาน นมิตวา มักว่า วัน์ทามิ ข้าก็ไหว้ สํฆํ จ คือพระสังฆเจ้า ๒ จำพวก คือ อริยสังฆแลสมมติสังฆ ทัก์ขิเณย์ยํ อันควรรับเอาทานแห่งบุคคลทั้งหลาย อหํ อันว่าข้า วัก์ขามิ ก็จักกล่าวบัดนี้แลราชทายาทรัฏ์ฐาธิปตึ ยังราชานุวงษาแห่งท้าวพระยาทั้งหลายอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่สืบสายมาตราบเถิงกาลบัดนี้แล สัพ์พทุก์ขา สัพ์พภยา สัพ์พโรคา สัพ์พอัน์ตรายาปิ วินาสัน์ตุ อันว่าสรรพทุกข์แลภัยพยาธิกังวลอันตรายทั้งหลายมวล วินาสัน์ตุ ขอจงหื้อฉิบหายมักว่า อย่าหื้อมีแก่ข้าเทือะ


๗๔: ตอนที่ ๑ ว่าด้วยราชวงษ์ภูคามาสร้างเมืองปัว

ตัรายมานุปุพ์พิกถา จักจาลำดับมาแต่ต้น นักปราชญ์ผู้มีปัญญาเพิงรู้ในราชวงษาดังผู้ข้า จักกล่าวแต่โบราณสันตานุสันตติมาดัง นี้เทือะ หิ ด้วยมีแท้แล เดิมต้นในเมื่อแต่เช่นพระยาภูคาเสวยราชสมบัติในเมืองย่างที่นั้น ยังมีพรานป่าผู้ ๑ อยู่ในเมืองย่างที่นั้น มันก็มีปักกติมักใคร่ไปแอ่วเดินหาเนื้อ มันก็ไปด้วยห้วยดอยทั้งหลายแท้หั้นแล พรานผู้นั้นก็บ่ปะยังเนื้อ ครั้นมาเถิงตีนดอยภูคาแล้วก็หันยังรอยเนื้อหั้นแล แล้วมันก็ไต่ตามรอยเนื้อขึ้นเมือดอยภูคาบนโป้นก็เปนอันสูงนัก พรานผู้นั้นก็บ่ได้ยังเนื้อ มันก็สอดเสาะไปในตำบลที่นั้น มันก็เล็งแลไปมา ก็หันยังไม้ต้น ๑ มีร่มเงากว้างขวางดีงามนัก เมื่อนั้นพรานผู้นั้น มันก็เข้าไปยั้งอยู่ร่มไม้ต้นนั้นแล้ว มันก็เล็งไปมาก็หันไข่ ๒ ลูก อยู่ที่ใกล้พื้นเค้าไม้ต้นนั้น ไข่ ๒ ลูกนั้นใหญ่ประมาณเท่าหมากป๊าว พรานป่าผู้นั้นได้ไข่ ๒ ลูกแล้ว ก็นำมาถวายพระยาภูคาหั้นแล

เมื่อนั้น พระยาภูคาครั้นได้เห็นแล้ว ก็มีความยินดีควรอัศจรรย์มากนักหั้นแล พระยาภูคาก็รักษาไว้ให้ดี คือหน่วย ๑ เอาใส่กวยงิ้วไว้ หน่วย ๑ ใส่กวยฝ้ายไว้หั้นแล พระยาก็รักษาผ่อคอยดีนัก ครั้นอยู่มาบ่นานเท่าใด ไข่หน่วยใส่กวยงิ้วนั้นก็เกิดแตกออกก่อน ก็เปนบุรุษผู้ชายทรงรูปโสมโนมพรรณวรรณะอันงามนัก พระยาก็รักเสมอ


๗๕: ดังลูกตนนั้นแล ครั้นมาบ่นานเท่าใด ไข่หน่วยใส่กวยฝ้ายนั้น ก็เกิดแตกออกมาเปนบุรุษผู้ชายถ้วน ๒ ทรงรูปโสมโนมพรรณวรรณะอันงามเสมอกันทั้ง ๒ คนหั้นแล พระยาภูคาก็เลี้ยงไว้เอาเปนลูกท่านแล พระยาก็รัก ๒ เจ้าพี่น้องเสมอดังลูกอันเกิดมาแต่อกตนนั้นแล เถิงเมื่อเจ้าพี่น้องนั้นใหญ่ขึ้นมาแล้ว พระยาภูคาตนพ่อก็เบิกบายใส่ชื่อผู้พี่อ้ายเกิดกวยงิ้วนั้นว่า เจ้าขุนนุ่นว่าอันหั้นแล แล้วก็เบิกบายใส่ชื่อเจ้าตนน้องนั้นว่า เจ้าขุนฟองหั้นแล

ครั้นเจ้าขุนนุ่นนั้นอายุได้ ๑๘ ปี ผู้น้องได้ ๑๖ ปี แล ๒ เจ้าพี่น้องจึงจากันว่า ราพี่น้องจักพากันไปไหว้พ่อแห่งรา หื้อปลูกแปงราทั้ง ๒ หื้อได้เปนท้าวพระยาเทือะ ว่าอันแล้ว เจ้าทั้ง ๒ ก็ไหว้พระยาภูคาตนพ่อว่า ข้าแต่พ่อพระยาเปนเจ้า เขือข้าใคร่เปนท้าวพระยานักแล ขอพ่อพระยาเปนเจ้าจุงกรุณาเผือข้าทั้ง ๒ แด่เทือะ ว่าอันแล้วเมื่อนั้น พระยาตนพ่อจิงจากับด้วยเจ้าทั้ง ๒ พี่น้องว่า ผิว่าเจ้าทั้ง ๒ พี่น้องใคร่เปนท้าวพระยาแท้ดังอัน เจ้าทั้ง ๒ จุงพากันไปหาพระยาเถรแต๋งแดเทือะ ท่านหากจะกรุณาเขือเจ้าทั้ง ๒ ซแด เจ้าทั้ง ๒ จิงไหว้พระยาตนพ่อว่า พระยาเถรแต๋งอยู่ที่ใดนั้นจา พระยาตนพ่อกล่าวว่า ท่านอยู่หว่างดอยติ้วดอยวาวหั้นแล ว่าอันแล้ว เมื่อนั้นเจ้าทั้ง ๒ ก็พากันไปก็ไปฮอดพระยาเถรแต๋งแท้หั้นแล

เมื่อนั้นพระยาเถรแต๋งก็ถามเจ้าทั้ง ๒ พี่น้องด้วยเหตุอันมานั้นซู่ประการหั้นแล เจ้าทั้ง ๒ ก็จิงไหว้พระยาเถรว่าดังนี้ เขือข้าทั้ง ๒ ใคร่เปนท้าวพระยา พ่อเขือข้าจิงหื้อเขือข้ามาไหว้สาเจ้ากูดีหลีแล ขอ

๗๖ เจ้ากูเยียะกรุณาตั้งบ้านเมืองตั้งหื้อแก่เผือข้าแด่เทือะ ว่าอันแล้ว พระยาเถรกล่าวว่า เขือเจ้าทั้ง ๒ พี่น้องใคร่เปนท้าวพระยาดังอันดีแล เราหากจักรำพึงต่อเจ้าทั้ง ๒ ซแด ทีนั้นพระยาเถรก็จิงพิจารณาดูหื้อได้รู้แจ้งแล้วจิงพาเจ้าทั้ง ๒ ไปสู่ทิศก้ำวันออกแม่ของ ครั้นไปเถิงที่ ๑ ภายวันออกแม่ของควรตั้งบ้านตั้งเมือง พระยาเถรแต๋งก็หื้อกุมารตั้งบ้านตั้งเมืองในที่นั้นหั้นแล พระยาเถรจิงเอาไม้เท้าขีดไปเปนจันทพยุหะหั้นจิงใส่ชื่อว่าจันทบุรีเพื่ออันแล พระยาเถรจิงแต่งหื้อเจ้าขุนนุ่นผู้พี่เปนพระยาในที่นั้น ได้ชาวทั้งหลายอันอยู่ในที่นั้นเปนบริวารมากนักหั้นแล

  • เมื่อนั้นเจ้าตนเปนน้องจึงไหว้พระยาเถรว่า พี่เผือข้าเจ้ากูก็ยังกรุณาให้เปนพระยาแล้ว ขอเจ้ากูจงจักกรุณาหื้อ (เผือข้า) ได้เปนท้าวพระยาแด่เทือะ ว่าอันแล้ว เมื่อนั้นพระยาเถรก็พาเอาเจ้าขุนฟองผู้น้องนั้นคืนมาสู่ทิศก้ำวันตกส่วยเหนือ มาฮอดที่ ๑ ไกลน้ำน่านประมาณ ๕๐๐๐ วา ที่นั้นควรตั้งบ้านตั้งเมือง พระยาเถรจิงเอาไม้เท้าขีดไปเปนเตชะกะพยุหะ จิงใส่ชื่อว่าวรนคร ว่าอันแล ภายลุนคนทั้งหลายจักเรียกว่าเมืองปัว ว่าอันแล พระยาเถรจิงเวรเมืองที่นั้นหื้อเจ้าตนน้องชื่อขุนฟองเปนพระยาหั้นแล จิงหื้อกวาด ( คน ) ทั้งอยู่ในที่นั้นเปนบริวารหั้นแล แล้วเจ้าเถรแต๋งก็จิงปันแดนเมืองหื้อเจ้าทั้ง ๒ พี่น้องภายหนเหนือท่านุ่นเปนแดน ฝ่ายใต้สุดแห่งศาลเมืองล่างเปนแดนหั้นแล ส่วนหนกาวลาวก็ว่ามาแล้วแล ดังพระยาเถรแต๋งนั้นคือเปนเจ้าฤาษีว่าอันแล


๗๗

  • ส่วนเจ้าขุนฟองนั้น ท่านได้เปนพระยาแล้วก็อยู่เสวยราชสมบัติในเมืองวรนครที่นั้น ก็มีลูกชายตน ๑ เจ้าขุนฟองตนพ่อก็จิงใส่ชื่อเบิกบายว่า เจ้าเก้าเกื่อน ว่าอันแล ครั้นอยู่มาบ่นานเท่าใด ส่วนพระยาขุนฟองตนพ่อเสี้ยงกรรมไปแล้ว เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกเจ้าเก้าเกื่อนตนลูกเปนพระยาแทนหั้นแล ครั้นบ่นานเท่าใดพระยาภูคาตนปู่รู้ว่าหลานตนดี อนึ่งก็เปนที่ถูกเนื้อเพิงใจแก่เสนาอามาตย์แลไพร่พลบ้านเมืองทั้งมวลฉันนั้น พระยาภูคาก็จิงใช้นาง ๒ คนมาอาราธนาเอาเจ้าเก้าเกื่อนเมือเปนพระยาเสวยเมืองในเมืองภูคาคือเมืองย่างหั้นแด เจ้าเก้าเกื่อนท่านก็บ่ใคร่สู่รับเมือเท่าใด เมื่อนั้นนางทั้ง ๒ ก็บ่ยอม ก็ขออาราธนาเอาเจ้าเก้าเกื่อนเมือเสวยเมืองย่างจุงได้หั้นแล เมื่อนั้นพระยาเก้าเกื่อนก็รับเอานิมนต์นางทั้ง ๒ ตามดังพระยาภูคาตนปู่หากใช้มานิมนต์ตนเมือเสวยเมืองย่างแท้หั้นแล นางทั้ง ๒ ครั้นว่าพระยาเก้าเกื่อนรับเอานิมนต์แล้ว ก็พากันกลับเมือไหว้พระยาภูคาหื้อรู้ซู่ประการหั้นแล พระยาภูคาครั้นว่าได้รู้ว่าเจ้าเก้าเกื่อนตนเปนหลานซู่รับนิมนต์แล้ว ก็แต่งหื้อเสนาอามาตย์ทั้งหลายแลชาวเมืองย่างที่นั้นเอาดุริยดนตรีทั้งหลายขึ้นเมือแห่ นำเอาพระยาเก้าเกื่อนมาเปนพระยายั้งอยู่เมืองย่างนั้นแล
  • เมื่อนั้นพระยาเก้าเกื่อนรู้ว่าพระยาภูคาตนปู่แปงเสนาอามาตย์จักมาเชิญเอาตนเมือเมืองย่างแท้สันนั้น เจ้าก็จิงจากับด้วยนางพระยาแลเสนาอามาตย์ทั้งหลาย ว่าบัดนี้พระยาภูคาปู่ก็จักมาเชิญเอาเราเมือเสวยเมืองย่างจุงได้แท้แด บัดนี้เราก็จักได้ไปอยู่ในเมืองย่าง

๗๘ กับด้วยพระยาภูคาตนปู่ก่อนจ๊ะแด ดังเมืองวรนครที่นี้กูพี่ก็จักมอบปงวางไว้แก่นางทั้งมวลแล เสนาอามาตย์ทั้งมวลหื้ออยู่เสวยก่อนจ๊ะแดบัดนี้คัพภะแห่งนางก็มี ผิวาคัพภะหากแก่บริบวรณ์แล้ว หลอนนางประ สูตรลูกมาเปนผู้ชายใหญ่หน้ากล้าหาญมา ก็หากจักสร้างบ้านแปงเมืองที่นี้หื้อรุ่งเรืองแก่เจ้าจ๊ะแด ว่าอันแล้ว ส่วนว่าพระยาเก้าเกื่อนครั้นว่าปงเมืองไว้หื้อแก่นางเทวีแลเสนาอามาตย์ทั้งหลายแล้ว ก็เสด็จเมือเมืองย่างด้วยเสนาอามาตย์ทั้งหลายหั้นแล ครั้นว่าเจ้ามาเถิงในเมืองย่างแล้ว พระยาภูคาตนปู่แลเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกเจ้าเก้าเกื่อนหื้อเสวยเมืองหั้นแล ส่วนพระยาตนปู่อยู่เสวยเมืองย่างที่นั้นก็เมินนานนักแล้ว ท่านก็ใช้ไปอาราธนาหลานตนมาเสวยเมืองแทน อยู่มาบ่นานเท่าใด ท่านก็เสี้ยงกรรมไปอยู่โลกภายน่าหั้นแล ส่วนพระยาเก้าเกื่อนก็อยู่เสวยเมืองตามอันชอบธรรมหั้นแล

  • อยู่มาบ่นานเท่าใด ยังมีพระยาตน ๑ ชื่อว่างำเมือง กินเมือง พยาว รู้ข่าวว่าเมืองวรนครคือเมืองปัวนั้นหาท้าวพระยาบ่ได้ มีแต่นางพระยาอยู่เสวยเมือง เมื่อนั้นพระยางำเมืองก็ยกเอารี้พลศึกมาหลอนรบเอาเมืองปัวหั้นแล ส่วนนางพระยาแม่ท้าวคำปินก็บ่ทันรู้สึกหั้นแล เมื่อรู้สึกแล้ว ข้าศึกก็เข้ามากุมเมืองตนแล้ว นางพระยาแลเสนาอามาตย์ทั้งหลายจักแต่งใช้ไปไหว้พระยาเก้าเกื่อนตนเปนผัวก็บ่ทัน ส่วนนางพระยาแลเสนาอามาตย์ทั้งหลายจักจัดแต่งไพร่พลคนศึกในเมืองปัวที่นั้นออกสู้รบก็บ่ทัน เพราะพระยางำเมืองเอารี้พลหลอนเข้ามาผจญด้วยอันรีบพลันนัก นางพระยาก็จิงห้างดาเอาเข้าของเงินคำ

๗๙ แก้วแหวนกับเด็กหญิงผู้ ๑ หนีออกเมืองดำดอนซ่อนป่าไปได้หลายวันมากนัก ก็ไปฮอดเถียงไร่ที่ ๑ นางก็ขึ้นอยู่เถียงไร่ที่นั้นหั้นแล ฮอดในคืนวันนั้น นางก็ประสูตรได้ลูกชายคน ๑ หั้นแล

  • ในเถียงไร่ที่นั้นยังมีห้วยแร้ง มีที่บ่ไกลไร่ หาน้ำจักอาบจักกินบ่ได้ นางพระยาก็ไห้ร่ำไรเถิงผัวตนว่าฉันนี้ เจ้ากูเมื่อจะละข้าไว้วันนั้น ยังกล่าวแด่ข้าว่า ครั้นลูกราเกิดมาเปนผู้ชายใหญ่มาก็หากจักสร้างบ้านแปงเมืองที่นี้หื้อรุ่งเรืองแก่เจ้าซแด ว่าฉันนี้แด่ข้าวันนั้นบัดนี้ออกมาพอยหาน้ำจักกินจักอาบบ่ได้อันจา ว่าอัน ในขณะนั้นสิ่งเดียวห่าฝนลมใหญ่ก็ตกลงมามากนัก น้ำก็นองพัดก้อนหินก้อนผาเปนอันพิศเพิงกลัวมากนักหั้นแล ครั้นว่าฝนเอื้อนมาแล้ว นางพระยาก็อุ้มเอากุมารไปหาน้ำหั้นแล ในวันนั้นก็เปนวันอุโบสถศีลเดือนเป็งแล นางก็อุ้มเอาลูกตนไปนั่งก้อนหิน อาบน้ำหื้อลูกตนหั้นแล แล้วก็อุ้มเอาลูกตนไปสู่เถียงไร่กับเด็กหญิงนั้นแล
  • ครั้นเถิงวันลุนรุ่งเช้าแล้ว นายบ้านชาวไร่มาดูไร่ ได้ยินกุมารน้อยไห้ จิงเข้าไปผ่อดู มันก็รู้จักนางพระยา มันจิงไหว้นางพระยาว่าเปนเหตุฉันใด แลมีเหตุการณ์ฉันใดเกิดมีแก่เจ้าป๊อยมาอยู่ที่นี้อันซาเมื่อนั้นนางพระยาก็บอกเหตุการณ์ทั้งหลายฝูงนั้นซู่อันซึ่งนายบ้านผู้นั้นหั้นแด ดังนายบ้านผู้นั้นก็หากเปนพ่อครัวพระยาแต่ก่อนหั้นแด เมื่อนั้นนายบ้านผู้นั้นไหว้นางพระยาว่า เจ้าอยู่ที่บ่ควรแลขอเจ้าเมืออยู่บ้านข้าควรซแด นางพระยาก็ซู่รับเมือแล้ว นายบ้านผู้นั้นก็จิงพาเอานางพระยาแลเด็กหญิงเมือหั้นแด นายบ้านก็เลี้ยงดูนางพระยาแลเจ้ากุมาร

๘๐ แลเด็กหญิงหื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำโภชนอาหาร หื้ออิ่มเต็มใจแล้ว เมื่อเจ้ากุมารลุกย่างเที่ยวไปได้แล้ว ภายลุนนายบ้านกดผากดจิงพาเอาขาเจ้าแม่ลูกกับเด็กหญิงหนีไปอยู่บ้านอัน ๑ ชื่อบ้านสะบานอันนั้น เปนบ้านข่มเวียกพระยางำเมืองหั้นแด นายบ้านทั้ง ๒ ก็เลี้ยงดูยังเจ้ากุมารพอใหญ่อายุได้ ๑๖ ปีหั้นแด นายบ้านทั้ง ๒ ก็พาเอากุมารเมือไหว้สาพระยางำเมือง พระยาหันแล้วก็มีใจเอนดูกรุณามากนัก เจ้ากุมารก็ใช้สอยดีนัก พระยาก็จิงใส่ชื่อว่า เจ้าขุนไส่ ว่าอันแล เจ้าขุนใส่ท่านใช้สอยดีนักพระยาก็เลี้ยงไว้หื้อเปนลูกนายข่มเวียกผู้ ๑ หั้นแล

  • ครั้นอยู่มา ยังมีการพระยางำเมืองอัน ๑ หนักนัก พระจิงปงอาชญาไว้แด่เจ้าขุนไส่ ๆ ก็หื้อแล้วแด่การอาชญาซู่ประการหั้นแด เมื่อนั้นพระยาก็มีความยินดีนัก ก็กรุณาหื้อคนทั้งหลายสร้างแปงเรือนหลัง ๑ กับเข้าของเงินคำหื้อแก่แม่เจ้าขุนไส่นั้นแล อยู่มาบ่นานเท่าใดพระยาก็เลี้ยงไว้หื้อเปนหมื่นแช่ต่าง แล้วก็ยกหื้อไปกินเมืองปราดหั้นแล เมื่อนั้นพระยาก็ยกชื่อขึ้นว่า เจ้าไส่ยศ เพื่ออันแล เมื่อนั้นพระยางำเมืองจิงไว้นางผู้ ๑ ชื่อว่า อั้วสิม กับลูกชายผู้ ๑ ชื่ออามป้อมไว้หื้อขาเจ้าแม่ลูกกินเมืองปัวหั้นแล ครั้นเถิงฤดูปีใหม่เดือนใหม่นางพระยาปัวแต่งบรรณาการเมือไหว้พระยางำเมือง นางเมือฮอดเมือง พยาวแล้วก็ไหว้พระยา ถวายบรรรณาการหั้นแล
  • อยู่มาบ่ช้านานเท่าใด ขาแม่ลูกจะลาพระยาเมือเมืองปัว ก็แต่งแกงควายเมือถวายพระยางำเมืองหั้นแด พระยาได้กินแกงควายนั้นแล้ว ก็ว่าเล่นนางพระยาปัวว่า แกงควายยังหวานแด่เท่าว่าน้ำหนักหนาว่าอัน นางพระยาปัวได้ยินก็เคียดไว้ในใจ เถิงวันลุน นางพระยา

๘๑ กับเจ้าอามป้อมผู้ลูกไปไหว้พระยาแล้ว ก็ลาเมือเมืองปัวหั้นแล เจ้าผู้ลูกไว้ใจดูว่า จักหื้อเมือผายภายริมยมนั้น ไว้แก่ขาเจ้าแม่ลูกหั้นแลเจ้าแม่ลูกครั้นเมือฮอดเมืองปัวแล้ว นางจิงแปงหนังสือไปหาเจ้าเมืองปราด แล้วเจ้าก็รีบเอาช้างม้ารี้พลโยธาทั้งหลายมากนักหั้นแล เจ้าเมืองปราดครั้นมาฮอดเมืองปัวแล้ว นางก็รีบไปต้อนไปรับเอาเจ้าเมืองปราดหั้นแล เมื่อนั้นนางพระยาแลเจ้าเมืองปราดเขาเจ้าทั้ง ๒ ก็จากัน เอากันเปนผัวเปนเมียกันในวันอันมาฮอดหั้นแล

  • ครั้นบ่นานเท่าใด พระยางำเมืองได้รู้ว่า เจ้าเมืองปราดแลนางอั้วสิมเอากันเปนผัวเปนเมียฉันนั้น ก็เคียดมากนัก แล้วก็จิงจะยกเอารี้พลคนศึกเปนอันมากมาตกเมืองปัวหั้นแล พระยางำเมืองก็มาตั้งทัพอยู่ที่บ้านหนองเรียงหั้นแด ว่าจักรบเอาเมืองปัวว่าอันหั้นแด เมื่อนั้นเจ้าไส่ยศเมืองปราดก็เอารี้พลออกตั้ง เอาเจ้าอามป้อมเปนหัวน่าหั้นแล รบกันหน่อยหนึ่ง พระยางำเมืองเล็งหันเจ้าอามป้อมตนเปนลูก มีใจรักลูกตนหั้นแล พระยางำเมืองก็เอารี้พลคนศึกถอยหนีมาเมือง พยาวดังเก่าหั้นแล

ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องสร้างเมืองน่าน

  • เมื่อนั้นเสนาอามาตย์ทั้งหลายมีเจ้าอามป้อมเปนต้น ก็อุสาราชาภิเศกเจ้าเมืองปราดคือพระยาไส่ยศนั้น หื้อเปนพระยาเสวยเมืองปัวหั้นแล แล้วก็เรียกชื่อขึ้นว่า เจ้าพระยาผานอง ว่าอันแล เหตุว่า ๑๑

๘๒ เจ้าเกิดมาหัวทีวันนั้นหาน้ำจักกินจักอาบบ่ได้ ภายลุนฝนตกลงมามากนักแล้ว น้ำก็นองมาพัดก้อนหินก้อนผามามากนักวันนั้น จึงเอานิมิตรอันนั้นลวดใส่ชื่อว่า เจ้าผานอง ว่าอันแล ส่วนว่าเจ้าพระยาเก้าเกื่อนท่านอยู่เสวยเมืองภูคาคือเมืองย่างที่นั้นก็นานนักแล้ว ท่านก็เสี้ยงแก่กรรมไปในเมืองที่นั้นอั้นแล ส่วนเจ้าผานองท่านก็กระทำบุญสริรส่งสักการพระยาเก้าเกื่อนตนเปนพ่อบริบวรณ์แล้ว ก็มาอยู่เสวยราชสมบัติเปนพระยาอยู่ในเมืองปัวที่นั้นหั้นแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติในเมืองปัวที่นั้น ก็ประกอบชอบธรรม บ้านเมืองก็การกุงรุ่งเรือง แลเจ้าขุนฟองตนเปนปู่ท่านนั้นเสี้ยงกรรมไปได้เช่นวงษา ๑ ก่อนแด ครั้นมาเถิงเจ้าเก้าเกื่อนตนพ่อท่านนี้ เปน ๒ เช่นวงษาแล เจ้าผานองท่านได้เสวย เมืองปัวปีกดสัน จุลศักราช ๖๘๔ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๓o ปี ลูกท่านมี ๖ ชาย ผู้ที่เค้าชื่อเจ้าการเมือง ตนถ้วน ๒ ชื่อเจ้าเล่า ตนถ้วน ๓ ชื่อเจ้ารื่น ตนถ้วน ๔ ชื่อเจ้าบาจาย ตนถ้วน ๕ ชื่อเจ้าควายตม ตนถ้วน ๖ ชื่อเจ้าไสแล เจ้าผานองเสี้ยงกรรมไปแล้ว เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็อภิเศกหื้อเจ้าไสตนน้องล่า หื้อเสวยเมืองแทนพ่อในปีกัดเป๋านั้นหั้นแด เพราะเจ้าตนเปนน้องช้อยนั้นมีความรู้ลวดฉลาดนัก เสนาอามาตย์จิงอภิเศกหื้อเสวยเมืองแทนพ่อหั้นแล เจ้าขุนไสท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๓ ปีก็เสี้ยงกรรมในปีลวงเม้า จุลศักราช ๗๑๕ หั้นแล เสนาอามาตย์ทั้งหลายพร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าการเมืองตนเปนพี่อ้ายเค้าเสวยเมืองแทน ก็ในปีลวงเม้าหั้นแล เจ้าผานองตนพ่อเสี้ยงกรรมไปนั้นได้ ๓ เช่นวงษาแล เช่นเจ้าไสเสี้ยงกรรมไปนั้นได้ ๔ เช่นวงษาแล ๘๓

  • เจ้าพระยาการเมืองท่านอยู่เสวยราชสมบัติ แลอยู่มาบ่นานเท่าใด พระยาตน ๑ ชื่อว่าโสปัตตกันทิอยู่เสวยเมืองศุโขไทย ใช้มาอาราธนาเชิญเอาพระยาการเมืองเมือช่วยพิจารณาสร้างวัดหลวงอภัยกับ ด้วยพระยาศุโขไทยหั้นแล เมื่อนั้นพระยาการเมืองก็ลงไปช่วยค้ำชูพระยาโสปัตตกันทิแท้หั้นแล ครั้นสร้างบริบวรณ์แล้วพระยาโสปัตตกันทิก็มีความยินดีเซิงพระยาการเมือง แล้วก็เอาพระธาตุเจ้า ๗ องค์กับพระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ดังวรรณพระธาตุเจ้านั้นต่างกัน คือ ๒ องค์เท่าพรรณผักกาด มีวรรณดังแก้ว ๓ องค์ มีวรรณดังมุก ๒ องค์มีวรรณดังคำเท่าเมล็ดงาดำหั้นแล พระยาการเมองครั้นว่าได้ของดีวิเศษขึ้นมาแล้ว ก็มีความชื่นชมยินดีมากนักหั้นแล เมื่อนั้นพระยาการเมืองก็เอาพระธาตุเจ้า และพระพิมพ์คำไปสำแดงแก่มหาเถรเจ้าธรรมบาลที่เมืองปัวหั้นแล้ว ก็ไหว้มหาเถรเจ้าว่าจักควรประจุพระธาตุนี้ไว้ที่ใด ขอมหาเถรเจ้าจุ่งพิจารณาดูแด่เทือะ ว่าอันแล้ว เมื่อนั้นพระมหาเถรเจ้าก็พิจารณาดูที่ควรประจุธาตุเจ้านั้นก็รู้แจ้งแล้ว ก็จิงจากับด้วยพระยาว่า ควรมหาราชเจ้าเอาไปประจุไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง ทัดที่หว่างกลางน้ำแม่เตี๋ยนแลแม่ลิงพุ้นควร ซแด เมื่อนั้นพระยาการเมืองได้ยินมหาเถรเจ้าสันนั้นก็มีความชื่นชมยินดีแล้ว พระยาก็ปกป่าวพลนิกายทั้งหลาย แลเสนาอามาตย์ทั้งมวลแล้ว ก็นิมนต์มหาเถรเจ้าลงไปด้วยตน ก็แห่นำเอาพระธาตุเจ้ามาแต่เมืองปัว ก็หื้อส่งเสพด้วยตุริยดนตรี ๕ จำพวก แห่นำเอาพระธาตุเจ้าลงไปที่ภูเพียงแช่แห้งหั้นแล้ว ก็ตั้งทัพจอดอยู่ที่นั้น วัน ๑ ก็

๘๔ ด้วยอานุภาพพระหากทำนายมเหสักข์ก็หากนำมาด้วยแล เมื่อนั้นพระยาก็หื้อช่างหล่อมาหล่อต้นปูนสำริดต้น ๑ ใหญ่แล้ว พระยาก็พร้อมกับด้วยมหาเถรเจ้าแลเสนาอามาตย์ทั้งหลาย เอาพระธาตุเจ้าแลพระพิมพ์เงินพระพิมพ์คำลงใส่ในต้นปูนแล้ว ก็เอาฝาหับหื้อทับแทบดีแล้ว ก็วาดด้วยสะตายจีนเกลี้ยงกลมดี เปนดังก้อนผานั้นแล้ว พระมหาเถรเจ้าแลพระยาก็พิจารณาดูที่เปนสำคัญหั้นแล เมื่อนั้นเทวบุตรแลเทวดามเหสักข์ทั้งมวลก็นำเอาพระมหาเถรเจ้าแลพระยาไปสู่ที่ควรประจุหั้นแล เมื่อนั้นพระยาก็หื้อขุดลงที่นั้นเลิกวา ๑ แล้วก็นิมนต์ยังพระธาตุเจ้าลงสถิตย์ แล้วก็ก่ออิฐกาถมแล้วก่อเจดีย์ขึ้นสูงเหนือผิวดินวา ๑ หั้นแล ครั้นว่าบริบวรณ์แล้วก็นิมนต์พระภิกษุสังฆะเจ้ามากระทำมงคลอบรมแล้ว พระยาก็กระทำสักการบูชาทำบุญให้ทานตามใจมักแห่งตนแล้ว ครั้นบริบวรณ์แล้วก็เอารี้พลแห่งตนคืนเมือเมืองปัวพ้นหั้นแล ครั้นอยู่มาบ่นานท่าใด พระยาก็คิดใจใคร่เถิงยังพระธาตุเจ้ามักใคร่ปฏิบัติไหว้สาซู่วันซู่ยามหั้นแล พระยาก็ปกป่าวเสนาอามาตย์ ทั้งหลายแลรี้พลโยธาทั้งมวล แล้วก็เสด็จลงมาสร้างตั้งเวียงกุมพระธาตุเจ้า ขุดคือแวดเวียนวงใส่พนักนังดินแล้ว ก็หื้อแต่งแปงประตูงามสอาดแล้ว

  • เถิงจุลศักราชได้ ๗๒๑ ตัวปีเมิงเล้า ชาวกวาวทั้งหลายก็เรียกกันมาแปงโรงพระยาการเมืองหั้นแล พระยาการเมืองอยู่เสวยราชสมบัติ ในเมืองปัวได้ ๖ ปี อยู่เวียงแช่แห้งได้ ๕ ปี ครั้นเถิงปีลวงเป๋าจุลศักราช ๗๒๕ ตัว ขุนอินตาเมืองใต้ใช้เอาผ้าดีมาถวาย หื้อเปน

๘๕ บรรณาการเมืองใหญ่ฮวยมนต์ใส่แถมพิศม์ ท้าวก็ใส่ใจว่าบ่มีพิศม์ ก็เอามือหลูบหยุบเอาผ้า ลวดถูกพิศม์เจ็บเสียบตนตายท่าวทั้งยืนหั้นแล พระยาการเมืองตายปีลวงเป๋า จุลศักราช ๗๒๕ ตัว ก็เสี้ยงกรรมไปในเวียงภูเพียงแช่แห้งวันนั้นแล ได้ ๕ เช่นวงษาแล เสนาอามาตย์ทั้งหลายพร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าผากองตนเปนลูกเจ้าการเมืองนั้น เสวยเมืองแทนหั้นแล

  • เจ้าผากองเสวยเมืองแทนพ่อตนก็ในปีลวงเป๋า จุลศักราช ๗๒๕ ตัวนั้นแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติในเวียงแช่แห้งที่นั้นได้ ๖ ปี น้ำแห้งแล้งหาน้ำจะหื้อช้างม้ากินอาบบ่ได้ ท่านก็ปกป่าวเสนาอามาตย์ทั้งหลายแลไพร่พลคนเมืองทั้งหลายมาสร้างตั้งเวียงกุมบ้านห้วยไค้ คือเวียงน่านที่นี้บัดนี้แล
  • เจ้าผากองสร้างเมืองน่านที่นี้ปีรวายซง้า จุลศักราชได้ ๗๓๐ ตัวเดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ วันอังคารยามแถหั้นแล เจ้าผากองกินเมืองอยู่ในเวียงภูเพียงแช่แห้งได้ ๖ ปี อยู่ในเมืองน่านลุกนี้ ๒๑ ปี ก็เถิงแก่กรรมไปในปีรวายยี่ จุลศักราชได้ ๗๕๐ ตัวหั้นแล ได้ ๖ เช่นวงษาแล เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกเจ้าคำตันลูก เสวยเมืองแทนหั้นแล
  • เจ้าคำตันเสวยเมืองแทนพ่อก็ในปีรวายยี่หั้นแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๑๑ ปี พระยาใต้ชื่อขุนหลวงมาอุสาราชาภิเศกเจ้าคำตัน คนทั้งหลายก็แปงหอสรงยังท่าลี่ พระยาใต้แลคนทั้งหลายก็เอาน้ำพุทธาภิเศกขึ้นหดหัวลง ก็ปลาบแจบหัวดังจักแตก ครั้น

๘๖ จากหั้นมาเถิงโรงก็ตายในคืนนั้นหั้นแล ท่านเสี้ยงกรรมไปในปีรวายไจ๊ จุลศักราช ๗๖๐ ตัวหั้นแล ขุนหลวงเมืองใต้ก็หนีไปเมืองใต้หั้นแล ได้ ๗ เช่นวงษาแล เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอุสาราชาภิเษกเจ้าศรีจันต๊ะตนเปนลูกเสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีรวายไจ๊หั้นแล

  • เจ้าศรีจันต๊ะได้เสวยเมืองได้ปี ๑ พระยาแพร่ ๒ ตนพี่น้อง ตนพี่ชื่อพระยาเถร ตนน้องชื่อพระยาอุ่นเมือง ก็ยกรี้พลมารบเมืองน่านได้ กำจัดฆ่าพระยาศรีจันต๊ะตายแล้ว กินเมืองแทนหั้นแล เจ้าพระยาศรีจันต๊ะตายเพื่อนฆ่าในปีเมิงเป่าหั้นแล จุลศักราชได้ ๗๖๑ตัวหั้นแล เจ้าหุงตนเปนน้องเจ้าศรีจันต๊ะท่านก็หนีไปพึ่งพระยาชะเลียงเมืองใต้ เช่นเจ้าศรีจันต๊ะนี้ได้ ๘ เช่นวงษา
  • เจ้าพระยาเถรเสวยได้ ๖ เดือนปาย ๑๐ วันแล้วก็บังเกิดเจ็บไข้ แล้วก็บังเกิดเปนเลือดแตกออกสู่เส้นขน แล้วลวดเถิงแก่กรรมตายไปในปีเมิงเป่าหั้นแล เปน ๙ ชั่ววงษา แลตนนี้เปนวงษาต่างอื่นแล
  • เจ้าอุ่นเมืองตนเปนน้องกินเมืองแทนก็ในปีเมิงเป๋า จุลศัก ราช ๗๖๑ ตัว ท่านกินเมืองได้ปี ๑ เจ้าหุงยกเอารี้พลศึกเมือง ชเลียงมารบพระยาอุ่นเมือง เจ้าหุงมีไชยชนะ จับเอาพระยาอุ่นเมืองได้แล้วก็เอาไปถวายพระยาใต้ อยู่ได้ ๑๐ ปีก็ไปตายเสียเมืองใต้หั้นแล เจ้าอุ่นเมืองได้หนีเสียเมืองปีเปิกยี่ จุลศักราชได้ ๗๖๒ ตัวแล ได้ ๑๐ เช่นวงษา แลตนนี้ก็เปนวงษาต่างอื่นแล


๘๗

  • เจ้าพระยาหุงท่านได้เสวยเมืองแทนก็ในปีเบิกยี่ จุลศักราชได้ ๗๖๒ ตัวหั้นแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๘ ปี ครั้นเถิงปีดับเล้า จุลศักราชได้ ๗๖๙ ตัว ท่านเปนฝีมะระอากตายไปหั้นแล ได้ ๑๑ เช่นวงษาแล
  • เจ้าปู่เข็งตนเปนลูกเจ้าหุงเสวยเมืองแทนก็ในปีดับเล้า จุลศัก ราชได้ ๗๖๙ ตัวแล ท่านเสวยเมืองนานได้ ๑๑ ปี ก็เปนพยาธิลงท้อง แลก็ลวดเสี้ยงกรรมไปในปีดับเม็ด จุลศักราชได้ ๗๗๙ ตัวหั้นแล ได้ ๑๒ เช่นวงษาแล
  • เจ้าพันต้นตนเปนลูกได้เสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีดับเม็ดหั้นแล ท่านอยู่เสวยเมืองได้ ๑๐ ปี เถิงปีกาบลี จุลศักราชได้ ๗๘๘ ตัวท่านก็เสี้ยงกรรมไปหั้นแล ได้ ๑๓ เช่นวงษาแล
  • เจ้างัวผาสุมตนเปนลูกท่านก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีกาบลีนั้นแล ท่านเสวยเมืองอยู่ได้ ๘ ปี ก็เสี้ยงกรรมไปในปีลวงไก๊ จุลศักราชได้ ๗๙๕ ตัวนั้นหั้นแล เจ้างัวผาสุมนั้นท่านมีราชบุตร ๓ ตน ตนพี่ชื่อเจ้าอินต๊ะแก่น ตนถ้วน ๒ ชื่อเจ้าแปง ตนถ้วน 3 ชื่อเจ้าห่อพม ว่าอันแล เมื่อนั้นเสนาอามาตย์ก็อุสาราชาภิเศกเจ้าอินต๊ะแก่นตนพี่เสวยเมืองแทนพ่อต่อไปแล เจ้างัวผาสุมเสี้ยงกรรมไปนั้นได้ ๑๔ เช่นวงษาแล
  • เจ้าอินต๊ะแก่นท่านเสวยเมืองแทนพ่อก็ในปีลวงไก๊นั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ปีปาย ๓ เดือน เมื่อนั้นน้องทั้ง ๒ คือเจ้าแปงแลเจ้าห่อพมชิงกินเมืองพี่ตน เอาพี่อ้ายใส่ไว้ในคอก ว่าจักหื้อตายในคอกหั้น

๘๘ ว่าสันนั้น เมื่อนั้นอินต๊ะแก่นท้าวก็จิงแต่งอุบายลงท้อง เอาเลือดควายทาผ้า ว่าข้าเที่ยงจักตายไปในคอกหั้นแท้ แลว่าอันแล้ว เมื่อนั้นคนพวกคอกทั้งหลายก็ไหว้เจ้าแปงว่า เจ้าอินต๊ะแก่นลงท้องผ้าเสื้อเต็มไปด้วยเลือดทั้งมวล เหมือนจักตายไปในคอกหั้นแท้แล เจ้าแปงรู้เหตุสันนั้นแล้ว หลอนไปประตูคอกไว้ว่าหื้อมันตายภายนอกคอกก็ตามใจมันเทือะ ว่าอันแล้ว ครั้นเถิงกลางคืน อินต๊ะแก่นท้าวก็ลักหนีออกจากคอกไปอยู่บ้านเตาไห หนีจากหั้นไปฮอดเมืองรามขอกินเข้ากับเถ้าแก่ปะขาวผู้ ๑ หั้นแล ปะขาวผู้เถ้าแก่นั้นยินรักเจ้าเอาใส่ผ้าตุ๊มหนีลงไปเถิงเมืองใต้แล้ว เจ้าก็เข้าไปพึ่งพระยาชเลียงหั้นแล เจ้าแปงกินเมืองแทนพี่อ้ายตนในปีเต่าไจ๊ จุลศักราชได้ ๗๙๖ ตัวหั้นแล ท่านกินเมืองได้ปี ๑

  • เถิงปีกาบเป๋า จุลศักราชได้ ๗๙๗ ตัว เจ้าอินต๊ะแก่นท้าวขอได้รี้พลศึกพระยาชเลียง แล้วก็ยกเอารี้พลศึกขึ้นมาตั้งทัพอยู่ที่สมสมุนเหนือแช่ทางหั้นแล เจ้าแปงก็ยกรี้พลลงต่อ ขึ้นช้างตัวชื่อภาพจักรวาฬข้ามน้ำเหนือปากสมสมุน อินต๊ะแก่นท้าวก็ขึ้นขี่ช้างตัวชื่อขวานเพ็ชรพระยามารเข้าต่อช้างภาพจักรวาฬ ช้างขวานเพ็ชรเข้าสู้รบจับที่แม่น ปลายงาขวานเพ็ชรถูกไพรงาช้างภาพจักรวาฬ ช้างภาพจักรวาฬแล่นหงายคืนข้ามน้ำพ้นแล้ว ไว้น้ำน่านเปนคือฝ่ายทางใต้ ไว้น้ำสมุนเปนขื่อตั้งทัพอยู่ เจ้าแสตอบว่าถ้าจะคอยสู้ สู้ชนหื้อเถิงชนะแลแพ้ ว่าสันนั้น อินต๊ะแก่นท้าวก็ขึ้นขี่ขวานเพ็ชร พระยามารข้ามน้ำน่านไล่เลยชน แปงท้างบห่มฟันช้างทรงยศซุดเข้า อินต๊ะแก่นท้าวตีขวานเพ็ชรหมูบงาสวยตัก ปลายงาปักเข้าปากช้างทรงยศเพิกเฉยคืน

๘๙ อินต๊ะแก่นท้าวฟันง้าวถูกจับขา เจ้าแปงท้าวก็ลวดมรณาขจัดขจายตายห้อยฅอช้างไปหั้นแล รี้พลอินต๊ะแก่นท้าวไล่เลยศึกใหญ่ตกน้ำสมุนฆ่าฟันกันตายเปนอันมากนักหั้นแล ที่ ๒ ท้าวต่อสู้ชูชนกันหัวทีนั้นที่ตอนสมุนเหนือแช่พางนั้น แลที่เจ้าแปงขจัดขจายตายห้อยฅอช้างนั้นคนทั้งหลายเรียกว่า นาขจัด ว่าอันแล ที่หมู่ศึกเข้ารบกันนั้นคนทั้งหลายเรียกว่าบ้านไขวแมงมางว่าอันแล เจ้าแปงเสี้ยงกรรมไปในปีกาเป๋า จุลศักราช ๗๙๗ ตัวหั้นแล ได้ ๑๕ เช่นวงษาก่อนแล

  • เจ้าอินต๊ะแก่นท้าวก็ได้เสวยเมืองแทนก็ในปีกาเป๋านั้นหั้นแล ท่านอยู่เสวยเมืองครั้งถ้วน ๒ นี้ได้ ๑๖ ปี ท่านมีลูกชาย ๑ ลูกหญิง ๑ หั้นแล
  • เมื่อนั้นท่านแต่งผู้ใช้เอาเกลือบ่อมางไปเปนแขกถวายพระยาติ โลกเมืองเชียงใหม่หั้นแล ลุนแต่นั้นหน่อยหนึ่ง พระยาติโลกมักใคร่ได้เมืองน่านไปส่วยค้ำเมืองปิงเชียงใหม่ ก็จิงจัดขับจตุรงคเสนาสี่จำพวก รี้พลคนศึกทั้งหลายมวลพร้อมแล้ว ท้าวก็เสด็จออกเมืองปิงเชียงใหม่ ท้าวก็ข่มพลไปทางเมืองลอ เอาเจ้าลอเปนหัวน่า มาทางเมืองปงเมืองควัน ลงมาตีนดอยวาว มาฮอดเมืองน่านแล้ว ก็ตั้งทัพอยู่สวนตาลหลวงหั้นแล้ว ก็ตั้งอะม๊อกสีนาดยิงเข้าทางประตูอุญญาณ โห่ร้องเข้าคุมเวียงหั้นแล เมื่อนั้นเจ้าพระยาอินต๊ะแก่นท้าวบ่อาจจะต่อรี้พลท้าวตนใหญ่ได้ จิงเอาลูกแลเมียหนีไปเมืองใต้ ไปพึ่งพระยาชเลียงสหายตนหั้นแล พระยาอินต๊ะแก่นท้าวได้หนีจากเมืองไปปีเบิกลี จุลศักราชได้ ๘๑๒ ตัวหั้นแล ได้ ๑๖ เช่นวงษา

๑๒ ๙๐

  • แลพระยาติโลกได้เมืองน่านแล้ว ท่านก็หื้อเจ้าผาแสงลูกเจ้าแปงกินเมืองแทน ก็ในปีเบิกลี จุลศักราชได้ ๘๑๒ ตัวนั้นแล ท่านอยู่เสวยเมืองได้ ๑๒ ปี ก็เถิงแก่กรรมไปในปีกัดเม้า จุลศักราชได้ ๘๒๓ ตัวหั้นแล ได้ ๑๗ เช่นวงษาก่อนแล
  • จากล่าวด้วยวงษาเชื้อกาวไทยเมืองน่าน คือตั้งแต่เจ้าขุนฟองมาตราบเถิงเจ้าผาแสง ก็สุดเสี้ยงที่เจ้าผาแสงนี้แล ตั้งแต่นี้ไปยอมจ่าเมืองมากินแล

ตอนที่ ๓ ว่าด้วยเมืองน่านขึ้นเชียงใหม่

  • เมื่อนั้นพระเปนเจ้าติโลกก็หื้อหมื่นสร้อยเชียงของลงมากินแทนในปีกดสี จุลศักราชได้๘๒๔ ตัว กินเมืองได้ ๔ ปี ก็ย้ายไปกินเมืองฝางปีนั้นแล ได้ ๑๘ ตนเสวยเมืองแล

พระเปนเจ้าก็หื้อหมื่นน้อยในมาเสวยปีกาบสัน จุลศักราชได้ ๘๒๘ ตัว กินเมืองได้ ๓ ปี กระทำผิดอาชญาฆ่าเสีย หมื่นน้อยในตายในปีรวายเสร็จ จุลศักราชได้ ๘๓๐ ตัวนั้นแล ได้ ๑๙ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าหื้อหมื่นขวาเถ้าบาจายมากินปีเมิงไก๊ จุลศักราชได้ ๘๓๑ ตัว กินเมืองได้ ๔ ปีตายปีกดยี่ จุลศักราชได้ ๘๓๔ ตัว ก็เสี้ยงกรรมไปหั้นแด ได้ ๒๐ เช่นท้าวแล


๙๑ พระเปนเจ้าหื้อหมื่นคำกินแทนในปีลวงเม้า จุลศักราชได้ ๘๓๕ ตัว กินเมืองได้ ๓ ปีถึงปีกาไส้ จุลศักราชได้ ๘๓๗ ตัว ก็ได้ย้ายไปกินเมืองฝางหั้นแล ได้ ๒๑ เช่นท้าวกินเมืองแล้วซแด พระเปนเจ้าจิงให้ท้าวขาก่านลุกเมืองฝางมากินแทน ในปีกาบซง้า จุลศักราชได้ ๘๓๘ หั้นแล แต่นั้นท้าวจิงใช้หมื่นในคำไปบำเรินท้าวติโลกเชียงใหม่ จิงไปได้ตำนานจิมมหาเถรเจ้าตนชื่อวชิรโพธิมา หื้อท้าวขาก่าน ท้าวขาก่านได้รู้หันแล้ว ก็มีเจตนาใคร่สร้างหั้นแล

  • เมื่อนั้นท้าวขาก่านก็จิงพร้อมด้วยกับสังฆเจ้าทั้งหลาย แลบ้านเมืองทั้งมวล ก่อสร้างแปงยังพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง พระมหา ธาตุเจ้าในเวลานั้นเท่าเปนป่าไม้ไผ่ แลคลุมเครือวัลทั้งมวล ที่ในขบวนพระธาตุเจ้าอยู่นั้น ก็พอเปนนาวจอมปลวกอยู่เท่านั้นแล ท้าวก็พาเอาคนทั้งหลายแผ้วถางสร้างแปง ท้าวก็สักการบูชาด้วยช่อธุงเทียนปกกางด้วยเครืองพร้อมสู่อันแล้ว ก็เรินผ่อคอยพระธาตุเจ้าอยู่หั้นแล ตราบเสี้ยงราตรีกลางคืนแล้ว พระธาตุเจ้าก็ปล่งปาฏิหารรุ่งเรืองนัก ท้าวได้รู้หันแล้วก็พากันขุดดูในจอมปลวกเลิงลงวา ๑ แล้วก็ได้ก้อนผาลูก ๑ แล้วใหญ่กลมเกลี้ยง ท้าวกระทำหื้อแตกเถิงในแล้ว ได้หันต้นปูนใส่ทองเทศใหญ่ มีฝาหับทับแทบดีนัก จึงหื้อปะขาวเชียงโคมอยู่วัดใต้นั้นไขดู ก็หันพระธาตุเจ้า ๗ องค์กับพระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ พระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ อันพระยาการเมืองเอามาแต่พระยาศุโขไทยเมืองใต้ มาประจุไว้นั้น อันพระยาอโศกประจุไว้นั้นเลิก ๑๐ วานั้นบ่ถ่องเท่ารู้ในตำนานเท่านั้นแล ท้าวก็เอาเมือไว้ในหอปิฎกริมข่วงหลวงน่านได้เดือน ๑

๙๒ ท้าวจิงใช้ไปเรียนท้าวติโลก เมื่อนั้นท้าวติโลกจิงกรุณาว่าได้ที่ใดให้ประจุไว้ที่นั้นควรแล ว่าสันนั้น เมื่อนั้นท้าวขาก่านได้รู้เหตุการณ์ท้าวติโลกแล้ว ท้าวก็เอาไปประจุไว้ในดอยภูเพียงที่เก่าหั้นแล้ว ก็ก่อเจดีย์กวมสูง ๖ ว่าหั้นแล ท้าวขาก่านสร้างเจดีย์ธาตุเจ้าแล

  • ครั้นเถิงจุลศักราชได้ ๘๔๒ ตัวปีเบิกเสร็จ แกวเอารี้พลศึกมาตกเมืองน่าน พระยาติโลกมีอาชญาหื้อท้าวขาก่านคุมเอารี้พลศึกสี่หมื่นออกต้อนรับแกว ท้าวขาก่านมีไชยชนะได้ฆ่าแกวตายมากนักหั้นแล แล้วก็ตัดเอาหัวแกวมาถวายเจ้าติโลกหั้นแล ได้ช้างม้าครอบครัวมาถวายพระยาติโลกมากนักหั้นแล เมื่อนั้นพระยาติโลกกล่าวว่าแกวก๋านพ่ายหนีก็ดีแล้ว ดังฤๅพอยไล่ฆ่าแกวเอาครอบครัวแกวมาเปนอันมากสันนี้ เวรศึกเวรเสือนี้บ่ดีซแด บ่ควรหื้อมันอยู่เมืองน่านที่นี้แล้ว ว่าอันแล้ว ก็หื้อท้าวขาก่านไปอยู่เชียงรายหั้นแล ได้ ๒๒ เช่นท้าวแล

พระเปนเจ้าจิงหื้อท้าวอ้ายยวมมากินเมืองในปีกัดไก๊ จุลศักราชได้ ๘๔๓ ตัว กินได้ ๔ ปีก็ตาย ในปีเต่ายี่ จุลศักราชได้ ๘๔๗ ตัวหั้นแล ท้าวอ้ายยวมท่านได้กินเมืองแล้วนั้น ท่านก็พร้อมเพรียงชักชวนพระธรรมพระสังฆเจ้าแลชาวบ้านชาวเมืองสร้างยังพระธาตุเจ้ากวมเจดีย์ท้าวขาก่านนั้นขึ้นหื้อใหญ่สูงเหลือเก่า กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๗ วา ได้ ๔ ปี จิงบริบวรณ์ ครั้นบริบวรณ์แล้วก็ฉลองหื้อทานแล้ว ท้าวอ้ายยวมท่านก็เสี้ยงกรรมไปในปีเต่ายี่ จุลศักราช ๘๔๗ ตัวหั้นแล ได้ ๒๓ เช่นท้าวแล

๙๓ พระเปนเจ้าจิงหื้อท้าวเมืองตนลูกท้าวอ้ายยวมกินเมืองแทนในปีเต่ายี่ จุลศักราชได้ ๘๔๗ หั้นแล ท่านกินเมืองได้ ๕ ปีก็เสียนาในปีรวายซง้า จุลศักราชได้ ๘๕๑ ตัวหั้นแล ได้ ๒๔ เช่นท้าวหั้นแล พระเปนเจ้าจิงหื้อหมื่นโมงเชียงเรื่อกินเมืองแทนในปีรวายซง้าหั้นแล ท่านกินเมืองได้ ๖ เดือน ได้ ๒๕ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อเจ้าเมืองนครชื่อท้าวบุญแฝงกินเมืองแทน ในปี รวายซง้า จุลศักราชได้ ๘๕๑ ตัวหั้นแล ท่านกินเมืองได้ ๘ ปี ก็ได้ไปกินเชียงแสน ในปีกาเป๋า จุลศักราชได้ ๘๕๘ ตัวหั้นแล ได้ ๒๖ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าจิงหื้อหมื่นตีนเชียงมากินเมืองแทน ก็ในปีกาเป๋าจุลศักราชได้ ๘๕๘ ตัวหั้นแล ท่านกินเมืองได้ ๑๐ เดือน ก็ได้ไปกินเชียงแสนก็ในปีกาบยี่ จุลศักราช ๘๕๙ ตัวนั้นหั้นแล ได้ ๒๗ ชั่วเช่นท้าวแล้วแล พระเปนเจ้าจิงหื้อเจ้าเมืองนครท้าวบุญแฝงลุกเชียงแสนมาเสวยเมืองแถม ในปีกาบยี่ จุลศักราชได้ ๘๕๙ ตัว ท่านเสวยเมืองได้ ๑๒ ปีก็เสี้ยงกรรมไปในปีดับเป๋า จุลศักราชได้ ๘๖๙ ตัวหั้นแล ได้ ๒๘ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อหมื่นสามล้านมากินเมืองแทนก็ในปีดับเป๋า จุลศักราช ๘๖๙ ตัว ท่านเสวยเมืองได้ ๓ ปี ก็ได้ไปเสวยเมืองฝาง ในปีเมิงเม้า จุลศักราช ๘๗๑ ตัว ได้ ๒๙ เช่นท้าวหั้นแล


๙๔ พระเปนเจ้าก็หื้อเจ้าเมืองแพ่สร้อยมากินเมืองแทน ในปีเบิกสีจุลศักราชได้ ๘๗๒ ตัว เสวยเมือง ๓ ปี ก็ได้ไปเสวยเมืองนคร ในปีกดซง้า จุลศักราชได้ ๘๗๕ ตัวหั้นแล ได้ ๓๐ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อหมื่นเจ้าเมืองฝางมาเสวยเมืองแทน ก็ในปีกดซง้า จุลศักราชได้ ๘๗๕ ตัวหั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๓ ปี ได้ไปเสวยเมืองเถิงในปีเต่าสัน จุลศักราชได้ ๘๗๗ ตัวหั้นแล ได้ ๓๑ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อเจ้าเมืองฝางมาเสวยเมืองแทน ก็ในปีเต่าสันหั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๑๐ เดือน แล้วได้ไปเสวยเมืองพยาว ในปีกาเล้า จุลศักราชได้ ๘๗๘ ตัว ได้ ๓๒ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อเจ้าเมืองแพร่คำยอดฟ้ามาเสวยเมืองแทน ก็ในปีกาเล้า จุลศักราชได้ ๘๗๘ ตัวนั้นแล ท่านกินเมืองได้ ๓ เดือน ก็ได้ไปกินเมืองพยาวก็ในปีกาเล้านั้นแล ได้ ๓๓ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าเมืองปิงเชียงใหม่ก็หื้อเจ้าพระยาหน่อเชียงแสน มาเสวยเมืองในปีกาบเสร็จ จุลศักราชได้ ๘๗๙ ตัว ท่านเสวยเมืองได้ ๓ ปีก็ได้ไปเสวยเมืองพยาวในปีรวายไจ๊ จุลศักราชได้ ๘๘๑ ตัวหั้นแล ได้ ๓๔ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าก็หื้อพระยาคำยอดฟ้ามาเสวยเมืองถ้วน ๒ ที ก็ในปี รวายไจ๊ จุลศักราชได้ ๘๘๑ ตัว ท่านเสวยเมืองได้ ๔ ปี ครั้นเถิงปีกัดเม้า จุลศักราชได้ ๘๘๔ นั้น ท่านก็พร้อมกับด้วยพระสังฆเจ้าทั้งหลายมีครูบาเจ้าวัดแช่แห้งเปนเค้า แลท้าวขุนบ้านเมืองทั้งมวลพากันสร้าง

๙๕ พระเจ้าล้านทองแลสร้างกำแพงมุงแวดมหาธาตุเจ้าไว้หันก่อนแล พระยา คำยอดฟ้าเสวยเมืองได้ ๒๓ ปี จิงได้ชื่อว่าพระยาเมืองน่านแล ในปีเบิกเสร็จ อาชญาหาตัวเจ้านายมาเสวยเมืองเชียงใหม่ ได้ ๓๕ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าเชียงใหม่จิงหื้อเจ้าแสนสงครามมาเสวยเมือง ก็ในปีเบิกเสร็จนั้นแล เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ จุลศักราชได้ ๘๘๘ ตัวนั้นแล ท่านเสวยเมืองได้เดือนปาย ๑๑ วัน ก็ได้คืนมาเสวยเมืองนครดังเก่าหั้นแล ได้ ๓๖ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าเชียงใหม่จิงจัดยกตั้งเจ้าพระยาคำยอดฟ้าหื้อเปนเจ้าพระ ยาแสนสงครามแล้ว ก็หื้อคืนมาเสวยเมืองน่านแถมเปนถ้วน ๓ ที ในปีเปิกเสร็จ จุลศักราช ๘๘๘ ตัวหั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ปี ๑ ได้ไปแล่นศึกกลับมาแล้ว อยู่ได้เดือน ๑ ได้ไปรบศึกเชียงใหม่ ลวดเปนฝีร้ายตายเสียในเมืองเชียงใหม่ ในปีกัดไก๊ จุลศักราช ได้ ๘๘๙ ตัวหั้นแล ได้ ๓๗ เช่นท้าวแล พระเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่จิงหื้อเจ้าพระยาพลเทพฦๅไชยมาเสวยเมืองน่านแทน ก็ในปีกัดไก๊ เดือน ๖ ขึ้น ๑๑ ค่ำ จุลศักราช ๘๘๙ ตัวหั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๑๐ ปี เถิงปีเบิกสัน จุลศักราชได้ ๘๙๘ ตัว ท่านก็ได้สร้างวัดหลวงกลางเวียงเมืองน่านแล ท่านเสวยเมืองได้ ๓๒ ปี จุลศักราชได้ ๙๒๐ ปี ปีเบิกซง้า เจ้าฟ้าหงษามังตรามาปราบเอาเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว ดังพระยาพลเทพฦๅไชยเมืองน่านก็หนีไปเมืองล้านช้างพุ้นในปีนั้นแล เจ้าฟ้ามังตรา ครั้นท่านได้ปราบเอาเมือง


๙๖ เชียงใหม่ได้แล้ว ก็หื้อพระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามได้มาเปนเจ้าเสวยเมืองน่านแทนต่อไปหั้นแล เช่นเจ้าพระยาพลเทพฦๅไชยได้หนีไปล้านช้างวันนั้นได้ ๓๘ เช่นท้าวแล เจ้าฟ้ามังตราท่านอยู่เชียงใหม่นานได้เดือนปาย ๑๒ วัน แล้วก็เสด็จกลับเมือเมืองหงษาดังเก่าวันนั้นแล ตอนที่ ๔ ว่าด้วยเมืองน่านคราวเปนจลาจล

  • เจ้าพระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามได้เปนเจ้าพระยาเสวยเมืองน่านแท้นั้นปีกดสัน จุลศักราช ๙๒๒ ตัวแล

อนึ่งด้วยเจดีย์หลวงท้าวอ้ายยวมสร้างนั้น สูง ๑๗ วา กว้าง ๑๐ วา นั้นก็เปนที่หลุพัง ต้นด้านคือบัลลังก์ด้านเหนือนั้นแล พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามได้เปนเจ้าเสวยเมืองน่านแล้ว ท่านก็พร้อมกับด้วยพระสังฆเจ้าทั้งหลาย หมายมีมหาสามีเจ้ากัลยาโณวัดศรีบุญเรืองเปนเค้า แลชาวบ้านชาวเมืองทั้งมวล พากันริร่างสร้างซ่อมก่อบัลลังก์หื้อดีงามดังเก่า บ่เท่าแต่นั้นก็สร้างแปงทางลี ลอดกำแพงมหาธาตุเจ้ายาว ๑๓๐๐ วา กว้าง ๖๐ วา แลสร้างศาลาเข้าพระแลวิหารน้อยแลอุโบสถคารบริบวรณ์แล

  • ครั้นเถิงจุลศักราชได้ ๙๔๒ ตัว ปีเบิกยี่ เดือน ๖ ลง ๒ ค่ำพระยาเชียงใหม่คือเจ้าฟ้าสาระวดีจักไปเมืองล้านช้าง ท่านก็มาที่แช่แห้งยั้งพักอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบรู้ยังตำนานแช่แห้งตลอดแล้ว ก็บังเกิดด้วยศรัทธามักใคร่สร้าง แล้วจิงจักมีอาชญาบังคับให้พระยาหน่อคำ

๙๗ เสถียรไชยสงครามหื้อสร้างแปงหื้อดีงาม หื้อสมควรแก่พระตำนานเจ้าเทือะ ว่าอันแล้ว ลุนแต่นั้นมาบ่นานเท่าใด พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามก็ไว้ภารจัดการทั้งมวลในวัดแช่แห้งแก่สังฆศรีบุญเรือง หื้อชาววัดแรกเอาไม้ห้วยตาวได้ไม้ ๖๖ เล่ม ชาวบ้านบุญเรือง ๑๗ คน บ้านแช่แห้ง ๙ คน ปีเต่าซง้าสร้างน้ำบ่อแลโรงอาบเว็จกุฎีหื้อสมเด็จสังฆราชา เจ้าเมืองพ้อมาเปนหัวน่าอยู่เปนเค้าเปนประธานแก่ช่างไม้ทั้งหลาย พ่อช่างไม้มี ๘ ด้ามขวาน มีอินทพูอิฐเปนประธานแก่ช่างไม้พลปีกาเม็ด ชาวบ้านบุญเรืองแลชาวแช่แห้งไปเอาไม้นารากได้ไม้ ๘๖ ปีกาบสัน เดือน ๖ ลง ๑๒ ค่ำลิดวิหารเก่า ปีดับเล้า จุลศักราช ๙๕๓ ตัวเดือน ๘ ออก ๕ ค่ำยามกองแลง พระหน่อคำเสถียรไชยสงครามเสวยเมืองต่อไปหั้นแล พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามนั้นท่านมีบุตรชาย ๔ คน ตนพี่เค้าชื่อเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ ตนถ้วน ๒ ชื่อเจ้าน้ำบ่อ ตนถ้วน ๓ ชื่อเจ้าศรีสองเมือง ตนถ้วน ๔ ชื่อเจ้าอุ่นเมือง ยามเมื่อเจ้าศรีสองเมืองเกิดมานั้น พระยาหน่อคำเสถียรตนพ่อ จิงหื้อหมอโหรามาทวายดู หมอทวายแล้วจิงไหว้พระยาว่า เจ้ากุมารตนนี้ใหญ่มาภายน่าจะมีเดชานุภาพแล เท่าว่าจักแพ้พ่อแลว่าอัน เมื่อนั้นพระยาตนพ่อว่าจักเอาไปซัดเสีย ว่าสันนั้น เมื่อนั้นเจ้าน้ำบ่อไหว้ตนพ่อว่า ข้าบ่มีลูก จักขอเอาน้องนี้เมือเลี้ยงไว้เปนลูกซแด ว่าอัน เมื่อนั้นพระยาตนพ่อก็บ่เอาไปซัดเสีย ก็มอบเจ้าศรีสองเมืองหื้อเจ้าน้ำบ่อไปเลี้ยงเปนลูกหั้นแล ๑๓ ๙๘

  • พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงครามตนพ่อเสี้ยงกรรมไปแล้ว เจ้าเจตบุตรตนพี่ก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีกัดเป๋า จุลศักราช ๙๕๓ ตัวนั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๖ ปี เถิงปีกาบซง้า จุลศักราชได้ ๙๕๘ ตัว เดือน ๘ ลง ๓ ค่ำ ท่านก็เสด็จลงไปอยู่เมืองพ้อ ไปสร้างวัดดอนแท่นไว้ ได้อภิเศกสามีเจ้าขวานแขวนหื้อเปนสังฆราชาแล้ว เมื่อเวลาจักใกล้มานั้น ท้าวขุนทั้งหลายในเมืองพ้อ ก็พากันแต่งไปเก็บเอาแก้วบ่อน้ำสามาถวายมากนักหั้นแล ท่านก็มีอาชญาหื้อคนทั้งหลายปัดแปงสะเองยาว ๔ วา กว้าง ๕ ปล้อง ประดับเปนบัวผัด ใสไตรคว่ำรอดทั้งมวล สายสะเองยาว ๓ ศอก กว้าง ๓ ปล้อง ประดับแก้วเสี้ยงพันปายลูก ๑ แล ปีดับเม็ด เดือน ๙ เพ็ง อภิเศกเถรเจ้าแช่แห้งหื้อเปนสังฆราชาหั้นแล เดือน ๙ ลงค่ำ ๑ ใส่สะเองคาดกลางคว่ำแลมารเข้าแลยอดมหาเจดีย์หลวง อันท้าวอ้ายยวมสร้างนั้นแล
  • ปีดับเม็ด จุลศักราชได้ ๙๕๙ ตัว เดือนยี่ลง ๙ ค่ำ ยามกองแลง เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ คือพระยาหลวงน่านแลเจ้าฟ้าสาระวดีต่อรบกันที่ปากง้าวหั้นแล ฝ่ายพระยาน่านบ่ชนะ เจ้าฟ้าสาระวดีถอยรี้พลลงมา ส่วนตนเจ้าพระยาน่านก็หนีไปเมืองล้านช้างพุ้นวันนั้นแล เจ้าฟ้าสาระวดีท่านก็มาแต่งท้าวพระยาทั้งหลายมีพระยาแขก หื้ออยู่รักษาเมืองน่านหั้นก่อนแล
  • ครั้นเถิง ๓ ปี คือเถิงเบิกเสร็จ จุลศักราช ๙๖๒ ตัว เจ้าเจตบุตร คือ พระยาหลวงน่านได้กำลังลาวคือลาวก็ฟื้นหงษาออกมา แลเจ้า พระยาหลวงน่านได้กำลังแล้ว ก็พาเอากำลังศึกเมืองล้านช้างไปรบเอา

๙๙ เมืองเชียงใหม่บ่ได้ ลาวกินสลี่จ้างเสีย ดังพระยาแขกอันอยู่รักษาเมืองน่านนั้น ครั้นรู้ว่าพระยาหลวงน่านได้กำลังศึกจักไปเอาเมืองเชียง ใหม่สันนั้น ก็ผ้ายไปเชียงใหม่ปีเบิกเสร็จนั้นแล พระยาหลวงน่านก็กลับคืนมาอยู่เมืองน่านดังเก่าหั้นแล

  • ปีกัดไก๊พระยาดอยน้อยเอาชาวน่านเดือนอาสาธลง ๔ คู่ ลาวจิงหนีเสี้ยงเชียงใหม่แล
  • ปีลวงเป๋า พระยาแสนมาคุมเอาเมืองน่านบ่ได้หนี ปีเต่ายี่เจ้า พระยาหลวงน่านยกเอารี้พลศึกไปคุมเอาเชียงใหม่บ่ได้หนีคืนมาแล
  • ปีกาเม้า จุลศักราช ๙๖๕ ตัว พระเจ้าเชียงใหม่คือเจ้าฟ้าสาระวดียกเอากำลังศึกมาคุมเอาเมืองน่าน เมื่อนั้นเจ้าพระยาหลวงน่านแลเจ้าน้ำบ่อจิงหื้อเจ้าศรีสองเมืองตนเปนน้องเปนลูกก็แม่นแล หื้อไปอยู่ระวังรักษาประตูหิ้งน้อยหั้นแล เถิงเมื่อศึกเข้ามาคุมเวียงวันนั้นก็ลวดไขประตูเอา หมู่ข้าศึกพวกมหาธรรมเข้าเอาเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์คือพระยาหลวงน่านกับเจ้าน้ำบ่อตนเปนพ่อเลี้ยงแลพี่นั้น แลดังเจ้าบ่อน้ำนั้นหมู่มหาธรรมจับได้แล้วก็เอาไม้หนีบอกไว้ อยู่ได้ ๗ วันก็ลวดตาย แล้วก็เอาไปซัดตกน้ำบ่อข้างตวันตกวัดพรหมินทร์หั้นแล จิงเรียกว่าเจ้าน้ำบ่อมาเถิงบัดนี้แล

ดังเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์เจ้าเมืองน่านนั้น พวกมหาธรรม คือเจ้า ฟ้าสาระวดีจับได้ก็เอาเมือเมืองเชียงใหม่พุ้นหั้นแล ครั้นเอาเมือเถิงเมืองเชียงใหม่แล้ว ครั้นเถิงเดือน ๙ แรม ๙ ค่ำก็ฆ่าเสียยังเมืองเชียงใหม่หั้นแล เจ้าฟ้าสาระวดีฆ่าพระยาหลวงน่านที่เมืองเชียงใหม่

๑๐๐ วันนั้น แผ่นดินพอไหวแล เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ได้เสวยเมืองน่านครั้งต้นได้ ๗ ปี ก็ได้หนีไปอยู่เมืองล้านช้างนานได้ ๗ ปี ก็ได้กลับมาเสวยเมืองตนดังเก่าหั้นแล ท่านเสวยเมืองครั้งถ้วน ๒ ได้ ๔ ปี เถิงปีกาเป๋า จุลศักราชได้ ๙๗๕ ตัว เดือน ๙ ลง ๙ ค่ำ ก็เสี้ยงแก่กรรมตายเพื่อฆ่าที่เมืองเชียงใหม่พุ้นวันนั้นแล ได้ ๔๐ เช่นท้าวก่อนแล

  • เจ้าฟ้าสาระวดียกกำลังศึกมาคุมเอาเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ คือเจ้าพระยาหลวงน่านได้แล้ว ก็หื้อเจ้าศรีสองเมืองตนน้องเสวยเมืองน่านแทน ในปีกาเม้า จุลศักราช ๙๖๕ ตัว เดือน ๙ ออก ๗ ค่ำ ยามกองงายหั้นแล แล้วก็เรียกชื่อขึ้นว่า เจ้าพระยาพลศึกซ้ายไชยสงครามเจ้าเมืองน่าน ว่าอันแล เจ้าศรีสองเมืองพลศึกซ้ายไชยสงครามท่านเสวยเมืองได้ ๘ ปี คือเถิงปีกดเสร็จ เจดีย์หลวงอันท้าวอ้ายยวมสร้างนั้นก็ซ้ายพังเสียแล้ว เจ้าพระยาหลวงน่านก็พร้อมกับเสนาอามาตย์แลพระสังฆเจ้าทั้งหลายในจังหวัดนครน่านทั้งมวล มีราชครูเจ้าแช่แห้งแลราชครูเจ้าวัดบุญเรืองเปนเค้าเปนประธาน พร้อมกันลิดมหาเจดีย์หลวงในวันเดือน ๖ ลง ๘ ค่ำ ยามทูตซ้าย ลิดลงมาบ่ฮอดเจดีย์ท้าวขาก่านสร้างนั้น ยังอยู่หน่อยหนึ่ง ครั้นเถิงปีลวงไก๊ จุลศักราชได้ ๙๗๓ ตัว เดือน ๙ ทุติยะขึ้น ๑๓ ค่ำ วันศุกรยามเที่ยงวันแรกก่อสร้างขึ้นสูง ๒๓วา หั้นแล ตั้งแต่ปีลวงไก๊มาเถิงปีกาเป๋า เมืองล้านช้างมารบ ครั้นเถิงเดือน ๓ ขึ้น ๗ ค่ำ เจ้าพระยาพลศึกซ้ายยกกำลังออกรบลาว ลาวตาย ๒๗๐ คน เดือน ๔ ลง ๕ ค่ำ ลาวพ่ายหนีแล ปีกาบยี่ เจ้าฟ้าอังวะยกพลศึกมาเอาเมืองนครได้ทั้งยาก ชาวนครเชียงใหม่ตายเปนอันมาก เจ้าฟ้าอังวะกวาดเอาชาวเชียงใหม่เมือไว้เมืองหงษาหั้นแล

๑๐๑

  • ครั้นเถิงปีดับเม้า จุลศักราชได้ ๙๗๗ ตัว เดือน ๕ ท้าวพระยาทั้งหลายมีเมืองเชียงใหม่เปนเค้าก็พร้อมกันมาอาราธนาเชิญเจ้าศรี สองเมืองพลศึกซ้ายไชยสงครามเจ้านครเมืองน่าน เมื้อเปนพระเจ้าเชียงใหม่หั้นแล เจ้าพลศึกซ้ายไชยสงครามครั้นท่านได้เปนพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว ก็หื้อเจ้าอุ่นเมืองตนน้องเสวยเมืองน่านแทนหั้นแลครั้นเถิงเดือน ๑๐ ท่านก็เอาชาวน่านเมือเมืองเชียงใหม่วันนั้นแล ด้วยการท่านสร้างพระมหาธาตุเจ้าแช่แห้งนั้น ตั้งแต่วันเสาร์เดือน ๙ ลง ๒ ค่ำ ปีลวงไก๊มาเถิงปีกาไก๊ ค่าสินท่านทั้งมวลนับบ่ได้แลเปนค่าปูนน้ำอ้อยแลจ่ายเลี้ยงสังฆะมาเวียกก่อสร้างแลดังบริบวรณ์แล้ว จิงใส่จังโกแลติดคำตั้งแต่มารเข้าลงมาเถิงถะบอบคว่ำแลธรณีทั้ง ๕ ตีนบันไดหลวงอันตั้งแท่นทั้ง ๒ หั้นแล

เจ้าศรีสองเมืองคือเจ้าพลศึกซ้ายไชยสงคราม เจ้านครเมืองน่านท่านได้อยู่เสวยราชสมบัติในนครเมืองน่านแทนพี่อ้ายตนได้ ๑๓ ปีแล้ว ก็ได้ไปเปนพระเจ้าเมืองพิงเชียงใหม่ เปนเจ้าเปนใหญ่แก่ลานนาไทยทั้งมวลแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติเปนเจ้าเมืองพิงเชียงใหม่ได้ ๑๗ ปี คือปีลวงเม็ด จุลศักราช ๙๙๓ ตัวหั้นแล เจ้าภาวะมังทราสุทโธธรรมราช ยกรี้พลศึกใหญ่มาคุมเอาเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว ก็เอาพระเจ้าเมืองเชียงใหม่เมือไว้เมืองหงษานครพุ้นหั้นแล เจ้าฟ้าสุทโธก็แต่งหื้อพระยาทิพพันเตเมืองเชียงแสนมาเสวยเมืองเชียงใหม่แทนหั้นแล


๑๐๒

  • ตั้งแต่นั้นมามหากระษัตริย์เมืองพิงเชียงใหม่สาบสูญสุดเสี้ยง ไปแล้ว เช่นเจ้าพลศึกซ้ายไชยสงครามได้เสวยเมืองน่านแล้ว ได้ไปเปนพระเจ้าเมืองพิงเชียงใหม่วันนั้นได้ ๔๑ เช่นท้าวก่อนแล
  • เจ้าอุ่นเมืองตนเปนน้องได้เสวยเมืองน่านแทนพี่ตน ก็ในปีดับเม้า จุลศักราชได้ ๙๗๗ ตัวนั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๙ ปี คือเถิงปีกาไก๊นั้น จุลศักราชได้ ๙๘๕ ตัว เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำเพ็งเม็งวันศุกร์ท่านก็ฟื้นม่านหนีลงไปเมืองใต้พุ้นแล ปีกาไก๊ เดือน ๑๒ แรม กวาดเอากองทหารเมืองหงษาแล
  • เถิงปีกาบไจ๊ จุลศักราช ๙๘๖ ตัว เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ วันอังคารยามพลันรุ่งจวนมาหลัง พวกมาคุมเอาเมืองไว้ท่าอุ่นเมืองเจ้าฟ้าไล่ข้าหนีจากเมืองน่านไปอยู่เมืองแพร่ เดือน ๑๒ ขึ้น ๘ ค่ำวันอังคาร อุ่นเมืองลุกเมืองล้านช้างมาฮอดตั้งทัพอยู่วัดอุทยานน้อย เดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำวันพฤหัศบดียามแถจักใกล้สู่เที่ยงเจ้าอุ่นเมืองยกเข้านั่งเมืองน่านแล
  • เถิงเดือนยี่เพ็ง เจ้าฟ้าสุทโธแต่งพลศึกมารุมเอาเมืองน่านเจ้าอุ่นเมืองบ่อาจจักต่อรี้พลท้าวตนใหญ่ได้ ก็หนีไปเมืองล้านช้างพุ้นแลชาวบ้านชาวเมืองก็แตกตื่นหนีเปนอันมาก พระราชครูเจ้าแช่แห้งแลครูบาเจ้าวัดศรีบุญเรืองแลศิษย์โยมทั้งหลาย ก็พากันหนีไปทางบ่อหว้าหั้นแล กองทัพม่านครั้นมาฮอดเถิงเมืองน่านแล้ว ก็กวาดเอาชาวน่านเมือเมืองหงษาหั้นแล ชาวน่านลวดฉิบหายมากนักหั้นแล เช่นเจ้าอุ่นเมืองได้หนีเสียเมืองน่านไปวันนั้น ได้ ๔๒ เช่นท้าวแล ท่านได้เสวยเมืองได้ ๙ ปี ก็ได้หนีเสียเมืองไปวันนั้นแล

๑๐๓

  • ครั้นเถิงปีดับเป๋า จุลศักราชได้ ๙๘๗ ตัว เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ วันพฤหัศบดีฤกษ์ ๒๒ ตัว ชื่อพรหมิปาลฤกษ์ พระยาหลวงเมืองนครยกเอากำลังศึกมาคุมเอาเมืองน่าน เข้าทางประตูท่าช้างเข้านั่งเมืองน่านวันนั้นแล ท่านได้เสวยเมืองแล้ว ก็มาเล็งหันมหาชินธาตุเจ้าแช่แห้งที่ หลุพังซ้ายเฟือนไปสันนั้น ท่านก็ปกป่าวพร้อมเพรียงเสนาอามาตย์ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายหนภายในสีมา มีสมเด็จเจ้าทีปังกรเปนเค้าเปนประธานแก่สังฆเจ้าทั้งหลาย พากันสร้างแปงปฏิสังขรณ์ใส่จังโกคำทั้งมวลแท่นบัลลังก์ถ้วน ๒ แลแท่นหลวงทั้งมวลลงมาจุแผ่นดินนั้น เงินพระยานันทมิตรข้าซึ่ง ๑๔๐๐ เปนค่าคำแผ่นได้ใส่แท่นบัลลังก์ทั้ง ๔ ด้าน อนึ่งด้วยบริเวณแลระเบียงพระมหาธาตุเจ้า อันพระยาคำยอดฟ้าสร้างนั้นตั้งแต่ประตูน้อยท้ายพระวิหารหลวงเมือใต้มี ๑๑ ห้อง จะดาท่าวเสีย พระยาหลวงน่านท่านก็ชักชวนพระสังฆเจ้าทั้งหลายหมายมีสมเด็จเจ้าทีปังกรเปนประธาน แลชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายสร้างแปงหั้นแล สร้างตั้งแต่ปีกัดไซ้ จุลศักราชได้ ๙๙๑ ตัวมาแลวัน ๑ ด้วยภารกรรมทั้งมวลอันใส่รักแลหางติดคำทั้งมวล ท่านก็ไว้นักแก่พระหลวงวัดกู่คำใส่แล ศรัทธาร้อยเพียใส่แล แท่นบัลลังก์ถ้วน ๒ มาจุแผ่นดินเปนวัตถุพระหลวงกู่คำพันเงินแล เปนค่าคำแผ่นใส่นอก เปนวัตถุอุปการแห่งพระมหาธาตุเจ้ามากนักนับบ่ได้แล พระธาตุเจ้าวัดแช่แห้งแตกรั่วซึมที่ใด พระหลวงเจ้าวัดกู่คำแลศรัทธาร้อยเพียหยุดยาใส่ลดหางติดคำแท่นบัลลังก์ทั้ง ๔ แผ่นธรณี ปทักษิณทั้ง


๑๐๔ มวล ตั้งแต่ปีดับเม้ามาฮอดปีเบิกยี่ได้ ๑๔ ปีนั้น ท่านก็กระทำสร้างแปงบ่ได้หยุดยั้งตราบบริบวรณ์หั้นแล

  • ในปีเบิกยี่จุลศักราชได้ ๑๐๐๐ ตัว เดือน ๙ ปฐมขึ้น ๒ ค่ำ ไทยลวงเม้ายามกองงาย เจ้าหลวงน่านคือเจ้าพระยาเมืองนครน่านก็จุติเสี้ยงกรรมวันนั้นแล ในปีนั้น เดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำ จิงได้ชักลากสริร ออกไปส่งสักการ กระทำบุญให้ท่าน เถิงวัน ๗ ค่ำ ถวายพระเพลิงหั้นแล ในปีนั้นสิ่งเดียว เดือนยี่เพ็งลาวเผ่าบ่ม้างเสียแล ได้ ๔๓ เช่น ท้าวก่อนแล
  • เจ้าพระยาเชียงรายได้มากินเมืองน่านแทนในปีเบิกยี่ จุลศักราชได้ ๑๐๐๐ ตัว นั้นแล ท่านได้เสวยเมือง ๑๑ ปี คือ เถิงปีเบิกไจ๊ จุล ศักราชได้ ๑๐๑๐ ตัว เดือนยี่ขึ้น ๑๒ วันอังคารยามราตรี พระยาหลวงน่านคือพระยาเชียงราย ท่านก็เสี้ยงแก่กรรมครั้งนั้นแล ได้ ๔๔ เช่นท้าวก่อนแล
  • เมื่อนั้นมหาธรรมเจ้าจิงให้พระยาเมืองเชียงของสามคนพี่น้องมากินเมืองน่าน คนพี่ชื่อว่าพระยาแหลมุม คนน้องถ้วน ๒ ชื่อเจ้า พระยายอดใจ น้องคนถ้วน ๓ ชื่อว่าเจ้าพระยาพระเมืองราชาแล เจ้า พระยาแหลมุมตนพี่ได้มากินเมืองน่านปีกัดเป๋า จุลศักราชได้ ๑๐๑๑ ตัว เดือน ๘ เพ็งเม็งวันอาทิตย์ ไทยกาเล้า ยามแถจักใกล้เที่ยง ฤกษ์กฎได้ ๑๔ ตัว ท่านก็เข้ามาสถิตย์อยู่โรงหลวงเสวยเมืองวันนั้นแล ท่านอยู่เสวยนานได้ ๑๔ ปีปาย ๗ เดือน คือ เถิงปีเต่ายี่ จุลศักราชได้ ๑๐๒๔ ตัว เดือน ๓ ลง ๓ ค่ำ พระยาใต้ยกพลศึกมากุมเอาเมือง

๑๐๕ น่านได้แล้ว จับเอาตัวพระยาแหลมุมลงไปเมืองใต้ ลวดไปฉิบหายเสียเมืองใต้ คนทั้งหลายจึงเรียกว่าพระยาโขง ว่าอันแล ได้ ๔๕ เช่นท้าวแล

  • ครั้นเถิงปีดับไส้ จุลศักราชได้ ๑๐๒๗ ตัว มหาธรรมเจ้าจิงหื้อพระยายอดใจตนน้องเสวยเมืองน่านแทนในปีนั้น ท่านก็ลงมาตั้งอยู่เมืองปัวหั้นก่อน ครั้นเถิงปีรวายซง้า จึงลงมาอยู่เมืองน่าน ท่านอยู่เสวยเมืองได้ ๒๓ ปีปาย ๗ เดือน มาฮอด จุลศักราชได้ ๑๐๔๙ ตัว ปีเมิงเม้าเดือนยี่แรม ๗ ค่ำ วันอาทิตย์ ยามกองแลง ท่านก็อนิจกรรมไปวันนั้นแล ได้ ๔๖ เช่นท้าวแล
  • เถิงปีกัดไซ้ จุลศักราชได้ ๑๐๕๑ ตัวมหาธรรมเจ้าก็หื้อเจ้าพระเมืองราชาตนเปนน้องพระยาแหลมุมมาเสวยเมืองน่านแทนในปีกัดไซ้นั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๑๕ ปี เถิงปีกาเม็ด จุลศักราชได้ ๑๐๖๕ ตัว เดือน ๑๒ ขึ้นค่ำ ๑ วันเสาร์ ยามพันรุ่งเมื่อคืนฟังคำลาวแสนแก้วว่าราฟื้นม่าน พระสังฆเจ้าทั้งหลายได้รู้แล้วเมตตามันก็บ่ฟัง ครั้นเถิงเดือน ๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันศุกร์ยามเที่ยงวัน กองทัพพม่าก็ลงมา ยังบ่ทันเถิงเมืองเทือะ ในวันนั้นคือยามเที่ยงวันนั้นเจ้าพระยาเมืองราชาหันจะต่อจนกำลังมันบ่ได้ ก็เอาครอบครัวลูกเมียหนีไปเมืองล้านช้างโพ้นกับด้วยชนลาวแสนแก้วแล ต่าวลาเสียหั้นแล พระสังฆเจ้าก็พ่ายหนีวันนั้นแล ชาวบ้านชาวเมืองก็แตกหนีไป บางพ่องก็ไปลี้ซ่อนอยู่ป่าไม้ถ้ำดอยห้วยก็มีแล เถิงวัน ๑๔ ค่ำ ทัพม่านก็เข้ามาเถิงในเมืองหั้นแล

๑๔

๑๐๖

  • ดังเจ้าพระยาเมืองราชานั้นไปอยู่เมืองล้านช้างบ่นานเท่าใด ก็หนีไปเมืองใต้พุ่นหั้นแล ได้๔๗ เช่นท้าวแล
  • ทัพม่านครั้นเถิงเมืองแล้วก็กระทำอันตรายแก่บ้านเมืองรั้วเวียง ทั้งมวล คือจุดเผาม้างเพะพระพุทธรูปเจ้าวัดภูมินทรองค์ตวันตกนั้นก็ม้างดู อนึ่งยอมหาเจดีย์ทิพธาตุเจ้าแช่แห้งแลเจดีย์หลวงกลางเวียงแลทิพเจดีย์เจ้า ก็ม้างเพะวัดวาอารามสาสนาธรรมพระพุทธเจ้าก็จุดเผาเสี้ยง จะดาไว้แต่แผ่นดินหั้นแล ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายก็ตายกันเปนอันมากนักหั้นแล เพราะยังบ่เชื่อบ่ตองยังราชสัจพระมหากษัตริย์เจ้าก็เปนสันนั้นแล เช่น ๓ ท้าวนี้ แม้ว่ามหาธาตุเจ้าแลวัดวาอารามหลุพังตามค้ำศาลาที่ใดก็บ่สร้างแปงสักอันแล เท่าแต่พระธรรมสังฆเจ้าแลศรัทธาพระไทยทั้งหลายพร้อมกันหยุดยาทาบผงตามแต่ได้เท่านั้นแล
  • เถิงปีเมิงไก๊ จุลศักราชได้ ๑๐๖๙ ตัว เดือนห้าขึ้น ๒ ค่ำ วันอังคาร พระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะมีอามิศต่อตั้งหื้อน้อยอินทร์บ้านฝายแก้วเปนพระนาซ้าย ครอบครองเมืองหั้นก่อนแล เพราะน้อยอินทร์ผู้นั้นยามเมื่อกองทัพม่านมากุมเอาเมืองน่านได้แล้ว ก็จุดเผาวัดวาอารามสาสนา คนทั้งหลายก็แตกตื่นกันเข้าป่าเข้าห้วย ลาวเข้าลี้ซ่อนอยู่สันนั้น ข้าศึกม่านหนีแล้ว น้อยอินทร์ผู้นั้นก็ค่อยเล้าโลมเอาชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายคืนมาตั้งอยู่เหมือนเก่าแล้ว ลุนนั้นมาได้ปี ๑ แกวแลลาวก็ซ้ำมาปราบประจญเอาเมืองน่านแถมครั้ง ๑ ก็กวาดเอาข้าคนพลเมืองไปไว้เมืองแกวเมืองลาวเปนอันมาก คนทั้งหลายบางพ่องก็แตกตื่นเข้าป่าเข้าห้วยดงดอยเงียงถ้ำลี้ซ่อนอยู่ก็มี

๑๐๗ มากแล ครั้นข้าศึกหนีแล้ว ตัวน้อยอินทร์ผู้นั้นมันเปนผู้ฉลาดยังรอดตัวอยู่ได้ มันค่อยเคาะลมเอาพวกพลคนทั้งหลายซึ่งอันไปลี้ซ่อนอยู่นั้นเข้ามาตั้งอยู่บ้านเมืองเหมือนเก่าหั้นแล เมื่อนั้นคำอันนั้นก็ปรากฎไปเถิงเมืองอังวะ ว่าน้อยอินทร์ผู้นั้นเปนผู้ฉลาดช่างเก็บไพร่ไทยทั้งหลายสร้างบ้านแปงเมืองว่าสันนั้น พระมหากษัตริย์เจ้าเมืองอังวะจิงมีอามิศต่อลงมาว่า หื้อน้อยอินทร์ได้เปนพระนาซ้าย หื้อเปนผู้เก็บไพร่ไทยใส่บ้านใส่เมืองต่อไปว่าสันนั้น

  • ในศักราชนั้นสิ่งเดียว พระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะ ก็หื้อเจ้าฟ้าเมืองคองลงมาแต่งเมืองน่านกับด้วยพระนาซ้ายหั้นแล ในปีนั้นเจ้าฟ้าเมืองคองท่านก็มาอยู่เมืองริมหั้นก่อน เถิงปีเบิกไจ๊เดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ เจ้าฟ้าเมืองคองก็ลงมาตามหาพระนาซ้ายที่บ้านช้างผ้าหั้นแล ท่านก็มีบังคับแก่พระนาซ้ายหื้อปกป่าวคนทั้งหลายตั้งบ้านแปงเมือง สร้างเหมืองเยียะฝายทำไร่ทำนา ถ้าผู้ใดเปนเจ้าไร่เจ้านา ท้าวพระยาร้องเรียกแล้วบ่มา ถ้าผู้ใดมีกำลังมาสร้างมาแปง จักหื้อผู้นั้นบ่หื้อเจ้าของเก่าอันบ่มาทำการนั้นมาโจทจาเอาได้พรรณาสันนั้น เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็มาคิดสร้างแปงไร่นาตามอาชญาบังคับสู่ประการหั้นแล
  • เถิงปีกาบซง้า จุลศักราชได้ ๑๐๗๖ ตัว ท่านก็เถิงแก่กรรมไปในเมืองน่านที่นั้นวันนั้นแล เจ้าฟ้าเมืองคองท่านเสวยเมืองน่านที่นี้ได้ ๗ ปีหั้นแล ได้ ๔๘ เช่นท้าวก่อนแล
  • ในศักราชนั้นสิ่งเดียว คือปีกาบซง้านั้น พระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะก็หื้อเจ้าฟ้าเมียวซาลงมาเปนเจ้าแต่งเมืองน่านแถมหั้นแล

๑๐๘ เจ้าฟ้าเมียวซาท่านได้มาเปนเจ้าแต่งเมืองน่านแล้ว ท่านก็พร้อมกับพระนาซ้ายแลพระธรรมพระสงฆ์ทั้งหลาย สร้างแปงแกนธาตุเจ้าติดต่อแกนธาตุ แลแปงเกิ้งขึ้นใส่ ๗ ใบ ในปีรวายสันเดือน ๘ เพ็งเม็ง วันอังคาร ไทยกาบเสร็จหั้นแล เจ้าฟ้าเมียวซาท่านก็มาเปนเจ้าเสวย เมืองน่านได้ ๓ ปีก็เถิงแก่กรรมไปในปีรวายสัน จุลศักราชได้ ๑๐๗๘ ตัวหั้นแล ท่านได้เสวยเมืองแล้วก็พร้อมเพรียงกันกับท้าวขุนทั้งมวลก็สร้างแปงยังพระวิหารวัดภูก๋อง ครั้นสร้างลุกบริบวรณ์แล้ว ก็กระทำเบิกบายฉลองทาบริบวรณ์แล้ว พระนาขวาก็หื้อช่างแต้มมาแต้มรูปของท่านไว้ที่ฝาปางเอกวิหารหั้นแล เพื่อไว้หื้อปรากฏแก่คนทั้งหลายภายน่าหั้นแล

  • ลุนนั้นมาเถิงปีรวายซง้า จุลศักราชได้ ๑๐๘๘ นั้น ท่านก็มาพิจารณาดูเมืองน่านนี้หาเจ้าบ่ได้ พระนาขวาพร้อมด้วยท้าวขุนทั้งหลายไปขอเชิญเอาเจ้าเมืองเชียง (ใหม่ ) มาเสวยเมืองน่านหั้นแล เมื่อนั้นเมืองเชียง (ใหม่ ) แลเมืองเชียงแสนก็พร้อมกันไปเฝ้ามหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะไหว้สา ตามพระนาขวาหากมาขอเอาเจ้าเมืองเชียงใหม่ไปเปนเจ้าเสวยเมืองน่านนั้นทุกประการแล้ว เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็ปงอามิศต่ออนุญาตหื้อเมืองเชียงแสนเอาเจ้าพระยาติ๋นเมืองเชียง ใหม่ไปเสวยเมืองน่านหั้นแล พระนาขวา คือน้อยอินทร์บ้านฝายแก้วนั้น ท่านได้เสวยเมืองน่านได้ ๑๑ ปีแล้ว ปงเมืองหื้อเจ้าพระยาติ๋นเสวยเมืองต่อไปหั้นแล ได้ ๕๐ เช่นท้าวแล


๑๐๙ ตอนที่ ๕ ว่าด้วยสกุลเจ้าพระยาหลวงติ๋นต้นวงษ์เจ้านครเมืองน่าน

  • เจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ได้มาเปนเจ้าเสวยเมืองน่านก็ในปีรวายซง้า จุลศักราชได้ ๑๐๘๘ ตัว เดือน ๖ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เม็งวันจันทร์ ไทยเมิงเม้า ท่านก็มาสู่เสวยเมืองน่านวันนั้นแล ท่านอยู่เสวยเมืองน่านบ่นานเท่าใด พระนาขวามีความคิดใหม่กินแหนงจักคิดฟื้นเจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์ว่าอัน สันนั้นบ่ทันคิดสักคำ เจ้าหลวงติ๋น มหาวงษ์ท่านก็ทราบรู้เสียก่อนแล้ว ท่านก็เรียกเอาพระนาขวามาถามดูตัวนาขวาก็บ่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะตัวได้คิดผิดเสียแล้ว เจ้าหลวงติ๋นท่านกรุณาต่อพระนาขวา ว่าเดิมแต่ก่อน ตัวพระนาขวาก็ได้เปนผู้เก็บรวมไพร่ไทยสร้างบ้านแปงเมือง ท่านก็ได้เปนเจ้าเมืองน่านนี้แล้ว ท่านจึงคิดรำเพิงว่า เมืองน่านนี้หาเจ้าบ่ได้ ท่านจิงไปอาราธนาเชิญเรามาเปนเจ้าเสวยเมืองน่านที่นี้ บัดนี้ท่านพอยมาจักคิดฟื้นต่อเราเปนเจ้านั้นบ่ถ้าคิดแล จักเสียข้าเจ้าไพร่ไทยเสียบดายแล ดังตัวเราเปนเจ้าก็ถอยลาคืนเมืองหาบ้านเมืองก่อนแล ดังตัวนาขวาก็จงเปนเจ้าเสวยเมืองน่านที่นี้เทือะ เราก็บ่ได้มาข่มเหงเต็งแพ้มาลุชิงเอาบ้านเมืองท่านบ่มี ท่านหากไปขอเอาเรามา เราก็มาตามความคิดนาขวานั้นแล ท่านกรุณาต่อนาขวาสันนั้นแล้ว เมื่อนั้นตัวนาขวาก็มีความสดุ้งตกใจกลัวด้วยเดชานุภาพอำนาจแห่งท่าน จักคิดอยู่สืบต่อไปบ่ได้ จิงจับเอาสีนาดไปอมปากก้องสีนาดไว้ ยิงฆ่าตัวตายยังทุ่งเฟียงแลงหั้นแล

๑๑๐

  • เจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์แต่เมื่อท่านลุกเชียงใหม่มาเสวยเมืองหัวทีวันนั้น ท่านก็มาแต่ท่านตัวเดียวแลเสนาบ่าวไพร่ตามสมควร ดังมเหษีเทวียังบ่เอามาเทือะ ท่านอยู่เสวยเมืองแล้วก็มาเอานางอดบ้านนามาเปนมเหษีเทวีหั้นก่อนแล
  • ดังมเหษีเทวีเมืองเชียงใหม่นั้นมีลูกกับเจ้าหลวงติ๋นชาย ๓ หญิง ๑ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อก บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้ามัวแล บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้านรินทร์ บุตรหญิงชื่อเจ้าเทพแล เจ้าสี่ตนนี้มา ตามหาพ่อเมื่อลุนแล

เจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์ท่านเอานางยอดมาเปนมเหษีนั้น ก็มีบุตรหญิง ๓ บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้านางมะลิมาลา บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อเจ้านางยอดมโนรา บุตรหญิงที่ ๓ ชื่อเจ้านางคำขา มี ๓ คนพี่น้องแล เจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกนั้นท่านเอาเมียเมืองเชียงใหม่พุ้นนั้น ก็มีบุตรชาย ๖ ตนแล บุตรที่ ๑ ชื่อเจ้าหนานมหาวงษ์ มี ๖ คนพี่น้อง มา ตามหาพ่อเมื่อลุนแล ดังเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกนั้นท่านมาตามหาเจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์ตนพ่อนั้น ท่านก็เอานางเมืองรามมาเปนเมียก็เกิดได้ลูก ๓ ชาย บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าขวา บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าซ้าย บุตรชายที่ ๓ นั้นชื่อเจ้าสมณะ มี ๓ คนพี่น้องแล ดังเจ้ามัวแลเอาเมียมีลูกหญิง ๑ ชาย ๑ บุตรหญิงชื่อนางศรีมหา มายา บุตรชายชื่อเจ้าหนานมหาวงษ์ มี ๒ คนพี่น้องแล เจ้านรินทร์เอาเจ้านางพิมพาลูกเจ้านางเทพนั้น มีลูกกับกัน หญิง ๑ ชาย ๑ บุตรหญิงชื่อเจ้านางสุคันธา บุตรชายชื่อตุ๊นายนารถแสน มี ๒ คน พี่น้องแล ๑๑๑ เจ้านางเทพนั้นเอาเจ้าไชยราชา เจ้าไชยราชานั้นเปนหลานเจ้าหลวงติ๋น ลุกเมืองเชียงใหม่มาตามหา มีลูกด้วยกันชาย ๓ หญิง ๔ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้านายอ้าย บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าสุทธะ บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้ามโน บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้านางพิมพา บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อเจ้า นางโนชา บุตรหญิงที่ ๓ ชื่อเจ้านางเลิศแล บุตรหญิงที่ ๔ ชื่อเจ้านางศรีแก้ว มี ๗ คนพี่น้องแล เจ้านายอ้ายนั้นเอาเจ้านางคำขาลูกเจ้าหลวงติ๋น มีลูกด้วยกันชาย ๑ ชื่อเจ้าน้อยวงษ์ เจ้าสุทธะเอาเมียเปนเชื้อตระกูลเล้ม เมียชื่อนางกรรณิกา มีบุตรด้วยกันชาย ๑ ชื่อเจ้าอัตถวรปัญโญ ตนเปนเจ้าฟ้านั้นแล เจ้ามโนตนถ้วน ๓ เอาเมียเมืองเถินมีลูกกับกันชาย ๑ หญิง ๑ บุตรชายชื่อเจ้าสุริยะกลางเวียง บุตรหญิงชื่อเจ้านางคำปิวแล เจ้านางพิมพาผู้เปนลูกเจ้านางเทพนั้นเอาเจ้านรินทร์ลูกเจ้าหลวงติ๋นมีลูกกับกัน ๒ คน แล้วก็ร้างเจ้านรินทร์เสีย ไปเอาผัวใหม่เปนผีกะพี่น้องตระกูลห้ามบ่ฟัง มีบุตรกับกันคน ๑ ชื่อนายน้อยคันธานั้น เถิงอันขึ้นใหญ่มาแล้วก็เปนผู้แขงแรงกล้าหาญด้วยการสงครามหั้นแล ครั้นว่ามันเสี้ยงกรรมไปแล้วก็มาเปนผีร้ายอยู่กับหอหลวงปรากฎออกชื่อว่า คันธาสามตา ว่าอันแล เจ้านางโนชาแลเจ้านางศรีแก้ว ๒ คนนี้บ่มีลูกแล เจ้านางเลิศนั้นเอาเจ้ามหาพรหมเมืองเถิง มีลูกด้วยกันหญิง ๓ ชาย ๕ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้ามหาวงษ์ ตนนี้ภายลุนได้เสวยเมือง

๑๑๒ น่าน บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าเมืองแก้ว บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้าพิมพิสาร บุตรชายที่ ๔ ชื่อเจ้าหนานวุฒนะ ตนนี้ได้เปนเจ้าหลวงเทิง บุตรชายที่ ๕ ชื่อเจ้าสุริยช่อฟ้าแล บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้านางอุบลวรรณา บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อเจ้านางศรีวรรณา บุตรหญิงที่ ๓ ชื่อเจ้านางจันทิมาเครือนี้กว้างขวางนักแล ลูกเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกลูกนางเมืองรามตนถ้วน ๓ นั้น ชื่อเจ้าสมณะตนนั้นได้เปนเจ้าเมืองน่านแล ลูกท่านชื่อเจ้าอจิตตวงษ์ ตนนี้ภายลุนก็ได้เปนเจ้าเมืองน่าน เจ้าอจิตตวงษ์ท่านมีน้องต่างมารดา ๒ ตน ตนพี่ชื่อเจ้าหนานค่ายแก้ว ตนน้องชื่อเจ้าบุษรถ ภายลุนเปนเจ้าเมืองแก่นแล บุตรหญิงชื่อนางแปงเมือง บุตรเจ้าสุทธะตนชื่อว่าเจ้าอัตถวรปัญโญนั้น ท่านได้เสวยเมืองน่านตนถ้วน ๗ แล เมียท่านที่ ๑ ชื่อเจ้าคำน้อย เปนเชื้อตระกูลเล้ม คือลูกพระยาหาญนั้นแล มีบุตรกับเจ้าฟ้าชาย ๒ หญิง ๓ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้ามหายศ ตนนี้ภายลุนได้เปนเจ้าราชวงษ์ แล้วก็ได้ไปเปนเจ้าเสวยเมืองน่านตนถ้วน ๙ นั้นแล บุตรชายที่ ๒ เสี้ยงแก่กรรมไปแล บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อแม่เจ้าประภาวดี บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อแม่เจ้ามี บุตรหญิงที่ ๓ ชื่อแม่เจ้าหล้า แม่เจ้าแก้วก็ว่าแล เมียที่ ๒ ชื่อแม่เจ้าแว่น เปนเชื้อเชียงแสน มีบุตรหญิง ๑ ชาย ๖ บุตรหญิงชื่อแม่เจ้าศรีวรรณาแล บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าถงแก้ว บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าแสงเมือง บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้าคำฦๅ บุตรชายที่ ๔ ชื่อเจ้าหนานมหาวงษ์ ตนนี้ได้เปนเจ้าวังขวาแล้วก็ได้เปนเจ้าหอ

๑๑๓ น่าตนไปเสี้ยงกรรมที่นครสวรรค์นั้นแล บุตรชายที่ ๕ ชื่อเจ้าสุริยไฮ้ บุตรชายที่ ๖ ชื่อเจ้าหนานไชยาแล เมียที่ ๓ ชื่อเจ้าแม่ขอดแก้ว ผู้นี้บ่มีลูกแล เมียที่ ๔ ชื่อแม่เจ้าขันแก้ว ผู้นี้เปนเชื้อเจ้าเมืองเชียงแขงคือเปนลูกเจ้าฟ้าแว่นเมืองเชียงแขง แลมีบุตรชายชื่อเจ้าอนันตยศตนนี้ภายลุนได้เปนเจ้าเสวยเมืองน่านตนถ้วน ๑๒ ปรากฎพระทรงนามชื่อว่า อนันตวรฤทธิเดช เจ้าชีวิตรนั้นแล บุตรหญิง ๑ ชื่อแม่เจ้าต่อมมี ๒ พี่น้องแล แม่เจ้าศรีวรรณานั้นก็เอาเจ้ามหายศเปนเชื้อเชียงของ มีบุตรกับกันหญิง ๕ ชาย ๔ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าหนานเทพ บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าจันต๊ะ ตนนี้ได้เปนเจ้าวังขวา บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้าหนานมหาไชย บุตรชายที่ ๔ ชื่อเจ้ามหาวงษ์แล บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อแม่เจ้าสุพรรณ บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อแม่เจ้ากรรณิกา บุตรหญิงที่ ๓ ชื่อแม่เจ้าสุธรรมา บุตรหญิงที่ ๔ ชื่อแม่เจ้าคำแปง บุตรหญิงที่ ๕ ชื่อแม่เจ้ายอดหญ้าผู้นี้ได้เปนอรรคมเหษีองค์เปนเจ้า เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชองค์เสวยเมืองน่านตนถ้วน ๑๓ นั้นแล บุตรเจ้านางเลิศตนที่ ๑ ชื่อเจ้ามหาวงษ์นั้นได้เสวยเมืองน่านตนถ้วน ๑๑ นั้นแล ด้วยลูกเมียจักไปบอกภายน่าพุ้นแล บุตรเจ้านางเลิศที่ ๒ ชื่อเจ้าเมืองแก้ว ตนนี้เอาเมียเชียงลม มีบุตรชื่อเจ้าหนานมหายศ บุตรชายเจ้านางเลิศที่ ๓ ชื่อเจ้าน้อย (พิมพิ) สารตนล่วงไปแล บุตรชายเจ้านางเลิศที่ ๔ ชื่อเจ้าหนานวุฒนะ ตนนี้เปนเจ้าหลวงเทิง บุตรชาย ๑๕

๑๑๔ เจ้านางเลิศที่ ๕ ชื่อเจ้าสุริยช่อฟ้า ตนนี้เอาแม่เจ้าหล้าลูกเจ้าฟ้า มีลูกชื่อเจ้าน้อยกิติยศแล บุตรหญิงเจ้านางเลิศที่ ๑ ชื่อแม่เจ้าอุบลวรรณามีลูกชาย ๑ ชื่อเจ้าพระเมืองน้อย บุตรเจ้านางเลิศที่ ๒ ชื่อแม่เจ้าศรีวรรณาเอาเจ้าสุริยกลางเวียง มีบุตรกับกัน ๒ หญิง คือ เจ้ายอดลีลา แลเจ้าเปี้ย บุตรหญิงเจ้านางเลิศที่ ๓ ชื่อแม่เจ้าจันทิมา ผู้นี้เอาเจ้าน้อยกลาง มีบุตรกับกันชาย ๑ ชื่อเจ้าจันต๊ะ แลเครือนี้กว้างขวางนักแล เปนเครือเจ้ามหาพรหมเมืองเทิงแลเจ้านางเลิศทั้งมวลแล เครือเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกนั้น ลูกท่านเมืองเชียงใหม่นั้น ตนที่ ๑ ชื่อเจ้าจันทปโชต ตนนี้ภายลุนได้เปนเจ้าพระยาน่านตนถ้วน ๖ ปรากฎทรงนามว่า เจ้ามงคลวรยศแล เมียท่านที่ ๑ ชื่อ ..... มีลูกชาย ๑ ชื่อเจ้าหนานปินตาฝ่ายแก้ว บุตรหญิง ๑ ชื่อแม่เจ้าเกียงคำแล เมียท่านที่ ๒ ชื่อ .... มีลูกชาย ๑ ชื่อเจ้าคำตัน หญิง ๑ ชื่อแม่เจ้า ... เมียเจ้าหลวงเทิงนั้นแล น้องเจ้ามงคลวรยศที่ ๑ ชื่อเจ้าวิธูรตนนี้ได้เปนเจ้านาขวาแล้วภายลุน ก็ได้เสวยเมืองน่านตนถ้วน ๕ นั้นแล ท่านมีบุตรชาย ๑ ชื่อเจ้าอัตถะแล น้องเจ้ามงคลวรยศที่ ๒ ชื่อเจ้าเทพินทร์ มีลูกชาย ๑ ได้เปนเจ้ารัตนหัวเมืองแก้วแล บุตรหญิง ๑ ชื่อแม่เจ้าสิงสร้อยแล น้องเจ้ามงคลวรยศตนที่ ๓ ชื่อเจ้าน้อยตู๊ย เอาเมียบ้านแก้มเมืองปัว มีลูกกับกัน ๒ ชาย ชายที่ ๑ ชื่อเจ้าหนานยะ ชายที่ ๒ ชื่อเจ้าหนานนันทไชย ชื่อ ๑ ว่า เจ้าสมแล ตนนี้ได้เปนเจ้าหอน่า


๑๑๕ น้องเจ้ามงคลวรยศตนถ้วน ๔ ชื่อเจ้ามหาวงษ์ ตนนี้เอาเมียเชียงลม มีลูกชาย ๑ หญิง ๒ ชายชื่อว่าน้อยจะวะนะแล หญิงที่ ๑ ชื่อแม่เจ้านางนันทา หญิงที่ ๒ ชื่อแม่เจ้าใจคำแล เจ้านันทาเอาผัวไพร่ มีลูกชื่อว่าน้อยเทพแลนายทิพดวงมี ๒ คน พี่น้องแล นางใจคำเอาผัวไพร่ มีลูก(ชาย) ๑ ชื่อชมพู ลูกหญิง ๑ ชื่อนางศรีโสภา ผู้นี้ได้เปนเมียเจ้าพระยารัตนแล อันนี้เปนเครือเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกหมู่ลูกเมียท่านเมืองเชียงใหม่แล ตอนที่ ๖ ว่าด้วยวงษ์เจ้าพระยาหลวงติ๋นครองเมืองน่าน

  • อันนี้พอจะกล่าวในเชื้อตระกูลวงษาเจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ อันได้มาเปนเจ้าเสวยราชสมบัติในเมืองน่านที่นี้ในสมัยนั้น นักปราชญ์เจ้าทั้งหลายเรียกว่าเปนปฐมต้นแรกหั้นคำ ๑ ก่อนแล ที่จักจา บอกไปเปนหลายแง่หลายเครือต่อ ๆ กันไปภายน่านั้นแท้ ก็เปนอันกว้างขวางมากนักแล
  • เจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์ท่านได้เสวยราชสมบัติในนครเมืองน่านได้ ๒๖ ปี คือมาเถิงปีลวงเม็ด เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ เม็งวันพฤหัศบดีท่านก็อสัญกรรมไปสู่โลกภายน่าวันนั้นแล ท่านเสี้ยงกรรมไปแล้ว เจ้าอริยวงษ์ท่านก็ได้ครองเมืองแถมต่อไปก่อนหั้นแล เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๑๕ ตัว ปีกาเล้า เจ้าอริยวงษ์ท่านก็พร้อมกันกับหน่อขัติยวงษ์เสนาอามาตย์บ้านเมืองทั้งมวล ก็กระทำปลงศพเลิกทรากส่งสักการ

๑๑๖ ท่านดีงามหั้นแล เรียกได้ชื่อว่าเช่นชั่ววงษา ๑ ก่อนแล ถ้าว่าจะนับแต่เช่นเจ้าขุนฟองพุ้นมานั้น ก็ได้ ๕๑ เช่นตนเสวยเมืองแล

  • อยู่มาเถิงปีกาบเสร็จ จุลศักราชได้ ๑๑๑๖ ตัว เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำนั้น มังสามหลวงก็ถืออามิศต่อจ่าสวนพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะ มาปลงเมืองน่านหื้อเจ้าอริยวงษ์หวั่นท๊อกตนลูกได้เปนเจ้าเสวยเมืองน่านแถมต่อไปหั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๗ ปี คือเถิงปีกดสี จุลศักราชได้ ๑๑๒๒ ตัวนั้น เมืองลานนาไทยทั้งหลายมีเมืองเชียงใหม่เชียงแสนเปนต้น ก็พร้อมกันคิดฟื้นพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะหั้นแล
  • ครั้นเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๒๓ ตัว ปีลวงไซ้ ทัพม่านละโปละทัพอัมมกามณีเปนโปโชกมีกำลังหมื่นสามพัน ก็ยกกองทัพใหญ่ลงมา ครั้นเถิงเดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำก็มาฮอดเวียงเชียงใหม่หั้นแล้ว ก็แวดวังขังเอานานได้ ๕ เดือนปาย ๑๔ วัน ก็ได้เวียงเชียงใหม่หั้นแล ครั้นว่าม่านได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ม่านสามโปสามทัพก็ยกมาเมืองนครแลมาเมืองแพร่แลมาเมืองน่าน มาตั้งทัพอยู่หัวเวียง ลวดรั้งพรรษาอยู่แล้ว ก็เก็บเอาเงินค่าเกล้าค่าหัวคู่ผัวเมียไหนก็เก็บเอาเงิน ๕๐๐ คำบาทหั้นแล

ครั้นอยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๒๔ ตัว ปีเต่าซง้า เดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำ ม่านสามโปสามทัพก็ยกหนีเมือเวียงอังวะหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๒๕ ตัว ปีกาเม็ดนั้น ม่านสี่โปสี่ทัพมีกำลังสี่พันก็ยกกองทัพมา มีโปมหามังคละทกคือเปนโปโชก มาจัด

๑๑๗ เอากำลังลานนาไทยทั้งมวลได้แล้ว ก็ยกกองทัพไปปราบผจญเอาเมืองหลวงพระบาง ก็ได้หั้นแล

  • เถิงเดือน ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ ทัพพม่าก็ยกจากเมืองหลวงพระบางมาตั้งอยู่ตีนวัดหลวงลำพางเมืองนคร ลวดรั้งพรรษาอยู่ที่นั้น ก็ขับเอากำลังในลานนาไทยห้าสิบเจ็ดเมืองได้แล้ว ฮอดเดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำ จุลศักราชได้ ๑๑๒๖ ตัว ปีกาบสันนั้น ทัพม่านแลลานนาไทยทั้งมวลก็ยกลงไปเมืองอโยทธยาหั้นแล
  • ฝ่ายเมืองน่านนั้น เจ้าอริยวงษ์ก็แต่งหื้อเจ้านายอ้ายตนเปนหลานคุมกองทัพไปตามโปมหามังคละทก คือไปเมืองใต้หั้นแล
  • ในกาลยามนั้น เมืองลานนาทั้งมวลนั้น ม่านทั้งหลายก็เท่าหัวม้าเข้าหางท้าออกมา ก็กวนกวีปรับไหมกินเบี้ยกินเงินแลชักลากเอาลูกร้างหลานสาวชาวบ้านชาวเมือง ครั้นว่าได้แล้วก็เอาหนีไป กระทำสันนั้นสู่บ้านสู่เมืองนั้นแล
  • อยู่มาเถิงศักราช ๑๑๒๗ ตัว ปีดับเล้านั้น ท้าวพระยาเจ้านายบ้านเมืองในลานนาไทยทั้งมวลบ่อาจจะอดได้ ก็ซ้ำพร้อมกันฟื้นม่านแถมสู่บ้านสู่เมือง เมื่อลุนหลังเจ้านายอ้ายไปราชการเมืองใต้หั้นแล
  • อยู่มาฮอดเถิงปีรวายเสร็จ จุลศักราชได้ ๑๑๒๘ ตัว ม่านโปมหายักษ์รู้ว่าเมืองลานนาไทยทั้งมวลพลิกฟื้นแถม ก็ยกเอากองทัพออกจากเมืองมาเดือน ๑๑ ลง ๑๑ ค่ำ มาฮอดปากงาวเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ยั้งทัพอยู่ที่นั้นแล


๑๑๘

  • ฝ่ายเจ้าหลวงอริยวงษ์เมืองน่านก็จัดได้กำลังศึกแล้ว ก็ยกทัพขึ้นรบม่านที่ปากงาวเหนือเวียงน่านนั้น ม่านก็แตกพ่ายหนีไปหั้นแล
  • ในกาลนั้นมหากระษัตริย์อังวะได้รู้ว่าลานนาไทยทั้งมวลพลิกฟื้นสันนั้นแล้ว อยู่มาฮอดจุลศักราช ๑๑๒๙ ตัว ปีเมิงไก๊ ก็แต่งหื้อโปอเสหงวนคือเปนโปโชกมีกำลังหมื่นหนึ่ง ยกทัพขึ้นมาฮอดเชียงใหม่เดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ยามนั้นพระยาจ่าบ้านเจ้าเมืองเชียงใหม่แลพระเมืองไชยลพูนก็กวาดเอาไพร่ไทยในเมืองเชียงใหม่แลเมืองลพูนมีกำลังสามพัน ก็เอาข้ามอยู่ในเวียงลพูนนั้นแล เมื่อนั้นม่านก็ยกมาแวดวัง ขังอยู่แต่วันเดือน ๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ฮอดเดือน ๔ ลง ๑๔ ค่ำ เม็งวันพฤหัศบดี ยามสู่แจ้ง เวียงลพูนก็แตก แลม่านก็จับเอาพระยาจ่าบ้านเชียงใหม่ขังตัวพระเมืองไชยเมืองลพูนนั้นก็ออกหนีพ้นไปเข้าสู่เมืองฮ่อตราบเถิงบัดนี้แล ครั้นว่าม่านได้เวียงลพูนแล้ว ก็ยกกองทัพเข้ามานคร เมืองแพร่ เมืองน่าน มาเถิงเมืองน่านเดือน ๕ ลงค่ำ ๑ เมืองน่านก็พ่ายหนีไปเมืองลาว อยู่เมืองลาวได้พรรษา ๑ เถิงปีเบิกไจ๊ จุลศักราชได้ ๑๑๓๐ ตัวก็คืนมาตั้งอยู่เมืองน่านดังเก่าหั้นแล
  • ดังเจ้านายอ้ายตนเปนหลานไปเอาราชการเมืองใต้ ทวยม่านนั้นก็ตีเอาเมืองใต้ได้ในจุลศักราชได้ ๑๑๒๙ ตัว ปีเมิงไก๊นั้นแล ครั้นว่าม่านได้เมืองใต้แล้ว ม่านก็เอาเจ้าฟ้าดอกเดื่ออันเปนเจ้าเมืองใต้คืนเมืองอังวะพุ้นหั้นแล เมือทางเมาะตมะทวายแลดังตัวเจ้านายอ้ายนั้นก็เอาติดตามทวยม่านเมืองทางแสนนั้นแล ครั้นเมือเถิงเมืองอังวะแล้วเจ้านายอ้ายก็ได้กราบทูลมหากระษัตริย์เมืองอังะหั้นแล

๑๑๙

  • ในศักราชนั้นสิ่งเดียว คือปีเมิงไก๊นั้น ฮ่อก็ยกกองทัพใหญ่ลงมามีกำลังเก้าหมื่น ว่าจักรบเอาเมืองอังวะ ลงมาฮอดเมืองแสนหวีฟ้าหั้น ยามนั้นมหากระษัตริย์อังวะจิงกรุณา หื้อเจ้านายอ้ายเมืองน่านว่าสันนี้ เจ้านายอ้ายได้มาประสบพบราชการพระองค์เราสันนี้ หื้อเจ้านายอ้ายได้เอาราชการเพราะองค์เราออกรบศึกฮ่อก่อนเทือะ ว่าอัน เมื่อนั้นเจ้านายอ้ายก็ออกรบศึกฮ่อกับด้วยหมู่ไปทัพทั้งหลาย ฮ่อก็แตกพ่ายหนีแล้ว ก็ไล่เลยศึกฮ่อขึ้นไป เถิงขัวเหล็กขัวทองพุ้นแล้ว จิงได้กลับลงมากราบทูลมหากระษัตริย์เจ้า มหากระษัตริย์จิงปงอามิศต่อจ่าสวนหื้อเจ้านายอ้ายได้เปนเจ้าเสวยเมืองน่านแล้ว ส่วนว่าเจ้านายอ้ายครั้นว่า ได้รับอามิศต่อแล้ว ก็ทูลลาจากกระษัตริย์อังวะลงมาเถิงเมืองน่านเดือน ๑๐ ในจุลศักราชได้ ๑๑๓๐ ตัว ปีเบิกไจ๊หั้นแล เจ้าอริยวงษ์ท่านได้เสวยราชสมบัติเปนเจ้าเมืองน่านนานได้ ๑๕ ปีแล้ว ก็ได้ปงเมืองหื้อเจ้านายอ้ายตนเปนหลานได้กินเมืองแทนตนในจุลศักราช ๑๑๓๐ ตัว ปีเบิกไจ๊เดือน ๑๐ ลง ๘ ค่ำนั้นหั้นแล ได้ ๒ ชั่ววงษาก่อนแล ผิจักนับแต่เจ้าขุนฟองพุ้นมา ได้ ๕๒ เช่นวงษาแล
  • เจ้านายอ้ายท่านได้เปนเจ้าอยู่เสวยราชสมบัติเปนเจ้ากินเมืองน่านนานได้ ๗ เดือน ก็ได้ไปเอาราชการเมืองลาว ครั้นไปฮอดเถิงบ้านโพธ์ที่นั้น ท่านก็เกิดพยาธิโรคปัจจุบัน แล้วก็ลวดสิ้นแก่กรรมตายไปในบ้านโพธิ์ที่นั้นหั้นแล ได้ ๓ ชั่ววงษาก่อนแล นับตั้งแต่ปฐมต้นคือเจ้าขุนฟองมานั้นก็ได้ ๕๓ เช่นเจ้ากินเมืองแล


๑๒๐

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๓๑ ตัว เดือนขึ้น ๑๐ ค่ำ มังสามก็ถืออามิศต่อลงมาปงเมืองน่านหื้อเจ้าหนานมโนตนน้องเจ้านายอ้ายหื้อเปนเจ้ากินเมืองน่านแทนหั้นแล เจ้าหนานมโนท่านได้เปนเจ้ากินเมืองน่านได้ ๖ ปี มาเถิงปีกาบซง้า จุลศักราชได้ ๑๑๓๖ ตัวนั้น พระยาจ่าบ้านเชียงใหม่ แลพระยาลพูน แลพระยานครก็เอากันฟื้นฟันม่านอันอยู่เวียงเชียงใหม่ ก็ใช้ไปขอเอากำลังเมืองอโยทธยาขึ้นมารบม่านโปมวยหวานแลจะกายอันอยู่ยังเมืองเชียงใหม่นั้นแล ม่านก็หนีไปในกาลยามนั้นเจ้าวิธูรคือเจ้านาขวาลูกเจ้าอริยวงษ์ก็ได้ไปเอาราชการม่านในเมืองเชียง ใหม่ ชาวใต้ก็ได้เจ้าน้อยวิธูรในเมืองเชียงใหม่ที่นั้นแล้ว ก็เอาลงไปเมืองนคร แล้วชาวใต้ก็ตั้งเจ้าน้อยวิธูรนั้นหื้อเปนเจ้ากินเมืองน่าน ก็ในจุลศักราชได้ ๑๑๓๖ ตัว ปีกาบซง้านั้นแล เถิงเดือน ๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำท่านก็มาฮอดเมืองน่านหั้นแล ครั้นเจ้าวิธูรมาฮอดเถิงเมืองน่านแล้ว อาชญาเจ้าหลวงมโนท่านก็ปงเมืองน่านทั้งมวลหื้อเจ้าวิธูรได้กินเวียงน่านหั้นแล ในปีนั้น ศักราชนั้น เดือน ๕ นั้นแล เจ้าหลวงมโนท่านได้เสวยราชสมบัติเปนเจ้ากินเมืองได้ ๖ ปี ก็ปงเมืองหื้อเจ้าวิธูรก่อนหั้นแล ได้ ๔ เช่นวงษาก่อนแล นับแต่เจ้าขุนฟองมาได้ ๕๔ เช่นท้าวกินเมืองแล
  • เจ้าวิธูรท่านได้เปนเจ้าเสวยราชสมบัติแล้ว ในปีนั้นเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ม่านก็ยกกองทัพลงมาทางศาลาปากงาว แลยามนั้นเมืองน่านเจ้าหลวงวิธูรก็ปงบ้านเอาครอบครัวไพร่ไทยหนีลงไปอยู่บ้านจิมท่าปลาที่ นั้นแล้ว ก็ยกเอากำลังขึ้นมารบม่านยังเวียงน่านหั้นแล ม่านก็แตกหนีไปหั้นแล

๑๒๑

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๓๗ ตัว ปีดับเม็ด อาชญาเจ้าตนชื่อว่าอริยวงษ์ แลเจ้าหลวงวิธูร ตนลูก ก็ยกเอาครอบครัวไพร่ไทยหนีจากบ้านจิม ขึ้นมาอยู่บ้านนาพังที่นั้นพรรษา ๑ แล้วเจ้าหลวงวิธูรตนเปนลูกก็เข้าไปเมืองนคร

ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือน ๖ ลง ๖ ค่ำ เจ้าอริยวงษ์ตนพ่อนั้นก็พาเอาเจ้าจันทโปโชตแลไพร่ไทยครอบครัวลูกเมีย หนีจากบ้านนาพังไปตั้งอยู่เมืองจันทบุรีพุ้น ลุนหลังเจ้าหลวงวิธูรตนลูกไปเมืองนครนั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๔๑ ตัวปีกัดไก๊นั้น เมืองอโยทธยาก็ยกเอากองทัพขึ้นมารบเอาเมืองจันทบุรีหั้นแล เถิงเดือน ๑๒ ลง ๔ ค่ำเวียงจันทบุรีก็แตกหั้นแล ดังมหากระษัตริย์เจ้าเวียงจันท์นั้นก็หนีไปเมืองแกวหั้นแล ชาวใต้ก็ได้ลูกเจ้าเมืองจันทบุรีผู้หนึ่ง ชื่อเจ้านันทเสนกับลูกสาวมหากระษัตริย์เวียงจันท์ผู้หนึ่งชื่อนางเขียวค้อมแลไพร่ไทยทั้งหลาย เอาลงไปเมืองใต้พุ้นนั้นแล ยามเจ้าอริยวงษ์ตนเปนพ่อเจ้าหลวงวิธูรแลไพร่ไทยชาวน่านซึ่งอันติดตามท่านไปอยู่เมืองจันทบุรีนั้น ชาวใต้ก็กวาดลงไปเมืองใต้นั้นเสี้ยงหั้นแล อยู่มาเถิงจุลศักราช ๑๑๔๓ ตัวปีลวงเป๋า เดือน ๓ ลงค่ำ ๑ วันเสาร์ เจ้าพระยาอริยวงษ์ตนเปนพ่อเจ้าหลวงวิธูรนั้นก็เถิงแก่กรรมตายไปในเมืองใต้ที่นั้นหั้นแล
  • ทีนี้จักจาด้วยเจ้ามโนก่อนแล ครั้นว่าท่านปงเมืองหื้อเจ้าหลวงวิธูรแล้ว ท่านก็หนีไปอยู่เมืองแพร่ แล้วก็กลับคืนมาอยู่บ้านช้างผ้าที่นั้นได้ปี ๑ เถิงจุลศักราช ๑๑๓๙ ตัวปีเมิงเล้าเดือน ๗ ลง ๑๔ ค่ำ

๑๖

๑๒๒ วันศุกร เจ้ามโนท่านก็หนีไปตั้งอยู่เมืองลาวนาตาลหั้น ในจุลศักราชสิ่งเดียว เจ้าหลวงวิธูรครั้นท่านลุกนครมาเถิงเมืองน่านแล้ว ท่านก็คืนเมือตั้งอยู่เมืองอวนที่นั้นได้ปี ๑

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๔๐ ตัวปีเบิกเสร็จ พระยานครก็ยกเอากองทัพมาตั้งอยู่เมืองงั่วที่นั้น ว่าพระยาวิธูรบ่ตั้งอยู่ในราชสัจมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ ว่าสันนั้น ก็ใช้ไปร้องเรียกลงมาเมืองงั่วหั้นแล ครั้นว่าพระยาวิธูรลงมาเถิงเมืองงั่วแล้ว พระยานครก็จับเอาตัวเจ้าวิธูรได้แล้ว ก็เอาใส่คาลงไปเมืองใต้ทั้งลูกทั้งเมียหั้น พระยาวิธูรท่านก็ลวดเถิงอสัญกรรมตายไปในเมืองใต้ที่นั้นหั้นแล
  • พระยาวิธูรตนนั้นคือเจ้านาขวาเปนน้องเจ้าจันทปโชตตนที่ ๒ คือลูกเจ้านางเมืองเชียงใหม่หั้นแล ดังเจ้าจันทปโชตตนพี่นั้นก็ได้ติดตามทวยเจ้าพระยาอริยวงษ์ตนพ่อหนีไปล้านช้างแล้วก็เลยลงเมืองใต้พุ้นแล เจ้าพระยาวิธูรท่านได้เสวยเมืองน่านได้ ๕ ปี ก็ได้หนีจากเมืองไปเมืองใต้พุ้น ในจุลศักราชได้ ๑๑๔๐ ตัวปีเบิกเสร็จนั้นหั้นแลได้ ๕ เช่นวงษาก่อนแล ผิจักนับตั้งแต่เจ้าขุนฟองนั้นได้ ๕๕ เช่นตนกินเมืองแล

ในกาลยามนั้น เมืองลานนาไทยก็บ่มั่นบ่เที่ยงสักบ้านสักเมืองแลดังเมืองน่านเราเปนอันเปล่าห่างสูญเสียหาท้าวพระยาบ่ได้แล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว เจ้าพระยามโนท่านก็ยกเอาครัวลูกเมียหนีจากนาตานเมืองลาวออกมาตั้งอยู่เมืองงั่วที่นั้นได้ปี ๑


๑๒๓

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๔๑ ตัวปีกาไก๊ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ พระยา สวรรคโลก พระยาลำพูนก็ยกกองทัพเข้ามาเถิงงั่วที่นั้น เมื่อนั้นพระยา สวรรคโลกก็ว่าจักกวาดเอาครัวเมืองน่านลงไปไว้เมืองใต้นับเสี้ยงว่าอันเจ้ามโนแลพระยานครก็พร้อมกันฟื้นฟันพระยาสวรรคโลก พระยาสวรรค โลกก็ด้านพ่ายหนีไปหั้นแล

ในศักราชนั้นสิ่งเดียว เจ้ามโนก็ยกเอาครอบครัวไพร่ไทยหนีจากเมืองงั่วขึ้นมาตั้งอยู่ตีนดอยภูเพียงแช่แห้งก้ำวันตกหั้นแล้ว ท่านก็มาแผ้วถางยังวัดแช่แห้งที่นั้นหื้อหมดใสดีงามแล้ว ก็สร้างสืบโรงอุโบสถนั้นหื้อกว้างขวางออกแถมห้อง ๑ หั้นแล ดังประตูโขงกำแพงพระธาตุเจ้าก้ำวันตกนั้น ท่านก็ลิดเทเสียว่าจักสร้างแปงก่อใหม่ว่าอัน ก็บ่ทันได้สร้างเทือะ ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือน ๖ ลง ๘ ค่ำ ทัพม่านแลพระยายองก็เข้ามาเถิงเมืองน่าน คุมเอาเมืองน่านได้แล้ว ก็กวาดเอาชาวน่านเมือไว้เมืองเชียงแสนหั้นแล ดังเจ้ามโนท่านก็ได้ยกเอาครอบครัวลูกเมียหนีขึ้นเมืออยู่เมืองเชียงแสนในวันเดือน ๗ ลง ๖ ค่ำ จุลศักราชได้ ๑๑๔๑ ตัวปีกัดไก๊หั้นแล

  • อยู่มาเถิงศักราชได้ ๑๑๔๒ ตัว ปีกดไจ๊ เดือน ๖ ลง ๑๑ ค่ำ พระยาจ่าบ้านเชียงใหม่แลพระยานครพระยาแพร่แลลาวเมืองหลวงพระบาง ก็ยกทัพขึ้นเมือตั้งอยู่สบกดหั้นแล
  • ฝ่ายเมืองเชียงแสนคือเจ้ามวยหวานเชียงแสนก็ห้างรี้พลศึกต่อรบกับด้วยพระยานครเชียงใหม่นานได้เดือน ๑ กำลังเมืองเชียงแสน


๑๒๔ บ่อาจจักต่อได้ เถิงเดือน ๗ ลง ๖ ค่ำวันจันทร์ยามเช้า เมืองเชียงแสนก็แตกถอยครอบครัวออกหนีขึ้นเมือเมืองภูเพียงหั้นแล ดังเจ้ามโนท่านก็ได้ยกเอาครอบครัวไพร่ไทยลูกเมียหนีจากเชียงแสน ไปตั้งอยู่เมืองภูเพียงพุ้นกับชาวเมืองเชียงแสนหั้นแล ท่านอยู่ที่นั้นได้พรรษา ๑ ครั้นว่าออกพรรษาแล้วท่านก็ขับหื้อเอาครอบครัวไพร่ไทยแลชาวเมืองเชียงแสนทั้งมวลลงมาตั้งอยู่เชียงแสนหื้อเปนบ้านเปนเมืองเหมือนเก่าหั้นแล ยามนั้นอาชญาเจ้ามโนท่านก็ยกเอาครอบครัวลงมาอยู่เชียงแสนในเวียงหั้นกับด้วยชาวบ้านชาวเมืองนั้นหั้นแล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราช ๑๑๔๔ ตัวปีเต่ายี่ เดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำม่านก็หื้ออาชญาเจ้ามโนยกเอาครอบครัวไพร่ไทยชาวน่านชาวเทิงทั้งมวลลงมาตั้งอยู่ในเมืองเทิงที่นั้นได้ ๓ ปี เถิงปีกาบยี่จุลศักราชได้ ๑๑๔๖ ตัวเดือน ๘ ลง ๒ ค่ำเม็งวันพฤหัศบดียามเที่ยงคืน เจ้ามโนท่านก็เถิงแก่ อสัญกรรมตายไปวันนั้นแล เถิงเดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำก็กระทำส่งสักการท่านนั้นแล

ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเจ้ามวยหวานเชียงแสนก็ใช้มาเอาเจ้าอัตถวรปัญโญตนเปนบุตรเจ้าสุทธะ เปนหลานเจ้ามโนที่เมืองเทิงนั้นขึ้นเมือเมืองเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ปงเมืองน่านทั้งมวลหื้อเจ้าอัตถวรปัญโญได้เปนพระยาน่านหั้นแล ยามนั้นทีนั้นเจ้ามวยหวานเชียงแสนจิงใช้แสนไชยปการขึ้นเมือทูลมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะหั้นแล เมื่อนั้นมหากระษัตริย์เจ้าอังวะจิงมีอามิศต่อจ่าสวนลงมาว่าหื้อเจ้าอัตถวรปัญโญตนหลานหื้อได้เปนพระยากินเมืองน่านหั้นแล เจ้าอัตถวรปัญโญได้รับอามิศต่อจ่าสวนได้กินเมืองน่านแล้ว ก็อยู่เมืองเทิงที่นั้นก่อนแล ๑๒๕

  • ในเมื่อศักราชได้ ๑๑๔๕ ตัวปีกาเม้านั้น เมืองน่านเราก็เปนอันเปล่าห่างสูญเสีย ก็บ่มีท้าวพระยาผู้รักษาแลรั้งไพร่ไทยทั้งหลายอันเกิดค้างอยู่กับบ้านกับเมืองนั้น ก็พากันลี้ซ่อนอยู่ในป่าเถื่อนฮอมห้วยราวเขาหั้นแล

ดังฝ่ายเจ้าตนมีอายุอันตกลงไปเมืองใต้นั้น มหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ก็ตั้งเจ้าหนานจันทปโชตตนเปนลูกเจ้าอริยวงษ์นั้น หื้อเปนเจ้าพระยามงคลวรยศ แล้วก็หื้อขึ้นมาเปนเจ้าเสวยเมืองน่านในจุลศักราชได้ ๑๑๔๕ ตัวปีกาเม้า เดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ วันพฤหัศบดีท่านก็ขึ้นมาตั้งอยู่บ้านท่าปลาที่นั้นหั้นแล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๔๗ ตัวปีดับไซ้ มหากระษัตริย์เจ้าเมือง อังวะก็ยกเอามากองทัพใหญ่ลงมาว่าจักยุทธกรรมเอาเมืองกรุงศรีอยุทธยา ก็ลงมาทางเมาะตมะทวาย จึงแต่งหื้อพะกามมังดีเปนโปโชก มีกำลังหมื่นหนึ่งลงมาทางเมืองลานนาไทยมาฮอดเมืองเชียงแสน เดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำวันเสาร์ ก็ยกกองทัพออกจากเชียงแสนมาเถิงเมืองเทิงมาขับเอากำลังเมืองแล้วก็มาเถิงเมืองน่าน เมืองแพร่ ฝ่ายเมืองเชียงใหม่นครก็พร้อมกันเปนอันเดียว แลยามนั้นพระยาน่านพระยาแพร่บ่สู้บ่รบ ก็ลวดน้อมตัวเปนข้าม่าน เมืองเถินพร้อมเปนข้าม่านเสียหั้นแลดังเชียงใหม่แลนครบ่น้อมม่าน ก็ยกเอากองทัพเข้ามาแวดวังขังเอาหั้นแล ยามนั้นกองทัพมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะก็มาทางเมาะตมะทวายนั้นก็บ่อาจจักต่อเมืองอโยทธยาได้ ก็ด้านพ่ายหนีมาคืนเมืองอังวะดังเก่าแล

๑๒๖ ดังฝ่ายเมืองลานนาไทยนี้โปทัพพะกามมังดีก็พ่องเอานครเชียงใหม่ก็บ่ได้ ครั้นรู้ว่าทัพฝ่ายมหากระษัตริย์ลงไปเอาเมืองใต้บ่ได้ด้านคืนเมือดังอัน โปทัพพะกามมังดีก็เลิกถอยหนี เอากองทัพมากวาดเอาเถิงชาวแพร่ชาวน่านขึ้นเมือไว้เมืองเชียงแสนนับเสี้ยงหั้นแล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราช ๑๑๔๘ ตัว ปีรวายซง้าเดือน ๘ ลง ๒ ค่ำพะกามมังดีโปทัพก็ยกกองทัพออกจากเมืองเชียงแสนหนีเมืออังวะหั้นแล

ในศักราชนั้นสิ่งเดียว เดือน ๕ เพ็ง พระยาแพร่ก็พร้อมกับด้วยหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งมวล มีพระยายองเปนต้น ก็ฟื้นฟันม่านยังเวียงเชียงแสนที่นั้น ดังตัวมวยหวานเชียงแสนก็พ่ายหนีลงมาเชียงราย พระยาเชียงรายก็จับได้ตัวมวยหวานแล้วก็ส่งไปเมืองนคร พระยานครก็ส่งตัวมวยหวานลงไปเมืองใต้ ก็ลวดไปเสียเมืองใต้หั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว พระยานครก็ยกทัพขึ้นเมืออยู่เชียงแสนแล้วก็จับเอาตัวพระยาแพร่ใส่คาลงไปเมืองใต้หั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว เดือนยี่ขึ้น ๖ ค่ำ ม่านก็ยกกองทัพใหญ่ลงมาเมืองเชียงแสน ตั้งอยู่บ้านดายท่าแพ้นั้นแล ยามนั้นพระยานครก็รีบกวาดเอาครัวเมืองเชียงแสนลงมาเมืองเทิงแล้ว ก็หนีเมือเมืองนครหั้นแล ยามนั้นพระยายองก็เอาครัวหนีข้ามของ ไปตั้งอยู่เมืองภูคาที่นั้นหั้นแล ดังฝ่ายพระยาน่านแลชาวเทิงทั้งมวลก็ค่อยเกากุมครอบครัวไพร่ไทยชาวน่านชาวเทิงทั้งมวลหนีออกจากเมืองเทิง ลงมาในวันเดือนยี่

๑๒๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำ มาฮอดเมืองน่านเดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำ มาตั้งอยู่บ้านถีดริมน้ำน่านวันตกภูเพียงแช่แห้งหั้นแล

  • ยามนั้นเจ้าจันทปโชตคือเจ้ามงคลวรยศนั้นท่านก็ยังตั้งอยู่ท่าปลา หั้นแล ดังเจ้าสมณะตนเปนน้องเจ้าพระยามงคลวรยศนั้นท่านก็ขึ้นมาตั้งอยู่บ้านคือเวียงพ้อหั้นแล ยามนั้นเจ้าอัตถวรปัญโญท่านก็พาเอาท้าวขุนไพร่ไทยตามสมควร ว่าจักลงไปไชยหาเจ้าสมณะตนเปนน้าที่บ้านคือว่าสันนั้น ยามนั้นยังมีขุนผู้หนึ่งจิงจักทวายเมียบุสรักว่าด้วยเจ้าอัตถวรปัญโญจักลงไปไชยหาน้านั้น ยามนั้นขุนเมียผู้นั้นจิงจักไหว้ห้ามบ่หื้อไปเทือะ เพราะออกเมื่อบ่ดี ครั้นเจ้าจักลงไปไชยหาน้าในวันนี้แท้ กลัวจักเกิดเหตุอันตรายแลว่าอัน เมื่อนั้นท้าวขุนทั้งหลายไหว้ห้ามท่านสันนั้นท่านก็บ่ฟัง ก็พาเอาท้าวขุนขึ้นเรือล่องลงไปหาเจ้าตนเปนน้าที่บ้านคือเวียงสาหั้นแล ยามนั้นเจ้าสมณะตนเปนน้า ท่านก็ตีเหล็กอยู่ เจ้าตนเปนหลานก็เข้าไปหาเจ้าตนเปนน้าหั้นแล เจ้าตนเปนน้าครั้นว่าหันเจ้าตน เปนหลานเข้าไปหาสันนั้นก็คิดใจว่า มันเปนข้าเหนือ กูเปนข้าใต้ สิ้มมันจักมาเอากูก็บ่แจ้ง คิดสันนี้แล้วก็จิงห้ามเจ้าตนหลานบ่หื้อเข้าไปหา ห้ามถ้วน ๒ ทีถ้วน ๓ ทีหั้นแล เมื่อนั้นเจ้าตนเปนหลานก็เอิ้นบอกกล่าวว่า ข้าจักไปหาน้าด้วยสวัสดีบ่คิดคืนด้วยประการใดแล ว่าอันแล้ว เจ้าตนหลานก็ซ้ำเข้าไปใกล้เจ้าตนเปนน้าแถมหั้นแล เมื่อนั้นเจ้าตนเปนน้าก็วัดจับได้ปืน ก็ยิงเจ้าตนเปนหลานถ้วน ๒ ที ๓ ทีก็บ่ออกบ่ไหม้หั้นแล เจ้าตนหลานหันเจ้าตนน้ากระทำแก่ตนสันนั้น ก็วัดจับได้หอกก็ไล่เจ้าตนน้าเจ้าตนน้าก็บ่ช่างทนอยู่ได้ ก็แล่นหนีไปทางวังคือน้ำน่าน ในขณะนั้นมีบ่าวเจ้าตนน้าผู้ ๑ ก็แล่นทวยเจ้าตนน้าไปแล เจ้าตนหลานก็ไล่ทวยไป

๑๒๘ เถิงริมน้ำน่านแล้ว เจ้าตนน้าก็โจนลงน้ำทัดที่วังคือหั้นแล เกือบสิ้นชีวิตร ดังบ่าวท่านผู้นั้นก็โจนลงทวยแห่งตนแล้ว ก็กุมฟุยเอาเจ้าตนไปฟากน่านก้ำน่าแล้วก็พาหนีไปหั้นแล เมื่อนั้นเจ้าตนหลานก็พาเอาท้าวขุนบ่าวไพร่คืนมาเสียก่อนหั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว เจ้าตนเปนหลานก็พาเอาท้าวขุนบ่าวไพร่ลงไปหาเจ้าพระยามงคลวรยศตนเปนน้าที่เมืองท่าปลา แล้วก็พูดด้วยกิริยาภาวะด้วยเจ้าสมณะตนเปนน้ากระทำแด่ตนนั้นหั้นแล เมื่อนั้นเจ้าพระยามงคลวรยศตนเปนน้าอันเปนผู้เถ้าแก่นั้น ท่านก็มีคำตักเตินห้ามขอกับเจ้าตนหลานก็บ่หื้อมีความอาฆาฎหมายมั่นแก่พ่ออาว์ ขอเจ้าตนเปนหลานอย่าได้ถือสาพ่ออาว์เทือะ อนึ่งบ้านเมืองน่านของเรานี้ ต่อนี้ไปภายน่าเยี่ยงสันใดจะดีกานกุงรุ่งเรืองไปภายน่านั้น น้าก็จักมอบปงหื้อเจ้าตนหลานได้ครอบครองรักษาทั้งมวลแล้วแล อนึ่งน้าก็เถ้าแก่แล้ว น้าได้ครอบครองเมืองมาก็ได้ ๒ ปี ๓ ปีแล้ว บ้านเมืองก็บ่มั่นบ่แก่นสักเทือะแล เจ้าตนหลานครั้นว่าได้ยินเจ้าตนเปนน้ามีคำตักเตือนสันนั้นท่านก็มีความยินดีแล้วก็อนุญาตปลดปลงยังโทษ แลคุณทั้งมวลแก่เจ้าสมณะตนเปนน้านั้นแล้ว ท่านก็ลาเจ้าพระยามงคลวรยศตนเปนน้าขึ้นมาอยู่บ้านติ้ดบุญเรืองก่อนหั้นแล เจ้าพระยามงคลวรยศคือเจ้าจันทปโชตนั้น ท่านได้เปนเจ้าครองเมืองน่านได้ ๔ ปี เถิงปีรวายซง้าจุลศักราชได้ ๑๑๔๘ ตัว ปีนั้น ท่านก็ได้มอบฝูงบ้านมืองน่านทั้งมวลหื้อเจ้าอัตถวรปัญโญตนเปนหลาน ได้ครอบครองรักษาต่อไปก่อนแล ผิจักนับแต่เจ้าขุนฟองมา ก็ได้ ๕๖ เช่นตนเสวยเมืองแล

ภาคที่ ๓ พงษาดารเมืองน่าน (จ.ศ.๑๑๔๘ - ๑๒๕๖)[แก้ไข]

ตอนที่ ๑ ว่าด้วยเมืองน่านมาขึ้นกรุง ฯ ๑๒๙

  • เจ้าอัตถวรปัญโญท่านได้ครองเมืองแทนเจ้าตนเปนน้าแล้ว อยู่มาได้ปี ๑ เถิงปีเบิกสัน จุลศักราชได้ ๑๑๕๐ ตัว เดือน ๙ ลง ๑๓ ค่ำ ท่านก็พาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้นั้นหั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์ก็มีพระมหากรุณายกตั้งเจ้าอัตถวรปัญโญหื้อได้เปนเจ้ากินเมืองน่าน แล้วก็ตั้งเจ้าสมณะตนเปนน้าอันเปนน้องพระยามงคลวรยศนั้น หื้อเปนเจ้าพระยาหอน่าหั้นแล

เจ้าอัตถวรปัญโญ ท่านได้รับเปนเจ้าเมืองน่านแล้ว ก็ทูลลาพระมหากระษัตริย์เจ้าเสียแล้ว ท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยขึ้นมาหั้นแล เถิงเดือนยี่ขึ้น ๙ ค่ำท่านก็ขึ้นมาเถิงเมืองงั่ว ก็ยั้งอยู่ที่นั้นหั้นก่อนแล เมื่อนั้นเจ้านายท้าวขุนทั้งหลายก็ลงไปต้อนรับเอาท่านขึ้นมาฮอดเมืองน่านวันเดือนยี่ลง ๖ ค่ำวันนั้น ท่านก็ยั้งอยู่ทรงตนข้างหัวมุงฝ่ายเหนือที่นั้นแล้ว ท่านก็ให้สร้างยังพระพุทธรูปเจ้าทันใจองค์ ๑ ฮอดวันเดือนลงค่ำก็นิมนต์พระสังฆเจ้ามากระทำการภิเศกอบรมในคืนค่ำ เดือนยี่ลงเก้าค่ำเวลาเช้าก็ใส่บาตรกินทานหั้นแล ท่านก็เสด็จขึ้นมาสถิตย์สำราญในโรงไชยบ้านติ๊ดบุญเรืองหั้นแล วันนั้นยามกองงายแล

  • เถิงเดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำวันอังคาร ท่านก็ยกเอาครอบครัวทั้งท้าวขุนไพร่ไทยหนีจากบ้านติ๊ดนั้นลงไปตั้งอยู่เมืองงั่ววันนั้นแล เมื่อนั้นท่านก็

๑๗

๑๓๐ ปงอาชญาแก่เจ้านายท้าวขุนทั้งหลายมีเจ้าพระเมืองแก้วแลนายจายแก้วนายดวงพิมพ์เปนประธาน แลท้าวขุนทั้งหลายหื้อเกาะกุมไพร่ไทยทั้งหลายหื้ออยู่รักษาเวียงเก่าไว้หื้อเปนหัวเมืองฝ่ายเหนือตามกาลก่อนหั้นแล

  • เถิงจุลศักราช ๑๑๕๑ ตัวปีกัดเล้าเดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำท่านก็ลุกเมืองงั่ว ขึ้นมาบ้านติ๊ดบุญเรืองเดือนยี่ออก ๙ ค่ำ ก็มาฮอดบ้านติ๊ดหั้นแล

ในกาลก่อนนั้น บ้านเมืองน่านที่นี้ก็เปนอันเปล่าห่างสาบสูญเสีย โจรผู้ร้ายก็มาหักม้างเทยังยอดมหาเจดีย์เจ้าแช่แห้ง เอาเกิ้งลงเสียสันนั้น อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็มาเล็งหันพุทธุปบาทสาสนาดูเปนที่มัวหมองต่ำช้าสันนั้น

  • ในศักราชได้ ๑๑๕๑ ตัวหนึ่งสิ่งเดียว เดือนยี่ขึ้น ๑๔ ค่ำ ท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนรัฐบาลบ่าวไพร่ทั้งหลายขึ้นเมือแผ้วถางยังวัดหลวงแช่แห้งบริเวณข่วงมหาธาตุเจ้าหั้นแล เถิงเดือนยี่ลงค่ำ ๑ ยามกองงายแรกตั้งก่อประตูโขงหั้นก่อน เถิงเดือนยี่ลง ๔ ค่ำ ก็แล้วบริบวรณ์หั้นแล เดือนยี่ลง ๑๑ ค่ำได้ตั้งคาดคจามหาธาตุเจ้าขึ้น เถิงยามกองแลงก็แล้วในวันเดียวหั้นแล แล้วท่านก็เอาแกนเหล็กอันเก่านั้นลงมาแปงเสียใหม่ต่อแกนเก่าขึ้นแถมศอก ๑ หั้นแล เถิงเดือน ๓ ขึ้น ๗ ค่ำวันอังคารทูตเช้า เอาแกนเหล็กยอดพระธาตุขึ้นตั้งใหม่ติดต่อวันนั้นแล แล้วท่านก็ได้ชุมนุมมายังช่างเครื่องทั้งหลายมาสร้างแปงเกิ้งใหม่ใส่แถม ๒ ใบเกิ้งเก่ามี ๗ ใบ รวมเข้ากันมี ๙ ใบ แล้วจิงแต่งสร้างแปงยังรูปหงษ์ตัว ๑ งามนัก หื้อคาบเกิ้งขึ้นต่าง เถิงวันเดือน ๓ ขึ้น ๑๒ ค่ำก็ได้นิมนต์พระสังฆเจ้าทั้งหลายรวมมี ๗๓ ตน สามเณรมี ๑๑๔ ตน

๑๓๑ มารับประทานแลเทศนาธรรม ท่านก็พร้อมด้วยเจ้านายไพร่ไทยทั้งหลายใส่บาตรกินทานในวันเดือน ๓ เพ็งเม็งวันพุฒนั้นยามเที่ยงวัน จิงจักชักรูปหงษ์คาบเกิ้งขึ้นกางยังมหาธาตุเจ้าแล้วบริบวรณ์หั้นแล ในวันเดือน ๓ เพ็งในเดือนนั้นก็ได้พุทธาภิเศกอบรมยังมหาธาตุเจ้าหั้นแล เถิงวันเดือน ๓ ขึ้นค่ำ ๑ ท่านก็ซ้ำใส่บาตรกินทานแถมหั้นแล ในวันเดือน ๓ เพ็งนั้น ยามเมื่อเอาเกิ้งกางนั้นเทพทิพเจ้าก็หื้อหันยังอัจฉริยอัศจรรย์มี ๗ ประการก็ปรากฎมียามนั้น อนึ่งก็ได้หันคิชฌราชาคือว่าพระยาแร้ง ๔ ตัวก็มาแอบร่อนอยู่ที่มหาธาตุเจ้าหั้นแล หื้อคนทั้งหลายได้รู้หันสู่คนสู่คนหั้นแล อนึ่งคือได้ยินเสียงเหมือนดังเสียงนกยูงบินมาแต่ทิศก้ำใต้นั้น แต่เล็งดูแท้พอยบ่หัน อนึ่งคือได้หันยังงูตัว ๑ ตามแห่งพระยาเจ้าเข้าไปที่ข่วงบริเวณแห่งมหาธาตุเจ้าแล้วก็กลับหายไปหั้นแล อนึ่งในขณะเมื่อชักรูปหงษ์คาบเกิ้งขึ้นนั้น อันว่ากลีบฟ้าแลเมฆทั้งหลายก็กลับหายไปเสี้ยง ใต้พื้นฟ้าอากาศภายบนก็ใสสว่างบริสุทธิมากนักยามนั้นแล อนึ่งเล่าดาวยังฟ้าก็ปรากฎหื้อหันแก่คนทั้งหลายเมื่อเที่ยงวันนั้นแล อนึ่งฝนก็ตกลงมาหันเม็ดอยู่แท้เหมือนจักถูกตนคนทั้งหลาย เหมือนจักขยุ้มถือเอาได้นั้นแท้ ก็พอยบ่จับถูกตนคนทั้งหลายสักคน ตกลงมาบ่ขาดสายนานได้ ๒ วันจิงหายแล มี ๖ ประการแล เจ้าหลวงอัตถวรปัญโญครั้นว่าท่านได้หันอัจฉริยทั้งหลายอันบ่ห่อนได้หันในกาลเมื่อก่อนสักเทือะสันนั้น ท่านก็บังเกิดปิติโสมนัศชมชื่นยินดีหาประมาณบ่ได้ มากนักหั้นแล ครั้นว่าแล้วบริบวรณ์แล้ว ท่านก็มีราชอาชญานิมนต์ยังมหาครูบาเจ้าวัดลองหาดตนชื่อว่าอริยวงษามาอยู่เมตตาปฏิบัติวัดหลวงภูเพียงแช่แห้งที่นั้นหั้นแล ๑๓๒

  • ทีนี้จักกล่าวฝ่ายพระยายองก่อนแล ในเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๙ ตัวนั้น ท่านก็ได้เข้าใจผิดบ่รำเพิงเถิงบ้านเมืองแห่งตน ลวดได้พร้อมใจกับด้วยพระยาแพร่ฟื้นฟันเจ้าหมวยหวานเชียงแสน ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือนยี่ขึ้น ๖ ค่ำ ม่านก็ยกทัพลงมาเถิงบ้านกุ่มเมืองเชียงรายทางบ้านดายท่าแพร่หั้นแล ยามนั้นพระยาเชียงของพระยาเชียงรายแลพระยาน่าน ก็ยกครอบครัวไพร่ไทยหนีลงมาเปนข้าใต้เสี้ยงหั้นแล ดังตัวพระยายองก็บ่ลงมา ก็เอาครอบครัวไพร่ไทยแห่งตนข้ามของหนีไปตั้งอยู่เมืองหลวงภูคาที่นั้นแล

ครั้นว่ากองทัพม่านเข้ามาเถิงเวียงเชียงแสนดังนั้น เจ้านาขวาเมืองเชียงแสนก็เอาครอบครัวไพร่ไทยคืนออกมาตั้งอยู่เมืองเชียงแสนกับด้วยโปม่านทั้งหลายดังเก่าหั้นแล ยามนั้นโปม่านทัพทั้งหลายก็บ่ยกทัพไปรบกับด้วยพระยายองเทือะ เหตุว่าม่านโปทัพทั้งหลายรำเพิงว่า พระยายองนี้หากเปนข้าพระมหากระษัตริย์เจ้าแต่เดิมมาดาย อนึ่งลูกมันก็อยู่ในสำนักพระมหากระษัตริย์เจ้าแล ฮอยมันบ่แพ้ท่านกลับตามท่านซะแด ผิแลมิเปนสันนั้นมันก็ยังจักคืนมาเปนข้ามหากระษัตริย์ดังเก่าซะแด ว่าอัน โปม่านทัพทั้งหลายก็ยั้งรอฟังดูหั้นแล พระยายองก็บ่ออกมา เท่าห้างทัพอยู่ท่ารบม่านสิ่งเดียว

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๒ ตัว ปีกดเสร็จ ม่านก็ยกเอากองทัพเข้ามารบเอาพระยายอง พระยายองก็แตกพ่ายเข้าไปทางเมืองหลวงพระบาง ว่าจะเข้าไปเมืองแถง ว่าสันนั้น เมื่อนั้นม่านก็ตามทวยเข้าไป ก็ลวดได้ตัวพระยายองนั้นแล้ว ม่านก็เอาลงไปเมืองอังวะบ่ทัน

๑๓๓ ฮอด ก็ลวดไปตายเสียกลางทางหั้นแล ดังไพร่ไทยทั้งหลายแห่งพระยายองก็เอากันแตกพ่ายเข้ามาเมืองน่าน มีพระยาศรีแลราชปราบโลก ท้าวหาญทั้งหลายมาเปนแก่ก็เข้ามาเมืองน่าน มีคน ๕๘๕ ครัวก็เข้าตั้งบ่ม้างมาฮอดเมืองน่าน ในศักราชนั้นเดือน ๑๑ ลง ๑๓ ค่ำนั้นก็มาอยู่ในเมืองน่านที่นี้ทั้งมวลแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๓ ตัว ปีลวงไก๊เดือน ๗ ออก ๖ ค่ำ พระยาเชียงของก็ยกเอาครอบครัวไพร่ไทยทั้งหลายเมืองเชียงของทั้งมวลออกมาจากเมืองแก่นท้าว ก็เข้ามาทางเมืองด่านซ้าย ก็มาในเมืองน่านที่นี้เสี้ยงทั้งมวลแล รวมคนครัวมี ๕๐๕ ครัวแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๔ ตัว ปีเต่าไจ๊ เดือน ๘ ลง ๘ ค่ำ วันอาทิตย์ยามแถจักใกล้รุ่งเที่ยงวัน อาชญาเจ้าหลวงตนชื่ออัตถวรปัญโญเปนประธาน แลเจ้านายท้าวขุนทั้งหลายทั้งมวล พร้อมกันสร้างแปงก่อยังพระเจดีย์เจ้ายังวัดนาลาบเมืองงั่ว แรกก่อตั้งวันนั้นแล ในพระเจดีย์เจ้าหลังนี้ อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านหากตั้ง สร้างเอาใหม่ด้วยคำสัจอธิฐานของท่านแล บ่ใช่เปนธาตุเก่าบ่มีแล เถิงเดือน ๓ เพ็งเม็งวันพุฒ ท่านได้ฉลองทานแลกระทำพุทธาภิเศกอบรมยังพระเจดียธาตุเจ้าวันนั้นแล

ในศักราชสิ่งเดียวนี้ อาชญาเจ้าหลวงแลเจ้าพระยามงคลวรยศแลเจ้าอุปราชาหอน่า แลเจ้านายทั้งมวลมีท้าวหาญไพร่ไทยเปนบริวารมีคน ๒๐๐ ยกคืนเมือเวียงเก่า เถิงวันเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำวันอาทิตย์ก็เมือฮอดบ้านติ๊ดบุญเรืองที่นั้นวันนั้นแล ท่านก็พาเอาหน่อขัติยวงษ์

๑๓๔ เจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยทั้งหลายหนภายในมีเจ้าอารามาธิบดีวัดศรีบุญเรืองที่นั้นเปนเค้า พร้อมกันก่อแรกสร้างเสาวิหาร แลฝาพนักใส่สตายบริบวรณ์ แล้วอยู่ที่นั้นหั้นก่อนแล เมื่อนั้นอาชญาเจ้าหลวงแลครูบาเจ้าวัดแช่แห้งที่นั้นแล องค์พระพุทธรูปเจ้านั้นก็เปนอันชักแห้งแตกไปสันนั้น ท่านก็พาเอาเจ้านายไพร่ไทยทั้งหลายภายในหมายมีครูบาวัดแช่แห้งเปนเค้า ก็พร้อมกันสร้างขันสีใส่สตาย แลทามุกรักใส่น้ำเกลี้ยงดีงามแล้ว แล้วก็ติดคำบริบวรณ์แล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๕ ตัวปีกาเป๋าเดือน ๙ ทุติยขึ้น ๑๑ ค่ำเม็งวันพฤหัศบดีไทยกาบยี่ยามรุ่งเมื่อคืนนั้น ไม้มหาจำลงอันเปนมูลจำหงาย อันสำหรับหมายกับภูเพียงแช่แห้งแต่เมื่อพระสัพพัญญูมาฐาปนาไว้เกษาธาตุหั้น อันพระมหาอนันตเถรเจ้าเอาธาตุพระพุทธเจ้ามาห้อยนั้น ก็หักโค่นแต่เค้าลงมาพาดตีนมหาธาตุตั้งแต่หม้อคว่ำลงมาจับกาบสามก็แตกมางไปสามกาบ ลงมาจับแท่นสี่เล้มตั้งปากขันหลวงนั้นก็แตกพังลง ถูกใส่ปากขันหลวง ก็ปลดพังลงมาจับแท่นบัลลังก์ถ้วน ๒ ลงมาถูกใส่แท่นบัลลังก์หลวงตั้งธรณีอันถ้วนตน ก็แตกพังลงแล อนึ่งวิหารน้อยที่สถิตย์สำราญพระเจ้าทันใจห้องน่าก็ลงฟาดตีใส่ก็โค่นด้านหลุพังไปเสี้ยง เท่าเว้นไว้ที่พระเจ้าอยู่นั้นแล

ในจุลศักราชสิ่งเดียวนั้นเดือนยี่ขึ้น ๑๔ ค่ำวันเสาร์ฤกษ์ ๒ ตัวยามกองงาย อาชญาหลวงเจ้าอัตถวรปัญโญท่านเอานายท้าวขุนไพร่ไทยลุกแต่เมืองงั่วขึ้นมาแผ้วบ้านพ้อปากน้ำสาที่นั้นแล้ว เถิงเดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำวันเสาร์ ฤกษ์ ๒๐ ตัว ยามทูตเช้า ก็ได้แรกตั้งเวียงไม้ลำแป้นไม้แก่นหื้อเปนเวียงบ้านพ้อปากน้ำสาที่นั้นแล ๑๓๕

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๖ ตัวปีกาบยี่ เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำวันพุฒฤกษ์ ๔ ตัวยามเที่ยงวัน ท่านก็ยกเอาครอบครัวแลท้าวขุนไพร่ไทยทั้งมวลเข้าอยู่เวียงพ้อปากน้ำสาที่นั้นวันนั้นแล ครั้นท่านได้ขึ้นมาอยู่เวียงพ้อที่นั้นแล้ว ก็มาคิดร่ำสร้างแปงยังฝายน้ำสานั้นแล ดังฝายน้ำสาแลทุ่งนาที่นั้นอันห่างร้างสูญเสียแต่เมื่อเช่นลาวก้อนก้อมเข้ามา กวาดเอาชาวเมืองน่านหนี ตั้งแต่นั้นมานานได้ ๒๑ ปีแล้ว แล้วท่านก็มาคิดร่ำสร้างแปงหื้อเปนฝายมั่นคงเปนทุ่งนาดีมาดังเก่าเรานั้นแล

ในศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ได้ยกกองทัพขึ้นรบแม่รัวะเมืองเชียงแสนกับด้วยพระยาแพร่แล จุลศักราชตัวเดียวนี้เดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนบ่าวไพร่ยกจากเวียงพ้อขึ้นมาอยู่ภูเพียงแช่แห้งที่นั้นแล้ว ท่านก็พร้อมกับด้วยพระสังฆเจ้าทั้งหลาย หมายมีครูบาเจ้าวัดหลวงแช่แห้งที่นั้นเปนเค้า ได้พากันปฏิสังขรณ์สร้างแปงยังพระมหาชินธาตุเจ้าอันไม้จำโรงหากโค่นด้านลงทุบตีนั้น ตั้งก่อแรกสร้างทำการนั้นตั้งแต่วันเดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำนั้นไป นานได้ ๖ วันก็แล้วบริบวรณ์ดีงามมาตั้งแต่เก่านั้นแล ดังวิหารพระทันใจเจ้าแลลำต้ายบังเวียงที่ใดหลุต่ำด่ำเสียนั้น ท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยแลพระสังฆเจ้าทั้งหลายมวลสร้างแปงใหม่เสร็จบริบวรณ์สู่อันหั้นแล เถิงเดือน ๖ เพ็งเม็งวันพฤหัศบดีท่านก็ได้กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองยังพระธาตุเจ้าแล กระทำบุญหื้อทานวันนั้นเปนห้อง ๑ ก่อนแล


๑๓๖

  • อยู่มาเถิงเดือน ๗ ลง ๘ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็ยกเอายังครอบครัวไพร่ไทยลุกจากบ้านเมืองงั่วขึ้นมา ท่านก็เบิกบายฉลองยังวัดศรีบุญเรืองเปนมหาพอยอันใหญ่หั้นแล
  • อยู่มาเถิงเดือน ๘ เพ็งตกปีใหม่แล้ว ศักราชได้ ๑๑๕๗ ตัวปีกาเม้า อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็ซ้ำเบิกบายฉลองพุทธาภิเศกพระพุทธรูปองค์หลวงแช่แห้งหั้นแถมครั้ง ๑ แล ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำก็ได้พร้อมกับด้วยเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยก่อแรกสร้างปราสาทหอธรรมที่วัดกลางเวียงเมืองสาหั้นแล รวมสูงตั้งตีนธรณีขึ้นเถิงยอดมี ๙ วา ๑ ศอกแล้ว ท่านก็ได้ประจุยังธาตุอรหันตาเจ้าไว้ในที่นั้นมี ๒๐ องค์ กับพุทธรูปเจ้าองค์ ๑ เถิงวันเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำเม็งวันอังคารยามกองแลง ท่านก็ได้ขึ้นกางฉัตรแล เมื่อท่านยกจากเมืองงั่วขึ้นมาตั้งอยู่เวียงสาวันนั้น ท่านก็ได้หื้อเจ้าตนเปนน้าคือเจ้ามงคลวรยศแลนายอริยะอยู่บ้านเมืองงั่วที่นั้น
  • ในจุลศักราชได้ ๑๑๕๗ ตัวนั้น มาฮอดเถิงเดือน ๙ หั้น ก็มาบังเกิดยังเหตุการณ์ในเมืองงั่วที่นั้น ด้วยเทพสังหรแสร้งอาเภทเปนเปรตเปนยักษ์เวทนามากวนกวีบุบตียังตุ๊ะพระในวัดหลวงเมืองงั่วที่นั้นทั้งชาวบ้านก็บุบตี ก็บอกกล่าวแลเขียนหนังสือมาซัดขว้างหื้อ ว่าเปนรุกขเทวดาอยู่รักษายังพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง พระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งนั้นเปนที่สัพพัญญูเจ้าแลอรหันตาเจ้าทั้งหลายเอาธาตุเจ้ามาฐาปนาตั้งไว้ เราท่านได้สร้างไว้แต่ก่อนก็ปลดพังเสีย สูทั้งหลายบ่สร้างบ่แปง ต่อนี้ไปหื้อสูได้สร้างแปงหื้อดีเหมือนเก่า ครั้นสูบ่สร้างบ่แปงยังพระธาตุเจ้า

๑๓๗ ภูเพียงแช่แห้งที่นั้นหื้อรุ่งเรืองดีงามเหมือนดังเก่านั้น ตูก็ควรกวีกระทำหื้อเปนอันตรายบ่ยั้งแล สูสร้างแปงหื้อรุ่งเรืองดีงามเหมือนเก่าดังอันตูทั้งหลายก็บ่ทุบตีกวนกวีแล ว่าอัน เมื่อนั้นเจ้าพระยามงคลวรยศตนเปนน้านั้น ท่านก็แต่งใช้ขึ้นมาไหว้สาเจ้าอัตถวรปัญโญตนเปนหลานที่เมืองพ้อด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายนั้นสู่ประการหั้นแล เมื่อนั้นอาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ท่านก็จิงได้ปงหื้อพระยามงคลวรยศตนเปนน้าแลนายอริยแลพระสังฆเจ้าทั้งหลาย แลท้าวขุนไพร่ไทยในเมืองงั่วที่นั้นขึ้นไปสร้างแปงยังพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งหั้นแล

  • เมื่อนั้นเถิงเดือนยี่ เจ้าพระยามงคลวรยศตนเปนน้าก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยทั้งหลายแลพระสังฆเจ้าทั้งหลายในเมืองงั่วที่นั้นทั้งมวล ก่อแรกสร้างแปงหั้นแล ท่านสร้างแปงยังพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งที่นั้นนานได้ ๕ เดือนก็แล้วบริบวรณ์หั้นแล
  • เถิงเดือน ๖ ลง ๘ ค่ำ วันอังคาร อาชญาเจ้าอัตถวรปัญโญ ท่านก็เสด็จลงไปต่างฉัตรพระชินธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งวันนั้นแล้ว ก็ลวดกระทำพุทธาภิเศกเบิกบาฉลองวันนั้น ครั้นว่าสร้างพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งที่นั้นแล้ว เทพสังหรก็อันตรธานกลับหายไปวันนั้นแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๕๙ ตัว ปีเมิงไซ้ อาชญาเจ้าอัตถวรปัญโญก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยทั้งหลายก่อแรกสร้างก่อเสาพระวิหารหลวงวัดบุญยืนเวียงสาที่นั้นในวันเดือน ๙ ออก ๕ ค่ำเม็งวันเสาร์

๑๘


๑๓๘ ไทยกดซง้า ยามทูตซ้าย จุลศักราช ๑๑๕๙ ตัว ปีเมิงไซ้หั้นแล จุลศักราช ๑๑๖๐ ตัวปีเบิกซง้านั้นก็ยั้งอยู่สร้างวัดบุญยืนที่นั้น ท่านก็หื้อหมื่นสัพช่างเปนสล่าตัดไม้วิหารหลังนั้นแล

  • เถิงจุลศักราช ๑๑๖๑ ตัว ปีกัดเม็ด เดือน ๖ ลง ๒ ค่ำท่านก็ขับเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยได้กำลัง ๔๙๖๓ คน นอกนี้มีเจ้านายท้าวขุน ๔๓๔ คน รวมด้วยกันมีคน ๕๓๙๗ คน ก็ยกเข้าไปสร้างฝายสมุนวันเดือน ๖ ลง ๕ ค่ำ ก่อแรกลงหลักไว้ก่อนแล้ว จิงขุดเหมืองปันต่า ๓๑๒ คน รวมต่า ....รวมต่าเหมือง ๒๐๘๑ ต่าเกิ่งหั้นแล ดังฝายสมุนที่นั้นอันห่างสูญแต่เมื่อลาวก้อนก้อมเข้ามากวาดเอาเมืองน่านหนีนั้นก็เปนอันนานนักแล นานได้ ๒๑๙ ปี เจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็มาสร้างตั้งแต่วันก่อแรกลงดับฝายนั้นมาได้ ๑๕ วัน ก็ลุแล้วบริบวรณ์วันนั้นมั่นคงดีเปนทุ่งเปนนามาตราบเถิงบัดนี้แล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๒ ตัว ปีกดสันเดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำ เม็งวันอังคารยามทูตเช้า ท่านก็ขับเอาพลเข้าแผ้วถางเวียงน่านเก่านั้นแลเถิงเดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำเม็งวันพุฒไทยกาบยี่ยามเที่ยงฤกษ์ได้ ๒๒ ตัวชื่อว่าสมณฤกษ์ อาชญาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญท่านก็ได้ก่อแรกสร้างพุทธรูปเจ้าองค์ยืนยังวัดบุญยืนที่นั้น เถิงเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำเม็งวันพุฒ ไทยเต่าไจ๊ ฤกษ์ได้ ๒๔ ตัวชื่อมหาธนฤกษ์ก็แล้วบริบวรณ์ติดคำเสี้ยง ๔๙๕๐ ใบแล
  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๓ ตัวปีล่วงเล้า ท่านก็ได้ลงไปกราบพิดทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าขอขึ้นมาตั้งเวียงเก่า เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็ทรงพระกรุณาอนุญาตหื้อขึ้นมาตั้งหั้นแล

๑๓๙ ในจุลศักราชนั้นสิ่งเดียว เดือนยี่ขึ้น ๑๐ ค่ำ ยามมืดตึด แผ่นดินก็ร้องครางสนั่นหวั่นไหวมากนัก แก้วอันใส่ยอดพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งนั้นก็พอสะเด็นตกลงมา ยอดพระธาตุเจ้าสุเทพเชียงใหม่ แลยอดพระธาตุเจ้าลำพูน แลยอดพระธาตุเจ้าลำปาง นคร แลยอดพระธาตุเจ้าฉ้อแฮเมืองแพร่ แลขื่อพระวิหารหลวงเมืองพยาวที่พระเจ้าตนหลวงอยู่นั้นก็สะเด็นตกลงก้ำเดียวกันในขณะนั้นเสี้ยงแล ในเดือนเดียวนี้ฮอดแรม ๑๔ ค่ำ ก็ซ้ำไหวแถมทีหนึ่ง เถิงเดือน ๓ ท่านลุกเวียงสาขึ้นมานิมนต์พระสังฆเจ้าทั้งหลายก็คาดคชาเอาแก้วขึ้นใส่แถม ที่ใดจักแหงแตกนั้น ท่านก็หยุดยาซ่อมแซมเสียหื้อดีแล้ว ท่านก็คืนลงไปเวียงสาแล้วก็ยกขึ้นมาตั้งอยู่ดอนหมากเป็ง ก็หื้อคนทั้งหลายแผ้วถางทั้งในเวียงนอกเวียงทั้งมวล เถิงเดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ วันพฤหัศบดีฤกษ์ ๘ ตัวยามเที่ยงวัน ก็ก่อแรกแปงประตูเวียงแลก่อกำแพง ครั้นบริบวรณ์แล้วท่านก็ลงไปเวียงสาหั้นก่อน เถิงเดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ วันจันทร์ ท่านก็ยกเอาครอบครัวจากเวียงสาขึ้นมาตั้งอยู่ดอนไซ เถิงเดือน ๖ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วันอังคาร ฤกษ์ได้ ๒๐ ตัวยามทูตซ้าย ท่านก็ยกครอบครัวเสด็จเข้าอยู่เวียงน่านเก่าหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๔ ตัวปีเต่าเสร็จ เดือน ๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ท่านก็ยกเอารี้พลกำลังมีคน ๑๐๐๐ ขึ้น เมือรบเอาเมืองเชียงแสน

ปางเมื่อพระยายมราชเมืองใต้ เปนเจ้าแม่ทัพขึ้นมาตั้งพระยาเจ้าเวียงจันท์แลพระเจ้าเชียงใหม่แลท้าวพระยาหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งมวล


๑๔๐ รวมรี้พลคนศึกทั้งมวลมีคน ๒๐๐๐๐ คน ยกกองทัพใหญ่ขึ้นเมือแวดล้อมเอาเมืองเชียงแสนบ่ได้ ก็ถอยลงมาเถิงเมืองเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำหั้นแล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๖ ตัวปีกาบไจ๊ เดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำท่านก็ยกเอาพลมีคน ๑๐๐๐ เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ เมืองนคร ๑๐๐๐ เข้ากันเปน ๓๐๐๐ ก็ซ้ำยกขึ้นเมือกุมรบเอาเมืองเชียงแสนแถม เถิงเดือน ๙ ปฐมขึ้น ๕ ค่ำเม็งวันอังคารเวลายามสู่แจ้ง ท่านก็ยกเอารี้พลศึกเข้าเอาเวียงเชียงแสนเข้าประตูดินขอ ได้เวียงวันนั้นแล ดังตัวเจ้ามวยหวานเจ้าเมืองเชียงแสนก็ถูกปืนตายหั้นแล ดังตัวเจ้านาขวาเชียงแสนนั้นก็แตกพ่ายหนีอยู่จอมเขาจอมแซว ไปตามเอาก็ได้ตัวนาขวาที่นั้น กับทั้งเมียนาขวา ๒ คน ลูกนาขวา ๓ คนแล้ว ก็กวาดเอาไพร่พลคนครัวเมืองเชียงแสนมาใส่เมืองแลนครเชียงใหม่นับเสี้ยง ครั้นล่องลงมาเมืองเชียงใหม่แล้วก็เอาตัวนาขวาลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้า ตัวนาขวาก็ไปตายเสียยังเมืองใต้ที่นั้นหั้นแล

เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้ามีความยินดี ก็ชุบเลี้ยงเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญหื้อเปนเจ้าน่านหั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้ามีความยินดี รักเจ้าหลวงฟ้าน่านเสมอดังลูกอันเกิดเแต่อกตนนั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าท่านก็ปงพระราชทานรางวัลแก่เจ้าฟ้า มีแหวนธำมรงค์ดวงปาตก ๑ วง ขันคำลูก ๑ แอบยาคำ ๒ ลูก จอกหมากคำ ๒ ลูก ซองพลูคำลูก ๑ มีดผ่าหมากด้ามคำเถียน ๑ คนโทคำลูก ๑ กระโถนคำลูก ๑ สะโต๊กเงิน ๒ ใบ เสื้อผ้าผืนดีแลเครื่องสรรพทั้งมวลมากนักแล ๑๔๑ เจ้าฟ้าหลวงครั้นว่าท่านได้พระราชทานรางวัลกับด้วยพระมหากระ ษัตริย์เจ้าแล้วก็ทูลลาขึ้นมาหั้นแล ในศักราชเดียวนั้นเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำเม็งวันอังคาร ท่านก็เกณฑ์เอารี้พลศึกได้แล้วก็ลงทัพไชย เถิงเดือน ๔ ลง ๔ ค่ำ อาชญาเจ้าฟ้าหลวงท่านก็ยกเอากองทัพขึ้นเมือเมืองสิบสองปันนาเชียงรุ้ง ว่าจักยกกองทัพเข้าประจญปราบเอา ว่าสันนั้น เมื่อนั้นเมืองเชียงแขงแลเมืองเชียงรุ้ง แลเมืองสิบสองปันนาทั้งมวล ก็บ่อาจจักต่อสู้รบได้สักเมือง ก็พากันเข้ามาก้มกราบน้อมกู่หัวเมือง ขอเปนข้าพระมหากระษัตริย์เจ้ากรุงเทพ มหานครเสี้ยงกู่หัวเมืองหั้นแล ดังเมืองเชียงรุ้งนั้นท่านก็เอาตัวเจ้านามวงษ์ตนเปนน้าเจ้าเมืองเชียงรุ้ง แลท้าวพระยาในเมืองสิบสองปันนาทั้งมวล มีพระยาเมืองเชียงแขงเปนประธาน แลลูกพระยาภูคา แลเครื่องราชบรรณาการทั้งหลาย ลงไปถวายแทบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครหั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็เร่งซ้ำมีความยินดียิ่งกว่าเก่าแล้วก็ปงพระราชทานรางวัลแก่เจ้าฟ้าหลวงน่านเปนอันมากแล้ว ก็ปงพระราชทานรางวัลแก่เจ้านายท้าวพระยาหัวเมืองฝ่ายเหนือมีเมืองเชียงรุ้งเปนต้นหั้นแล พระราชทานคืนเมือเมืองเชียงรุ้งนั้น ช้างพลาย ๒ ตัว ช้างพัง ๒ ตัว บาตรเหล็ก ๖ ลูก ใบลานเขียนธรรม ๑๒ กับ ผ้าสักหลาดแดง ๖ พับ ผ้าขาวบางมีดอก ๓ พับ ผ้ากาสา ๗ พับ ผ้าพรมนอน๓ ผืน ผ้าส่านแดง ๑ ผืน ผ้ายกน้ำคำ ๑ ผืน ผ้าก้านแย่ง ๑ ผืน ผ้ายกลคร ๑ ผืน ผ้าก้านแย่งเขียว ๑ ผืน ผ้าแต้มเทศ ๑ ผืน แก้วกระ ๒๐๐๐๐ คำปิว ๑๒๐๐๐ ใบแล ๑๔๒ พระมหากระษัตริย์เจ้าพระราชทานรางวัลแล้ว อาชญาเจ้าฟ้าหลวงน่านท่านก็พาเอาเจ้านายหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้าทูลลาขึ้นมาหั้นแล ครั้นขึ้นมาเถิงเมืองน่านแล้ว อาชญาเจ้าฟ้าหลวงท่านก็หื้อเจ้ามหาอุปราชาตนเปนน้าแห่งท่าน แลท้าวขุนบ่าวไพร่มีคน ๒๐๐ คุมเอาเครื่องพระราชทานแลท้าวพระยาหัวเมืองฝ่ายเหนือ คืนเมือเมืองเชียงรุ้งหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๗ ตัวปีดับเป๋าเดือน ๖ เพ็ง อาชญาเจ้าฟ้าท่านก็ยกออกจากเวียงไปตั้งอยู่ท่งช้างบี้ที่ตีนภูเพียงแช่แห้งแล้ว ท่านก็เล็งหันยังบริเวณกำแพงพระธาตุเจ้านั้น ก็เปนอันคิดซ่อม ท่านก็พร้อมด้วยเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยแลพระสงฆเจ้าทั้งหลาย ก็ขุดคลายกำแพงพระธาตุเจ้าด้านใต้นั้น คลายออกแถม ๔ วา แลก่อประตูโขงด้านตวันออกแลด้านใต้แลด้านตวันตก แลประตูโขงบังเวียนแห่งพระธาตุ ๒ ประตู แลก่อขันตั้งกรวมแจ่ง แลก่อแปงซ่อมดอกบัวคำข้างเหนือแล้วใส่ฉัตร ๗ ใบแลก่อแปงตั้งรูปเทวบุตร ๔ ตนอยู่ ๔ แจ่งหั้นแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๖๘ ตัวปีรวายยี่เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เม็งวันอังคารไทยเบิกไจ๊ยามเที่ยงวัน ท่านซ้ำมีอาชญาเกณฑ์เอากำลัง ๕๐๐ คน ก่อสร้างยังรูปมหานาคราชาใหญ่ ๒ ตัวยาว ๖๘ วา ตัวใหญ่แต่แผ่นดินขึ้นสูง ๔ ศอก ยอฉัวเลิกพังพานขึ้นสูง ๑๐ ศอก ฐาปนาตั้งไว้ ๒ ปางข้างหนทางที่อันขึ้นเมือนมัสการพระมหาธาตุเจ้านั้นแล้ว ก็ซ้ำได้สร้างแปงยังศาลาบาตร เรียบแวดตามกำแพงภายทางในบริเวณ


๑๔๓ ข่วงมหาธาตุเจ้า แลได้ก่อรูปท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ กับบริวารแลสอง แลสอง อยู่รักษาพระธาตุเจ้าทั้ง ๔ แจ่งหั้นแล เถิงเดือน ๖ เพ็งท่านก็ยาดหมายทานหั้นห้องหนึ่งก่อนแล

  • อยู่มาเถิงศักราชได้ ๑๑๖๙ ตัว ปีเมิงเม้าเดือน ๑๑ ขึ้นค่ำ ๑ วันอังคาร ไทยลวงเป๋า ยามก่อนงาย ทิพเจดีย์อันตั้งไว้ในหนเหนือแห่งพระธาตุเจ้าวัดช้างก็ก่นก้านพังลงแล เถิงเดือน ๕ ลง ๖ ค่ำวันพุฒนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าหลวงท่านก็ซ้ำได้สร้างศาลานางยองก่อเสาดินมุงด้วยแป้นเก็ด มี ๓ ห้อง ๒ ชายหั้นแล เถิงเดือน ๖ ลง ๑๒ ค่ำเม็งวันพุฒยามเที่ยงวัน ท่านก็พาเอาศรัทธาทั้งหลายภายในแลภายนอกพร้อมกันก่อสร้างยังทัพเจดีย์ขึ้นแถมใหม่แล้ว ท่านก็ซ้ำได้ประจุธาตุเจ้าไว้ ๑๖ ดวงก่อขึ้นสูง ๗ วา ได้ต่างฉัตร ๕ ใบไว้โขงทั้ง ๔ ด้าน เปนที่สถิตย์พระพุทธรูปเจ้า ๔ องค์ทองหั้นแล
  • อยู่มาจนเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๐ ตัว ปีเบิกสีเดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำเจ้าฟ้าหลวงท่านก็เสด็จลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ ท่านเสด็จลงไปเถิงท่าปลาบ้านแฝกหั้นแล้ว ยามนั้นยังมีเจ้าสามเณร ๒ ตนตน ๑ ชื่อว่าอริยะ ตน ๑ ชื่อว่าปัญญา ลงไปสู่ท่าน้ำเวลายามเช้าท่านก็ได้หันยังไหจีนลูก ๑ ฟูปั่นแคว้นอยู่ที่วังวนปากถ้ำหั้น ก็กันลงไปเอาออกมาแล้วก็ไขดู ก็หันพระเกษาธาตุเจ้าดวง ๑ ลอยเข้ามุกดาหาร ไว้ ๔ ดวง แลธาตุพระเจ้าอารัตนเจ้ามี ๒๖๐ ดวง มีพระพิมพ์คำ ๖๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐๔ องค์ แลพระพุทธรูปแก้วมี ๔ องค์ ต้นดอกไม้คำต้น ๑ ต้นดอกไม้เงินต้น ๑ น้ำต้นเงินต้น ๑ น้ำต้นคำต้น ๑ ไตลเงิน

๑๔๔ ลูก ๑ ไตลคำลูก ๑ ภายในใส่แก่นจันทน์ขาว หมอนคำลูก ๑ ภายในใส่แก่นจันทน์แดงแลใส่ช้างจ้อยม้าจ้อย เงินคำมี ๖๐ สาดเงิน ๑ สาดคำ ๑ แก้วแหวนมีพร้อมทุกอัน ครั้นท่านลงไปเถิงแล้วท่านหื้อช่างเครื่องมาตีแปงยังโขงเงินใส่แล้ว แปงต้นดอกไม้เงินต้น ๑ ต้นดอกไม้คำต้น ๑ บูชาไว้กับพระธาตุเจ้าแล้ว ท่านก็นิมนต์เอาพระสงฆเจ้ามาฉลองฟังธรรมพุทธาภิเศกใส่บาตรหยาดน้ำหมายทานแล้ว ท่านก็นิมนต์เอาเกษาธาตุเจ้าเข้าสู่เรือเอาล่องไปเมตตาพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้หั้นแล พระมหากระษัตริย์เจ้าครั้นได้ทราบรู้ยิน ยังเจ้าฟ้าพระเกษาธาตุเจ้าลงไปถวายสันนั้น ท่านก็มีความชื่นชมโสมนัศยินดีหาประมาณบ่ได้ แล้วท่านก็แต่งเฉลี่ยงคำพร้อมแลขันคำพร้อมด้วยเครื่องสงเสพ คือดุริยดนตรี มาต้อนรับเอาแล้ว ก็สงเสพแห่แหนนำเข้าไปเถิงท้องปราสาทแล้วก็กระทำสักการบูชายังพระเกษาธาตุเจ้า ด้วยเครื่องบูชาทั้งหลายต่าง ๆ หั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าท่านก็มีธูปเทียนขอนิมันตนายังพระเกษาธาตุเจ้าอยู่เมตตาโปรดในกรุงเทพมหานครหั้นแล แล้วท่านก็มีความยินดีกับด้วยเจ้าฟ้ายิ่งกว่าเก่า แล้วก็ปงพระราชทานรางวัลสมนาคุณบุญเจ้าฟ้าเปนอันมากนักหั้นแล เจ้าฟ้าหลวงก็มาเมี้ยนแก่ราชกิจการทั้งมวลแล้ว ท่านก็กราบทูลลาพระมหากระษัตริย์เจ้า แล้วท่านก็เสด็จขึ้นมาเถิงเมืองแล้วในเดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำวันนั้นแล


๑๔๕ ครั้นว่าท่านเสด็จขึ้นมาฮอดเมืองแล้ว ท่านจิงจักเชิญปกเตินยังเจ้านายขัติยวงษาขุนแสนขุนหมื่นรัฐประชาไพร่ไทยทั้งหลายมวล หนภายในภายนอกทั้งมวลในจังหวัดนครเมืองน่านทุกแห่ง หื้อตกแต่งสร้างยังสรรพสู่เยื่องเครื่องครัวทานแลเครื่องเล่นทั้งหลายพร้อมสู่เยื่อง หื้อมีรูปสรรพรูปทั้งหลายพร้อมสู่อันแล้ว เถิงวันเดือน ๖ ขึ้น ๑๒ ค่ำท่านก็มีอาชญาแก่เจ้านายเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายตั้งเล่นมโหรศพ ในท้องข่วงสนามไปถาบเถิงวันเดือนเพ็งนั้นเวลาเช้า ก็จิงจักยกครัวทานทั้งหลายมวลขึ้นไปในข่วงแก้วภูเพียงแช่แห้ง ได้นิมนต์พระสงฆเจ้าแลสามเณรมารับทานที่ในข่วงพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง รวมเส้นหัววัดมี ๑๓๙ หัววัด รวมภิกษุสงฆเจ้าทั้งหลายมี ๔๖๓ องค์ รวมสามเณรมี ๘๖๓ องค์ รวมเข้ากันมี ๑๓๒๖ องค์แล ทินนวัตถุทานหอผ้ามี ๑๓๖หลังท่านก็ได้แปงบอกไฟขวีใหญ่บอก ๑ ใส่ดินไฟเสี้ยง ๓๔๗,๐๐๐ อัน หนป่าวอนุโมทนาทาน มีบอกไฟขึ้นตั้งแต่ ๑๐๐๐๐ นับลงลุ่มมี ๑๔๔ บอก บอกไฟขวีน้อยแลบอกไฟกวาง บอกกงหัน บอกไฟดาว บอกไฟนก บอกไฟเทียน แลปฏิช่อธุง ทั้งมวลจักคณนาบ่ได้ มีตั้งต้นกัลปพฤกษ์สรรพทั้งมวลแล แต่บอกไฟขึ้นเจาะ ๓ วันจิงเมี้ยนบริบวรณ์แล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๒ ตัวปีกดซง้าเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญท่านก็เสด็จลงไปปงศพพระมหากระษัตริย์เจ้าบรมโกษฐในเมืองกรุงเทพมหานครนั้น ได้ปงเถิงเดือนยี่ลง ๔ ค่ำยามใกล้รุ่ง ท่านก็บังเกิดด้วยพยาธิเถิงแก่อสัญกรรมตายในเมืองใต้ที่นั้นวันนั้นแล

๑๙ ๑๔๖ สมเด็จเจ้าฟ้าเมื่อแต่แรกต้นพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองอังวะ ได้ปงอามิศต่อจ่าสวนหื้อท่านได้เปนพระยาน่านแล้ว ท่านก็ตั้งอยู่ยังเมืองเทิงที่นั้นได้ ๓ ปี เถิงปีรวายซง้าเดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำ ท่านก็ได้เอาครอบครัวลูกเมียเจ้านายไพร่ไทยหนีจากเมืองเทิงที่นั้นลงมา เถิงเดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำก็มาฮอดเมืองน่าน ตั้งอยู่บ้านติ๊ดบุญเรืองที่นั้นหั้นก่อนแล ในศักราชเดียวนั้น ท่านก็ได้ลงไปหาเจ้ามงคลวรยศที่เมืองท่าปลา ขอลงมาเปนข้าเอาราชการพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้หั้นแล เมื่อนั้นเจ้าตนเปนน้ามีความยินดี แล้วท่านก็ลวดมอบบ้านปันเมืองหื้อเจ้าอัตถวรปัญโญได้ครอบบ้านเมืองต่อไปหั้นแล เจ้าอัตถวรปัญโญท่านก็กลับคืนมาอยู่บ้านติ๊ดบุญเรืองหั้นได้ปี ๑ เถิงปีเบิกสัน จุลศักราชได้ ๑๑๕๐ ตัว เดือน ๙ ลง ๑๓ ค่ำ ท่านก็ได้ลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ พระมหากระษัตริย์เจ้าก็มีความยินดีด้วยเจ้าอัตถวรปัญโญลงไปกราบทูลขอเปนข้าเพิ่งสมภารเอาราชการฝ่ายใต้สันนั้น ท่านก็ยกตั้งเจ้าอัตถวรปัญโญขึ้นหื้อเปนเจ้าพระยาน่านหั้นแล ท่านได้เปนเจ้าพระยาน่านได้ ๑๗ ปี แล้วก็ได้ยกเอารี้พลศึกพร้อมกับด้วยนครเชียงใหม่ขึ้นปราบประจญเอาเมืองเชียงแสนได้แล้ว ก็เอาลงไปกราบทูลถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ พระมหากระษัตริย์เจ้าก็มีความยินดีแล้วเปนอันมากแล้วก็เลื่อนยศขึ้นหื้อเปนสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่านหั้นแล ท่านได้เปนสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่านได้ ๕ ปี เถิงปีกดซง้าเดือนยี่ลง ๔ ค่ำยามใกล้รุ่ง ท่านก็เถิงแก่มรณไปหั้นแล

๑๔๗ สมเด็จเจ้าฟ้าท่านได้เสวยราชสมบัติเมืองน่าน ๒๒ ปีนี้ ได้เปนข้าฝ่ายใต้ เปนพระยาน่านอยู่เมืองเทิงได้ ๓ ปีนั้น เปนข้าฝ่ายเหนือ รวมท่านได้เปนเจ้าเสวยเมืองเทิงแลเมืองน่านได้ ๒๕ ปีแล ได้ ๗ เช่นชั่ววงษาแล ผิจะนับแต่เจ้าขุนฟองโพ้นมา ได้ ๕๗ เช่นตนเสวยเมืองแล

  • ในจุลศักราชได้ ๑๑๗๒ ตัวปีกดซง้านั้นเดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำเม็งวัน พฤหัศบดีนั้น เจ้าพระยามหาอุปราชตนเปนน้าอยู่รักษาเมือง ภายหลังท่านก็ได้ขึ้นเมือผ่อพระเจดีย์ทิพเจ้าเขาแก้ววันนั้น ข้าหลวงชื่อพระยาจันททิพถือหนังสือตราพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ขึ้นมาตั้งเจ้าพระยามหาอุปราชตนเปนน้านั้น หื้อเปนพระยาน่านในวันนั้นแล พระมหากระษัตริย์เจ้าก็เลื่อนยศขึ้นว่า สุมนเทวราช เจ้าพระยาน่าน ว่าอันหั้นแล ครั้นว่าได้รับเมืองแล้ว เถิงเดือน ๖ ลง ๓ ค่ำท่านก็ล่องลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ตนลูกหั้นแล เถิงเดือน ๗ ลง ๔ ค่ำ ก็เถิงกรุงเทพ มหานครในวันนั้นแล

เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๓ ตัวปีลวงเม็ดเดือน ๗ ลง ๖ ค่ำวันปีใหม่พระมหากระษัตริย์เจ้าจิงพระราชทานหื้อแก่เจ้าหลวงสุมนเทวราช คือ มีพานพระศรีคำใบ ๑ จอกคำ ๒ ใบ ผะอบยาสูบคำ ๒ อัน ซองพลูคำอัน ๑ มีดด้ามคำอัน ๑ อุบนวดคำใบ ๑ คนโทคำลูก ๑ กะโถนคำใบ ๑ แหวนธำมรงค์ราชลูกดีพลอยเพ็ชรต้น ๑๐ กลาง ๑๐ สองวง พระกลดแดงดอกคำใบ ๑ ปืนลองชนเครือคำบอก ๑ ปืนลองชนต้นเรียบ ๒ บอก ต้นกลม ๓ บอก ผ้ายกไหมคำหลวงสังเวียนผืน ๑ ผ้านุ่งยกไหมคำ ๔ ผืน ผ้าโพกริ้วทองผืน ๑ เสื้อจีบเอวภู่ตราดอกคำผืน ๑ แพรขาวผุดดอกคำผืน ๑ มุ้งแพร ๒ หลัง สโต๊กเงิน ๒ ใบ มีสันนี้แล ๑๔๘ อาชญาเจ้าหลวงครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจการแล้วก็กราบทูลลาขึ้นมาเถิงเมืองน่านเดือน ๙ ทุติยขึ้น ๗ ค่ำวันนั้นแล ในศักราชเดียวนั้นเดือน ๖ ลง ๑๒ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงสุมนเทวราชท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาทั้งหลายขึ้นเมือตีเอาเมืองล้าเมืองพง ก็ได้ยกรี้พลปงทัพไชยอยู่ท่าขี้เหล็กแล้ว ท่านจิงมีอาชญาสั่งหื้อเสนาอามาตย์ปูกวิหารหลวงด้านใต้ลุนหลังหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๔ ตัวเดือน ๙ ขึ้น ๑๒ ค่ำเม็งวันเสาร์ เสนาอามาตย์ทั้งหลายอันอยู่ภายหลัง ก็พร้อมกับไพร่ไทยทั้งมวลปูกวิหารหลวงด้านใต้วันนั้นแล

ในศักราชเดียวนี้ เดือน ๓ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็กวาดเอาคนครัวเมืองล้า เมืองพง เชียงแขง เมืองหลวงภูคา ลงมาไว้เมืองน่าน มีคน ๖๐๐๐ คนหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๕ ตัวปีกาเล้า อาชญาเจ้าหลวงท่านก็ล่าถอยกองทัพกลับลงมาเถิงเมืองน่านเดือน ๘ หั้นแล

ในศักราชเดียวนี้เดือน ๑๒ ก็นำเอาท้าวพระยาหัวเมืองลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานครเมืองใต้หั้นแล ครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจการทั้งมวลแล้ว ท่านก็กราบทูลลาพาเอาเจ้านายหัวเมืองขึ้นมาเถิงเมืองในเดือน ๔ หั้นแล ในศักราชเดียวนี้เดือน ๖ เพ็ง ท่านก็กระทำเบิกบายฉลองทานอุโบสถวัดช่างคำด้านเหนือ เปนมหาทานอันใหญ่หลวงหั้นแล


๑๔๙

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๖ ตัวปีกาบเสร็จเดือน ๘ เพ็ง อาชญาเจ้าหลวงท่านก็กระทำเบิกบายฉลองยังพระมหาทิพเจดีย์เขาแก้วเปนมหาพอยอันใหญ่แล กับทั้งวิหารเขาแก้วนั้น ก็ฉลองพร้อมเดียวกันแล

ในศักราชเดียวนี้เดือน ๔ ลง ๓ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็ยกเอากำลังคน ๑๐๐๐๐ คนไปตั้งตำหนักโทงพืนต๋องไปขุดเหมืองหลวงแลตั้ง ฝายแล เถิงเดือน ๔ นั้นลง ๕ ค่ำเม็งวันเสาร์ ไทยเต่าซง้าฤกษ์ ๘ ตัวชื่อว่าราชายามกองแลง ก่อแรกขุดเหมืองแลตีฝายสมุนวันนั้นแล รวมต่าเหมืองมี ๙๒๓๒ ต่า ปากเหมืองกว้าง ๒๔ วา ๑ ศอก เถิงเดือน ๕ ลง ๑๒ ค่ำก็แล้วบริบวรณ์หั้นแล เถิงเดือน ๕ ลง ๑๔ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จเข้ามาเวียงวันนั้นหั้นแล

  • เถิงศักราชได้ ๑๑๗๗ ตัวปีดับไก๊ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เล็งหันฝายหลวงสมุนบ่มั่นขัน เถิงเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ท่านก็เอากำลังเข้าตีฝายสมุนแถมในวันนั้น เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำตีวันนั้นเถิงเดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำก็แล้วบริบวรณ์หั้นแล เถิงเดือน ๗ ลง ๑๔ ค่ำท่านก็เสด็จเข้าเวียงมาในวันนั้นแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๘ ตัวปีรวายไจ๊เดือน ๙ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เจ้า พระยาจางวางขวาตนเปนพี่ท่านก็อนิจกรรมในวันนั้นแล เดือน ๑๐ ขึ้น ๙ ค่ำ เจ้าพระยาจางวางซ้ายตนเปนพี่ท่านก็ซ้ำอนิจกรรมแถมในศักราชเดียวกันหั้นแล

ในศักราชเดียวกันนั้นหมอคล้องช้างชื่อน้อยคันธาไปคล้องช้างก็ได้ช้างเผือกพลาย ๑ ตัวสูง ๓ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว งายาว ๑ คืบ ๓ นิ้วที่ในแขวงเมืองงิม นำเข้ามาเถิงตำหนักท่านขี่เล่น ๑๕๐

  • ในเดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จยกเอาพลนิกายโยธาเจ้านายท้าวขุนทั้งหลายออกไปต้อนรับเอาพระยาช้างเผือกในวันนั้น เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำเม็งวันอังคารนั้น ท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาแห่เอาพระยาช้างเผือกมาสู่เวียง ในยามแถจักใกล้สู่เที่ยงวันท่านก็มีหื้อระวังรักษาอบรมกันเฝ้าไว้ตำหนักหลวงข่วงสนามหั้นก่อนแล

ในศักราชเดียวนี้เดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาเจ้านายลูกหลานแลพระยาหัวเมืองเชียงของ เชียงแขงภูคาเมืองหลวง กุมเอาพระยาช้างเผือกลงไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าปราสาททอง ในกรุงเทพมหานครวันนั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็มีความยินดี แล้วก็ปงพระราชทานรางวัลหื้อแก่เจ้าหลวงสุมนเทวราช มีเงินใต้ ๒ ชั่งแลสรรพสิ่งของทั้งหลายมวลเปนอันมากหั้นแล ครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจการทั้งหลายแล้ว ท่านก็กราบทูลลาขึ้นมาหั้นแล ท่านขึ้นมาเถิงเมืองพิไชยหั้นแล ในกาลเมื่อลุนหลังท่านเอาช้างเผือกลงไปเมืองใต้นั้น หมอคล้องช้างก็ซ้ำได้ช้างแดงแถมตัว ๑ ก็เอามาสู่เวียงในศักราชได้ ๑๑๘๙ ตัว ปีเมิงเป๋า เดือน ๙ ปฐมขึ้น ๑๓ ค่ำหั้นแล เถิงเดือน ๙ ทุติยะขึ้น ๑๑ ค่ำเจ้าพระยารัตนะหัวเมืองแก้วแลเจ้าราชวงษ์คุมเอาช้างแดงลงไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้หั้นแล พระมหากระษัตริย์เจ้าก็สรรเสริญยกยอยังบุญคุณเจ้าหลวงมากนักหั้นแล อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จขึ้นมาเถิงเมืองในเดือน ๑๐ ลง ๔ ค่ำหั้นแล ครั้นว่าท่านขึ้นมาเถิงเมืองแล้ว ท่านก็มีอาชญาแก่ท้าวพระยาเสนาอามาตย์หื้อแปงหอเทวดาไว้ที่ป่าแดดเมืองงิมที่ได้ช้างเผือกนั้นให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย ว่าอย่าหื้อคนทั้งหลายได้ทำปาณาติบาตแก่สัตว์ทั้งหลายในแขวงป่าที่นั้นหั้นแล

๑๕๑ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยย้ายเมืองน่าน

  • ในศักราชเดียวนี้เดือน ๙ ทุติยลง ๑๐ ค่ำวันเสาร์ยามทูตเช้า น้ำน่าน นองท่วมเวียงวันนั้น ปราการเวียงแลวัดวาอารามหอเรือนก็หลุไหลโปดพังไปเปนอันมากนักหั้นแล อาชญาเจ้าสุมนเทวราชท่านก็มาเล็งหันยังเวียงเก่านั้นเปนอันจ้อมแคบ ด้านวันออกแม่น้ำก็ขวักโปดพังเข้ามาเปนอันมากสันนั้น ท่านก็มีอาชญาแก่ท้าวพระยาขัติยวงษ์เสนาอามาตย์ทั้งหลาย หื้อพิจารณาหาที่เปนไชยภูมิควรจักย้ายไปตั้งหื้อเปนเวียงนั้นจิงหันยังดงพระเนตรช้างมีทิศหนเหนือไกลเวียงเก่า ๓๖ เส้น ไกลน้ำน่าน ๒๐ เส้น ก็เปนที่ไชยภูมิตั้งหื้อเปนมหานครเวียงใหญ่หั้นแล

ในศักราชเดียวนี้เดือน ๓ ขึ้น ๙ ค่ำ ท่านก็ยกเอาพลนิกายเสนาโยธาไปเลียบเล็งดู หันสถานที่นั้นก็ควรตั้งหื้อเปนมหานครไชยภูมิแล้ว อาชญาเจ้าหลวงท่านก็หื้อคนทั้งหลายแผ้วถางที่นั้น เถิงเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำเม็งวันศุกร ท่านก็พาเอาท้าวพระยาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายขึ้นไปตั้งอยู่ตำหนักดงพระเนตรช้างที่นั้น เถิงเดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำแผ้วถางบริบวรณ์ เถิงเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำเม็งวันเสาร์ ไทยเบิกสันฤกษ์ ๒ ตัวชื่อมหาธนฤกษ์ อยู่ในตารก ๗ ยามทูตช่างแรกปลูกประตูเวียงแลตั้งลำ ๓ ด้านตวันออกมี ๙๔๐ ต่าขุดคือด้านตวันตกมี ๗๒๘ ต่า ด้านใต้มี ๓๙๓ ต่า ด้านเหนือมี ๖๗๗ ต่า ปากคือกว้าง ๕ ศอก ท้องคือกว้าง ๔ ศอก ฦก ๙ ศอก รวมต่าเวียงทั้ง ๔ ด้านเข้ากันมี ๓๐๓๘ ต่า ท่านสร้างแปงก็แล้วบริบวรณ์ในเดือน ๖ หั้นแล ๑๕๒ เถิงเดือน ๗ ขึ้น ๘ ค่ำวันสงกรานต์ล่อง อาชญาเจ้าหลวงก็เสด็จขึ้นเมือตกที่ใหม่เสียก่อน

  • เถิงศักราชได้ ๑๑๘๐ ตัวปีเบิกยี่เดือน ๗ เพ็ง ท่านก็เบิกบายฉลองพระวิหารหลวงด้านใต้แลพระพุทธรูปเจ้าองค์หลวงแลหอธรรมเปนมหาทานอันใหญ่หั้นแล ในศักราชเดียวนี้ท่านก็มีอาชญาหื้อสร้างแปงวัดวาอารามหอเรียนเสียก่อนหั้นแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๑ ตัวปีกัดเม้าเดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำเม็งวันอังคารฤกษ์ ๑๐ ตัวชื่อมหาธนะยามแถจักใกล้วัน อาชญาเจ้าหลวงสุมนเทวราชท่านก็ยกเอาครอบครัวทั้งมวลเสด็จเข้าสู่เวียงในวันนั้นหั้นแล
  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๒ ตัวปีกดสีเดือน ๘ ขึ้น ๓ ค่ำพระยาวันวันเสาร์อาชญาเจ้าหลวงก็ทรงพระราชกรุณาตั้งแสนหลวงหื้อเปนพระยา ๔ ตน ขุนทั้ง ๘ แลขุนจเร ๑๒ คนไว้หื้อปฤกษากิจราชการเหนือสนามหั้นแล

ในศักราชเดียวนี้เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๔ ค่ำ หมอคล้องช้างก็ได้ช้างแดงแถมพลาย ๑ เอาเข้ามาถวายเถิงราชสำนักในวันนั้น อาชญาเจ้าหลวงท่านก็หื้อระวังรักษาไว้ตำหนักข่วงสนามหลวงหั้นแล เถิงเดือน ๖ ลง ๖ ค่ำอาชญาเจ้าหลวงท่านก็เกณฑ์หื้อเจ้ามหาอุปราชาแลเจ้านาย ท้าวขุน คุมเอาช้างแดงลงไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าในเมืองกรุงเทพมหานครวันนั้นหั้นแล ในจุลศักราชสิ่งเดียวนี้เดือนเจียงลง ๑๐ ค่ำเม็งวันเสาร์ อาชญาเจ้าหลวงท่านจิงอาชญาหื้อเสนาอามาตย์ปลูกเสามิ่งเมืองเล่มตวันตก กับหลักช้างเผือกไว้ยังข่วงสนามหลวงหั้นแล เถิงเดือนเจียงขึ้น ๑๓ ค่ำ ปลูกเสามิ่งเจนเมืองเล่มหนเหนือวันนั้นหั้นแล

๑๕๓ ในศักราชเดียวนี้ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็มาเล็งหันยังพระวิหารหลวงแช่แห้งเปนอันหลุต่ำคร่ำเสียแล้ว ท่านก็ได้พาเอาขัติยวงษาเสนาอามาตย์กระทำหยดยาสร้างแปงภายบนมีแปแลแป้นแนบ ภายลุนได้ก่อฝาพนักแวดรอบพระวิหารแลเลิกสร้างติดตอมยังพระพุทธรูปเจ้าองค์หลวง ทารักติดคำใหม่นั้นแล บ่เท่าแต่นั้นท่านก็ได้สร้างแปงฉัตรหลวง ๔ ใบ กระทำแล้วด้วยไม้แก่น มุงด้วยแป้น หุ้มด้วยแผ่นทองแดง เสี้ยงทองแดงหนัก ๑๒๐,๐๐๐ แล ต้องด้วยลายดอกประดับด้วยแก้ว แลใส่รักหางติดด้วยสุวรรณคำแดง แลติดด้วยข่ายใบไรแลหล่อมะเด็งหลวง ๒ ลูก ลูก ๑ เสี้ยงทอง ๑๗๐,๐๐๐ ลูกหนึ่งเสี้ยงทองหนัก ๑๓๐,๐๐๐ แลปลูกหอมะเด็ง ๒ หลังไว้วันตกวันออกหั้นแล เถิงเดือน ๖ เพ็งเม็งวันอาทิตย์ ท่านก็พร้อมกับด้วยอรรคมเหษีแลหน่อขัติยวงษาแลเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งภายในแลภายนอก ในจังหวัดนครน่านทั้งมวล กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองถวายหื้อเปนทานไว้กับพระพุทธสาสนา บูชาพระมหาธาตุเจ้าหั้นแล บ่เท่าแต่นั้นท่านก่อคน ๓ คนแม่ลูก ชาย ๒ หญิง ๑ ไว้กับพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งที่นั้นตราบเมี้ยน ๕๐๐๐ พรรษาวันนั้นหั้นแล ดังพระสงฆเจ้าได้นิมนต์มารับไทยทานในสมัยนั้นเส้นหัววัดมี ๑๖๕ หัววัด เจ้าภิกษุมี ๓๗๙ องค์ เณรมี ๗๔๙ องค์แล เถิงเดือน ๖ ลง ๖ ค่ำเม็งวันศุกร แผ่นดินไหวในวันนั้น ยอดมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งก็หักลงห้อยอยู่แล ในเดือน ๖ ลง ๑๓ ค่ำ ๒๐

๑๕๔ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เกณฑ์เอากำลังมีคน ๑๐๐๐ ยกไปตีฝายสมุนแลห้วยร้องทั้งมวลหื้อน้ำเข้ามาเถิงเวียงนั้นแล ?เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๓ ตัว ปีลวงไซ้เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ เมืองสิบสองปันนาเมืองเชียงรุ้ง มีราชบรรณาการคือ ม้า ๔ ตัวเงิน ๗๒๐๐ บาท ผ้าไหมม่าน ๓ ผืน แพรแดง ๑ ฮำ ชกินเขียว ๑ ฮำ แพรแฮ้ ๑ ฮำ เกียนแดง ๒ ผืน เกียนดอก ๑ ผืน แลราชสาสน แต่งหื้อพระยาอารินทร์แลราชาปัญญาราชาคำลือเปนราชบุตร กับไพร่ เข้ากัน ๒๓ คนนำเอาลงมาถวาย เถิงสำนักอาชญาเจ้าหลวงสุมนเทวราช ขอซื้อช้างพลาย ๖ ตัว เปนช้างมงคลทูลขวัญเจ้าฟ้าอังวะองค์ใหม่ ว่าสันนั้น อาชญาเจ้าหลวงว่าจักขายหื้อยังบ่ได้เทือะ เมื่อนั้นท่านจิงใช้หื้อหมื่นนรัตถือหนังสือลงไปแจ้งราชการพระมหากระษัตริย์เจ้าหั้นแล พระมหากระษัตริย์จิงโปรดว่า ดังเมืองพกึ่งก็หากเปนเมืองราชไมตรีกับกรุงศรีอโยทธยาแล ให้พระยาน่านขายให้ตามประสงค์แห่งเขาเทือะโปรดประการนี้ อาชญาเจ้าหลวงท่านได้แจ้งแล้ว จิงมีอาชญาปงแก่เสนาอามาตย์ตรวจจัดหาเอาช้างพลายในเมืองน่านตัวหูดีหางดีหมดปลอด ขายหื้อพระยาอารินทร์ ๖ ตัว เปนค่า ๑๑,๕๗๐ เงินลางหั้นแล ในศักราชเดียวนี้เดือน ๙ ลง ๖ ค่ำ เม็งวันพฤหัศบดี ไทยลวงเม็ดชื่อปุพพภัททะ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็มาเล็งหันยังวรพุทธสาสนาหนภายในยังบ่มีสมเด็จราชครูตนเปนใหญ่ จักสั่งสอนแก่คณะสงฆ์บ่ได้ท่านก็พุทธวรสาสนาหม่นหมองไป ท่านก็ได้คิดสร้างแปงยังสรรพวัตถุทั้งหลายมวลพร้อมแล เถิงเดือน ๙ ลง ๖ ค่ำวันนั้น อดีตพุทธ

๑๕๕ สาสนาก็ล่วงไปได้ ๒๓๖๔ พระวษาปาย ๒ เดือน ๒๑ วัน อนาคตจักมาภายยัง ๒๖๓๕ พระวษาปาย ๙ เดือน ๙ วัน เหตุนั้นอาชญาเจ้าหลวงท่านจิงจักหัดสงฆ์ยกยอยังมหากุลุปฏิเจ้าวัดพระยาวัดตนชื่อทิพวงษา เปนมหาสังฆราชา หื้อมีสาสติอนุสาสติโอวาทานุสาสนีแก่คณะสงฆ์ ๙ วงษ์นันทรัฐบุรีที่นี้วันนั้นแล พระสงฆเจ้าทั้งหลายท่านได้นิมนต์มารับทานครั้งนั้นวันนั้นมี ๕๓ หัววัด คณะสงฆ์มี ๑๒๓ พระองค์ สามเณรมี ๑๘๖ ตนแล

  • อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๔ ตัวปีเต่าซง้า เดือน ๓ ลง ๖ ค่ำอาชญาเจ้าหลวงจิงเกณฑ์เจ้าราชวงษ์เมืองเชียงของเปนแก่ แลสุรโยธา ๓๐๐ คน คุมเอาช้าง ๖ ตัวช่วยพระยาอารินรักษาช้างส่งขึ้นเมือเถิงเมืองเหนือ เพื่อกลัวแต่อามิศข้าศึกมายาสูรกระทำร้ายหื้อเปนอันตรายหั้นแล

ในศักราชเดียวนี้ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็บังเกิดศรัทธาอันโปรดยิ่งแล้ว เถิงเดือน ๖ ลง ๖ ค่ำท่านก็ได้หล่อองค์พระพุทธรูปเจ้าองค์ ๑ เสี้ยงทอง ๗๕,๐๐๐ ไว้กับวัดสถารสกลางเวียงหั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๕ ตัวปีกาเม็ด อาชญาเจ้าหลวงสุมนเทวราช ท่านก็ปงอาชญาหื้อเสนาอามาตย์เกณฑ์คนตัดไม้จัดมาสร้างราชนิเวศน์โรงหลวง ดังเสามงคล ๒ เล่มท่านก็หื้อไปเอาไม้สักยังปูแท่นแก้วที่แขวนสม้าที่นั้น เถิงเดือน ๖ ลง ๑๓ ค่ำเม็งวันเสาร์ ไทยเมิงเป๋า ฤกษ์ ๘ ตัวยามก่อนงายแรกปลูกเสามงคลวันนั้นแล เถิงเดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำเม็งวันศุกร ฤกษ์ ๘ ตัวยามกองแลง อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จขึ้นสถิตย์อยู่ราชนิเวศน์วันนั้นแล

๑๕๖

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๖ ตัวปีกาบสันเดือน ๕ ลง ๕ ค่ำ ท่านก็หื้อป่อคุ้มแก้วด้านลางยาว ๗๙ วา ลางขวางมี ๗๐ วาแล

เถิงเดือน ๖ ขึ้น ๑๒ ค่ำอุบาทว์เหตุเกิดมียังเมืองบ่อ คือน้ำแม่มางไหลอยู่พอยแห้งขาดบ่ไหลในวันนั้น ยามแถใกล้เที่ยงวันนั้นหั้นแล เถิงยามกองแลงจิงไหลไปตามปรกติหั้นแล เถิงเดือน ๖ ท้องตราพระราชสีห์น้อยขึ้นมาว่า กระษัตริย์บิดาเถิงสวรรคต ให้พระยาน่านได้ไปปลงพระบรมศพมหากระษัตริย์เจ้าในเมืองกรุงศรีอยุทธยา ว่าสันนั้น เมื่อนั้นอาชญาเจ้าหลวงท่านก็จัดแจงแต่งเครื่องบรรณาการแลขัติยวงษาเจ้านายท้าวขุน แล้วก็ยกจากเวียงลงไปในเดือน ๖ แรม ๕ ค่ำหั้นแล เถิงเดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ท่านก็ลงไปเถิงกรุงเทพมหานครหั้นแล เถิงเดือน ๗ ลง ๑๓ ค่ำ ท่านก็บังเกิดพยาธิลงท้องแลรากเปนอันนัก เถิงเดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ำเม็งวันอาทิตย์ยามกองแลง ก็เถิงแก่อสัญกรรมตายวันนั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์ตนเปนลูกก็มีโปรดให้ปลงศพ ทำเสียในวัดแจ้งเมืองใต้นั้นเดือน ๙ ลง ๗ ค่ำหั้นแล เจ้าหลวงสุมนเทวราชอายุได้ ๖๐ ปีได้เปนพระยาน่านแล ท่านได้เสวยเมือง ๑๔ ปี อายุได้ ๗๔ ปี ท่านก็เถิงแก่กรรมไปสู่ปรโลกวันนั้นแลได้ ๘ เช่นวงษาแล ผิจะนับแต่เจ้าขุนฟองโพ้นมาก็ได้ ๕๘ เช่นตนเสวยเมือง แล ในเมื่อท่านอนิจกรรมไปนั้นตกปีใหม่แล้ว เปนจุลศักราช ๑๑๘๗ ตัวแล้วแล ในเมื่อลุนหลังท่านก็เสด็จลงไปเมืองใต้ใกล้จะตกปีใหม่นั้น


๑๕๗ บังเกิดลมใหญ่ลุกทิศตวันตกมาพึศเพิงกลัวยิ่งนัก พัดต้นไม้แลหอเรือนคนทั้งหลายหักก่นก้านเปนอันมาก อนึ่งเหื่อพระเจ้าวัดช่างคำองค์หลวงแลพระเจ้าที่อุโบสถ ก็ออกอันยอดพระธาตุภูเพียงแช่แห้งก็คดไปทางตวันออกแจ่งใต้หั้นแล เถิงเดือน ๙ ลง ๙ ค่ำ จุลศักราชได้ ๑๑๘๗ ตัว ปีดับเล้า พระมหากระษัตริย์จิงตั้งเจ้าราชวงษ์ตนชื่อมหายศ ตนเปนบุตรเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เปนพระยาน่านแทนหั้นแล พระมหากระษัตริย์เจ้าก็พระราชทานเครื่องยศหื้อเหมือนดังพระยาน่านตนเก่าหั้นแล เจ้าหลวงมหายศครั้นว่าได้รับพระราชทานเครื่องยศเปนเจ้าพระยาน่านแล้ว ก็กราบทูลลาพระมหากระษัตริย์เจ้าขึ้นมาเถิงเมืองแล้ว ท่านก็มายั้งพักอยู่ตำหนักดอนไชยเวียงเก่าที่นั้น เถิงเดือน ๑๑ ลง ๘ ค่ำ ท่านก็เสด็จขึ้นสถิตย์อยู่ในมงคลนิเวศน์ที่เก่าท่านก่อน ในจุลศักราช ๑๑๘๗ ตัวปีดับเล้า เดือน ๖ ลง ๔ ค่ำเม็งวันเสาร์ยามทูตซ้าย มหาขัติยราชวงษาเสนาอามาตย์ทั้งหลาย ก็อาราธนาเชิญท่านขึ้นสถิตย์สำราญในราชนิเวศน์โรงหลวง แทนเจ้าสุมนเทวราชสร้างไว้นั้นแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๘ ตัวปีรวายเสร็จเดือน ๖ ลง ๖ ค่ำท้องตราพระราชสีห์เรียงลำดับหัวเมือง เมืองพิไชยส่งขึ้นมาเถิงเมืองน่าน ว่าเจ้าอนุเวียงคิดขบถต่อพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ หื้อพระยาน่านได้เกณฑ์กองทัพ ๕๐๐๐ คนไว้ จักยกเข้าไปตีเอาเมืองจันทบุรี


๑๕๘ อยู่มาเถิงเดือน ๖ ลง ๑๔ ค่ำ ข้าหลวงชื่อแผงสด้านถือท้องตราขึ้นมาเร่ง ยกทัพไปตีเอาเวียงจันทบุรีให้ทัน พร้อมกับเมืองเชียงใหม่ ลำพูน นคร เมืองแพร่ ว่าสันนี้ เถิงเดือน ๖ ลง ๔ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงมหายศจิงเกณฑ์หื้อเจ้าราชวงษ์เปนแม่ทัพน่า คุมกำลังคน ๑๐๐๐ คน ยกออกจากเวียงไปตั้งเมืองโต่งเกณฑ์หื้อเจ้าพระเมืองแก้วคุมกำลังคน ๕๐๐ คน ยกไปทางน้ำปาด หื้อบังคับกองทัพนครเชียงใหม่ลำพูน ดังอาชญาเจ้าหลวงยกกำลังคน ๓๕๐๐ คนออกไปยั้งเอาไชยที่ตำหนักดอนไชยในวันอังคารเดือน ๗ ลง ๑๑ ค่ำ ยามกองแลง จุลศักราชได้ ๑๑๘๘ ตัวปีรวายเสร็จนั้นแล เถิงวันศุกร์เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงมหายุวราชก็ยกรี้พลศึกออกไปตั้งเมืองโต่ง ไปเถิงเมืองพานพร้าวในเดือน ๙ ลง ๕ ค่ำหั้นแล ดังกระษัตริย์เจ้าวังน่าแลไทยลาวหัวเมืองทั้งมวลก็ไปอยู่เมืองพานพร้าวหั้นนับเสี้ยงแล ดังเจ้าอนุเวียงจันท์แลบ้านเมืองไพร่พลทั้งมวล รู้ว่าทัพใหญ่เมืองใต้ยกเข้าไปสันนั้น ก็แตกตื่นกระจัดกระจายหนี ดังเจ้าอนุก็ลงเรือไปออกท่าสีดาแล้ว ก็หนีเข้าไปเมืองพวนหั้นแล มหากระษัตริย์วังน่าจิงมีอาชญาหื้อกองทัพหัวเมืองทั้งมวลข้ามไปตั้งอยู่เมืองจันท์แล้ว หื้อไปกวาดเอาครอบครัวพวกพระยาสุปากเพียวแลครัวเมืองเวียงจันท์ ซึ่งอันจะแตกตื่นไปลี้อยู่ขอกบ้านแคมเมืองนั้น มาหื้อได้


๑๕๙ นับเสี้ยงหั้นแล ครั้นว่ากองทัพหัวเมืองทั้งหลายไปกวาดเอามาได้แล้วก็เอาไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าวังน่าหั้นแล้ว ก็ส่งไปเมืองใต้หั้นแล ดังเมืองน่านได้คนครัวมาถวาย ๑๒๐๐ ครัว ดังพระยาราชสุภาวดีท่านขึ้นมาทางเมืองปาจิณ เถิงเมืองบาสัก มาเถิงเวียงพานพร้าว เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ มหากระษัตริย์เจ้าวังน่าก็เสด็จลงไปเมืองใต้หั้นแล ในเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ พระยาราชสุภาวดีแม่ทัพพระราชทานคนครัวเมืองจันท์หื้ออาชญาเจ้าหลวงเมืองน่าน ๔๓๘ คนหั้นแล อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เลิกยกทัพขึ้นมาเมืองจันท์พานพร้าว มาเถิงเมืองน่านเดือนเจียงลง ๑๓ ค่ำหั้นเซิงลาวเมืองหล่มเมืองเลย แก่นท้าวนำปูนรำจำพยองน้ำปาดก็แตกตื่นเข้ามาเมืองน่าน มาพึ่งอาชญาเจ้าหลวงน่านหั้นแลเราท่านก็มาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่พึ่งสมภารเจ้าหลวงน่านที่นี้แล ยังแต่เมืองหลวงพระบางบ่เข้ามาเทือะ เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็บ่ไว้วางใจได้ เหตุด่านต่อแดนเมืองพวนอันหนึ่ง ดังเจ้าอนุเวียงจันท์ก็บ่ได้ตัวเทือะ จิงมีท้องตราขึ้นมาว่า หื้อพระยาพิไชยคุมกำลังคน ๕๐๐ คน ยกขึ้นเมืออยู่รักษาเมืองหลวงพระบาง แลมีตราโปรดขึ้นมาเมืองน่าน ว่าหื้อพระยาน่านเกณฑ์คนไปอยู่รั้งฟังราชการในเมืองหลวงพระบางอย่าให้ขาด มีโปรดประการนั้น

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๘๙ ตัวเมิงไก๊เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงก็หื้อแสนศิริสงครามคุมคน ๖๐ ไปอยู่รั้งฟังราชการเมืองหลวงพระบางกับพระยาก่อนหั้นแล

๑๖๐ เถิงเดือน ๖ ลง ๑๐ ค่ำ พระยาพิไชยรณฤทธิ์ถือตราขึ้นมาว่า เร่งจัดเอาคนครัวลาวซึ่งอันขึ้นมาพึ่งอยู่ยังเมืองน่าน อาญาเจ้าหลวงก็เกณฑ์ขัติยท้าวขุนไพร่ ๑๔๔ คนคุมคนครัวลาวส่งไปทางเมืองแพร่ ในศักราช ๑๑๙๐ ตัว ปีเบิกไจ๊เดือน ๑๐ ขึ้น ๘ ค่ำนั้นแล เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๒ ค่ำพระยาพิไชยรณฤทธิ์เลิกจากเมืองน่านไปทางเมืองแพร่แล ดังพระยาเชียงของตนเถ้าก็เถิงอนิจกรรมในพรรษานั้น เดือน ๑๑ ลง ๑๒ ค่ำหม่อมน้อยแต่งหื้อราชาศรีวิไชยแลท้าวปราการไชย นำราชบรรณาการลงมาเถิงเมืองน่าน เถิงเดือน ๑๒ ลง ๔ ค่ำ หลวงไชยยศข้าหลวงถือตราขึ้นมาว่าหื้อเมืองน่านเกณฑ์กองทัพไปเมืองหลวงพระบาง เถิงเดือนเจียงลง ๑๓ ค่ำอาชญาเจ้าหลวงมหายศก็เกณฑ์หื้อเจ้าพระเมืองราชาพระยาแสน คุมคน ๖๕๐ คนยกไปรักษาเมืองหลวงพระบาง เถิงเดือนยี่ขึ้น ๑๓ ค่ำท่านซ้ำเกณฑ์เจ้าพระเมืองไชยราชาพระแขงคุมคน ๖๔๐ คน ยกไปเมืองหลวงพระบางแถมเถิงเดือนยี่ลง ๑๑ ค่ำ หื้อแสนกันธนัญไชยแสนจิตมโนคุมคน ๓๐๐ ไปฟังราชการฝ่ายเมืองเวียงจันท์ ไปตั้งอยู่ปากลายอยู่กับพระลับแล ตัวแสนจิตมโนลงไปเมืองเวียงจันทร์ เถิงท่านพระยาราชสุภาวดี แสนจิตมโนก็แจ้งการกลับขึ้นมาตั้งอยู่สามหมื่นเมืองเฟืองกวาดเอาต้อนเอาครอบครัวที่นั้น อาชญาเจ้าหลวงได้รู้แจ้งว่า แสนจิตมโนขึ้นมาตั้งอยู่สามหมื่นหนองแก้วหาดเดือย ท่านจิงเกณฑ์เจ้าสุริยคุมคน ๓๐๐ ยกไปทวยหาแสนจิตมโน เดือน ๔ ลง ๑๑ ค่ำเจ้าสุริยไปเถิงแสนจิตมโนแล้วก็พร้อมกันกวาดเอาคนครัวเวียงจันท์ ซึ่งอันแตก

๑๖๑ ขึ้นมาตั้งอยู่สามหมื่นเมืองเฟืองหนองแก้วหาดเดือยได้ ๓๐๐๐ ครัว ส่งเข้ามาหาพระลับแลอันตั้งอยู่ปากลาย ดังพระยาพิไชยรณฤทธิ์ก็ให้พระมหาสงครามลงมาอยู่ปากลายที่นั้น พระมหาสงครามก็แบ่งคนครัวให้เจ้าสุริย ๑๗๐ คน ปันให้แสนธนัญไชย ๖๑ คนหั้นแล ดังพระยาพิไชยรณฤทธิ์อยู่เมืองหลวงพระบาง ก็รู้ข่าวว่าเจ้าอนุเวียงจันท์เอาตัวลี้อยู่ในแขวงเมืองพรวน จิงแต่งหื้อพระยาแสนกับพระยาลับแล คุมคน ๑๗๐ คนยกเข้าไปเสาะสืบ ก็รู้เปนแน่แล้ว ก็ยกเข้าไปจับเอา ก็ได้ตัวเจ้าอนุกับนางคำปองได้ ในเดือน ๓ ขึ้น ๑๒ ค่ำเวลากลางคืน ก็คุมเอาตัวเจ้าอนุแลนางคำปองลงไปเถิงพระยาราชสุภาวดียังเมืองเวียงจันท์แล้ว พระยาราชสุภาวดีก็พระราชทานคนครัวหื้อพระยาแสน ๓๐ คนเปนความชอบหั้นแล

  • เถิงศักราชได้ ๑๑๙๑ ตัวปีกัดเป๋าเดือน ๑๒ ลง ๑๓ ค่ำวันเสาร์ยามทูตซ้าย อาชญาเจ้าหลวงมหายศก็พาเอาขัติยราชวงษาลงไปพิดทูลเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้า ท่านก็ทูลตั้งเจ้ามหาวงษ์ พระเมืองไชยตนเปนน้า หื้อเปนเจ้ามหาอุปราชาฮ่อ ตั้งนายหนานรามเสนบุตรพระยาเชียงของ หื้อเปนพระยาเชียงของ ตั้งพระยาเชียงแขง ตั้งพระยาเมืองหลวง พระยาภูคาครั้งนั้นแล้ว ท่านก็กลับคืนมาเมืองดังพระยาเชียงของก็ขึ้นเมืออยู่เมืองเชียงของที่นั้นแล

๒๑


๑๖๒ อยู่มาพระยาเชียงของรามเสนก็ใช้ไปขันปันลูกสาวหื้อเจ้าราชวงษ์เมืองเชียงใหม่ เจ้าหลวงมหายศได้รู้จิงเอาลูกสาวพระยาเชียงของชื่อพิมพาผู้อัน ท่านจักเอาไปหื้อเชียงใหม่นั้นเอามาเปนลูก ดังพระยาเชียงของได้เข้ามาอยู่เมืองน่านเสี้ยงไป ๒ พระยา เถิงถ้วน ๓ เจ้ารามเสนนี้ก็ไปขันปันลูกสาวหื้อเจ้าต่างประเทศเมือ เช่นพระยาศรีวิไชยนั้นก็ไปขันปันหลานสาวหื้อเจ้าเมืองเวียงจันท์ เช่นพระยาอริยะเถ้านั้นก็ว่าจักคิดหื้อลูกไปสืบสัญไชยไมตรีเมืองหลวงพระบาง จนได้หมายไว้มีสิ้นแล ดังเจ้าหลวงมหายศท่านได้เสวยราชสมบัติเปนเจ้านครเมืองน่านได้ ๑๐ ปี เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๙๗ ตัวปีดับเม็ด ท่านได้ลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ ก็ลวดได้บังเกิดด้วยพยาธิอันหนักแล้ว ท่านก็เถิงแก่อสัญกรรมไปในเมืองใต้ที่นั้นวันนั้นแล ได้ ๙ ชั่วเช่นวงษาแลผิจักนับแต่เจ้าขุนฟองมา ก็ได้ ๕๙ เช่นตนกินเมืองแล จุลศักราชได้ ๑๑๙๘ ตัวปีรวายสันเดือนเจียงขึ้น ๘ ค่ำวันอังคารยามทูตเช้า เจ้าอชิตวงษาบุตรเจ้าสุมนเทวราชตนเปนราชวงษ์นั้นก็ได้ลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ ท่านลงไปถึงเมืองใต้ เดือน ๓ ขึ้น ๗ ค่ำ เถิงเดือนขึ้น ๑๐ค่ำพระมหากระษัตริย์เจ้ามีพระมหากรุณาโปรดตั้งเจ้าราชวงษ์บุตรเจ้าสุมนนั้นหื้อเปนพระยาน่านหั้นแล เจ้าอชิตวงษ์ครั้นว่าได้รับสัญญาบัตรเปนพระยาน่านแล้ว ท่านก็กราบทูลลาขึ้นมาเถิงเดือน ๖ ลง ๑๒ ค่ำ ท่านก็มายั้งพักอยู่ตำหนักไชยเวียงเก่าหั้นแล เถิงเดือน ๗ ออก ๑๒ ค่ำ ท่านก็บวชเปน

๑๖๓ สามเณร เถิงเดือน ๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำเม็งวันอังคารยามกองงาย กระทำพุทธาภิเศกทานแล เดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำเพ็งนั้นจันทคหแล เดือน ๗ ลงค่ำ ๑ ก็เปนจุลศักราช ๑๑๙๙ ตัวปีเมิงเล้า ในวันนั้นยามกองงาย ท่านก็เสด็จจากตำหนักเวียงเก่า เข้าไปสถิตย์อยู่โรงหลวงใหม่วันนั้นแล เถิงเดือน ๗ ลง ๑๒ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงอชิตวงษ์ท่านก็เสด็จขึ้นเมือแช่แห้งต่อแกนธาตุเจ้า แต่เดิมเช่นเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญสร้างมี ๑๒ ศอก ท่านก็พร้อมเพรียงกับด้วยเจ้านายท้าวพระยาสังฆเจ้าทั้งหลายคาดคจาขึ้นเอายอดมหาธาตุเจ้าอันคดไปทางวันออกแจ่งใต้นั้นลงมาแปงต่อหื้อยาวแถม ๔ ศอก เปน ๑๖ ศอก ฉัตรแลเกิ้งเดิมมี ๙ ใบ ท่านก็สร้างแปงใส่แถม ๒ ใบ คือใบเค้าแลใบปลาย รวมทั้งอันเก่าเปน ๑๑ ใบ อยู่มาเถิงเดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำนั้น ท่านก็พร้อมกับด้วยหน่อขัติยวงษาแลเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลาย ขึ้นไปกระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองทำบุญหื้อทานเปนมหาพอยหั้นแล เถิงเดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำท่านก็เสด็จเข้าเวียงหั้นแล เจ้าอชิตวงษ์เมื่อท่านได้ลงไปรับสัญญาบัตรได้เปนเจ้าพระยาน่านขึ้นมานั้น ก็ได้ติดด้วยพยาธิขึ้นมาแล เถิงเมื่อท่านได้มาอยู่เสวยเมืองแล้ว พยาธิก็พอทุเลาสักหน่อย ท่านก็เสด็จขึ้นเมือภูเพียงแช่แห้งสร้างต่อยอดพระธาตุเจ้าบริบวรณ์แล้ว ท่านก็ได้ทำบุญหื้อทานบริบวรณ์ดีงามแล้ว เถิงวันเดือน ๙ ลง ๙ ค่ำ ท่านก็เสด็จเข้ามาเวียงหั้นแล ตั้งแต่วัน ๙ ค่ำนั้นท่านก็บังเกิดพยาธิอันหนักไป คือพอง

๑๖๔ ตั้งแต่ตีนไปเถิงท้อง เอาหมอทั้งหลายมายาก็บ่หาย เถิงเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำยามเที่ยงขึ้น ท่านก็เถิงแก่อสัญกรรมตายไปสู่โลกภายน่าวันนั้นแล ท่านเสวยเมืองได้ ๗ เดือนก็เถิงแก่กรรมแล เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๐๐ ตัวปีเบิกเสร็จ จึงได้กระทำเลิกทรากส่งสักการท่านแล เรียกว่าได้ ๑๐ เช่นชั่ววงษาแล ผิจักนับแต่เจ้าขุนฟองมาก็ได้ ๖๐ เช่นกินเมืองแล เจ้าอชิตวงษ์มีบุตรชาย ๒ บุตรที่ ๑ ชื่อเจ้าพระยาวังขวาดัก บุตรที่ ๒ ชื่อเจ้าหนานสุยะแล เมียที่ ๒ ที่ ๓ บ่มีลูกแล

  • ในจุลศักราช ๑๒๐๐ ตัวปีเบิกเสร็จนั้นสิ่งเดียว ปลงศพเจ้า อชิตวงษ์แล้ว เจ้ามหาอุปราชามหาวงษ์ตนเปนบุตรแม่เจ้านางเลิศนั้นท่านก็ได้ลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้ พระมหากระษัตริย์เจ้าจิงมีพระมหากรุณา โปรดตั้งเจ้ามหาอุปราชามหาวงษ์หื้อเปนเจ้าพระยาน่านหั้นแล

อาชญาเจ้าหลวงมหาวงษ์ครั้นว่าได้รับสัญญาบัตรเปนเจ้าเสวยเมืองแล้วก็กราบทูลลาขึ้นมาหั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็มารำเพิงเล็งหันยังพระพุทธุปบาทสาสนาที่หลุต่ำคร่ำชรา ควรดีซ่อมสร้างขึ้นแถมใหม่ท่านก็สร้างหั้นแล ท่านสร้างวิหารวัดสถารสแลโรงวัดแลพระธาตุเจ้าวัดสถารสนั้นเปนครั้งต้นแรก แลสร้างวิหารวัดพระเกิดเปนครั้งถ้วน ๒ แล สร้างซ่อมพระวิหารพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งน้อยเปนถ้วน ๓ แล


๑๖๕

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๐๘ ตัวปีรวายซง้าเดือน ๙ ลง ๑๑ ค่ำเม็งวันศุกร ไทยกดสี ยามแถค่ำ ท่านก็ได้พร้อมกับด้วยหมู่ขัติยวงษาเสนาอามาตย์ได้ก่อแรกสร้างจุนพระเจดีย์ ๔ หลัง เหนือปากขันหลวงมหาธาตุหลวงเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ๔ ด้าน แลซ่อมแซมพระวิหารหลวงศาลาบาตรแลบริเวณข่วงแลประตูโขงแลศาลานางป้องแล เดือน ๙ ลง ๖ ค่ำในวันนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ได้เชิญเอาแกนเหล็กขึ้นใส่ต่อก่อลูกหมากแลมารเข้าถาบต่อเต้า เถิงเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำจิงได้เอาฉัตรแลเกิ้งขึ้นใส่แปงใส่ใหม่แถม ๒ ใบ ดอกบัวเงิน ๖ ดอก ดอกบัวคำ ๖ ดอกสร้างมะเด็งน้อยห้อย ๑๐ ลูก สร้างพุทธรูปเจ้า ๓ องค์หั้นแล ในจุลศักราช ๑๒๐๘ ตัวนั้นสิ่งเดียวเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ท่านก็ได้กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองทำบุญหื้อทานเปนมหาพอยหั้นแล ลุนแต่นั้นท่านก็พร้อมด้วยหน่อขัติยวงษาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลาย ซ่อมสร้างพระธาตุเจ้าท่าล้อเปนถ้วน ๕ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้ซ่อมสร้างพระวิหารวัดเจ้าช้างเผือกเปนถ้วน ๖ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระพุทธเจ้าดอนหนามเมืองบัวเปนถ้วน ๗ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้ซ่อมสร้างพระวิหารวัดปงสนุกเวียงสาเปนครั้งถ้วน ๘ แล บ่เท่าแต่นั้น พระพุทธุปบาทสาสนาวัดวาอารามที่ใดหลุต่ำคร่ำชราควรดีริร่างสร้างซ่อมนั้น ท่านก็ได้มีอาชญาปกเตีนแก่ขัติยวงษาเสนาอามาตย์แลไพร่บ้านพลเมืองทั้งมวลหื้อได้พากันริร่างสร้างสาหื้อกานกุงรุ่งเรืองยิ่งกว่าเก่าหั้นแล

เจ้าพระยาน่านมหาวงษ์ตนนี้คือเปนบุตรแม่เจ้านางเลิศแลเจ้ามหา พรหมเมืองเทิงนั้นแล แม่เจ้านางเลิศเปนลูกแม่เจ้านางเทพ เปนลูก

๑๖๖ เจ้าหลวงติ๋นมหาวงษ์ ลูกมเหษีท่านเมืองเชียงใหม่นั้น เจ้าพระยาน่านมหาวงษ์ตนเปนบุตรเจ้านางเลิศนี้ มเหษีท่านชื่อแม่เจ้านางยอดแลเดิมแต่เมื่อท่านบ่ได้เสวยเมืองเทือะนั้น ได้เปนเจ้าพระเมืองแล้วก็ได้เปนเจ้าหอน่า แล้วจิงได้เปนเจ้าพระยาน่านแล ท่านมีราชบุตรชาย ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อเจ้าน้อยอินปัน ตนนี้ได้เปนราชบุตรแล้วได้เปนบุรีแล บุตรที่ ๒ ชื่อเจ้าคำเครื่อง ตนนี้ได้เปนวังขวาแล บุตรที่ ๓ ชื่อเจ้าน้อยเมืองแล เจ้าพิมพิสารเจ้าตุ้ย ตนนี้ต่างมารดา เปนลูกเจ้าหลวงมหาวงษ์เมียท่านที่ ๒ นั้นแล เจ้าหลวงมหาวงษ์ท่านเสวยราชสมบัติเปนเจ้านครเมืองน่านได้ ๑๓ ปีเถิงปีลวงไก๊จุลศักราชได้ ๑๒๑๓ ตัวปีนั้น ท่านเถิงอสัญกรรมไปสู่โลกภายน่าแล ท่านเสี้ยงกรรมไปในเวียงเหนือเมืองน่านที่นี้แล เรียกว่าได้ ๑๑ ชั่ววงษาก่อนแล ผิจักนับตั้งแต่เจ้าขุนฟองโพ้นมา ก็ได้ ๖๑ เช่นตนกินเมืองแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๑๔ ตัว เดือน ๖ ลง ๑๑ ค่ำ เจ้าบุรีรัตนเมืองแก้ว ชื่อเจ้าอนันตยศ ตนเปนบุตรเจ้าฟ้านั้น ท่านก็ได้ลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานครนั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้า จิงมีพระมหากรุณาโปรดตั้งเจ้าบุรีรัตนหัวเมืองแก้วหื้อเปนเจ้าพระยามงคลวรยศ เปนเจ้านครเชียงน่านแล้ว ก็พระราชทานเครื่องยศ คือเสื้อแขบคำ ผ้านุ่งแขบคำ พระมาลาสุบหัวแล กระโถนคำ คนโทคำ พานหมากคำเครื่องในคำ ปืนชนิดดี ๑ บอก ดาบฝักคำ ๑ เถื่อน โถเงิน ๒ ใบ ทวน ๒ เล่มหั้นแล ครั้นแล้วแก่

๑๖๗ ราชกิจการทั้งมวลแล้ว ท่านก็กราบทูลลาพระมหากระษัตริย์เจ้า แล้วก็ขึ้นมาเถิงเมืองน่านในเดือน ๙ จุลศักราชได้ ๑๒๑๕ ตัวหั้นแล ครั้นว่าท่านขึ้นมาเถิงเมืองน่านแล้ว ท้องตราพระมหากระษัตริย์เจ้าก็ตามขึ้นมาเถิงเมืองน่าน มีโปรดเกล้า ฯ ว่า หื้อเจ้าพระยาน่านได้เอารี้พลคนศึกยกขึ้นเมือเมืองสิบสองปันนา เชียงรุ้ง โดยรีบเร็วว่าสันนั้น ด้วยกองทัพใหญ่ฝ่ายใต้แลหัวเมืองทั้งหลาย คือเมืองแพร่ นคร ลำพูน เชียงใหม่ จักขึ้นเมือเอาเชียงตุง ว่าสันนั้น

  • ครั้นเถิงเดือนยี่ จุลศักราชได้ ๑๒๑๕ ตัว ปีกาเป๋านั้นสิ่งเดียวเจ้าพระยาน่านชื่อเจ้ามงคลวรยศนั้น ท่านก็เกณฑ์รี้พลคนศึกได้แล้วก็ยกกองทัพขึ้นเมือเมืองสิบสองปันนาโพ้นหั้นแล

ดังกองทัพใหญ่ฝ่ายใต้นั้น เสด็จเจ้ากรมหลวงวงษาเปนเจ้าแม่ทัพใหญ่ ก็ยกขึ้นมาทางเชียงใหม่ เมืองเชียงใหม่นั้น เจ้ามหา พรหมเชียงใหม่เปนเจ้าแม่ทัพ ดังหัวเมืองทั้งหลายก็ขึ้นเมือทางเชียงใหม่ไปเชียงตุงก็ปีเดียวเดือนเดียวที่เจ้าพระยาน่านขึ้นเมือเมืองเชียงรุ้งนั้นแล เจ้ามหาพรหมเชียงใหม่เปนแม่ทัพน่าขึ้นเอาเชียงตุงแล ฝ่ายทัพเจ้าเมืองน่านครั้นขึ้นเมือเถิงสิบสองปันนาแล้ว ดังเมืองสิงสองปันนาทั้งมวลก็บ่กล้าจักรบด้วยเจ้าน่านต่อไปได้ ก็เอากันเข้ามา นบน้อมเปนข้าสามิภักดิกับด้วยพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานคร เสี้ยงหั้นแล ครั้นหัวเมืองสิบสองปันนาเชียงรุ้งยอมเปนข้าสวามิภักดิแล้ว ท่านก็แต่งแปงบ้านเมืองบ่หื้อมีเสี้ยนหนามแผ่นดินอันใดแล้ว ท่านก็ได้แต่ง

๑๖๘ หื้อเจ้ามหาอุปราชเมืองเชียงรุ้งยกรี้พลกำลังขึ้นเมือตามหาสมเด็จที่เชียงตุงก็บ่ทันเถิงเสด็จเจ้าแลกองทัพ เสด็จเจ้าแลเจ้ามหาพรหมเชียง ใหม่บ่มีชนะ ก็ถอยเลิกลงมาจากเชียงตุง มหาอุปราชเชียงรุ้งขึ้นเมือก็ได้ประสบกองทัพเสด็จเจ้ากลางทางแล้ว ก็เลยรวดลวดตามเสด็จเจ้าลงมาหั้นแล กองทัพเสด็จเจ้าลงมาเถิงเมืองน่านแล้ว ก็มาตั้งพักอยู่ที่นาลินริมเวียงเหนือทางวันออกแจ่งใต้หั้นแล ฝ่ายเจ้าพระยาน่านก็เลิกเมือจากเมืองสิบสองปันนาลงมา ก็มาพร้อมเสด็จเจ้าอยู่นาลินนั้นหั้นแล เสด็จเจ้ามาเถิงเมืองน่านแล้วก็ซ้ำเกณฑ์รี้พลคนศึกหัวเมือง ทั้งหลาย คือเมืองหลวงพระบางแลหล่มเลยทั้งมวล เมืองน่าน, แพร่, นคร, ลำพูน, เชียงใหม่ ยกทัพขึ้นเมือเชียงตุงแถมหั้นแล เจ้าพระยาน่านท่านก็ได้ยกกองทัพขึ้นเมือตามเสด็จเจ้าแถม ในจุลศักราชได้ ๑๒๑๖ ตัวเดือนยี่ข้างขึ้นนั้นหั้นแล กองทัพใหญ่ฝ่ายใต้ทั้งมวลก็ขึ้นรบคุมเอาเมืองเชียงตุงก็บ่ได้กองทัพใหญ่ฝ่ายเหนือก็เต็งลงมาเปนอันมาก เสด็จเจ้ากรมหลวงวงษาก็บ่อาจจะต่อสู้รี้พลเชียงตุงได้ ก็แตกด้านถอยหนี ฝ่ายพระยาน่านก็ได้ระวังป้องกันเอาชีวิตรเสด็จเจ้า ก็ค่อยถอยตามหลังเสด็จเจ้ามาหั้นแล เจ้าพระยาน่านท่านก็ถอยจากเชียงตุงลงมาเถิงเมืองน่านเดือน ๙ จุลศักราชได้ ๑๒๑๗ ตัว ปีดับเม้านั้นหั้นแล ครั้นว่าท่านมาเถิงเมืองแล้ว ท่านก็แต่งใช้ลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานคร ขอลงมาซ่อมสร้างเวียงเก่า

๑๖๙ หั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็มีพระมหากรุณาโปรดอนุญาตขึ้นมาหื้อซ่อมสร้างหั้นแล ในจุลศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็กะเกณฑ์ไพร่พลคนเมืองทั้งหลายปั้นดินกี่แลแผ้วถางในเวียงเก่าให้หมดใสดีงามแล้ว เถิงเดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เม็งวันอังคารยามแถจะใกล้สู่เที่ยงวัน ท่านก็ได้หื้อขัติยวงษาแลเสนาอามาตย์ทั้งหลายก่อแรกตั้งปลูกประตูไชยแลกำแพงเวียงหั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ได้หื้อเจ้าหนานมหาพรหมแลเจ้าสุยะอันเปนราชบุตรแห่งท่าน คุมเอาเจ้านายท้าวพระยาแขกเมืองสิบสองปันนา เชียงรุ้งเมืองหลวงภูคาเมืองล้าเมืองพง ลงไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องราชบรรณาการมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพ มหานครหั้นแล ในจุลศักราช ๑๒๑๘ ตัวปีนั้น เจ้า ๒ องค์พี่น้องก็ได้รั้งพรรษาอยู่เมืองใต้ก่อนหั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าจิงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าตั้งเจ้าหนาน มหาพรหมตนพี่หื้อเปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่า โปรดหื้อเจ้าสุยะตนน้องเปนเจ้าราชวงษาหั้นแล เจ้า ๒ องค์พี่น้องครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจทั้งมวลแล้ว ก็พาเอาเจ้านายไพร่ไทยแขกเมืองทูลลามาหั้นแล เจ้า ๒ องค์พี่น้องขึ้นมาเถิงเมืองน่านเข้าเวียงวันพระยาวันนั้นหั้นแล อยู่มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๒๑๘ ตัว เดือนยี่นั้น เจ้าพระยาน่านชื่อมงคลวรยศเมืองน่านนั้น ท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวขุนไพร่ไทยเสด็จลงไปเฝ้าพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานครหั้นแล ๒๒

๑๗๐ เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าจิงมีพระมหากรุณาโปรดเลื่อนยศเจ้ามงคลวรยศเจ้าเมืองน่านนั้น หื้อเปนเจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดีเจ้านครเมืองน่าน แล้วก็ปงพระราชทานเครื่องยศ คือทรงประพาศแลกระโจมหัวคำ แท่นแก้ว ๕ ชั้น แลเสตฉัตรขาว ๗ ใบ แลดาบหลูปคำ ทวนเขียวคำ ฝักเขียว ๔ เล่ม ปืนชนิดดี ๒ บอก กระโถนคำ ๑ พานหมากคำ ๑ มีดด้ามคำ ๑ มปัดตีคำ ๒ แถว รูปม้าคำ ๑ โต๊ะเงิน ๑ ใบ เบ้ายาคำ ๑ ในศักราช ๑๒๑๘ ตัว ปีรวายสีนั้นสิ่งเดียว เดือน ๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำเม็งวันอาทิตย์ ลุนหลังเจ้าชีวิตรลงไปรับสัญญาบัตรเปนเจ้าชีวิตรนั้นเจ้าราชวงษาก็ได้ยกกำลังขึ้นเมือเมืองเชียงแขงแล้วก็กวาดเอาครัวเมืองเชียงแขงลงมาเมืองน่านแล ตอนที่ ๓ ว่าด้วยพระเจ้าน่าน (อนันตวรฤทธิเดช ฯ) บำเพ็ญสาสนูปถัมภ์ แลสร้างพระไตรปิฎก

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๑๙ ตัวปีเมิงไซ้นั้น เจ้ามหาชีวิตรท่านก็มีอาชญาหื้อแก่ท้าวพระยาเสนาอามาตย์บ้านเมืองทั้งมวล สร้างแปงหอคำแลคุ้มแก้วหั้นแล เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุร มหาราชวงษาธิบดี ท่านได้เสวยราชสมบัติในพระนครเมืองน่าน บ้านเมืองก็ชุ่มเย็นเปนศุขเปนที่ฦๅชาปรากฎทั่วไปด้วยเดชานุภาพแห่งท่านทั่ว

๑๗๑ นานาประเทศทั้งปวง คือไพร่อยู่ต่างค้าขาย อ้ายคโมยก็บ่ปรากฎได้แล ท่านได้เปนเจ้าเสวยราชสมบัติแล้วก็มาตั้งพระยาหลวงจ่าแสนราชาไชยอภัยนันทวรปัญญาวิสุทธิมงคล ปฐมอรรคมหาเสนาธิบดีหื้อเปนเค้าสนาม แลตั้งพระยาทั้ง ๔ ทั้ง ๘ แสนหลวงแสนน้อยรวมมี ๓๒ พร้อมเหนือสนามหลวงแล้ว ตั้งสุรอัยการคนใช้คนเวรทั้งหลาย บ้านเมืองก็เปนที่ครึกครื้นยิ่งใหญ่ขึ้นเหลือแต่ก่อนหั้นแล ท่านก็ซ้ำมีความรำเพิงเล็งหันยังพุทธุปบาทสาสนาเปนที่หลุต่ำคร่ำชรา เปนที่ควรดีริร่างสร้างซ่อม บ่เท่าแต่นั้น ท่านก็มีพระราชศรัทธาใคร่สร้างเขียนยังพระสธรรมเทศนา คือบาฬีแลนิบาตนิกายนิยายทั้งหลาย ไว้ค้ำจุนสาสนาพระโคดมเจ้า หื้อรุ่งเรืองไปภายน่า รำเพิงสันนี้แล้ว ในเมื่อปฐมต้นแรกนั้นก็ได้สร้างพระวิหารช่างคำ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างวิหารกู่คำ ลุนแต่นั้นก็ได้สร้างวัดมิ่งเมืองเปนถ้วน ๓ ลุนแต่นั้นก็ได้สร้างวิหารวัดนาพังเปนถ้วน ๔ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าขิงแดงเปนถ้วน ๕ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าจอมทองเมืองปงเปนถ้วน ๖ ลุนแต่นั้นก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าหนองบัวเมืองไชยพรหมเปนถ้วน ๗ ลุนแต่นั้นก็ได้สร้างพระวิหารวัดดอนไชยเมืองศรีสระเกษเปนถ้วน ๘ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารหลวงวัดภูมินทร์เปนถ้วน ๙ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าวัดพระยาภูเปนถ้วน ๑๐ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าจอมจ๊อเมืองเทิงเปนถ้วน ๑๑ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าปูตุงเมืองอินทร์เปนถ้วน ๑๒ ลุนแต่นั้นท่าน ก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าสบแวนเมืองเชียงคำเปนถ้วน ๑๓ ลุนแต่นั้นท่าน

๑๗๒ ก็ได้สร้างพระธาตุเจ้าเบ็งสกัดเมืองปัวเปนถ้วน ๑๔ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างหอพระธรรมที่แจ่งคุ้มแก้วข้างวันออกแจ่งใต้เปนถ้วน ๑๕ ลุนแต่ นั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารวัดม่วงใต้เปนถ้วน ๑๖ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารวัดสวนตาลแลอุโบสถเปนถ้วน ๑๗ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างวิหารดอนเขาแก้วแลวิหารตีนดอยเขาแก้วแล เอาฉัตรแลเกิ้งขึ้นใส่ต่างยอดพระธาตุเขาแก้วเปนถ้วน ๑๘ ลุนนั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารวัดมณเฑียรเปนถ้วน ๑๙ ลุนนั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารวัดพันต้นถ้วน ๒๐ ลุนนั้นท่านก็ได้เอาฉัตรเกิ้งใส่ยอดพระธาตุเจ้าแช่แห้งเปนถ้วน ๒๑ ลุนแต่นั้นท่านก็ได้สร้างพระวิหารวัดหัวข่วงแลอุโบสถวัดช่างคำเปนถ้วน ๒๒ แล อนึ่งด้วยรศธรรมเทศนานำนั้นท่านก็หากได้ติดตามกันมาแต่ต้นแล ต่อนี้ไปจักกิตนาจาด้วยท่านได้สร้างธรรมก่อนแล.

  • ในเมื่อจุลศักราช ๑๒๑๗ ตัวนั้น ท่านก็ได้เบิกของราชสมบัติออกจ้างสร้างธรรมทั้งหลายมีดังแจ้งต่อไปภายน่านี้ คือ อภิธัมมสังคิณีคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก วิภังค์คัมภีร์ ๑ มี ๑๘ ผูก ธาตุกถาคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก ปุคคลบัญญัติคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก กถาวัตถุคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก ยมกคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก มหาปัฏฐานคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก ปาราชิกกัณฑ์คัมภีร์ ๑ มี ๒๐ ผูก ปาจิตตีย์คัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก มหาวัคคคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก จุลวัคคคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก ปริวารคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก ทีฆนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก มัชฌิมนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๖ ผูก อังคุตตรนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๓ ผูก สํยุตตนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก ขุททก

๑๗๓ นิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๗ ผูก ปาฐมัดต้นมี ๑๐ ผูก ปาฐมัด ๒ มี ๑๒ ผูก ปาฐมัด ๓ มี ๑๒ ผูก ปาฐมัด ๔ มี ๑๒ ผูก ปาฐมัด ๕ มี ๑๒ ผูก ปาฐมัด ๖ มี ๘ ผูก ปาฐมัด ๗ มี ๗ ผูก ปาฐมัด ๘ มี ๙ ผูก ปาฐมัด ๙ มี ๙ ผูก เตมียคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก ชนกคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก สุวัณสามคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก เนมิราชคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก มโหสถคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก ภูริทัตตคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก จันทกุมารคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก นารทคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก วิธูรคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก ปัญจนิปาตคัมภีร์ ๑ มีมัด ๔ ปัญจนิปาตมัด ๕ ปัญจนิปาตมัด ๖ ปัญจนิปาตมัด ๙ เอกาทสนิปาตมัด ๑๑ เตรสนิปาตมัด ๑๓ ตึสนิปาตมัด ๓๐ จัดตาฬีสนิปาตมัด ๔๐ ปัญญาสนิปาตมัด ๕๐ สัตตตินิปาตมัด ๗๐ อสีตินิปาตมัด ๘๐ เวสสันตรจริยาปิฎกคัมภีร์ ๑ มี ๑๕ ผูก ศัพท์นามมัด ๑ มี ๑๓ ผูก วตังคุลี ๑ ผูก โลกบัญญัติ ๑ ผูก สัททวิมล ๑ ผูก อานิสงษ์ประทีป ๑ ผูก จันทสุริย ๑ ผูก มหาพุทธคุณ ๑ ผูก สัจจธัมม ๑ ผูก จุลนีปันท ๑ ผูก ธัมมสุโข ๑ ผูก สิรสา ๑ ผูก ทสชาติ ๑ ผูก คิริมานันท ๑ ผูก สมุทโฆษ ๑ ผูก มูลต้นถัยยมัด ๑ มี ๕ ผูก สีหนาทคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ชนสันทคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก ยอดไตรปิฏก ๑ ผูก โอวาทานุสาสนี ๑ ผูก เทวทุกกคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก สิงคาลสูตรคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก ปริวารคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก นามตัทธิตคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก มหาวงษ์หลวงคัมภีร์ ๑ มี ๑๓ ผูก สีลชาดก ๑ ผูก มูลกัมฐาน ๑ ผูก ธัมมจักก ๑ ผูก อภิธัมมาจอง ๑ ผูก แปดหมื่นสี่พันขันธ ๑ ผูก รตนสูตร ๑ ผูก โวหารยานี ๒ ผูก ธัมม ธชัคค ๑ ผูก มูลนิพพานสูตร ๑ ผูก ศัพท์สมันตคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก

๑๗๔ สกระวัตถุคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก ติลักขณคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก มังคลปัญหาคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก กังขาวีตรณีคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก ไตรปิฏกทั้ง ๖ คัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก วัณณวัณณนพราหมณ์คัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก จันทคาธคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก สมัยคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก โลกโกคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก พระเจ้าเลียบโลกคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก อรุณวตีคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ฎีกาอภิธัมมคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก สมันตปาสาทิกาคัมภีร์ ๑ มี ๑๖ ผูก สุวัณณโมกขคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก สังขปัตตคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก พุทธโฆสเถรคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก กับ ๑ มี ๑๒ ผูก อัฏฐังคิกมัคค ๑ ผูก คิริมานนท์ ๑ ผูก ทสชาติ ๑ ผูก รวมเข้ากันมี ๘๐ กับ บูชาค่าเบ็ดมือพระสังฆเจ้าแต้มเขียนเสี้ยง ๑๙,๔๐๐ ท๊อกแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๒๒ ตัวปีกดสันเดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำ ท่านก็ได้ปกเตีนแก่มหาขัติยวงษาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายสร้างแปงยังมหามณฑปหลวงที่ท้องข่วงสนามหลวง แปงเปนจตุรมุข ๔ ด้าน มุงด้วยเสตฉัตรวัตถาผ้าขาว แลห้างสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลายพร้อมแล้ว ท่านก็ได้กระทำเบิกบายฉลองทาน ทำตั้งแต่เดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำไปจนตลอดเถิงเดือนยี่ลงค่ำ ๑ จิงเปนที่เลิกแล้วบริบวรณ์หั้นแล รวมท่านได้ตั้งขันบูชาฟังธรรมแลหื้อทานมี ๔๒๓ กันแล เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครน่าน ท่านได้สร้างธรรมแล้วหื้อทานฉลองฟังธรรมในครั้งนั้น เปนปฐมต้นแรกก่อนแล


๑๗๕

  • เถิงจุลศักราช ๑๒๒๓ ตัวปีลวงเล้า ท่านก็ได้เบิกของราชสมบัติออก ไปจับจ่ายสร้างธรรมเทศนาต่อไปแถมมีดังแจ้งต่อไปนี้ คือ กัจจายนเถรคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก เอกนิปาตอังคุตตรนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก อัฏฐกถาเอกนิปาตคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก นาถอภิธัมมคัมภีร์ ๑ มี ๑๕ ผูก ปรมัตถวิภูสนีคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก โวหารธาตุวิภังคคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก นิสัยอังคุตตรนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก มธุรสกับ ๑ มี ๖ ผูก ปัญญา สชาติคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก โปราณสังคหะคัมภีร์ ๑ มี ๑๔ ผูก รูปสิทธิคัมภีร์ ๑ มี ๑๓ ผูก วินัยสังคหะคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก ห้าสิบชาติคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก วิสุทธิมัคคมัด ๓ คัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก วินัยธัมมจักกคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก ฎีกาสังคหคัมภีร์ ๑ มี ๑๖ ผูก สุตตโสมคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก สุธนูคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก สีลขันธวัคคทีฆนิกายคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก มูลฏีกาสูตรคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก วิเทวันทกุมารชาดก ๑ ผูก โลกนัยคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก ทุคคตสูตรคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก ธาตุวิภังคคัมภีร์ ๑ มี ๑๑ ผูก อุเทนราชคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก มหาวัคคคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก ฎีกาปรมัตถนิสัยคัมภีร์ ๑ มี ๑๓ ผูก เจ็ดคัมภีร์กับ ๑ มี ๗ ผูก วีสติโอวาทคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก สามัญญผลคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก สิงหปกรณ์คัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก พรหมชาลสูตรคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก พุทธวังสคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก พุทธนิทานคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ฎีกา ๑ ผูก สัทธัมโมปรายนคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก เถยยพรหมคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก สิงคาลสูตรคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก จุลวิภังคพุทธคุณ ๑๐ ดวงคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก อุปคุตตคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก มังคลปัญหาคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก พลสังขยาคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก โลกวิทูคัมภีร์ ๑

๑๗๖ มี ๔ ผูก สรุปทสปารมีคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก โควินท์ ๑ ผูก โสทตรส ๑ ผูก มธุรสวาหินีคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก เอตทัคคคัมภีร์ ๑ มี ๑๓ ผูก บาฬีโยชนาคัมภีร์ ๑ มี ๑๕ ผูก โวหารวินัยทั้ง ๕ กับ ๑ มี ๕ ผูก รายงูคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก สุวัณณเมฆคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก รามเกียรดิกับ ๑ มี ๗ ผูก วุตโตไทยกับ ๑ มี ๔ ผูก สุธนคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก กุสราชคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ฎีกามาไลยคัมภีร์ ๑ มี ๑๒ ผูก มังคลเภทาคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก อ้อมล้อมต่อมคำคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก สิรินทคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก นิสัยพุทธมนต์คัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก มูลธัมมจักกคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก พระชีวคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ชัมพูปติคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก สุพรหมโมกขคัมภีร์ ๑ มี ๑๐ ผูก อุปาสันติคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ปฐมกัป ๑ มี ๑ ผูก พุทธมนต์ ๑ ผูก กำพร้าวัวทองคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ปัญหาราชสุต ๑ ผูก อานิสงสปริวาร ๑ ผูก อานิสงสธัมมสวน ๑ ผูก ปุณณนาค ๑ ผูก จันทกินรี ๑ ผูก นรตนัตติหารคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก เสรฐีทั้ง ๕ คัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก ฎีกานโมคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก พุทธเสนกคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ช้างพงษ์คัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ธัมมทายาทคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก ยสนธราคัมภีร์ ๑ มี ๗ ผูก โลกจักขุคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก บัวหอมคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก หมาลุยคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก สิรินันทคัมภีร์ ๑ มี ๓ ผูก สุทธสุกกรีคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก โพธิปักขิยธัมมคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก อานิสงสผูก ๑ ทุคคตกุมารคัมภีร์ ๑ มี ๑ ผูก จักขาวุธคัมภีร์ ๑ สีหนาทคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ฎีกาธัมมจักก ๑ ผูก สิริมหามายาคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก สรทมานพ ๑ ผูก อานิสงสคำสอน ๑ ผูก สติปัฏฐานคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก เวสสันตรนกเค้าคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก สุวัณณ

๑๗๗ หอยสังขคัมภีร์ ๑ มี ๖ ผูก สุทธาโภชนาคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก เจติยเภทาคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ฎีกามหาสมัยคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ปราภวคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก อลิน ๑ ผูก พกุล ๑ ผูก ยสนธรา ๑ ผูก มูลสิกขาคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ปฐมภาณวาร ๑ ผูก อุณหิสวิไชย ๑ ผูก เตปทุมกุมารคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ปัญญาพลคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก ศัพท์ปฏิสังขาโย ๑ ผูก ธัมมธชัคค ๑ ผูก ฎีกามาลา ๑ ผูก สติปัฎฐานคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก ฎีกาพุทธาคัมภีร์ ๑ มี ๕ ผูก อุสสาพารสมัคต้นมี ๘ ผูก ปลายมี ๗ ผูก มธุรสคัมภีร์ ๑ มี ๒ ผูก จุนทสุริย๑ ผูก ท่านสร้างตั้งแต่จุลศักราช ๑๒๒๓ ปีล่วงเล้ามาเถิงนี่ก่อนแล รวมเปนคัมภีร์ ๗๒ คัมภีร์ นับเปนผูกมี ๔๕๙ ผูก นับเข้ากันเบ็ดเสร็จทั้งมวลมี ๕๓๒ ผูกแล

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๒๔ ตัวเดือนเจียง ท่านก็มีอาชญาปกเตีนตกแต่งเจ้านายท้าวพระยาอามาตย์ไพร่ไทยสร้างแปงยังมหามณฑปหลังใหญ่ แปงจตุรมุข ๔ ด้านมี ๕ ยอดที่ท้องข่วงสนาม แลปกเตีนสร้างแปงยังสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลายพร้อมแล้ว เถิงเดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำเม็งวันศุกร ท่านก็ได้พาเอาเจ้านายท้าวพระยาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลาย กระทำเบิกบายพุทธาภิเศกฉลองทานธรรมเปนมหาพอยอันใหญ่นั้นแล ตราบเถิงวันเดือนยี่ลงค่ำ ๑ จิงเปนที่เลิกแล้วบริบวรณ์หั้นแล ในครั้งนี้ท่านได้บูชากัณฑ์เปนคิ่นของท่านนั้นมี ๑๘๙ กัณฑ์ กัณฑ์ไหนกัณฑ์ไหนวัตถุแขวนห้อยกัณฑ์แล ๕ บาท ดอกพังฝนแสนห่ามี ๗๒ ผูกแล พระสงฆเจ้าซึ่งมารับทานในครั้งถ้วน ๒ นี้ทั่วจังหวัดนครเมืองน่านทั้งมวลแล

๒๓ ๑๗๘

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๒๕ ตัวปีกาไก๊นั้น ท่านก็เบิกบายของพระราชทรัพย์ออกสร้างเขียนธรรมเทศนาแถมต่อไป มีดังจักแจ้งต่อไปนี้แล คือ มหาเวส (สันตรชาดก) ฉบับไหเหล้ากับ ๑ มี ๑๓ ผูก มาลา ๒ ผูก อานิสงษ์ ๑ ผูก รวม ๑๖ ผูก มหาเวสฉบับกำแพงชั้นในกับ ๑ รวม ๑๖ ผูก มหาเวสฉบับเมืองสองกับ ๑ รวม ๑๖ ผูก มหาเวสฉบับพระยอดสร้อยกับ ๑ มี ๑๖ ผูก มหาเวสฉบับภูก่ำกับ ๑ มี ๑๖ ผูก มหาเวสฉบับพระหินปูกับ ๑ มี ๑๖ ผูก จำปาสี่ต้นคัมภีร์ ๑ มี ๔ ผูก อภัยราชคัมภีร์ ๑ มี ๘ ผูก กัมมวาจา ๔ ผูก ปิฎกทั้ง ๓ รวมมี ๔ ผูก พุทธาภิเศก ๓ ผูก กามณีจันท ๕ ผูก พิมพาขนุนงิ้ว ๕ ผูก ทุกกนิปาต ๑๐ ผูก อนาคตวงส ๕ ผูก สุวัณณชิวหา ๖ ผูก ศรีวิไชยยนตหงษ์ ๑๐ ผูก ธัมมจักกต้น ๑ ผูก จักกวัตติคั้นคาก ๓ ผูก วิมานวัตถุ ๗ ผูก พวิลติ ๔ ผูก สมุทโฆส ๘ ผูก วินัยคัมภีร์หนึ่ง ๙ ผูก ตำนานพระบาทพระธาตุ ๑๑ ผูก ศัพท์ปาฐ ๕ ผูก มูลฤกษ์ ๒ ผูก บัวลม ๔ ผูก วิลิมังสัง ๑๐ ผูก จตุก์กนิปาตอังคุตตรนิกาย ๑๓ ผูก มิลินทปัญหา ๑๕ ผูก ปาฬีธัมมปท ๑๔ ผูก จำปาสี่ต้นมัด ๓ มี ๑๓ ผูก ยสนธรา ๗ ผูก วัตตังคุลี ๑ ผูก จูฬธัมมปาล ๗ ผูก วิสุทธิมัคคมัดต้น ๘ ผูก วิสุทธิมัคคมัด ๒ มี ๑๑ ผูก วิสุทธิมัคคมัด ๓ มี ๑๓ ผูก มูลฎีกาสูตร ๑ ผูก ทลิททก ๑ ผูก อนุโลกสาสนา ๑ ผูก นากิตตสูตร ๑ ผูก พุทธาปทาน ๑ ผูก ปกิณณก ๕ ผูก รัฎฐทีปนี ๔ ผูก ติลักขณยอดธัมมปท ๕ ผูก ปิฎกจริยา ๑ ผูก พุทธาภิเศก ๒ ผูก พระเวส ๑๓ ผูก ปาฬีพระเวส ๙ ผูก อภิธัมมสังคิณี ๑๑ ผูก ปาฬีวิภังค ๑๗ ผูก ปาฐ ๑๔ ผูก ปาฬี

๑๗๙ นิทานสํยุตตนิกาย ๑๒ ผูก ปาฬีมหาวัคค ๙ ผูก ปาฬีอัตถทุกกนิปาตอังคุตตรนิกาย ๑๕ ผูก ปาฬีอัตถมหาวัคคสํยุตตนิกาย ๑๒ ผูก ปาฬีอัตถปัญจอังคุตตรนิกาย ๑๔ ผูก ปาฬีอัตถกถาปัณณาสมัชฌิมนิกาย ๑๒ ผูก ปาฬีจัตตาฬีสนิปาต ๔ ผูก ปาฬีปัญญาสนิปาต ๓ ผูก ปาฬีสัฏฐีนิปาต ๑ ผูก จามเทวี ๕ ผูก วลยุตตเทวันท ๖ ผูก มังคลทีปนี ๑๓ ผูก วิตติอนีฎีกามหาวัคค ๙ ผูก เมตเตยยสูตร ๓ ผูก อรพิมม์ ๒ ผูก ศัพท์มหาวัคค ๑๕ ผูก ปาฬีนาถอัตถกถาอภิธัมม ๑๕ ผูก ติกกนิปาต ๑๕ ผูก ปิฎก ๔ ผูก พุทธาภิเศก ๓ ผูก โสทัตตเปกขณสูตรสุตตสังคห ๓ ผูก มตสูตร ๑ ผูก อสิวิสสูตร ๑ ผูก สุวัณณโมรา ๑ ผูก กำพร้าร้อยขอด ๑ ผูก สักกวรดาน ๗ ผูก เมตเตยยวงษ์ ๖ ผูก ปิฎกหนองควาย ๔ ผูก พระเวสปะดอนกวาง ๑๖ ผูก แปดหมื่นสี่พันขันธ์ ๑ ผูก พุทธนิทาน ๑ ผูก ทสวัตถุ ๘ ผูก ปฐมมูลมูลา ๕ ผูก สินไชยราช ๑๗ ผูก วิมานวัตถุ ๙ ผูก ยัสตีติ ๑๑ ผูก วิสาขา ๘ ผูก นันทเสน ๖ ผูก พระเวสฉบับวงกฎ ๑๖ ผูก เตสกุณา ๗ ผูก โลหนชิวหา ๑๔ ผูก สุธน ๙ ผูก โคนสูตร ๑๔ ผูก สุนันทโวหารวัมมิกสูตร ๔ ผูก ฎีกาพาหุํ ๑ ผูก อภิธรรมาจอง ๑๐ ผูก พุทธาภิเศกบารมี ๖ ผูก เปตวัตถุ ๑๘ ผูก คุรุธัมม ๑๒ ผูก สัฎฐีนิปาต ๓ ผูก โสทัตตกี ๖ ผูก ปัญญาสนิปาต ๑๒ ผูก ทักขิณาวิภังคสูตร ๑ ผูก อังคุตตรนิกาย ๑๓ ผูก สุตตสังคหโลกวิทู ๑ ผูก วิชานสูตร ๒ ผูก จูฬมณีสุทโธพธิรา ๒ ผูก มูลฎีกาสูตรสุญญสูตรกาฬีธาตุ ๓ ผูก เสือตายเสือนอนโลกวัตถุ ๒ ผูก ขานวุตติปุญญกิริยาสุปินสามเณร ๓ ผูก โมคคัลลานเถรนิพพาน ๑ ผูก ศรีสุทโธทน

๑๘๐ ๕ ผูก สาริปุตตนิพพาน ๑ ผูก ทัพพมัลลปุตตนิพพาน ๑ ผูก อโสกราชนิพพาน ๑ ผูก มหาอานันทนิพพาน ๑ ผูก ภยวินาสอุปาตสันติ ๓ ผูก นิสัยโปราณฎีกา ๑๓ ผูก นิสัยทาโมจน ๗ ผูก คิริมานันทครองวิปัสสนา ๓ ผูก มูลกัมมฐาน ๒ ผูก ราหุลสูตร ๑ ผูก ธัมมทายาทไชยปราการ ๓ ผูก ราชาภิเศกเจ้าชาลีกัณหา ๑ ผูก กัสปเถร ๑ ผูก อานิสงสผีตาย ๑ ผูก พุทธนิพพาน ๑ ผูก กวางดำมันทาตุราช ๙ ผูก กปณ ๖ ผูก พระแก้วพระจันหัวล้านเบื่อเห็ดเข้ากัน ๓๖ ผูก กัมมวาจา ๔ ผูก โยกัปปโก ๕ ผูก ปทุมกุมาร ๑ ผูก สัพพปุณณปทสังคห ๕ ผูก สัพพสูตรมนต์ทั้ง ๕ มี ๗ ผูก โวหารปธานสูตร ๙ ผูก โปราณสังคห ๑๐ ผูก ธัมมเวทีทั้งบาฬี ๗ ผูก เทวทันตสูตร ๘ ผูก วีสตินิปาต ๘ ผูก มหาวัคคนิทาน ๘ ผูก ทสวัตถุ ๘ ผูก ปรายนวัคคอัตตทันตา ๖ ผูก พันตกี ๘ ผูก มัชฌิมปัณณาส ๗ ผูก โลกวินัย ๑๕ ผูก มหาปธานสูตร ๑๑ ผูก ปาฬีฉักกนิปาต ๗ ผูก สัพพสูตตสังคห ๑๕ ผูก โยชนาสัมโมหวิโนทนี ๑๖ ผูก มธุรสวาหินี ๑๐ ผูก มหาวงษ์หลวง ๒๑ ผูก พระเวสฉบับวงษา ๑๖ ผูก อภิธัมมสังคห ๕ ผูก รถวีนีตสูตร ๑๐ ผูก จักกวาฬทีปนี ๑๐ ผูก ทุกกสิกขาวินิจฉัย ๓ ผูก กฐินวินิจัย ๑ ผูก สัพพี ๑ ผูก มหานิพพาน ๑ ผูก นิสัยฎีกาสติปัฏฐาน ๑๔ ผูก เอตทัคคอังคุตตรนิกาย ๑๑ ผูก นิสัยจตุกกนิปาต ๑๕ ผูก สุตตโสม ๖ ผูก สติยสังกรี ..... ผูก นิยยาธัมโม ๗ ผูก เปตวัตถุ ๑๗ ผูก ศัพท์ขุททกสิกขา ๕ ผูก นิสัยมหาปัฏฐาน ๔ ผูก นิสัยกถนาปัฏฐาน ๔ ผูก ศัพท์อภิธัมมสังคห... ผูก ศัพท์นิปุณณปทสังคหะ ๑๑ ผูก นิสัยวินิจฉัย ๑๖ ผูก โปราณ ๘ ผูก

๑๘๑ อสีตินิปาต ๖ ผูก สุนันทอสังเขยย ๕ ปัญญาสนิปาต ๓ ผูก ทีฆนิกายโทส ๑ ผูก สัฏฐีนิปาต ๓ ผูก ตำนานละแวก ๑ ผูก ปาติโมกข์ ๑ ผูก นิสัย ๑๒ ผูก มหาวัคค .... ผูก วิมานวัตถุ ๖ ผูก วันตุชน ๖ ผูก สุทธาโภชน ๒ ผูก กรุณา ๙๕ ผูก สุตันตสังคห ๑๓ ผูก ติกกนิปาต ๑๕ ผูก อัตถอุปริปัณณาส ๑๑ ผูก ฎีกาอภิธัมม ๙ ผูก สฬายตนวัคคสํยุตตนิกาย ๑๘ ผูก ศัพท์สัมมตา ๑๒ ผูก สุมณเสรฐิอมิตตพันธุ ๑๑ ผูก นิสัยมูลปุคคฎีกาปัฏฐาน ๑๔ ผูก สุตตสังคห ๑๐ ผูก สารสังคห ๑๔ ผูก ศัพท์อภิธัมมสังคห ๙ ผูก โยชนาอภิธัมมสังคห ๘ ผูก สามัญญผลสูตร ๗ ผูก ปาฬีอัตถกถาขันธวัคคสังยุตตนิกาย ๔ ผูก ปาฬีอัตถ กถามหาวัคํคสังยุตํตนิกาย ๘ ผูก ปาฬีกัจจายนสันธิ ๑ ผูก ปาฬีกัจจายนาตถสมาส ๖ ผูก ปาฬีกัจจายนาตถการก ๑ ผูก ปาฬีกัจจายนาตถตัทธิต ๓ ผูก ปาฬีนาราชธาตวังส ๑ ผูก ศรีมหามายา ๖ ผูก วิสุทธิมัคค ๑๕ ผูก นิทานวัคคสังยุตตนิกาย ๑๒ ผูก สุรุปวินิสัยคัมภีร์ ๑ มี ๙ ผูก เสรฐีทั้ง ๕ มี ๕ ผูก มังคลสูตร ๑๒ ผูก มหานิพพานสูตร ๑๓ ผูก ห้าสิบชาติ ๑๐ ผูก รถวนีตสูตร ๙ ผูก เปขณสูตร ๑ ผูก ทินราชชาถ ๑ ผูก โสทัตตกี ๖ ผูก วิสุทธิมัคค ๑๖ ผูก มธุรส ๑๐ ผูก ปรมัตถวิภูสนี ๑๒ ผูก วินิจฉัยจูฬวัคค ๑๒ ผูก อตีตพุทธวงษ์ ๑๕ ผูก มณีปทีป ๑๖ ผูก พุทธนิพพาน ๑๕ ผูก ฎีกานิปาต ๑๖ ผูก มธุรสวาหินี ๑๑ ผูก ติกกนิปาต ๑๕ ผูก ทสชาติ ๑๓ ผูก นิสัยสมันตปาสาทิกา ๑๔ ผูก ศัพท์สมันตสังฆาทิเสส ๑๐ ผูก จริยาปิฎก ๒๐ ผูก พุทธวงส ๙ ผูก มูลกัมมฐาน ๒ ผูก อักขรนโม ๑ ผูก วินัยรวม ๑๑ ผูก อุทาหรณ

๑๘๒ สัทททั้ง ๘ มี ๘ ผูก ปาฬีสูญญ ๑๘ ผูก โยชนาสสัททา ๑๙ ผูก ปาฬีพระสิหิงค์ ๑ ผูก นิสัยห้าสิบชาติมัด ๒ มี ๑๐ ผูก นิสัยห้าสิบชาติมัด ๓ มี ๑๐ ผูก นิสัยห้าสิบชาติมัด ๔ มี ... ผูก นิสัยห้าสิบชาติมัด ๕ มี ๑๐ ผูก นิสัยมัชฌิมนิกายมัดต้น ๑๔ ผูก นิสัยมัชฌิมนิกายมัด ๒ มี ๑๐ ผูก นิสัยวุตโตทยปาฬี ๑๖ ผูก นิสัยไทยทุติยวังสมาลินี ๑๓ ผูก นิสัยสูตรมนต์ไชย ๑๒ ผูก นิสัยธัมมปทมัด ๑๑ มี ๑๐ ผูก นิสัยมธุรชัมพู ๑๕ ผูก นิสัยสีลวัคคทีฆนิกาย ๑๗ ผูก นิสัยพิมพาเถรี ๗ ผูก ศัพท์ปฐม ๒๒ ผูก ศัพท์สมันตต้น ๙ ผูก ศัพท์สมันตปาสาทิกามัด ๗ มี ๘ ผูก สัตตนิปาต ๑๐ ผูก อุลกธาตุ ๖ ผูก ตำนานพระยาเจี๋ยง ๑๑ ผูก ศัพท์อักขรคันถี ๓ ผูก ศัพท์สุโพธาลังการ ๒ ผูก นิสัยสัจจสํเขป ๘ ผูก นิสัยสัททเภทจินดา ๑๓ ผูก ท่านสร้างตั้งแต่จุลศักราช ๑๒๒๕ ตัวเถิงจุลศักราช ๑๒๓๒ ตัว นานได้ ๘ ปีแล รวมท่านได้สร้างธรรมครั้งถ้วน ๓ นี้นับเปนคัมภีร์มี ๑๘๙ คัมภีร์ นับเปนผูกมี ๑๒๕๑ ผูก

  • ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือนเจียงข้างแรม ท่านก็มีอาชญาปกเตีนแก่หน่อขัติยวงษาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายหื้อสร้างแปงยังมหามณฑปหลังใหญ่สูง ๘ วา จตุรมุข ๔ ด้าน มุงด้วยเสตวัตถาผ้าขาวที่ในท้องข่วงสนามหลวง แลสร้างแปงยังสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลายพร้อมบริบวรณ์แล้ว เถิงวันเดือนขึ้น ๓ ค่ำ ท่านก็ได้ตั้งกระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองฟังธรรมกระทำบุญหื้อทาน ตั้งแต่วันเดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำ ไปจนตลอดเถิงวันเดือนยี่ลงค่ำ ๑ จิงเปนที่เลิกแล้วบริบวรณ์หั้น เปนมหาพอยอันใหญ่หั้นแล นับเปนกัณฑ์คิ่นพระองค์

๑๘๓ ได้บูชากัณฑ์ครั้งนี้รวมมี ๓๑๖ กัณฑ์ วัตถุห้อยแขวนกัณฑ์ละ ๒ แถบรูเปีย เจ้ามหาอุปราชาบูชาเปนคิ่นท่าน ๕๐ กัณฑ์ เจ้าราชวงษ์บูชาเปนกัณฑ์คิ่น ๑๐ กัณฑ์ เจ้าสุริยบูชา ๕ กัณฑ์ เจ้าราชบุตรบูชา ๕ กัณฑ์นอกนั้นศรัทธาเจ้านายท้าวพระยาเสนาอามาตย์ก็บูชาคนละกัณฑ์ฤๅ ๒ กัณฑ์ไปแล พระสงฆเจ้าทั้งหลายซึ่งท่านได้นิมนต์มารับทานในสมัยนี้มี ๓๘๓ องค์ ท่านได้เบิกเข้าใส่บาตรกินทานในครั้งนี้สิ้นเข้าสารแปดแสนเจ็ดหมื่น ได้เบิกเปนเข้าพันก้อน เสี้ยงสองหมื่นเจ๊ดพันห้าร้อยแปงเข้าหนมเสี้ยงแสนหนึ่ง รวมทั้งเลี้ยงพระสงฆ์เมืองแพร่เสี้ยงเข้าสารล้านสามหมื่นเจ๊ดพัน นี้เปนครั้งถ้วน ๓ แล

  • เถิงจุลศักราช ๑๒๓๖ ตัวปีกาบเสร็จเดือน ๑๐ ลง ๓ ค่ำนั้น ท่านก็ได้เบิกเอาของราชสมบัติออกจ้างสร้างธรรมดังจักมีแจ้งต่อไปนี้ คือ พุทธานุสสติกัมมฐาน ๕ ผูก เสรฐีเปี้ยงหม้อ ๑ ผูก โอวาทาวิจรณ ๑ ผูก ฎีกามูลปัณณาสมัชฌิมนิกาย ๑๐ ผูก ธัมมรังสี ๑ ผูก เทวสีสหงส์คำ ๑ ผูก กุศลนิสัยธุรปุญญคันถี ๑ ผูก โวหารภยวินาส ๖ ผูก โวหารทิพมนต์ ๗ ผูก โสจันทกุมาร ๕ ผูก โวหารปาฐมัด ๙ มี ๑๓ ผูก อัคครัฏฐธัมม ๙ ผูก คุรุสาสติ ๑ ผูก กยวิรติ ๑ ผูก ทุลลภา ๑ ผูก ปาฬีจตุกกนิปาต ๘ ผูก จันทพาณิช ๑ ผูก จูฬวิบาก ๑ ผูก โมคคัลลานนิพาน ๑ ผูก โพชฌงค์ทั้ง ๗ มี ๒ ผูก ราหุโลวาทสูตร ๑ ผูก ทุกกกุมาร ๓ ผูก ปาฬีมหาปัฏฐานมัด ๒ มี ๑๑ ผูก มหาเวสฉบับ พร้าวพันลำ ๑๕ ผูก มหาเวสฉบับฟ้าขาว ๑๕ ผูก มหาเวสฉบับข้อมือเหล็ก ๑๖ ผูก ยมกมัด ๒ มี ๑๐ ผูกแล ท่านสร้างในจุลศักราช ๑๒๓๖ ตัวนั้นทึกนี่ห่อนแล

๑๘๔ อนึ่งด้วยพระวิหารหลวงภูมินทราชากลางเวียงนครเมืองน่า อันท่านได้ก่อแรกตั้งต้นปลูกแปงสร้างสามาตั้งแต่ศักราชได้ ๑๒๒๙ ตัว ปีเมิงเม้าเดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๑ เม็งวันศุกร ไทยดับเม้า ฤกษ์ได้ ๒๕ ตัวชื่อปุพพภัทร ตั้งต้นสร้างแต่นั้นมาเถิงนานได้ ๘ ปี มาเถิงจุลศักราชได้ ๑๑๓๖ ตัว ปีกาบเสร็จนี้ก็เปนที่สำเร็จบริบวรณ์หั้นแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือนยี่ ท่านได้มีอาชญาปกเตีนแก่หน่อขัติยวงษา ท้าวพระยาเสนาอามาตย์ไพร่บ้านพลเมืองทั่วจังหวัดนครเมืองน่านทั้งมวล ให้ตกแต่งสร้างแปงสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลายพร้อมสู่อัน หัวเมืองต่างประเทศทั้งหลาย คือเมืองนคร,ลำพูน, เชียงใหม่, พยาว, เชียงราย, เมืองหลวงพระบาง ก็ได้แต่งใช้นำเอายังอักขรแลคาถาไปแผ่พระกุศลสู่หัวเมืองหั้นแล ครั้นเถิงเดือน ๕ นั้น ท่านก็หื้อสร้างแปงมหามณฑปหลังใหญ่แปงเปนจตุรมุข ๔ ด้าน มุงด้วยเสตวัตถาผ้าขาวเทศที่ท้องข่วงสนามหลวงเหมือนแต่ก่อนหั้นแล้ว ครั้นเถิงณวันเดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๑ ก็กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองธรรม กระทำบุญหื้อทานฟังธรรมตั้งแต่วันนั้น ไปตราบเท่าเถิงเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ หื้อแล้วหั้นเปนห้อง ๑ ก่อนแล ตั้งวัน ๙ ค่ำเถิงวัน ๑๒ ค่ำฟังฝนแสนห่า แลเถิงวัน ๑๓ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ หัวเมืองแลน่าบ้านทั้งหลายก็แห่เอาด้วยทานแลบอกไฟเข้าไป ปทักษิณแวดวัดภูมินทร์ คือตั้งฉลองวัดหลวงภูมินทราชาทั่วเมืองทั้งหลายแลน่าบ้านทั้งมวลพร้อมกันปทักษิณแล้ว ก็แห่นำเอาพระกุศลเข้าไปถวายสมเด็จเจ้านครน่านที่ตำหนักท้องข่วงสนามสู่น่าบ้านแลหัวเมืองหั้นแล ๑๘๕ เถิงวันเดือน ๖ เพ็งนั้น ท่านก็กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองวัดหลวงภูมินทรหั้นแล เถิงวันเดือน ๖ ลงค่ำ ๑ ก็ได้โอกาศหยาดน้ำหื้อทานบริบวรณ์แล้ว น่าบ้านแลหัวเมืองทั้งหลายก็แห่เอาบอกไฟไปจุดที่ท่งตีนดอยภูเพียงแช่แห้ง บอกไฟจุดเถิง ๓ วันจิงสิ้นแล พระองค์สมเด็จเจ้านครน่านได้ทานธรรมแลฉลองวัดหลวงภูมินทราชาในครั้งนี้ เปนมหาสมัยการมหาพอยอันใหญ่หนึ่งแล ท่านฉลองธรรมแลฉลองวัดในครั้งนี้นับสิ้นคัมภีร์มี ๙๔ คัมภีร์ นับเปนผูกมี ๑๐๓๖ พระสงฆเจ้าทั้งหลายท่านได้นิมนต์มารับทานในครั้งนี้ เบ็ดเสร็จทั้งมวลมี ๕๓๗ เณรนอกเมืองมี ๔๗ องค์ เณรในเมืองบ่นับได้แล รวมท่านได้เบิกเข้าของออกทอดเลี้ยงหัวเมืองหื้อทานในครั้งนี้เสี้ยงเข้าสารสองโกฏิสี่ล้านแปดแสน ปลายหมื่นสี่พันห้าร้อย พริกเสี้ยงสามแสนปลายหมื่นสี่พันยาเสี้ยงหกหมื่นสี่พันห้าร้อย ปูนเสี้ยงห้าหมื่น ปลาร้าเสี้ยงสามหมื่น ไข่ปลาหมึกเสี้ยงหกหมื่น ปลาแห้งเสี้ยงสามแสนห้าหมื่นปลายพัน หมากแข่นสามหมื่น ขิงสองหมื่นสี่พัน หอมสองหมื่น เมี่ยงเสี้ยงสามแสนสี่หมื่น หมากเสี้ยงสี่พันสี่ร้อย พลูเสี้ยงสามแสนแปดหมื่น ดินไฟหกแสนห้าหมื่น ขางเสี้ยงสี่หมื่น ดินไฟแจกหนภายในเสี้ยงแสนหนึ่ง มาดสามหมื่น ค่าดินไฟรวมเบ็ดเสร็จทั้งมวลเสี้ยงเจ๊ดแสนปลายห้าหมื่น เงินแถบเงินปี้ซึ่งท่านประทานปรายหื้อหมู่พวกแห่บอกไฟแลห่อผ้าครัวทั้งหลายรวม ๔๘๕ แถบ รวมเปนปี้มี ๓๔๐๐ ปี้แล รวมสิ่งของทั้งมวลท่านได้สร้างแปงพระวิหารหลวงภูมินทรที่นั้น เหล็ก ๒๔

๑๘๖ เสี้ยงสามหมื่น ทองเสี้ยงหกพันปลายหนึ่งร้อย แก้วเสี้ยงสามแสนสามหมื่นสองพัน คำปิวเสี้ยงห้าหมื่นสี่พันเจ็ดร้อย รักเสี้ยง ๓๕ ไห ปลาย ๑๖ บอก หางเสี้ยง ๑๘ ห่อ น้ำมันสมซะทายเสี้ยง ๒๐ ไห น้ำอ้อยเสี้ยงตื้อหกแสนห้าหมื่น ปูนเสี้ยง ๒ ตื้อสี่ล้านสามแสนสี่หมื่น จ้างช่างเลื่อยไม้เงินตราเสี้ยง ๕ ชั่ง เงินแถบเสี้ยง ๓๐๐ แถบแล พระองค์สมเด็จเจ้านครเมืองน่านท่านได้สร้างวัดแลสร้างธรรมแล้วฉลองทานในครั้งนี้เปนถ้วน ๔ แล

  • เถิงจุลศักราช ๑๒๓๗ ตัวปีดับไก๊นั้น ท่านก็ได้เบิกเอาของราชสมบัติออกจ้างธรรมต่อไปแถม ดังจะแจ้งต่อไปนี้ คือ พระเวสฉบับกาลคอด ๑๖ ผูก พระเวสฉบับหลายหิน ๑๖ ผูก พระเวสฉบับพระรอย ๑๖ ผูก สาธินราชมูลกิตติกา ๒ ผูก อัตถสังขารโลก ๑ ผูก เทวดาถามปัญหา ๑ ผูก วาราสิชย ๑ ผูก สรุปวินัยคัมภีร์รัฎฐทีปนี ๙ ผูก มโหสถ ๑๓ ผูก อานิสงสสรรพทาน ๕ ผูก โสทัสสนี ๕ ผูก ปาฬีอัตถกถาปัญจอังคุตตรนิกาย ๑๔ ผูก พระเวสฉบับสีหรส ๑๖ ผูก โวหารอังคุตตรนิกาย ๘ ผูก ปาฬีมหาปัฏฐาน ๑๑ ผูก ศัพท์ปารมี ๑๒ ผูก ศัพท์ปาติโมกข์ ๙ ผูก ปาฬีจูฬวัคคมัดต้น ๑๑ ผูก ปาฬียมกมัดต้น ๑๓ ผูก ปาฬีธาตุกถา ๕ ผูก โสทันตชาดก ๑ ผูก มุทุตาเทวตา ๑ ผูก ทุสกุมารวิไชยสูตร ๑ ผูก อานิสงสบอกไฟ ๑ ผูก ปาฬีอัตถมหาวัคคสังยุตตนิกาย ๘ ผูก พระเวสฉบับป่าเหียงแรงพี ๑๖ ผูก พระเวสฉบับปลาไผ่แจ้ ๑๖ ผูก พระเวสฉบับแท่นแก้ว ๑๖ ผูก พระเวสฉบับแผ่นดินไหว ๑๖ ผูก พระเวสฉบับมังทา ๑๖ ผูก พระเวสฉบับเชียงทอง

๑๘๗ ๑๖ ผูก พระเวสฉบับมุกมุ่นทรายมูล ๑๖ ผูก พระเวสฉบับน่านเก่า ๑๖ ผูก มิลินทปัญหา ๑๖ ผูก สมุทโฆส ๘ ผูก โวหารอภิธัมม ๙ ผูก เวทมูลคันถี ๔ ผูก สุวัณณเห็นคำ ๗ ผูก ปัญจวุฒ ๑ ผูก บารมีพ่อค้าแก้ว ๑ ผูก ภภกุมาร ๒ ผูก สังขยาโลก ๔ ผูก เทวดาถามปัญหา ๑ ผูก ศัพท์ปาจิตตีย์ ๑๐ ผูก ศัพท์จูฬวัคค ๑๗ ผูก ศัพท์ปริวาร ๙ ผูก จูฬวิภังค์ ๙ ผูก มหานิพพานหลวง ๑๐ ผูก ติโลกทีป ๕ ผูก โสทกิณี ๑ ผูก ปิฎก ๔ ผูก พุทธาภิเศก ๕ ผูก ท่านสร้างตั้งแต่ศักราช ๑๒๓๗ ปีดับไก๊นั้นมา เถิงปีกัดเม้าได้ ๕ ปีจุลศักราช ๑๒๔๑ ตัวนี้รวมเปนกับมี ๓๔ กับ รวมเปนผูกมี ๔๓๕ ผูก รวมเงินค่าท่านได้จ้างพระสงฆเจ้าเขียนธรรมในครั้งนี้เสี้ยง ๖๔๕ สลึง คิดเปนเงินแถบมี ๑๘๒ แถบ ๓ สลึงแล

  • ในจุลศักราช ๑๒๔๑ ตัวปีกัดเม้านั้นสิ่งเดียวเดือนยี่นั้น ท่านก็ได้มีอาชญาปกเตีนแก่หน่อมหาขัติยวงษ์แลเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลาย สร้างแปงยังมหามณฑปหลังใหญ่ในท้องข่วงสนามหลวง แปงเปนจตุรมุข ๔ ด้าน มุงด้วยเสตวัตถาผ้าขาว แลห้างยังสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลายพร้อมแล้วเถิงณวันเดือนยี่ขึ้น ๘ ค่ำนั้น ท่านก็กระทำพุทธาภิเศกเบิกบายฉลองฟังธรรมกระทำบุญหื้อทานตั้งแต่วันนั้นไป ตราบเถิงเดือนยี่ลงค่ำ ๑ จิงเปนเลิกบริบวรณ์หั้นแล ท่านฉลองทานธรรมในครั้งนี้แผ่นดินไหวในวันเดือนยี่ขึ้น ๘ ค่ำนั้นแล ไหวลุกหนเหนือมาก่อนแล ท่านหื้อทานในครั้งนี้ก็เปนมหาพอยอันหนึ่งแล เปนครั้งถ้วน ๕ แล

๑๘๘

  • เถิงจุลศักราชได้ ๑๒๔๒ ตัวปีกดสีนั้น ท่านก็ได้เบิกของราชสมบัติออกจ้างสร้างเขียนธรรมต่อไปแถม มีดังจะแจ้งต่อไปนี้ คือ ปิฎกจริยา ๑๐ ผูก พระเวสฉบับเมืองหาร ๑๖ ผูก สังขาวัฒน ๕ ผูก อภิธัมมโจท ๖ ผูก พระเวสฉบับเชียงแสน ๑๖ ผูก พุทธบารมี ๕ ผูก กามธัมม ๑ ผูก ปาฬีวิภังคอังคุตตรนิกาย ๑๓ ผูก ปาฬีธาตุกถาปกรณ ๔ ผูก ปาฬีวิภังคปกรณ ๑๗ ผูก ปาฬีปุคคลบัญญัติ ๖ ผูก โลก สถาสทิโวหาร ตำนานพระธัมม ๒ ผูก ชวนหังสชาดก ๑ ผูก กปิน ๑ ผูก ช้างสะทัน ๑ ผูก สวถกุมาร ๔ ผูก ศัพท์ตัทธิต ๓ กับ ศัพท์สูตร ๓ กับ ศัพท์การก ๓ กับ รวม ๓ กับนั้นมี ๑๗ ผูก สำรวมธาตุ ๔ ผูก สุวัณณเห็นคำ ๑ ผูก สาลากวิริชาสูตร ๑ ผูก พระเวสหิงแก้ววิงวอน ๑๖ ผูก มงคลทีปนีกับ ๑ วินัยทั้ง ๕ กับ ๑ เจ็ดคัมภีร์กับ ๑ สีลกถารวมกับ ๑ ปัญหาพระยาปัสเสนทิ ๑ ผูก ขันธ์ทั้ง ๕ มี ๑ ผูก ปาฬีอัตถมหาวัคคสังยุตตนิกาย ๑ ผูก พุทธาภิเศกฉบับ ๑ มี ๕ ผูก ปิฎกทั้ง ๖ มี ๖ ผูก มหาวิปาก ๔ ผูก มูลมูลี ๒ ผูก สมุทโฆส ๘ ผูก อานิสงสเข้า ๒๐ เม็ด ๑ ผูก ยอุนญาตัพพสูตร ๑ ผูก สรทมานพ ๑ ผูก ปาฬีสังคิณีปกรณ ๑๐ ผูก ปาฬีกถาวัตถุปกรณ ๗ ผูก ปาฬีศัพท์ทั้ง ๘ มี ๘ ผูก รัฏฐบารมี ๒ ผูก ปาฬียมก ๘ ผูก ปิฎกทั้ง ๓ มี ๓ ผูก อานิสงสปิฎก ๑ ผูก ปุคคลปัญญัติ ๖ ผูก พุทธบารมี ๔ ผูก แปดหมื่นสี่พันขันธ์ ๑ ผูก กถาวัตถุ ๖ ผูก ศัพท์กรสัทท ๒ ผูก บารมี ๑ ผูก อุปาสันทิ ๑ ผูก สังยุตต ๖ ผูก จูฬวัคค ๕ ผูก ปณิธาน ๑ ผูก วินัยทั้ง ๕ มี ๕ ผูก มหาวิปาก ๑ ผูก อังคุตตรนิกาย

๑๘๙ ๕ ผูก ทีฆนิกาย ๗ ผูก สังยุตตนิกาย ๑๑ ผูก สุวัณณหงสคำ ๖ ผูก ปาฬีสัททาทั้ง ๘ มี ๘ ผูก สุวัณณขางคำ ๓ ผูก สรทมานพ ๑ ผูก นอุนญาตสัพพสูตร ๑ ผูก สเพาโทน ๑ ผูก อถาปาล ๒ ผูก จูฬวิปาก ๑ ผูก สัพพสอน ๑ ผูก สุวัณณเห็นคำ ๑ ผูก สูตรมนต์ทั้ง ๕ มี ๑ ผูก สทาวิมลา ๒ ผูก ธัมมสวน ๑ ผูก ทสปัญหา ๑ ผูก ปัญหาพระยาปัสเสนทิ ๑ ผูก อานิสงสเข้าซาวเม็ด ๑ ผูก มหามูลนิพพาน ๑ ผูก สีลกถา ๑ ผูก พระเวสฉบับมังทรา ๑๖ ผูก พระเวสฉบับมุกมุ่นทรายมูล ๑๖ ผูก พระเวสฉบับปล่าชาง ๑๖ ผูก พุทธาภิเศก ๒ ผูก กถาวัตถุ ๕ ผูก เตมีย ๔ ผูก ชนก ๕ ผูก เนมิราช ๔ ผูก มโหสถ ๑๓ ผูก สุวัณณสาม ๔ ผูก จันทกุมาร ๔ ผูก มหาปัฏฐาน ๑๗ ผูก ศัพท์-อาขยาต ๔ ผูก วิภังค ๑๐ ผูก พุทธนิพพาน ๑๒ ผูก จันทสูตร ๓ ผูก สังสารวัฏสูตร ๑๑ ผูก พระเวสฉบับกำแพงพันชั้น ๑๖ ผูก ยอดไตรปิฎก ๑ ผูก อสิวิสสูตรวิชานสูตร ๒ ผูก กัมมวาจา ๔ ผูก มหาวิปาก ๔ ผูก จูฬวัคค ๑๔ ผูก อานิสงสบอกไฟ ๑ ผูก อานิสงสพระเจ้า ๑ ผูก อานิสงสกลองไชย ๑ ผูก อานิสงสห้าพันถ้วน ๑ ผูก เสรฐีทั้ง ๕ มี ๕ ผูก นามศัพท์จูฬวัคค ๑๔ ผูก โคนันท ๑ ผูก สมุทโฆส ๑๒ ผูก สลากวิริชา ๑ ผูก บารมีพ่อค้าแก้ว ๑ ผูก มาไลยโปรดโลก ๑ ผูก สรุปวินัยคัมภีร์อัตถปทณี ๙ ผูก มโนรถ ๑๓ ผูก อานิสงสสัพทาน ๕ ผูก โสทัสนี ๕ ผูก ศัพท์บารมี ๑๒ ผูก ศัพท์ปาติโมกข ๙ ผูก ท่านสร้างจุลศักราชได้ ๑๒๔๒ ตัวปีกดสี มาเถิงจุลศักราช ๑๒๔๕ ตัวปีกาเม็ดนี้ นับเปนกับมี ๖๑ กับ เปนผูกมี ๒๗๑ ผูก รวมเงินค่าจ้าง

๑๙๐ พระสงฆเจ้าสร้างเขียนเสี้ยง ๕๖ แถบปลายบี้แล ครั้นบริบวรณ์แล้วในจุลศักราช ๑๒๔๕ ตัวปีนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ซ้ำได้สร้างยังหอพระธรรมเจ้าหลัง ๑ แปงเปนมณฑปมุงด้วยแผ่นหินประดับแล้วด้วยแก้วแลหางรักติดคำ ฝากระดานภายในแต้มรูปพระบทเจ้านั่งแท่นประจิตรรจนาดีงาม ก่อกำแพงแวดแล้วก่อสารูปกุมภัณฑ์ ๒ ตัว ไหดอก ๑ ไห รูปสิงโต ๒ ตัวตั้งเหนือกำแพงทางวันออกไว้ที่แจ่งคุ้มแก้ว ฝากวันออกแจ่งใต้หั้นแล ครั้นบริบวรณ์แล้ว ในศักราชนั้นสิ่งเดียวเดือนยี่ ท่านก็ได้มีอาชญาปกเตีนแผ่พระกุศลเถิงแก่ขัติยวงษาแลเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายสร้างแปงยังสรรพเยื่องเครื่องครัวทานทั้งหลาย แลสร้างแปงยังมหามณฑปหลังใหญ่ที่ท้องข่วงสนามหลวง มุงด้วยเสตวัตถาผ้าขาวเทศ แปงเปนจตุรมุข ๔ ด้านหั้นแล ครั้นเถิงเดือนยี่ขึ้น ๗ ค่ำ ท่านก็พาเอาเจ้านายท้าวพระยาเสนาอามาตย์ไพร่ไทยทั้งหลายแห่นำเอาพระสธรรมเจ้าลงสู่หอมณฑปหลวงที่ข่วงสนามหลวงแล้ว ก็ส่งเสพด้วยดุริยดนตรีเล่นม่วนเปนมโหสพหั้นแล ครั้นเถิงวันเดือนยี่ขึ้น ๘ ค่ำนั้น ก็ตั้งฉลองเบิกบายกระทำพุทธาภิเศกฟังธรรมไปตราบเถิงวันเดือนยี่ลงค่ำ ๑ จิงเปนที่เลิกแล้วบริบวรณ์หั้นแล ครั้นบริบวรณ์แล้วท่านก็นิมนต์เอาพระสธรรมเจ้าขึ้นสู่หอมณฑปหลวงใหม่หั้นแล ท่านฉลองทานธรรมแลฉลองหอพระสธรรมเจ้าในครั้งนี้ เปนครั้งถ้วน ๖ แล

  • อยู่มาเถิงเดือน ๙ ขึ้น ค่ำ ๑ เม็งวันอาทิตย์ ไทยดับไก๊ จุลศักราช ๑๒๔๖ ตัวปีกาบสัน ท่านก็ได้หื้อช้างพลาย ๑ ขี้เผิ้งหนักหมื่น ๑ หัวเหล็กบ่อเมืองสาเก้าพัน ทานแก่พระมหาครูบาเจ้าไชยลังกาวัดหลวงไชยสถาน กลางเวียงพยาววันนั้นแล

๑๙๑ ในจุลศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ได้เบิกเอาของราชสมบัติออกจ้างเขียนธรรมต่อไปแถมดังแจ้งต่อไปนี้ คือ ปิฏกทั้ง ๓ มี ๔ ผูก อานิสงสวิสุทธิมัคค ๑๐ ผูก นิกายทั้ง ๕ ผูกต้นผูก ๔ ผูก ๕ รวม ๓ ผูก สุวัณณชมพู ๑๒ ผูก พุทธาภิเศก ๔ ผูก เมตเตยยสูตร ๔ ผูก มหาสมัยสูตร ๑ ผูก พระเวสฉบับหิงแก้ว ๑๖ ผูก พระเวสฉบับท่าแป้น ๑๖ ผูก พระเวสฉบับวิงวอน ๑๖ ผูก พระเวสฉบับข่าปาน ๑๖ ผูก พระเวสฉบับจริยา ๑๖ ผูก พระเวสฉบับป่ากี่ ๑๖ ผูก พระเวสฉบับป่าซาง ๑๖ ผูก พระเวสมังทรา ๑๖ ผูก พระเวสฉบับเถ้านั่งรุ่ง ๑๖ ผูก พระเวสฉบับแท่นแก้ว พระเวสฉบับมุกมุ่นทรายมูล ๑๖ ผูก สุวัณณชมพู ๑๒ ผูก แตงเขียว ๔ ผูก คัมภีร์ ๗ ผูก สุวัณณชิวหา ๔ ผูก นารท ๓ ผูก เสรฐีทั้ง ๕ มี ๕ ผูก ท่านสร้างตั้งแต่จุลศักราชได้ ๑๒๔๖ ตัว ตราบเถิงจุลศักราช ๑๒๔๘ ตัวปีนี้ นับเปนกับ ๒๔ กับ นับเปนผูก มี ๒๐๒ ผูกแล ในศักราชนั้นสิ่งเดียว ท่านก็ได้สร้างซ่อมยังอุโบสถวัดช่างคำหั้นก็เปนที่สำเร็จบริบวรณ์แล้วในปีนั้นสิ่งเดียว อยู่มาเถิงเดือนยี่นั้นท่านก็ได้มีอาชญาปกเตีนแก่หน่อขัติยวงษาแลเสนาอามาตย์ แลรัฐประชาทั้งหลายหื้อแปงยังมหามณฑปหลังใหญ่ที่ท้องข่วงสนามหลวง แลสรรพเยื่องเครื่องทานทั้งหลายคือเหมือนแต่ก่อนนั้นแล้ว เถิงเดือนยี่ขึ้น ๗ ค่ำ ก็ได้นิมนต์เอาพระสธรรมเจ้าลงสู่หอมณฑปหลวงที่ข่วงสนามหลวง ท่านก็ได้กระทำอบรมสงเสพด้วยดุริยดนตรี เล่นม่วนเปนมโหรสพหั้นแล เถิงวัน ๘ ค่ำ ท่านก็กระทำตั้งฉลองฟังธรรมไป

๑๙๒ ตราบเถิงวัน ๑๔ ค่ำ ในวัน ๑๕ ค่ำเพ็งนั้น ก็กระทำพุทธาภิเศกฉลองยังพระอุโบสถวัดช่างคำ แลฟังพุทธาภิเศก ๖ ผูก เถิงวันเดือนยี่ลงค่ำ ๑ ก็เปนที่เสร็จแล้วบริบวรณ์หั้นแล ท่านฉลองทานธรรมแลฉลองอุโบสถในครั้งนี้ ก็เปนมหาสมัยการมหาพอยอันใหญ่หนึ่งแล ท่านทานครั้งนี้เปนถ้วน ๗ แล ท่านสร้างธรรมในครั้งนี้รวมเปนกับมี ๓๘ กับนับเปนผูกมี ๒๙๒ ผูกแล

  • เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน ยามเมื่อท่านได้เปนเจ้ารับสัญญาบัตรแต่แรกหัวทีวันนั้น ท่านได้เปนเจ้าพระพิไชยราชาก่อน แล้วก็ได้เปนพระยา รัตนหัวเมืองแก้วเปนถ้วน ๒ บ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้าพระยาบุรีรัตนแล้วบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้าพระยามงคลวรยศเจ้าพระยาหลวงน่าน แล้วอยู่มาบ่นานเท่าใด ถึงจุลศักราช ๑๒๑๘ ท่านก็ได้เปนเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่านที่นี้เปนครั้งที่ ๕ แลยามเมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติเป็นเจ้าพระยาน่านนั้นอายุท่านได้ ๔๒ ปีแล เมื่อท่านได้เปนเจ้าอนันต์ ฯ นั้นอายุท่านได้ ๕๐ ปีแล ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้วดังพุทธุปบาทสาสนาแลบ้านเมืองก็รุ่งเรืองเจริญยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนนั้นแล

ภรรยาแห่งท่านนางที่ ๑ ชื่อว่าแม่เจ้าสุนันทา เกิดลูกได้ราชบุตร ๔ คน บุตรหญิง ๒ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าหนานมหาพรหม ตนนี้ได้เปนเจ้าพระยามหาอุปราชาหอน่า แลบ่นานเท่าใดท่านก็ถึงแก่ อสัญกรรมไปแล บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าสุยะ ตนนี้ได้เปนเจ้าพระยาราชวงษา แล้วบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่าแทนพี่แห่งตน

๑๙๓ แล้วอยู่มาบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้าเสวยเมืองแทนพ่อแห่งตน แลบุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้าสาร ตนนี้ได้เปนเจ้าสุริยวงษา แล้วบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้าราชวงษ์ แต่นั้นมาบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่าแล้วก็ถึงแก่อสัญกรรมล่วงไปแล บุตรที่ ๔ ชื่อเจ้าบุญรังษีตนนี้ได้เปนเจ้าราชบุตรแล้วก็ถึงแก่อสัญกรรมล่วงไปแล บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้าหมอกแก้ว บุตรหญิงที่ ๒ ชื่อเจ้าคำทิพ ภรรยาถ้วน ๒ ชื่อแม่เจ้าขอดแก้ว มีราชบุตรชายชื่อเจ้าน้อยมหาพรม ตนนี้ได้เปนเจ้าราชบุตร แล้วก็ได้เปนเจ้าราชวงษ์ แล้วบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่าแล บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้ายอดมโนลาแล ภรรยาที่ ๓ ชื่อเจ้าคำปิว ผู้บ่มีบุตรแล ภรรยาที่ ๔ ชื่อเจ้าบัวเขียว เปนเชื้อเมืองแพร่ มีบุตรหญิง ๑ ชื่อนางปิวแล ภรรยาที่ ๕ ชื่อเจ้าแว่น มีบุตรชาย ๑ หญิง ๒ หญิงที่ ๑ ชื่อเจ้าแก้วไหลมา หญิงที่ ๒ ชื่อเจ้าบุษบา บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าน้อยบุญสวรรค์แล ภรรยาที่ ๖ ชื่อแม่เจ้าอัมรา ผู้นี้เปนหลานท่านแล้วเอาเปนเมียแล มีบุตรชาย ๑ ชื่อเจ้าน้อยฟ้าร่วนเมืองอิน บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อเจ้าขันคำแล ภรรยาที่ ๗ ชื่อเจ้าปาริกา เปนเชื้อเชียงของ มีราชบุตรชาย ๗ คน หญิง ๑ บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าน้อยบรม ตนนี้ได้เปนเจ้าบุรีรัตน ๒๕ ๑๙๔ บ่นานเท่าใดก็ถึงแก่อสัญกรรมไปสู่โลกภายน่าหั้นแล บุตรชายที่ ๒ ชื่อเจ้าน้อยบัวเลียว บุตรชายที่ ๓ ชื่อเจ้าหยั่งคำเขียว ตนนี้ได้เปนพระแล้วก็ตาย สักน้ำหมึกไปสู่โลกภายน่าหั้นแล บุตรชายที่ ๔ ชื่อเจ้าน้อยบัวลองป่องฟ้าบุนทนาวงษ์ บุตรชายที่ ๕ ชื่อว่าเจ้าน้อยหมอกมุงเมือง บุตรชายที่ ๖ ชื่อว่าเจ้าหนานรัตนเรืองรังษี บุตรชายที่ ๗ ชื่อว่าเจ้าน้อยสุทธนะ บุตรหญิงที่ ๑ ชื่อว่าเจ้าคำเขียว ภรรยาที่ ๘ ชื่อว่าเจ้าสุคันธา บุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าน้อยอนุรศรังษีแล บุตรหญิง ๓ ที่ ๑ ชื่อว่าเจ้าเกียงคำ หญิงที่ ๒ ชื่อว่าเจ้าหมือย หญิงที่ ๓ ชื่อว่าสาวดีแล ภรรยาที่ ๙ แม่เจ้าแว่นเปนชาติลื้อเมืองกุสาวดี ผู้นี้บ่มีลูกแล ภรรยาที่ ๑๐ ชื่อว่านางแก้ว เปนชาติเสนา เปนหลานพระยาหลวงมนตรี มีบุตรชาย ๑ ชื่อเจ้าหนานมหาวงษ์ บุตรหญิงชื่อนางปอก ภรรยาที่ ๑๑ ชื่อว่านางคำแปงบ้านนาปลัง เปนชาติไพร่ มีบุตรชาย ๑ หญิง ๑ บุตรชายชื่อเจ้าน้อยนนต์ บุตรหญิงชื่อว่านางบัวแฝง ลูกนางใช้ตนหนึ่งชื่อเจ้าหนานมหาวงษ์ รวมราชบุตรหน่อผู้ชายทั้งมวลมี ๑๗ ตน ๑๘ ทั้งลูกนางใช้นั้นแล รวมบุตรผู้หญิงทั้งมวลมี ๑๒ แล เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดีเจ้านครเมืองน่าน ท่านได้เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๙ อายุได้ ๘๖ ปี ท่านก็ถึงพิราไลยไปสู่โลกภายน่าในปีล้วงเม้า จุลศักราช ๑๒๕๓ ตัว เดือน ๘ ลง ๗ ค่ำ เม็งวันศุกรไทยดับเม้าวันนั้นแล


๑๙๕ เมื่อนั้นเจ้ามหาอุปราชาท่านก็ได้แต่งหื้อเจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานครด้วยเจ้าอนันต์ ฯ ถึงแก่พิราไลยไปสู่โลกภายน่านั้นแล

  • ถึงจุลศักราชได้ ๑๒๔๕ ตัว ปีเต่าสีนั้น อาญาตนเปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่าเปนเค้า แลพระยาสุนทรนุรักษ์ข้าหลวงใหญ่ประจำเมือง แลเจ้าราชวงษ์เสนาอามาตย์ก็ได้กะเกณฑ์ไพร่พลบ้านเมืองหื้อตัดฟันไม้มาสร้างแปงพระเมรุนั้นแล

ในจุลศักราชนั้นสิ่งเดียว อาญาเจ้ามหาอุปราชาเปนเค้า แลเจ้าราชวงษ์ แลพระยาสุนทรข้าหลวงใหญ่ประจำเมือง แลหน่อมหาขัติยราชวงษา แลเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันแล้ว ก็ชุมนุมมายังช่างไม้ทั้งหลาย หื้อสร้างแปงยังมหาปราสาทพระเมรุหลวงหลังใหญ่ที่ข่วงดอนไชยลุ่มวัดหัวเวียงหั้นแล ท่านก็ได้แต่งให้พระยาหลวงจ่าแสนราชาใช้เปนพนักงานจัดการควบคุมยังช่างไม้ทั้งหลาย สร้างแปงยังมหาปราสาทพระเมรุหลวงหลังใหญ่ แปงเปนจตุรมุขออก ๔ ด้านหลังมุงยอดภายในบนประดับแล้วไปด้วยน้ำสีต่าง ๆ ใส่ข้างยอดช่องฟ้าแลปวงปี บนยอดใส่เสวตรฉัตรงามดีสอาด แล้วก็แต่งแปงศาลาบาดล้อมแง่ ๑๔ ด้านจอดติดกันมุงด้วยคา หุ้มด้วยวัตถาผ้าขาวเทศอันบริสุทธิ แปงจตุรมุข ๔ ด้านมีประตูทั้ง ๔ หับไขแล้วก็แต่งโคมไฟยายแวดหั้นแล

  • ถึงจุลศักราช ๑๒๕๕ ตัว เดือน ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ ก็เชิญเอาบรมศพเจ้าอนันต ฯ ลงจากหอคำราชโรงหลวง ก็กระทำสงเสพด้วยดุริยดนตรี

๑๙๖ นันทเภรีพันสอาด แต่งรูปเทวบุตร ๓๒ ตนไปก่อนน่าแทนแห่ เอาศพพระเจ้าฟ้าไปสู่ปราสาทพระเมรุหลวงวันนั้นแล แล้วก็ตั้งเขาอันม่วน มโทศพอันใหญ่ ฝูงประชาไพร่สนุกใจ กระทำบุญหื้อทานไปบ่หื้อขาดหยาดน้ำอุทิศส่วนบุญ คือว่ามหาบังสกุลเปนต้นหั้นแล ถึงวันเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ก็ได้พร้อมกันเชิญเอาบรมศพท่านไปถวายพระเพลิงวันนั้นแล ถึงวันเดือน ๘ ลง ๑ ค่ำนั้น หมายอาญาตนเปนเจ้ามหาอุปราชาสุวรรณฝ่ายน่าหอคำเปนเค้าแลตนเปนเจ้าราชวงษาเปนประธาน แลหน่อขัติยวงษาเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอังคาตราธนาเอายังมหาอัฐิเจ้า เสด็จลงจากพระเมรุแล้วก็สงเสพด้วยดุริยดนตรีแห่นำเข้ามาเสี้ยงหื้อสถิตย์อยู่ในวิหารหลวงช่างคำหั้นก่อนแล้ว ก็กระทำบังสกุลพระอัฐิเจ้าทำบุญหื้อทานอยู่ในที่นั้น ครั้นถึงเดือน ๘ ลง ๓ ค่ำ ก็พร้อมราธนาเอาพระมหาอัฐิเจ้าขึ้นสถิตย์อยู่กู่ในข่วงพระธาตุเจ้าช่างคำที่ฝากก้ำวันตกแจ่งเหนือหั้นแล ในจุลศักราชนั้นสิ่งเดียว เดือน ๓ ลง ๙ ค่ำนั้น เจ้ามหาอุปราชาหอน่า ท่านก็ได้เสด็จลงไปทูลเกล้ามหากระษัตริย์ในกรุงเทพ ฯ ถวายเครื่องราชบรรณาการหั้นแล เมื่อนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เจ้ามหาอุปราชาหอน่า ตนเปนโอรสบุตรเจ้าอนันต์ ฯ นั้นหื้อเปนเจ้านครเมืองน่าน ปรากฎทั้งพระนามว่าเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุร

๑๙๗ มหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่านหั้นแล แล้วก็ปงพระราชทานเครื่องยศแล คือ พานหมากคำ เครื่องในคำทั้งมวล กระโถนคำ คนโทคำ พระมหามาลาหมวกจิกคำ เสื้อผ้าเครื่องครัวทั้งมวลหั้นแล ครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจทั้งมวลแล้วท่านก็กราบทูลลาพระมหากระษัตริย์เจ้าขึ้นมาหั้นแล

  • ถึงเดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำนั้น ศักราช ๑๒๕๖ ตัว ปีกาบซะง้า ท่านก็เสด็จมาถึงเมืองหั้นแล
  • อยู่มาจนถึงเดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ หน่อขัติยวงษาเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันมุทธาภิเศกสระสรงท่านแล้วก็พร้อมกันเชิญท่านขึ้นสถิตย์อยู่หอคำแทนเจ้าอนันต ฯ ตนเปนราชาบิดาแห่งท่านนั้นแล

เช่นเจ้าอนันต ฯ ถึงพิราไลยไปสู่โลกภายน่านั้น เรียกว่าได้ ๑๒ เช่นชั่วราชวงษ์ก่อนแล ผิจักนับแต่เช่นเจ้าขุนฟองก็ได้ ๖๐ เช่นกินเมืองแล้วแล เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้วก็มีตำแหน่ง ๖ ประการ คือตำแหน่งมหาดไทย ๑ ตำแหน่งยุติธรรม ๑ ตำแหน่งทหาร ๑ ตำแหน่งวัง ๑ ตำแหน่งคลัง ๑ ตำแหน่งนา ๑ หกประการนี้แลเปนเมืองประเทศราชอิกกว่าแต่ก่อนหั้นแล เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เจ้านครน่าน แต่ยามเมื่อท่านได้เปนเจ้าราชวงษ์อยู่นั้น ดังศักราชเดือนวันจำไม่ได้ ยังมีณวันหนึ่งท่านก็ได้ทั้งนิมิตรฝันว่าท่านได้หันยังพระสุริยอาทิตย์ปรากฎออกจากกลีบฟ้า เมฆ

๑๙๘ ภายบนหนทิศก้ำวันออก แล้วมีรัศมีใสส่องแจ้งทั่วโลกจักรวาฬว่าอันหั้นแล ครั้นอยู่มาบ่นานเท่าใดพระองค์สมเด็จพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ฯ ตนเปนราชบิดาท่านนั้นจึงจักมีพระมหากรุณาโปรดสั่งเหนือเกล้าแห่งท่าน ว่า แต่นี้ภายน่าหื้อเจ้าราชวงษ์ได้เปนเจ้าพนักงานซ่อมสร้างยังพระมหา ธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง หื้อเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนนั้นเทือะ มีโปรดประการนี้แล้ว เมื่อนั้นเจ้าราชวงษาตนชื่อเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ นี้ ท่านก็ได้รับเอาคำพระมหากรุณาพระองค์สมเด็จเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ฯ ด้วยทุกประการ.








๑๙๙ คำที่แปลกกับภาษาไทยใต้

ก กระอูบคำ ผะอบทอง กั้ง กั้น กานกุง เปนคำพูดควบกับคำว่า รุ่งเรือง วี ราวี กุมฟุบ อุ้ม , กอด ก่นก้าน พัง , ชำรุด กองงาย เวลาเช้า ๕ โมง ( ๑๑ นาฬิกาก่อนเที่ยง) กองแลง เวลาบ่าย ๕ โมง (๕ นาฬิกาหลังเที่ยง) กวม กรวม, สวม, ครอบ กวย กระทอ เกียน พรม เกิ้ง ฉัตร์ , ร่ม เกากุม ควบคุม ก้ำ ด้าน, ข้าง, ฝ่าย

ข ขวัก เชี่ยว, น้ำเชี่ยว ขา เขา, ใช้แทนคนจำนวนมากตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป ขาง เหล็กกระทะที่ย่อยทำดอกไม้ไฟ

๒๐๐ ขวี ดอกไม้ไฟชนิดกรวด แขบคำ ริมขลิบทอง โขง ประตูป่า , โค้ง , ซุ้ม ข่ม บังคับ ข่วง บริเวณ, ลาน , น่าพระลาน , สนาม เขือ สอง ไข เปิด

ค คจา, คชา แพนั่งร้าน,(คือไม้ไผ่ผูกเปนห้างขึ้นไปทำการที่สูง) คีน ส่วน, เปนส่วน คือ คู คุ้ม คุม, หมู่บ้านหมู่ ๑, บ้านอยู่ในปกครองอัน ๑ โคบ ควบ, ไล่, ควบม้า เคียด โกรธ เค้า ต้น เคาะลม เกลี้ยกล่อม, แทะโลม, พูดเกาะแกะ คำ ทองคำ คำปิว ทองคำเปลว

ง ง้วย เอี้ยว, สบัด, เหวี่ยง เงี่ยง แง่, ชะง่อน

๒๐๑ จ จังโก พานแว่นฟ้า จา เจรจา, พูด , กล่าว จิม ใกล้ จิง จึง จุ ถึง, ตลอด, กระทั่ง จุ้ม แพนก , พวก แจ่ง เหลี่ยม, มุม, แพร่ง จน ทน, สู้ จอมแซว เปนคำพูดควบกับคำว่าจอมเขา จ้อม แคบ เจี้ย กระดาด เจียง เดือนยี่ จำโรง ไม้โพธิ์

ช ชะกิน เสื่อ เช่น ชั่ว, ชั่ววงษ์ ช้อย เล็ก , สุด, น้อย เชียงแช่ เปนคำพูดเสริมท้ายของบคำว่าเวียง


๒๐๒ ซ ซ้าย เอนไป เซิ่ง ซึ่ง

ด ดา พร้อม , ประดา ดินกี่ อิฐ ดอย ภูเขา

ต ต่า ตะกร้า ต่าว กลับ ตื้อ สังขยาเครื่องนับซึ่งเกินกว่าแสนขึ้นไป ตุ๊ พระสงฆ์ ตูดซ้าย, ทูตซ้าย เวลาราวบ่าย ๑ โมง ตูบ กระท่อม , ทับ เต็ง เปนสร้อยของคำว่า "ข่มเหง" เช่นเราพูดว่า "ข่มเหงคะเนงร้าย" ต้นปูน ต้นกัลปพฤกษ์ ,ต้นไม้เงิน, ต้นไม้ทอง ตอง ตรง, ซื่อ


๒๐๓ ถ ถบอบ บัว, (อย่างเรียกว่าบัวคว่ำบัวหงาย) ถาบ ตราบ, ตราบเท่า แถ เวลาเกือบจะเที่ยง เถียงไร่ ห้างไร่

ท ทวาย ทาย, ทำนาย ทาบผง เปนคำพูดควบกับหยุดยา ดู ย ท่าว ซวนไป, เซไป, ล้ม ทวย ตาม, ติดตาม เทือะ เถิด, เถอะ, ที, เทอญ ธ ธุง ธง น หน่าง ข่ายดักสัตว์ นาว เนา, เลา, เปนเลา ๆ น้ำต้น คนโทดิน

บ บำเริน บำเรอ, จำเริญ ใบไร ใบไทร

๒๐๔ ป ประตูหิ้งน้อย ประตูเล็กซึ่งมีศาลเทพารักษ์,ประตูช่องกุฏิ ปลาฝา ปลากระเบน ปาย ปลาย, เศษ ป่าว, ปกป่าว,ปกเติน ป่าวร้อง, โฆษนา,บอกกล่าว, บอกเตือน ปืนลองชน ชื่อปืนชนิด ๑ ปุ้น, โป้น, พุ้น, โพ้น, โน้น แป้น กระดาน แปง แปลง, สร้าง, แต่ง โปดพัง เปิดพัง, เพิกถอน ปง ปลง, อนุญาต ป่อ ก่อ, สร้าง ป๊อย คำเดียวกับพอย ดู พ

ผ ผ่อ มอง, มองดู เผือ ข้า

ฝ ฝักฝาง ฝักเพกา


๒๐๕ พ พึศเพิงกลัว พิฦกพึ่งกลัว แพ้พ่อ เปนคำพูดกลับคือ พ่อแพ้,(อย่างใช้ว่า แพ้ฟัน,แพ้ผม) พ่อง พวก, เหล่า พอย พลอย, อัศจรรย์, อนารถ, พิศวง ,ปาฏิหาร

ฟ ฟื้น แขงเมือง , คือกลับเปนขึ้น , มีฤทธิมีเดชขึ้น

ม มะเด็ง กระดึง , ระฆัง มัก รัก, ปราถนา มักว่า เหมาะว่า, คือว่า ม้าง, ม้างเพ ล้าง, ทำลาย, ล้างหมด หมากทัน พุดทรา หมากป๊าว มะพร้าว มืดตืด เวลาตั้งแต่ย่ำค่ำไป เม็ง ใช้เปนสร้อยของดิดถี เช่นเพ็งเม็งวันสุกร์ ม่วน เพราะ, ไพเราะ เมี้ยน หมด, สิ้น, ที่สุด, เก็บ ก็ว่า เมือ ไป

๒๐๖ ย ยัง ซึ่ง, อนึ่งใช้เปนคำถามว่า "อะไร" แต่สำเสียงพูดค่อนข้างเปนอักษรสูง คือ "หยัง" หยุดยา เยียวยา, ซ่อมแซม, รักษา เยียะ ทำ เยื่อง อย่าง

ร รา ข้า, เรา, ใช้แทนคนจำนวนมากตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป รวด เร็ว, รีบ เริน รอ

ล ลาง ทาง,(ไม่ใช่ชื่อหนทาง เปนคำต่อ อย่างใช้กันว่าทางด้านโน้น, ทางด้านนี้) หลิด ลำดับเครือญาติต่อจากเหลน ลิด,ลิดเท ถาง, เกลา, (อย่างลิดไม้) หลี้ ลำดับเครือญาติต่อจากหลิด หลี จริง, จริง ๆ, แท้ หลุ ทะลุ, พัง ลุน หลัง, ภายหลัง

๒๐๗ แล่นศึก เล่นศึก, รบศึก หลอน ลอบ, แอบ, เบา, สิ่งที่แรกมีขึ้น, สิ่งที่แรกปรากฎ ลองตีน รองตีน, รองท้าว, เกือก ลวด เร็ว, รีบ เลิก ฦก แหลว เหยี่ยว

ว เวียก การงานต่าง ๆ

ส สะเด็น กระเด็น, ตก สตาย, สทาย ปูนเครื่องก่อสร้างที่ประสมแล้ว สะโตก โต๊ะ, โตก สะเอง สายรัด, สอิ้ง สีนาด ปืนเล็ก สุบ สรวม, ครอบ สู เจ้า, ท่าน สู่วัน ทุกวัน สู่คน ทุกคน ส่วย ฝ่าย, ส่วน เสี้ยง สิ้น ๒๐๘ ห หัน เห็น หั้น นั้น หาง ชาด, ห้าง, ห้างดา จัดแจง, ตระเตรียม, จัดพร้อม หื้อ ให้

อ อะม๊อก ปืนใหญ่ อ้าย พี่ อุบหนวด ตลับขี้ผึ้ง แอ่ว เที่ยว เอื้อน อยุด เอิ้น เรียก อั่ว ไส้กรอก

ฮ แฮ แพร, ผ้าแพร ฮอด ถึง ฮอม ลำธาร ฮวยมนต์ ร่ายมนต์ , เศก ฮำ ม้วนหรือพับ, แต่ไม่ใช่กิริยา เปนคำแทนชื่อเช่นเราพูดว่า ผ้าแพร ๑ ม้วน ผ้าขาว ๑ พับ ๒๐๙ ชื่อปีที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ ไจ๊ ชวด เป๊า ฉลู ยี่ ขาล เม้า เถาะ สี มะโรง ไซ้ มะเส็ง ซง้า มะเมีย เม็ด มะแม สัน วอก เล้า ระกา เสร็จ จอ ไก๊ กุญ ชื่อศกที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ กาบ เอกศก ดับ โทศก รวาย ตรีศก เมิง จัตวาศก เบิก เบญจศก กัด ฉอศก


๒๑๐ กด สัปตศก ลวง อัฏฐศก เต่า นพศก กา สัมฤทธิศก

วิธีนับปี ทางไทยเหนือเอาศกไว้น่า เช่นปีชวดเอกศก ใช้ว่า "กาบไจ๊" ปีฉลูโทศก ใช้ว่า "ดับเป๊า" ดังนี้เปนต้น แลใช้นับศกตามอย่างข้างจีน มิได้นับศกตามจุลศักราช จุลศักราชที่เราใช้กันอยู่ตัวเลขท้ายตรงกับศกเสมอ เช่นปี......เอศก ตัวเลขท้ายจุลศักราชต้องเปน ๑ มิได้เปลี่ยนเปนอื่นเลย ส่วนในหนังสือเล่มนี้ เพราะเหตุที่ใช้นับศกอย่างข้างจีน แลใช้จุลศักราชอย่างไทย ศกจึงมิได้ตรงกับเลขตัวท้ายของจุลศักราช เช่น กาบ........มิได้ตรงกับ ๑


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก