ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๙ จดหมายเหตุหอสาตราคม แลเรื่องเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ เมื่อรัชกาลที่ ๔

พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดา โหมด ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ ____________

พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ถนนรองเมือง


คำนำ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา มีรับสั่งมา ยังกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครว่า ทรงพระศรัทธาจะพิมพ์หนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาโหมด รัชกาลที่ ๔ เจ้าจอมมารดาของพระองค์ท่านสักเรื่อง ๑ ให้กรรมการหอพระสมุด ฯ ช่วยเลือกหาเรื่องหนังสือถวาย ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมจดหมายเหตุครั้งรัชกาลที่ ๔ จัดเปนหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๙ ถวายกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ทรงพิมพ์ตามพระประสงค์ เรื่องหนังสือที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๙ นี้ ๓ เรื่อง ด้วยกัน คือ จดหมายเหตุหอสาตราคมเรื่อง ๑ จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอเรื่อง ๑ แปลจดหมายเหตุของเซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ขึ้นมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่หว้ากอเรื่อง ๑ จะอธิบายพอให้ทราบเค้าเงื่อนของจดหมายเหตุทั้ง ๓ เรื่องนั้นเปนดังนี้ คือ ๑) จดหมายเหตุหอสาตราคมนั้น ประเพณีมีมาแต่โบราณกำหนดเปนน่าที่ของนายเสน่ห์หุ้มแพรมหาดเล็กคน ๑ แล นายสุจินดา หุ้มแพรมหาดเล็กคน ๑ เปนพนักงานจดหมายเหตุต่าง ๆ



(๒) อันราชสำนัก เก็บรักษาไว้ในหอสาตราคม ประเพณีอันนี้ได้ ทราบว่ายังมีอยู่เมื่อในรัชกาลที่ ๔ จะมีติดต่อมาแต่โบราณฤๅเปนการเลิกกันไปเสียแล้วคราว ๑ พึ่งมาโปรดให้กลับมีขึ้นใหม่เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ข้อนี้หาทราบไม่ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยเห็นจดหมายเหตุหอสาตราคม ได้เคยถามข้าราชการเก่า ๆ ก็ยังไม่พบผู้ใดที่ได้เคยเห็น จนปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒ นี้ หอพระสมุด ฯ ได้สมุดดำเก่า ๆ มาแต่ที่แห่ง ๑ หลายเล่มด้วยกัน มีจดหมายเหตุหอสาตราคมครั้งรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ กับปีวอก พ.ศ.๒๔๐๓ อยู่ในนั้นตอน ๑ ได้สืบถามข้าราชการครั้งรัชกาลที่ ๔ ซึ่งยังมีอยู่ในเวลานี้ บอกว่าพระยามหาอำมาตย์ ( หรุ่น ศรีเพ็ญ ) เปนนายเสน่ห์อยู่ในเวลานั้น แลนายสุจินดานั้น ชื่อหรั่ง ภายหลังได้เปนจมื่นราชานุบาล เห็นจะอยู่ใน ๒ คนนี้ที่เปนผู้จด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้ที่ไม่เคยเห็นจดหมายเหตุหอสาตราคม เห็นจะมีมากด้วยกัน จึงได้เอามาพิมพ์ไว้ให้เปนประโยชน์ทางความรู้ ๒) จดหมายเหตุเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องเสด็จทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ นั้น ท่านเรียงไว้แต่ย่อ ๆ ที่เอามาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เพราะจะให้เข้าใจความในจดหมายเหตุของเซอร์แฮรีออดแจ่มแจ้งดีขึ้น การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไป ทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอในระดูฝน จนเปนเหตุให้ประชวรแลสวรรคตครั้งนั้น ผู้ที่


(๓) เกิดภายหลังฤๅเกิดทันแต่ยังเปนเด็กอยู่ เช่นตัวข้าพเจ้า เคยปรารภกันว่าเพียงแต่จะดูสุริยอุปราคา เหตุใดจึงเสด็จลงไปฝ่าอันตราย แลความลำบากถึงเพียงนั้น พึ่งมาได้ฟังคำชี้แจงภายหลังว่า สุริยอุปราคาที่จะเห็นได้หมดดวงในประเทศนี้ ไม่เคยมีมาแต่ก่อน จนถึงในตำราโหรของไทยว่าสุริยอุปราคา ไม่มีที่จะหมดดวงได้ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนทราบ ก่อนใคร ๆ ในประเทศนีว่า ในปีมะโรงสุริยอุปราคาจะมีหมดดวงแลจะเห็นได้ในเมืองไทยนี้ ดำรัสบอกพวกโหรก็ไม่มีใครลงเนื้อเห็นด้วย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ เคยตรัสเล่าว่าแม้พระองค์ท่านเองก็ไม่ทรงเชื่อว่าจะเห็นหมดดวง แต่เกรงพระไทยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ต้องยอมจะไปทอดพระเนตรด้วย ที่เสด็จลงไปทอดพระเนตรที่ตำบลหว้ากอในแขวงจังหวัดประจวบคิรีขันธ์นั้น เพราะปรากฎในทางคำนวณว่าจะเห็นได้หมดดวงที่ตรงนั้น ถ้าดูอยู่ในกรุงเทพ ฯ นี้หาเห็นหมดดวงไม่ เล่ากันว่าจนวันมีสุริยอุปราคา โหรที่ลงไปตามเสด็จก็ยังไม่เชื่อว่าจะเห็นหมดดวง พอเงากินปิดขอบพระอาทิตย์หมดดวง พระยาโหราธิบดี เถื่อน เวลานั้นยังเปนหลวงโลกทีป้อง " พลุบ " เต็มเสียงน่าพระที่นั่งด้วยความยินดี สิ้นกลัว เพราะความเลื่อม ใสในวิชาที่ได้ร่ำเรียน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


(๔) ได้ทรงศึกษาชำนาญในโหราศาสตร์ จึงมิได้ทรงเกรงความ ลำบากที่จะทอดพระเนตรสุริยอุปราคาครั้งนั้น ๓) จดหมายเหตุของเซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์นั้นเห็นจะเปนเลขานุการที่มาด้วยเปนผู้เรียบเรียง ขึ้นตามคำสั่งของเซอร์แอรีออด หมอบรัดเลได้สำเนามาพิมพ์ไว้ในหนังสือบางกอกคาเลนดา เล่มคฤศตศก ๑๘๗๐ ข้าพเจ้าได้วานนักเรียนคน ๑ แปลออกเปนภาษาไทยสำหรับพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ จดหมายเหตุของเซอร์แฮรีออดนี้ ต้องอ่านด้วยทรงไว้ในใจว่า เปนของฝรั่งแต่งตามความคิดแลความเห็นของฝรั่งตั้งแต่ต้นจนปลาย อ่านโดยกำหนดไว้ในใจเช่นนี้จึงจะน่าอ่านดี อนึ่งมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายที่น่าพลับพลา เวลาเซอร์แฮรีออดเฝ้าปรากฎอยู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้โปรดประทานอนุญาตให้จำลองมาไว้ในหอพระสมุด ฯ จึงได้ให้ถ่ายพระบรมรูปนั้นมาพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้ด้วย. สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓



เนื้อเรื่องใช้ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ ๒ ซึ่ง ๔๙ หน้าแรกเหมือนฉบับพิมพ์ ครั้งแรก หน้า ๕๐ - ๕๘ เพิ่มเติมในการพิมพ์ ครั้งที่ ๒







ประชุมพงศาวดารภาค ๑๙ จดหมายเหตุหอสาตราคม กับ จดหมายเหตุเรื่องสุริยอุปราคา ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ มีพระบรมราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เพิ่มใหม่ นายพันโท พระประเทศสวามิภักดิ์

พิมพ์ในการกุศล เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓

พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ



(ผ.ท.บ.) นางเภาลุศนันทน์ เกิดปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ ถึงแก่กรรมวันที่ ๑๐ มินาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ อายุ ๖๐ ปี

คำนำ พันโท พระประเทศสวามิภักดิ์ ( ดาลูศ ลุศนันทน์ ) จะทำการปลงศพสนองคุณนางเภา ลุศนันท์ ผู้เปนมารดา มีศรัทธาจะพิมพ์หนังสือเปนของแจกเนื่องในการกุศลทักษิณานุปทานซึ่งจะบำ เพ็ญนั้นสักเรื่อง ๑ มาหารือกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับพระนคร ถึงเรื่องหนังสือ ซึ่งจะพิมพ์ ว่าอยากจะได้เปนหนังสือในพวกโบราณคดี ข้าพเจ้าจึงได้ชักชวนให้พิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ อิกครั้ง ๑ ด้วยเห็นว่าจะพอใจแก่บรรดาผู้ที่จะได้รับแจกทั่วไปไม่เลือกหน้า เพราะเหตุใดจึงได้เห็นดังนั้นจะอธิบายต่อไป คือ หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ นี้ เดิมหอพระสมุด ฯ ได้รวบรวมจดหมายเหตุหอสาตราคมเรื่อง ๑ จดหมายเหตุเรื่องพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่ตำบลหว้ากอ แขวงจังหวัดประจวบคิรีขันธ์ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ เรื่อง ๑ ถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ทรงพิมพ์แจกในงานศพเจ้าจอมมารดาโหมดรัชกาลที่ ๔ เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ พอแจกหนังสือนั้นได้วันหนึ่ง หม่อมอนุวัตร


๒ วรพงศ์ ( ม.ร.ว.สิงหนัท ปราโมทย์ ณ กรุงเทพ ) ก็นำหนังสือประกาศเปนพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชี้แจงเรื่องสุริยอุปราคาคราวนั้นมาให้แก่หอพระสมุด ฯ ว่าต้นฉบับเปนหนังสือของพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๒ กรมขุนวรจักธรานุภาพมีตกค้างอยู่ หม่อมอนุวัตรไม่เห็นมีในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ นึกว่าที่ในหอพระสมุด ฯ เห็นจะยังไม่มีประกาศฉบับนี้จึงมีแก่ใจนำมาให้ ข้าพเจ้าขอบใจหม่อมอนุวัตรเปนอันมาก แต่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มาทันพิมพ์กับจดหมายเหตุ เรื่องสุริยอุปราคา ที่พิมพ์ครั้งแรก เพราะในประกาศพระราชนิพนธ์ทรงชี้แจงถึงลักษณ สุริยอุปราคาคราวนั้น แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งกว่าที่ปรากฎในจดหมาย เหตุฉบับอื่นทุกฉบับ แลเปนหนังสือสำคัญโดยที่เปนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเมื่อเสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยอุปราคาคราวนั้น ก่อนเวลาเสด็จสวรรคตไม่ช้านัก สมควรจะต้องพิมพ์ไว้ ให้ปรากฎอยู่กับจดหมายเหตุสุริยอุปราคาคราวปีมะโรงด้วย จดหมายเหตุนั้นจึงจะไม่บกพร่อง ข้าพเจ้าได้ตั้งใจแต่ได้พระราชนิพนธ์มาจากหม่อมอนุวัตร ว่าจะหาโอกาศพิมพ์ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ อิกสักครั้ง ๑ ให้บริบูรณ์ ความประสงค์อันนี้ยังมีเหตุอื่นประกอบอิกสถาน ๑ ด้วยหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ มีผู้ชอบอ่านกันมาก ผู้ที่ไม่ได้รับแจกในงาน


๓ พระเมรุวัดเทพศิรินทร์ พากันมาถามหาที่ในหอพระสมุด ฯ เนือง ๆ ไม่ขาด จึงเห็นว่าถ้าพิมพ์ขึ้นใหม่อิกครั้ง ๑ ผู้ที่ยังไม่ได้รับแจกครั้งก่อนก็จะพอใจ ถึงผู้ที่ได้รับแจกครั้งก่อนแล้ว ได้ฉบับพิมพ์ใหม่ ซึ่งมีพระราชนิพนธ์ เพิ่มเติมขึ้นอีกเรื่อง ๑ ก็จะพอใจเหมือนกัน ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ข้าพเจ้าจึงชักชวนให้พิมพ์ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๙ นายพันโท พระประเทศสวามิภักดิ์เห็นชอบด้วยจึงได้พิมพ์สมุดเล่มนี้ขึ้น ทีนี้จะอธิบายถึงจดหมายเหตุต่าง ๆ ซึ่งพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๙ นี้ต่อไป จดหมายเหตุที่พิมพ์ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๙ นี้ ๔ ฉบับ ด้วยกันคือ จดหมายเหตุหอสาตราคมฉบับ ๑ จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอฉบับ ๑ แปลจดหมายเหตุของเซอแฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ขึ้นมาเฝ้าพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่หว้ากอฉบับ ๑ กับประกาศพระราชนิพนธ์เรื่องสุริยอุปราคาเมื่อปีมะโรงสัมฤทธิศก ซึ่งกล่าวมาข้างต้นแล้วฉบับ ๑ จะอธิบายพอให้ทราบเค้าเงื่อนของจดหมายเหตุเหล่านั้นก่อน ๑) จดหมายเหตุหอสาตราคมนั้น ประเพณีมีมาแต่โบราณกำหนดเปนน่าที่ของนายเสน่ห์หุ้มแพรมหาดเล็กคนหนึ่ง แลนาย


๔ สุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็กคนหนึ่ง เปนพนักงานจดหมายเหตุต่าง ๆ อันมีในราชสำนักเก็บรักษาไว้ ในหอสาตราคม ประเพณีอันนี้ได้ทราบว่ายังมีอยู่ในเมื่อในรัชกาลที่ ๔ จะมีติดต่อมาแต่โบราณฤๅเปนการเลิกกันไปเสียแล้วคราวหนึ่ง พึ่งมาโปรดให้กลับมีขึ้นใหม่เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ข้อนี้หาทราบไม่ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยเห็นจดหมายเหตุหอสาตราคม ได้เคยถามข้าราชการเก่า ๆ ก็ยังไม่พบผู้ใดที่ได้เคยเห็น จนปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒ หอพระสมุด ฯ ได้สมุดดำ เก่า ๆ มาแต่ที่แห่งหนึ่งหลายเล่มด้วยกัน มีจดหมายเหตุหอสาตราคม ครั้งรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ กับปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ อยู่ ในนั้นตอน ๑ ได้ สืบถามข้าราชการครั้งรัชกาลที่ ๔ ซึ่งยังมีอยู่ในเวลานี้ ได้ความว่าพระยามหาอำมาตย์ หรุ่น ศรีเพ็ญ เปนนายเสน่ห์อยู่ในเวลานั้น แลนายสุจินดานั้นชื่อ หรั่ง ภายหลังได้เปน จมื่นราชานุบาล เห็นจะอยู่ใน ๒ คนนี้ที่เปนผู้จด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้ที่ไม่เคยเห็นจดหมายเหตุหอสาตราคม เห็นจะมีมากด้วยกัน จึงได้เอามาพิมพ์ไว้ ให้เปนประโยชน์ทางความรู้ ๒) จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องสุริยอุปราคาเมื่อปีมะโร ง พ.ศ. ๒๔๑๑ นั้น ท่านเรียงไว้แต่ย่อ ๆ ที่เอามาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เพราะจะให้ผู้อ่านเข้าใจความในเบื้องต้น ว่าเหตุใดพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จไปทอดพระ


๕ เนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอในฤดูฝน จนเปนเหตุให้ประชวรแลสวรรคต เพราะผู้ที่เกิดภายหลังฤๅเกิดทันแต่ยังเปนเด็กอยู่ - เช่น ตัวข้าพเจ้า เคยปรารภกันว่าเพียงแต่จะดูสุริยอุปราคา ไยจึงได้เสด็จลงไปฝ่าอันตรายแลความลำบากถึงเพียงนั้น พึ่งมาได้ฟังคำชี้แจงภายหลังว่าสุริยอุปราคาที่จะเห็นได้หมดดวง ในประเทศนี้ไม่เคยมีมาแต่ก่อน จนถึงในตำราโหรของไทยว่าสุริยอุปราคาไม่มีที่จะหมดดวงได้ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำ นวณทราบก่อนใคร ๆ ในประเทศนี้ว่า ในปีมะโรงสุริยอุปราคาจะมีหมดดวง แลจะเห็นได้ในเมืองไทยนี้ ดำรัสบอกพวกโหรก็ไม่มีใครลงเนื้อเห็นด้วย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์เคยตรัสเล่าว่า แม้พระองค์ท่านเองก็ไม่ทรงเชื่อว่าจะเห็นหมดดวงแต่เกรงพระไทยพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ต้องยอมจะไปทอดพระเนตรด้วย ที่เสด็จลงไปทอดพระเนตรที่ตำบลหว้ากอในแขวงจังหวัดประจวบคิรีขันธ์นั้ เพราะปรากฎในทางคำ นวณว่าจะเห็นได้หมดดวงที่ตรงนั้น ถ้าอยู่ในกรุงเทพ ฯ นี้หาเห็นหมดดวงไม่ เล่ากันว่าจนวันมีสุริยอุปราคาโหรที่ลงไปตามเสด็จ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเห็นหมดดวง พอเงากินปิดขอบพระอาทิตย์หมดดวง พระยาโหราธิบดี เถื่อน เวลานั้นยังเปนหลวงโลกทีปร้อง "พลุบ" เต็มเสียงน่าพระที่นั่งด้วยความยินดีจนสิ้นกลัว เพราะความ


๖ เลื่อมใสในวิชาที่ได้ร่ำเรียน พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาชำนาญในโหราศาสตร์ จึงมิได้ทรงเกรงความลำบากที่จะทอดพระเนตรสุริยอุปราคาครั้งนั้น ๓) จดหมายเหตุของเซอแฮรีออดเจ้าเมืองสิงคโปร์นั้น เห็นจะเปนเลขานุการที่มาด้วย เปนผู้เรียบเรียงขึ้นตามคำสั่งของเซอแฮรีออด หมอบรัดเลได้สำเนามาพิมพ์ไว้ในหนังสือบางกอกคาเลนดา เล่มคฤศตศก ๑๘๗๐ ข้าพเจ้าได้วานหลวงอนุมานราชธน ( ยง เสถียรโกเศศ ) แปลออกเปนภาษาไทยสำหรับพิมพ์ ในสมุดเล่มนี้ จดหมายเหตุของเซอแฮรีออดนี้ต้องอ่านด้วยทรงไว้ในใจว่า เปนของฝรั่งแต่งตามความคิดแลความเห็นของฝรั่งตั้งแต่ต้นจนปลาย อ่าน โดยกำหนดไว้ในใจเช่นนี้จึงจะน่าอ่านดี ๔) ประกาศที่ทรงพระราชนิพนธ์นั้น มีคำเล่ากันมาว่า เมื่อพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากหว้ากอมาถึงพระนคร มีรับสั่งถามผู้ที่ดูสุริยอุปราคาทางกรุงเทพ ฯ นี้ว่าเห็นเปนอย่างไรบ้าง พากันทูลเลื่อนเปื้อนไปต่าง ๆ เปนต้นว่าพระโหรา ธิบดี ชุม เจ้ากรมโหร กราบทูลว่า "เหลืออยู่สักนิ้วหนึ่ง" ดังนี้เปนต้น จึงทรงพระราชนิพนธ์อธิบายถึงสุริยอุปราคาครั้งนั้นที่ได้เห็นที่หว้ากอเปนอย่างไร ให้ทราบกันตามที่จริง แลมีรับสั่งให้คัดลอกบอกกันต่อ ๆ ไป ดังปรากฎอยู่ในประกาศนั้น


๗ อนึ่งมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายที่น่าพลับพลาหว้ากอเวลาเซอแฮอรีออดเฝ้าปรากฎอยู่ สมเด็จพระบรมวงค์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงค์วรเดช ได้ โปรดประทานอนุญาตให้จำลองมาไว้ในหอพระสมุด ฯ จึงได้ให้ถ่ายพระบรมรูปนั้นมาพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้ด้วย ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนายพันโทพระประเทศสวามิภักดิ์ ได้ปลงศพสนองคุณมารดาด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้ได้อ่านกันแพร่หลายหวังใจว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับ สมุดหนังสือเรื่องนี้ไปอ่านคงจะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓



จดหมายเหตุหอสาตราคม ปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓

ณ วัน ๑ ๔ ค่ำจุลศักราช ๑๒๒๑ ปีมะแมเอก เสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระราชพิธีตรุษ กรมหมื่นบวรรังษีทรงจุดเทียนไชย มีพร้อมด้วยเครื่องดนตรีมีแตรสังข์เปนต้น แล้วทรงปฏิบัติพระสงฆ์ เวลาบ่ายโมงเศษเสด็จขึ้น เวลาบ่าย ๔ โมง เสด็จออกประทับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงฟังสวดพุทมนต์ พอเวลาพลบเสด็จขึ้นพระที่นั่งสีตลาภิรมย์ วัน ๕๕ ค่ำ ปีวอกยังเป็นเอกศก เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทร วินิจฉัย ทรงปฏิบัติพระสงฆ์ แล้วสดัปกรณ์พระบรมอัฐิ ถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ ๒๐ รูป เวลาเช้า ๕ โมงเสด็จขึ้น เวลาบ่าย ๕ โมงเสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดให้เลี้ยงโต๊ะพวกอังกฤษแลข้าราชการทั้งปวง ให้มีลคร เวลา ๕ ทุ่มแล้วเสด็จขึ้น วัน ๒๕ ค่ำ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคมเวลา ๘ ทุ่มเศษ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นถาวรยศ กราบบังคมทูลด้วยโรคปัจจุบันมีโดยชุม จึงมีพระบรมราชโองการ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรจัดแจงกรมหมอมาเตรียมไว้ ในพระมหาราชวัง เวลา ๑๐ ทุ่มเสด็จขึ้น ๑


๒ วัน ๒ ๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก พระยาศรีเสาราชกราบ บังคมทูล ด้วยพระยาปลัดราชบุรีถึงแก่กรรม เวลา ๑๐ ทุ่ม เสด็จขึ้น วัน ๒๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก เสด็จออกพระที่นั่งอนันต-สมาคมเวลาเช้า ๓ โมง เวลาเช้า ๕ โมงเสด็จขึ้น โปรดให้มีลครสมโภชพระเจ้าลูกเธอ พระองค์อุณากรรณข้างใน จนเวลาบ่าย ๕ โมงรับสั่งโปรดให้เลิก วัน ๖๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก เสด็จออกพระที่นั่งอนันต- สมาคมเวลา ๘ ทุ่มเศษ พระพรหมบริรักษ์นำเรื่องความขึ้นกราบบังคมทูล ด้วยหม่อมเจ้าวรลักษณตั้งอ้ายนักโทษหนีไปจากเรือนจำในระหว่างโทษ หม่อมเจ้าวรลักษณ์ตั้งให้เปนนายกองเกลี้ยกล่อมคนไว้เปนอันมากที่พระพุทธบาท ให้ทรงทราบแล้ว ไม่ทรงพระกรุณาโปรด จึงส่งให้พระพรหมบริรักษ์จำหม่อมเจ้าวรลักษณ ให้รับพระราชอาญาต้องมาจำไว้ณทิมสนม แต่อ้ายนักโทษที่เปนนายกองนั้น รับสั่งให้สักหน้าส่งไปจำไว้ที่ณคุก บุตรภรรยาอ้ายนัก-โทษรับสั่งให้ส่งไปเปนวิเสศโรงสี อ้ายอีผู้มีชื่อที่รู้เห็นเปนใจยินดีด้วยอ้ายนักโทษรับสั่งให้ลงพระราชอาญาจำไว้ณคุกบ้าง เปนวิเสศโรงสีบ้าง พระพรหมบริรักษ์เปนผู้ต้นรับสั่ง วัน ๖๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก เสด็จออกพระที่นั่งอนันต-สมาคมเวลาบ่าย ๓ โมงเศษ หม่อมราโชไทยนำหนังสืออังกฤษ

๓ มเกาถวายฝากทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เวลาบ่าย ๕ โมง เย็นเสด็จขึ้น วัน ๖๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก เสด็จพระราชดำเนินพระที่นั่งทรงธรรมทุ่งท้องสนามหลวง ทรงปฏิบัติพระสงฆ์ฉันเพน แล้วโปรดให้สดัปกรณ์พระสงฆ์ ๓๐ รูป แล้วทรงถวายผ้านิสีทนสังเค็ด ๓๐ ผืน เวลาบ่ายโมงเศษเสด็จพระราชดำเนินกลับพระมหาราชวังเวลาบ่าย ๔ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินประทับพระที่นั่งพลับพลาน่าพระเมรุ ทรงโปรยทาน แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้ผู้หญิงฝรั่งขี่ม้ารำทวนถวายน่าพระที่นั่ง ๒ คู่ ข้าราชการในพระบวรราชวังคู่หนึ่ง เวลายามเศษทรงจุดดอกไม้แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระมหาราชวัง วัน ๖๕ ค่ำ ปีวอกยังเปนเอก เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินพระที่นั่งพลับพลา น่าโรงโขนทุ่งท้องสนามหลวง ทอดพระเนตรผู้หญิงฝรั่ง แลข้าราชการในพระบวรราชวังขี่ม้ารำ ทวนถวายน่าพระที่นั่ง พระยาราชวรานุกูลนำเจ้าอุปราชเมืองน่าน เฝ้าถวายบังคม ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเสื้อครุย ๓ เสื้อ ผ้าลาย ๓ ผ้า เวลายามเศษเสด็จพระราชดำเนินกลับพระมหาราชวัง วัน ๖ ๕ ปีวอกยังเปนเอก เวลาบ่าย๔โมงเศษ อสุนี- บาตตกถูกพระเจดีย์วัดบวรนิเวศ


๔ วัน ๑๕ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงปฏิบัติพระสงฆ์ ๓๐ รูป แล้วทรงถวายเครื่องไทยทานต่าง ๆ เวลาบ่ายโมงเศษเสด็จพระราชดำเนินมาประทับทอดพระเนตรแรด ที่โรงช้างน่าประตูวิเศษไชยศรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับพระมหาราชวัง วัน ๒๖ ค่ำ ปีวอกโท เวลาเช้า ๓ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินประทับพระที่นั่งพลับพลาทุ่งท้องสนามหลวง ทรงปฏิบัติพระสงฆ์ ๑๗ รูป แล้วทรงถวายผ้าสบงแลธูปเทียน แล้วโปรดให้มีลครสมโภชนังคัลพิธีแรกนา ทรงทอดพระเนตรอยู่จนเวลา ๕ โมงเย็น แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระมหาราชวัง วัน ๖๖ ค่ำ ปีวอกโท เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ทรงตั้งหมื่นจำเนียรภูษา ข้าหลวงเดิมเปนขุนราชสมัติ นายเวรกรมพระมาลาภูษา ถือศักดินา ๖๐๐ พระราชทานถมปักล่องจวน ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณตามตำแหน่ง วัน ๗ ๖ ค่ำ ปีวอกโท เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินตรา ๑๐ ตำลึงเปนรางวัลแก่นายพึ่ง ปลัดกรมช่างสลัก เวลาบ่าย ๔ โมงเศษเสด็จขึ้น


๕ วัน ๗๖ ค่ำ ปีวอกโท เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพระมหาราชวัง เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ทรงเรือพระที่นั่งกลไฟมณีเมขลาใช้จักรไปยังกรุงเก่า พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายน่าแลฝ่ายในตามเสด็จ วัน ๗๑๑ ค่ำ ปีวอกโท สวดมนต์ในพระที่นั่งบรมพิมานฉลองพระพุทธรูป ๗ องค์ เวลาเช้า ๘ ค่ำฉัน มีดอกไม้พุ่ม ดอกไม้กระถาง วัน ๑๑๑๒ ค่ำ ปีวอกโทเวลา ๔ ทุ่มกลางคืน เสด็จออกที่ประทับราชวรดิษฐทอดพระเนตรเรือถวายลำทอดพระกฐิน เรือดั้ง ๓ คู่ เรือชลพิมานไชยใส่ผ้าไตร เรือบุษบกพิศาลเปนเรือพระที่นั่ง เรือวิมานอมรินทร์พระที่นั่งรอง เรือทินกรส่องศรีเปนเรือประ- เทียบ เรือมณีจักรพรรดิเปนเรือประเทียบ เรือกราบ ๒ ลำใส่อ่างมังกร จุดเทียนใหญ่ทุกลำตลอดศีศะจนท้าย ลอยลงไปสุดทุ่นแล้วกลับขึ้นมาแล้วลงไป เรือผ้าไตรผู้หญิงพายแล้วเห่ แล้วทรงลอยประทีปหลวงจนหมด เสด็จไปทอดพระกฐินวัดชิโนรสารามแล้วเสด็จกลับขึ้น ๗ ทุ่ม วัน ๒๑๒ ค่ำปีวอกโท ทรงธรรมบนพระที่นั่งอนันต-สมาคมกัณฑ์ ๑ แล้วเสด็จออกทางพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงลอยประทีปตามเคย

๖ วัน ๒ ค่ำ ปีวอกโท มีลครให้แขกเมืองดู วัน ๔ ค่ำ ไฟไหม้วัดราชบุรณ กุฎิขรัวหมอหลัง ๑ เสด็จทรงม้าพระที่นั่งกับข้าราชการตามเสด็จเปนอันมาก เสด็จกลับมา พระราชทานเงินตราคนละ ๑ บาท สิ้นเงิน ๕๐๐ บาท ทั่วกันทุกคน ณ วัน ๓๓ ค่ำ เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินทรงม้าพระที่นั่งทอดพระเนตรเมรุที่วัดบวรนิเวศ เวลาพลบค่ำเสด็จกลับมาถึงพระบรมมหาราชวังแล้วเสด็จขึ้น ณ วัน ๒ ๓ ค่ำ ฝรั่งเมืองเดนมาร์กเข้าเฝ้า ขุนนางข้าราชการใส่เสื้อต่าง ๆ เฝ้า ณ วัน ๓ ๓ ค่ำ เวลาบ่าย ๔ โมง เสด็จออกพระที่นั่ง อนันตสมาคม ขุนนางข้าราชการเฝ้าตามตำแหน่ง เวลา ๕ โมงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับอยู่น่าเกยพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ มีราชการถวายฎีกาเรื่อง ๑ พระราชทานให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ ตัดสิน แล้วเสด็จขึ้น ณ วัน ๓๓ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง ออกขุนนางณพระที่นั่ง อนันตสมาคม ทรงตั้งขุนนาง นายใบ นายท้าย นายร่องน้ำ ๓ คน พระราชทานเสื้อผ้าเงินเบี้ยหวัด แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงม้าพระที่นั่ง แล้วเสด็จกลับมารับฎีกา เวลาพลบเสด็จขึ้น ณ วัน ๓๓ ค่ำ เวลาบ่ายโมง ๑ เสด็จออกพระที่นั่งอนันต-สมาคม เจ้าลาวเข้าเฝ้า แล้วผู้หญิงฝรั่งเข้าเฝ้า แล้วเสด็จกลับ

๗ พาเข้าไปข้างใน เวลา ๑๐ ทุ่ม ทรงพระราชสาส์นตอบไปเมืองอเมริกายังหาจบไม่ ณ วัน ๓๔ ค่ำ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทอดพระเนตรเครื่องราชบรรณาการที่จะส่งไปเมืองฝรั่งเศส แล้วสมเด็จเจ้าฟ้ามหาลากราบบังคมทูลว่าช้างเผือกล้ม ณ วัน ๑๔ ค่ำ ที่กรุงเทพ ฯ ในพระมหาราชวังปืนใหญ่ลั่นเวลา ๕ โมงเศษ เสด็จขึ้น ณ วัน ๑๔ ค่ำ เวลาเช้าโมง ๑ เสด็จพระราชดำเนินม้าพระที่นั่งไปโสกันต์พระวรวงศ์เธอ ๔ องค์ ในพระบวรราชวัง ประทับพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แล้วเสด็จกลับมาประทับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โสกันต์หม่อมเจ้า ๗ องค์ เสด็จขึ้น ณ วัน ๒๔ ค่ำ เวลาพลบ กงซุลฝรั่งเศสมาเฝ้าที่เก๋งเทพยสถาน ณ วัน ๓๕ ค่ำ ปีระกายังเปนโท เวลาเช้าเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ปฏิบัติพระสงฆ์แล้วถวายไทยทานพระราชาคณะถานารวม ๒๗ รูป แล้วสดัปกรณ์ ๑๐๐ แล้วเสด็จไปประทับที่เก๋งราชานุราชอาศน์ แล้วเสด็จกลับทางประตูสนามราชกิจเข้าข้างใน เวลาค่ำเสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระราชทานเครื่องเลี้ยงโต๊ะกงซุลทุกประเทศตามบรรดาเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ฯ มีลครข้างในเรื่องรามเกียรดิ ๒ ยามเศษเสด็จขึ้น

๘ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระราชนิพนธ์พระราชสาส์น จนเวลา ๙ ทุ่มเศษเสด็จขึ้น ณ วัน ๔๕ ค่ำ ปีระกายังเปนโทอยู่ เลี้ยงทูตฝรั่งเศสเวลาเย็น เวลาทุ่มเสด็จวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดพิธีถือน้ำ เวลา ๑๐ ทุ่มไฟไหม้สำเพ็งตรอกอำแดงแฟง ณ วัน ๔๕ ค่ำ ปีระกายังเปนโท ผู้ว่าการแทนกงซุลชื่อไวสเกานลีโดอิกแซกดิลนออิศเกาว์ ได้พากัปตันชื่อโตยอน เรือรบกลไฟของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสยิโรนเด กับขุนนางอื่นในเรือรบนั้น ๕ นาย กับบาดหลวงลุยอิศเปนล่ามเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แล้วจะได้รับทูตานุฑูตออกไปจนกรุงปารีส เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ณ วัน ๖๕ค่ำ ปีระกายังเปนโท เวลาเช้าโมง ๔ โมง เสด็จออกพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ปฏิบัติพระสงฆ์พระราชพิธีคเชนทรัศว-สนาน พอพระฉันแล้ว พวกทูตานุทูตเข้าเฝ้าทูลลา แล้วพระราช- ทานเครื่องยศตามถานาศักดิ์ผู้ใหญ่ผู้น้อยเปนอันมาก แล้วเสด็จขึ้นบ่าย ๒ โมง เวลาเย็นแห่ตามเคย แล้วมีพระบรมราชโองการสั่งให้กรมม้าผูกเครื่องม้าอย่างฝรั่งเศส แลเครื่องอื่น ๆ เปนหลายเครื่อง กรมม้าก็ไม่ผูกตามรับสั่ง ให้กรมถาวรวรยศทอดพระเนตรสั่งตำรวจลงพระราชอาญาคนละ ๑๐ ที


๙ รุ่งขึ้น ณ วัน ๗๕ ค่ำ มีพระบรมราชโองการให้ตั้งกระบวนแห่ หมายเวลา ๓ โมง เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระราชสาส์นที่จะไปฝรั่งเศส แล้วเสด็จพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทอดพระเนตรกระบวนแห่ แล้วโปรยทาน แล้วเอาช้างมาพาน เวลาพลบเสด็จขึ้น เวลาค่ำ ๕ ทุ่มเศษเสด็จออกพระที่นั่งเย็นทรงเครื่องใหญ่ แล้วทรงพระราชนิพนธ์ พระราชสาส์นที่จะไปถึงสังโตปาปามิคาบริ - สุทธ เวลา ๗ ทุ่มเสด็จขึ้น วัน ๓๑ ค่ำ ปีกุญเบญจ เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ เสด็จออกณพระที่นั่งอนันตสมาคม หลวงศักดิ์เสนีอ่านบอกถวายเรื่องนายสังสมุทมุนี มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งให้มีท้องตราขึ้นไปถอดหลวงนายสิทธิ จมื่นรัตนโกษา แล้วให้เอาตัวหลวงสิทธิ จมื่นรัตนโกษากับนายสุดใจมหาดเล็กลงมา ณ กรุง- เทพ ฯ ครั้นเวลา ๒ ทุ่มเศษ เสด็จออกณพระที่นั่งอนันตสมาคม มีพระบรมราชโองการโปรดให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ ขึ้นไปเปนตระลาการชำระหลวงนายสิทธิ กับจมื่นรัตนโกษา นายสุดใจมหาดเล็ก ที่กรุงเก่า แล้วทรงแต่งหมายประกาศทองเหรียญ ทองแป ครั้นเวลา ๘ ทุ่มเศษเสด็จขึ้น ณ วัน ๔๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจ เวลาบ่าย ๕ โมงเศษเสด็จโดยทางชลมารคไปพระราชทานเพลิงศพพระยามหานุภาพ ณ วัดอรุณ ฯ เวลาพลบค่ำก็เสด็จกลับ ๒ ๑๐ วัน ๔๙ ค่ำ ปีกุญเบญ ฉลองเรือพระที่นั่งพระบรมราชวรฤทธิ มีพระสวดพระพุทธมนต์ ๑๐ รูป เวลาทุ่มเศษสวดพระพุทธมนต์จบแล้ว มีลครชั้นเล็กเรื่องอิเหนาบนพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยท่าราชวรดิษฐ พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายน่าฝ่ายใน มีแขกเมืองลาวเจ้าเมืองน่านเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท พระราชทานเลี้ยงสุราเครื่องบริโภคต่าง ๆ ตลอดไปจนเพน ครั้นรุ่งขึ้นวัน ๕๙ ค่ำ ทรงประเคนเลี้ยงโต๊ะพระสงฆ์ ๑๐ รูปแล้ว ทรงถวายไทยทานต่าง ๆ พระฉันแล้วมีลครเล่นเรื่องอิเหนา สมโภชเรือพระที่นั่ง วัน ๓๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจ เวลาบ่าย ๓ โมง เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม พระยาราชวรนุกูลเอาชามศิลาเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายสำรับเข้ามาถวาย เวลาเย็นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรช้างที่เจ็บ เสด็จประทับที่โรงช้าง แล้วเสด็จกลับออกไปห้างฝรั่ง แล้วเสด็จกลับรับฎีกา แล้วเสด็จขึ้นข้างใน วัน ๔๑๐ ค่ำ เวลาเช้ามีพระบรมราชโองการให้เจ้าพนัก- งานพระคลังมหาสมบัติแจกเบี้ยหวัดแก่ข้าราชการ วัน ๓๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจ เวลาบ่าย ๒ โมงเศษ เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมด้วยข้าราชการเจ้าต่างกรมหากรมมิได้ แล้วมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพนักงานแจกเบี้ยหวัด ๑๑ วัน ๒๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจเวลาบ่าย ๔ โมงเศษ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ประโคม ข้าทูลลอองธุลีพระบาทพร้อมจีนเอาผ้าม่วงดอกมาถวาย พระเจ้าลูกเธอชิงกัน กริ้วสั่งให้เขียนประกาศ ฝรั่งห้างเอาสิ่งของที่ทรงสั่งเปนเงินบ้างกาไหล่บ้างมาถวายทอดพระเนตร แล้วรับสั่งให้พนักงานคลังคิดราคาให้แล้วรับสั่งให้หากรมหมื่นวรจักรด้วยพระบังคน วัน ๔๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจเวลา ๕ โมงเศษ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ทำขวัญนาคองค์ศรีสวัสดิ์เจ้าเขมรที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เวลากลางคืนปืนใหญ่กระสุน ๓ นิ้วมาถึงด้วย วัน ๒๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจ เสด็จออกพระที่นั่งอนันต-สมาคม เวลาบ่าย ๓ โมงเศษแล้วเสด็จไปตึกที่ฝรั่งเช่า กลับเย็นกริ้วมาลาภูษา วัน ๔๑๐ ค่ำ ปีกุญเบญจ เวลาบ่าย ๕ โมง เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงที่ศพพระยามหานุภาพ กริ้วพวกทิ้งลูกกัลปพฤกษ์ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้ทิ้งไปทิ้งเสียก่อน รับสั่งให้ลงพระราชอาญาคนละ ๒๐ ที เวลาทุ่มเศษ เสด็จกลับพระราชวัง ครั้นรุ่งขึ้น ณ วัน ๕๑๐ ค่ำ มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพนักงานจัดการเปนของหลวงอิกวันหนึ่ง เกณฑ์เจ้าพนักงานให้ ครบทุกพนักงานเบนการกวดขันเเขงเเรง เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคอิกเวลาหนึ่ง มีของเครื่องไทยทาน

๑๒ ต่าง ๆ เปนของหลวง มีลูกกัลปพฤกษ์เปนต้น ครั้นเวลา ๔ โมงเศษเสด็จกลับประทับสวนนันทอุทยาน แล้วเวลาเย็นเสด็จกลับพระมหาราชวัง ครั้นรุ่งขึ้นวัน ๖๑๐ ค่ำ เวลาเช้า ทรงปฏิบัติพระในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พิธีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย









๑๓ จดหมายเหตุเสด็จหว้ากอ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงคำนวณไว้แต่เมื่อปีขาลอัฐศกว่า ในปีมะโรงสัมฤทธิ จุลศักราช ๑๒๓๐ จะมีสุริยุปราคาจับหมดดวงเมื่อเดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ซึ่งยากนักที่จะได้เห็นในพระราชอาณาจักร ด้วยวิธีโหราสาตรได้ทรงสะสมมานานตามสารัมภ์ไทยสารัมภ์มอญ แต่ตำราอเมริกันฉบับเก่าแลตำราอังฤกษเปนหลายฉบับ ได้ทรงคำนวณสอบสวนต้องกัน ได้ทรงกะการตามในแผนที่ว่าจะมีเปนแน่ ทวีปขิยอุดร เปนตวันตกกรุงเทพพระมหานครเพียง เวลา กับในกรุงเทพพระมหานครเพียง ๓ นาทีกับ ๒๐ วินาที ได้ทรงพิจารณาเลอียดถ้วนถี่แล้ว ว่าพระอาทิตย์จะจับหมดดวง แลจะเห็นบนน่าแผ่นดินไปไกลถึง ต่อ ที่ตำบลหว้ากอแขวงเมืองประ จวบคิรีขันธ์ ตรงเกาะจานเข้าไปเปนท่ามกลางที่มืดหมดดวง ขึ้นมาข้างบนถึงเมืองปราณบุรี ลงไปข้างใต้ถึงเมืองชุมพร ได้ทราบการเปนแน่ดังนี้แล้ว จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม ให้จัดการจ้างคนในหัวเมืองเพ็ชรบุรี เมืองปราณบุรี เมืองประจวบคิรีขันธ์ เมือง


๑๔ กำเนิดนพคุณ เมืองประทิว แลนายงานหลายนาย ให้จัดการทำค่ายหลวงแลพลับพลาที่ประทับแรมที่ตำบลหว้ากอ ตรงเกาะจานเข้าไปใต้คลองวาฬลงไปทาง ๒๔ เส้น แล้วโปรดให้แต่งคำประ- กาศตีพิมพ์แจกให้ทราบทั่วกัน. ในครั้งนี้พวกนักปราชญ์ฝรั่งเศสได้ทราบว่าสุริยุปราคาจะมีในพระราชอาณาจักรแผ่นดินสยาม มีหนังสือมาถึงกงสุลฝรั่งเศสที่อยู่ในพระนครนี้ให้กราบทูลขอพระราชทานอนุญาต ที่จะเข้ามาดูสุริยุปราคาก็โปรดพระราชทานตามประสงค์ พวกฝรั่งเศสมาเที่ยวค้นหาที่จะดูเปนหลายตำบล ค้นลงไปถึงเมืองชุมพรก็ไม่ได้ตำบลซึ่งจะชี้ให้ตรงที่กึ่งทางกลางพระอาทิตย์ ครั้นเมื่อท่านสมุหพระกลาโหมกะการให้ตั้งที่ค่ายหลวงที่ตำบลหว้ากอ ตรงเกาะจานเข้าไป พวกนักปราชญ์ฝรั่งเศสจึงมาขอตั้งโรงที่จะดูนั้นแห่ง ๑ ต่ำลงไปข้างใต้พลับพลาที่ค่ายหลวงทาง ๑๘ เส้น ตั้งเครื่องกล้องใหญ่น้อยหลายอย่าง ประมาณ ๕๐ คันเศษ. ครั้น ณ วันศุกร เดือน ๙ แรม ๔ ค่ำ เวลาเช้า ๔ โมง ๕๐ นาที เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ออกจากท่านิเวศวรดีษฐ ใช้จักรไปถึงเมืองสมุทรปราการเวลาเที่ยงแล้ว ๑๕ นาที ทอดสมออยู่ ๓ ชั่วโมงเศษ เวลาบ่าย ๔ โมง ๑๕ นาทีใช้จักรออกจากที่ทอดสมอแล้วข้ามสันดอนตกน้ำลึก ๓ วา เย็น ๕ โมง ๔๓ นาทีแล้ว ยิงสุลตรับ ๓ นัด เรือสยามมูปสดัมภ์ก็ยิงรับ ๑๒ นัดจนถึงเวลา ๖ โมง ๑๒ นาที.

๑๕ รุ่งขึ้นวันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๕ ค่ำ เวลาย่ำรุ่งแล้วถึงเขาสามร้อยยอด ใช้จักรไปเวลา ๔ โมงเช้าถึงเกาะหลัก เวลาเที่ยงถึงที่ทอดสมอน่าค่ายหลวงตำบลหว้ากอ ที่ตรงนั้นน้ำลึก ๘ ศอก อยู่ใต้คลองวาฬเหนือเกาะจาน แต่อากาศมืดคลุ้ม มีแต่เมฆคลุมไปทุกทิศทุกแห่งไม่เห็นแดดแลเดือนดาวเลย พระอาทิตย์พระจันทร์เห็นบ้างราง ๆ บาทนาฬิกาหนึ่งบ้างกึ่งบาทบ้าง แลที่ทอดเรือน่าค่ายหลวง ที่ตรงตำบลหว้ากอนั้นคลื่นใหญ่ เรือโคลงอยู่เสมอ เรือพระที่นั่งทอดสมออยู่ที่น่าค่ายหลวงประมาณ ๖ ชั่วโมง ครั้นเวลาย่ำค่ำมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ถอยเรือ พระที่นั่งกลับไปทอดประทับแรมอยู่ที่อ่าวมะนาว อันเปนที่ลับบังลมไม่มีคลื่นใหญ่ เหนือที่พลับพลาไปทางประมาณ ๒๐๐ เส้นเศษ ทอดประทับแรมอยู่ ๒ วัน. ณ วันจันทร์ เดือน ๙ แรม ๗ ค่ำเวลาเย็น เสด็จพระราชดำ- เนินขึ้นจากเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชขึ้นฝั่งทรงม้าพระที่นั่ง ตั้งแต่อ่าวมะนาวลงไปถึงพลับพลาค่ายหลวง ตำบลหว้ากอเวลาย่ำค่ำเรือพระที่นั่งก็ถอยลงไปทอดอยู่ที่น่าค่ายหลวงห่างฝั่งประมาณ ๒๐ เส้นเศษ เรืออัคเรศรัตนศน์ เรือสยามมูปสดัมภ์ แลเรืออื่น ๆ ก็ทอดล้อมวงอยู่ชั้นนอกพร้อมกัน. รุ่งขึ้น ณ วันอังคาร เดือน ๙ แรม ๘ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงเศษได้พระฤกษ์ยกเสาธงแลฉัตร ชักธงพระจอมเกล้าขึ้นที่พลับพลา


๑๖ ค่ายหลวง รับสั่งให้ประโคม แล้วทรงจุดปืนใหญ่ด้วยพระหัดถ์สลุตธงสลับกันกับทหารปืนใหญ่ฝ่ายละนัดครบ ๒๑ นัดทั้ง ๒ ข้าง ปืนเรือสยามมูปสดัมภ์ได้ยิงอิก ๒๑ นัด รวมเปน ๖๓ นัด เวลาบ่าย ๑ โมง พวกนักปราชญ์ฝรั่งเศสมาเฝ้าที่พลับพลา ๘ นายพระราชทานทองคำบางสพานทุกนาย. รุ่งขึ้น ณ วันพุฒ เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ เวลาย่ำค่ำ พวกออฟิ-เซอร์ ในเรือรบ ๑๒ นายขึ้นมาเฝ้าที่พลับพลา พระราชทานทองคำบางสพานทุกนาย. ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ เวลาเช้ากัปตันนายเรือรบฝรั่งเศสขอเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถให้เสด็จลงไปเที่ยวในเรือรบ โปรดเกล้า ฯ ให้พณหัวเจ้าท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ลงไปด้วย กัปตันจัดการรับเสด็จเหมือนอย่างรับกระษัตริย์ในประเทศยุโรป มีทหารทอดกรีบแลยืนเพลา แล้วยิงปืนใหญ่รับ ๒๑ นัด ทหารประจุปืนปัศตันลุกขึ้นลากกระชากเอาแขนขาดตายคน ๑ ครั้นเวลาค่อนเที่ยงทรงวัดแดดสอบแผนที่ที่ตั้งค่ายหลวง ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมงเศษเสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงนักปราชญ์ฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ เวลาจวนค่ำเสด็จกลับ. ณ วันศุกร เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงเศษ


๑๗ มิศเตอร์ อาลบาสเตอร์ ผู้ว่าราชการแทนกงสุลอังกฤษขึ้นไปเฝ้าที่พลับพลา โปรดให้ยิงปืนรับ ๗ นัด. ณ วันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๑๒ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมง เรือเจ้าพระยามาถึงที่ค่ายหลวง ได้ทรงรับหนังสือข่าวต่าง ๆ หลายฉบับ กับของที่สั่งไปจัดซื้อมาแต่เมืองลอนดอนสำหรับแจกในการพระราชพิธีโสกันต์อิกมาก๑. ณ วันอาทิตย์ เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ เซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์มาด้วยเรือกลไฟ ๓ ลำ ถึงหว้ากอเวลา ๓ โมงเช้า โปรดให้หลวงพิเศษพจนการ ๒ เปนข้าหลวงไปเยี่ยมเยียน. ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๙ แรม ๑๔ ค่ำ เจ้าเมืองสิงคโปร์ขึ้นมาเฝ้าที่พลับพลาค่ายหลวง โปรดให้ยิงปืนสลุตรับ ๑๑ นัด ให้พระราชทานทองคำบางสพาน ตั้งแต่เจ้าเมืองสิงคโปร์แลพวกออฟิเซอร์ที่ขึ้นมาเฝ้าทุกคน แล้วให้ไปอยู่ที่เรือนพัก ซึ่งทำไว้รับเขา. รุ่งขึ้น ณ วันอังคาร เดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ เวลา ๒ โมงเช้า เจ้าพนักงานเตรียมกล้องใหญ่น้อย เครื่องทรงทอดพระเนตรสุริยุปราคา เวลาเช้า ๔ โมง ๓ นาที เสด็จออกทรงกล้อง แต่ท้องฟ้าเปนเมฆฝนคลุมไปในด้านตวันออกไม่เห็นอะไรเลย ต่อเวลา ๔ โมง ๑๖ นาที เมฆจึงจางสว่างออกไปเห็นดวงพระอาทิตย์ไร ๆ แลดู ๑ คือ เตรียมการโสกันต์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์. ๒ ชื่อหวาด บุนนาค ในรัชกาลที่ ๕ ได้เปนพระยาอรรคราชนารถภักดี.

๑๘ พอรู้ว่าจับแล้ว จึงประโคมเสด็จสรงมุรธาภิเศก ครั้นเวลา ๕ โมง ๒๐ นาที แสงแดดอ่อนลงมา ท้องฟ้าตรงดวงพระอาทิตย์สว่างไม่มีเมฆเลย ที่อื่นแลเห็นดาวใหญ่ด้านตวันตก แลดาวอื่น ๆ มาก หลายดวง เวลา ๕ โมง ๓๖ นาที ๒๐ วินาที จับสิ้นดวง เวลานั้นมืดเปนเหมือนกลางคืนเวลาพลบค่ำ คนที่นั่งใกล้ ๆ ก็แลดูไม่รู้จักหน้ากัน พระราชทานเงินแจกพระราชวงศานุวงศ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินออกไปทั่วกัน. รุ่งขึ้น ณ วันพุฒ เดือน ๑๐ ขึ้น ๒ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงเศษ เจ้าเมืองสิงคโปร์ขอถ่ายพระรูป แล้วโปรดให้มีลครข้างในให้พวกอังกฤษแลฝรั่งเศสดู ให้พาภรรยาเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้าไปข้างในได้พระราชทานทองแลก๊าศพระเจ้าลูกเธอฝ่ายในทุกพระองค์ เวลาบ่าย ๓ โมง ๑๕ นาที เสด็จลงเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช พวกทหารปืนใหญ่ยิงสลุตส่งเสด็จ ๒๑ นัด ทหารที่ยิงปืนปัศตันลุกขึ้นลากพุ่งออกมากระชากเอาแขนขาดไปข้างหนึ่ง ตายในที่นั้น เรือพระที่นั่งออกจากที่ทอดน่าค่ายหลวง ใช้จักรมากรุงเทพมหานคร.




๑๙ เรื่อง เซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามในรัชกาลก่อน ที่ตำบลหัววาน เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๘๖๘ ( ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ )

สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม ( คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ) พระองค์นี้คนทั้งหลายย่อมทราบกันดีว่าพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในวิทยาศาสตร์ ทรงใฝ่พระราชหฤทัยอย่างยิ่งในเรื่องสูริยุปราคาอันได้ทรงคำนวณไว้ว่าจะปรากฎขึ้นในวันที่ ๑๘ สิง-หาคม และโดยที่เส้นสูนย์ของอุปราคาจะผ่านมาใกล้ที่สุดณะตำ-บลหัววาน เปนหมู่บ้านอยู่ในพระราชอาณาเขตรสยาม ทางฝั่งทเล ตวันออกของแหลมมลายู ตรงเส้นวิตถันดร ( แลตติดจูต ) ๑๑ องศา ๓๘ ลิปดาทิศเหนือ และเส้นทีรฆันดร ( ลองติดจูต ) ๙๙ องศา ๓๙ ลิปดาทิศตวันออก อยู่เกือบชิดเชิงเขาหลวงสูง ๔๒๓๖ ฟิต อันเปนที่บนพื้นโลกซึ่งอุปราคาจะปรากฎหมดดวงนานที่สุดด้วย พระองค์ตั้งพระราชหฤทัยจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่นั้น และทรงเลือกสรรสถานที่ประทับในที่ใกล้แถบนั้นเพื่อทอดพระเนตรสิ่งอันจะ ได้ปรากฎขึ้นในโลกนี้ จึงเสด็จพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลลอองธุลีพระบาทมุขมาตยมนตรีโดยเสด็จ เปนพระราชบริพาร


๒๐ เสด็จพระราชดำเนินยังหัววานในต้นเดือนสิงหาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งที่ประทับ ( ค่ายหลวง ) ที่ริมฝั่งทเลลงไปทางทิศใต้ ๒-๓ ไมล์ ตรงเส้นสูนย์แห่งวิถีดวงอาทิตย์ และทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งพวกตรวจการวิทยาศาสตร์อันได้จัดส่งมาจากกรุงปารีศ มาเฝ้ายังที่นั้น เพื่อดูอุปราคาให้ใกล้ที่สุดและซึ่งอุปราคาจะจับอยู่นานที่สุดด้วย. สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามยังทรงพระกรุณาเอื้อเฟื้อแนะนำนายอัลบาสเตอร์ ผู้รั้งตำแหน่งกงสุลของพระนางเจ้ากรุงเครต บริเตนประจำกรุงสยามว่า บางทีท่านเซอร์แฮรีออดผู้ว่าราชการ สเตรต์สเสต็ลเมน์ต จะรู้สึกเต็มใจถือเอาโอกาศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ในรวางที่ไม่สู้ห่างไกลจากเมืองสิงคโปร์นัก มาเฝ้าที่ตำบลหัววานจะได้ดูอุปราคาได้เหมาะที่สุด และกระทำความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการด้วย แลยังทรงพระกรุณามีพระราชดำรัสเพิ่มเติมว่ามีพระราชประสงค์ใคร่ทรงพบปะเซอร์แฮรีออด แลจะทรงต้อนรับเพื่อให้ได้รับความศุขสมแก่เกียรติยศทุกอย่าง ก็ในขณะนั้นมีเรื่องที่เซอร์แฮรีออดจะต้องไปพบกับรายาเมืองปาหัง แลเมืองตรังกานูทางฝ่ายตวันออกแหลมมลายูอยู่ด้วย ครั้นทราบว่าถ้ายืดระยะทางของตนยาวออกไปอิกหน่อยก็สามารถดูอุปราคา ได้ชัด


๒๑ เจนและได้เฝ้ากระทำความคุ้นเคย กับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการกรุงสยาม เซอร์แฮรีออดจึงตอบไปยังกงสุลทันที ขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสม- เด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ท่านรู้สึกเปนเกียรติยศในการที่ทางพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เชิญนี้ยิ่งนัก จะขึ้นไปเฝ้าตามพระราชประสงค์ การที่เซอร์แฮรีออดจะไปหัววานครั้งนี้มีเวลาที่จะจัดเตรียมตรวจการวิทยาศาสตร์ ในสิ่งที่จะปรากฎขึ้นในโลกเนื่องด้วยอุป-ราคานี้น้อยนัก ได้อาศรัยความช่วยเหลือของนายพันตรีแมกแนร์นายช่างประจำเมือง ( โคโลเนียล อินชิเนียร์ ) จึงจัดหาได้เครื่องมือต่าง ๆ เท่าที่พอจะหาได้ โดยตั้งใจว่าจะไม่ให้เสียโอกาศที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เปนประโยชน์ ครั้นถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม เวลาค่ำท่านเจ้าเมืองลงเรือ "ไปโห" เปนเรือราชการประจำหัวเมืองประเทศราช ออกจากเมืองสิงคโปร์พร้อมด้วยนายพันตรี แมกแนร์ กรมทหารปืนใหญ่หลวง นายร้อยเอกมอยเสย์ กรมทหารช่างหลวง นาย ห.ฟ. เปลา เลขานุการส่วนตัว และนายร้อยโท ช.ท. คัมมินส์ นายทหารคนสนิท คุณหญิงออร์ด ได้ตามท่านเจ้าเมืองมาด้วย ตั้งแต่ออกจากเมืองสิงคโปร์มาแล้วไม่มีคลื่นลม นับว่าได้เดิรทางมาสดวก ในคืนวันที่ ๑๕ สิงหาคม เรือกลไฟท่านเจ้าเมือง ขึ้นไปถึงได้ทอดสมอใต้หัววาน


๒๒ ลงมาประมาณ ๔๕ ไมล์ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเลื่อนขึ้นไปที่ตำบลหัววานพบเรือหลวง ( ฝรั่งเศส ) สารถิ์และเรือเฟรลอง เรือหลวงสยามอิมเพรกนะบล ( ยงยศอโยชฌิยา ) เรือสยามสับปอรเตอร์ ( สยามู- ปสดัมภ์ ) เรือเจ้าพญา (ลำนี้ไม่ใช่เรือหลวง เปนเรือค้าขายของพระยาพิณสณฑ์เจ้าสัวยิ้ม ) เรือพระที่นั่ง ( อรรคราชวรเดช ) เรือปืนขนาดเล็กและเรืออื่น ๆ อิกหลายลำ เรือหลวง ( อังกฤษ ) สเตลไลต์ ในบังคับบัญชาของนายนาวาเอก เอดีย์ และเรือ กราสหอป-เปอร์ ในบังคับบัญชาของนายเรือเอก ฟิลปอต ก็ได้มาถึงในเช้ารุ่งขึ้น นายนาวาเอก เอดีย์ ซึ่งเดินทางจะไปเมืองฮ่องกงได้รับคำชักชวนของท่านเจ้าเมือง จึงแปรทางมาประสงค์ ให้มีเรือรบอังกฤษมาอยู่ด้วยในโอกาศนั้น เพื่อชักธงแสดงความยินดียิงสลุตตอบ สถานที่ซึ่งสร้างไว้เปนที่พักอาศรัยเปนที่ อยู่ริมหาดตอนหนึ่งซึ่งเปนที่ป่าไม้อยู่ก่อน มาแผ้วโก่นโค่นสร้างในคราวนี้แล้วปลูกพลับพลาแลทำเนียบเปนอันมากสำหรับข้าราชการต่าง ๆ ในราชสำนักแลแขกเมืองชาวยุโรปพักอาศรัย สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินประทับในค่ายหลวง ตำหนักที่ประทับทำด้วยไม้ชั่วคราวเปนตำ- หนัก ๓ ชั้น ด้วยธรรมเนียมไทยผู้มีศักดิ์ต่ำจะอยู่ในที่สูงกว่าไม่ได้ หรือในส่วนพระเจ้าแผ่นดินจะอยู่ในที่เสมอกันกับใคร ๆ ก็ไม่ได้ทำเนียบแห่งอื่นปลูกเปนเรือนชั้นเดียว แต่ยกพื้นในประดนสูงพ้นจากพื้นดินสัก ๓ ฟิตทุกหลัง ทำเนียบเหล่านี้สร้างด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก


๒๓ แทบทั้งหมด มุงด้วยจากบ้างใบตาลแห้งบ้างตามนิยมของประเทศทำเนียบหมู่หนึ่ง ก็มีรั้วทำด้วยกิ่งไม้อย่างเรียบร้อยล้อมรอบมิดชิดมองไม่เห็น และในบริเวณหรือลานทำเนียบมีโรงที่อยู่สำหรับคนใช้และบริวารเปนอันมาก ท่านเจ้าเมืองกับคณะที่มาด้วยมี นายพันตรี แมกแนร์ นายร้อยเอก มอยเสย์ กรมทหารช่างหลวง นายร้อยโท คัมมิน์สนายทหารคนสนิท นายนาวาเอก เอดีย์ นายเรือเอก ออสโบน กับนายทหารราชนาวีอังกฤษอื่น ๆ อิกหลายนาย ขึ้นบกเวลาเช้าวันที่ ๑๗ นั้น มีทหารกองปืนใหญ่สนามซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้มาจากกรุงเทพ ฯ ตั้งยิงสลุตรับ นายอัลบาสเตอร์ ผู้รั้งกงสุลของพระนางเจ้ากรุงเครตบริเตนประจำกรุงเทพ ฯ กับคณะพวกกงสุลแลข้าราชการสยามบางคนก็พากันมา ต้อนรับพาไปยังที่พักของท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกระลาโหม ( สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ช่วง บุนนาค ) หรืออย่างที่เรียกกันว่า อรรคมหาเสนาบดี ตามธรรมเนียมของชาวสยาม แขกเมืองต้องไปหาเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศก่อน ภายหลังจึงไปเยี่ยมอรรคมหาเสนาบดี ถ้าผู้นั้นมียศศักดิ์เพียงพอกันก็จะได้นำขึ้นเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แต่โดยเหตุที่เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ( พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๒ กรมขุนวรจักร ฯลฯ ) พักอยู่ห่างจากที่พักกระลาโหมไปไกล และด้วยความเอื้อเฟื้อของท่านกระลาโหม


๒๔ ท่านได้จัดการต้อนรับ เซอร์แฮรีออด เสียพร้อมกันทั้งสองท่านในเวลาเดียวณะบ้านที่พักของท่านสมุหพระกระลาโหม ท่านกระลาโหมผู้นี้มีอายุประมาณ ๕๕ ปี (ตามความจริง ๖๐ ปี ) รูปทรงออกจะเตี้ย ดวงตาคมมีสง่า อุปนิไสยใจฅอของท่านผู้นี้ เซอร์ยอนเบาริง ได้พรรณนาไว้ ในหนังสือเรื่องที่ เซอร์- ยอนเบาริง เปนราชทูตมากรุงสยามเมื่อ ( ค.ศ.) ๑๘๕๕ ซึ่งว่า " อัธยาศรัยในส่วนตัวของท่านอรรคมหาเสนาบดีนั้น น่าชม มาก ท่านเปนคนสำคัญที่สุดของคฤหบดีสกุลมหาศาลใน พระราชอาณาจักร เปนคนสำคัญที่ยกย่องพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์นี้ขึ้นครองราชสมบัติ ป้องกันความมุ่งหมายของ พระราชบุตรในรัชกาลก่อนมิให้สำเร็จได้ จึงได้ทรงพระ กรุณาตั้งแต่งให้เปนอรรคมหาเสนาบดี ท่านได้กล่าวกับ ข้าพเจ้าหลายครั้งหลายหนว่า ถ้าทางดำเนินการของข้าพเจ้า เปนไปเพื่อช่วยราษฎรให้หลุดพ้นจากความกดขี่บีบคั้น และให้ ประเทศพ้นจากการผูกขาดปิดประตูค้าแล้ว ท่านจะร่วมมือ ทำการด้วยข้าพเจ้า และถ้าข้าพเจ้าทำการไปสำเร็จ ชื่อ เสียงของข้าพเจ้าก็จักปรากฎไปตลอดยุคกาล ท่านได้แสดง ข้อเสียหายต่าง ๆ ให้ข้าพเจ้าฟังมิได้ปกปิดอย่างไร และ มักกล่าวด้วยวาจาไพเราะเฉียบขาด ถ้าท่านเปนผู้มั่นคงต่อ น่าที่จริงแล้ว ท่านก็เปนผู้ที่รักชาติ์อย่างเอกและมีปัญญา


๒๕ สว่างอย่างยิ่ง อันจะได้เคยพบปะในโลกภาคบูรพทิศนี้ " คำ ของเซอร์ยอนเบาริงนี้ จะกล่าวให้ถูกต้องยิ่งกว่าได้ โดยยาก ท่านกระลาโหมได้รับตำแหน่งบริบูรณ์ล่วงมา ๑๓ปีนับตั้งแต่เวลา ที่เซอร์ยอนเบาริงได้เขียนเรื่องที่อ้างนี้ ก็ต้องถือว่าท่านเปนผู้รักชาติ์อย่างสูงและเรืองปัญญา ท่านมีอำนาจสิทธิ์ขาดเพราะเปนที่ถูกพระอัธยาศรัยของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ทรงจัดทำสิ่งไรก่อนที่ท่านลงความเห็นพ้องด้วย ท่านก็ได้รักษาราชการบ้านเมืองอย่างพอดีพองามและด้วยความปรีชาสามารถ คอยเอาใจใส่ในเรื่องต่าง ๆ ทั้งสิ้นที่เปนไปในประเทศอื่น ๆ โดยเลอียด ท่านเปนผู้ผูกพันรักใคร่ชาวอังกฤษอย่างประจักษ์แจ้ง พูดภาษานั้นได้คล่องแคล่วมาก มีกิริยามารยาตรสุภาพ และตรงไปมาในที่ออกความเห็นของท่าน และแสดงวิริยะยอดยิ่งในเรื่องทำกิจธุระของมหาชน ท่านกระลาโหมเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศออกมาต้อนรับท่านเจ้าเมืองกับพวกในคณะ ณะปากทางจะเข้าไปบริเวณบ้านและนำเข้าไปในบ้าน จัดหาที่นั่งให้พวกที่มา เลี้ยงน้ำชาและเครื่องดื่ม ท่านเสนาบดีกับผู้ว่าราชการได้สนทนากันอยู่นาน รวางนั้นตระ เตรียมการที่พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จออกรับเจ้าเมือง กับพวกที่มาจากเมืองสิงคโปร์ มิศเตอร์ อัลบาสเตอร์ ผู้แทนกงสุลเปนผู้พูดภาษาไทยได้คล่องนั้นเปนล่าม แต่โดยมากท่านกระลาโหมตอบ ๔

๒๖ เซอร์แฮรีออด โดยไม่ต้องให้นาย อัลบาสเตอร์ช่วย เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศนั้นได้เข้าสนทนาด้วยน้อย เรื่องที่สนทนาหารือกันเลยไปถึงเรื่องอาวุธปืน ท่านกระลาโหมนำเอาตัวอย่างปืนสไนเดอร์ ปืนมอนต์สตอม และปืนที่บันจุท้ายอย่างใหม่อื่น ๆ ออกมา แสดงให้เห็นว่าตัวท่านเองเปนผู้ชำนาญในเรื่องกลไกของอาวุธเหล่านั้นได้ดี ในตอนนี้เปนครั้งแรกที่เราได้สังเกตเห็นการถือธรรมเนียมอย่างเคร่งครัดของชาวสยาม ในเรื่องผู้ที่มียศต่ำกว่าจะยืนอยู่ต่อหน้าผู้ที่มียศสูงกว่าไม่ได้ เพราะผู้น้อยทั้งหมดนั่งหรือหมอบอยู่กับพื้นและคนใช้เมื่อถือถาดน้ำเครื่องดื่มเข้ามาเลี้ยง ต้องเขยิบเลื่อนไปบนพื้นด้วยเข่า ( คลานเข่า ) เปนการแปลกอยู่ที่ได้เห็นกริยาอาการของชาวสยามเปลี่ยนได้ทันที เวลาเมื่ออยู่ภายนอกยังไม่ทราบว่าท่านผู้ใดอยู่ข้างใน ก็เดินไปมากันตามสบายใจ แต่พอเห็นท่านกระลาโหมเข้า พวกผู้น้อยก็ยอบตัวลงท่าคุกเข่าทันที ประสานมือไว้ตรงหน้าและก้มหน้าลงกับพื้น หมอบอยู่ตามบันดาศักดิ์ของตนนิ่งอยู่ ต่อเมื่อท่านพูดด้วย จึงตอบด้วยความเคารพและกราบกรานเช่นเดียวกัน แม้เมื่อจะออกไปโดยธรรมดาต้องลุกขึ้นเดินจะยืดตัวให้ตรงก็ไม่ได้ ต้องระวังตัวให้ยอบอยู่เสมอ


๒๗ เมื่อเจ้าเมืองสิงคโปร์รออยู่สักหน่อย ก็ได้รับคำบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกคอยต้อนรับอยู่ แล้วพวกเราก็พากันไปยังพลับพลาอันเปนพระราชวังชั่วคราว ตรงปากทางจะเข้าไปในบริเวณพระราชฐาน มีกองทหารเกียรติยศเข้าแถวกระทำคำนับ และเมื่อเข้าไปพระราชฐาน มีเจ้าพนักงานผู้ใหญ่สองสามนายออกมารับ แล้วพร้อมกับด้วยท่านกระลาโหม และเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศและในพวกคณะได้นำหน้าเราเข้าไปยังท้องพระโรง ห้องนี้เห็นจะยาวราว ๘๐ ฟิตและกว้าง ๓๐ ฟิต เปนด้านทางตวันออกของวัง ( พลับพลา) มีพระทวารสองข้าง กับทั้งมีพระทวารที่ตรงกลาง ทางด้านยาวซึ่งเปนทางที่ได้นำเราเข้าไปอิกช่องหนึ่ง เมื่อเข้าไปข้างในเห็นท้องพระโรงทั้งหมดเต็มไปด้วย ( ข้าราชการ ) ชาวสยามหมอบอยู่กับพื้น มือ ( ประสาน ) ตรงไปทางพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเสด็จประทับอยู่บนพระเก้าอี้อันตั้งอยู่บนราชบัลลังก์ ยกขึ้นสูงจากพื้นราว ๓ ฟิต และใกล้ชิดกับพระทวารทางที่จะเข้าไปข้างในของวัง ( พลับพลา ) ที่ยกพื้นกับรั้วลูกกรงทั้งเสาและผนังห้องพระโรงดาดด้วยผ้าสีแดง และทางเบื้องพระหัดถ์ขวาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน มีโต๊ะเล็กเต็มไปด้วยหีบทองและภาชนะบันจุพระศรี พระโอสถ พระสุธารศ และสิ่งเครื่องราชูประโภคต่าง ๆ ทางในรวางพระทวารน่าและที่ประทับกันไว้ เปนช่องว่างสำหรับแขกเมือง


๒๘ เฝ้าและ ๒ ข้างช่องนี้ในระยะประมาณครึ่งทาง ท่านเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งสองท่านหมอบเฝ้าอยู่ ตามแบบประเพณีของพระราชฐาน ตำแหน่งที่เฝ้าของแขกเมืองอยู่ในแถวรวางข้าราชการเหล่านี้ เพราะไม่ยอมอนุญาตให้ใครเข้าใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ยิ่งไปกว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพระองค์ ด้วยประเพณีเปนฉนี้ พวกเราจึงหยุดอยู่ที่นั้น แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดกวักพระหัดถ์ทันทีให้ เซอร์แฮรีออด เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ และเมื่อพระราชทานพระราชหัดถ์มาสัมผัสแล้ว รับสั่งให้พวกของ เซอชแฮรีออด เข้าเฝ้าถวาตัวต่อไป เจ้าพนักงานผู้หนึ่งเรียกว่าสนองพระโอษฐ์ของพระเจ้าแผ่นดิน ก็ดำเนิรเรื่องกราบทูลเบิกด้วยเสียงดังถึงเรื่องราวและความประสงค์ของท่านผู้ว่าราชการที่มาเฝ้า แต่ต่อมาสักครู่ พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งว่าพอแล้ว และตรัสเปนภาษาอังกฤษว่า พระองค์ทรงพระราชหฤทัยที่ได้ทรงต้อนรับผู้ว่าราชการเมืองสิงคโปร์ และรับสั่งถึงทางพระราชไมตรีอันมีอยู่อย่างสนิทสนมในรวางประเทศของพระองค์และ ประเทศเครตบริเตนแลมีพระราชหฤทัยหวังว่าพระราชไมตรีนี้คงถาวรอยู่สืบไป เมื่อจบกระแสพระราชดำรัสแล้ว พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงจากพระที่นั่ง ประทับยังพระที่อิกแห่งหนึ่ง ( คือ เกย ) ซึ่งยกขึ้นไว้นอกพระราชสถานน่าพระทวารทางเข้า ทรงพระกรุณาฯโปรดให้ช่างถ่ายรูปที่เราพามาด้วยทั้งกล้องถ่ายรูป ๑ ครั้นเสร็จการ

๑ คือ รูปที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้

(ผ.ท.บ.) พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายที่น่าพลับพลาที่หว้ากอ วันเสด็จออกรับ เซอแฮรี่ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ปีมโรง พ.ศ. ๒๔๑๑






๒๙ เฝ้า ฯ แล้ว เมื่อจะกราบบังคมทูลลามา ก็มีพิธีอย่างเดียวกันกับเมื่อเข้าเฝ้า แล้วพระเจ้าแผ่นดินทรงแสดงพระราชประสงค์จะให้ท่านผู้ว่าราชการเข้าเฝ้าเปนพิเศษในตอนเย็นวันนั้นด้วย ครั้นเฝ้าแล้ว เราก็มายังทำเนียบซึ่งได้จัดเตรียมไว้สำหรับพวกเราพัก ได้พบคุณหญิง ออด และ นายเปลา ซึ่งขึ้นบกมาภายหลังเราในเวลาไม่ช้านักคอยอยู่ที่ทำเนียบแล้ว ทำเนียบที่พักนี้ยาวประมาณ ๑๔๐ ฟิต และ กว้าง ๕๐ ฟิต เปน ๒ หลังโดด หลังใหญ่มีห้องโถงอยู่กับพื้น อาจจุคนในเวลาเลี้ยงกันได้ ๔๐ หรือ ๕๐ คน และ ๒ ข้างยกพื้นขึ้นสูงประมาณ ๓ ฟิต ทำเปนห้องเล็ก ๆ เปนแถว เบ็ดเสร็จด้วยกัน ๑๒ ห้อง สำหรับเปนที่พักอาศรัยของพวกผู้ว่าราชการ มุมสุดเปนสถานที่เล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีห้องนอน ๒ ห้องและห้องแต่งตัว ๒ ห้อง มีรเบียงเปนห้องนั่งเล่นสำหรับรับแขกได้สบาย เรือนตอนนี้ตีฝาและยกพื้นด้วยไม้จริงนอกนั้นทำด้วยไม้ไผ่ซีกทั้งสิ้น เมื่อผู้ว่าราชการมาถึง พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ข้าราชการสยามกับนายเล่าพ่อยิ้ม ( ที่จริงเปนคนเดียวกัน ) ซึ่งรับน่าที่จัดอาหารเลี้ยงแขกเมือง มาคอยรับรองและแจ้งให้ท่านเจ้าเมืองทราบว่า ถ้าต้องการโต๊ะสำหรับเลี้ยงมากน้อยกี่คนสุดแล้วแต่จะเชิญมา จะได้จัดหามาให้ตามเวลาที่กำหนดไว้ และแสดงความหวังว่าคงไม่มีอะไรขาดเหลือใน การปฏิบัติเพื่อให้ท่านเจ้าเมืองและ


๓๐ พวกได้รับความสบาย แล้วนำเอาพ่อครัวฝรั่งเศสเข้ามาให้รู้จักพร้อมด้วยชาวอิตลี ๑ คน และลูกมือชาวเมืองอิกหลายคน ซึ่งได้รับคำสั่งให้คอยระวัง ปฏิบัติความประสงค์ทุกอย่างของพวกแขกเมืองที่มา และการเลี้ยงดูได้จัดหามาเลี้ยงอย่างฟุ่มเฟือยบริบูรณ์ บรรดาของอร่อยที่อาจจะหามาถึงแถบประเทศแถวนี้ก็ได้พยายามสืบเสาะหามาจากเมืองสิงคโปร์และกรุงเทพ ฯ และการทำกับเข้าก็ทำอย่างประณีต มีทั้งเหล้าและน้ำองุ่นต่าง ๆ น้ำแขงก็บริบูรณ์ อาจจกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่ต้องการอิก นายนาวาเอก เอดีย์ กับนายทหารเรืออิกหลายนาย นายอัลบาศเตอร์ และนางอับาสเตอร์ นางแคมบ์เบล ภรรยาหมอในสถานกงสุลกับทั้งพวกคณะกงสุลก็ได้มาเข้าพวกด้วยอย่างสนิทสนมกับพวกเรา แท้จริงพวกที่มา ไม่มีใครได้นึกคาดว่าจะได้พบที่พักอาศรัยอันอุดมเช่นนี้ในป่าแห่งประเทศสยามเลย วันที่ล่วงไปวันนั้นเปนเวลาจัดเตรียมการที่จะดูอุปราคาในวันรุ่งขึ้น และท่านเจ้าเมืองได้รับเยี่ยมจากท่านกระหลาโหมและข้าราชการสยามผู้ใหญ่ในแผ่นดิน ในวันนั้นเมื่อเวลาค่ำประมาณ ๙ ล.ท.ท่านเจ้าเมืองกับพวกที่มาด้วยทั้งชายหญิง ทั้งหมดได้รับเชิญให้ไปที่ค่ายหลวง เมื่อไปถึงตรงทางที่จะเข้าในท้องพระโรง พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดเสด็จออกมาทรงต้อนรับ และทรงพาเข้าไปในพระห้องที่เฝ้ารโหฐานแห่ง ๑ ทรงแนะนำให้รู้จักกับข้าราชการฝ่ายในและพระองค์เจ้าหญิงซึ่งยังทรงพระเยาว์

๓๑ ในขณะนี้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระมเหษี พระมเหษีพระองค์ก่อนได้ สิ้นพระชนม์เสียเมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๒ และแม้พระเจ้าแผ่นดินจะมีบาทบริจาริกาเปนอันมาก ก็ยังไม่มีใครที่ได้ทรงยกย่องตั้งขึ้นในตำแหน่งพระมเหษี ส่วนพระราชกุมารและพระราชกุมารีมีจำนวนในรวาง ๖๐ หรือ ๗๐ พระองค์ ที่ทรงพระชนม์พรรษาแก่กว่าทั้งหมด ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี มีพระชนมายุในราว ๑๖ พรรษาทุกพระองค์ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์มีพระชนมายุราว ๑๕ พรรษา ย่อมเปนที่เข้าใจกันว่า พระองค์นี้จักได้เปนผู้สืบราชสมบัติ ด้วยเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ แต่ก็ยังไม่แน่ทีเดียวว่าเปนเช่นนั้น เพราะในกรุงสยามแม้จะถือกันว่าพระราชโอรสผู้เปนมกุฎราชกุมารเปนทายาท ที่จะสืบพระราชวงศ์ก็ดีแต่ใช่ว่าตำแหน่งจักตกแก่พระราชโอรสพระองค์ ใหญ่เสมอไปหามิได้ พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะทรงเลือกตั้งแต่งใครเปนรัชทายาทของพระองค์ก็ได้ ถึงกระนั้นที่พระองค์จักทรงกระทำไปโดยขัดต่อความนิยม ของข้าราชการผู้เปนมุขมนตรี ก็ไม่ได้ มีตัวอย่างเช่นครั้งพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่ล่วงแล้วมา ( หมายว่ารัชกาลที่ ๓ ) มีพระราชประสงค์จะให้พระราชบุตรของพระองค์เปนผู้รับราชสมบัติ แต่พวกสกุลใหญ่ของท่านผู้สำเร็จ


๓๒ ราชการแผ่นดินทั้ง ๒ (คือ สมเด็จพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ์ ) ได้ขัดต่อการที่จะทรงตั้งแต่งนั้น และพระเจ้าแผ่นดินปัจจุบันนี้อันเปนรัชทายาทแท้ของพระราชบิดาของพระองค์ก็ได้ ( ขึ้นรับราชสมบัติ ) แทนที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลก่อนได้ทรงมุ่งหมายไว้ โดยมิได้เกิดการจลาจลอย่างไร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เปนพระราชกุมารที่ทรงพระปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งนัก พระรูปทรงสูงแลท่วงทีกล้าหาญเกินแก่พระชนมายุ ส่วนพระเจ้าลูกเธอพระองค์หญิง ๓ พระองค์ ที่มีพระชนมายุสูงกว่าก็ทรงพระโฉมศุภลักษณ์ เสียแต่เสวยหมากถ้าไม่ย้อมพระทนต์ (ให้ดำ ) ตามธรรมเนียมของชาวสยาม แล้วต้องชมว่าเปนสัตรีที่ทรงกัลยาณีเลิศลักษณทีเดียว พระกิริยามารยาตรก็น่าชมและตรัสภาษาอังกฤษได้ทุกพระองค์ แท้จริงพระราชโอรสพระราชธิดาโดยมากตรัสภาษาอังกฤษได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงจัดหาพระพี่เลี้ยงเปนชาวอังกฤษไว้ เมื่อได้ทรงแนะนำให้ท่านเจ้าเมืองกับพวกผู้หญิงรู้จัก กับฝ่ายในแล้ว โปรดให้พวกเรานั่งลงรอบโต๊ะที่กลางห้อง พระราชทานเลี้ยงน้ำชากาแฟและขนมหวาน เมื่ออยู่ได้สักครึ่งนาฬิกาพวกเราก็ลงจากห้อง ( ซึ่งอยู่บนชั้นสูงของวัง พลับพลา ) กลับออกมายังท้องพระโรงซึ่งมีการเต้นรำ ( ระบำ ) วิธีออกจะคล้าย


๓๓ คลึงกับเต้นรำนัจ ( นฤตย์ ) ในอินเดีย ผู้เต้นรำเปนสัตรีรุ่น ๆ ของหลวงหลายคนแต่งตัวอย่างวิจิตร และได้รับความฝึกฝนพิเศษสำ- หรับการนี้ ดนตรีใช้เครื่องของสยาม มีขลุ่ยกลองกระจับปี่ชนิดหนึ่งอย่างกระจับปี่คีตา ( เห็นจะเปนจะเข้ ) และเครื่องดนตรีทำด้วยไม้แผ่นแบน ๆ ตีด้วยไม้เปนปุ่มเสียงดังฟังก็เพราะดี ( ระนาด ) ประมาณ ๑๑ ล.ท. พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานโอกาศให้พวกเรากราบบังคมลากลับมา รุ่งเช้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม เปนวันที่จะมีสุริยอุปราคา แต่ถ้ามีเมฆปรากฎก้อนหนามาทาง ทิศตวันตกเฉียงใต้ และเปนอย่างนี้เรื่อยมาไม่ขาดจน ๙ นาฬิกา ก็มีฝนตกลงมาประปรายดวงอาทิตย์ซึ่งขึ้นอยู่ถึงเวลานี้พยับมัวทีเดียว และอากาศก็ออกจะปรวนแปรมาก จนนึกกันว่ามีความหวังน้อยในที่อากาศอาจจะเปลี่ยนไปอย่างใดอย่างหนึ่งได้ก่อนเที่ยง แต่อย่างไรก็ดี ล่วงมาประมาณนาฬิกา ๑ ก็มีลมพัดมาทางทิศตวันตกเฉียงใต้แรงขึ้น ถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ๕ นาที สังเกตเห็นเมฆเกลื่อนออกจากกันทีละน้อย ๆ ไปทางด้านตวันตก ต่อมาไม่ช้าอากาศทางด้านนั้นเริ่มแจ่มกระจ่างขึ้น และถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๕ นาที ดวงอาทิตย์ซึ่งแต่แรกบดบังหมดดวงก็สว่างจ้า แต่ขณะนั้นอุปราคาจับขอบทางตวันตกไปเกือบส่วนหนึ่งของขนาดกว้างแห่งดวงอาทิตย์แล้ว เพราะฉนั้นเราไม่สามารถจะจดเวลาแท้ที่อุปราคาเริ่มจับ ซึ่ง ๕

๓๔ คาดไว้ว่าจะจับในเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔ นาที อากาศแต่นั้นมาค่อยปรกติ เมฆที่ลงมาต่ำหรือเมฆฝน ( นิมบัส ) ก็สูญหายไปหมด และอากาศตอนส่วนสูงสุดในท้องฟ้าก็แจ่มสว่าง แต่เห็นเมฆบางตอนที่เหนือขอบฟ้าขึ้นมา ๓๐ องศา เปนชนิดมีสัณฐานปุยยาวและเปนก้อนโต ( เฟอร์รูสกุมุลัส ) เพราะฉนั้นแสดงให้เห็นเปนที่พอใจว่า อย่างน้อยอากาศคงจะแจ่มอยู่อิกนาน เครื่องมือที่พวกเราพอจะหาเอามาได้ คือ กล้องส่องดูไกลชนิดของคันแคน มีปากช่องกว้าง ๔ นิ้ว หนึ่งกล้อง กล้องส่องดูไกลที่ฉายกลับ มีปากช่องกว้าง ๓นิ้ว กับมีแรงฉายดูได้ ไกลกว้างขวางหนึ่งกล้อง เครื่องกำหนดความหนักเบาของอากาศ ( พาโรเมตร ) สำหรับเขาอย่างประณีตหนึ่งเครื่อง เครื่องอันนิ- รอยด์พาโรเมตรอย่างดีที่สุด ๒ เครื่อง เครื่องวัดความหนาวร้อนขนาดต่าง ๆ กัน ๓ เครื่อง และนาฬิกาอย่างเดินเที่ยงตรง ๑ เรือน น่าที่ซึ่งกะให้ ในคณะส่วนฝ่ายอังกฤษ คือ นายพันตรี แมก-แนร์ กรมทหารปืนใหญ่หลวง เปนผู้ตรวจดูผลของอุปราคาในเวลาใกล้จะหมดดวง หรือถ้าสามารถก็ให้สาวหาสิ่งที่ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า ตามที่เรียกว่า เบลลีเบกส จะมีหรือไม่ และให้พรรณ- นาเรื่องสำหรับคราวประชุมของสมาคมดาราศาสตร์ นายร้อยเอก มอยเสย์ กรมทหารช่างหลวง มีน่าที่สำหรับจดเวลาและน่าที่กะ

๓๕ วัดเครื่องวัดอากาศตลอดเวลาอุปราคา ท่านเจ้าเมืองเองส่องกล้องดูไกลสองตา ตรวจดูสัณฐานและตำแหน่งของรัศมีที่เปนลำพุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอาจ เห็นด้วยตาได้และเวลาที่ปรากฎเห็น ส่วนพวกในคณะนอกนั้นรับธุระสังเกตดูผลต่าง ๆ อันจักปรากฎขึ้นเนื่องด้วยอุปราคาในทางอากาศทางทเลและประเทศที่ใกล้เคียง โอกาศครั้งแรกที่สุดที่ได้กำหนด คือ สังเกตดูจุดดำในดวงอาทิตย์ซึ่งได้สังเกตเห็นในเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๕ นาที ดังแสดงไว้ในแผนที่แล้ว การกะจดเครื่องวัดอากาศซึ่งได้เริ่มจดเปนระยะละ ๑ ชั่วนาฬิกา เริ่มตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ขึ้น ก็ได้จดทุก ๆ ชั่ว ๑๐ นาทีตั้งแต่เวลาสุริยอุปราคาจับครั้งแรก กับได้ตกลงไว้ก่อนน่ากับหมอ ลองฟิล์ด ประจำ ร.ร.ล. เสตลไลต์ ให้เปนผู้จดขนาดความหนาวร้อนของอากาศน้ำทเลตลอดเวลาอุปราคา เพลา ๑๐ นาฬิกา ๑๐ นาที หรือก่อนอุปราคาจะจับหมดดวง ๒๐ นาที สังเกตเห็นได้ชัดมากถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งสีท้องฟ้าในด้านทิศใต้ ซึ่งเดิมเปนสีน้ำเงินใส ได้เปลี่ยนเปนสีม่วงแก่แล้วแปรเปนสีตะกั่วแก่ และมีเมฆชนิดมีสัณฐานเปนก้อนใหญ่ซึ่งแตกออกจากกันหลายก้อนในทางนั้น ลอยเด่นอยู่ข้างบน ต่อมาสักครู่ ขณะเงามืดของดวงจันทร์ค่อยบดบังดวงอาทิตย์หรือในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๐ นาที ท้องฟ้าทั้งหมดก็ดำคล้ำลงและวัตถุ


๓๖ ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ไกลก็ปรากฎรูปมัวลง ทเลก็เปลี่ยนจากสีเขียวเปนสีม่วงแก่ และเรือกำปั่นซึ่งทอดอยู่ห่างจากฝั่งในระยะ ๓ ไมล์ก็เห็นไม่ได้ชัด เครื่องวัดอากาศในบัดนี้ลดลงได้ ๖ องศาจากขนาดความหนาวร้อนของอากาศ รู้สึกอากาศเย็นอย่างประจักษ์ด้วยกันทุกคน เวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๕ นาที มีความมืดจัด วัตถุที่อยู่บนบกแต่ไกลแทบสังเกตไม่ได้ ต้นไม้ในที่ใกล้บ้านก็มืดเปนก้อนดำ ดวงดาวก็ปรากฎขึ้นทางสูงสุดของขอบฟ้าทางโน้นทางนี้ เรือกำปั่นในทเลก็หายไปมองไม่เห็น ในเวลาดวงอาทิตย์มืดหมดซึ่งปรากฎในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๐ นาที มีความมืดมากจนรูปหน้าคนซึ่งอยู่ในระยะ ๒-๓ ฟิตก็สังเกตไม่ได้ และการคาดคเนระยะทางว่าใกล้ไกลเพียงไรก็ดูเหมือนหมดไปด้วย เครื่องวัดอากาศก็มองดูไม่เห็น นอกจากมีแสงไฟส่องให้ใกล้ ท้องฟ้ามีดาว-พราวเหมือนในเวลาสนธยาอย่างจัดแห่งราตรี นายพันตรี แมกแนร์ ได้คอยสังเกตอย่างลเอียดดูขอบพระจันทร์ค่อยล้ำเข้าในมณฑลดวงอาทิตย์จนมืดหมดดวง และไม่สังเกตเห็นว่าขอบดวงจันทร์ หรือขอบดวงอาทิตย์ จะหลุดเลื่อนออกเปนดวงสว่างเล็ก ๆ อย่างที่ นายเบลลี ได้พรรณนาไว้ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๒๘ นาที ๓๐ วินาที นายพันเอก แมกแนร์ ได้เห็นรัศมีเปนลำพุ่งออกมาจากขอบดวงจันทร์ ๒ แห่งเข้าไปยังขอบดวงอาทิตย์อย่างชัด ดังได้แสดงไว้ในแผนที่ แต่รัศมีเปนลำพุ่งออกมา


๓๗ นี้ปรากฎอยู่ไม่นานกว่า ๒ หรือ ๓ วินาที แสงอาทิตย์ซึ่งเปนรูปแหว่งแคบ ๆ เล็ก ๆ ก็เห็นเปนเส้นเดียวตลอดเรื่อยไปจนแสงสว่างของอาทิตย์ครั้งหลังที่สุดได้หมดไป การสังเกตในตอนนี้ อย่างที่ได้ตกลงกันมาแต่แรกแล้วท่านเจ้าเมืองเปนผู้รับธุระ ท่านได้สังเกตเห็นเหมือนดวงอาทิตย์มืดหมดดวง มีรัศมีสว่างปรากฎขึ้นโดยรอบดวงจันทร์ มีรัศมีเปนลำพุ่งออกมาด้วยเปนสีแดงจัด สว่างอยู่เสมอตรงที่ ( ก ) ดังแจ้งไว้ในแผนที่ต่อท้ายนี้ แทบอยู่ในเส้นสูนย์ของดวงจันทร์เมื่อดูจากทิศใต้ ตรง ( ข ) มีแสงเปนเส้นสีคล้ายคลึงกัน ในเบื้องสุดนั้นไม่ประจักษ์ชัดเจนเหมือนอย่าง ( ก ) นัก รัศมีที่เปนลำพุ่งออกมาเหล่านี้ ดูเหมือนจะพุ่งออกมาจากดวงจันทร์เข้าไปในรัศมีที่ล้อมรอบ เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๑ นาที คือ ล่วงมาสักนาที ๑ รัศมีที่เปนลำพุ่งออกมาที่ ( ก ) ลดขนาดความยาวลงบ้างเล็กน้อยแต่ออกจะดำจัดที่ ( ข ) มีรูปชัดดีกว่าแลดูเหมือนจะปรากฎอยู่นานกว่า แต่สังเกตไม่เห็นแปรสี ถึงตอนนี้สังเกตเห็นว่ามีแสงดำคล้ำพุ่งออกมาจาก มณฑลดวงจันทร์หลายแห่งแผไปใน ระยะที่ว่างไกลมาก แลดูเหมือนเปนอะไรดูไม่ชัด คล้ายกับเงา ฉายเข้าไปในระยะที่ว่าง ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้สิ่งหนึ่งตลอดเวลาอุปราคาก็เพราะด้วยมีเวลาปรากฎอยู่นานเท่านั้น คือที่ ( ข ) เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๒ นาที ความยาวที่ ( ก ) ลดลง เบื้องสุดของ ( ข )


๓๘ ก็กำหนดได้ชัดขึ้น ( ข ) มีอาการเปลี่ยนแปลงก็แต่น้อย เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๓ นาที ( ก ) สูญหายไป ( ข ) ลุถึงความเต็มเปี่ยมเปนที่สุด ก็เริ่มลดหายไปในรวางระยะเวลานั้น ( ข ) ถ้าจะเปลี่ยนไปบ้าง ก็ได้ทวีขึ้นเล็กน้อย เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๔ นาที ( ข ) ยังคงลดถอยลงอิก และสังเกตดูเหมือนว่าเข้าไปติดฝังอยู่กับดวงจันทร์ อันเปนรูปที่สังเกตไม่เห็นในเวลา ( ก ) หายไป ( ข )ยังอยู่อย่างเดิม ตรง ( ค ) รัศมีที่เป็นลำพุ่งออกมาซึ่งคู่กับ ( ก ) อย่างชัด ตรงที่เส้นสูนส์ได้แตกออกคล้าย ( ก ) มาก แต่ความยาวออกจะน้อยและเปนสีจาง แท้จริงขาดความสว่างเรืองความลึกแลความแปรสี ซึ่งมีปรากฎอยู่ที่ ( ก ) เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๕ นาที ( ข ) ยังคงลดถอยลงอิก และที่เข้าไปฝังอยู่ในดวงจันทร์ก็ออกลึกลง ( ข ) ลดลงแต่มีส่วนน้อย ส่วน ( ค ) ดูเหมือนจะทวีขึ้นแต่ว่าน้อยนัก และไม่ถึงขนาดอย่างที่สุดของ ( ก ) สักเวลาเดียว สีของ ( ข ) ดูไม่แปร คล้าย ( ค ) มากกว่า ( ก ) ตลอดไป รวางนี้ นายอัลบาสเตอร์ รั้งกงสุลประจำกรุงสยามก็ได้เฝ้าตรวจดูดวงอาทิตย์ด้วยกล้องดูไกล ๒ ตา ผลที่ได้สังเกตไว้ เมื่อเทียบกันดูเหมือนจะตรงกันในข้อใหญ่ที่ท่านเจ้าเมืองได้สังเกตไว้ แต่นายอัลบาสเตอร์ คิดว่ารัศมีที่เปนลำพุ่งสออกมาที่ ( ข ) ไม่สว่างเรืองเท่ากับ ( ก ) เมื่อเห็นในตอนแรก มีสีเหลืองประจักษ์แจ้งมาก นายอัลบาสเตอร์ เห็นว่าริมขอบปราฎกชัดเด่น


๓๙ กว่ารัศมีมีที่เปนลำพุ่งออกมาอื่น ๆ แลดูเหมือนจะพุ่งออกมาจากดวงจันทร์คล้ายกับเขาสัตว์สั้น ๆ ที่เปนสี นายแคนเนดี แห่งสถานกงสุล ซึ่งเปนผู้สังเกตดูอุปราคาด้วยเหมือนกัน ยืนยันการสังเกตตรวจดูเหล่านี้เกือบทุกอย่าง แต่นายแคนเนดี สังเกตว่า ( ค ) เมื่อปรากฎในตอนแรกเปนสีเขียวจัด ซึ่งค่อยเปลี่ยนเปนสีเนื้อคนอย่างอ่อน ลักษณอันนี้ที่ นายพันตรี แมกแนร์ และผู้อื่นก็ได้สังเกตเห็นด้วย เปนที่น่าเสียใจมาก ที่เราไม่มีเครื่องโปลาริสโคปหรือเครื่องอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับพิสูจน์แสงสว่าง ที่ฉายพุ่งลงมาถึงพิภพใน รวางอุปราคาหมดดวง อาศรัยแต่กล้องส่องชนิดแก้วสามเหลี่ยมอย่างธรรมดา จึงสังเกตได้ว่าแสงสว่างในเวลา ๑๐ นาฬิกาที่ฉายเข้ามาในกระจกสามเหลี่ยมของกล้องส่องเปนสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว รวางอุปราคาจับหมดดวงเปนสีแดงอย่างเดียว สีจำปา ( โอเรนช์ ) และสีเหลืองก็อาจสาวเห็นได้บ้าง แต่บางทีก็ไม่ควรจะยึดถือตามความสังเกตนี้ อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี้กินเวลาได้ ๖ นาฑีกับ ๔๕ นาฑีแล้ว ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัด รัศมีที่อยู่รอบดวงและรัศมีที่เปนลำพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที


๔๐ การที่ดวงอาทิตย์กลับปรากฎขึ้นอิก ก็ได้คอยสังเกตดูอย่างถี่ถ้วนโดยใช้กล้องส่องขนาดใหญ่ แต่ถึงพิจารณาลเอียดที่สุดก็ไม่สามารถพบเห็นอไรแปลกพิเศษในดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ในเวลานั้น เรามีความเสียใจไม่สามารถสาววิถีของเงาแห่งอุปราคา เพราะแม้จะไปทางด้านตวันตกก็เห็นที่ขอบฟ้าเพียงเล็กน้อย แม้กระนั้นทางด้านตวันออกอากาศจะได้โปร่งและแจ่ม และเปนการแปลกที่ไม่สังเกตเห็น แต่นี้อุปราคาก็เริ่มคลาย และคลายไปจนโมกขบริสุทธิ ในเวลา ๑ นาฬิกา ๓๗ นาฑีกับ ๔๕ วินาฑี ในเย็นวันนั้น พวกเราพากันมีความแปลกใจด้วยได้รับข่าวอย่างปัจจุบันทันด่วนว่า พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระกรุณาโปรดเสด็จมาทรงเยี่ยมตอบท่านเจ้าเมือง ท่านกระลาโหมซึ่งดูเหมือนจะได้รับข่าวเรื่องมีพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในเวลาอันน้อยอย่างเดียวกับ เซอแฮรีออด และตกตลึงมากเหมือนกับพวกเราในข้อที่ทรงประพฤติ แปลกจากธรรมเนียมประเพณีของชาวสยามนี้ ก็เข้ามาอยู่ด้วยกับผู้ว่าราชการเพื่อคอยรับเสด็จ ไม่มีเวลาจะจัดเตรียมการอย่างไรได้ และพวกเราก็จำเปนต้องแต่งตัวอยู่อย่างธรรมดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาถึงเวลา ๕ ล.ท. ทรงพระเก้าอี้หรือแท่นสั้นมีคนหาม ๘ คน ( พระราชยาน )


๔๑ เสด็จประทับไคว่พระบาททางข้างน่า ( ขัดสมาธิ์ ) มีพระเจ้าลูกเธอเล็ก ๆ ๒ พระองค์ประทับสองข้าง แตร ๑ วงและกองทหารเกียรติยศ ๑ กองมีปืนใหญ่ภูเขา ๒ บอกนำเสด็จ สองข้างมีเจ้านายหลายพระองค์ทรงพระดำเนิรด้วยพระบาทตามเสด็จ กับมีพระเจ้าลูกเธอโดยเสด็จด้วยรถหลายพระองค์ มีข้าราชการและบริวารเปนอันมาก ที่ตรงทางจะเข้าทำเนียบ ได้จัดตั้งพระเก้าอี้ไวแต่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเลยเข้าไปในทำเนียบทีเดียว เสด็จพระราชดำเนิรไปยัง ห้องของผู้ว่าราชการตอนมุมเรือนชั้นบนและเสด็จประทับในที่รวาง เซอ แฮรี กับคุณหญิง ออด ข้าราช-การในราชสำนักก็หมอบเฝ้ากันอยู่บนพื้นต่ำ เว้นแต่ท่านกระลาโหมนั้น ( เอกเขนก ) ตะแคงอย่างเคารพอยู่ ณะคั่นบันไดข้างล่างที่จะขึ้นไปยังพื้นเรือนที่ยกไว้ พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชหฤทัยยินดี ด้วยทรงคำนวณเวลาอุปราคาได้ถูกต้องแน่นอน มีรับสั่งสนทนาอยู่นาน ตรัสเปนภาษาอังกฤษ ทรงแสดงความหวังพระราชหฤทัยว่าท่านเจ้าเมืองคงพอใจในการที่มาคราวนี้ และการที่ต้อนรับจะบริบูรณ์ทุกอย่าง ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอเล็ก ๆ นั้นสาลวนเพลินด้วยทอดพระเนตรสมุดรูปถ่าย เมื่อเสด็จประทับอยู่สักครึ่งหนึ่งนาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนิรกลับ ได้มีรับสั่งให้พวกเราไปเฝ้าใน เย็นวันนั้นเพื่อดูลครอิกครั้งหนึ่ง ๖


๔๒ ครั้นเวลาค่ำประมาณ ๑๐ นาฬิกา ท่านเจ้าเมืองกับพวกในคณะจึงพากันไปยังพลับพลา พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกอยู่แล้วประทับทอดพระเนตรลครชนิดหนึ่ง ซึ่งสัตรีรุ่น ๆ แต่งตัวอย่างฉูดฉาดมากเปนผู้เล่น ค่ำวันนี้มีนายทหารเรือรบฝรั่งเศสและพวกฝรั่งเศสผู้มาตรวจสุริยอุปราคาเฝ้าด้วยหลายนาย กับทั้งชาวยุโรปที่รับราชการในรัฐบาลสยามด้วยหลายคน มีกัปตันบุช เจ้าพนักงานประจำตำแหน่งเจ้าท่ากรุงเทพ ฯ กัปตัน วัลรอนด์ ผู้บังคับการเรือรบหลวง อิมเปรกนะ ( ยงยศอโยชฌิยา ) สวมเครื่องแบบคล้าย คลึงกับราชนาวี ( อังกฤษ ) มาก ลครที่เล่นวันนี้ดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินพอพระราชหฤทัยมาก เล่นจับรบำชนิดหนึ่ง รำให้เข้ากับจังหวะดนตรีของประเทศดังได้กล่าวไว้แล้ว นอกจากดนตรีวงนี้พระเจ้าแผ่นดินยังมีแตรวงอย่างดีแบบยุโรปวงหนึ่ง และท่านกระลาโหมก็มีวงหนึ่ง ซึ่งท่านมีความเอื้อเฟื้อจัดส่งมาเล่นในเวลาพวกเรากินอาหารตอนเย็นในวันต้นที่เรามาถึง และได้เล่นเพลงเต้นรำและเพลงขับได้อย่างน่าชมที่สุด เมื่อดูลครได้สักครู่ พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้เรียกผู้เปนตัวลครเล่นต่าง ๆ เข้ามาใกล้ แล้วทรงอธิบายถึงลักษณะตัวเรื่องประทาน เซอ แฮรี ออด ทรงแจ้งว่าผู้เล่นเปนใครด้วยทุกคราวไป เปนการแปลกอยู่ที่ได้ทราบว่าผู้ที่เล่นนั้นโดยมากเปนธิดาของผู้ว่าราชการหัวเมืองต่าง ๆ และธิดาข้าราชการ


๔๓ ของพระเจ้าแผ่นดิน ธรรมเนียมเมืองไทยดูเหมือนบุตรหญิงเขาไม่ถือกันว่ามีราคาค่างวดอะไรนัก และจะยินดีที่จะปล่อยปละไปให้พ้นเสียได้ โดยเอาเข้าไปฝากไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระเจ้าแผ่นดินโปรดการมโหรสพเหล่านี้ ในวิธีรำดูเหมือนพระองค์ทรงชำนิชำนาญจริง ๆ และเราได้ทราบว่า บางคราวพระองค์ทรงสำราญพระราชหฤทัย เสด็จประทับทอดพระเนตรอยู่จนดึกดื่น ในคราวนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับว่าพระองค์มีความเหน็ดเหนื่อยด้วยราชกิจที่ได้ทรงกระทำเมื่อตอนกลางวัน ที่ทอดพระเนตรอุปราคาและพระราชทานโอกาศให้เรากราบถวายบังคมลามาแต่หัวค่ำ ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๑๗ สิงหาคม มีพระบรมราชโองการ ให้พวกเราไปยังพลับพลา ได้พยายามฉายพระบรมรูปและรูปพวกในคณะผู้ว่าราชการไว้อิก เพื่อเปนที่รฦกในการที่ได้มานี้ แต่เครื่องถ่ายชำรุด ความพยายามแห่งคนฉายรูปของเราในคราวนี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์เหมือนคราวอื่น ๆ แล้วพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ เซอ แฮรีกับคุณหญิง ออด เข้าไปลาข้าราชการฝ่ายใน พระเจ้าแผ่นดินเสด็จทรงนำไป นายนาวาเอก เอดีย์ และนายพันตรี แมกแนร์

๑ ตัวลครที่เซอแฮรีออดกล่าวถึงนี้ เปนลครชั้นเด็กในเวลานั้น ที่ว่าเปนธิดาข้าราชการหัวเมือง คือเจ้าจอมมารดาแสงรัชกาลที่ ๔ ธิดาพระยาไชยวิชิต (ช่วง) วันนนั้เเต่งเปนนายโรงเอก ที่ว่าเปนธิดาข้าราชการ คือ เจ้าจอมมารดาทับทิมรัชกาลที่ ๔ ธิดาพระยาบำเรอภักดิ์ ( ดิศ ) วันนั้นแต่งเปนนางเอก. ๔๔ นั้นก็โปรดให้เข้าไปด้วย เมื่อเข้าไปถึงข้างในได้พบปะเหล่าผู้เปนประธานฝ่ายใน แต่งกายด้วยผ้าทองอย่างงามมาก ประดับเครื่องอาภรณ์แลพราวตา พระองค์เจ้าหญิงที่ทรงพระเจริญเปนผู้ทรงเลี้ยงเครื่องดื่ม และพระเจ้าแผ่นดินได้มีพระราชดำรัสเปนภาษาอังกฤษกับท่านเจ้าเมืองอยู่นาน ได้ทรงแสดงความพอพระราชหฤทัยบ่อย ๆ ถึงที่ได้ทรงกระทำความคุ้นเคยกับ เซอ แฮรีแลคุณหญิง ออด ทรงหวังว่าพระราชไมตรีอย่างสนิทสนมในรวาง ๒ ประเทศจะดำรงอยู่สืบไป แล้วทรงอธิบายตอบข้อที่ เซอ แฮรี ออด กราบทูลถามถึงเรื่องพระเจ้าแผ่นดินที่สองแห่งกรุงสยามว่าด้วยอย่างไร และเหตุไรจึงตั้งแต่งขึ้นไว้ ขณะเมื่อท่านเจ้าเมืองเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั้น พระเจ้าลูกเธอทั้งพระองค์เจ้าหญิงและพระองค์เจ้าชายได้ทรงต้อนรับพวกที่ไปกับท่านเจ้าเมืองที่ในท้องพระโรง ทรงแจกก๊าศและพระรูปถ่ายแก่พวกเหล่านั้น และทรงแสดงความหวังในที่พระเจ้าแผ่นดิน คงจะได้เสด็จประพาศเมืองสิงคโปร์ เมื่อพวกเรากราบถวายบังคมลามา พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงประทานพระหัดถ์ให้สัมผัสทั้งหมด และเมื่อท่านเจ้าเมืองทูลลาก็ทรงแสดงความหวังพระหฤไทยว่า เซอ แฮรี จะสามารถมาเฝ้าถึงในกรุงเทพ ฯ สักวันหนึ่ง และมีรับสั่งถามว่า ถ้าพระองค์จะเสด็จเมืองสิงคโปร์ ท่านเจ้าเมืองจะมีความยินดีต้อนรับเสด็จฤๅไม่ ท่านเจ้าเมืองกราบทูลสนองว่า ไม่มีสิ่งไรจะทำให้มีความปลื้มใจยิ่งกว่าที่จะได้รับพระราชทานเกียรติยศ ในที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนิรไปเยี่ยมเยียนเมืองสิงคโปร์ ๔๕ ครั้นพวกเราออกจากวัง ( พลับพลา ) มา พระเจ้าแผ่นดินก็ เสด็จลงเรือพระที่นั่งกลับกรุงเทพพระมหานคร ขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จห่างออกจากฝั่งทเลแล้ว บรรดาข้าราชการสยามคณะกงซุลและชาวยุโรปอื่น ๆ ต่างก็ลงเรือไฟต่าง ๆ ที่จัดให้ไว้ใช้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มายังพระนครกรุงเทพ ฯ เรือ สเตล ไลต และเรือ กราสหอปเปอร์ ก็ออกไปเมือง ฮ่องกง เรือ เฟรลอง ไปเมืองไซ่ง่อน เรือสารถิ ใช้เปนเรือสำหรับบันทุกพวกนักดาราศาสตร์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เรือไปโห มีท่านเจ้าเมืองกับพวกก็ออกจากอ่าวไปในเวลาก่อนมืดหน่อยหนึ่ง และฝั่ง ทเลซึ่งในเวลาก่อนน่านี้ ๒-๓ นาฬิกาเต็มไปด้วยฝูงชน ก็คืนคงสู่สภาพแห่งความเปลี่ยวเปล่าตามเคยในเร็วพลัน ถ้าจะจบบรรยายเรื่องนี้เสีย โดยมิได้ชมถึงการที่พระเจ้าแผ่นดินสยามและข้าราชการของพระองค์ ได้ละขนบธรรมเนียมเก่าอันเปนเครื่องถ่วงความเจริญ เพื่อพระราชทานเกียรติยศแก่ท่านเจ้าเมืองในครั้งนี้ด้วยนั้นหาควรไม่ ( อังกฤษ ) ผู้ที่คุ้นเคยกับไทย และขนบธรรมเนียมของไทย ได้สังเกตเห็นว่า ที่ในราชสำนักจะได้เปลี่ยนแปลงเปนอย่างหมดจดเช่นทรงรับแขกเมืองครั้งนี้ แต่ก่อนมามิได้เคยปรากฎ เปนต้นว่าเปิดพระราชมณเฑียรพระราชทานโอกาศให้แขกเมืองเข้าไปได้ไม่ห้ามหวง และโปรดให้พบกับฝ่ายในให้ออกมารับแขกเมืองโดยเปิดเผย ส่วนเจ้านายในราช


๔๖ สกุลที่ทรงพระเยาว์ ก็ทรงยอมให้สมาคมกับแขกเมืองชาวอังกฤษได้อย่างกิริยาเปนฉันทมิตรสนิทสนม เรื่องราวของคณะทูตต่าง ๆ และจดหมายเหตุของผู้ที่ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนกรุงสยามแต่ก่อน มีแต่บันทึกเรื่องร้องทุกข์ที่ถูกขัดขวางไม่ยอมให้กระทำ ความคุ้นเคยพูดจากับราชสำนัก แลมีการหวงห้ามตามขนบธรรเนียมและพิธีของชาวสยามมากมาย นาย ครอฟอร์ดก็ดี รายาปรุก และ เสอร ยอน เบาริงก็ดี ก็ได้กล่าวความเหล่านี้ไว้ และท่านเหล่านั้นได้เล่าเรื่องราวอย่างยืดยาวว่าธรรมเนียมการกีดกันต่าง ๆ เช่นนั้นมีอยู่ทั่วไป จนกระทำความขัดข้องแก่พวกในคณะ ของท่านมากมายแม้แต่เรื่องเหน็บกระบี่เข้าเฝ้าก็ต้องถูกห้ามปราม แต่ในคราวนี้ไม่มีการแสดงให้แขกเมืองรู้สึกอย่างเช่นนั้นเลย พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางของพระองค์กลับสมาคมกับแขกเมือง อย่างยอมให้อิศระเท่ากับเปนผู้เสมอกัน และดูเหมือนจะมุ่งให้คล้อยตามธรรมเนียมของแขกที่มาหา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชนชาติที่ไม่เคยยอมเปลี่ยนแปลงดังนี้ ดูเปนเครื่องหมายว่าความไม่ยอมเขยื้อนออกจากที่ของพลเมืองนั้น ยังอาจมีทางจะได้รับความคล้อยไปตามชาติที่มีความเจริญ เพราะความคุ้นเคยกับประเทศที่มีความเจริญต่อไปในวันน่า ชาวสยามโดยปรกติ เปนคนมีอัธยาไศรยสงบเสงี่ยมและน่า คบหา ทั้งเฉลียวฉลาดและว่องไว แต่ดูชอบสนุกมากกว่าทำการ


๔๗ งาน ไม่เปนผู้ชอบความวิวาทฤๅจะเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลง และกล่าวกันว่านิสัยใจคอของชาวสยามเกลียดชัง ความไม่สุจริตชาวสยามมีรูปพรรณสัณฐานเตี้ย พวกผู้หญิงโดยมากดูเหมือนหาที่สูงกว่า ๕ ฟิตขึ้นไปก็โดยยาก เครื่องนุ่งห่มผู้ชายใช้เสื้อกระ บอกหลวม ๆ ( ที่จริงนิยมเสื้อที่คับ ) มีแขนและตัวยาวลงมาถึงเอว และขัดดุมจนถึงคอ ( ไม่เปิดแปะคอเสื้อ ) กับมีนุ่งเปนผ้าทอของพื้นเมืองยาวประมาณ ๓ หลาและกว้าง ๑ หลา พันรอบเอวแล้วม้วนเอามาไว้ในหว่างขา (โจงกระเบน ) ได้เพื่อให้รูปอย่างกางเกง ( นิกเกอรบอกเกอร์ ) น่องและเท้าปล่อยไว้ให้เปลือย ( ไม่สวมถุงน่องรองเท้า ) แต่ผู้มีบันดาศักดิ์ ถ้าจะออกนอกบ้านมักใช้สวมรองเท้าฤารองเท้าแตะ พวกผู้หญิงแต่งตัวคล้ายพวกผู้ชายมาก ถ้าไม่ใช้เสื้อกระบอกก็ถนัดใช้ผ้าห่มคลุมพาดบ่า ( สไบเฉียง ) เปนเครื่องคลุมร่างกายได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งผู้หญิงผู้ชายใช้โกนศีศะเหลือไว้แต่เบื้องบนเปนกระเปาะ ( ผมมหาดไทย ผมปีก ) ประมาณยาวขนาดเท่ากันกับแปรงปัดผ้าธรรมดา ซึ่งดูก็แปลกอยู่ เขากล่าวกันว่า ผู้ชายและผู้หญิงไว้ผมผิดกัน แต่ฝ่ายเราสังเกตไม่ออก เว้นแต่จะเปนด้วยผู้ชายประจงในเรื่องโกนมากกว่า เด็กเล็ก ๆ เอาผมไว้จนอายุได้ ๑๐ ฤๅ ๑๑ ขวบ ก็โกนเสีย ในการโกนผมมีพิธีใหญ่โต และถ้าเปนเจ้าก็มีการสมโภชอย่างเอิกเกริก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงชี้ให้ เซอ แฮรี ออด ดูเจ้าชายพระองค์


๔๘ หนึ่ง ซึ่งพระองค์มีรับสั่งจะได้โกน ( โสกันต์ ) ในปีน่า และทรงเชิญให้ หิส เอกษเลนศิ มากรุงเทพ ฯ เพื่อดูพระราชพิธี ซึ่งทรงรับรองแก่ หิส เอกษเลนศิ ว่าจะเปนงานใหญ่น่าดูมาก ประเพณีแปลกของกรุงสยามมีอย่างหนึ่ง คือมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์พร้อมกัน แต่ในเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ เพราะพระองค์หลังเสด็จสวรรคตเสียเมื่อปี ( ค.ศ. ) ๑๘๖๖ เหตุแลพงษาวดารของการที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ นี้ดูเหมือนไม่ใคร่เข้าใจกันโดยมาก จึงเห็นควรจะนำพระบรมราชาธิบายซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระกรุณาพระราชทานเมื่อ เซอ แฮรี ออด กราบทูลถามนั้นมากล่าวไว้ด้วย ความว่าพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ เปนผู้ซึ่งคนทั้งหลายเข้าใจกันว่ามีสิทธิในราชสมบัติ ถัดจากพระเจ้าแผ่นดินที่ได้พร้อมกันถวายราชสมบัติ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสวรรคตถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ อยู่ในขณะนั้น ข้าราชการก็มักถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ และตั้งเจ้านายองค์ที่มีสิทธิดีที่สุดขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ เสด็จทิวงคต พระเจ้าแผ่นดินที่ ๑ จะทรงตั้งใดเปนแทนได้ แต่ไม่ใคร่จะเปนธรรมเนียมที่จะต้องทำเช่นนั้น มักปล่อยตำแหน่งให้ว่างอยู่จนพระเจ้าแผ่นดินที่ ๑ เสด็จสวรรคต อำนาจของพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ นั้นดูเหมือนแล้วพระ

๑ คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์


๔๙ ราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดินที่ ๑ จะพระราชทานอย่างไร แต่เดิมมาดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ มีอำนาจมากกว่าในชั้นหลังที่ล่วงมานี้ ความประสงค์ที่ตั้งแบบธรรมเนียมมีพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒ นี้ แท้จริงคือจะป้องกันความแตกร้าวในเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสวรรคต เพราะการรับราชสมบัติต้องเปนทางทายาทในพระราช วงศ์ และการเลือกผู้ซึ่งจะเปนพระเจ้าแผ่นดินก็อาศรัยความพร้อมเพรียงของขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวง จึงเห็นได้ชัดว่าเมื่อเลือกพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ถ้าตั้งรัชทายาทได้ด้วย ก็จะมิใคร่มีช่องทางน้อยที่จะเกิดการวิวาท อันจะเปนภัยต่อสันติศุขของบ้านเมืองของประเทศ






๕๐

กระแสรับสั่งรัชกาลที่ ๔ เรื่องสุริยอุปราคา เมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ต้นฉบับของกรมขุนวรจักรธรานุภาพ หม่อมอนุวัตรวรพงศ์ สิงหนัท ในพระองค์เจ้าปรีดา ให้หอพระสมุด ฯ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓


มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสิงหนาท ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหากุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้จดหมายเหตุที่บังเกิดมี เมื่อเวลาสุริยุปราคาเปนในวัน ๓๑๐ ค่ำ ปีมโรงสัมฤทธิ ไว้ให้ท่านทั้งปวงทราบดังนี้ :- ที่ค่ายหลวงหว้ากอ เปนที่ทรงพระราชดำริห์ว่าจะเปนที่ควรจะเห็นเปนกลางคราธสุริยุปราคาสิ้นดวง แล้วมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้ไปตั้งแต่งไว้เปนที่ประทับนั้นมีกำหนด ลองชิตตูด ๙๙ องศา ๔๐ ลิบดา ๒๐ พิลิพ คิดมาแต่ที่ครูครินวิช เปนทิศตวันตกกรุงเทพ ฯ ไปเพียง ๔๙ ลิบดากับ ๔๐ พิลิพ เวลาผิดกันกับกรุงเทพ ฯ ๓ นาทีกับ ๑๖ วินาทีเศษเล็กน้อย มีลาติตุดขิปทุวิ



๕๑ เหนือ ๑๑ องศา ๔๑ ลิปดา ๔๐ พิลิพเปนข้างใต้กรุงเทพ ฯ ลงไป ๒ องสา ๓ ลิบดา ๒๙ พิลิพ ที่ค่ายหลวงหว้ากอ ทรงพยากรณ์ว่าจะจับทิศพายัพเวลา ๑๐ นาฬิกากับ ๖ นาทีแต่เที่ยงคืน แต่เกิดเมฆฝนดำมืดมิดปิดเสียหมดไม่เห็นเลยเมื่อแรกจับ อยู่มาจนเวลา ๑๐ นาฬิกากับ ๔๖ นาที เมฆจึงจางออกไปเห็นดวงพระอาทิตย์ไร ๆ แลดูพอรู้ว่าจับแล้วสักส่วนหนึ่ง ยังเหลือสักสองส่วนดวงพระอาทิตย์ เมื่อนั้นจึงได้ประโคมสรงมุรธาภิเศก ในระหว่างนั้นเมฆขาวดำปิดดวงพระอาทิตย์ เห็นบ้างในระวาง ๆ ไม่เห็นบ้าง คราธ คือที่แหว่งไม่หันไปทิศไหน เดินตรงไปทีเดียว เมื่อเวลาสรงพระมุรธาภิเศกแล้วนาฬิกาได้ ๑๑ นาฬิกากับ ๕ นาทีแต่เที่ยงคืน จึงได้ทรงประเคนสำรับพระสงฆ์ รับสั่งว่ายังอิกกึ่งนาฬิกาจึงจะสิ้นดวงให้รีบฉันเถิด คราธก็ตรงเข้าไปแต่ทิศพายัพ เหลือข้างทิศอาคเณย์ เมื่อเวลา ๑๑ นาฬิกากับ ๒๕ นาทีแดดไม่ร้อน แสงร้อนอ่อนมาก คนร้องกันว่าเหมือนเดือนหงาย ครั้นถึง ๓๐ นาที ดวงพระอาทิตย์เหลือน้อย ถ้าจะคิดดวงพระอาทิตย์แบ่งสัก ๑๒ ส่วน จะเหลืออยู่ไม่ถึงส่วน ๑ เมื่อนั้นท้องฟ้าตรงดวงพระอาทิตย์ไปจนข้างตวันตก เปนต้นลม สว่างไม่มีเมฆเลยทีเดียว คนร้องว่าหมดแล้ว เห็นดาวแล้วอื้ออึงมาก แต่ที่จริงยังไม่หมด ไปหมดต่อ ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๒ วินาที


๕๒ เมื่อดวงพระอาทิตย์เหลือน้อย ดูในกล้องก็เห็นเปนเส้นขอบโอบวงมืดอยู่ เพราะดูด้วยกล้องที่กำบังด้วยกระจกสี แต่ดูด้วยตาเปล่าวงขอบนั้นรัดกลมเข้ามาดูเหมือนดวงดาว แต่รัดเล็กเข้าไปทุกทีเหมือนตัวหิ่งห้อยแล้วจึงหายไป มีแต่สีขาวหลัวคล้ายเมฆขาวล้อมรอบวงดำอยู่ ครั้นดวงพระอาทิตย์ลับหายไป นาฬิกาคนถือดูก็ไม่เห็นมืดเหมือนกลางคืน ครั้นไปประมาณนาที ๑ ฤๅยังไรไม่แน่เพราะไม่เห็นนาฬิกา ในกล้องแลเห็นเปนกิ่งงางอน ๆ ช้อนไปข้างทิศตวันออกของดวงดำที่ทับพระอาทิตย์อยู่ จมอยู่ในแสงขาวหลัว ๆ รอบดวงดำนั้น เมื่อส่องด้วยกล้องใหญ่ คล้าย ๆ กิ่งลั่นทมฤๅการัง เขากวางปลายป้าน ๆ ไม่แหลม แต่ดูเห็นว่าเปนของมีตัวแท้ จะเปนรัศมีบันดาลนั้นหามิได้ ของก็ไม่ควรจะเห็นเพราะแสงขาวชักให้เห็นออกมา เหมือนกะแปะที่วางไว้ ในถ้วยใหญ่คนอยู่ที่ข้างหนึ่งขอบถ้วยยังไม่เห็นแล้ว ครั้นน้ำเทลงในถ้วยถึงกะแปะไม่ลอยขึ้นไม่กระเทือนไป คนไม่ได้ชะเง้อขึ้นก็เห็นได้ด้วยกำลังเงาน้ำชัก ครั้นล่วงไปอิกสัก ๓ นาที จวนดวงพระอาทิตย์จะผุดออกข้างทิศพายัพ ก็เห็นเปนเงาเช่นนั้นเคียงติดกันเปนคู่ออกข้างทิศพายัพอิก ของเดิมก็ไม่หายไป ครั้นล่วงมาสัก ๕ นาทีเศษเห็นเปนฟันเลื่อยที่วงดำน้อย ๆ ข้างทิศประจิมค่อนหรดีในดวงดำนั้น ครั้นแล้วพระอาทิตย์ผุดออกมา มีรัศมีเปนแสงสว่างเห็นนาฬิกาได้ ขณะนั้นนาฬิกาได้ ๑๑ นาฬิกา กับ ๔๓ นาที ๗ วินาที


๕๓ ถูกต้องกับที่ทรงพยากรณ์ไว้ ไม่คลาศเลย พ้นนั้นไปไม่ได้ทรงกำหนด เพราะแสงพระอาทิตย์กล้าหนักขึ้นทุกที ได้ทอดพระเนตรต่อเมื่อจวนจะหลุดคราธ ก็คงอยู่ทิศอาคเณย์ จนหลุดบ่ายโมง ๑ กับ ๙ นาที เกินที่ทรงพยากรณ์ไปนาที ๑ การครั้งนี้ได้ทรง ปฏิญญาการฉลองการบูชาแก่เทวดารักษาพระราชวังแลพระนคร แลเทวดาเจ้าป่า ขอให้ท้องฟ้าสว่างในระวางบาทนาฬิกาเดียว เทวดาอารักษ์ทั้งในกรุง ฯ นอกกรุง ฯ ดูเหมือนช่วยทำให้สำเร็จดังพระราชประสงค์ ควรขอบใจเทวดาที่ฟังพระราชปฏิญญา ทำให้สมพระราชประสงค์เปนอัศจรรย์ เทวดาได้เครื่องสังเวยลางคราวเล็กน้อยดอก ยังรับอาสาทำให้สำเร็จพระราชประสงค์ได้ เห็นด้วยในพระราชดำริห์ ก็ท่านผู้เปนพระราชวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายน่าฝ่ายใน ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดตามยศถาบันดาศักดิ์ แลพระราชาคณะถานานุกรมเปรียญเล่า ก็ได้รับนิตยภัตรมากกว่าเทพยดานั้นอิก แต่ไม่มีใครคิดฉลองพระเดชพระคุณเอาใจใส่ให้ละเอียดกำหนดให้แน่ ให้สมพระราชประสงค์บ้างเลย ที่กรุงเทพ ฯ ทรงคำนวณกะการแล้วเปนแน่ ว่าเห็นจะจับทิศพายัพ เวลา ๑๐ นาฬิกากับ ๗ นาทีเศษ แล้วคราธจะค่อยเร่ไปทิศประจิม ทิศหรดี จนทิศทักษิณ จะจับมากที่สุดแหว่งข้างทิศทักษิณเหลือข้างทิศอุดร น้อยเปนที่สุดดวงพระอาทิตย์แบ่ง ๑๒ ส่วน จะ


๕๔ จับเสียสัก ๑๑ ส่วนเศษ จะเหลืออยู่ส่วนหย่อน ๆ เมื่อเวลา ตี ๑๑ นาฬิกากับ ๔๔ นาทีเปนที่สุด แล้วคราธจะเร่แต่ทักษิณไปอาคเณย์ คายออกหลุดทิศอาคเณย์ เวลาบ่าย ๑ โมงกับ ๑๒ นาทีการนี้เปนแต่การทรงคำนวณไม่ได้เห็น แต่ที่จะเปนก็คงจะไม่คลาศกำหนดนี้นัก แต่ผู้อยู่รักษาพระนครรักษาพระราชวัง ใจสกปรกเหม่นเหม่นักไม่ละการใจไพร่ ถึงพูดด้วยก็ไม่พอใจฟังไม่เอาใจใส่พอใจพูดถึงแต่เวลาจับว่าจับโมงนั้นบาทนี้ ถูกของโหรนายนี้ นายโน้นเท่านั้นแล้ว ก็มัวแต่จะเอาเงินแจกฤๅจะเอกเขนกทำยศคนผู้ใหญ่ไต่สูงไม่เอาใจใส่การละเอียดถามใครก็ไม่ได้ความ อนึ่งเมื่อแรกจับนั้น ถึงพอใจพูดกันว่าจับบาทนั้นโมงนั้น ก็พูดโง่ ๆ เซอะ ๆ ด้วยเหตุสองประการ ประการหนึ่ง คือนาฬิกาก็ไม่ได้ตรวจตรา ตั้งวัดวาด้วยเครื่องมือแล้วคำนวณสอบสวนให้ถูกต้องกับเวลาพระอาทิตย์ เปนแต่เห็นว่าสว่างแล้วก็ย่ำรุ่ง นับถือว่าเปนต้นวัน ไม่ได้เหยียบชั้นคำนวณก่อนเวลาจับนั้นไม่ชอบกลเลย เปนแต่ไว้ให้หัวพันแลไพร่หลวงชาวนาฬิกา สมมุติว่าเปนผู้รู้แต่ชื่อ เปนแต่ที่นับถือของพระสงฆ์แก่ ๆ ชาววัดมักพูดกัน พนักงานนาฬิกาหลวงนั้น เขาชื่อพันทิวาทิตย์ พันพินิตจันทรา เขาดูเวลาพระอาทิตย์พระจันทร์ทั้งกลางวันกลางคืน เขาผลัดกันตื่นอยู่ไม่หลับ นับเม็ดในขันนาฬิกาว่ากี่บาทต่อกี่บาทไม่คลาศเลย ใคร


๕๕ จะสู้เขาได้ นาฬิกาในพระราชวังแน่กว่าที่ไหน ๆ หมด พระสงฆ์ผู้ใหญ่ ๆ มักพูดกันอย่างนี้ ถึงพวกโหรนี้แต่ละนาย ๆ บวชแก่วัดมาหลาย ๆ ปี ใจหยาบคายโล้เล้เฉินเช่ยอย่างนี้เหมือนกับชาววัดสำหรับจะมานั่งรับนั่งออ ชมยศคนที่อยากอวดยศ ทำปั้นปึ่งขึงโสไว้เปนตัวเปนผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเปล่า ๆ ไม่เอาใจใส่ในการเปนวิสัยของความรู้วิทยา เปนการละเอียดการประหลาด ควรเปนที่สังเกตจดหมายเหตุไว้เปนตัวอย่างสืบไปภายน่า ก็เพราะนาฬิกาตั้งไม่แน่อย่างว่ามานี้อย่างหนึ่ง เปนที่ให้ผิดจากจริงอิกอย่างหนึ่งเพราะดูดวงพระอาทิตย์ ด้วยการดูหยาบคายนัก คือตั้งขันน้ำลงดูบ้าง เอากระจกฉายดูบ้าง ป้องหน้าดูบ้าง เอากระจกเงาฤๅแว่นตาลนควันไต้ควันเทียนดูบ้าง เครื่องมือหยาบคายสกปรกอย่างนี้ แรกจับแต่น้อยก็ไม่เห็น ได้มีพระบรมราชโองการทรงดำรัสยืนยันว่า แต่ครั้งหลัง ๆ มามีผู้ดูสุริยุปราคาด้วยแว่นสำหรับวัดแดด มีกระจกเขียวกระจกแดงต่าง ๆ กัน กล้องส่องมีกระจกเขียวกระจกแดงเหลืองต่าง ๆ บังตาบ้าง เห็นว่าจับแล้วบอกแก่โหร ๆ ก็เอามือป้องหน้าดูเถียงว่ายังไม่จับช้าอยู่หลาย ๆ นาที จึงยอมให้ประโคมว่าจับ ตั้งแต่นี้ไปการหยาบ ๆ ไพร่ ๆ สกปรก อย่างใจชาววัดคนมาแต่วัดเช่นนี้ ให้พวกโหรคิดเงือดงดเสีย จงเอาใจใส่การให้ละเอียดตามพนักงานของตัว อย่ารับเบี้ยหวัดเสียเปล่า ให้ลอกเอาจดหมายเหตุนี้ไว้สำหรับกรมสำหรับตัวสืบต่อไปทุกนายทุกคน


๕๖ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติ ท้าวสมศักดิ์ ( เนย ) ท้าวโสภานิเวศ ( ลิ้ม ) ท้าวอินทรสุริยา ท้าวทรงกันดาล ( ศรี ) ท้าวพิพัฒน์โภชา ท้าวศรีสัตยานุรักษ์ ท้าวรักษามณเฑียร เจ้าพระยายมราช ( แก้ว ) พระยาสีหราชเดโชไชย ( พิณ ) พระยาราชสุภาวดี ( ปาน ) พระยาอภัยรณฤทธิ์ ( เฉย ) พระยาพิไชยสงคราม พระยาราชสัมภารากร พระยาพระกฤษณรักษ์ พระยาราชวังสรรค์ พระยาประจักษ์วรวิไสย พระยาฤทธิไกรเกรียงหาญ พระยาจ่าแสนบดี ( ขลิบ ) พระยาเวียงใน


๕๗ พระยาไพบูลย์สมบัติ ( เอี่ยม ) พระยาภักดีสงคราม พระยาเทพมณเฑียร พระวิชิตมนตรี พระมหาบุรีรมย์ พระกัลยาภักดี จมื่นมหาดเล็ก พระพิไชยสรเดช พระชนะรณชิต พระศรียศประเทศมนตรี พระพิเดชสงคราม พระพิพากษานานาประเทศ พระศรีเสนา หลวงพิพิธมณเฑียร หลวงนังคัลกิจบรรหาร หลวงประชาฤทธิฦๅไชย หลวงวิสูตรสมบัติ ขุนอักษรสมบัติ เสมียนตรา ขุนธนศักดิ์


๕๘ สมิงสิทธิราชา ขุนรุดอักษร เสมียนตรา นายหัศบำเบอ ( ชา ) รายนามข้างบนนี้ ในต้นฉบับที่ได้มาหาปรากฎว่า เกี่ยวข้องแก่เรื่องที่ประกาศอย่างไรไม่ สันนิฐานว่าเห็นจะเปนผู้ที่ได้มาคัดเอาจดหมายเหตุไปตามกระแสรับสั่ง ผู้เปนต้นรับสั่งจึงจดนามลงไว้