ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๒


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีดำรัสสั่งให้พิมพ์พระราชทานในงานศพฟักทองราชินิกูล พ.ศ. ๒๔๕๗

พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย สพานยศเส กรุงเทพ ฯ

คำนำ

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวงมีพระราชประสงค์จะทรงพิมพ์หนังสือช่วยงานศพฟักทอง ราชินิกูล ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเปนภรรยาพระยาจ่าแสนบดี (เดช) มีพระราชเสาวนีดำรัสสั่งให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณเลือกหาเรื่องหนังสือซึ่งจะพิมพ์แจกในงานศพกรรมการได้รวมรวมพงษาวดารเกร็ดเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดวชิรญานพิมพ์เปนภาคที่ ๒ พิมพ์อิกภาค ๑ ด้วยหนังสือพงษาวดารเกร็ดมีมาก จะพิมพ์เรื่องใดแต่เรื่องเดียวก็น้อยไป จะรวบรวมพิมพ์คราวเดียวให้หมด หนังสือก็มากแลหอพระสมุดก็หาได้ใหม่อยู่เสมอ จึงได้ตกลงว่าจะรวมพิมพ์ไปเปนภาค ๆ ได้รวมพิมพ์ภาคที่ ๑ ไปส่วน ๑ แล้วเล่มนี้เปนภาคที่ ๒ เลือกเฉภาะพงษาวดารเกร็ดหัวเมืองที่เกี่ยวทางปักษ์ใต้ฝ่ายตวันตก คือ

๑ เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เปนแบบแผนราชการตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามา ในเรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเปนหนังสือในทางราชการ นับว่าเปนหนังสือดีเรื่อง ๑ ๒ พงษาวดารเมืองถลาง หนังสือเรื่องนี้เปนคำให้การ ดูเหมือนจะจดในรัชกาลที่ ๔ กล่าวด้วยเรื่องราวเมืองถลาง คือเกาะภูเก็จ หนังสือนี้หอพระสมุดได้มาจากมณฑลภูเก็จ ๓ พงษาวดารเมืองไทรบุรี ๔ พงษาวดารเมืองตรังกานู ๕ พงษาวดารเมืองกลันตัน หนังสือพงษาวดารเหล่านี้ ดูเหมือนจะได้แต่งขึ้นในรัชกาลที่๔ จะมีเพิ่มเติมในรัชกาลที่ ๕ บ้าง รวมพงษาวดารเกร็ดเปน ๕ เรื่อง ซึ่งเห็นว่าพอควรเข้าเล่มเปนของพระราชทานแจกในงานศพฟักทองราชินิกูลได้ ได้นำความกราบบังคมทูลแด่สมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีก็ทรงพระราชดำริห์เห็นชอบด้วย จึงได้ให้พิมพ์หนังสือเล่มนี้แต่ส่วนประวัติของฟักทองนั้น เจ้าภาพรับเปนธุระเรียง ไม่เกี่ยวแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ

หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗




การศพวัดราชาธิวาศ

วันที่ ๔ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗

คำนำ การศพท่านฟักทอง ต.จ. ภรรยาพระยาจ่าแสนบดี ( เดช ) ในสมัยซึ่งเปนโอกาศอันควร ที่ข้าพเจ้าผู้เปนบุตรีจะได้แสดงประวัติสำหรับท่านฟักทองผู้มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว และได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระราชทานเพลิงศพเปนศพหลวง และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ พระราชชนนี พระพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๒ ซึ่งพิมพ์ขึ้นสำหรับแจกในงานครั้งนี้ บรรดาบุตรหลานทั้งปวงของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ย่อมเต็มตื้นไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ในพระมหากรุณาธิคุณ และรู้สึกว่าจะได้เปนเกียรติยศอยู่ในสกูลนี้ชั่วกาลนาน ข้าพเจ้าผู้เปนบุตรีจึงได้แต่งประวัติของมารดาโดยย่อ ๆ พอเปนที่ระฦกไว้ในน่ากระดาด ดังต่อไปนี้ ประวัติ ฟักทอง ต. จ. ภรรยาพระยาจ่าแสนบดี (เดช) เกิดวัน พฤหัศบดี เดือน ๘ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีระกานพศก พระพุทธศักราช ๒๓๘๐ เปนบุตรีที่ ๒๒ ของพระยาราชสุภาวดี ( ปาล ) ซึ่งนับเนื่องอยู่ในพวกราชินิกูลในรัชกาลที่ ๕ ด้วยว่าพระยาราชสุภาวดี ( ปาล ) เปนบุตร


๒ พระยาสุรเสนา ( คุ้ม ) แลท่านปิ่นเปนมารดา ท่านปิ่นเปนน้องร่วมบิดามารดาของอัยกีแห่งพระชนนีในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระยาราชสุภาวดี ( ปาล ) มีบุตรทั้งชายแลหญิงรวม ๔๖ คน มารดาฟักทองชื่อทองคำ เปนบุตรีพระยาเมืองจัน ตระกูลเมืองเวียงจันทน์ ภายหลังพระยาราชสุภาวดีได้มอบการงานบ้านเรือนและภรรยาชั้นเล็ก ๆ ให้ทองคำเปนผู้ปกครองดูแลตลอด ทองคำมีบุตร ๒ คน ๆ ใหญ่เปนหญิงชื่อฟักทอง คนเล็กเปนชายชื่อนกเล็ก ซึ่งได้เปนซายัน ( คือ นายสิบเอก ) กรมทหารมหาดเล็กเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ แต่ได้ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังหนุ่ม ๆ ครั้นฟักทองมีอายุเจริญวัยก็ได้เปนผู้ชิดใช้ใกล้บิดาและเปนผู้ที่ทำการงานดี เปนที่รักใคร่ของบิดายิ่งนัก เมื่อพระยาราชสุภาวดี ( ปาล ) ถึงแก่กรรมแล้วทรัพย์สมบัติเปนอันตรธานไป ด้วยความไม่ปรองดองกันในวงษ์ญาติ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี จึงได้ทรงรับเปนเจ้าภาพทำศพพระยาราชสุภาวดี (ปาล) ที่วัดสระเกษ แต่เฉภาะเปนเวลากำลังทรงครรภ์อยู่ จะเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยกำลังพระองค์ไม่ได้ จึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแทนพระองค์ทั้ง ๓ วัน ต่อถึงวันพระราชทานเพลิง สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี จึงได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปพระราชทานเพลิง


๓ ครั้นพระราชทานเพลิงศพพระยาราชสุภาวดี (ปาล) เสร็จแล้ว ทองคำจึงได้รวบรวมเงินทองซึ่งมีอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เดิมนั้นมาแต่งงานให้ฟักทองอยู่กินกับหลวงเสนาภักดี คือ พระยาจ่าแสนบดี ( เดช ) นั้นตามยากตามจน เปนเงินทุน ๕ ชั่ง สินสอดชั่งหนึ่ง ฟักทองก็ได้อุส่าห์ช่วยสามีทำมาหากินจนกลับมั่งคั่งตั้งตัวได้ดีกว่าพี่น้องทุกคน ที่บ้านของบิดาซึ่งตั้งอยู่ณตำบลสามเพ็งใกล้วัดจักรวรรดิราชาวาศกำลังจะ ตกไปเปนของผู้อื่นอยู่แล้ว ก็ได้รับซื้อไว้ทั้งสิ้น ซึ่งมีราคาปรากฎ ณภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงซื้อ ๒ คราวเปนเงิน ๒๘๑๓ ชั่ง ซึ่งได้เปนที่รวบรวมและที่พะพิงอาศรัยของญาติพี่น้องในเวลานั้น ครั้นเลื่อนบุตรีฟักทองได้ทำการวิวาหมงคลกับหลวง ฤทธินายเวร (พุด เทพหัสดิน ) ก็ได้ให้เงินเปนทุน ๕๐ ชั่ง บุตรผู้เกิดแต่ภรรยาน้อยอิก ๖ คน ก็ยังได้อุปการะตกแต่งให้ได้มีเย่าเรือนไปทั้งสิ้น ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้เสวยราชสมบัติแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเบี้ยหวัดให้ฟักทองได้รับพระราชทานอยู่ในพวกราชินิกูลปีละ ๑๐ ตำลึง แล้วพระราชทานเพิ่มขึ้นเปนลำดับมาจนถึงปีละชั่งหนึ่งกับได้พระราชทานหีบหมากจุลจอมเกล้าชั้นที่ ๓ ในงานบรมราชาภิเศกครั้งที่ ๒ นั้นด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระมหากรุณาแก่ฟักทอง ซึ่งเปนผู้ที่สามารถกู้สมบัติและสกูลไว้ได้ มิได้ทำให้ขายใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทนั้น


๔ โดยที่ทรงพระมหากรุณาแก่ฟักทอง จึงได้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงตลอดมาจนถึงเลื่อน เทพหัสดิน ซึ่งเปนบุตรีฟักทอง ได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเบี้ยหวัดให้อยู่ในพวกราชินิกูลเหมือนมารดา และเมื่อพระพุทธศักราช ๒๔๓๖ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นที่ ๓ แก่ฟักทอง ก็ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณจุลจอมเกล้าชั้นที่ ๔ แก่เลื่อน เทพหัสดิน ด้วย ครั้นต่อมาฟักทองป่วยจักษุมืดทั้ง ๒ ข้าง มิได้เข้าเฝ้าใต้ฝ่าลอองพระบาทได้เหมือนแต่ก่อน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องราชอิศริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นที่ ๓ พระราชทานเลื่อนเทพหัสดิน เปนส่วนพิเศษ ซึ่งสามีมิได้รับพระราชทานพานทองนั้นได้ มีผู้ที่ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นที่ ๓ เฉภาะเลื่อน เทพหัสดิน บุตรีฟักทองผู้เดียว เลื่อน เทพหัสดิน ได้มีบุตรชายหญิง คือ นายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ) ๑ ลม้าย เทพหัสดิน ๑ นายพันตรี หลวงอภิบาลภูวนารถ (จำรัส เทวคฤหปาล) ๑ เพ็ญภรรยาหลวงสุวพิทย์ พิสุทธิ ( กระแส อมาตยกุล ) ๑ รวม ๔ คน ซึ่งยังมีชื่อเสียงสืบเชื้อวงษ์มาจนทุกวันนี้ ครั้นฟักทองถึงแก่กรรมลงในรัชกาลปัตยุบันนี้ ก็ได้รับพระมหากรุณาพิเศษ ได้พระราชทานหีบทองทึบ และผ้าไตร ๕ ไตร พระราชทานน้ำอาบศพเปนเกียรติยศ ใช่แต่เท่านั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปนศพหลวงด้วย เชื่อว่าเปนเกียรติยศแก่ฟักทองยิ่งกว่า

๕ ญาติพี่น้องทั้งปวง และน่าเปนที่ยินดีในหมู่บุตรหลานของฟักทอง โดยที่ฟักทองได้เปนสัตรีที่แปลกอยู่ในสกูลนี้ และถ้าคิดสำหรับสัตรีทั่วไป ก็ควรจะเห็นเปนตัวอย่างได้ด้วยว่าความเจริญสำหรับสัตรีนั้น ไม่จำเภาะแต่ผู้ที่มีทรัพย์มากเลย แม้จะมีทุนเพียง ๕ ชั่งเช่นนี้ ถ้ามีอุสาหขวนขวาย หรือรู้จักเก็บงำเช่นฟักทองแล้ว ก็อาจมั่งคั่งตั้งวงษ์สกูลได้เหมือนกัน ซึ่งข้าพเจ้ายกเอาเหตุแห่งความยากจนมารำพรรณโดยไม่ปกปิดเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เปนประโยชน์แก่เพื่อนสัตรีทั้งหลาย ซึ่งควรจะเห็นความอุสาหพากเพียรของท่านแต่ก่อน ซึ่งตั้งตัวได้จนมีชื่อเสียงอันต้องนับว่าผู้หญิงก็เปนหลักสำคัญของสามีและของสกูลส่วนหนึ่งเมื่อบุรุษใดได้ภรรยาดีแล้ว ย่อมจะเจริญในวงษ์สกูลได้ดังตัวอย่างในประวัตินี้ เลื่อน เทพหัสดิน

ป, ล, ประวัติที่เจ้าภาพเรียงนี้ มีข้อควรอธิบาย แลเจ้าภาพได้ขอให้กรรมการจดอธิบายไว้น่อยหนึ่ง คือ ที่นามสกุล นายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ ลงไว้ว่า เทพหัสดิน แต่นามสกุล นายพันตรีหลวงอภิบาลภูวนารถ ผู้เปนน้องชายร่วมบิดามารดาลงไว้ว่า เทวคฤหปาล ผิดกันอยู่ดังนี้นั้น ถ้าไม่อธิบาย ผู้อ่านจะไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงผิดกัน นามสกุล เทพหัสดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่บรรดาผู้ซึ่งสืบสกุลวงษ์ลงมาจากพระยาราชภักดี ( ช้าง ) ๆ เปนหลานกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระยาไชยสุรินทร์ ( เจียม )

๖ เปนบุตรพระยาราชภักดี ( ช้าง ) หลวงนายฤทธิ ( พุด ) เปนบุตรพระยาไชยสุรินทร์ ( เจียม ) นามสกุลว่า เทพหัสดิน จึงสืบลงมาถึงพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ (ผาด) บุตรคนใหญ่ดำรงสกุลข้างฝ่ายบิดาแต่เลื่อน ต.จ. ผู้เปนมารดาสืบสกุลลงมาจากฟักทอง ราชินิกูล ซึ่งมีสกุลวงษ์อิกสาย ๑ เกรงนามสกุลวงษ์สายนี้จะสูญเสียได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงอภิบาลภูวนารถ ( จำรัส ) ซึ่งเปนบุตรที่ ๒ มีนามสกุลว่า เทวคฤหปาล เพื่อจะให้ดำรงวงษ์สกุลข้างฝ่ายมารดาไว้มิให้สูญ ด้วยเหตุนี้ พี่น้อง ๒ คนนี้จึงมีนามสกุลต่างกัน ด.ร.






สารบาน

เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า น่า ๒

เรื่องตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี " ๑๑

เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ( พัฒน์ ) " ๓๓

เรื่องตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์เปนพระยานครศรีธรรมราช " ๔๔

พงษาวดารเมืองถลาง " ๕๖

พงษาวดารเมืองไทรบุรี " ๖๙

พงษาวดารเมืองตรังกานู " ๑๐๐

พงษาวดารเมืองกลันตัน " ๑๑๗






เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า

ที่เมืองนครศรีธรรมราช มีต้นหนังสือแลสำเนาหนังสือเก่า ๆ เก็บรวบรวมสะสมไว้มาก เมื่อพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมพระดำรงราชา นุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเสด็จไปเมืองนครศรีธรรมราชคราวใด เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้ค้นหนังสือเก่า ๆ เหล่านี้ถวายมาแทบทุกคราว ในหนังสือพวกนี้มีสำเนาหนังสือเรื่องตั้งผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราชแต่ก่อนมา ๔ ครั้ง คือ

ครั้งที่ ๑ เมื่อปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๐๔ ปี ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐกรุงเก่า ตั้งพระยาไชยาธิเบศร์เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช

ครั้งที่ ๒ เมื่อปีวอกอัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ ปี เจ้ากรุงธนบุรีตั้งเจ้านครเปนพระเจ้าประเทศราช

ครั้งที่ ๓ เมื่อปีมโรงฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ ปี ตั้งกรุงรัตนโกสินทรแล้ว ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตั้งเจ้าพัฒน์เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช

ครั้งที่ ๔ เมื่อปีมแมตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ ปี ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ (คือเจ้าพระยานครน้อย) เปนพระยานครศรีธรรมราช



๒ เห็นว่าหนังสือเหล่านี้เปนสำเนาอันแท้จริงมิใช่ของปลอม แลเปนเรื่องราวอันสมควรจะลงพิมพ์รักษาไว้ไม่ให้หายสูญ โดยเปนหนังสือที่มีประโยชน์ในทางความรู้พงษาวดาร แลแบบแผนประเพณีเก่า จึงได้นำมาลงพิมพ์ไว้


สำเนากฎ เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า

กฎให้แก่นายเทียรฆราษอาลักษณ์ นายสวัสดิ์ภักดีชาววังโกชาอิสหากกรมพระคลัง นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาทซ้ายขวา ด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่าให้พระยาไชยาธิเบศร์เปนเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช แลให้นายเทียรฆราษอาลักษณ์ นายสวัสดิ์ภักดีชาววัง โกชาอิสหาก นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาท จำทูลระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร เสด็จไปมอบเมืองนครศรีธรรมราช ให้แก่พระยาไชยาธิเบศร์เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราชตามธรรมเนียม ครั้นพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร เสด็จโดยนายเทียรฆราษ นายสวัสดิ์ภักดี โกชาอิสหาก นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาท จำทูลไปถึงด่านขนอนแลบ้านใดเมืองใดตำบลใดไซ้ ก็ให้ผู้จำทูลว่าแก่ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการนายบ้านนายอำเภอ แลนายพขนอนด่านคอย

๓ ณตำบลนั้นแต่งพานขันหมากเข้าตอกดอกไม้ธูปเทียน มากราบถวายบังคมพระราชโองการจงทุกหัวเมือง แล้วให้ผู้จำทูลเรียกเอาค่าตำแหน่งศักดิ์แก่ผู้มากราบถวายบังคมจงทุกหัวเมือง ระยะทางพระราชโองการเสด็จไปนั้น แล้วให้เลี้ยงดูข้าหลวงผู้จำทูลแลไพร่จงสมควร ถ้าแลจะเชิญพระราชโองการเสด็จจากที่นั้นตำบลนั้นไป ก็ให้กรมการนาย พขนอนด่านคอยแลนายบ้านนายอำเภอ แต่งเรือแห่แหนป้องกันพิทักษ์รักษาส่งสืบกันไป ตามธรรมเนียมพระราชโองการเสด็จไปมอบเมืองแต่ก่อนนั้นจงทุกหัวเมือง กว่าจะถึงเมืองนครศรีธรรมราช อย่าให้เปนเหตุการประการใดได้ แล้วอย่าให้หยุดอยู่ช้าถึงสองวันสามวัน แลให้เร่งรีบไปจงฉับพลัน อนึ่งเมื่อเรือทรงพระราชโองการเสด็จโดยทางชลมารคนั้น ให้ห้ามปรามผู้คนไปมาอย่าให้กั้นร่มโพกศีศะมาใกล้กรายแลผ่านไปมาน่าเรือทรงพระราชโองการแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าแลเรือทรงพระราชโองการจะประทับอยู่ร้อนแรมณที่ใดตำบลใดนั้น ก็ให้ผู้จำทูลทั้งปวงดูที่ฐานให้ชอบแลสมควร จึงให้หยุดอยู่ณที่นั้นตำบลนั้น แลให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการ นายด่าน นายพขนอน นายบ้าน นายอำเภอ ตำบลนั้น กะเกณฑ์ผู้คนให้สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ ให้ตรวจตระเวนแลตั้งร้านเพลิงแลกองเพลิง นั่งยามพิทักษ์รักษาพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร อย่าให้เปนเหตุการประการใดณกลางทางแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ครั้นพระราชโองการเสด็จจากที่ร้อนแรมตำบลนั้นไป ก็ให้ผู้รักษาเมืองแลกรมการนายด่านนายพขนอนนายบ้านนายอำเภอแห่แหนป้องกันพิทักษ์รักษา ส่งเสด็จพระราชโองการ

๔ สืบ ๆ กันไปตามแดนตามอำเภอกว่าจะถึงเมืองนคร อนึ่งถ้าจะเชิญเสด็จพระราชโองการ แลตราพระครุธ พ่าห์ พระสุพรรณบัตร เสด็จไปประทับเมืองเพ็ชรบุรีไปสถลมารคไซ้ ก็ให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการรับเสด็จพระราชโองการขึ้นไว้ ณหอพระราชโองการเมืองเพ็ชรบุรีแลให้ล้อมระเนียดแลรั้วไก่แลร้านเพลิงแลทิมดาบซ้ายขวา แล้วให้กะเกณฑ์ขุนหมื่นไพร่สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ มานั่งยามกองเพลิงพิทักษ์รักษาอย่าให้เปนเหตุการประการใดได้ ครั้นพระราชโองการเสด็จไปโดยสถลมารคไซ้ ก็ให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการแต่งช้างพังพลายอันราบคาบดีนั้น ผูกกระโจมทรงพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร แลช้างดั้งช้างกันแลโคเกวียน แลกะเกณฑ์ขุนหมื่นแลไพร่พลสรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ แห่แหนป้องกันสืบ ๆ กันไปจงทุกหัวเมือง กว่าจะถึงเมืองนคร อย่าให้เปนเหตุการประการใดได้ ครั้นพระราชโองการเสด็จไปยังทางประมาณวันหนึ่งสองวันจะถึงเมืองนครไซ้ ก็ให้ผู้จำทูลว่ากล่าวแก่ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการณเมืองนั้นตำบลนั้น ให้ปลูกหอพระราชโองการเปนมณฑป ตั้งระเนียดรั้วไก่ร้านไฟแลทิมดาบซ้ายขวาแล้ว เชิญพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรขึ้นไว้แล้ว ให้สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธนั่งยามกองเพลิงเปนกองซุ่มกองรายพิทักษ์รักษาทั้งกลางวันกลางคืน อย่าให้เปนเหตุการประ การใดได้ แลให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ตามธรรมเนียน แลให้ตรวจจัดสารวัดห้ามปรามผู้คนอย่าให้ขี่ช้างม้า ใส่หมวก กั้นร่มโพกศีศะ แลถือเครื่องสาตราวุธผ่านไปมาได้ กว่าพระราชโองการจะเสด็จไป

๕ เมืองนคร แลให้กรมการแต่งขุนหมื่นถือหนังสือเปนราวข่าวไป ถึงหลวงศรีราชสงครามภักดีปลัด แลหลวงภักดีราชยกรบัตร แลกรมการทั้งหลายณเมืองนครให้ปลูกหอเปนนณฑป แลตั้งระเนียดรั้วไก่ร้านไฟแลทิมดาบแลเกยซ้ายขวา แลฉนวนแลเกยช้างสำหรับพระราชโองการ แลตราพรครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรตามธรรมเนียม แล้วให้เกณฑ์พระหลวงขุนหมื่นณเมืองนคร ให้สรรพด้วยธงเทียวฆ้องกลองแตรสังข์มาแห่รับพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร ไปประทับฉนวนขึ้นบนเกย จึงเอาคานหามเข้ารับพระราชโองการถึงพระมณฑปแล้ว ให้แต่งขุนหมื่นกรมการคุมไพร่มีเครื่องสาตราวุธสำหรับมืออยู่นั่งยามตามเพลิงตระเวนจงสมควร ให้แต่งเปนกองซุ่มกองรายพิทักษ์รักษาอย่าให้เปนเหตุการประการใดได้ แลให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ณทิมดาบซ้ายขวาจงทุกเวลาตามธรรมเนียม แล้วให้เจ้าพนักงานไปกวาดแผ้วพระวิหารวัดมหาธาตุ แลตั้งเบญจาสามชั้นหุ้มผ้าขาวมีเสาเพดานแล้วกั้นม่านรอบ แลม่านน่านั้นเปนม่านสองไขแลปูเสื่อพรมตั้งเตียงทองสำหรับรองพระราชโองการ ในเบญจาในพระวิหารวัดมหาธาตุจงสรรพไว้ ครั้นได้ฤกษ์จึงให้กรมการนิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะ ๕ รูป อันดับ ๑๕ รูป มาพร้อมกันในพระวิหารนั้นแล้ว ให้พระหลวงขุนหมื่นกรมการ แลหลวงขุนหมื่นณเมืองนครแลผู้รั้งกรมการหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองนครนั้น นุ่งสมปักขาวห่มเสื้อขาวแต่งพานหมากถวายบังคมพร้อมกันแล้ว แลให้ตั้งแห่น่าหลังเปนคู่แห่เรียงกันไปจนถึงพระวิหาร แล้วให้ประโคมแตรสังข์ฆ้องกลองขึ้น แล

๖ ข้าหลวงผู้จำทูลพระราชโองการนั้นจึงเชิญพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร เสด็จเข้าในพระวิหาร นั่งเหนือเตียงทองลาดผ้าขาวตั้งเบญจานั้น แล้วชักม่านสองไขปิดไว้ จึงให้ผู้จำทูลนั้นประนมมืออยู่ณที่นั้น แลน่าเบญจานั้นให้ปูพรมลาดผ้าแต่ตราหนึ่งสำหรับผู้จะยืนอ่านพระราชโองการ แลอ่านพระสุพรรณบัตร แล้วให้เจ้าพระยานครนุ่งผ้าสมปักขาวชายกรวย ห่มเสื้อขาวใส่พอกเกี้ยวดอกไม้ไหวขึ้นคานหาม ให้หลวงขุนหมื่นตามพนักงานแห่เข้ามาถึงประตูพระวิหาร ให้นั่งน่าเบญจาออกมาประมาณ ๔ ศอก ให้มีพานขันหมากถวายบังคม แลให้พระหลวงขุนหมื่นกรมการ แลเมืองขึ้นทั้งปวงนั่งโดยอันดับเปน ๒ แถว ให้ปูเช็ดหน้าเรียงเข้าตอกดอกไม้หมากพลูธูปเทียน แล้วจึงให้ประโคมแตรสังข์ฆ้องกลอง แล้วนายแวงผู้จำทูลพระราชโองการนั้นจึงชักม่าน แลชาววังกรมพระคลังผู้จำทูลนั้นนั่งถัดแวงออกมาตามซ้ายขวาแลให้เจ้าพระยานครแลพระหลวงขุนหมื่นกรมการทั้งปวงกราบถวายบังคมสามลาแล้วสงบอยู่ก่อน ครั้นสุดเสียงกลองแลแตรสังข์แล้ว จึงให้เจ้าพระยานครพระหลวงขุนหมื่นกรม การทั้งปวงถวายบังคมให้พร้อมกันแล้ว ผู้จำทูลพระราชโองการแลอาลักษณ์ซึ่งนุ่งขาวนั้นกราบถวายบังคมสามลาแล้ว จึงให้นายแวงผู้จำทูลนั้นไขย่นพานย่นเจียดถุงกล่องออกแล้ว เชิญพระราชโองการส่งให้อาลักษณ์ยืนบนผ้าแดงแลพรมนั้น อ่านพระราชโองการมอบเมืองนครให้แก่พระยาไชยาธิเบศร์เปนเจ้าพระยานครครั้นจบพระราชโองการแล้ว ให้หลวงศรีราชสงครามรามภักดีปลัด แลกรมการทั้งปวง

๗ ประนมมือเหนือศีศะรับสั่งตราพระราชโองการ ว่าข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงขอรับพระราชโองการมานพระบัณฑรูด้วยเกล้า ฯ ครั้นรับสั่งแล้วให้กราบถวายบังคมสามลา จึงให้อ่านพระสุพรรณบัตรพระราชทานชื่อแก่เจ้าพระยานคร ครั้นจบพระสุพรรณบัตรแล้ว ให้เจ้าพระยานครนั้นรับสั่งว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชโองการมานพระบัณฑรูด้วยเกล้า ฯ จึงส่งพระสุพรรณบัตรให้แก่พระยาไชยาธิเบศร์เปนเจ้าพระยานครรับพระราชทานชื่อ จึงให้เจ้าพระยานครแต่งพานมุกรองเหมทองรับพระสุพรรณบัตรไว้ตามธรรมเนียม แลจึงให้อาลักษณ์เชิญตราพระครุธพ่าห์ชูขึ้นเหนือศีศะ แล้วจึงให้ร้องประกาศว่าคงตราพระครุธพ่าห์แล้ว ๓ ที แล้วจึงให้หลวงปลัด แลกรมการทั้งปวงกราบถวายบังคมแล้วรับสั่งตราพระครุธพ่าห์ว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงขอรับพระราชโองการมานพระบัณฑรูด้วยเกล้า ฯ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงขอโดยพระราชโองการมานพระบัณฑรู ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ มานี้จงทุกประการ แล้วจึงให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์สามลา แล้วเชิญพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์เสด็จขึ้นแล้ว ให้เจ้าพระยานครแลกรมการทั้งปวงกราบถวายบังคมสามลาอิกครั้งหนึ่งเล่า แล้วให้ชักม่านไขเข้า ครั้นเสร็จแล้วจึงให้เผดียงพระสงฆ์ราชาคณะแลพระสงฆ์อันดับนั้นสวดถวายพระพรพระพุทธเจ้า จนสัพพพุทธาแลภวตุสัพพมังคลังแลสวดพระพุทธมนต์ ต่อจบแล้วจึงให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ แลให้พระหลวงขุนหมื่นทั้งปวงตั้งแห่แหน เชิญพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ เสด็จมาณมณฑปนั้นตามธรรมเนียม ครั้นเสร็จการ

๘ มอบเมืองแล้ว ให้นายเทียรฆราษ นายสวัสดิ์ภักดี โกชาอิสหาก นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาท ว่าแก่เจ้า พระยานครให้แต่งหนังสือทูลเกล้า ฯ ถวายสนองราชโองการนั้น ปิดตราเข้าพนมปากบอกด้วยกระดาษแลครั่งตามธรรมเนียม แลหนังสือปฏิบัติ ฯ พณ ฯ โกษาธิบดี แล้วให้แต่งของบรรณาการสำหรับสนองพระราชโองการ แลสิ่งของสนองหนังสือ ฯ พณ ฯ โกษาธิบดี แลค่าธรรมเนียมมอบเมือง แลค่าธรรมเนียมแต่งตราพระราชโองการแลตราพระครุธพาห์ แลพระสุพรรณบัตร แลค่าผู้เชิญตราพระราชโองการ แลค่ารับสั่งนายเวรชาววังมหาดไทยแก่เจ้าพระยานครแต่ตามธรรมเนียม แล้วให้เรียกเอาค่าตำแหน่งผู้กราบถวายบังคมพระราชโองการตามบันดาศักดิ์จงทุกคน ให้เจ้าพระยานครแลกรมการแต่งพระหลวงขุนหมื่นอันมั่นคง คุมไพร่สรรพ ด้วยเครื่องสาตราวุธ สำหรับมือให้ครบ แลเรือแห่แหนป้องกันพิทักษ์รักษาเชิญเสด็จพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์ แลเครื่องบรรณาการกลับเข้าไปยังกรุง อย่าให้เปนเหตุการประการใดได้ อนึ่งเมื่อพระราชโองการเสด็จไปณกลางทางจนถึงเมืองนครนั้น ให้นายเทียรฆราษ นายสวัสดิ์ภักดี โกชาอิสหาก นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ กำชับว่ากล่าวห้ามปรามแก่นายเรือ แลใบพันหัวพันท้ายแลไพร่พลรบพลกรรเชียงแลบ่าวไพร่ข้าไทยสมัคสมาอาไศรยซึ่งไปด้วยนั้น อย่าให้เอากิจราชการณกรุงไปเจรจาว่ากล่าวบอกเล่าแก่ชาวเมืองใต้ทั้งปวง แลเพื่อนฝูงสมัคสมาอาไศรย แห่งใดตำบลใดแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลอย่าให้วิวาทตีด่าฆ่าฟัน

๙ ฉกชิงฉ้อกระบัด ทำข่มเหงเอาพัสดุทองเงินแลทรัพย์อัญมณีแก่สมณะ พราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรลูกค้าวานิช แต่ประการใดประการหนึ่งได้ ถ้าแลรู้เห็นเปนประการใด แลผู้มีชื่อมาว่ากล่าวแลพิจารณาเปนสัจไซ้ ก็จะเอานายเทียรฆราษ นายสวัสดิ์ภักดี โกชาอิสหาก นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาท ซึ่งมิได้ทำตามกฎหมายให้นี้ ลงพระราชอาญาตามโทษานุโทษ แลให้ทำตามกฎหมายนี้จงทุกประการ กฎให้ไว้ณวันศุกร์เดือนยี่ขึ้น ๑๐ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๐๔ ปีจอจัตวาศก อนึ่งผู้เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เสียค่าธรรมเนียมในนี้อาลักษณ์จารึกชื่อตามบันดาศักดิเสมอนาร้อยละสลึง กรมอาลักษณ์ ผู้แต่งตราพระราชโองการได้ค่าธรรมเนียม ๑๒๐ บาท กรมแสงในได้ค่าธรรมเนียมรักษาตรา พระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ ๑๒๐ บาท สนมผู้เชิญตราพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ ๔๐ บาท คนหามเสลี่ยงแลแตรสังข์แลเทียวแห่มาแต่โรงแสงเสมอคนละ ๑ บาท อนึ่งค่าตำแหน่งศักดิผู้รักษาเมืองผู้รั้ง แลข้าหลวงกรมการนายระวางนาย พขนอนด่านคอยสิบร้อยอายัดแลแขวงนายบ้านนายอำเภอ แลพระหลวงขุนหมื่นวิเศษข้าส่วย แลส่วยซ่องกองช้างทั้งปวง กราบถวายบังคม เสียค่าชักม่านค่าปี่กลองเปนค่าตำแหน่งศักดิขุนขนอน ๖ บาท ค่าชักม่านหนึ่งเฟื้อง ปี่กลองหนึ่งเฟื้อง แตรหนึ่งเฟื้อง ช่องขนอน ๓ บาท ชักม่านหนึ่งเฟื้อง แตรหนึ่งเฟื้อง แลพระหลวงขุนหมื่นกรมการ แลนายระวางนายบ้านนายอำเภอ แลข้าหลวงขุนหมื่น

๑๐ วิเศษ ข้าส่วยซ่องกองช้างทั้งปวง เสียค่าถวายบังคมแลค่าชักม่าน ค่าปี่กลอง เปนค่าตำแหน่งศักดิตามบันดาศักดิแต่นา ๑๐๐ ขึ้นไป เสียค่าตำแหน่งศักดิ ๑๐๐ ละ ๒ สลึง แลนา ๑๐๐ ขึ้นไปถึงนา ๑๐๐๐ เสมอ ๑๐๐ ละ ๒ สลึง แลเสียค่าชักม่านแลปี่กลองแลแตรเหมือนกันทุกคน ในลักษณพระราชโองการนั้นว่า พระราชโองการพระบาทพระศรีสรรเพช สมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือองค์สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้า พระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าช้างเนียม พระเจ้าช้างเผือก ทรงทศพิธราชธรรม์ ราชอนันตสมภาราดิเรก เอกอุดมบรมจักรพรรดิสุนทรธรรมมิกราชบรมนารถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาตรัสเอาพระยาไชยาธิเบศร์ เปนเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ครั้นพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์เสด็จโดยสวัสดิภักดีชาววัง แลโกชาอิสหากกรมคลัง นายพิทักษ์ราชา นายชาญอาวุธ แวงจัตุลังคบาทจำทูลมานี้ไซ้ ให้หลวงศรีราชสงครามรามภักดีปลัด หลวงภักดีราชยกรบัตร แลกรมการทั้งหลาย ตรวจจัดช้างม้ารี้พลไร่นาอากรสำหรับเมืองมอบโดยขนาด ในลักษณพระสุพรรณบัตรนั้นว่า ศุภมัสดุ สุวดิการยดิเรก ๑๖๖๔ ศกโสณสังวัจฉรมฤคสิรมาศสุกรปักษ์ เทวดิถีพุฒวารศุภมหุรดิ พระบาทพระศรีสรรเพชสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระ

๑๑ กรุณาพระราชทานนามกรพระยาไชยธิเบศร์ เปนเจ้าพระยาศรีธรรมมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ในลักษณหนังสือซึ่งสนองพระราชโองการนั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้า เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัย พิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ขอกราบถวายบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ด้วยข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อ) แลแวงจัตุลังคบาทซ้ายขวา จำทูลพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ แลพระสุพรรณบัตรเสด็จไปมอบข้าพระพุทธเจ้าแล้วแลข้าพระพุทธเจ้าเชิญพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์เสด็จกลับโดย (ชื่อ) แลนายแวงจัตุลังคบาท เข้ามากราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบถวายบังคมทูลพระกรุณาพระบาทพระพุทธเจ้าอยู่หัว


เรื่องตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี

วันอังคารเดือน ๑๑ ขึ้น ๖ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาเช้าเสด็จออกขุนนางณพระที่นั่งท้องพระโรง หมื่นพิพัฒน์โกษารับสั่งใส่เกล้า ฯ สั่งว่ากำหนดจะได้ให้ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง ขุนวิเศษนุชิตกรมคลังนายเทียรฆราษอาลักษณ์ นายจิตรบำเรอแวงตำรวจนอกซ้าย นายบัลลังก์กุญชรแวงตำรวจในขวา แวงจัตุลังค บาท จำทูลพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร ออกไปพระราช

๑๒ ทานมอบเมืองให้เจ้านครเปนเจ้าขันฑสิมา พระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งนี้ ได้ฤกษ์ณวันอังคารเดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาเช้า ๔ นาฬิกา ๒ บาท เปนมงคลฤกษ์ แลให้พนักงานพระคลังมหาสมบัติเบิกทองแผ่แผ่นพระสุพรรณบัตรหนัก ๖ สลึง กว้าง--- ยาว----สำหรับจารึกพระสุพรรณบัตร แล้วให้ตีกล่องทองจำหลักสูง ๕ นิ้วกึ่งใหญ่รอบ ๖ นิ้ว ทั้งฝาทั้งตัวหนัก ๒ บาท ๓ สลึงเฟื้องสูง---ใหญ่รอบ---- สำหรับใส่แผ่นพระสุพรรณบัตร แล้วให้ตีกล่องเงินหนัก ๑ ตำลึง ๒ บาท ๑ สลึง สูง ๖ นิ้วกึ่ง ใหญ่รอบ ๗ นิ้ว สำหรับใส่กล่องทองซึ่งใส่พระสุพรรณบัตร แล้วให้ตีกล่องทองจำหลักทั้งฝาทั้งตัวหนัก----สูง---ใหญ่รอบ----สำหรับใส่พระราชโองการ แล้วตีกล่องเงินจำหลักทั้งฝาทั้งตัวหนัก---สูง---ใหญ่รอบ----สำหรับใส่กล่องทองซึ่งใส่พระราชโองการ แล้วให้ตีผอบทองจำหลักทั้งฝาทั้งตัวหนัก----สูง----ใหญ่รอบ----สำหรับใส่ตราพระครุธพ่าห์ แล้วให้ตีกล่องเงินจำหลักทั้งฝาทั้งตัวหนัก---สูง----ใหญ่รอบ---สำหรับใส่ผอบทองรองตราพระครุธพ่าห์ เปนพนักงานคลังมหาสมบัติได้ทำ อนึ่งให้เจ้าพนักงานกรมคลังวิเศษเบิกงาต่อพระคลังมหาสมบัติ ไปให้ช่างกลึงกล่องสูง----ใหญ่รอบ----สำหรับใส่พระราชโองการองค์ ๑ พระสุพรรณบัตรองค์ ๑ แล้วให้ทำเจียดเขียนลายทองสำหรับใส่ผอบตราพระครุธพ่าห์องค์๑แล้วให้มีถุงแพรลายทองสำหรับใส่กล่องพระราชโองการ พระสุพรรณบัตรแลใส่เจียดรองตราพระครุธพ่าห์ด้วยจงทุกองค์ แล้วให้จัดพานรองแว่นฟ้า ถ้ามิได้พานรองแว่นฟ้าจะได้เปนพานรองมุกทึบก็เอาเถิด ให้

๑๓ ได้ ๓ สำรับ แล้วให้มีถุงย่นแพรลายทองมีระบายปากผูกกะโจมสูงต่างคลุม ถ้ามิได้ผูกกะโจมสูงย่นถุงต่ำไป ก็ให้มีคลุมสักหลาดแดงด้วยทั้งสามสำรับ สำหรับใส่พระราชโองการสำรับ ๑ ใส่ตราพระครุธพ่าห์สำรับ ๑ ใส่พระสุพรรณบัตรสำรับ ๑ เปนพนักงานพระคลังวิเศษ แลกล่องทอง กล่องเงิน กล่องงา กล่องเจียด แลพานถุงย่นทั้งนี้ เปนพนักงานอาลักษณ์ได้เร่งรัดตรวจตราว่ากล่าวแลให้กรมแสงในซ้ายเบิกขี้ผึ้งกลึงหุ่นตราพระครุธพ่าห์องค์ ๑ แลกำหนดได้จารึกพระราชโองการ พระสุพรรณบัตร แลจำลอง ตราพระครุธพ่าห์ แลปิดตราพระราชโองการ ได้ฤกษ์ณวันศุกรเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาเช้า ๕ นาฬิกา ๓ บาท แลให้กรมแสงในซ้ายเชิญตราพระราชโองการพระครุธพ่าห์ออกมา ให้อาลักษณ์แลกรมแสงในซ้ายแต่งบายศรี ๒ สำรับ ศีศะสุกรคู่ ๑ เทียนทองคู่ ๑ เทียนเงินคู่ ๑ เข้าตอกดอกไม้ธูปเทียนแป้งหอมน้ำมัน หอม แลให้อาลักษณ์เบิกผ้าขาวต่อพระคลังวิเศษมานุ่งผึน ๑ ห่ม ผืน ๑ สำหรับนุ่งห่มจารึกพระราชโองการ พระสุพรรณบัตร ครั้นจะใกล้ได้ฤกษ์จารึกให้จุดธูปเทียนบูชา เข้าตอกดอกไม้จุณเจิมแป้งน้ำมันแล้ว จึงให้อาลักษณ์นุ่งห่มผ้าขาวกราบถวายบังคมสามลาแล้วจึงให้จารึกพระราชโองการ พระสุพรรณบัตร แลจำลองตราพระ ครุธพ่าห์ลงขี้ผึ้งหุ่นซึ่งกรมแสงในซ้ายทำไว้นั้น แล้วจึงเชิญพระราชโองการพระครุธพ่าห์พระสุพรรณบัตร เข้ากล่องใส่ถุงย่นพานแล้วอาลักษณ์ได้ปิดตรา ประจำขี้ผึ้ง ปากถุงกล่องปากถุงย่นพาน ตามธรรม

๑๔ เนียมเสร็จแล้ว จึงเชิญพานพระราชโองการตราพระครุธห์พ่าห์ พระสุพรรณบัตรขึ้นไว้บนพระที่นั่ง แลเมื่อจารึกพระราชโองการพระสุพรรณบัตร แลจำลองตราพระครุธพ่าห์ เปนพนักงานจตุสดมภ์แลผู้รับสั่งได้มานั่งกำกับดูแลด้วยจนสำเร็จ ครั้นถึงกำหนดฤกษ์ จะได้เชิญพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรเสด็จไปลงเรือพระที่นั่งนั้น ให้สนมพลเรือนแลข้าหลวงผู้จำทูลนุ่งสมปักลายใส่เสื้อครุยขาวไปเชิญรับพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรไปส่งขึ้นวอจตุรมุข แลให้พนักงานสีตำรวจเชิญพระวอจตุรมุขมีคนหาม ๑๐ คน มาคอยเตรียมรับพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรณประตูพระราชวัง แลให้กรมวังจัดเครื่องสูงแห่พระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร น่า ๓ คู่ หลัง ๒ คู่ สัปทน ๔ คัน แล้วให้กรมกลาโหมเกณฑ์กลองชนะ ๓ คู่ ปี่คัน ๑ แตรงอนคู่ ๑ สำหรับแห่แลประโคมพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร แลให้มหาดไทยเกณฑ์พระหลวงขุนหมื่นฝ่ายทหารพลเรือน นุ่งสมปักลายใส่เสื้อครุยขาว เดินประสานมือแห่น่า ๒๐ แห่หลัง ๑๐ รวม ๓๐ คู่ แล้วให้เกณฑ์ทหารใส่เสื้อเกราะแลหมวก ถือปืนแลธนูหางไก่ แห่น่าพระหลวงขุนหมื่นซึ่งประสานมือแห่นั้น ข้างน่า ๓๐ ข้างหลัง ๑๕ มีธงริ้วธงฉานแห่ด้วยตามธรรมเนียม ไปส่งจนลงเรือพระที่นั่ง แลข้าหลวงผู้จำทูล ๕ นาย กับสนมผู้เชิญตรานาย ๑ นั้น ให้เคียงข้างพระวอแห่ไปด้วยข้างละ ๓ คนจนถึงเรือพระที่นั่ง แลให้พนักงานสี่

๑๕ ตำรวจไปปลูกฉนวนคอยรับพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรณสพานริมบ้านพระเนาวโชติ แล้วให้พนักงานสี่ตำรวจ เชิญเรือพระที่นั่งศรีสนกซึ่งแห่พระศพเข้ามาแต่เมืองนครนั้น มาตกแต่งดาดสีหลังคา แลรอยเขียนเก่าซึ่งชำรุดเศร้าหมองอยู่นั้น ให้กรมช่างเขียนไปวาดเขียนตกแต่งซ่อมแปลงให้งามให้ดี ให้พนักงานกรมวังเอาม่านลงไปผูกทั้ง ๔ ด้านที่หลังคาดาดสี จะเชิญพระราชโองการตราพระครุธ พ่าห์ พระสุพรรณบัตรลงอยู่นั้นแล้ว จึงให้เชิญพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรเสด็จลงเรือพระที่นั่งแลให้มหาดไทยกลาโหมเกณฑ์คู่เรือแห่พระหลวงขุนหมื่นยาว ๗-๘-๙วา ขึ้นไป ให้แต่งตัวจงโอ่โถง กินเครื่องอุปโภคบริโภคตามบันดาศักดิ์ แห่น่าเรือพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตร ๑๕ คู่ แห่หลัง ๗ คู่ แห่ลงไปส่งจนด่านปากลัดตามธรรมเนียมแลสัปทน ๔ คัน กลองชนะ ๓ คู่ ปี่คัน ๑ แตรงอนคู่ ๑ นั้น ให้แห่แลประโคมไปด้วยสำหรับพระราชโองการ แต่ณกรุงออกไปตามหัวเมืองแลบ้านรายทางออกไปจนถึงเมืองนคร แล้วให้ประโคมพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์กลับเข้ามาจนถึงกรุง แลให้ชาววังผู้อยู่เวรสั่งไปมหาดไทยกลาโหม ให้หมายบอกแก่เจ้าพนักงานให้ทำกิจการทั้งปวงให้ครบจงทุกพนักงาน อย่าให้ขาดค้างช้าเสียราชการพระเจ้าอยู่หัวไปแต่พนักงานใดพนักงานหนึ่งได้ตามรับสั่ง แลเรื่องราวข้อรับสั่งทั้งนี้


๑๖ นายจำเนียรชาววัง นายแกว่นมหาดไทย นายบริบาลกลาโหม

นายรัตนบรรยงชาววัง ได้สั่งเวร นายแกว่นมหาดไทย นายพิบูลย์ชาววัง นายแกว่นมหาดไทย นายชำนาญชาววัง นายแกว่นมหาดไทย ในลักษณพระราชโองการนั้นว่า พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรฐ อิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงทศพิธราชธรรม์ อนันตสัมภาราดิเรกเอกอุดม บรมจักรพรรดิสุนทรธรรมมิกราชบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาตรัสเอาพระยานครเปนเจ้าขัณฑสิมา นามขัติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช ครั้นพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์เสด็จโดย ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง ขุนวิเศษนุชิตกรมคลัง นายจิตรบำเรอ นายบัลลังก์กุญชร แวงจัตุลังคบาท จำทูลมานี้ไซ้ ให้พระยาราชสุภาวดีผู้ช่วยราชการ แลพระยาพระหลวงเสนาบดี ขุนหมื่นมหาด เล็กข้าเฝ้าทั้งหลาย ตรวจจัดเครื่องราชบริโภคสำหรับกระษัตริย์ประเทศราช พระราชทานมอบโดยขนาด

๑๗ ในลักษณพระสุพรรณบัตรนั้นว่า ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยานครคืนเมือง เปนเจ้าขัณฑสิมา นายขัติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เศกไปณวันอาทิตย์เดือนสิบเอ็ดขึ้นสามค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๘ ปีวอกอัฐศก ในลักษณหนังสือซึ่งสนองพระราชโองการนั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้าพระเจ้านครศรีธรรมราช ขอกราบถวายบังคมทูลพระกรุณาแด่พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระอนันตคุณอันมหาประเสริฐ ด้วยข้าพระพุทธเจ้า ขุนวิเศษนุชิตกรมคลัง ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง นายเทียรฆราษอา ลักษณ์ นายจิตรบำเรอแวงซ้าย นายบัลลังก์กุญชรแวงขวา แวงจัตุลังคบาท จำทูลพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์ พระสุพรรณบัตรเสด็จไปพระราชทานมอบเมืองให้ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามขัติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรย์ เจ้าขัณฑสิมาเมืองนครศรีธรรมราชเสร็จแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าเชิญพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์เสด็จกลับโดยขุนวิเศษนุชิตกรมคลัง ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง นายเทียรฆราษอาลักษณ์ นายจิตรบำเรอแวงซ้าย นายบัลลังก์กุณชรแวงขวา แวงจัตุลังคบาท เข้ามา กราบถวายบังคมแด่พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ข้าพระพทุธเจ้าขอกราบถวายบังคมทูลพระกรุณาแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ เจ้าอยู่หัว บรมสุจริตปฏิการาธิคุณ อดุลยดิเรกเอกสัตยา ในขัติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช ถวายอภิวาท

๑๘ บังคมแด่พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระอนันตคุณอันมหาประเสริฐ ด้วยขุนวิเศษนุชิตกรมพระคลัง ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง นายจิตรบำเรอแวงซ้าย นายบัลลังก์กุญชรแวงขวา แวงจัตุลังคบาท จำทูลพระสุพรรณบัตร รัตนพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์ เสด็จออกไปมอบพระนครศรีธรรมราชเสร็จแล้ว เชิญพระราชโองการแลตราพระครุธพ่าห์เสด็จโดยแวงจัตุลังคบาทกลับยังกรุงพระนครศรีอยุทธยา ขอกราบถวายบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว


สำเนากฎ เรื่องตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี

กฎให้แก่พระยาราชสุภาวดี พระศรีไกรลาศ พระไชยนาท เสนาบดีข้าหลวงผู้อยู่รักษาเมืองนครศรีธรรมราช แลพระยากระลาโหม พระยาโกษา พระอุไทยธรรม์ พระส้วย เสนาบดีข้าเฝ้าผู้จะออกไปทำราชการครั้งนี้ ด้วยทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่าครั้งพระนครศรีอยุทธยาเสียแก่พม่าข้าศึกแต่ก่อน ฝ่ายกรมการพลเมือง ๆ นครหาที่พึ่งไม่ ยกปลัดเมืองขึ้นผ่านแผ่นดินเปนเจ้าขัณฑสิมาก็ได้พึ่งพาอาไศรยสัปยุทธชิงไชยชนะแขกข้าศึก ถ้าหาไม่ขัณฑสิมาก็จะระส่ำระสายเปนไป ความชอบมีอยู่กับแผ่นดิน ฝ่ายศักดิ


๑๙ กฤษฎานุภาพคงขัติยราชผู้หนึ่ง ครั้งนี้ราชธิดาก็ได้ราชโอรส ฝ่ายพระยานครก็ได้ไปตามเสด็จพระราชดำเนิน ช่วยทำการยุทธชิงไชยเหมมันพม่าข้าศึก ครั้นจะเอาไว้ให้บังคับพลช่วยการแผ่นดินพระนครศรีอยุทธยาก็เปนฝาเปนตัวอยู่เสร็จสิ้น ประการหนึ่งก็มีทาษกรรมกรแต่ ๒๐-๓๐ หาต้องการที่อยู่ไม่ ฝ่ายเจ้านราสุริวงษ์สวรรค์ครรไล ควรให้ไปบำรุงพระเกียรติยศสนองพระเดชพระคุณแทนเจ้านราสุริวงษ์สืบ ไป แลซึ่งจะบำรุงพระเกียรติยศนั้น ฝ่ายพระยานครเคยผ่านแผ่นดินเปนเจ้าขัณฑสิมาอยู่แล้ว ก็ให้ผ่านแผ่นดินเปนเจ้าขัณฑสิมา ฝ่าย ซึ่งผู้ผ่านแผ่นดินเปนเจ้าขัณฑสิมาสืบมาแต่ก่อนนั้น เหมือนกันกับพระยา ประเทศราช ประเวณีดุจเดียวกัน ให้พระราชทานราชทรัพย์ช้างม้าต้น เครื่องราชาโภค พระมาลาอย่างฝรั่งสีเหลือง พระเกี้ยวทองคำ พระยอดทองคำ พระยิกาทองคำ หนักทอง ๒ ตำลึง มีขนนกการเวกองค์ ๑ ฉลองพระองค์ทรงประพาศสีเหลือง สังเวียนบังพระกรฉลองพระสอ หนักทอง ๒ ตำลึง ๑ บาท ๑ เฟื้อง ฉลองพระองค์อย่างน้อย เข้มขาบก้านแย่งดุมผ้า ๑ ฉลองพระองค์ยี่ปุ่นพี้นโหมดดอกเครือ ๑ สององค์ ภูษาลายหกคืบบัวผันพื้นขาว ๑ ภูษาลายหกคืบช่องกระจกฅอนกขาว ๑ สององค์ ภูษาคลุมบรรธมเทพประนมสี่ทิศซับแพรกรวยแดงองค์ ๑ สนับเพลาเชิงงอนองค์ ๑ พานพระศรีทองคำหนัก ๑๘ ตำลึง ๓ บาท เครื่องในทองคำ ตลับภูทั้งสร้อยหนัก ๓ บาท ๑ สลึง เต้าปูนหนัก ๑ ตำลึง ๑ บาท จอกเฟืองมีเชิงหนัก ๓ บาท ๒ สลึง จอกเฟืองน้อยหนัก ๒ บาท ๓ สลึง

๒๐ ผอบใหญ่หนัก ๑ ตำลึง ๑ สลึง ผอบน้อยหนัก ๑ ตำลึง ๑ เฟื้อง ด้ามมีดหมากหนัก ๑ บาท ๑ สลึง ๗ สิ่งหนักทอง ๖ ตำลึง ๑ เฟื้อง พระเต้าทองคำหนัก ๑๑ ตำลึงองค์ ๑ บ้วนพระโอษฐทองคำหนัก ๓ ตำลึงองค์ ๑ พานเงินจำหลักปากกะจับรองพระภูษาหนัก ๒ ชั่ง ๒ ตำลึง ๓ บาทองค์ ๑ สุพรรณภาชนเงินของคาว ๓ เท้า ปากจำหลักอย่างยี่ปุ่นหนัก ๓ ชั่ง ๕ ตำลึงหนึ่ง สุพรรณภาชนเงินของเสวย ๔ เท้า ปากจำหลักอย่างยี่ปุ่นหนัก ๑ ชั่ง ๓ ตำลึง ๒ บาทหนึ่ง บ้วนพระโอษฐเงินอย่างเทศหนัก ๑ ชั่ง ๓ ตำลึง ๒ บาทหนึ่ง พระกลดองค์ ๑ พรมที่ ๕ คืบผืน ๑ เงินตรา ๓๐ ชั่ง ฉลองพระบาทอย่างเทศหักทองขวางคู่ ๑ พระเสลี่ยงงาองค์ ๑ เรือพระที่นั่งครุธดาดสีลำ ๑ พระแสงดาบยี่ปุ่นด้ามกัลปังหาส้นทองคำปลอกทองคำองค์ ๑ พระแสงหอกซัดด้ามแก้วปลอกทองคำประดับพลอย ๒ องค์ พระแสงปืนส้นคร่ำทอง ๑ พระแสงปืนยาว ๔ คืบคร่ำทอง ๑ สององค์ พระแสงปืนคาบศิลายาวท้ายพระที่นั่ง ๑๐ องค์ ออกไปผ่านขัณฑสิมานามขัติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรย์พระเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งพระนามนั้นทรงพระสุพรรณบัตร สุวรรณรัตนราชนามพระราชทานใส่กล่องทอง กล่องเงิน กล่องงา ถุงแพรใส่พานแว่นฟ้ามีถุงย่นปิดตราประจำขี้ผึ้งออกมาด้วยแล้ว แลซึ่งเครื่องราชาโภคสิ่งใดมิครบนั้นให้พระเจ้านครศรีธรรมราช เสนาบดีทำนุบำรุงจัดแจงขึ้นจงบริบูรณ์แลซึ่งลูกหลวง เสนาบดีข้าเฝ้ามหาดเล็กเมืองนครได้เข้ามาทำการ ณกรุงนั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระราชทานตามยศ

๒๑ กลับออกไปทำราชการด้วยพระเจ้านครศรีธรรมราชแล้ว แลซึ่งลูกหลวงเข้ามาทำราชการด้วยนั้น ให้รับพระราชทานฉลองพระองค์อย่างน้อยเข้มขาบก้านแย่งพื้นแดงดุมตาด ๑ เสื้อก้านแย่งกระบวนจีนพื้นม่วงดุมผ้า ๑ ผ้าพ้วยห่มนอนลายเขมราษฎ์พื้นแดงซับในแพร ๑ ถาดหมากคนโทก้าไหล่ทองอย่างเจ้าราชนิกูล สำรับ ๑ พรมน้อยสี่คืบผืน ๑ เงินตรา ๕ ชั่ง ปืนรองทรงยาว ๔ คืบคร่ำทองรางครึ่งท่อน ๑ ปืนรองทรงส้นท้ายหอยโข่งคร่ำทอง ๑ สองบอก เรือรบลำ ๑ ซึ่งเสนา บดีข้าเฝ้าแลมหาดเล็กได้รับพระราชทาน พระยากระลาโหม ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๓ ชั่ง พระยาโกษา เสื้อยี่ปุ่นผืน ๑ ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๓ ชั่ง เรือรบลำ ๑ พระอุไทยธรรม์ เสื้อเข้มขาบสีจันผุดดอกผืน ๑ ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๓ ชั่ง เรื่อรบลำ ๑ พระส้วย ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๓ ชั่ง นายกิ่งมหาดเล็ก ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๑ ชั่ง นายเรืองมหาดเล็ก ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๑ ชั่ง นายบุนนากมหาดเล็ก ถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เงินตรา ๑ ชั่ง นายนรสีห์ นายเพ็ง นายคลัง นายศรีรักษ์ นายบุญมี นายนาก มหาดเล็ก ๖ คน เงินคนละ ๑ ชั่ง เปนเงิน ๖ ชั่ง กลับ

๒๒ คืนออกมาทำราชการด้วยพระเจ้านครศรีธรรมราชตามรับสั่ง ให้พระเจ้านครศรีธรรมราชบำรุงจัดตั้งไปทำราชการโดยควร ประการหนึ่งราชาโภคสิ่งใดไม่ครบ ให้เสนาบดีตักเตือนเจ้าพนักงานบำรุงขึ้นจงบริบูรณ์ อิกประการหนึ่งควรให้พระเจ้าขัณฑสิมาบำรุงฝ่ายน่าฝ่ายใน ให้สรรพไปด้วยสุรางคนางปรางปราสาทราชเรือนหลวงน้อยใหญ่ในนอกพระนครขอบขัณฑสิมา จงพิจิตรรจนาไปด้วยโยธาข้าทหารให้เปนเกียรติยศศักดิ์ศรีในพิภพแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราชสืบไป ประ การหนึ่งควรให้ตรวจตราตกแต่ง ซ่อมแปลงกำแพงค่ายคูประตูเมืองพ่วงรอหอรบเชิงเทิน แลบำรุงซ่องสุมหมู่โยธาทหาร ให้ชำนิชำนาญในการยุทธไว้จงสรรพ มีราชการโดยเสด็จ ฯ การสงคราม ควรพระเจ้านครศรีธรรมราชติดตามโดยเสด็จ ฯ ถ้าพระเจ้านครศรีธรรม ราชพฤฒิภาพชราโดยเสด็จ ฯ มิได้ ควรให้แต่งฝ่ายน่าเสนาบดีคุมไพร่พลโยธาข้าทหารติดตามโดยเสด็จ ฯ ช่วยราชการ ถ้าแลฝ่ายน่าเสนา บดีทวยหาญหมู่ใดมิได้ปลงใจลงในราชการแผ่นดิน ย่อท้อต่อข้าศึกคบคิดกันหลบหลีกหนีประการใด ควรให้ลงพระราชอาญาโดยพระไอยการ อิกประการหนึ่งควรพระเจ้าขัณฑสิมา ปลงราชหฤไทยเที่ยงลงในจตุปาริสุทธศีล บังคับบัญชากิจการราชการแผ่นดินตามบุรพประเพณีกระษัตริย์สืบมา อย่าอาสัจอาธรรม์ อิกประการหนึ่งควรบำรุงคันถธุระพระไตรปิฎกขึ้นไว้ ให้สมณพราหมณาจารย์กุลบุตรเล่าเรียนจะได้เปนบุญแห่งอาตมสืบไป อิกประการหนึ่งควรตรวจตราดูพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ

๒๓ พระวิหารการเปรียญวัดวาอารามแห่งใดชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่นั้น ควรซ่อมแปลงทำนุกบำรุงปฏิสังขรณ์ขึ้นให้รุ่งเรือง ก็จะเปนบุญแห่งอาตมภาพสืบไป ว่ามาทั้งนี้เปนปลาย ควรปลงราชหฤไทยลงอยู่ในจตุปาริสุทธศีลเปนอาทิ ให้กอบด้วยศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เปนปลายมาดหมายอภิญญาอยู่ในไตรสรณาคมน์ ก็อาจจะกำจัดเสียได้ซึ่งไภยอุปัทวทั้งปวง ประการหนึ่งปืนเปนกระทู้การสงคราม ถ้าจะคิดอ่านขวนขวายเอาเงินจัดซื้อมิทันการ กว่าจะบอกเข้ามาขอเงินกรุงออกไปท่าทางไกล ถ้าขัณฑสิมาผู้ใดมีสติกำลังมั่งคั่งพอจะอาไศรยได้ ให้หยิบยืมเงินทดรองจัดซื้อปืนส่งเข้ามา จึงจะพระราชทานเงินออกไปใช้ให้ต่อภายหลัง ฝ่ายเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ก็ให้จัดแจงแก้ไขจัดซื้อไว้สำหรับราชการจงเต็มท้องที่ แล้วให้หาราชทรัพย์ใช้หนี้นายเงิน อย่าให้เปนหนี้ท่าน ปืนก็ให้ได้ไว้สำหรับการแผ่นดิน ประการหนึ่ง ควรให้จัดแจงเรือรบเรือไล่ดีบุกดินประสิวเข้าปลาอาหารเข้าไว้ในพระนครให้ได้จงมาก มีราชการปลายด่านแดนขัดสนประการใด ให้บอกหนังสือเข้ามาทรงพระกรุณาจะให้ยกกองทัพกรุงออกไปช่วย จึงจะได้อาไศรยสดวก อิกประการหนึ่งถ้าฝ่ายพระนครศรีอยุทธยาขัดข้องด้วยอาหารจะได้ พึ่งพาอาไศรยบ้าง ประการหนึ่งส่วยสาอากรในเมืองนครแขวงหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองนคร สิ่งใดซึ่งเปนพระราชทรัพย์สำหรับเข้าพระคลังหลวงณกรุงค้างเกินอยู่เก่าใหม่มากน้อยเท่าใดนั้น ควรจะส่งเข้ามาก็ให้ส่ง ควรมิส่งเข้ามา ขัดสนจะขอไว้ก็ให้บอกหนังสือ


๒๔ เข้ามา จึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้ ประการหนึ่งคลองท่าขามซึ่งจะออกไปทเลฝ่ายตวันตก มีตราออกไปแต่ก่อนให้ขุดชำระยังมิสำเร็จนั้น ให้ดูท่วงทีมาดหมายไว้ในใจ จึงจะให้มีตราออกไปต่อภายหลัง ประการหนึ่งเมืองไทรเมืองตานีเปนข้าขัณฑสิมาพระนครศรีอยุทธยา มิได้มาช่วยการสงคราม เสนาพฤฒามาตย์มุขลูกขุนปฤกษา ให้มีตราโกษาธิบดีออกไปลองใจยืมเงินเมืองละพันชั่ง เพื่อจะดูน้ำใจเมืองไทรเมืองตานี แลตราโกษาธิบดีนั้นก็ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ควรให้พระเจ้านครศรีธรรมราช เสนาธิบดีคิดอ่านอุบายถ่ายเทว่ากล่าว เมืองก็ให้ได้ ทั้งเงินก็ให้ได้ ราชการก็อย่าให้เสีย จึงจะเปนเกียรติยศความชอบแก่พระเจ้านครศรีธรรมราชเสนาธิบดีสืบไป ถ้าได้เงินมาหาต้องการที่จะเปนหนี้ไพร่ฟ้าประชากรซื้อปืนไม่ ให้เอาเงินใช้ค่าปืน ไว้สำหรับเมืองนครศรีธรรมราชบ้าง ส่งเข้ามาเปนกำลังราชการพระนครศรีอยุทธยาบ้าง ถ้าเห็นว่าจะแต่งเรือไปจัดซื้อปืนก็ขัดสน อิกประการหนึ่งสำเภาลูกค้าก็มิสู้เข้าออกเห็นหาได้ปืนเปนกำลังไม่ จะเนิ่นช้าไป ถ้าเห็นจะเปนประการดังนี้ให้ส่งราชทรัพย์นั้นเข้ามาณกรุง จัดซื้อปืนได้ จึงจะแบ่งออกไปให้เปนกำลังเมืองนครศรีธรรมราชบ้าง ประการหนึ่งพระยาราชสุภาวดี พระศรีไกรลาศ พระไชยนาท พระฉอำข้าหลวง แลรี้พลกรุงซึ่งออกไปทำราชการ มีบุตรภรรยาอยู่ณเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ถ้าต้อง การจะเอาไว้ช่วยราชการพลางก่อน ก็ให้บอกเข้ามาขอไว้ ถ้าไม่ต้องการที่จะอยู่แล้ว ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวต้องพระ

๒๕ ราชประสงค์ที่จะให้เข้ามาตามเสด็จพระราชดำเนิน ควรให้พระยาราชสุภาวดี พระศรีไกรลาศ พระไชยนาท พระฉอำ แลรี้พลทั้งปวงยกบุตรภรรยาพาครอบครัว เข้ามาทำราชการณกรุงให้สิ้นเสร็จราชการแล้ว พอใจจะออกไปทำราชการเมืองนคร ก็จะทรงพระกรุณาให้ออกไปตามสมัคต่อภายหลัง เรื่องราวซึ่งว่ากล่าวทั้งนี้โดยประมาณ ถ้าราชการผันแปรประการใด ควรให้พระเจ้านคร ศรีธรรมราชแลเสนาบดีข้าเฝ้าคิดอ่านปฤกษาหารือดำริห์ประพฤติการผัน แปรโดยราชปัญญาให้ชอบด้วยการขนบแผ่นกินจงทุกประ การ อย่าให้เสียราชการไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึงจะเปนเกียรติยศศักดิศรีในพิภพแผ่นดินเมืองนครศรีธรรม ราชสืบไป บัดนี้ให้เจ้าพระยาอินทวงษาอรรคมหาเสนาธิบดีคุมเรือรบเรื่อไล่ถือพล ๕๐๐ แลขุนวิเศษนุชิตกรมคลัง ขุนสกลมณเฑียรกรมวัง นายเทียรฆราษอาลักษณ์ แลนายจิตรบำเรอแวงซ้าย นายบัลลังก์กุญชรแวงขวา แวงจัตุลังคบาท จำทูลพระสุพรรณบัตรรัตนพระราชโองการ แลตราพระครุธพ่าห์ออกมาพระราชทานมอบเมืองให้พระเจ้านครศรีธรรมราช รับราชการผ่านแผ่นดินเมืองนครสืบไป ถ้าแลเจ้าพระยาอินทวงษาออกมาถึงเมืองนครแล้ว เมืองนครสงบอยู่ หาราชการศึกมิได้ ให้ซับทราบสอดฟังเข้ามาข้างฝ่ายกรุง ถ้าได้ข่าวว่ากรุงมีการศึกให้เร่งรีบเข้ามาช่วยราชการให้ทันท่วงที ถ้าฝ่ายกรุงสงบอยู่หาราชการศึกมิได้ ให้เจ้า พระยาอินทวงษาอยู่ชำระว่ากล่าว เร่งรัดส่วยสาอากรในเมืองนครแว่นแคว้นหัวเมืองขึ้นแก่เมืองนคร แต่บรรดาซึ่งเปนพระราชทรัพย์จะได้เข้า

๒๖ ยังพระคลังหลวงณกรุง ค้างเกินอยู่เก่าใหม่มากน้อยเท่าใดนั้น ให้เจ้าพระยาอินทวงษาเร่งรัดได้มากน้อยเท่าใด ควรจะส่งเข้ามาก็ให้ส่งเข้ามา ควรมิส่งเข้ามา พระเจ้านครศรีธรรมราชขัดสนจะขอไว้ให้บอกเข้ามาขอไว้ จึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้ ประการหนึ่งปืนพม่า ๑๐๐ ปืนยักตรา ๒๐๐ ซึ่งให้ออกไปส่งพระเจ้านครนั้น ถ้าออกไปถึงเมืองนครแล้ว ปืนพม่า ๑๐๐ นั้นให้พระราชทานไว้สำหรับเมืองนคร แต่ปืนยักตรา ๒๐๐ นั้น ถ้าเมืองนครสงบอยู่หาราชการศึกมิได้ พระเจ้านครพอจะจัดปืนอื่นสำรองไว้สำหรับเมืองได้ ให้ส่งปืน ๒๐๐ นั้นกลับคืนเข้ามา ถ้าเมืองนครยังมิราบคาบ จะขอไว้สำหรับราชการก่อนก็ให้เอาไว้เถิด ประการหนึ่งถ้าพระราชโองการเสด็จจะประทับถึงหัวเมืองใด ให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการปลูกหอรับเชิญพระราชโองการขึ้นประทับ แต่งการสมโภชกราบถวายบังคมตามธรรมเนียม แล้วให้รับส่งต่อกันออกไปกว่าจะถึงเมืองนคร ตามอย่างพระราชโองการเสด็จไปมอบเมืองทุกครั้ง อย่าให้เสียราชการเสียพระยศพระเกียรติไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าแลพระราชโองการเสด็จถึงเมืองนครแล้ว ให้เสนาบดีพระหลวงขุนหมื่นข้าเฝ้าผู้อยู่รักษาเมืองนครแต่งการรับสู่พระราชโองการ แลทำการสมโภชกราบถวายบังคม พระราชทานมอบเมืองแก่พระเจ้านครตามตำรากฎหมายอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน ให้เปนเกียรติยศศักดิศรีไว้สำหรับแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราชสืบไปจงทุกประการ


๒๗ กฎให้ไว้ณวันอังคารเดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๘ ปี วอกอัฐศก

วันจันทร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๑ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาเช้าเสด็จออกขุนนางณพระที่นั่งท้องพระโรง หมื่นพิพัฒน์โกษาได้เอาร่างกฎนี้อ่านกราบทูลพระกรุณาถวายแต่ต้นจนจบ ทรงพระกรุณา ฯ ให้ตกแซกวงกาโดยพระราชดำริห์ทรงแต่งจนสำเร็จแล้ว ทรงพระกรุณาให้อ่านแต่ต้นจนจบอิกครั้งหนึ่งแล้ว ทรงพระกรุณาสั่งว่า เรื่องราวกฎซึ่งทรงแต่งนี้เสร็จดีอยู่แล้ว ให้ลงกระดาษตามร่างนี้เถิด แลทรงพระกรุณาสั่งซึ่งจะได้เชิญพระราชโองการ พระสุพรรณบัตร ตราพระ ครุธพ่าห์ ออกไปพระราชทานมอบเมืองแก่พระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งนี้ เปนกฏหมายอย่างธรรมเนียมได้เคยทำมาแต่ก่อนประการใด แลเจ้าพนักงานได้รับพระราชทานค่าธรรมเนียมประการใด ให้ทำเปนกฎหมายเขียนรงลงไว้จงงามดีแล้วให้ เอากราบทูลพระกรุณา ถวายแล้วให้เอาไว้เปนกฎหมายอย่างธรรมเนียมสำหรับแผ่นดินสืบไป เมื่อทรงพระกรุณาสั่งนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หม่อมเจ้าประทุมไพจิตร หม่อมเจ้ามงคล เจ้าพระยาอนุวงษ์ราชา

๒๘ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เจ้าพระยามหาสมบัติ เจ้าพระยาอินทวงษา เจ้าพระยาราชนายก พระยาราชทูต พระสมบัติบาล พระศรีมโหสถ พระยาจักรี พระยามหาเสนา พระยายมราช พระยาพิไชยไอสวรรย์ พระยาสุรเสนา พระยาธรรมไตรโลก พระยาพิไชยราชา พระยาธิเบศร์บดี พระยาพิจิตร พระครูพิเชต พระมหาอำมาตย์ พระราชสุภาวดี พระวิชิตณรงค์ พระท้ายน้ำ

๒๙ ขุนหลวงพระไกรสี ขุนไชยอาญา เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย สมเด็จพระสังฆราช พระพุทธโฆษา พระลักษณ์ ก็เข้ามาถวายพระพรอยู่ด้วย วันอังคารเดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาเช้า ได้ส่งกฎฉบับนี้ให้แก่พระยาโกษา พระอุไทยธรรม์ นครรับไปณศาลาลูกขุนในพระราชวังแล้ว

คิดค่าตั้ง ค่าตรา ค่าธรรมเนียม ซึ่งเจ้านครจะได้ออกไปผ่านเมืองนครครั้งนี้ แลเจ้าพนักงานทั้งปวงจะได้รับพระราชทานทวีขึ้นเท่าตัวกับเปนเจ้าพระยานคร เปนเงิน ๔๑ ชั่ง ๓ บาท ในนี้ ค่ารับสั่ง ๔ ต่อ ๆ ละ ๖ ตำลึง เปนเงิน ๑ ชั่ง ๔ ตำลึง ค่าทูลฉลอง ๑๗ ตำลึง ค่าตั้ง ๒๐ ชั่ง ค่าตรา ๑๐ ชั่ง กรมแสงในซ้ายได้รักษาตราพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ แล้วได้เชิญออกปิดพระราชโองการ แลจำลองตราพระครุธพ่าห์ ๓ ชั่ง อาลักษณ์ ได้แต่งพระราชโองการ แลได้จารึกพระราชโองการ พระสุพรรณบัตร เงิน ๓ ชั่ง บายศรีซ้ายขวา ๒ สำรับ ศีศะสุกร ๑ เทียนเงินคู่ ๑ เทียนทองคู่ ๑ สองคู่ อาลักษณ์ ได้ทำเอง ผ้าขาวสำหรับนุ่งห่มจารึกพระราชโองการสำรับ ๑ เบิกพระคลังวิเศษ

๓๐ สนมผู้ได้รับเชิญตราพระราชโองการ ตราพระครุธพ่าห์ แต่พระที่นั่งมาขึ้นพระมณฑปแห่ลงไปส่งจนถึงพระที่นั่ง ๑ ชั่ง ค่ากฎสำหรับผู้ผ่านเมือง ๓ ตำลึง ค่าตรานำให้หัวเมืองรายทางปลูกหอรับพะราชโองการ แลทำกิจการทั้งปวง ๗ ตำลึง ๑ บาท คนหามพระมณฑปพระราชโองการ ๑๐ คน คนถือเครื่องสูงแห่พระราชโองการ ๑๐ คน ถือสัป ทนสำหรับพระราชโองการ ๔ คน กลองชนะ ๓ คู่ ๖ คน ปี่สำหรับกลองชนะคน ๑ แตรงอนคู่หนึ่ง ๒ คน รวม ๓๓ คน ๆ ละ ๒ บาทเงิน ๑๖ ตำลึง ๒ บาท ขุนพิศณุกรรม์กรมช่างเขียนได้เขียนเรือพระที่นั่งสำหรับทรงพระ ราชโองการ บายศรีหัวท้าย ๒ สำรับ ศีศะสุกรคู่ ๑ เทียนเงินคู่ ๑ เทียนทองคู่ ๑ สองคู่ ผ้าขาวกาสานุ่งห่มเขียนเรือพระที่นั่งสำรับ ๑ ขุนพิศณุกรรม์ได้ทำเอง เงินกำนนหัว ๓ ตำลึง ท้าย ๓ ตำลึง พันเงิน พันทองได้ค่าพระราชทานพระเสลียง๓ตำลึง พระกลด ๓ ตำลึง รวม ๖ ตำลึง คิดศิริเข้ากันเบ็ดเสร็จเปนเงิน ๔๑ ชั่ง ๓ บาท ยกค่าตั้ง ๒๐ ชั่ง ค่าตรา ๑๐ ชั่ง รวม ๓๐ ชั่ง เสียแล้ว คงจะได้เสียแต่ค่าเบ็ดเสร็จนอกค่าตั้งค่าตราเปนเงิน ๑๐ ชั่ง ๑๑ ตำลึง ๓ บาท ถ้าเปนแต่เจ้าพระยานคร หักลงกึ่งหนึ่ง คงเรียกกึ่งหนึ่งทั้งค่าตั้งค่าตราแลค่าเบ็ดเสร็จทั้งปวง ศิริเข้ากันเปนเงิน ๒๐ ชั่ง ๕ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ยกค่าตั้ง ๑๐ ชั่ง ค่าตรา ๕ ชั่ง รวม ๑๕ ชั่ง

๓๑ เสียแล้ว คงจะได้เสียแต่ค่าเบ็ดเสร็จนอกกว่าค่าตั้งค่าตราเปนเงิน ๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ขอเดชะ

วันอังคารเดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำปีวอกอัฐศก เพลาบ่าย ๓ โมงเศษเสด็จออกณตำหนักแพ หมื่นพิพัฒน์โกษากราบทูลพระกรุณาว่า คิดเงินค่าธรรมเนียมพระเจ้านครจะได้ออกไปผ่านเมืองนครครั้งนี้ทั้งค่าตั้ง ค่าตราค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานทั้งปวง เบ็ดเสร็จเข้ากันเปนเงิน ๔๑ ชั่ง ๓ บาท ยกค่าตั้ง ๒๐ ชั่ง ค่าตรา ๑๐ ชั่ง รวม ๓๐ ชั่งเสียแล้ว คงแต่ค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานทั้งปวง ๑๑ ชั่ง ๓ บาท แลบัดนี้เจ้าพนักงานทั้งปวงปฤกษาพร้อมกันเห็นว่า พระเจ้านครขัดสนอยู่ รับพระราชทานค่าธรรมเนียมแต่กึ่งหนึ่งเปนเงิน ๕ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ๑ บาท ๒ สลึง จึงทรงพระกรุณา ฯ สั่งว่า ครั้นจะเรียกเอาลดแต่กึ่งหนึ่ง กฎหมายอย่างธรรมเนียมจะฟั่นเฟือนไป อนึ่งเจ้าพนักงานทั้งปวงจะว่ากล่าวติเตียนว่า พระเจ้านครออกไปผ่านแผ่นดินเมืองนครเปนกระษัตริย์ประเทศราช เงินค่าธรรมเนียมของเราก็ติดอยู่ พระเจ้านครจะเสียเกียรติยศไป อย่าให้ลด ให้เจ้าพนักงานเรียกเอาค่าธรรมเนียมจงเต็ม อย่าให้เขาว่ากล่าวติเตียนได้ จึงจะเปนเกียรติยศศักดิศรีในพิภพแผ่นดินเมืองนครสืบไป แลกฎหมายค่าธรรมเนียมทั้งนี้ให้ลงรงไว้เปนกฎหมายอย่างธรรมเนียมสำหรับแผ่นดินสืบไป เมื่อทรงพระกรุณาสั่งนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เจ้าพระยามหาสมบัติ เจ้าพระยาอินทวงษา

๓๒ พระยาราชนายก พระยาจักรี พระยายมราช พระยารามัญวงษ์ พระท้ายน้ำ พระมหาเทพ ทั้งพระเจ้านครเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย วันอังคารเดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำปีวอกอัฐศก ได้แจกเงินค่าธรรมเนียมพระเจ้านครเสียให้เจ้าพนักงานทั้งปวงเปนส่วน นายพิมาน นายจำเนียร ชาววัง ๓ ตำลึง นายแกว่นมหาดไทย ๖ ตำลึง นายฤทธินายเวรรับกลาโหม ๓ ตำลึง นายวิสูตรมณเฑียร นายบริบาล กลาโหม ๓ ตำลึง หลวงราชมานู หมื่นเสน่ห์ราชา ชาวปี่ ๑ กลองชนะ ๖ เจ็ดคน ๓ ตำลึง ๒ บาท แตร ๒ คน ๑ ตำลึง คนหามพระวอ นายศรีนายเวร หมื่นจ่า ๑๐ คน ๕ ตำลึง ชาวอภิรมย์ถือเครื่องสูง นายเรืองภูดาษมารับ ๑๐ คน ๕ ตำลึง พันเงินพนักงานพระเสลี่ยง ๓ ตำลึง พันทองพนักงานพระกลด นายเรืองภูดาษมารับ ๓ ตำลึง สนมผู้เชิญพระราชโองการ หลวงราชบำเรอ ขุนจันทาทิตย์ ๑ ชั่ง ค่าเขียนเรือทรงพระราชโองการ ขุนพิศณุกรรม์ ๖ ตำลึง คนถือสัปทน หมื่นวิสูตรรับ ๒ บาท ๓๓ ค่าตรานำ ๗ ตำลึง ๑ บาท อาลักษณ์ขุนมหาสิทธิ ๓ ชั่ง กรมแสงใน หลวงราชโกษา ๓ ชั่ง


เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ( พัฒน์ )

สารตรา ท่านเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ สมุหพระกระลาโหม ให้มาแก่ผู้ว่าที่พระศรีราชสงครามรามภักดีปลัด หลวงภักดีราชยกรบัตร หลวงศรีสุรินทรบดี หลวงเทพเสนาสัสดี หลวงไชยประชาสัสดี แลกรมการทั้งหลาย ด้วยเสนาพฤฒามาตย์มุขลูกขุนทั้งปวง ปฤกษากราบทูลพระกรุณาว่า เมืองนครศรีธรรมราชขึ้นแก่กรุงศรีอยุทยาแต่ก่อนนั้นถ้าเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่มีบำเหน็จความชอบในราชกิจ สมเด็จบรมบพิตรปลูกเลี้ยงให้ออกไปรั้งเมืองครองเมือง มีแต่ปลัดยกรบัตรกรมการรับราชการตามขนบธรรมเนียมบุราณราชประเพณี พระยาตากสินได้ว่าราชการแผ่นดินครั้งนั้น กอบไปด้วยโมหะโลภะ มิได้ประพฤติการให้ชอบโดยขนบบุราณ ตั้งให้เปนถึงเจ้านคร มีอรรคมหาเสนาจัตุสดมภ์ มหาดเล็ก ต้องชื่อข้าเฝ้าเทียมพระเจ้าอยู่หัว จะสั่งกิจราชการบัตรหมายประการใดกว่ารับสั่ง ดุจดังอนุวงษ์ราชวงษ์ถึงอนุวงษ์ราชวงษ์ก็ดี มีแต่รับสั่ง ตั้งแต่เจ้ากรมปลัดกรมหลวงขุนหมื่นนายเวรปลัดเวร หามีเสนาบดีเหมือนดังนี้ไม่ ซึ่งตั้งให้พระ


๓๔ ปลัดเปนเจ้านั้นผิดประเพณีแต่ปางก่อน ฝ่ายผู้ตั้งผู้แต่งประพฤติการผิดต่าง ๆ มิได้เปนยุติธรรม ฉ้อไพร่ฟ้าประชากร ๆ ประนอมพร้อมกันจับประหารชีวิตรเสียแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้ามาผ่านพิภพ เสนามุขลูกขุนปฤกษาให้เจ้านครถอยยศลดเสนาบดีลงเสีย ฝ่ายเจ้านครก็หามีความชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อแผ่นดินไม่ แต่หากว่าทรงพระเมตตาเห็นว่าเปนผู้ใหญ่ ประหนึ่งจะมีความคิดเห็นผิดแลชอบ จะตั้งใจทำราชการแผ่นดินโดยสุจริต จึงให้คงว่าราชการรั้งเมืองครองเมืองสืบมาแล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งจำเภาะให้เจ้านครเกณฑ์เลขเข้ามาร่อน ทอง เจ้านครมิได้จัดแจงกะเกณฑ์เลขให้ครบตามเกณฑ์ ให้ข้าหลวงไปสักเลขเมืองนคร ก็ได้เลขสักน้อยต่ำลงกว่าจำนวนสักแต่ก่อน แล้วมีตรารับสั่งให้หาเจ้านครเข้ามาคิดราชการถึงสองครั้งก็บิดพลิ้วมิได้เข้ามาเห็นว่าเจ้านครหาจงรักภักดีสวามิภักดิ์ขวนขวายทำราชการสนองพระเดช พระคุณไม่ ไม่เกรงกลัวพระราชอาญา เจ้านครผิด ประการหนึ่งเจ้านครก็แก่ชราพฤฒิภาพ เกลือกมีการณรงค์สงครามทำมิได้จะเสียราชการไป จะให้เจ้านครคงว่าราชการเมืองนครสืบไปมิได้ ละไว้จะเปนเสี้ยนหนามต่อแผ่นดิน ให้ยกเจ้านครออกเสียจากเจ้านครศรีธรรมราช เอาตัวเข้ามาใช้ราชการณกรุง แลเจ้าพัฒน์เมืองนครนั้นสัตย์ซื่อมั่นคงจงรักภักดีโดยสุจริต ได้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณมีความชอบมาแต่ก่อนขอพระราชทานให้เจ้าพัฒน์ออกไปว่าราชการรักษาเมืองนครสืบไป จึงทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า ลูกขุนปฤกษาชอบด้วยราชการแลขนบธรรมเนียมบุราณราชประเพณีอยู่แล้ว ให้เอา

๓๕ เจ้าพัฒน์เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ว่าราชการรักษาเมืองนครสืบไปตามลูกขุนปฤกษานั้นเถิด จึงตั้งเจ้าพัฒน์เปนเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้า พระยานครศรีธรรมราช ออกมาว่าราชการบ้านเมืองสำเร็จกิจศุขทุกข์ของราษฎร ด้วยพระปลัดกรมการเมืองนครศรีธรรมราช ตามพระราชกำหนดกฎหมายขนบธรรมเนียมสืบ ๆ มาแต่ก่อนจงพร้อมมูลกัน ให้เปนเอกจิตรเอกฉันท์น้ำหนึ่งใจเดียวอย่าให้ถือเปรียบแก่งแย่งให้เสียราชการ ให้ราษฎรได้ความยากแค้นเดือนร้อนแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลให้พระปลัดกรมการฟังบังคับบัญชาเจ้าพัฒน์ผู้เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแต่ ซึ่งชอบด้วยราชการพระราชกำหนดกฎหมายขนบธรรมเนียม ให้เจ้า พระยานครศรีธรรมราชมีน้ำใจโอบอ้อม เมตตากรุณาแก่สมณะชีพราหมณ์ไพร่บ้านพลเมืองให้อยู่เย็นเปนศุข อย่าให้มีความโลภโลโภเบียดเบียนฉ้อกระบัดอาณาประชาราษฎร ให้ได้ความยากแค้นเดือดร้อน แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งถึงเทศกาลพระราชพิธีตรุศสารท ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระหลวงขุนหมื่นกรมการชาวด่านส่วยซ่องกองช้างตราภูมคุ้มห้าม พร้อมกันกราบถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจณวัดพระมหาธาตุเมืองนคร ตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนสืบ ๆ มา ถ้าผู้ใดขาดมิได้มาถือน้ำ ก็ให้บอกส่งตัวเข้าไปณกรุง จะเอาตัวเปนโทษตามบทพระไอยการ อนึ่งถึงเทศกาลพระราชพิธีตรุศ สารท ก็ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช แต่งดอกไม้เงินทองเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ตามกฎหมายอย่าง

๓๖ ธรรมเนียมสืบมาแต่ก่อนจงทุกงวดทุกปี อย่าให้ขาดได้ อนึ่งกรมการที่ใดหาตัวมิได้ ก็ให้เจ้าพระยานคร ศรีธรรมราชปฤกษาด้วยกรมการจัดเอาผู้มีชื่อซึ่งมีสติกำลังมั่งคั่งสัตย์ซื่อมั่นคงดีนั้น จัดตั้งขึ้นไว้ให้ครบตามตำแหน่งที่ มีราชการจะได้กะเกณฑ์เอาราชการสดวก จัดได้ผู้ใดเปนที่ใดก็ให้บอกเข้าไปยังลูกขุนณศาลา เอากราบทูลพระกรุณาให้มีตราเจ้าพนักงานตั้งออกมาตามธรรมเนียม อนึ่งนอระมาด งาช้าง ดีบุก ปีกนก เปนของตอบแทนลูกค้าต่างประเทศ ดินประสิวเปนกะทู้ราชการ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชขวนขวายจัดแจงส่งเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจงเนือง ๆ จะได้เปนความชอบแก่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชสืบไป อนึ่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช กำชับว่ากล่าวห้ามปรามแก่เสมียนทนาย พรรคพวกสมกำลังบ่าวไพร่สมัคสมาอาไศรย อย่าให้คบหากันทำข่มเหงฉ้อกระบัดทำกรรโชกราษฎร เปนโจรผู้ร้ายปล้นสดม ฉกลักช้างม้าโคกระบือ เครื่องอัญมณีของสมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร ฆ่าช้างเอางาเอาขนาย ตัดต้นไม้อันมีผล ทำลายพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ พระวิหารการเปรียญ วัดวาอาราม ทำให้ผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมายห้ามปรามเก่าใหม่ มีผู้มาร้องฟ้องพิจารณาเปนสัตย์จะเอาผู้กระทำผิดเปนโทษ แลกฎหมายสำหรับที่บังคับบัญชาว่าราชการบ้านเมืองนั้น ได้ปิดตราพระคชสีห์ ส่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเอาออกมาด้วยแล้วครั้นลสารตรานี้ไซ้ ก็ให้ผู้ว่าที่พระศรีราชสงครามรามภักดีปลัด หลวงภักดีราชยกรบัตร หลวงศรีสุรินทรบดี หลวงเทพเสนาสัสดี หลวง

๓๗ ไชยประชาสัสดี แลกรมการ เรียกเอาตราจำนำกฎหมายกิจราชการสารบาญชีกระทงความเก่าใหม่ บโทนคนใช้ไร่นาส่วยสาอากรบรรดามีตามตำรา๑๒ เดือน สำหรับที่ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชสืบมาแต่ก่อน แลสิ่งใดซึ่งเปนของนราสุริวงษ์เจ้านครรับต่อเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี เมื่อช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชนั้น มอบส่งให้แกเจ้าพัฒน์ผู้เปนเจ้า พระยานครศรีธรรมราชใหม่นี้จงเสร็จสิ้นเชิง แลให้เจ้าพระยานครศรี ธรรมราชใหม่นี้รับราชการตามพนักงาน ตามพระราชกำหนดกฎหมายขนบธรรมเนียมพิกัดอัตราสืบมาแต่ก่อน ให้ชอบด้วยราชการจงทุกประการ อย่าให้เสียราชการแผ่นดินไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลให้ปลัดยกรบัตรพระหลวงขุนหมื่นกรมการ ทำตามท้องตรารับสั่งมานี้จงทุกประการ สารตรามาณวันอังคารเดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๖ ปีมโรงฉศก

วันพุฒเดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำปีมโรงฉศก เพลาเช้า ๓ โมงเศษเสด็จออกขุนนางณท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระยาสุรเสนาได้เอาร่างตราซึ่งยกเมืองสงขลามาคงขึ้นแก่เมืองนคร แลตรายกเจ้านครออกเสียจากที่เมืองนคร เอาเจ้าพัฒน์เปนเจ้าพระยานครนั้น กราบทูลพระกรุณาอ่านถวาย ทรงตกแซกดัดแปลงบ้าง แล้วอ่านทูลเกล้า ฯ ถวายจนสิ้นข้อเนื้อความแล้ว ทรงพระกรุณาสั่งว่าดีแล้วให้เอาตามร่างทรงตกแซกนั้นเถิด เมื่อทรงพระกรุณาสั่งนั้น กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมหลวงเทพหริรักษ์ กรมหลวงนรินทร์รณเรศ

๓๘ ๓ พระองค์ เจ้าพระยารัตนาพิพิธ เจ้าพระยามหาเสนา พระยา ยมราช พระยาพลเทพ พระยาพิพัฒน์โกษา พระยาท้ายน้ำ พระยาอภัยรณฤทธิ พระยาราชภักดี พระยาศรีพิพัฒน์ พระยามหาอำมาตย์ ๑๐ คนเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย


สำเนากฎ เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ( พัฒน์ )

กฎให้แก่เจ้าพัฒน์ฝ่ายน่า ผู้เปนเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานคร ศรีธรรมราช ด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่าเจ้าพัฒน์มีความชอบสวามิภักดิ์จงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ได้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณมาแต่ก่อน แลครั้งนี้มีความชอบทรงพระมหากรุณาชุบเกล้า ฯ ให้เจ้าพัฒน์เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ออกมาครองเมืองรับกิจการ โดยกฎหมายอย่างธรรมเนียมสำหรับขนบแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราชสืบมาแต่ก่อน แลลักขณทุกวันนี้ เมืองข้าขอบขัณฑสิมาปักษ์ใต้ฝ่ายตวันตกฝ่ายตวันออก โดยปริมณฑลรอบคอบไม่สงบราบคาบ กอบไปด้วยจลาจลทำการณรงค์สงครามเกิดการรบพุ่งกันทุกแห่งทุกตำบลอยู่ ถ้าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชออกมาถึงเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ให้ตรวจตราดูกำแพงแลค่ายคูประตูเมือง พ่วงรอหอรบเชิงเทิน การสิ่งใดซึ่งชำรุดปรักหักพังอยู่นั้น ให้เจ้า พระยานครศรีธรรมราช ว่ากล่าวตักเตือนเร่งรัดแก่กรมการเจ้าหมู่


๓๙ พนักงาน ให้เร่งทำแลตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นไว้ให้ดีจงหนั่นหนามั่นคง จงทุกน่าที่พนักงาน อย่าให้ชำรุดปรักหักพังอยู่แต่น่าที่หนึ่งได้ ประ การหนึ่งให้ตรวจดูสารบาญชีเลขคงสักจำนวนปีเถาะเบญจศก ปีมโรง ฉศก เปนเลขหมวดใดกองใด แลเลขหัวเมืองน่าที่บรรดาแว่นแคว้นแขวงจังหวัดขึ้นแก่เมืองนครศรีธรรมราช เปนจำนวนเลขมากน้อยเท่าใดให้คัดบาญชีมาอ่านจงเนือง ๆ ให้จะเจนจำนวนเลขไว้จงมั่นคง มีราชการจะได้กะเกณฑ์สดวก แลเลขหมวดใดกองใดซึ่งเกียจคร้านหลบหลีกหนีละมุลนายเสีย ออกไปซุ่มซ่อนอยู่ณซอกห้วยธารเขามิได้เข้ามารับพระราชทานสักครั้งก่อนแลครั้งนี้ ขาดมิได้จับจ่ายราชการแผ่นดิน ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชแต่งพระหลวงขุนหมื่นซึ่งสัตย์ซื่อมั่นคงดีนั้นออกไปว่ากล่าวชักชวนเกลี้ยกล่อมโดยเมตตาจิตร ให้ผู้มีชื่อชักชวนกันเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ตามถิ่นฐานที่ภูมิลำเนาให้ บริบูรณ์มั่งคั่ง ได้มากน้อยเท่าใด ให้บอกบาญชีบอกเข้ามายังกรุงให้แจ้ง อนึ่งให้ตรวจดูปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธให้รู้ จำนวนมากแลน้อย ว่าดีอยู่มากน้อยเท่าใด ชำรุดมากน้อยเท่าใด ซึ่งชำรุดนั้นให้พิเคราะห์ดู พอจะตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นเอาเปนราชการได้ก็ให้ตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นให้ดีไว้สำหรับเมืองสำหรับราชการสืบไป ปืนใหญ่น้อยซึ่งดีอยู่มิได้ชำรุด แลดินประสิวนั้น ก็ให้ว่าแก่หมู่พนักงานให้เอาปืนโซมน้ำมันแลหมั่นเอาดินออกตากแดดจงเนือง ๆ อย่าให้ดินประสิวแลปืนสำหรับเมืองเปนสนิมคร่ำคร่าอยู่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งให้ตรวจดูเรือรบเรือไล่ในอัตรานอกอัตราสำหรับเมือง มีจำนวนอยู่

๔๐ มากน้อยเท่าใด ดีแลชำรุดประการใด ซึ่งชำรุดอยู่นั้นก็ให้ว่ากล่าวเร่งรัดแก่เจ้าหมู่พนักงาน ให้เร่งตกแต่งซ่อมแปลงลิ่มยาลาพอนขึ้นไว้ให้ดีจงทุกลำทุกหมู่พนักงาน อย่าให้เรือรบเรือไล่ชำรุดซุดโซมอยู่แต่ลำหนึ่งได้ แล้วให้ทำโรงร่มเงาเอาขึ้นแทงคานน้ำไว้จงทุกลำ อย่าให้เรือรบเรือไล่ตากแดดกรำฝนผุเปื่อยเสียราชการไปแต่ลำหนึ่งได้ ถ้าถึงเทศกาลสลัดศัตรูแลอ้ายญวนเหล่าร้ายจะเข้ามากระทำเบียดเบียนจับกุมผู้ คนลูกค้าวานิชข้าขอบขัณฑสิมาซึ่งสัญจรไปมาค้าขายประการใด ก็ให้แต่งเรือรบเรือไล่ นายเรือปลัดเรือไพร่พลรบพลกรรเชียง สรรพไปด้วยปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธครบตามเกณฑ์ ออกลาดคอยตระเวนจงทุกอ่าวทุ่งบรรจบถึงด่านแดนหัวเมืองต่อกันจงกวดขัน ทั้งกลางวันแลกลางคืน ถ้าได้ข่าวว่าอ้ายสลัดศัตรู แลญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนประการใด ก็ให้ออกก้าวสกัดติดตามรบพุ่ง แล้วให้บอกราวข่าวถึงหัวเมืองต่อกัน ให้แต่งเรือรบเรือไล่ออกช่วยกันก้าวสกัดติดตามรบพุ่งจับกุมเอาอ้ายสลัดแลอ้ายญวนเหล่าร้ายให้เข็ดขามย่อ ท้อ อย่าให้อ้ายสลัดศัตรู แลญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนข้าขอบขัณฑสิมาไปแต่คนหนึ่งได้เปนอันขาดทีเดียว ถ้าแลเจ้าพระยานครศรีธรรมราช แลกรมการพนักงานประมาทละเมินเสีย มิได้แต่งเรือรบเรือไล่ออกลาดคอยตระเวนโดยพระราชกำหนดนี้ แลอ้ายสลัดศัตรูญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนไปได้ประการใด เจ้าพระยานคร ศรีธรรมราชแลกรมการพนักงานก็จะคงมีโทษโดยพระราชกำหนด ประ การหนึ่งเมืองสงขลาแลเมืองตรังเปนหัวเมืองปลายด่าน แดนต่อด้วยเมือง

๔๑ ไทรเมืองตานีแลเมืองแขกทั้งปวงก็ยังมิสงบราบคาบ ให้แต่งหลวงขุนหมื่นข้าทแกล้วทหารโดยควร กอบไปด้วยปืนกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธครบมือ ออกไปตรวจด่านตระเวนปลายด่านแดนหัวเมืองสอดแนมเอาข่าวราชการให้รู้จงได้ ถ้าได้ข่าวว่าเมืองแขกมิได้ตั้งอยู่ในสุจริต คบคิดกันจะยกเข้ามาทำประทุษฐ ร้ายประการใด พอกำลังข้าหลวงกองตระเวนจะรบพุ่งจับกุมเอาตัวได้ ก็ให้รบพุ่งจับกุมเอาตัวจงได้ ถ้าแขกเหลือกำลัง ให้บอกหนังสือไปยังหัวเมืองให้แต่งกองออกช่วยรบพุ่งเอาไชยชำนะจงได้ อนึ่งทุกวันนี้การณรงค์สงครามยังมิสงบ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชกรมการคิดอ่านปฤกษาหารือ จัดแจงบำรุงซ่องสุมหมู่โยธาทวยหาญ ให้ชำนิชำนาญในการยุทธไว้จงสรรพ ถ้าเห็นพรรคพวกสมกำลังของผู้ใดองอาจสามารถแกล้วหาญ ก็ให้จัดบำรุงตั้งแต่งเปนหลวงขุนหมื่นนายกองนายหมวดควบคุมเลขอาท มาตไว้เปนหมวดเปนเหล่าจงพร้อมมูล มีการณรงค์สงครามขุกค่ำคืนประการใดจะได้กะเกณฑ์เอาทันท่วงทีราชการโดยสดวก ประการหนึ่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ปฤกษาหารือด้วยกรมการทั้งปวงจัดแจงชำระดูพระไอยการ แลพระราชกำหนดกฎหมายเก่าใหม่บทใดข้อใดซึ่งต้องด้วยขนบธรรมเนียมแผ่นดินควรคงเคยพิจารณาว่ากล่าวประการใด ก็ให้คงไว้บังคับบัญชาว่ากล่าวโดยพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินสืบไป ถ้าพระไอยการ แลพระราชกำหนดกฎหมายบทใดข้อใดเคลือบแคลงอยู่จะเอาไว้พิจารณาชำระว่ากล่าวมิได้ ก็ให้จัดแจงบอกส่งเข้ามาขอลอกจำลองออกไปใหม่ ไว้บังคับบัญชาสำหรับการแผ่นดินสืบไป ประ

๔๒ การหนึ่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ว่าราชการบ้านเมืองพร้อมด้วยปลัดยกรบัตรกรมการจงเปนยุกดิ์เปนธรรม ให้เปนเอกจิตรเอกฉันท์น้ำหนึ่งใจเดียว อย่าให้มีความฉันทาโทสาฤษยาถือเปรียบขัดแขงแย่งกันให้เสียราชการแผ่นดินไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งจะพิจารณาพิพากษาอัดถคดี เนื้อความของทวยราษฎรทั้งปวงโดยมูลคดีประการใด ให้ควรตั้งอยู่ในคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โม หาคติ อย่าให้กอบไปด้วยความอิจฉาฤษยา ความโกรธความจองเวรด้วยไภยต่าง ๆ ให้พิจารณาจงเปนยุกดิ์เปนธรรมด้วยอุเบกขาญาณอันประเสริฐ อย่าให้อาสัจอาธรรม์เห็นแก่หน้าบุคคลแลอามิศสินจ้างสินบน เข้าด้วยฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลย กลับเท็จเปนจริง กลับจริงเปนเท็จ ทำกลบเกลื่อนเนื้อความให้ฟั่นเฟือน ให้ทวยราษฎรทั้งปวงมีความยากแค้นเดือดร้อน ผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมายเก่าใหม่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ประการหนึ่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช มีน้ำใจโอบอ้อมแก่สมณะชีพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรไพร่พลเมืองลูกค้าวานิช ให้ชักชวนกันทำบุญให้ทานจำเริญเมตตาภาวนาสลับตรับฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีลห้า เปนนิจศีล ศีลแปดเปนอดิเรกศีลจงเนือง ๆ แลควรให้ตั้งอยู่ในทศกุศลกรรมบถ โดยพระราชกำหนดซึ่งโปรดพระราชทานออกไปไว้ ก็จะได้พาตัวไปสู่สุคติภูมอันประเสริฐ ประการหนึ่งพึงให้บำรุงพระสงฆ์เถรเณรผู้เล่าเรียนฝ่ายคันถธุระวิปัสนาธุระจงทุกวัดวาอาราม จะได้เปนการกุศลสืบไป อิกประการหนึ่งให้ตรวจดูพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรี

๔๓ มหาโพธิ พระวิหารการเปรียญ วัดวาอารามแห่งใดตำบลใด ซึ่งชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่ประการใดนั้น ให้ชักชวนพระหลวงขุนหมื่นกรมการ แลอาณาประชาราษฎรผู้มีศรัทธาบุรณปฎิสังขรณ์วัดพระขึ้นให้สุกใสรุ่งเรืองถวายพระราชกุศลสืบไป อย่าให้วัดพระชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่ได้ อนึ่งเข้าเปนกะทู้ราชการ ถ้าถึงเทศกาลทำนาให้ตักเตือนว่ากล่าวแก่อาณาประชาราษฎร ให้ชักชวนกันทำไร่นาจงเต็มภูมให้ได้ผลเมล็ดเข้าจงมาก จะได้เปนกำลังราชการแลทำบุญให้ทานเปนการกุศลสืบไป อนึ่งถ้าแลเจ้าพระยานครศรีธรรมราชจะมีใจประดิพัทธยินดีในสัตรีภาพผู้ใดอันมีบิดามารดาญาติวงษ์พงษาพิทักษ์ รักษาปกครองอยู่โดยปรกติ ก็ให้ตกแต่งผู้ไปว่ากล่าวสู่ขอตามธรรมเนียม ถ้าบิดามารดาญาติวงษ์พงษายอมยกให้ปันโดยปรกติสุจริต จึงให้รับมาเลี้ยงดูตามประเพณีคดีโลกย์ อย่าให้ทำข่มเหงฉุดคร่าลากเอาลูกสาวหลานสาวของอาณาประชาราษฎรผู้หวงแหน โดยพละการของอาตมาตามอิฎฐารมณ์ ให้ราษฎรมีความวิบัติเดือดร้อน ผิดด้วยพระราชบัญญัติแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งส่วยสาอากรซึ่งขึ้นณท้องพระคลังหลวงณกรุง บรรดามีอยู่ณเมืองนครแขวงหัวเมืองขึ้นแก่เมืองนครเปนจำนวนมากน้อยเท่าใด ถ้าถึงงวดถึงจำนวนจะได้ส่ง ก็ให้เจ้า พระยานครศรีธรรมราชว่าแก่กรมการพนักงาน ให้ว่ากล่าวเร่งรัดแก่นายที่นายอากร ให้เร่งคุมส่วยของหลวงเข้าไปส่งยังเจ้าจำนวนณกรุงจงทุกงวดทุกจำนวน อย่าให้ส่วยของหลวงค้างเกินล่วงงวดล่วงจำนวนไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลจำนวนเงินทอดเงินปลงของหลวงซึ่งค้างอยู่

๔๔ เก่ามากน้อยเท่าใด ก็ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่ากล่าวเร่งรัดส่งเข้ามาให้ครบจงเสร็จสิ้นเชิง อย่าให้พระราชทรัพย์ของหลวงค้างเกินอยู่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ซึ่งว่ากล่าวมาทั้งนี้ตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมโดยประมาณ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชพึงอ่านพระราชกำหนดโดยพระโอวาทนี้จงเนื่อง ๆ ให้เจนปากเจนใจไว้จงทุกข้อทุกกระทง จะได้บังคับบัญชากิจราชการสดวกสืบไป ถ้าแลราชการผันแปรโดยปรกติเหตุแลประจุบันเหตุประการใด ก็ให้คิดอ่านผ่อนปรนผันแปรโดยข้อราชการให้ชอบจงทุกประการ สุดแต่อย่าให้เสียราชการแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้กฎให้ไว้ณวันอังคารเดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๖ ปีมโรงฉศก


เรื่องตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ เปนพระยานครศรีธรรมราช

สารตรา ท่านเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ สมุหพระกระลาโหม ให้มาแก่หลวงเทพเสนาผู้ว่าที่จ่า ขุนศรีสนมผู้ว่าเทพเสนา แลกรมการ ด้วยเจ้าพระยานครเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แจ้งข้อราชการณกรุง ให้กราบทูลพระกรุณาว่า เจ้าพระยานครแก่ชราหูหนัก จักขุมืดหลงลืม จะทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไปมิได้ จะขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ จึงทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า ฝ่ายปักษ์ใต้เมืองนครเปนเมืองเอก ๔๕ ใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง แล้วก็เปนที่พำนักอาไศรยแก่เมืองแขก แลลูกค้าวานิชนา ๆ ประเทศไปมาค้าขายมิได้ขาด เจ้าพระยานครสูงอายุว่าหลงลืมจะทำราชการสืบไปมิได้ ก็ให้เจ้าพระยานครเลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีโศกราชวงษ์ เชษฐพงษ์ฦาไชย อนุไทย ธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ แลพระบริรักษ์ภูเบศร์นั้นเปนผู้ช่วยราชการมาในเจ้าพระยานครช้านาน รู้ขนบธรรมเนียมสัตย์ซื่อมั่นคง แล้วก็ได้คุมกองทัพไปต่อเรือรบเรือไล่ ยกไปตีอ้ายพม่าณเมืองถลางจนเสร็จราชการ จับได้อ้ายพม่าแลปืนส่งเข้าไปเปนอันมาก พระบริรักษ์ภูเบศร์ มีความชอบสมควรที่จะชุบเลี้ยงให้ออกไปรั้งเมืองครองเมือง สำเร็จกิจศุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณได้ ให้เอาพระบริรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเปนพระยานครศรี ธรรมราช ออกมาว่าราชการรักษาบ้านเมืองสำเร็จกิจศุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎรณเมืองนครสืบไป จึงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการ เปนพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ พระยานครศรีธรรมราช ออกมาว่าราชการรักษาบ้านเมือง สำเร็จกิจศุขทุกข์ของราษฎร ด้วยกรมการเมืองนครตามพระราชกำหนดกฎหมายพิกัดอัตรา อย่างธรรมเนียมสืบมาแต่ก่อน แลให้กรมการฟังบังคับบัญชาพระยานครศรีธรรมราชคนใหม่ แต่ซึ่งชอบด้วยราชการ อย่าให้ถือเปรียบแก่งแย่งเสียราชการไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลให้พระยานครมีน้ำใจโอบอ้อมเมตตากรุณาแก่สมณะชีพราหมณ์ไพร่บ้านพลเมือง ลูกค้าวานิช ให้อยู่เย็นเปนศุข จะกะเกณฑ์ใช้

๔๖ ราชการสิ่งใดให้ทั่วหน้าเสมอกัน จะพิพากษาตัดสินคดีถ้อยความกิจศุขทุกข์ของราษฎรประการใดให้เปนยุกดิ์เปนธรรม อย่าให้เห็นแก่อามิศสินจ้างสินบนลำเอียงเข้าด้วยฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลย กลับเท็จเปนจริง กลับจริงเปนเท็จ กลบเกลื่อนข้อความให้ฟั่นเฟือน ให้ผู้มีชื่อได้ความยากแค้นเดือนร้อนแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งพระราชกำหนดกฎหมายแลพระไอยการข้อใดกะทงใดเคลือบแฝงแคลงอยู่ จะเอาไว้พิจารณามิได้ ก็ให้ส่งเข้าไปณกรุง แล้วให้แต่งเสมียนทนายเข้าไปจำลองคัดเอาพระราชกำหนดกฎหมายพระไอยการ ซึ่งชำระณกรุงออกมาไว้พิจารณาว่ากล่าวตัดสินคดีถ้อยความของราษฎรสืบไป อนึ่งเรือรบเรือไล่ค่ายคูประตูเมืองพ่วงรอหอรบ ศาลากลางจวนทำเนียบคุกตรางสำหรับใส่ผู้ร้าย โรงปืนใหญ่น้อยสำหรับเมือง สิ่งใดไม่มีแลชำรุดปรักหักพังอยู่ ก็ให้พระยานครว่ากล่าวตักเตือนกรมการเจ้าพนักงาน ให้ตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นไว้ให้มั่นคงจงดี อย่าให้ชำรุดปรักหักพังอยู่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งเมืองตรังเปนเมืองล่อแหลมอยู่ฝ่ายทเลตวันตกจะไว้ใจมิได้ ให้พระยานครปฤกษาด้วยกรมการ กะเกณฑ์หลวงขุนหมื่นแลชาวด่าน คุมเรือรบเรือไล่สรรพไปด้วยปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธ ออกไปอยู่พิทักษ์รักษาประจำ ฅอด่านทั้งกลางวันกลางคืน ลาดตระเวนฟังข่าวราชการน่าด่านต่อแดนจงเนือง ๆ อย่าให้อ้ายสลัดเหล่าร้ายแลพม่ารามัญเล็ดลอดจู่โจม เข้ามาจับเอาผู้คนไปได้เปนอันขาดทีเดียว ถ้ามีราชการมาประการใดให้ช่วยกันรบพุ่งต้านทานเอาไชยชำนะไว้ให้จงได้ แล้วให้เร่งรีบบอก

๔๗ หนังสือเข้าไปณกรุงแลหัวเมืองต่อกันโดยเร็ว อนึ่งปืนใหญ่น้อยกระสุนดิวประสิวเปนกะทู้ราชการให้ พระยานครจัดแจงหาปืนใหญ่น้อยกระสุนดิวประสิวขึ้นไว้สำหรับเมืองให้ได้จงมาก ขุกมีราชการมาประการใดจะได้เอาจ่ายราชการทันท่วงทีไม่ขัดสน แล้วให้ว่ากล่าวตักเตือนกรม การเจ้าพนักงาน ให้เอาปืนใหญ่น้อยออกขัดสีโซมน้ำมันเอาดินประสิวออกตากแดดจงเนือง ๆ อย่าให้ปืนเปนสนิมคร่ำคร่าแลดินอับราเสียไปได้ ปืนใหญ่นั้นให้มีรางล้อรางเกวียนใส่ แลปืนน้อยนั้นให้มี บันไดแก้ววางจงทุกบอก อนึ่งเข้าเปนกะทู้ราชการข้อใหญ่ ถึงเทศกาลจะได้เรียกหางเข้าค่านาแล้ว ให้พระยานครว่ากล่าวตักเตือนกรม การเจ้าพนักงานกำกับกันรังวัดนา เรียกหางเข้าค่านาขึ้นใส่ยุ้งฉางไว้จงทุกปี ได้เปนจำนวนเข้าค่านาปีละมากน้อยเท่าใดให้บอกเข้าไปให้แจ้ง อนึ่งส่วยสาอากรซึ่งขึ้นท้องพระคลังหลวง บรรดามีอยู่ณเมืองนครแขวงเมืองนครมากน้อยเท่าใด ถึงงวดปีแล้วก็ให้ว่ากล่าวตักเตือนเร่งรัดนายอากรแลนายกองนายหมวดผู้คุมเลขค่าส่วย ให้คุมเอาส่วยสาอากรเข้าไปส่งแก่ชาวพระคลังณกรุงให้ครบจงทุกงวดทุกปี อย่าให้ส่วยสาอากรของหลวงขาดค้างล่วงงวดล่วงปีไปแต่จำนวนหนึ่งได้ อนึ่งถึงเทศกาลพระราชพิธีตรุศสารท ก็ให้พระยานครศรีธรรมราชพร้อมด้วยกรมการพระหลวงขุนหมื่น ส่วยซ่องกองช้างตราภูมคุ้มห้ามกราบถวายบังคมรับพระราชทานถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาทุกปีอย่าให้ขาด ถ้าผู้ใดขาดมิได้ถือน้ำ ให้บอกส่งตัวผู้นั้นเข้าไปยังลูกขุนณศาลา จะเอาตัวเปนโทษตามบทพระไอยการ อนึ่งเมืองนครเปนเมืองเอก ถึง

๔๘ งวดปีแล้วให้จัดแจงแต่งดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ ส่งเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปีละ ๒ งวด ตามบุราณราชประเพณีสืบมาแต่ก่อนจงทุกปีอย่าให้ขาด อนึ่งพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระวิหารการเปรียญ วัดวาอารามณเมืองนครแขวงเมืองนครแห่งใดตำบลใดชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่ ก็ให้พระยานคร ศรีธรรมราชมีน้ำใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธสาสนา ชักชวนกรม การแลอาณาประชาราษฎรปฏิสังขรณ์ขึ้นให้รุ่งเรืองสุกใส ถวายพระราชกุศลเข้าไปณกรุง อนึ่งดีบุกนอระมาดงาช้าง เปนสินค้าหลวงสำหรับจะได้ตอบแทนสลุบกำปั่นลูกค้านา ๆ ประเทศ ให้พระยานครศรีธรรมราชขวนขวายจัดแจงหาดีบุกนอระมาดงาช้าง ส่งเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจงเนือง ๆ จะได้เปนความชอบสืบไป แลให้พระยานครศรีธรรมราชว่ากล่าวกำชับห้ามปรามแก่เสมียนทนาย สมัคสมาอาไศรยพรรคพวกสมกำลังข้าทาษ อย่าให้คบหากันสูบฝิ่นกินฝิ่นซื้อฝิ่นขายฝิ่น เปนโจรผู้ร้ายปล้นสดมฉกลักช้างม้าโคกระบือ แลกระทำข่มเหง ตัดพกฉกชิงฉ้อกระบัดเอาพัสดุทองเงินเครื่องอัญมณีของสมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร ไพร่บ้านพลเมืองลูกค้าวานิชณทางบกทางเรือ ให้ผู้มีชื่อได้ความยากแค้นเดือนร้อน แลอย่าให้คบหากันทำลายพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ พระอุโบสถ พระวิหารการเปรียญ วัดวาอาราม ฆ่าช้างเอางาแลขนาย ฆ่าสัตว์อันมีคุณ ตัดต้นไม้อันมีผล ลอบลักซื้อขายสิ่งของต้องห้าม แลกระทำให้ ผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย

๔๙ ห้ามปรามเก่าใหม่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดมิฟังมีผู้ร้องฟ้องว่ากล่าวพิจารณาเปนสัตย์ จะเอาตัวผู้กระทำผิดเปนโทษตามโทษานุโทษ แลกฎหมายสำหรับที่จะบังคับบัญชาว่าราชการบ้านเมืองนั้น ได้ปิดตราพระคชสีห์ส่งให้พระยานครใหม่ออกมาด้วยแล้ว ครั้นลุสารตรานี้ไซ้ ก็ให้กรมการผู้อยู่ว่าราชการเมืองจัดแจงตราจำนำแลกฎหมายสารบาญชีกระทงความเก่าใหม่ บโทนคนใช้ไร่นาส่วยสาอากรบรรดามีตามตำรา ๑๒ เดือน สำหรับผู้ครองเมืองนครสืบมาแต่ก่อน ส่งให้แก่พระบริรักษ์ภูเบศร์ผู้เปนพระยานครใหม่ตามอย่างธรรมเนียม ให้พระยานครรับราชการตามตำแหน่งพนักงาน พระราชกำหนดกฎหมายขนบธรรมเนียมพิกัดอัตราสืบมาแต่ก่อน ให้ชอบด้วยราชการจงทุกประการ อย่าให้เสียราชการแผ่นดินไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลให้กรมการผู้อยู่ว่าราชการเมืองกระทำตามท้องตรารับสั่งมานี้จงทุกประการ สารตรามาณวัดพุฒเดือน ๙ แรม ๑๐ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๓ ปีมแมตรีศก

วันอาทิตย์เดือน ๙ แรม ๗ ค่ำปีมแมตรีศก เสด็จออกณพระชาลาพลับพลาน้อยริมท้องพระโรง พระยาเทพวรชุณกราบทูลถวายร่างตรา หมื่นเทพเสนีอ่านจนสิ้นข้อความแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สั่งว่าให้เอาตามร่างนี้เถิด เมื่อทรงพระกรุณาสั่งนั้น พระยามหาอำมาตย์ พระยาราชนิกูล พระยาพระราม พระยาราชสงคราม เฝ้าอยู่ด้วย


๕๐ สำเนากฎ เรื่องตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์เปนพระยานครศรีธรรมราช

กฎให้แก่พระบริรักษ์ภูเบศร์ ผู้เปนพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ พระยานคร ศรีธรรมราช ด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า พระบริรักษ์ภูเบศร์ได้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณมาช้านานมีความชอบ ทรงพระมหากรุณาชุบเกล้า ฯ ให้เปนพระยานครศรีธรรมราชออกมาครองเมือง รับกิจราชการโดยกฎหมายอย่างขนบธรรมเนียมแผ่นดินเมืองนครมาแต่ก่อน แลลักขณทุกวันนี้ เมืองข้าขอบขัณฑสิมาปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือตวันตกตวันออก โดยปริมณฑลรอบคอบไม่สงบราบคาบ กอบไปด้วยจลาจลทำการณรงค์สงครามเกิดการรบพุ่งกันทุกแห่งทุกตำบลอยู่ ถ้าพระยานครศรีธรรมราชออกมาถึงเมืองนครแล้ว ให้ตรวจตราดูกำแพงแลค่ายคูประตูเมือง พ่วงรอหอรบเชิงเทิน การสิ่งใดซึ่งชำรุดปรักหักพังอยู่นั้น ให้พระยานครศรีธรรมราชว่ากล่าวตักเตือนเร่งรัดแก่กรมการเจ้าพนักงาน ให้เร่งทำแลตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นไว้ให้แน่นหนามั่นคงจงทุกน่าที่พนักงาน อย่าให้ชำรุดปรักหักพังอยู่แต่น่าที่หนึ่งได้ ประการหนึ่งให้ตรวจดูสารบาญชีเลขคงสักจำนวน ปีเถาะเบญจศก ปีมโรงฉศก เปนเลขหมวดใดกองใด แลเลขหัวเมืองนายที่บรรดาแว่นแคว้นแขวงจังหวัดขึ้นแก่เมืองนครเปนจำนวนเลข มากน้อยเท่าใด ให้คัดบาญชีมาอ่านจงเนือง ๆ ให้จะเจนจำนวนเลข


๕๑ ไว้จงมั่นคง มีราชการจะได้กะเกณฑ์สดวก แลเลขหมวดใดกองใดซึ่งเกียจคร้านหลบหลีกหนีละมุลนายเสีย ออกไปซุ่มซ่อนอยู่ณซอกห้วยธารเขา มิได้เข้ามารับพระราชทานสักครั้งก่อนแลครั้งนี้ ขาดมิได้จับจ่ายราชการแผ่นดิน ให้พระยานครศรีธรรมราช แต่งพระหลวงขุนหมื่นซึ่งสัตย์ซื่อมั่นคงดีนั้น ออกไปว่ากล่าวชักชวนเกลี้ยกล่อมโดยเมตตาจิตร ให้ผู้มีชื่อเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ตามถิ่นฐานที่ภูมิลำเนาในบริบูรณ์มั่งคั่ง ได้มากน้อยเท่าใดให้บอกบาญชีเข้าไปยังกรุงให้แจ้ง อนึ่งให้ตรวจดูปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธ ให้รู้ว่าดีแลชำรุดมีอยู่มากน้อยเท่าใด ซึ่งชำรุดนั้นพอจะตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นเปนราชการได้ ก็ให้ตกแต่งซ่อมแปลงขึ้นให้ดีไว้สำหรับเมืองสืบไป ปืนใหญ่น้อยซึ่งดีอยู่มิได้ชำรุดแลดินประสิวนั้น ก็ให้ว่าแก่หมู่พนักงานให้เอาปืนโซมน้ำมันแลเอาดินออกตากแดดจงเนือง เนือง อย่าให้ดินอับราปืนเปนสนิมคร่ำคร่าอยู่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งให้ตรวจดูเรือรบเรือไล่ในอัตรานอกอัตราสำหรับเมือง มีจำนวนอยู่มากน้อยเท่าใด ดีแลชำรุดประการใด ซึ่งชำรุดอยู่นั้นก็ให้ว่ากล่าวเร่งรัดแก่แจ้าหมู่พนักงาน เร่งตกแต่งซ่อมแปลงลิ่มยาลาพอนขึ้นไว้ให้ดีจงทุกลำทุกหมู่พนักงาน อย่าให้เรือรบเรือไล่ชำรุดซุดโซมอยู่แต่ลำหนึ่งได้ แล้วให้ทำร่มเงาเอาขึ้นแทงคานน้ำไว้จงทุกลำ อย่าให้เรือรบเรือไล่ตากแดดกรำฝนผุเปื่อยเสียราชการไปแต่ลำหนึ่งได้ ถ้าถึงเทศกาลอ้ายสลัดศัตรูแลญวนเหล่าร้าย จะเข้ามากระทำเบียดเบียนจับกุมผู้คนลูกค้าวานิช ข้าขอบขัณฑสิมาซึ่งสัญจรไปมาค้าขายประการใด

๕๒ ก็ให้แต่งเรือรบเรือไล่นายเรือปลัดเรือไพร่พลรบพลกรรเชียง สรรพไปด้วยปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธครบตามเกณฑ์ ออก ลาดตระเวนจงทุกอ่าวทุ่ง บรรจบถึงด่านแดนหัวเมืองต่อกันจงกวดขันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าได้ข่าวว่าอ้ายสลัดศัตรูแลญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนประการใด ก็ให้ออกก้าวสกัดติดตามรบพุ่ง แล้วให้บอกราวข่าวถึงหัวเมืองต่อกัน ให้แต่งเรือรบเรือไล่ออกช่วยกันก้าวสกัดติดตามรบพุ่งจับกุมเอาอ้ายสลัดแลญวนเหล่าร้ายให้เข็ดขามย่อท้ออย่าให้อ้ายสลัดศัตรู แลญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนข้าขอบขัณฑสิมาไปแต่คนหนึ่งได้เปนอันขาดทีเดียว ถ้าแลพระยานครศรีธรรมราชกรมการพนักงานประมาทละเมินเสีย มิได้แต่งเรือรบเรือไล่ออกลาดตระเวนโดยพระราชกำหนดนี้ แลอ้ายสลัดศัตรูญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนไปได้ประการใดพระยานครศรีธรรมราชกรมการพนักงานก็คงจะมีโทษโดยพระราชกำหนด ประการหนึ่งเมืองแขกทั้งปวงยังไม่ราบคาบ ให้แต่งหลวงขุนหมื่นทแกล้วทหารโดยควร กอบไปด้วยปืนกระสุนดินประสิวเครื่องสาตราวุธครบมือ ออกไปตรวจการตระเวนด่านปลายด่านแดนหัวเมือง สอดแนมเอาข่าวราชการให้รู้จงได้ ถ้าได้ข่าวว่าเมืองแขกมิได้ตั้งอยู่ในสุจริต คบคิดกันจะยกเข้ามากระทำประ ทุษฐร้ายประการใด พอกำลังข้าหลวงกองตระเวนจะรบพุ่งจับกุมเอาตัวได้ก็ให้รบพุ่งจับกุมเอาตัวจงได้ ถ้าแขกเหลือกำลัง ให้บอกหนังสือไปยังหัวเมืองให้แต่งกองออกช่วยรบพุ่งเอาไชยชำนะจงได้ อนึ่งทุกวันนี้การณรงค์สงครามยังไม่สงบ ให้พระยานครศรีธรรมราชกรมการคิดอ่าน

๕๓ ปฤกษาหารือจัดแจงบำรุงซ่องสุมหมู่โยธาทวยหาญให้ชำนิชำนาญในการ ยุทธไว้จงสรรพ ถ้าเห็นพรรคพวกสมกำลังของผู้ใดองอาจสามารถแกล้วหาญ ก็ให้จัดบำรุงตั้งแต่งเปนหลวงขุนหมื่นนายกองนายหมวดควบคุมเลขอาทมาตไว้เปนหมวดเปนเหล่าจงพร้อมมูล มีการณรงค์สงครามขุกค่ำคืนประการใด จะได้กะเกณฑ์ เอาทันท่วงทีราชการโดยสดวก อนึ่งให้พระยานครศรีธรรมราชปฤกษาหารือด้วยกรมการทั้งปวงจัดแจงชำระ ดูพระไอยการ แลพระราชกำหนดกฎหมายเก่าใหม่บทใดข้อใดต้องด้วยขนบธรรมเนียมแผ่นดิน ควรคงเคยพิจารณาว่ากล่าวประการใด ก็ให้คงไว้บังคับบัญชาว่ากล่าวโดยพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินสืบไป ถ้าพระไอยการแลพระราชกำหนดกฎหมายบทใดข้อใดเคลือบแคลงอยู่ จะเอาไว้พิจารณาชำระว่ากล่าวมิได้ ก็ให้จัดแจงบอกส่งเข้ามาขอลอกจำลองออกไปใหม่ ไว้บังคับบัญชาสำหรับการแผ่นดินสืบไป ประการหนึ่งให้พระยานครศรีธรรมราชว่าราชการบ้านเมืองพร้อมด้วยปลัดยกรบัตรกรมการจงเปนยุกดิ์เปนธรรม ให้เปนเอกจิตรเอกฉันท์น้ำหนึ่งใจเดียว อย่าให้มีความฉันทาโทสาฤษยาถือเปรียบแก่งแย่งกันให้เสียราชการแผ่นดินไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งจะพิจารณาพิพากษาอัดถคดีเนื้อความของทวยราษฎรทั้งปวง โดยมูลคดีประการใด ให้ควรตั้งอยู่ในคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยา คติ โมหาคติ อย่าให้กอบไปด้วยความอิจฉาฤษยา ความโกรธความจองเวรด้วยไภยต่าง ๆ ความหลง ให้พิจารณาจงเปนยุกดิ์เปนธรรมด้วยอุเบกขาญาณอันประเสริฐ อย่าให้อาสัจอาธรรม์เห็นแก่หน้า

๕๔ บุคคลแลอามิศสินจ้างสินบน เข้าด้วยฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลยกลับเท็จเปนจริง กลับจริงเปนเท็จ ทำกลบเกลื่อนเนื้อความให้ฟั่นเฟือน ให้ทวยราษฎรทั้งปวงมีความยากแค้นเดือนร้อนผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย เก่าใหม่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ประการหนึ่งให้พระยานครศรีธรรมราชมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่สมณะชีพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรไพร่ พลเมืองลูกค้าวานิช ให้ชักชวนกันทำบุญให้ทาน จำเริญเมตตาภา วนา สดับตรับฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีลห้าเปนนิจศีล ศีลแปดเปนอติเรกศีลจงเนือง ๆ แลควรให้ตั้งอยู่ในทศกุศลกรรมบถ โดยพระราชกำหนดซึ่งโปรดพระราชทานออกไปไว้ ก็จะได้พาตัวไปสู่สุคติภูมอันประเสริฐ อนึ่งเมืองนครเปนเมืองใหญ่ ราชการพนักงานมีเปนอันมาก ถ้ากรมการที่ใดว่างอยู่ยังไม่มีตัว ก็ให้พระยานคร ศรีธรรมราชปฤกษาด้วยหลวงปลัดกรมการ จัดแจงเอาผู้มีชื่อซึ่งมีสติปัญญาสัตย์ซื่อมั่นคงดีนั้น มาตั้งแต่งขึ้นเปนกรมการให้ครบตำแหน่งถ้าจัดแจงได้ผู้ใดเปนกรมการที่ใด ให้บอกส่งตัวผู้นั้นเข้าไปให้รับเอาตราตั้งต่อเจ้าพนักงานณกรุง ประการหนึ่ง พึงให้บำรุงพระสงฆ์ เถรเณรผู้เล่าเรียนฝ่ายคันถธุระวิปัสนาธุระจงทุกวัดวาอาราม จะได้เปนการกุศลสืบไป อิกประการหนึ่งให้ตรวจดูพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ พระวิหารการเปรียญ วัดวาอารามแห่งใดตำบลใดซึ่งชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่นั้น ให้ชักชวนพระหลวงขุนหมื่นกรมการแลอาณาประชาราษฎรผู้มีศรัทธาบุรณปฎิสังขรณ์วัดพระขึ้นให้สุกใสรุ่งเรือง ถวายพระราชกุศลสืบไป อย่าให้วัดพระ

๕๕ ชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่ได้ อนึ่งเข้าเปนกะทู้ราชการ ถ้าถึงเทศกาลทำนาให้ตักเตือนว่ากล่าวแก่อาณาประชาราษฎร ให้ชักชวนกันทำไร่นาจงเต็มภูมให้ได้ผลเมล็ดเข้าจงมาก จะได้เปนกำลังราชการแลทำบุญให้ทานเปนการกุศลสืบไป อนึ่งถ้าแลพระยานครศรีธรรมราชจะมีใจประดิพัทธยินดีในสัตรีภาพผู้ใด อันมีบิดามารดาญาติวงษ์พงษาปกครองอยู่โดยปรกติก็ให้ตกแต่งผู้ไปว่ากล่าวสู่ขอตามธรรมเนียม ถ้าบิดามารดาญาติวงษ์พงษายอมยกให้ปันโดยปรกติสุจริต จึงให้รับมาเลี้ยงดูตามประเพณีคดีโลกย์ อย่าให้ทำข่มเหงฉุดคร่าลากเอาลูกสาวหลานสาวของอาณาประชาราษฎรผู้หวงแหนโดยพลการของอาตมาตามอิฏฐารมณ์ ให้ราษฎรมีความวิบัติเดือดร้อน ผิดด้วยพระราชบัญญัติ แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อนึ่งส่วยสาอากรซึ่งขึ้นในท้องพระคลังหลวงณกรุงบรรดามีอยู่ณเมืองนครแขวงหัวเมืองขึ้นแก่เมืองนครเปนจำนวนมากน้อยเท่าใด ถ้าถึงงวดถึงจำนวนจะได้ส่ง ก็ให้พระยานครศรีธรรมราช ว่าแก่กรมการพนักงาน ให้ว่ากล่าวเร่งรัดแก่นายที่นายอากรให้เร่งคุมส่วยของหลวงเข้าไปส่งยังเจ้าจำนวนณกรุงจงทุกงวดทุกจำนวน อย่าให้ส่วยของหลวงค้างเกินล่วงงวดล่วงจำนวนไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แลจำนวนเงินทอดเงินปลงของหลวงซึ่งค้างอยู่เก่ามากน้อยเท่าใด ก็ให้พระยานครศรีธรรมราช ว่ากล่าวเร่งรัดส่งเข้ามาให้ครบจงเสร็จสิ้นเชิงอย่าให้พระราชทรัพย์ของหลวงค้างเกินอยู่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ซึ่งว่ากล่าวมาทั้งนี้ตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมโดยประมาณ ให้พระยานคร


๕๖ ศรีธรรมราชพึงอ่านพระราชกำหนดโดยพระราชโอวาทนี้จงเนือง ๆ ให้เจนปากเจนใจไว้จงทุกข้อทุกกระทง จะได้บังคับบัญชากิจราชการสดวกสืบไป ถ้าแลราชการผันแปรโดยปรกติเหตุ แลประจุบันเหตุประการใด ก็ให้คิดอ่านผ่อนปรนผันแปรโดยข้อราชการให้ชอบจงทุกประการ สุดแต่อย่าให้เสียราชการแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ กฎให้ไว้ณวันพุฒเดือน ๙ แรม ๑๐ ค่ำจุลศักราช ๑๑๗๓ ปีมแมตรีศก

พระยานครศรีธรรมราชน้อยนี้ ได้เลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาเห็นจะในราวต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงอาสัญกรรมเมื่อจุลศักราช ๑๒๐๑ ปีกุนเอกศก แจ้งอยู่ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติที่ได้พิมพ์ต่างหากจากหนังสือนี้


พงษาวดารเมืองถลาง

ข้าพเจ้า นายเริก บุตรเจ้าพระยาสุรินทราชาจางวาง นายสึกบุตรพระยาถลาง นายเสือ บุตรพระยาถลาง นายศรีทอง เปนปลัดเมืองถลาง หลวงเพชรคิรีศรีสมุทวิสุทธิสงคราม ปลัดเมืองถลาง ขอเล่าเรื่องราวตามผู้เถ้าเล่ามาแต่ก่อน แลได้รู้ได้เห็นเองว่าเมืองถลางแต่ก่อนนั้น จอมร้างบ้านตะเคียนเปนเจ้าเมือง เมียจอมร้างเปนแขกเมืองไทร หม่าเสี้ยลูกมะหุมเถ้าแต่ก่อน ผัวตาย


๕๗ เปนหม้ายอยู่ มะหุมน้องบากมาเอาเงินมรฎกห้าพันเศษ หม่าเสี้ยขัดใจไม่อยู่เมืองไทรมาอยู่เมืองถลาง ได้กับจอมร้างเปนผัว มีลูกชาย ๒ หญิง ๓ รวม ๕ คน หญิงชื่อจันเปนท้าวเทพกระสัตรี หญิงน้องถัดมาชื่อมุกเปนท้าวศรีสุนทร ครั้งต้นแผ่นดินพระบรมไอยกาธิราช น้องหญิงคนหนึ่งชื่อหมา น้องชายชื่ออาด เปนพระถลาง น้องชายคนหนึ่งชื่อเรืองเปนที่พล ขุนนางเมืองถลางนั้นจอมเถ้าอยู่บ้านดอน จอมร้างอยู่บ้านตะเคียน จอมเถ้ากับจอมร้างเปนลูกพ่อเดียวกันคนละมารดา ลูกหลานมะหุมอยู่บ้านดอนได้เปนพระยาถลางเจียดทอง แม่ชื่อเชียง พระยาปลัดแม่ชื่อดำตัวชื่อเรือง เดิมแต่ก่อนบ้านดอนกับบ้านตะเคียนสามัคคีรศกันดี มีชื่อเสียงสืบกูลวงษ์เปนเจ้าเมืองสืบมา ฝ่ายบ้านลี้พอนจอมสุรินคิดมิชอบ จะตั้งตัวเปนใหญ่ มีตราออกมาให้จับจอมสุรินฆ่าเสียเปนโทษกระบถต่อแผ่นดิน สิ้นเชื้อผู้ดีลง เมืองถลางว่าพระยาถลางคางเซ้งชาวกรุงออกมาเปนเจ้าเมืองพระถลางอาดเปนเจ้าเมืองขึ้น ผู้ร้ายยิงพระถลางตาย เมืองก็ว่างอยู่ ได้แขกไทรมาเปนเจ้าเมืองอยู่น่อยหนึ่ง พวกถลางคิดรบแขกตั้งค่ายที่ไม้ขาวปากสาคูดั้งร่อ จึงตั้งตัวขึ้น พอพระยาพิมลเปนพระกระมาอยู่เมืองชุมพรได้กับท้าวเทพกระสัตรี ๆ นั้น เมื่อหนุ่มสาวเปนเมียหม่อมศรีภักดี ๆ เล่า ก็เปนชาวตะกั่วทุ่งลูกคุณชีบุญเกิด ๆ เดิมตะกั่วทุ่งได้กับจอมนายกอง ๆ เปนชาวนครอยู่บ้านใหญ่ลายสายออกมาเปนสำเร็จราชการได้กับคุณชีบุญเกิดนั้นมีลูกชาย ๑ หญิง ๑ ชายชื่อหม่อมศรีภักดี มีเมียณเมืองถลาง หญิงคนหนึ่งชื่อบุญคงได้

๕๘ กับพระยาประสิทธิสงคราม หม่อมศรีภักดีนั้นได้กับท้าวเทพกระสัตรี มีลูกสองคน หญิงชื่อแม่ปราง ชายชื่อเทียนเปนพระยาถลางหืต ท้าวเทพกระสัตรีเปนหม้ายแล้วได้กับพระยาพิมล มีลูกหญิงใหญ่ชื่อแม่ทองมาไปถวายเปนมารดาเจ้าครองอุบล ลูกถัดมาชาย ๒ คนชื่อจุ้ย ชื่อเนียม ชื่อจุ้ยเปนพระยกรบัตร ชื่อเนียนเปนมหาดเล็กครั้งต้นแผ่นดิน ลูกหญิงชื่อแม่กิ่มแม่เมือง ครั้นพระยาพิมลต้องความไปอยู่เมืองพัทลุง พระยาถลางเทียนลูกเลี้ยงฟ้องที่ถลางได้พระยาถลางเจียดทอง ๆ ต้องโทษเข้าไปตายณกรุง ที่ถลางได้พระยาถลางหืตเปนเจ้าเมือง ที่ปลัดได้นายเรืองเปนพระยาปลัด ที่ยกรบัตรได้พระยาถลางชูเปนพระยายกรบัตร ครั้งนั้นเมืองถลาง เจ้าเมืองปลัดยกรบัตรก็เปนพระยา ฝ่ายเมืองภูเก็จ หลวงภูเก็จข้างคดเปนเจ้าเมือง แล้วได้นายศรีชายนายเวรเปนพระภูเก็จ แล้วได้มาบิดาหลวงปลัดอุด เขตรแดนเมืองภูเก็จกับเมืองถลางเอาบางคูคด ชื่อตามคลองน้ำเปนแดน ว่าเมืองภูเก็จเดิมเปนเมืองใหญ่กลับมาขึ้นกับเมืองถลาง เขตรแดนฝ่ายตวันตกหินชายพลายตะโหนด ฝ่ายตวันออกเกาะมะพร้าวอ่าวตันแกแหลมหง้าแหลมมัตผ้า เปนแขวงเมืองภูเก็จตลอดออกไปเกาะยาว เกาะอลังเกาะกล้วยแหลมบามูเกาะแรดนาคาเกาะรวะเกาะนารเกาะป้าโญ้ยเกาะชงำ อ่าวภารามาเกาะบาหนัตเกาะคุลาตลอดมาแหลมคอเวน ปากก็หญิกแหลมปากพระท่าข้ามปากน้ำหมอน ปากพระคนละฟากฝ่ายเมืองตะกั่วทุ่ง ฝ่ายเมืองตะกั่วทุ่งเล่า ปากพระว่าเจ้าพระยาอินทวงษาตั้งวังปราบที่ปลูกวังขึ้นยังไม่สำเร็จ

๕๙ รู้ว่าจับแผ่นดินตาก เจ้าพระยาอินทวงษาก็ตาย โปรดให้ข้าหลวงออกมา เจ้าพระยาแลพระยาออกมาตั้งอยู่ปากพระหลายนาย เจ้า พระยาฦาราชนิกูล พระยาธรรมไตรโลก พระยาพิพิธโภไคย พระยาธรรมไตร โลกได้รบพม่าที่ปากพระ พระยาธรรมไตรโลกตาย พระยาพิพิธโภไคยหนีมาทางเมืองพังงา จึงเรียกชื่อว่าด่านพระยาพิพิธ เมืองตะกั่วทุ่งเอาคลองตหงิเปนแดน คลองน้ำลำท่าคดซื่อขึ้นมาเปนฝ่ายตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่าหากกล้ำกลวมเกี่ยวข้องกันไม่ เมืองตะกั่วทุ่งเดิม หลวงเพชรเปนเจ้าเมืองได้มาพระตะกั่วทุ่งขาหัก จอมพิทักษ์พระตะกั่วทุ่งพ่อพระปลัดแม่เมืองแม่พระวิเศษ ชื่อว่าพระตะกั่วทุ่งถี แล้วเมืองตะกั่วทุ่งได้มาแก่พระตะกั่วทุ่งชื่อขุนดำ มารดาชื่อนุ้ยบิดาชื่อเหล็ก ว่าอุกมอนชาวกรุง ครั้นพระตะกั่วทุ่งตายลูกชาย ชื่อถินเปนบิดาพระตะกั่วทุ่งอ่อนได้ กินเมืองอยู่ มารดาชื่อแม่ชีอิน ยายชื่อเนียวชาวแร่ไม้แก่น แม่เนียวได้กับจอมนายกองมีลูกชื่อขุนนางแม่ชีอิน เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองถลาง คลองปากพระคนละฟากเปนแดน ถ้าพระราชทรัพย์บังเกิดขึ้นเมืองถลางส่งไปเมืองตะกั่วทุ่ง ๆ ส่งไปเมืองตะกั่วป่า เปนอย่างธรรมเนียมต่อกันมาช้านาน เมื่อครั้งเมืองถลางยังไม่เสียกับพม่า ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า ไชยา ชุมพร เสียแก่อ้ายพม่า ดีบุกมัดผ้าปืนขนมาค้างอยู่ที่เขาศก หลวงเพชรธนูแสงชาวนครตั้งอยู่บ้านเก่าส้มโอคลองพนม ตั้งกองไปอุกขนเอาพระราชทรัทย์ที่ท่าเขาศก จนมีตราให้ข้าหลวงออกมาชำระหลวงเพชรธนูแสง คนตามลำคลองท่าพนมก็อพยพหนีไปสิ้น ก็เปนป่ารกร้างขึ้น

๖๐ เมื่อครั้งพระตะกั่วทุ่งบิดาพระตะกั่วทุ่งถินเปนเจ้าเมืองนั้น มีตราโปรดออกมาให้ไปทำผ้ากระบวนเมืองเทศ จัดให้ย่าปู ดำ ขาว ชาวเทศอยู่ณเมืองถลางกับนายสเภาน้อย พอหลวงพัทวาทีซึ่งไปอยู่ณเมืองตรังกับหลวงคลังเทศชาวกรุงไปทำได้มากับเครื่องถมยาราชาวดี พระตะกั่วทุ่งคุมเข้าไป ล่องตามคลองท่าเขาศก ถึงเชี่ยวปตูหลงน้ำพะนอง เรือพระตะกั่วทุ่งล่มลงเครื่องถมยาราชวดีหายหาได้เอาเข้าไปถวายไม่ เมืองตะกั่วป่าจอมภักดีเสนาแขกเปนเจ้าเมือง แล้วได้มาแก่พระวิชิตหูหนวก แล้วได้มากับหลวงตะกั่วป่าจีน แล้วได้มากับหลวงตะกั่วป่าเปนบุตรท่านพระยาประสิทธิสงครามจางวางซึ่งเปนหลวงณรงค์ แล้วเมืองได้มากับพระยาตะกั่วป่าเทศ พอพระตะกั่วป่าม่วง พระยาตะกั่วป่าเกษจีนพาไปฆ่าตาย เจ้าพระยาสุรินทราชาบอกขอพระอินทรักษากองนอกเมืองไชยาเปนที่พระยาตะกั่วป่า แล้วเมืองได้มาแก่พระตะกั่วป่าม่วง ๆ ตาย เมืองได้มาแก่พระตะกั่วป่าอุ เรื่องราวฝ่ายเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองถลาง เมืองภูเก็จ เล่าได้แต่เพียงนี้ จะเล่าเมื่อครั้งตัดทางแต่มรุ่ยปากลาวท่าพนมนั้น เจ้าพระยาสุรินทราชามีตราให้หาเข้าไปณกรุงเทพฯ ว่าจะให้เปนที่อรรคมหาเสนา เมื่อครั้งเจ้าพระยากระลาโหมปลี่ไปเสียทัพทวาย เจ้าพระยาสุรินทราชาเข้าไปถึงกรุงเทพ ฯ แล้วพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์โปรดพระราชทานเสื้อผ้าจะเอาไว้ให้อยู่ณกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยาสุรินทราชาคิดเห็นว่าอยู่เมืองนอกได้ความสุขมาก จึงอ้อนวอนเจ้าคุณพลเทพบิดา เจ้า

๖๑ พระยาบดินทรเดชา ขอให้กราบทูลพระกรุณาคิดจะไม่อยู่กรุงเทพ ฯ ว่าตัวชราเปนเสนาบดีขึ้นเจ้าชีวิตรเสด็จพระราชดำเนินไปถึงไหนตัวก็ต้อง ตามไปถึงนั่น ก็จะมีความบำบาก จึงทำเรื่องราวกราบทูลพระกรุณาว่า จะขอออกมาอยู่เมืองนอกตามเดิม จะจัดแจงทางรับส่งพระราชทรัพย์เมืองพังงา เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่ง จะขนไปขึ้นเขาศกก็กันดารเชี่ยวแก่งเปนหลายแห่ง พระราชทรัทย์ก็สูญหายเปนอัน ตรายเสียหลายครั้งมาแล้ว เห็นว่าทางบกรยะป่าเดินมาช้าแต่สองคืนไม่สู้กันดาร ถึงพนมล่องตลอดลงไปถึงพุนพินตลอดออกไปถึงภุมเรียงที่รับส่งพระราชทรัพย์ไม่สู้กันดาร ขอพระราชทานช้างเกณฑ์บันทุกเมืองนคร ๑๐ ช้าง เมืองไชยา ๑๐ ช้าง รวมช้าง ๒๐ ช้าง ให้หลวงพิพิธคชกรรม์เปนนายกองคุมช้างคอยรับส่งพระราชทรพัย์ พระราชทานช้างแลที่ปากพนมปากลาวได้มาตามเรื่องราวเจ้าพระยาสุรินทราชาให้กราบทูลพระกรุณา มีแจ้งอยู่ในท้องตราพระคชสีห์นั้นแล้ว ปากพนมให้ขุนทิพ ขุนเพชร ขุนศรีสงครามสามคนตั้งอยู่ ฝ่ายมรุ่ยปากลาว ตั้งให้หลวงฤทธิสงครามเปนมิแก แลที่มรุ่ยถึงปากพนมให้กับเจ้าพระยาสุรินทราชา ฝ่ายเจ้าพระยาสุรินทราชากลับออกมาถึงบ้านเมืองแล้ว จึงตั้งให้ขุนทิพเปนหลวงรามพิไชยอยู่ที่ปากพนม ให้หลวงรามพิไชยตัดทางตั้งแต่ปากพนมขึ้นมาถึงเมืองพังงา ให้หลวงฤทธิสงครามตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ที่มรุ่ยปากลาวให้คอยรับส่งพระราชทรัพย์ ลงไป ให้หลวงรามพิไชยคอยรับอยู่ที่ท่าพนม แล้วเจ้าพระยาสุรินทราชาให้ตั้งด่านที่ตีนเขานางหงษ์ด่านหนึ่ง ด่านปากคาน ด่านทุ่งคา

๖๒ มรุ่ยด่านหนึ่งเปน ๕ ด่านทั้งปากพนม แล้วทำ ๆ เนียบไว้ทุกด่านตามระยะทาง แล้วให้ตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนไว้สำหรับป้องกันพระราชทรัพย์ทุกด่าน พระราชทรัพย์เมืองตะกั่วป่าเกิดขึ้นก็ล่องลงตามคลองทางท่าเขาศก พระราชทรัพย์เมืองพังงา เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่งขนไปค้างอยู่ที่มรุ่ยกว่าจะได้ ช้างไปรับบันทุกคอยรับล่อง จัดเอาหลวงนาไห้เปนพระวิเศษสงครามจางวางด่านบก เอาขุนเพชรขุนอินเปนปลัดกองคุมไพร่ ฝ่ายรับล่องขึ้นมารับพระราชทรัพย์ที่พนม แล้วเจ้าพระยาสุรินทราชาแต่งให้ขุนศรีสมโภชเข้าไปเฝ้าพณหัวเจ้าท่านผู้ครองเนืองนคร ศรีธรรมราชแต่ก่อนว่าได้ตั้งนายด่านที่มรุ่ย ที่ปากพนม เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีประสาทสั่งว่า อย่าให้เจ้าพระยาสุรินทราชาตั้งแต่งหลวงขุนหมื่นนายหมวดนายกองเลย พณหัวเจ้าท่านจะตั้งแต่งออกมาแต่เมืองนครเองอย่าให้เจ้าพระยาสุรินทราชาตั้ง นานไปภายน่าผู้ใดจะมารั้งเมืองครองเมืองจะว่าเจ้าพระยานครกับเจ้าพระยาสุรินทราชาเปนคนชอบพอรักใคร่ทำให้บ้านเมืองฟั่นเฟือนกล้ำกลวมกันอยู่ เจ้าพระยาสุรินทราชาก็บอกไปว่า อย่าให้พณหัวเจ้าท่านผู้ครองเมืองนครศรีธรรม ราชตั้งไปเลย ท่านจะตั้งมาไว้ให้รับให้ส่งพระราชทรัพย์เอง ตามได้กราบทูลพระกรุณา ด่านมรุ่ยท่าพนมก็ได้เปนสิทธิเปนเดิมมาคุ้มเท่าบัดนี้ ครั้นโปรดให้ท่านพระยาถลางบุญคงออกมาเปนที่พระยาถลางพลาง ส้องสุมรวบรวมผู้คนไว้ ได้ตั้งเปนถิ่นฐานบ้านเรือนลง ฝ่ายมรุ่ยตลอดมาถึงบางเคย แต่ก่อนเปนป่าดงไม่มีผู้คน จึงจัดคนให้ผ่อนไปตั้งทำไร่ทำนาสร้างเรือกสวนลง ครั้งท่านพระยาไกรโกษาออกมาชำระหางเข้า

๖๓ ค่านา พณหัวเจ้าท่านโปรดให้นายช่วยออกมาต่อว่าอย่าให้เรียกหางเข้า ค่านาที่มรุ่ยได้มาแต่ฝ่ายณเมืองถลาง ท่านพระยาถลางก็ว่าพระราชทาน ได้มาแก่เจ้าพระยาสุรินทราชาสืบต่อกันมาอยู่ฉนี้แล้ว ครั้นไม่มีตราโปรดยกออกมาท่านก็ไม่สู้ยอมให้ หาบัตรค่านาก็ได้เรียกสืบกันมาฝ่ายพนมตามคลองน้ำลำท่าหนทางรับส่งพระราชทรัพย์เปนสำหรับเมือง พังงา เมืองถลาง เมืองพังงานี้เดิมเปนเมืองช่องแขวงขึ้นเมืองตะกั่วป่า เอาคลองถ้ำแม่น้ำเปนแดนคนละฟาก ฝ่ายเหนือน้ำตลอดเข้าป่าดง ใต้น้ำลงไปฝ่ายลำคลองถ้ำข้างบูรพ์ได้กับเมืองพังงา ลำคลองตลอดออกเขาสองพี่น้อง เอาเขาสองพี่น้องเปนแดนคนละฟากตลอดออกไปถึงพระอาดเถ้าเกาะยางเกาะพิงกันเปนแขวงเมืองพังงา พระตะกั่วทุ่งถินซึ่งเปนพระยาตะกั่วทุ่งเปนน้องเขยพระยาถลางบุญคง ขอเอาเขารายาบี้หนีปู่เหล่าป้าหยีเกาะนมสาวไปเปนช่องแขวงขึ้นเมืองตะกั่วทุ่ง พระยาถลางบุญคงเห็นว่าพระตะกั่วทุ่งเปนน้องเขยก็ยอมให้ ฝ่ายอุดรเมืองพังงาเขาเขมาเหล็กเปนแดน เฉียงอิสาณก็ราสูงสองแพรกเปนเขตรแดนเมืองพังงา เจ้าพระยาสุรินทราชาซึ่งเปนใหญ่สำเร็จราชการณแปดหัวเมืองนี้ พระยาประสิทธิสงครามจางวางเล่าก็เปนจางวางทั้งแปดหัวเมืองเหมือนกัน ชื่อว่าแปดหัวเมืองนั้น เมืองถลาง เมืองภูเก็จ เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองก็รา เมืองพังงา เมืองครุะ เมืองคุรอด ประมวญมาเปนเมืองแปดเมือง เมืองก็ราพังงาครุะคุรอดเปนขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า รู้เรื่องราวเล่าได้แต่เพียงนี้ แล้วแต่จะโปรด


๖๔ เรื่องราวนี้เขียนไว้เมื่อปีฉลูตรีศก ศักราช ๑๒๐๓ ปี จอมร้างบ้านตะเคียนเปนเจ้าเมือง เมียชื่อหม่าเสี้ยลูกมะหุมเมืองไทร มีลูกชายชื่ออาดเปนพระยาถลาง ๑ ชายชื่อเรืองเปนที่พล ๑ หญิงชื่อจันเปนท้าวเทพกระสัตรี ๑ หญิงชื่อมุกเปนท้าวศรีสุนทร ๑ หญิงชื่อหมา ๑ รวม ๕ คน จอมร้างกับจอมเถ้าเปนลูกพ่อเดียวกันคนละมารดา จอมร้างอยู่บ้านตะเคียน จอมเถ้าอยู่บ้านดอน ได้เปนพระยาถลางเจียดทอง แม่ชื่อเชียง พระยาปลัดแม่ชื่อดำตัวชื่อเรือง ฝ่ายบ้านลิพอนจอมไชยสุรินคิดกระบถฆ่าเสีย พระยาถลางคางเซ้งชาวกรุงออกมาเปนเจ้าเมือง พระถลางอาดเปนเจ้าเมืองผู้ร้ายยิงตาย แล้วแขกเมืองไทรมาเปนเจ้าเมืองน่อยหนึ่ง พระยาพิมลเดิมเปนพระกระได้ด้วยท้าวเทพกระสัตรี จอมนายกองชาวนครบ้านลายสายออกมาเปนสำเร็จราชการ ได้กับคุณชีบุญเกิดมีลูกชายชื่อหม่อมศรีภักดี ลูกหญิงชื่อคงได้กับพระยาประสิทธิสงคราม หม่อมศรีภักดีได้กับท้าวเทพกระสัตรี มีลูกชายชื่อเทียนเปนพระยาถลางหืต ลูกหญิงชื่อปราง ท้าวเทพกระสัตรีเปนหม้ายได้พระยาพิมล มีลูกหญิงชื่อแม่ทองคุณมารดาเจ้าครองอุบล ลูกชายชื่อจุ้ยเปนพระยกรบัตร ชื่อเนียมเปนมหาดเล็ก มีลูกหญิงชื่อกิม ชื่อเมืองพระยาถลางเทียนลูกเลี้ยงฟ้องต้องความไปอยู่เมืองพัทลุง พระยาเจียดทองเปนพระยาถลาง ที่ปลัดนายเรืองเปนพระยาปลัด พระยาถลางชูเปนพระยายกรบัตร


๖๕ เมืองภูเก็จ หลวงภูเก็จข้างคดเปนเจ้าเมือง แล้วนายศรีชาย นายเวรเปนพระภูเก็จ แล้วบิดาหลวงปลัดอุกเปนเจ้าเมือง เมืองตะกั่วทุ่ง เดิมหลวงเพชรเปนเจ้าเมือง ได้มาพระตะกั่วทุ่งขาหัก ได้มานายถีเปนจอมศรีภักดีเปนเจ้าเมือง เปนพ่อพระปลัดเปนพ่อแม่เมืองแม่พระวิเศษ แล้วได้มาพระตะกั่วทุ่งขุนดำพ่อพระตะกั่วทุ่งถิน แล้วได้มาพระตะกั่วทุ่งถินทุกวันนี้ แล้วได้มาพระตะกั่วทุ่งอ่อน แล้วได้มาพระตะกั่วทุ่งกล่อม เมืองตะกั่วป่า จอมภักดีเสนาแขกเปนเจ้าเมือง แล้วได้มาพระวิชิตหูหนวก ได้มาหลวงตะกั่วป่าจีน ได้มาหลวงณรงค์บุตรพระยาประสิทธิสงครามจางวาง ได้มาพระตะกั่วป่าเกษพ่อพระตะกั่วป่าม่วง จีนพาไปฆ่าเสีย แล้วพระอินกองนอกไชยามาได้เปนพระตะกั่วป่า แล้วได้มาพระตะกั่วป่า แล้วได้มาพระตะกั่วป่าอุ

สำเนาสารตราพระคชสีห์ ?หนังสือเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาธิบดีอภัยพิริยปรากรมพาหุ สมุหพระกระลาโหม มาถึงเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชชาติเดโชไชย มไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาวิชิตเสนามหาพิไชย อภัยพิริยศรีสงคราม พระยาพัทลุง พระยาพิไชยคิรีศรีสมุทสงคราม พระยาสงขลา พระยาวิชิตภักดี ศรีพิไชยสงคราม พระยาไชยา พระเพชรคำแหงสงคราม พระชุมพร หลวงเทพคิรีศรีสงคราม หลวงปทิว ด้วยเจ้าพระยา

๖๖ สุรินทราชากราบทูลพระกรุณา ว่าจะขอตัดทางขนพระราชทรัพย์แต่ปากลาวมาลงพนม หนทางใกล้กว่าทางท่าเขาศกถึง ๑๔ วัน ๑๕ วัน ท่าพนมเปนที่สำนักมัดผ้าดีบุกพระราชทรัพย์ของหลวง แขวงเมืองนคร แต่เปนดงป่ารกร้างอยู่หามีบ้านเรือนผู้คนตั้งอยู่เหมือนแต่ก่อนไม่เปลี่ยว อยู่ จึงจัดให้ขุนทิพ ขุนเพชรคิรีเปนนายกองควบคุมขุนหมื่นไพร่มีชื่อมา ให้ตั้งบ้านเรือนเปนภูมสถานลำเนาลงรับรักษาพระราชทรัพย์ มาหลายครั้งแล้ว แต่กำลังขุนหมื่นไพร่มีชื่อทั้งนั้นเห็นเบาบางน้อยตัวไม่สมควรด้วยพระราชทรัพย์ของหลวง เกลือกผู้มีชื่อหลบหนีมุลนายเข้าอยู่ป่าดงคุมกันได้มากแล้ว จะมากระทำร้ายพระราชทรัพย์ของหลวงจะเสียราชการไป แลผู้มีชื่อเปนเลขไพร่หลวงพลเมือง เมืองตะกั่วป่า เมืองพังงา เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่ง ทั้งแปดหัวเมืองบรรดาที่หนีลงมาอยู่แขวงเมืองนคร พัทลุง สงขลา ไชยา ชุมพร ปทิวหัวเมืองปากใต้นั้นเปนอันมาก ขอรับพระราชทานให้ขุนทิพสมบัติ ขุนเพชรคิรีนายกองที่พนม สืบสาวชักชวนเกลี้ยกล่อมเอาเลขไพร่หลวงพลเมือง เมืองถลางบางคลีทั้งแปดหัวเมืองมาให้ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินให้มั่งคั่งบริบูรณ์ จะได้รับรักษาพระราชทรัพย์ของหลวงด้วย ประการ หนึ่ง ถ้ามีศึกสงครามมาตีติดบ้านเมือง เมืองถลาง ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า จะได้ควบคุมกันช่วยอุดหนุนรบพุ่งนั้นก็ชอบด้วยราชการอยู่แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนทิพสมบัติ ขุนเพชรคิรีนายกองพนม สืบสาวชักชวนเกลี้ยกล่อมเอาเลขสักแล้วแลยังมิได้สัก เลขเมืองถลาง แลเลขเมืองนคร พัทลุง สงขลา ไชยา ชุมพร

๖๗ ซึ่งหลบหนีมุลนาย แลเลขตะกั่วทุ่งตะกั่วป่า ทั้งแปดหัวเมืองบรรดาซึ่งหลบหนีมุลนายอยู่ป่าดง แลแอบแฝงอยู่ด้วยผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการ ณเมืองนคร พัทลุง สงขลา ไชยา ชุมพร ปทิว หัวเมืองปากใต้ฝ่ายตวันตกทั้งนั้น เอามาให้ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ที่พนมที่ลาวให้ได้ ๒๐๐ ครัว ๓๐๐ ครัว จะได้รับรักษาพระราชทรัพย์ของหลวง ให้เปนภูมสถานลำเนาจงมั่นคั่งบริบูรณ์ขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำตามเจ้าพระยาสุรินทราชากราบบังคมทูลพระกรุณานั้นเถิด ถ้าขุนทิพสมบัติ ขุนเพชรคิรีสืบสาวชักชวนเกลี้ยกล่อมได้เลขเมืองใดเท่าใดเปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ให้ยื่นหางว่าวไว้แก่เจ้าพระยาสุรินทราชา ผู้สำเร็จราชการทั้งแปดหัวเมือง บอกเข้าไปกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ ห้ามอย่าให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการนายที่นายอำเภอแลข้าหลวงผู้ไปมาเอากิจราชการ ทำข่มเหงฉุดคร่าลากเกาะจำ ขุนทิพสมบัติ ขุนเพชรคิรีนายกอง ขุนหมื่นแลไพร่มีชื่อ บรรดาซึ่งเกลี้ยกล่อมได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่พนมที่ลาว ทั้งนี้ไปใช้ราชการงานโยธาเบ็จเสร็จซึ่งมิได้เปนน่าที่พนักงาน ให้ขุนทิพสมบัติ ขุนเพชรคิรี ขุนหมื่นไพร่แตกตื่นได้ความเดือนร้อนแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเปนอันขาดทีเดียว หนังสือนี้มาถึงวันใดก็ให้ทำตามหนังสือมานี้ทุกประการ หนังสือมาณวัน ๕ ๕ฯ๘ ค่ำ ปีชวดฉศก จุลศักราช ๑๑๖๖ มาถึงปีเถาะนพศก ๑๗ ๖๓ ปี จุลศักราช ๑๒๒๘ ปี ฯะ

๖๘ ?ท้องที่ปากพนม ข้างฝ่ายใต้น้ำลงไปต่อกับเมืองกาญจนดิฐเทียม คลองบางจาก ปากคลองบางจากลงไปข้างใต้น้ำเปนที่เมืองกาญจนดิฐอำเภอขัวญ คลองบางจากรยะกับบ้านวังตาขุนลงไปน่อยหนึ่ง ฝ่ายข้างเหนือน้ำตามลำคลองศกขึ้นไปเพียงคลองขนายฤาษี ปลายคลองขนายฤาษีไปจดภูเขาศก ปลายภูเขาศกข้างหัวนอนเปนที่เมืองตะกั่วป่า อำเภอขุนภักดีคงคา ปากภูเขาศกข้างใต้สตีนเปนที่พนมปากคลองขนายฤาษีข้างเหนือน้ำเปนที่เมืองคิรีรัฐนิคม อำเภอขุนนราภักดี ปากคลองขนายฤาษีฝ่ายใต้น้ำเปนที่พนม ปากคลองขนายฤาษีใต้ท่าบ้านศกลงมาน่อยหนึ่ง แลที่พนมจะไปต่อกับที่อำเภอท่าขึ้นสักเพียงไหน ขุนจิตรทรัพย์ ขุนทิพคิรีบ้านคลองช่อนแลคนแก่ ๆ แต่ก่อนก็หาทราบว่าจะไปต่อกันเพียงไหนไม่ ฯะ

?ข้าพเจ้าขุนช่วยราชการ ขุนภักดีสงครามที่พนม บอกมา ยังขุนอินอักษร ขอให้นำขึ้นกราบเรียนใต้เท้ากรุณาเจ้าทราบ ด้วยโปรดให้ข้าพเจ้าสืบเขตรแดนที่พนม สืบได้ใจความว่า ข้างฝ่ายใต้สตีนแดนที่ลมุงกับแดนที่พนมแขวงเมืองนครเพียงคลองศก ข้างฝ่ายใต้น้ำแดนเมืองกาญจนดิฐกับแดนที่อำเภอวังตาขุน ตรงปากคลองทำเปรียงตัดป่าตรงไปเขาไม้หัก ฝ่ายใต้น้ำเปนที่เมืองกาญจนดิฐ ฝ่ายเหนือน้ำเปนที่อำเภอวังตาขุน เขาไม้หักตรงไปเขาพเนิน ฝ่ายเขา พเนินข้างอาคเณย์เปนที่ท่าขึ้น ฝ่ายเขาพเนินปละหนึ่งเปนที่พนม ๆ กับที่กระบี่เอาคลองเท้าแม่เปนเขตรแดน คลองเท้าแม่ปลายคลองเขา

๖๙ ดอนดินแก่งน้ำไหลลงคลองอ่าว ปละหัวนอนเปนที่กระบี่ ปละใต้สตีนคลองเท้าแม่เปนที่พนม ฝ่ายเหนือน้ำลำคลองศกขึ้นไปถึงคลองขนายฤาษี ปลายคลองขนายฤาษีเข้าภูเขาศก ปละคลองขนายฤาษีฝ่ายใต้น้ำเปนที่พนม ฝ่ายเหนือน้ำเปนที่เมืองคิรีรัฐนิคม คลองขนายฤาษีเปนเขตรแดน น้ำไหลลงคลองศก เมืองตะกั่วป่ากับที่พนมเอาภูเขาศกเปนเขตรแดน ฝ่ายหัวนอนเปนที่เมืองตะกั่วป่า ฝ่ายใต้สตีนเปนที่พนมภูเขาศกตัดตรงไปเขาปลายคลองพนม เขาปลายพนมตัดตรงไปดอนดินแดง บอกมาณวัน ๖ ๑๐ ค่ำปีรกาสัปตศก ๑๘ ฯะ


พงษาวดารเมืองไทรบุรี (ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน)

ได้ทราบวงษ์ตระกูลเมืองไทรบุรี ว่าพระองค์มหาวังษา ( ๑ ) มาแต่เมืองโรม เปนผู้ตั้งเมืองเดิมเรียกว่าเมืองเกดะคือเมืองไทรบุรี เกดะนั้นเปนภาษาแขกอาหรับแปลว่าจานดอกไม้ ที่ตั้งเมืองนั้นเรียกว่าลังกาซูกอยู่ทิศเหนือกวาลามุดา พระองค์มหาวังษามีบุตรชาย ๑ ชื่อพระองค์มหาโพธิสัตว์ ( ๒ ) พระองค์มหาโพธิสัตว์นี้พระองค์มหาวังษาผู้เปนบิดายกให้เปนเจ้าเมืองแทน แล้วพระองค์มหาวังษาก็กลับไปเมืองโรม พระองค์มหาโพธิสัตว์นั้นมีบุตรชาย ๓ บุตรหญิง ๑ รวม ๔ คน ชื่อปรากฎแต่บุตรชายที่ ๓ เรียกว่าพระศรีมหาวังษา ( ๓ ) พระศรี

๗๐ มหาวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งเมืองอยู่ที่สะรูดำทิศเหนือกวาลามุดา พระศรีมหาวังษามีบุตรชายชื่อพระศรีมหาอินทรวังษา (๔) พระศรีมหาอินทรวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งเมืองอยู่ที่กลางอมัดกวาลามุดา พระศรีมหาอินทรวังษามีบุตรชายชื่อพระองค์มหายาดดาหรา ( ๕ ) พระองค์มหายาดดาหราได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งเมืองอยู่ที่โคตาโอร์กวาลามุดา พระองค์มหายาดดาหรามีบุตรชายชื่อพระองค์มหาโพธิสัตว์ ( ๖ ) พระองค์มหาโพธิสัตว์ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งเมืองอยู่ที่โคตาโอร์กวาลามุดา พระองค์มหาโพธิสัตว์มีบุตรชายชื่อพระองค์มหาวังษา ( ๗ ) ลำดับวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งแต่ที่ ๑ มาถึงที่ ๖ นี้ถือพระพุทธสาสนา ที่ฝังศพหามีไม่ ลำดับวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งแต่องค์ที่ ๗ ตลอดมาถือสาสนามหะมัด มีที่ฝังศพเรียกว่าบาระหุม ที่ ๗ พระองค์มหาวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เปลี่ยนเปนธรรมเนียมอิศลาม ถือสาสนามหะมัด เปลี่ยนชื่อเรียกว่า สุลต่านมูนฟานซะ ตั้งเมืองอยู่ที่ปากน้ำกวาลามุดา สุลต่านมูนฟานซะมีบุตรชายชื่อตนกูมูอัดสำซะ ๑ ตนกูมหะมัดซะ ๑ ตนกูสุไลยมานซะ ๑ รวม ๓ คน ที่ ๘ ตนกูมูอัดลำซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกชื่อว่าสุลต่านมูอัดลำซะ น้องชายชื่อตนกูมะหมุดซะเปนรายามุดาตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ แต่น้องที่ ๓ ชื่อตนกูสุไลยมานซะนั้นได้เปนพระยาอยู่ที่ปูเลาลังกาวี คือเกาะนางกาวีขึ้นแก่เมืองไทรบุรี สุลต่านมูอัดลำซะมีบุตรชายชื่อตนกูมหะมัดซะ ๑

๗๑ ที่ ๙ ตนกูมหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่าน มหะมัดซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมหะมัดซะมีบุตรชาย ชื่อตนกูมันโลซะ ๑ ที่ ๑๐ ตนกูมันโลซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกชื่อว่าสุลต่านมันโลซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมันโลซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูมหะมุดซะ ๑ ที่ ๑๑ ตนกูมหะมุดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีเรียกว่า สุลต่าน มหะมุดซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมหะมุดซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูสะไลยมันซะ ๑ ที่ ๑๒ ตนกูสุไลยมันซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีเรียกชื่อว่าสุลต่าน สุไลยมันซะ ตั้งเมืองอยู่ที่สะปูเตะ มีบุตรชายชื่อตนกูรายาอุดินมหะมัดซะ ๑ เจ้าเมืองอาแจยกทัพมาตีเมืองไทรบุรีแตก เจ้าเมืองอาแจจับสุล ต่านสุไลยมันซะได้พาไปไว้เมืองอาแจ แต่ตนกูรายาอุดินมหะมัดซะหนีได้ สุลต่านสุไลยมันซะถึงแก่กรรมที่เมืองอาแจ ยกชื่อศพว่าบาระหุมสะปูเตะ ที่ ๑๓ ตนกูรายาอุดินมหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านรายาอุดินมหะมัดซะตั้งเมืองอยู่ที่นาคอ สุลต่านรายาอุดินมหะมัด ซะมีบุตรชายชื่อตนกูมหัยยิตดินมันโซร์ซะ๑สุลต่านรายาอุดินมหะมัดซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมนาคอ ที่ ๑๔ ตนกูมหัยยิตดินมันโซร์ซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านมหัยยิตดินมันโซร์ซะ ตั้งเมืองอยู่บ้านนาสาแขวงเมืองปลิศสุลต่านมหัยยิตดินมันโซร์ซะ มีบุตรชายชื่อตนกูลิยาอุดินมัดรำซะ ๑

๗๒ ที่ ๑๕ ตนกูลิยาอุดินมัดรำซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านลิยาอุดินมัดรำซะตั้งอยู่เมืองเดิมสุลต่านลิยาอุดินมัดรำซะมีบุตรชายชื่อตนกูอะตาอินลามหะมัดซะ ๑ ตนกูอะมัดตายุดินรำซะ ๑ สุล ต่านละยาอุดินมัดรำซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมกาบะลี ที่ ๑๖ ตนกูอะตาอินลามหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีเรียกว่า สุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ ตั้งเมืองอยู่ปูเลาปีนังคือเกาะหมาก สุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ มีบุตรชายชื่อตนกูมหรมัดยิหวา ๑ สุล ต่านอะตาอินลามหมัดซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมปูเลาปีนัง ที่ ๑๗ ตนกูอมัดตายุดินมัดรำซะ ผู้น้องสุลต่านอะตาอินลามหะมัด ซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอะมัดตายุดินมัดรำซะตั้งเมืองอยู่ที่ปุเลาลิบงคือเกาะลิบงบุตรไม่ปรากฎ สุลต่านอะมัดตายุดินมัดรำซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมลิบง ที่ ๑๘ ตนกูมหะมัดยิหวา บุตรสุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีเรียกว่าสุลต่านมหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลาซะตั้งเมืองอยู่ที่กายังเมืองปลิศ แล้วมาตั้งอยู่ที่กอตาสตาอิก สุลต่าน มหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลำซะ มีบุตรชายชื่อตนกูอัปดลลา ๑ ตนกูลิยาอุดิน ๑ สองคน สุลต่านมหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลำซะ ถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมกาหยัง ที่ ๑๙ ตนกูอัปดลลาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอัปดลลามัดรำซะ ตั้งเมืองอยู่ที่ปากน้ำคลองเกดะ เรียกว่าโกสะตา ตนกูลิยาอุดินผู้น้องเปนรายามุดา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองปลิศ สุลต่าน

๗๓ อัปดลลามัดรำซะมีบุตรชายชื่อตนกูยาหรา ตนกูปะแงหรัน ตนกูปัศนู ตนกูปเหม ตนกูสะเลหมัน ตนกูซู ตนกูโดด ตนกูม่อน ตนกูอามัด ตนกูยะโส รวม ๑๐ คน สุลต่านอัปดลลามัดรำซะถึงแก่กรรม ยกชื่อศพว่าบาระหุมมุเกจปีนัง ที่ ๒๐ ตนกูลิยาอุดินรายามุดา ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านลิยาอุดินมูอัดรำซะ บุตรไม่ปรากฎ สุลต่านลิยาอุดิน มูอัดรำซะถึงแก่กรรม ยกชื่อศพว่าบาระหุมปลิศ ที่๒๑ตนกูปะแงหรันบุตรสุลต่านอัปดลลามัดรำซะ( ๑๙ )ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอะหมัดตายุดินฮาเลมซะ ตั้งเมืองอยู่ปากน้ำเมืองเกดะ ตนกูปราเห่มได้เปนรายามุดา ตนกูปัศนูได้เปนเจ้าเมืองสตูน สุลต่านอะหะมัดตายุดินฮาเลมซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูอัปดลลา ตนกูยากป ตนกูไซนาระชิด ไทยเรียกว่าตนกูคาวี ๓ คน รายามุดาป่วยถึงแก่กรรมณะเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีนั้นโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนยศเปนเจ้าพระยาไทรบุรี ณปีมะเสงเบญจศกศักราช ๑๑๙๕ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตนกูม่อนน้องเจ้าพระยาไทรบุรี มาฟ้องต่อเจ้า พระยานครศรีธรรมราชว่า เจ้าพระยาไทรบุรีเปนใจด้วยพม่า เจ้า พระยาไทรบุรีทราบความแล้วแขงเมือง ถึงกำหนดปีไม่ส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ จึงโปรดเกล้า ฯ เกณฑ์กองทัพหัวเมืองให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเปนแม่ทัพยกไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยา


๗๔ ไทรบุรีแตกหนีไปอยู่เมืองมะลากา โปรดเกล้า ฯ ให้พระบริรักษ์ภูเบศร์ บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ไปเปนพระยาไทรบุรี ( ๒๒ ) นายนุดมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เปนพระเสนานุชิตผู้ช่วยราชการอยู่ได้ประมาณ ๒---๓ ปี ณะปีวอกอัฐศกศักราช ๑๑๙๘ ตนกูเดนบุตรตนกูราหยาพี่เจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรัน แต่ต่างมารดากัน มาเกลี้ยกล่อมพวกแขกเมืองไทรบุรีกำเริบขึ้นแล้วเข้าตีเมืองไทรบุรีโปรดให้เกณฑ์กองทัพหัวเมืองฝ่ายใต้ ยกไปช่วยพระยาไทรบุรีรบตนกูเดน ๆ ตายแล้ว กองทัพแขกพวกตนกูเดนหนีไมเมืองมะลากา ณะปีจอสัมฤทธิศกศักราช ๑๒๐๐ ตนกูมัดสาอัดบุตรตนกูโดดน้องเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันแต่ต่างมารดากัน กับหวันมาลีมาเกลี้ยกล่อมแขกเกาะนางกาวี แลแขกในเมืองไทรบุรีเข้าด้วยแล้วรบชิงเอาเมืองไทรบุรีได้ พระยาไทรบุรีบอกมายังเมืองนครศรีธรรมราช ๆ บอกส่งเข้ามาณะกรุงเทพฯ แต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชป่วยไปไม่ได้ จึงให้พระวิชิตสรไกรยกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช กับกองทัพหัวเมืองไปช่วยพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิตยังรบสู้กันอยู่ ณะปีกุนเอกศก๑๒๐๑โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชกับพระยาศรีพิพัฒน์เปน แม่ทัพยกกองทัพกรุงเทพ ฯ ออกไปถึงเมืองสงขลา แล้วทราบข่าวไปถึงเมืองไทรบุรี ตนกูมัดสาอัด หวันมาลี ออกจากเมืองไทรบุรีหนีไป เจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ ก็หยุดทัพฟังราชการอยู่ณะเมืองสงขลา ภายหลังเจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ จึงได้แบ่งกองทัพยกขึ้นไปจัดการเมืองไทรบุรี เห็นว่าพระยาไทรบุรีพระ

๗๕ เสนานุชิตเปนไทย จะให้รักษาเมืองไทรบุรีต่อไป บุตรหลานเจ้า พระยาไทรบุรีก็จะมารบกวนย่ำยีแก่บ้านเมืองอิก จึงแยกแขวงอำเภอเมืองไทรบุรีออกเปน ๑๒ มุเกม ตั้งตนกูอาสันเปนเจ้าเมืองกะปังปาสูเมือง ๑ ตั้งเสศอุเซนเปนเจ้าเมืองปลิศเมือง ๑ ตั้งตนกูมัดอาเก็บเปนเจ้าเมืองสตูนเมือง ๑ ให้อยู่ใต้บังคับเมืองนครศรีธรรมราชเปน ๔ เมืองทั้งเมืองไทรบุรี ตนกูอาหนุ่มซึ่งไพร่บ้านพลเมืองรักใคร่นับถือนั้นให้ว่าราชการเมืองไทรบุรี ( ๒๓ ) เจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์จึงพาพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิตกลับมาณะกรุงเทพ ฯ เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แล้วโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระยาไทรบุรีเปนพระยาบริรักษ์ภูธร ผู้สำเร็จราชการเมืองพังงา ตั้งพระเสนานุชิตเปนผู้ช่วยราชการตามสร้อยชื่อเดิม เมื่อพระยศภัดีผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่าถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระเสนานุชิตเปนพระยาเสนานุชิต ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่า ณะปีฉลูตรีศกศักราช ๑๒๐๓ เจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันแต่งให้ตนกูดาอิผู้บุตร ตนกูมัดอาเก็บผู้หลาน ถือหนังสืออ่อนน้อมมายังเมืองนครศรีธรรมราชฉบับ ๑ เมืองสงขลาฉบับ ๑ เจ้าพระยาไทรบุรีสารภาพรับผิด ขอพาบุตรหลานเข้ามาทำราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ณะเมืองไทรบุรีตามเดิม เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลา บอกส่งหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันเข้ามาณะกรุงเทพ ฯ


๗๖ ครั้นนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลามีหนังสือตอบให้ตนกูดาอิ ตนกูมัดอาเก็บ ถือกลับไปให้เจ้าพระไทรบุรีว่า ได้ส่งหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีเข้ามาณะกรุงเทพ ฯ ท่านเสนาบดีปฤกษาเห็นว่า เจ้าพระยาไทรบุรีทำความผิดต่อแผ่นดินรู้สึกโทษส่งแต่หนังสือมาอ่อนน้อม ไม่แต่งบุตรหลานเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทรับผิดนั้น ไม่ควรนำหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วเจ้าพระยาไทรบุรีจึงมีหนังสือแต่งให้ตนกูดาอิ ตนกูอาเก็บ นายไพร่ ๑๓ คนมาด้วยเรือจินดากองแก้วทางเมืองสิงคโปร์ถึงกรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ มีท้องตราตอบยกพระราชทานโทษให้เจ้าพระยาไทรบุรี พาบุตรหลานมาอยู่เมืองไทรบุรีตามเดิม เมื่อเจ้าพระยาไทรบุรีพาบุตรหลานมาถึงเมืองไทรบุรีแล้ว โปรดเกล้าฯ มีท้องตราพระคชสีห์ออกไปถึงเจ้าพระยาไทรบุรี ยกพระราชทานโทษเจ้าพระยาไทรบุรีทั้งบุตรหลาน มอบเมืองไทรบุรีให้แก่เจ้าพระยาไทรบุรี ตั้งตนกูอับดลลาเปนรายามุดา ตั้งตนกูดาอิเปนพระอินทร วิไชย ครั้งนั้นพระยากะปังปาสูถึงแก่กรรม จึงตั้งตนกูอาหนุ่มซึ่งว่าราชการเมืองไทรบุรีนั้นเปนพระยากะปังปาสู ตั้งตนกูมัดบุตรพระยากะปังปาสูเปนพระวิเสศวังษาผู้ช่วยราชการ อยู่ได้ ๒ ปีเจ้าพระยาไทรบุรีกับรายามุดาถึงแก่กรรม บุตรหลานศรีตวันกรมการ เรียกชื่อศพเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันว่า บารหุมอะโลสตา

๗๗ ณปีมโรงฉศกศักราช๑๒๐๖เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจึงพาตนกู ดาอิผู้เปนพระอินทรวิไชย เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งพระอินทรวิไชยเปนพระยาไทรบุรี ( ๒๔ ) พระราชทานเครื่องยศพานทอง ตั้งตนกูสาอิดบุตรตนกูยาโกบเปนรายามุดา พระราชทานเครื่องยศครอบทอง ตั้งตนกูปราเฮมบุตรพระยาอภัยนุราช เปนพระอินทรวิไชย พระราชทานเครื่องยศครอบทอง พระยาไทรบุรีดาอิมีบุตรชายชื่อตนกูอามัด ตนกูเดน ตนกูยาโกบ ตนกูยุโสะ รวม ๔ คน ณปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาไทรบุรีดาอิถึงอาสัญกรรม บุตรหลานศรีตวันกรมการ เรียกชื่อศพพระยาไทรบุรีดาอิว่าบารหุมไซนาระชิต แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจุลศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสับตศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราชพาตนกูอามัด ตนกูเดน เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูอามัดเปนพระยาไทรบุรี ( ๒๕ ) พระราชทานเครื่องยศพานทอง ตั้งตนกูเดนเปนพระเกไดสวรินทร์ผู้ช่วยราชการ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง ทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบมา ณปีมเมียสัมฤทธิศก พระยาไทรบุรีพา ตนกูยาโกบเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท โปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูยาโกบเปนพระชลสินธุสงครามไชยผู้ช่วยราชการ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง


๗๘ ณปีมแมเอกศก พระยากะปังปาสูถึงแก่กรรม พระยาไทรบุรี เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเมืองกะปังปาสูให้รวมเข้าอยู่ในเมืองไทรบุรีตามเดิม จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกะปังปาสูพระราชทานพระยาไทรบุรี ต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการก็เพิ่มเข้าในเมืองไทรบุรีต่อมา แต่พระยาไทรบุรีผู้นี้เปนผู้เข้าออกในกรุงเทพ ฯ เนือง ๆ เหมือนกับผู้สำเร็จราชการหัวเมืองไทย โดยสานเรือกลไฟมาทางเมืองสิงค์โปร์บ้าง เดิมมาลงเรือ ณเมืองสงขลาบ้าง โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไทรบุรีเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเหมือนขุนนางไทยทุกครั้งเปนการคุ้นเคยสนิทต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ณปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๒๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์พร้อมด้วยท่านเสนาบดีเห็นว่า ระยะทางแต่เมืองสงขลาไปเมืองไทรบุรีควรทำให้เปนทางหลวง ราษฎรลูกค้าจะได้ไปมาง่าย มีราชการสิ่งใดเกิดขึ้นจะได้เดินไปมาทันราชการจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ ขอแรงไพร่แขกเมืองไทรบุรี เมืองปลิศ เมืองสตูน ให้พระยาไทรบุรีทำทางแต่เมืองไทรบุรีมาถึงพรมแดนเมืองสงขลา พระราชทานเงินอากรรังนกเมืองส่ตูนให้พระยาไทรบุรีใช้สอยในการทำทาง ๓ ปีเปนเงิน ๑๕๐๐๐ เหรียญ ฝ่ายเมืองสงขลาขอแรงไพร่เมืองสงขลายกส่วยตั้งแต่ปีจอจัตวาศกไป ๓ ปี แลให้ขอแรงไพร่เมืองแขกซึ่งขึ้นแก่เมืองสงขลา ให้เจ้าพระยาสงขลาทำทางแต่เมืองสงขลาไปถึงพรมแดน


๗๙ เมืองไทรบุรีประจบกัน มีสพานข้ามคลองทั้งสองฝ่าย ให้ไพร่บ้านพลเมืองลูกค้าวานิชเดินไปมาสดวก ครั้นณวันเสาร์ขึ้นห้าค่ำเดือนยี่ปีมแมตรีศก ศักราช ๑๒๓๓ ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทางชลมารคด้วยเรือกลไฟชื่อบางกอกเปนเรือพระที่นั่ง เรือรบชื่อสยามูประสดัมภ์ เรือรบชื่อพิทยัมรณยุทธเปนเรือตามเสด็จในกระบวน ไปประพาศเมืองสิงคโปร์ เมืองเกาะหมาก เมืองรางงูน เมืองกาลักตา แลเมืองอื่น ๆ ในประเทศอินเดีย ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมา ได้เสด็จประพาศเมืองพังงา เมืองภูเก็จ แล้วเรือพระที่นั่งมาทอดปากน้ำเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีรับเสด็จประพาศเมืองไทรบุรี แลพระยาไทรบุรีกับพี่น้องจัดที่ถวายเปนที่ประทับ แล้วเลี้ยงดูข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั่วกัน ทรงประทับแรมราตรีหนึ่ง แล้วเสด็จทางสถลมารคซึ่งทำใหม่ด้วยกาะบวนรถม้า ช้าง ซึ่งกรมพระกลาโหมเกณฑ์ เมืองสงขลา เมืองไทรบุรี เมืองปลิศ เมืองสตูน รับส่งเสด็จนั้นมาประทับร้อนแรมณพลับพลาค่ายหลวงตามระยะทาง เสด็จมาลงเรือพระที่นั่งกลไฟชื่อไรซิงซันณเมืองสงขลา มารดาพระยาไทรบุรี แลพระยาไทรบุรีพี่น้องศรีตวันกรมการตามส่งเสด็จจนถึงเมืองสงขลาเสด็จ พระราชดำเนินกลับเข้ามากรุงเทพ ฯ ณวันเสาร์ขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้าปีวอกยังเปนตรีศก ณปีวอกจัตวาศก ศักราช ๑๒๓๔ โปรดเกล้า ฯ มีท้องตราให้พระยาไทรบุรีเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ ครั้งนั้น

๘๐ เมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรี หวันมหะมัดเมรันมารดาพระยาไทรบุรี ตนกูปอหญิงพี่น้อง ตนกูสะมะแอเสมียนนายไพร่รวม ๔๐ คน เมือง ปลิศ ลิเยกนุดบุตรพระยาปลิศ ซึ่งเปนบุตรเขยพระยาไทรบุรี ตนกูอัปดลลา นายไพร่รวมทั้งสิ้นเปน ๔๕ คน ณวันศุกรแรมสิบค่ำเดือนสิบปีวอกจัตวาศก เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โปรดเกล้า ฯ พระราชทานราชทินนามเลื่อนยศพระยาไทรบุรีเปนเจ้าพระยาไทรบุรี ยกเมืองไทรบุรีออกจากเมืองนครศรีธรรม ราชมาขึ้นแก่กรุงเทพ ฯ ในคำประกาศราชทินนามเจ้าพระยาไทรบุรีนั้นว่า "ศุภมัสดุพระพุทธสาสนกาลเปนอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๑๔ พรรษา ปัตยุบันกาลวานรสังวัจฉร ภัทรบทมาศกาฬปักษ์ทศมีดิถีศุกรวารบริเฉทกาลกำหนดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎบุรุษยรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาไทรบุรี มีความสวามิภักดิ์คุ้นเคยสนิทในสมเด็จพระบรมชนกนารถ บรมบพิตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนือง ๆ จนตบอดเวลารัชกาลนั้น ครั้นมาถึงในรัชกาลปัตยุบันนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกไปประพาศถึงเมืองปีนัง พระยาไทรบุรีได้จัดการแต่งที่บ้านเรือนถวายให้เปนที่ประทับ

๘๑ แลรับรองเลี้ยงดูข้าทูลลอองธุลีพระบาท บรรดที่ตามเสด็จพระราชดำเนินทั้งสิ้น ให้อยู่เปนศุขสบายสมควรแก่พระบรมราชเกียรติยศ ครั้นหนึ่งแล้ว ครั้นเสด็จกลับจากเมืองกาลักตามาประพาศณเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีได้จัดที่ประทับแลรับรองสนองพระเดชพระคุณโดยความจงรักภักดี แลเลี้ยงดูข้าทูลล อองธุลีพระบาททั้งปวงให้อยู่เย็นเปนศุขจนตลอดเวลาเสด็จประทับอยู่ แลได้ตามส่งเสด็จพระราชดำเนินกลับมาจนถึงเมืองสงขลา อนึ่งได้ทอดพระเนตรเห็นการบ้านเมือง ซึ่งพระยาไทรบุรีทำนุบำรุงขึ้นใหม่ เปนตึกกว้านร้านเรือนเกษมสมบูรณ์งามดีเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน แลได้เปนผู้ชักชวนพระยาแลศรีตวันกรมการเมืองใกล้เคียง รวบรวมไพร่พลชาวเมืองแขกทำทางมาแต่เมืองไทรบุรีจนตกถึงแดนเมืองสงขลา เรียบร้อยงามดีแล้วโดยเร็ว เปนที่ลูกค้าวานิชได้เดินไปมาสบายเปนความชอบต่อแผ่นดินอย่างหนึ่ง แลมีความสวามิภักดิ์คุ้นเคยสนิทต่อกรุงเทพ ฯ ยิ่งกว่ามลายูประเทศราชอื่น ๆ มีความชอบเปนอันมาก สมควรจะยกเปนประเทศราชใหญ่อันหนึ่งได้ จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนพระยาไทร ขึ้นเปนเจ้าพระยามีอิศริยยศอย่างสูงรับราชทินนามตามตำแหน่งว่า เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีศรีสุลต่านมะหะมัดรัตนราชมุนินทร์ สุรินทรวิวงษ์ผดุง ทนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขตร ประเทศราชราไชสวริยาธิบดี วิกรมสีหะเจ้าพระยาไทรบุรี ได้รับเครื่องราชอิศริยยศอย่างสูงในสยามชื่อมหาสุราภรณ์ไว้เปนเกียรติยศของกรุงเทพ ฯ แลให้ยกจากเมือง

๘๒ นครศรีธรรมราชมาขึ้นกรุงเทพ ฯ ได้บังคับบัญชาญาติพี่น้องแลศรีตวันกรมการทั้งปวง บรรดาอยู่ในเขตรแดนเมืองไทรบุรีทั้งสิ้นโดยยุติธรรมแลชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น แลอุส่าห์ประพฤติการควรประพฤติ แลรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อกรุงเทพ ฯ ตามอย่างเจ้าเมืองแต่ก่อนจงทุกประการเทอญ แลให้ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง มีความสมัคสโมสร ช่วยเจ้าพระยาไทรบุรีคิดอ่านการนครแลราษฎรมลายูนาครี ให้เกษมศรีสมบูรณ์ มีความเจริญขึ้นโดยยุติธรรม แลจงฟังบังคับบัญชาการงานทั้งปวงที่ชอบด้วยราชการ ขอให้สิ่งซึ่งเปนต้นเหตุเปนประธานในโลกย์จงอนุเคราะห์รักษาเจ้าพระยาไทรบุรี แลญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง ให้เจริญศุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทุกประการ พระราชทานอิศริยยศตั้งมาณวันศุกร แรมสิบค่ำ เดือนสิบปีวอกจัตวาศกเปนปีที่ ๔ ในราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศักราช ๑๒๓๔ เปนวันที่ ๑๔๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ " แล้วพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี เครื่องอิศริยยศชื่อมหาสุราภรณ์ พระราชทานสัญญาบัตรลิเยกนุดบุตร พระยาปลิศเปนที่พระสุรินทรวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศ แต่หวัน มหะมัดเมรัน ตนกูปอ เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง โปรดเกล้า ฯ พระราชทานหวันมหะมัดเมรัน พานทอง ณวันศุกรขึ้นสองค่ำเดือนสิบเอ็ดปีวอกจัตวาศก เจ้าพระยาไทรบุรี พระสุรินทรวังษา เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณพระที่นั่งอมรินทร

๘๓ วินิจฉัย หวันมหะมัดเมรัน ตนกูปอเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายใน กราบถวายบังคมลากลับออกไปเมืองไทรบุรี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาราชวังสรรค์ จางวางกรมอาษาจาม เปนข้าหลวงไปด้วยเรือรบชื่อพิทยันรณยุทธ ส่งเจ้าพระยาไทรบุรีให้สมเกียรติยศ ให้พระยาราชวังสรรร์เชิญเครื่องอิศริยยศไปพระราชทาน พระยาสตูน พระยาปลิศ พระเกไดสวรินทร์ด้วย คือ พระยาสตูน เครื่องอิศริยยศชื่อนิภาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน พระยาปลิศ เครื่องอิศริยยศชื่อนิภาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน พระเกไดสวรินทร์ เครื่องอิศริยยศชื่อมัณฑนาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน เรือพิทยัมรณยุทธใช้จักรออกจาก กรุงเทพ ฯ ณวันศุกรขึ้นเก้าค่ำเดือนสิบเอ็ดปีวอกจัตวาศก เมื่อณปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ พระสุนทรรายา ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศมีหนังสือมายังเมืองนครศรีธรรมราช ๆ ส่งเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ว่าพระยาปลิศป่วยเปนโรคชราถึงแก่กรรมณวันพุฒขึ้นสามค่ำ เดือนสิบสองปีจอศก พระสุนทรรายาบุตรหลานญาติพี่น้องศรีตวันกรมการได้ฝังศพพระยาปลิศตามธรรมเนียมมลายูแล้ว จึงโปรดเกล้า ฯ มีท้องตราถึงเมืองนครศรีธรรมราช มอบราชการบ้านเมืองให้พระสุนทรรายาซึ่งเปนบุตรผู้ใหญ่พระยาปลิศ ปกครองญาติพี่น้องบุตรหลานศรีตวันกรมการบังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่อไป พระยาปลิศมีบุตรชายชื่อพระสุนทรรายา ๑ พระสุรินทรวังษา ๑ สิเยศอารน ๑ สิเยศตาปา ๑ รวม ๔ คน

๘๔ ณปีชวดอัฐศก ที่เมืองเประเจ้านายแขกเกิดวิวาทกัน คอเวอนแมนต์อังกฤษยกทัพมาปราบปราม กองทัพแขกเอาปืนยิงมิศเตอร์เบิกเรสิเดนต์อังกฤษตาย เจ้านายแขกรบกับกองทัพอังกฤษสู้กองทัพอังกฤษไม่ได้ พากันหลบหนีเข้าอยู่ในป่า รายาอิศมาแอรายาแลหลากับสมัคพรรคพวก หนีมาอยู่ณตำบลเขตรแดนเมืองเประแต่ใกล้กับที่ยารมแขวงเมืองรามันห์ กองทัพอังกฤษตามไปไม่ได้ โปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตราประกาศเมืองแขกประเทศราชที่ใกล้เคียง ไม่ให้เจ้าเมืองกรมการคบแขกเประ แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระนครธิราช ภักดีกรมพระกลาโหม เปนข้าหลวงออกไปฟังราชการอยู่เมืองแขกเกาวนา เมืองสิงคโปร์ ขอให้เจ้าพระยาไทรบุรีเกลี้ยกล่อม รายาอิศมาแอ กับสมัครพรรคพวกมาส่งให้แก่เกาวนา เจ้าพระยาไทรบุรีจึงให้ตนกูศรีตวันกรมการ ไปเกลี้ยกล่อมได้ตัวรายาอิศมาแอกับสมัคพรรคพวกมาส่งให้เกาวนา ภายหลังรายาแลหลากับพรรคพวกออกหาอังกฤษ ณปีชวดอัฐศกศักราช ๑๒๓๘ ถึงกำหนดแขกเมืองประเทศราชส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการทุกเมือง พระสุนทรรายาผู้ช่วยราชการ สิเยศอารน สิเยศตาปาผู้น้อง คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองปลิศกับเครื่องยศพระยาปลิศ เข้ามาณเมืองนครศรีธรรมราช พระยานครศรีธรรมราชจึงมีใบบอกให้กรมการล่ามนำเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า พระสุนทรรายาว่าราชการรักษาบ้านเมืองปกครองญาติพี่น้องมาเรียบร้อย ควรเพิ่มยศขึ้นเปนผู้ใหญ่ได้ จึงโปรดเกล้า ฯ

๘๕ พระราชทานนามสัญญาบัตร ตั้งพระสุนทรรายาเปนพระยาวิเสศสงคราม รามวิชิต วิลิศมาหรา พระยาปลิศ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสิเยศอารนเปนที่พระศํกดาดุลยฤทธิ์ ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศ ฝ่ายเมืองสตูน พระยาสตูนมีหนังสือบอกให้พระปักษาวาสะวา รณินทร์ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนบุตรผู้ใหญ่ คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองสตูนเข้ามาเมืองนครศรีธรรมราชๆ มีใบบอกให้กรมการ ล่ามนำเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย พระยาสตูนมีหนังสือบอกมาว่า ทุกวันนี้พระยาสตูนชราตามืด จะว่าราชการบ้านเมืองไปมิได้ ขอรับพระราชทานพระปักษาวาสะวารณินทร์ว่าราชการบ้านเมืองต่อไป จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาสตูนรักษาบ้านเมืองมามิได้มีเหตุเกี่ยวข้องแก่บ้านเมืองพระราชอาณาเขตรแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรจัดการให้สมความปราถนาพระยาสตูนจึงชอบ จึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระปักษาวาสะวารณินทร์ เปนพระยาอภัยนุราชชาติรายาภักดี ศรีอินดาราวิยาหยา พระยาสตูน ให้เอาเครื่องยศพระยาสตูนคนเก่าพระราชทานพระยาสตูนใหม่ แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มยศพระยาสตูนคนเก่า ขึ้นเปนพระยาสมันตรัฐบุรินทร์มหินทราธิรายานุวัตร ศรีสกลรัฐมหาปธานาธิการไพศาลสุนทรจริตสยามพิชิตภักดี จางวางเมืองสตูน พระราชทานเครื่องยศพานทองโปรดเกล้าฯให้มอบสัญญาบัตรเครื่องยศพระยาสตูนคนใหม่ออกไปพระราชทานณเมืองสตูน

๘๖ ณวันอาทิตย์ขึ้นสิบสามค่ำเดือนสี่จุลศักราช ๑๒๓๘ ปี ชวดอัฐศก จีนเมืองภูเก็จขบถฆ่าฟันไพร่บ้านพลเมือง เอาไฟเผากุฎีวิหารตึกเรือน โรงกรมการราษฎรแตกตื่นเปนอันมาก เจ้าหมื่นเสมอใจราช ข้าหลวงรักษาราชการเมืองภูเก็จ มีหนังสือบอกข่าวราชการขอกองทัพเมืองไทร เมืองปลิศ เมืองสตูน มาช่วยระงับจีนขบถเมืองภูเก็จ เจ้าพระยาไทรบุรีแต่งให้ตนกูสะมะแอ ๑ ตนกูมุซา ๑ หวันอาหวัง ๑ หวันอาหยา ๑ หวันอาม่าน ๑ รวม ๕ นาย ไพร่ ๓๓๕ คนกองหนึ่ง หวันมัดกายิด ๑ เสกมะหมัด ๑ รวม ๒ นาย ไพร่ ๒๒๐ กองหนึ่ง พระชลสินธุสงครามไชยนาย ๑ ไพร่ ๕๐๐ คนกองหนึ่งพระยาปลิศแต่งให้เสกอามิต ๑ เสกมะหมัด ๑ ผู้น้อง ๒ นาย ไพร่ ๔๐๐ กองหนึ่ง พระยาสตูนแต่งให้ตนกูอามิต ๑ ตนกูมะหมัด ๑ ผู้น้อง ๒ นาย ไพร่ ๒๖๐ คนกองหนึ่ง รีบไปถึงเมืองภูเก็จทันราชการ แล้วเจ้าพระยาไทรบุรี ได้ไปปฤกษาราชการกับข้าหลวงเมืองภูเก็จเจ้าพระยาไทรบุรี พระยาปลิศ พระยา สตูน นายทัพนายกองมีความชอบในราชการแผ่นดิน จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องอิศริยยศพระแสงปืนเงินตราเสื้อผ้ามอบให้พระอมรวิไสยสรเดข เจ้ากรมทหารปืนใหญ่เปน ข้าหลวงคุมออกไปพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี พระแสงปืนมีเครื่องพร้อมหีบหนึ่ง เงินตรา ๕๐ ชั่ง พระชลสินธุสงครามไชยตราช้างเผือกสยามชั้นที่ ๓ ชื่อนิภาภรณ์ ตนกูสะมะแอมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ ตนกูมุซามงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ หวันอาหยา ๑

๘๗ หวันอาม่าน ๑ หวันมหะมัดอายิด ๑ เสกมะหมัด ๑ หวันอาหวัง ๑ เสื้ออัดลัดคนละตัว พระยาวิเสศสงครามช้างเผือกสยามชั้นที่ ๔ ชื่อภูษนาภรณ์ เสกอามิตมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ เสกมะหมัดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ พระยาอภัยนุราช พระยาสตูนช้างเผือกสยามชั้นที่ ๔ ชื่อภูษานาภรณ์ ตนกูฮามิดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ ตนกูมะหมัดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ โดยสมควรแก่ความชอบ ณปีขาลสัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๒๔๐ ปี เจ้าพระยาไทรบุรีมีหนังสือบอกให้พระชลสินธุสงครามไชยผู้ช่วยราชการถือมาว่า วันคมิดเดือนดนหิยะที่ ๑๑ ศักราชแขก ๑๒๙๓ ปี ตรงกับวันพุฒขึ้นสิบสามค่ำเดือนอ้ายปีชวดอัฐศก รายามุดาเมืองไทรบุรีป่วยถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานพระชลสินธุสงครามไชย เปนที่รายามุดาทำราชการสนองพระเดชพระคุณต่อไป ณวันจันทร์แรมสิบสามค่ำเดือนยี่ปีขาลสัมฤทธิศก โปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งพระชลสินธุสงครามไชยเปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี พระราชทานเครื่องยศครอบทอง ณปีเถาะเอกศกจุลศักราช ๑๒๔๑ ปี เจ้าพระยาไทรบุรีมีหนังสือมาว่า ณวันศุกรขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ดปีเถาะเอกศก หวันมหะมัดเมรันมารดาเจ้าพระยาไทรบุรี ป่วยเปนโรคป่วงใหญ่ถึงแก่อนิจกรรม มีท้องตราไปรดเกล้า ฯ ให้หลวงโกชาอิศหากคุมเงินสลึงออกไปพระ ราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี ทำบุญให้ทานในการศพหวันมหะมัดเมรัน ๕ ชั่ง

๘๘ ณปีเถาะเอกศก พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณราค์ฤทธิรายามุดาพระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ เมืองไทรบุรีมีหนังสือบอกมาว่า เจ้า พระยาไทรบุรีป่วยมาช้านาน ณวันอาทิตย์ขึ้นสี่ค่ำเดือนแปดปีเถาะเอกศก เจ้าพระยาไทรบุรีถึงอาสัญกรรม มีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงษ์ ข้าหลวงเมืองตรังรีบไปฟังราชการณเมืองไทรบุรี เพื่อจะได้รงับการวิวาทแลให้เปนการรักษาปรองดองบุตรหลานญาติพี่น้องเจ้าพระยาไทรบุรี มิให้แตกร้าวกัน ให้พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาพระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ปฤกษาญาติพี่น้องผู้ที่จะได้สืบตระกูลเจ้าพระยาไทรบุรีต่อไป พระยามนตรีสุริยวงษ์ ข้าหลวงมีหนังสือบอกให้หลวงโกชาอิศหากถือมาว่า ราชการเมืองไทรบุรีเรียบร้อยแล้ว พระยาสตูน พระยาปลิศ พระอินทรวิไชย พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิ พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ตนกูอาเก ลงชื่อประทับตราปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า เจ้าพระยาไทรบุรีมีบุตรชายใหญ่ ๒ คน ๆ หนึ่ง ซื่อตนกูไซนาระชิดอายุได้ ๒๒ ปี คนหนึ่งชื่อตนกูฮามิดอายุ ๑๖ ปี ตนกูไซนาระชิดเปนพี่ควรจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณแทนเจ้าพระยาไทรบุรีต่อไป ตนกูฮามิดเปนน้องควรรับราชการรองลงมา พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณราค์ฤทธิรายามุดา ขอพาตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิดเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทพระยามนตรสุริยวงษ์ข้าหลวงส่งคำปฤกษาเข้ามาณะกรุงเทพ ฯ แล้ว

๘๙ จึงมีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ให้พระอมรวิไสยสรเดชเจ้ากรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเปนข้าหลวงไปรักษาราชการหัวเมืองทะเลตวันตกคุมเงินสลึงออกไป พระราชทานพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ทำบุญให้ทานในการศพเจ้า พระยาไทรบุรีเงิน ๑๐ ชั่ง ให้หลวงลักษมานาเจ้ากรมอาษาจาม คุมเรือมุระธาวะสิทธิสวัสดิ์ออกไปรับพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา ตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิดกับหวันอาหลีศรีตวันกรมการคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองไทรบุรีณท่าเมืองสงขลา เข้ามาณะกรุงเทพฯ ให้พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์รักษาราชการเมืองไทรบุรี เรือมุรธาวะสิทธิสวัสดิ์รับพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พาตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิด ตนกูกาเซม น้องตนกูไซนาระชิดนาย ๑ แขกเมืองแลต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ เข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ ณวันอังคารขึ้นสิบค่ำเดิอนสิบปีเถาะเอกศก ณวันจันทร์แรมสิบสองค่ำเดือนสิบสองปีเถาะเอกศก เปนวันเสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ประชุมตราพระจุลจอมเกล้าแลถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน บนพระที่นั่งสุทไธ สวรรย์ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงาน นำแขกเมืองไทรบุรีเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท พระราชทานสัญญาบัตร แลเครื่องยศพระยาเกได สวรินทร์ เปนที่พระยายุทธการโกศล พหลพยุหรักษ์อรรควรเดช พิเสศสิทธิรำบาญ บริหารบรมนารถราชโยธินทร์ ผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรีพระราชทานพานทอง

๙๐ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเปนที่พระยาสุรพลพิพิธ สรรพประสิทธิกิจพิจารณ์ ปรีชาญาณยุติธรรมพิทักษ์อรรคมนตรี ผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรี พระราชทานพานทอง ตนกูไซนาระชิด เปนที่พระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุล ต่านมหะมัดรัตนราชมุนินทร์สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี ( ๒๖ ) พระราชทานพานทอง ตนกูฮามิด เปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรยามุดา พระราชทานครอบทอง ตนกูกาเซม เปนพระชลสินธุสงครามไชย ผู้ช่วยราชการ พระราชทานครอบทอง ณวันอาทิตย์ ขึ้นสองค่ำเดือนยี่ปีเถาะเอกศก แขกเมืองไทร เมืองปลิศ เมืองสตูน เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมลา ณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โปรดเกล้า ฯ ให้เรือรบชื่อพิทยัมมรณยุทธออกไปส่งถึงเมืองไทรบุรี ลุศักราช ๑๒๔๓ ปีมเสงตรีศก พระยาไทรบุรีไซนาระชิดป่วยถึง อาสัญกรรม พระเสนีณรงค์ฤทธิ ( ตนกูฮามิด ) รายามุดาเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ " ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา มีอายุเจริญไวยนับได้ ๑๙ ปี แล้ว ควรตั้งพระเสรีณราค์ฤทธิรายามุดา ซึ่งญาติพี่น้องได้พร้อมกันยกย่องว่า เปนบุตรผู้ใหญ่ของเจ้าพระยาไทรบุรีแต่ก่อนนั้นให้เปนเจ้าเมือง จะได้สืบวงษ์ตระกูลเจ้าพระยาไทรบุรี ให้ปรากฎยืนยาวไปภายน่า

๙๑ ครั้นณวันพฤหัศบดีขึ้นสิบสามค่ำเดือนสี่ปีมเสงตรีศกศักราช ๑๒๔๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงษานุวงษ์ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทโดยลำดับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระเสนีณราค์ฤทธิรายามุดา เปนพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่าน มหะมัดรัตนราชมุนินทร์ สุรินทรวิวังษาพระยาไทรบุรี (๒๗) พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ ออกไปสำเร็จราชการรักษาบ้านเมืองปกครองบุตรหลานญาติพี่น้องศรีตวันกรมการสืบไป อนึ่งตำแหน่งผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรี แต่ก่อนนั้นโปรดเกล้า ฯให้ยกเสียทั้ง ๒ ตำแหน่ง ให้มอบราชการบ้านเมืองให้พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีบังคับบัญชาเด็ดขาดแต่ผู้เดียว ครั้นณปีรกาสัปตศก จุลศักราช ๑๒๔๗ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีแต่งให้ตนกูอับดลดานีผู้น้องกับศรีตวันกรมการ ๓ นาย คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย ณกรุงเทพ ฯ แลมีใบบอกลงวันอารบาอา เดือนดลหิยะที่ ๑๓ ศักราชมลายู๑๓๐๒ ปีตรงกับวันศุกรขึ้นสิบค่ำเดือนสิบปีรกาสัปตศก เข้ามาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ตำแหน่งที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมือง ไทรบุรีว่างอยู่ยังหามีตัวรับราชการสนองพระเดชพระคุณไม่ พระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรี ได้ปฤกษาพระยาสุรพลพิพิธแลบรรดาญาติพี่น้องซึ่งเปนผู้ใหญ่กับศรีตวันกรมการเห็นพร้อมกันว่า ตนกูอับดลดานีผู้น้องพระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรี มีอายุสมควร

๙๒ ทั้งสติปัญญาก็หนักแน่น ควรเปนที่รายามุดาได้ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรี ขอรับพระราชทานตนกูอับดลดานีเปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี จะได้ช่วยพระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งตนกูอับดลดานี เปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี พระราชทานคอบทองเปนเครื่องยศ ออกไปรับราชการสนองพระเดชพระคุณตามตำแหน่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๔ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรี กับศรีตวันกรมการเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณกรุงเทพ ฯ ทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาไทรบุรีได้บังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณมาช้านาน มีความขอบความดีมาก สมควรจะเลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาได้ ครั้นวันที่ ๒๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๔ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานจัดารประชุมพระบรมวงษษนุวงษ์แลข้าทูลลอองธุลีพระบาท บรรดาที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้า แลราชองครักษ์ปหาดเล็กตำรวจ กับเจ้าพนักงานต่าง ๆ ซึ่งมีน่าที่เกี่ยวในการนี้ เพื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มอิศริยยศพระยาไทรบุรีขึ้นเปนเจ้าพระยาไทรบุรี แลพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าด้วย เจ้าพนักงานได้จัดการที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมุขกระสันเบื้องบุรพทิศ ตั้งพระราช


๙๓ บัลลังก์ตรงผนังทิศตวันออก ภายในเสาน่าพระราชบัลลังก์เปนที่เจ้าพนักงานกระทรวงวัง แลกรมพระตำรวจเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เบื้องซ้ายแห่งที่นี้ ตั้งแต่น่าพระราชบัลลังก์มาเปนที่เฝ้าแห่งพระบรมวงษานุวงษ์ ต่อน่าแห่งที่นั้นออกไปภายในเสา เปนที่เฝ้าแห่งข้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรือน ทั้งสองฟากระหว่างเสาน่าพระราชบัลลังก์เบื้อง ขวาเปนที่เฝ้าแห่งคณาธิบดีของตราเครื่องราชอิศริยาภรณ์นี้ แลเจ้าพนักงานกระทรวงมุรธาธร หลังพระราชบัลลังก์เปนที่เฝ้าแห่งราช องครักษ์มหาดเล็กแลชาวที่ มีทหารยืนแถวที่น่าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้วย เวลาบ่าย ๕ โมงเศษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประ ทับเหนือพระราชบัลลังก์ เจ้าพนักงานชาวประโคม ๆ มหรทึกแลแตรทหารทำเพลงสรรเสริญพระบารมีแลถวายคำนับ พอสุดเสียงประโคมแล้วพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุหภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกระทรวงวัง แลพระยามนตรีสุริยวงษ์ล่าม นำพระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรีเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท หลวงประสิทธิอักษรสาตร เจ้าพนักงานกระทรวงมุรธาธรอ่านประกาศดำเนินพระบรมราชโองการเสร็จแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรอันเขียนด้วยใบกำกับสุพรรณบัตร แก่พระยาฤทธิสงครามรามภักดี ให้รับตำแหน่งที่เจ้าพระยามีนามดังจะได้แจ้งในประกาศที่จะกล่าวต่อไป แล้วพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าแก่เจ้าพระยาไทรบุรีนั้น ครั้นพระราชทานเครื่องราช

๙๔ อิศริยาภรณ์แล้วมีพระราชดำรัสทรงแสดงพระราชปฏิสันถาร ในการที่ได้ทรงเลื่อนอิศริยยศเจ้าพระยาไทรบุรีครั้งนี้ แลพระราชทานพระบรมราช กระแสพระราชดำริห์ ในการที่ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาไทรบุรีเข้าในพวกสมาชิกแห่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า แลพระราชทานพระบรมราโชวาทพระราชทานพรตามสมควร ในประกาศเลื่อนยศพระยาไทรบุรีเปนเจ้าพระยาไทรบุรีนั้นมีความว่า " ศุภมัสดุพระพุทธสาสนกาลเปนอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๓๘ พรรษา ปัตยุบันกาลจันทคตินิยม เอฬกะสังวัจฉระภัทรบทมาศ ชุษณปักษ ทสมีดิถีครุวาร สุริยคติกาล รัตนโกสินทร ศก ๑๑๔ สิงหาคมมาศ เอกูนติงสติมมาศา หะคุณประเภทปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่าน มหะมัดรัตนราขมุนินทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรีเปนผู้ซึ่งได้ทรงคุ้นเคย แลทรงพระกรุณาโดยเฉภาะมาแต่ยังเยาว์ เพราะได้ทรงสังเกตเห็นอัธยาไศรย ความมั่นคงหลักแหลม คล้ายคลึงกับเจ้าพระยาไทรบุรีผู้เปนบิดามาก เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เปนพระยาไทรบุรีก็หวังพระราชหฤไทยอยู่ว่า พระยาไทรบุรีคงจะปกครองไพร่บ้านพลเมืองให้มีความผาสุก แลทำนุบำรุงบ้านเมืองใหเจริญยิ่งขึ้นโดยความอุสาหะอย่างเจ้าพระยาไทรบุรีได้ทำมาแต่ก่อน ตั้งแต่พระยาไทรบุรีได้บังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่างพระเนตร พระกรรณมาจนบัดนี้ก็ได้ ถึง ๑๕ ปี การที่พระยาไทรบุรีได้ปกครอง

๙๕ แลทำนุบำรุงบ้านเมืองก็มีผลเปนความเจริญขึ้นโดยลำดับสมดังที่ได้มีพระ ราชหฤไทยหวังนั้นทุกประการ อิกประการหนึ่ง พระยาไทรบุรีได้มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ประจักษ์แก่พระราชหฤไทยมาแต่ก่อนฉันใดพระยาไทรบุรีก็ได้คงรักษาความจงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทอยู่มิได้เคลื่อนคลาศ แลหมั่นเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนือง ๆ อนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาศหัวเมืองปักษ์ไต้ฝ่ายตวันตกได้เสด็จไปถึงเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีก็ได้จัดการรับเสด็จโดยความเอื้อเฟื้อเต็มกำลัง ที่จะให้เปนพระเกียรติยศแลเปนศุขสำราญแก่บรรดาพระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาทซึ่งได้ โดยเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นทั่วกัน มิได้คิดแก่ความลำบากเหน็จเหนื่อยประการใด อนึ่งสรรพราชการที่มีเกี่ยวข้องกับเมืองไทรบุรี ทั้งการภายนอกแลภายใน พระยาไทรบุรีได้ปฏิบัติราชการโดยความซื่อสัตย์สุจริต แลมีอัธยาไศรยโอบอ้อมอารี เปนที่รักใคร่สรรเสริญของพลเมืองแลบรรดาข้าราขการแลชนทั้งปวงเปนอันมาก ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าความชอบความดีของพระยาไทรบุรีตามที่กล่าวมานี้ สมควรจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เพิ่มอิศริยยศพระราชทานพระยาไทรบุรีให้ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ให้เปนแบบอย่างแก่หัวเมืองประเทศราชทั้งปวง แลให้เปนความยินดีแก่ศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองเมืองไทรบุรีทั่วกัน


๙๖ จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่านมหมัดรัตนราขมุนินทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี ขึ้นเปนเจ้าพระยา มีอิศริยยศอย่างสูงรับราชทินนามตามตำแหน่งว่า เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีศรีสุลต่าน มหมัดรัตนราชมุนินทร สุรินทรวิวงษ์ผดุง ทนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขตร ประเทศราชราไชสวริยาธิบดี วิกรมสีหะเจ้าพระยาไทรบุรี ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์สำหรับตระกูลเปนวิสามัญสมาชิกตำแหน่งที่ ๑ ชื่อปฐมจุลจอมเกล้าเปนเครื่องราชอิศริยาภรณ์อย่างสูงสุดสำหรับข้าราชการในกรุงสยาม ให้เปนเกียรติยศของกรุงเทพมหานคร ได้บังคับบัญชา ญาติพี่น้องแลศรีตวันกรมการทั้งปวงบรรดาอยู่ในเขตรแดนเมืองไทรบุรีทั้งสิ้น ตามที่เจ้าพระยาไทรบุรีแต่ก่อนได้บังคับบัญชามานั้นโดยยุติธรรมแลชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น อุสาหะประพฤติการควรประพฤติ แลรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อกรุงเทพมหานครตามอย่างตามธรรมเนียมเจ้าพระยาไทรบุรี แต่ก่อนจงทุกประการ แลให้ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวงมีความสมัคสโมสรช่วยเจ้าพระยาไทรบุรีคิดอ่านการนคร แลราษฎรมลายูนาครีให้เกษมศรีสม บูรณ์มีความเจริญขึ้นโดยความพร้อมพรักสามัคคีธรรมสุจริตทุกประการ ขอให้สิ่งซึ่งเปนเหตุเปนประธานในสกลโลก จงอนุเคราะห์รักษาเจ้าพระยาไทรบุรีแลญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง ให้เจริญศุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทุกประการเทอญ

๙๗ ครั้นรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ ทรงพระกรุณาดปรดเกล้า ฯ ให้รวมเมืองไทรบุรี ๑ เมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ รวม ๓ เมืองเปน มณฑเทศาภิบาลเรียกว่ามณฑลไทรบุรี โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยา ฤทธิสงครามรามภักดีเจ้าพระยาไทรบุรี เปนข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี มีข้อความตามกระแสพระราบดำริห์ในการตั้งมณฑลไทรบุรีแจ้งในประกาศที่นำมาลงไว้ต่อไปนี้ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ด้วยมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ๑ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า หัวเมืองมลายูฝ่ายตวันตกมีอยู่ ๓ เมืองคือ เมืองไทรบุรี ๑ เมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ แลหัวเมืองทั้ง ๓ นี้ควรจะจัดให้มีแบบแผนบังคับบัญชาการเปนอย่างเดียว กัน ให้ราชการบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ๒ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า เจ้าพระยาไทรบุรี ( อับดูลฮามิด ) มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท แลกรุงเทพ มหานครเปนอันมากมาเนืองนิตย์ แลมีสติปัญญาอุสาหะจัดการเมืองไทรบุรี เจริญเรียบร้อยยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งให้เจ้าพระยาไทรบุรี เปนข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการเมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ รวมทั้งเมืองไทรบุรีด้วยเปน ๓ เมือง


๙๘ ๔ ให้เจ้าพระยาไทรบุรี มีอำนาจที่จะตรวจตราบังคับบัญชาผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน แลมีคำสั่งให้จัดการบ้านเมืองตามที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานะญาตทุกอย่าง เพื่อให้ราชการบ้านเมืองเหล่านั้นเรียบร้อยแลเจริญขึ้น แลให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสูน ศรีสวันกรมการสัวเมืองทั้ง ๒ นั้น ฟังบังคับบัญชาเจ้าพระยาไทรบุรี ในที่ชอบด้วยราชการทุกประการ ๕ ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ แลเมืองสตูน คงมีอำนาจที่จะบังคับบัญชาว่ากล่าวศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองนั้น ๆ แลรับผิดชอบในราชการบ้านเมืองทุกอย่าง แต่ต้องกระทำตามบังคับ แลคำสั่งของเจ้าพระยาไทรบุรี ตามบรรดาการที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตนั้น ๖ ต้นไม้เงินทองเมืองปลิศ เมืองสูตน ซึ่งข้าหลวงเทศา หภิบาลมณฑลหัวเมืองฝ่ายทะเลตวันตก เคยบอกส่งเข้ามากรุงเทพ ฯ นั้น แต่นี้ไปเมื่อถึงกำหนด ให้เจ้าพระยาไทรบุรีบอกนำส่งเข้ามา กรุงเทพ ฯ ๗ ข้อราชการบ้านเมือง ซึ่งผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูนเคยมีใบบอกต่อข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลฝ่ายทะเลตวันตก เพื่อแจ้งข้อราชการหรือหารือราชการก็ดี หรือเพื่อให้บอกเข้ามากรุงเทพ ฯ ก็ดี แต่นี้ไปให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน มีใบบอกไปยังเจ้าพระยาไทรบุรี เพื่อแจ้งข้อราชการหรือหารือราชการ หรือเพื่อให้บอกเข้ามากรุงเทพ ฯ เหมือนเช่นนั้น แต่ในราชการบางอย่าง

๙๙ ซึ่งเปนแบบแผนเคยมีท้องตราจากกรุงเทพ ฯ ตรงไปตามหัวเมืองก็ดีที่หัวเมืองเคยบอกตรงเข้ามากรุงเทพ ฯ ก็ดี ก็ให้คงเปนไมตามแบบแผนเดิมนั้น แต่ต้องแจ้งความให้เจ้าพระยาไทรบุรีทราบด้วย แต่การที่ว่ามาในข้อนี้ ไม่เกี่ยวข้องถึงฎีกาทูลเกล้า ฯ ถวายร้องทุกข์ หรือเพื่อจะกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทโดยเฉภาะ การเช่นนี้ย่อมเปนราชประเพณี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตไว้แก่ข้าทูลลอองธุลีพระบาท แลไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วไปมิได้เลือกหน้าใครจะถวายก็ได้ไม่ห้ามปราม ๘ ผลประโยชน์ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน เคยได้ในตำแหน่งเท่าใดให้คงได้อย่างแต่ก่อน ส่วนผลประโยชน์ซึ่งผู้ว่าราชการเมืองเหล่านั้น ได้เคยให้ประจำตำแหน่งศรีตวันกรมการเท่าใด ถ้าศรีตวันกรมการเหล่านั้น ยังรับราชการบ้านเมืองตามสมควรแก่น่าที่ก็ให้คงได้รับผลประโยชน์ไปอย่างเดิม แลเงินผลประโยชน์เงินภาษีอากรที่ได้ในเมืองปลิศ เมืองสตูน มากน้อยเท่าใด เงินเมืองใดให้จัดจ่ายใช้ราชการทำนุบำรุงในเมืองนั้น แลให้มีบาญชีทั้งรายรับแลรายจ่ายแยกออกเปนเมือง ๆ อย่าให้ประปนกัน ๙ ตำแหน่งแลเกียรติยศบันดาศักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน แลศรีสวันกรมการเมืองทั้งสองเมืองนั้นเคยมีมาประการใด ก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้น การที่จะเลือกสรรตั้งแต่งศรีสวันกรมการผู้ใหญ่ในเมืองปลิศ แลเมืองสตูนนั้น ตำแหน่งใดว่างลงให้เจ้าพระยาไทรบุรี

๑๐๐ ปฤกษาหารือด้วยผู้ว่าราชการเมืองนั้นเลือกสรรผู้ซึ่งสมควร แล้วมีใบบอกเข่ามากราบบังคมทูล เมื่อทรงพระราชดำริห์เห็นขอบแล้วก็จะได้ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสัญญาบัตรตามธรรมเนียมส่วนตั้งแต่งกรมการผู้น้อยนั้นให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน หารือต่อเจ้าพระยาไทรบุรี เมืองเจ้าพระยาไทรบุรีเห็นชอบด้วยแล้วก็ตั้งได้ ๑๐ เจ้าพระยาไทรบุรีต้องมีใบบอกรายงานการที่ได้จัดแลเหตุการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเขตแขวงเมืองปลิศ แลเมืองสตูน เข้ามากราบบังคมทูลเนือง ๆ แลบรรดาดารที่เจ้าพระยาไทรบุรี จะจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเมืองปลิศ เมืองสตูน ประการใด ก็ให้มีใบบอกเข้ามาขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน ตามแบบแผนขนบธรรมเนียมในราชการ ประกาศมาแต่กระทรวงมหาดไทย วันที่ ๗ เมษายนรัตนโกสินทร ศก ๑๑๖


พงษาวดารเมืองตรังกานู (ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน)

ได้ทราบว่าเดิมเมืองยะโฮเมืองตานี เมื่อยังเปนปรกติอยู่นั้นเจ้าเมือง ยะโฮมีน้องสาว ๒ คน ชื่อตนกูบุหลัน ๑ ตนกูบุหวัน ๑ เมืองตรังกานู ยังเปนบ้านเล็กเมืองน้อย มีบ้านเรือนเรี่ยรายตำบลละ ๒-๓ เรือนหาเปน


๑๐๑ ภูมิ์บ้านเรือนไม่ เจ้าเมืองยะโฮจึงตั้งให้มะหมัดเปนเจ้าเมืองตรังกานูเกลี้ยกล่อมจีนแขกต่างเมืองมาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่เมืองตรังกานู ช้านาน แลตุวันซาเอ็ดอาลีประสาผู้พี่ ตุวันมาโซผู้น้องร่วมมารดาเดียวกันแต่ต่างบิดาเปนเชื้อผู้ดีบุตรหลานเจ้าเมืองตานีไปอยู่ที่เมืองยะโฮช้านานตุวันมาโซรับอาษาเจ้าเมืองยะโฮไปตีเมืองลิงาได้ ตุวันมาโซจึงเอาปืนบาเรี่ยมทอง ๔ บอก สำหรับเมืองลิงาให้เจ้าเมืองยะโฮ ๆ มีความรักใคร่ตุวันซาเอ็ดอาลีประสาตุวันมาโซเปนอันมาก เจ้าเมืองยะโฮจึงยกตนกูบุหลันให้เปนภรรยาตนกูซาเอ็ดอาลีประสา ตนกูบุหวันให้เปนภรรยาตุวันมาโซอยู่ณเมืองยะโฮ ครั้นอยู่มามะหมัดเจ้าเมืองตรังกานูถึงแก่กรรม วงษ์ตระกูล มะหมัดนั้นก็สาบสูญไป หาได้ปรากฎออกชื่อเสียงต่อมาไม่ ครั้งนั้นเจ้าเมืองยะโฮเห็นว่า ตุวันมาโซเปนคนมีสติปัญญาดีกว่าตุวันซาเอ็ดอาบีประสาผู้พี่ เจ้าเมืองยะโฮให้ปืนแก่ตุวันมาโซ ๖ บอกแล้วตั้งให้ตุวันมาโซมาเปนเจ้าเมืองตรังกานู ตุวันซาเอ็ดอาลีประสาก็พาบุตรภรรยาไปอยู่กับพระยาตรังกานูมาโซด้วย พระยาตรังกานูมาโซตุวันซาเอ็ดอาลีประสาพากันยกกองทัพไปตีเมืองกลันตันได้ จึงยกเมืองกลันตันไปขึ้นแก่เมืองตรังกานู ครั้งนั้นลูกค้าชาวเมืองตรังกานูเมือง กลันตันได้เข้ามาค้าขายณกรุงเทพ ฯ สินค้าขาเข้ามีพิมเสน, หมาก, หวายตะค้า, สินค้าขาออกมีเกลือเปนต้น


๑๐๒ เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จพระราชดำเนินยกกองทัพออกไปประทับอยู่ที่เมืองสงขลา โปรดเกล้า ฯ ให้ยากองทัพไปตีเมืองตานี พระยาตรังกานูตกใจกลัวพระเดชานุภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ พระยาตรังกานูมาโซ ตุวันซาเอ็ดอาลีประสาจึงจัดทำต้นไม้เงินทองเครื่องราชบรรณาการ กับของกำนันท่านเสนาบดี ผู้ใหญ่ผู้น้อย ให้ศรีตวันกรมการคุมเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย ขอเปนเมืองประเทศราชข้าขอบขัณฑเสมากรุงเทพ ฯ พระยาตรังกานูมาโซ มีบุตรชายชื่อ ตนกูแยนา ๑ ตนกูมะหมัด ๑ ตนกูบาระเฮม ๑ ตนกูอิตำ ๑ ตนกูกาเด ๑ ตนกูดุรมาน ๑ รวม ๖ หญิงชื่อตนกูละเมาะปลู ๑ รวม ๗ คน ครั้นพระยาตรังกานูมาโซถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานศรีตวันกรมการปฤกษาพร้อมกัน ให้เรียกชื่อศพพระยาตรังการนูมาโซว่าบาระหุมยางตะ เพราะไว้หนวด แล้วบุตรหลานศรีตวันกรมการ มีใบบอกมายังเมืองสงขลาว่าพระยาตรังการนูถึงแก่กรรมแล้ว จะขอรับพระราชานตนกูแยนาบุตรที่ ๑ บาระหุมยางตะ เปนที่พระยาตรังการนูทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป พระยาสงขลาบอกส่งต้นหนังสือเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูแยนาให้เปนที่พระยาตรังกานูสืบไป พระยาตรังกานูแยนามีบุตรชื่อ ตนกูอามัด ๑ ตนกูอับดุลมาน ๑ ตนกูสมะแอ ๑

๑๐๓ ตนกูมังโซ ๑ สี่คน บุตรหญิงชื่อ ตนกูนิ ๑ ตนกูปะสา ๑ ตนกูมะติ เมาะจิ ๑ รวม ๓ คน การบ้านเมืองครั้งตนกูแยนาเปนเจ้าเมืองอยู่นั้นมั่งคั่งบริบูรณ์ ด้วยเมืองสิงคโปร์ยังเปนเมืองเล็กน้อย เรือลูกค้ามาค้าขายที่เมืองตรังกานูมาก พระยาตรังกานูแยนาว่าราชการเมืองอยู่ได้ ๑๖ ปีถึงแก่กรรม ตนกูมะหมัด ๑ ตนกูบาระเฮม ๑ ตนกูอิตำ ๑ ตนกูกาเด ๑ ตนกูดุรมาน ๑ รวม ๕ คนผู้น้องพระยาตรังกานู ตนกูอามัด ๑ ตนกูอับดุลมาน ๑ ตนกูสะมะแอ ๑ ตนกูมันโซ ๑ สี่คนผู้บุตรพระยาตรังกานู กับศรีตวันกรมการปฤกษาพร้อมกัน ให้เรียกชื่อศพพระยาตรังการนูแยนาว่า บาระหุมตาแดง แล้วปฤกษากันว่า ควรจะยกตนกูอามัดบุตรที่ ๑ บาระหุมตาแดงให้ว่าราชการเมืองต่อไป จึงมีใบบอกมายังเมืองสงขลาตามธรรมเนียมเหมือนพระยาตรังกานูคนก่อน พระยาสงขลาบอกส่งต้นหนังสือเข้ามา ณกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาททุกประการแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูอามัดเปนพระยาตรังกานู ตั้งตนกูดุระมานผู้น้องพระยาตรังการนูอามัดเปนที่รายามุดา ได้มอบเครื่องยศให้ศรีตวันกรมการคุมออกไปพระราชทานพรยาตรังกานู แลรายามุดาณเมืองตรังกานูโดยสมควร พระยาตรังการนูรักษาบ้านเมืองเปนปรกติ ไม่ได้มีทัพศึกสลัดศัตรูสิ่งใด บ้านเมืองใกล้เคียงก็ไปมาค้าขายโดยสดวก เมืองสะระวะนั้นเปนเมืองเกาะเดิมเจ้าเมืองเปนมะลายู สินค้ามีพิมเสน สาคู ลูกค้า บรรทุกมาค้าขายณเมืองตรังกานูมิได้ขาด

๑๐๔ ครั้นเซอเยมบรุกไปตีเมืองได้แล้ว เซอเยมบรุกก็ว่าราชการเมืองก็ขึ้นกับอังกฤษมาจนทุกวันนี้ ระยะทางที่จะไปมาที่เมืองตรังกานูประมาณ ๑๔-๑๕ วัน เมืองกุนเตียน เมืองสมปัก เมืองเกาะ ชาวเมืองเปนมลายู เมืองนี้ขึ้นแก่ชาติวิลันดาไม่มีสินค้าสิ่งใด ต้องมาซื้อสินค้าที่เมืองตรังกานูระยะทางที่จะไปมาเมืองตรังกานูประมาณ ๒๐ วัน ครั้งนั้นหลวงโกชาอิศหากหลี เปนข้าหลวงออกไปจัดซื้อปืนบาเรียม หยุดพักณเมืองตรังกานู หลวงโกชาอิศหากก็ไปเมืองกะหลาป๋ากลับมาแวะที่เมืองตรังกานูฟังราชการอิกครั้งหนึ่ง ชาวเมืองตรังกานูซึ่งเข้ามาในกรุงเทพ ฯ มีแต่ศรีสวันกรมการที่คุมต้นไม้เงินทองกับพวกลูกค้าแต่ตนกูบุตรหลานเจ้าเมืองนั้นไม่มีผู้ใดได้เข้ามาณกรุงเทพ ฯ พระยาตรังกานูอามัดมีบุตรชายชื่อ ตนกูเดาโหด ๑ ตนกูอุมา ๑ ตนกูมะมุด ๑ สามคน บุตรหญิงชื่อ ตนกูลีปอ ๑ รวม ๔ คน ตนกูลีปอเปนภรรยาเจ้าเมืองสิงคา มีบุตรคือ สุลต่านมะหะมุด ๑ ตนกูสะเปีย ๑ พระยาตรังกานูอามัดว่าราชการเมืองอยู่ ๑๘ ปีก็ถึงแก่กรรม รายามุดาอับดุลมาน ๑ ตนกูสะมะแอ ๑ ตนกูมังโซ ๑ สามคนผู้น้องพระยาตรังกานูอามัดกับบุตรหลานศรีตววันกรมการ ปฤกษาพร้อมกันว่าให้เรียกชื่อศพพระยาตรังกานูอามัดว่า บาระหุมริฝิ่น แล้วบุตรหลานศรีตวันกรมการ พร้อมกันเห็นควรยกรายามุดา อับดุลมานขึ้นว่าราชการบ้านเมืองต่อไป จึงมีใบบอกเข้ามายังเมืองสงขลา ๆ บอกเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ขอรับพระราชทานรายามุดา อับดุลมานบุตรพระยาตรังกานูบาระหุมตาแดง เปนที่พระยาตรังกานู

๑๐๕ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งรายามุดาอับดุลมานเปนที่พระยาตรังกานู พระราชทานเครื่องยศบาระหุมริฝิ่น ให้แก่พระยาตรังกานูอับดุลมานต่อไป การบ้านเมืองก็เปนปรกติเหมือนแต่ก่อน พระยาตรังกานูอับดุลมาน มีบุตรชายชื่อตนกูอับดะละ ๑ พระยาตรังการนูอับดุลมานว่าราชการเมือง ได้ ๕ ปีก็ถึงแก่กรรม ตนกูสะมะแอ ตนกูมังโซ ผู้น้องกับบุตรหลานพระยาตรังกานูอับดุลมาน แลศรีสวันกรมการพร้อมกันเรียกชื่อศพพระยาตรังกานูอับดุลมานว่า บาระหุมอับดุลมาน แลศรีตวันกรมการ ปฤกษาพร้อมกัน ให้ตนกูเดาโหดบุตรพระยาตรังการนูบาระหุมริฝิ่นว่าราชการเมืองต่อไป ตนกูเดาโหดได้ว่าราชการเมืองอยู่เดือน ๑ ก็ถึงแก่กรรม ตนกูมังโซบุตรพระยาตรังการนูบาระหุมตาแดง กับตนกูอุมาบุตรพระยาตรังการนูบารหุมริฝิ่นชิงที่เปนเจ้าเมืองสู้รบกันอยู่ ๓ วันตนกู อุมาสู้ไม่ได้ พาสมัครพรรคพวกหนีไปอาไศรยอยู่เมืองสิงคา แล้วออกเที่วยเปนสลัดตีเรืออยู่ตามทะเล ตนกูอุมาไปที่เมืองสงขลาครั้ง ๑ ได้พบปะพูดจากับพระยาสงขลา ( เซ่ง ) ๆ ว่าจะพรตนกูอุมาเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ตนกูอุมาก็หาเข้ามาไม่ ตนกูมังโซได้ว่าราชการเมือง แล้วมีใบบอกมายังเมืองสงขลา ๆ ก็บอกนำเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูมังโซเปนพระยาตรังกานู

๑๐๖ แต่เครื่องยศนั้นเมื่อรบกับตนกูอุมาหายไป จึงไม่ได้มอบเครื่องยศกับตนกูมังโซซึ่งเปนพระยาตรังกานู ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ยกกองทัพไปตีเมืองตานี ครอบครัวเมืองตานีแตกหนีไปอาไศรยอยู่ เมืองตรังกานู พระยาตรังการนูหาพามาส่งกองทัพไม่ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่จึงให้พระราชวังสรรค์ หลวงโกชาอิศหาก หลีคุมเรือรบ ๘ ลำไปเมืองตรังกานูต่อว่าแก่พระยาตรังกานูว่า พระยาตรังกานูเปนข้าขอบขัณฑเสมากรุงเทพ ฯ พระยาตรังกานูคบครอบครัวหัวเมืองตานีพวกขบถไว้ไม่ส่งกองทัพนั้น พระยาตรังกานูมีความผิดข้อ ๑ แลพระยาตรังกานูแต่งให้ปังลิมาไปช่วยพระยาตานีรบต่อกองทัพกรุงเทพ ฯ ก็มีความผิดอิกข้อ ๑ ให้พระยาตรังกานูส่งตัวปังลิมาดามิด ปังลิมามะมุด ปังลิมาแปะ ปังลิมาอามัด ชาวเมืองตานีกับสมัคพรรคพวกครอบครัวมาให้สิ้น ถ้าพระยาตรังกานูไม่ส่งจะจับพระยาตรังกานูทำโทษเสมอขบถ พระยาตรังกานูรู้สึกตัวกลัวผิดแล้วจึงให้อุรังกายอคุมพวกครัวเมืองตานีกับปืนบาเรียมทองของพระยาตรังการนูคู่ ๑ ตามพระราชวังสรรค์มาส่งสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ที่เมืองสงขลา สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่จึงยกโทษให้พระยาตรังกานูครั้ง ๑ พระยาตรังกานูมังโซมีบุตรชาย ๒ คนชื่อตนกูมะหมัด ๑ ตนกูเงาะ ๑ พระยาตรังกานูมังโซว่าราชการเมืองอยู่ได้ ๗ ปีถึงแก่กรรม แล้วบุตรหลานศรีตวันกรมการพร้อมกันได้เรียกชื่อศพพระยาตรังกานูมังโซว่า บาระหุมมังโซ ตนกูมะหมัดผู้บุตรว่าราชการเมือง ให้ศรีตวันกรมการคุมต้นไม้ เงินทองเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย ไม่ทันมรสุม เรือค้างลมว่าวอยู่ที่เมือง

๑๐๗ ชุมพร ต่อเดือน ๓ เดือน ๔ จึงได้เข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งตนกูมะหมัดเปนที่พระยาตรังกานู ว่าราชการเมืองอยู่ได้ ๓ ปีเศษ ณปีกุนเอกศกจุลศักราช ๑๒๐๑ ปี ตนกูอุมาบุตรพระยาตรังกานูบาระหุมริฝินพาสมัคพรรคพวกมาเรือ ๒๐ ลำ คนชายหญิงประมาณ ๒๐๐ คน ยกเข้ามาเมืองตรังกานูรบกับพระยาตรังกานู ๆ สู้ไม่ได้ หนีไปอาไศรยอยู่เมืองกลันตัน พระยาตรังกานูมะหมัดถึงแก่กรรมที่เมืองกลันตัน ศรีตวันกรมการพร้อมใจกันให้ตนกูอุมาว่าราชการเมืองแล้ว ณปีชวดโทศก ตนกูอุมาบอกส่งต้นไม้เงินทองแลเครื่องราชบรรณาการให้อุรังกายอเดวาหวันอิษา เจะมะหมัด นักกุดาซาโมะ คุมเข้ามาณเมือง สงขลา พระยาสงขลานำบอกเข้ามา แต่ตนกูอุมามีใบบอกเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายอิกฉบับหนึ่งว่า ตนกูอุมาขอเปนที่เจ้าเมืองตรังกานู ตนกูมะมุดผู้น้องเปนที่รายามุดา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ตนกูอุมาเปนที่พระยาตรังกานู ให้ตนกูมะมุดเปนที่รายามุดา โปรดเกล้า ฯ ให้จัดเครื่องยศพระยาตรังกานูพานทองเครื่องในพร้อม คนโททองคำ กระโถนทองคำ สัปทน มอบให้อุรังกายอคุมออกไปพระราชทานณเมืองตรังกานู ณปีมะแมเอกศกจุลศักราช ๑๒๒๑ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินด้วยกระบวนเรือพระที่นั่งกลไฟทอด พระเนตรหัวเมืองปักษ์ใต้ชายทเลไปถึงเมืองตานี เมื่อเสด็จประทับ ณพลับพลาแหลมสนเมืองสงขลา พระยาตรังกานูแต่งให้ตนกูโนะ

๑๐๘ ซึ่งเปนญาติพี่น้องมาแท่นตัว เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายสิ่งของตามธรรมเนียม โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนัางานถามวงษ์ตระกูลตนกูโนะเปนพี่น้องอย่างไรกับพระยาตรังกานู ตนกูโนะแจ้งว่าตนกูโนะเปนบุตรพระยาตรังกานูมาโซด้วย แต่ต่างมารดากันกับพระยาตรังกานูบาระหุมตาแดง ตนกูโนะมีบุตรชายชื่อ ตนกูสหาก ๑ ตนกูจิ ๑ สองคนแลสุลต่านมหะมุดบิดาเปนเจ้าเมืองสิงคา มารดาชื่อตนกูริบอบุตรพระยา ตรังกานูอะมัดซึ่งเรียกบาระหุมริฝินนั้น เมื่อบิดาถึงแก่กรรมสุลต่าน มหะมุดได้เปนเจ้าเมืองสิงคาไม่ประพฤติการทำนุบำรุงบ้านเมืองวิลันดาไม่ชอบจึงไล่ออกจากเมืองสิงคา สุลต่านมหะมุดจึงมาอาไศรยอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ ครั้นภายหลังสุลต่านมหะมุดมาอยู่เมืองปาหัง ได้มาเยี่ยมพระยาตรังกานูเนือง ๆ ณปีวอกโทศก แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุลต่านมหะมุดให้แจะแดงมะหมัดถือหนังสือมาทางสิงคโปร์เข้ามากรุงเทพฯ ว่าจะขอเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณปีระกาตรศก สุลต่านมหะมุดให้แจะแดงมะหมัดถือหนังสือเข้ามาอิกฉบับหนึ่งความเหมือนกัน จึงโปรดเกล้า ฯ ให้นายเกิดหลวงโกชา อิศหากออกไปลงเรือที่เมืองสงขลาไปสืบสวนดูจนถึงเมืองปาหัง ครั้นนายเกิดหลวงโกชาอิศหากกับล่ามกรมการเมืองสงขลาไปถึงเมืองตรังกานูพบสุลต่านมหะมุดอยู่ที่เมืองตรังกานู พระยาตรังกานูให้สุลต่าน มหะมุดเข้ามากับหลวงโกชาอิศหาก ด้วยเรือเมืองสงขลาถึงกรุงเทพ ฯ เดือน ๗ ปีระกาตรีศก สุลต่านมหะมุดพักอยู่ที่ตึกริมพระราชวังเดิม


๑๐๙ เมื่อสุลต่านมหะมุดเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทครั้งนั้น เสด็จออกแขกเมืองอย่างใหญ่ณพระที่นั่งอนันตสมาคม สุลต่านมหะมุดพักอยู่ณกรุงเทพ ฯ ปีหนึ่ง ตนกูสะเปียได้ถวายตัวทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณเดือนเจ็ดปีจอจัตวาศก สุลต่านมหะมุดกราบถวายบังคมลาออกไปเมืองตรังกานู โปรดเกล้า ฯ ให้เรือกลไฟชื่อมหาพิไชยเทพออกไปส่งณเมืองตรังการนู ครั้งนั้นบรรดาหราเจ้าเมืองปาหังกับหวันอามัดเกิดวิวาทรบกันอยู่ณเมืองปาหัง การซึ่งวิวาทรบกันที่เมืองปาหังนั้น หวันอามัดแพ้หนีมาอยู่ในแขวงเมืองตรังกานู ครั้นรวบรวมไพร่พลได้แล้วกลับออกไปรบกับบรรดาหราอิก บรรดาหราเมืองปาหังสงไสยว่าพระยาตรังกานูสุลต่านมหะมุดให้กำลัง บรรดาหราจึงมีหนังสือฟ้องไปยังเจ้าเมืองสิงคโปร์ ๆ มีหนังสือถึงกงสุลให้ต่อว่ากับท่านเสนาบดีให้เร่งจัดเรือไปรับสุลต่านกหะมุดกลับมาเสีย ท่านเสนาบดีตอบว่าสุลต่านมหะมุดมิใช่คนในบังคับไทยแลเทศกาลนี้คลื่นใหญ่เรือเข้าปากน้ำเมืองตรังกานูไม่ได้ กงสุลอังกฤษไม่ยอม ว่าเมื่อปาหังเกิดรบกันเพราะไทยให้กำบังแลเรือรบไปส่งสุลต่านมหะมุดณเมืองตรังกานู ลูกค้าเมืองสิงคโปร์ขาดประโยชน์มาก ให้ท่านเสนาบดีไทยไปรับสุลต่านมหะมุดมาให้ได้ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระอนุรักษ์โยธาเปนข้าหลวง มิศเตอร์เอมเปนกับตันไปด้วยเรือกลไฟชื่อศรีอยุธยาเดช ไปรับสุลต่านมหะมุดเมืองตรังกานู เมื่อเดือน ๑๒ ปีจอจัตวาศก


๑๑๐ แลก่อนเรือศรีอยุทธยาเดชยังไม่ถึงเมืองตรังกานูนั้น เจ้าเมืองสิงคโปร์ ให้เรือรบชื่อโกเกชมารับสุลต่านมหะมุดมาส่งณกรุงเทพ ฯ เรือรบมาถึงเมืองตรังกานูวันอังคารเดือน ๑๒ แรม ๕ ค่ำ ปีจอจัตวาศก สุลต่านมหะมุดไม่ยอมมา พระยาตรังกานูจะจัดเรือเมืองตรังกานูเข้ามาส่งสุลต่านมหะมุดณกรุงเทพ ฯ นายเรือรบไม่ยอม แล้วนายเรือรบออกไปณเรือรบ จึงได้ยิงป้อมเมืองตรังกานูด้วยปืนอัมสตรองตั้งแต่บ่ายโมงหนึ่งจนกลางคืนสามสิบหกนัด รุ่งขึ้นวันพุฒเดือน ๑๒ แรม ๖ ค่ำปีจอจัตวาศก เรือรบแอบฝั่งเข้าไปยิงอิก ๖ นัด แล้วเรือรบกลับไปเมืองสิงคโปร์ เรือศรีอยุทธยาเดชไปถึงเมืองตรังกานูวันอังคารเดือน๑ขึ้น๔ ค่ำ ปีจอจัตวาศก สุลต่านมหะมุดหนีไปอยู่ที่ปะสุ เรือศรีอยุทธยาเดชตามไปที่ปะสุก็พบ สุลต่านมหะมุดก็ยอมจะเข้ามากรุงเทพ ฯ แต่เวลานั้นคลื่นใหญ่เรือสุลต่านมหะมุดแลครอบครัวสุลต่านมหะมุดออกมาเรือศรีอยุทธยาเดชไม่ได้ พระอนุรักษ์โยธาจึงสั่งให้สุลต่านมหะมุดเดินบกมาณเมืองสงขลา เรือศรีอยุทธยาเดชมาถึงกรุงเทพ ฯ ณวันอังคารขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๒ ปีจอจัตวาศก สุลต่านมหะมุดก็ไม่มาณเมืองสงขลา โปรดให้หลวงศรีมหาราชาเปนนานเรือกลไฟชื่อสงครามครรชิตลงไปสืบ ตามพบสุลต่านมหะมุดที่ปะสุรับเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ เดือน ๕ ปีกุนเบญจศก ท่านเสนาบดีได้มีหนังสือฟ้องเรือรบที่มายิงเมืองตรังกานูต่อเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศณกรุงลอนดอน


๑๑๑ ที่เมืองปาหังนั้นโตะบรรดาหราตาย หวันอามัดตีได้เมืองปาหัง หวันอามัดบุตรโตะบรรดาหราที่ตายหนี พาครอบครัวมาอยู่ที่กะมาหมันแขวงเมืองตรังกานู แล้วมาอยู่เมืองกลันตันแต่งเรือแล้วกลับไปเมืองสิงคโปร์ สุลต่านมหะมุดอยู่ณกรุงเทพ ฯ รู้ว่า หวันอามัดได้เมืองปาหังแล้ว สุลต่านมหะมุดขอลาออกไปเมืองสิงคโปร์ ท่านเสนาบดีจึงได้มีหนังสือปฤกษากับกงสุลอังกฤษ กงสุลวิลันดา ๆ ตอบมาว่าความเมืองตรังกานูยังไม่แล้วจะให้สุลต่านมหะมุดไปไม่ได้ ณวันอาทิตย์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำปีกุนเบญจศกเวลากลางคืนสุลต่านมหะมุดหายไป ณวันเสาร์เดือน ๕ แรม ๘ ค่ำปีชวดฉศก สุลต่านมหะมุดมีหนังสือฝากเรือเจ้าพระยาเข้ามาฉบับหนึ่งว่า สุลต่านมหะมุดไปอยู่เมืองปาหังแล้ว ขอให้ส่งบุตรภรรยาออกไป ท่านเสนาบดีตอบว่าให้เรือเข้ามารับจึงจะส่งออกไป ณวันเสาร์เดือน ๙ แรม ๑๐ ค่ำปีชวดฉศก อุรังกายอเดหวาผู้คุมต้นไม้ทองเงินเมืองตรังกานูให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาตรังกานูมีหนังสือมาว่า สุลต่านมหะมุดป่วยถึงแก่กรรมที่เมืองปาหังเมื่อณวันอาทิตย์เดือน ๘ ขึ้น ๕ ค่ำปีชวดฉศก แล้วให้อุรังกายอเดหวารับตนกูตะเงาะผู้บุตรแลภรรยาสุลต่านมหะมุดออกไปเมืองตรังกานู จึงโปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตราส่งบุตรภรรยาสุลต่านมหะมุดออกไปเมืองตรังกานู นายไพร่ชายหญิงใหญ่น้อยรวม ๓๖ คน


๑๑๒ ความซึ่งฟ้องด้วยเรื่องยิงเมืองตรังกานูนั้นเสนาบดีกรุงลอนดอนตัดสินว่า เจ้าเมืองสิงคโปร์บังคับให้เรือรบไปยิงเมืองตรังกานูนั้นผิดควรคอเวอนแมนต์ไทย คิดเอาเงินค่าไปรับสุลต่านมหะมุดแลเบี้ยเลี้ยง สุลต่านมหะมุดกับบ่าวไพร่ทั้งหมด ความจบอยู่แต่เพียงนี้ ครั้งนั้นคอเวอนแมนต์อังกฤษเรียกเจ้าเมืองสิงคโปร์กลับแล้ว เปลี่ยนเจ้าเมืองมาเปนใหม่ ครั้นณปีฉลูสัปตศก จุลศักราช ๑๒๒๗ ปี แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาตรังกานูมีใบบอกมาว่า รายามุดาถึงแก่กรรม พระยาตรังกานูขอรับพระราชทานตนกูปะสาบุตรรายามุดาเปนรายามุด า จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ตนกูปะสาบุตรรายามุดามะมุด เปนพระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาตามพระยาตรังกานูขอเข้ามา พระราชทานเสื้อเข้มขาบ ๑ ผ้าโพกขลิบทอง ๑ ผ้าปูมเขมร ๑ แต่เครื่องยศครอบทอง คนโททอง กะโถนทอง สัประทนคันหนึ่ง ให้เรียกเอากับพระยาตรังกานู ด้วยรายามุดาถึงแก่กรรมแล้วเครื่องยศนั้นอยู่กับพระยาตรังกานู ตั้งจีนเต็กหลีพี่น้องพระศรีบุญเลี้ยงเปนหลวงอภัยพงษ์ภักดีผู้ช่วยราชการ เมื่อตั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาราชวังสรรค์จางวางอาษาจาม หลวงโกชาอิศหาก เชิญนามสัญญาบัตรแลเสื้อผ้า ออกไปด้วยเรือกลไฟรบชื่อยงยศอโยชฌิยาพระราชทานให้พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดา หลวงอภัยพงษ์ภักดี ผู้ช่วยราชการณเมืองตรังกานู


๑๑๓ ครั้นณปีเสงเอกศกจุลศักราช ๑๒๓๑ พระยาตรังกานูแต่งให้ตนกูมหะมัดอาริฟิน เปนทูตคุมเครื่องราชบรรณาการออกไปกรุงลอนดอน ตนกูหะมัดอาริฟินหาได้เฝ้าสมเด็จพระนางเจ้ากวินวิกตอเรียไม่ ตนกูมหะมัดอาริฟินได้เฝ้าปรินสออฟเวล เครื่องราชบรรณาการส่งให้หลอดกลาเรนดอน ตนกูมหะมัดอาริฟินกลับมาถึงเมืองตรังกานูวันอังคารเดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำปีมเสงเอกศก แต่การนั้นคอเวอนแมนต์อังกฤษไม่รับ หลอดกลาเรนดอนตอบหนังสือลงวันพฤหัศบดีเดือน ๑๒ ขึ้น ๘ ค่ำฉบับหนึ่ง ลงวันศุกรเดือน ๑๒ ขึ้น ๙ ค่ำปีมะเสงเอกศกฉบับหนึ่ง หนังสือมิศเตอร์ฮามันถึงตนกูมหะมัดอาริฟิน ลงวัน พฤหัศบดีเดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำปีมะเมียโทศกฉบับหนึ่ง หนังสือสามฉบับนี้ส่งมาถึงกงสุลเยเนอราลอังกฤษณกรุงเทพ ฯ ให้ส่งมายังคอเวอนแมนต์สยาม จะได้ส่งให้พระยาตรังกานู ตนกูมหะมัดอาริฟิน ท่านเสนาบดีได้รับแปลความไว้แล้วส่งถึงพระยาตรังกานู ตนกูมหะมัดอาริฟิน ณปีชวดอัฐศกศักราช ๑๒๓๙ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาอัษฎงคตทิศรักษาผู้ว่าการกงสุลฝ่ายสยามณเมืองสิงคโปร์มีหนังสือบอกมาว่า พระยาตรังกานูถึงแก่อนิจกรรมณวันเสาร์เดือน ๖ แรม ๒ ค่ำปีชวดอัฐศก ความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว มีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงศรีมหาราชาข้าหลวง หมื่นจำนงภาษาล่าม พระยาสมบัติภิรมย์เมืองสงขลาเชิญไปด้วยเรือรบชื่อสยามมกุฎไชยชิตเยี่ยมศพพระยาตรังกานูพระราชทานเงินทำบุญในการศพตามธรรมเนียมเจ้าเมืองประเทศราช ๓๒๐๐ สลึง

๑๑๔ เปนเงิน ๑๐ ชั่ง มอบราชการบ้านเมืองให้พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาบังคับบัญชาปกครองบุตรหลานต่อไป เรือรบใช้จักรออกจากกรุงเทพ ฯ ณวันพฤหัสบดีเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำปีชวดอัฐศกแล้วพ้นไปเปลี่ยนเรือพิทยัมรณยุทธอยู่รักษาเมืองภูเก็จ หลวงศรีมหาราชาข้าหลวงกับล่ามกลับแต่เมืองตรังกานู มาด้วยเรือพิทยัม รณยุทธถึงกรุงเทพ ฯ ณวันอังคารเดือน ๘ แรม ๑๐ ค่ำปีชวดอัฐศกราชการบ้านเมืองเรียบร้อยหามีเหตุสิ่งใดไม่ พระยาตรังกานูอุมาว่าราชการเมืองมาได้ ๓๗ ปีไม่มีบุตร บุตรหลานศรีตวันกรมการเรียกชื่อศพพระยาตรังกานูอุมาว่าบารหุมอุมา พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาพร้อมด้วยบุตรหลานพี่น้องทำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณา การ แต่งให้อุรังกายอศรีตวันกรมการคุมเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายตามกำหนดปี ถึงกรุงเทพ ฯ ณวันอังคารเดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำปีชวดอัฐศก พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาจึงมีหนังสือบอกข่าวพระยาตรังกานูถึงแก่อนิจกรรม มิศเตอร์นอกเอเยนต์แลกงสุลเยเนราลอังกฤษ มีหนังสือลงวันพุฒเดือน ๘ แรม ๑๓ ค่ำปีชวดอัฐศกมายัง ฯ พณ ฯ ที่สมุหพระกระลาโหมฉบับหนึ่งมีความว่า คอเวอนเนอร์เมืองสิงคโปร์มีหนังสือมายังกงสุลว่า สุลต่านเมืองตรังกานูถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ให้กงสุลถามคอเวอนแมนต์สยามว่า คอเวอนแมนต์สยามจะตั้งเชื้อวงษ์ของสุลต่านเปนสุลต่านต่อไป หรือคอเวอนแมนต์สยามจะตั้งเชื้อวงษ์ไหน


๑๑๕ เปนสุลต่านเมืองตรังกานู ฯ พณ ฯ ที่สมุหพระกระลาโหมมีหนังสือตอบลงวันเสาร์เดือน ๙ ขึ้นค่ำหนึ่งปีชวดอัฐศก ไปยังท่านเอเยนต์แลกงสุลเยเนอราลอังกฤษว่า พระยาตรังกานูถึงแก่อนิจกรรมแล้วบ้านเมืองว่างอยู่ ท่านเสนาบดีปฤกษาพร้อมกันเห็นว่า พระยาตรังกานูไม่มีบุตร มีแต่พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาผู้หลานก็เปนผู้ใหญ่ในวงษ์ตระกูล จะได้ปกครองญาติพี่น้องศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองต่อไป จึงให้หลวงศรีมหาราชาเจ้ากรมอาษาจามเปนข้าหลวงไปด้วยเรือรบชื่อสยามมกุฎไชยชิต มอบราชการบ้านเมืองเมืองตรังกานูให้พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดา บังคับบัญชาให้ถูกต้องตามธรรมเนียมเมืองประเทศราชสืบมาแต่ก่อนแล้ว ณปีชวดอัฐศกศักราช ๑๒๓๘ โปรดเกล้า ฯ มีท้องตราถึงพระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาฉบับหนึ่งว่า พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาเปนผู้ใหญ่ในวงษ์ตระกูล จะโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระไชเยนทร์ ฤทธิรงค์รายามุดาเปนที่พระยาตรังกานู แต่เมืองประเทศราชต้องมีรายามุดา ให้พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาปฤกษาบุตรหลานญาติพี่น้องจะเห็นผู้ใดควรเปนรายามุดาได้ ก็ให้พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดามีหนังสือบอกเข้ามา จะได้ตั้งให้เปนรายามุดาช่วยรักษาบ้านเมืองทนุบำรุงญาติพี่น้องศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองให้อยู่เย็นเปนศุข พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาจึงมีหนังสือบอกมาขอตนกูประสามุดาผู้บุตรอายุ ๑๒ ปีเปนที่รายามุดา


๑๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระอมรวิไสยสรเดชเจ้ากรมทหารปืนใหญ่ บุตรท่านอรรคมหาเสนาธิบดีซึ่งมีตระกูลใหญ่ กับพระยาราชวังสรรค์จางวางกรมอาษาจาม พระยาสมบัติภิรมย์ที่ ๒ เมืองสงขลา เปนข้าหลวงไปด้วยเรือรบชื่อพิทยัมรณยุทธ เชิญสัญญาบัตรตั้งพระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดา เปนที่พรยาตรังกานูฉบับหนึ่ง ใส่ถุงเข้มขาบพื้นม่วงระบายแพรสีเขียว ตั้งตนกูประสามุดาเปนที่พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาฉบับหนึ่ง ใส่ถุงเข้มขาบพื้นแดงระบายแพรสีเขียว แต่เครื่องยศนั้นให้ข้าหลวงเรียกเอาพานทองคำ คนโททองคำ กระโทนทองคำ เครื่องยศพระยาตรังกานูคนเก่า มาพระราชทานพรยาตรังกานูคนใหม่ ให้เอาเครื่องยศพระไชเยนทร์ ฤทธิรงค์รายามุดาครอบทองคำ มาพระราชทานพระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดาคนใหม่ ข้าหลวงใช้จักรเรือพิทยัมรณยุทธออกจากกรุงเทพ ฯ ณวันอาทิตย์เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำปีชวดอัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ อนึ่งณปีชวดอัฐศกศักราช ๑๒๓๘ ตนกูสะเปียน้องสุลต่านมหะมุด ซึ่งกราบถวายบังคมลาออกไปอยู่ด้วยพระยาตรังกานูอุมาผู้ลุง ณปีมะเมียโทศกนั้น มีหนังสือมาทูลเกล้า ฯ ถวายฉบับหนึ่งว่า ตนกูสะเปียได้เปนภรรยาตนกูหลงบุตรตนกูเดน ๆ เปนบุตรพระยาตรังกานูกาโหดอยู่ณเมืองตรังกานูแล้ว ตนกูสะเปียขอเงินทำศาลา โปรดเกล้า ฯ พระราชทาน ๒๐๐ เหรียญฯพณฯ ที่สมุหพระกระลาโหมให้ ๕๐ เหรียญ รวม ๒๕๐ เหรียญ


๑๑๗ ครั้นณวันพฤหัศบดีเดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำปีฉลูนพศก พระอมรวิไสยสรเดชกับพระยาราชวังสรรค์ ซึ่งเชิญสัญญาบัตรท้องตรานำตั้งออกไปพระราชทานพระยาตรังกานู พระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดา ณเมืองตรังกานูนั้น กลับเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ พระยาตรังกานูพระไชเยนทร์ฤทธิรงค์รายามุดามีหนังสือตอบเข้ามาว่า ได้รับสัญญาบัตร ท้องตรานำตั้งเสร็จแล้ว ราชการบ้านเมืองเรียบร้อยอยู่


พงษาวดารเมืองกลันตัน (ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน)

ได้ทราบว่า เดิมเมืองกลันตันเปนบ้านเล็กเมืองน้อยอยู่แต่พรรคพวกของตัว เมื่อตุวันมาโซเปนเจ้าเมืองตรังกานูตั้งบ้านเมืองเปนพากภูมขึ้นแล้ว ยกทัพมาตีเมืองกลันตันไปเปนหัวเมืองขึ้นเมืองตรังกานูวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองกลันตันครั้งนั้นจะสาบสูญไปอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่เมืองกลันตันมีที่ฝังศพอยู่ตำบลหนึ่ง ทำไว้มั่นคงงดงามดูจะเปนที่ฝังศพผู้ดีอยู่ แต่ทุกวันนี้หามีผู้ใดไปคำนับปีใหม่ตามธรรมเนียมแขกไม่ ที่ตำบลนั้นกับที่ฝังศพวงษ์ตระกูลพระยากลันตันทุกวันนี้ไกลกันประมาณ ๕ เส้น วงษ์ตระกูลพระยากลันตันก็ไม่ได้ไปคำนับ วงษ์ตระกูลพระยากลันตันสะนิปากแดงทุกวันนี้ เดิมรายาทวอเปนพระยากลันตัน ก็ยังเปนหัวเมืองขึ้นเมืองตรังกานูอยู่ พระยา กลันตันรายาทวอเปนเจ้าเมืองมาช้านาน มีบุตรชายชื่อตุหวันหลง


๑๑๘ มะหมัด ๑ ชื่อตุหวันตำมะโหงง ๑ ชื่อตุหวันบาโหงย ๑ ชื่อตุหวันหลงษาลอ ๑ แต่ต่างมารดากัน ครั้นพระยากลันตันรายาทวอถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานศรีตวันกรมการปฤกษาพร้อมกันให้เรียกชื่อศพพระยากลันตันรายาทวอว่า บาระหุมหลงยุนุ บุตรหลานศรีสวันกรมการ พร้อมกันยกตุหวันหลงมะหมัดบุตร ผู้ใหญ่ของบาระหุมหลงยุนุขึ้นเปนพระยากลันตัน ยกตุหวันหลงษาลอขึ้นเปนรายามุดาเรียกพระยาบ้านทะเล ยกตุหวันตำมะโหงงเปนพระยาตำมะโหงง ตุหวันบาโหงยเปนพระยาบาโหงย เมืองกลันตันก็ยังเปนเมืองขึ้นเมืองตรังกานูอยู่ แต่ศักราชปีจำไม่ได้ ภายหลังพระยากลันตันมีความโกรธพระยาตรังกานู แล้วปฤกษาพี่น้องศรีตวันกรมการพร้อมกันจะทำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ ทูลเกล้า ฯ ถวาย ขอแยกเมืองกลันตันออกจากเมืองตรังกานู พระยา กลันตันทำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการพร้อมแล้ว ส่งมาเมืองสงขลานำเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย ขออยู่ใต้บังคับเมืองสงขลาเหมือนเมืองตรังกานู พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้า ฯ ดำรัสว่า เมืองกลันตันกับเมืองตรังกานูพรมแดนต่อกันอยู่ เกิดวิวาทไม่เข้ากันแล้วจะมาอยู่ในบังคับเมืองสงขลาด้วยกัน ถ้าพระยากลันตันทำความชอบความดี เกินหน้าเมืองตรังกานู พระยาตรังกานูจะเห็นไปว่ากรุงเทพ ฯ ทำนุบำรุงเมืองกลันตัน พระยาตรังกานูจะมีความน้อยใจไม่รู้หาย จึงโปรด


๑๑๙ เกล้า ฯ ให้ยกเมืองกลันตันมาอยู่ในใต้บังคับเมืองนครศรีธรรมราชเมืองกลันตันจึงได้ขาดจากเมืองตรังกานูแต่นั้นมา พระยากลันตันหลงมะหมัดไม่มีบุตร พระยาตำมะโหงงมีบุตรชายชื่อตุวันกอตา ๑ ชื่อตุวันนิกากับ ๑ ชื่อตุวันสนิปากแดง ๑ ชื่อตุวันมุสู ๑ สี่คน พระยาบาโหงยมีบุตรชายชื่อตุวันตะเงาะ ๑ รายามุดาพระยาบ้านทะเลมีบุตรชายชื่อตุวันปะษา ๑ ชื่อตุวันนุสู ๑ สองคน เมื่อพระยาตำมะโหงงตายแล้ว พระยากลันตันรับตุวันกอตา ตุวันนิกากับตุวันสนิปากแดง ตุวันมุสู ไปเลี้ยงรักษาไว้ พระยา กลันตันมีความรักตุวันสนิปากแดงมากกว่าพี่น้องทั้งปวง รายามุดาพระยาบ้านทะเลถึงแก่กรรมก่อนพระยากลันตัน ครั้นณปีจอสัมฤทธิศกแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยากลันตันถึงแก่กรรมอายุได้ ๙๓ ปี ได้เปนเจ้าเมืองว่าราชการอยู่ ๕๓ ปี ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการปฤกษาพร้อมกันให้เรียกชื่อศพพระยากลันตันหลง มะหมัดว่า บาระหุมหลงมะหมัด พระราชทานเงินสลึงทำบุญในการศพ ๓๒๐๐ สลึง เปนเงิน ๑๐ ชั่ง ณปีจอสัมฤทธิศก แต่บรรดาหลานแลญาติพี่น้องศรีตวันกรมการ ปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า ตุวันสนิปากแดงเปนคนมีสติปัญญา บาระหุมหลงมะหมัดก็รักใคร่มาก ควรยกขึ้นเปนพระยากลันตันว่าราชการบ้านเมืองต่อไป ตุวันสนิปากแดงจึงจัดทำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการแล้ว แต่งให้พระยาบาโหงย ตุวันมุสูน้องตุวันสนิปากแดง ตุวันปะษาบุตรรายามุดาพระยาบ้านทะเล กับศรีตวันกรมการ

๑๒๐ ถือใบบอกส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการมาณเมืองนครศรีธรรม ราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราช นำเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายต้นไม้ทองเงินณกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทว่า ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการปฤกษาพร้อมกันให้ตุวันสนิปากแดงเปนพระยากลันตัน ก็โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งตุวันสนิปากแดงเปนพระยากลันตันตามที่ได้ปฤกษาพร้อมนั้น แล้วตั้งให้ตุวันกอตาพี่พระยากลันตันเปนพระยาสุนทรธิบดีศรีสุลต่านเดหวามหารายพระยา จางวาง ตั้งให้ตุวันสนิกากับพี่พระยากลันตันเปนตนกูศรีอินดาราประตามหามนตรี ตั้งให้ตุวันมุสูน้องพระยากลันตันเปนรายามุดา แต่บรรดาบุตรหลานบาระหุมหลงมะหมัดนั้นให้เรียกเปนตนกูทั้งสิ้น แต่พระยาบาโหงย ตนกูปะษานั้น หาได้โปรดตั้งให้มียศบรรดาศักดิ์ออกไปไม่ พระยาบาโหงย รายามุดา ตนกูปะษาเชิญท้องตราตั้งพระยากลันตัน พระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดาราออกไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราชให้หลวงไชยพลภักดิ์กำกับไปถึงเมืองกลันตัน พระยาบาโหงยไม่ขึ้นเมืองกลันตันเลยไปอยู่เมืองปาหัง แต่รายามุดา ตนกูปะษา ขึ้นเมืองกลันตัน พระยากลันตันรับแห่ท้องตราแล้ว ตนกูปะษาไปฟังท้องตราวันหนึ่งแล้วไม่ไปหาพระยากลันตันอิก เพราะตนกูปะษามีความโทมนัศว่าเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลยกย่องพระยากลันตันจนได้เปนเจ้าเมืองแล้ว ตัวไม่ได้เปนที่มียศบ้างก็อายแก่พรรคพวกบ่าว

๑๒๑ ไพร่ ประการหนึ่งรายามุดา ตนกูศรีอินดารา เก็บริบเอาที่ไร่นา สวนป่าไม้ ของตนกูปะษากับพวกตนกูปะษาไป ตนกูปะษาไปว่าแก่พระยากลันตัน ๆ ให้รายามุดา ตนกูศรีอินดารา คืนให้ก็ไม่ได้ประการหนึ่งเข้าสารซื้อออกไปแต่กรุงเทพ ฯ จะจำหน่ายก็ไม่ได้ ด้วยพระยากลันตัน รายามุดา ป่าวร้อยห้ามไพร่บ้านพลเมืองลูกค้าไม่ให้มาซื้อเข้าสารตนกูปะษา ๆ ก็ยิ่งมีความโทมนัศมากขึ้น ณวันศุกรเดือน๔ขึ้น ๗ ค่ำปีจอสัมฤทธิศก ตนกูปะษามีหนังสือไปชักชวนพระยาบาโหงย ตนกูตะเงาะ ตนกูหลงฮามัดมาคิดพร้อมกันกับพวกบุตรตนกูศรีปัตรามหารายาทั้งปวง ตั้งค่ายรอบบ้านตนกูปะษาแลตามลำน้ำใหญ่ถึงตลาด ๑๐ ค่าย ฝ่ายใต้ตั้งค่ายถึงสุหัยปีนังกับทำค่ายล้อมบ้านพระยากลันตัน ๓ พวก ๆ ตนกูปะษาพวกหนึ่ง พวกตนกูหลงฮามัดพวกหนึ่ง ตนกูศรีปัตรามหารายาพวกหนึ่ง ฝ่ายพระยากลันตัน พระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดาราก็ตั้งค่ายสู้รบถึงยิงปืนใหญ่เล็กยังไม่แพ้ชนะกัน พระยากลันตันมีใบบอกมายังเมืองนครศรีธรรมราช ณวัน ๑ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำปีกุนเอกศก แต่ครั้งนั้นพระยาศรีพิพัฒน์เปนแม่ทัพ ยกทัพกรุงเทพ ฯ ออกไปช่วยเมืองไทรบุรีรบตนกูมัศสาอัดหลานเจ้า พระยาไทรบุรีเปนขบถ พระยาศรีพิพัฒน์พักกองทัพอยู่เมืองสงขลาเมืองนครศรีธรรมราชจึงได้นำใบบอกไปปฤกษาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ณเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพแต่งให้หลวงศรเสนีนายไพร่ ถือหนังสือไปด้วยเรือแกล้วกลางสมุท ห้ามปรามพระยากลันตันตนกูปะษา

๑๒๒ มิให้วิวาทกัน หลวงศรเสนีไปถึงเมืองกลันตันณวันพุฒเดือน ๖ แรม ๑๐ ค่ำปีกุนเอกศก ฝ่ายพระยาบาโหงยรู้ว่า หลวงศรเสนีพาเรือแกล้วกลางสมุทไปถึงเมืองกลันตันก็กลัวตัวมีความผิดอยู่ จึงชักชวนตนกูตะเงาะ ตนกูหลงฮามัดกับสมัคพรรคพวกนายไพร่หนีไปอยู่ที่บ้านสลง แขวงเมืองตรังกานู หลวงศรเสนีหาได้พบตัวพูดจาไม่ หลวงศรเสนีว่ากล่าวห้ามปราม พระยากลันตัน ตนกูปะษาก็หยุดรบกันแล้ว หลวงศรเสนีพาตัวตนกูปะษาขึ้นมาหาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพณเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพว่ากล่าวสั่งสอนตนกูปะษาก็มีความอ่อนน้อมให้ทานบนว่าไม่วิวาทกับพระยากลันตัน พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจึงให้หลวงศรเสนีถือใบบอกพาตนกูปะษา กับสมัคพรรคพวก มาด้วยเรือแกล้วกลางสมุทเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกรุงเทพ ฯ ตนกูปะษารับสารพาพผิดไม่คิดวิวาทกับพระยากลันตันต่อไป ขอกลับออกไปทำราชการอยู่ด้วยพระยากลันตันตามเดิม เจ้าพนักงานนำคำให้การทานบนตนกูปะษา ขึ้นกราบบังคมทูลพระ กรุณา แลนำตนกูปะษาเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท มีพระราชปฏิ สันถารแก่ตนกูปะษาหลายประการ แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตราถึงพระยาศรีพิพัฒน์ฉบับหนึ่ง พระยากลันตัน พระยาจางวาง รายามุดาฉบับหนึ่ง ให้หลวงศรเสนีพาตนกูปะษากลับออกไปหาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพณเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพได้มีหนังสือ

๑๒๓ ถึงพระยากลันตันฉบับหนึ่ง ให้ตนกูปะษาเชิญท้องตราไปณเมือง กลันตัน ตนกูปะษากับพวกไปถึงเมืองกลันตันณวันอาทิตย์เดือน ๑ แรม ๘ ค่ำปีกุนเอกศก ตนกูปะษาให้คนไปบอกพระยากลันตัน พระยาจางวาง รายามุดา ๆ ให้ศรีตวันกรมการนายไพร่มารับแห่ท้องตราแลหนังสือพระยาศรีพิพัฒน์ไปบ้านพระยากลันตันตามธรรมเนียม ตนกูปะษาไปหาพูดจากับพระยากลันตัน พระยาจางวาง รายามุดาเรียบร้อยเปนปรกติ พระยากลันตันแบ่งแขวงขึ้นเมืองกลันตันให้แก่ตนกูปะษา ๕ ตำบล ที่ไร่นาผู้คนซึ่งเกี่ยวข้องอยู่แต่ก่อนพระยากลันตันได้คืนให้เสร็จแล้ว ไพร่บ้านพลเมืองก็เรียบร้อยดี ณวัน ๒ เดือน ๑๑ ขึ้น ๒ ค่ำปีชวดโทศก พระยากลันตันมีใบบอกมายังเมืองนครศรีธรรมราชฉบับหนึ่ง หลวงศรีปะตุกาอาหลีซึ่งไปฟังราชการอยู่ณเมืองกลันตันบอกมาฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชบอกนำส่งเข้ามาณกรุงเทพ ฯ มีความว่า เดิมพระยากลันตันให้ทำบาญชีเก็บส่วยจะทำต้นไม้ทองเงิน ใช้คนไปบอกพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา ให้มารับตราบาญชีก็ไม่มา ภายหลังว่าให้แบ่งแขวงให้เสร็จก่อน พระยากลันตันจึงแบ่งแขวงให้พระยาจางวางเท่ากับพระยากลันตัน รายามุดาส่วนหนึ่ง ตนกูศรีอินดาราส่วนหนึ่งบรรดาส่วยในเมืองก็แบ่งให้เหมือนกัน ภายหลังคนร้ายก็เข้าอยู่ด้วยพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารามาก ทำข่มเหงฟันแทงราษฎร ๆ มาฟ้องหลายราย พระยากลันตันว่ากล่าวก็ไม่ได้ พระยาจางวางใช้ให้รายามุดามาขอตราชื่อบารหุมต่อพระยากลันตัน ๆ ว่าให้

๑๒๔ มาขอต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาจางวางว่าถ้าไม่ให้ตราจะทำให้วุ่นไม่ให้สบาย พระยาจางวางทำตราหนึงสือออกชื่อสุลต่าน กลันตัน พระยากลันตันกับพระยาจางวางไม่ไว้ใจกัน พระยา กลันตัน พระยาจางวางขุดคุทำสนามเพลาะสูง ๓ ศอก ๔ ศอกรอบบ้าน ทั้งสองบ้าน แลบ่าวพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา ทำข่มเหงฟันแทงบ่าวพระยากลันตันเนือง ๆ พระยากลันตันเหลือที่จะอดทนแล้ว ขอให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชหาตัวพระยาจางวางมาไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช ราชการที่เมืองกลันตันจะได้เรียบร้อย เจ้าพนักงานนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วโปรดเกล้า ฯ ดำรัสว่า พระยากลันตันพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดาราเปนพี่น้องกัน แต่ก่อนว่ารักใคร่กันจะช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้เรียบร้อย จึงได้ตั้งแต่งมียศบรรดาศักดิ์ออกไป ครั้นเหตุการเปนขึ้นเล็กน้อยจะรีบเอาตัวมายึดไว้ก็ยังไม่ควร จะเปนไปว่าเห็นแก่พระยากลันตันฝ่ายเดียว ต่อไปภายน่าจะสมานกันยาก จึงโปรดเกล้า ฯ มีท้องตราออกไปถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ว่าให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีหนังสือขู่ว่ากล่าวให้แขงแรง ให้กรมการถือไปถึงพระยากลันตัน พระยาจางวาง สักครั้งหนึ่งก่อน การเห็นจะพอสงบไปได้ เจ้าพระยานครศรีธรรม ราชจึงมีหนังสือให้หลวงประเทศสงครามถือไปถึงพระยากลันตันพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา ทราบความแล้ว พระยาจางวางว่าการสิ่งใดจะปฤกษาให้แก่พระยากลันตัน ถ้าผู้ใดทำผิดก็ให้

๑๒๕ ทำตามโทษ แลครั้งนั้นพระยาจางวางทำบุญเข้าแขก บุตรพระยาจางวางก็ไปหาพูดจาเปนปรกติ แต่กิริยาพระยาจางวางกับพระยา กลันตันไม่วางใจกันสนิท ณวันอาทิตย์เดือนเก้าขึ้นสิบสองค่ำปีฉลูตรีศก ตนกูปะษาเข้ามากรุงเทพ ฯ กล่าวโทษพระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา กูสะริมะ ว่าเก็บเอาที่นาสวนป่าไม้เรือนของตนกูปะษาพวกตนกูปะษาอิก ๑๙ เจ้าของ ตนกูปะษาได้บอกพระยากลันตันๆบังคับให้ คืนให้ตนกูปะษาแลพรรคพวก พระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา กูสะริมะ หาคืนให้ไม่ ฝ่ายพระยากลันตันก็บอกกล่าวโทษตนกูปะษาว่า ตนกูปะษาคิดไม่ตรงกับพระยากลันตัน ตนกูปะษาใช้คนไปคิดกับพระยาบาโหงย ตนกูหลงฮามัด ตนกูดาเระ ณเมืองตรังกานู ตนกูดาเระให้คนไปคิดกับรายา ๆ ฝ่ายเมืองลิงา ช่วยตนกูปะษาทำร้ายเมืองกลันตัน ครั้นถามตนกูปะษา ๆ ว่าเมื่อตนกูปะษาเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ตนกูหลงฮามัดมีหนังสือมาว่า ขอให้ช่วยคิดอ่านให้ตนกูหลงฮามัดได้กลับมาอยู่เมืองกลันตันเท่านั้น ตนกูปะษาจะได้ คิดทำร้ายเหมือนหนังสือบอกพระยากลันตันหามิได้ เจ้าพนักงานนำใบบอกพระยากลันตันแลคำให้การทานบนตนกูปะษา ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระยากลันตัน ตนกูปะษา ไม่สามัคคีรศ จะสมัคสมานให้ดีกันอิกก็จะดีกันแต่ปาก ใจต่อใจร้าวฉานกันแล้วที่ไหนจะดีกันได้ จะต้องแยกบ้านเมืองจึงจะมีความศุขทั้งสอง

๑๒๖ ฝ่าย ครั้งนั้นพระยาตานีถึงแก่กรรม จึงโปรดให้เลื่อนพระยาหนองจิกไปเปนพระยาตานี ให้พูดจาเกลี้ยกล่อมให้ตนกูปะษาพาสมัคพรรคพวกมาอยู่เมืองหนองจิกใกล้เมืองสงขลา จึงจะสิ้นอริวิวาทแก่กันเมืองหนองจิกเปนเมืองน้อยพวกตนกูปะษามาอยู่มาก บ้านเมืองจะได้บริบูรณ์มั่งคั่งขึ้น ตนกูปะษารับยอมมาอยู่เมืองหนองจิก จึงโปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตราถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลาพระยากลันตัน ให้พระยาไชยาท้ายน้ำเปนข้าหลวงพาตนกูปะษาออกไปเมืองกลันตัน แบ่งครอบครัวสมัคพรรคพวกตนกูปะษาขึ้นมาเมืองหนองจิก พระยาไชยาท้ายน้ำไปจากกรุงเทพ ฯ ณวันอาทิตย์เดือนสิบเด็ดแรมสสามค่ำปีฉลูตรีศก ถึงเมืองกลันตันณวันเสาร์เดือนยี่ขึ้นสิบเอ็ดค่ำปีฉลูตรีศก ณวันพุฒเดือนห้าแรมสี่ค่ำปีขานจัตวาศก พระยาไชยาท้ายน้ำปีใบบอกให้หลวงพิพิธภักดีถือเข้ามาว่า พระยาไชยาท้ายน้ำได้เตือนตนกูปะษาที่จะให้พาสมัคพรรคพวกมาเมืองหนองจิก ตนกูปะษาว่าคนที่จะมานั้นยังติดไร่นาอยู่ ต่อเดือน ๖ เก็บเข้าในนาแล้วจึงจะได้มา ตนกูปะษาของหนังสือพระยาไชยาท้ายน้ำไปเกลี้ยกล่อมพระยาบาโหงย ตนกูหลงฮามัดณเมืองตรังกานูได้มาถึงเมืองกลันตันณวัน พุฒเดือนห้าขึ้นห้าค่ำปีขานจัตวาศก เปนจำนวนคนตัวนาย ๑๔ ไพร่ ๒๐๐ แขกเมืองตรังกานูมาด้วย ๒๐ รวม ๒๓๔ คน พักอยู่น่าบ้านตนกูปะษาพระยาไชยาท้ายน้ำได้ ให้พระยาบาโหงย ตนกูหลงฮามัด ถือน้ำพระพิพัฒสัตยาทูลเกล้า ฯ ถวาย แล้วพูดว่ากล่าวจะให้พระยาบาโหงย

๑๒๗ ตนกูหลงฮามัดมาอยู่เมืองหนองจิกก็อิดเอื้อนอยู่ดูจะไม่สมัคมา ฝ่ายตนกูปะษาก็บิดพลิ้วเชือนแชไป ตนกูปะษาเขียนหนังสือสัญญามาให้ พระยาไชยาท้ายน้ำมีความว่า ถ้าตนกูปะษาได้เปนเจ้าเมืองกลันตันจะให้เงินพระยาไชยาท้ายน้ำ ๑๐๐๐๐ เหรียญ ขุนสำเร็จภาษาล่าม ๕๐๐ เหรียญ เจ้าพนักงานนำหนังสือบอกพระยาไชยาท้ายน้ำ กราบบังคมทูลพระกรุณาความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตราถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมราชฉบับหนึ่ง ถึงพระยาสงขลาฉบับหนึ่งว่า เมื่อตนกูปะษาเข้ามาณกรุงเทพ ฯ นั้นพระยากลันตันก็บอกกล่าวโทษเข้ามา ครั้นถามตนกูปะษา ๆ ก็ไม่รับ แล้วตนกูปะษาว่าพระยากลันตันบอกกล่าวโทษเข้ามา เปนความมหันตโทษไม่จริง จะทำราชการอยู่ในบังคับพระยากลันตันต่อไปไม่ได้ ขอพาสมัคพรรคพวกมาอยู่เมืองหนองจิก จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไชยาท้ายน้ำ เปนข้าหลวงออกมาแบ่งครอบครัวเมืองกลันตันมาอยู่เมืองหนองจิก ครั้นมาถึงเมืองกลันตันขอหนังสือพระยาไชยาท้ายน้ำไปเกลี้ยกล่อมพระยาบาโหงย ตนกูหลงฮามัดมาแล้ว ตนกูปะษาคิดกลับกลายจะไม่ไปเมืองหนองจิก ประการหนึ่งพระยาจางวางก็เกิดอริวิวาทกับพระยากลันตัน ตนกูปะษากับพระยาจางวางจะคิดการอย่างไรก็เดินถึงกัน แต่ข้าหลวงมีอยู่ที่เมืองกลันตัน พระยาจางวางจึงจะทำเปนคนดีอยู่กับพระยากลันตัน ถ้าไม่แยกตนกูปะษากับสมัคพรรคพวกมาเสียให้ได้ ก็จะก่อเหตุใหญ่รบกับพระยากลันตันอิก การก็ยืดยาวไป ให้เกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองสงขลา เมืองละ

๑๒๘ สองพัน ให้พระยาเสนหามนตรี พระสุนทรรักษ์คุมลงไปสมทบกับพระยาไชยาท้ายน้ำณเมืองกลันตัน พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปะษา เห็นไพร่พลกองทัพยกมามาก พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปะษา จะได้เกรงอำนาจการจึงจะสำเร็จได้แต่เมื่อจะยกไปนั้นให้กิติศัพท์ฦาว่า สิ้นเทศกาลนาแล้วถึงกำหนดตนกูปะษาจะพาครอบครัวสมัคพรรคพวกขึ้นมาเมืองหนองจิก เจ้าพระยานคร พระยาสงขลา ให้พระยาเสนหามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ลงมาช่วยพระยาไชยาท้ายน้ำรับครอบครัวตนกูปะษาจ่ายเสบียงอาหารมิให้ขัดสน หลวงพิพิธภักดีรับท้องตรากราบถวายบังคมลาไปจากกรุงเทพ ฯ ณวันจันทรเดือนหกแรมแปดค่ำปีขานจัตวาศก วางท้องตราเมืองนคร ศรีธรรมราช เมืองสงขลา แล้วไปเมืองกลันตัน พระสุนทรนุรักษ์คุมไพร่เมืองสงขลาไปถึงเมืองกลันตัน ณวันพุฒเดือนแปดอุตราสาธขึ้นสี่ค่ำปีขานจัตวาศก พระยาเสนหามนตรีคุมไพร่เมืองนครศรีธรรมราชไปถึงเมืองกลันตัน ณวันเสาร์เดือนแปดอุตราสาธแรมแปดค่ำปีขานจัตวาศก ได้ปฤกษาราชการเมืองกลันตันพร้อมด้วยพระยาไชยาท้ายน้ำ ว่ากล่าวตนกูปะษาก็อ่อนน้อมยอมมาเมืองหนองจิก ณวันจันทร์เดือนสิบขึ้นแปดค่ำปีขานจัตวาศก ตนกูปะษาได้พาครอบครัวออกเดินมาจากเมืองกลันตันเปน๑๓๘๘ครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๖๘๖๓ คน การซึ่งรับส่งตนกูปะษาครั้งนี้ พระยาตรังกานูจัดเรือช่วยรับส่งตนกูปะษา ๓๐ ลำ ช้างเมืองสงขลา ๕๐ ช้าง ตนกูปะษา ๕

๑๒๙ รวม ๕๕ ช้าง แม่กองละไมเมืองสายคุมไพร่ ๑๐๐ คนนำไปน่าพระยาระแงะคุมไพร่ ๑๐๐ คนไปข้างหลัง พระยาไชยาท้ายน้ำไปส่งถึงบ้านตุมปัต ให้ขุนหมื่นไปส่งจนพ้นเขตรแดนเมืองกลันตัน พระยาบาโหงย ตนกูหลงฮามัด กลับไปรับครอบครัวณเมืองตรังกานูตามตนกูปะษามาอยู่ที่เมืองหนองจิกด้วยกัน พระยาบาโหงย ๑ ตนกูหลงฮามัด ๑ ถึงแก่กรรมณเมืองหนองจิก เมื่อตนกูปะษามาจากเมืองกลันตันแล้ว ดูกิริยาพระยาจางวาง รายมุดา ตนกูศรีอินดารา ก็อ่อนน้อมต่อพระยากลันตัน พระยาเสนหามนตรี จึงหาตัว พระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา มาณค่ายแล้วยึดตัวไว้ว่าจะพาเข้ามาณกรุงเทพ ฯ พระยาจางวาง รายามุดา ตนกูศรีอินดารา ก็ยอมจะเข้ามาโดยปรกติ พระยากลันตันจึงได้มาอ้อนวอนขอ รายามุดา ตนกูศรีอินดารา ต่อพระยาเสนหามนตรีไว้ช่วยทำราชการที่เมืองกลันตัน พระยาเสนหามนตรีเห็นว่า รายามุดา ตนกูศรีอินดารา เปนผู้น้อยก็ให้พระยากลันตันไว้ พระยาเสนหามนตรีพา พระยาจางวาง ๑ ตนกูสุหลง ๑ ตนกูกะจิ ๑ ตนกูสะนิ ๑ แขก ๕ ไพร่ ๓๓ รวม ๔๒ คน กับหวันหะนุ เจะหวัง แขกในพระยากลันตันให้คุมทองคำทรายหนัก ๒ ชั่งแขก ของถวายเข้ามาด้วยพระยาเสนหามนตรี ถึงเมืองนครศรีธรรมราชณวันอังคารเดือนสิบเอ็ดแรมสิบสามค่ำปีขานจัตวาศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจึงมีใบบอกให้พระยาเสนหามนตรีพาพระยาจางวาง นายไพร่ ๔๒ คน กับหวันหะนุ เจะหวัง เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แล้ว

๑๓๐ โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาจางวางกับสมัครพรรคพวกออกไปอยู่ณเมืองนครศรีธรรมราช ตนกูปะษาอยู่ณเมืองหนองจิกได้ ๓ ปี ณปีมะเสงสัปตศก จุลศักราช ๑๒๐๗ ปี พระยาตานีป่วยถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งตนกูปะษาเปนที่พระยาตานี ตนกูเปนพระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการพระยาตานีจึงพาสมัคพรรคพวกไปอยู่เมืองตานีบ้าง ยังตกค้างอยู่เมืองหนองจิกบ้าง พระยาตานีกับพระยากลันตัน กลับมีความนับถือรักใคร่กันเหมือนแต่ก่อน พระยาตานีได้ขอตนกูจีบุตรหญิงของพระยา กลันตัน ให้เปนภรรยาตนกูปูแตะบุตรพระยาตานีคนหนึ่ง ครั้นแต่งงานแล้วตนกูปูแตะรับมาอยู่ณเมืองตานี ณปีฉลูเบญจศกจุลศักราช ๑๒๑๕ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยายะหริ่งป่วยถึงแก่กรรม โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระยาจางวางไปเปนที่พระยายะหริ่ง ตั้งตนกูสุหลงบุตรผู้ใหญ่เปนที่หลวงสุนทรรายาผู้ช่วยราชการเมืองยะหริ่ง พระยายะหริ่งจึงพาบุตรกับแขกนายไพร่ไปอยู่เมืองยะหริ่ง ครั้นพระยายะหริ่งป่วยถึงแก่กรรมแล้ว หลวงสุนทรรายาบุตรหลานพาสมัคพรรคพวกกลับไปอยู่ด้วยพระยากลันตันณเมืองกลันตัน ณปีมะโรงอัฐศกจุลศักราช ๑๒๑๘ พระยาตานีตนกูปะษาป่วยถึงแก่กรรม พระยาตานีมีบุตรชายชื่อ ตนกูปูเตะ ๑ ตนกูมะเดาะ ๑ ตนกูนีดอระฮัน ๑ ตนกูสบาสุ ๑ รวม ๔ คนอยู่ณเมืองตานี โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ตนกูปูเตะบุตรผู้ใหญ่เปนที่พระยาตานี ทำราชการแทน

๑๓๑ บิดาสืบต่อไป พระยาตานีแลภรรยาได้ไปมาเยี่ยมเยียนพระยากลันตันมิได้ขาด พระยากลันตันได้รับบุตรพระยาตานี ชื่อตนกูปะษาซึ่งเปนหลานนั้นไปอยู่เมืองกลันตัน พระยาตานีได้บุตรหญิงพระพิพิธภักดี เปนภรรยาคนหนึ่ง ณปีมะแมเอกศกจุลศักราช ๑๒๒๑ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ด้วยกระบวนเรือพระที่นั่งกลไฟ ทอดพระเนตรหัวเมืองปักษ์ใต้ชายทะเลไปถึงเมืองตานีเมื่อเสด็จประทับณพลับพลาแหลมสนเมืองสงขลา พระยากลันตันพา ตนกูปะษาผู้บุตรเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายตัว จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตร ตั้งตนกูปะษาเปนที่พระรัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ ผู้ช่วยราชการเมืองกลันตัน ณปีมะเสงเอกศกจุลศักราช ๑๒๓๑ ในรัชกาลที่ ๕ ฯ พณ ฯ เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จัดเรือกลไฟชื่อประพาศอุดรสยามให้หลวงโกชาอิศหาก เปนข้าหลวงออกไปรับพระรัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เรือประพาศอุดรสยามไปจากกรุงเทพ ฯ ณวันพฤหัศบดีเดือนเจ็ดขึ้นสองค่ำปีมะเสงเอกศก กลับมาถึงกรุงเทพ ฯ วันอาทิตย์เดือนเจ็ดแรมสิบสองค่ำปีมะเสงเอกศก เปนจำนวนคนเมืองกลันตัน พระรัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ ๑ ตนกูพี่น้อง ๔ ศรีตวันกรมการ ๓๒ กับตันจีน ๒ ไพร่จีน ๗ ไพร่แขก ๒๐ รวม ๗๐ คนเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท


๑๓๒ ณวันจันทร์เดือนแปดขึ้นหกค่ำปีมะเสงเอกศก โปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรให้พระรัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ เปนพระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ ประเทศราชนฤบดินทร์สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการแทนพระยากลันตัน พระราชทานดาบฝักทองเล่ม ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้เรือประพาศอุดรสยาม ไปส่งพระรัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศออกจากกรุงเทพ ฯ ณวันพุฒเดือนแปดบุรพาสาธขึ้นแปดค่ำปีมะเสงเอกศก กลับมาถึงกรุงเทพ ฯ ณวันเสาร์เดือนแปดอุตราสาธขึ้นสองค่ำปีมะเสงเอกศก ณปีชวดอัฐศกจุลศักราช ๑๒๓๘ กำหนดแขกเมืองประเทศราชส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย พระยา กลันตันแต่งให้หวันบาหยา นายไพร่คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณา การเข้ามา แลมีใบบอกมาว่าพระยากลันตันแก่ชราขอมอบราชการบ้านเมืองให้พระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ ทำต้นไม้ทองเงินจัดเครื่องราชบรรณาการแทนพระยากลันตันต่อไป ครั้นแขกเมืองกราบถวายบังคมลา โปรดเกล้า ฯ มีท้องตราพระคชสีห์ตอบถึงพระยากลันตันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระยากลันตันแก่ชราแล้ว จะทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงพระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศขึ้นเปนเจ้าเมือง จะโปรดเกล้า ฯ เพิ่มยศพระยากลันตันขึ้นเปนจางวางเมืองกลันตัน ให้พระยากลันตันปฤกษาญาติพี่น้องศรีตวันกรมการ ถ้าเห็นดีพร้อมกันก็ให้มีหนังสือบอกเข้ามาให้ทรงทราบ

๑๓๓ พระยากลันตัน รายามุดา พระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศจึงมีหนังสือบอกให้หวันมุดานายไพร่ ถือมาทางเมืองนครศรีธรรม ราช ๆ ส่งเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ มีความว่าพระยากลันตัน รายามุดา พระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศ ปฤกษาญาติพี่น้องเห็นชอบพร้อมกันแล้ว แต่พระยากลันตันสั่งหวันมุดามานอกหนังสือบอกให้กราบเรียน ฯ พณ ฯ ที่สมุหพระกลาโหมว่า ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มยศบรรดาศักดิ์ขึ้นนั้นพระเดชพระคุณเปนล้นเกล้าฯ แต่อักษรว่าจางวางนั้นขอเปลี่ยนให้เปนอย่างอื่น ฯ พณ ฯ ที่สมุหพระกลาโหมได้ทราบแล้ว นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานกรมพรอาลักษณ์ แต่งนามลงในสัญญาบัตร ว่าพระยาเดชานุชิตมหิศรายานุกูลวิบูลย์ภักดี ศรีสุลต่านมะหมัดรัตนธาดามหาปธานาธิการ ผู้กำกับดูแลผิดแลชอบในราชการเมืองกลันตันเสร็จแล้ว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระอมรวิไสยสรเดชเจ้ากรมทหารปืนใหญ่ กับพระยาราชวังสรรค์จางวางกรมอาษาจาม พระเสนหามนตรีผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราช เปนข้าหลวงไปด้วยเรือรบชื่อพิทยัม รณยุทธ เชิญสัญญาบัตรแลท้องตราตั้งพระยากลันตันเปนที่พระยาเดชานุชิต พระยารัษฎาธิบดีบุตรบุรุษย์พิเสศเปนที่พระยากลันตัน ณเมืองกลันตัน เรือรบใช้จักรออกจากกรุงเทพ ฯ ณวันอาทิตย์เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำปีชวดอัฐศก พระราชทานตั้งเสร็จแล้วกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ ณวันพฤหัศบดีเดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำปีฉลูนพศก