ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๔

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๔

ว่าด้วยหนังสือสัญญาค้าขาย ระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

นายเรือโทสุวรรณ ศุภสมุทร พิมพ์ในงารปลงศพ นายหลี ศุภสมุทร ผู้เปนบิดา เมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๖๙


พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร คำนำ ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ บรรณารักษ์พิเศษแลเลขานุการฝ่ายประเทศแห่งราชบัณฑิตยสภา ออกไปเยี่ยมบ้านเมืองที่กรุงปารีส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ไปพบจดหมายอักษรแลภาษาไทย ๒ ฉบับ หนังสือสัญญา ๑ ฉบับ เปนหนังสือราชการเขียนแลทำในแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช จึงขอถ่ายรูปมาให้ไว้ในหอพระสมุดสำหรับ พระนคร ภายหลังได้เรียบเรียงเปนเรื่องราวประกอบเปนภาษาอังกฤษ ส่งไปลงพิมพ์ไว้ในหนังสือของสยามสมาคม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ แถลง ความมุ่งประโยชน์ซึ่งเปนข้อใหญ่ใจความ คือพิมพ์จำลองรูปอักษร ซึ่งเปนอักขรวิธีที่ใช้กันในสมัยนั้นให้ได้เห็นกันแพร่หลาย กับให้ทราบสำนวนโวหารการแต่งหนังสือแลความคิดในสมัยนั้นบางส่วน หนังสือซึ่งศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ แต่งเปนอังกฤษนั้น รองอำมาตย์ตรี สิน เฉลิมเผ่า ผู้ช่วยบรรณารักษ์แพนกต่างประเทศ แปลเปนภาษาไทยให้ไว้ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ อ่านตรวจคำแปลรายงานว่าถูกต้องตามความหมายของศาสจารย์ ยอช เซเดส์ ทุกประการแล้ว คำแปลนี้จึงได้รวมไว้ ในจำพวกหนังสือสำรองพิมพ์เรื่อง ๑ เมื่อมีโอกาศจะได้จัดการพิมพ์ ให้แพร่หลาย




ข บัดนี้นายเรือโท สุวรรณ ศุภสมุทร จะทำการปลงศพสนองคุณ นายหลี ศุภสมุทร ผู้เปนบิดา มาขออนุญาตพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ กรรม การเห็นควรจึงอนุญาตให้พิมพ์ตามประสงค์ อนึ่งเจ้าภาพได้เรียงประวัติของผู้มรณะส่งมาขอให้พิมพ์ไว้ในหนังสือนี้เป็นเครื่องระลึกด้วย จึงได้นำลงพิมพ์ไว้ต่อท้ายคำนำนี้ไป

อุปนายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๙








ประวัติ นายหลี ศุภสมุทร์

ด้วยการที่จะเรียบเรียงประวัติ นายหลี ศุภสมุทร์ ให้ละเอียด มีอุปสัคอยู่ ๒ ข้อ คือ ๑.ด้วยพี่น้องญาติที่ใกล้เคียงโดยมาก เปนผู้ที่ตั้งภูมิลำเนา ในประเทศจีนจะมีเหลืออยู่บ้างในประเทศสยามนี้ ก็หาผู้ที่ทราบความเก่าแก่ได้โดยยาก ๒. เปนเวลากระชั้นที่ได้ตกลงจัดปลงศพ จึงจำต้องสืบได้ ความเท่าที่ทราบได้ง่ายๆ แลไม่มีข้อสังสัย จากผู้นั้นบ้างผู้นี้บ้างเท่าที่ จะสืบได้พอเปนสังเขป นายหลี ศุภสมุทร์ เปนบุตร์ของนายชุ ฯ นามจีนเรียกว่า กก เลี่ยงกง แซ่ฉั่ว หรือเรีอกว่า ฉั่วกกเลี่ยงกง ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไป แล้ว เมื่อขณะนายหลีฯ มีอายุได้ ๒๘ ปี นายชุฯ เปนบุตร์คนที่ ๒ ของท่านฉั่วอังเพ่งคง ครั้งนั้นได้รับตำแหน่งเปนผู้สำเร็จราชการฝ่ายทหาร ในมณฑลกึงตัง จังหวัดเฮียงซัวกุยเฮียกติ่งฮู้ แต่ได้ถึง แก่กรรมไปก่อนที่นายชุฯ เข้ามาอยู่ในประเทศสยาม นายชุฯบิดานายหลี ฯ เคยรับราชการเปนทหารประจำที่มณฑลกึงตัง จังหวัดเฮียงซัวกุยเฮียกติ่งฮู้ ภายหลังได้เปลี่ยนอาชีวะออก จากราชการทหาร เข้ามาทำมาหากินค้าขายอยู่ในประเทศสยาม แล ได้แต่งงานกับนางหมา ฯ ซึ่งเปนมารดาของนายหลี ที่จังหวัดสมุท


ค สงคราม ตำบลแม่กลอง เกิดบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นางบาง ประไพวงษ์ ๑ นายหลี ศุภสมุทร ๑ แต่นางบาง ฯ ได้ถึงแก่กรรมไป ก่อนแล้ว นายหลี ฯ เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตำบลแม่กลอง เกิดเมื่อ ปีระกา เดือน ๑๑ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำตรงกับวันที่ ๒๕กันยายน พ.ค.๒๔๑๖เมื่อนายไทยหลีมีอายุได้ ๑๐ ปี ได้อุปสมบทเปนสามเณร ศึกษาวิชาภาษาไทยอยู่กับท่านอาจารย์จิ๋ว วัดใหญ่ ตำบลแม่กลอง พอมีความรู้อ่านออกเขียนได้ก็ลาออกมาช่วยบิดามารดาทำกิน ครั้นอายุได้ ๑๗ ปี เพื่อนชักชวนให้ไปทำงานอยู่กับขุนบานเฮี้ยนซึ่งนับแต่คั่นนี้เปนต้นไป นายหลีได้พยายามทำงานอยู่กับขุนบานเฮี้ยนเปนอย่างดี คั้นต่อมาได้แต่งงานกับนางทองย้อย ศุภสมุทร ที่ตึกขุนบานเฮี้ยนตำบลตลาดพลูในคลองบางหลวงจังหวัดธนบุรีซึ่งเวลานั้นนางทองย้อย ฯ มาอยู่กับน้าผู้หญิงซึ่งเปนเอกภรรยาของขุนบานเฮี้ยน นายหลีกับนางทอย้อยได้อยู่กินเปนสามีภรรยากันมา ๓๕ ปี มีบุตรด้วยกันหลายคน แต่ที่ยังมีชีวิตรอยู่คือ นายเรือโท สุวรรณ ศุภสมุทร เวลานี้รับราชการอยู่ในกระทรวงทหารเรือ แลนางอรุณ ศุภสมุทร แต่ได้แต่งงานไปแล้ว กับ ร.อ.ท. หลวงอาคารพาณิชยกรรม (ฟุ้ง อำไพวณิช) ซึ่งยังรับ ราชการอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง นายหลีเปนผู้มีนิสัยใจคอกว้างขวางกล้าได้กล้าเสียในสิ่งที่พอใจ แต่พอใจในการทำมาหากินเป็นพ่อค้ามากกว่าอื่น ซึ่งได้เริ่มพยายาม ฆ ฝึกฝนมา นับตั้งแต่เมื่อมีอายุได้ ๑๗ ปี รวมความว่านายหลีได้พยายามทำงานอาบเหงื่อนต่างน้ำมาจนบรรลุถึงบัดนี้ นายหลีฯเคยทำโรงบ่อนเบี้ย,โรงต้มกลั่นสุรา, ภาษีจันอับ , ภาษีฝิ่นฯลฯ ซึ่งนับแต่มีถานะเปนลูกจ้าง, เปนผู้จัดการ แลเปนเจ้าของ โดยอาศัรยในความกตัญญูกตเวที ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗นายหลี ฯ ได้ไปอาศรัยพึ่งพระบาระมีอยู่ในความอุปถัมภ์ของนายพลเรือเอก พระเจ้า พี่ยาเธอ กรมขุนสิงหวิกรมเกรียงไกรเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งนับว่านายหลีฯเปนผู้ที่กระทำตนให้เปนที่ต้องด้วยพระอัธยาศรัยเสมอทรงโปรดปรานใช้สอยในกิจการงานต่าง ๆ ส่วนพระองค์ จนเปนที่ไว้ วางพระทัยได้อย่างดี นายหลี ฯ ได้รับใช้สอบฉลองพระเดชพระคุณ อยู่จนตราบเท่าถึงความอนิจกรรม เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๙ โดยเปนโคลมเส้นโลหิตแตก ณที่ทำงานตึกแถวข้าง ห้างเอส.เอ.บี เลขที่๘๓๒ ช.๘๓๒ ซ.ยี่ห้อลี่เซ้งเขียนเปนภาษาจีนอ่านว่า ฉั่วหลีเซ้ง ถนนวรจักร อำเภอสามยอด คำนวณอายุได้ ๕๒ ปี ๙ เดือน ๑๕ วัน ทั้งนี้ย่อมเปนที่สลดใจ อาลัยถึงของบรรดาญาติมิตรทั่วไปเปนอันมาก.




ว่าด้วยหนังสือสัญญาค้าขาย ระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ____________________ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๐๗ ถึง พ.ศ. ๒๒๓๑ ประเทศสยามได้ทำการติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ในทวีป ยุโรปอยู่หลายคราว ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๒๓ ไปจนสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงแต่งทูตออกไปยังเมืองฝรั่งเศสถึง ๓ คราว แลพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสในเวลานั้น ก็ได้ทรงแต่งทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศสยามรวมถึง ๒ ครั้ง การที่ประเทศทั้งสองได้มีการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันเช่นนั้น ก็ย่อมเปนธรรมดาอยู่เองที่ต่างฝ่ายจะต้องมีหนังสือสำคัญ ๆ เกิดขึ้นฝ่ายละหลาย ๆ ฉบับ มีจดหมาย รายงารท แลใบบอก ฯลฯ เปนต้น ทางประเทศสยามนี้ เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาได้มาถูกพม่าเผาเสีย เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ สรรพหนังสือสำคัญต่าง ๆ เหล่านั้น จึงได้เปนอันตรายสาบสูญเสียหมด แต่ยังดีอยู่หน่อยหนึ่งที่หนังสือ ต่างๆซึ่งแสดงถึงการเกี่ยวข้องระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศสเปนต้นว่าหนังสือที่เมืองไทยส่งไปให้ฝรั่งเศสก็ดี หรือต้นร่างหนังสือ ที่ฝรั่งเศสมาเมืองไทยก็ดีนั้น เวลานี้ทางประเทศฝรั่งเศสยังเก็บไว้ ๑


๒ พร้อมบริบูรณ์ที่เมืองปารีส ในสถานที่ต่าง ๆ กันรวม ๓ แห่ง คือ บันดาต้นร่างจดฟหมายแลต้นร่างหนังสือคำสั่งต่าง ๆ ของฝ่ายฝรั่งเศส ที่จะส่งมาเมืองไทยนั้นเก็บไว้ที่คลังหนังสือกระทรวงการต่างประเทศแห่งหนึ่งแต่หนังสือประเภทนี้มีไม่มากฉบับนัก (Vol. Asie 2, Asie 3, Asie 4, Asie 6) สำเนาจดหมายที่ส่งมาเมืองไทยก็ดี จดหมายที่ได้ รับตอบไปจากเมืองไทยก็ดี ได้แยกเก็บไว้เปนสองแห่งที่คลังหนังสือกระทรวงการทหารเรือแห่งหนึ่ง (คลังนี้ได้รวมกับคลังหนังสือของประเทศแล้ว Series B I. vol. 39, 40, B.2 , vol. 51 seq, B4, Vol II, 32,133.150), กับคลังหนังสือกระทรวงการประเทศราชอีก แห่งหนึ่ง (Vol. CI. 22 to 27, and Orientale 52) ส่วนหนังสือ สัญญาค้าขาย แลจดหมายของทูตสยาม ซึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้พบที่กระทรวงการประเทศราชที่กรุงปารีส ก่อนที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงหนังสือสัญญาจดหมายเหล่านั้น ข้าพเจ้าจะขอเล่าถึงการเกี่ยวข้องระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๐๗ ถึง พ.ศ.๒๒๓๑ เสียก่อน ในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอ เล่าพอเปนสังเขป ด้วยว่าเหตุการณ์ในยุคนี้ได้มีปรากฏในหนังสือของ มองสิเออร์ ลูเซียน ลันเย ชื่อว่า เอจู๊ด ฮสตอรค ซูร์ แล เรอลา สิออง เดอลา ฟรางส์ เอ ดู โรโยม เดอ เซียม (ว่าด้วยการเกี่ยวข้อง ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับพระราชอาณาจักร์สยาม) เรื่อง ๑ ซึ่งพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ นั้นแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้ถือเอาหนังสือเอกสาร

๓ ทั้งสิ้น ซึ่งเก็บอยู่ณสถานที่ทั้ง ๓ แห่ง ที่กรุงปารีสนั้นเปนหลักฐาน นอกจากหนังสือของมอสิเออร์ ลูเซียน ลันเย ผู้นี้แล้ว ยังมีหนังสือของบาดหลวง อาแอฟ อาเดรียน ลอเนย์ ชื่อว่า อีสตัวร์ เดอลา มิสสิออง เดอเซียม (เรื่องบาดหลวงฝรั่งเศสมาเมืองไทย) ซึ่งพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ อีกเรื่องหนึ่ง หนังสือเรื่องนี้ได้กล่าวถึงเรื่องมิซชันนารีฝรั่งเศสเข้ามายังประเทศสยามไว้โดยเลอียดพิสดาร แลรวบรวมจดหมายแลบันดาเอกสารต่าง ๆ ซึ่งสมาคมสาสนาทูตต่างประเทศ ที่กรุงปารีสได้เก็บไว้มาพิมพ์ลงในหนังสือนั้นอีกด้วย ในที่นี้ข้าพเจ้าจึง ขอเล่าแต่ตอนสำคัญ ๆ แลโดยย่อ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบเรื่องหนังสือสัญญาแลจดหมายทั้งสองฉบับ ซึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ติดต่อมา ตั้งแต่ต้น เหตุที่ประเทศสยามได้มีการเกี่ยวข้องกับประเทศฝรั่งเศสในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์นั้น ก็เนื่องมาจากพวกมิซชันนารีฝรั่งเศสก่อน คือมีมิซชันนารีฝรั่งเศสชุดหนึ่ง มีมองเซนเยอร์ ปาลู บิชอบเอลิโอโปลิส กับมองเซนเยรอ์ เดอ ลามอธ ลัมแบร์ต บิชอบ เบริธ เปนหัวหน้าได้เข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๒๐๕ นับว่าเปนมิซชันนารีชุดแรกที่ได้มาเมืองไทย แต่การที่มาในครั้งนั้น _________________________________________________________ (๑) หนังสือ ๒ เรื่องที่ระบุชื่อมานี้ หอพระสมุดสำหรับพระนครได้เลือกแปลตอนที่สำคัญ ๆ ออกเปนภาษาไทยแล้ว พิมพ์อยู่ในหนังสือหมวดประชุมพงศาวดาร

๔ หามีเรื่องราวทางราชการปรากฎไม่ ต่อมาอีกจนถึง พ.ศ. ๒๒๑๖ การเกี่ยวข้องในทางราชการระหว่าง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระเจ้า หลุยที่ ๑๔ จึงได้เกิดขึ้น คือมองเซนเยอร์ ปาลู ซึ่งเข้ามาเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๕ นั้น ได้กลับออกไปประเทศยุโรป แลได้ไปเฝ้าโป๊ป ที่กรุงโรม เพื่อปรึกษาในเรื่องการสาสนา เมื่อกลับเข้ามาเมือง ไทย ได้เชิญพระราชสาสนของพระเจ้าหลุย แลศุภอักษรของโป๊ป พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ เข้ามาถวายสมเด็จพระนารายณ์ด้วย เพื่อเปนการแสดงความขอบพระทัยที่ได้ทรงอุปการะบันดามิชชัน นารีทั้งหลายที่มาอยู่ในเมืองไทยให้ได้รับความน่มเย็น ประเทศสยาม กับประเทศฝรั่งเศสจึงได้เริ่มเกี่ยวข้องกันตั้งแต่นั้นมา ต่อมาเมื่อบริษัทค้าขายฝรั่งเศส แพนกอินเดียตวันออก ซึ่งท่านเสนาบดี กอลแบร์ต ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๗ เพื่อแข่งขันการค้าขาย กับบริษัทฮอลันดา ได้ทราข่าวว่าพวกมิชชันนารีฝรั่งเศสซึ่งอยู่ใน เมืองนี้ได้รับความสุขสบาย ก็คิดเห็นเปนโอกาศเหมาะที่จะเข้ามา ตั้งห้างค้าขายในเมืองไทย ที่สุดตั้งห้างขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาได้ห้างหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๓ นับว่าเปนห้าวค้าขายฝรั่งเศสห้างแรกที่มาตั้งในเมืองไทย ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ ครั้นทรงเห็นว่ามีพ่อค้าฝรั่งเศสเข้ามาทำการค้าขายถึงเมืองไทย แลทรงทราบข่าวที่พระเจ้าหลุยส์ได้ไชยชนะสงคราม จึงทรงแต่งทูตชดหนึ่งออกไปเจริญทางพระราชไมตรี


๕ กับประเทศฝรั่งเศสที่เมืองแวร์ไซย นับว่าเปนทูตไทยชุดแรกที่ไปเมืองฝรั่งเศส ทูตานุทุตที่ไปในครั้งนั้น คือ ออกญาพิพัฒน์ราชมไตรี ออกหลวงซรีวิสารสุนทร ออกขุนนครวิไชย กับข้าราชการคนไทยอีกกว่า ๒๐ คน คณะทูตได้ออกเดิรทางจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓ แต่เรือที่พาทูตไปนั้นหาได้ไปถึงเมืองฝรั่งเศสไม่ ไปถูกพายุเปนอันตรายแตกเสียที่ฝั่งตวันออกของเกาะมาดากาสการ์ เหตุร้ายเรื่องนี้ ไม่ทราบมาถึงเมืองไทยเลย จนเวลาล่วงมาอีกถึง ๓ ปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๒๕ กรุงศรีอยุธยาได้รับพระราชสาสนจากพระเจ้า หลุยที่ ๑๔ อีกฉบับหนึ่ง ทางเมืองไทยจึงทราบเรื่องว่า ทูตที่ออกไป คางแรกนั้นหาได้ไปถึงเมืองฝรั่งเศสไม่ เมื่อการเปนดังนั้น สมเด็จพระนารายณ์ จึงได้ทรงแต่งทูต ออกไปยังประเทศฝรั่งเศสอีกคราวหนึ่ง นับว่าเปนทูตครั้งที่ ๒ ทูต ที่ออกไปครั้งนี้เพื่อจะได้ไปสืบข่าวทูตครั้งแรก แลเชิญพระราชสาสนเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าหลุยแลนำของไปพระราชทานแก่ท่านเสนาบดีกอลแบร์ตด้วย ทูตานุทูตในครั้งที่ ๒ นี้เปนข้าราชการไทย ๒ คน นอกจากนั้นยังมีบาดหลวงวาเชดเปนมิซชันนารีฝรั่งเศสตามออกไปด้วยอีกคนหนึ่งคณะทูตได้โดยสานเรืออังกฤษออกจากเมืองไทยเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๒๒๖ ไปขึ้นที่ท่าเมืองมาร์เกทท่าเรือประเทศอังกฤษ แล้วเดิร ทางไปเมืองลอนดอน พักอยู่ลอนดอนได้ไม่ช้านัก ก็ข้ามมาประเทศ

๖ ฝรั่งเศส อยู่ที่ฝรั่งเศสจนถึงวันที่๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๗ จึงได้กลับเมืองไทย ทูตครั้งนี้มีชื่อเสียงเหมือนครั้งหลังซึ่งเปนครั้งที่ ๓ ที่ได้ ออกไปยังประเทศฝรั่งเศสในปีต่อมานั้นไม่ บาดหลวง อาฟ วาเวต ผู้ได้เดิรทางไปด้วยนั้น ได้จดหมายเหตุเรื่องราวของทูตครั้งที่ ๒ นี้ไว้ โดย เลอียดเรื่องราวเหล่านั้นมีปรากฎอยู่ในหนังสือของบาดหลวง อาฟ ลอเนย์ ซึ่งได้พิมพ์ขึ้นเมื่อง พ.ศ.๒๔๖๓ นั้นแล้ว ชื่อของคณะทูตครั้งที่ ๒ นี้ยังหาทราบไม่ เท่าที่ทราบกันอยู่ก็แต่เพียงว่าเปนข้าราชการชั้นผู้น้อย ในทางสติปัญญาแลกิริยามารยาทก็ผิดกับทูตครั้งหลัง ซึ่งได้รับความชมเชย จากชาวฝรั่งเศสเปนอันมาก ทูตครั้งที่ ๒ นี้ได้รับความลำบากต่าง ๆ ในขณะเมื่ออยู่ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากตนขาดไหวพริบในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเข้าใหม่ ๆ การที่ทูตไทยออกไปยังประเทศฝรั่งเศสในครั้งที่ ๒ นั้น เกิดผล อย่าง ๑ คือ เปนเหตุให้ฝรั่งเศสส่งทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรียังพระราชสำนักสยาม นับว่าเปนทูตฝรั่งเศสครั้งแรกที่ได้เข้ามาเมืองไทย มีมองสิเออร์ เลอ เชอวาเลีย เดอ โชมอง เปนราชทูตคุมมา แลมี มองสิเออร์เดอ ชัวสี มองสิเออร์ เชอวาเสีย เดอ ฟอรแปง บาทหลวง ตาชาร์ต กัมีพวกเยซูอิต แลพวกขุนนางหนุ่ม ๆ อีกหลายคนเดิรทาง เข้ามาด้วย ทูตฝรั่งเศสครั้งที่ ๑ นี้ได้ออกเดิรทางจากเมืองเบรสต ท่าเรือประเทศฝรั่งเศสแต่วันที่๓มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๗ มาถึงปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ เมื่อกลับไปถึงเมืองฝรั่งเศสแล้ว


๗ ได้เขียนเรื่องราวต่าง ๆ แลพิมพ์ไว้จากเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นเอง เราจึงทราบถึงระยะทางของเขาได้เปนวัน ๆ ไป แลจนตลอดถึง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เขาได้มาพบในเมืองไทย ทูตฝรั่งเศสชุดนี้เมื่อมาถึงเมืองไทย ทางฝ่ายเมืองไทยได้ ต้อนรับอย่างเอิกเกริก แลได้มีการแลกเปลี่ยนเครื่องราชบรรณาการ อันมีค่าต่อกัน แลการที่ทูตฝรั่งเศสเข้ามาครั้งนั้น มีความมุ่งหมายมา ทำการเผยแผ่สาสนาเปนข้อใหญ่ แลถ้ามีโอกาสเหมาะก็จะได้เลยชักชวนสมเด็จพระนารายณ์ ให้ทรงถือสาสนาคริสเตียนเสียด้วยทีเดียวตลอดไปจนถึงขอทำการค้าขายติดต่อด้วย ความประสงค์ของทูตในข้อแรก คือ คิดจะทำการขยายสาสนานั้น มีผลดี คือสมเด็จพระนารายณ์ทรงทำหนังสือสัญญาฉบับ ๑ ยอมให้ บันดามิซชันนารีฝรั่งเศสทำการสอนสาสนาได้ทั่วพระราชอาณาจักรสัญญาฉบับนี้ทำที่เมืองลพบุรี เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๘ความประสงค์ที่จะเข้ามาจัดการค้าขายก็เปนผลดีเหมือนกัน คือเมื่อวันที่ ๑๑ ในเดือนธันวาคม นั้นเอง บริษัทอินเดียตวันออกได้หนังสือสัญญาฉบับหนึ่ง อนุญาตให้เข้ามาทำการค้าขายในเมืองไทยนี้ได้ โดย _________________________________________________________ (๑) หนังสือสัญญาเรื่องนี้ ฉบับภาษาไทยมีอยู่ที่หอพระสมุดสำหรับ พระนคร ส่วนฉบับที่ได้แปลออกเปนภาษาฝรั่งเศสกับอังกฤษนั้น พิมพ์ อยู่ในหนังสือสเตด เปเปอร์ ออฟ เดอะ คิงดอม ออฟ สยาม (หนังสือราชการของราชอาณาจักร์สยาม ) ค.ศ. ๑๖๖๔- ๑๘๘๖ หน้า ๒๓๙

๘ ไม่ต้องเสียภาษีสินค้าทั้งขาเข้าแลขาออก แต่มีข้อจำกัดแขงแรงอยู่ข้อหนึ่งว่าสินค้าต่าง ๆ บริษัทจะต้องไปซื้อที่คลังหลวงแต่แห่งเดียว ผู้จัดการบริษัทอินเดียในเมืองไทยมีอำนาจปกครองบังคับคนใช้ของบริษัทได้ตามความพอใจ นอกจากนี้บริษัทยังได้รับอนุญาตให้ทำการค้าขายดีบุกในเมืองถลางได้แต่ผู้เดียว มีตั้งห้างค้าขายแลสร้างโรงงารที่เมือง นั้นได้ เเลที่เมืองสงขลาก็อนุญาตให้ทำการค้าขายเเลสร้างป้อมได้ แต่การที่รัฐบาลไทย ยอมยกสิทธิในสิ่งสำคัญๆ ให้แก่บริษัทอินเดียตวันออกโดยมิได้รับสิ่งใดเปนเครื่องตอบแทนเลยเช่นนั้นแล้ว ก็ยังหาเปน ที่พอใจแก่กรรมการบริษัทนั้นไม่ ดังจะเห็นได้จากหนังสือสัญญาค้าขายฉบับหลังทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๑ ซึ่งข้าพเจ้าได้พบต้นฉบับที่เมืองปารีสแลพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ เมื่อได้กล่าวถึงกิจการของทูตฝรั่งเศสครั้งแรก ที่ได้มากระทำการในระหว่างที่อยู่ในเมืองไทยนั้นแล้ว จะได้เล่าถึงตอนเขาเดิรทาง กลับต่อไป มองสิเออร์ เลอ เชอวาเลีย เดอ โชมอง ราชทูตกับพวกพัก อยู่ในเมืองไทย ๓ เดือน พอถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ ก็เดิรทางออกจากกรุงศรีอยุธยากลับประเทศฝรั่งเศสไปถึงเมืองเบรสตวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๒๒๙ เมื่อทูตฝรั่งเศสจะกลับครั้งนั้น สมเด็จพระนารายณ์ ได้ทรงแต่งทูตอีกชุดหนึ่งออกไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุย เพื่อเปนคำตอบแทนที่ฝรั่งเศสได้มีทูตมาเมืองไทย


๙ ทูตไทยไปฝรั่งเศสครั้งนั้นเปนครั้งที่ ๓ แลในเที่ยวนั้นมีบุตรข้าราชการคนไทยตามออกไปศึกษาวิชาที่ฝรั่งเศสอีก ๑๒ คน ทูตานุทูตเดิรทางออกจากประเทศสยามพร้อมกับมองสิเออร์ เลอ ชวาเลีย เดอโชมอง ได้ไปถึงเมืองฝรั่งเศส ไปขึ้นที่เมืองเบรสต์แล้วก็เดิรทางต่อไปจนถึง เมืองนังต์ เมืองออเลอัง เมืองฟองแตนบโล แลที่สุดถึงกรุงปารีส ได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากลุยที่พระราชวังแวร์ไซย แลได้ไปเที่ยวตามสถาน ที่ ๆ น่าชมอีกหลายแห่งในกรุงปารีส แลได้ไปชมเมืองแฟลนเดอ ซึ่งเปนเมืองที่ฝรั่งเศสตีได้ใหม่ ๆ ด้วย เหตุการณ์ที่ทูตไทยได้ไป เที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสในครั้งนั้น มีปรากฎอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า โว ยาช แด อัมบาสสาเดอร์ เดอ เซียม อัง ฟรางส์ (ระยะทางทูตไทยไปฝรั่งเศส ) ตีพิมพ์ที่ปารีสปี พ.ศ. ๒๒๒๙ (หนังสือเล่มนี้มีอยู่ที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร) บัดนี้ ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงเรื่องส่วนตัว ตลอดถึงประวัติแล นิสสัยของทูตานุทูตไทยครั้งที่ ๓ แลได้มีจดหมาย ๒ ฉบับที่เขาเปนผู้เขียน แลข้าพเจ้าได้พบกรุงปารีส ได้พิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย เชอวาเลีย เดอ โชมอง ได้เขียนไว้ในหนังสือจดหมายเหตุของเขา (หน้า ๒๑๑ - ๒๑๒) ว่า "ทูตานุทูตชุดนี้เปนคนดีที่สุดในโลก เปนคนเฉย ได้เคยรับการศึกษาอย่างดี เปนคนอ่อนน้อมแลอารมณ์ดี หวังว่าเขากับข้าพเจ้าคงเปนมิตร์สหายที่สนิทสนมกันต่อไป" ๒


๑๐ ทูตานุทูตในครั้งนี้ คือ ออกพระวิสุทสุนทร เปนราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เปนอุปทูต ออกขุนศรีวิสารวาจา เปนตรีทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูต เปนผู้มีอายุ ได้เคยเปนทูตไปประเทศจีน ๒ ครั้ง ออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูตนั้นยังหนุ่มอยู่ อายุราว ๆ ระหว่าง ๒๕ ถึง ๓๐ เปนบุตร์ชายของข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งได้ เคยเปนทูตไปเมืองปอจุเกต ตัวท่านออกขุนศรีเองก็ได้เคยเปนทูตไป เมืองโมกัลครั้งหนึ่ง ส่วนท่านราชทูตออกพระวิสุทสุนทรนั้น เราทราบ เรื่องราวของท่านเลอียดกว่าเรื่องราวของคนอื่น ๆ นามเดิมของท่านชื่อ ปาน คนไทยเรียกกันติดปากว่า โกษาปาน เปนน้องชายของออกญาพระคลังเก่า ออกพระวิสุทเมื่อก่อนจะเปนราชทูตไปฝรั่งเศสได้รับราชการ ร่วมอยู่กับพี่ชาย ๑๕ ปี เมื่อมองสิเออร์ เลอ เชอวาเลีย เดอโชมองมา เมืองไทย พอมาถึงสันดอนก็พบกับออกพระวิสุทซึ่งออกไปรับ แลเปน คนไทยคนแรกที่มองสิเออร์เดอโชมองพบ แลในระหว่างเวลาที่มองสิเออร์เดอโชมองอยู่เมืองไทย ออกพระวิสุทได้ไปเยี่ยมเยียนที่บ้านแทบทุกวันมองสิเออร์เดอโชมองได้เขียนไว้ในหนังสือจดหมายเหตุ(หน้า ๒๑๐- ๒๑๑) ว่า "ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นพระวิสุท ข้าพเจ้าก็ทราบได้ทันทีว่าเปนคน มีตระกูล แลเปนคนฉลาด ข้าพเจ้าได้พูดกับเจ้าพระยาวิชเยนทรว่า ชายคนนี้แลสมควรที่จะเปนราชทูตออกไปเมืองฝรั่งเศส" พระวิสุทสุนทรคนนี้เปนคนฉลาดจริงไม่ต้องสงสัย เรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือเรื่องทูตไทยไปประเทศฝรั่งเศสเปนเรื่องราวของแกเสียโดยมาก

๑๑ มีคำพูดจาโต้ตอบกันสนทนากันแลเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เรื่องราวเหล่านี้ ผู้แต่งจะเพิ่มเติมลงบ้างก็มี แต่มีส่วนเปนจริงอยู่มาก มองสิเออร์ เลอ เชอวาเลีย เดอโชมอง กล่าวไว้ในจดหมายเหตุเขา (หน้า ๒๑๑) ว่าพระวิสุทสุนทรเมื่อเห็นอะไรแล้ว เปนต้องจดหมดทุกอย่าง "เช่นนี้ทำให้ข้าพเจ้ายินดีเปนอันมาก เพราะเปนการแสดงว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้พบในเมืองฝรั่งเศสนั้น ล้วนแต่เปนสิ่งสำคัญ ๆ น่าชมทั้งสิ้น แลเมื่อเขากลับไปถึงเมืองไทยแล้ว เขาจะได้กราบทูลสิ่งที่เขา ได้ไปเห็นต่อพระเจ้าแผ่นดินของเขาได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด" เรื่องราวต่างๆ ของทูตไทยซึ่งมีปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่านั้น ถ้าแม้มีข้อพิศูจน์ยืนยันว่าเปนคำกราบทูลของออกพระวิสุทสุนทรเองต่อสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระวิสุทสุนทรก็ออกจะกราบทูลเกินความจริงไปมาก ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงเก่านั้นมีข้อความว่าท่านราชทูตได้แสดงวิชาเวทมนต์คาถาให้เห็น ว่าทหารไทย อยู่คงกพันชาตรี ต่อหน้าพระที่นั่งพระราชวังแวร์ไซยนั้นตอนหนึ่ง แล อีกตอนหนึ่งกล่าวว่าพระเจ้าหลุยโปรด ได้พระราชทานหญิงฝรั่งเศส คนหนึ่งให้เปนภรรยา ข้อความทั้ง ๒ ตอนนี้ถ้าจะไปลงความเห็นว่า พระวิสุทสุนทรเปนผู้พูดเอง ก็ดูออกจะไม่ยุติธรรม เพราะว่าพระราชพงศาวดารนั้น พึ่งจะได้มารวบรวมขึ้นเมื่อราว ๆ พ.ศ. ๒๔๔๓ นี้เอง ซึ่งเปนเวลาที่ห่างจากสมัยพระวิสุทสุนทรมามาก ข้าพเจ้าเองเข้าใจว่าเปนคำที่ปนมากับข่าวโจษซึ่งลือกันอยู่ในเมืองไทย ถึงเรื่องต่าง ๆ ของราชทูตผู้มีชื่อเสียงคนนี้

๑๒ ข้าพเจ้าได้พบข้อความตอนหนึ่งในหนังสือจดหมายเหตุของมองสิเออร์ เซเบอเร ซึ่งยังมิได้พิมพ์ออกเปนเล่ม ข้อความนั้นได้กล่าวถึงความสามารถในทางการของพระวิสุทสุนทร มองสิเออร์ เซเบอเร ผู้นี้ได้เปนทูตฝรั่งเศสในครั้งที่ ๒ เดิรทางมาเมืองไทยพร้อมกันกับพระวิสุทสุนทรกลับ มีข้อความว่า "บาดหลวงตาชาร์ตเคยพูดกับข้าพเจ้าว่า เขาไม่ เคยหวังใจเลยที่พระวิสุทสุนทรจะมีใจคอยช่วยเหลืออุดหนุนชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในเมืองไทยนี้จริง ๆ เพราะว่าพระวิสุทสุนทรเปนผู้ถือพระพุทธสาสนาอย่างเคร่งครัด บาดหลวงตาชาร์ตคิดว่า เมื่อพระวิสุทสุนทรกลับมา ถึงเมืองไทยแล้วคงจะประพฤติตนกับชาวฝรั่งเศสคล้อยไปตามทางราช การ คือถ้าทางราชการชอบชาวฝรั่งเศสอยู่แล้ว พระวิสุทสุนทรก็จะ พลอยผสมชอบแลคอยช่วยเหลือด้วย แต่ถ้าทางราชการไม่ชอบชาวฝรั่งเศส พระวิสุทสุนทรก็จะเฉยเสียไม่ช่วยเหลือ แลแสดงตนว่าไม่ ชอบด้วย" ตามถ้อยคำของบาดหลวงตาชาร์ตที่กล่าวมานี้ พระวิสุทสุนทรมีนิสสัยอย่างไรเราก็พอจะหยั่งเห็นได้ ออกพระวิสุทสุนทรเมื่อกลับจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว ได้เปนคนมีชื่อเสียงมาก ได้รับราชการอยู่จนถึงพ.ศ. ๒๒๓๑ ซึ่งสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแลเกิดการจลาจลขึ้น พระเพทราชาได้ราชสมบัติราว ๆ ต้นแผ่นดินพระเพทราชา ออกพระวิสุทสุนทรได้เลื่อนยศขึ้นเปนพระยาโกษาธิบดี ว่าที่พระคลัง ต่อมาภายหลังได้เลื่อนขึ้นเปนเจ้า พระยาศรีธรรมราช เดชชาติอำมาตยานุชิต พิพิธรัตนราชโกษาธิบดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ


๑๓ แม้ว่าพระวิสุทสุนทรเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้รับยศแลตำแหน่ง สูงที่สุดแล้วเช่นนัน้ก็ดี ต่อมาภายหลังท่านได้มาถึงอสัญกรรมลงอย่างน่าสลดใจ ดังจะเหกฃ็นจากจดหมายเหตุของมองสิเออร์ โบรด ซึ่งเปนมิชชันนารีอยู่ที่เมืองไทยในเวลานั้น (พ.ศ. ๒๒๔๓) จดหมายเหตุฉบับนี้มีปรากฎอยู่ในหนังสือของบาดหลวง อาฟ ลอเน (เล่ม ๒ หน้า ๔๔) มีใจความว่า "ท่านพระคลังได้ถึงอสัญกรรมเสียเมื่อสองเดือนล่วงมาแล้วเนื่องด้วยถูกโบยด้วยเชือก แลด้วยความโทมนัสที่ถูกโบยแลถูกลง อาญาเนือง ๆ เมื่อ ๔ ปีมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกริ้วด้วยเรื่องต่าง ๆ ได้เอาพระแสงตดจมูกท่าน เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงสงสัยว่าเปนขบถต้องถูกไต่สวนแลต้องโทษต่าง ๆ บุตร์สาวหัวปีคน ๑ บุตร์ชาย ๓ คน ภรรยาหลวง ภรรยาน้อยถูกจับแลต้องจองจำ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของท่านถูกริบก่อนวันที่ท่านจะถึงอสัญกรรม ๓ วัน แลมีข่าวลือกันต่อ ๆ ไปว่า ท่านมีความเสียใจได้เอามีดแทงตัวตาย ฝ่ายทางราชสำนักก็ได้แก้ข้อมลทินสงสัยต่าง ๆ เมื่อได้แสดงว่ามีความเสียใจที่ท่านพระคลัง ได้ถึงแก่อสัญกรรมลงแล้ว ได้กล่าวโทษหาว่าแพทย์ผู้หนึ่งวางยา ท่านพระคลัง แลได้โบยแพทย์จีนผู้นั้นเสีย ส่วนศพท่านพระคลังนั้น ได้นำออกไปฝังไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในเวลากลางคืน โดยมิได้มีการทำบุญให้ทานอย่างใดตามธรรมเนียม นับว่าเปนการลดเกียรติยศศพของท่านอย่างยิ่ง ท่านราชทูตไทยที่มีชื่อเสียงซึ่งได้ออกไปเจริญทางพระราช


๑๔ ไมตรีถึงเมืองฝรั่งเศส แลได้เปนถึงอรรคมหาเสนาบดีของพระมหากษัตริย์แผ่นดินสยาม ก็มาสิ้นชื่อลงเพียงนี้เอง เมื่อได้ทราบเรื่องราวของทูตชุดที่๓ นี้ทุก ๆ ท่านดีแล้ว ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงจดหมายของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้พบที่เมืองปารีสต่อไป ทูตานุทูตไทยพร้อมด้วยทูตฝรั่งเศสครั้งที่๒คือมองสิเออร์เดอลาลูแบร์ มองสิเออร์ เซเบอเร บาดหลวง ตาชาร์ต กับพวกเยซูอิต แลทหารฝรั่งเศสกอง ๑ ซึ่งมองสิเออร์ แดฟาช กับมองสิเออร์ ดือ บรือังเปนหัวหน้าคุมมา เดิรทางมาเมืองไทย ออกจากเมืองเบรสต์ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๙ ทหารฝรั่งเศสกองหนึ่งซึ่งเข้ามา พร้อมกับทูตนั้น พระบาวิชาเยนทรเปนผู้สั่งให้เข้ามาสำหรับมาอยู่ประจำป้อมที่กรุงเทพ ฯ แลที่เมืองมริด เพื่อเปนการรักษาพระราชอาณาจักร์ ทูตานุทูตกับพวกมาถึง เคป ออฟ กุดโฮบ วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๐ พักอยู่ที่เคผจนถึงวันที่ ๒๕ จึงได้ออกเดิรทางต่อมา แต่ก่อนวันจะออกเรือวันหนึ่ง ท่านราชทูตได้มีจดหมายไปถึงบุคคลในประเทศฝรั่งเศสหลายคน บาดหลวงตาชาร์ตซึ่งได้เข้ามาเมืองไทยพร้อมกับทูตในครั้งนั้น ได้เขียนไว้ในจดหมายเหตุระยะเดิรทางครั้งที่ ๒ (หน้า ๖๙) ว่า "ก่อนที่เราจะออกจากเคป ทูตไทยได้เขียนจดหมาย หลยฉบับไปถึงบุคคลหลายคนในกรุงปารีส เปนจดหมายชอบบุญขอบ คุณ ข้าพเจ้ายินดีจะนำจดหมายเหล่านั้นมาพิมพ์ให้หมด ซึ่งหวังว่า


๑๕ คงจะเปนประโยชน์แก่ผู้อ่านเปนอันมาก แต่จดหมายเหล่านั้นข้าพเจ้า ได้ไว้ฉบับเดียวเท่านั้น คือฉบับที่ราชทูตวานให้ข้าพเจ้าส่งต่อไปให้ท่าน อาฟ เดอ ลา แชส์ ท่านปุโรหิตของพระเจ้าหลุย แลข้าพเจ้าได้แปล ออกไว้เปนภาษาฝรั่งเศส โดยได้รับความช่วยเหลือจากล่าม" จดหมายของราชทูตฉบับที่บาดหลวงตาชาร์ตได้แปลไว้นั้นขึ้นคำนำ ว่า "หนังสือออกพระวิสุทสุนทร ราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูต ออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูต มาถึงบาดหลวง เดอ ลา แชส์" แลใช้คำลงท้ายว่า "หนังสือมา ณ เดือน ๘ แรม ๒ ค่ำปีเถาะ นพศก ศักราช ๒๒๓๑ ตรงกับวันที่ ๒๔ มิถุนายนค.ศ. ๑๖๘๗" จดหมาย ๒ ฉบับซึ่งข้าพเจ้าพบที่เมืองปารีสนั้น ลงวันเดียวกัน กับฉบับที่บาดหลวงตาชาร์ตแปลไว้ ฉบับ ๑ ถึงท่าน มาควีส เดอ แซเญอแลบุตรชายของมองสิเออร์ กอลแบร์ต ผู้เปนเสนาบดีของพระ เจ้าฝรั่งเศส อีกฉบับ ๑ ถึงมองสิเออร์ เดอ ลาญี ผู้อำนวยการบริษัทอินเดียตวันออก จดหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้มีตราออกพระวิสุทสุนทรประทับ ไว้เปนสำคัญ สำเนาจดหมายฉบับที่ ๑ ?หนังสือออกพระวิสุทสุนธรราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีอุปทูต ออกขุนศรีวีสารวาจาตรีทูต มาเถีงท่านมูสูสิงแฬ ผู้เปนเสนาบดี ผู้ใหญ่แห่งพระมหากระษัตราธิราชเจ้าลุยเลกรัง ด้วยอัตโนทังปวง มาเถีงถาณที่นี้ แลได้รับคำนับแลนับถือ แลเอาใจใส่พิทักษ์รักษาแห่ง ชาวฝรั่งเสดทั้งปวงซึ่งเข้าไปส่งอัตโนเถีงกรุงศรีอยุทธยานั้น จึงในท่า

๑๖ ทางอันมาไกลนั้นมิได้มีความทุกข์ แลมีความสนุกสบายอยู่มิได้ขาด บัดนี้อัตโนได้มีน้ำใจชื่นชมยินดี ด้วยได้พบท่าทางซึ่งจะสำแดงแก่ท่านขอบใจท่านอัตโน ด้วยบุญคุณของท่านมีแก่อัตโนเมื่ออยู่ณกรุงฝรั่งษ แลอัตโนยังรับคุณของท่านอยู่จนเท่าทุกวันนี้ เถิงว่าท่าทางนั้นมิสดวก ก็ดี อัตโนก็จะมิได้รู้เปนทุกเลย แลความสุขนั้นก็มิรู้หายเลย ด้วย อัตโนมีอันจะคิดถึงสรรพอันวิเศษซึ่งได้พบได้เห็นณกรุงฝรั่งษ แลเมื่อ ยังอยู่ณกรุงฝรั่งษแลสรรพอันวิเศษนั้นก็กลุ้มอยู่ แลละสิ่งละสิ่ง นั้นก็ชักชวนน้ำใจให้ไปข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง ให้รำคานใจอยู่หน่อยหนึ่ง แลบัดนี้มีวันคืนอันเปล่าอยู่ สรรพอันตระการทั้งปวงนั้น อัตโน ก็เรียกมาในความคิดพิจารณาเห็นละสิ่งละสิ่งด้วยยินดีให้สบายใจย แลอัตโนจำเปนจะว่าแก่ท่านตามจริง มิคิดเห็นความสนุกสบายในแผ่น ดินนี้ จะสนุกสบายเท่าหนึ่งคิดถึงยศศักดิ์แห่งพระมหากระษัตรเจ้า ผู้ใหญ่ อันหาผู้ใดจะแปลบุญสมภารให้สิ้นมิได้ ดุจหนึ่งพระมหา กระษัตราธิราชผู้เปนเจ้าแห่งอัตโนได้ตรัสแต่ใดสองปีสามปีแล้ว ว่าพระมหากระษัตรเจ้ากรุงฝรั่งษนี้ เห็นสมควงจะเปนพระมหากระษัตร ทั้งปวงทั้งแขวงเอรอบ แลความคิดทั้งปวงนี้มิได้ออกจากปัญญาอัตโนจนเท่าบัดนี้ เหตุฉนี้ถึงว่าใกล้ไปทุกวัน ๆ จะเถิงเมืองอัตโน แลเห็น มิช้ามินานจะเถิงทั้งนั้นก็ดี อัตโนยังคิดเถิงบ้านเมืองแต่หน่อยหนึ่ง ประการหนึ่งแม้นมีคิดเกรงกลัว่าจะขาดความนบนอบแลความนับถือแห่งพระมหากระษัตรเจ้าผู้ใหญ่ จะขอแก่ท่านให้เอาทูลแก่พระ ๑๗ มหากระษัตรเจ้าผู้ใหญ่ ว่าอันความนับถือแลนบนอบต่อพระมหากระษัตร ผู้ใหญ่กว่าอัตโนจะสิ้นชีวิตร อัตโนจะรักษาไว้ในหัวใจให้มั่นคง มิให้ แพ้แก่ความนับถือแลนบนอบยินดีแห่งชาวฝรั่งเสดทั้งปวง แลจะอุส่าห์ทำให้ชนะทุกคนในความนบนอบนั้น อนึ่งอัตโนขอแก่ท่านอันท่านมี น้ำใจยยินดีปราถนาบำรุงพระราชไมตรีพระมหากระษัตราธิราชเจ้าทั้งสองกรุงนี้ให้มั่นคงจำเริญสืบไปในอนาคตกาล อนึ่งท่านมีน้ำใจยยินดีต่อ อัตโนแต่เมื่อยังอยู่ในกรุงฝรั่งษนั้นประการใด ขอให้ท่านมีน้ำใจยยินดีต่ออัตโนสืบไป แลอัตโนขอพรแก่พระเปนเจ้าผู้สร้างฟ้าสร้างแผ่นดิน ขอให้ช่วยบำรุงโปรดท่านให้ท่านได้สำเร็จตามความปราถนาท่านจงทุกประการ. หนังสือมาวันพุทเดือนแปด แรมสองค่ำ เถาะนพศก สักราช ๒๒๓๑

สำเนาจดหมายฉบับที่ ๒ ?หนังสือออกพระวิสุทสุนทรราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีอุปทูต แลออกขุนศรีวิสารวาจาตรีทูต มาเถีงมูสูลายี ซึ่งได้บังคับ กุมปันหญีทั้งปวง ด้วยท่านสำแดงความยินดีแลนับถือ ได้ให้สำเร็จการทั้งปวงตามพระราชหฤทัยพระมหากระษัตราธิราชผู้เปนเจ้าอัตโน แลบัดนี้ ได้พบท่าทางอันจะเขียนมาให้ท่านแจ้งว่ามีน้ำใจยอันยินดีต่อท่านเห็นว่าท่านจะมีโกรด เมื่อแลท่านรู้ว่าอัตโนทั้งปวงมาเถิงถารณที่นี้เปนสุข สนุกสบายอยู่ แลอันมานี้เสมอใจยนึก แลเห็นว่ายังสามเดือนจะได้

๑๘ ไปเถิงพระมหากรัษัตราธิราชผู้เปนเจ้า แลจะได้เอาแจ้งให้ละเอียดว่าท่านเอาใจยใส่ช่วยในราชการแห่งพระมหากระษัตราธิราช แลเชื่ออยู่ว่าท่านมีน้ำใจยร้อนรนช่วยทำการทั้งปวง แลเห็นปีน่าท่านจะส่งเครื่อง บันนาการอันเหลืออยู่นั้นเข้าไปตามพระมหากระษัตราเจ้าต้องประสงค์นั้นแลอัตโนขอให้ท่านช่วยเร่งรัดครูอันสั่งสอนเด็กซึ่งอยู่เรียนนั้นให้รู้สันทัดจะได้กลับเข้าไปยังกรุงศรีอยุทธยา อันพระมหากระษัตราธิราช เจ้าพระราชประสงค์นั้น แลอัตโนขอแก่พระเปนเจ้าให้บำรุงช่วยท่านให้มีบุญให้จำเริญสืบไป แลหนังสือนี้เขียนณเมืองกาบ ในวันพุท เดือน แปด แรมสองค่ำ ปีเถาะนพศกสักราช ๒๒๓๑

ออกพระวิสุทสุนทรกะไว้ว่าจากเคป ออฟ กูด โฮป กว่าจะมาถึงเมืองไทยราว ๆ ๓ เดือนนั้นไม่ผิดเลย ด้วยว่าตัวแกพร้อมด้วยทูต ฝรั่งเศสแลคนทั้งหลายได้มาถึงสันดอนวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ ซึ่งนับเวลาได้ ๓ เดือนกับ ๒ วันพอดี ทูตานุทูตฝรั่งเศสครั้งที่ ๒ นี้คือ มองสิเออร์ ลาลูแบร์ กับ มองสิเออร์ เซเบอเร ได้พักอยู่เมืองไทย ๓ เดือน ระหว่างนั้น ทูตได้เจรจาในเรื่องสัญญากับเจ้าพระยาวิชเยนทรด้วยความลำบากต่าง ๆ เรื่องราวเหล่านั้นมีปรากฎอยู่ในหนังสือของมองสิเออร์ ลันเย แล้ว ใน ที่นี้ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงแต่สัญญาค้าขายซึ่งทูตฝรั่งเศสทำกับข้าราชการไทยเท่านั้น


๑๙ หนังสือสัญญาค้าขายระหว่างฝรั่งเศสกับไทยชื่อมองสิเออร์เชอวาเลีย เอ โชมอง ได้ทำเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๘ครั้งนั้น เมื่อนำออกไปถึง เมืองฝรั่งเศสกลับแรากฎว่าเปนหนังสือสัญญาที่บกพร่อง แลไม่เปน ที่พอใจแก่บริษัทฝรั่งเศสเลย หนังสือสัญญาฉบับนั้นหาเปนสัญญาที่ถูกต้องตามแบบแผนไม่ กล่าวคือพูดถึงแต่สิ่งที่จะต้องการอย่างนี้บ้างอย่างนั้นบ้างเท่านั้น หาได้มีข้อความตอนใดตอนหนึ่งแสดงไว้โดย ชัดเจนว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามทรงทราบด้วยไม่ แลเมื่อพิจารณาดู ข้อความเหล่านั้นแล้ว ก็เห็นได้ว่าเปนแต่เพียงข้อสัญญากันระหว่าง มองสิเออร์ เดอ โชมอง กับเจ้าพระยาวิชเยนทรเท่านั้น มองสิเออร์ เซเบอเร เปนทูตเข้ามาครั้งหลังนี้มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องมาเจรจาในเรื่องการค้าขายซึ่งเปนทางการที่เขาชำนาญอยู่แล้ว ได้นำเอาหนังสือสัญญาฉบับแรกที่ได้เตรียมแก้ไขข้อบกพรองนั้นเข้ามาด้วย เพื่อมา ทำกันใหม่ ในที่สุดก็ได้ทำหนังสือสัญญากันขึ้นใหม่อีกฉบับ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมข้อบกพรองของสัญญาฉบับเก่า มองสิเออร์ เซเบอเร ได้เขียนจดหมายเหตุไว้ว่า เขาหวังว่าการที่เขาอุทิศตนเข้ามาเจรจาเรื่องการ ค้าขาย จนกระทั่งได้แก้หนังสือสัญญาฉบับเก่า แลได้ทำขึ้นใหม่ อีกฉบับ ๑ เช่นนั้น คงเปนที่พอใจแก่ชาวฝรั่งเศสเปนอันมาก หนังสือสัญญาฉบับที่มองสิเออร์ เซเบอเร ทำมาใหม่นี้ ต้นฉบับทำถึง ๓ ภาษา คือ ภาษาไทยฉบับ ๑ ภาษาฝรั่งเศสฉบับ ๑ แลภาษาปอจุเกตฉบับ๑ ทั้ง ๒๓ ฉบับเวลานี้เก็บอยู่ที่คลังหนังสือกระทรวงการประเทศราชในเมืองปารีส ๒๐ หนังสือสัญญาฉบับนี้ทำกันที่เมืองลพบุรีเมื่อวันที่๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ ระหว่างมองสิเออร์ ลาลูแบร์ มองสิเออร์ เซเบอเร ฝ่ายหนึ่ง กับข้าราชการไทย ๒ คน ซึ่งเปนผู้แทนประเทศสยามอีกฝ่ายหนึ่ง คือออกญาพระเสด็จว่าที่พระคลังคน ๑ กับออกพระศรีพิพัฒน รัตนโกษาคน ๑ บาดหลวงตาชาร์ตเขียนจดหมายเหตุไว้เมื่อเข้ามา ครั้งแรก (หน้า ๑๖๗) ว่า ออกญาพระเสด็จคนนี้เปนข้าราชการคนสำคัญที่สุดคน ๑ ในประเทศสยามเปนเจ้าพนักงารใหญ่ในแพนก ธรรมการ ปกครองคณะสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร์ ที่มาปรากฎว่า ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ ออกญาพระเสด็จว่าที่พระคลังนั้น น่าจะเปนเพราะท่านพระคลังคนเก่า (บิดาพระวิสุทสุนทร) ได้ถึงแก่ อสัญกรรม ตำแหน่งยังว่างอยู่ พระวิสุทสุนทรยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นไป ออกญาพระเสด็จจึงได้ว่าหน้าที่พระคลังไว้ก่อน หนังสือสัญญาฉบับที่เปนภาษาไทยนั้นเขียนบนกระดาดฝรั่งเต็มทั้งด้านหน้าด้านหลังรวมทั้งสิ้นเปนกระดาด ๖ แผ่น เปนอักษรไทยย่อ ลายมือค่อนข้างหวัด ตอนท้ายหนังสือสัญญาทั้ง ๓ ฉบับนั้น มองสิเออร์ลาลูแบร์ แลมองสิเอร์ เซเบอเร ได้ลงชื่อแลประทับตราประจตำแหน่งของตนไว้เปนสำคัญ ข้างฝ่ายไทยก็มีตราประจำตำแหน่งประทับอยู่ ท้าใบสัญญาเปนเส้นหมึกแดง รวมทั้งสิ้นเปนตรา ๓ ดวง คือตรบัว แก้ว ๑ ตราบัวผัน ๑ เปนตราประจำตำแหน่งของออกญาพระเสด็จ กับอีกดวง ๑ เปนตราบัวบานบางทีจะเปนตราประจำตำแหน่งของออก


๒๑ พระศรีพิพัฒน สัญญาทั้ง ๓ ฉบับนี้ ฝ่ายข้างข้าราชการไทยหาได้ เซ็นชื่อไว้ด้วยไม่ เรื่องนี้ มองสิเออร์ ลาลูแบร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ของเขาว่า " ข้าราชการไทยมิได้เซ็นชื่อหรือประทับตราใด ๆ ซึ่งจะเปนตัวหนังสือหรือเปนอักษรพิเศษไว้เลย ข้าราชการเหล่านั้นได้ประทับแต่ตราประจำตำแหน่งไว้ ซึ่งตราเหล่านั้นเปนแต่เพียงสิ่งที่พระเจ้า แผ่นดินได้ทรงมอบไว้ให้เปนเครื่องมือสำหรับใช้แต่ฉเพาะในที่ทำการเท่านั้น" (ลาลูแบร์ ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า ๗๕ พิมพ์ปี พ.ศ. ๒๒๓๖) สำเนาหนังสือสัญญา ? ออกญาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีศรีสุบราชพิริยภาหุ ผู้ว่า ราชการณที่โกษาธิบดี แลออกพระศรีพิพัทรัตนราชโกษา ฝ่าย สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ แลมูสูลาลูเบแลมูสูสุปเรศ อิงวิยาโดรเอกโตรวิยารี ฝ่ายสมเด็จพระมหากษัตรา ธิราชเจ้ากรุงฝรั่งษผู้ใหญ่ ทำหนังสือสัญญาแก่กันด้วยกิจของกุม บันหญีฝรั่งเสด ในนี้ ๑ ข้อหนึ่ง สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทยาผู้ใหญ่ พระราชทานแก่กุมปันหญีฝรั่งเสด ที่แห่งหนึ่งใกล้ตึกซึ่ง อยู่ทุกวันนี้ ฝ่าย ก่อตึกอยู่สำหรับซื้อขาย ๒ ข้อหนึ่ง สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ผู้ใหญ่ พระราชทานให้กุมปันหญีซื้อขายณจังหวัดกรุงศรีอยุทธยา _________________________________________________________ (๑) สังเกตุในต้นฉบับดูตรงนี้จะเปนสำหรับลงคำว่า "เหนือ" ฤๅ " ใต้" แต่หาได้ลงไม่.๒๒ แลห้ามจำกอบขหนอรแลริดชาทั้งปวงในนี้ ประการหนึ่ง ถ้าแลกุมปัน หญีเอาสินค้าบันทุกในกปั่นของกุมปันหญีเองก็ดี แลในกปั่นซึ่งเช่าระวางเข้ามาก็ดี ก็ให้ซื้อขายด้วยผู้ใด ๆ ตามภาษีของกุมปันหญี จะแนะนำให้ อย่าให้ผู้ใดห้ามปรามแลเอาข้อประการใดมาขัดขวางประการหนึ่ง ถ้าแลลูกค้าชาติใด ๆ เอาสินค้าเข้ามา แลกุมบันหญี จะต้องการให้ซื้อขายตามใจเขาเถิด แต่ว่าถ้าแลชาวคลังจะต้องการ ซื้อสินค้านั้นสำหรับราชการ ซึ่งลูกค้าทั้งปวงนอกกุมปันหญีเอาเข้า มานั้น แลกุมปันหญีต้องการสินค้านั้นอยู่ ก็ให้พนักงานข้างกุมปัน หญีมาฟ้องเเก่เสนาบดีผู้เจ้าพนักงาน เมื่อแรกลูกค้านั้นเข้ามาถึงเสนาบดีก็จะสั่งแก่ชาวคลังให้แบ่งส่วนให้สมควรด้วยกิจของกุมปันหญี แลราคานั้นก็ให้เอาแต่เท่าทุนซึ่งซื้อแก่ลูกค้านั้น ประการหนึ่งถ้าแลกุมปันหญีต้องการซื้อดีบุกนอก ดีบุกณเมืองถลาง บางคลี แลงาช้าง แลช้าง แลดินผะสิวขาว ดีบุกดำ หมาก กรอก ฝาง ก็ให้ชาวคลังขายให้แต่ตามราคาซื้อขายแก่ลูกค้าทั้งปวง แลอย่าให้กุมปันหญีซื้อขายสินค้ามีชื่อ ทั้งนี้แก่ลูกค้าซึ่งมิได้ซื้อต่อชาว คลังนั้นเลย ด้วยสินค้านั้นเปนส่วยษาอากรของหลวง แลห้ามมิให้ ผู้ใดขายนอกชาวคลังนั้นเลย ประการหนึ่งสินค้าซึ่งต้องห้ามนั้นในนี้ ดินผะสิวขาว ดินผะสิวดำ สุพรรมถัน แลปืน แลเครื่องสาตราวุธ ถ้าแลสมเด็จพระมหากระษัตรา ธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้ซื้อไปมาจึงให้ซื้อ


๒๓ ไปมา ถ้าแลมิได้พระราชทานให้ซื้อไปมาก็อย่าให้ซื้อไปมา ถ้าแล กุมปันหญีเอาเครื่องมีชื่อเข้ามา ก็ให้พนักงานข้างกุมปันหญียื่นสาร บาญชีแก่เสนาบดี ถ้าแลจะต้องการสำหรับราชการ ก็ให้ข้าหลวง ซื้อเอาไว้ก่อนคนทั้งปวง ประการหนึ่งหนังณจังหวัดกรุงศรีอยุทธยาฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ จน ปากน้ำบางเจ้าพระยา สมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธา ผู้ใหญ่ พระราชทานให้กุมปันหญีวิลันดาซื้อ แลอย่าฝห้กุมปันหญี ฝรั่งเสดซื้อขายในสินค้าอันนั้น ถ้าแลฝรั่งเสดไปอยู่ณเมืองใด นอก ฝ่ายเหนือฝ่ายใต้จนปากน้ำบางเจ้าพระยา แลมีหนังจะซื้อขาย แลมิได้เอาเข้ามาณกรุงเทพพระมหานคร ก็ให้ซื้อขายเถิด ประการหนึ่งสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานจำกอบขหนอรแลริดชาทั้งปวงแก่กุมปันหญีฝรั่งเสดให้เข้าออกจงสดวก อย่าให้ผู้ใดลงตรวจ แลให้แต่ยื่นหางว่าวสินค้า ซึ่งบันทุกมานั้นแก่เจ้าพนักงานในเมืองทณบุรียเเลเมื่อบันทุกสินค้าจะออกไปนั้น ก็ให้ยื่นหางว่าวสินค้าซึ่งบันทุกนั้นแก่เจ้าพนักงานณกรุงเทพพระมหานคร แลเอาตราเบิกด่านสำหรับเข้าออกวางทุกครั้ง ๓ ข้อหนึ่ง ถ้าแลกุมปันหญีขายสินค้าแก่ลูกค้าผู้ใด ๆให้ไปจำหน่ายต่างเมือง เสียหายเปนของกุมปันหญีเอง แลจำกอบสินค้า ทั้งปวงนั้น สมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้ทั้งเข้าออก อย่าให้เจ้าพนักงานเรียกเอา


๒๔ ๔ ข้อหนึ่ง ถ้ากุมปันหญีหากปั่นจะบันทุกสินไปมาค้าขายต่างเมืองมิได้ แลเช่าระวางกปั่นของลูกค้าทั้งปวงไป สมเด็จพระมหา กระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานดุจในข้อสอง ข้อสามนั้น ๕ ข้อหนึ่ง ถ้าแลผู้ใดชื่อเปนฝรั่งเศส แลชาติใด ๆ ชื่ออยู่ในบังคับกุมปันหญีเปนความแก่กัน ก็ให้ผู้เปนนายกุมปันหญีในเมืองนั้นแลมีกฏสมเด็จพระมหากระษัตราธิราขเจ้ากรุงฝรั่งษสำหรับตำนั้น ก็ให้ผู้นั้นบังคับความตามชอบธรรม ถ้าแลฝรั่งเสดผู้ใดซึ่งอยู่ในบังคับ กุมปันหญีฟันแงกันตย แลข้อสิ่งใดซึ่งต้องอาญา ก็ให้ผู้เปนนาย กุมปันหญีจำตัวผู้ร้ายไว้ แลกฎหมายเอาเนื้อความแล้วส่งกฏหมาย แลตัวผู้ร้ายไปเมืองฝรั่งเสด ให้ลงอาญาตามโทษนั้น ประการหนึ่งถ้าแลฝรั่งเสดแลชาติใด ซึ่งอยู่ในบังคับกุมปันหญีเปนความต้องตระทรวงอาญาก็ดี แพ่งก็ดี ต่อฝรั่งเสดแลชาติใด ๆ ซึ่ง มิได้อยู่ในบังคับกุมปันหญีก็ดี ถ้าแลฝรั่งเสดแลชาติใดๆ ซึ่งมิได้ อยู่ในบังคับกุมปันหญี เปนความต้องกระทรวงอาญาด็ดี แพ่งก็ดี ด้วยฝรั่งเสดแลชาติใด ๆ ซึ่งอยู่ในบังคับกุมปันหญีนั้น กระลาการข้างกรุงเทพมหานครเปนพนักงานจะพิจารณา แต่ว่ากิจนั้นต้องฝรั่ง เสดอยู่ จึงสมเด็จพระมหากระษัราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้ผู้เปนนายกุมปันหญี แลถือกฏหมายสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงฝรั่งษผู้ใหญ่สำหรับตัวในตำบลนั้น นั่งด้วย


๒๕ กระลาพิจารณาความให้เปนท่อวแท้ แต่ให้ผู้นั้นสบถต่อพระเปนเจ้า ว่าจะพิจารณาด้วยกระลาการให้จงชอบธรรม ๖ ข้อหนึ่ง สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทยา ผู้ใหญ่ พระราชทานให้กุมปันหญีฝรั่งเสดไปตั้งซื้อขายในเมืองถลาง ลบางคลีก็ดี แลในจังหวัดที่นั้น แลห้ามจำกอบขหนอรแลริดชาดุจในข้อสองข้อสาม แลพระราชทานให้ซื้อดีบุกในเมืองถลางบางคลีทั้งปวง แลห้ามมิให้ผู้อื่นผู้ใด ๆ ซื้อดีบุกนอกกุมปันหญีฝรั่งเศสนั้นได้ ถ้าแล ผู้ใดลอบลักซื้อขายนอกกุมปันหญีฝรั่งเศสไซ้ ให้ริบเอาแลให้ทำเปน สี่ส่วน ให้สองส่วนให้แก่ชาวคลังเปนของหลวง ส่วนหนึ่งให้แก่ ผู้โจท ส่วนหนึ่งพระราชทานแก่กุมปันหญีฝรั่งเสด แลให้กุมปันหญี ฝรั่งเสดเอาสินค้าตามต้องการณเมืองนั้นไปขายจงอุดม อย่าให้ ราษฎรชาวเมืองนั้นขาดสินค้าซึ่งต้องการนั้นได้ แลราคาสินค้าซึ่งกุมปันหญีจะซื้อก็ดี ราคาดีบุกซึ่งกุมปันหญีจะซื้อก็ดี ให้เจ้าเมือง แลกรมการ แลผู้เฒ่าผู้แก่ แลกุมปันหญีนั่งด้วยกัน ว่าราคาสินค้า ซึ่งกุมปันหญีจะขาย แลราคาดีบุดซึ่งกุมปันหญีจะซื้อนั้น ให้ว่าให้ขาดทีเดียว แลอย่าให้กุมปันหญีขึ้นลงราคาให้เปนแค้นเคืองแก่ราษฎร ถ้าแลราคานั้นมิลงกัน ก็ให้บอกข้อซึ่งขัดสนนั้นเข้ามา แลสมเด็จ พระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ โปรดประการใดก็ให้ทำตาม ๔


๒๖ ประการหนึ่งดีบุกส่วยษาอากรเมืองถลางแลจังหวัดนั้น ก็ให้ชาวคลังเรียกเอาตามทำเนียม แลแต่ในเดือนสิบ ปีมะโรงสำฤทธิศก ไปเมื่อหน้า อย่าให้ชาวคลังปลงดีบุกดแก่ราษฎร ด้วยดีบุกนั้นมีพอกุมปันหญีฝรั่งเสดจะซื้อขาย ประการหนึ่งถ้าแลกุมปันหญีฝรั่งเสด มิได้เอาสินค้าไปซื้อขายตามสัญญา แลราษฎรขาดสินค้า แลเอาดีบุกซอขายแก่ลูกค้าอื่น ก็อย่าให้เจ้าพนักริบเอาลูกค้าซึ่งซื้อขายดีบุกแก่กันนั้นเลย ๗ ข้อหนึ่ง ว่าถ้าแลกุมปันหญีฝรั่งเสด จะต้องการไปตั้งตึกอยู่ซื้อขายณหัวเมืองจังหวัด แลเมืองขึ้นณกรุงศรีอยุทธยาไซ้ ก็ให้ฟ้องแก่เสนาบดีออกไปตั้งอยู่ซื้อขายเถิด ดุจหนึ่งในข้อสองข้อสามข้อสี่ข้อห้านั้น ถ้าแลไปตั้งซื้อขายณเมืองนครไซ้ ก็อย่าให้ซื้อขายดีบุก ด้วยพระราชทานให้กุมปันหญีวิลันดาซื้อดีบุกณเมืองนคร ดุจหนึ่งพระราชทานให้กุมปันหญีฝรั่งเสดซื้อขายพริกนั้น ๘ ข้อหนึ่ง ว่าถ้ากปั่นของกุมปันหญีใหญ่ก็ดี น้อยก็ดี เสียในแว่นแคว้นซึ่งขึ้นกรุงศรีอยุทธยา ก็ให้กุมปันหญีรับเอาเครื่องกปั่นแลสินค้าทั้งปวงนั้นไว้ แลอย่าให้เจ้าเมืองแลกรมการแลผู้ใด ๆ เก็บเอาไว้ แลให้กุมปันหญีฝรั่งเสดรักษาไว้เอง ๙ ข้อหนึ่ง ว่าสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้เปนอันขาดแล้ว ให้กุมปันหญีฝรั่งเสดไปตั้ง อยู่ณเกาะแห่งใด ซึ่งอยู่ใกล้เมืองมฤทิออกไปสิบโยช แลให้ก่อตึกแล


๒๗ ป้อมแลกำแพงพิทักษ์รักษา ตกแต่งซึ่งชอบการของกุมปันหญีฝรั่งเสด แลกุมปันหญีฝรั่งเสดสัญญาต่อหน้าพระเปนเจ้า มิถือตำบลนั้นให้เปนเหตุแก่ราชการสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ประการใดได้ แลมิรับผู้เปนสัตรูแผ่นดินเข้าออกในตำบลนั้น แลมิช่วย ผู้เปนสัตรูด้วยสิ่งใด ๆ เลย แลสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้า กรุงศรีอยุธยาผู้ใหญ่พระราชทานให้กุมปันหญีบังคับความ แลเปนเจ้าในเกาะนั้นเปนอันขาดทีเดียว แลครั้นเขียนอย่างเกาะ แลกว้างยาว เท่าใดเข้ามาแล้ว จะพระราชทานพระราชกำหนดสำหระบเกาะนั้นเปนอันขาดทีเดียว ๑๐ ข้อหนึ่ง ว่าถ้าฝรั่งเสดผู้ใด ๆ มีลูกเมียในจังหวัดกรุงศรี อยุทธยาแลเมืองขึ้น แลฟ้องจะขอออกไปจากแผ่นดิน แลเงินทองของผู้ใด ๆ มิได้อยู่ แลมิได้เปนถ้อยคงามด้วยผู้ใด ๆ ไซ้ สมเด็จพระมหา กระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้ออกไปทั้ง ลูกแลเมียแลทาษ แลทรัพย์สิ่งของตามใจนั้นเถิด ๑๑ ข้อหนึ่งว่าถ้าแลฝรั่งเสดซึ่งมาด้วยกปั่นของสมเด็จพระมหากระษัตรากรุงฝรั่งษผู้ใหญ่ก็ดี มาด้วยกปั่นของกุมปันหญีก็ดี มา ณกรุงศรีอยุทยาก็ดี ณเมืองขึ้นก็ดี อย่าเจ้าพนักงานชักชวนว่า กล่าวให้ละกปั่นนั้นเสีย ถ้าแลฝรั่งเสดซึ่งอยู่ณกปั่นสมพระมหากระษัตร กรุงฝรั่งษผู้ใหญ่ก็ดี ณกปั่นกุมปันหญีก็ดีหนี ให้เจ้าพนักงานเสาะสางหามาส่งให้แก่นายกปั่น


๒๘ ๑๒ ข้อหนึ่ง ว่าหนังสือขุนพิพัทโกษาราชปหลัด แลมุงสูอูรเดลันกปิตันฝรั่งเสดสัญญาต่อกันด้วยพริกนั้น ในเดือนสิบสองขึ้นเก้าค่ำ สักราชพันสี่สิบห้าคือพุทศักราชสองพันสองร้อยญี่สิบเจดนั้น สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ใหญ่ สั่งว่าชอบแล้ว แลทรงพระกรุณาโปรดแก่กุมปันหญี ก็มรพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่าซึ่งจะริบเอาพริกแลไหมเอาแก่ผู้ลักลอบซื้อขายพริกนั้น ก็ให้ทำเปนสี่ส่วนในนี้ สองส่วนให้แก่เจ้าพนักงานเอาเปนหลวง แลส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ส่อ แลส่วนหนึ่งพระราชทานแก่กุมปันหญีฝรั่งเสด ประการหนึ่ง เพื่อจะให้ห้ามที่ซึ่งจะเปนวิวาทถุ้งเถียงในระหว่างชาว คลังแลกุมปันหญี ก็ให้เอาพริกทั้งปวงนั้นไว้ในคลังอันหนึ่ง ใส่กุนแจของชาวคลังอันหนึ่ง ใส่กุนแจของกุมปันหญีฝรั่งเสดอันหนึ่ง แลจะเปิด ปตูออกให้ทั้งสองฝ่ายนั่งพร้อมกัน ให้แบ่งปันออกเปนส่วนตามอยู่ในความสัญญา แลข้อสัญญาทั้งนี้เขียนเปนสามฉบับทุกภาษาในนี้ ภาษาไทยสามฉบับภาษาฝรั่งเสดสามฉบับ ภาษาปตุกรรมสามฉบับ แลผู้มีชื่อทั้งสองฝ่ายนั้นขีดแกงไดปิดตราเปนสำคัญทุกฉบับ เขียนในเมือง ลพบุรีย ในวันพระหัดเดือนอ้าย ขึ้นแปดค่ำ พุทสักราชสองพันสองร้อยสามสิบเอด ปีเถาะนพศก มอสิเออร์ ลา ลูแบร์ ได้นำหนังสือสัญญาฉบับนี้ไปถึงประเทศฝรั่งเสด เมื่อเดกือนกรฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ บริษัทค้าขายอินเดียตวันออกพอใจเปนอันมาก ต่อมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ พระเจ้าหลุยได้ทรงกระทำ


๒๙ สัตยาบันสัญญาฉบับนี้ที่พระราชวังแวร์ไซย เปนข้อความเติมอยู่ท้ายสัญญาฉบับภาษาฝรั่งเสด ดังต่อไปนี้ "เราพอใจสัญญาข้างบนนี้ทั้งหมดทุกข้อ แลโดยลายเซ็นของเรานี้ เรารับรองเห็นชอบด้วย ฉนั้นจึงขอปฏิญญาณโดยความเชื่อ แล มีพระราชดำรัสให้ใช้สัญญาฉบับนี้โดยเคร่งครัด มิให้พลาดพลั้งไปอย่างใด ๆ เพื่อเปนพยานหลักถาน เราได้เซ็นพระนามแลประทับพระราชลัญจกรลงไว้ ในสัญญานี้ ด้วยเปนสำคัญ เขียนที่เมืองแวร์ไซย วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๘๙ เปน ปีที่ ๔๗ ในรัชกาลของเรา (๑) (พระบรมนามาภิธัย) หลุย (ลงนาม) กอลแบรต "

บัดนี้จะเห็นว่าได้สัญญาฉบับหลัง ซึ่งมองสิเออร์ ลา ลูแบร์ได้เข้า มาทำจนสำเร็จนั้น เปนสัญญาที่มีลายเซ็นแลมีตราประจำตำแหน่งของคู่สัญญาประทับอยู่พร้อมบริบูรณ์ แลทั้งได้กระทำสัตยาบันเปนหนังสือสัญญาที่เรียบร้อยแล้วทุกประการ ถึงกระนั้นหนังสือสัญญาฉบับนี้ใน ที่สุดก็กลายเปนหนังสือสัญญาที่ใช้ไม่ได้ไปอีกฉบับ ๑ เพราะว่าตั้งแต่วันที่ทำกันเสร็จแล้วที่เมืองลพบุรี จนกระทั่งนำไปถึงเมืองฝรั่งเศส _________________________________________________________ (๑) สัญญาฉบับนี้ตัวอักษรเขียนเปนไทยย่อ มีหลายน่ากระดาษ คล้ายกับตัวจำลองจดหมายฉบับที่ ๑จึงมิได้นำมาพิมพ์ไว้

๓๐ แลจนถึงวันทำสัตยาบันที่เมืองแวร์ไซยนั้น ทางฝ่ายเมืองไทยก็พอดีถึงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บ้านเมืองเกิดจลาจล บันดาผู้ที่ไม่ชอบพวกถือสาสนาคริสเตียน ก็บังคับให้พวกฝรั่งออกนอกประเทศ ชาวฝรั่งเสดซึ่งอยู่ในเมืองไทยในเวลานั้น ทั้งที่เปนมิซชันนารีแลพ่อค้าก็สิ้นอำนาจลง เลยพลอยถูกบังคับให้ออกนอกไปประเทศไปกับฝรั่งชาติอื่น ๆ ด้วย สัญญาฉบับหลังนี้ก็เลยยังไม่ทันเอาออกใช้ สัญญาฉบับนี้ฉเพาะในทางการแล้ว ในเวลานี้ไม่มีประโยชน์เลย แต่เนื่องจากจดหมายเหตุที่ได้ทำกันไว้ ในสมัยโบราณได้เปนอันตรายสาบ สูญเสียหมด เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผานั้น หนังสือสัญญา ค้าขายฉบับนี้ ซึ่งยังมีตัวอยู่ในเวลานี้จึงกลับเปนของมีค่าอย่างสูงสุด ในทางพงศาวดาร ด้วยทำให้เราทราบได้ว่าหนังสือสัญญาในสมัยโบราณ ของไทยนั้นมีใจความแลลักษณมาอย่างไร


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก