ข้ามไปเนื้อหา

ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 11

จาก วิกิซอร์ซ
พระไอยการลักษณภญาน[1]

จะกล่าวซึ่ง[2] ลักษณอันชื่อสักขินั้น มีบาฬีว่า

  • โย จายํ ปิ สจฺจภูโต ยุตฺโต สกฺขิ ติ นามโก
  • โส ปิ ธมฺโม วิวาทานํ กงฺขฉินฺทนิทสฺสโน

แปลว่า โย จ อยํ ธมฺโม อันว่าสภาวะอันใด สจฺจภูโต รู้มีสภาวะเหนได้ยินโดยจริง กงฺขฉินฺทนิทสฺสโน อันสำแดงซึ่งข้อความให้ขาดสงไสย วิวาทานํ แห่งชนทังหลายผู้วิวาทกัน โส ปิ ธมฺโม แม้นอันว่าสภาวะนั้น สกฺขิ ติ นามโก มีชื่อ ๆ ว่าสักขิคือพญาน ยุตฺโต ก็ควร

อนึ่งสาขคดีอันมีโดยคำภีรพระธรรมสาตรอันสมเดจ์บรมราชกระษัตรบันญัติจัดเปนบทมาตราสืบ ๆ กันมาดั่งนี้

ศุภมัศดุ ศักราช ๑๘๙๔ พยักฆสังวัจฉะระเชษฐมาเสกาลปักเขเอกาทศมีดิดถียังอาทิตยวาระ พระบาทสมเดจ์พระรามาธิบดีศรีสุนธรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ผู้ผ่านกรุงเทพมหานครบวรทวาราวะดีศรีอยุทธยามหาดิหลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมยอุดมมหาสถาน ทรงทศพิทราชธรรมอันประเสริฐ เสดจ์สถิตยณะพระธินั่งรัตนสิงหบัญชรมหาปราสาท พร้อมด้วยหมู่มาตยาภิมุกขมนตรีกระวีชาติราชปโรหิตตาจารยเฝ้าพระบาทสมเดจ์บรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว จึ่งมีพระราชโองการมาณะพระ[3] บันทูลสุรสิงหนาทดำหรัดแก่ผู้พิภากษาสุภากระลาการทุกกระทรวงถบวงการว่า เมื่อกระลาการจะเผชิญพญาณไซ้ ให้กระลาการประกาศจำเภาะหน้าพญาณว่า สมเดจ์พระกุกกุสนธ พระโกนาคม พระกัษษป ทังสามพระองคนี้ ได้ตรัสแก่พระสรรพัตัญาญาณแล้วเสดจ์เข้าสู่พระบรินฤพานไปเปนลำดับ แลสมเดจ์พระศรีสากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราทรงส้างพระสมภารบาระมี ๔ อสงไขยแสนมหากัลป บำเพญพุทธบริจาคทัง ๕ พระบาระมี ๓๐ ทัศ จึ่งได้ตรัสเปนสมเดจพระพุทธิเจ้าในพระรัตนบันลังก์ควงไม้ทุมราชพระมหาโพธิ โปรดจัตุบรรพสัตวทัง ๔ คือพระภิกษุ ภิกษุนี อุบาสก อุบาสีกา ให้ลุะพระอรหัตปฏิสัมภิทาญาณครบกำหนดพุทธเวไนย ภอพระชนมายุศมท่วน ๘๐ พระพรรษา ก็เสดจ์เข้าสู่พระอมัตมหานครนฤพาน ทรงพระมหากรรุณาพระราชทานพระบวรพุทธสาศนาไว้ ๕๐๐๐ พระพรรษา แลพระไตรยปิฎกธรรม ๘ หมื่น ๔ พันพระธรรมขันธ กับทังพระปฏิมากรเจดีย ฉลองพระองคไว้เปนที่ไหว้ที่สการะบูชาแก่เทพยุดามานุษยทังปวง แลปางนี้ฃอเทพยุดาเจ้าทังหลาย คือพระอินท พระพรหม พระยมราช แลท้าวจาตุโลกบาล พระจันท พระอาทิตย์ ภูมอารักษอากาศเทพยุดาผู้รักษาพระพุทธสาศนา แลเทพยุดาอันรักษาซึ่งขอบขันธเสมาแลพระมหาบวรเสวตรฉัตรจงเสดจ์มาประชุมให้พร้อมกันในสถานที่นี้ ฟังซึ่งคำคนผู้จะเปนสักขิพญาณแก่กัน ถ้าเหนให้ว่าเหน ได้ยินให้ว่าได้ยิน รู้ให้ว่ารู้ ถ้าหมีได้เหนว่าได้เหน หมีใด้[วซ 1] ยินว่าได้ยิน หมี[4] รู้ว่ารู้ แผ่นพระธรณีอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนอย่าได้ทรงซึ่งคนอันหาความสัจหมีได้ไว้เลย ให้เปนพิกลบ้าไบ้วิบัดิต่าง ๆ ถ้าจะไปบกเข้าป่าให้เสือกิน แลต้องอะสุนีบาตสายฟ้าฟาด แลบังเกิดอุบัดิโลหิตตกจากปากจะหมูกถึงซึ่งชีวิตรพินาศ อย่าให้ทันสั่งบุตรภรรยา แลคำสาบาลทังนี้จงให้ได้แก่คนอันหาความสัจมิได้

ประการหนึ่งให้ท่านตัดศีศะคนซึ่งเปนพญาณหาความสัจหมีได้ให้มากกว่าก้อนส้าวคนทังหลายในมนุษโลกยนี้ อนึ่งให้ท่านตัด มือ
เท้า
เสียให้มากกว่าเส้นหญ้า อนึ่งให้ท่านเชีอดเนื้อคนอันหาความสัจมิได้ให้มากกว่าแผ่นดินอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน อนึ่งให้ท่านควักตาคนอันหาความสัจหมีได้ให้มากกว่าดาวในพื้นอากาศ แลคนอันหาความสัจหมีได้นั้น ครั้นจุติจากมนุษแล้ว ให้ไปบังเกิดเปนเปรดในเชิงเขาคิชกูฎมีตัวอันสูงได้สามคาพยุต มีปากเท่ารูเขม เอาเลบตนแกะซึ่งโลหิตในกายกินเปนภักษาหาร สิ้นพุทธันดรกัลปหนึ่ง ครั้นจุติจากเปรดแล้ว ให้ไปตกในมหานรกทนทุกขเวทนาแสนสาหัศสิ้นพุทธันดรกัลปหนึ่ง ซึ่งหมีรู้ว่ารู้นั้น นายนิริยบาลเอากายขึ้นวางเหนือแผ่นเหลกแดง แล้วเอาเหลกแดงตรึงศีศะตรึงเท้าไว้ แล้วเอาขวานผ่าอกตัดตีนสีนมือเสีย ซึ่งหมีได้ยินว่าได้ยินนั้น นายนิริยบาลเอากายขึ้นวางเหนือแผ่นเหลกแดง แล้วเอาหอกอันใหญ่แทงหูขวาตะหลอดหูซ้ายแทงหูซ้ายตะหลอดหูขวา ซึ่งหมีได้เหนว่าได้เหนนั้น นายนิริยบาลเอากายขึ้นวางเหนือแผ่นเหลกแดง เอาฃอเกี่ยวตา ซ้าย
ขวา
คร่าออกมา แลคนผู้หาความสัจหมีได้นั้นกลัวไภย แล่นลงไปยังขุมคูธนรกอันเตมไปด้วยลามกอาจมเดือดพล่านว่ายอยู่ มีตัวอันลลายไปแล้วเกิดขึ้นมาเสวยทุกขเวทนาอีกเล่า ครั้นจุติจากนรกแล้ว จักเกิดเปนสุนักขเรื้อนเปนสัตวเดือนกิ้งกื ถ้าเกิดเปนมนุษจะเปนง่อยเปลี้ยแต่ในครรภ์ แลตานั้นบอดหูนั้นหนวก เปนคนเตี้ยค่อมบ้าใบ้แต่กำเนิด เกิดวิบัดิสรรพต่าง ๆ แลไภยอันตรายซึ่งกล่าวมาทังนี้จงได้แก่พญาณอันหาความสัจมิได้นั้น

ถ้าแลผู้เปนสักขิพญาณกล่าวแต่ตามสัจตามจริงไซ้ แลเกิดมาในภพใด ๆ ถ้าเปนบุรุษ จะบริสุทธไปด้วยรูปโฉมพรรณสัณฐานอันประเสริฐ บังเกิดเปนนักปรากอปรด้วยปรีชาชาญ ถ้าเปนสัตรีจะมีพรรณสัณฐานอันไพบูรรณ แลผลแห่งตนอันมีความสัจนั้น ไปในอะนาคตจะทรงพระไตรยปิฎกธรรมอันเปนที่จะยกเอตะทักคะในพระพุทธสาศนา สมเดจ์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าอันจะมาตรัสในภายภาคหน้า แลจะบ่ายหน้าเข้ายังพระอมัตะมหานครนฤพานนั้นแล

อนึ่งให้ผู้พิภากษาสุภากระลาการเลงดูคำพญาณนั้นโดยระบุะสำนวน ควรที่จะฟังก็ให้ฟัง มิควรที่จะฟังอย่าให้ฟัง ให้ฟังเอาคำพญาณแต่ที่อันจริง ได้เนื้อความประการใดจึ่งให้เลงดูคำสักขิพญาณ แลให้ผู้พิภากษาตั้งสติปัญาผูกพันทในอารมณ พิจารณาดูโทษอัน ใหญ่
น้อย
อันมีภาย[5] ในภายนอกสรรพการแห่งอาตมาภาพให้แจ้งในปัญาก่อน แล้วจึ่งให้ตั้งใจปลงฟังคำพญาณจงหนัก อย่าให้ลุะอำนาทแก่ใจอันเปนบาป แลพิภากษาว่ากล่าวประกอบด้วยปัญาจงเลอียด อย่าให้เลาะและปากเบา จึ่งจะสมเปนใหญ่ในที่พิภากษาปรับคดีทั้งปวง แม้นจะว่ากล่าวพิภากษาเนื้อความคดีทังปวงนั้น ให้เลงดูในคำพญาณแลทางความให้เหนแน่ใจในคนเดียวก่อน ถ้าได้พิภากษาว่ากล่าวออกไปแล้วมีผู้เหนคดีนั้นบมิควรแลจะทักท้วงควรให้ฤ้ๅพิภากษาพิจารณาไปจงได้จริง อย่าลุะอำนาทมัวเมาถือทฤฐิมานะจะได้อัปราไชยแก่ผู้มีปัญาเปนอัน[6] เที่ยงแท้ ผู้พิภากษาสุภากระลาการจงรู้ในลักษณพญาณทัง ๕ ประการนี้ ก็ย่อมจะเปนที่สรรเสริญแก่บุทคลทังปวง แลพญาณ ๕ ประการนั้นคือราชสกูลประการ ๑ พราหมณสกูลประการ ๑ แพทยสกูลประการ ๑ สูทธสกูลประการ ๑ หินะสกูลประการ ๑ อันว่าพินิจพิดเคราะหสกูลแห่งพญาณท่านกล่าวไว้ดั่งนี้

อนึ่งในลักษณพญาณกอปรด้วยองค ๖ ประการ คือบุทคลกอปรด้วยเคหสถานอันบริบูรรณ ๑ คือว่าบุทคลอันบริบูรรณด้วยลูกหลานมาก ๑ คือว่าบุทคลกอปรด้วยน้ำใจเปนสัปรุษ ๑ คือว่าบุทคลมีน้ำใจกอปรด้วยกุศล ๑ คือว่าบุทคลกอปรด้วยตระกูลเปนเศรษฐีอันประเสริฐ ๑ คือว่าบุทคลเปนที่สการบูชาแก่คนทังปวง ๑ อันว่าบุทคลกอปรด้วยองคหกประการดั่งนี้ จึ่งควรให้กระลาการถามเอาผู้นั้นเปนพญาณ

ถ้าทวยราษฎรทังปวงผู้มีอรรถคดีอ้างพญาณ จะฟังเอาเปนพญาณหมีได้ คือว่า

คน ๓๓
จำพวก
คนหมีได้อยู่แก่ศีล
คนไม่มีเรือนเที่ยวจร แล
คนกู้นี่ยืมสีนผู้เปนความ คนถือกระเบื้องกระลาฃอทาน
คนผู้เปนทาษผู้เปนความ คนหูหนวก
คนเปนญาติผู้เปนความ คนตาบอด
คนเปนมิศหายผู้เปนความ หญิงนครโสภิณี
คนเปนเพื่อนกินอยู่สมเล
กับผู้เปนความ
หญิงแพศยา
หญิงมีครรภ
คนวิวาทกับผู้เปนความ เปนกระเทย
คนมักมาก ถ้อย
ความ
เปนบันเดาะ
คนผูกเวรกับผู้เปนความ คนเปน พ่อ
แม่
มด
คนเปนโรคมาก คนเปนพิกลจริต
เดก ๗ เข้า หมอยาหมีได้เรียนคำภีรแพท
เถ้า ๗๐ ช่างเกือก
คนมักเสียดส่อท่าน คนปะมง
คนเต้นรำฃอทานเลิ้ยงชีวิตร คนนักเลงเล่นเบี้ยบ่อน
คนขับฃอทานท่าน คนเปนโจร
คนโทโสมาก
คนเปนเพชฆาฎ

คน ๓๓ จำพวกนี้ อย่าให้ฟังเอาเปนพญาณ ถ้า โจท
จำเลย
ยอมให้สืบ ฟังเอาเปนพญาณได้

1

๑ อันว่าลักษณพญาณนั้นมีสามจำพวก คือ[วซ 2] ทิพ
อุดร
อุตริ
พญาณ ๑ อันว่าทิพพญาณนั้นคือพระภิกษุทรงธรร[วซ 3] พราหมณาจารยอันอยู่แก่ศีลแลพรศกรรม แลนักปราราชบัณฑิตยอันอยู่แก่ธรรม แลขุนนางผู้มีบันดาศักดิ์ดำรงราช

2

๒ อุดรพญาณนั้นคือนายหัวพันหว[วซ 4] ปากภูดาษทำมรงจ่าเสมียรนักการพ่อค้าแม่ค้าคนทำไร่ไถนาพึงเอาเปนมูลความ

3

๓ อุตริพญาณนั้นคือว่าพี่น้องพ้องพันธุญาติกาตนเอง แลมิตรสหายเพื่อนกินอยู่สมเล คนผู้ยากเปนวนิพกแลคนพญาธิเรื้อนหูหนวกตาบอดอันอยู่รัทยาหาวงษาหมีได้

4

๔ มาตราหนึ่ง ผู้มีอรรถคดีทังสองเปนความกันอ้างพญาณ ฝ่ายค่างหนึ่งอ้างได้ทิพญาณก็ดี อุดรพญาณก็ดี อุตริพญาณก็ดี ท่านให้พิดเคราะดูคำพญาณ ๓ ประการนี้ไซ้ ถ้าว่าสมด้วยผู้อ้าง ให้พึงพิจารณาดูผู้มีอรรถคดีทังสองนั้น ผู้ใดเปนอุก ผู้ใดหมีได้เปนอุก ให้พิภากษาตามโทษนั้นเถิด

5

๕ อนึ่งทังสองอ้างพญาณร่วมกันอันเดียว ถ้าสมข้างผู้ใด ให้เอาข้างผู้นั้นเปนชณะแก่ความ ท่านเรียกว่าสมพญาณ ถ้าสมพญาณมีพิรุท ท่านเรียกว่าอะสมพญาณ ท่านว่าหมีเปนชณะแก่ความ ให้เลงดูเขาทังสองสถานนี้ ให้พญาณนั้นพิสูทตัวเอง ถ้าชณะแก่พิสูทแล้วเปนชณะแก่ความ กล่าวมาทังนี้ชื่อว่าสมพญาณอะสมพญาณ

6

๖ อนึ่งถ้า โจท
จำเลย
อ้างพญาณต่าง ๆ กัน ชื่อนา ๆ พญาณ ถ้าอ้างร่วมกัน ชื่อสมะพญาณ สมคำผู้ใดเปนชณะแก่ความ ถ้าพิรุทไซ้ ชื่ออะสมพญาณ หมีเปนชนะแก่ความ ให้ใคร่ดูทิพพญาณ อุดร
อุตริ
พญาณที่จะฟังได้หฤๅหมีได้ ให้ฟังเอาแต่ที่อันจริง ถ้าผู้หนึ่งอ้างพญาณ ครั้นไปเผชิญพญาณ ๆ ให้การว่ามีผู้รู้เหนได้ยินเปน ๓ ต่อออกไป ชื่อโยนพญาน สมดังคำอ้าง ฟังเอาเปนพญาณได้

7

๗ มาตราหนึ่ง โยนพญาณนั้นคือทังสองอ้างพญาณ
คน พญาณพิสูทตัวแล้วกล่าวคดีสมอ้าง แลมีคำพญาณนั้นระบุะว่ามีผู้รู้เหนได้ยินด้วยอีกคน
คนก็ดี ท่านว่าให้เอาคำพญาณซึ่งระบุะอ้างต่อไปนั้นกฎเอาไว้ แล้วให้บังคับบันชา ถ้ามิควรจะสืบอย่าให้สืบ ถ้าควรที่จะสืบให้สืบ ถ้าโยนพญาณนั้นกล่าวสมคำพญาณ ท่านว่าชื่อชะนะสมพญาณ ถ้าโยนพญาณกล่าวคดีหมีสม อย่าให้ฟังถ้อยคำมันผู้เทจ์

8

๘ อนึ่งยลพญาณนั้นคือวานท่านให้ไป[7] นั่งรู้เหนด้วย แลคนนั้นก็รับว่ามีผู้รู้เหนสามต่อไซ้ ท่านให้พิดเคราะหดูคำเขาทังสองนั้น ถ้าสมแล้วให้ฟังเอาคำพญาณนั้นได้

9

๙ อนึ่งกลพญาณนั้นคือวานท่านไปถามเปนคำนับข้างหนึ่งรับ ท่านให้พิจารณาดู ถ้าเปนทิพพญาณ อุดรพญาณฟังได้ ถ้าเปนอุตริพญาณฟังเอาหมีได้ ท่านว่าบาปบุญคุณโทษไว้แก่ผู้กล่าว

10

๑๐ อนึ่งผู้มีอรรถคดีอ้างพญาณ ๆ ให้การแลแก้ค้านเข้าด้วยฝ่าย โจท
จำเลย
ไซ้ ชื่อพญาณอาษา ท่านบให้พึงฟัง ให้กฎเอาคดีนั้นเปนแพ้

11

๑๑ อนึ่งสมพญาณนั้นคือว่าโจท
จำเลย
ทังสองอ้างพ่อแม่พี่น้องญาติฝ่ายข้างหนึ่งเปนพญาณ ๆ พิสูทตัวแล้วกล่าวสมอ้างผู้นั้น ท่านว่าเปนองคพญาณ เปนชะนะแก่ความ บาปบุญคุณโทษไว้แก่ผู้กล่าว

12

๑๒ ทิพพญาณนั้นมี ๑๕ ประการ ๆ หนึ่งอ้างผู้อยู่แก่ศีลทรงพรต ประการหนึ่งอ้างนักปราราชบัณฑิตยผู้อยู่แก่ธรรม ประการหนึ่งอ้างท่านผู้มีบันดาศักดิ ประการหนึ่งอ้างพญาณร่วมกัน ประการหนึ่งพระภิกษุวิวาทกันพระครูเจ้าวัดเปนพญาณ ประการหนึ่งศิษยโยมวิวาทกัน ครูบาอาจาริยชิต้นเปนพญาณ คู่ความทังสองวิวาทกัน สุภากระลาการเปนพญาณ บิดามานดาวิวาทกันบุตรเปนพญาณ บุตรเปนความกัน บิดามานดาเปนพญาณ พี่วิวาทกัน น้องเปนพญาณ น้องวิวาทกัน พี่เปนพญาณ หลานวิวาทกัน ปู่ญ่าตายายลุงป้าน้าอาวอาเปนพญาณ ปู่ญ่าตายายลุงป้าน้าอาวอาวิวาทกัน หลานเปนพญาณ บ่าววิวาทกัน นายเปนพญาณ ข้าเปนความกัน เจ้าเงินเปนพญาณ

กล่าวมาทัง ๑๕ ประการนี้ พิสูทตัวชะนะแก่พิสูทกล่าวคดีสม ท่านให้เอาเปนทิพพญาณชะนะแก่ความ บาปบุญคุณโทษไว้แก่ผู้กล่าว

13

๑๓ อนึ่งลักษณพญาณอันจะฟังเอาเปนมูลคดีนั้นคือว่าอยู่ด้วยกัน ไปด้วยกัน ทำกินด้วยกัน จะฟังเอาเปนพญาณได้แลหมีได้นั้น มีดั่งนี้

คือเมียน้อยเมียหลวงวิวาทกัน อ้างผัวเปนพญาณ ท่านหมีให้ฟังเอาได้ เหตุผัวมืดมัวด้วยเสน่หรักษใคร่แลอาไลยอยู่ในทรัพยสิ่งของ หมีได้กล่าวแต่ที่อันจริง ท่านให้ฟังเอาแต่ชาวเกลอแลเพื่อนบ้านเปนพญาณในมูลคดีความ

ประการหนึ่งในคงคามหาสมุท ชาว เรือ
สำเภา
วิวาทกัน เพื่อน เรือ
สำเภา
เปนพญาณ

ประการหนึ่งชาว เรือ
สำเภา
ลำเดียวกัน ผู้ไป เรือ
สำเภา
ลำเดียวกันเปนพญาณ

ประการหนึ่งเดิรหนทางด้วยกันวิวาทกัน ผู[วซ 5] เดิรหนทางด้วยกันเปนพญาณ

ประการหนึ่งเดิรหนไปอาไศรยศาลาด้วยกันวิวาทกัน[8] ผู้เดิรหนอาไศรยศาลาด้วยกันเปนพญาณ

ประการหนึ่งไปกลางป่ากลางดงห้วยเขาด้วยกันวิวาทแก่กัน เอาพรานป่าแลโขมดป่าผู้ไปด้วยกันเปนพญาณ

ประการหนึ่งไปทำบุญให้ทานฟังธรรมเทศนาในพระวิหารการบุเรียนวัดวาอารามวิวาทกัน ผู้ไปทำบุญให้ทานฟังธรรมเปนพญาณ

อนึ่งชาวบ้านชาวเรือวิวาทกัน เพื่อนบ้านเพื่อนเรือเปนพณาณ อนึ่งชาวตะหลาดวิวาทกัน ชาวตะหลาดกำนันตะหลาดเปนพญาณ อนึ่งชาวนาแลชาวนาวิวาทกัน ชาวนาเปนพญาณ

แลพญาณมีประการดั่งนี้ชะนะแก่พิสูทกล่าวคำสมอ้างเปนมูลคดี

14

๑๔ มาตราหนึ่ง ถ้าเกิดวิวาทกันในที่บ่อน นายบ่อนแลนักเลงเปนพญาณ ถ้าวิวาทกันในที่โรงทำเกือก ช่างเกือกเปนพญาณ ถ้าวิวาทกันในที่ทำประมง ชาวประมงเปนพญาณ ถ้าวิวาทกันในที่เสพสุรา ผู้เสพสุราเปนพญาณ เล่นงานดูงานมโหระสพวิวาทกัน ผู้ดูผู้เล่นเปนพญาณ

กล่าวมาทังนี้เปนมูลคดีหาสักขิพญาณอื่นหมีได้ พญาณชะนะแก่พิสูทแล้วกล่าวถ้อยคำประการใด บาปบุญคุณโทษไว้แก่ผู้กล่าว

15

๑๕ อนึ่งองคพญาณก็ดี ทิพพญาณก็ดี อุดรพญาณก็ดี พญาณทังนี้ตั้งสัจจาทิศถานษาบาลตัวแล้ว ใน
วันนั้นโทษไภยอันตรายทัง ๘ ประการบังเกิดแก่พญาณไซ้ ผู้อ้างก็อัปราไชยแพ้แก่ผู้หมีได้อ้างโดยกล่าวหานั้น

16

๑๖ อนึ่งคู่ควาททังสองอ้างพญาณ ๆ ให้การว่าหมีได้เหนแก่จักษุ หมีได้ยินแก่โสต เปนแต่ผู้มีคดีมาบอกเล่าจึ่งรู้ ท่านว่าทิพพญาณก็ดี อุดรพญาณก็ดี อุตริพญาณก็ดี ท่านบหมีพึงให้ฟังเอาพญาณนั้นเลย

อนึ่งผู้มีอรรถคดีทังสองเปนความกัน อ้างพญาณสม ทิพพญาณชะนะแก่อุดรพญาณ อุดรพญาณชนะแก่อุตริพญาณ อุตริพญาณชะนะแก่พญาณอาษา ถ้าอ้างได้ ทิพ
อุดร
อุตริ
พญาณด้วยกัน ให้พิดเคราะหดูคำพญาณทังสอง ผู้ใดหมีสมแลพิรุท ถ้าสมข้างผู้ใด ให้เอาข้างผู้นั้นเปนจริง

17

๑๗ อนึ่งทังสองเปนความกัน ข้างหนึ่งอ้างพญาณ ข้างหนึ่งต่อด้วยถึงพิสูท ถ้าฝ่ายข้างผู้อ้าง ๆ องค
ทิพ
อุดร
พญาณก็ดี พญาณกล่าวสผู้อ้าง ให้เอาคดีผู้อ้างนั้นเปนจริง แลผู้อ้างพิสูทนั้นท่านให้สืบใคร่หาพญาณจงได้ ถ้าสืบหมีได้พญาณ ท่านว่าสำนวนมันพร่อง อย่าให้พึงฟัง

18

๑๘ อนึ่งทังสองอ้างพญาณตนเอง พญาณมิรับสมคำตน ๆ ว่าจะฃอต่อด้วยพญาณฃองตนถึงพิสูทอีกเล่า ท่านว่าอย่าให้มันพึงพิสูทด้วยพญาณ ท่านให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้ บพึงให้เผชิญสืบไป เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหตุมันจนแก่พญาณ

19

๑๙ อนึ่งทังสองเปนความกันอ้างพญาณ ๆ มีต่างต่างกัน ให้พิจารณาดูผู้ใดเปน ทิพ
อุดร
อุตริ
พญาณ แลพิจารณาดูเขาทังสองเปนความกันนั้น ถ้าพิรุทไซ้ ให้ดูามพิรุท ถ้ามิได้พิรุท ให้เอาเปนชะนะแก่ความ

20

๒๐ มาตราหนึ่ง ผู้มีอรรถคดีอ้างพญาณสามประการ ๆ หนึ่งอ้างพระสงฆ และพระสงฆทรงไตรยตะพายบาตรบริกขาร ๘ สำหรับพุทธปัญญัติ คือผ้าสังฆาฏิ ๑ ผ้าจีวร ๑ ผ้าสบง ๑ บาตร ๑ มีดอะรัญญะวาศรี ๑ กล่องเขม ๑ รัตคด ๑ ผ้าตรองน้ำ ๑ ให้กระลาการพิจารณาดู ถ้าพระสงฆทรงบริกขาร ๘ ครบดั่งนี้ ท่านให้ฟังเอาเปนพญาณได้ ถ้าอรรถบริกขารทัง ๘ ขาดแต่งสิ่งหนึ่ง ท่านว่าหมีสมโดยอ้าง ถ้ากระลาการอ่านผเดนฃ้อความให้ฟัง พระสงฆทำกิริยาล้มตาลิปัดลง ท่านว่าฃ้อนั้นไม่สม ถ้าอ่านผเดนถึงข้อใด ถือตาลิปัตสำรวมนิ่งอยู่ ท่านว่าฃ้อนั้นสม ถ้าแลเผชิญพระสงฆทรงไตรยอรรถบริกขารทัง ๘ ครบ ถ้าแลพระสงฆนั้นกล่าวถ้อยคำสมโดยอ้าง ท่านว่าอุตริพญาณหมีได้อยู่แก่ศีลสิกขาบทพระพุทธโอวาท จะฟังเอาถ้อยคำพระสงฆนั้นหมีได้

21

๒๑ อนึ่งถ้าอ้างสามเณรห่มดองถือย่าม เครื่องย่ามมีครบ กระลาการอ่านผเดนให้ฟัง สามเณรถือย่ามนิ่งอยู่ ท่านว่าสมโดยอ้าง ถ้าอ่านผเดนถึงข้อใด วางย่ามลงไว้ ท่านว่าข้อนั้นไม่สมโดยอ้าง ถ้าสามเณรห่มสใบเฉียง หมีได้ถือย่าม แลกล่าวถ้อยคำแก่กระลาการ ท่านว่าเปนอันธพาละ ฟังเอาคำนั้นหมีได้

22

๒๒ อนึ่งอ้างปขาวรูปชี ท่านให้สืบดั่งพญาณคะราวาษนั้น

23

๒๓ อนึ่งอ้างสักขิพญาณ หมีเท่าอ้างโฉนฎฎีกาตราสารกฎหมายเบาะแสเถบียน แลบอกคดีแก่ท่านผู้มีบันดาศักดิดำรงราช ถ้าเปน[9] พญาณอาษา ให้ไหมลาหนึ่งเปนพิไนยหลวงโดยบันดาศักดิ

อนึ่งจะเผชิญหนังสือ[10] บริคนสัญา ถ้าโฉนฎฎีกาตราสาร ให้กระลาการเผชิญเอามาใส่กับต้นสำนวน ถ้า โจท
จำเลย
ติดใจในหนังสือนั้นว่าอักษรนั้นบุบถลาย ท่านให้ดูอักษรถลายนั้น ถ้าอักษรหมีต้องกัน ท่านให้บังคับบันชาว่าถลาย

24

๒๔ อนึ่งถ้า โจท
จำเลย
ติดใจว่าหนังสือทังสองนั้นตัวอักษรลายมือหมีต้องกัน ให้อาลักษณดูทำนองอักษรทังสองนั้น ถ้าทำนองอักษร ฝนทอง ฟองมัน หันอากาษ ราชปักษี พินเอก พินโท นฤคหิต ทัณฑฆาฏ ไม้ม้วน ไม้มลาย บาทพิน ลากค่าง ทำนองอักษรนั้นต้องกัน ท่านให้ฟังเอาเปนทำนองอักษรอันเดียว ถ้า โจท
จำเลย
ว่าหนังสืออักษรนั้นหมีได้เขียนก็ดี แลเขียนให้ว่าหมีใช่ลายมือก็ดี ให้ผู้เขียนนั้นเขียนหนังสือใหม่ให้อาลักษณดูทำนองอักษร เก่า
ใหม่
ถ้าทำนองอักษรใหม่นั้นต้องกัน ท่านให้ฟัง

25

๒๕ อนึ่งทังสองอ้างดวงตราจำนำเจ้ากรมแลตราสำคัญ ให้กระลาการไปเผชิญ ถ้าแลทังสองติตใจดวงตราว่าหมีใช่ เส้นแลวงเดือนดวงตรานั้นเคลื่อนคลาดผิดเพี้ยน แลให้เอาดวงตรานั้นมาพิดเคราะหดู ถ้าต้องกัน ท่านให้ฟัง[11] ถ้าเส้นแลวงเดือนคล้ายคลึงหมีต้องกัน ท่านว่าอย่าให้ฟัง ให้ผู้พิภากษาแลอาลักษณเลงดูอักษรแลดวงตราโดยธรรม จะได้ดวงทิพจักษุ

26

๒๖ อนึ่งสืบคนกลาง แลคนกลางนั้นให้การมีพญาณอื่นเจือคำนั้นต้องกัน ท่านให้ฟังเอาคำคนกลางนั้นได้ ถ้าแลคำพญาณหมีต้องกันกับคำคนกลาง มันจะกล่าวดังฤๅ บหมีให้พึงฟังเอาคำมันเลย

27

๒๗ อนึ่ง[12] คู่ความอ้างสารกรมทันแลหนังสือบริคนสัญามีพญาณเจือกันด้วย ท่านว่าฟังเอาได้

28

๒๘ อนึ่งคูความ[วซ 6] นำตระลาการไปเผชิญโดยอ้าง หมีพบพญาณณบ้าน[13] เรือน พญาณมีที่ไปแลหมีได้ไปทางไกล ผู้อ้างจะนำไปสถานที่อื่นไซ้ ให้นำไปแต่สามแห่ง ถ้าหมีพบ ให้กลับมาคอยท่าพญาณณบ้าน[13] เรีอนพญาณจนพระอาทิตยอัศดงคตให้ถ้วนเคารพสามวัน ถ้าหมีพบพญาณไซ้ ชื่อว่าปไลยสักขิพญาณปลาศนาการหนีไป พญาณนั้นเปนสูญ

29

๒๙ มาตราหนึ่ง ถ้าโจทจำเลยอ้างพญาณลักษณสามประการ ๆ หนึ่งคือว่า ทิพ
อุดร
อุตริ
พญาณสามประการนี้ ถ้าแลเขาทังสองนำไม่พบพญาณ ให้ผู้พิภากษาดูกระทงพญาณ ถ้าพลความ ให้ยกไว้ ถ้ากระทงความในพญาณเปนฃ้อใหญ่ใจความ ให้สืบพญาณมาใส่ด้วยสำนวนให้ได้ ถ้ามันว่าพญาณตายแลไปบ้านอื่นเมืองไกล ให้มันทังสองพิสูทต่อกัน

30

๓๐ อนึ่งผู้มีอรรถคดีกล่าวหาพิพาทกัน เมื่อลักขณวิวาทกันนั้นมีสักขิพญาณรู้เหนหลายคน ครั้นนำกระลาการไปเผชิญโดยอ้าง แลพญาณหลายคนให้การข้อใจความหมีต้องกัน ท่านว่าลักษณอันเดียวพญาณกล่าวหมีต้องกัน อย่าให้พึงฟัง ถ้าลักษณอันเดียวพญาณกล่าวคำต้องกัน ท่านให้ฟังเอาเปนพญาณได้ บาปบุญคุณโทษไว้แก่ผู้กล่าว

31

๓๑ อนึ่งโจทจำเลยอ้างพญาณผู้ใดออกชื่อปรากฎแล้ว ให้เผชิญในวันนั้น ถ้าอยู่แรมคืนจึ่งไปเผชิญบมิควร อย่าเอาผู้นั้นเปนพญาณเลย กล่าวมาทังนี้เหตุว่าพญาณนั้นเปนฆราวาศ ถ้าพญาณนั้นเปนสมณะไซ้ แม้นออกชื่อหลายวันหลายคืนจึ่งเผชิญ ควรให้เอาเปนพญาณได้

32

๓๒ อนึ่งโจทจำเลยนำตระลาการไปเผชิญพญาณ แลคู่ความผู้อ้างนั้นหมีได้นำไปถึงสถานที่อยู่แห่งพญาณผู้นั้น ไปถึงกลางทางแล้วกลับคืนมาเล่าไซ้ ควรให้ตระลาการกฎเอาคู่ความผู้อ้างนั้นเปนแพ้คดี

33

๓๓ อนึ่งโจทจำเลยนำกระลาการไปเผชิญพญาณ คู่ความข้างหนึ่งลักลอบไปสู่หาพญาณก่อนตระลาการแต่ยังหมี[วซ 7] ได้ไปเผชิญนั้นก็ดี แลไปสู่หาเจรจาด้วยพญาณเมื่อลักษณะตระลาการเผชิญอยู่นั้นก็ดี มีผู้รู้เหนเปนแม่นมั่นไซ้ ควรให้กฎเอาคดีผู้นั้นเปนแพ้

34

๓๔ อนึ่งทังสองนำตระลาการไปเผชิญพญาณ แลมัน[14] ผู้อ้างก็ดี ผู้หมีได้อ้างก็ดี มันไปสู่หาเจรจาด้วยพญาณ แลมันซักซ้อมพญาณ จับได้เปนสัจ ให้กฎเอาคดีมันนั้นเปนแพ้ ถ้าจับหมีได้ ข้างหนึ่งหมีค้านพญาณ พญาณหากรับค้าน อย่าให้บังคับบันชากฎเอาคดีมันเปนแพ้ก่อน ท่านให้พิจารณาแต่ที่อันจริง

35

๓๕ อนึ่งทังสองนำกระลาการไปเผชิญพญาณ มันผู้อ้างก็ดี ผู้มิได้อ้างก็ดี มันไปสำทับขู่รู[วซ 8] คำรามพญาณเมื่อลักษณตระลาการเผชิญอยู่นั้น ได้เหนแก่จักขุ ได้ยินแก่โสต ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้แก่สำนวน

36

๓๖ มาตราหนึ่ง ผู้อ้างพญาณนั้นมันเทจ์กลัวความจะแพ้แก่ท่าน แลมันกันโชกคุกคามคำรามสำทับพญาณเมื่อตระลาการไปเผชิญนั้น มันว่าต่อหน้าตระลาการว่า ถ้าหมีรับสมอ้างกูไซ้ กูจะให้ต้องริบราชบาต กูจะหาความพญาณให้ต้องปรับไหม ท่านว่ามันกันโชกพญาณมันเองนั้น ถ้าพญาณรับสมอ้างมันจริงก็ดี ท่านว่ามันเทจ์ ให้เอาสำนวนมันเปนแพ้

37

๓๗ อนึ่งนำตระลาการไปเผชิญพญาณท้าวคำโดยอ้าง แลมันผู้อ้างก็ดี ผู้หมีได้อ้างก็ดี แลมันแนะนำข้อเนื้อความให้พญาณฟังก่อนก็ดี แลสอนพญาณมิให้รับต่อหน้า[15] สุภากระลาการ พิจารณาเปนสัจ ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้

38

๓๘ อนึ่งทังสองอ้างพญาณนำกระลาการไปเผชิญ แลพญาณนั้นมาถึงสุภากระลาการแล้ว ยังหมีได้ถามพญาณโดยอ้าง ฝ่ายข้างหนึ่งกล่าวข้อความแก่ผู้อ้างก็ดี ผู้คู่ความก็ดี แลลูกความว่าแก่พญาณให้ว่าตามรู้ตามเหนก็ดี ว่าแต่ตามจริงก็ดี ท่านว่าจะเอาเปนเจรจาซักซ้อมหมีได้ ถ้าพญาณกล่าวคำแก่ผู้อ้างก็ดี ผู้คู่ความก็ดี ว่ามีผู้รู้เหนผู้อ้างกล่าวข้อเนื้อความชี้แจงออกข้อความปรากฎ ให้พญาณฟัง ท่านว่าให้กฎเอาคดีเปนแพ้

39

๓๙ อนึ่งทังสองอ้างพญาณนำกระลาการไปเผชิญโดยอ้าง แลพญาณหมีรับแต่สักคน ท่านว่าอาวุธปากมันเอง มันจนแก่พญาณ ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้ มันจะกล่าวดั่งฤๅ อย่าให้พึงฟัง

40

๔๐ อนึ่งทังสองอ้างพญาณ แลตระลาการจดหมายเอาชื่อพญาณ แลมันจะนำตระลาการไปเผชิญโดยอ้าง แล้วมันผู้อ้างกลับมิไปเผชิญโดยอ้าง มันอ้างพญาณอื่นเล่าไซ้ ท่านให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้ เหตุชิวหาอันเดียวกล่าวถ้อยเปนสอง

41

๔๑ อนึ่งทังสองอ้างพญาณคนเดียวร่วมกัน ถ้าสมอ้างข้างผู้ใด ผู้นั้นชะนะแก่คดี ถ้าแลข้างผู้ใดติดใจค้านพญาณร่วมกันก็ดี แนะนำเนื้อความสอนพญาณร่วมกันก็ดี แลขู่รู่สำทับพญาณร่วมกันก็ดี เมื่อแลลักขณะตระลาการเผชิญอยู่นั้น ให้กฎเอาคดีเปนแพ้แก่ผู้หมีได้ติดใจ แลแนะนำสอนพญาณ แลหมีได้ขู่รู่สำทับพญาณ

42

๔๒ อนึ่งอัญัตระพญาณนั้นคือ[16] คู่ความอ้างพญาณนำตระลาการไปเผชิญถึงบ้านเรือนพญาณ ยังหมีพบพญาณ แต่ได้ปรากฎชื่อ บ้าน แลเรือนพญาณแล้ว พายหลังคู่ความกลับนำตระลาการไปเผชิญพญาณณะเรือนอื่น ตระลาการหาพญาณออกมาสถานที่ควร แล้วถามพญาณ ๆ ว่าชื่ออื่น หมีได้ต้องชื่อปรากฎเมื่อไปหาครั้งก่อนไซ้ ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้

43

๔๓ อนึ่งโมคพญาณนั้นคือคู่ความอ้างพญาณนำตระลาการไปเผชิญโดยอ้าง ครั้นพบพญาณแล้วเชิญไปสถานที่ควร ตระลาการถามพญาณโดยอ้าง แลพญาณนิ่งอยู่หมีได้ว่าถ้อยคำสิ่งใดก็ดี อนึ่งพญาณสาบาลตัวแล้วนิ่งเสีย หมีได้ให้การก็ดี หมีได้แก้คำค้านก็ดี หมีได้กล่าวถ้อยคำสิ่งใดไซ้ ได้ชื่อว่าโมคพญาณ บหมีควรเอาผู้นั้นเปนพญาณ

44

๔๔ อนึ่งผู้มีอรรถคดีจะติดใจค้านพญาณเมื่อลักขณะตระลาการไปเผชิญนั้น จึ่งให้ตระลาการเขียนเอาคำค้านนั้นถามพญาณ ถ้าพญาณจะแก้ ควรให้แก้เมื่อลักขณะตระลาการถามนั้นตามผู้มีอรรคดี[วซ 9] ติดใจค้านนั้น แลให้พญาณแก้ค้านโดยที่อันจริง ถ้าพญาณแก้ค้านให้การมิจริงเข้าด้วยฝ่ายข้างหนึ่ง ท่านว่าพญาณอาษา ท่านบให้พึงฟัง

45

๔๕ อนึ่งพญาณแห่งโจทจำเลยทังสองข้างแลสมถ้อยคำแห่งโจทจำเลยทังสอง ให้กระลาการพิจารณาถ้อยคำพญาณทังสองข้างนั้น แลถ้อยคำพญาณได้สมหลายกระทงไซ้ จึ่งให้เอาคำพญาณประกอบด้วยคุณวุธธิ จึ่งควรฟัง อนึ่งถ้าพญาณนั้นกล่าวหมีต้องด้วยมูลคดีไซ้ อย่าให้เอาเปนพญาณ ถ้าถ้อยคำพญาณกล่าวต้องด้วยมูลคดีไซ้ จึ่งให้ฟังเอาเปนพญาณได้

46

๔๖ อนึ่งทังสองเปนสำนวนด้วยกันอยู่ในตระลาการ แลอ้างพญาณในสำนวน สุภากระลาการได้สืบพญาณโดยสำนวนแล้วก็ดี ยังหมีได้นำกระลาการไปเผชิญโดยอ้างก็ดี ฝ่ายผู้มีอรรถคดีมีถ้อยคำท้วงติงตัดสำนวนอ้างให้สืบสักขิพญาณนอกสำนวน ท่านหมีให้บังคับบันชาถามพญาณนอกสำนวนนั้นก่อน ท่านให้บังคับบันชาสืบสุภาตระลาการซึ่งได้เหนแก่จักษุได้ยินต่อโสตรแลบันทึกจดหมายไว้ ท่านพึงให้ฟังคำสุภากระลาการเปนเด็ดขาด ถ้าพญาณนอกสำนวนษาบาลตัวแล้วให้การต้องคำกับสุภากระลาการ ท่านจึ่งให้ฟัง ถ้าลักษณอันเดียวกล่าวหมีต้องกัน ท่านหมีให้ฟัง

47

๔๗ อนึ่งพญาณให้การผิดประเดนเหลือประเดน ท่านหมีให้ฟังเอาเปนพญาณ ถ้าพญาณให้การต้องประเดนขาดประเดน ฟังได้ ถ้าพญาณให้การใจความสม พลความไม่สม ให้คัดเอาว่าสม ถ้าพลความสม ใจความไม่สม ให้คัดเอา[17] ว่าไม่สม

48

๔๘ อนึ่งโจทจำเลยรับกันในสำนวน ฟังได้ อ้างพญาณสิบคนรับสมอ้างหมีเท่าโจทจำเลยรับกันในสำนวน

49

๔๙ อนึ่งโจทจำเลยหลายคนหมีได้รับแก้ต่างกัน ถามคลสำนวนยอมสาระภาพก็ดี แลจำเลยผู้ซึ่งถามพายหลังนั้นหมีรับโจทอ้างคำรับซึ่งถามในสำนวนแลยอมไว้แต่ก่อนนั้นก็ดี โจทจำเลยหมีรับกันอ้างคำรับในสำนวนก็ดี ท่านว่าฟังเอาหมีได้ ให้ฟังเอาคำสักขิพญาณแลถานที่ตั้งซึ่งเปนรากแก้วแห่งโจทจำเลยนั้น

50

๕๐ อนึ่งถ้าพญาณให้การสมอ้าง แลพญาณต้องค้านต้องบทห้าม จะฟังเอาเปนแน่หมีได้ ให้มันพิสูทต่อกัน

51

๕๑ อนึ่งถ้ากระทงใจความพิรุท ท่านให้เอาเปนแพ้ ถ้าพิรุทแต่พลความแลกระนีความ จะเอาเปนแพ้หมีได้ก่อน ให้มันพิสูทต่อกัน

52

๕๒ อนึ่งถ้าโจทจำเลยก็ดี ทังสองเปนสำนวนอยู่ด้วยกันในตระลาการ แลฝ่ายข้างหนึ่งให้ทรัพยเงินทองไปบนบาลพญาณหมีให้รับก็ดี ให้รับก็ดี ให้พญาณหลบเสียหมีให้พบก็ดี จับได้พิจารณาเปนสัจว่ามันบนบาลพญาณจริงไซ้ ท่านว่ามันพิรุท ถ้าจับผู้บนบาลได้ มันว่าหมีใช่พวกฝ่ายข้างหนึ่ง ๆ ทำกลธิบายไช้[18] ให้บนบาลพญาณ ถ้าเปนสัจจริงไซ้ ให้กฎเอาคดีผู้ทำกลธิบายนั้นเปนแพ้

53

๕๓ อนึ่งผู้มีอรรถคดีเปนความกันอยู่ในตระลาการ มันอ้างพญาณสุภาตระลาการ ฝ่ายข้างหนึ่งใช้ผู้คนญาติพี่น้องพ้องพันธุมันไปสู่หาพญาณก็ดี แลมันให้หนังสือไปแก่ผู้คนญาติพี่น้องมันก็ดี ญาติพี่น้องพ้องพันธุมันเอาหนังสือไปสู่หาเจรจาด้วยพญาณ จับได้มาบอกตระลาการ ๆ พิจารณาเปนสัจดุจกล่าวมาไซ้ ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้แก่สำนวน

54

๕๔ อนึ่งผู้มีอรรถคดีต้องพิภาศอยู่ในสุภาตระลาการ แลฝ่ายข้างหนึ่งจับได้ว่าฝ่ายข้างหนึ่งใช้ข้าคนไปซักซ้อมบนบาลพญาณ แลมาว่าแก่สุภาตระลาการ ท่านว่าบพึงฟังเอาคำข้าคนนั้นก่อน เพราะว่าข้านอกเจ้า บ่อหมีควรที่จะฟัง ถ้าพิจารณาเปนสัจดุจกล่าวมานั้นจริงไซ้ ให้เอาคดีมันผู้ใช้ผู้ทำกลธิบายนั้นเปนแพ้แก่สำนวน

55

๕๕ มาตราหนึ่ง ทังสองนำตระลาการไปเผชิญโดยอ้าง แลญาติพี่น้องพ้องพันธุเขาทังสองฝ่ายไปด้วยเมื่อเผชิญพญาณนั้น แลเขาผู[วซ 5] มีอรรถคดีหมีได้ว่ากล่าวใช้สอยพวกพันธุเขา แลพวกพันธุพี่น้องเขาหากไปณะเรือนพญาณ แลมันไปพูดจาแนะนำสอนพญาณก็ดี เมื่อลักษณตระลาการเผชิญอยู่นั้น ให้ตระลาการพิจารณาแต่ที่อันจริง แลสืบถามพญาณจงถ่องแท้ว่าเมื่อพวกพันธุมันมาพูดจาด้วยพญาณนั้นเปนข้อเนื้อความสิ่งอันใด ถ้าแลพญาณให้การว่ามันพวกพันธุมาบนบาลให้ทรัพยเงินทองประการใด ๆ ให้รับก็ดี หมีให้รับก็ดี แลพิจารณาเปนสัจว่าพวกพันธุมันผู้มีอรรถคดีมาซักซ้อมบนบาลจริงไซ้ ท่านให้เอาตัวผู้มาซักซ้อมพญาณนั้นปรับไหมตามรูปความโจทหาเปนพิไนยหลวง แลซึ่งคดีมันเปนสำนวนด้วยกันนั้นให้ตระลาการเร่งพิจารณาตามสำนวน เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหตุว่ามันผู้มีคดีหมีได้ว่ากล่าวใช้สอย พวกพันธุมันหากไปซักซ้อมพญาณเอง

56

๕๖ มาตราหนึ่ง ทังสองอ้างพญาณ แลมันผู้หนึ่งไปเจรจาด้วยพญาณก็ดี มันให้สีนแก่พญาณก็ดี ในหว่างเปนความ ท่านว่ากู้ยืมกันเทียมสีนจ้างสีนบน มากก็ดี น้อยก็ดี ท่านว่ามันไปย้อมแปลงพญาณให้ข้างหนึ่ง ๆ หมีได้ย้อมแปลงพญาณนั้นเปนจริง ถ้าคดีนั้นต้องตัดตีนสีนมือถึงตายก็ดี ท่านให้ลงโทษแก่พญาณแลผู้ให้สีนจ้างย้อมแปลงพญาณนั้น ให้ไหมโดยพญาณอาษา

57

๕๗ อนึ่งผู้ใดเปนพญาณ ท่านหมีให้เข้าด้วยโจทด้วยจำเลย ให้ว่าตามรู้เหนได้ยิน ถ้าเปนพญาณอาษา หมีได้เหนแก่จักษุหมีได้ยินแก่โสตเข้ามารับเปนพญาณ ท่านว่าหมีชอบ ให้ไหมลาหนึ่งเปนพิไนยหลวง

58

๕๘ อนึ่งจำเลยสำนองให้การแก้พิภาษโดยสำนอง ท่านให้บังคับบันชาเอาคำพญาณแต่ที่อันจริง

59

๕๙ อนึ่งโจทระบุะจำเลยสำนองให้การแก้พิภาษแก่กันโดยสำนองว่ามีสักขิพญาณ ให้บังคับบันชาสืบสักขิพญาณซึ่งมันแก้พิภาษแลสำนอง ถ้าแลคำพญาณนั้นกล่าวต้องในสำนอง ท่านให้บังคับบันชาโดยคำสักขิพญาณ

60

๖๐ อนึ่งทังสองพิภาษแก่กัน อ้างพญาณโดยระบุะสำนอง ตระลาการยังหมีได้คัดประเดนปรากฎทังสองรู้คดีมันไปถึงพญาณ มันไห้[วซ 10] สีนจ้างสินบลให้กู้ยืมทรัพยสี่ง[วซ 11] ฃอง จับตัวได้เปนสัจจริงไซ้ ท่านให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้ ถ้าคดีมันเปนมหันตะโทษ ท่านให้ลงโทษแก่พญาณผู้เอาสีนจ้างสีนบลเปนพญาณอาษา บันดาจะไหมลาหนึ่งให้ไหมทวีคูน เพราะว่ามันเปนพญาณอาษา

61

๖๑ มาตราหนึ่ง พิภาษกันด้วยที่แดนไร่นาละหารป่าผึ้งเรือกสวนยวนยางบ่าวไพร่สาระพะความ อ้างเพลาพระตำราตราประทวนก็ดี อ้างว่ามีชื่อในหางว่าวก็ดี แลแทงตำบลบ้านตำบลนาตำบลสวนตำบลไร่ว่ามีชื่อในสารกรมทันก็ดี ว่ามีผู้รู้เหนได้ยินได้ฟัง แลเมื่อสืบสวนสมอ้าง ท่านว่าให้เอาผู้นั้นเปนชะนะแก่ความ ถ้านำไปหมีสมอ้างไซ้ ให้เอาผู้อ้างนั้นจนแก่คำเองพิรุทเอาเปนแพ้แก่ความ

62

๖๒ อนึ่งมีพระราชกำหนฎไว้ ให้เลงดูเนื้อความนั้นเปนเนื้อความหลวงหฤๅเปนเนื้อความราษฎร ถ้าเปนเนื้อความหลวงพิรุทถึงสองกระทง จึ่งให้บังคับเอาเปนพิรุทโดยกระบิลเมือง ความพิรุทสองกระทงนั้นคือพิรุทเมื่อถามนั้นกระทงหนึ่ง คือพิรุทกลางคันนั้นกระทงหนึ่ง แลเนื้อความทังสองกระทงนี้ท่านให้งดก่อน เหตุใดท่านจึ่งให้งด เพราะท่านจะให้พิจารณาให้เหนเทจ์แลจริง

63

๖๓ มาตราหนึ่ง ผู้มีคดีอยู่ในกระลาการฝ่ายข้างหนึ่งว่าผู้หนึ่งละตระลาการเสียไปซักซ้อมพญาณ ถ้าจับหมีได้ อย่าให้พิภากษาคำมันเลย ให้เร่งว่าสำนวนเดิมสืบไป ถ้าข้างผู้ละตระลาการไปนั้นมันเปนคำฉกรรจ์ต่อหน้าสุภากระลาการว่ามันไปซักซ้อม อย่าเพ่อไห้[วซ 10] ฟังคำมันก่อน ให้สืบพญาณซึ่งมันทังสองอ้าง ถ้าพญาณสาบาลให้การว่าฝ่ายข้างหนึ่งไปซักซ้อมพญาณเปนสัจไซ้ ให้กฎเอาคดีมันเปนแพ้ ถ้าพญาณให้การว่าหมีได้มาซักซ้อมบนบาลไซ้ ให้ยกแต่คำพญาณเสีย ให้เร่งนำเผชิญตามอ้าง

64

๖๔ มาตราหนึ่ง ทังสองนำตระลาการไปเผชิญพญาณ แลฝ่ายข้างหนึ่งหมีได้อ้างติดใจค้านพญาณแล้ว แลมันว่าพญาณคนนี้ต้องฃ้อมันอ้างด้วย ตระลาการเผชิญตามอ้าง แลฝ่ายข้างหนึ่งกลับติดใจค้านพญาณอีกเล่า มันทังสองถ้อยทีถ้อยค้านพญาณร่วมกัน มีความผิดด้วยกัน อย่าให้รับคำไว้บังคับบันชา คำพญาณร่วมกันสมข้างผู้ใด เปนที่ฟังได้

65

๖๕ มาตราหนึ่ง ตระลาการจะให้โจทจำเลยนำไปสืบพญาณโดยอ้าง โจทจำเลยไม่นำไปสืบ ให้หนังสือสมอ้างสมค้าน ฟังได้ ถ้าปฤกษาสำนวนหมีได้เนื้อความ ให้ผู้พิภากษาเลงดูคำพญาณข้ออื่น ถ้าหมีได้เนื้อความ ให้สืบสักขิพญาณซึ่งให้หนังสือสมอ้างสมค้านไว้นั้นเอาความจริงจงได้

66

๖๖ มาตราหนึ่ง วิวาทกันในสถานแห่งมืดก็ดี วิวาทกันในทางสามแพร่งก็ดี หาสักขิพญาณหมีได้ ให้พิดเคราะดูมูลคดีจงถี่ถ้วน ถ้าจริงแล้ว ท่านให้เอาบาดเจบษาหัศนั้นเปนพญาณ

67

๖๗ มาตราหนึ่ง โจทจำเลยอ้างพญาณ ๆ ต้องค้านต้องติง ให้เลงดู ถ้าเปนพละความ ให้ยกเสีย ถ้าใจความเปนอาวุธความ ให้ผู้เปนเสนาธิบดีพึงค้นหารากแก้ว จึ่งจะฆ่าความนั้นได้โดยยุติธรรม


  1. พิมพ์ตามฉะบับหลวง L15x ยังเหลืออีกฉะบับหนึ่ง คือ L15 (ก)
  2. ต้นฉะบับ: ซึง แก้ตาม ก
  3. ก: คำว่า พระ ไม่มี
  4. ก: ถ้าหมี
  5. ต้นฉะบับ: มีในภาย แก้ตาม ก
  6. ก: ปัญาอันเปน
  7. ก: ท่านไปให้
  8. ก: คำว่า กัน ขาดไป
  9. ต้นฉะบับ: คำว่า ถ้าเปน ขาด เพราะเนื้อกระดาษถูกสัตว์กิน เพิ่มตาม ก
  10. ต้นฉะบับ: คำว่า หนังสือ ขาด เพราะเนื้อกระดาษถูกสัตว์กิน เพิ่มตาม ก
  11. ต้นฉะบับ: คำว่า ฟัง ขาด เพราะเนื้อกระดาษถูกสัตว์กิน เพิ่มตาม ก
  12. ต้นฉะบับ: หนึ่ง แก้ตาม ก
  13. 13.0 13.1 ก: พญาณบ้าน
  14. ก: แล้วมัน
  15. ก: คำว่า หน้า ขาดไป
  16. ก: คำว่า คือ ไม่มี
  17. ก: ให้เอาคัดเอา
  18. ก: ไซ้
  1. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ใด้” เป็น “ได้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  2. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “คือ” เป็น “คือว่า” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  3. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ธรร” เป็น “ธรรม” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  4. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หว” เป็น “หัว” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  5. 5.0 5.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผู” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  6. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “คูความ” เป็น “คู่ความ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  7. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หมี” เป็น “หมิ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  8. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “รู” เป็น “รู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  9. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อรรคดี” เป็น “อรรถคดี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  10. 10.0 10.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ไห้” เป็น “ให้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  11. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ทรัพยสี่ง” เป็น “ทรัพยสิ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)