พงศาวดารเขมร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กลับไปหน้าหลัก
Gtk-go-back-ltr.svg ก่อนหน้า ถัดไป Gtk-go-forward-ltr.svg
บานแพนกเดิม

๏ ศุภมัสดุลุศักราช ๑๒๓๑ สัปสังวัจฉรบุษยมาศกาฬปักษเอกาทศมีดิถีครุวารปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตรพระเจ้าอยู่หัว อันเถลิงถวัลยราชบรมราชาภิเศก ผ่านพิภพกรุงเทพมหานคร อมร รัตนโกสินทรมหินทรายุทธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน เสด็จออกณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหสวริยพิมานโดยสถานอุตราภิมุขพร้อมด้วยพระบรมราชวงษานุวงษ์แลข้าทูลลออ งธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย เฝ้าเบื้องบาทบงกชมาศ จึงพระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตรพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งพระเจ้าราชวรวงษ์เธอ กรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ จางวางกรมพระอาลักษณ์แลกรมอักษรพิมพ์ให้จัดหาหนังสือเรื่องพระราชพงษาวดาร ลำดับกระษัตริย์ในประเทศต่างๆ สร้างไว้สำหรับทรงทอดพระเนตร เปนเครื่องประดับพระปัญญา แลสำหรับแผ่นดินสืบไป จึงพระเจ้าราชวรวงษ์เธอ กรมหมื่นอักษร สาสนโสภณ ได้จัดอาลักษณ์จำลองเรื่องพระราชพงษาวดาร ลำดับกระษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหลายภาษาแลเรื่องพระราชพงษาวดารฝ่ายประเทศสยามแล ประเทศจีนแลประเทศมอญ คือเรื่องราชาธิราชนั้น นักปราชแลผู้มีบันดาศักดิ์ ได้ฟังได้รู้เรื่องด้วยกันเปนอันมาก แต่เรื่องราชพงษาวดารเขมรนี้ เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งขุนสุนทรโวหารในกรมพระอาลักษณ์ แลพระยาธรรมาธิบดี ๑ พระเสนาพิจิตร ๑ หมื่นมหาสมุท ๑ รวม ๓ นาย เปนล่ามเขมรอยู่ในกรมมหาดไทย แปลเรื่องราชพงษาวดารเขมร เมื่อจุลศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก เดือนแปดบุรพาสาธแรมหกค่ำณวันพฤหัศบดีเสร็จแล้วเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ในหอ หลวง ยังไม่ใคร่จะแพร่งพรายรู้เรื่องทั่วกันไป ข้าพเจ้าจึ่งเห็นว่าในประเทศเขมรนี้ ก็มีเรื่องลำดับกระษัตริย์ต่อ ๆ กันมาหลายชั่วจนถึงทุกวันนี้ ควรที่นักปราชแลผู้มีบันดาศักดิ์จะรู้ไว้ในเรื่องลำดับกระษัตริย์แห่งประเทศ ต่าง ๆ เปนเครื่องประดับปัญญาให้รอบรู่โดยธรรมเนียมที่ประพฤติการ แลมีอุบายต่างกันทุก ๆ ภาษา ได้ตีพิมพ์ณโรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง กล่าวความแต่ต้นดังนี้

๏ ครั้งแผ่นดินสมเด็จเสด็จพระเจ้าบรมนิพันธบทพระองค์ทรงราชย์อยู่ในพระนครหลวง เมื่อจุลศักราช ๗๐๘ ศกปีจอนักษัตรทัศมีดิถีบุษย มาสาพุฒวาระสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรตั้งแต่พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๗๑๒ ศกปีขาลนักษัตรได้ ๕ ปีพระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงสมเด็จพระศรีธารผู้เปนพระอนุชาได้เถลิงทรงราชย์สนองสมเด็จพระเรียม ในปีขาลนั้นได้ ๓ เดือน พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงพระบรมลำพงษ์ราชาผู้เปนพระราชบุตรเปนประถมเถลิงทรงราชย์อยู่ในพระนครหลวง ในปีขาลนั้น พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๗๑๔ ศกปีมโรงนักษัตรได้ ๓ ปี จึงพระ เจ้ารามาธิบดีที่หนึ่งกรุงไทยยกทัพมาล้อมเมือง ลุศักราช ๗๑๕ ศกปี มเสงนักษัตรได้ปีหนึ่ง พระเจ้ารามาธิบดีจึงได้เมือง พระเจ้าลำพงษ์ราชาก็สุรคต พระเจ้ารามาธิบดีจึงตั้งพระราชบุตรของพระเจ้าลำพงษ์ ให้ทรงราชย์อยู่ในพระนครหลวง ทรงพระนามพระเจ้าปาสัตรในปี มเสงนั้น ลุศักราช ๗๑๗ ศกปีมแมนักษัตร พระเจ้าปาสัตรทรงราชย์ได้ ๓ ปีสุรคต จึงพระเจ้าปาอัศผู้เปนพระอนุชาขึ้นทรงราชย์ได้ ๓ ปีแล้ว สุรคตในปีรกานั้น จึงพระเจ้ากะดมบองที่สี่ผู้เปนพระราชบุตรผู้น้อย ขึ้นทรงราชย์ในพระนครหลวงได้เดือนหนึ่ง นับแต่ปีมโรงจัตวาศกมาถึงศักราช ๗๑๙ ศกปีรกานักษัตรได้ ๖ ปี พระเจ้ารามาธิบดีกรุงไทย กลับยกกองทัพไปกวาดต้อนครัวเขมร ๙ หมื่นไปกรุงศรีอยุทธยา จึงพระศรีสุริโยปวงษ์ราชาผู้เปนพระเจ้าหลานขึ้นทรงราชย์สนองสมเด็จพระปิตุลา ในพระนครธม ในปีรกานพศกนั้น พระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๗๒๘ ศกปีมเมียนักษัตรได้ ๑๐ ปีสุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงพระบรมรามาเถลิงทรงราชย์สนองสมเด็จพระปิตุลาในพระนครธมนั้น ลุศักราช ๗๓๒ ศกปีจอนักษัตรได้ ๕ ปีพระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว พระเจ้าธรรมาโศกราชผู้เปนพระอนุชาได้ทรงราชย์สนองสมเด็จพระเชษฐาในพระนคร หลวงนั้น พระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๗๓๔ ศกปีชวดนักษัตรได้ ๓ ปี พระ เจ้าบรมราชาที่หนึ่งกรุงศรีอยุทธยายกทัพมาล้อมเมืองอยู่เจ็ดเดือน ครั้นลุศักราช ๗๓๕ ศกปีฉลูนักษัตรจึงตีได้พระนครธม พระเจ้าธรรมาโศกราชสุรคต พระเจ้าบรมราชาจึงตั้งพระราชบุตรของพระเจ้าธรรมาโศกราช ชื่อพระยาแพรกขึ้นทรงราชย์ตั้งพระนามพระอินทราชา พระบรมราชาเจ้าพระยาญาติใช้ให้มหาดทั้งสอง ไปลอบฆ่าพระอินท ราชาในปีฉลูนั้น แล้สพระบรมราชาเจ้าพระญาติทรงราชย์อยู่ในพระนครธม ลุศักราช ๗๔๖ ศกปีชวดนักษัตรได้ ๑๒ ปีจึงได้ราชาภิเศกพราหมณ์ถวายน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีสุริโยปพันธ์ธรรมิก ราชา ลุศักราช ๗๕๐ ศกปีมโรงนักษัตรทรงราชย์ได้ ๕ ปีพระองค์เสด็จมาสถิตย์อยู่ณเมืองพนมเพ็ญจัตุรมุขจะราบเชียม ลุศักราช ๗๙๕ ศกปีฉลูนักษัตรพระชนมพรรษาได้ ๔๖ ปี พระองค์มอบเวนราชสมบัติให้พระนารายน์รามาธิบดี ๆ ทรงราชย์ในพระนครพนมเพ็ญมา ลุศักราช ๗๙๙ ศกปีมเสงนักษัตรได้ ๕ ปี พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงพระเจ้าศรีราชาพระองค์เถลิงทรงราชย์ในปีมเสงสัปต ศกนั้น ครั้นมาถึงแผ่นดินพระสุริโยไทยราชาพระองค์ทั้งสองนี้เกิดศึกรบกัน แล้วต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จเจ้าพระยาธรรมราชา ผู้เปนพระราชบุตรพระบรมราชาเจ้าพระยาญาติ เจ้าพระยาธรรมราชานั้นพระมารดาชื่อนักนางศรีเสงี่ยม เปนบุตรออกคุณทรงพระอินทร์ เปนพี่น้องกันกับพระยาเดโชที่อยู่กรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๘๓๐ ศกปีชวดนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๒ ปี พระองค์จึงได้เถลิงทรงราชย์อยู่ในเมืองพนมเพ็ญได้ปราบดาภิเศก ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระธรรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ตั้งพระวงษ์ใหญ่เปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีศรีเทพธิดา พระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๙๓๕ ศกปีมเสงนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๗ ปี มีพระราชบุตรกับสมเด็จพระอรรคมเหษีองค์หนึ่ง ทรงพระนามสมเด็จเจ้าพระยางามขัติยราชา ลุศักราช ๘๓๘ ศกปีวอกนักษัตร พระองค์ทรงราชย์ได้ ๙ ปีพระชัณษาได้ ๓๐ ปีพระองค์แต่งให้พระเดชะไปขอกองทัพไทย พระเจ้ากรุงไทยเร่งยกทัพมาถึงตั้งสู้รบ จับได้สมเด็จพระเรียมกับสมเด็จพระภคินีโยนำไปกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๘๔๘ ศกปีมเมียนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๐ ปี มีพระราชบุตรกับพระแม่นางนักนางเทพบุบผาพระองค์หนึ่ง ชื่อเจ้าพระยาจันทราชา แล้วพระองค์เสด็จไปประดับพระสารีริกธาตุที่ภูเขาสันธุก สมเด็จเสด็จกลับคืนยังจัตุรมุขพนมเพ็ญ ครั้งนั้นมีพระ ยาช้างเผือกช้างหนึ่งเปนมงคลของบรมบพิตร พระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๘๖๖ ศกปีชวดนักษัตรได้ ๓๗ ปี พระชัณษาได้ ๕๘ ปีพระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว สมเด็จเจ้าพระยางามขัติยราชาเกิดปีมเสงเบญจศกมาถึงปีชวดฉศกพระชัณษาได้ ๓๒ ปี พระองค์ทรงราชย์สนองพระบวรราชบิดาในเมืองปาสาณ ได้อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามสมเด็จเสด็จพระศรีสุคนธบทราชาธิราชรามาธิบดี เมื่อลุศักราช ๘๗๐ ศกปีมโรงนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๓๖ ปี จึงขุนหลวงพระเสด็จชื่อเจ้ากันเดิมเปนบุตรมนตรีในเมืองปาสาณ มีจิตรกำเริบตั้งตัวเปนกระษัตริย์ในเมืองปาสาณ ครั้นพระเจ้าศรีสุคนธบทราชาธิราชทรงราชย์ ลุศักราช ๘๗๔ ศกวอกนักษัตรได้ ๙ ปี พระชัณษาได้ ๔๐ ปี มนตรีของพระองค์นั้นลอบฆ่าพระองค์เสียที่แม่น้ำสะตึงแสน พระเจ้าจันทราชาผู้เปนพระอนุชาพระเจ้าศรีสุคนธบทเกิดปีมเมียอัฐศก เมื่อถึงปีมโรงพระชัณษาได้ ๒๓ ปี หนีไปกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๘๗๘ ศกชวดนักษัตรได้เก้าปีพระชัณษาได้ ๓๑ ปี พระองค์ถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ โปรดให้พระองค์เสด็จมาถึงเมืองโพธิสัว พระองค์ให้ตั้งค่ายอยู่ณเมืองอมราบดีรันทบูร ชาวเมืองยอมเข้ากับพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์ครองราชสมบัติลุศักราช ๘๘๒ ศกมโรงนักษัตร ได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๓๕ ปี มีพระราชบุตรกับสมเด็จพระอรรค มเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชา พระองค์บรมบพิตรทรงราชย์มา ลุศักราช ๘๘๘ ศกจอนักษัตรได้ ๑๑ ปี พระชัณษาได้ ๔๑ ปี พระองค์จึงยกทัพไปรบกับเจ้ากัน ๆ ตายกลางศึกแล้ว พระองค์กลับคืนมาเมืองโพธิสัตว บรรดาไพร่พลเมืองใหญ่น้อย ก็ยอมเข้ากับพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์จึงให้ตั้งชื่อค่ายที่พระองค์เคยสถิตย์อยู่ ให้เรียกว่าค่ายบรรทายมีไชย แล้วพระองค์สร้างพระพุทธรูปอัฐรัศองค์หนึ่งอยู่ณเมืองอมราบดีรันทบูร ลุศักราช ๘๙๐ ศกชวดนักษัตรได้ ๑๒ ปี พระชัณษาได้ ๔๓ ปี จึงพระองค์ออกจากค่ายบรรทายมีไชย มาสถิตย์อยู่ณเมืองลงแวก พระองค์ให้ก่อค่ายด้วยศิลาข้างล่างแล้วพูนดินบนศิลาเสร็จแล้ว สร้างพระพุทธรูปอัฐรัศ ๔ องค์ องค์หนึ่งทำด้วยไม้จริง พระบาทพระพุทธรูปนั้นทำด้วยศิลา ผินพระปฤษฎางค์เข้าหากัน ผันพระภักตร์ออกทั้ง ๔ ทิศ แล้วสร้างพระวิหารมีมุขเด็ดทั้ง ๔ ด้าน มียอดอยู่กลาง ฝาผนังประดับกระจกปิดทอง แล้วให้สร้างพระพุทธไสยศน์นิพพานด้วยศิลา แลพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ทำด้วยศิลาไว้ที่บนเนินเขาพระราชทรัพย์ พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๐๒ ศกชวดนักษัตรได้ ๒๕ ปี พระชัณษาได้ ๕๕ ปี พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาจึงยกทัพมาถึงพระนครหลวงในปีชวดนั้น พระองค์ยกทัพไปถึงพระนครหลวงรบชะนะพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาหนีไป พระเจ้าจันทราชาจับได้ชเลยไทยเปนอันมาก แล้วเสด็จกลับเข้ามาครองราชสมบัติ ลุศักราช ๙๑๕ ปี ศกฉลูนักษัตร บุษยมาสาพฤหัศบดี วาระสาระศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบพิตรพระชัณษาได้ ๖๘ ปี อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนาม พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีสุริโยปพันธุธรรมิกราชา จึงตั้งสมเด็จพระราชเทพีขึ้นเปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีศรีท้าวธิดา พระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๙๑๗ ศกเถาะนักษัตรพระชัณษาได้ ๗๐ ปี จึงพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้เจ้าพระยาโอง ผู้เปนสมเด็จพระเรียมของพระเจ้าจันทราชายกทัพไทยไพร่พล ๙ หมื่น มาถึงเมืองโพธิสัตวแล้วพระองค์เสด็จไปรบกับสมเด็จพระเรียมซึ่งอยู่ณกรุงไทย เมื่อเสด็จไปสถิตย์อยู่ที่เมืองโพธิสัตวมีนิมิตรอุบัติเหตุให้เห็นปรากฎเปน ไชยมงคล มีต้นโพธิ์ต้นหนึ่งตายไปหลายปีแล้ว มีลำต้นกิ่งก้านกลับสดใส แตกยอดแลใบเปนขึ้นเหมือนแต่ก่อน พระองค์จึงให้เอาธูปเทียนหมากพลูเครื่องสักการไปบูชา สมโภชพระศรีมหาโพธิต้นนั้น แล้วพระองค์จึงนำพระราชบุตรกับไพร่พลออกรบมีไชยชะนะเจ้าพระยาโองราชา ๆ สุรคตณปีเถาะนั้น พระองค์ให้ปลงพระศพเสร็จแล้ว จับไทยไว้เปนชเลยเปนอันมาก แล้วพระองค์ให้จัดตกแต่งบูชาต้นศรีมหาโพธินั้นให้เรียกว่าพระโพธิมีบุญ จึงได้เรียกว่าเมืองโพธิสัตวแต่นั้นมา แล้วพระองค์จึงให้สร้างพระวิหารเสร็จแล้ว จึงให้เอาพานพระศรีของพระองค์กับของพระเรียม มา สร้างเปนพระพุทธรูปสองพระองค์ไว้ในพระวิหารนั้น แล้วพระองค์ให้บรรจุพระอัฐิของพระเรียมไว้ในพระวิหารนั้น แล้วเสด็จกลับคืนมา ณค่ายลงแวก เมื่อแผ่นดินของพระองค์นั้นทรงพระสพักยาว ๘ ศอก บรรดามุขมนตรีใหญ่น้อยล้วนแต่ห่มผ้าสไบยาว ๘ ศอก ถือพัดใบตาลขี่แคร่กั้นกรรชิง แต่บรรดามุขมนตรีใหญ่น้อย ถ้าจะทูลแลขานให้ว่าพระบาทอะมะจัด แปลว่าพระบาทพระเปนเจ้า ลุศักราช ๙๒๘ ศกขาลนักษัตรได้ ๕๐ ปี พระชัณษาได้ ๘๑ ปี พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว สมเด็จพระบรมราชาเกิดปีมโรงโทศก ๘๘๒ พระชัณษาได้ ๔๗ ปี พระองค์เถลิงทรงราชย์สนองสมเด็จพระบวรราชบิดาอยู่ในค่ายลงแวกนั้น ลุศักราช ๙๒๘ ศกขาลนักษัตรขึ้นห้าค่ำกรรติกมาสาอาทิตยวาระสาระศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตร อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ทรงตั้งพระวงษ์ใหญ่เปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระภัควดีศรีจักรพรรดิราช มีพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง ลุศักราช ๙๐๓ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๒ ปี สมภพสมเด็จพระสัตถา แล้วพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่ออนักนางเกสร เกิดพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง ลุศักราช ๙๑๘ ศกมโรงนักษัตรพระชัณษาได้ ๓๗ ปี สมภพพระศรีสุพรรณ พระองค์มีแม่นาง ๆ หนึ่งชื่ออนักนางวงษ์ มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อลุศักราช ๙๒๗ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๖ ปีสมภพเจ้าพระยาอ่อน เมื่อพระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๓๒ ศก มเมียนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๕๑ ปี พระองค์เสด็จไปสถิตย์ณเมืองกุมพงกระสัง พระองค์ให้ไปตีเมืองนครราชสีมาแขวงกรุงไทยได้ชเลยเปนอันมาก แล้วเสด็จกลับคืนมา เมื่อปีมเมียนั้น เจ้ากรุงลาวให้ขุนนางสองคนกับไพร่พันหนึ่งนำช้างใหญ่ช้างหนึ่งสูง ๘ศอกมาชวนชนพนัน ถ้าช้างข้างไหนแพ้จะเอาเมืองข้างนั้นเปนเมืองขึ้น แต่ช้างของพระองค์สูงได้ ๗ ศอก พระองค์ให้ชนชนะช้างกรุงลาว จึงใหยื้อไพร่พลลาวไว้ ให้แต่ช้างนั้นกลับไป เจ้ากรุงลาวก็โกรธ เมื่อศักราช ๙๓๓ ศกมแมนักษัตรพระองค์ทรงราชย์ได้ ๖ ปี พระชัณษาได้ ๕๒ ปี จึงเจ้ากรุงลาวยกทัพเรือทัพบกมา เจ้ากรุงลาวมาทางบกให้อุปราชมาทางเรือ เจ้ากรุงลาวนั้นมาถึงแดนเมืองสันธุก จึงพระองค์ออกไปสู้รบกับเจ้ากรุงลาวนั้น พระองค์ชนะเจ้าลาว ๆ หนีไปได้จับได้แต่ชเลยเปนอันมาก พระองค์กลับมา พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๓๔ ศกวอกนักษัตรได้ ๗ ปี พระชัณษาได้ ๕๓ ปี อุปราชลาวยกทัพมาถึงเกาะเจ้าราม พระองค์ทรงเรือประดับกระจกกับเรือนุภาพเปนอันมากออกรบกับอุปราชลาวได้ไชยชะ นะอุปราชลาวในเกาะเจ้ารามณปีวอกนั้น แล้วจับพวกลาวนั้นมาเปนชเลยเปนอันมาก แล้วให้เรียกลาวนั้นว่า อ้ายลาวเรือหัก พระบรมราชาพระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๓๘ ศกชวดนักษัตรได้ ๑๑ ปี พระชัณษาได้ ๕๗ ปี จึงสุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงสมเด็จพระสัตถาเกิดปีฉลูพระชัณษาได้ ๒๔ ปี ขึ้นทรงราชย์สนองสมเด็จพระบวรราชบิดาอยู่ ณค่ายลงแวก เมื่อศักราช ๙๓๘ ศกชวดนักษัตรขึ้น ๘ ค่ำเชฎฐมาสาวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรอภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ยกพระวงษ์ใหญ่เปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีศรีจักรพรรดิราช มีพระราชบุตรสองพระองค์ แต่ครั้งศักราช ๙๓๖ ศกจอนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๒ ปี สมภพสมเด็จพระไชยเชษฐา ลุศักราช ๙๔๑ ศกเถาะนักษัตรได้ ๕ ปีพระชัณษาได้ ๒๗ ปี สมภพสมเด็จเจ้าพระยาตน ลุศักราช ๙๔๒ ศกมโรงนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๘ ปี สมภพเจ้าพระยาโยม พระมารดาชื่อแพงลาวผู้เปนแม่สาว เมื่อปีมโรงนั้นพระองค์ให้ยกกองทัพไปตีเขตรแดนกรุงไทยชนะได้ครอบครัวบ้าง แล้วเสด็จกลับมาพระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๔๖ ศกวอกนักษัตร แต่พระองค์ทรงราชย์มาได้ ๙ ปี พระชัณษาได้ ๓๒ ปี พระองค์สบพระราช หฤไทยด้วยสมเด็จพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ ให้ทรงราชย์เปนเสด็จคือกระษัตรทั้งสองพระองค์ พระราชบุตรผู้พี่นั้นปีวอก พระชัณษาได้ ๑๑ ปี ได้อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระไชยเชษฐาธิราชรามา ธิบดี พระราชบุตรผู้น้อยนั้นปีชวดพระชัณษาได้ ๖ ปี อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี แต่พระบาทบรมบพิตรทั้ง ๓ พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๕๕ ศกปีมเสงนักษัตรได้ ๒ เดือนพระองค์บรมบพิตรบวรราชบิดาทรงราชย์ได้ ๑๘ ปี พระชัณษาได้ ๔๑ ปี สมเด็จพระราชบุตรองค์ใหญ่ ทรงราชย์แต่ปีวอกมาถึงมเสงได้ ๑๐ ปี พระชัณษาได้ ๒๐ ปี พระราชบุตรองค์น้อยทรงราชย์แต่ปีวอกมาถึงปีมเสงได้ ๑๐ ปี พระชัณษาได้ ๑๕ ปี จึงสมเด็จพระนเรศวรพระเจ้ากรุงไทย ยกกองทัพไพร่พล ๕ หมื่นมารบกับพระองค์ ๆ พาสมเด็จพระอรรคมเหษีกับสมเด็จพระราชบุตรทั้งสองหนีไปอยู่ณเมืองศรีส่อชอ ลุศักราช ๙๕๖ ศกปีมเมียนักษัตร สมเด็จพระราชบิดาพระชัณษาได้ ๔๒ ปี สมเด็จพระราชบุตรองค์ใหญ่พระชัณษาได้ ๒๑ ปีพระราชบุตรองค์น้อยพระชัณษาได้ ๑๖ ปี พระองค์บรมบพิตรเห็นสมเด็จพระรามเชิงไพร ไปขอพระเทพีของพระองค์แล้ว พระองค์พาสมเด็จพระอรรคมเหษีกับพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ไปเมืองลาว

๏ ฝ่ายพระองค์บรมบพิตร เมื่อลุศักราช ๙๕๗ ศกปีมแมนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๓ ปี พระไชยเชษฐาพระราชบุตรใหญ่ เมื่อลุศักราช ๙๕๘ ศกวอกนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๓ ปี พระบาทบรมบพิตรทั้งสองพระองค์ารคตอยู่ที่เมืองลาว ยังแต่พระบรมราชาธิราชผู้เปนพระอนุชา พระชัณษาได้ ๑๘ ปี อยู่เมืองลาว เมื่อครั้งแผ่นดินพระบรมราชาจะทูลจะขานจะทรงพระสพัก บรรดามุขมนตรีกับนายมหาดนายพลจะห่มผ้าสะไบ พระองค์บัญญัติตามเยี่ยงอย่างสมเด็จพระไอยกาไอยกีสมเด็จพระบวรราชบิดา กล่าวเรื่องราวพระมหากระษัตรทรงราชย์อยู่ณค่ายละแวกนั้นสิ้นความแต่เท่านี้

๏ ฝ่ายสมเด็จพระศรีสุพรรณผู้เปนพระอนุชาพระบรมราชาไปอยู่เมืองลาวนั้นพระองค์ เปนพระมหาอุปโยราช พระองค์ยกสมเด็จพระชาติสัตรีผู้เปนพระราชบุตรีเจ้าพระยายศราชา ผู้เปนพระกนิษฐาพระทวดเดียวกันกับพระองค์มาเปนพระอรรคชายา ลุศักราช ๙๔๑ ปีศกเถาะนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๓ ปี สมภพพระราชบุตรกับสมเด็จพระราชเทพีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามสมเด็จพระไชยเชษฐา ลุศักราช ๙๕๑ ศกฉลูนักษัตร พระชัณษาได้ ๓๔ ปี สมภพพระอุไทยตั้งแต่พระองค์ยังเปนพระมหาอุโยราช จนลุศักราช ๙๕๕ ศกมเสงนักษัตร พระชัณษาได้ ๓๗ ปี สมเด็จพระไชยเชษฐาประสูตรในปีมเสงนั้น พระชัณษาได้ ๑๕ ปี สมเด็จพระอุไทยประสูตรณปีมเสงพระชัณษาได้ ๕ ปี ครั้งนั้นจึงพระนเรศวรเปนเจ้าได้พระองค์กับพระราชเทพีพระราชบุตร แล้วกวาดต้อนครัวเขมรไปเปนอันมาก ลุศักราช ๙๕๖ ศกมเมียนักษัตรเดือนสาม จึ่งพระนเรศวรเปนเจ้านำพระองค์ไปกรุงศรีอยุทธยา ให้แต่พระมหามนตรีเปนแม่ทัพใหญ่รั้งอยู่อุดงฦๅไชย

๏ จะกล่าวถึงนักพระรามเชิงไพร เมื่อศักราช ๙๐๗ ศกมเสงสมภพนักพระรามเชิงไพร ณปีมเมียนั้นครั้นพระชัณษาได้ ๕๐ ปี ขึ้นครองราชสมบัติณเมืองศรีส่อชอ ลุศักราช ๙๕๗ ศกมแมนักษัตรนักพระรามเชิงไพรนั้นพระชัณษาได้ ๕๑ ปี ครั้งนั้นพระองค์ยกทัพมาไล่กองทัพพระมหามนตรีกำจัดจากเมืองอุดงฦๅไชยหนีกลับ ไปกรุงศรีอยุทธยาพระองค์กลับไปเมืองศรีส่อชอพระองค์เสวยราชสมบัติมาลุศักราช ๙๕๘ ศกวอกนักษัตรได้ ๓ ปี พระชัณษาได้ ๕๒ ปี มีฝรั่งคนหนึ่งชื่อละวิศเวโล พระบรมราชาเสด็จไปเมืองลาวได้ขอมาเปนบุตรบุญธรรม ครั้นฝรั่งนั้นมาถึง พระรามเชิงไพรจะล่อลวงฆ่าฝรั่ง ๆ รู้ตัวลอบฆ่าพระองค์สุรคต ณปีวอกอัฐศกนั้น ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว ฝรั่งนั้นไปเชิญพระบรมราชาผู้เปนพระราชบุตรน้อยของพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี มาจากเมืองลาวเมื่อศักราช ๙๕๙ ศกรกานักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๑๙ ปี พระองค์มาทรงราชย์อยู่ณเมืองศรีส่อชอ ลุศักราช ๙๗๑ ศกกุนนักษัตรได้ ๓ ปี พระชัณษาได้ ๒๑ ปี พระองค์ยกทัพไปจับเจ้าเมืองตะบงคะมุมจึงมีจามชื่อโปรัตกับแขกชื่อฬะสะมะนา ลอบฆ่าพระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงพระยาอ่อนผู้เปนสมเด็จพระปิตุลาเกิดปีฉลู ขึ้นทรงราชย์สนองสมเด็จพระภัคนีโยณเมืองศรีส่อชอ เมื่อปีกุนนั้นพระชัณษาได้ ๓๕ ปี ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชา พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๙๗๒ ปี ศกชวดนักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๓๖ ปีจึงพระองค์ให้หานางท้าวภรรยาพระสเถร์มาเปนแม่นาง นางท้าวหายอมตามราชหฤไทยไม่ จึงพระองค์ทรงกริ้วให้เอาตัวนางท้าวไปจำขื่อไว้แล้วพระสเถร์หนีไปอยู่บ้าน แก้วพระเพลิง แล้วกลับมาลอบฆ่าพระองค์สุรคต ณปีชวด ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงเจ้าพระยาโยมเกิดปีมโรงผู้เปนพระภัคินีโยขึ้นเสวยราชย์ณเมืองศรีส่อชอณปี ชวด พระชัณษาได้ ๒๑ ปีทรงพระนามสมเด็จพระแก้วฟ้า พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๖๓ ศกฉลูนักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๒๒ ปี สมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์ไม่ดำริห์ราชกิจการศึกการแผ่นดินสิ่งใด พอพระไทยแต่จะเที่ยวไปประพาศป่าล้อมมฤคชาติ ไม่ทรงประพฤติตามโบราณราชธรรม เที่ยวไปขึ้นเย่าเรือนหาบุตรสาวชาวเมือง ทำการทุราจารอยู่ดังนี้ จึงสมเด็จพระเทวีกระษัตรเปนสมเด็จพระไอยกี พระองค์ให้ราชสาสนไปขอสมเด็จพระศรีสุพรรณผู้เปนพระภัคินีโยแต่กรุงศรีอยุทธ ยา ครั้งเมื่อแผ่นดินพระบรมราชา นักพระราม สมเด็จพระบรมราชา สมเด็จพระแก้วฟ้า ทั้งสี่พระองค์นั้นหาบริบูรณ์ไม่ บรรดาราษฎรเมืองใหญ่น้อยเกิดการกำเริบ ตั้งตัวเปนใหญ่ไล่จับกันไปขายกิน เมืองนั้นเสื่อมสูญไปได้ ๗ ปี แต่ปีมเสงจนกรุงไทยยกมาถึงปีฉลูได้ ๙ ปี จึงพระเจ้ากรุงไทยปล่อยให้สมเด็จพระศรีสุพรรณมาจากกรุงไทย มาทรงราชย์สนองสมเด็จพระเรียมณเกาะสาเกด ในปีฉลูนั้นจึงสมเด็จพระเทวีกระษัตรผู้เปนพระมาตุจฉา ถอดสมเด็จพระแก้วฟ้าออกจากราชสมบัติ แล้วพระองค์นำสมเด็จพระภัคินีโยกับพระราชนัตโตพระราชนัตตานี กับบรรดาพระวงษ์ใหญ่น้อยให้ไปพร้อมกันอยู่ณเกาะสาเกด จึงให้ป่าวร้องตามบรรดาเมืองใหญ่น้อยมาเข้ากับพระองค์บ้างยังบ้าง ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามภูมิ์ลำเนาแล้ว พระนางให้ไปขอสมเด็จพระไชยเชษฐาเปนพระราชบุตรผู้พี่แต่พระเจ้ากรุงไทย จึ่งพระเจ้ากรุงไทยโปรดพระราชทานให้มาแล้วพระองค์ให้สมเด็จพระราชบุตรทั้ง สองพระองค์ปราบบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยราบสิ้นแล้ว พระองค์ไปสถิตย์อยู่ที่ละวาเอมแขวงเมืองพนมเพ็ญเมื่อศักราช ๙๗๓ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๖ ปี อภิเศกทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี จึงยกสมเด็จพระชาติสัตรีขึ้นเปนอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีศรีโสชาติชาดา พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๖๔ ศกขานนักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๔๗ ปี สมเด็จพระแก้วฟ้าเกิดปีมโรง ครั้นมาถึงปีขาลพระชัณษาได้ ๒๓ ปี ออกเปนศัตรูจะลอบฆ่าสมเด็จพระมาตุลา พระองค์ทราบให้จับได้พิฆาฏเสียในปีนั้น พระองค์บรมบพิตรให้ทำพระภูษาเสื้อครุยเอาอย่างไทย แล้วทรงบัญญัติให้บรรดามุขมนตรีใหญ่น้อย นายมหาดนายพลทำเสื้อครุยสวมไม่ให้ห่มผ้าสไบเหมือนเมื่ออยู่ณเมืองลงแวกแล้ว พระองค์บัญญัติให้ทูลให้ขานว่าพระศรีสรรเพ็ชญ์สมเด็จนรนารถ แล้วพระองค์บัญญัติให้บรรดาขุนนางผู้หญิงขานว่าพ่อ ให้ขานสมเด็จพระอรรคมเหษีว่าแม่ ตามบรรดาพระองค์เจ้านอกจากทรงราชย์ว่าพระบาทอะมะจัด แปลเปนคำไทยว่าพระบาทผู้เปนเจ้า พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๑๕๕๐ สัมฤทธิศกมเมียนักษัตรได้ ๑๘ ปี พระชัณษาได้ ๖๓ ปี พระองค์เวนราชสมบัติให้สมเด็จพระไชยเชษฐาผู้เปนพระราชบุตรองค์ใหญ่ ครั้นลุศักราช ๙๘๑ ศกมแมนักษัตรขึ้น ๘ ค่ำ อาสาฬหมาศยังเปนเชฎฐมาศพฤหัศบดี พระชัณษได้ ๖๔ ปี พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงสมเด็จพระไชยเชษฐาเสด็จมาทรงราชย์สนองสมเด็จพระบวรราชบิดาอยู่ณอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๙๘๐ สัมฤทธิศกมเมียนักษัตรขึ้นหนึ่งค่ำเจตรมาสายังเปนคุณมาสา จันทวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จพระบรมนารถบพิตรพระชัณษาได้ ๔๐ ปี ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระไชยเชษฐาธิราชรามาธิบดี พระองค์จึงยกพระราชบุตรีเจ้าองญวนผู้เปนพระชายานั้นขึ้นเปนพระ อรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีพระบวรกระษัตรี พระองค์มีแม่นางคนหนึ่งชื่อนักนางศุข มีพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง เมื่อครั้งศักราช๙๖๖ศกมโรงนักษัตรพระชัณษาพระองค์ได้๒๖ปี สมภพเจ้าพระ ยาตัว แล้วพระองค์มีแม่นางคนหนึ่งชื่อนักนางทอง มีพระราชบุตรองค์หนึ่งเมื่อครั้งศักราช ๙๗๕ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาพระองค์ได้ ๓๕ ปีสม ภพเจ้าพระยาหนู มีแม่นางลาวหนึ่งชื่อนักนางบุษป์ มีราชบุตรองค์หนึ่ง ลุศักราช ๙๘๒ ศกวอกพระชัณษาได้ ๔๒ ปี สมภพเจ้าพระยาจันทร์พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๘๓ ศกรกานักษัตรได้ ๔ ปี พระชัณษาได้ ๔๓ ปี พระเจ้ากรุงไทยยกกองทัพมาถึงพนมจังกาง พระองค์ยกทัพไปสู้รบกับทัพกรุงไทย ๆ หนีไป จับได้ชเลยเปนอันมากแล้ว พระองค์ให้เรียกไทยว่าเสียมจังกาง ลุศักราช ๙๘๔ ศกจอนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๔๔ปี จึงพระมหาอุปราชกรุงไทยยกทัพเรือมาถึงพระองค์ให้ยกทัพไปสู้รบ พระมหาอุปราชกรุงไทยต้านทานไม่ได้ จึงยกทัพถอยกลับคืนไปยังกรุงไทยแล้ว พระองค์สร้างพระเจดีย์ใหญ่ชื่อพระเจดีย์ไตร ตรึงษ์ บนเขาพระราชทรัพย์แล้ว พระองค์บัญญัติให้บรรดามุขมนตรีใหญ่น้อยกับบรรดานายมหาดนายพลจะทูลขานให้ว่า สมเด็จพระนารายน์ นรนารถ พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๘๙ ศกเถาะนักษัตรขึ้นสามค่ำมิคสิรมาสาพฤหัศบดีได้ ๑๐ ปี พระชัณษาได้ ๔๙ ปี พระองค์สุรคตลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว สมเด็จพระอุไทยผู้เปนพระอนุชา เมื่อสมเด็จพระเชษฐายังมีพระชนม์อยู่นั้น ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมราชา เมื่อศักราช ๙๘๙ ศกเถาะนักษัตรพระชัณษาได้ ๓๙ ปี พระองค์ไม่ทรงราชย์ พระองค์ขึ้นเปนมหาอุปโยราช ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมราชา พระองค์บัญญัติให้บรรดามุขมนตรี ทูลแลขานให้ว่าพระภูธรนรนารถพระองค์มีแม่นางคนหนึ่งชื่อนักนางสนเกิดพระ ราชบุตรด้วยแม่นางนั้นองค์หนึ่ง เมื่อครั้งศักราช๙๘๒ ศกวอกนักษัตรพระชัณษาพระองค์ยังได้ ๓๒ ปี สมภพนักนอน พระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางสวดเกิดพระราชบุตรสององค์ด้วยแม่นางนั้น เมื่อลุศักราช ๙๙๖ ศกจอนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๖ ปี สมภพนักโส ลุศักราช ๙๙๙ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๔๙ ปี สมภพนักตน พระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางอิน ได้มีพระราชบุตรพระองค์หนึ่งด้วยแม่นางนั้น ครั้นลุศักราช ๑๐๐๐ สัมฤทธิศกขาลนักษัตรพระชัณษาได้ ๕๐ ปี สมภพนักอิ่ม

๏ ฝ่ายเจ้าพระยาตัว ทางพระนามสมเด็จพระศรีธรรมราชา เกิดในปีเถาะนั้น พระชัณษาได้ ๒๔ ปี พระองค์ทรงราชย์สนองสมเด็จพระบวรราชบิดาไปสถิตย์ในเกาะโค่ลก (ว่าเกาะน้ำเต้า) ได้อภิเศกทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระศรี ธรรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๙๒ ศกมะเมียนักษัตรได้ ๔ ปี พระชัณษาได้ ๒๗ ปี พระองค์ให้ยกทัพไปจับชาวกรุงไทยในเขตรแดนเมืองนครราชสีมา ได้ครอบครัวมาบ้าง พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๙๙๖ ศกจอนักษัตรเดือนสามได้ ๘ ปี พระชัณษาได้ ๓๑ ปี พระองค์เกิดรบกับพระบาทสมเด็จพระบรมราชา ธิราชผู้เปนพระมาตุลา พระมาตุลาให้พิฆาฏพระองค์สุรคต เมื่อครั้งแผ่นดินของพระองค์บัญญัติให้มุขมนตรีใหญ่น้อยทูลแลขานว่าพระราช สมภารบารมีพิเศษ จึงเจ้าพระยาหนูทรงพระนามสมเด็จพระองค์ทองนั้นเกิดปีฉลูลุศักราช ๙๙๗ ศกกุนนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๓ ปีพระองค์ขึ้นทรงราชย์อยู่ณอุดงฦๅไชย ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระองค์ ทองราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์บัญญัติให้มุขมนตรีใหญ่น้อยจะทูลขานให้ว่าพระกรุณาพิเศษ พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๑๐๐๐ สัมฤทธิศกขาลนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๒๖ ปี จึงตะเลิงอยู่เมืองระลังเครินคิดการกำเริบ พระองค์ให้จับได้ พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๑๐๐๑ ศกเถาะนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๒๗ ปี เสด็จสุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงนักนอนทรงพระนามสมเด็จพระประทุมราชาเปนพระราชบุตรพระบาทสมเด็จพระ บรมราชาธิราช พระองค์ขึ้นทรงราชย์สนองสมเด็จพระเรียมณอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๑๐๐๑ ศกเถาะนักษัตรขึ้น ๗ ค่ำ สาวนมาสายังเปนอาสาธมาสา ศุกรวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จพระบรม นารถบรมบพิตร พระชัณษาได้ ๒๐ ปี ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระประทุมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ทรงตั้งนักยาผู้เปนพระราชบุตรีสมเด็จพระไชยเชษฐา และเปนพระภัคินีพระไอยกาเดียวกับพระองค์ เปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามเรียกสมเด็จพระภัควดีพระบวรกระษัตรี เกิดพระราชบุตองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๐๒ ศกมโรงนักษัตร สมภพสมเด็จพระศรีไชยเชษฐ แล้วพระองค์บัญญัติให้ทูลให้ขานตามอย่างพระองค์ผู้เปนพระเจ้าพี่ พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๐๓ ศกมเสงนักษัตรได้ ๓ ปี พระชัณษาได้ ๒๒ ปี พระบาทสมเด็จพระบรมราชา ธิราชพระองค์เปนมหาอุปโยราช ลุปีมเสงนั้นได้ ๑๕ ปี พระชัณษาได้ ๕๓ ปี จึงเจ้าพระยาจันทร์พระนามเปนสมเด็จพระสัตถา พระองค์ออกเปนศัตรู ลอบพิฆาฏสมเด็จพระมาตุลากับสมเด็จพระอนุชา ทั้งสองพระองค์สุรคตเมื่อปีมเสงนั้น จึงสมเด็จพระสัตถาพระชัณษาได้ ๒๒ ปี ขึ้นทรงราชย์อยู่ณอุดงฦๅไชย ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระรามาธิบดี จึงพระองค์บัญญัติให้ทูลให้ขานสมเด็จพระมาตุลา สมเด็จพระบวรมาดา สม เด็จพระภัคินีโย สมเด็จพระภัคินียา สมเด็จพระราชนัตโต สมเด็จพระราชนัตตานี ให้ว่าพระกรุณาพิเศษเหมือนพระองค์บรมบพิตร เมื่อครั้งแผ่นดินพระองค์ทั้งหกนั้นจะขานทูล บรรดาพระองค์เจ้านอกจากทรงราชย์นั้นว่าพระบาทอะมะจัดเหมือนพระองค์สถิตย์ อยู่ณเมืองลงแวกนั้น พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๑๐๑๙ ศกรกานักษัตรได้ ๑๗ ปี พระชัณษาได้ ๓๘ ปี พระองค์กับนักอิ่มพระนามเรียกสมเด็จพระแก้วฟ้าเกิดรบกับนักโส พระนามเรียกสมเด็จพระประทุมราชา นักตนนั้นพระนามเรียกสมเด็จพระอุไทย เนื้อความนี้ยกไว้ก่อน

๏ ฝ่ายสมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางจันทร์ลาว มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๑๗ ศกมแมนักษัตร พระชัณษาได้ ๑๘ ปี สมภพนักโนนพระรามาธิบดีกับสมเด็จพระแก้วฟ้า ลุศักราช ๑๐๒๑ สัมฤทธิศกจอนักษัตรพระชัณษาได้ ๓๙ ปี สมเด็จพระแก้วฟ้านั้นเกิดปีจอ พระชัณษาได้ ๒๑ ปี จึงสมเด็จพระราชมารดาญวน ให้ไปขอกองทัพญวนมารบพระองค์ จับได้ใส่กรงไปไปสุรคตที่เมืองญวนณปีจอนั้น พระแก้วฟ้านั้นหายไปกลางรบทัพเรือเมื่อปีนั้น แล้วญวนกลับรบด้วยสมเด็จพระประทุมราชา กับสมเด็จพระอุไทย ลุศักราช ๑๐๒๑ ศกกุนนักษัตร จึงพระองค์ทั้งสองชนะญวน ๆ หนีไปเมืองญวน พระองค์จึงขึ้นทรงราชย์ณอุดงฦๅไชย สมเด็จพระประทุมราชา ปีจอลุถึงปีกุนพระชัณษาได้ ๒๖ ปี พระองค์ยกนักลีผู้เปนพระภัคินี พระบวรบิดาเดียวกับพระองค์มาเปนพระราชเทพี พระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางไทย มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๒๓ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๘ ปี สมภพเจ้า พระยาโส พระองค์มีพระราชบุตรด้วยแม่นางชื่อนักนางเภาองค์หนึ่ง ลุศักราช ๑๐๑๖ ศกมเมียนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๑ ปี สมภพนักชีพระองค์ครองราชย์มา ลุศักราช ๑๐๒๘ ศกขาลนักษัตรขึ้นสิบค่ำ เจตรมาสายังเปนผคุณมาสาจันทวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จพระบรมนารถบรมบพิตร พระชัณษาได้ ๒๙ ปี พระองค์ขึ้นทรงราชย์ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี จึงยกนักลีขึ้นเปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภัควดีพระจอมกระษัตรี แล้วพระองค์มีช้างเผือกงาเดียวข้างหนึ่งเปนมงคล ครั้งนั้นเมืองบาเรนเปนขบถ พระองค์ให้ยกทัพไปตีได้แล้ว ทรงตั้งสมเด็จพระอุไทยผู้เปนพระอนุชาขึ้นเปนมหาอุปโยราช ลุศักราช ๑๕๘๖ ศกมโรงนักษัตรแรม ๑๔ ค่ำกรรติกมาสา ศุกรวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จพระบรม นารถบรมบพิตร เมื่อพระชัณษาได้ ๒๘ ปี ทรงพระนามสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๓๔ ศกชวดนักษัตรขึ้น ๔ ค่ำบุษยมาสายังเปนมิคสิรมาสาวันศุกร ได้ ๑๔ ปี พระชัณษาได้ ๓๙ ปี สมเด็จพระศรีไชยเชษฐทรงพระนามสมเด็จพระประทุมราชา ผู้เปนพระราชบุตรเขย ออกเปนประจามิตรคิดลอบฆ่าพระองค์ ๆ สุรคต พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์เปนมหาอุปโยราช แต่ปีมโรงมาถึงปีชวดนั้นได้ ๙ ปี พระชัณษาได้ ๓๖ ปี พระองค์หนีไปเมืองญวน จะไปขอกองทัพญวนมารบกับสมเด็จพระประทุมราชาผู้เปนพระภัคินีโย แล้วนักโนนนั้นไปกับพระองค์ สมเด็จพระประทุมราชาเกิดปีมโรงขึ้นทรงราชย์อยู่ณอุดงฦๅไชย เมื่อปีชวดนั้นพระชัณษาได้ ๓๓ ปี จึงพระองค์ยกสมเด็จพระท้าวกระ ษัตรีผู้เปนพระอรรคมเหษีพระรามาธิบดีมาเปนพระชายา พระองค์ครองราชย์มาลุศักราช ๑๐๓๕ ศกฉลูนักษัตรได้ ๕ เดือน พระชัณษาได้ ๓๐ ปี จึงสมเด็จพระท้าวกระษัตรีให้แขกลอบฆ่าพระองค์สุรคต จึงนักชีทรงพระนามสมเด็จพระแก้วฟ้า ขึ้นทรงราชย์อยู่ในอุดงฦๅไชยในปีนั้นพระชัณษาได้ ๒๐ ปี พระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางเภา มีพระ ราชบุตรองค์หนึ่ง ลุศักราช ๑๐๓๙ ศกเถาะนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๒ ปี สมภพเจ้าพระยายอง ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีผู้เปนพระมาตุลาพาญวนมารบกับสมเด็จพระ แก้วฟ้า ผู้เปนพระภัคินีโยเมื่อปีฉลูนั้นลุศักราช ๑๐๓๖ ศกขาลนักษัตร พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีพระชัณษาได้ ๓๘ ปีพระองค์สุรคต จึงนักโนนเกิดปีมแมผู้เปนพระราชบุตรสมเด็จพระแก้วฟ้า เมื่อปีขาลนั้นพระชัณษาได้ ๒๐ ปีขึ้นทรงราชย์สนองสมเด็จพระรามาธิบดี แต่ครั้งญวนมารบกับสมเด็จพระแก้วฟ้า พระองค์ทรงราชย์มาลุศักราช ๑๐๓๘ ศกมโรงนักษัตรมิคสิรมาสาได้ ๔ ปีพระชัณษาได้ ๒๓ ปี พระองค์สุรคตอยู่ณเมืองปรัมตำลึง ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงเจ้าพระยาโสทรงพระนามสมเด็จพระศรีไชยเชษฐาเกิดปีฉลู ผู้เปนพระอนุชาขึ้นครองราชย์สนองสมเด็จพระเรียม เมื่อศักราช ๑๐๓๘ ศกมโรงนักษัตรขึ้นเจ็ดค่ำมาฆมาสาพฤหัศวาร แต่ครั้งพระชัณษายังได้ ๑๖ ปี พระองค์สถิตย์อยู่อุดงฦๅไชย จึงนักโนนกับพระองค์เกิดรบกันแล้วพระองค์ให้ไปขอกองทัพกรุงไทย จึงพระนารายน์เจ้ากรุงไทยให้ยกกองทัพบกกองทัพเรือมาช่วยรบกับนักโนน เมื่อศักราช ๑๐๔๑ ศกมแมนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๕ ปี นักโนนหนีไปเมืองญวนแล้ว นักโนนมีแม่นางบุตรจีนคนหนึ่งชื่อนักนางเอม มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อครั้งศักราช ๑๐๔๓ ศกรกานักษัตรพระชัณษาได้ ๒๗ ปี สมภพนักอิ่ม ลุศักราช ๑๐๔๔ ศกจอนักษัตร จึงนักโนนให้ไปเกลี้ยกล่อมจีนจงกลมาอยู่ณเมืองจาม จีนจงกลยอมเข้ากับพระองค์ ๆ ให้ยกทัพมารบได้เมืองโกรมนายแล้ว ตีล่วงเข้ามาถึงเมืองพนมเพ็ญจนถึงเมืองอุดงฦๅไชย ครั้งนั้นพระองค์ไปสถิตย์อยู่เมืองทรนมจะรึง เมื่อปีจอนั้น พระองค์ให้เกณฑ์กองทัพไปรบกับจีนพวกจีนถอยหนีไปตั้งอยู่เกาะแตง ลุศักราช ๑๐๔๕ ศกกุนนักษัตรพระองค์กลับมาสถิตย์อยู่อุดงฦๅไชย ลุศักราช ๑๐๔๖ ศกชวดนักษัตร นักโนนมาแต่เมืองญวนมาสถิตย์อยู่เมืองศรีส่อชอ ให้พวกจีนมารบกับพระองค์อิก ลุศักราช ๑๐๔๙ ศกเถาะนักษัตร สมเด็จพระศรีไชยเชษฐาทรงราชย์ได้ ๑๒ ปี พระชัณษาได้ ๒๗ ปี พระองค์ทรงประชวรไข้ทรพิศม์ จึงมอบเวนราชสมบัติถวายสมเด็จพระราชมารดา ครั้นพระองค์หายประชวรแล้วออกทรงผนวชได้เจ็ดวันแล้วลาผนวช ลุศักราช ๑๐๕๐ สัมฤทธิศกมโรงนักษัตร จึงสมเด็จเจ้าพระยาอยู่เมืองกันจงเอียเปนขบถคิดร้ายต่อพระองค์แล้วหนีไปเข้า กับนักโนน พระองค์จึงรับครองราชสมบัติ เมื่อปีมโรงนั้นพวกจีนยกมารบกับพระองค์ ๆ มีไชยชนะพวกจีนได้สำเภาสองลำจึงพระองค์รับนักอีผู้เปนพระราชบุตรสมเด็จพระ ประทุมราชา แลเปนพระภัคินีโยพระไอยโกเดียวกับพระองค์มาเปนพระอรรคมเหษี ลุศักราช ๑๐๕๑ ศกมเสงนักษัตร จึงนักโนนไปขอกองทัพญวนมาทำศึกกับพระองค์ ๆ มีไชยชนะพวกญวน ๆ กลับไปเมืองญวน ลุศักราช ๑๐๕๒ ศก มเมียนักษัตรขึ้นหกค่ำบุษยมาสายังเปนมิคสิรมาสา พฤหัศวารสารศัพท มโหรติง ในสมเด็จพระบรมนารถบรมบพิตร พระชัณษาได้ ๓๐ ปี พระองค์ขึ้นทรงราชย์ ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระไชยเชษฐา บรม สุรินทราชาธิราชรามาอิศวร จึงยกนักอีขึ้นเปนอรรคมเหษีทรงพระนามพระภัควดีศรีบรมจักรพรรดิกระษัตรี มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๕๓ ศกมแมนักษัตร พระชัณษาได้ ๓๑ ปี สมภพพระศรีธรรมราชา นักโนนนั้นเกิดปีมแมพระชัณษาได้ ๓๗ ปี พระองค์สุรคต

๏ ฝ่ายเจ้าพระยายอง พระนามเปนสมเด็จพระอุไทยนั้นยกสมเด็จพระองค์สุทธกระษัตรี ผู้เปนพระราชบุตรีพระบรมราชาผู้เปนพระมาตุจฉาเปนพระชายา มีพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๕๔ ศกวอกนักษัตรพระชัณษาได้ ๑๘ ปีสมภพนักตน ในปีวอกนั้นพระวงษ์จามนำไพร่พลมาขึ้นกับพระไชยเชษฐาแล้ว พระองค์ทรงราชย์ลุศักราช ๑๐๕๗ ศกกุนนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๓๕ ปี จึงพระองค์มอบเวนราชสมบัติไปให้สมเด็จพระอุไทยผู้เปนสมเด็จพระภัคินีโยอยู่ ในอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๑๐๕๗ ศกกุนนักษัตรขึ้นสามค่ำ วิศาขมาสาศุกรวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตร พระชัณษาพระองค์ได้ ๒๑ ปี เสด็จขึ้นทรงราชย์ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระรามาธิบดี

๏ ฝ่ายพระไชยเชษฐา เมื่อปีกุนนั้นพระองค์ออกทรงผนวชได้ ๕ วัน แล้วพระองค์ลาผนวช

๏ ฝ่ายพระรามาธิบดี พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๕๘ ศกชวดนักษัตรขึ้น ๑๔ ค่ำวิศาขมาสาวันจันทร์ได้ปีหนึ่ง พระชัณษาได้ ๒๒ ปี พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงสมเด็จพระ ไชยเชษฐาพระองค์รับเอาราชสมบัติคืน เมื่อปีชวดนั้นพระองค์ได้ช้าง เผือกพังช้างหนึ่งเปนมงคล จึงพระองค์ให้ไปรับนักอิ่ม พระชัณษาได้ ๑๖ ปี ผู้เปนราชบุตรนักโนนมาจากเมืองญวนในปีชวดนั้น ลุศักราช ๑๐๕๙ ศกฉลูนักษัตร แรม ๙ ค่ำอาสาธมาสาศุกรวารสารศัพทมโหรติงในสมเด็จพระมาตุลา ตั้งพระนามนักอิ่มเปนสมเด็จพระแก้วฟ้า แล้วพระองค์ยกพระราชบุตรีของพระองค์ ทรงพระนามสมเด็จพระมหากระษัตรีให้เปนชายาสมเด็จพระแก้วฟ้า ก็มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๖๕ ศกมแมนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๓ ปี สมภพนักชีทรงพระนามสมเด็จพระสัตถา แลพระบาทบรมบพิตรพระองค์ทรงราชย์มา ลุศักราช ๑๖๒๑ ศกเถาะนักษัตรได้ ๔ ปี พระชัณษาได้ ๓๖ ปี จึงอ้ายอิ่ม นเรนทร์บุตรพระยาปัญญาเสนาเมญ เปนศัตรูขบถต่อพระองค์ อ้าย อิ่มนเรนทร์ให้ไปนำเจ้าเมืองญวนยกทัพมารบกับพระองค์ พระองค์ถอยไปอยู่ณเมืองโพธิสัตว แล้วพระองค์ให้ยกทัพไปจับได้ตัวอ้ายอิ่มนเรนทร์เอาไปฆ่าเสีย พระองค์ทรงราชย์มาลุศักราช ๑๐๖๒ ศกมโรงนักษัตรได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๔๐ ปี พระองค์มอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระแก้วฟ้า ๆ เกิดปีมโรงพระชัณษาได้ ๒๐ ปี สมเด็จพระแก้วฟ้าทรงราชย์สนองสมเด็จพระมาตุลา

๏ ฝ่ายพระไชยเชษฐา เมื่อลุศักราช ๑๐๖๓ ศกมเสงนักษัตร พระชัณษาได้ ๔๑ ปี พระองค์ออกทรงผนวชอยู่ณวัดโพธิ์มีบุญได้ ๓ วันลาผนวช จึงสมเด็จพระแก้วฟ้ายกราชสมบัติถวายพระองค์ ๆ รับครองราชสมบัติคืนในปีมเสงนั้นพระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๖๔ ศก มมียนักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๔๒ ปี จึงพระองค์มอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระศรีธรรมราชา ผู้เปนพระราชบุตรครองราชย์สนองพระองค์ในเมืองโพธิสัตวในปีมเมียนั้น พระศรีธรรมราชาพระชัณษาได้ ๑๒ ปี พระองค์ครองราชย์ ลุศักราช ๑๐๖๔ ศกมเมียนักษัตรได้ ๒ ปี จึงสำเรอ (ว่ากะเหรี่ยง) อยู่เมืองคุลามีจิตรกำเริบตั้งตัวเปนใหญ่ พระองค์ให้ไปปราบได้แล้ว เสด็จมาสถิตย์อยู่อุดงฦๅไชย ณปีมแมนั้น พระองค์ครองราชย์ ลุศักราช ๑๐๖๖ ศกวอกนักษัตรได้ ๓ ปีพระชัณษาได้ ๑๔ ปี พระองค์ยกราชสมบัติถวายคืนสมเด็จพระราชบิดา ลุศักราช ๑๐๖๙ ศกรกานักษัตร สมเด็จพระไชยเชษ ฐาพระชัณษาได้ ๔๖ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้ ๓ วันแล้วลาผนวช จึงพระวงษ์ลาวนำไพร่พลหนีมาพึ่งพระองค์อยู่เปนอันมาก แล้วพระองค์ให้นักตน ทรงพระนามสมเด็จพระองค์ทองผู้เปนพระภัคินีโย สมเด็จพระอนุชาติกระษัตรีผู้เปนพระราชบุตรีของพระองค์ ผู้เปนพระกนิษฐาพระไอยกาเดียวกันมาเปนพระชายา พระองค์ทั้งสองเกิดพระ ราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อลุศักราช ๑๐๗๑ ศกฉลูนักษัตร พระชัณษาได้ ๑๘ ปี สมภพนักโส

๏ ฝ่ายสมเด็จพระไชยเชษฐา พระองค์ครองราชย์ ลุศักราช๑๐๖๙ ศกกุนนักษัตรได้ ๔ ปี พระชัณษาได้ ๔๗ ปี พระองค์มอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระราชบุตรขึ้นทรงราชย์ สนองพระองค์ในอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๑๐๖๙ ศกกุนนักษัตร ขึ้น ๑๑ ค่ำอาสาธมาสายังเปนเดือนเจ็ดศุกรวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระองค์ขึ้นทรงราชย์ ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระศรีธรรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางชาติสัตรี มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๗๘ ศกมโรงนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๒ ปี สมภพเจ้าพระยาจันทร์ แลมีแม่นางหนึ่งชื่ออนักนางศรีบุบผา มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง เมื่อศักราช ๑๐๖๘ ศกจอนักษัตร พระชัณษาได้ ๑๖ ปี สมภพนักอิ่ม ลุศักราช ๑๐๗๒ ศกขาลนักษัตรพระชัณษาได้ ๒๐ ปี สมภพนักสงวน พระองค์ทรงราชย์เมื่อปีขาลนั้นได้ ๔ ปี พระองค์ให้พวกลาวยกมาแต่เมืองบาที จะให้ไปอยู่ที่เกาะรามกับพระยาราชาเศรษฐี พวกลาวไม่ไป ลาวกลับหนีไปกับสมเด็จพระแก้วฟ้าผู้เปนพระเรียม แล้วพระศรีสุคนธบทผู้เปนพระวงษ์ไม่ได้ช่วยรบกับลาว ตกใจหนีไปเข้ากับชาวป่า

๏ ฝ่ายพระศรีธรรมราชา พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๗๖ ศก มเมียนักษัตรได้ ๘ ปี พระชัณษาได้ ๒๔ ปี

๏ ฝ่ายสมเด็จพระองค์ทองผู้เปนพระอนุชา เมื่อปีมเมียนั้น พระชัณษาได้ ๒๓ ปี จึงพระองค์ทั้งสองทำศึกรบกับสมเด็จพระแก้วฟ้าผู้เปนพระเรียม ๆ ให้ไปพาญวนกับพระศรีสุคนธบทกับชาวป่ากับลาว มาตั้งสกัดขัดทัพเกลี้ยกล่อมบรรดาชาวเมือง ๆ ทั้งปวงก็ยอมเข้ากับพระองค์แล้วยกมาล้อมค่ายพระองค์ทั้งสองได้ ๓ เดือน จึงพระองค์ทั้งสองกับนัก อิ่มพระชัณษาเกิดเมื่อปีมเมียได้๙ ปี จึงพระองค์หลีกหนีไปกรุงศรีอยุทธ ยา แลสมเด็จพระแก้วฟ้า เมื่อปีมเมียพระชัณษาได้ ๓๔ ปีขึ้นครองราชย์ในอุดงฦๅไชย สนองสมเด็จพระอนุชาพระองค์ครองราชย์ลุศักราช ๑๐๗๙ ศกมเมียนักษัตรได้สองปี พระชัณษาได้ ๓๕ ปี จึงพระศรีธรรมราชากับสมเด็จพระองค์ทอง พระองค์ทั้งสองเสด็จไปกรุงศรี อยุทธยาเมื่อปีมแมนั้น สมเด็จพระองค์ทองพระชัณษาได้ ๒๔ ปี จึงสม เด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยารับสั่งให้เจ้าพระยาพลเทพกับพระยาราชสุภาวดีกับ ไพร่พล ๑๕๐๐ นำพระองค์มาเปนทางไมตรี ครั้นถึงเมืองปัตบองสมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์ไม่รับเปนทางไมตรี ลุศักราช ๑๐๗๘ ศกวอกนักษัตรเดือนหก จึงพระยาไทยทั้งสองนำพระองค์กลับไปกรุงศรีอยุทธยา

๏ ฝ่ายพระไชยเชษฐา เมื่อถึงเดือน ๗ ปีวอกนั้น พระชัณษาได้ ๕๖ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้ ๕ วัน แล้วลาผนวช

๏ ฝ่ายสมเด็จพระแก้วฟ้า เมื่อปีวอกนั้น พระชัณษาได้ ๓๖ ปี พระองค์มอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระอรรคมเหษี พระองค์ออกทรงผนวช เมื่อเดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำวันพฤหัศบดีได้ ๓ วันแล้วพระองค์ลาผนวช

๏ ฝ่ายพระศรีธรรมราชา พระองค์ทูลลาพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ ให้สมเด็จพระองค์ทองมาตั้งรักษาสกัดเมืองก่อนกองทัพไทย เมื่อปีวอกนั้นพระชัณษาได้ ๒๕ ปี พระองค์มาตั้งสกัดขัดด่านเมืองปัตบองกับเมืองโพธิสัตว ชาวเมืองทั้งสองยอมอยู่กับพระองค์ จึงสมเด็จพระแก้วฟ้าให้ยกกองทัพญวนมารบกับพระองค์ ๆ ต้องปืนญวนแล้วพระองค์ถอยมาสถิตย์อยู่กับคนป่าที่บ้านรซีสัน รอคอยกองทัพมาแต่กรุงศรีอยุทธยา

๏ ฝ่ายพระศรีธรรมราชา พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๗๙ ศกรกานักษัตรได้ ๔ ปี พระชัณษาได้ ๒๗ ปี จึงพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยา ให้พระยาโกษากับพระยาเดโชนำกองทัพเรือเกณฑ์ไพร่พล ๕๐๐๐ มารบ

๏ ฝ่ายทัพบกให้เจ้าพระยาจักรีเปนใหญ่ กับนายทัพนายกองเปนอันมาก เกณฑ์ไพร่พลหมื่นหนึ่ง พระองค์นำกองทัพไทยยกมาจึงสมเด็จพระองค์ทองออกจากป่ารซีสันนำบรรดาชาวป่า เข้ามารบ

๏ ฝ่ายทัพเรือนั้นพระองค์ให้ตั้งรับอยู่ณค่ายบันทายมาศ กำปั่นรั่วถอยกลับคืนไปกรุงศรีอยุทธยา

๏ ฝ่ายพระศรีธรรมราชา กับพระองค์ทองพระองค์ ทั้งสองนำกองทัพไทยมาถึงเมืองบาโบ เดี๋ยวนี้เรียกว่าเมืองบริบูรณ์ ลุศักราช ๑๐๘๐ สัมฤทธิศกจอนักษัตร พระศรีธรรมราชาพระชัณษาได้ ๒๘ ปี สมเด็จพระองค์ทองพระชัณษาได้ ๒๗ ปี นำกองทัพไทยเข้ามาถึงอุดงฦๅไชย สมเด็จพระแก้วฟ้าเมื่อปีจอนั้น พระชัณษาได้ ๓๘ ปี พระองค์นำไพร่พลเขมรกับญวนออกมารบกับสมเด็จพระอนุชาทั้งสองพระองค์ กับนายทัพนายกองไทย พระองค์จึงให้ไปขอให้ถอยทัพกลับไปกรุงศรี อยุทธยา แล้วจะให้นำดอกไม้เงินทองไปถวายเปนเมืองขึ้นพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา เจ้าพระยาจักรีไทยกับแม่ทัพแม่กองนำพระองค์ทั้งสองกลับไปกรุงศรีอยุทธยา สมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์ครองราชย์ลุศักราช ๑๐๘๔ ศกขาลนักษัตรได้ ๙ ปี พระชัณษาได้ ๒๒ ปี พระองค์มอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระสัตถาผู้เปนพระราชบุตรครองราชย์สนอง พระองค์อยู่อุดงฦๅไชย เมื่อปีขาลนั้นพระชัณษาได้ ๒๐ ปี พระองค์ยกสมเด็จพระศรีสุชาดาผู้เปนพระราชบุตรีพระไชยเชษฐาผู้เปนพระมาตุจฉา เปนพระอรรคมเหษีสมเด็จพระสัตถา พระองค์ครองราชย์ในปีขานนั้น จึงตะเลิงอยู่ณเมืองนางแผอกคิดกระบถ พระองค์ให้ไปปราบได้แล้วพระไชยเชษฐาผู้เปนพระไอยกาพระองค์ยังสถิตย์อยู่เปน อุปโยราชใหญ่ ลุศักราช ๑๐๘๗ ศกมเสงนักษัตรขึ้น ๑๓ ค่ำอัสสยุชมาสาวันศุกรได้ ๑๙ ปี พระชัณษาได้ ๖๕ ปี พระองค์สุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว สมเด็จพระสัตถาพระองค์ครองราชย์ ลุศักราช ๑๐๙๑ ศกรกานักษัตรได้ ๘ ปี พระชัณษาได้ ๒๗ ปี พระองค์ยกราชสมบัติถวายสมเด็จพระบวรราชบิดา ๆ รับเอาราชสมบัติคืน จึงสมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์ขึ้นทรงราชย์อยู่ในอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๑๐๙๑ ศกรกานักษัตร แรม ๗ ค่ำวิศาขมาสาพุฒวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตร พระชัณษาได้ ๕๙ ปี ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระไชยเชษฐาธิราช รามาอิศวรกรรม์ภูลโลกีย์ตรีไตรภาวนารถ พระองค์ทรงราชย์ได้ ๗ เดือน พระองค์มอบเวนราชย์ให้แก่สมเด็จพระสัตถาผู้เปนพระราชบุตร ขึ้นครองราชย์สนองพระองค์อยู่ในอุดงฦๅไชย เมื่อศักราช ๑๐๙๑ ศกรกานักษัตรแรมสองค่ำกรรติกมาสาพุฒวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระชัณษาได้ ๒๗ ปี ขึ้นทรงราชย์ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จบรมราชาธิราชรามาธิบดี พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๐๙๒ ศกจอนักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๒๘ ปี จึงลาวอยู่ณเมืองพะสูตบาพนม ตั้งตัวเปนนักบุญธรรมมีชัน ไปฆ่าฟันญวนถึงเมืองไซ่ง่อน แล้วฆ่าฟันญวนอยู่ที่เมืองบาพนมข้างนี้ด้วย จึงพระองค์ทั้งสองให้ไปปราบนักบุญได้แล้ว ลุศักราช ๑๐๙๓ ศกกุนนักษัตร เจ้าเมืองญวนโกรธให้ยกกองทัพมารบกับพระองค์ทั้งสอง ๆ จึงถอยทัพไปสถิตย์อยู่เปี่ยมแตรงแขวงเมืองสันธุก ครั้นญวนกลับไปแล้ว พระองค์ทั้งสองเข้ามาสถิตย์อยู่อุดงฦๅไชย ลุศักราช ๑๐๙๔ ศกชวดนักษัตร จึงเจ้าเมืองญวนยกกองทัพมาอิกครั้งหนึ่ง เสด็จทั้งสองถอยไปอยู่เปี่ยมกะเบาแขวงเมืองสันธุก ครั้นญวนกลับไปแล้ว พระองค์ทั้งสองก็เข้ามาสถิตย์อยู่ณเมืองลงแวก

๏ ฝ่ายพระไชยเชษฐา พระแก้วฟ้าพระองค์เปนอุปโยราชใหญ่ได้ ๗ ปี ลุศักราช ๑๐๙๗ ศกเถาะนักษัตร พระชัณษาได้ ๕๕ ปี พระองค์ได้ช้างเผือกพังช้างหนึ่ง ลุศักราช ๑๐๙๘ ศกมโรงนักษัตร ขึ้นห้าค่ำวิศาขมาสาวันอังคาร พระชัณษาได้ ๕๖ ปี พระองค์สุรคตเมื่อปีมโรงนั้น

๏ จะกล่าวเรื่องพระศรีธรรมราชา กับสมเด็จพระองค์ทองซึ่งเสด็จไปอยู่กรุงศรีอยุทธยา

๏ ฝ่ายพระศรีธรรมราชานั้น ครั้นลุศักราช ๑๐๘๓ ศกฉลูนักษัตรพระชัณษาได้ ๓๑ ปี พระองค์สร้างพระเจดีย์หุ้มด้วยดีบุกปิดทองสูง ๙ วา ลุศักราช ๑๐๘๗ ศกมเสงนักษัตร พระชัณษาได้ ๓๕ ปีพระองค์ออกทรงผนวชได้สองเดือนแล้วลาผนวช ลุศักราช ๑๐๙๕ ศกฉลูนักษัตรได้ ๗ ปี พระชัณษาได้ ๔๓ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้เดือนหนึ่งแล้วลาผนวช

๏ ฝ่ายสมเด็จพระองค์ทองผู้เปนพระอนุชา เมื่อศักราช ๑๐๙๓ ศก ฉลูนักษัตรเดือนห้า พระองค์สร้างพระเจดีย์หุ้มด้วยดีบุกปิดทองสูง ๗ วา เมื่อปีฉลูเดือนแปดได้ ๓๐ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้ ๘ เดือนแล้วลาผนวช ลุศักราช ๑๐๙๑ ศกรกานักษัตรเดือนหกพระองค์สร้างพระวิหารผูกพัทธสีมา ลุเดือนแปดพระชัณษาได้ ๓๘ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้ ๘ ปีพระองค์ลาผนวช

๏ ฝ่ายนักอิ่ม ลุศักราช ๑๐๘๘ ศกมเมียนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๑ ปี พระองค์ออกทรงผนวชได้ ๓ ปีแล้วลาผนวช ลุศักราช ๑๐๙๓ ศกกุนนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๖ ปี พระองค์ทรงผนวชได้ ๔ ปีจึงลาผนวช ลุศักราช ๑๐๙๗ ศกปีเถาะนักษัตร พระชัณษาได้ ๓๐ ปี จึงสมเด็จพระราชบิดาให้พระนามเรียกสมเด็จพระศรีธรรมราชาแล้วพระองค์ถวาย บังคมลาพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ ให้มาเปนไมตรีกับพระบรมราชา ๆ หายอมเปนไมตรีไม่ แล้วสมเด็จพระศรีธรรมราชาค้างอยู่ณเมืองนางรองแขวงเมืองนครราชสิมา

๏ ฝ่ายพระบรมราชา พระสัตถา ทั้งสองพระองค์เสวยราชย์ ลุศักราช ๑๐๙๘ ศกมโรงนักษัตรได้ ๘ ปี พระชัณษาได้ ๓๔ ปีพระองค์ออกทรงผนวชได้ ๓ วันแล้วลาผนวช ลุศักราช ๑๐๙๙ ศกมเสงนักษัตร พระองค์ทรงราชย์ได้ ๙ ปี พระชัณษาได้ ๓๕ ปี พระองค์ไม่วางพระไทยในสมเด็จพระศรีสุชาดา ซึ่งเปนพระอรรคมเหษีกับนักโสซึ่งเปนสมเด็จพระอุไทย นักสงวนซึ่งเปนสมเด็จพระไชยเชษฐากับเจ้าพระยาจันทร์ซึ่งเปนสมเด็จพระประ ทุมราชา ผู้เปนพระอนุชาทั้งสามพระองค์ จึงพระองค์เสด็จไปสถิตย์อยู่เมืองพนมเพ็ญ แล้วพระองค์จะให้คนมาล้อมฆ่าพระองค์ทั้งสี่ จึงพระองค์ทั้งสามผู้เปนพระอนุชาคิดกำเริบเที่ยวเกลี้ยกล่อมบรรดาครอบครัว อยู่ในเมืองลงแวกชาวเมืองเข้ากับพระองค์สิ้นแล้วจึงพระบรมราชาแลพระสัตถา ทราบเหตุยกทัพมารบกับสมเด็จพระอุไทย ๆ พระองค์รบมีไชยชนะตั้งสกัดบรรดาครอบครัวทางเรือได้กับพระองค์ทั้งสิ้น สมเด็จพระศรีไชยเชษฐานั้นพระองค์ไปสกัดขัดทัพเมืองบาพนมฟากตวันออก ซึ่งยอมอยู่กับพระองค์ทั้งสิ้น สมเด็จพระประทุมราชา พระองค์สกัดขัดทัพข้างฟากตวันตก ซึ่งยอมอยู่กับพระองค์สิ้นแล้ว จึงพระองค์ทั้งสองให้ยกไปตามพระบรมราชา พระสัตถา กับอนักอิ่ม ผู้เปนพระอนุชาทั้งสามพระองค์ ซึ่งหนีไปเมืองญวนเมื่อปีมเสงนั้น

๏ ฝ่ายสมเด็จพระศรีธรรมราชา ซึ่งมาแต่กรุงไทยนั้น พระองค์เกลี้ยกล่อมชาวป่าได้มากแล้ว พระองค์ยกมาตีเมืองนคร ๆ จึงยอมอยู่กับพระองค์เมื่อปีมเสงนั้น

๏ จะกล่าวเรื่องพระศรีธรรมราชา กับสมเด็จพระองค์ทอง เมื่อปีมเสงนั้น พระองค์ทั้งสองถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ เบิกให้พระองค์เสด็จมาทัพเรือ เมื่อปีมเสงพระชัณษาได้ ๔๗ ปี พระองค์มาถึงเมืองจันทบุรี เข้าไปถึงเมืองกำปอดกะพงโสม

๏ ฝ่ายสมเด็จพระองค์ทอง เมื่อปีมเสงพระชัณษาได้ ๔๖ ปี พระองค์เสด็จมาอยู่เมืองนางรอง รวบรวมชาวป่ายกมาตามสมเด็จพระศรีธรรมราชา มาถึงเมืองนครแล้วพระองค์พามาสถิตย์อยู่ใกล้เกาะสำโรงแสน จึงสมเด็จพระมาตุจฉากับสมเด็จพระอนุชา พระราชบุตรา พระราชบุตรี พระภัคินีโย มารับพระองค์เข้าไปอยู่แพรกสำ โรงแสนนั้นแล้ว

๏ ฝ่ายสมเด็จพระศรีธรรมราชา พระองค์ยกมาแต่เมืองนครไปเมืองสันธุก พามาอยู่พร้อมเพรียงกับพระองค์อยู่แพรกสำโรงแสนแล้ว สมเด็จพระองค์ทองพระองค์นำบรรดาคนซึ่งมาด้วยพระองค์ เข้ามาสถิตย์อยู่อุดงฦๅไชยเมื่อปีมเสงนั้น จึงพระองค์ให้เอาช้างม้ากับไพร่พลไปรับพระศรีธรรมราชา ผู้เปนสมเด็จพระเรียมเสด็จมาจากเมืองกะพงโสม เข้ามาสถิตย์อยู่เมืองตรัง ลุศักราช ๑๑๐๐ สัมฤทธิศก มเมียนักษัตร จึงสมเด็จพระองค์ทองผู้เปนพระอนุชา ให้สมเด็จพระอุไทยผู้เปนพระราชบุตร กับสมเด็จพระศรีไชยเชษฐา เปนภัคินีโย กับสมเด็จพระภัคินียาไปรับพระองค์ถึงเมืองเชิงกรรชุม จึงพระ องค์เสด็จมาสถิตย์อยู่เมืองพนมเพ็ญ แล้วสมเด็จพระมาตุจฉากับสมเด็จพระอนุชา แลสมเด็จพระศรีธรรมราชา สมเด็จพระประทุมราชา สมเด็จพระราชบุตรีบรรดาซึ่งเปนพระภัคินียา ไปรับพระองค์พร้อมกันอยู่พนมเพ็ญนั้น จึงสมเด็จบรมบพิตรเสด็จเข้ามาสถิตย์อยู่ อุดงฦๅไชย พระองค์ขึ้นทรงราชย์อิก เมื่อปีมเมียนั้นพระชัณษาได้ ๔๘ ปี ทรงพระนามพระบาทสมเด็จเสด็จพระไชยเชษฐาธิราชรามา ธิบดี พระองค์ยกอนักนางชาติกระษัตรีเปนพระอรรคมเหษี พระนามเปนสมเด็จพระชาติกระษัตรี

๏ ฝ่ายสมเด็จพระองค์ทอง ผู้เปนพระอนุชานั้นขึ้นเปนมหาอุปโยราช ลุศักราช ๑๑๐๐ สัมฤทธิศกมเมียนักษัตรแรม ๔ ค่ำผคุณมาสาพุฒวารสารศัพทมโหรติง ในสมเด็จพระเรียมบรมนารถบรมบพิตร ถวายพระนามเมื่อชัณษาได้ ๔๗ ปีเรียกสมเด็จพระรามาธิบดี แล้วพระองค์ประสมสมเด็จพระศรีธรรมราชาผู้เปนพระราชบุตร ยกอนักแบนพระนามสมเด็จพระเอกกระษัตรี เปนพระราชบุตรีของพระอนุชาผู้ร่วมพระบิดาเดียวกันมาเปนพระชายาสมเด็จพระศรี ธรรมราชา แล้วพระองค์ถวายพระนามสมเด็จพระประทุมราชา กลับเรียกเปนสมเด็จพระแก้วฟ้า พระองค์ประสมให้ยกอนักองค์บดทรงพระนามสมเด็จพระอนุชาติสัตรี ผู้เปนพระภัคินียาเปนพระราชบุตรีสมเด็จพระรามาธิบดีเปนพระชายาสมเด็จพระแก้ว ฟ้า มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง ทรงพระนามอนักองค์อาจ ถวายพระนามอนักองค์ทองแล้ว พระองค์ทรงประสมสมเด็จพระอุไทยราชาผู้เปนพระภัคินีโย ให้ยกอนักองค์เภาทรงพระนามสมเด็จพระมหากระษัตรี ผู้เปนสมเด็จพระภัคินีพระสัตถามาเปนพระราชเทพี มีพระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามอนักองค์ตน เมื่อปีมแมศักราช ๑๑๐๑ สมเด็จพระอุไทยราชาพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่ออนักนางรด มีพระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามอนักองค์ปาง มีพระราชบุตรีองค์หนึ่งทรงพระนามอนักองค์มี อนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระศรีธรรมราชาเสด็จไปอยู่ณกรุงศรีอยุทธยานั้น พระองค์มีแม่นางไทยหนึ่งชื่ออนักนางรอด มีพระราชบุตรสององค์ทรงพระนามอนักองค์หิงหนึ่ง อนักองค์ด้วงหนึ่ง แล้วมีพระราชบุตรีกับสมเด็จพระชาติสัตรีองค์หนึ่งชื่ออนักองค์แก้ว ทรงพระนามเรียกสมเด็จพระโสภากระษัตรี ผู้เปนที่รักใคร่ชอบพระราชหฤไทยในสมเด็จพระราชบิดา

๏ ฝ่ายสมเด็จพระแก้วฟ้า ได้อยู่กับสมเด็จพระอนุชาติสัตรีได้ห้าปี แล้วพระองค์ทรงประชวรสุรคต จึงพระองค์ถวายพระนามอนักองค์หิงเรียกสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ แล้วพระองค์ประสมให้ยกสมเด็จพระอนุชาติสัตรีผู้เปนพระราชเทพีสมเด็จพระแก้ว ฟ้า มาเปนพระชายาสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ แล้วพระองค์ถวายพระนามอนักองค์ด้วงเปนพระราชบุตร เรียกสมเด็จพระแก้วฟ้าอิก พระองค์ทรงประสมให้ยก อนักองค์มี ผู้เปนพระราชบุตรีสมเด็จพระอุไทยราชา แล้วเปนพระภัคินียาพระไอยกาเดียวกันมาเปนพระราชเทพี ลุอนักองค์มีทรงครรภ์สมภพพระราชบุตรสุรคต จึงสมเด็จพระแก้วฟ้าพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่ออนักนางทา เปนบุตรพระยากลาโหม (มั่น) มีพระราชบุตรีองค์หนึ่งทรงสมภพเมื่อปีจอศักราช ๑๑๑๖ ทรงพระนามอนักองค์อี่ กับพระราชบุตรองค์หนึ่ง ทรงสมภพเมื่อปีชวดศักราช ๑๑๑๘ ให้พระนาม อนักองค์ธรรม

๏ ฝ่ายสมเด็จพระศรีไชยเชษฐา พระองค์ไม่มีพระราชเทพี มีแต่พระแม่นาง มีพระราชบุตรสองพระองค์ ทรงพระนามอนักองค์โนนหนึ่ง อนักองค์ชีหนึ่ง

๏ ฝ่ายอนักองค์โนนนั้นสมภพในปีวอกศักราช ๑๑๐๒ ถวายพระนามเรียกสมเด็จพระราม

๏ ฝ่ายสมเด็จพระศรีธรรมราชาบรมบพิตรพระองค์ทรงราชย์ ภาย หลังให้สมเด็จพระอุไทยราชาขึ้นเปนพระมหาอุปโยราชเมื่อศักราช ๑๑๐๐ สัมฤทธิศกมเมียนักษัตรมาถึงปีกุนศักราช ๑๑๐๕ ได้ ๕ ปี ในปีนั้นเกิดน้ำมาก ครั้งนั้นสมเด็จพระมหากระษัตรีเกิดวิวาทกับสมเด็จพระอุไทยราชาผู้เปนสมเด็จ พระเรียม เพราะสมเด็จพระเรียมชอบพระราชหฤไทยนางห้ามคนหนึ่งชื่ออนักเหมา สมเด็จพระมหากระษัตรีบรมบพิตรจะห้ามปรามมิได้ไม่สบายในพระไทย พระองค์เสด็จออกไปอยู่ปลายเขตรแดนเมืองสันธุก (เรียกว่าเมืองจำปรัง) จึงเจ้าลาวรู้ข่าวแล้วให้มาเชิญพระองค์ไปอยู่เมืองลาวแต่ปีกุนมาถึงปีเถาะ ศักราช ๑๑๐๙ ปี พระองค์สุรคตอยู่เมืองลาวในปีเถาะนั้น พระยานเรนทร์ตกเจ้าเมืองป่าสักเปนคนเก่งกาจ คิดกำเริบฆ่าญวนตั้งตัวเปนใหญ่เกลี้ยกล่อมไพร่ยกไปถึงเกาะโฮงเปียมเม่สอ สู้รบกับทัพญวนในปีเถาะนั้น ภายหลังสมเด็จพระศรีธรรมราชาพระองค์ทรงราชย์ได้ ๑๐ ปี พระชัณษาได้ ๕๗ ปี พระองค์ทรงพระประชวรสุรคตดับพระชนม์ในปีเถาะนั้น จัดแจงทำพระเมรุยกพระศพเสร็จแล้ว จึงบรรดาพระมหาสังฆราชพระครูกับเจ้าฟ้าทะละหะเอก แลมุขมนตรีทั้งหลาย ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ครองราชย์ในปีเถาะนั้น ลุปีมโรงศักราช ๑๑๑๐ ปี จึงเจ้าเมืองญวนโกรธ ให้แม่ทัพญวนพาพระสัตถายกมารบชนะพระยา นเรนทร์ตก แล้วเผาเรือรบแตกขึ้นไปถึงบันทายสะแดก แตกไปถึงค่ายบันทายพนมเพ็ญ ค่ายเจ้าฟ้าทะละหะเอก แตกไปถึงค่ายบันทายมุขกำพูลจนถึงพระยาฦๅ จึงสมเด็จพระรามาธิบดี กับสมเด็จพระราชบุตร กับพระภัคินีโย พระภัคินียา ยาตราออกจากบันทาย เพ็ชรเสด็จไปกรุงศรีอยุทธยาในปีมโรงนั้น

๏ ฝ่ายกองทัพญวนส่งสมเด็จพระสัตถา มาอยู่บนตำหนักสมเด็จพระ อุไทยราชา ณบ้านข้างตวันตกบึงปลาม้าได้ ๖ เดือน จึงพระยากระ ลาโหมอก พระยาสุวรรคาโลกอก กลับมาจากสมเด็จพระรามาธิบดีซึ่งไปอยู่กรุงศรีอยุทธยา พระยาทั้งสองมาถึงเมืองโพธิสัตว คิดอ่านนำไพร่พลยกทัพมาสู้รบกับญวนที่ทุ่งสาปอังกาม (แปลว่าทุ่งร้านแกลบอิฐ) ยกตามไล่ญวนมาถึงบันทายเพ็ชร

๏ ฝ่ายอนักองค์เอง ผู้เปนพระอนุชาสมเด็จพระสัตถานั้น พระองค์ประชวรสุรคตณเมืองกะพงชะนัง จึงกองทัพญวนนำสมเด็จพระสัตถาถอยกลับไปเมืองญวน พระองค์ไปสุรคตที่เมืองญวนนั้น

๏ ฝ่ายพระยากระลาโหมอก พระยาสุวรรคาโลกอก ยกมารบชนะญวนแล้วอยู่เปนใหญ่ในเมืองบันทายเพ็ชร จึงให้หนังสือไปกราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษ กับสมเด็จพระรามาธิบดีได้ทรงทราบเนื้อความทุกประการแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษ ตรัสใช้ให้สมเด็จพระศรีไชยเชษฐาออกมาถึงบันทายเพ็ชร เสด็จไปครองราชย์เมื่อศักราช ๑๑๑๑ ศก มเสงนักษัตร ทรงพระนามสมเด็จพระศรีไชยเชษฐาราชาธิราชบรมบพิตร แล้วพระองค์ตั้งพระยาสุวรรคาโลกอกขึ้นเปนเจ้าฟ้าทะละหะ ลุศักราช ๑๑๑๒ ศกมเมียนั้น แต่บรรดามุขมนตรีเกลียดชังเจ้าฟ้าทะละ หะอก แล้วเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระศรีไชยเชษฐ หาเหตุ ยุแยงว่าเจ้าฟ้าทะละหะอกคิดขบถ จึงพระศรีไชยเชษฐ ตรัสใช้โปทีมินกับบรรดาแขกจามยกไปล้อมจับเจ้าฟ้าทะละหะอก

๏ ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะอกรู้ตัวก็หนีไปถึงกรุงศรีอยุทธยา แล้วพระศรีไชยเชษฐ ตั้งพระยาจักรีเภาขึ้นเปนเจ้าฟ้าทะละหะ ลุศักราช ๑๑๑๓ ศกมแมนักษัตร จึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษรับสั่งโปรดให้สมเด็จพระรามา ธิบดี กับบรรดาเจ้าเขมรทุกองค์ออกมาอยู่เมืองพม่าเก่า

๏ ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะเอก เปนพระกระเษตร กับเจ้าฟ้าทะละหะอกก็ได้แห่สมเด็จพระรามาธิบดี มาอยู่เมืองพม่าเก่าด้วย

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชา พระองค์ลาสมเด็จพระรามาธิบดีผู้เปนพระบวรราชบิดา ยาตราไปสถิตย์อยู่เมืองนครวัด คิดสร้างพระราชกุศล ลุศักราช ๑๑๑๔ ศกวอกนักษัตรนั้น เจ้าฟ้าทะละหะเอกเปนพระกระเษตร หาเหตุอยากได้เปนใหญ่ คิดกำเริบใช้หมื่นพรหมบุตรไปชักชวนสีลสวดอยู่ณเขาขะโชล ให้ยกกองทัพไปล้อมจับพระศรีไชยเชษฐ เหตุอยากได้ราชสมบัติถวายนักองค์ตน สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ทรงทราบแล้ว กริ้วว่าพระกระเษตรเอกเปนขบถต่อแผ่นดิน พระองค์ให้ล้อมจับฆ่าพระกระเษตรเอกที่เขากำแรงพนมชรอง

๏ ฝ่ายสีลสวดนั้นตั้งตัวเปนองค์ยอง (ว่าเปนเจ้า) แล้ว สีลสวดได้คนผู้หนึ่งมือขาดเท้าขาด ตั้งให้เปนองค์คุลีราช ให้ขี่แคร่กั้นสัปทนยกไพร่พล ๓๐๐๐ เศษ เข้ามาถึงบ้านศีศะกระบือข้างตวันตกณอุดงฦๅไชย พระศรีไชยเชษฐาตรัสใช้พระยาพิศณุโลกบีให้เปนแม่ทัพคุมไพร่พลยกไปสู้รบกับทัพ สีลสวดกับองค์คุลีราช ต้านทานทัพสีลสวดกับองค์คุลีราชนั้นไม่ได้ จึงตรัสใช้พระยาโพวิสาละราชองค์ยกไปช่วยรบรั้งทัพไว้ หมื่นพรหมรู้ข่าวว่าสมเด็จพระรามาธิบดีล้อมจับพระกระเษตรเอกผู้เปนบิดาของ ตัวฆ่าตายแล้ว หมื่นพรหมพากองทัพสีลสวดยกหนีกลับไปเมืองพม่าเก่า ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีพระศรีสุริโยพันธุ พระแก้วฟ้าพระองค์ทองยกไพร่พลออกมารบมีไชยชนะ จับได้สีลสวดกับองค์คุลีราชใส่กรง พระองค์นำออกมาถึงบันทายเพ็ชร ถวายพระศรีไชยเชษฐาผู้เปนพระภัคินีโย ๆ ให้ฆ่าสีลสวดองค์คุลีราชเสีย แล้วพระองค์มาสถิตย์อยู่บันทายเพ็ชรในปีวอกนั้น

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาพระองสถิตย์อยู่นครวัด คิดสร้างพระราชกุศล ลุถึงศักราช ๑๑๑๕ ศกรกานักษัตรได้ ๒ ปี พระชัณษาได้ ๔๕ ปี พระองค์ประชวรพระยอดที่ข้างขวาบรรธมในพระปิฏฐิ แพทย์รักษาไม่หายพระองค์สุรคตในเดือน ๔ ปีรกา จึงสมเด็จพระรามาธิบดีผู้เปนพระบวรราชบิดา พระองค์ตรัสใช้มุขมนตรีให้นำพระศพสมเด็จพระอุไทยราชาผู้เปนพระราชบุตร แต่เมืองนครวัดมาถึงบันทายเพ็ชรจึงตรัสสั่งให้ยกพระศพในปีจอนั้น ศักราช ๑๑๑๖ สัมฤทธิศกแล้วจึงตั้งพระนามอนักองค์ตน ผู้เปนพระราชนัตโตเรียกว่าสมเด็จพระอุไทยราชาเหมือนพระนามสมเด็จพระบวรราช บิดา แล้วพระองค์ให้ตั้งสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์เปนพระมหาอุปราช ลุศักราช ๑๑๑๗ ศกกุนนักษัตร สมเด็จพระศรีไชยเชษฐาพระองค์ทรงราชย์ได้ ๗ ปี พระชัณษาได้ ๔๖ปี พระองค์ทรงพระประชวรสุรคตดับพระชนม์ ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงพระมหาสังฆราชพระราชครูปุโรหิต กับบรรดามุขมนตรีคิดพร้อมกัน ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระรามาธิบดี ๆ พระองค์ครองราชย์เมื่อศักราช ๑๑๑๘ ศกชวดนักษัตร ลุศักราช ๑๑๑๙ ศกฉลูนักษัตรจึงสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ผู้เปนพระมหาอุปราช ให้มาลอบฆ่าสม เด็จพระอุไทยราชา

๏ ฝ่ายพระวรอันษาทอย พระเสนหาอันชิตตน พาพระองค์หนีไปในเพลากลางคืน เดินทางบกไปเมืองเปียม

๏ ฝ่ายพระสัตรีอันชิตอวง พาพระแม่นางกับหญิงพระสนมลงเรือหนีไปถึงเมืองตระนมเสก แปลว่าบ้านนกแก้วจับ ครั้งนั้นสมเด็จพระโสทัตอยู่เมืองเปียม มีความยินดีรับเอาสมเด็จพระอุไทยราชาไปถึงเมืองเปียม แล้วสมเด็จพระอุไทยราชาขอเอาสมเด็จพระโสทัตเปนพระบิดาเลี้ยง จึงสมเด็จพระโสทัตใช้พระยาโกษาลำ พระยาโนเศรษฐีดอกับพระยศ เปนแม่ทัพครองไพร่พลยกมาถึง รบได้เมืองตรัง เมืองบันทายมาศ เมืองไพรกะบาด เมืองนครสับติน เมืองบาที เมืองสำโรงทอง ตลอดเข้าไปถึงสู้รบกับทัพสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ซึ่งเสด็จสถิตย์อยู่เมือง บันทายเพ็ชร์

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชา ลาสมเด็จพระโสทัตคิดเลิกไพร่พลสกลโยธายาตราออกจากเมืองเปียม ตามกองทัพมาต่อภายหลัง ถึงเมืองกระพงกระสังลงเรือพระที่นั่งเปนการเร็ว มาพบกับทัพพระสัตรีอันชิตอวง นำเสด็จกลับขึ้นมาตามแม่น้ำเปียมมัจรุก ตีขึ้นมา ตามลำแม่น้ำเปียมมัจรุก บรรดาชาวนาชาวไร่ก็ตีได้เปนอันมาก ตีไปถึงบ้านแพรก บ้านอำเปิ่น บ้านตึกวิน บ้านอันลงสาร ได้มาเปนเมืองขึ้นทุกตำบล ยกทัพมาถึงพนมเพ็ญ

๏ ฝ่ายทัพสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ ล่าถอยเข้ามาถึงค่าย พวกพลหนีกระจัดกระจายจากกัน

๏ ฝ่ายสมเด็จพระแก้วฟ้า พระองค์ตกใจกลัวว่าเขาจะคิดทำร้ายเสด็จหนีไบอยู่วัดสะแบงแปลงตัวเปนสงฆ์ สมเด็จพระศรีสุริโยพันธุ์ผู้เปนพระมหาอุปราช ตกใจกลัวหนีไปเมืองไพรกะดี จึงบรรดามุขมนตรีนายทัพนายกองตามจับมาได้ ฆ่าเสียที่เมืองกะพงชะนัง

๏ ฝ่ายนักองค์โนนนักองค์ชีนั้น หนีไปทรงผนวชบนพระวิหารไตรย ในพระราชวังของสมเด็จพระรามาธิบดี จึงบรรดามุขมนตรีสมเด็จพระอุไทยราชาขึ้นไปจับสมเด็จพระแก้วฟ้ามาจากพระวิหาร วัดสะแบง ให้ลาผนวชออกแล้ว นำไปฆ่าเสียณวัดวังกระดาน สมเด็จพระอุไทยราชาเสด็จลิลายาตราขึ้นไปถวายบังคมสมเด็จพระรามาธิบดีผู้เปนพ ระไอยกา บรมบพิตรพร้อมมูลอนุกูลด้วยกัน คิดสร้างพระตำหนักข้างเหนือวัดเจดีย์ทะมี (ว่าเจดีย์ใหม่) เปนที่สำหรับพัก พระองค์เสด็จอยู่ได้สองเดือน จึงสมเด็จพระอนุชาติสัตรีผู้เปนพระอรรคมเหษีสมเด็จพระศรีสุริโยพันธุไม่สบาย พระหฤไทย ด้วยคิดพยาบาทสมเด็จพระอุไทยราชา จึงเรียกมนตรีผู้ร่วมใจไปคิดกันกับเจ้าฟ้าทะละหะเภาพระยาวงษาธิราชโสม ยกไปจะลอบฆ่าสมเด็จพระอุไทยราชา ๆ รู้พระองค์จึงเสด็จล่าถอยลงมาถึงกะพงหลวง ลงเรือพระที่นั่งให้จัดเปนกองทัพให้กวาดบรรดาครอบครัวเขมรจีนจามแขกฝรั่ง แต่บรรดาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเข้าเกลี้ยกล่อมยอมเข้าพระองค์ทั้งสิ้น ถอยลงมาอยู่ณเกาะโพพระบาท ฟากข้างตวันตก จึงทรงพระราชทานพระสัตรีอันชิตอวงให้ว่าที่เจ้าฟ้าทะละหะ พระวรอันษาทอยให้ว่าที่ยมราช พระเสนหาอันชิตตนให้ว่าที่จักรี ยกทัพออกจากโพพระบาทไปรบชนะทัพเจ้าฟ้าทะละหะเภา กับบรรดาขุนนางอยู่ข้างสมเด็จพระอนุชาติสัตรีแตกกระจัด กระจาย จะสู้รบไม่ได้ จึงสมเด็จพระรามาธิบดี กับสมเด็จพระอนุชาติสัตรี สมเด็จพระองค์ทอง นักองค์โนน นักองค์ชี ถอยจากบันทายเพ็ชร์ เสด็จออกไปอยู่เมืองโพธิสัตว ตั้งทัพระวังรักษาพระองค์ในปีฉลูศักราช ๑๑๑๙ นั้น สมเด็จพระรามาธิบดีผู้เปนสมเด็จพระไอยกา พระชัณษาได้ ๖๖ ปี พระองค์ทรงประชวรสิ้นพระชนม์อยู่ณเมืองโพธิสัตว ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงบรรดานายทัพนายกองสมเด็จพระอุไทยราชา ยกมารบชนะสมเด็จพระอนุชาติสัตรีสมเด็จพระองค์ทอง ๆ เสด็จถอยไปอยู่ปลายเขตรแดนเมืองโพธิสัตวชื่อบอระวิล ข้างตวันออกไพรระสือซัน

๏ ฝ่ายนักองค์โนนกับนักองค์ชีหนีจากเมืองโพธิสัตว ข้ามไปอยู่เมืองสันธุกพึ่งพระยาเดโชโสมอยู่ จึงแม่ทัพนายกองข้างสมเด็จพระอุไทยราชา ยกขึ้นไปล้อมจับได้สมเด็จพระอนุชาติสัตรีกับสมเด็จพระองค์ทองนำมาฆ่าเสียที่ เมืองกะพงชะนังเสร็จแล้ว จึงสมเด็จพระอุไทยราชาให้พระชนะสงครามมูเปนพระยาเดโช ยกไปรบกับทัพพระยาเดโชโสม จับพระยาเดโชโสมได้ให้ฆ่าเสียแล้ว ล้อมจับได้นักองค์ชีคุมมาถวายพระอุไทยราชา ๆ ให้ฆ่าเสีย

๏ ฝ่ายนักองค์โนนผู้เปนพระรามราชานั้นยังต้องขังอยู่ในกรง ขุนนางคนหนึ่งชื่อพระปาง ลอบเข้าไปแหกกรงพาหนีไปกรุงศรีอยุทธยา จึงสมเด็จพระอุไทยราชาพระองค์ขึ้นทรงราชย์เมืองบันทายเพ็ชร เมื่อศักราช ๑๑๒๐ สัมฤทธิศกขานนักษัตร พระชัณษาได้ ๒๐ ปี ทรงน้ำสังข์สรงพระเกษทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระนารายน์ราชาธิราชรามาธิบดี พระศรีสุริโยพันธุ์บรมสุรินทรา มหาจักพรรดิราช บรมนารถพระบาทบรมบพิตร เสด็จสถิตย์เปนอิศรกำพูลรัตนราช โอภาสชาติวรวงษ์ ดำรงกรุงกัมพูชา มหาอินทปัตนคร บวรวิวัฒนวิเวก เอกราชาขัติยามหาธิบดินทร์ นรินทรอิศโรดม บรมราชวิสุทธวิดุตชาติวงษ์ ทรงพลานุภาพองค์อรรคราชา มหามหินทรนฤนารถ พระบาทบรมบพิตร วิชิตวิไชยไกรอุดม บรมถเกิงถะการ เสด็จมีพระราชหฤไทยประกอบโดยโสภณเจตสิก เตรกตรึกนึกเนาในเจตปัจจัยไทยทาน มีเมตตากรุณามุทุตาอุเบกขากุศลธรรมจำศีลอดอันบำเพ็ญเนาในพระสมถะวิปัสนากรรม ฐาน เว้นสถานอกุศลเว้นจากเวราทั้งห้าบาปธรรมทั้งสิบสี่ให้สิ้นจากพระองค์ เสด็จทรงพยายามตามทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ บังเกิดในพระไตรเหตุกปฏิสนธิศรัทธา จ่ายพระราชทรัพย์ประดับบูชาพระมหารัตนไตรยทั้งสาม พระองค์ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานแก่สมณะพราหมณาจารย์ยาจกกำสรดทุรคตทุก ประเทศ กำพร้าทุกข์ยากลำบากจากที่ลำเนามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบารมีนั้น เปนอเนกอนันต์จะคณนาไม่ได้ แล้วมีพระราชหฤไทยทรงพระกรุณาโปรดให้โอวาทสั่งสอน บรรดามุขมนตรีเสนาบดีใหญ่น้อย อาณาประชาราษฎรให้พ้นจากทุจริตกรรมให้ได้นำตนออกจากไภยจตุราบาย ให้พ้นจากทุกข์ ถึงบรมศุขด้วยผลกุศลของตนต่าง ๆ พระองค์ทรงพระกะตัญญูกะตะเวที มีพระกระมลเจตนาปราถนาในอนาคต ให้ได้ตรัสแจ้งปัญญาสรรเพชญสำเร็จเปนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง โปรดสัตวเหมือนสุวรรณเภตรามหารัตนรงค์อุดงอุดมใหญ่แจ่มแจ้ง หากลัวเกรงซึ่งระลอกในสาครนั้นไม่ ลุศักราช ๑๑๒๑ ศกเถาะนักษัตร จึงเจ้ากรุงลาวให้นำพระอัฐิสมเด็จพระมหากระษัตรีย์ ผู้เปนพระบวรราชมารดามาถวาย พระองค์เสด็จทรงสร้างพระราชกุศล ตั้งพระอัฐิบนปราสาททำบุญสนองคุณสมเด็จพระบวรราชมารดาเสร็จแล้ว จึงแห่พระอัฐิไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ใหญ่บนเนินเขาพระราชทรัพย์ ประดับการพระราชกุศลจนสำเร็จแล้ว ลุศักราช ๑๑๒๒ ศกมโรงนักษัตรวาระศุกร์แรมค่ำหนึ่งกรรติกมาสา ทรงพระเมตตาตั้งนามนักนางวองเรียกว่านักนางมาลาบุบผาวดี เปนที่รักร่วมราชหฤไทยในพระบาทบรมบพิตร ลุศักราช ๑๑๒๓ ศกมเสงนักษัตร พระวงษ์ลาวชื่อกวันอยู่เมืองสทึงแตรงเดี๋ยวนี้เรียกว่าชีแตรง ได้เปนพระศรีไชยเชษฐ เหตุอยากใคร่ได้ความชอบ จึงจัดสำอางนักนางแก้วประทุมาผู้เปนบุตรี นำลงมาจากเมืองสทึงแตรงเข้ามาถวายพระบาทบรมบพิตร สถิตย์อยู่เฝ้าแหนพระองค์ได้สามเดือน เสด็จไม่พอพระไทยบุตรีพระวงษ์ลาวกวันนั้น พระองค์จึงให้ส่งกลับไปเมืองลาว ลุศักราช ๑๑๒๔ ศกมเมียนักษัตรพระองค์ทรงพระราชศรัทธากับพระมหาสังฆราชรูปหนึ่ง ทรงพระนามสมเด็จพระสุคนธาธิบดี ๆ นั้นเดิมชื่อเปม สถิตย์อยู่วัดพระวิหารสะแบงรู้แจ้งอรรถแปลในคัมภีร์พระไตรปิฎกทั้งสามไม่ขัด ข้อง เสด็จทรงนับถือนักหนา ให้อาราธนามาเทศนาถวายทุกวันอุโบสถศีลแล้ว ให้จ่ายพระราชทรัพย์ประดับจตุปัจจัยไตรจีวรบูชาพระธรรมเทศนา แลบูชาพระสงฆ์ บำรุงพระพุทธสาสนาให้รุ่งเรืองประไพในแผ่นดินศุขโสภณ ลุศักราช ๑๑๒๕ ศกมแมนักษัตร พระองค์ออกทรงผนวชจำพรรษาอยู่ณวัดเกาะจีนได้สามเดือน ขุนนางมุขมนตรีบวชตามเสด็จ เสด็จทรงบิณฑบาตอุส่าห์สันโดษโปรดสัตว บรรดาฝรั่งชวาจามย่อมประพฤติตามโอวาทใส่บาตรพระองค์ทุกทินทิวา จนปวารณาออกพรรษา จึงเสด็จลาพระสิกขาบทเสวยราชสมบัติดังก่อน ลุศักราช ๑๑๒๗ ศกรกานักษัตร นักนางมาลาบุบผาวดีมีครรภ์ได้สิบเดือน สมภพพระราชบุตรีองค์หนึ่งทรงพระนามนักองค์เมน จึงพระบาทบรมบพิตรทรงพระเมตตายกนางมาลาบุบผาวดีขึ้นเปนเอกอรรคมเหษี ทรงพระนามสมเด็จพระภควดีพระเอกกระษัตรีย์ศรีจักพรรดิ รัตนราชวรลักษณ์ องค์อรรคกัลยาณี ศรีวิสุทธิอุดม บรมบพิตร บรรดาปโรหิตราชบัณฑิตย์มนตรีผู้ใหญ่ผู้น้อย ถ้าจะกราบบังคมทูลแลขาน ให้ว่าพระกรุณาพิเศษ ฝ่ายบรรดาท้าวนางข้างใน แลภรรยาขุนนางกับหญิงทั้งหลายให้ขานว่าแม่ ๏ ลุศักราช ๑๑๒๙ ศกกุนนักษัตร พระแม่นางหนึ่งชื่อนักนางแมนผู้น้องพระยาบวรนายกชู มีครรภ์ได้สิบเดือนสมภพพระราชบุตรีองค์หนึ่ง พระองค์พระราชทานให้ชื่อนักองค์อี ในปีกุนนั้นพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุทธยา จับเอาพระเจ้าดอกมะเดื่อไปได้

๏ ฝ่ายพระเจ้าเสสังออกรบแพ้พม่าหนีมาถึงกรุงกัมพูชาธิบดีพึ่งพระบารมีพระ บาทบรมบพิตร ลุศักราช ๑๑๓๐ ศกชวดนักษัตร พระบาทบรมบพิตรพระองค์ยกนักองค์อี ผู้เปนพระราชบุตรีสมเด็จพระแก้วฟ้า อภิเศกเปนพระอรรคมเหษี ทรงพระนามเรียกสมเด็จพระภควดีพระศรีสุชาดา มหากระษัตรีย์บรมบพิตร มีพระราชบุตรีองค์หนึ่งสมภพเมื่อปีมโรงศักราช ๑๑๓๔ ปี ทรงพระนามนักองค์เภา ลุปีฉลูศักราช ๑๑๓๑ ปี พระเจ้าตากเปนบุตรจีนไหหงอยู่ในกรุงศรี อยุทธยาลอบฆ่าพม่า พม่าหนีกระจัดกระจาย จึงตั้งขึ้นตัวเปนเจ้าในกรุงศรีอยุทธยา ใช้ข้าหลวงนำศุภอักษรมาทูลพระบาทบรมบพิตรให้ทรงคิดทำดอกไม้เงินทองไปถวายพระ เจ้าตาก ให้เปนทางพระราชไมตรีตามจารีตเหมือนแต่โบราณ พระบาทบรมบพิตรพระองค์ทรงพระจินดาว่าพระเจ้าตากนี้เปนราษฎรบุตรจีนไหหง ตั้งตัวขึ้นเปนกระษัตริย์จะให้เรานำดอกไม้เงินทองไปถวายอย่างไร เห็นจะไม่สมควร พระองค์ไม่ยอมเปนเมืองขึ้น แล้วบรรดาข้าหลวงทั้งนั้นกราบถวายบังคมลาพากันกลับไปทูลพระเจ้าตากตามเนื้อ ความนั้น พระเจ้าตากกริ้วนัก จึงตรัสใช้พระเจ้าอยู่หัววังน่า เมื่อยังเปนที่เจ้าพระยาสุรสีห์เปนแม่ทัพใหญ่ให้นำสมเด็จพระราม กับบรรดาแม่ทัพแม่กองครองไพร่พลยกมาถึงเมืองพระมหานครวัด จึงพระบาทบรมบพิตรผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยากระ ลาโหมปาง สนองต่างพระเนตรพระโอษฐเปนแม่ทัพใหญ่นำไพร่พลออกไปต่อสู้ ๆ รบมิได้ พระยากระลาโหมปางก็ตายในท่ามกลางศึกไพร่พลแตกหนีกระจัดกระจายไป จึงกองทัพไทยมีไชยชนะแล้วกลับคืนไปยังกรุงศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระบาทบรมบพิตรทรงพระเมตตานักองค์ธรรม ผู้เปนสมเด็จพระราชบุตรสมเด็จพระแก้วฟ้า ยกขึ้นเปนสมเด็จพระมหาอุปราชบรมบพิตร

๏ ลุศักราช ๑๑๓๒ ศกขาลนักษัตร สมเด็จพระโสทัตผู้เปนใหญ่ในเมืองเปียม คิดตามอำเภอใจด้วยความโลภเจตนา เหมือนตักกะแตนเข้าดับเพลิงละเลิงใจ เกณฑ์ไพร่พลในแขวงเมืองบันทายมาศ เมืองตรังยกเปนกองทัพไปจับคนเมืองทุ่งใหญ่เมืองจันทบุรี จึงพวกกองทัพไทยยกออกมาสู้รบชนะ แม่ทัพแม่กองสมเด็จพระโสทัตหนีกระจัดกระจายถอยทัพกลับมาเมืองเปียม เมื่อศักราช ๑๑๓๓ ศกเถาะนักษัตร พระเจ้าตากคิดจัดเกณฑ์ไพร่พลให้เจ้าพระยายมราชเปนแม่ทัพใหญ่ ยกมาถึงเมืองบางคางตามทางบก ถึงเมืองนครวัดปัตบองเข้ามาถึงเมืองโพธิสัตว

๏ ฝ่ายพระเจ้าตากจึงจัดทัพเรือจัดเครื่องสำหรับศึก ใช้สำเภาเภตรานาวาใหญ่น้อย นำสมเด็จพระรามมาถึงเมืองเปียม มารบไล่พระโสทัตหนีกระจัดกระจายไปอยู่เมืองตึกเขมา จึงคนนำข่าวเข้าไปกราบทูลพระบาทบรมบพิตร ๆ ทราบความทุกประการแล้ว พระองค์ก็พาพระอรรคมเหษีกับบรรดาหญิงพระสนมกับบริวารชายหญิง ออกจากพระราชมณเฑียร มาถึงท่าขึ้นอยู่บนพระที่นั่งนาวา ลีลายาตราออกจากค่ายบรรดาครัวราษฎรทั้งหลายหนีลงเรือตามแห่พระองค์ลงไปถึง เมืองตะโลงโขดบดอันเจียน แต่ครัวบางพวกก็แวะเวียนซ่อนอยู่ในเกาะมักสะอันลงระสือ (ว่าวังไผ่) ก็มาก ชวนกันตัดไม้ปักทำเปนรั้วประชุมอยู่ล้อมเปียมตะแอก

๏ ฝ่ายพระเจ้าตากกับสมเด็จพระราม ตีเมืองเปียมแตกสำเร็จแล้วจึงพระองค์ยกทัพเรือเข้ามาถึงเมืองพนมเพ็ญ ออกไปทเลจะราดเซียมยกตามเข้าไป จับเอาลูกสาวกับทาษชายหญิง เอาทรัพย์สิ่งของบรรดาครอบครัวที่เข้าซุ่มซ่อนอยู่ณบึงมักสะ บรรดากองทัพไทยบ้างก็ยกลงไปตามครัวหลวงถึงเปียมเบ็ญจพรรณในเพลากลางคืน พบกับทัพพระยายมราชทอยต้อนครัวอยู่ภายหลัง ที่ตัดไม้ทำค่ายเรือแง่สายเรือแง่ทราย พอได้บังรบรับกับกองทัพไทยณเปียมเบ็ญจพรรณพอได้ประทะประทังอยู่ ครั้งนั้นเจ้าเวียดนามทรงเมตตาตรัสใช้องญวนเปนแม่ทัพใหญ่ยกขึ้นมาถึงทัพ พระยายมราชทอยช่วยรบมีไชยชำนะ

๏ ฝ่ายกองทัพไทยแพ้ถอยทัพกลับคืนไปกรุงศรีอยุทธยาไว้แต่ไทย ๕๐๐ ให้รักษาสมเด็จพระรามค้างอยู่เมืองกำปอด เกลี้ยกล่อมบรรดาราษฎรเมืองบันทายมาศเชิงกรรชุมได้พร้อมมูล จัดเปนทัพยกมาถึงเมืองเปียมระกา จึงพระยายมราชทอยให้จัดไพร่พลยกไปต่อรบกับทัพสมเด็จพระราม

๏ ฝ่ายทัพเจ้าพระยายมราชไทย ยกไพร่พลมาทางบกถึงเมืองนครวัดปัตบอง ล่วงมาถึงเมืองโพธิสัตว กวาดบรรดาครอบครัวราษฎรเขมรหนุ่มเขมรสาวนำไปกรุงศรีอยุทธยาประมาณ ๑๐๐๐๐ เศษ ที่ตายที่อดเข้าบ้าง สิ้นคนจากบ้านเมือง เกิดกลีใหญ่ในปีเถาะเดือนอ้ายเดือนยี่ ลุถึงเดือนสามนั้นพระเจ้าเสสังสุรคต พระบาทบรมบพิตรลาเจ้าเวียดนามยาตราออกจากบดอันเจียนตะโลงโขด เลยเข้ามาสถิตย์อยู่แพรกมัดรันโด (ว่าคลองปากหนู)

๏ ฝ่ายเจ้าเวียดนามตรัสใช้องโดยจีนเปนเบาฮอมาอยู่ประจำรักษาพระ บาทบรมบพิตร ลุศักราช ๑๑๓๔ ศกมโรงนักษัตร พระบาทบรมบพิตรเสด็จไปสถิตย์อยู่แพรกปักปรัด (ว่าคลองบางเชือกหนัง) พระองค์ทรงพระจินดาเมตตากรุณาบรรดาอาณาประชาราษฎรพลัดพรากจากที่อยู่ เพราะด้วยเกิดรบกับกองทัพไทยยกมาทำทุกข์ให้ทุกเมืองฟากข้างตวันตก จึงสมเด็จบรมนารถพระบาทบรมบพิตร ทรงพระราชดำริห์ใช้พระองค์นักดวงผู้เปนสมเด็จพระองค์แก้ว ให้ไปเปนทางพระราชไมตรีพูดจากับแม่ทัพแม่กองไทย ให้งดเสียอย่าให้รบกัน เอนดูกับอาณาประชาราษฎรด้วย แม่ทัพแม่กองไทยก็ยินยอมพร้อมใจแล้วนำพระองค์แก้วเข้าไปถึงกรุงศรีอยุทธยา ขึ้นกราบทูลแก่พระเจ้าตากตามสมควร จะขอเปนทางพระราชไมตรีตามธรรมเนียมแต่บุราณ ครั้งนั้นพระเจ้าตากไม่ไว้ใจไม่เชื่อ แล้วให้ทำโทษองค์แก้วใส่คุกทนทุกขเวทนาอยู่ในโซ่ตรวน ลุศักราช ๑๑๓๕ ศกมเสงนักษัตร พระบาทบรมบพิตรพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางไชย มีครรภ์ได้สิบเดือนสมภพพระราชบุตรองค์หนึ่ง ทรงพระนามนักองค์เอง จึงพระองค์เปลี่ยนชื่อแพรกปักปรัดเรียกว่าแพรกเมียนเลียก ลุศักราช ๑๑๓๖ ศก มเมียนักษัตร พระบาทบรมบพิตรพระองค์ไปสถิตย์อยู่ที่เกาะจีน ครั้งนั้นพระเจ้าตากสงไสยในพระหฤไทยไม่ไว้ใจพระองค์แก้วเกลือกไม่ซื่อตรงจึง พระองค์แก้วให้คนมากราบทูลพระบาทบรมบพิตร ขอมารดากับภรรยาบุตรเข้าไปถึงกรุงศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระเจ้าตากเชื่อว่าซื่อตรงจริง ให้ถอดองค์แก้วออกจากโทษ ทรงพระเมตตาโปรดให้ขึ้นเฝ้าโดยปรกติ

๏ ฝ่ายพระบาทบรมบพิตรเสด็จทรงพิจารณาเห็นว่า สมเด็จพระรามทำสงครามทั้งนี้ด้วยอยากได้ราชสมบัติ แต่บรรดาอาณาประชาราษฎรวินาศล้มตายเปนอันมากถึงเพียงนี้ ควรเราจะมอบเวนราชสมบัติถวายสมเด็จพระรามตามใจประสงค์ เอนดูอาณาประชาราษฎรทุกประเทศ จะได้ความศุข ไม่เกิดทุกข์ไภยสืบไป ทรงพระจินดาเห็นอย่างนั้นเสร็จ จึงเสด็จให้บรรดาพระมหาสังฆราชพระราชครูปโรหิตมนตรีใหญ่น้อยมาชุมนุมพร้อม กัน เหมือนอย่างพระองค์ทรงพระจินดาแล้ว ลุศัก ราช ๑๑๓๗ ศกมแมนักษัตรจึงพระบาทบรมบพิตรทรงพระดำริห์คิดให้พระ มหาสังฆราชพระมหาพรหมมุนีเดิมชื่อหลง นำพระราชไมตรีไปแต่เมืองกำปอดเข้ามาถึงเมืองบันทายเพ็ชร แล้วถวายพระพรสมเด็จพระราม จึงเสด็จมอบเวนราชสมบัติถวายสมเด็จพระรามผู้เปนพระอนุชาพระทวดเดียวกันขึ้น เสวยราชสมบัติ ทรงพระนารายน์ทรงพระขรรค์ ทรงพระนามเรียกพระบาทสมเด็จเสด็จพระรามราชาธิราชบรมบพิตร

๏ ฝ่ายพระบาทบรมบพิตร ผู้เปนสมเด็จพระเรียมนั้น พระองค์สถิตย์อยู่เปนมหาอุปโยราช พระองค์แบ่งบรรดาขุนนางสำหรับที่ทรงราชย์มากน้อยเท่าใดนั้น ถวายพระรามราชา

๏ ฝ่ายขุนนางสำหรับที่มหาอุปราชนั้น พระองค์แบ่งไปให้สมเด็จพระมหาอุปราช

๏ ฝ่ายขุนนางสำหรับที่สมเด็จพระมหาอุปโยราชนั้น พระองค์เอาไว้ให้อยู่เฝ้าแหนรักษาพระองค์โดยปรกติ พระองค์ทรงราชย์มาแต่ปีขาลถึงปีมแม พระองค์เวนราชสมบัติถวายสมเด็จพระรามราชานั้นได้ ๑๘ ปี พระชัณษาได้ ๓๗ ปี ลุศักราช ๑๑๓๘ ศกวอกนักษัตร พระองค์ตรัสสั่งให้ช่างหล่อปืนบะเรียมเบญจรงค์กับเครื่องทำศึกไว้ ให้ตำดินดำหล่อลูกกระสุนโดยเร็ว ให้ตัดไม้ทำค่ายที่เมืองพนมเพ็ญมุขกำพูล พระองค์ไม่ยอมขึ้นแก่เมืองญวน ด้วยเมืองญวนชวนเกิดศึกกับนักไพรไกเซิน ตั้งตัวขึ้นเปนใหญ่เกลี้ยกล่อมบรรดาราษฎรพร้อมแล้ว ญวนสองคนพี่น้องนั้น ผู้พี่ชื่อดึกกองอัน ผู้น้องนั้นชื่อดึกองเอม อยู่เมืองไกภู ขวนขวายเกณฑ์ไพร่พลเข้าเปนกระบวนทัพยกไปต่อรบกับเจ้าเวียดนามที่เมืองเว้

๏ ฝ่ายองจะแจ้เปนใหญ่อยู่เมืองไซ่ง่อนตั้งกองพิทักษ์รักษาบรรดาราษฎร ให้มากราบทูลสมเด็จพระรามราชาขอเสบียงกับไพร่พลให้ไปช่วยรบกับไกเซินนั้น พระองค์หาให้เสบียงกับไพร่พลไม่ จึงองจะแจ้โกรธพระรามราชา ยกบรรดาเสนาไพร่พลมาถึงค่ายจะโรยจังวา (ว่าแหลมทำเคย) บังอาจข้ามฟากพนมเพ็ญยิงระดมรบกับทัพเขมรสมเด็จพระมหาอุปโยราชบรมบพิตร พระองค์คิดจะถอยไปสถิตย์อยู่แพรกสำโรงแสน พระรามราชาก็แห่สมเด็จพระมหาอุปโยราช ผู้เปนสมเด็จพระเรียมไปถึงแพรกสำโรงแสน แล้วพระองค์ลากลับมาสถิตย์อยู่พระราชมณเฑียร

๏ ฝ่ายทัพญวนรบกับทัพเขมรในเดือนยี่ปีวอก ตั้งสู้รบไม่แพ้ชนะกัน กองทัพญวนก็กลับคืนไปเมืองญวน ลุศักราช ๑๑๓๙ ศกรกานักษัตร พระยาบวรนายกชูได้เปนพระยาวิบุลราชคิดคดทูลสมเด็จพระมหาอุปราช ว่าจะคิดลอบฆ่าพระรามราชา ปราถนาจะเอาราชสมบัติถวาย สมเด็จพระมหาอุปราชหายอมไม่ แล้วพระยาวิบุลราชตกใจกลัวด้วยตัวคิดผิดแล้ว กลับไปทูลสมเด็จพระรามราชาว่า สมเด็จพระมหาอุปราชคิดขบถต่อพระองค์ จึงตรัสใช้พระยาวิบุลราชลอบฆ่าสมเด็จพระมหาอุปราช ครั้งนั้นพระยาวิบุลราชรับพระบัณฑูรวิเศษ แล้วไปคิดใช้พระยาศรีอรรคราชชวนเล่นหมากรุกอยู่ในโรงเตือง (ว่าทิมในพระราชวัง) สมเด็จพระมหาอุปโยราชบรมบพิตร ผู้เปนพระเรียมพระองค์ทรงพระประชวรสถิตย์อยู่พระโรงที่นั่งข้างใต้เปียมชำ นิด (ว่าปากคลองขุด) พระยาศรีอรรคราชลอบฆ่าสมเด็จพระมหาอุปราชสุรคตในข้างขึ้นเดือนยี่ปีะรกาพระ ชัณษาได้ ๒๒ ปี ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว

๏ ฝ่ายสมเด็จพระมหาอุปโยราช ทรงพระประชวรเปนกำลัง พระองค์สุรคตสิ้นพระชนม์ในข้างแรมเดือนยี่ปีรกา พระชัณษาได้ ๓๙ ปี ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว ลุศักราช ๑๑๔๐ ศกจอนักษัตรเดือนอ้ายนั้นพระเจ้าตากตรัสให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว วังหลวง เมื่อยังเปนเจ้าพระยาจักรี กับสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังน่าเมื่อยังเปนเจ้าพระยาสุรสีห์ ให้นำไพร่พลไทย ๑๐๐๐๐ ยกเปนกองทัพไปตีเมืองลาวตลอดไปถึงเมืองเวียงจันทร์ เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ยกไพร่พลมาถึงเมืองบันทายเพ็ชร ทูลสมเด็จพระรามราชาขอไพร่พลกับเสบียง สมเด็จพระรามราชายอมให้ไพร่พลเมืองกะพงสวายกับเจ้าเมืองศรีสุนทร เมืองไพรแวง เมืองตะบงคะมุม ประสมให้ได้ครบ ๑๐๐๐๐ กับเสบียงให้เจ้าพระยาจักรียกทัพบกเดินทางไปเมืองกะพงสวาย

๏ ฝ่ายเจ้าพระยาสุรสีห์นั้น ยกทัพเรือขึ้นไปทางทะเลธมถึงเมืองสมบุกสมบูรณ์ รื้อศิลาซึ่งขวางลำน้ำนำเรือแง่ทรายแง่โอขึ้นไป ๆ ถึงเมืองลาวสทึงแตรง คิดหามเรือแง่ทรายข้ามถนนศิลาขวางลำน้ำเลยไปถึงเมืองโขง เมืองจำปาศักดิ์ เมืองแจละแม หัวเมืองทั้งนั้นก็ยอมอยู่เปนเมืองขึ้น กองทัพไทยก็งดไว้ไม่ได้รบ ยกเลยไปถึงค่ายเมืองเวียงจันทร์ ๆ สู้รบกับทัพเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์

๏ ฝ่ายสมเด็จพระรามราชา พระองค์ตรัสใช้พระยาพระคลังธรรมไปตั้งกองสีเข้าสารส่งเสบียงอยู่ณเมืองกระพง ธม เกณฑ์บรรดาราษฎรชายหญิงแขวงเมืองกะพงสวาย เฆี่ยนตีเร่งให้สีเข้าสารทั้งชายทั้งหญิง

๏ ฝ่ายบรรดาไพร่พลเขมรเมืองกะพงสวายหนีกลับมาจากกองทัพนั้นพระรามราชาพระองค์ แต่งคนให้เที่ยวจับบรรดาราษฎร ๆ ก็เข้าคุมกันยกมาไล่ฆ่าฟันพระยาพระคลังธรรมกับข้าหลวง จึงสมเด็จพระรามราชาให้ไปเอาพระยาเดโชแทน พระยาแสนข้างฟ้าเปียง พระยามนตรีเสนหาโส เข้ามาถึงบันทายเพ็ชร์ให้ทำโทษทั้ง ๓ คน แล้วให้ฆ่าพระยามนตรีเสนหาโส ให้เฆี่ยนพระยาแสนข้างฟ้าเปียง ๕๐ ที แล้วให้ถอดจากที่

๏ ฝ่ายพระยาเดโชแทนนั้น ทรงพระเมตตาไว้ให้คงที่ แล้วพระองค์โปรดให้คืนกลับไปเมือง ลุศักราช ๑๑๔๑ ศกกุนนักษัตร พระยาเดโชแทน พระยาแสนข้างฟ้าเปียง พาอาณาประชาราษฎรไปเปนอันมาก พระรามราชาให้ไปเอาเจ้าฟ้าทะละหะมูยกมาจากเมืองปาสัก แล้วตรัสใช้ให้ไปตามสกัดพระยาเดโชแทน พระยาแสนข้างฟ้าเปียงผู้น้องทั้งสอง กับบรรดาราษฎรเมืองกะพงสวายแลโคกแซะ เจ้าฟ้าทะละหะมูถวายบังคมลาออกไปถึงน้องทั้งสอง กับบรรดาราษฎรญาติพี่น้องได้พบคบคิดกันว่า เมื่อครั้งก่อนเราคิดเอาแผ่นดินถวายสมเด็จพระเรียม ได้ยิงพระรามราชาถูกลูกปืนใต้ยอดพระทรวง แล้วเราจับได้เอามาใส่กรง แหกกรงหนีไปได้ผูกพยาบาทเรา ถ้าเราคิดยอมอยู่ด้วยแล้วเห็นจะให้ฆ่าเราเสียสิ้น ควรเราจะคิดรบด้วยสู้ตายแต่ครั้งเดียว เจ้าฟ้าทะละหะมู พระยาเดโชแทน พระยาแสนข้างฟ้าเปียง ร่วมคิดพร้อมใจกัน ให้เร่งเกณฑ์ไพร่พลโดยเร็วตั้งทำค่ายรายทัพลาดตระเวนมาถึงเปียมแสน สมเด็จพระ รามราชายกบรรดาเสนาไพร่พลไปถึง ต่อรบแต่เปียมแสนตลอดขึ้นไปถึงกะพงธม ภายหลังนั้นพระยาวิบุลโสค้างอยู่บันทายเพ็ชรกลับกลายคิดใช้พระยาเทพอรชุนหลง ลงไปถึงองเฮาผู้ใหญ่ ขอกองทัพญวนกับทัพพระ ยาอธิกะวงษาสวดผู้เปนเจ้าเมืองปาสัก ยกขึ้นมาพนมเพ็ญจะโรยจังวา จึ่งพระยาวิบุลโสนำไพร่พลรีบเร็วไปถึงบันทายเพ็ชร เชิญสมเด็จพระราชบุตรของสมเด็จพระมหาอุปโยราชทรงพระนามนักองค์เองพระชัณษา ได้ ๗ ปี นำลงจากพระตำหนักมาวางลงบนเรือพระที่นั่งแง่โอ จึงขึ้นไปค้นแต่บรรดาพระราชทรัพย์ จับเอาพระราชบุตรสมเด็จพระรามราชาทั้ง ๔ พระองค์นำมาพิฆาฎ แลเผาพระราชมณเฑียรไหม้วินาศ บรรดาราษฎรตกใจแตกตื่นหนีซ่อนตัวอยู่

๏ ฝ่ายทัพญวนไล่ตามยื้อแย่งเอาทรัพย์สิ่งของคฤหัสถ์พระสงฆ์เปนอันมาก ส่วนพระปฏิมาคัมภีร์พระไตรปิฎกนั้นทิ้งลงในน้ำผุเปื่อยอันตรธาน จึงบรรดาข้าเฝ้าหนีไปทูลพระรามราชาอยู่ณเมืองกะพงธม ได้ทราบความทุกประการแล้ว พระองเสด็จถอยทัพกลับมาถึงกะพงชะนัง พบทัพญวนทัพเขมรอยู่แพรกบาพัง (เดี๋ยวนี้เรียกว่าแพรกฝรั่ง) ได้สู้รบโต้ตอบกัน พระองค์ปราไชยหนีขึ้นบกทิ้งเรือแง่สาย เรือแง่ทราย เรือแง่โอ ไปอยู่พนมจำแรงจัดแจงทัพมาทว่าอาจารย์มีวิชา ให้ออกมารบพ่ายแพ้แก่กองทัพญวนทัพเขมรข้างล่าง ๆ ยกไปล้อมจับได้สมเด็จพระรามราชาใส่กรงนำมาฆ่าเสียที่บึงขยอง เมื่อเดือนสิบปีกุนเอกศก พระองค์ทรงราชย์แต่ปีมแมมาถึงปีกุนได้ ๕ ปี พระชัณษาได้ ๔๐ ปี พระองค์สุรคต ครั้งนั้นเจ้าฟ้าทะละหะมูตั้งตัวขึ้น ชื่อว่าเจ้าฟ้าทะละหะมหาราชบพิตร คิดให้พระยาศรีธึกอันษาปก ผู้เปนพระบิดาเลี้ยงที่รักษาสมเด็จพระราชบุตรพระมหาอุปโยราช ทรงพระนามนักองค์เองขึ้นเปนพระยาวัง

๏ ฝ่ายพระยาวิบุลโส ขึ้นเปนพระยากระลาโหม ฝ่ายพระยาแสนข้างฟ้าเปียง ขึ้นเปนพระยาจักรี

๏ จึงบรรดามุขมนตรีปโรหิต คิดมอบเวนราชสมบัติถวายนักองค์เอง พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อศักราช ๑๑๔๑ ศกกุนนักษัตร

๏ ฝ่ายพระยายมราชแบน เปนข้าเก่าสมเด็จพระรามราชา เปนเกลอกับพระยากระลาโหมโสนั้น เจ้าฟ้าทะละหะมูให้ไปอยู่กับพระยาเดโชแทนผู้น้องณเมืองกะพงสวาย ทราบความไปถึงพระเจ้าตากว่าพระยายมราชแบนรอดอยู่นั้น พระเจ้าตากรับสั่งให้หาพระองค์แก้วเข้าไปเฝ้าในเพลากลางคืน มีรับสั่งบอกว่าเขมรว่าญวนยกกองทัพมารบจับเจ้าองค์รามฆ่าเสียแล้ว ยังรอดแต่พระยายมราชแบน กูจะใช้เองออกไปเอาตัวอ้ายพระยายมราชแบนเขมรเข้ามา จึงตรัสสั่งให้ทำท้องตราใช้พระองค์แก้วนำออกมาถึงเจ้าฟ้าทะละหะมู กับพระยากระ ลาโหมซู ว่าให้มอบพระยายมราชแบนมาแก่พระองค์แก้ว ๆ จะนำเข้ามาถวาย เจ้าฟ้าทะละหะมูกับพระยากระลาโหมซูได้ทราบท้องตราจึงมอบพระยายมราชแบนให้ พระองค์แก้วนำเข้าไปกราบทูลถวายพระเจ้าตาก ๆ มีรับสั่งด่าพระยายมราชแบนว่า เปนขุนนางผู้ใหญ่ทำให้เสียพระเกียรติยศ แล้วรับสั่งให้เอาพระยายมราชแบนไปทำโทษจำคุกไว้ ลุศักราช ๑๑๔๒ ศกชวดนักษัตร ครั้งนั้นเจ้าฟ้าทะละหะมู กับพระยากระลาโหมซู คิดถวายพระนามสมเด็จพระเรียมกระษัตรีย์ทั้ง ๒ พระองค์

๏ ฝ่ายสมเด็จพระเรียมที่ทรงพระนามนักองค์เมนนั้นให้ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหา กระษัตรีย์

๏ ฝ่ายสมเด็จพระเรียมกลาง ที่ทรงพระนามนักองค์อีนั้น ให้ทรงพระนามเรียกสมเด็จพระศรีวรราชธิดาบรมบพิตร ลุศักราช ๑๑๔๓ ศกฉลูนักษัตร เมื่อเดือนอ้ายนั้นพระเจ้าตากได้ทรงทราบข่าวว่า บรรดาขุนนางเมืองเขมรคืนเข้ากับญวน ตรัสใช้พระราชบุตรชื่อพระเจ้าน้อยกับเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ นำไพร่พล ๒๐๐๐๐ แยกยกไป ๓ ทาง

๏ ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี ให้ยกไปทางนครวัด ฝ่ายพระเจ้าน้อยนั้นให้ยกไปทางบันทายเพ็ชร ฝ่ายเจ้าพระยาสุรสีห์นั้น ให้ยกมาทางเมืองกะพงสวาย ครั้งนั้นเจ้าฟ้าทะละหะมูรู้ข่าวแล้ว แต่งให้ไปกวาดบรรดาครอบครัวที่มีเรือแต่เมืองนครวัด ปัตบอง สะโทง กะพงสวาย เข้ามาอยู่บันทายเพ็ชร แล้วให้พระยาเดโชแทนจัดเตรียมไพร่พลตั้งรายเปนกองทัพระวังรักษาเมืองกะพง สวาย

๏ ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะมู แต่งคนให้เก็บไพร่พลทำค่ายรายทัพระวังรักษาอยู่กะพงหลวง และเปียมชำนิดกับกะพงระเตะ (ว่าท่าเกวียน)

๏ ฝ่ายพระยากระลาโหมซูนั้นยกทัพเรือขึ้นไปเมืองทเลธม คอยระวังรักษากวาดบรรดาครอบครัวราษฎรลงเรือมาแต่เมืองกะแจะ เมืองสมบุกเมืองสมบูรณ์พร้อมแล้ว นำลงมาจอดอยู่ณเมืองเกียนสวาย แต่งให้ไปขอกองทัพญวนมาช่วยรบกับกองทัพไทย

๏ ฝ่ายทัพพระเจ้าน้อยมาโดยทาง เมืองปัตบอง เมืองตะคร้อ เมืองขลุง เมืองตรอง เมืองบริบูรณ์ เข้ามาถึงบ้านตรังบรรไลย บรรดาราษฎรตกใจอุตลุด จูงบุตรหลานขนทรัพย์สิ่งของลงเรือมาถึงพนมเพ็ญไปจอดอยู่ฟากเกาะละว้าเอม ฝ่ายพระบาทบรมบพิตรนั้นพระองค์ไปสถิตย์อยู่ณเกาะเกิด ฝ่ายพระยากระลาโหมซูนั้น ตั้งตัวขึ้นเปนสมเด็จเจ้าพระยา ให้พระยาวิบูลราชปาขึ้นเปนพระยากระลาโหมตั้งค่ายรายทัพอยู่จะโรยจังวา

๏ ฝ่ายเจ้าเวียดนามตรัสใช้องผอมาเปนเม่ทัพใหญ่ นำไพร่พลกับเรือแง่สายเรือแง่ทราย ยกขึ้นมาตั้งอยู่จะโรยจังวา

๏ ฝ่ายทัพเจ้าพระยาสุรสีห์นั้น ยกขึ้นมาถึงเมืองกะพงสวาย ตีทัพพระยาเดโชแทนณโคกปะ (แปลว่าสีเสียด) แตกกระจัดกระจายหนีเข้าป่าจึงเจ้าพระยาสุรสีห์นำไพร่พลยกมาถึงตั้งค่ายราย ทัพอยู่เปียมชีดอง คิดจะข้ามไปฟากตวันออก องผอมาใช้องกวางหนำนำทัพญวน ใช้พระยากระ ลาโหมปานำกองทัพเขมรยกขึ้นไปตั้งอยู่เกาะแดก (ว่าเกาะลอย) คอยรบรับกับทัพเจ้าพระยาสุรสีห์ แล้วองผอมาใช้พระยายมราชปางกับทัพญวน ทัพเขมร ยกเข้าไปตั้งอยู่เกาะจีน คอยรบกับทัพพระเจ้าน้อยณเปียมชำนิด แต่เดือนยี่ปีฉลูมาถึงเดือนสี่ ครั้งนั้นพระเจ้าตากเสียพระจริตแล้ว ให้ลงพระราชอาญาเฆี่นตีเร่งรัดเอาทรัพย์แต่ราษฎรแลขุนนาง ครั้งนั้นเจ้ารามลักษณ์ผู้เปนพระราชบุตรกราบทูลว่าบรรดาราษฎรร้อนนัก ตรัสให้เฆี่ยนเจ้ารามลักษณ์ ๑๐๐ ที ว่าเจ้ารามลักษณ์เข้ากับราษฎร ยิ่งคลั่งเปนอันมาก ตรัสให้เฆี่ยนบรรดาราษฎรแลขุนนางทั้งกลางวันกลางคืน

๏ ฝ่ายบรรดามุขมนตรีกับราษฎรในกรุงศรีอยุทธยา ฦๅขจรร้อนเปนอันมาก บ่นให้เกิดศึกมาแต่ทิศใด ๆ แล้วจะได้พ้นทุกข์

๏ ฝ่ายบรรดาคนเมืองนอกหนีออกไปประชุมกันเปนกองทัพฆ่าฟันเจ้าเมืองแล้ว พระเจ้าตากตรัสใช้พระยาสรรค์ยกไพร่พลออกไปสังกัดทัพโจรทั้งปวงนั้น ครั้งนั้นขุนแก้วผู้น้องพระยาสรรค์ มาพูดจากับพระยาสรรค์ผู้พี่ว่า พระเจ้าตากเปนบ้าอย่างนี้เราจะไม่เข้าด้วยแล้ว จึงพระยาสรรค์ว่าถ้าน้องคิดกำเริบอย่างนี้ว่าไม่ยอมเข้าด้วย ฝ่ายตัวเรานี้เห็นพระเจ้าตากจะไม่ไว้ชีวิตรแล้วคิดอย่างนั้นแล้วพระยาสรรค์ ก็ยอมพร้อมใจกับขุนแก้วผู้น้อง กลับยกทัพมา บรรดาขุนนางกับราษฎรก็มีจิตรยินดีทั้งพระสงฆ์คฤหัสถ์ชายหญิง ลุถึงเพลาสามยามเศษ พระยาสรรค์ ขุนแก้ว ยกกองทัพเข้าไปโห่ร้องยิงปืนข้างทิศอิสาณพวกฝรั่งนอนเฝ้าปืนอยู่บนศีศะค่าย ยิงโต้ตอบกันจนสว่างขึ้น บรรดาฝรั่งหนีลงมาจากค่ายแล้ว พระยาสรรค์ยกเข้าไปทูลพระเจ้าตากว่า บรรดาขุนนางกับอาณาประชาราษฎรคิดพร้อมกันกำเริบทั้งสิ้นแล้ว พระเจ้าตากว่ากูปรารมแต่ศัตรูมันจะมาแต่ประเทศอื่น บัดนี้บรรดาลูกกูใหญ่น้อยมันว่าพ่อคิดคดเปนบ้าแล้ว จะให้พ่อบวชก็ตาม จะใส่โซ่ตรวนพ่อก็ดี พ่อจะรับตามลูกบังคับนั้น พระยาสรรค์จึงบังคับเจ้าพนักงานให้หาโซ่ตรวนมาใส่พระเจ้าตาก กับเจ้ารามลักษณ์ด้วย แล้วให้บวชอยู่ในพระวิหารวัดแจ้ง แต่งให้คนอยู่เฝ้ารักษาแล้ว พระยาสรรค์เข้าไปอยู่ในตำหนักพระเจ้าตากอยากได้เปนเจ้า จึงเจ้าพระยานครราชสีมา มีหนังสือให้มาตามเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระ ยาสุรสีห์ แต่เปียมชีดองกลับไปกรุงศรีอยุทธยา ให้เอาพระเจ้าตากกับเจ้ารามลักษณ์ พระเจ้าน้อย กับพระยาสรรค์ ไปพิฆาฏเสียสิ้นแล้ว เจ้าพระยาจักรีผู้พี่ขึ้นเสวยราชย์ เปนพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวง เจ้าพระยาสุรสีห์ผู้น้องเปนพระพุทธเจ้าอยู่หัววังน่า เมื่อเดือน ๕ ปีขาล ศักราช ๑๑๔๔

๏ ฝ่ายทัพญวนไกเซินยกมารบกับเจ้าเวียดนาม ๆ จึงให้คนมาขอกอง ทัพเขมรไปช่วยกับไกเซินนั้น เจ้าฟ้าทะละหะมู สมเด็จเจ้าพระยาซูใช้พระยากระลาโหมปาเปนแม่กองครองไพร่พล ๕๐๐๐ ยกไปช่วยเจ้าเวียดนาม ครั้งนั้นพระยากระลาโหมปารบแพ้ไกเซินตายในทุ่งป่ายุง เสียไพร่พลเขมรเปนอันมาก จึงไกเซินรบชนะไล่เจ้าเวียดนามลงเรือสมุทหนีเข้าไปพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงศรีอยุทธยา

๏ ฝ่ายองผอมาหนีขึ้นมาถึงบันทายเพ็ชร ขอทางจะไปตามเจ้าเวียด นาม เจ้าฟ้าทะละหะมู สมเด็จเจ้าพระยาซู ให้คนส่งองผอมาเข้าไปถึงเมืองปัตบอง ล่วงไปถึงไพรตุก บรรดาเขมรที่ใช้ไปส่งองผอมานั้นฆ่าองผอมากับพวกญวนตายสิ้น แล้วเก็บเอาทรัพย์สิ่งของทั้งสิ้นแล้วกลับมา ครั้งนั้นพระบาทบรมบพิตรพระองค์ออกจากเกาะเกิด เข้าไปสถิตย์ข้างใต้คลังสะแบกเพียงแพรกมีลาภแห่งหนึ่ง กับสมเด็จพระท้าวทั้ง ๒ กับสมเด็จพระเรียมกระษัตรีย์ทั้ง ๓ พระองค์

๏ ฝ่ายพระยาวังปก เปนพระบิดาเลี้ยงขึ้นเปนพระยากระลาโหมรักษาพระบาทบรมบพิตร ลุถึงเดือนแปดปีขาลนั้น สมเด็จเจ้าพระยาซูมีหนังสือไปถึงพระยายมราชแบนผู้เกลอซึ่งอยู่ณกรุงเทพ ฯ เอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระยายมราชแบนมาช่วยคิดราชการเมืองเขมร จะฆ่าเจ้าฟ้าทะละหะมูกับพระยาจักรีเปียง ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็พระราชทานให้ แล้วตรัสใช้พระยายมราชแบนออกมา ถึงเมืองปัตบอง ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าพระยาซูเข้าไปรับนำออกมาถึงบันทายเพ็ชร พูดจายินยอมพร้อมใจกันยกทัพไปจะลอบฆ่าเจ้าฟ้าทะละหะมูกับเจ้าพระยาจักรีเปีย ง ส่วนพระยาจักรีเปียงรู้ตัวหนีลงเรือเล็ก ไปซ่อนอยู่ในป่าได้สามวัน เขาจับได้แล้วนำมาฆ่าเสียก่อน

๏ ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะมูอยู่โพกำบอหนีขึ้นบกไปถึงเมืองป่าสัก พระยาวังสอดจับได้เอามาส่งสมเด็จเจ้าพระยาซู กับพระยายมราชแบน ให้ฆ่าเสียณข้างขึ้นเดือนสิบเอ็ดปีขาล ลุถึงณวันเดือนสิบสองแรมสิบห้าค่ำปีขาลนั้น พระยายมราชแบนลอบฆ่าสมเด็จเจ้าพระยาซูตาย เก็บเอาทรัพย์สิ่งของกับบรรดาทาษชายหญิงช้างม้าสิ้นแล้ว ให้ฆ่าบรรดาขุนนางพวกพ้องข้างสมเด็จเจ้าพระยาซูแล้ว พระยายมราชแบนขึ้นว่าที่เจ้าฟ้าทะละหะมู เลี้ยงบรรดาขุนนางหมื่นมุขมนตรีตามสมควรแล้ว จึงใช้พระยาจักรีแกบให้ยกทัพไปจับพระยาเดโชแทนที่เมืองกะพงสวาย พระยาเดโชแทนหนีขึ้นไปเมืองจำปรังรบกับพระยาจักรีแกบ ครั้งนั้นพระยามหาเทพที่สมเด็จเจ้าพระยาซูใช้ไปรักษาเมืองตะบงคะมุม กับพระยาอรชุนเปนเจ้าเมืองตะบงคะมุม กับบรรดาโปพระวงษ์จาม ควบคุมคิดกันตั้งค่ายรายเปนทัพเรือเข้ามาถึงพนมเพ็ญ ไล่ทัพพระยายมราชผู้ว่าที่เจ้าฟ้าทะละหะ

๏ ฝ่ายแขกเจ้าพระพุฒชื่อตวนเซดอะปะทัลละรามานสะเกา กับบรรดาพวกแขกพากันกำเริบขึ้น ยิงปืนถือเครื่องสาตราวุธยกออกไปไล่พระยายมราชผู้ว่าที่เจ้าฟ้าทะละหะ กับพระยากระลาโหมปก นำพระบาทบรมบพิตรกับสมเด็จพระท้าวทั้งสอง กับสมเด็จพระเรียมกระ ษัตรีย์ทั้งสามพระองค์ ลงทรงพระที่นั่งนาวาลีลาเข้าไปถึงเมืองโพธิสัตวเมืองปัตบอง ล่วงเข้าไปถึงกรุงศรีอยุทธยา ครั้งนั้นสมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัววังน่า รับสั่งให้สมเด็จพระเรียมกระษัตรีย์ทั้ง ๓ พระองค์ไปอยู่ในพระราชมณเฑียร ตั้งขึ้นเปนพระอรรคชายา

๏ ฝ่ายพระยากระลาโหมเปนพระบิดาเลี้ยง ให้รักษาพระบาทบรมบพิตรอยู่คอกกระบือแห่งหนึ่ง กับสมเด็จพระท้าวทั้งสอง

๏ ฝ่ายพระยายมราชแบนซึ่งเรียกว่าเจ้าฟ้าทะละหะนั้น พระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์วิเศษสงคราม รามนรินทรบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ลุศักราช ๑๑๔๕ ศกเถาะนักษัตร ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงพระเมตตา ตรัสใช้เจ้าฟ้าทะละหะ ผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ ออกมาคิดราชการเมืองเขมรนั้น เจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองปัต บองแล้ว คิดใช้พระยาจักรีแกบมาอยู่รักษาเมืองโพธิสัตว ใช้พระยายมราชกันไปรักษาเมืองนครวัด คอยระวังเกลือกกองทัพแขกจามจะยกไป

๏ ฝ่ายแขกเจ้าพระพุฒชื่อตวนเซดอยู่เมืองบันทายเพ็ชร บรรดาครัวเรือถอยมาอยู่เกาะละว้าเอมระสือสะรด (ว่าไม้ไผ่ซุก) คิดยกตัวขึ้นเปนใหญ่เก็บเอาบรรดาจามแขกเลี้ยงให้เปนขุนนางมุขมนตรี

๏ ฝ่ายพระยาเดโชแทนผู้น้องเจ้าฟ้าทะละหะมูนั้น ขึ้นเปนเจ้าฟ้าทะละหะ ให้พระยาไกรครอกว่าที่พระยาเดโชผู้รักษาเมืองแล้ว เจ้าฟ้าทะละหะแทนออกมาอยู่เมืองละว้าเอม เลี้ยงขุนนางใหญ่น้อย เก็บเอาบรรดาราษฎรเขมรไปเปนอันมาก แล้วยกไปลอบฆ่าตวนเซดแขกผู้เปนเจ้าพระพุฒตายณเดือนสี่ปีเถาะ ลุศักราช ๑๑๔๖ ศกมะโรงนักษัตร พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสใช้พระเจ้าหลานเธอนำเจ้าเวียดนามยกกองทัพมาตามทางเรือถึงเมืองปาสัก แล้วตรัสใช้เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาอภัยรณฤทธิ์ เจ้าพระยาฤทธิ์อัคเน ข้างฝ่ายทางบกยกไปถึงเมืองปัตบอง เปนแม่กองตักเตือนทัพเจ้าฟ้าทะละหะ ผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ กับบรรดามุขมนตรี นายทัพนายกอง ให้เร่งรีบยกไพร่พลออกมาถึงค่ายรายทัพ ยกไปเก็บเอาบรรดาทรัพย์สิ่งของแขกจามอยู่ณเมืองโรงดำรี อนึ่งให้ไปช่วยทัพพระเจ้าหลานเธอกับเจ้าเวียดนามณเมืองปาสัก อนึ่งเจ้าพระยานครสวรรค์นำทัพไทยทัพเขมรยกไปเมืองเปียมจอซาแดก ถึงแพรกพระยามันสู้รบญวนไกเซินหลายครั้ง ยกเลยเข้าไปเปียมบาราย ยกไปตีค่ายบ้านป่ายุง ลุยโคลนลุยเลนไล่แทงฆ่าฟันแม่ทัพแม่กองไพร่พลเขมรหนีกระจัดกระจาย แลทิ้งเรือขึ้นบกลัดป่า ๒๐ วันถึงเมืองพนมเพ็ญ จึงญวนไล่เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ถอยจากค่ายลงแวกเข้าไปเมืองปัตบอง บรรดาทัพไทยกลับไปกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๑๑๔๗ ศก มเสงนักษัตรนั้น ญวนไกเซินชื่อองโกอุยกระวินกงเปนใหญ่ ขึ้นมาอยู่รักษาราษฎรเมืองเขมร เว้นแต่เมืองบาราย เมืองนครวัด เมือง โพธิสัตว เมืองปัตบอง นอกจากนั้นที่เข้าอยู่เปนเมืองขึ้นกับญวนก็ชวนกันรักษาตัวคอยท่าพระบาทบรม บพิตร ลุศักราช ๑๑๔๘ ศกมเมียนักษัตร ครั้งนั้นองโกอุยกระวินกงกลับลงไปรักษาเมืองไซ่ง่อนบันแงไว้ แต่องผอมา กับองทุงเบน กับเจ้าฟ้าทะละหะแทน แลพระยา ยมราชกุย พระยากระลาโหมอก ให้อยู่รักษาเมืองละว้าเอม โพธิ์พระบาท พนมเพ็ญ

๏ ฝ่ายองทุงเบนก็ยกไปรบตีเมืองบาราย ยิงพระยายมราชควนตายทั้งพระยามหาเทพผู้เปนที่พระยาจักรี กับบรรดาไพร่พลญวนเขมรเปนอันมากก็ตายด้วย พระยายมราชกุยยกทัพไปตีเมืองปัตบอง ล่วงเลยไปถึงเมืองแพรกโดนท้าว (เรียกว่าเมืองคลองยายท้าว) รบกับทัพเจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ ยิงถูกพระยายมราชกุยตายพวกญวนแลเขมรก็ถอยทัพกลับมาพนมเพ็ญ ลุศักราช ๑๑๔๙ ศกมแมนักษัตร

๏ ฝ่ายเจ้าเวียดนามซึ่งนำทหารญวนหนีออกจากกรุงไทยนั้น มาถึงเกาะตรน เกลี้ยกล่อมบรรดาไพร่พลญวนยกทัพมาตีเมืองตึกเขมาประมวนสอ

๏ ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์อยู่เมืองปัตบองรู้ข่าวจึงจัด แจงยกกองทัพรีบออกไป เจ้าฟ้าทะละหะแทนกับพระยากระลาโหมอกกวาดบรรดาครัวราษฎรจีนเขมร จะเข้าไปไว้ในเมืองปัตบองเสร็จแล้ว เจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ ใช้พระยาจักรีแกบเปนแม่กองใหญ่ กับพระยายมราชกันแลบรรดาแม่ทัพแม่กองยกไพร่พลไปถึงตึกวินอันลงสาร ได้ยินยอมพร้อมใจกันยกลงไปถึงแพรกโกรดเกาะโตกเปียมมัจรุกพระสะทึงจ่าเสดาเลย ไปถึงแพรกทะเลิง รบกับทัพญวนไกเซินชื่อดกเซม กับเจ้าฟ้าทะละหะแทนแต่ปลายปีมแมจนถึงปีวอก ลุศักราช ๑๑๕๐ มาพบกับทัพเจ้าเวียดนามก็ชวนกันระดมช่วยรบมีกำลังชนะญวนไกเซินชื่อดกเซมกับ เจ้าฟ้าทะละหะแทนเมื่อเดือนสี่ ปีวอก ลุศักราช ๑๑๕๑ ศกรกานักษัตร พระยาจักรีแกบเปนแม่กองใหญ่จับได้เจ้าฟ้าทะละหะแทนกับบรรดาขุนนางข้างทัพ ล่างทำโทษ นำขึ้นมาส่งเจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ ๆ ให้ฆ่าเสียบ้าง เอาไว้รอดบ้าง แต่เจ้าฟ้าทะละหะแทนนั้น เจ้าฟ้าทะละหะผู้เปนเจ้าพระ ยาอภัยธิเบศร์ให้นำเข้าไปกรุงศรีอยุทธยา ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ๆ จึงทรงพระเมตตาเจ้าฟ้าทะละหะแทนว่าเปนคนกล้าหาญ พระราชทานให้ชื่อเจ้าฟ้าทะละหะแทนคืนคงดังเก่า

๏ ฝ่ายเจ้าเวียดนามรบได้เมืองนครบันแง บรรดาราษฎรเข้าเกลี้ยกล่อมยอมอยู่ด้วย จับได้ไกเซินชื่อดกเซมแล้วให้ฆ่าเสีย ลุ ศักราช ๑๑๕๒ ศกจอนักษัตร เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ไปอยู่บ้านอุดงฦๅไชย ให้ทำค่ายกรุกะดานรอบแล้ว ให้ทำค่ายปีกกามีหอรบข้างตวันออก ณวัดศาลาให้ขุดคูตลอดไป ข้างเหนือถึงโพโคลง ข้างใต้มาถึงวัดสมโพธิ คอยระวังป้องกันรักษาเมือง

๏ ลุศักราช ๑๑๕๓ ศกกุนนักษัตร พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงบังคับมา ให้เจ้าฟ้าทะละหะซึ่งเปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ เกณฑ์ไพร่พลเขมร ๑๐๐๐๐ นำเข้าไปทำราชการขุดคลองวัดสะเกษ ครั้งนั้นพระบาทบรมบพิตรผู้เปนเจ้าเสด็จอยู่กรุงศรีอยุทธยามีพระแม่นางหนึ่ง ชื่อนักนางโอดมีครรภ์ได้สิบเดือน สมภพพระราชบุตรพระองค์หนึ่งทรงพระนามนักองค์จันท์ เมื่อเดือนอ้ายปีกุนตรีศก ลุศักราช ๑๑๕๔ ศกชวดนักษัตร พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ให้รื้อตำหนักพระบาทบรมบพิตรจากคอกกระบือไปปลูกอยู่ที่คลองขุดใหม่ใต้วัดสะ เกษ ลุศักราช ๑๑๕๕ ศกฉลูนักษัตร มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางแกมีครรภ์ได้สิบเดือน สมภพพระราชบุตรพระองค์หนึ่งณปีฉลูทรงพระนามนักองค์พิมพ์ ลุศักราช ๑๑๕๖ ศกขานนักษัตร ครั้งนั้นนักนางโอดมีครรภ์ขึ้นอิกสมภพพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามนักองค์สงวน แล้วพระบาทบรมบพิตรมีพระแม่นางหนึ่งชื่อนักนางรดมีครรภ์ได้สิบเดือน สมภพพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามนักองค์อิ่ม เปนอันดับกันกับนักองค์สงวน เมื่อปีขาลฉศก พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงพระเมตตาอภิเศกพระบาทบรมบพิตร พระราชทานนามเรียกว่า สมเด็จพระนารายน์ราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสุริโยพันธุ์บรมสุรินทรมหาจักพรรดิราชบรมนารถพระบาทบรมบพิตร สถิตย์เปนอิศรกำพูลรัตนราช โอภาษราชวรวงษ์ ดำรงกรุงกำพูชาพระมหานครอินทปัต กุรุรัษฐราชธานีบุรีรัมย์ อุดมมหาสถาน แล้วพระราชทานให้พระยากระลาโหมปกเปนเจ้าฟ้าทะละหะเอกอุมนตรีอภัยพิริยปรากรม พาหุ เปนพระบิดาเลี้ยง ทรงพระกรุณาโปรดให้ออกมาครอบครองรักษากรุงกำพูชาธิบดี เมื่อ ณวันพุฒปีขาลแรมสิบสองค่ำ

๏ ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดให้รักษาเมืองปัตบอง แลเมืองนครวัดแล้ว ทรงตั้งขึ้นเปนหัวเมืองใหญ่ เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์นำบรรดาครอบครัวซึ่งสมัคอยู่ด้วยนั้นเข้าไปอยู่ณเมือง ปัตบอง เจ้าพระยาอภัย ธิเบศร์พาบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยออกมากราบถวายบังคมพระบาทบรมบพิตร พร้อมใจกันถวายตราแล้ว กราบถวายบังคมลากลับไปอยู่เมืองปัตบอง พระบาทบรมบพิตรสถิตย์อยู่พระตำหนักระสือข้างใต้วัดพระ วิหารสำนอ (ว่าตะกั่ว) ลุณเดือนอ้าย แล้วให้ทำพระราชวังด้วยกระดานปลูกพระราชมณเฑียรมุขลดข้างทิศอาคเณย์แห่งพระ วิหารวัดวังกระดานแล้วตรัสใช้พระยาเดโชแทนให้ไปนิมนต์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ใน พระราชวังออกไปประดิษฐานปลูกไว้ข้างตวันตกแห่งพระราชวังแล้ว พระราชทานชื่อพระยาเดโชแทนเรียกเปนโพธิสกูลราช ลุศักราช๑๑๕๗ศกเถาะนักษัตรพระบาทบรมบพิตรเสด็จขึ้นสถิตย์อยู่บนพระราช มณเฑียรมุขลด ตรัสใช้พระยาวังสอด พระยาวิบุลเอก ไปกราบถวายบังคมทูลพระบาทสม เด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอสมเด็จพระเอกกระษัตรีย์กับสมเด็จพระท้าวแลท้าวมหากระษัตรีย์ผู้เปนพระ มารดาเลี้ยง กับนักนางโอด นักนางแก นักนางรด กับบรรดาครอบครัวมุขมนตรีซึ่งเคยเปนข้า ออกมาจากกรุงศรีอยุทธยา เมื่อเดือนเจ็ดปีเถาะนั้นพระองค์บัญญัติจัดการบ้านเมือง ตั้งจตุสดมภ์เอก ๔ นายถือศักดินา ๑๐๐๐๐ ให้กั้นร่มหุ้มแพรแดงมีระบาย ๓ ชั้น สรวมเสื้อครุยแดง ถือถุงเครื่องยศ ๖ เหลี่ยมเข้าเฝ้า ตั้งจตุสดมภ์โทถือศักดินา ๘๐๐๐ ให้กั้นร่มแพรสีตองมีระบาย ๒ ชั้น สรวมเสื้อครุยสีตอง ขุนนางที่มีศักดินา ๖๐๐๐ ให้กั้นร่มสีม่วงมีระบายชั้นเดียว สรวมเสื้อครุยสีม่วง ขุนนางที่มี ศักดินา ๕๐๐๐ - ๔๐๐๐ ให้กั้นร่มญวน สรวมเสื้อครุยพื้นเขียว ขุนนางที่มีศักดินาตั้งแต่ ๓๐๐๐ ลงมาให้สรวมเสื้อครุยขาว

๏ แล้วตั้งพระยามหาเทพ พระยามหามนตรี ขึ้นเหมือนอย่างที่กรุงเทพมหานคร ภรรยาขุนนางที่ผัวมีตำแหน่งถือศักดินาตั้งแต่ ๑๐๐๐ ขึ้นไปก็ให้มีชื่อเสียงเปนยศขึ้นทุกคน ธรรมเนียมเขมรไม่มีเบี้ยหวัด ขุนนางผู้ใหญ่ก็ได้กินเมืองส่วย ขุนนางผู้น้อยลงมาก็ได้กินบ้านส่วยที่เปนพระหลวง ก็มีแต่เลขส่วยหาเลี้ยงนาย ไม่ได้กะเกณฑ์ราชการเว้นเสียแต่ทัพศึก

๏ ขุนนางเมืองเขมรมี ๔ พวก พวก ๑ เปนของทรงราชย์ คือ เจ้ากรุงกัมพูชา พวก ๑ เปนของอุปโยราช พวก ๑ เปนของอุปราช พวก ๑ เปนของสมเด็จพระท้าว คือมารดาเจ้ากรุงกัมพูชา ๏ ขุนนางในทรงราชย์ คือฟ้าทะละหะเปนใหญ่ มีเมืองขึ้น ๒ เมือง พระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวาย ๑ พระยาเพ็ชรเดโชเจ้าเมืองเชิงไพร ๑ จตุสดมภ์ทั้ง ๔ คือ พระยายมราช ๑ พระยาวัง ๑ พระยากระลา โหม ๑ พระยาจักรี ๑

๏ พระยายมราชว่าราชการในเมือง พระยานครบาลปลัด พระยายศเกียรติ์เสมียนตรา มีเมืองขึ้น คือ พระยาพิศณุโลกเจ้าเมืองเชิงกรรชุม ๑ พระยาอุไทยธิราชเจ้าเมืองสำโรงทอง ๑ พระยาเสนานุชิตเจ้าเมืองกำปอด ๑ พระยาโยธาธิบดีเจ้าเมืองบันทายมาศ ๑ พระยา ธิเบศร์สงครามเจ้าเมืองกระพงโสม ๑

๏ พระยาวังว่าราชการกรมวัง พระยาศรีทิพเนตรเปนปลัดขวา พระยาเนตรอุไทยเปนปลัดซ้าย พระเทพเสนาเสมียนตรา มีเมืองขึ้นคือ พระยาสวรรคโลกเจ้าเมืองโปริสาท ๑ พระยาแสนสงครามเจ้าเมืองศรีสุนทร ๑ พระยาแสนเสนาเจ้าเมืองลแวก ๑ พระยายศไชยเจ้าเมืองขลุง ๑

๏ พระยากระลาโหมว่าราชการข้างกรมท่า พระยาเทพประชุนเปนปลัด พระภักดีนุชิตที่เสมียนตรา มีเมืองขึ้น คือ พระยาวรชุนเจ้าเมืองทะโบงคะมุม ๑ พระยาธรรมาเจ้าเมืองสมบูรณ์ ๑ พระยาราชาไมตรีเจ้าเมืองพนมเพ็ญ ๑ พระยานราธิบดีเจ้าเมืองไพรแวง ๑

๏ พระยาจักรีว่าราชการข้างมหาดไทยแลกรมช้าง พระยาราชนิกูล เปนปลัด พระยาภักดีที่เสมียนตรา มีเมืองขึ้น คือ พระยาธรรมาเดโชเจ้าเมืองบาพนม ๑ พระยาแสนท้องฟ้าเจ้าเมืองโคกสะ ๑ พระยาราชาโชเจ้าเมืองสะทึงตรอง ๑ พระยาลือจักรีเจ้าเมืองลำดวน ๑ พระยามโนสงครามเจ้าเมืองสวายทาดเพด ๑

๏ พระยามหามนตรี พระยามหาเทพ เปนเรือนหลวงทูลฉลอง พระยามหาเสนา พระยาราชสงคราม เจ้ากรมซ้ายขวา ว่าที่อาสา ๖ เหล่าทหารหลวง พระยาวงษาสรรเพ็ชญ์รักษาหอไตรพระยาพระเสด็จเจ้ากรมสังฆการี พระยาสุภาธิบดี พระยามนตรีกุศ ราช เจ้ากรมลูกขุนศาลา พระยาโกษาธิบดี พระยาพระคลัง เจ้ากรมคลังเงิน พระยาบวรนายก พระยาราชนายก เจ้ากรมคลังเสื้อผ้า พระยาภิมุขมนตรี พระยาศรีอรรคราช เจ้ากรมคลังวิเศษ พระยาพหุลเทพสาตราธิบดี พระยาพหุลเทพเกษตรานิยก เปนที่พระยาพหุลเทพกรมนา พระยามหาธิบดี พระยาศรีสุคนธ์เจ้ากรมราชยานเครื่องสูง พระยาวงษาธิบดี พระยาศรีธิเบศร์ราชา เปนที่สัศดี พระยาราชาภิแพทย์ พระยาแพทยา เจ้ากรมหมอยา หมอนวด พระยาอุเทน พระยาคุเชนทรนายก เจ้ากรมช้างโรงใน พระยาศรีพิพัฒน์ พระยาสมบัติบาล เปนที่พระยาศรีวิโรจนายตรา พระยาดุรงคธิบดี พระยาดุรงคเสนา เจ้ากรมม้าโรงใน พระยาบำเรอภักดิ์ พระยารักษ์มณเฑียร เจ้ากรมชาวที่พระยาราชาเศรษฐี พระยามโนเศรษฐี เจ้ากรมลูกค้า พระเพ็ชรสงครามเจ้ากรมดินประสิวดำ ดินประสิวขาว พระรามโยธาเจ้ากรมปืนใหญ่ พระเสนาธิบดี เจ้ากรมปืนคาบศิลาคาบชุด พระมนตรีเสนหา นายน่าไม้ พระเดโชไชย นายหอก พระราชาธิบดีเจ้ากรมอาสาจาม พระยาไชยาธิราช เจ้ากรมคลังเหล็ก พระโชดึกเจ้ากรมตีตราเงิน พระสุพรรณทิพราช เจ้ากรมช่างทอง ช่างเงิน พระอินทรเสนา เปนนายชาววัดน่าที่ พระเสนหานายก เจ้ากรมคลังบดผ้า พระรักษาไชยบาน นายอากร น้ำไชยบาน พระรัตนเสนา พระรัตนาธิบดี เจ้ากรมโคระแทะ พระเทศเสนหา พระเสนาอันชิต เจ้ากรมโยงเรือที่นั่ง พระราชมณ เฑียร เจ้ากรมช่างเขียน พระพิจิตรนาวา พระสำเร็จนาวา เจ้ากรมช่างเรือที่นั่ง พระอินทรวิไชย เจ้ากรมอากรปลาแห้ง พระสุรเดช พระเสนาราชคุเชนทร์ พระอันษาราชา กรมช้างโรงนอก พระเสนหาอันชิต พระภักดีเสนหา นายสลาทลุงฟัน พระปัญญาธิบดี พระอาลักษณ์เจ้ากรมอาลักษณ์

๏ พระมหาอุปโยราชเปนที่วังหลัง มีขุนนางตำแหน่งที่สมเด็จเจ้า พระยาเปนผู้ใหญ่อย่างฟ้าทะละหะคน ๑ มีเมืองขึ้น คือ พระ ยามนตรีเสนหาเจ้าเมืองกระพงเสียม จตุสดมภ์ทั้ง ๔ พระยาวงษาอรรคราชเปนที่ยมราช มีเมืองขึ้น คือ พระยาวงษาอันชิตเจ้าเมืองบาที พระยาธรรมาธิบดีว่าที่พระคลัง มีเมืองขึ้น คือ พระเสนาธิบดีเจ้าเมืองบริบูรณ์ พระยาพิบูลราชว่าที่กระลาโหม มีเมืองขึ้น คือ พระยาราชาเสนหาเจ้าเมืองสมบุก พระยาราชเดชะว่าที่จักรี มีเมืองขึ้น คือ พระยามนตรีเสนหาเจ้าเมืองไพรกะดี

๏ พระยาธิราชอันษาเปนเรือนหลวงทูลฉลอง พระยาธรรมอุไทยเจ้ากรมสังฆการี พระยาสุภามนตรี พระยานราธิราช เจ้ากรมลูกขุนศาลา พระยาธนาธิบดี เจ้ากรมคลังเงิน พระยาภักดีนายก เจ้ากรมคลังเสื้อผ้า พระยาธิกรณ์วงษา กรมคลังวิเศษ พระยาราชอินทรสุริยกรมอภิรม พระยาศรีสุริยวงษ์เปนที่พระยาพหุลเทพ พระยาราชาธิเบศร์เปนที่สัศดี พระยามนตรีเสนหาเปนกรมม้า พระยาคุเชนทรธิบดีเปนกรมช้างโรง พระยาเสนหาพิพัฒน์เปนชาวที่ พระเทพสมุทเปนนายโคระแทะ พระเทพรจนาเปนนายช่างเขียน พระสำเร็จธิบดีเปนนายช่างเรือพระที่นั่ง พระเทพอันษาเปนนายอากร ผูกบี้ลูกจีน พระอันษาอุเทน พระคุเชนทรา เปนกรมช้างโรงนอก พระมนตรีสงครามเปนนายปืนคาบศิลาคาบชุด พระราชาเสนหาเปนกรมอาสาจาม

๏ ขุนนางในทำเนียบพระมหาอุปราชเปนวังน่า พระเชตเปนผู้ใหญ่ อย่างฟ้าทะละหะ มีเมืองขึ้น คือ พระยาเสนาสงครามเจ้าเมืองโฉลง มีจตุสดมภ์ทั้ง ๔ พระยาเอกราชเปนที่ยมราช พระยาศรีเทพวังเปนที่พระยาวัง พระยาปุเทศเปนที่กระลาโหม พระยานรินทราธิบดีเปนที่จักรี

๏ พระยาเอกราชเปนที่ยมราช มีเมืองขึ้น คือ พระยาแสนธิบดีเจ้าเมืองสลาพะเวียน พระยาศรีเทพวังเปนที่พระยาวัง มีเมืองขึ้น คือ พระยาชำนะสงครามเจ้าเมืองตะคร้อ พระยาปุเทศเปนที่กระลาโหม มีเมืองขึ้น คือ พระยามนตรีเสนหาเจ้าเมืองอุมร พระยานรินทราธิบดีเปนที่จักรี มีเมืองขึ้น คือ พระยาเสนาราชสงครามเจ้าเมืองตรอง

๏ พระยาราชมนตรีปลัดหลวงทูลฉลอง พระยาธรรมดุระเปนที่สังฆการี พระยาสุภาธิราช พระยาราชสุภา เปนเจ้ากรมศาลา พระยาเทพสมบัติเปนเจ้ากรมคลังเงิน พระยาบวรนายกเจ้ากรมคลังผ้า พระยาเกษตราธิบดีเปนพหุลเทพ พระยา สทิพมนตรีเปนวิเศษ พระยาเสนหาธิราชเจ้ากรมราชยานเครื่องสูง พระยาศรีสทิพราชาเปนที่สัศดี พระยาการมาธิบดีกรมม้าโรง พระยา คุเชนทรเสนากรมช้างโรง พระเสนาสงครามเปนนายปืนคาบชุดคาบศิลา พระเสนาราชสงครามเปนนายน่าไม้ธนู พระคุเชนทร์ทศกรรฐ์ พระศรีทศกรรฐ์ เปนกรมช้างโรงนอก

๏ มารดาของเจ้ากรุงกัมพูชา ซึ่งยกขึ้นเปนที่สมเด็จพระท้าวนั้นมีขุนนางสำหรับเข้าเฝ้า พระยาวงษาอรรคราชเปนที่พระยาวัง พระยาราชาบวรราชเปนที่พระยากระลาโหม พระยาวงษาธิราชเจ้ากรมคลังเสื้อผ้า พระยามนตรีนายกเจ้ากรมคลังวิเศษ พระยามนตรีสง คราม พระยาสุริโยไทย พระยามหาธิราช พระยามนตรีอันชิต เปนกรมล้อมวัง พระยาเทพนายกเปนที่พหลุเทพ พระ ยาฑุริยปัญญาเจ้ากรมสังฆการี พระยาสุภากุศราชเจ้ากรมศาลา

๏ ฝ่ายสมเด็จพระองค์แก้วนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสใช้ให้ไปอยู่รักษาเมืองเปียมได้ปี ๑ แล้ว กลับมาอยู่เมืองบันทายเพ็ชร ลุถึงณวันพฤหัศบดีเดือน ๔ ขึ้นสิบเอ็ดค่ำปีเถาะนั้น พระบาทบรมบพิตร เสด็จเข้าไปถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้ง สองพระองค์ในกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๑๑๕๘ ศกมโรงนักษัตรเดือนหก พระบาทบรมบพิตรพระองค์ถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์กลับมากรุงกัมพูชาธิบดี ครั้งนั้นนักนางรดมีครรภ์ได้ ๑๐ เดือน สมภพพระราชบุตรพระองค์หนึ่งทรงพระนามนักองค์ดวง แล้วพระองค์ทรงประชวรแต่เดือนเก้าไปถึงณวันพุฒเดือนสิบสองแรมสิบสี่ค่ำ พระองค์สุรคตสิ้นพระชนม์ พระชัณษาได้ ๒๔ ปี จึงเจ้าฟ้าทะละหะใช้พระยาจักรีแกบเข้าไปกราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่ หัวทั้งสองพระองค์ ๆ ทรงทราบแล้ว มีรับสั่งให้เจ้าฟ้าทะละหะนำพระศพเข้าไปกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๑๑๕๙ ศก มเสงนักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะให้จัดพระที่นั่งราชรถเทียมราชสีห์ ทำที่มรรคาแต่งบรรดากระบวนแห่ ลุณเดือนยี่จึงเชิญพระศพออกจากพระราชมณเฑียรยกขึ้นบนราชรถ นำลงมาถึงกะพงหลวง วางบนพระที่นั่งนาวาทำเปนมุขลดเสร็จแล้ว แห่ออกไปโดยทางเรือไปถึงกะพงชะโดข้างเหนือเมืองพะเนียด จึงเชิญพระศพขึ้นตั้งบนพระที่นั่งราชรถ แห่เลยไปถึงโอลำเจกแล้วหยุดพักอยู่คืนหนึ่ง ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้มาบอกเจ้าฟ้าทะละหะว่า ให้นำพระศพคืนกลับหลัง อย่าให้นำเข้าไปกรุงศรีอยุทธยาเลย ด้วยพม่ายกทัพมาวุ่นวายอยู่ ให้แต่พระยาจักรีแบนนำไพร่พล ๕๐๐๐ เข้าไปช่วยทำราชการศึก ฝ่ายเจ้าฟ้าทะละหะจึงใช้พระยาจักรีแบนนำไพร่พล ๕๐๐๐ เข้าไปกรุงศรีอยุทธยาแล้ว เจ้าฟ้าทะละหะเชิญพระศพกลับคืนมาเมืองบันทายเพ็ชร ลุศักราช ๑๑๖๐ ศกมเมียนักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะคิดจัดแจงทำเมรุมณฑป ยกพระศพตรงมาน่าพระราชวังเปนโอฬารึกอธึกมหิมา ในเดือนหกเสร็จแล้ว จึงจัดให้ทำอิฐคิดสร้างพระเจดีย์ใหญ่องค์ ๑ ข้างตวันออกแห่งพระเจดีย์ใหญ่บนเขาพระราชทรัพย์ ปีหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์ ลุศักราช ๑๑๖๑ ศกมแมในเดือนเจ็ดนั้น เจ้าฟ้าทะละหะปลูกเมรุ ทำบุญฉลองพระอัฐิพระบาทบรมบพิตรขึ้นอิกครึ่งเดือนเสร็จแล้ว เชิญพระธาตุไปบรรจุในพระเจดีย์ใหม่บนเขาพระราชทรัพย์แล้วให้สร้างพระพุทธรูป ด้วยทองสำริดองค์ ๑ พระพุทธรูปตะกั่วองค์ ๑ เปนพระฉลองพระองค์ไว้ในพระเจีดย์ใหญ่ เปนที่นมัสการเสร็จแล้วนักองค์พิมพ์ทรงประชวรสุรคต ลุเลิกพระศพเสร็จแล้ว จึงเจ้าฟ้าทะละหะให้ทำวังด้วยกระดานปลูกพระตำหนัก เชิญสมเด็จพระราชบุตรทั้ง ๔ พระองค์ไปสถิตย์อยู่ข้างเหนือบึงซาแดก พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้มาถึงเจ้าฟ้าทะละหะปา ให้เกณฑ์กองทัพยกไปช่วยเจ้าเวียดนามรบกับองไกเซินที่เมืองไกพู จึงเจ้าฟ้าทะละหะเกณฑ์ไพร่พล ๕๐๐๐ ยกออกไปถึงเมืองลำดวนนั้น บรรดาไพร่พลหนีกลับมาทั้งสิ้น เจ้าฟ้าทะละหะให้เอาพระยาวังหลงไปฆ่าเสียแล้ว จึงใช้พระยากระลาโหมพรหมเปนแม่ทัพใหญ่ยกไพร่พล ๕๐๐๐ ออกไปรบฟันค่ายไกพูช่วยเจ้าเวียดนามในเดือน ๔ ปีมแมนั้น

๏ ลุศักราช ๑๑๖๒ ศกวอกนักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะสร้างพระวิหารที่พระราชวังเก่า ก่อฝาผนังอิฐโบกปูนดูลออรุ่งเรือง มุงกระเบื้องมีช่อฟ้าใบระกาน่าบันล่องชาดปิดทอง ลุศักราช ๑๑๖๓ ศกรกานักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะใช้สมเด็จเจ้าพระยาเดิมชื่อเอก กับพระยาโกษาธิบดี พระยาพระคลังนอง พระยาธนาธิบดีเพ็ชร พระยาศรีพิพัฒน์อง พระยาสมบัติบาล กับบรรดาช่างจีนช่างแขกจามทำสำเภาใหญ่ลำ ๑ บรรทุกได้ ๕๐๐๐ หาบเสร็จแล้ว ไปขายแก่จีนได้ราคาเปนเงิน ๖๐๐๐ เหรียญ ลุศักราช ๑๑๖๔ ศกจอนักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะจัดการจำ เริญพระเกษาสมเด็จพระราชบุตรผู้พี่ในเดือนหก ลุถึงข้างขึ้นเดือนแปดจัดการผูกพัทธสีมาในพระวิหารวังเก่าแล้ว สมเด็จพระราชบุตรผู้พี่ทรงผนวชจำพรรษาอยู่พระวิหารวังเก่าได้ ๓ เดือน ลุปวารณาออกพรรษาแล้ว พระองค์ลาผนวชออกในปีจอนั้น

๏ อนึ่งเจ้าเวียดนามว่า พระยากระลาโหมพรหม กับบรรดาแม่ทัพแม่กองซึ่งไปช่วยนั้นเปนขบถ ให้จับตัวไปทำโทษ ลุได้เมืองเว้แล้วจึงโปรดให้พ้นโทษ ให้กลับคืนมาเมืองบันทายเพ็ชร อนึ่งปืนรูปมังกรทั้งคู่เปนพระราชทรัพย์สำหรับราชสมบัติหายไปเมื่อครั้งเกิด ศึกญวนยกมาทำศึกกับสมเด็จพระรามราชานั้น องเฮาเอาปืนนั้นไปเมืองญวน บัดนี้เจ้าเวียดนามใช้คนนำปืนรูปมังกรทั้งคู่นั้นกลับมาถวาย

๏ ฝ่ายพระยากระลาโหมพรหมกลับมาถึงเมืองบันทายเพ็ชรแล้วอวดอ้างว่าตัวได้ไปช่วย เจ้าเวียดนามทำศึก แล้วเปนคนใจกระด้างไม่กลัวเกรงเจ้าฟ้าทะละหะ แต่เดือนสิบสองถึงเดือนอ้ายนั้น เจ้าฟ้าทะละหะให้เรียกพระยากระลาโหมพรหมมาในวังเก่าแล้ว ให้จับทำโทษจำไว้ในวัง ลุถึงเดือนยี่เจ้าฟ้าทะละหะเชิญสมเด็จพระราชบุตรผู้พี่เข้าไปเฝ้าพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ณกรุงเทพมหานคร แล้วคุมตัวพระยากระลาโหมพรหมเข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้ง สองพระองค์ แล้วเจ้าฟ้าทะละหะนำเงิน ๖๐๐๐ เหรียญ มูลค่าสำเภาไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ๆ ก็ไม่ทรงรับเอาเงินนั้น พระราชทานคืนมา

๏ ฝ่ายพระยากระลาโหมพรหมนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเอาไว้ให้อยู่กรุงเทพ ฯ แล้ว พระราชทานให้หลวงพจนาพิจิตรเมืองมาเปนพระยากระลาโหม ลุศักราช ๑๑๖๕ ศกกุนนักษัตร เจ้าฟ้าทะละหะกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระ องค์ เชิญสมเด็จพระราชบุตรผู้พี่กลับมาเมืองบันทายเพ็ชร จึงเจ้าฟ้าทะละหะสร้างพระพุทธรูปใหญ่บนเขาพระราชทรัพย์ ยกเสาผูกรอกชักศิลาใหญ่ ๆ ขึ้นไป ให้พระมหาสังฆราชพระสังฆราชาเมื่ออยู่เปนพระมหาสังฆราชสุคามมุนีเดิมชื่อ เพ็ชร สำเร็จเปนช่างใหญ่ดูแลจัดแต่งศิลาทำปูนเพ็ดสำเร็จแล้ว ลุณวันเดือนสิบสองแรมหกค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังน่าสวรรคต ลุถึงเดือนอ้ายเจ้าฟ้าทะละหะเข้าไปกรุงเทพ ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวงแล้ว อยู่ช่วยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังน่า ลุถึงศักราช ๑๑๖๖ ศกชวดนัก ษัตร เจ้าฟ้าทะละหะกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวง กลับมาถึงเมืองบันทายเพ็ชรแล้ว สร้างวัดสร้างพระพุทธรูปใหญ่บนเขาพระราชทรัพย์ จัดก่ออิฐโบกปูนฝาผนังทั้งสองข้างน่าหลัง ให้ยกขื่อขึ้นตั้งแปอกไก่ ให้ติดกลอนระแนงมุงกระเบื้องยังไม่แล้ว ลุศักราช ๑๑๖๗ ศกฉลูนักษัตร นักโอดผู้เปนพระราชบุตรผู้พี่สร้างพระวิหารหลัง ๑ ในวัดธรรมเก ข้างตวันออกพระวิหารพระพุทธรูปใหญ่ ลุเดือนสิบสองขึ้นสิบสี่ค่ำปีฉลู เจ้าเวียดนามตรัสใช้องกายโดย ๑ องโดยโบ ๑ องนอกจากนั้น ๑๗ คน ญวนไพร่ ๗๘ คน นำหีบสามใบมีแพร ๖๘ ผืน กับราชสาสนมาถวายเจ้าฟ้าทะละหะ ๆ จัดแต่งรับ แล้วให้ปลูกโรงอยู่กะพงหลวง ๕ โรง อยู่พนมเพ็ญ ๕ โรง ให้ปลูกโรงตรงน่าพระราชวัง ๕ โรง ในโรงนั้นมีเครื่องประดับเทียนใหญ่ ๒ เล่ม เผากฤษณาเปนเครื่องหอม แห่ขึ้นมามีช้างม้าพิณพาทย์

๏ ฝ่ายบรรดาขุนนางนั้น ล้วนแต่สรวมเสื้อตามบันดาศักดิแห่น่าหลังซ้ายขวา เจ้าฟ้าทะละหะจัดรับบำเรอสิ้นเงิน ๔๐๐ ตำลึง ให้ดำเนินกลับไปเมืองญวน ลุณวันเดือนอ้ายขึ้นสิบเอ็ดค่ำปีฉลู เจ้าฟ้าทะละหะแห่สมเด็จพระราชบุตรผู้เปนเจ้า เข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๑๑๖๘ ณวันพุฒเดือนหกขึ้นสิบสามค่ำปีขาล เจ้าฟ้าทะละหะป่วย ลุณวันอาทิตย์ปฐมาสาธแรมสี่ค่ำ ปีขาล เจ้าฟ้าทะละหะป่วยหนักลงชัณษาได้ ๖๕ ปีถึงแก่กรรมณกรุงศรี อยุทธยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ยกศพเปนโอฬารึกอธึกมหิมาสำเร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว โปรดอภิเศกสมเด็จพระราชบุตรผู้พี่เมื่อปีขาลเดือนแปดทุติยาสาธขึ้นห้าค่ำวัน จันทร์ พระชัณษาได้ ๑๖ ปี ขึ้นทรงราชย์ทรงพระนามเรียกสมเด็จพระอุไทยราชาธิราชรามาธิบดีศรีสุริโย พันธุ์ บรมสุรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนารถพระบาทบรมบพิตร สถิตย์เปนอิศวรกำพูลรัษฐราช โอภาษชาติวรวงษ์ดำรงกรุงกัมพูชาธิบดีศรีโสธร นครอินทปัต กุรุรัษฐราชธานีบุรีรมย์อุดมมหาสถาน พระราชทานเครื่องยศพระพัตรภูษาอันประเสริฐ ให้ดำเนินพระบาทผู้เปนเจ้าออกมา เมื่อข้างขึ้นเดือนเก้าปีขาลกลางพรรษาเสด็จลีลายาตรามาถึงบันทายเพ็ชร เสด็จขึ้นบนพระราชมณเฑียร เมื่อณวันจันทร์เดือนสิบขึ้นสามค่ำปีจออัฐศก ถึงณเดือนอ้ายเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ นำบุตรีชื่อนักมามาถวายพระบาทผู้เปนเจ้านั้น สมเด็จพระไอยกาเสด็จออกมาด้วยกันกับเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ มาสถิตย์อยู่โพกำบอ ลุณเดือนสามขึ้นค่ำหนึ่งปีขาลนั้น นักท้าวมหากระษัตรีย์ผู้เปนมารดาเลี้ยงป่วย ชัณษาได้ ๖๗ ปีถึงแก่กรรม ลุถึงข้างแรมเดือนสาม เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์กราบถวายบังคมลากลับไปเมืองปัตบอง พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสทรงพระบัญชาให้ทำเมรุในที่พระราชวังเก่าเสร็จแล้ว ถึงณเดือนสี่จึงเลื่อนศพไปไว้ในเมรุ ทรงทำบุญแต่เดือนสี่ เนื่องไปลุศักราช ๑๑๖๙ ศกเถาะเดือนห้า ลุเพ็ญเดือนหกจึงสำเร็จการพระราชกุศลบริบูรณ์แล้ว ลุถึงณวันศุกร์เดือนอ้ายขึ้นสิบสองค่ำปีเถาะ เจ้าเวียดนามตรัสใช้องจันซือง้อกับองผอซือกิน นำตราทอง ๔ เหลี่ยมรูปสิงโตข้างบนมีน้ำหนักเจ็ดแน่น มาถวายพระบาทผู้เปนเจ้า ลุณเดือนสามปีเถาะนั้นพระบาทผู้เปนเจ้า ตรัสใช้สมเด็จพระองค์แก้ว กับพระยาจักรีแบน นำเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอสมเด็จพระมหากระษัตรีย์บรมบพิตรผู้เปนสมเด็จพระท้าวกับสมเด็จพระมาตุจฉา ทรงพระนามนักองค์เภา พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้แล้ว

๏ ฝ่ายสมเด็จพระมาตุจฉา ซึ่งทรงพระนามสมเด็จพระศรีวรราชธิดานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังน่ายกเปนสมเด็จพระราชเทพี มีพระราชบุตรี ๒ พระองค์ ทรงพระนามพระองค์เจ้ากัมพูช์ฉัตร ๑ พระองค์เจ้าวงษ์ขัติยา ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสห้ามไว้ให้อยู่ในกรุงศรีอยุทธยา ลุศักราช ๑๑๗๐ ศก มโรงนักษัตรณวันแรมสามค่ำเดือนห้า ไพร่พลทหารปลูกกะท่อมรักษาทวารพระราชวังข้างใต้ทำมักง่ายให้เพลิงไหม้กะท่อม ลูกไฟไปตกไหม้พระตำหนักพระหอไตร ไหม้ทั้งพระราชมณเฑียรทั้งกลางวันกลางคืนประมาณ ๓ ยาม เสียพระราชทรัพย์เปนอันมาก จึงพระบาทผู้เปนเจ้าให้สร้างพระราชวังใหม่อยู่ที่โคกสำเร็จแล้ว จึงเสด็จขึ้นสถิตย์อยู่บนพระราชมณเฑียรใหม่

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาทั้ง ๓ ก็ปลูกพระราชมณเฑียรอยู่ข้างเหนือนอกพระราชวังพระบาทผู้เปนเจ้า ลุณเดือนแปดขึ้นค่ำหนึ่งปีมโรง สมเด็จพระองค์แก้วกับพระยาจักรีแบน แห่สมเด็จพระท้าวกับสมเด็จพระมาตุจฉามาถึงบันทายเพ็ชร ครั้งนั้นพระยาเดโชเมนดื้อดึงไม่เข้ามาเฝ้า จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้เจ้าฟ้าทะละหะกับบรรดามุขมนตรีไปจับไม่ทัน ด้วยพระยาเดโชเมนหนีเข้าไปกรุงเทพมหานครเสียก่อน ลุณวันพุฒแรมสิบเอ็ดค่ำเดือนอ้ายปีมโรง พระบาทผู้เปนเจ้าไว้สมเด็จพระท้าวบรมบพิตร ให้อยู่รักษาพระราชมณเฑียรแล้ว เสด็จลีลายาตราเข้าไปถึงเมืองปัตบอง นักนางเทพนั้นมีครรภ์ จึงให้อยู่กับเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์แลนักถีผู้เปนบิดามารดาแล้ว พระบาทผู้เปนเจ้าเสด็จเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ๆ รับสั่งให้ก่อกำแพงพระราชทานให้อยู่

๏ ลุศักราช ๑๑๗๑ ศกมเสงนักษัตร เดือนหกขึ้นสิบสี่ค่ำณวัน พฤหัศบดี นักนางเทพสมภพพระราชบุตรีทรงพระนามนักองค์แบน ลุถึงณเดือนแปด พระบาทผู้เปนเจ้าถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกลับออกมา พระองค์ทรงพระประชวรกลางมรรคามาถึงเมืองโตนด เสด็จลงทรงพระที่นั่งนาวา ลีลายาตรามาถึงเมืองปัตบอง เสด็จลัดดงไปถึงบันทายเพ็ชร ขึ้นอยู่บนพระราชมณเฑียรณวันแปดค่ำเดือนสิบ ครั้นลุณเดือนสิบเอ็ดพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรสวรรคต จึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ขึ้นทรงราชย์ เปนพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยเถลิงเปนพระเจ้าอยู่หัววังน่า เมื่อเดือนสิบสองปีมเสงนั้น เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ป่วยถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวงซึ่งเสวยราชสมบัติใหม่ ให้พระยาวิบุลย์ราชแบน เปนเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์ลุณวันพุฒเดือนยี่ขึ้นสิบสามค่ำ พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้สมเด็จพระอนุชาใกล้เคียง กับสมเด็จพระอนุชารอง แลสมเด็จพระองค์แก้ว พระยากระลาโหมเมือง พระยาจักรีแบน นำเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถวายช่วยในการพระบรมศพเมื่อณเดือนสี่ปีมเสงนั้น ลุศักราช๑๑๗๒ ศกมเมียนักษัตร การพระบรมศพสำเร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวงซึ่งเสวยราชสมบัติใหม่ ตั้งพระยศพระราชทานพระนามสมเด็จพระอนุชาใกล้เคียงขึ้นเปนสมเด็จพระไชยเชษฐา มหา อุปโยราช

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอนุชารองนั้น พระราชทานพระนามขึ้นเปนสมเด็จพระศรีไชยเชษฐ พระมหาอุปราช พระราชทานเครื่องยศพระพัตรภูษาสำเร็จแล้ว จึงสมเด็จพระมหาอุปโยราชกับสมเด็จพระมหาอุปราช สมเด็จพระองค์แก้ว กับพระยากระลาโหมเมือง พระยาจักรีแบน ถวายบังคมลาพระเจ้าอยู่หัววังน่ากลับมา พระยาเดโชเมนกลับมาแล้ว ลาสมเด็จพระอนุชาไปเมืองกะพงสวาย

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาทั้ง ๒ พระองค์ ยาตราออกมาถึงเมืองบันทายเพ็ชรเมื่อเดือนเจ็ด แล้วถวายบังคมพระบาทผู้เปนเจ้าผู้เปนสมเด็จพระเรียมบรมบพิตร ลุณวันเดือนสิบแรมสิบสามค่ำพระยากระลาโหมเมือง พระยาจักรีแบน คิดขบถต่อพระบาทผู้เปนเจ้าจึงพระบาทผู้เปนเจ้า ตรัสใช้ให้ฆ่าพระยากระลาโหมเมืองกับพระยาจักรีแบนเสีย แล้วรู้ข่าวไปถึงพระยาเดโชเมน ๆ จึงเกณฑ์ไพร่พลมาประชุมกันแล้ว ตั้งเปนกองทัพอยู่ในเมืองกะพงสวาย

๏ ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์คิดทำค่ายในเมืองปัตบอง จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยามหามนตรีเภา กับพระยามหาธิราชมาด ไปเมืองเว้ ทูลพระเจ้าเวียดนามแล้ว ตรัสใช้พระยาวงษาอรรคราชตีว่าที่พระยาจักรี เปนพระยาเดโชยกไพร่พลไปเมืองกะพงสวาย พระยาเดโชเมนพาบุตรแลภรรยาหนีเข้าไปกรุงศรีอยุทธยา ลุข้างขึ้นเดือนอ้ายเจ้าเวียดนามตรัสใช้องลกกับองผอเตือง ยกไพร่พล ๑๐๐๐ กับเรือแง่โอ แง่ซาย แง่ลาย ขึ้นมาตั้งทัพอยู่เกาะจีน ลุข้างแรมเดือนอ้ายเจ้าเวียดนามตรัสใช้องติงเกี๋ยยกไพร่พล ๑๐๐๐๐ กับเรือแง่โอ แง่ซาย แง่ลาย ขึ้นมาตั้งทัพอยู่เกาะจีนอิก ลุข้างขึ้นเดือนยี่องลิวกินเปนใหญ่ในเมืองไซ่ง่อน กับทุงโงน ยกไพร่พลกับเรือแง่โอ แง่ซาย แง่ลาย ขึ้นมาตั้งอยู่แพรกมีลาภไปถึงปลายเกาะจีน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวง วังน่า ตรัสใช้พระยาสีหราชรองเมือง พระยาอภัยรณฤทธิ พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา ยกไพร่พลเปนอันมากมาถึงเมืองปัตบอง จึงพระบาทผู้เปนเจ้า ตรัสใช้พระยาธรรมาเดโชออกไปรักษาด่านอยู่เปี่ยมบันทายมาศแล้ว ตรัสใช้พระยาเสนาอันชิตออกไปรักษาด่านอยู่เปียมแสน ตรัสใช้พระยาบวรนายกสอดไปตั้งรักษาด่านอยู่กะพงชะนัง ตรัสใช้พระยาเทพวรชุนหาบออกไปรักษาด่านอยู่สะทึงปรัดกันเตล ระวังราชการศึก ลุเดือนยี่ข้างแรมนั้น องลิวกิน องติงเกี๋ย เห็นว่าจะไม่มีราชการศึก จึงทูลลาพระบาทผู้เปนเจ้ายกบรรดาไพร่พลกลับคืนไปเมืองไซ่ง่อน ลุข้างขึ้นเดือนสามนั้น พระมหาสังฆราชพระธรรมวิปัสนาผู้ราชครูที่นิมนต์มาแต่เมืองนครวัด มาถวายพระพรเยี่ยมพระบาทผู้เปนเจ้าเสด็จทรงนับถือเปนอันมาก ด้วยเปนพระราชครูแต่สมเด็จพระบวรราชบิดาเมื่อยังมีพระชนม์อยู่ แลเสด็จทรงผนวชอยู่วัดสมอราย ได้สั่งสอนพระกรรมฐานพระธรรมทั้งหลาย เหตุดังนั้นพระบาทผู้เปนเจ้า กับสมเด็จพระท้าวกระษัตรีย์บรมบพิตรสมเด็จพระราชมารดา ทรงศรัทธานิมนต์พระมหาสังฆราชพระธรรมวิปัสนาไปสร้างพระราชกุศลบนเขาพระราช ทรัพย์แล้ว พระบาทผู้เปนเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาทั้ง ๓ พระองค์ ทรงพระผนวชในสำนักนิ์พระมหาสังฆราชพระธรรมวิปัสนาเปนประธาน ได้เรียนพระธรรมกรรมฐานลุถึงข้างขึ้นเดือนสี่ พระมหาสังฆราชพระธรรมวิปัสนาถวายพระพรลาพระบาทผู้เปนเจ้า ๆ ตรัสใช้พระยาพระคลังนอง พระยาศรีภูเบศร์ราชาไชย พระยาธิกวงษาอง พระราชสิทธิแก ให้จัดส่งสมเด็จพระธรรมวิปัสนาไปสร้างพระพุทธบาทศิลาอยู่บนเขาสันธุก ลุถึงศักราช ๑๑๗๓ ศกมแมนักษัตรเดือนห้านั้น มีฝรั่งใช้ใบกำปั่นลำ ๑ บรรทุกสินค้าของมีราคาเข้ามาค้าขายจอดอยู่กะพงตูก พระบาทผู้เปนเจ้าพระราชทานที่พระยาราชาภิแพทย์แบนฝรั่ง ให้ขึ้นเปนพระยาประเทศราชขนเอาบรรดาสินค้าฝรั่งถวายนั้นขึ้น พระบาทผู้เปนเจ้าพระราชทานเข้าสารกับสรรพสิ่งของเต็มกำปั่นแล้ว ฝรั่งกราบถวายบังคมลาพระบาทผู้เปนเจ้ากลับไปเมืองฝรั่ง ลุณเดือนเจ็ดสมเด็จพระธรรมวิปัสนาสร้างพระพุทธบาทบนเขาสันธุกลงรักปิดทอง แล้ว มาถวายพระพรถวายพระราชกุศล พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้ปลูกกุฎีปลูกศาลาอยู่ข้างตวันออกเขาพระราชทรัพย์ อยู่ข้างทิศใต้เสร็จแล้ว พระบาทผู้เปนเจ้า ตรัสนิมนต์สมเด็จพระธรรมวิปัสนาผู้เปนพระราชครู กับบรรดาพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาแล้ว สมเด็จพระมหาอุปโยราชทรงผนวช จำพรรษาอยู่ณเขาพระราชทรัพย์ด้วยกันกับสมเด็จพระธรรมวิปัสนา

๏ ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาที่สุดนั้น ทรงผนวชในสำนักนิ์พระมหาสังฆราชพระมหาพรหมมุนีนองอยู่วัดจัตุรทิศ ลุณเดือนสิบเอ็ด อ้ายไชยตั้งตัวเปนนักบุญอยู่เขากะโชน จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยายมราชคงกับบรรดาแม่ทัพแม่กองจับอ้ายไชยได้ แล้วนำไปฆ่าเสีย ลุปวารณาออกพรรษาแล้ว พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้พระมหาสังฆราชนอง ๑ สงฆาบวรสัตถาเรือง ๑ สมเด็จหิง ๑ พระยาพระเสด็จคำ ๑ พระยาพระคลังนอง ๑ ไปประชุมกันในศาลาบนเขาพระราชทรัพย์ บัญญัติให้แปลคัมภีร์พระวิไนยไตรปิฎกถวายสมเด็จพระธรรมวิปัสนา ลุณเดือนอ้ายนั้นสมเด็จพระองค์แก้วประชวรหนักชัณษาได้ ๘๒ ปีถึงแก่กรรมเมื่อข้างแรมเดือนอ้าย ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาอุปโยราชลาผนวชออกแล้ว จะไปคิดจัดแต่งศพสมเด็จพระองค์แก้ว ณบ้านข้างเหนือปากบึงซาแดก ครั้งนั้นเห็นดาวหางขึ้นอยู่ตรงทิศพายัพลุณเดือนยี่แรมหกค่ำ สมเด็จพระธรรมวิปัสนา พระมหาสังฆราชถวายพระพรลาพระบาทผู้เปนเจ้าไปสร้างพระวิหารพระพุทธบาทบนเขา สัน ธุก ลุถึงณวันเดือนสามขึ้นสองค่ำ สมเด็จพระมหาอุปโยราชเสด็จออกจากบันทายเพ็ชร์ในเพลากลางคืน พระยาสุรภาโลกปน พระยาเบง พระยามาด พระยาโนบ กับคนเมืองโพธิสัตว มารับแห่พระองค์ไปอยู่เมืองโพธิสัตว พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสนิมนต์พระมหาสังฆ ราช พระสังฆราชา พระมหาธาตุ ให้ไปตามเชิญให้เสด็จกลับมาพระองค์หาเสด็จกลับมาไม่ จึงตรัสใช้พระยาสุรภาโลกมก ๑ พระ ยาธิราชวงษาแก้ว ๑ พระยาราชอิศรเทียน ๑ พระมนตรีอันชิตตูก ๑ ให้ไปกราบทูลเชิญเสด็จอิก พระองค์หามาไม่ แล้วพระองค์ก็เอาตัวขุนนางซึ่งไปเชิญเสด็จนั้นไว้ทั้งสิ้น จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยาบวรราชไปกราบทูลเจ้าเวียดนาม ๆ บอกองลิวกินเปนใหญ่ ๆ ใช้องเจิงเกนเทืองนำพล ๕๐๐ กับเรือแง่โอ แง่ซาย แง่ลาย ขึ้นมาจอดอยู่เกาะจีนตั้งกองรักษาพระบาทผู้เปนเจ้า

๏ ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัววังหลวงวังน่า ตรัสใช้พระยายมราชควนว่าจะมาช่วยยกศพสมเด็จพระองค์แก้วนั้น พระยา ยมราชมาพบกับสมเด็จพระมหาอุปโยราชอยู่เมืองโพธิสัตว สมเด็จพระมหาอุปโยราชมีพระบัณฑูรให้กราบทูลขอเมืองตะคร้อ เมืองขลุง เมืองตรอง ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสใช้เจ้าพระยายมราชเปนแม่กองใหญ่ กับพระยาสีหราชรองเมือง พระยาท้ายน้ำพระยาอภัยรณฤทธิ พระยาสุรสงคราม นำไพร่พล ๕๐๐ ยกมาถึงเมืองปัตบอง จึงตรัสใช้พระยาพลเทพกับบรรดาแม่ทัพแม่กองให้รีบยกมาทางสทึงแครง จึงสมเด็จพระมหาอุปโยราชยกไปเอาเมืองสม บูรณ์อิก พระบาทผู้เปนเจ้าทรงทราบว่ากองทัพไทยยกมาดังนั้น ลุ ณเดือนสี่จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยายมราชคงนำไพร่พล๑๐๐๐ยกไปตั้งทัพ รักษาด่านลาดตระเวนระวังเมืองระเวแล้ว ตรัสใช้พระยาโยธาสงครามมา พระยามนตรีเสนหามั่น พระยานราธิบดีไชย พระรัษฐเสนาโล พระอินทรวิไชยนาทเพิ่ม มาอยู่เมืองกะพงชะนังด้วยกันกับพระยาบวรนายกสอด แล้วตั้งแต่งพระยาธรรมาเดโชมันเปนกองใหญ่ทางเรือรักษาระวังราชการ

๏ ฝ่ายสมเด็จพระมหาอุปโยราช ตรัสใช้พระยาภิมุขวงษากุยไปทำให้กำเริบแขวงเมืองตวันตกพนมเพ็ญเมื่อเดือนห้า นั้น ตรัสใช้ตวนซอกับพระยาจักรีมาด เปนแม่กองใหญ่ยกไปเมืองตวันตก

๏ ฝ่ายองเชืองเกนเทือง ใช้องจันกว้านไปเมืองปัตบองกลับมาถึงเมืองโพธิสัตวแล้ว สมเด็จพระมหาอุปโยราชก็เอาองจันกว้านไว้เสีย

๏ ฝ่ายพระบาทผู้เปนเจ้านั้น เสด็จลงจากพระราชมณเฑียรมาสถิตย์อยู่กะพงโพตูก ลุณวันอาทิตย์เดือนห้าแรมเก้าค่ำพระมนตรีเสนหา ดกหนีมาบอกว่า เจ้าพระยายมราชไทยใช้พระยายมราชควน พระยาจักรีเชด พระยาท้ายน้ำ พระยาอนุรักษ์โยธา พระยาสุรสงคราม พระยาสุรภาโลกมก พระยาวงษาธิราชแก้ว นำไพร่พล ๒๐๐ ยกมาทางเรือ

๏ ฝ่ายเจ้าพระยายมราช พระยารองเมือง พระวิเศษสุนทร พระยาสุรภาโลกปน กับบรรดาแม่ทัพแม่กองไพร่ ๓๐๐๐ แห่สมเด็จพระมหาอุปโยราชมาทางบก ยกออกจากเมืองโพธิสัตวณวันอาทิตย์แรมเก้าค่ำเดือนห้า ลุณวันพฤหัศบดีแรมสิบสามค่ำเดือนห้าเพลาเช้าทัพเรือเข้ามาถึงเมืองกะพงชะนัง พระยาธรรมาเดโชมัน พระยาโยธาสงครามมา พระยาบวรนายกสอด กับบรรดาแม่ทัพแม่กองต้อนครอบครัวพลางสู้รบพลาง จึงบรรดาแม่ทัพแม่กองไทยปล่อยองจันกว้านออกมาแล้วบอกว่าไทยมามากนัก แล้วองจันกว้านเลยเข้ามาถึงค่ายนั้น จึงพระยาธรรมาเดโชมัน พระยาโยธาสงครามมา พระยาบวรนายกสอด ใช้พระมนตรีสงครามไปเรือพายลำ ๑ เข้ามา กราบทูลพระบาทผู้เปนเจ้าว่า กองทัพไทยยกมาถึงเมืองกะพงชะนังไพร่พลก็มาก พระบาทผู้เปนเจ้าทรงทราบทุกประการแล้ว ณวันพฤหัศบดีแรมสิบสามค่ำเวลากลางคืน เสด็จทรงเรือพระที่นั่งนาดออกจากค่ายโพตูก กับสมเด็จพระไอยกา สมเด็จพระท้าว สมเด็จพระราชมารดา แลบรรดาหญิงพระสนมบริวารตามเสด็จออกไป

๏ ฝ่ายองเชืองเกนเทืองกับบรรดาญวนทั้งปวง ก็ออกเรือในเวลากลางคืน แห่พระบาทผู้เปนเจ้ามาถึงพนมเพ็ญ ไปจอดอยู่ศีศะเกาะกีอิดณวันศุกรเดือนห้าแรมสิบสี่ค่ำเพลาเย็น ลุเพลากลางคืนนั้นสมเด็จพระมหาอุปราชกับสมเด็จพระอนุชาที่สุดตกใจกลัวญวน นำนักมารดาองกับบรรดาคนซึ่งเปนข้าขึ้นบกมา

๏ ฝ่ายพระสังฆราชมหาพรหมมุนีองตกใจกลัว แล้วพาศิษยานุศิษย์ขึ้นบกตามเสด็จพระอนุชาทั้งสองพระองค์ พวกกองทัพญวนรู้แล้วพากันถือดาบหอกหลาวขึ้นตามไปหาทันสมเด็จพระอนุชาทั้งสอง พระองค์ไม่ ได้แต่สามเณรศิษย์พระสังฆราชพระมหาพรหมมุนีสามองค์นำลง มาถึงเรือแง่อ่อ แล้วออกไปโยงเรือพระที่นั่งพระบาทผู้เปนเจ้าในเพลากลางคืนนั้น ครั้นถึงเกาะเจกหยุดพักรอคอยบรรดาเรือมุขมนตรีอยู่

๏ ฝ่ายกองทัพไทยนั้นไล่พระยาธรรมาเดโช พระยาโยธาสงครามพระยาบวรนายก ไปถึงเกาะเกียนสวาย เห็นมืดค่ำแล้วกลัวทัพญวนก็ถอยกลับมาตั้งอยู่จะโรยจังวา (ว่าแหลมทำเคย ) กวาดต้นบรรดาเรือครอบครัวนำกลับมาจอดอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญแลบันทายเพ็ชร ครั้นถึงณวันอาทิตย์ขึ้นสองค่ำเดือนหกปีวอกศักราช ๑๑๗๔ พระบาทผู้เปนเจ้าพบเรือพระที่นั่งหอไตร กับเรือพระที่นั่งบันคะเสดสมเด็จพระไอยกากับ สมเด็จพระท้าวแลสมเด็จพระราชมารดา กับบรรดามุขมนตรีทั้งปวงพร้อมกันแล้ว องเชืองเกนเทืองก็ให้โยงเรือพระที่นั่งพระบาทผู้เปนเจ้า เสด็จลีลายาตราไปโดยมหานที ๔ วันถึงแพรกดักเปียง จึงจอดเรือพระที่นั่งหยุดพักอยู่ที่นั้น ครั้งนั้นองลิวกินเปนใหญ่อยู่เมืองบันแง ใช้องผอเว้ทำหนังสือมากราบทูลพระบาทผู้เปนเจ้า ให้เสด็จลีลายาตราเข้าไปอยู่เมืองบันแง แล้วใช้องเชืองเกนเทือง กับองทุงโงนนำไพร่พลญวนเขมรซึ่งอยู่ณเมืองพะตะพัง ยกขึ้นมาตั้งอยู่เกาะละว้าเอม ต่อรบกับกองทัพไทยซึ่งอยู่จะโรยจังวา แล้วใช้องเชืองวินทันยกออกไปตั้งอยู่เปียมมัจรูกคอยฟังข่าวราชการ

๏ ฝ่ายองผอเว้เชิญพระบาทผู้เปนเจ้า เสด็จออกจากแพรกดักเปียง ณวันอังคารขึ้นสิบเอ็ดค่ำ เข้าไปถึงเมืองบันแงเมื่อเดือนหกขึ้นสิบห้าค่ำวันเสาร์นั้น องลิวกินผู้เปนใหญ่ให้ปลูกตำหนักถวายเสร็จแล้ว เชิญพระองค์ขึ้นอยู่บนตำหนักในเมืองบันแง แล้วองลิวกินถวายอีแปะ ๑๐๐๐ พวง กับเข้าสาร ๑๐๐๐ ถัง จึงพระราชทานแจกให้มุขมนตรีใหญ่น้อยแต่บรรดาที่ร่วมทุกข์เสร็จแล้ว จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้พระยาบวรราชอก กับพระยาพหลเทพขวัญ แลตวนผอแขกเปนเจ้าพระพุฒ ไปเฝ้าเจ้าเวียดนามที่เมืองเว้ กราบทูลแต่ข้อราชการเปนกังวลด้วยเมืองเขมรเปนอันมากนั้น เจ้าเวียดนามได้ทราบทุกประการแล้ว มีพระบัณฑูรวิเศษว่าจะช่วยคิดทำนุบำรุงอย่าให้วิตกวิจารณ์เลย พระยาทั้งสองกับตวนผอกราบถวายบังคมลากลับมากราบทูลพระบาทผู้เปนเจ้า ครั้นถึงณเดือนเก้าเจ้าเวียดนามใช้องเหียบกินนำทองคำกับเงิน ผ้าแพร กับอีแปะ ๕๐๐๐ ตะโนด มาถวายพระบาทผู้เปนเจ้า กับสมเด็จพระราชมารดา แลสมเด็จพระท้าวผู้เปนพระมาตุจฉา แล้วพระราชทานให้บรรดามุขมนตรีเสนาประชาราษฎรชายหญิงใหญ่น้อยทุกคน ครั้นถึงณวันเดือนสิบขึ้นเก้าค่ำ สมเด็จพระมหาอุปราชกับสมเด็จพระอนุชาผู้น้อยเข้าไปกราบถวายบังคมพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงศรีอยุทธยา ไว้แต่แม่ทัพแม่กองไทยเขมรให้อยู่รักษาค่ายพนมเพ็ญ ครั้นถึงณเดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบสี่ค่ำ เจ้าเวียดนามใช้องตากุนเปนแม่กองใหญ่ออกจากเมืองเว้ มาถึงณเมืองไซ่ง่อนคิดทำสำเภากับเรือแง่ลาย แง่ทราย แล้วเกณฑ์ไพร่พลสำรองไว้จะส่งพระบาทผู้เปนเจ้าคืนมากรุงกัมพูชาธิบดี ลุณวันอังคารเดือนอ้ายขึ้นห้าค่ำ หมอควาญช้างมกอยู่ณเมืองโพธิสัตวคล้องได้ช้างเผือกผู้ช้าง ๑ นำไปกรุงศรีอยุทธยาเมื่อเดือนยี่ ลุถึงวันศุกรแรมหกค่ำ เจ้าเวียดนามใช้ญวนนำอีแปะ ๑๐๐๐ มาพระราชทานขุนนางกับราษฎรแล้วถวายเงิน ๒๐ แน่น ถวายสมเด็จพระท้าว ๑๐ แน่น ถวายสมเด็จพระ ราชมารดา ๑๐ แน่น ลุถึงณวันจันทร์เดือนสามขึ้นสิบห้าค่ำ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสใช้พระมหาอำมาตย์ถือหนังสือรับสั่งไปทูลเจ้าเเวียดนามด้วยราชการเมือง เขมร ลุณวันศุกรเดือนห้าขึ้นเก้าค่ำนั้น มีพระบัณฑูรเจ้าเวียดนามฉบับ ๑ บังคับมาให้องตากุนจัดแจงแห่พระบาทผู้เปนเจ้ากลับไปเมืองบันทายเพ็ชร แล้วพระราชทานเงิน ๓๕๗ แน่น กับเข้าเปลือก ๒๐๐๐๐ ถัง ถวายมาถึงพระบาทผู้เปนเจ้า กับอีแปะ ๕๐๐๐ พวง ให้แจกบรรดามุขมนตรีกับบรรดาราษฎรเด็กผู้ใหญ่ ได้ทุกคน ลุศักราช ๑๑๗๕ ศกรกาเมื่อณวันพุฒเดือนห้าแรมสิบสามค่ำองตากุนเปนใหญ่คิดจัดแจงแห่พระบาทผู้ เปนเจ้า ๆ ตรัสใช้ตวนผอเปนพระยาราชเดชะกับองทุงโงนยกไพร่พล ๒๐๐๐ ออกจากเมืองบันแงแห่นำน่ามา ลุถึงณวันพฤหัศบดีเดือนห้าแรมสิบสี่ค่ำ องทินเฮากับองลูทูเปนเจ้าเมืองทั้ง ๔ กับญวนไพร่พล ๒๐๐๐๐ ขี่สำเภากับเรือแง่ลาย แง่ทราย แง่อ่อ ออกจากเมืองบันแง ลุถึงณวันจันทร์เดือนหกขึ้นสี่ค่ำองตากุนเปนใหญ่ กับพระบาทผู้เปนเจ้า สมเด็จพระท้าว สมเด็จพระราชมารดา นำบรรดาครอบครัวมุขมนตรี ออกจากเมืองบรรแงแห่พระบาทผู้เปนเจ้าเสด็จลีลายาตราขึ้นมาถึงค่ายกะพงโพธิ์โตก (ว่าท่าโพธิ์น้อย) ณวันพุฒขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนหกปีรกา พระยาพิพัฒโกษาพระยาพิไชยอินทรา พระยายมราชควน พระยาจักรีเชด พระวิเศษสุนทร กับบรรดาขุนนางเขมร ที่ค้างอยู่เท่าใดก็ไม่ดื้อดึงพากันมากราบถวายบังคมพระบาทผู้เปนเจ้าพร้อม กัน จึงตรัสให้ไปไหว้องตากุนผู้เปนใหญ่แล้ว มอบถวายปืนกับเครื่องสาตราวุธลูกกระสุนดินดำกับเข้าเปลือกเข้าสาร พระราชทรัพย์ที่ตกค้างอยู่เท่าใด ๆ นั้น ไม่ได้เหลือเลย จึงเสด็จทรงพระเมตตาพระยาเดโชเมน ให้คงที่เปนเจ้าเมืองสันธุกเหมือนแต่ก่อน

๏ ฝ่ายบรรดาขุนนางใหญ่น้อยเท่าใดที่ค้างอยู่ค่ายบันทาย มิได้ไปแห่พระบาทผู้เปนเจ้านั้น พระองค์ทรงพระเมตตายกโทษไว้ให้คงที่ทำราชการเข้าเฝ้าเหมือนแต่ก่อน

๏ ฝ่ายบรรดาภรรยาขุนนางที่แห่สมเด็จพระอนุชาทั้งสามพระองค์เข้าไปกรุงศรีอยุทธ ยานั้น ก็ทรงพระเมตตาเลี้ยงไว้ ส่วนทาษชายหญิงทรัพย์สิ่งของก็ให้คงอยู่กับเจ้าของ พระองค์หาเอาโทษไม่ แล้วพระยาพิพัฒโกษา กับพระยาพิไชยอินทรา พระมหาอำมาตยพระยายมราชควน พระยาจักรีเชด พระวิเศษสุนทร กราบถวายบังคมลาพระบาทผู้เปนเจ้า ลาองตากุนเปนใหญ่ นำไพร่พลไทยเขมรกลับไปเมืองปัตบอง แลกรุงเทพ ฯ พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยาเอกราชแทน พระยาศรีสุริยวงษ์ศุข นำศุภอักษรเข้าไปกราบถวายบังคมเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ ๆ ก็ทรงพระกรุณาโปรดพระยาทั้งสองให้กลับมา แล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสใช้พระมหาอำมาตย์นำเงินเหรียญ ๑๐๐๐ กับเข้าเปลือก ๑๐๐ เกวียน ผ้าลาย ผ้าแพร มาพระราชทาน พระผู้เปนเจ้า กับสมเด็จพระท้าว สมเด็จพระมาตุจฉา สมเด็จพระราชมารดาแล้ว พระมหาอำมาตย์กราบลากลับไปกรุงเทพ ฯ ลุ ณวันอาทิตย์เดือนเก้าแรมสี่ค่ำ องตากุนเปนใหญ่เชิญพระบาทผู้เปนเจ้าออกมาจากค่ายโพธิ์ตกมาสถิตย์อยู่ณค่ายทำ ใหม่ ข้างใต้พระวิหารพระอุณาโลม ให้เรียกว่าบันทายแก้ว แล้วองตากุนเปนใหญ่ให้ทำค่าย ๆ หนึ่งอยู่ฟากละว้าเอม ปลูกฉางเข้าเปลือก แล้วให้ถมดินทำที่ปลูกตำหนักสำหรับพระบารมีเจ้าเวียดนามไว้ที่แหลมจะโรยจัง วาครั้นถึงณวันขึ้นค่ำหนึ่งแลขึ้นสิบห้าค่ำ ให้บรรดามุขมนตรีญวนเขมรไปถวายบังคมรฦกถึงพระคุณเจ้าเวียดนาม แล้วองตากุนเปนใหญ่จึงไว้องเชืองเกนเทืองเปนเบาฮอ กับองเหียบกิน องเบาทัน กับไพร่พล ๑๕๐๐ ให้อยู่รักษาพระบาทผู้เปนเจ้าเสร็จแล้ว องตากุนกับองเหียบกิน องเชืองวินทัน องทุงโงน กราบลาพระบาทผู้เปนเจ้านำไพร่พลกลับไปเมืองญวน แล้วองญวนผู้เปนใหญ่เอาบรรดาช้างพลายพังไปเปนอันมาก ลุถึงณวันเดือนสิบเอ็ดขึ้นเก้าค่ำปีรกา เจ้าเวียดนามใช้องเหียบกินนำเงินแน่นมาให้ค่าช้าง ๘๘ เชือกที่องตากุนนำไปถวายนั้น ช้างพลายใหญ่ ๗ ช้างให้เปนเงินแน่น ๓๕ แน่น ช้างพลายรอง ๔๓ ช้างเงิน ๙๐ แน่น ช้างพัง ๘ ช้างให้เงิน ๑๖ แน่น รวมกันทั้งสิ้นเปนเงิน ๓๑๓ แน่น ลุถึงณวันเดือนสามแรมสามค่ำปีรกา เจ้าเวียดนามตรัสใช้องเหียบกิน นำหมวกเสื้อกางเกงกับบรรดาเครื่องยศมาถวายพระบาทผู้เปนเจ้า พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้เจ้าฟ้าทะละหะกับพระทิพาวงษา นำเรือดั้งสองลำพร้อมด้วยเครื่องประโคมพิณพาทย์ไปรับองเหียบกินมาถึงกงก๋วน จะโรยจังวา จึงองเหียบกินมอบเครื่องประดับให้เจ้าฟ้าทะละหะนำไปถวายให้เสด็จทรง ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้าเสด็จไปถวายบังคมพระบารมีรับพระบัณฑูรเจ้าเวียดนาม บรรดาขุนนางนุ่งกางเกงใส่เสื้อโพกศีศะตามเพศญวนทุกคน ลุศักราช ๑๗๓๖ ศกจอนักษัตร เมื่อเดือนเจ็ดนั้นคุณยายพระพี่เลี้ยงใกล้เคียงถึงแก่กรรมแล้วพระองค์ให้ทำ เมรุเล่นมโหรศพ เปนโอฬารึกอธึกมหิมาข้างใต้วัดอุณาโลม แล้วพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยาสุภาธิบดีนอง พระยาบวรเทศดำนำของถวายไปถวายตอบพระคุณเจ้าเวียดนามณเมืองเว้นั้นครั่งหนัก ๕๕ ชั่ง ขี้ผึ้ง ๕๕ ชั่ง งาหนัก ๕๕ ชั่ง รงหนัก ๕๕ ชั่ง ผลกระวาน ๕๕ ชั่ง ผลเร่ว ๕๕ ชั่ง น้ำรัก ๒๐ กละออม ลุณวันจันทร์ขึ้นค่ำหนึ่งเดือนเก้า พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยายมราชตวนผอ พระยาธรรมาเดโชมัน คุมไพร่พล ๓๐๐๐ ออกไปเอาพระยาเดโชเมนกับพระยาโซนผู้น้องซึ่งพาบุตรภรรยาหนีออกไปอยู่เมือง โขง แล้วพระยายมราชกับพระยาธรรมาเดโชกลับมา จึงพระบาทผู้เปนเจ้าพระราชทานตวนหมัดผู้พี่ที่เปนพระยายมราชให้เปนพระยาเดโช ให้พระยาศรีอรรคราชน้องเปนพระยาปลัดเดโชอยู่รักษาเมืองกะพงสวาย ลุถึง ณวันเดือนสิบเอ็ดแรมห้าค่ำปีจอ เจ้าพระยาอภัยธิเบศร์แบนถึงแก่กรรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พระวิเศษสุนทรเปนเจ้าพระยาอภัย ธิเบศร์ ให้พระยาจักรีเชดเปนพระกรมวังให้หมื่นเที่ยงบุตรเจ้าพระยาอภัยธิเบศร์แบน เปนพระวิเศษสุนทรอยู่รักษาเมืองปัตบอง ลุถึงณวันเดือนสามแรมห้าค่ำปีจอ สมเด็จพระท้าวกับสมเด็จพระมาตุจฉา สมเด็จพระราชมารดา เสด็จลงไปเยี่ยมองเปนใหญ่อยู่ณเมืองไซ่ง่อน ลุถึงณวันเดือนสี่แรมหกค่ำนั้น เสด็จกลับคืนมาถึงบันทายแก้ว เมื่อณวันพฤหัศบดีเดือนสี่ขึ้นแปดค่ำปีจอ ฉศก พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสทรงพระบัญญัติใหม่ว่า บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยนอกในกับบรรดาหัวเมืองทั้งปวง เมื่อครั้งก่อนถ้าขุนนางถึงแก่กรรม แต่ขุนนางนั้นมีบุตรแล้วให้เอามรดกเปนหลวงตามบันดาศักดิ ถ้าขุนนางนั้นเปนหมันไม่มีบุตรให้ยกมรดกเสีย เอาแต่ทรัพย์ที่เปนหมันตามสิ่งของที่มีมากน้อย ถ้าราษฎรเปนหมันไม่มีบุตรนั้นถึงแก่กรรมแล้ว จึงเอาทรัพย์ของราษฎรซึ่งเปนหมันเปนของถวาย ถ้ามีทาษก็ให้แบ่งถวาย ถ้ามีเครื่องประดับแลทรัพย์อื่น ๆ นั้นก็ให้แบ่งออกไปเปนของถวาย มีพระราชบัญญติดังนี้มาแต่ครั้งก่อน จึงบัดนี้พระบาทผู้เปนเจ้าทรงพระเมตตาปรานีทุกบรรดามุขมนตรีเปนข้าร่วมทุกข์ จึงมีพระราชบัญญัติใหม่ให้ยกเสียไม่ให้เอา ถ้าได้พระราชทานเครื่องประดับยศแลทาษชายหญิงก็ดี กับดาบปืนเครื่องประดับทรัพย์อื่น ๆ ถ้าขุนนางถึงแก่กรรมแล้วก็ให้ยกไว้เปนหลวง แต่หา ให้เอามรดกกับทรัพย์หมันนั้นไม่ ราษฎรหมันไม่มีบุตร ถ้าถึงแก่กรรมก็ให้ยกเสียไม่เอาทรัพย์หมันนั้นเลย ถ้าขุนนางผู้ใดขืนเอาไว้เปนอันรื้อแร่งพระราชบัญญัติเสียมีโทษถึงสิ้นชีวิตร ด้วยไม่มีความเมตตาพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้แต่งพระราชบัญญัติ ห้ามปรามทุกหัวเมืองใหญ่น้อยในชนบทราชธานีทั้งปวง บัดนี้บรรดามุขมนตรีแลอาณาประ ชาราษฎรก็มีความยินดี สรรเสริญพระเดชพระคุณทุกคน ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ ลุศักราช ๑๑๗๗ ศกกุนนักษัตรณวันเดือนห้าแรมสามค่ำนั้น มีหนังสือพระยาเดโชหมัดให้มากราบทูลว่ามีทัพไทยยกมาแต่เมืองนครราชสีมา จึงตรัสใช้สมเด็จเจ้าพระยาตีเปนแม่กองใหญ่ พระยาโยธาสงครามมัน กับพระยาเอกราชแทน พระยานรินทร์นอง ออกไปอยู่รักษาเมืองโพธิสัตวระวังราชการศึก แล้วตรัสใช้พระยานเรนทรเสนามา พระอินทรวิไชย กับอาวันแขก ไปทางเรือรักษาครัว ณเกาะกำยาน ลุณวันเดือนหกขึ้นสิบสองค่ำนั้น สมเด็จเจ้าพระยาใช้พระยาเอกราชแทน พระยาสุรภาโลกนอง ไปเอาดินมูลคั้งคาวที่แขวงเมืองปัตบอง ไทยชื่อพระยารามคำแหง กับพระยาอภัยภูเบศร์พระวิเศษสุนทร เกณฑ์ไพร่พลยกออกมาห้ามปรามไม่ให้เข้าไปแล้วไล่ยิงฟันแทงถูกพระยาสุรภาโลก นองจับเปนไปได้ แล้วไล่พระยาเอกราชแทน ๆ หนีกลับมาเมืองโพธิสัตว พวกไทยเมืองปัตบองกวาดครอบครัวซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำที่เกาะกำยาน แลครอบครัวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนบกณบ้านสมอแครงไปเมืองปัตบอง จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยายมราชตวนผอ, พระยาวังเหมา, ไปอยู่รั้งเปี่ยมพระสะทึง ลุณวันเดือนแปดขึ้นสิบค่ำปีกุนนั้น เจ้าเวียดนามใช้องฮินโบขึ้นมาถามเอาถ้อยคำสมเด็จเจ้าพระยากับพระยาเอกราชแทน แล้ว นำเอาถ้อยคำนั้นไปเมืองเว้กราบทูลเจ้าเวียดนาม ๆ บังคับองกงดงให้มีหนังสือมาเอาตัวสม เด็จเจ้าพระยาลงไปเมืองไซ่ง่อน ลุณเดือนสิบขึ้นแปดค่ำปีกุนนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยายมราชตวนผอ พระยากระลาโหมแบนฝรั่งพระยาราชเดชะหลง คุมตัวสมเด็จเจ้าพระยาลงไปถึงเมืองบึงกลมแวะเข้าไปเมืองศรีสุนทร ลุณวันเดือนสิบเอ็ดแรมสี่ค่ำ ตรัสใช้พระยายมราชตวนผอ กับพระยาจักรีสอด พระยาราชเดชะหลง ไปจับสมเด็จเจ้าพระยาด้วยกันกับคนใช้ขององญวน ให้ทำโทษแล้วคุมลงไปเมืองไซ่ง่อน พระยายมราชตวนผอ พระยาราชเดชะหลง คุมสม เด็จเจ้าพระยาลงไปส่งองเปนใหญ่อยู่เมืองไซ่ง่อนแล้ว พระยาทั้งสองก็กลับคืนมา ลุณวันเดือนสิบสองแรมค่ำหนึ่ง สมเด็จพระท้าว สม เด็จพระมาตุจฉา สมเด็จพระราชมารดา เสด็จลงไปเมืองไซ่ง่อนจะเสด็จขึ้นไปเมืองเว้ ขุนนางซึ่งแห่ไปนั้น พระยาเชษฐมก พระ ยาวงษาอรรคราช พระยาราชเดชะหลง พระยาราชวงษาโส พระเสนาราชคเชนทร์หู พระเสนาอันชิตศรี แห่ไปถึงเมืองไซ่ง่อนเจ้าทั้งสองพระองค์ทรงประชวรค้างอยู่มิได้เสด็จไปเมือง เว้ แล้วเสด็จกลับมา ลุณเดือนอ้ายขึ้นสิบเอ็ดค่ำนั้น เจ้าเวียดนามตรัสใช้องยัมทันกับองวินทัน กับองผอเทือง นำไพร่พลญวน ๔๐๐๐ กับไพร่พลเขมรณเมืองพระตะพัง ๑๐๐๐ ขึ้นมาตั้งค่ายอยู่เปียมมัจรุกแล้ว ขุดคลองไปประจบกับเปียมนั้นทางไกล ๒๖๕๐๐ วา คิดเปนเส้น ๑๓๒๕ เส้นแล้วให้ขุดคลองแต่มัจรุกไปต่อกับทางข้างตวันออก ไกล ๖๘๕๒ วา คิดเปนเส้นได้ ๓๔๒ เส้นกับ ๑๒ วา เกณฑ์ราษฎรเขมรให้ช่วยทำด้วยแล้วญวนยกข้ามจากเกาะแตง ขึ้นมาตั้งอยู่ด้านฟากตวันตกเสมอกับคลองขุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เกาะกระดาษแห่งหนึ่ง

๏ ฝ่ายชาวด่านดักเปียงนั้นยกมาตั้งอยู่ด่านเปียมโจ ลุณวันศุกรเดือนอ้ายแรมหกค่ำปีกุนนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าพระองค์มีแม่นางหนึ่งชื่อนักนางจับมีครรภ์ ๑๐ เดือน สมภพพระราชบุตรีองค์หนึ่ง ทรงจัดบรรดาการจำเริญพระศรี (ว่าโกนจุก) ถวายพระนามเรียกนักองค์มีพวกขุนนางมุขมนตรีสมโภชตามบันดาศักดิ์ทุกคน ลุศักราช ๑๑๗๘ ศก ชวดนักษัตรเมื่อณวันเดือนห้าแรมห้าค่ำ มีหนังสือพระยาเดโชหมัดบอกเข้ามาว่าโจรผู้ร้ายยกไปจะลอบฆ่าพระยาเดโชหมัด แล้วยิงถูกพระยาปลัดเหมาตาย แล้วไล่พระยาเดโชหมัดกับพระยามนตรีเสน่หาเจ้าเมืองไพรกระดีถอยลงมาตั้งอยู่ กะพงแลง ลุณเดือนหกขึ้นเก้าค่ำ พระบาทผู้เปนเจ้าทรงพระเมตตาโปรดตั้งพระยานเรนทรเสนามาเปนพระยาเดโชแล้วตรัส ใช้มุขมนตรีเปนแม่ทัพ ยกไพร่พลรีบออกไปด้วยกันกับพระยาเดโชมา ไล่พวกโจรผู้ร้ายหนีไปสิ้นแล้ว พระยาเดโชมาอยู่รักษาราษฎรเมืองกะพงสวาย ลุณเดือนสิบขึ้นค่ำหนึ่งปีชวดนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสใช้พระยามหามนตรีตน กับพระยาราชอิศูรอง นำน้ำรัก ๒๐๐ กละออมลงเรือที่เมืองกำปอดไปทางเรือ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงศรีอยุทธยาแล้ว ตรัสใช้พระยาจักรีสอด พระยามหาเสนามาดนำขี้ผึ้งหาบ ๑ กระวานหาบ ๑ ครั่งหาบ ๑ รงหาบ ๑ เร่วหาบ ๑ งาช้างหนักหาบ ๑ นอรมาดสองยอด ไปเมืองเว้ถวายเจ้าเวียดนาม ด้วยเจ้าเวียดนามเก่าจะอภิเศกพระราชบุตรผู้พี่ทรงพระนามดึกวังทีเตือยขึ้น เสวยราชย์สนองพระราชบิดา ครั้นลุณเดือนสิบเอ็ดแรมหกค่ำปีชวดนั้นเจ้าเวียดนามใช้องวินทันเจ้าเมือง ล่องโห้ ให้นำหมวกกับกางเกงเสื้อ มาพระราชทานให้บรรดาขุนนางเขมรที่มีศักดินา ๑๐๐๐๐ ศักดินา ๘๐๐๐ สำหรับนุ่งห่มตามบันดาศักดิใหญ่น้อยไปถวายบังคมพระบารมีเจ้าเวียดนามที่แหลม จะโรยจังวา เมื่อณวันขึ้นค่ำหนึ่งขึ้นสิบห้าค่ำ เปนเครื่องยศศักดิ ๒๗ สำรับ ลุเดือนยี่แรมหกค่ำปีชวดนั้น พระยาจักรีสอด พระยามหาเสนามาดกลับมาจากเมืองเว้ถึงบันทายแก้ว

๏ ฝ่ายพระราชทรัพย์ที่ถวายไปนั้น เจ้าเวียดนามรับเอาแต่นอรมาดสองยอด งากิ่ง ๑ กระวาน ๑๑ ชั่ง เร่ว ๑๑ ชั่ง ครั่ง ๑๑ ชั่ง รง ๑๑ ชั่ง ขี้ผึ้ง ๑๑ ชั่ง เหลือนอกจากนั้นถวายกลับคืนมา แล้วถวายลำทองแปลว่าแพรลายวงเปนรูปมังกรทอง กับแพรอย่างอื่น แลผ้าขาวแก่พระบาทผู้เปนเจ้า แล้วพระราชทานเงินกับลำทอง กับผ้าแพรผ้าขาว หมวกกางเกงเสื้อคนละสำรับ ลุณเดือนสามขึ้นสิบค่ำปีชวดเจ้าเวียดนามตรัสใช้องวินทันเจ้าเมืองล่องโห้มา เปนเบาฮอรักษาพระบาทบรมบพิตร เปลี่ยนองเกเทืองไปจากบันทายแก้วเมื่อณวันเดือนสามขึ้นสิบสี่ค่ำปีชวด ลุณเดือนสามแรมหกค่ำปีชวดนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสสั่งให้จับพระยากระลาโหมแบนฝรั่งมาทำโทษ ด้วยขุนนางมุขมนตรีประชาราษฎรกราบทูลว่า พระยากระลาโหมแบนฝรั่งเอาสินบนตั้งขุนนางขึ้นมาก กับทาษของผู้อื่นหนีไปอยู่ด้วย ครั้นนายติดตามว่ากล่าวก็ไม่คิดให้ค่าตัวทาษแก่นาย แล้วทำชู้ด้วยภรรยาหลวงแลภรรยาน้อยผู้อื่น ทาษเขาหนีไปอยู่ด้วยไม่ปล่อยให้ทาษเขามา เห็นแต่สินบนชำระความแพ้ให้กลับเปนชนะ พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้ชำระพระยากระลาโหมแบนฝรั่ง ๆ รับผิด เหมือนถ้อยคำขุนนางนำเนื้อความขึ้นกราบทูล จึงมอบให้พระยายมราชตวนผอคุมตัวไว้ พระยากระลาโหมแบนฝรั่งหักตรวนหนีไปได้ ตรัสใช้ให้มุขมนตรีไปหาตัวพระยาธรรมาเดโชมัน ให้ไปตามจับพระยากระลาโหมแบนฝรั่งกับบุตรชายชื่อกุยจับได้ที่เมืองละว้าเอม คุมตัวมาถวาย จึงพระราชทานเงินห้าร้อยตำลึงกับแพรหนังไก่ย่นให้แจกกันครบตัวนาย แล้วตรัสสั่งให้ฆ่าพระยากระลา โหมแบนฝรั่งกับเขมรคน ๑ เปนเจ้าของเรือพาหนี

๏ ฝ่ายนายกุยบุตรนั้นทรงพระเมตตาโปรดให้พ้นโทษ ฝ่ายสมุห์บาญชีไชย กับสมุห์บาญชีเหมา เปนคนคู่คิดนั้น ตรัสสั่งให้ตีคนละ ๕๐ ที แล้วให้ส่งไปเปนตพุ่นเกี่ยวหญ้าม้าทั้งบุตรภรรยา

๏ ฝ่ายบรรดาเสมียนกับนายกองพลนอกจากนั้น ตรัสสั่งให้จำตรวนให้ตีตามโทษหนักเบา ฝ่ายทรัพย์สิ่งของข้าทาษพระยากระลาโหมแบนฝรั่งให้ริบเปนของหลวงสิ้น

๏ ฝ่ายบรรดาเจ้าพนักงานพระยายมราชที่คุมตัวพระยากระลาโหมแบน ฝรั่งให้หนีไปได้นั้น ตรัสให้ทำโทษตีสั่งสอน

๏ ฝ่ายขุนนางที่ให้สินบนแก่พระยากระลาโหมแบนฝรั่งเปนที่ตำแหน่งนั้นตรัสให้เอา ออกจากที่ทั้งสิ้น ไม่ให้อยู่เปนขุนนางสืบไป ลุณวันเดือนสี่ขึ้นสิบสามค่ำปีชวดนั้น สมเด็จพระท้าวบรมบพิตร กับสมเด็จพระมาตุจฉา สมเด็จพระมารดา แห่พระอัฐิคุณยายใกล้เคียงไปทำบุญประจุที่เมืองกระแจะ ลุข้างขึ้นเดือนห้าเสด็จกลับลงมา ลุศักราช ๑๑๗๘ ศกฉลูนักษัตร ทรงปฤกษากับองเบาฮอบังคับขุนนางบรรดาเมืองขึ้นนั้น ให้ป่าวร้องบอกเจ้าเมืองกับราษฎรให้อุส่าห์ทำนา เรือน ๑ ผัวเมียให้ได้เข้า ๕๐ ถัง เอาค่านา ๕ ถัง ถ้าได้มากเกินกว่านั้น แต่มีบุตรหลานข้าทาษก็ไม่ให้เอาค่านาให้มากกว่า ๕ ถัง แล้วให้เอาบาญชีในเรือน ๑ มีบุตรหลานข้าทาษชายหญิงใหญ่น้อยเท่าใดให้รู้ จึงพระบาทผู้เปนเจ้าตรัสบังคับขุนนางให้คนใช้ออกไปตักเตือนไต่ถามให้รู้ว่า มีฝนหรือแล้ง บรรดาราษฎรได้ทำนาหรือไม่ แล้วให้มีพิกัดให้มาถึงโดยเร็ว ถ้าเกินพิกัดนั้นเอาตัวเปนโทษครั้งนั้นฝนแล้งทั้ง ๓ เดือนทำนาก็ไม่ได้ จึงบรรดาราษฎรอุส่าห์ทำนาตามบึงตามหนองที่มีน้ำ แล้วทำไร่เข้าโพดตามริมตลิ่งแม่น้ำ น้ำขึ้นเมื่อ ณเดือนแปดทุติยาสาธ ท่วมเข้าโพดเสียสิ้นแล้วก็ลดลง ลุถึงณเดือนสิบขึ้นสิบค่ำน้ำมากขึ้นท่วมบันทายแก้ว บรรดาเรือนเจ้าเมืองกับเรือนราษฎรอยู่ริมแม่น้ำ ทั้งโคกระบือก็ลอยไปตามกระแสน้ำ ฝ่ายช้างกระบือเถื่อน ละมั่ง เนื้อ กับเสือป่า หาโคกจะอยู่อาไศรยมิได้

๏ ฝ่ายมนุษย์เปนเนสาทยิงแทงจับเอาบรรดาสัตวทั้งนั้นเปนอาหารก็มาก ค่ายละว้าเอมที่กรุไม้นั้นน้ำเชี่ยวเซาะทำลาย ค่ายองเบาฮอนั้น น้ำท่วมทำลายลง ทั้งฉางเข้าเปลือกเข้าสาร จะเก็บจะขนหาทันไม่ค่ายที่เสด็จอยู่นั้นน้ำท่วมรอบลึกสองศอกคืบ บรรดาขุนนางประชุมกันทั้งกลางวันกลางคืน ยกดินให้หนาให้สูงขึ้นอิกระวังน่าที่รอบข้างนอนประชุมอยู่ที่ศาลานั้น น้ำมิได้เข้าไปในพระราชวัง

๏ ฝ่ายประชาราษฎรที่มีเรือก็อยู่บนเรือ ที่ไม่มีเรือก็ไปหาโคกที่สูงอยู่เข้าในนาที่ทำได้บ้างเล็กน้อยน้ำท่วมมิด ปลายเข้าตายเสียสิ้น บรรดาราษฎรอดเข้า กินแต่ยอดไม้ใบไม้ ในปีฉลูนั้นเข้าแพงถังละตำลึงบาท สรรพสิ่งของทั้งปวงก็แพง ลุณเดือนสิบแรมแปดค่ำน้ำเหนือไหลกลับมาอิกครั้ง ๑ แต่บรรดาตำหนักก็ล้มทลายเสียสิ้น แล้วมนุษย์เกิดฆ่าฟันกัน บิดาฆ่าบุตร ๆ ฆ่าบิดา อุบาทว์นอกนั้นก็บังเกิดมาก เมื่อณวันพุฒเดือนเก้าขึ้นสิบห้าค่ำปีฉลูนั้น นักนางจับมีครรภ์ได้ ๑๐ เดือน สมภพพระราชบุตรีองค์หนึ่ง ทรงให้จัดการจำเริญพระเกษถวายพระนามเรียกนักองค์ไชย ลุณเดือนสิบเอ็ดขึ้นแปดคำปีฉลูนั้นเจ้าเวียดนามตรัสให้องผอเทืองตากุนมา เปลี่ยนองทุงแจ้เบาฮอ องทุงแจ้เบาฮอมอบราชการให้องใหม่แล้วลงไปเมืองไซ่ง่อน เมื่อเดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบสามค่ำปีฉลูนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าลีลายาตราลงไปเยี่ยมองเปนใหญ่ในเมืองไซ่ง่อนด้วยกันกับองทุ งแจ้เบาฮอ ลุณเดือนสิบสองขึ้นเก้าค่ำปีฉลูนั้น พระบาทผู้เปนเจ้ากลับมาจากเมืองไซ่ง่อน

๏ ฝ่ายองทุงแจ้ค้างอยู่ไม่ได้กลับมา องผอเทืองตากุนจึงว่าที่เปนเบาฮอ ลุณเดือนอ้ายขึ้นสิบเอ็ดค่ำปีฉลูนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าตรัสให้ปลูกปราสาทในที่พระราชวังบันทายแก้ว มีมุขลดสี่ชั้นยอดเดียวลงรักปิดทองมุงกระเบื้อง พื้นกระดานฝากระดานรอบ ลุณเดือนอ้ายแรมสิบสี่ค่ำปีฉลูนั้น ตรัสใช้พระยาราชเดชะหลง พระพิมุติวงษานำศุภอักษร กับของถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังหลวง กับของถวายช่วยการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังน่า กับของถวายกรมหลวงนั้น ไปลงเรือที่เมืองกำปอด เดินทางเรือไปกรุงศรี อยุทธยา พระยาทั้งสองนำศุภอักษรกับของถวายขึ้นไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววัง หลวง ช่วยในการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังน่าเสร็จแล้ว พระยาทั้งสองกราบถวายบังคมลากลับมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววังหลวงจึงพระราชทานผ้าลายกับผ้าแพรมาแก่พระบาท ผู้เปนเจ้า ลุศักราช ๑๑๘๐ สัมฤทธิศกขานนักษัตร ณวันอังคารขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหกนั้น พระบาทผู้เปนเจ้าอาราธนานิมนต์พระภิภษุสงฆ์ ๕๐๐ รูปมาสังคายนายในพระมหาปราสาท บรรจงด้วยธูปเทียนดอกไม้บูชาพระศรีรัตนไตรยเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประเคนถวายจตุปัจจัยไทยธรรมได้ครบองค์ บรรดาพระสงฆ์ถวายพระพรลา กลับไปอารามทุกองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขุนสุนทรโวหาร รับพระราชทานแปลพงษาวดารเขมรลำดับกระษัตริย์ ณกรุงกัมพูชาธิบดีออกเปนสยามภาษาทูลเกล้าฯ ถวาย สิ้นฉบับแต่เท่านี้


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"