ภาคที่ ๑ ราชวงศปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน (ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ภาคที่ ๑ เรื่องราชวงษ์ปกรณ์ พงษาวดารลานนาไทย พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน ให้แสนหลวงราชสมภาร แต่งไว้


ตอนที่ ๑ อารัมภกถา " สุรณมหินิยํ พุท์ธเสฏ์ฐํ นมิวา สุคตภวธัม์มํ สังฆัญ์จ นมิวา อหํราชา ทายาทรัฏ์ฐาธิปตึ วัก์ขามิ สัพ์พทุก์ขา พยาธิโรคา วินาสสัน์ตุ"

๑ อหํ อันว่าเราเปนเจ้า เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี ได้เปนเจ้าครองสมบัติในวันที่ ๑ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๓ เมงวัน ๕ ไทย เมืองเม็ดเดือนยี่ขึ้นสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๖๕ ตัว ปีกาบซะง้า มเมียเอกศกฤกษ์ ๒๐ ตัว ชื่อปุพพาสาธ มหาธนฤกษ์ลูกถ้วน ๓ ยามแถนั้นแล้ว จึงมาคิดรำพึงพิจารณาดูในพื้นวงษาพระมหากษัตริย์เจ้า แลเจ้านายซึ่งอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ได้เสวยราชสมบัติสืบ ๆ มา ตั้งแต่สันตานุสันตติโน้นมาแล คือตั้งแต่พระโพธิสัตวแห่งเรา ปางเมื่อเปนพระยาสามันตราช ตั้งแต่ปฐมกัลปอันนี้มาด้วยลำดับมหาขัติยราช


๒ วงษาสืบ ๆ มาตราบถึงในสมัยนี้ ก็เปนที่สาบสูญตกหายไปสิ้น ก็พอได้รู้เห็นแต่เล็กน้อย หาเนื้อแนวมิได้ฉนั้น เราเปนเจ้าจึงมีอาชญาบังคับสั่งให้แสนหลวงราชสมภาร เปนผู้พิจารณาเสาะสืบตรวจหาริบรวมได้แล้ว ก็ให้แสนหลวงราชสมภารเปนผู้เรียบเรียง เขียนไว้ให้เปนหลักฐานมั่นคงสืบไปภายน่า ให้ได้รู้เช่นชั่วลูกหลานหลิดหลี้ มีดังจะแจ้งต่อไปภายน่านี้แล ฯ


ตอนที่ ๒ ว่าด้วยสักยวงษ์

สาธโว ดูกรสัปปุริษทั้งหลาย อาจารย์เจ้าจักแปลนิทานศุภกถาจารีตติดด้วยราชวงษาเเห่งท้าวพระยามหากษัตริย์ แลมหา กษัตริย์เจ้า ตนอันได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ในนพบุรีศรีพิงไชยเชียงใหม่ อันเปนใหญ่แก่สัตตปัญญาสลานนาไทยห้าสิบเจ็ดเมือง คือตั้งแต่เจ้าลาวจังกราชเจ้า ตราบถึงมังรายนะเอกราช ลำดับมาตราบต่อเท่ากาลบัดนี้แล จึงนมัสการไหว้ยังพระติรตนะแก้วทั้งสามประการ ด้วยคาถาบาทต้นว่า "สุรณมหินิยํ พุท์ธเสฏ์ฐ ํ" นี้แล อหํ อันว่าข้า นมิวา เมาะ ว่า นมามิ ก็นบน้อมไหว้ พุท์ธเสฏ์ฐํ ยังพระพุทธเจ้าตนประเสริฐกว่าโลกทั้งสาม อหํ อันว่าข้า นมามิ ก็น้อมไหว้ ธัม์มํ ยังพระสัทธรรมเจ้า สุคตภว อันเปนไม้ไต้ส่องให้สรรพสัตวทั้งหลายไปสู่สุคติภว คือ นิพพาน นมิวา ข้าก็ไหว้ สังฆัญ์จ คือ


๓ พระสงฆเจ้าสองหมู่ คือ พระอริยสงฆ์แลสมมุติสงฆ์ ทัก์ขิเณย์โยอันรับเอาทานแห่งบุคคลทั้งหลาย อหํ อันว่าข้า วัก์ขามิ ก็จักกล่าวบัดนี้แล ทายาทรัฏ์ฐาธิปตึ ยังราชวงษาแห่งท้าวพระยาทั้งหลายอันเปนเจ้าเปนใหญ่ เสวยเมืองสืบสายมา สัพ์พทุก์ขา ยาธิโรคา อัน์ตรายา อันว่าทุกข์แลไภย พยาธิกังวลอันตรายทั้งปวง วินาส์สัน์ตุ จงให้ฉิบหายมักว่า ขออย่าให้มีแก่ข้าเถิด กถายมานุปุพ์พิกถา จำด้วยลำดับแต่ต้นมา นักปราชญ์ผู้มีปัญญาพึงรู้ในราชวงษาปกรณ์ด้วยดังจะกล่าวตั้งแต่โบราณสันตติมาดังนี้. หิ ด้วยมีแท้แล ในเมื่อพระพุทธเจ้าโคดมแห่งเรายังสร้างโพธิสมภาร ได้เกิดมาเปนพระยาเสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสี ประกอบด้วยบุญแลปัญญากายพลรูปสมบัติ อิศริยปุริสลักษณยิ่งกว่าคนทั้งหลายฝูงอื่น ปรากฎได้ชื่อว่า มหาสมันตราช มีอายุยืนได้อสงไขยปี ถัดนั้นลูกมหาสมันตราชชื่อว่า วรราช เปนพระยาแทนพ่อ ลูกวรราชชื่อวโรชราช ลูกวโรชราชชื่อกัลยาณ ลูกกัลยาณชื่อวรกัลยาณ ลูกวรกัลยาณชื่ออุโบสถ ลูกอุโบสถชื่อวรอุโบสถ ลูกวรอุโบสถชื่อมันธาตุ ลูกมันธาตุชื่อวรมันธาตุ ลูกวรมันธาตุชื่อเจติย ลูกเจติยชื่อมุจละ ลูกมุจละชื่อมหามุจละ ลูกมหามุจละชื่อมุจลินท ลูกมุจลินทชื่อสาคละ ลูกสาคละชื่อสาระเทวะ ลูกสาระเทวะชื่อรัต ลูกรัตชื่อพติลโส ลูกพติลโสชื่อรุจิยะ ลูกรุจิยะชื่อปัณฐ ลูกปัณฐชื่อมหาปัณฐ ลูกมหาปัณฐชื่อปัตตาป ลูกปัตตาปชื่อมหาปัตตาป ลูกมหาปัตตาปชื่อสุทัศนะ ลูกสุทัศนะชื่อมหาเมรุ ลูกมหาเมรุ ชื่อ


๔ อจิมะ ลูกอจิมะชื่อมหาอจิมะราช ท้าวพระยาตั้งแต่มหาสมันตราชเจ้า มาถึงอจิมะราชนั้นได้ ๒๘ เช่นราชวงษ์ มีอายุยืนได้อสงไขยปีทุกตน เทียรย่อมเปนพระยาอยู่ในเมืองพาราณสี แลราชคห แลกุสาวัติมิถิลาแล แลถัดนั้นพระยาร้อยตนเปนพระยาด้วยลำดับสืบกันไป ถัดนั้นพระยาห้าสิบเจ็ดตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาแปดพันห้าร้อยตนสืบราชวงษ์ไป ถัดนั้นพระยาสามสิบเจ็ดตนสืบไป ถัดนั้นพระยายี่สิบสองตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาสิบสองตนสืบกันไป ถัดนั้นพระยาแปดหมื่นสี่พันสืบกันไป ถัดนั้นซ้ำมีพระยาแปดหมื่นสี่พันตนสืบไป มีพระยามฆเทวจักรวัติเปนต้นสืบ ถัดนั้นพระยาสิบหกตนสืบ มีกวาฬจักรวัติเปนต้นสืบถึงโอกากะราช ลูกโอกากะราชชื่อโอกากะมุขแล เมื่อนั้นพระโอกากะมุขราช ตั้งลูกเมียน้อยให้เปนมหาอุปราช เมื่อนั้นโอกากะมุข ตนเปนลูกอรรคมเหษีรวดเคียดแก่พ่อตน จึงเอาแต่บ่าวผู้คนของตน กับน้องสาวแห่งตนหนีไป ตั้งอยู่เมืองกปิลวัตถุแล้วก็เอาน้องสาวแห่งตนเปนราชเทวี เพื่อไม่ให้ตระกูลอื่นอั่วสูญจึงชื่อว่าสากยราช ตั้งแต่นั้นมาแล ลูกพระยาโอกากะมุขชื่อบุญนะ ลูกบุญนะชื่อจันทมุข ลูกจันทมุขชื่อ จันทมุขสิวีราช ลูกจันทมุขสิวีราชชื่อสญไชย ลูกสญไชยชื่อเวสสันดรโพธิสัตวแล ลำดับพระยาสามันตราชโพธิสัตวสืบ ๆ มา ถึงเจ้าเวสสันดรโพธิสัตวนั้น ได้สองแสนเจ็ดหมื่นหกพันสองร้อยเจ็ดสิบห้าเช่นราชวงษ์แล ลูกเวสสันดรโพธิสัตวชื่อชาลี ลูกชาลีชื่อสิวาหนะ ลูกสิวาหนะชื่อ


๕ สิหะสร แลถัดแต่นั้นไป ลูกหลานเหลนหลิดหลี้เสวยราชสมบัติสืบไป ตั้งแต่เจ้าชาลีมา ตราบถึงพระยาไชยเสนนั้นได้เก้าพันเก้าร้อยสิบเก้าราชวงษ์แล แลพระยาไชยเสนเสวยราชสมบัติในเมืองกบิลวัตถุ มีลูกชายหนึ่ง ชื่อสีหหนุ มีลูกหญิงหนึ่ง ชื่ออมิตตา พระยาตนหนึ่งชื่อเทวทหะสกะ หากเปนเชื้อสากิยราชอันเดียวกันเสวยเมืองเทวทหะนคร มีลูกชายสองคน หญิงหนึ่ง ชื่อกจายนา พระยาเทวทหะสกะ ก็ส่งลูกสาวตนชื่อกจายนา ให้เปนลูกสใภ้แห่งพระยาไชยเสน คือให้เปนเทวีสีหหนุนั้นแล เมื่อนั้นพระยาไชยเสน ก็ส่งลูกสาวตนชื่อ อมิตตา ให้ไปเปนเทวีแห่งสญไชยสกะ ตนเปนลูกแห่งพระยาเทวทหะสกะนั้นแล ดังกาลเทวิละผู้เปนน้องแห่งสญไชยนะสกะนั้น ไม่ยินดีในราชสมบัติสักอัน ก็หนีไปบวชเปนฤๅษีนั้นแล พระยาสีหหนุมีลูกชายห้าตน พี่ชื่อสุปพุทธ ตนถ้วนสองชื่อสุทโธทนะ ตนถ้วนสามชื่อสุกโกทนะ ตนถ้วนสี่ชื่อโธโตทนะ ตนถ้วนห้าชื่ออมิตโตทนะ พระอัญชนะสักกะมีลูกหญิงสองตน ผู้พี่ชื่อศรีมหามายา ผู้ถ้วนสองชื่อปชาปติโคตมี พระยาอัญชนะสักกะ ก็ส่งลูกสาวสองคนนั้นไปเปนราชเทวีแก่ศรีสุทโธทนะราชแล ยามนั้นพระยาสีหหนุ แลพระยาอัญชนะสักกะ แลกาลเทวิลฤๅษี ก็พร้อมกันตัดยังโบราณศักราชอันเก่าชื่ออชิตะสกิงนวสันตินั้นเสียแล้ว ตั้งศักราชใหม่ขึ้นหนึ่งตัว ลำดับมาได้ ๖๗ ตัว ปีดับ


๖ ไส้เดือนหกเพ็ง เมงวันพฤหัศบดี บรมโพธิสัตวเจ้าแห่งเราลงมาเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางศรีมหามายา ถึงศักราชหกสิบแปดตัว ปีรวายซะง้า เดือนสี่เพ็งเมงวันศุกร เจ้าประสูตรออกจากท้องแม่ ราชตระกูลทั้งหลายจึงใส่นามว่า สิทธัตถราชกุมารว่าฉนั้นแล ตั้งแต่เจ้าเวสสันดรโพธิสัตว ลำดับมาถึงเจ้าสิทธัตถโพธิสัตว แสนปลายสามตนราชวงษ์ นับตั้งแต่สิทธัตถโพธิสัตวนั้นแล ถ้าจะนับตั้งแต่พระยาสามันตราชลำดับมาถึงเจ้าสิทธัตถกุมารโพธิสัตวนั้น ได้สามแสนเจ็ดหมื่นหกพันสองร้อยเจ็ดสิบแปดตนราชวงษ์แล อายุเจ้าสิทธัตถได้สิบหกปี ตระกูลทั้งหลายนำเอาลูกสาวพระยาสุปพุทธ ผู้ชื่อนางยโสธราพิมพา เปนอรรคมเหษีแห่งเจ้าสิทธัตถ กระทำมงคลรดหล่อด้วยน้ำมุทธาภิเศกให้เปนพระยานานอยู่ได้ ๑๓ ปี อายุเจ้ายี่สิบเก้าปี ออกบวชวันจันทร์ยามเที่ยงคืน เจ้าออกบวชที่เกาะแห่งเนรัญชรา กระทำเพียรได้หกพรรษาจึงได้ตรัสมรรคญาณ ในเดือนหกเพ็ง เมงวันพุฒยามรุ่งแจ้ง อายุพระเจ้าได้สามสิบห้า แดนแต่พระเจ้าตรัสมรรคญาณแล้ว อยู่เมตตาโปรดสัตวโลกได้สี่สิบห้าปี อายุพระเจ้าได้แปดสิบปีเข้าสู่พระนิพพาน ในปีเมืองไส้เดือนหกเพ็ง เมงวันอังคาร ยามก่อนไก่ เตโชธาตุออกไหม้วันหนึ่งแล เจ้าสิทธัตถเกิดก่อนพระยาพิมพิสาร บุคคลทั้งสองเปนสหายกัน เหตุว่าพระยาทั้งสองอันเปนพ่อแห่งคนทั้งสองก็เปนสหายกัน พระยาพิมพิสารเสวยเมืองราชคหะได้ห้าสิบสองปี มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่าอชาตสัตรู ก็ฆ่าพิมพิสารตนเปนพ่อเสีย กินเมืองแทนได้แปดปี พระเจ้านิพพาน อชาตสัตรูกินเมือง


๗ ได้ยี่สิบสี่ปี มีลูกตนหนึ่งชื่อว่าอุปทายะ ก็ฆ่าอชาตสัตรูตนพ่อเสียกินเมืองแทนได้สิบหกปี มีลูกตนหนึ่งชื่อว่าอนุรุทธ ๆ ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทน อนุรุทธมีลูกตนหนึ่งชื่อมุข ๆ ก็ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทนได้แปดปี มีลูกชื่อว่านาคทาสกะๆ ก็ฆ่าพ่อเสียเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี ปิตุฆาฏกวงษสิ้นเท่านี้แล เมื่อนั้นชาวเมืองทั้งหลายเคียดรวดพร้อมกัน ขับพระยานาคทาสกะหนีเสียจากเมืองแล้ว จึงพร้อมกันอภิเศกอำมาตย์แห่งพระยานาคทาสกะ ผู้ชื่อสุสูนาค ให้เปนพระยาแทนได้สิบแปดปี ลูกพระยาสุสูนาคชื่อกาลาโศกเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี ตั้งแต่พระเจ้านิพพานมาถึงพระยากาลาโศกได้ร้อยปี อรหันตาเจ้าทั้งหลายเจ็ดร้อยตนสัง คายนาธรรมเปนถ้วนสองแล ลูกแห่งกาลาโศกชื่ออรนันท เปนพระยาแทนได้ยี่สิบสองปี ลูกพระยาอรนันทชื่อจันทรคุตร เมื่อนั้นวสาจานกะพราหมณ์ฆ่าอรนันทเสียแล้ว อภิเศกจันทคุตรให้ได้เปนพระยาทั่วชมพูทวีปได้ยี่สิบสี่ปี ลูกพระยาจันทคุตรชื่อพินธุสารเปนพระยาแทนได้ยี่สิบแปดปี พระยาพินธุสารมีลูกชายร้อยคน ผู้พี่เค้าชื่ออโศกธรรมราช ได้เปนจักรวัติปราบชมพูทวีป มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อมหินท เข้าไปบวชในสาสนา ปรากฎได้ชื่อว่ามหินทเถร เปนสังฆนายกแล ตั้งแต่พระเจ้านิพพานไปแล้วมาถึงอโศกธรรมราชได้สองร้อยสิบแปดปี อรหันตาเจ้าพันตนมาสังคายนาธรรมเปนถ้วนสามแล กล่าวด้วยวงษ์แล้วเท่านี้

๘ ตระกูลท้าวพระสากิย ในเมืองกบิลพัสดุ์นั้น ลูกพระยาโกไลยผู้ชื่อมิตทุพภีฆ่าเสียสิ้นแล ดังตัวมิตทุพภีนั้นก็น้ำท่วมตายเสียรอดสุดไปวันนั้นแล ตอนที่ ๓ เรื่องตั้งวงษ์ลาวจังกรราช ทีนี้จักจาด้วยท้าวพระยาอันตัดศักราชมาด้วยลำดับก่อนแลตั้งแต่กาลเทวิลฤๅษี แลพระยาอัญชนะสกะ แลพระยาสีหหนุตัดศักราชอันชื่อกิงนวะสันติเสียแล้ว ตั้งศักราชใหม่ตัวหนึ่ง ลำดับได้ ๖๗ ตัว พระเจ้าลงมาเอาปฏิสนธิ ศักราชได้ ๖๘ ตัว พระเจ้าเกิดมาแล ศักราช ๑๔๗ ตัวพระเจ้านิพพานไป วันเดือน ๖ เพ็ง ถึงเดือน ๑๒ เพ็งมหาอานันทเถรเจ้าได้ถึงอรหันตาแล้วสังคายนาธรรมเปนปฐม อรหัน ตาเจ้าทั้งหลายห้าร้อยตน มีมหากัสสปเถรเจ้าเปนประธาน ภายนอกมีอชาตศัตรูเปนต้นแล้ว ก็ตัดศักราช ๑๔๘ ตัวนั้นเสีย ตั้งศักราชใหม่ขึ้นตัวหนึ่ง ลำดับมาได้ร้อยปี ถึงเช่นพระเจ้ากาลาโศก อรหันตาเจ้าทั้งหลายเจ็ดร้อยตนสังคายนาธรรมเปนถ้วนสองแล ตั้งแต่พระเจ้ากาลาโศกลำดับมาได้สิบแปดปี พระยาอโศกธรรมราชได้ปราบชมพูทวีปแล้ว สังคายนาธรรมเปนถ้วนสาม ภายในมีอรหันตาพันตนเปนประธาน ศักราชได้สองร้อยสิบแปดตัวแล ลำดับถัดนั้นมาได้สองร้อยปี ศักราชได้สี่ร้อยยี่สิบแปดตัว นางจามเทวี


๙ เกิด ศักราชสี่ร้อยห้าสิบหกตัว ก่อเวียงลำพูน ศักราชได้ ๔๕๘ ตัว นางจามเทวีลุกแต่เมืองตะบองละโวขึ้นมากินเมืองลำพูน อินทวรยศ มหันตยศ เกิดปีนั้น นางจามเทวีกินเมืองลำพูน ๕๓ ปี อายุได้ ๙๒ ปี ตาย ศักราชได้ ๕๕๐ มหันตยศได้กินเมืองแทน ลำดับมาถึงศักราชได้ ๕๗๐ ตัว พระยาพันธุมัติธรรมิกราชเมืองลังกา ตัดศักราช ๕๗๐ ตัวนั้นเสียแล้ว ก็ตั้งศักราชใหม่ขึ้นตัวหนึ่ง ลำดับมาได้สามร้อยสี่สิบสามปี พระยาอาทิตย์เปนพระยากินเมืองลำพูนได้สามปี ก่อเจดีย์ลำพูนแล นับแต่ศักราชใหม่เข้ากันได้ ๙๐๓ ตัว ว่าตั้งแต่พระเจ้าของเรานิพพานมาแล ลำดับตั้งแต่พันธุมัติ ศักราชมาได้ ๖๒๒ ตัว พระพุทธเจ้าเรานิพพานไปได้ ๑๑๘๒ ตัว ในขณะยามนั้นยังมีพระยาตนหนึ่ง ชื่ออนุรุทธธรรมิกราช ได้เปนเจ้าเปนใหญ่ในมลราชแล้ว ได้ปราบทั่วไปในชมพูทวีปทั้งมวญแล้ว พระยาอนุรุทธธรรมิกราชตนนั้น ก็เรียกหามายังท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายในสกลชมพูทวีปทั้ง มวญ ให้เข้ามาพร้อมในสำนักแห่งตนนั้นแล เมื่อนั้นท้าวพระยา มหากระษัตริย์ทั้งหลาย ก็มาพร้อมกับพระยาอนุรุทธธรรมิกราชสิ้นนั้นแล ยังแต่ฝ่ายเมืองลานนาไทย หาใครจักไปพร้อมไม่ได้เหตุไม่มีกระษัตริย์ เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธได้รู้สภาว ว่าเมืองลานนาไทยหาเจ้าไม่ได้ฉันนั้น อนุรุทธธรรมิกราชจึงมีความโอกาศขอกับด้วยอินทาธิราชเจ้าว่า ขออินทาธิราชเจ้ามีเมตตากรุณาเอาใจใส่เมือง ๒

๑๐ ลานนาไทยด้วยแด่ ในเมืองลานนาไทยนั้นเปนที่ตั้งสาสนา หาเจ้ากระษัตริย์ไม่ได้ ว่าฉันนั้น เมื่อนั้นอินทาธิราชเจ้า ก็รับเอาปฏิญาณแห่งอนุรุทธธรรมิกราชแล้ว เมื่อนั้นอินทาธิราชเจ้า ก็พิจารณาดูก็เห็นเทวบุตรตนหนึ่งอันมีบุญสมภารหากได้สร้างมา ได้เสวยสมบัติในชั้นฟ้าดาวดึงษ์ มีอายุจักใกล้สิ้นแล้ว พระยาอินทร์ก็เข้าไปสู่สำนักเทวบุตรเจ้าตนนั้นแล้ว กล่าวว่า มาริส ดูกรเจ้าตนมีบุญ หาทุกข์ไม่ได้ ท่านจงลงไปเกิดในมนุษโลกเมืองคน ในที่เมืองเชียงลาวที่นั้นเทอญ แล้วกระทำราชภาวอันเปนท้าวพระยามหากระษัตริย์เปนใหญ่แก่ท้าวพระยาทั้งหลายในเมืองลานนาไทยแล้ว รักษายังวรพุทธสาสนาให้รุ่งเรืองเถิด ว่าดังนั้นแล้ว เมื่อนั้นจังกรเทวบุตรก็รับเอาคำพระอินทร์เจ้าว่า สาธุ สาธุ ดี ดี แล ว่าฉันนั้นแล้ว เมื่อนั้นจังกรเทวบุตรก็เรียกหามายังเทวบุตรทั้งหลายอันเปนบริวารแห่งตน มีอายุใกล้สิ้นนั้น มีประมาณพันหนึ่ง ก็จุติจากชั้นฟ้าดาวดึงษ์สวรรค์เทวโลกลงมาสู่มนุษโลกแล้ว ก็พาดพะโองเงินทิพแต่ชั้นฟ้าลงมา นัยหนึ่งพาดแต่ปลายภูเขาทุง ลงมาปฏิสนธิอุปปาติกก็มีแล

โสฬสวัส์สุเทสิโก ราชกุมาโรวิย เกิดมาเปนปุริสภาวเปนดังราชกุมารได้สิบหกขวบเข้า ทรงวัตถาภรณ์เครื่องอลังการนั่งเหนืออาศนะใต้ร่มไม้พุดทราควรสนุกใจ มีที่ใกล้ริมน้ำแม่สายในเมืองชยะลวะนคร คือเมืองเชียงลาว ส่วนบริวารพันนั้น เปนผู้หญิงผู้ชาย ก็ลงมาเอาอุปปาติกะในร่มไม้พุดทราต้นนั้น พร้อมกับด้วยจังกรกุมารเจ้าตนนั้นด้วยนิยม ครั้นเกิดมาเปนดังกุมารกุมารี


๑๑ อันได้ ๑๖ ปีนั้น ทุกคนมีโฉมโนมพรรณอันงามล้วนถ้วนทุกแห่ง คนทั้งหลายมาเห็นจึงพูดจากันว่า คนทั้งหลายฝูงนี้จากทางใดมาจา ว่าดังนั้นแล้ว คนทั้งหลายซึ่งได้มาเห็นก็เล็งขึ้นเมือภายบน ก็เห็นพะโองเงินอันนั้นแล้ว ก็เรียกกันมาดู พะโองอันนั้นก็รุดหยุดขึ้นเมืออากาศ บางคนร้องบอกกันว่า พะโองเงินยัง พะโองเงินยัง ว่าดังนั้นแล้ว ภายหลังก็เรียกว่าเปนเมืองเงินยัง นัยหนึ่งว่าไม้พุดทราต้นนั้น มีเปลือกอันขาวเหมือนเงินตั้งอยู่กลางยาง จึงเรียกว่าเมืองยางเงินก็ว่าแล

เมื่อนั้นชาวเมืองทั้งหลายเห็นอัศจรรย์แห่งลาวะจะกะระกุมารตนนั้นมากนักฉันนั้นแล้ว ก็พร้อมกันตบแต่งเอาราชรถ แล้วก็เชิญท่านขึ้นทรงราชรถ แล้วก็อุสาราชาภิเศกให้เปนเจ้าเปนใหญ่แก่ลานนาไทยทั้งหลายนั้นแล ครั้นว่าได้เปนเจ้าเปนใหญ่แล้ว ก็บอกกล่าวท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง เว้นแต่เมืองหริภุญไชย กับเมืองศุโขไทยเท่านั้น นอกกว่านั้นไปพร้อมด้วยพระยาลาวะจะกะระราชเจ้าแล้ว เจ้านำเอาท้าวพระยาทั้งหลายไปพร้อมกับด้วยพระยาอนุรุทธรรมิกราชนับสิ้นนั้นแล เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธเจ้า ก็พร้อมด้วยพระยาทั้งหลาย ตัดศักราช ๖๒๒ ตัว อันพระยาพันธุมติตั้งไว้นั้นเสีย ในปีจอสัมฤทธิศกคือกลางคืน คือเดือนหกขึ้นหนึ่งค่ำ เพ็งวันอาทิตย์ ยามใกล้รุ่งแล้ว จึงตั้งศักราชใหม่ขึ้นหนึ่งตัว ยามรุ่งแจ้งวันจันทร์ ตกใหม่แล้ว เปนปีกุญเอกศกนั้นแล เมื่อนั้นพระยาอนุรุทธธรรมิกราช


๑๒ ก็มีอาชญาบอกกล่าวท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง ให้รับเอาอาชญาพระยาลาวะจะกะระราชนั้นแล ท้าวพระยาทั้งหลายเก้าร้อยเก้าสิบแปดเมือง ครั้นว่ารับเอาบังคับแห่งพระยาอนุรุทธธรรมิกราชเจ้าแล้ว ท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมกัน กระทำอุสาราชาภิเศกเจ้าจังกรราชให้เปนเจ้าเปนใหญ่ในชยะละวะนคร ปรากฎพระนามว่า ลาวจังกรเอกราชกระษัตริย์ ในปีกุญเอกศกศักราชได้หนึ่งตัวนั้นแล พระยาลาวจังกรราชเกิดปีนั้น ได้เสวยเมืองปีนั้น คำกิติฦๅชาก็ปรากฎไปทั่วบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลายว่าพระยาเทวราชเจ้า ลุกแต่ชั้นฟ้าลงมาเกิดเปนพระยาในชยะลวะนครฉันนี้ ก็พากันนำเอาเครื่องบรรณาการมาถวายเปนอันมากแล้ว ก็ ขอเปนราชเสวกแห่งพระยาลาวจังกรราชเจ้าทุกตนทุกคนนั้นแล้ว ก็พากันลาไปสู่บ้านใครเมืองมันก่อนนั้นแล ตอนที่ ๔ เรื่องพระยาลาวจังกรราชสร้างเมือง พระยาลาวจังกรราชเจ้า ได้เปนเจ้าเสวยราชสมบัติเปนเอกราชกระษัตริย์แก่ลานนาไทยทั้งหลายแล้ว ก็บอกป่าวท้าวพระยาทั้งหลาย แลเสนาไพร่พลคนเมือง พิจารณาสร้างแปลงเวียง ขุดคูก่อเสาระเนียดกว้างพันห้าวา ยาวพันห้าวา ก่อเมฆกรวมแท่นเงินยาวไปตามริมน้ำแม่ของนั้นแล เมืองอันนั้นเรียกว่าเหรัญญนคร เมือง


๑๓ เงินยังเชียงแสน ว่าดังนั้นแล ที่แท่นเงินแลต้นหมากทันคือต้นพุดทรา ที่ท่านเอาอุปปาติกะนั้น ท่านก็สร้างให้เปนวัดแล้วก็เรียกว่าวัดกาแก้วดอนพัน คือ พุดทรา ว่าดังนั้นแล แต่นั้นภายน่าเมืองลานนาไทยทั้งมวญ ก็เรียกชื่อว่าลาวแต่นั้นมาแล แต่นั้นไปน่า ท่านก็พิจารณาสร้างเวียงอิกลูก ๑ กรวมแม่น้ำไหลไปตวันตกที่นั้น คดทรงสัณฐานดังฝักฝาง คือ ฝักเพกา จึงเรียกนามว่าเมืองฝางดังนี้ ภายหลังแต่นั้นช้างแก้วที่นั่งท่านหายไป ท่านก็ไปเสาะหาช้าง ๆ ก็หายรอยเสีย คนผู้ใช้ไปภายน่าก็เห็นรอยช้างใหญ่สามศอกเที่ยวไปไกลได้ประมาณห้าร้อยวา ก็หายรอยเสีย มันก็เที่ยวไปภายน่า ก็พบชายพรานผู้หนึ่งร้อยเต่ามา มันก็ถามว่าแคว้นนี้ มีช้างป่ามีบมิจา พรานผู้นั้นกล่าวว่าไม่มี ว่าดังนั้น ทีนั้นภายหลังก็เรียกชื่อว่าบ้านร้อยเต่า ว่าดังนั้นแล เมื่อนั้นชายควาญช้างผู้นั้นมันก็คืนมา ก็เห็นรอยช้างมันดังเก่า มันได้ช้างแล้วก็เข้าไปทูลพระยาลาวจังกรราชเจ้า ตามดังมันได้ไปเห็นนั้นทุกประการ เมื่อนั้นพระยาลาวจังกรราชเจ้า ก็มีอาชญาบอกป่าวเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แลไพร่พลเมืองทั้งหลาย ให้สร้างเวียงที่นั้นลูกหนึ่ง จึงใส่นามว่าเวียงรอย ว่าดังนั้นแล เมื่อภายหลังแผ่ชื่อไปว่าเชียงราย ว่าฉนั้นแล ที่บ้านร้อยเต่านั้น ภายหลังแปรนามไปว่าเชียงของ ว่าฉนั้นแล

๑๔ ตอนที่ ๕ เรื่องลูกหลานพระยาลาวจังกรราช

ส่วนว่าพระยาลาวจังกรราชเจ้า ก็อยู่เสวยเมืองเงินยางเชียงแสน แลเมืองฝางเชียงรายที่นั้นทั้งมวญ แล้วท่านมีราชบุตรสามตน ตนพี่ชื่อว่าลาวกอ นัยหนึ่งลาวกอบก็ว่า ตนกลางชื่อว่าลาวเกลือ นัยหนึ่งลาวจ๋างก็ว่า ตนน้องสุดท้องชื่อลาวเกา นัยหนึ่งลาวเกาแก้วแล ยังมีในวันหนึ่ง ราชบุตรทั้งสามพระองค์ก็ชวนกันไปเที่ยวห้วย ก็ไปเห็นรอยปูตัวหนึ่งใหญ่นัก กุมารทั้งสามก็ล่วงห้วยด้วยตามรอยปูตัวนั้น ก็ไปถึงที่สุดแห่งภูเขาแห่งหนึ่ง ก็เห็นรอยปูเข้าไปในเงื้อมผาก้อนใหญ่แล้ว เมื่อนั้นกุมารทั้งสามจึงจากันว่า เราจะพิจารณาเอาปูตัวนี้เมือถวายพ่อพระยาเจ้าเถิด ปูตัวนี้ใหญ่ควรอัศจรรย์ไม่เคยเห็นในเมื่อก่อนสักทีเลย เจ้าลาวเกาแก้ว ท่านจงเอาหน่างข่ายไปกีดกางไว้ที่ใต้น้ำโน้นแล้ว ถือค้อนไว้เถิด ครั้นปูตัวนี้ล่องน้ำไปถูกข่ายเจ้าเข้า เจ้าจงเอาค้อนทุบตีเอาปูตัวนี้เถิด เมื่อนั้นลาวเกาผู้น้องจึงเอาข่ายไปกีดกางไว้ที่ใต้น้ำโน้นแท้นั้นแล เมื่อนั้นเจ้าคนพี่ทั้งสองนั้น ก็พากันขุดรูปูตัวนั้น ๆ ก็เข้าไปในเงื้อมหินผาก้อนใหญ่ ไม่อาจขุดเข้าไปเอาปูตัวนั้นได้ ยิ่งเหลือกำลังเสียแล้ว ก็พากัน เอาก้อนผาก้อนหนึ่งติดรูปูตัวนั้นไว้แล้ว ก็พากันหนีเมือ ไม่บอกแก่เจ้าลาวเกาแก้วผู้น้องสักคำแล เจ้าลาวเกาผู้น้องก็อยู่เฝ้าหน่าง ตราบ ตวันตกใกล้ค่ำแล้ว ลาวเกาก็ร้องหาพี่ทั้งสองถึงสองครั้งสามครั้ง


๑๕ ก็ไม่ได้ยินเสียงขานตอบสักคำ เจ้าก็กลับคืนมาหาพี่ทั้งสอง ก็ไม่เห็นเท่า เห็นแต่ก้อนผาติดรูปูไว้ฉันนั้น เจ้าลาวเกาโกรธก็บ่นว่าพี่น้องกันแท้ชวนกันมาหากิน พี่ทั้งสองจะหนีเมือ แม้นได้ปูก็ดีบ่ได้ก็ดี ก็ไม่บอกแก่กู พลอยพากันหนีทิ้งกูฉันนี้หนอ เมื่อนั้นลาวเกาหนีเมือไหว้พระยาตนพ่อ ดังพี่ทั้งสองหากกระทำให้แก่ตนทุกประการแล้วจึงไหว้พระยาตนพ่อว่าฝูงข้าทั้งสามนี้จะอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ขอพ่อพระยาเจ้าจงปลูกแปลงให้แก่ฝูงข้าทั้งสามนี้ ให้ได้อยู่คนละแห่งเทอญ ว่าดังนั้น เมื่อนั้นพระยาลาวจังกรราชตนพ่อ ก็พิจารณาดูก็ตรัสรู้ด้วยพระปัญญาแห่งพระองค์แจ้งแล้ว ควรแต่งให้ลูกสามคนได้อยู่เสวยเมืองคนละแห่งแล้ว ก็ปลูกเจ้าราชบุตรตนพี่เค้า ชื่อลาวกอนั้น ให้ไปกินเมืองแคว้นกาว คือว่าเมืองน่าน แล้วก็ปลูกแปลงเจ้าลาวเกลือตนถ้วนสอง ให้ไปกินเมืองผาลาวผาพวงนั้นแล พลันดังเจ้าราชบุตรตนถ้วนสามนั้น ท่านให้อยู่ไชยนันทบุรี เมืองเงินยังเชียงแสนกับด้วยตนนั้นแล เจ้าพระยาจังกรราชกระษัตริย์อยู่เสวยราชสมบัติบ้านเมืองก็เปนที่ชุ่มเย็นเปนศุข พืชเข้ากล้าทั้งมวญก็บริบูรณ์อ้วนเต็มดีนัก พุทธสาสนาก็รุ่งเรืองขึ้นมากนัก ท่านอยู่เสวยราชย์ในไชยบุรี เมืองเงินยังเชียงแสนที่นั้นนานได้ร้อยยี่สิบปี ศักราชได้ร้อยยี่สิบตัว ปีเปิกเส็ด คือปีจอสัมฤทธิศก ก็สิ้นกรรมแห่งท่าน ไปสู่ปรโลกวันนั้นแล เรียกชื่อได้ชั่วราชวงษ์หนึ่งแล ถัดนั้นเจ้าลาวเกาแก้วบุตรท่านตนถ้วนสามนั้น ก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อตนไปแล เจ้าลาวเกาแก้วได้กินเมืองแทนพ่อในปีเปิกเส็ด


๑๖ คือปีจอสัมฤทธิศก ศักราชได้ ๑๒๐ ตัว ท่านเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองเงินยางเชียงแสน แทนพ่อตนอายุได้ ๑๔ ปี ท่านเสวยเมืองนานได้ ๔๕ ปี อายุได้ ๘๖ ปีไปสู่ปรโลก มีในปีกัดเป้า คือปีฉลูเอกศกศักราชได้ ๑๗๒ ตัว ได้สองเช่นราชวงษ์แล ดังเจ้าราชบุตรอันเปนพี่เจ้าลาวเกาแก้ว คือ เจ้าลาวกอแล เจ้าลาวเกลือนั้น ได้เปนกระษัตริย์แทนพ่อตน จนได้เปนเจ้าต่างประเทศ แลมีลูกหลานสืบตระกูลต่อไปแล ไม่สมกับด้วยราชวงษ์ใดแล

เจ้าราชบุตรลาวเกาแก้ว ชื่อว่าเจ้าลาวเสา อายุได้ ๓๕ เสวยเมืองแทนพ่อ ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๔๓ ปี อายุได้ ๗๗ ปี สิ้นกรรมไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีซะง้า คือปีมเมีย ศักราชได้ ๒๔๓ ตัว ได้ ๕ ชั่วเช่นราชวงษ์แล ลูกลาวหลวงชื่อลาวแหลว อายุได้ ๔๐ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีเปิกสี คือปีมโรงสัมฤทธิศก ท่านเสวยราชสมบัติได้ ๒๗ ปี อายุท่านได้ ๖๗ ปี ก็สิ้นกรรมไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีกาบซะง้า คือปีมเมียฉศก ศักราชได้ ๒๙๔ ตัวนั้นแล ได้ ๖ ชั่วเช่นราชวงษ์แล ลูกเจ้าลาวแหลวชื่อเจ้าลาวกัด อายุได้ ๓๙ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ก็ในปีกาบซะง้า คือปีมเมียฉศก ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๕๗ ปี ไปสู่ปรโลกภายน่า ในปีเต่าไจ้ คือปีชวดจัตวาศก ศักราชได้ ๓๑๖ ตัว ได้ ๗ ชั่วเช่น ราชวงษ์แล


๑๗ ลูกเจ้าลาวกัดชื่อลาวกืน อายุได้ ๔๕ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีเต่าไจ้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๑ ปี สิ้นแก่กรรมสู่โลกน่า ในปีเปิกสี คือปีมโรงสัมฤทธิศกศักราชได้ ๓๓๒ ตัว ได้ ๘ ชั่วราชวงษ์แล ลูกเจ้าลาวกืนชื่อเจ้าลาวต้น อายุได้ ๓๗ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีเปิกสี เจ้าตนนี้มีใจกว้างขวางนัก แต่งบ้านแปลงเมืองฉลาดนัก ยังมีในวันหนึ่งเจ้าไปเที่ยวดูประเทศบ้านเมืองทั้งหลาย ก็เห็นยังไม้โพธิศรีต้นหนึ่ง ขาวเผือกดังรอดเงินทั้งมวญ ในบ้านยางเสี้ยว บ้านนั้นมีในที่ใกล้แก่น้ำลวา บัดนี้เรียกว่าแม่น้ำสายแล บ้านอันนั้นเปนที่จำเริญใจนัก ท่านจึงให้ตั้งเวียงตั้งบ้านที่นั้น เอานิมิตรอันนั้นเรียกชื่อว่าเวียงยางเงิน ว่าดังนั้นก็ว่าแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๕๔ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ปีดับเล้า ศักราชได้ ๓๔๙ ตัว ได้ ๙ ชั่วเช่นราชวงษ์แล ลูกลาวต้นชื่อลาวจอม อายุได้ ๓๖ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อในปีดับเล้า ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๕๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีกัดไค้ คือปีกุญเอกศก ศักราชได้ ๓๖๓ ตัว ได้ ๑๐ ชั่วเช่นราชวงษ์แล ลูกเจ้าลาวจอมชื่อลาวกวัด อายุได้ ๒๔ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ปีกัดไค้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๓๐ ปี อายุได้ ๕๓ ปี ๓


๑๘ ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีเปิกสี ศักราชได้ ๓๙๒ ปี ได้ ๑๑ ชั่วเช่นราชวงษ์แล ลูกเจ้าลาวกวัดชื่อเจ้าลาวจะกวาเรือนคำ อายุได้ ๒๔ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อตน ในปีเปิกสี ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๒ ปี อายุได้ ๕๓ ปีเลยกว่า พระยาตรีลานคำเมืองน่าน ตนเปนเหลนหลี้แห่งพระยาลาวกอนั้น ยกรี้พลมารวบรบแล้ว รวดได้ฆ่าพระยาจะกวาเรือนคำตายที่ทุ่งเชียงรายนั้นแล พระยาจะกวาเรือนคำสิ้นกรรมไปสู่โลกน่า ในปีเมิงเล้า คือปีรกานพศกศักราชได้ ๔๒๓ ตัว ได้ ๑๒ ชั่วเช่นราชวงษ์แล พระยาจะกวาเรือนคำนั้น ท่านก็มีราชบุตรตนหนึ่งชื่อว่าเจ้าลาวครัวกาว ยามนั้นพระยาจะกวาเรือนคำ ก็ให้เจ้าลาวครัวกาวตนเปนลูกไปกินเมืองฝาง ในเวลาพระยาตรีลานคำยกรี้พลมารบนั้น ท่านก็ใช้ไปหาตน ที่เมืองพระยาตนเปนลูก ได้รู้อาการแล้วก็รีบเกณฑ์เอากำลังเมืองฝางมาไม่ทันถึงเชียงราย พระยาตรีลานคำฆ่าพ่อท่านตายเสียก่อน เจ้าตนลูกมาถึงเชียงรายแล้ว ก็ยกรี้พลออกรบพระยาตรีลานคำ ท่านก็ได้ฆ่าพระยาตรีลานคำตายเสียแล้ว ท่านก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อต่อไป ในปีเมิงเล้า คือปีรกานพศกแล เมื่อท่านได้เสวยเมืองแทนพ่อตนนั้น อายุท่านได้ ๕๘ ปี ท่านอยู่เสวยราชสมบัติได้ ๑๖ ปี อายุได้ ๗๓ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปปรโลกน่า ในปีเต่าไจ้ ศักราชได้ ๔๓๘ ตัว ได้ ๑๓ ชั่วเช่นราชวงษ์แล


๑๙ ลูกลาวครัวกาวชื่อเจ้าขุนเทิง อายุได้ ๔๕ ปี ได้กินเมืองแทนบิดาปีเต่าไจ้ ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๑๖ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกน่า ในปีเมิงเม้า ศักราชได้ ๔๕๓ ตัว ได้ ๑๔ ชั่วเช่นราชวงษ์ อายุท่านได้ ๖๑ ปี เจ้าลาวขุนเทิงนั้นท่านมีราชบุตร ๒ ตน ตนพี่มีนามว่าเจ้าขุนทึง ตนน้องมีนามว่าเจ้าขุนเลงกว่า ว่าดังนั้นแล ดังเจ้าขุนทึงนั้น แม่เปนเชื้อผีเสื้อ เจ้าขุนเลงกว่าตนน้อง แม่เปนเชื้อในตระกูล ดังเจ้าขุนทึงตนพี่นั้น อายุได้ ๑๕ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อตน ในปีเมิงเม้านั้นแล เจ้าตนนี้ท่านได้เสวยราชสมบัติ แล้วก็ปรากฎด้วยเดชานุภาพ ทั่วนานาประเทศทั้งมวญมากนักแล มีบุคคลผู้โจทย์ว่า ดังเจ้าลาวขุนเทิง ตนเปนพ่อขุนทึงนี้เปนอย่างใด เอานางผีเสื้อมาเปนเมียนั้น ผู้แก้ว่าเจ้าขุนเทิงตนนั้นกับนางผีเสื้อผู้นั้น เขาเจ้าหากจักได้เปนผัวเปนเมียกันมาแต่ชาติอันก่อนมาแล เจ้าขุนเทิงตนนั้นเมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อตนแล้ว ก็ชอบไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่ง พระยาขุนเทิงตนนั้น ก็พาเอารี้พลไปไล่เนื้อ ก็ไปถ่ายปัสสาวะไว้ที่แจ่งน่าลูกผาแห่งหนึ่ง ครั้นพระยาเอารี้พลกลับคืนมาแล้ว ยังมีลูกผีเสื้อผู้หนึ่งชื่อนางแอกมันก็นฤมิตรเปนสาวลิงก็ว่า สุนักข์ก็ว่า ตัวหนึ่งไปเที่ยวเล่น ก็ไปกินน้ำมูตรพระยาลาวขุนเทิง ที่เเจ่งน่าผาแล ครั้นมาไม่นานเท่าใด นางผีเสื้อผู้นั้นก็มีครรภ์ นางรำพึงดูรู้ว่า ชรอยไปกินน้ำมูตรแห่งพระยาขุนเทิง ที่แจ่งน่าผานั้นมา ก็จึงมามีครรภ์ฉันนี้ นางก็มาพิจารณาดู


๒๐ ก็รู้ด้วยปัญญา รฦกชาติก่อนนั้นได้เปนผัวนางแล ครั้นในวันหนึ่งพระยาลาวขุนเทิง ก็พาเอารี้พลโยธาไปไล่เนื้อ ในด้านป่าที่ไม่ไกลที่อยู่แห่งผีเสื้อผู้นั้น เมื่อนั้นนางผีเสื้อผู้นั้นรู้ว่า พระยาเอารี้พลมาไล่เนื้อฉันนั้น นางก็เพทุบายนฤมิตรเปนนางผู้หนึ่งงามนัก เปนดังนางเทวดานั้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่เหนือค่าไม้ต้นหนึ่ง ก็กระทำเสียงเปนดังคนกล่อมลูกอันเพราะนัก เสียงอันนั้นก็เข้ามาต้องหูแห่งพระยาแลคนทั้งหลาย ครั้นพระยาได้ยินแล้วก็พาเอารี้พลไปดู ก็เห็นนางผีเสื้อผู้นั้นงามนัก เปนที่ชอบใจแห่งพระยา พระยาก็เข้าไปใกล้ว่าจักสร้วมกอดเอานางผู้นั้น นางก็กลับหายไปกลายเปนกวางทองตัวหนึ่ง มีปรากฎอยู่ตรงหน้าแห่งพระยา เปนอันงามนัก พระยา ครั้นได้เห็นกวางทองตัวนั้นแล้ว ก็ไล่กวางทองตัวนั้นๆ ก็แล่นไปไกลนัก พระยาก็เล็งแลตามกวางตัวนั้นด้วยกำลังแห่งตนพลันนัก ดังหมู่รี้พลคนทั้งหลายตามด้วยพระยานั้น ก็ไม่ทันพระยา ตราบถึงใกล้ค่ำแล้ว เขาก็ไม่รู้ทางที่จะไปตามหาพระยาแลกวางทองตัวนั้น ก็พากันกลับคืนมาสู่บ้านแห่งตน ๆ ดังพระยาอันไล่กวางทองตัวนั้นก็ไปเปนอันไกลนัก ดังกวางทองตัวนั้น ครั้นว่ากระทำอุบายจะเอาพระยาไปถึงที่ใกล้วิมานปราสาทแห่งตนแล้ว ก็ละเพศอันเปนกวางคำนั้นเสียแล้ว ก็กระทำเปนดังนางผู้หนึ่งงามนักแล้ว พระยาก็มีใจชมชื่นยินดีมากนักแล นางผีเสื้อก็สร้วมหอบอุ้มเอาพระยาแล้ว ก็พาขึ้นสู่วิมานปราสาทแห่งตน แล้วก็เจรจาปราไสไปมาด้วยคำอัน


๒๑ ควรรักซึ่งกันไปมาแล้ว ก็สนุกยินดีซึ่งกัน คือดังผัวเมียนั้นแล นางผู้นั้นครั้นว่าได้สนุกยินดีกับด้วยพระยาแล้ว ก็ใคร่เล่นสนุกตามภาษาของเขา มันก็สัญญากับด้วยพระยาว่า เจ้าจงอยู่ในปราสาทแห่งเราที่นี้ก่อนเถิด ว่าดังนั้นแล้วมันก็เอาผ้ามากั้งบังล้อมปราสาทแล้ว ก็เย็บติดพื้นปราสาทไว้แล้ว ก็เล่นมโหรศพตามต้นไม้แลเหนือดินคือนฤมิตรตามภาษาของเขานั้น พระยาก็พิจารณาดูว่านางผู้นี้เปนฉันใดสั่งกูแล้ว เปนอย่างใดเอาผ้ามากั้งแวดล้อมกูไว้แล้ว เย็บติดพื้นปราสาทแล้วหนีไปนั้นจา รำพึงฉันนี้แล้ว พระยาก็ไปดูห้องขันหมาก ก็เห็นมีดน้อยเล่มหนึ่ง พระยาก็กำเอามีดเล่มนั้นแทงผ้ากั้น โผล่หน้าไปในแนวป่าที่นั้นทั้งมวญ ก็เห็นเปนลิงค่างชนีเสือหมีงูทั้งหลายมีงูเห่าจวัก งูเหลือมลายเปนต้นเต็มไปในป่าที่นั้น พระยาครั้นได้เห็นฉันนั้นแล้ว ก็มีใจหน่ายนักสา ส่วนว่านางผีเสื้อผู้นั้น ครั้นว่าเล่นสนุกแล้ว ก็มาสู่ปราสาทแห่งตนแล แล้วก็มาเห็นรอยปล่องผ้า อันพระยาเอามีดแทงนั้น นางก็รฦกรู้ว่าพระยาเอามีดน้อยห้องขันหมากนั้นแทงผ้าโผล่หน้าดูฉันนั้น นางก็แกล้งถามพระยาว่า มหาราชเจ้าเห็นข้าแล้ว พึงหน่ายนักแลน้อว่าฉันนั้น เมื่อนั้นพระยาตอบคำนางว่า กูพี่เห็นฉันนั้นแล้วก็มีความหน่ายนักหนาแล นางผีเสื้อกล่าวว่า ถ้ามหาราชเจ้ามีความหน่ายฉันนั้น ข้าก็จักส่งมหาราชเจ้าเมือสู่บ้านเมืองของมหาราชเจ้าด้วยสวัสดีแล เมื่อนั้นพระยากล่าวว่านางจะส่งกูพี่เมือสู่บ้านเมืองแห่งกูพี่นั้น ก็จงส่งกูพี่เมือด้วยสวัสดีเถิด ว่าฉันนั้นแล้วนางผีเสื้อผู้นั้น ก็เอามือกดท้องแห่งตนแล้ว ก็พลันประสูตรได้แท่งชิ้นอันหนึ่งงาม


๒๒ เปนดังแท่งคำนั้น นางก็เอาใบตองพลวงมาห่อให้ดีแล้ว ก็ไปเอากระบอกไม้อ้อสามกระบอกมาแล้ว นางก็เอามือบีบนม เอาน้ำนมใส่กระบอกไม้อ้อสามกระบอกนั้นให้เต็มแล้ว ปิดให้ดีแล้วก็เอายื่นให้พระยาแล นางก็กล่าวว่ามหาราชเจ้าจงเอาห่ออันนี้ เมือรักษาไว้ให้ครบสามเดือน คือตั้งแต่วันนี้เปนต้นไป ครั้นครบสามเดือนแล้วให้มหาราชเจ้าไขห่ออันนี้ดู ถ้าเห็นเด็กน้อยดังนั้นจงเอาน้ำนมในกระบอกไม้อ้ออันนี้ให้กินเดือนละกระบอกเถิด ครั้นถึงสามเดือนสิ้นน้ำนมสามกระบอกนี้แล้ว เด็กยังร้องไห้อยู่ ให้มหาราชเจ้าเอามาไว้ในตีนป่านั้นเถิด ว่าฉันนั้นแล้วนางก็ส่งพระยามาสู่เมืองโดยสวัสดีแล พระเจ้าขุนเทิงครั้นมาถึงบ้านเมือง ก็บอกเล่ายังอาการอันตนไปรู้ไปเห็นเหตุทั้งหลาย ตั้งแต่ต้นถึงปลายแก่ราชเทวี แลเสนาอำมาตย์แห่งตน แล้วพระยาก็รักษาห่ออันนั้นไว้ตามนางผีเสื้อหากสั่งทุกประการแล

ครั้นถึงสามเดือนแล้ว พระยาก็ไขดูห่ออันนั้น ก็เห็นกุมารน้อยผู้หนึ่งรูปงามนัก พระยาก็มีความยินดีมากนักแล้ว ก็แต่งให้แม่นมทั้งหลายเอาผ้าอันอ่อนบริสุทธิ มาผูกพันหุ้มห่อแล้ว ก็เอาน้ำนมที่กระบอกไม้อ้อนั้นให้ทารกกิน ก็ซ้ำมีรูปอันงาม มีลักษณอันล้วนถ้วนทุกประการแล ครั้นถึง ๓ เดือนแล้ว น้ำนมที่กระบอกไม้อ้อนั้นก็หมด เจ้ากุมารน้อยผู้นั้นก็ยังร้องไห้อยู่ เมื่อนั้นพระยาก็แต่งให้คนทั้งหลายเอากุมารผู้นั้นไปไว้ที่ตีนป่า แล้วก็รักษาถนอมดูนั้นแล


๒๓ เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็ได้เห็นกวางทองตัวหนึ่งมาให้กุมารน้อยผู้นั้นดูดกินนมอยู่ทุกวันแล คนทั้งหลายได้เห็นฉันนั้นแล้ว ก็มาไหว้แก่พระยาตามได้รู้ได้เห็นนั้นแล พระยาก็มีความโสมนัศชมชื่นยินดี แล้วก็มีอาชญาบอกแก่คนทั้งหลาย ไม่ให้กระทำร้ายแก่กวางทองตัวนั้นแล เจ้ากุมารผู้นั้นก็เจริญขึ้นใหญ่มาแล้ว เจ้าพระยาขุนเทิงก็พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย กระทำบอกกล่าวใส่นามเจ้าว่าเจ้าขุนทึง ว่าดังนั้นแล แต่นั้นภายน่าราชเทวีผู้เปนเชื้อในตระกูลนั้นก็ประสูตรได้ลูกชายผู้หนึ่งแล้ว พระยาตนพ่อก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์ กระทำบอกกล่าวใส่นามว่า เจ้าขุนเลง ว่าดังนั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงเจริญขึ้นใหญ่มาแล้ว พระยาขุนเทิงผู้เปนบิดา ก็ใช้ไปเอานางผู้หนึ่งชื่อศรีโสภา อันเปนลูกเชื้อในตระกูลมาให้เปนเมียแล ครั้นเจ้าขุนเทิงตนพ่อสิ้นกรรมไปแล้ว เจ้าขุนทึงท่านก็ได้ครองเมืองแทนต่อไปแล จาด้วยราชวงษ์แห่งท้าวพระยาทั้งหลายตั้งแต่มหาสามันตราชสืบมา ตราบถึงพระยาโอกากะมุข ตั้งลำดับแต่นั้นมา ตราบถึงเจ้าพระยาขุนทึงได้ครองราชสมบัติ เปนมหากระษัตริย์ในเมืองเงินยังเชียงแสน. ปฐมกัณ์ฑํ เปนกัณฑ์ถ้วนต้น ก็จบลงแต่เพียงนี้แล


๒๔ ตอนที่ ๖ เรื่องขุนเจืองธรรมิกราช

ศิริสวัสดี ทีนี้จักจาด้วยราชวงษาแห่งท้าวพระยาทั้งหลายไปภายน่า บุคคลผู้มีปัญญาพึงรู้ดังนี้เทอญ หิ ด้วยมีแท้แล เจ้าพระยาขุนทึงตนนั้น ครั้นท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนแล้วก็ชอบไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่งท่านก็บอกป่าวรี้พลโยธาทั้งหลายไปไล่เนื้อก็ไปเห็นกวางทองตัวหนึ่ง พระยาก็ยิงกวางทองตัวนั้นก็ถูกแล้ว กวางทองตัวนั้นก็ไม่ตาย พระยาก็ไล่กวางทองตัวนั้น ตามกวางทองตัวนั้นไปทางข้างเขาทุ่งริมเมืองเงินยังเชียงแสนฝ่ายข้างตวันตกนั้นแล เมื่อนั้นนางแอกผีเสื้อผู้นั้นก็อยู่ในวิมานปราสาทแห่งตนที่นั้นแล นางผี เสื้อผู้นั้นครั้นได้ทราบว่าลูกตน ไล่กวางทองมาที่ใกล้ตนแล้ว ก็ไปนำเอาลูกตนมาสู่วิมานปราสาทแห่งตนแล้ว ก็เจรจาปราไสไปมาด้วยคำอันรักซึ่งลูกแห่งตนแล้ว จาร่ำไรด้วยพ่อคือเจ้าขุนเทิง อันได้มาเที่ยวป่าไล่เนื้อแล้ว ได้มาพบเห็นแม่แล้ว ได้มาอยู่กินกับด้วยแม่แต่ก่อน ตั้งแต่ต้นถึงปลายนั้นให้เจ้าขุนทึงตนเปนบุตรได้รู้แจ้งทุกประการแล้ว นางตนเปนแม่ก็ให้บุตรแห่งตนอิ่มด้วยเข้าน้ำโภชนาอาหารอันเปนทิพแล้ว ดังรี้พลโยธาทั้งหลายทั้งปวงตามไม่ทันพระยาก็พากันกลับคืนเมือนั้นแล ส่วนว่านางแอกผีเสื้อผู้นั้น ก็คิดในใจมักใคร่ให้ลูกตนได้ของมงคลอันวิเศษฉันนั้น ก็พูดกับด้วยลูกแห่งตนว่า แม่จะพาเอาเจ้าไปหาปู่ย่าตายายแห่งเจ้า แม่จักส่งเจ้าเข้าไปใน


๒๕ ถ้ำแล้ว ครั้นเจ้าเข้าไปแล้ว เห็นอันใดเจ้าอย่าได้กลัวเถิด ครั้นเจ้าเข้าไปแล้วจงขอเอาของอันวิเศษคือหม้อแกงทองของไม่จ่าย กับขอกวัดแกว่งให้เปนเมืองอันนี้เถิด เจ้าว่าดังนั้นแล้ว ก็พาเอาลูกตนไปนั้นแล ครั้นไปถึงปากถ้ำแล้ว นางก็ส่งให้ลูกตนเข้าไปในถ้ำนั้นแล้ว เจ้าขุนทึงครั้นเข้าไปแล้ว ก็เห็นไส้งูหลวงตัวใหญ่มีเกล็ดอันเลื่อมเหลืองเหมือนดังทองนั้นแล้ว เจ้าก็ขอเอาของวิเศษสองอันนั้น ตามแม่ตนหากสั่งบังคับมานั้นทุกอันแล้ว เมื่อนั้นปู่ย่าตายายก็เอาของดีวิเศษนั้น ให้เจ้าขุนทึงตนเปนหลาน ตามดังเจ้าหากขอเอานั้นแล้ว เจ้าขุนทึงครั้นได้ของวิเศษสองอันนั้นแล้ว ก็บอกอำลาปู่ย่าแห่งตนออกมาหาแม่แห่งตนที่ปากถ้ำนั้นแล เมื่อนั้นนางแอกตนเปนแม่ ครั้นได้เห็นลูกตนได้ของวิเศษสองอันนั้นมาแล้ว นางก็บอกฤทธีของวิเศษให้แก่ลูกตนว่า หม้อแกงทองของไม่จ่ายนี้ แม้นว่าเจ้าจักเลี้ยงแขกรี้พลตั้งหมื่นตั้งแสนก็ดีเถิด ให้เจ้าเอาหม้อนี้ตั้งไว้ที่ควรแล้วกล่าวว่าเข้าแลชิ้นปลาอาหารขอให้บริบูรณ์เต็มอยู่ทุกเมื่อเถิด ว่าดังนั้นเข้าแลชิ้นปลาอาหารก็หากบริบูรณ์เต็มอยู่ทุกเมื่อ ไม่รู้สิ้นรู้หมดเลย ด้วยขอกวัดแกว่งให้เปนเมืองนั้น แม้นเจ้าจักมักสนุกยินดีพึงใจในสถานที่ใด เจ้าจงเอาขอนี้แกว่งไปมา ครั้นว่าขอนี้ข้องอยู่ที่ใด เจ้าจงอยู่นอนในที่นั้นเถิด ว่าฉันนั้นแล้ว ก็ส่งลูกตนกลับเมือนั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงได้ของวิเศษสองอันนั้นแล้ว ก็อำลาแม่แห่งตนแล้ว ก็กลับคืนมาสู่บ้านเมืองแห่งตนนั้นแล ครั้นท่านกลับคืนมา ๔


๒๖ แล้วมาถึงที่หนึ่งเปนที่ราบเสมองามนัก ท่านก็รำพึงว่าสถานที่นี้ ภายน่ากูมาสร้างให้เปนเวียง ตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่ที่นี้ดีแท้แลหนอ ว่าดังนั้นแล้วเจ้าก็เอาขออันนั้นกวัดแกว่งไปมาถ้วนสามทีแล้ว ขออันนั้นก็เกี่ยวต้นไม้ไว้แล้ว เจ้าก็เลยนอนในที่นั้นหลับไปนั้นแล ครั้นถึงกลางคืนในสถานที่นั้น บังเกิดเปนบ้านเปนเมืองมีรั้วเวียงเชียงแช่เย่าเรือน มีข้าคนพลเมืองช้างม้าโคกระบือมากนักนั้นแล พระยาเจ้าขุนทึง ครั้นตื่นรุ่งเช้ามาแล้ว ก็เห็นเปนบ้านเปนเมืองรุ่งเรืองงาม เปนดังแผ่นเงินนั้นแล เจ้าขุนทึงครั้นท่านได้รู้เห็นยังอัศจรรย์ทั้งหลายฉันนั้นแล้ว ก็มีความชื่นชมยินดีมากนักนั้นแล เจ้าก็กลับมาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็มาบอกกิริยาภาวอาการทั้งปวงแก่ราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย โดยดังตนหากได้ไล่เนื้อไปแล้ว ได้ไปประสบพบแม่แห่งตนแล้ว แลได้ไปขอเอายังของอันวิเศษซึ่งปู่ย่าตายายได้แล้วกลับคืนมาหาแม่ ๆ ก็บอกด้วยของอันมีฤทธิวิเศษแก่ตนแล้ว ก็กลับคืนมาถึงที่หนึ่งราบเสมองามนักก็เอาขอวิเศษกวัดแกว่งที่นั้นแล้ว สถานที่นั้นก็บังเกิดเปนรั้วเวียงบ้านเมือง เปนอันรุ่งเรืองงามควรสนุกยินดีนักฉันนั้น แก่ราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลายแห่งตนแล เมื่อนั้นราชเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ได้รู้ได้ยินแล้วก็มีความชื่นชมยินดีควรอัศจรรย์มากนักนั้นแล เมื่อนั้นคำฦๅชาปรากฎไปทั่วบ้านใหญ่เมืองน้อยทั้งหลาย ว่าเวียงทิพปรากฎที่เจ้าขุนทึง ตนเปนเจ้าเมืองยางเชียงแสน ตนเปนเจ้าเปนใหญ่แก่เมืองลานนาไทย ว่าดังนั้นแล


๒๗ เมื่อนั้นเจ้าพระยาขุนทึงท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์แห่งตนปลงเมืองเงินยังเชียงแสนนั้นให้น้องแห่งตน ชื่อเจ้าขุนเลงกว่านั้นให้อยู่เสวยนั้นแล ส่วนเจ้าพระยาขุนทึงเจ้าก็พาเอาอรรคมเหษีเทวีแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แลไพร่พลคนเมืองตามสมควรแล้ว ก็ไปอยู่เสวยราชสมบัติในเมืองทิพที่นั้นแล้ว เจ้าเรียกชื่อขึ้นตามเทพนิมิตรว่า เวียงเชียงเรือง ว่าดังนั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงท่านอยู่เสวยราชสมบัติในเวียงเชียงเรืองที่นั้น ก็ฦๅชาปรากฎทั่วไปในสกลชมพูทวีปทั้งหลายทั้งปวง รวดได้เปนจักรราชปราบชมพูทวีป ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลาย ต่างตนก็ต่างพากันนำมายังเครื่องราชบรรณาการน้อมเข้ามาสู่สมภารท่านสิ้นทั้งนั้นแล ใช่แต่เท่านั้น "สัพ์เพสัต์ตา" อันว่าสัตวป่าทั้งหลายทั้งปวง ก็บอกกล่าวร้องเรียกกันมาตามภาษาของเขาว่าลูกหลานเราได้เปนเจ้าเปนใหญ่ ปราบปถพีแล้ว แลว่าฉันนั้นแล้วก็พากันเข้ามาสู่บ้านสู่เมืองมากนักนั้นแล ด้วยท้าวพระยาทั้งหลายซึ่งนำเอามายังเครื่องบรรณาการ มาถวายเปนข้าสู่สมภารแห่งเจ้าขุนทึงนั้น ส่วนชาวเมืองเชียงเรืองทั้งปวง ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนด้วยอันต้มเข้าหุงแกงเลี้ยงแขกบ้านแขกเมือง ก็เท่าแต่ได้ให้ได้รับประทานเข้าแลอาหารอันบังเกิดมีในหม้อทอง อันเปนของทิพแห่งพระยาเจ้าขุนทึงนั้นสิ้นในกาลทุกเมื่อนั้นแล อนึ่งด้วยสัตวป่าทั้งหลายอันเข้ามาสู่บ้านสู่เมืองนั้น เจ้าพระยาขุนทึงท่านก็มีอาชญา บอกกล่าวแก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย ว่าไม่ให้บุคคลผู้ใดกระทำร้ายแก่สัตวทั้งหลายฝูงนั้น เพราะสัตวป่าทั้งหลายทั้งปวงฝูงนั้น ก็หาก


๒๘ เปนยศบริวารแห่งปู่ย่าเราทั้งมวญดาย ใครอย่าได้กระทำร้ายแก่เขาเถิด ว่าดังนั้นแล แต่นั้นไปน่าสุกรแลกวางเถื่อนทั้งหลายก็ไปกินเข้าไร่เข้านาคนทั้งหลายมากนักนั้นแล คนทั้งหลายก็เข้าไปกราบทูลพระยาขุนทึง ๆ ก็ให้คนทั้งหลายเฝ้ารักษาไร่นาล้อมรั้วให้ดีแล้ว ภายหลังก็ยังมาปล้นเข้ากินอยู่เสมอ คนทั้งหลายก็พากันไปกราบทูลพระยา ๆ ก็แต่งให้คนทั้งหลายเอาไม้คันยาวไปแขวนไว้ทุกที่ สัตวทั้งหลายก็ไม่มากินเข้านั้นแล ภายหลังครั้นไม้นั้นล้มไปยามใด สัตวทั้งหลายก็ซ้ำมากินอีกเหมือนเก่า คนทั้งหลายก็พากันไปกราบทูลพระยาอิกนั้นแล พระยาก็มีอาชญาบอกกล่าวแก่เหยี่ยวน้อยเหยี่ยวหลวงทั้งหลายว่า แต่นี้ไปเหยี่ยวทั้งหลายจงเฝ้าไร่เฝ้านาเถิด เหยี่ยวน้อยให้เฝ้านาน้อย เหยี่ยวหลวงให้เฝ้านาหลวงเถิด ว่าดังนั้นแล้ว แต่นั้นไปสัตวป่าทั้งหลายจะเข้ากวนดื้อสู่กินเข้าไร่เข้านาดังนั้น เหยี่ยวทั้งหลายก็จับอยู่ปลายไม้สูง ๆ ร้องห้ามสัตวทั้งหลายฝูงนั้น ๆ ก็พากันพ่ายหนีไปสิ้นนั้นแล แต่นั้นภายน่าสัตวทั้งหลายก็เข้ามากินอยู่ที่ข้างบ้านริมเมือง ก็มาเสียดสีถูกต้องตูบเถียง ผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ทลุพังไปฉันนั้น ผีปิศาจสหายบ้านสหายเมืองทั้งหลายก็โกรธ พลันกระทำให้เปนอันตรายแก่เหยี่ยวทั้งหลายตายไปสิ้นนั้นแล แต่นั้นไปภายน่าสุกรกวางเถื่อนทั้งหลาย ก็มากินเข้าไร่เข้านาทั้งหลายเหมือนเก่านั้นแล เมื่อนั้นคนทั้งหลายเมือกราบทูลว่าบัดนี้เหยี่ยวทั้งหลายอันเฝ้าไร่นาทั้งปวงนั้น ก็ฉิบหายตายไปสิ้นแล้ว สัตวป่าทั้งหลายก็มา


๒๙ กินเข้าไร่เข้านาเหมือนเก่า ว่าฉันนั้นแล พระยาก็มีอาชญาบอกกล่าวแก่คนทั้งหลายให้เอาไม้มาจักสานเปนตาไขว่ให้เปนสามตาเรียงกัน เอาตาขดขึ้นเมือบนแล้ว ให้เอาเหน็บไว้ปลายไม้ที่ในไร่นานั้นแล้ว ให้กล่าวว่าแหลวจงอยู่เฝ้าไร่นาเถิด ว่าดังนั้น เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็รับเอาอาชญาพระยาพากันมากระทำเหมือนว่าแท้นั้นแล แต่ภายน่าสัตวทั้งหลายก็ไม่มากวนกินกระทำร้ายแก่ไร่นาสักทีนั้นแล ด้วยธรรมเนียมแหลวหมายนานั้น ก็ติดต่อสืบ ๆ มาถึงกาลบัดนี้แล

ส่วนเจ้าพระยาขุนทึง ท่านก็อยู่เสวยราชสมบัติประกอบชอบทศราชธรรม ๑๐ ประการ กระทำบุญให้ทานมากนักนั้นแล เมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนนั้น อายุได้ ๑๕ ปี ศักราช ๔๕๓ ตัวปีเมิงเม้า คือปีเถาะนพศก ท่านอยู่เสวยเมืองนานได้ ๔๑ ปี อายุท่านได้ ๕๕ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปีเมิงเม็ดคือปีมแมนพศก ศักราช ๔๙๓ ตัว เรียกว่าได้ ๑๕ เช่นชั่วราชวงษ์แล พระยาขุนทึงไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกหญิงผู้หนึ่ง ชื่อว่านางมนุสาอานุญญา ว่าฉันนั้นแล ดังพระยาขุนเลงผู้เปนน้องนั้น มีลูกชายสองชาย ผู้พี่ชื่อว่าเจ้าชิน ผู้น้องชื่อว่าเจ้าจอมผาเรืองแล ดังเจ้าลาวชินผู้พี่นั้น เจ้าพระยาขุนเลงตนพ่อ ก็หาเอานางพระติสะในตระกูลให้เปนภรรยา แล้วให้อยู่กับด้วยตนในเวียงเงินยังเชียงแสนนั้นแล ดังเจ้าจอมผาเรืองผู้น้องนั้น เจ้าขุนเลงตนเปนพ่อ ก็นำให้ไปเอานางมนุสาอานุญญาผู้


๓๐ เปนบุตรเจ้าขุนทึงนั้นแล เจ้าขุนทึงท่านก็มีความยินดีแล้ว ก็ให้อยู่กับตนในเวียงเชียงเรืองที่นั้นแล ครั้นเจ้าขุนทึงสิ้นแก่กรรมไปแล้ว เจ้าจอมผาเรืองท่านก็ได้เสวยราชสมบัติแทนลุงแห่งตนในปีเมิงเม็ด ศักราช ๔๙๓ ตัวนั้นแล

เจ้าจอมผาเรืองเมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแทนลุงแห่งตนนั้นอายุท่านได้ ๔๓ ปี ท่านมีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อเจ้าลาวอ้ายเจือง ตนน้องชื่อเจ้าลาวขุนเจืองแล ดังเจ้าลาวชินตนพี่เจ้าจอมผาเรืองอันอยู่เสวยเมืองเงินยังเชียงแสนนั้น มีบุตรหญิงสองคน ผู้พี่ชื่อว่านางอานแฟงจันทน์ผง ผู้น้องชื่อว่านางโอคาแพงเมือง ว่าฉันนั้นแล นางทั้งสองครั้นจำเริญขึ้นใหญ่มา ก็มีรูปโฉมโนมพรรณอันงาม เปรียบเสมอดังนางทิพนั้นแล เจ้าจอมผาเรืองท่านก็ให้เจ้าลาวอ้ายเจืองตนเปนบุตรที่ ๑ อยู่กับด้วยตนในเวียงเชียงเรืองที่นั้นเเล้ว ก็ให้เจ้าลาวขุนเจืองตนเปนบุตรถ้วนสองไปกินเมืองฝางนั้นแล ภายหลังแต่นั้นมาเจ้าจอมผาเรืองท่านก็ใช้ไปขอนางทั้งสองพี่น้องเพื่อจะมาอุสาภิเศกให้เจ้าลาวอ้ายเจืองแลเจ้าขุนเจือง สองพี่น้องอันเปนบุตรแห่งตนนั้นแล เมื่อนั้นพระยาลาวชินจึงกล่าวว่าดีจริงแล แต่ทว่าบัดนี้ข้ายังน้อยไม่รู้อะไร นางผู้พี่มีอายุได้ ๑๒ ปี นางผู้น้องมีอายุ ๑๐ ปี ก็ยังไม่ฉลาดรู้แห่งการหญิงดาย ภายน่าเอาแต่บุญแห่งชาวเจ้าเปนเถิด ว่าดังนั้นแล้ว คนใช้ก็กลับเมือทูลเจ้าจอมผาเรือง บอกเหตุการณ์ตามพระยาลาวชินตนพี่หากกล่าวนั้นทุกประการนั้นแล เจ้าจอมผาเรืองครั้นได้ทราบ รู้ว่าพี่อ้ายตนยอมอนุญาตให้บุตรหญิงทั้งสองมาเปนบุตรสใภ้แห่งตนภายน่า


๓๑ นั้น ก็มีความชมชื่นยินดีมากนักนั้นแล ในปีนั้นสิ่งเดียวเจ้าจอมผาเรืองท่านก็ได้เสวยราชสมบัติได้ ๑๘ ปี อายุท่านได้ ๖๐ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปในปีกาบไจ้ ศักราช ๕๑๐ ตัวนั้นแล ได้ ๑๖ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

บุตรท่านเจ้าลาวอ้ายเจืองตนพี่นั้น อายุได้ ๒๕ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ก็ในปีกาบไจ้นั้น แต่นั้นไปคำฦๅชาปรากฎทั่วไปในบ้านใหญ่เมืองน้อยทั้งหลายทั้งปวงว่า ยังมีนางทิพ ๒ คนเกิดมีในเมืองเชียงเรืองที่เวียงเงินยังเชียงแสนงามนักไม่มีใครจะเปรียบได้พอสอง เปนบุตรเจ้าเชียงเรือง ๆ ก็ถึงแก่กรรมตายไปแล้ว หาท้าวพระยาตนใดจักทรงไม่ได้ มีแต่ท้าวตนบุญใหญ่ในมหานครจึงจะควรทรงนั้นแล เมื่อนั้นท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายมีเมืองโกสัมพี แลเมือง กลิงครัฐ หงษาวดี สาวัตถี อโยทธยา จันทบุรี แลจุลณีวิเทหราช ต่างคนก็ต่างแต่งรี้พลคนศึกมาเปนอันมากหลายนั้นแล พระยาเมืองจันทบุรี แลพระยาแกวหลวง ก็แต่งรี้พลมาเปนอันมากกว่า จะฆ่าปราบประจญเอานางทิพทั้งสอง ว่าฉันนั้นแล ยามนั้นพระยาลาวชินตนเปนพ่อแห่งนางทั้งสองนั้นก็ใช้ไปหาเจ้าสององค์พี่น้อง ที่เมืองเชียงเรืองแลเมืองฝางแล้ว ดังเจ้าทั้งสองพี่น้องยังไม่ทันยกกำลังมาพร้อมกันพระยาอ้ายเจืองตนเปนพี่ ก็ยกกำลังเมืองเชียงเรืองเชียงแสนเชียง รายออกรบพระยาแกวหลวง พระยาจันทบุรี ที่ทุ่งเชียงราย พระยาอ้ายเจืองก็ขึ้นขี่ช้างชนช้างแกว ก็ไม่ชนะแกว เสียพระแก้วฟันกับหลังช้างนั้นแล เจ้าลาวพระยาอ้ายเจืองท่านได้เสวยเมืองได้ ๕ ปี อายุ ๒๙ ปีตาย พระยาแกวฆ่ากับหลังช้างที่ทุ่งเชียงรายนั้นแล ท่านตายในปีเปิกสี ศักราชได้ ๕๑๕ ตัว ได้ ๑๗ ชั่วราชวงษ์แล


๓๒ เมื่อเวลาพระยาแกว ฆ่าพระยาอ้ายเจืองตนพี่นั้น เจ้าอุปราชาขุนเจืองผู้น้อง ก็หากยกกำลังรี้พลเมืองฝางมาถึง ครั้นเห็นเพื่อนฆ่าพี่ชายตนตายฉันนั้นก็ยิ่งโกรธนัก ก็ขึ้นขี่ช้างแก้วชื่อว่าสพานคำ ไสเข้าต่อพระยาจันทบุรี พระยาจันทบุรีก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อสุรสงคราม เข้าต่ออุปราชาขุนเจือง ๆ กวัดง้าวฟันจับหัวพระยาจันทบุรี ๆ ตายกับหัวช้างนั้นแล้ว พระแกวเห็นพระยาจันทบุรีตายก็เร่งโกรธยิ่งนัก ก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อแก้วคุณเมือง ไสเข้าต่ออุปราชาขุนเจืองช้างแก้วสพานคำ เจ้าอุปราชาขุนเจือง ก็ง้วยงาสู้รบจับเอาเค้าฅอช้างพระยาแกวซวนไป พระยาแกวก็ซ้ำขึ้นช้างแก้วปราบเมือง ไสเข้าต่อช้างสพานคำ ๆ ก็กระทำฉันเดียวนั้น ช้างพระยาแกวก็เซซวนไปฉันเดียวนั้นแล พระยาแกวก็เร่งซ้ำโกรธยิ่งนัก ก็ขึ้นขี่ทรงช้างแก้วบุญเรือง ไสเข้าต่อช้างแก้วสพานคำ ๆ ก็ยกงารับจับเค้าฅอช้างแก้วบุญเรือง ช้างแก้วบุญเรืองก็เซไป เจ้าอุปราชาขุนเจืองก็กวัดง้าวฟันศีศะพระยาแกวตายกับฅอช้างนั้นแล เมื่อนั้นพวกหมู่รี้พลพระยาแกว แลรี้พลพระยาจันทบุรีก็แตกตื่นพ่ายหนีไป ไม่อาจทนต่อได้ เมื่อนั้นชาวเชียงเรืองเมืองฝางเชียงแสนเชียงรายทั้งปวง ก็พากันไล่โคบเอาแกวเอาลาวได้สามหมื่นคน กับทั้งช้างม้ามากนักแล้วก็เอาเข้าไว้ในเวียงเชียงแสนทั้งสิ้นนั้นแล เมื่อนั้นเจ้าลาวชินตนเปนลุง ก็มีความโสมนัศชมชื่นยินดีมากนักแล้ว ก็ประดับลูกหญิงสาวทั้งสองพี่น้องแล้ว ก็เอาไปถวายแก่เจ้าอุปราชาขุนเจืองตนเปนหลาน ให้เปนอรรคมเหษีเทวีข้าง


๓๓ ซ้ายข้างขวานั้นแล พระยาลาวชินก็อุสาราชาภิเศกให้เสวยเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกชื่อขึ้นเรียกว่า เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาขุนเจืองว่าดังนั้นแล ส่วนว่าท้าวพระยาทั้งหลายนานาประเทศทั้งปวงมีความกลัว ด้วยเดชานุภาพแห่งท่านแล้ว ก็พากันน้อมเข้ามาสู่สมภารท่านสิ้นนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนกันอุสาราชาภิเศกแล้วก็เรียกชื่อขึ้นว่าเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชานั้นแล แล้วก็ปลูกหออุทุมพรไม้มะเดื่อขึ้นสูงได้ร้อยศอกนั้นแล

เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช อายุได้ ๒๗ ปี เสวยเมืองแทนพี่แทนลุงแห่งตน ในปีเปิกสี ศักราช ๕๑๕ ตัว ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้ว ก็ปรากฎด้วยฤทธิเดชานุภาพทั่วมหานานาประเทศทั้งปวง ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลายก็เข้ามาพร้อมน้อมสู่สมภาร ถวายเครื่องราชบรรณาการทั้งหลายมากนักนั้นแล ถัดนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมาน ตนเปนเจ้าเมืองวิเทหราชกับพระยาจุลณีสองตนพี่น้อง ก็เอารี้พลมาเปนอันมาก ว่าจะพากันมาปราบประจญเอานางทั้งสองพี่น้อง ครั้นมาถึงกลางทางก็ได้รู้ข่าวสารว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาปราบได้นางแล้วฉนี้ เมื่อนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมาน แลพระจุลณี ก็มีความเข็ดขามเกรงอำนาจแล้ว ก็พลันพร้อมกัน แต่งยังเครื่องราชบรรณาการแต่ละอย่างแลร้อยแปดทั้งปวงคือหอยสังข์ปรกติแลอ่างเงินสองลูก มาถวายแก่เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชนั้นแล ทั้งหออุทุมพรก็สร้างเติมอันเก่าขึ้นสูงได้ร้อยยี่สิบ ๕

๓๔ ศอกนั้นแล พระยาวิเทหราชแลพระยาจุลณีสองตนพี่น้องก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกขึ้น เรียกชื่อว่าไชยนารายน์ธรรมิกราช ว่าดังนั้นแล แต่นั้นไปภายน่าฮ่อแลแกวแลเมืองโกสัมพี กลิงคราฐ หงษาวดี สาวัตถี อโยทธยา จันทบุรี ก็ได้มาส่วยเข้าพระยาเจือง ไชยนารายน์ธรรมิกราชต่อ ๆ ไปนั้นแล

ในเมื่อท่านได้ปราบนานาประเทศทั้งปวงนั้น อายุท่านได้ ๒๗ ปี มีความกล้าหาญนัก ท่านได้มีอาชญาบอกป่าวแก่ลูกค้าทั้งหลายต่างประเทศว่า เราพระองค์ก็ชนช้าง ก็มีความสนุกมากนัก เราพระองค์ก็มีใจใคร่ชนช้างอยู่เสมอแล ถ้าแลว่าสูท่านทั้งหลายยังรู้ว่ามีท้าวพระยาตนหนึ่งตนใดยังจักอาจมาสู้ชนช้างต่อเราพระองค์ได้นั้น ก็ให้สูท่านได้ใช้เอาข่าวสารพระยาเจ้าตนนั้นมาบอกแก่เราพระองค์เถิด เราพระองค์จักได้ไปต่อสู้ชนช้างต่อเจ้าพระยาตนนั้น แลว่าฉันนั้นแล้ว แต่นั้นไปก็ไม่มีท้าวพระยาตนหนึ่งตนใดจะมาต่อสู้ได้สักตน ท้าวพระยาทั้งหลายก็เท่ามีแต่เครื่องราชบรรณาการมาถวายแก่ท่านทุกเมืองนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ท่านได้เสวยราชสมบัติเปนเอกราชาปราบนานาประเทศทั้งหลายแล้ว ก็วางเมืองไว้แก่ลุงแลบุตรแห่งตนชื่อเจ้าเงินเรืองผู้เปนพี่ต้น คือลูกนางแฟงจันทน์ผง ให้อยู่รักษาเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็บอกป่าวเสนาโยธาทั้งหลายมาเปนอันมากแล้ว ก็ยกเอาหมู่รี้พลโยธาไปเมืองแกว ๆ ทั้งหลายก็นบน้อมเข้าสู่สมภารท่านทั้งสิ้นแล้ว ท่านก็เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองแกวที่นั้น


๓๕ ก็เอาบุตรีพระยาแกวผู้ชื่อนางอูบแก้วเปนภรรยาอยู่ในเมืองที่นั้น ก็ซ้ำเปนที่ฦๅชาปรากฎ มีเดชานุภาพมากนักนั้นแล เมื่อนั้นพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานแลแกวพระกันทั้งหลาย ก็มาประชุมกันที่ภูเขาเหมือด อันมีในเขตรแดนเมืองแกว คือที่เมืองพระกัน ดังภูเหมือดที่นั้น เปนอันราบเสมองาม กว้างได้ ๑๒๐๐ วา ท้าวพระยาทั้งหลายก็ให้คนทั้งหลายแต่งแปลงทำเนียบพนักปรำเต็มภูเหมือดที่นั้นทั้งหมด แล้วก็สร้างปราสาทที่ท่ามกลางภูเหมือด สูงได้ ๑๓๕ วา กว้างได้ ๙๓ วา มีเสวตฉั ตร ๗๗๐ ดวง แลมีอ่างคำใส่น้ำหอม สูงได้ ๓ ศอกกว้างได้ ๖ ศอก คำหนักล้านสี่แสน ให้ถวายเปนอ่างอาบน้ำเจ้าพระยาเจือง ครั้นตกแต่งเสร็จแล้วก็เชิญเอาเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชขึ้นสู่หอสรงแล้ว ท้าวพระยาทั้งหลายมีพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน ก็พร้อมกันรดสรงด้วยน้ำสังข์ ๗๗๐ ลูก คือสังข์อันเปนทักขิณาวัฏทุกดวงเหนือกองแก้ว ๗ ประการ แล้วก็สถิตย์สำราญในปราสาทราชมณเฑียร มีนางทั้งหลายได้สี่แสนสี่หมื่น มีนางอัมราอันพามาแต่เมืองลาวนั้น กับนางอูบแก้วอันเปนบุตรีแห่งพระยาแกวเปนประธาน หากมาแวดล้อมเปนบริวารก็มีแล ท้าวพระยาทั้งหลายมีพระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน ก็พร้อมกันแต่งรายงานจุ้มเจี้ยไว้กับเจ้าพระยาเจืองนั้นแล กระทำเจ้า พระยาเจืองให้เปนเอกราชาที่เมืองแกวในปีกาบสี ศักราช ๕๕๑ ตัว เดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำ วันอังคารยามกองงาย เจ้าอยู่สำราญในปราสาทได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จลงมาสู่โรงหลวง ท้าวพระยาทั้งหลายมี


๓๖ พระยาลุ่มฟ้าเก้าพิมานเปนประธาน แลเสนาโยธาทั้งหลายนับได้โกฏิปลายหกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันคนก็มีแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชา ท่านก็ให้พระราชทานรางวัลเลี้ยงดู แก่ท้าวพระยาแลเสนาอำมาตย์รี้พลทั้งหลาย ให้อิ่มเต็มด้วยเข้าเหล้าชิ้นปลาอาหารมากนัก นานได้ ๕ เดือนแล้ว เจ้าก็ส่งท้าวพระยาทั้งหลายเมือหาบ้านเมืองแห่งเขานั้นแล อยู่ไม่นานเท่าใดเจ้าก็พาเอานางอัมราเทวีกับบริวารทั้งปวงเสด็จเมือสู่เมืองเงินยังเชียงแสนนั้นแล

ในกาลนั้นไม่นานเท่าใด ยังมีพ่อค้าแกวหมู่หนึ่ง ไปค้าเมืองตาตอกขอกฟ้าตายืน แล้วเขาก็เข้าไปไหว้ไขบอกข่าวสารด้วยเจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ใคร่ชนช้างต่อท้าวพระยาตนหนึ่งตนใด ตั้งแต่ต้นถึงปลายให้พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนได้รู้ทุกประการนั้นแล เมื่อนั้นพระยาแมนตาตอก ครั้นได้รู้ข่าวสารฉันนั้นแล้ว ก็มีอาชญาปลงคำลงว่า เราก็ใคร่ชนช้างต่อพระยาธรรมิกราชตนนั้นแท้แล ว่าฉันนั้นแล้ว พระยาแมนตาตอกตนนั้นก็สั่งบอกแก่พ่อค้าแกวทั้งหลายว่า สูท่านทั้งหลายจงนำเอาข่าวสารกูไปบอกแก่เจ้าพระยาธรรมตนนั้นจงมาชนช้างต่อเราเถิด ว่าดังนั้นแล้ว เมื่อนั้นพ่อค้าแกวหมู่นั้นก็รับเอาข่าวสารพระยาแมนตาตอกแล้ว พากันนำเอาข่าวสารอันนั้นมา ด้วยวันเดือนทั้งหลายก็เปนอันไกลนัก ไม่นานเท่าใดก็มาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว เขาก็เข้าไปกราบทูลข่าวสารทั้งปวง อันพระยาแมนตาตอกหากสั่งมา ใคร่ชนช้างต่อพระยาตนนั้นทุกประการแล


๓๗ เมื่อนั้นพระยาธรรมิกราชขุนเจือง ครั้นได้รู้ข่าวสารฉันนั้นแล้วจักว่าเราเถ้าแก่เสียแล้วไม่ไปก็ว่าไม่ได้ เหตุว่าได้ออกปากไปเสียแล้ว เมื่อนั้นเจ้าพระยาธรรมิกราช ท่านก็ร้องเรียกเอาราชบุตร ๕ ตนมาแล้วพิจารณาตกแต่ง คือปลูกแปลงให้บุตรแห่งตนได้อยู่เสวยเมืองคนละแห่ง คือให้เจ้าลาวเงินเรืองผู้เปนพี่ที่ ๑ บุตรนางแฟงจันทน์ผงนั้น ให้เปนเจ้าอยู่เมืองเงินยังเชียงแสนรักษาบ้านเมืองทั้งปวง แต่งให้เจ้าลาวเจืองตนที่ ๒ กับบริวารพันหนึ่ง ให้ไปกินเมืองแกวหลวง แล้วคนทั้งหลายก็ปลูกหอสรงที่ภูเหมือดที่เมืองแกวหลวงสูงได้ร้อยศอกแล้ว ก็กระทำอุสาราชาภิเศกให้เปนเจ้าแก่แกวทั้งหลาย แล้วก็แต่งให้เจ้าลาวพาวตนที่ ๓ กับบริวารพันหนึ่งให้ไปกินเมืองจันทบุรี แล้วก็แต่งให้เจ้าขุนคำร้อย บุตรนางโองคาแพงเมือง ให้ไปกินเชียงรายเมืองผลู ให้ใจรู้คนภายตวันออกทิศใต้ทั้งปวง แล้วแต่งให้เจ้าสร้อยเบี้ยตนเปนน้องเปนมหาอุปราชาให้อยู่เวียงเชียงเรือง ให้ใจรู้คนภายตวันตกทั้งปวงนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ในเมื่อท่านเสด็จไปเสวยราชย์ในเมืองแกวนั้นเอาบุตรีพระยาแกวหลวงเปนภรรยา ก็มีบุตรชาย ๒ ชาย ตนที่ ๑ ชื่อเจ้ายี่คำ ตนที่ ๒ ชื่อเจ้าชุมแสง ดังเจ้ายี่คำตนพี่นั้น ท่านก็แต่งให้ไปกินเมืองลานช้างเมืองหลวง เจ้าชุมแสงตนถ้วนสอง ท่านก็แต่งให้ไปกินเมืองนันทบุรี คือเมืองน่านนั้นแล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ครั้นว่าจัดแต่งให้บุตรแห่งตนไปเสวยเมืองคนละแห่งแล้ว ก็มีอาชญาบอกป่าวชุมนุมมายังท้าวพระยาทั้งหลายทั้งปวงแล


๓๘ เสนาอำมาตย์รี้พลคนหาญทั้งหลาย นับว่าได้เก้าล้านเก้าแสนแล้วก็เสด็จยาตราออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยังเชียงแสน ไปภายตวันออกเปนอันไกลนัก ไม่นานเท่าใดก็ไปถึงเมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนนั้นแล

ด้วยพระยาแมนตาตอกนั้น ครั้นให้พ่อค้าแกวนำเอาข่าวสารแห่งตนไปกราบทูลแก่พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชแล้ว ก็บอกป่าวเสนาโยธาให้แต่งสพานหินสพานผา ชานหินชานผาก่ายหวีดไว้ท่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชนั้นแล พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ครั้นไปถึงเมืองแมนตาตอกแล้ว ก็พิจารณาโผล่เล็งดูยังเมืองที่นั้นก็เห็นเปนแต่หินซาผาคมนัก ทางจักเข้าหาเวียงหลวงนั้นก็มีแต่เส้นเดียว ที่เข้าหาก็ร้ายนัก เวียงก็อยู่ที่สูงนัก ไม่หวังจะมีไชยชนะเพื่อนได้ อนึ่งช้างก็เถ้าโรยแรง ตนก็เถ้าแก่เสียแล้ว ก็จึงแก้เอาเสื้อแลผ้าคาดศีศะใส่ในกระอูบคำแล้ว ก็แต่งให้คนใช้เอาคืนมาหาบุตรแลภรรยาอันอยู่เมืองภายหลัง ว่าให้สูบดมเสื้อผ้านี้ต่างพระองค์เราเถิด ว่าดังนั้นแล้วแล เมื่อนั้นนางเทวีอันเปนต้น แลนางนาฎสนมทั้งหลาย อันอยู่ภายหลังพระยาเจ้านั้น ก็เห็นยังนิมิตรเหตุใหญ่ ๑๒ ประการดังนี้ ๑ คือกี่อยู่ยังเรือนเต้นตกล่างกลายเปนกระบือชนกัน ๒ ถ้วยชามอยู่ยังเรือนเต้นตกล่างกลายเปนปลาฝา ๓ เรือนกลายเปนหลิ่มแล่นไปลี้อยู่แต่ตีนผา ๔ ชายคากลายเปนต่อแตนบินคืนเค้า ๕ ผึ้งฉาบติดหมอนขวานหมอนอิงพระยา ๖ ฝนพรำเดือนยี่สิบวันไม่สิ้น


๓๙ ๗ ภูเขาโปรดพังลง ๘ ก้อนหินผากลายเปนเงือกดิ้นดุกเดือกไปมา ๙ เนื้อมิคาสัตวป่าแล่นเข้าผ่าบ้าน กบเขียดห่านเข้ามาเมือง ๑๐ ละมั่งคำตัวเท่าเรือปากเก้า ออกเที่ยวเล่นกลิ้งเกลือกเต้นไปมา ๑๑ เสือโคร่งเถ้าเข้ามาเวียงใหญ่ ๑๒ ไข่ลูกเดียวมีสองตัว มี ๑๒ ประการดังนี้แล

เมื่อนั้นนางราชเทวี แลนางนาฎสนมทั้งหลาย อันอยู่ฟังร้ายฟังดีนั้น ไม่นานเท่าใดคนใช้ก็นำเอากระอูบคำอันใส่เสื้อผ้ามาถวายแก่นางราชเทวีแล เมื่อนั้นนางเทวีแลนางนาฎสนมทั้งหลาย ครั้นได้เห็นเสื้อผ้าพระยาเจ้าแล้ว ก็พิจารณาดูเหตุการณ์ทั้งหลายอันได้เห็นนั้น ก็พากันร้องไห้ทั่วทั้งเมืองนั้นแล ฝ่ายว่าพระยาแมนตาตอก ครั้นรู้ว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ยกรี้พลคนศึกมาสู่ตนฉันนั้น ท้าวก็แต่งรี้พลท่าต่ออยู่นั้นแล เมื่อนั้นพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ก็ขึ้นทรงช้างสพานคำ ยกกำลังขึ้นรบต่อพระยาแมนตาตอกนั้นแล ส่วนพระยาแมนตาตอกก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อว่าไชยนารายน์ท่าต่อพระยาเจืองฟ้า ๆ ก็ไสยังช้างสพานคำเข้าต่อก็พอปลายงาถึงกัน ส่วนหินลูกอันช้างสพานคำเหยียบนั้นก็พลาดหวิดตกไปในหลุม ส่วนว่าช้างแก้วสพานคำก็ซวนตกไปตามนั้น งาก็ปักเข้าเงื้อมหินผา เมื่อนั้นพระยาแมนตาตอก ก็เอาดาบฟันถูกฅอพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชขาดตกลงแล้ว พวกพลคนหาญทั้งหลายฝ่ายพระยาเจืองก็พากันรุมกลุ้มกรูเอาศีศะพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชได้แล้ว ก็เอาใส่หีบหามมาใส่ช้างออกมาแล้ว ก็พร้อมกันเอาสริระทรากศีศะเจ้าพระยาเจืองกลับคืนมา ส่งสักการเผาเสียที่เมืองเชียงราย


๔๐ แล้วก็เอากระดูกมาก่อเปนเจดีย์ไว้ที่เมืองเหรัญญนครเงินยังเชียงแสนในเวียงนั้นแล ส่วนว่ารี้พลโยธาทั้งหลายก็พากันแตกตื่นคืนมาสิ้นซ้ำนั้นแล

พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่าในปีกดสัน คือปีวอกโทศก ศักราช ๕๖๗ ตัว ท่านเสวยราชสมบัติในเมืองเงินยังเชียงแสนได้ ๓๖ ปี เสวยเมืองแกวได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๙ ปี ก็สิ้นแก่กรรมไปนั้นแล ได้ ๑๘ ชั่วเช่นราชวงษ์แล เจ้าพระยาเจืองท่านได้ไปเสวยเมืองแกวเปนสองครั้ง ๆ ต้นเสวย ๓ ปี ครั้งถ้วนสองเสวย ๑๔ ปี รวมเปน ๑๗ ปีแล ดังเจ้าพระยาลาวชินตนเปนลุงพระยาเจืองนั้น ท่านได้เสวยเมืองอยู่กับลูกหลานในเมืองเชียงแสนที่นั้นได้ ๑๗ ปี สิ้นแก่กรรมไปในปีกาเม็ด ศักราช ๕๒๗ ตัว อายุได้ ๗๐ ปี ตนนี้ไม่นับเข้าในราชวงษ์แล เจ้าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช สิ้นแก่กรรมไปแล้ว เจ้าลาวเงินเรืองตนเปนบุตร อายุ ๓๓ ปี เปนเอกราชได้ ๒๖ ปี อายุได้ ๕๙ ปี สิ้นแก่กรรมไปในปีดับเล้า คือปีรกาสัปตศก ศักราช ๕๙๑ ตัวนั้นแลได้ ๑๙ เช่นชั่วราชวงษ์แล บุตรเจ้าลาวเงินเรือง ชื่อเจ้าลาวเคียง อายุได้ ๔๑ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีดับเล้า ท่านเสวยราชสมบัติได้ ๒๑ ปี สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปีดับไส้ คือปีมเสงสัปตศก ศักราช ๖๑๑ ตัว ได้ ๒๐ ชั่วเช่นราชวงษ์แล


๔๑ ลูกเจ้าลาวเคียง ฃื่อลาวเมง อายุได้ ๔๓ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ก็ในปีดับไส้ ท่านเสวยราชสมบัติแล้ว ก็มีเครื่องราชบรรณา การไปขอเอาบุตรหญิงสาวพระยาเมืองเชียงรุ่ง ชื่อเทพคำข่ายมาเปนราชเทวี แล้วครั้นมาไม่นานเท่าใด นางก็ทรงครรภ์ได้ ๑๐ เดือน แล้วก็คลอดได้บุตรชายหนึ่งคนนั้นแล ในเมื่อครรภ์จะลงมาตั้งอยู่ในท้องแห่งนางหัวทีดังนั้น นางเห็นนิมิตรว่าดาวประกายลงมาตั้งอยู่เหนือท้องแห่งนางแล้ว ก็เปล่งรัศมีไปทิศใต้แล้ว ก็แผ่ไปทั่วทิศทั้งปวงแล้วก็ลงมาสู่แผ่นดินกลับแตกเปนสองดวง แล้วนางก็สดุ้งตื่นเช้าแล้วก็กราบทูลแก่พระยาลาวเมงนั้นแล เมื่อนั้นพระยาหามายังหมอโหรทั้งหลาย มาทายดูนิมิตรแห่งนางนั้นแล หมอทั้งหลายก็ทายดูตามเหตุนิมิตรนางทุกประการแล้ว กราบทูลพระยาว่า บุตรมหาราชเจ้าจักได้ปราบทั่วไปในทิศหนใต้แล้ว จักได้ปราบทั่วไปในทิศทั้งหลายแท้แล หมอโหรทั้งหลายก็กราบถวายไชยมงคลแก่พระยาลาวเมงฉันนี้แล้ว ครั้นนางทรงครรภ์เต็ม ๑๐ เดือนแล้ว ก็คลอดบุตรชายองค์หนึ่งนั้นจริงแล ในวันเจ้าราชบุตรเกิดมานั้น ยังมีฤๅษีตนหนึ่ง ชื่อปทะมังกร เดินเทศมาถึงเมืองเงินยังเชียงแสนแล้ว ก็มาถวายพระพรพระยาลาวเมง ๆ ก็ไหว้ถามเจ้าฤๅษีว่ากุมารน้อยบุตรของข้าพเจ้านี้จักมีบุญฤๅไม่ เจ้าฤๅษีก็ส่องดูด้วยญาณปัญญาแห่งตนก็รู้แจ้งแล้ว จึงทูลว่าดูกรมหาราช กุมารองค์นี้มีบุญมากนัก ท่านจักได้อยู่ในเมืองมหา ๖

๔๒ ราชที่นี้ ๑๖ ปีแล้ว ก็จักไปสร้างเวียงลูกหนึ่งทิศใต้อยู่ที่นั้นนานได้ ๒๐ ปี ก็จักได้ไปสร้างเวียงอิกลูกหนึ่งทิศใต้ เวียงลูกนั้นคือเวียงหริภุญไชย อยู่เวียงลูกนั้นไม่นานเท่าใด ก็จักไปสร้างเวียงอิกลูกหนึ่ง คือเมืองเชียงใหม่ ท่านจักเสวยเมืองละพูน เชียงใหม่ที่นั้นนานได้ ๒๔ ปี อายุได้ ๘๐ ปี จักตายฟ้าผ่านั้นแล

เจ้าฤๅษีครั้นทำนายดังนี้แล้ว ก็พร้อมกันหาชื่อให้เจ้าราชกุมารให้จับทั้ง ๓ ประการ คือชื่อพ่อแลฤๅษี แลฝ่ายภายแม่นั้น นางเทพคำข่าย ๆ เปนบุตรท้าวลุงแก้วชายเมืองเชียงรุ่ง ที่เมืองเจ้าเกิดนี้ชื่อเชียงราย ชื่อพระฤๅษีว่าปทะมังกรเข้าประสมกัน เรียกชื่อว่า มังรายกุมาร ว่าดังนั้นแล ลำดับตั้งแต่จังกรราชมาถึงเจ้ามังรายได้ ๒๒ ตนแล ตั้งแต่เจ้ามังรายนี้ต่อไปภายน่า ชื่อกระษัตริย์ไม่ว่าลาวแล เจ้ามังรายกุมารจำเริญขึ้นได้ ๑๖ ขวบเข้าแล้ว พระยาตนพ่อก็ไปนำเอานางผู้เปนบุตรีเจ้าเมืองเชียงเรือง มากระทำอาวาหมงคลให้เปนภรรยาแล้วก็แต่งให้เปนอุปราชา ให้ใจรู้คนภายทิศใต้ทั้งปวงแล ครั้นถึงปีเมิงไค้ คือปีกุญนพศก ศักราช ๖๑๐ ตัว เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ วัน ๗ ท่านก็นำเอารี้พลเสนาโยธาไปสร้างตั้งอยู่เวียงเชียง รายแล้ว ก็ไม่คืนมาอยู่เมืองเชียงแสนแล พระยาลาวเมงตนเสวยราชสมบัติอยู่เมืองเงินยังเชียงแสนที่นั้นนานได้ ๒๕ ปี อายุได้ ๖๗ ปี ก็สิ้นแก่กรรมไปสู่โลกภายน่า ในปี


๔๓ กดไส้ มเสงเอกศก ศักราช ๖๓๕ ตัวนั้นแล ได้ ๒๓ ชั่วเช่นราชวงษาก่อนแล "นิทานราชวังสา" กิริยาอันกล่าวด้วยพื้นราชวงษ์พระมหากระษัตริย์ทั้งหลาย ทุติยกัณ์ฑํ เปนกัณฑ์ถ้วนสอง นิฏ์ฐิตํ ก็แล้วเปนห้องหนึ่งก่อนแล

ศรีสวัสดี จะกล่าวด้วยพงษาวดารพระมหากระษัตริย์กัณฑ์ถ้วน ๓ นักปราชญ์ผู้มีปัญญาพึงรู้ดังนี้ เจ้าลาวเมงตนพ่อถึงพิราไลยไปแล้ว เจ้ามังรายตนลูก อายุได้ ๔๓ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อ ในปีจุลศักราชได้ ๖๓๕ นั้น ส่วนว่าเจ้ามังรายตนนั้น พอพระไทยแต่ไปประพาศป่าขับเนื้อเนืองนิจ ในจุลศักราช ๖๒๓ ตัวนั้น ได้เอารี้พลไปขับเนื้อไปพบกวางทองตัวหนึ่ง วิ่งเข้ามาหาพระยามังราย ๆ ก็เอาหมู่พลติดตายไปในทิศเหนือถึงเขาลูกหนึ่ง รวมกันดังศีศะคน จึงเรียกชื่อว่า จอมหงษ์ ท่านก็ขึ้นไปถึงที่ยอดเขาลูกนั้นแล้ว ก็เล็งดูเห็นเมืองเขิน ท่านก็ว่าภูมิ์ที่นี้เปนอันสอาดกว้างขวางบริบูรณ์ด้วยร่มเงาทั้งหลายยิ่งนัก ภายน่ากูมีไชยชนะพวกลวะทั้งหลายแล้ว กูจักสร้างให้เปนบ้านเมืองขึ้น มีจิตรวิตกดังนี้แล้ว ท่านก็ติดตามกวางทองตัวนั้นเข้าไปในถ้ำ กวางทองเลยกลับหายเสียในถ้ำนั้น เจ้ามังรายเอาหมู่รี้พลแห่งตนกลับเข้าในเมืองดังเก่านั้นแล ในเมื่อจุลศักราช ๖๒๒ ตัว ท่านได้แต่งให้ขุนทงยกพลไปรบลวะเชียงเหล็ก ให้ขุนลังเข้าทางเมืองพัก ครั้นถึงแล้วสองนาย


๔๔ ก็พากันรบพวกลวะทั้งหลาย คือ เมืองป่ง เมืองเคม เมืองราบ เมืองลัง เขาก็พากันหนีออกจากเมืองเหล่านี้ เข้าไปเปนชุมนุมใหญ่อยู่ในเวียงหลวงของลวะที่นั้น ขุนทงขุนลังไม่ชนะลวะก็ถอยทัพกลับมา

ครั้นถึงสามปีภายน่า เจ้ามังรายก็ไปขับเนื้อพร้อมด้วยพลทั้งหลายที่ตีนเขาทุง เมื่อนั้นมังคุมมังเคียนสองคนพี่น้องจึงเอาสิ่งของเข้าไปถวายแก่เจ้ามังราย ๆ ก็ซักไซ้ไต่ถามยังคนทั้งสองนั้นว่าจะให้เปนทัพน่ายกไปตีเมืองเขินเมืองลวะจะได้ฤๅไม่ แล้วเจ้ามังรายได้ให้ปฏิญาณว่า ถ้าท่านทั้งสองยกไปตีได้แล้ว จักยกเมืองนั้นให้ครอบครองเปนรางวัลแก่ท่านทั้งสองแล ครั้นตกลงกันแล้ว ขุนลวะมังคุมมังเคียนพี่น้องก็รับอาสาพระยามังรายว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าก็เปนลวะเหมือนกัน จะตริตรองพูดโดยคารมดูก่อนเห็นจะได้ด้วยง่าย ถ้าควรรบก็จะรบเอาฉนี้ แต่นั้นไปเขาก็ทำกลอุบายว่า พระยามังรายขับไล่มาหาที่พึ่งมิได้ ข้าทั้งสองมานี้ก็เพื่อจะขอพึ่งบุญพ่อค้างมางทั้งหลายให้พ้นอันตรายด้วย เมื่อนั้นหมู่ลวะเขินก็เชื่อ ด้วยหวังจะซื่อตรงก็ให้อยู่โดยสวัสดีภาพ ครั้นลวะทั้งสองได้ที่อยู่แล้ว ก็พากันทำไร่ไถนาให้กว้างขวาง ไม่นานเท่าใดก็พิจารณารวบรวมเอาบ้านลวะทั้งหลายเข้าอยู่ในบังคับของตน ก็ได้หลายบ้านแล้ว ก็ตระเตรียมยุ้งฉางมากมายหลายแห่ง มังทั้งสองก็ใช้คนไปเรียนกับเจ้ามังรายว่า ขอกำลังมาเพิ่มเติมโดยเร็ว ข้าพเจ้าทั้งสองดำริห์ตริตรองก็ได้สมความปราถนาแล้ว


๔๕ ครั้นพระยามังรายได้ทราบหนังสือบอกดังนั้นแล้ว ก็ดีพระไทยยิ่งนัก ก็รีบเกณฑ์ได้พลสามหมื่นยกขึ้นไปเพิ่มเติม ครั้นไปถึงแล้ว ลวะทั้งสองก็ลงขัดตาทัพอยู่ที่เวียงภูยะ ก็ให้รี้พลยกเข้าตีเอาเมืองลวะทั้งหลาย ขณะนั้นลวะทั้งหลายก็แตกฉานซ่านเซนอพยพครอบครัวหนีไปอาไศรยอยู่บ้านนอกขอกนิคม อันเปนอาณาเขตรเมืองนั้น ๆ มังคุมมังเคียนก็มีความกรุณาไม่ฆ่าไม่ตี ยังพวกลวะทั้งหลายให้ตั้งภูมิ์ลำเนาตามบ้านนอกเหล่านั้นตามชอบใจใครใจมันเถิด ขณะนั้นขุนลวะทั้งสองมีไชยชนะแล้ว ก็รวบรวมรี้พลของตนเข้ามาตั้งอยู่ที่เวียงภูยะดังเก่า ครั้นเสร็จการทัพแล้ว ก็พากันมาหาพระยามังราย กราบทูลเหตุการณ์ที่ได้คิดนั้นให้ทราบทุกประการ พระยามังรายก็มีความยินดียิ่งนัก พระยามังรายก็ให้หาหมอโหรผู้มีชื่อว่าหมออุตรพราหมณ์ มาทำนายที่ให้มังทั้งสองที่จะสร้างเวียงในเมืองนั้น หมอก็ทำนายดูหลายแห่งก็ไม่ดีสักแห่ง หมอก็ทำ นายที่จอมตุงไม่ร้ายไม่ดีปานกลาง ก็เอาความตกลงอันนั้นขึ้นกราบทูลพระยามังรายว่า ควรมหาราชเจ้าทำเวียงที่จอมตุงนั้นเถิด เมื่อนั้นมังรายก็ให้มังทั้งสองสร้างเวียงขึ้นที่จอมตุงนั้น ลวะทั้งสองครั้นได้อนุญาตจากเจ้ามังรายแล้ว ก็เกณฑ์รี้พลทั้งหลายสร้างเวียงขึ้นที่จอมตุงนั้น จุลศักราช ๖๒๔ เดือน ๗ เหนือขึ้น ๑๕ ค่ำเปนวันอาทิตย์ ไทยเตายี่ยามตุดซ้าย ฤกษ์ ๑๖ ตัวชื่อวิสาขแล มังทั้งสองก็เลี้ยงดูคนทั้งหลายบรรดาที่ได้มาสร้างเวียงลูกนั้น หมดควาย


๔๖ ๑๗ ตัว ม้า ๓ ตัว เข้าสารสามล้าน เกลือสามแสน หมากห้าแสน สร้างได้หกเดือนกับเก้าวันก็แล้วบริบูรณ์ ทั้งหอลิงหอเลยนั้นแล ครั้นบริบูรณ์แล้ว จึงขนานนามว่าเมืองตุงค์แต่นั้นมา เรียกด้วยคติสามอย่าง ๆ หนึ่งชื่อกับหนองตุงมีในเวียงนั้นหนึ่ง ชื่อกับอุตระพราหมณ์แลมังทั้งสองไปสร้างนั้น คือลูกดอยตุงไปสร้างอันหนึ่งชื่อกับตุงคฤๅษีมาเปิดหนองไว้ ให้เปนเมืองมาทีแรก แต่นั้นมาก็เรียกว่าเมืองเขิน มังรายก็ให้มังคุมมังเคียนได้ครองเมืองตุงคบุรีที่นั้นแต่นั้นมาแล

เจ้าฟ้าเจืองธรรมิกราชถึงแก่กรรมในวันนั้น เมืองทั้งหลายทิศใต้มีเมืองเทิง เมืองลอ เมืองปาน เมืองน่าน เมืองหลวงพระบางแลนานาประเทศทั้งหลายเขาก็งดการส่วยไร่เสีย ไม่มาส่วย แต่เจ้าลาวเมงตนพ่อท่านนี้ ก็ได้ปราบแต่เชียงแสน เชียงเรือง เชียงราย เมืองฝาง เมืองสาด เมืองหางยางมัน เมืองตวน เมืองพวง เมืองไร เมืองพยาก เมืองเลนพแลว เชียงราย เชียงยอง เมืองมาง เมืองนาง เมืองสิงพูคาคะทางเชียงของเท่านั้น ครั้นมังรายเจ้าจำเริญใหญ่มาแล้ว พระยาลาวเมงตนเปนพ่อ ก็ไปขอเอานางในราชตระกูลในเวียงเชียงเรือง มาอุสาราชาภิเศก แล้วตั้งไว้ให้เปนอุปราช แล้วก็ให้มังรายเจ้าตนลูกไปสร้างเวียงเชียงราย แล้วให้ไปครองเมืองเชียงราย แล้วครอบครองบ้านเมืองกับพ่อตน มังรายเจ้าครั้นได้เมืองเขินเมืองลวะแล้ว ก็ยกเอากำลังไปรบเอาเมืองพาน เมืองเทิง เมืองลอ เมืองเชียงคำ เมืองน่าน เมือง


๔๗ หลวงพระบาง บางทีก็ได้เมืองใหญ่ บางทีก็ได้เมืองน้อย บางทีก็ได้แต่ลูกบ้านปลายแดน ครั้นถึงสองปีสามปีจึงได้เมืองใหญ่ก็มี ดังพระยาอำเมืองพราว แลพระยาร่วงเมืองเทิงนั้น ก็หากเปนสหายกันกับเจ้ามังราย ๆ ก็เปนสหายกันกับพระยาร่วง พระยาอำเมืองเขาก็เข้ามานบน้อมเอาการที่เชียงรายทั้งนั้น บรรดาหัวเมืองทั้งหลายที่ว่ามานี้ก็มาเอาการกับเมืองเชียงรายทั้งนั้นเหมือนกัน

แต่นั้นภายน่าท่านก็รู้ว่า เมืองหริภุญไชยนั้นเปนอันสนุกใจบริบูรณ์ด้วยเข้าของสมบัติมากนัก ก็มีใจอยากได้ ก็ไม่อาจสามารถจะเอาได้ด้วยง่าย เจ้ามังรายปฤกษาด้วยอำมาตย์ว่าใครจะอาจสามารถไปเอาเมืองหริภุญไชยได้บ้างฤๅ อำมาตย์ทั้งหลายก็ไม่อาจเอาได้สักคน ยังมีวันหนึ่งพระยามังรายเสด็จไปต่อไก่ ครั้นไปถึงที่ตีนดอยตุงแล้ว ยังมีลวะผู้หนึ่งชื่อว่าอ้ายฟ้า เปนลูกแคว้นมังตุง มันได้รู้ว่ามังรายเจ้ามาต่อไก่ใกล้บ้านมัน มันก็ไปเชิญเสด็จมาเรือนมัน เมื่อพระยาได้คำปากคำจาแห่งลวะผู้นั้นแล้ว ก็เปนอันฉลาดนัก พระยาก็ให้มันเอาครอบครัวบุตรภรรยาของมันเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว ก็เลี้ยงดูมันไว้ พระยามังรายก็รู้เห็นความคิดพิจารณาของมันฉลาดนัก เจ้ามังรายก็ใส่ชื่อขึ้นว่า หมื่นฟ้า ครั้นอยู่ได้ ๓ ปี เจ้ามังรายจึงปฤกษากับหมื่นฟ้าว่าจะให้ท่านไปพิจารณาเอาเมืองหริภุญไชยจะได้ฤๅไม่ เมื่อนั้นหมื่นฟ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าจะให้ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเอาก็จะได้ แต่ว่านานหน่อย เมื่อนั้นเจ้ามังรายจึงมอบอำนาจอาชญาให้แก่หมื่น


๔๘ ฟ้าว่า ให้ท่านไปพิจารณาเอาให้ได้เถิด หมื่นฟ้าจึงกราบทูลพระยามังรายว่า ขอให้เจ้าอยู่หัวริบครอบครัวบุตรภรรยาข้าพระพุทธเจ้าไปไว้โรงหลวงเสียแล้ว ทำเปนข้าไล่ข้าพเจ้าหนีออกจากบานเมืองไปเถิด บัดนั้นพระยามังรายก็ทำตาม จึงให้ไปริบเอาครอบครัวบุตรภรรยาหมื่นฟ้ามาไว้ในโรงหลวงแล้ว จึงขับไล่หมื่นฟ้าให้หนีออกจากบ้านเมืองไป หมื่นฟ้าก็กระทำกลอุบายหนีไปพึ่งพระยาบาเมืองละพูน ครั้นหมื่นฟ้าไปพึ่งพระยาบาแล้ว ก็ตริตรองด้วยเพทุบายหลายประการต่าง ๆ ซึ่งจะให้เมืองละพูนเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือของตน แต่จุลศักราชได้ ๖๒๙ ตราบถึงจุลศักราช ๖๔๓ ตัว หมื่นฟ้าคิดอุบายเอาพระยาบาแลชาวเมืองละพูนเข้ามาในความคิดของตน ก็สำเร็จดังความประสงค์ทุกอย่างแล้ว จึงให้คนใช้ถือหนังสือลอบมาถึงพระเจ้ามังราย ตามใจความในหนังสือนั้นว่า ขอให้ยกทัพมาเพิ่มเติมโดยเร็วเถิด ครั้นพระเจ้ามังรายได้รู้หนังสืออันนั้นแล้ว จึงเกณฑ์รี้พลคนศึกได้สี่หมื่นแล้ว ก็รีบเร่งไปเมืองละพูน เข้าปราบปรามเอาก็ได้ด้วยง่ายดายแท้ ครั้นถึงจุลศักราช ๖๔๔ เจ้ามังรายก็ได้เปนเอกราชปราบลานนาไทย คือละพูน ละคร เมืองแพร่ แต่นั้นมา เมืองอโยทธยาแลศุโขไทยก็มาอ่อนน้อม กับพระยางำเมืองพระยาร่วง ทุกนานาประเทศก็มาอ่อนน้อมพร้อมเพรียงกัน ก็กระทำการมงคลสมมตยกเจ้ามังรายขึ้นให้เปนใหญ่ ใส่นามว่ามังรายนเอกราชกระษัตริย์นั้นแล


๔๙ อนึ่งการที่หมื่นฟ้าคิดเพทุบายเอาเมืองละพูนถวายแก่เจ้ามังรายได้แล้ว เลยได้ปราบทั่วไปในนานาประเทศทั้งหลายสืบ ๆ มาได้ ๑๕ วงษ์อันนี้กล่าวแต่ย่อ ๆ พอสมควรแก่ใจความ ครั้นเจ้าเมืองมังรายได้เมืองละพูนแล้ว ก็อยู่ที่นั้นได้ ๓ ปีแล้วก็มอบเมืองนั้นให้กับหมื่นฟ้าเปนเจ้าเมืองต่อไป ส่วนเจ้ามังรายก็ยกไปสร้างเวียงแซ่ อยู่ต่อมาไม่ช้าไม่นานประมาณสักปีหนึ่ง เกิดอุทกไภยมาท่วมเวียงนั้น ราษฎรกระตือรือร้น เจ้ามังรายก็หนีจากเมืองท่านนั้น ในจุลศักราช ๖๔๕ ตัว ไปสร้างเวียงอิกแห่งหนึ่ง ชื่อเวียงกุมกาม เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ จุลศักราช ๖๔๘ ครั้นถึงจุลศักราช ๖๕๑ ตัว เจ้ามังรายก็ยกทัพไปตีเมืองพะโค ได้นางพะโคมาเปนภรรยา จุลศักราช ๖๕๒ ยกทัพไปตีเมืองอ่างวะ เมืองอ่างวะเข้ามาอ่อนน้อมยอมเปนเมืองขึ้นแต่นั้นมา ครั้นเสร็จการที่อ่างวะแล้ว จึงเลือกได้ช่างฆ้อง ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ประมาณ ๕๐๐ ครัว เจ้ามังรายก็แจกจ่ายยังช่างทั้งหลายไปยังหัวเมืองต่าง ๆ คือเอาช่างตีทองไปไว้เมืองตุงค์ เอาช่างฆ้องแลพวกหาญบ้านมาไว้เชียงแสน เอาช่างเครื่องช่างทองเหลืองมาไว้เชียงใหม่ เหตุนั้นช่างทั้งหลายก็มีสืบ ๆ กันมาตราบถึงบัดนี้แล แต่นั้นมา เจ้ามังรายก็ทำบุญให้ทาน ได้สร้างพระเจดีย์ที่วัดกานถม ตามปฏิญาณที่ตนได้ตั้งไว้ ตีนธรณีเจดีย์กว้าง ๖ วา สูง ๔ วา ทำที่อยู่พระพุทธรูปเจ้าทั้งสองชั้น ๆ ล่างไว้เปนที่พระนั่ง ชั้นบนไว้พระยืน แลสร้างรูปพระมหาสาริบุตร ๗


๕๐ แลมหาโมคคัลลาน แลรูปพระอินทร์ รูปนางธรณี ไว้รักษาพระพุทธรูปเจ้า ในขณะนั้นมีพระมหาเถรหมู่หนึ่งเอาพระสารีริกธาตุมาแต่ลังกาทวีปมาให้แก่เจ้ามังรายสองดวง เจ้ามังรายก็รับเอาด้วยความยินดีปรีดามากนัก จึงอธิฐานว่า ถ้าเปนพระบรมธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแท้ขอสำแดงให้เห็นเปนมหัศจรรย์ให้หายสนเท่ห์แก่ฝูงข้าทั้งหลายแด่เถิด ก็เอาพระธาตุเจ้าขึ้นสถิตย์ไว้บนผะอบทองแล้ว ก็สระสรงด้วยน้ำคันธมาลาต่าง ๆ ขณะนั้นพระสารีริกธาตุสองดวง ก็กระทำปาฏิหารเปล่งรัศมีบันดาลให้น้ำในผะอบนั้นแตกเปนสองส่วน ๆ หนึ่งรัศมีเขียว ส่วนหนึ่งรัศมีขาวดังลวดเงิน ครั้งนั้นพระเจ้ามังรายมีความโสมนัศยินดียิ่งนัก จึงฝากทองคำ ๕๐๐ แด่พระเถรไปบูชาไม้มหาโพธิเจ้าที่เมืองลังกา มหาเถรเจ้าก็นำเอาทองอันนั้นทั้ง ๕๐๐ กลับไปลังกาทวีป ก็เอาไปบูชาไม้มหาโพธิเจ้าแล้ว พระมหาเถรทั้ง ๔ พระองค์ก็อธิฐานว่า ฝูงข้าทั้งหลายจักเอาสาสนาไปตั้งไว้ที่เมืองลานนาไทย ถ้าพระพุทธสาสนาจะเจริญรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองแลมหาชนคนทั้งหลายนั้น ขอให้ลูกไม้มหาโพธิเจ้าตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งฝูงข้าบัดนี้เถิด ครั้นอธิฐานดังนี้แล้ว ลูกไม้มหาโพธิก็ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งพระมหาเถรทั้ง ๔ พระองค์ ๆ ละลูก พระมหาเถรก็เก็บเอาใส่ในบาตรของตน ๆ ลูกไม้มหาโพธิก็งอกเปน ๔ ต้นแล้ว พระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ ก็นำเอามาถวายให้แด่เจ้ามังราย ๆ ก็รับเอาไปปลูกไว้ที่ทุ่งย้างเมืองฝางต้นหนึ่งปลูกไว้ลัวนางต้นหนึ่ง ปลูกที่พันนาทการต้นหนึ่ง เอาให้มารดาแห่งตนชื่อเทพคำข่ายกับนางพายโคเอาปลูกไว้แทนไม้เดื่อที่วัดกานถมต้นหนึ่ง


๕๑ เจ้ามังรายก็บูชาไม้มหาโพธินั้นด้วยเครื่องบูชาต่าง ๆ ไม้มหาโพธิก็กระทำปาฏิหารเปล่งรัศมีส่องสว่างทั่วทั้งเมือง ในคืนวันนั้นเทพยดาก็นฤมิตรเปนช้างเผือกมีบริวารได้ร้อยหนึ่ง ก็เข้ามาอ้อมล้อมยังไม้มหาโพธินั้น แลอยู่พิทักษ์รักษาคืนหนึ่งจนตลอดรุ่ง เพื่อไม่ให้สัตวทั้งหลายเข้ามารบกวนที่นั้น ถ้าตัวใดเข้ามาก็เปนอันตรายแก่สัตวตัวนั้นแล เจ้ามังรายก็แต่งวัตถุอุปัฏฐากแก่วัดกานถมที่นั้น ให้ค่านาทั้งหลายปีละหกแสนหกหมื่นเบี้ยเปนค่าจ้าง บ้านแคว้นแจ่มห้าแสนเบี้ยเปนค่ากิน แคว้นแช่ช้างห้าแสนเบี้ยไว้เปนค่าหมากพลูถวายเจ้าภิกขุสงฆ์ นอกจากนั้นเจ้ามังรายกับนางพายโคก็ให้คน ๕๕ บ้าน มี ๕๐๐ ครัว คือเมงที่เจ้ามังรายแลนางพายโคเอามาแต่เมืองหงษาวดีนั้น มากรวดน้ำหมายทานให้อยู่รักษาในวัดกานถมที่นั้น ด้วยรายงานเจ้ามังรายที่ได้จัดการอุปถัมภกในวัดกานถมนี้เปนอันยืดยาวพิศดารกว้างขวางเหลือที่จะพรรณา ยกออกไว้แต่ย่อ ๆ พอสังเกต ถ้าจะใคร่รู้โดยวิถารให้เห็นแจ่มแจ้งนั้น ให้ดูใน ๑๕ พระวงษ์นั้นเถิด ด้วยเจ้ามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่นั้น ก็พิจารณาสร้างตามกาลวิบัติ ท่านก็ให้พระยางำเมืองแลพระยาร่วงมาพิจารณาที่จัดตั้งให้เปนไชยภูมิ์นั้น พระยาร่วง พระยางำเมือง ทั้งสององค์นี้ ก็มีสติปัญญาแหลมหลักศิลปสาตรก็เสมอกัน ด้วยพระยามังรายเล่าก็เปนสหายรักใคร่กันฉันนั้น การทั้งหลายจึงเปนที่ไว้เนื้อเชื่อใจนัก ขณะนั้นพระยามังรายมีบุตรชาย ๔ คน บุตรหญิง ๑ คน แต่บุตรชายคนที่ ๔ นั้นถึงแก่กรรมเสียแต่น้อยแล้ว บุตรที่ ๑ ชื่อเจ้าขุนเครือคำลก บุตรชายที่ ๒ ชื่อ


๕๒ เจ้าขุนคราม บุตรที่ ๓ ชื่อเจ้าขุนเครือง ขุนเครือคำลกคนพี่นั้นเจ้ามังรายให้ไปอยู่เมืองฝาง ภายหลังมีใจคิดขบถต่อบิดา ๆ ก็บังคับให้พวกธนูไปยิงตายเสีย ส่วนเจ้าขุนเครืองบุตรที่ ๓ เจ้ามังรายก็ให้ไปอยู่เมืองนาย เจ้าขุนครามก็ให้ไปอยู่เมืองแทนตน เจ้ามังรายเมื่อได้เปนเอกราชเสวยสมบัติเมืองละพูนเชียงใหม่นั้น ท่านก็ให้เจ้ามังครามไปอยู่เมืองเชียงรายอิก ขณะนั้นเจ้ามังครามท่านก็ได้ยกทัพเมืองเชียงรายไปรบกับพระยาเบิกพระยาบาช่วยเจ้ามังรายผู้บิดามีไชยชนะแล้ว เจ้ามังรายก็มีความยินดียิ่งนัก จึงตั้งเจ้ามังครามขึ้นมีนามว่าเจ้ามหาไชยสงคราม เมื่อเจ้ามังรายตนนี้ได้เปนเจ้าเมืองเชียงรายแปดปี ได้เปนเจ้าเมืองละพูน เชียงใหม่ ๒๔ ปี อายุได้ ๘๐ ก็ถึงแก่กรรม ปีชวดจุลศักราช ๖๖๔ คือถึงแก่กรรมนั้นโดยสายอสนีบาตผ่าลงมาถูกตัวที่กลางตลาดเชียงใหม่ตามวิบากกรรมของท่าน แต่นั้นมาก็สืบ ๆ มาได้ ๒๒ พระวงษ์ลาว บุตรเจ้ามังราย คือเจ้ามหาไชยสงครามอายุได้ ๕๐ ได้เปนเอกราช ได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อ ในปีชวดจุลศักราช ๖๖๔ ปีนั้น เจ้ามหาไชยสงครามมีราชบุตรสามตน ๆ ที่หนึ่งชื่อเจ้าแสนภู ที่สองชื่อเจ้าน้ำท่วม ที่สามชื่อเจ้าน้ำน่าน ดังเจ้าแสนภูคนพี่ให้อยู่ในเมืองด้วยไว้แทนเมือง ส่วนเจ้าน้ำท่วมให้ไปอยู่เมืองฝาง เจ้าน้ำน่านให้ไปอยู่เมืองเชียงของ เชียงตุง มังคุมมังเคียนอยู่ มังคุมได้เปนเจ้าเมืองนั้นได้ ๖ ปีก็ตาย มังเคียนแทนเมืองได้ ๖ ปีก็ตาย แต่นั้นมาเมืองเชียงตุงก็ร้างเสีย ๒ ปี เจ้ามหาไชยสงครามจึง


๕๓ ให้เจ้าน้ำท่วมยกไปจากเมืองฝางกินเมืองนั้นต่อไป เมื่อเจ้ามหาไชยสงครามได้สมบัติแทนพ่อที่เชียงใหม่นานได้ ๔ เดือน ก็มอบสมบัติให้เจ้าแสนภูเปนผู้ครอบครองบ้านเมืองแทนอยู่นานประมาณ ๑ ปี เจ้าขุนเครืองผู้เปนอาว์ ก็เพทุบายยกกองทัพจากเชียงรายเข้ามาว่าจะไปนมัสการอัฐิเจ้ามังรายผู้เปนพระบิดา ที่หัวตลาดเชียงใหม่ แล้วก็ให้คนเอาบรรณาการของฝากเข้ามาเปนอันมาก ว่าจะเอามาถวายเจ้าแสนภูผู้หลาน แล้วก็บังคับพวกพ้องของตนขนเอาเครื่องสาตราอาวุธเข้าตั้งไว้ที่ประตูสอมบอกว่าจะเอาเจ้าแสนภูเวลาพลบค่ำ เจ้าแสนภูรู้สึกตัวจึงตริตรองว่า ถ้ากูต่อสู้ปราไชยแก่อาว์แล้ว อาว์ก็คงไม่ไว้ชีวิตรให้แก่กู ถ้ากูมีไชยชนะแก่อาว์ หมู่พวกพ้องก็คงจะฆ่าอาว์เสียทรงวิตกดังนี้ จึงรวบรวมบุตรภรรยาแลทรัพย์สิ่งของตามแต่จะได้แล้วก็หนีทิ้งเมืองเสีย ครั้นไปเชียงโสมเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ไปถึงเจ้าน้ำท่วมที่เมืองฝาง เจ้าน้ำท่วมก็เกณฑ์รี้พลส่งเจ้าแสนภูไปถึงเจ้ามหาไชยสงครามที่เชียงราย ครั้นถึงบิดาแล้วก็กราบทูลเหตุการตามที่อาว์คิดกลอุบายแย่งชิงทรัพย์สมบัติให้พระบิดาทรงทราบทุกประการแล้ว เจ้ามหาไชยสงครามก็โกรธมากนัก จึงจัดแจงรี้พลคนศึกเปนอันมากให้แก่เจ้าน้ำท่วมไปแก้แค้นพระยาขุนเครืองผู้น้อง อย่าได้ปล่อยตัวมันหนีไปเมืองเงี้ยวได้ ว่าฉนี้แล้วเจ้าน้ำท่วมก็รับอาชญาอาสาบิดาแล้วก็ยกทัพจากเมืองฝางไปสมทบกับทัพเชียงรายได้พร้อมแล้ว ก็แต่งอุบายเหมือนจะไปรั้งเมืองแล้ว ก็เอาหมู่กองทัพไปตั้งอยู่หนองแสนต่อ ในเดือนห้าเหนือลง ๑๓ ค่ำวันอังคาร เวลาเช้าวันนั้นเจ้าน้ำท่วมแต่งอุบายให้คนทั้ง


๕๔ หลายเอาเครื่องสาตราวุธเข้าใส่หาบเหมือนจะไปรั้งเมืองนั้น เจ้าก็บังคับให้คนหาญทั้งหลายเข้าอยู่ประตูเวียงทุกแห่งแล้วก็แต่งให้อยู่ล้อมเวียงทุกแห่ง เปนดังศึกจะมาล้อมเวียงนั้น บางพวกก็ให้ล้อมราชวังคุ้มน้อยทุกแห่งทุกหน ยามนั้นพระยาเครืองยังกินเหล้าหลับไม่ตื่น ยามนั้นมีอำมาตย์แลนายประตูพระยาเครืองผู้หนึ่ง ก็ขึ้นไปกราบทูลพระยาเครืองว่าเมืองฝางเอารี้พลคนศึกมาล้อมเวียงทุกแห่ง ชรอยว่าจักเอาเจ้าเหนือหัวแท้แล ว่าฉันนั้นแล้ว พระยาเครืองก็ตกใจตื่นขึ้นแล้ว ก็ตีกลองร้องป่าวหมู่รี้พลคนหาญทั้งหลาย ก็ไม่มีใครเข้ามาหาสักคน ยามนั้นเจ้าน้ำท่วมก็พาเอาคนหาญทั้งหลายแห่งตนเข้ากลุ้มรุมเอาพระยาเครืองได้แล้ว ก็ส่งไปไว้ในเรือนจำ แต่งเอาคนรักษาไว้ให้ดีแล้ว เจ้าน้ำท่วมครั้นได้พระยาเครืองแล้ว ก็มีหนังสือบอกมากราบทูลพระบิดาที่เมืองเชียงรายแล้ว เอาหมู่รี้พลไล่ฆ่าพวกเงี้ยวตายมากนักเมื่อนั้นพระยามหาไชยสงคราม ครั้นทราบว่าลูกตนได้จับพระยาเครืองเข้าใส่ไว้ในเรือนขังแล้ว ก็มีความยินดีเปนอันมาก ก็แต่งให้เจ้าน้ำท่วมได้กินเมืองเชียงใหม่ต่อไป เจ้าน้ำท่วมครองเมืองเชียงใหม่ได้ ๓ ปี ก็คิดขบถต่อเจ้ามหาไชยสงครามตนเปนพ่อ เมื่อนั้นมังครามตนพ่อก็ให้หนีไปอยู่เมืองเขมปุ้นนั้นแล ภายหลังชาวเขมทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าน้ำท่วม ให้ได้เปนพระยาอยู่ในเมืองเขมรัฐ ส่วนเจ้ามังครามมหาไชยสงคราม ก็ให้เจ้าแสนภูไปกินเมืองเชียงใหม่เปนถ้วนสองแล เจ้ามหาไชยสงครามท่านได้เสวยสมบัติแทนเจ้า


๕๕ มังรายตนพ่ออายุได้ ๑๔ ปี อายุได้ ๖๓ ก็ถึงแก่กรรม ในปีกาเป้าจุลศักราชได้ ๖๗๗ ตัว ได้ ๒๒ ชั่วเช่นราชวงษ์แล

เจ้าขุนเครืองตนเปนน้องเจ้ามหาไชยสงครามนั้น ได้อยู่ในเรือนขังได้ ๔ ปีก็ถึงแก่กรรมตายในเรือนขัง ยามนั้นเจ้ามหาไชยสงครามก็ยังครองราชสมบัติอยู่ ก็ไปส่งสักการพระยาเครืองตนเปนน้องนั้นแล เจ้ามหาไชยสงครามถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าแสนภูตนลูกอายุได้ ๔๓ ปี ก็ได้เสวยเมืองแทนพ่อเปนเอกราช ท่านมีราชบุตรตนหนึ่ง ชื่อเจ้าคำฟู เจ้าแสนภูท่านก็ได้เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี ก็เวนเมืองนั้นให้เจ้าคำฟูแล้ว ตัวท่านก็ไปอยู่เมืองเชียงแสนนานได้ ๒ ปี ก็ถึงแก่กรรมไปในเมืองเชียงแสนที่นั้น ในปีกดสง้า จุลศักราช ๖๙๔ อายุได้ ๖๐ นั้นแล ได้ ๒๓ ชั่วเช่นราชวงษ์แล เจ้าคำฟูตนเปนลูกอายุได้ ๒๖ ได้เสวยเมืองแทนพ่อ เปนเอกราชแล้ว ท่านได้เสวยราชสมบัติได้ ๑๒ ปีก็ถึงแก่กรรมในปีร้วงไส้ จุลศักราชได้ ๗๐๕ อายุได้ ๓๗ ท่านได้เสด็จไปหาสหายที่เมืองเชียงแสนก็เลยไปตกน้ำแม่คำตายเสียที่นั้นได้ ๒๔ เช่นราชวงษ์แล เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกเจ้าผายูตนลูกอายุได้ ๒๒ ปีได้เสวยเมืองแทนพ่อเปนเอกราช เจ้าผายูท่านมีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อเจ้ากือนา ตนน้องชื่อเจ้ามหาพรหม ดังเจ้ามหาพรหมตนน้องนั้น เจ้าผายูก็ให้ไปอยู่เมืองเชียงราย เจ้ากือนาให้อยู่เมืองเชียงใหม่กับตน เจ้าผายูได้เสวยราชสมบัติได้ ๕๔ ปีอายุได้ ๗๕ ปี


๕๖ ก็ถึงแก่กรรมไป ในปีกาบเส็จคือปีจอฉศก จุลศักราชได้ ๗๕๗ ตัว นับได้ ๒๕ เช่นมหาราชวงษ์แล

เจ้ากือนาตนลูกอายุได้ ๔๐ ปีได้เปนพระยาแทนพ่อ เปนเอกราชท่านเสวยเมืองแทนพ่อในปีกาบเส็จนั้นแล ท่านมีราชบุตรตนหนึ่งชื่อเจ้าแสนเมืองมา ดังเจ้ามหาพรหมตนน้อง ก็เสวยเมืองเชียง ราย เจ้ากือนาถึงแก่กรรมไปแล้ว ในปีเมิงเป้ารกานพศก จุลศักราชได้ ๗๘๐ ตัวอายุได้ ๖๓ ปี ได้ ๒๖ ชั่วมหาราชวงษ์แล ขณะนั้นเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าแสนเมืองมาตนลูก อายุได้ ๑๘ ปีได้เปนเอกราชแทนพ่อตน ในปีเมิงเล้านั้นแล เมื่อนั้นเจ้ามหาพรหมตนเปนอาว์อันอยู่เสวยเมืองเชียงรายนั้น ก็ลงไปพึ่งพระยาใต้ ขอเอารี้พลคนศึกเพื่อจักขึ้นมารบเอาเมืองเชียงใหม่ พระยาใต้ก็ให้รี้พลคนศึกให้แก่เจ้ามหาพรหมได้แล้ว เมื่อนั้นนางเทวีพระยาใต้ก็ลักเอาพระสิหิงค์ให้แก่เจ้ามหาพรหม เจ้ามหาพรหมก็เอาพระสิหิงค์เจ้าขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่ เมื่อนั้นเจ้าแสนเมืองมาตนเปนหลาน ก็รู้เห็นเจ้ามหา พรหมเปนอาว์ ได้พระสิหิงค์ขึ้นมาให้แก่ตนฉนั้น ก็มีความยินดีก็ไม่กระทำร้ายแก่อาว์ตน ก็ส่งให้อาว์ตนไปอยู่เสวยเมืองเชียงรายดังเก่า ภายหลังแต่นั้นมา เจ้ามหาพรหมก็ลงไปเมืองเชียงใหม่ก็ไปสิ้นแก่กรรมเสียที่เมืองเชียงใหม่ ดังเจ้าแสนเมืองมาตนนั้นท่านก็เสวยราชสมบัติอยู่ตามชอบธรรม ส่วนเจ้ากือนาตนพ่อ เมื่อละวางอารมณ์ไปแล้ว ก็ได้เปนอสุรกายรุกขเทวดา รักษาต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง อยู่ริมถนนที่จะเดินเข้าไปในเวียงนั้น


๕๗ ขณะนั้นยังมีพ่อค้าหมู่หนึ่งไปเมืองภูกามมา ก็มาถึงต้นไม้นิโครธต้นนั้น ก็มาพักอยู่ที่นั้น เมื่อนั้นรุกขเทวดาต้นนั้น ก็แสดงบอกแก่พ่อค้าทั้งหลาย ว่ากูนี้เปนพระยากือนา กินเมืองเชียงใหม่ที่นี้แล กูคบด้วยสหายมีศิลปอาคมเปนหมอช้าง ครั้นกูตายก็ได้มาเปนเปรตอสุรกายรุกขเทวดาอยู่รักษาต้นไม้นิโครธต้นนี้แล กูจะไปเกิดในสวรรค์เทวโลกไม่ได้ ให้สูไปบอกแก่ลูกกูเจ้าแสนเมืองมาให้สร้างพระเจดีย์หลังหนึ่ง ที่ท่ามกลางเวียงสูงพอคนอยู่ไกล ๒๐๐๐ วา แลเห็นนั้นเถิด จึงให้ทานกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้แก่กู ๆ ก็จักได้พ้นจากอันเปนรุกขเทวดาเปรตอยู่ที่นี้แล้ว แล้วก็จักได้ไปเกิดในสวรรค์ ครั้นบอกเท่านั้นแล้วก็หายไปนั้นแล พ่อค้าทั้งหลายก็นำเอาคำอันนั้นมากราบทูลเจ้าพระยาแสนเมืองมา ตามอสุรกายหากกล่าวนั้นทุกประการ เมื่อนั้นเจ้าแสนเมืองมาก็ให้คนทั้งหลายแผ้วทางที่กลางเวียงใต้คุ้มของตนแล้ว ก็ทำไม้มหาโพธิต้นหนึ่งสูงแต่ลำต้นแล้วด้วยเงินใบแล้วด้วยคำ แล้วก็ให้หล่อสารูปพระเจ้าสององค์ล้วนแล้วด้วยทองสดเงินสด ก็เอาไปไว้ที่ก่อพระเจดีย์ ก็ให้พระพุทธรูปเจ้าสององค์นั้นอยู่ใต้ต้นไม้มหาโพธิต้นนั้นแล้ว ก็แต่งเครื่องสักการบูชา ตั้งไว้ซ่องน่าพระพุทธรูปเจ้าแลไม้มหาโพธิแล้ว เจ้าก็ให้ก่อเจดีย์สวมลงไม่ทันแล้ว ก็พอเพียงชายคา ตั้งแรกแต่ก่อเจดีย์นานได้ ๑๐ ปี เจ้าเสวยเมืองได้ ๒๒ ปี อายุได้ ๓๙ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในปีดับเม็ด มแมโทศก ปีเบิกสง้า มเมียเบญจศก จุลศักราช ๘


๕๘ ได้ ๘๐๑ ตัว นับได้ ๒๗ ราชวงษ์มาแล

เจ้าแสนเมืองมาท่านมีบุตรต่างมารดา ๒ ตน ตนพี่ชื่อท้าวยี่กุม กาม เจ้าตนนี้แม่เปนลูกเสนา ตนน้องชื่อเจ้าสามพระยาฝังแก่น เจ้าตนนี้แม่เปนเชื้อเจ้านาย ส่วนท้าวยี่กุมกามตนพี่นั้น อายุได้ ๑๒ ปี เจ้าแสนเมืองมาตนพ่อก็ให้ไปกินเมืองเชียงราย ส่วนเจ้าสามพระยาฝังแก่นนั้น อายุได้ ๑๓ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ ในปีเบิกสง้า จุลศักราช ๘๐๑ ตัว ท่านอยู่เสวยราชสมบัติเปนพระยาอยู่ได้ ๑๔ ปี เสนาอำมาตย์พร้อมกันเอาท่านออกจากที่เปนเจ้าเมืองเสีย แล้วยกเอาเจ้าลกตนเปนลูกเจ้าสามพระยานั้นให้เปนพระยา ดังเจ้าสามพระยาท่านมีบุตรชาย ๑๐ ตนต่างมารดากัน เกิดมาด้วยลำดับ ตนที่ ๑ ชื่อเจ้าอ้าย ที่ ๒ ชื่อเจ้ายี่กุมกาม ที่ ๓ ชื่อเจ้าสาม ที่ ๔ ชื่อเจ้าใส ที่ ๕ ชื่อเจ้างัว ที่ ๖ ชื่อเจ้าลก ที่ ๗ ชื่อเจ้าท้าวเจ็ด ที่ ๘ ชื่อเจ้าท้าวแปด ที่ ๙ ชื่อเจ้าท้าวเก้า ที่ ๑๐ ชื่อเจ้าท้าวสิบ ดังเจ้าตนพี่นั้นอายุได้ ๕ ปี เจ้าสามพระยาตนพ่อตั้งไว้ว่าจะให้เปนพระยาแทน แล้วก็ให้ไปอยู่ที่ข้างเวียงเจ็ดลิน อยู่ที่นั้น ๔ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล ดังเจ้างัวตนที่สี่นั้น ให้ไปกินเมืองเชียงเรือง เจ้าลกตนที่หกให้ไปกินเมือง พร้าว เจ้าท้าวเจ็ดให้ไปกินเมืองเชียงราย เจ้าท้าวสิบให้ไปกินเมืองฝาง นอกจากนั้นก็ถึงแก่กรรมไปหมดเสียแล้ว ทีนี้จะกล่าวถึงเจ้าลกก่อนแล เจ้าตนนี้พอได้กินเมืองพร้าวก็กระทำผิดอาชญาพระยาตนพ่อ ๆ ก็ให้หนีไปอยู่ภาคใต้นั้นก่อน แล้วยังมีเสนาเจ้าสามพระยาผู้หนึ่งชื่อสามแขก พระเคยให้กินเข้า


๕๙ กับลองตีนทุกที ภายหลังก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้า จึงมากลับยกยอเจ้าลกขึ้นกินเมืองเชียงใหม่ มันจึงใช้คนไปเอาเจ้าลกมาที่ยอมใต้ไม่ให้ใครรู้สักคน ไปซุ่มไว้ในเวียง ยามนั้นเจ้าสามพระยาไม่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ แต่ไปอยู่เวียงเจ็ดลินเปนนิจ ไม่นานเท่าใด ยังมีวันหนึ่งยามเที่ยงคืน นายสามแขกย้อยผู้นั้น ก็ลอบเอาไฟไปจุดปราสาทเจ้าสามพระยาที่เวียงเจ็ดลินเสียหมด ก็วิ่งหนีเข้ามาเมืองเชียงใหม่ ยามนั้นเจ้าสามพระยาไม่รู้ว่าลูกตนมาอยู่เวียง เจ้าก็ขี่ม้าวิ่งมาแต่เวียงเจ็ดลิน เจ้ามาถึงคุ้มปราสาทในเวียงเชียงใหม่ แล้วก็จึงรู้ว่าลูกตนมาอยู่ในมณเฑียรปราสาทแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นพระยาพ่อลูก จึงออกมานั่งทั้งสองตน เมื่อนั้นเจ้าสามพระยาจึงใช้คนใช้ไปนิมนต์พระสงฆเจ้าทั้งหลายมาพร้อมกันที่หอปราสาทราชมณเฑียรนั้นแล ส่วนพระยาทั้งสองต่างตนต่างนั่งนิ่งอยู่ไม่พูดซึ่งกันแลกันแล ครั้นถึงเวลาสายนักแล้ว ยังมีมหาเถรตนหนึ่ง จึงกล่าวว่ามหาราชเจ้าทั้งสองหาเราทั้งหลายมาจะว่าประการใดก็ว่าเถิด เมื่อนั้นพระยาสาม พระยาตนพ่อจึงกล่าวว่า เมืองเชียงใหม่ทั้งปวงนี้ หากเปนราชสมบัติแห่งข้าหมด บัดนี้ข้าก็จักมอบเมืองอันนี้ไว้แก่ลูกแห่งข้า เจ้าลกนี้ให้เปนพระยาแทน ว่าเท่านั้นแล้วก็เอาคนโททองคำใส่น้ำไปกรวดแล้ว ก็มอบเมืองให้แก่ลูกตน ก็พูดกับลูกว่า ลูกรักแห่งพ่อ ส่วนนายสามแขกผู้นี้ มันไม่ซื่อสัตย์สุจริตแก่พ่อ ดังพ่อไม่กรุณามันก็ฆ่ามันเสียแล้ว บัดนี้มันอุดหนุนเจ้าให้ได้เปนพระยา ภายหลังก็ยังจักบังเกิดหน้าซื่อใจคดต่อเจ้าอิก เจ้าอย่าได้เลี้ยงมันไว้ ส่วน


๖๐ พ่อนี้พึงใจที่ใด ก็จักอยู่ที่นั้น ว่าเท่านี้แล้วก็หยุดอยู่ เมื่อนั้นพระยาลก ก็ให้พ่อตนไปอยู่เมืองสาดโพ้นแล

เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันทำการมงคลภิเศกแก่เจ้าพระยาลก ตั้งนามใหม่ว่า พระยาติโลกเอกราชกระษัตริย์ ว่าเจ้า พระยาติโลกา ครั้นได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อแห่งตนแล้ว ก็ตั้งอยู่ตามทศราชธรรม ๑๐ ประการ ภายหลังก็ไปอัญเชิญเจ้าสามพระยาตนเปนพ่อมาอยู่เมืองด้วยดังเก่า เจ้าสามพระยาก็อยู่เปนศุขด้วยลูกแห่งตนในเมืองเชียงใหม่ที่นั้นแล อายุได้ ๕๖ ปี ถึงแก่กรรมไป เจ้าพระยาติโลกราช ท่านทำการบรมศพพระบิดาเจ้าแล้ว ก็อยู่เสวยเมืองด้วยอันชอบทศราชธรรม ๑๐ ประการ เจ้าสามพระยาท่านเสวยราชสมบัติอยู่ได้ ๑๔ ปี อายุได้ ๕๖ ปี ก็ถึงแก่กรรม นับได้ ๒๘ เช่นราชวงษ์แล ดังเจ้าติโลกราชอายุได้ ๓๖ ปี พระยาตนพ่อก็มอบราชสมบัติให้แก่ตนแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ทำอุสาราชาภิเศกขึ้นให้เปนเจ้าพระยาติโลกราชกระษัตริย์ ในปีเบิกสัน จุลศักราชได้ ๘๑๔ ตัวเดือนเพ็งเม็งวันศุกรไทยกดไจ้ ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้ว ก็ปรากฎเดชานุภาพมากนัก ท้าวพระยามหากระษัตริย์ทั้งหลาย ก็น้อมนำมา ยังเครื่องราชบรรณาการ มาถวายแก่ท่านมากนักแล ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๕ ปี อายุได้ ๖๘ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีเต้าสง้า จุลศักราชได้ ๘๔๘ ตัว นับได้ ๒๙ ปีพระวงษ์แล พระยาติโลกราชท่านมีราชบุตรตนหนึ่ง ชื่อเจ้าบุญเรือง พระยาพ่อก็แต่งให้ไปกินเมืองเชียงราย ภายหลังกระทำผิดอาชญา


๖๑ พระยาตนพ่อให้หนีไปอยู่เมืองน้อยนั้นแล ลูกท้าวบุญเรืองชื่อยอดเชียงราย อายุได้ ๓๒ ปี เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันไปเชิญเอามา กระทำอุสาราชาภิเศกเปนพระยาแทนปู่แห่งตนในปีเต้าสง้าท่านเสวยราชสมบัติได้ ๙ ปี ก็กระทำคิดผิด คือไปคิดการกับฮ่อ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลทัดทานไม่ฟังตามประเพณีบ้านเมืองแห่งท้าวพระยาทั้งหลายแต่ก่อน ที่เกิดแล้วเปนอันแล้วมา เสนาอำมาตย์ทั้งหลายไม่พอใจ จึงพร้อมกันยกพระยายอดเชียงรายออกจากที่เปนเจ้าเมืองเสียให้ไปอยู่สมาตเมืองน้อย ในปีกดยี่ ขาลสัปตศก จุลศักราชได้ ๘๕๖ ตัว อายุท่านได้ ๔๐ ปี ได้ไปอยู่เมืองน้อย เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้ารัตนราชบุตร ตนเปนลูกพระยายอดเชียงราย อายุได้ ๑๔ ปี ให้เปนพระยาแทน พระยายอดเชียงรายได้ไปอยู่เมืองน้อยได้๑๐ ปี อายุได้ ๕๐ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีกัดไจ้ จุลศักราชได้ ๘๖๕ ตัว ได้ ๓๐ เช่นพระวงษ์แล

เจ้ารัตนราชบุตรตนลูก เสวยราชสมบัติได้ ๑๐ ปี ก็ได้ไปส่งสักการพ่อที่สมาตเมืองน้อย นานได้เดือนหนึ่ง ครั้นเสร็จแล้วก็เสด็จกลับมาเมืองเชียงใหม่ เมื่อเจ้าได้เสวยราชสมบัติแทนพ่อตนนั้น อำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันตั้งนามขึ้นใหม่ ชื่อว่าพระยาภูตาธิปติราชาพระยาแก้วฉนั้นแล พระยาภูตาธิปติพระยาแก้ว ได้เปนเอกราชเสวยราชสมบัติก็ประกอบด้วยทศราชธรรม ๑๐ ประการ ทำบุญให้ทานไม่ขาด ครั้นถึงจุล ศักราช ๘๖๘ ตัว เฒ่าเมืองคำข่ายเอาบริวารหมู่ชุมมาเปนข้าเจ้าพระยาภูตาธิปติพระยาแก้วมากนัก เมื่อนั้นเจ้าพระยาแก้ว ท่านก็ให้เฒ่า


๖๒ เมืองคำข่ายไปกินเมืองแพร่แล้ว เมื่อภายหลัง เจ้าก็ไปกินเมืองเทิง ครั้นถึงศักราช ๘๖๙ พระยาแก้วเอารี้พลคนศึกไปปราบเมืองศุโขทัยไทยไม่ได้ถอยคืนมา ครั้นถึงศักราช ๘๗๐ ตัว ชาวใต้เอารี้พลมาตกเมืองแพร่ ยามนั้นหมื่นจิตรผู้กินเมืองน่านเอารี้พลไปต่อรบชาวใต้ช่วยชาวแพร่ ชาวใต้ทุ่มเครื่องที่นั้นมากนัก แลในศักราชเดียวนั้น เจ้าพระยาแก้วท่านก็ให้หมื่นว่าบ้านร้อง ถือรี้พลไปเอาเงี้ยวเมืองปันไม่ได้ถอยคืน ครั้นถึงจุลศักราช ๘๗๒ ตัว ชาวใต้ชื่อขราโหคุมพลมาตกเมืองแพร่ ยามนั้นหมื่นคำคายผู้เปนเจ้าเมืองนครยกรี้พลออกช่วยเมืองแพร่ ชาวใต้ไม่ชนะก็ถอยหนี ครั้นถึงจุลศักราช ๘๗๕ ตัว พระยาแก้วแต่งให้หมื่นพิงเอารี้พลคนศึกไปลักลอบเอาเมืองศุโขไทย ได้ชาวใต้นั้นมาเปนข้า ๔๐ ครัวกับหมื่นคน จุลศักราช ๘๗๖ ตัว หมื่นซำไปลักลอบเอาเมืองเฉลียงแลศุโขไทย ได้ข้าไพร่มาประมาณ ๒๐ ครัว จุลศักราช ๘๗๙ ตัว เจ้าพระยาแก้วเกณฑ์ทัพพระยาหัวเมืองทั้งหลายมาก่อสร้างเวียงเชียงใหม่ ในจุลศักราชเดียวนั้น เจ้าเมืองเชียงทอง แลเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทยช้างม้าเข้ามาน้อมสู่สมภารท่านทั้งใหญ่น้อยหญิงชาย ๒๓๒๐๐ คน ช้าง ๓๘ ตัว ม้า ๒๕๐ ตัว เมื่อนั้นพระยาแก้วท่านก็แต่งให้เจ้าเมืองเชียงทองไปกินเมืองฝาง แต่งให้พวกเงี้ยวทั้งหลายอยู่ที่เมืองฝาง ๑๒๐๐ ครัว นอกนั้นก็แต่งให้ไปอยู่หลายแห่ง ภายหลังพวกเงี้ยวคิดขบถต่อพระยาแก้ว ๆ รู้สึกก็แต่งคนศึกขึ้นมา พวกเงี้ยวทั้งหลายไม่อาจจักต่อสู้ได้ ก็แตกหนีขึ้นเมืองเงี้ยว พระยาแก้วก็


๖๓ แต่งรี้พลคนหาญทั้งหลายไปไล่ตามฆ่าฟันพวกเงี้ยวล้มตายเปนอันมาก เงี้ยวทั้งหลายซึ่งไม่คิดขบถนั้น เจ้าก็ให้อยู่ในเมืองตามเคย

ครั้นศักราช ๘๘๔ ตัว พระยาอาทิตย์เมืองใต้ใช้ให้ราชทูตมาสืบไมตรี แล้วเอาราชสารไปอ่านที่วัดหมื่นสมนั้นแล พระยาแก้วตนชื่อว่าภูตาธิปติราช ท่านอยู่เสวยราชสมบัตินานได้ ๓๒ ปี อายุได้ ๔๔ ปี เสวยเนื้อม้าเบื่อตาย ในปีร้วงเป้า จุลศักราช ๘๘๗ ตัวนั้นแล นับได้ ๓๑ พระวงษาแล พระยาแก้วถึงแก่กรรมแล้ว เสนาอำมาตย์เชิญเอาเจ้าเชษฐราชบุตรตนเปนน้องพระยาแก้ว คือลูกพระยายอดเชียงราย อันอยู่สมาตเมืองน้อยมาอุสาราชาภิเศกเสวยเมืองแทนพี่ตัว ก็ในปีเมิงเป้ารกาจัตวาศก ยามนั้นอายุเจ้าได้ ๓๐ ปีเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกยังข่วงหลวง จึงเรียกชื่อว่าเจ้าพระยาเกตเชษฐราชบุตร จุลศักราช ๘๘๙ ตัว ท่านก็สร้างบ้านหัวเวียงให้เปนอารามเรียกชื่อขึ้นว่าวัดโลกโมฬี แต่นั้นท่านก็สร้างวัดเกวียนแลก่อพระเจดีย์ทำวิหารในวัดโลกโมฬี ถึงจุลศักราช ๘๙๒ ตัว ไฟไหม้โรงหลวงหลังเจ้าพระยาแก้วราชาธิปติอยู่นั้นเสีย จุลศักราช๘๙๓ ตัว ไฟไหม้บ้านประตูท่าแพ คนทั้งหลายเสียครัวมากนัก เมื่อนั้นเจ้าพระยาเกตเชษฐราชก็พร้อมกับราชเทวีแลมารดาแห่งตนให้ทานเงินแก่ชาวบ้านท่าแพ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ เงิน จุลศักราช ๘๙๔ ตัว ปลูกโรงหลวงพระยาเจ้าแล จุลศักราช ๘๙๕ ตัว พระยาเกตเสด็จไปไหว้พระธาตุเจ้าเมืองละพูนแล ถึงเดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำ ผีพุ่งไต้ในอากาศแจ้งทั่วไปทั้งปวง ครั้นเดือน ๓ ไม้หมากที่เมือง


๖๔ หนองขวางยกเคลื่อนจากที่เก่าไปได้ ๑๑ วา จุลศักราช ๘๙๖ ตัวเดือนเจียง นางอโนชาแม่พระยาเกต ถึงแก่กรรม จุลศักราช ๘๙๗ เดือนเจียง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายกระทำคิดขบถต่อเจ้าพระยาเกตเชษฐราช ครั้นเจ้าพระยารู้ก็แต่งหมื่นสร้อยสามล้านไปฆ่าเสีย ครั้นถึงจุลศักราช ๙๐๐ ตัว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายเลยไม่พอใจเจ้าพระยาเกตแล้ว ก็พร้อมกันถอดออกจากที่เจ้าเมืองเสีย เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็อุสาราชาภิเศกเจ้าชายคำตนลูกขึ้นเปนเจ้าเมืองแทนพระยาเกตนั้น ก็ในปีกาบเส็จศักราชเดียวนั้น เจ้าชายคำเสวยราชสมบัติเปนพระยาได้ ๖ ปี ไม่ประกอบชอบทศราชธรรม เสนาอำมาตย์ทั้งหลายไม่พอใจ เขาพร้อมกันฆ่าพระยาชายคำตายเสีย ในปีกัดเป้ามา จุลศักราช ๙๐๕ ตัว ได้ ๓๒ ชั่วพระวงษ์แล

เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันเชิญเจ้าพระยาเกตเชษฐราช ที่เมืองน้อยมาเสวยเมืองถ้วนสองหนแล เจ้าพระยาเกตท่านได้เสวยเมืองครั้งที่สอง นานได้ ๒ ปีก็เสด็จไปทำบุญให้ทานที่วัดหัวป่าแดงแล้ว นิมนต์เอาพระสงฆ์ลงมหาขะหมันที่ท่านมหาสถานแล้ว ก็กลับมาเข้าประตูหัวเวียง ยามนั้นค่ำ เสนาพระยาเกตชื่อแสนเค่าบังคับให้หมื่นเตินลูก พ่อท้าวเชียงวงษ์หนึ่ง หมื่นอ้ายพวกช้างหนึ่ง หมื่นเสิมลูกแสนค่าวหนึ่ง ให้กระทำฆาฏวินาศแก่เจ้าพระยาเกตที่หัวข่วงเมืองหลวงแล้ว ก็เอาซากเจ้าพระยาเกตไปส่งสักการยังวัดแสนพ่อบ้านวันนั้น แล้วก็เอากระดูกไปบรรจุก่อไว้ที่วัดโลกโมฬี เจ้าพระเมืองเกตอายุได้ ๒๙ ปี ได้เสวยเมืองแทนพ่อได้ ๑๓ ปี อำมาตย์


๖๕ ทั้งหลายก็ถอดออกเสีย ให้ไปอยู่เมืองน้อย เอาเจ้าชายคำตนลูกกินเมืองแทนได้ ๖ ปี เขาก็พร้อมกันฆ่าเสีย แล้วก็พร้อมกันไปอัญเชิญเอาเจ้าพระยาเกตตนพ่อมาเสวยเมืองครั้งที่ ๒ ที่ท่านอยู่เสวยสมบัติครั้งที่ ๒ นานได้ ๒ ปีเสนาอำมาตย์พร้อมกันฆ่าท่านเสีย รวมเจ้าพระเมืองเกตเสวยเมืองทั้งที่ ๑ ที่ ๒ ได้ ๑๕ ปี อายุเจ้าได้ ๔๘ ปี ก็ถึงแก่กรรม เขาฆ่าตายในปีร้วงไส้มเสงอัฐศก จุลศักราชได้ ๙๐๗ ตัว ได้ ๓๓ ชั่วพระวงษ์แล

ในปีนั้นสิ่งเดียวเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเขาก็พร้อมกันอุสาราชาภิเศกเจ้าท้าวพ่อนมบุตรเจ้าชายคำกินเมืองแทน ในปีร้วงไส้นั้นแลเจ้าพ่อนมเปนพระยาได้ ๒๕ วัน อำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันฆ่าเจ้าพ่อนมเสียแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกนางเทวีอโนชาขึ้นแท่นแก้ว เสวยเมืองได้ ๗ เดือนแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายก็ไม่ถูกกัน เมื่อนั้นแสนคร่าวจึงไปเชิญพระยาเขมรัฐมาเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาเขมรัฐรำพึงเปนสองใจเลยไม่รับอัญเชิญนั้น เจ้าพ่อนมเสวยเมืองได้ ๒๕ วัน อำมาตย์ ก็พร้อมกันฆ่าเสียวันนั้นในปีร้วงไส้ จุลศักราชได้ ๙๐๗ ตัวนั้น นับได้ ๓๔ พระวงษ์แล เมื่อนั้นแสนคร่าวจึงไปเชิญเจ้าน้อย ขอให้มากินเมืองเชียงใหม่ เมื่อเจ้าน้อยรับแล้วยังไม่ทันจะไปเชียงใหม่ เมื่อนั้นเจ้าหมื่นสามล้านแลเจ้าเมืองลคร แลหมื่นแก้วเชียงราย หมื่นมโนเชียงแสน หมื่นยี่เมืองพาน แสนหมื่น หนังสือหลวงเจ้าขุนทั้งหลายพร้อมกันแล้ว จึง ๙

๖๖ ให้หมื่นตาแสงพ่อนางไปอัญเชิญพระยาล้านช้างมาเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาอุปัญโญล้านช้าง ก็รับว่าจะมากินเมืองเชียงใหม่ ก็ยังไม่ทันมาหมื่นหัวเคียนแสนหวี ก็จัดเอารี้พลกำลังมาว่าจะเอาแสนคร่าวเสียฉนี้ แสนคร่าวจึงร้องป่าวว่าเอาคนทั้งหลายอันอยู่พันนาทั้งปวง มีละพูนเปนต้น แสนพันทนาการ,ตาแสง แช่ช้าง,เชียงเรือ ภูคา,ฝังแก่น,พันนา ทั้งปวงมาขัดตาทัพอยู่ที่ประตูเวียง ตั้งหน้ารบกันนานได้ ๓ วัน ๓ คืน ถึงวันครบ ๔ แสนหัวเคียนแสนหวีก็ถอยหนีไปตั้งอยู่เมืองละพูน จึงไปชวนเอาชาวใต้ฝูงเปนแขกเมืองมาอยู่ที่ละพูน ๑๑ คน ใช้ไปเชิญพระยาใต้ ขอให้พระยาใต้รีบยกพลขึ้นมาเอาเมืองเชียงใหม่ ว่าฉันนั้นเมื่อพระยาใต้ได้รู้อาการแล้ว ก็รีบยกเอารี้พลมาไม่ทันถึง ในขณะนั้นเจ้าขุนทั้งหลายจากเชียงแสนมาถึงเชียงใหม่ ก็พร้อมกันเอาแสนคร่าว ๑ หมื่นเติน ๑ ลูกพ่อท้าวเชียงวงษ์ ๑ หมื่นอ้ายพวกช้าง ๑ หมื่นหอคำ ๑ หมื่นเสิมลูกแสนคร่าว ๑ รวม ๖ คน ก็พร้อมกันฆ่าเสียหมดแล้ว ก็พร้อมกันอภิเศกมหาเทวีจิรประภาอโนชา เปนพระยาในปีร้วงไส้ ศักราชได้ ๙๐๗ เดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ค่ำ เมงวัน ๕ เมื่อพระยาใต้ยกรี้พลมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งทัพอยู่หนองผา ตวันออกเมือง เมื่อนั้นมหาเทวีจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการแล้ว ก็ใช้ให้เจ้าขุนเอาไปถวายพระยาใต้ พระยาใต้ได้รับเครื่องราชบรรณาการแล้วก็ไม่ชิงราชสมบัติบ้านเมืองอันใด ในวันเดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ค่ำวันนั้นพระยาใต้ท่านก็เสด็จไปทำบุญกุศลกรรม ยังที่ไว้พระอัฐิเจ้าพระยาเกตที่วัดโลกโมฬี แล้วจึงมอบเงินให้ ๕๐๐ บาทเพื่อให้สร้างเจดีย์แลโกษฐ์


๖๗ ใส่กระดูกเจ้าพระยาเกต กับผ้าผืนหนึ่งให้เปนรางวัล ให้เจ้าขุนทั้งหลายหมู่ได้ไปรับรองนั้นทุกคน ครั้นเดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ พระยาใต้ก็เสด็จไปกระทำสรงเสวยที่เวียงเจ็ดลิน ครั้นเดือน ๑๐ แรม ๒ ค่ำ พระยาใต้ก็เสด็จกลับไปเมืองใต้ ในจุลศักราชเดียวนั้นแล

เจ้าเมืองนายฟ้าหยุดหุย ยกรี้พลมารบเอาเมืองเชียงใหม่ไม่ได้ถอยกลับคืน ครั้นถึงจุลศักราช ๙๐๘ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันเสาร์ไทยฮ้วงเส็จ พระยาอุปัญโญเมืองล้านช้าง มาตั้งอยู่เชียงแสน ๑ วันถึงเดือน ๙ แรม ๗ ค่ำมาอยู่เชียงราย เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ ท่านก็เสด็จมาถึงเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็อัญเชิญพระอุปัญโญขึ้นนั่งแท่นแก้วเสวยเมือง ดังนางจิรประภาอโนชาเทวี เขาถอดจากที่เจ้าเมืองนั้นเสียแล พระยาอุปัญโญวราชเสวยเมืองได้ปีหนึ่งแล้ว ก็มอบเมืองนั้นไว้ให้เจ้าอุปยุลูกตนอยู่รักษาเมืองแทนตน ส่วนตัวท่านก็เสด็จไปส่งสักการพ่อตนที่เมืองล้านช้าง ครั้นอยู่มานานได้ปีหกเดือนจุลศักราช ๙๑๑ ตัวปีดับเป้า แสนยี่ แสนตั่งคบคิดกันในเวียงเชียงใหม่ ครั้นถึงจุลศักราช ๙๑๒ ตัว พระยาแพร่มาเปนที่พระยาสามล้านเชียง ใหม่ แล้วก็พร้อมกันกับพระยาหัวเวียงล้านช้างแลพระยานคร ว่าจะคิดกระทำร้ายแก่เมือง ว่าฉนั้น ไม่อาจกระทำได้ก็หนีไป เจ้าขุนทั้งหลายในเวียงนอกเวียงทั้งปวง ก็แต่งทแกล้วทหารออกรบยังกลางเวียงเชียงใหม่ หมู่พระยาสามล้านก็แตกหนีไปเมืองแพร่ ครั้นถึงศักราช ๙๑๓ ปีเมิงไค้เดือนแปด เจ้าอุปัญโญก็ใช้ให้เอาธูปเทียนเงินมาศมาษมาพระสงฆเจ้าที่เมืองเชียงใหม่แล้ว บอกกล่าวว่าไม่มาแล้ว


๖๘ ด้วยราชการบ้านเมืองทั้งปวง ก็มอบไว้แก่นางเทวีดังเก่าแล้ว เมื่อนั้นเจ้าอุปยุกลับคืนไปตามหาพ่อที่เมืองล้านช้าง เมื่อนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเขาได้รู้ว่าเจ้าอุปัญโญไม่มาแล้ว เขาก็ไปอัญเชิญเจ้าแม่กุอันเปนเชื้อพระวงษ์มาแต่เจ้าขุนเคืองลูกเจ้ามังรายนั้นอยู่ที่เมืองน้อยขอมาเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ว่าฉนั้น เจ้าแม่กุก็รับเอาความเชื้อเชิญแห่งเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็เสด็จมาในปีเมิงไค้ เดือน ๙ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ศักราช ๙๑๓ ตัว เจ้าแม่กุก็เสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอภิเศกให้เสวยเมือง ครั้นถึงศักราช ๙๑๔ ตัวปีเบิกไจ้ พระยาอุปัญโญยกรี้พลเมืองล้านช้างมาอยู่เชียงแสน รบนางพระยาแม่กุไม่ชนะก็ถอยหนีไปล้านช้าง เจ้าอุปัญโญเมืองล้านช้างก็มาเสวยเมืองเชียงใหม่ได้ปีหนึ่ง ก็กลับไปเมืองของตน ก็เรียกชื่อว่าได้ ๓๕ พระวงษ์แล

แต่นั้นมาครั้นถึงจุลศักราช ๙๑๗ ตัวปีร้วงเม้า เจ้าแม่กุยกกำลังไปเอาเมืองนครไม่ได้ พระยานครเอาทำเนาออกมาถวาย ครั้นถึงจุลศักราช ๙๒๐ ตัวปีกาบสง้า เดือนแปดขึ้นแปดค่ำ เจ้าฟ้ามังทราเมืองหงษาวดีนคร ยกรี้พลมาตั้งทุ่งช้างคับเลยเข้าล้อมเมืองน่านได้สามวันสามคืน ครั้นถึงเดือนแปดเพ็งวันเสาร์ไทยเต่าไจ้ ยามงายได้เวียงเชียงใหม่ เจ้าฟ้ามังทราครั้นปราบปรามเอาเมืองลานนาไทยได้แล้ว ถึงเดือนแปดแรม ๙ ค่ำ เจ้ามังทราก็มอบบ้านเมืองไว้แก่เจ้าพระยาแม่กุดังเก่า ท่านก็มีอาชญาทำลายคำไว้ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายในเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงให้แก่พระเปนเจ้าแม่กุได้เปนเจ้าเปนใหญ่


๖๙ ในลานนาไทยอย่างเดิม ให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายได้พากันเคารพนับถือกับด้วยน้องพระองค์เราเถิด ดังพระเจ้าเมืองพิงเชียงใหม่นี้หากเปนวงษ์สืบสายมหากระษัตริย์เจ้ามังรายมา ควรเปนเจ้าเปนใหญ่แก่แผ่นดิน ว่าดังนี้แล้ว ก็พร้อมกันกับด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอภิเศกให้ขึ้นสถิตย์เหนือแท่นบัลลังก์ ในปราสาทราชนิเวศน์ของตนตามเคยมา ครั้นถึงเดือนแปดขึ้นสี่ค่ำ เจ้าฟ้ามังทราก็เสด็จเมือเมืองหงษาวดีนครอันนั้นแล เจ้าฟ้ามังทรายกรี้พลตั้งอยู่เชียงใหม่นานได้เดือนปลาย ๑๒ วันก็กลับไปเมืองหงษาวดีนครดังเก่า เจ้าแม่กุอยู่เสวยราชสมบัติในเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๖ ปี ก็ถึงปีกัดไก๊ศักราชได้ ๙๒๕ เจ้าพระยาแม่กุคิดฟื้นเจ้าภวะมังทราแล ครั้นถึงศักราชได้ ๙๒๗ ตัวปีฮ้วงเป้า เจ้าฟ้ามังทรายกเอารี้พลคนศึกมารบเอาเชียงใหม่ ได้แล้วก็เอาเจ้าแม่กุเมือไว้เมืองหงษาวดีนคร ก็มอบราชสมบัติบ้านเมืองทั้งปวงให้แก่นางวิสุทธิเทวีกินเมืองแทนนั้นแล นางวิสุทธิเทวีกินเมืองได้ ๑๔ ปี ก็ถึงแก่กรรม ในปีกาบยี่ ศักราช ๙๔๐ ตัว ในระหว่างนางวิสุทธิเทวีกินเมืองอยู่นั้น ยังมีระหว่างหนึ่งประมาณ ๓ ปี คือตั้งแต่ศักราชได้ ๙๒๘ ตัวมาถึงศักราช ๙๓๑ ตัวนั้น เข้าแพงนัก คือหมื่นน้ำหนักต่อ ๕ บาทเงิน ในเวลานั้นเงี้ยวมารบเชียงใหม่ ไม่ชนะพวกเงี้ยวก็ถอยหนีไปแล ศักราชได้ ๙๓๐ ตัว เจ้าฟ้ามังทราไปเมืองอโยทธยาแล ศักราช ๙๓๔ ตัว ไปรบที่หนองลาม ศักราช ๙๔๐ นางเทวีวิสุทธิเจ้าก็ถึงแก่กรรมไป ตั้งแต่เจ้ามังรายลำดับมาถึงเจ้าแม่กุนี้ได้ ๑๕ พระวงษ์แล


๗๐ ถ้าจะนับตั้งแต่พระยาจังกรราชเจ้ามาได้ ๓๖ องค์ ครั้นนางวิสุทธิถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าฟ้ามังทราก็ให้ลูกตนชื่อฟ้าสาวถีนร ตภามังคอย เสวยเมืองเชียงใหม่เปนเจ้าแก่ลานนาไทยต่อไปแล เจ้าฟ้าสาวถีกินเมืองเชียงใหม่เก้าปี นางเทวีถึงแก่กรรมนั้นแล้ว เจ้าฟ้าสาวถีเสวยเมืองเชียงแสน ๒ ปี เสวยเมืองเชียงใหม่ ๒๘ ปี ก็ถึงแก่กรรมในปีกาเม็ด จุลศักราช ๙๖๙ ตัว นับได้ ๓๗ ชั่วพระวงษ์แล เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พร้อมกันอภิเศกเจ้าหมองส่วยสโตคอยตนเปนลูกเจ้าฟ้าสาวถี เสวยเมืองแทนในปีกาเม็ด ท่านเสวยเมืองได้ปีปลายหนึ่งเดือนก็ถึงแก่กรรมในปีกาบสัน ศักราชได้ ๙๗๐ ได้ ๓๘ ชั่วพระวงษ์แล เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อภิเศกเจ้าหมองกลางตนเปนน้องหมองส่วยได้เสวยเมืองแทน ในปีกาบสันนั้นแล ท่านส่วยเมืองน่านได้ ๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในปีกดยี่ จุลศักราช ๙๗๖ ตัว นับได้ ๓๙พระวงษ์แล เจ้าหมองกลางถึงแก่กรรมไปแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอัญเชิญเอาลูกเลี้ยงพระเจ้าเชียงใหม่ตนกินเมืองน่านชื่อเจ้าพล ศึกซ้ายศรีสองเมืองนั้นมาเปนพระเจ้าเชียงใหม่ ในปีร้วงเหม้า เถาะอัฐศกศักราช ๙๗๗ ตัว ท่านได้ไปเสวยสมบัติเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๒ ปีเจ้าฟ้ากาเผือกกินเมืองเชียงแสนถึงแก่กรรมไป ศักราช ๙๘๖ ตัวเมืองเชียงของคิดขบถต่อเจ้าฟ้ามังทรา พระเจ้ามังทราแต่งให้พระเจ้าสุทโธราชไปปราบปรามเอาก็ได้ จุลศักราช ๙๘๗ ตัว เมืองน่านคิดขบถต่อพระเจ้าสุทโธราช ๆ ก็ไปปราบปรามก็ได้ จุลศักราช ๙๘๘ เจ้าสุทโธ


๗๑ ไปปราบปรามเอาเมืองเชียงแสนก็ได้ พระเจ้าน้องมักหว่านมังทราก็ถึงแก่กรรมในปีนั้น เจ้ามังแลทิพเนตรกินเมืองหงษาวดีแทนก็ปีเดียวกันนั้น ศักราช ๙๙๐ พระเจ้าสุทโธมาอยู่เชียงเเสน เพราะพี่น้องไม่ถูกกัน เจ้าตนพี่เข้าไปในเวียงขึ้นอยู่โรงนางกาเผือก ให้เจ้าหน่อคำลูกพระยามังแลทิพเนตรกินเชียงแสนแล้วกลับไปเมืองหงษาวดี พระยาเชียงแสนมีกตัญญูต่อพ่อไปส่งถึงเมืองฝางแล้ว ในขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่แต่งรี้พลขึ้นไปรบเอาพระยาเชียงแสนพ่อลูกมาขังไว้เชียงใหม่ พระเจ้าสุทโธครั้นไปถึงหงษาวดีแล้ว ก็เอาพระเจ้ามังแลทิพเนตรลงเสีย พระยาสุทโธขึ้นนั่งแท่นแก้วหงษาวดีนครในปีนั้น ในจุลศัก ราช ๙๙๐ ตัวนั้น พระยาลครรับอาสาทำสงครามต่างพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็มีความยินดีแล้ว ก็ให้พระยานครไปกินเมืองเชียงแสน แล้วตั้งนามให้ใหม่ว่า พระศรีสองเมือง ก็ตั้งแสนอาชญาให้เปนนายแคว้นแก่บ้านทั้งหลายในเมืองเชียงแสนทั้งปวงแล้ว ก็ให้เกณฑ์รี้พลคนศึกอยู่รั้งประตูเปนนิจ ครั้นสามปีมาถึงแล้ว ถึงปีเมิงเม็ด มแมจัตวาศก จุลศักราช ๙๙๓ ตัว เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชก็ยกรี้พลคนศึกมาเปนอันมาก มาตีเอาเมืองเชียงใหม่ไม่นานเท่าใดก็ได้เมืองเชียงใหม่พระเจ้าสุทโธ ครั้นได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ก็เอาพระเจ้าเชียงใหม่ชื่อพลศึกศรีสองเมืองไปไว้เมืองหงษาวดีนครได้ ๔๐ ชั่วพระวงษ์แล

ลำดับมหากระษัตริย์เมืองลานนาไทย ตั้งแต่เจ้าจังกรราชมา ตราบถึงเจ้าพลศึกศรีสองเมืองราชกระษัตริย์เสวยเมืองพิงเชียงใหม่ก็หมดพระวงษ์ ตั้งแต่นั้นมาลานนาไทย ก็เปนข้าส่วยพม่าต่อไป เมื่อ


๗๒ ภายหลังก็เปนข้าพระเจ้าเมืองกรุงเทพมหานครมาตราบถึงกาลบัดนี้แล ชื่อมหากระษัตริย์ในลานนาไทย ตั้งแต่เจ้าจังกรราชมาตราบถึงเจ้าลวะเมงนั้น ชื่อว่าลาวทุกตน ตั้งแต่เจ้ามังรายมาตราบถึงเจ้าพลศึกซ้ายศรีสองเมืองนั้น ชื่อมิได้ว่าลาวสักตน เจ้ามังรายท่านก็ได้เสวยราชสมบัติปราบลานนาไทยแล้ว ก็ตั้งสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเก่าก่อน เหตุนี้นักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย จึงเรียกว่าเจ้ามังรายได้มาสร้างเวียงเชียงใหม่ ในสมัยว่าเปนครั้งแรก อนึ่งจึงเรียกเปนชั่วพระวงษ์หนึ่ง ว่าฉันนั้นแล นับแต่เจ้ามังรายมาถึงเจ้าพลศึกซ้าย เมืองน่านได้มาเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่ วันนั้นได้ ๒๐ พระวงษ์กระษัตริย์แล ตั้งแต่นั้นมามหากระษัตริย์เมืองพิงเชียงใหม่อันเปนเจ้าเปนใหญ่ในเมืองลานนาไทยทั้งปวงก็หมดไปตราบถึงกาลบัดนี้แล ภายหลังแต่นั้นมา จุลศักราช ๑๐๘๘ ตัว เมืองเชียงแสนจึงแต่งให้ท้าวขุนในเมืองน่านไปเชิญเอาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ชื่อเจ้าตื่นมหาวงษ์มากินเมืองน่าน สังวรรณนากล่าวด้วยพงษาวดาร พระมหากระษัตริย์ทั้งหลายตั้งแต่เจ้าพระยาสมันตราชเจ้า ตั้งภัทกัลปมาถึงเวสสันดรเจ้าสืบ ๆ มา ตั้งแต่นั้นมาตราบถึงเจ้าสิทธัตถได้เปนพระพุทธองค์ตรัสสัพพัญญูตราบถึงกาลบัดนี้ ตติยํ เปนกัณฑ์ถ้วนสาม นิฏ์ฐิตํ ก็สำเร็จแล้วเท่านี้ก่อนแล