ลักษณกฎหมายระหว่างประเทศโดยย่อ
- คำนำ
- ลักษณกฎหมายระหว่างประเทศ
- ส่วนที่ 1 ว่าด้วยทางไมตรี
- ว่าด้วยตั้งประเทศแลประเทศสิ้นชีวิตร
- ว่าด้วยอาณาเฃตรของประเทศ
- ว่าด้วยอำนาจของประเทศในเฃตรแดน
- ว่าด้วยเรื่องทูต
- ว่าด้วยชาติ
- ว่าด้วยเรือแลสลัด
- ว่าด้วยอำนาจซึ่งจะป้องกันตัว
- ว่าด้วยอินเตอร์เวนชั่น
- ว่าด้วยเอเยนต์ของประเทศซึ่งมีอำนาจพูดแทนประเทศ
- ว่าด้วยยศทูต
- ว่าด้วยเรื่องทหาร
- ว่าด้วยเรื่องทำหนังสือสัญญา
- ว่าด้วยการที่ตกลงข้อเถียงกันระหว่างประเทศไม่ถึงเปนศึกสงครามกัน
- ส่วนที่ 2 ว่าด้วยทางสงคราม
- ส่วนที่ 3 ว่าด้วยเรื่องนิวแตลหรือคนกลาง
ในย่อกฎหมายระหว่างประเทศส่วนนี้ ยังมีความบกพร่องอยู่มาก เปนต้นคือพงษาวดารของผู้ซึ่งได้สรางขึ้น แลความเห็นต่าง ๆ ของนักปราชญ์นั้น ก็ยังไม่ได้อธิบายให้ปรากฎ แลอนึ่งฉันก็รู้สึกตัวว่าฉันก็ไม่ได้เปนผู้ซึ่งชำนาญคล่องแคล่วในกฎหมายส่วนนี้ เมื่อได้บอกผิดเหลือเกินอย่างไร ฉันจะต้องขออะไภยไว้ครั้งหนึ่ง แลที่ได้เขียนมานี้นั้น ได้นั่งจ้ำเขียนแต่ ๒ พักเท่านั้นเอง เพราะเปนการด่วน แลตำราที่จะอ้างดูก็ไม่มีบริบูรณ์ ฉันหวังใจว่าภายน่าจะมีคนซึ่งฉลาดกว่าฉันมาสอนนักเรียนส่วนนี้ เพราะในเมืองไทยก็มีอาจารย์ใหญ่อยู่คนหนึ่งแล้ว
นันทอุทยาน เดือนตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๖
กฎหมายตามธรรมดาที่เข้าใจกัน แปลว่าข้อบังคับของผู้ซึ่งมีอำนาจในประเทศ เมื่อไม่ประพฤติตามข้อบังคับนั้นแล้ว ผู้ซึ่งเปนใหญ่ในประเทศนั้น จะเอาโทษแก่ผู้นั้น
กฎหมายระหว่างประเทศนั้น คือในระหว่างประเทศซึ่งเปนไมตรีกัน มีวิธีที่ประพฤติการแลกิริยาต่อกัน นานมานี้การแลกิริยาซึ่งได้ประพฤติต่อกันนั้นตกลงเปนยุติ จึ่งได้สมมุติกันว่าเปนข้อกฎหมายแลวิธีที่ประพฤติกันนี้มีคนทุกประเทศซึ่งนิยมว่าดี จึ่งเผื่อแผ่ไปถึงประเทศซึ่งไม่เปนไมตรีต่อกัน
ได้พูดไว้ว่าวิธีการแลกิริยาหาได้เรียกว่ากฎหมายไม่ เพราะเหตุว่าตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ต้องเปนข้อบังคับของผู้ซึ่งมีอำนาจในประเทศ ไม่ทำตามแล้วจะมีโทษ
ก็กฎหมายระหว่างประเทศนั้นจะเปนกฎหมายฤๅ เมื่อเปนแต่กิริยาความประพฤติต่อกัน ไม่มีผู้ใหญ่นายโตเปนผู้บังคับบัญชารักษากฎหมายนั้นซึ่งจะกระทำโทษประเทศซึ่งได้ทำผิด เพราะเหตุทั้งนี้ ที่เรียกว่ากฎหมายนั้นเปนแต่สมมุติกันว่ากฎหมายเท่านั้น
กฎหมายในบ้านเมือง ในส่วนแพ่ง คู่ความเปนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายฟ้องร้องกันเรียกสินไหมเปนส่วนที่ทำโทษ ในอาญาเล่า บางทีก็ระหว่างราษฎร บางทีก็ระหว่างอัยการกับราษฎร สมมุติว่าฝ่ายโจทย์นั้นฟ้องร้องแทนแผ่นดิน แลฝ่ายจำเลยนั้นต้องหาว่า ทำร้ายต่อแผ่นดิน โทษถึงจำคุก เฆี่ยน ประหารชีวิตร ปรับเปนพินัย คือโทษหนักกว่าแพ่งซึ่งเปนแต่สินไหมเพราะได้ทำผิดต่อราษฎรคนหนึ่ง ในส่วนอาญานั้นทำผิดต่อราษฎรทั้งหมด โทษจึ่งได้หนัก
ในระหว่างประเทศ หาใช่ระหว่างราษฎรซึ่งเรียกว่าแพ่ง ฤๅแผ่นดินฟ้องราษฎรซึ่งเรียกว่าอาญา กฎหมายระหว่างประเทศนั้นคือประเทศต่อประเทศ สมมุติว่าประเทศเปนคน ๆ หนึ่ง
ความแพ่งก็ดี ความอาญาก็ดี เรามีโรงศาลที่จะไปฟ้องร้องได้ แต่ในระหว่างประเทศนั้นหามีโรงศาลไม่
จะต้องกล่าวถึงเรื่องประเทศ แต่ก่อนนั้นจะต้องอธิบายว่าประเทศนั้นคืออะไร? แปลว่าคนชาติเดียวกันฤๅหลายชาติ ต้องรวบรวมการงานไว้ด้วยกัน มีผู้ว่าการเปนสิทธิ์ขาด คือเปนต้นประเทศเมืองไทยซึ่งมีชาติไทยบ้าง ชาติลาวบ้าง อยู่ในอาญาสิทธิ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อได้ตั้งขึ้นเปนประเทศแล้ว มีประเทศหนึ่งประเทศใดรับรองว่าประเทศนั้นเปนประเทศตามกฎหมาย ก็วิธีที่จะรับรองนั้นก็มีหลายอย่าง แต่ธรรมดาเมื่อประเทศอื่นได้มาทำสัญญาไมตรีด้วย จึ่งเรียกว่าเปนประเทศอยู่ในกฎหมาย
แต่ในทวีปแอฟริกาเปนต้น มีคนชาติหลายชนิดเปนหมู่เล็ก ๆ กระจักกระจาย มีประเทศซึ่งได้ไปทำสัญญาแก่กันเหมือนกัน แต่ความคิดโดยจริงนั้นไม่ค่อยนับถือว่าเปนประเทศอยู่ในกฎหมายแท้ แต่ข้อที่ได้ทำสัญญาต่อกันแล้ว ต้องสันนิฐานว่าได้ยอมนับถือเปนประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ดี เมื่อชาตินั้นไม่ได้ประพฤติตนถูกต้องด้วยกฎหมายต่างประเทศแล้ว ประเทศอื่น ๆ ไม่จำเปนต้องประพฤติกิริยาดังชอบธรรมตามกฎหมาย จะอ้างตัวอย่างเปนต้นเมื่อยี่ปุ่นกับจีนรบกัน พวกจีนต้องหาว่าได้ฆ่าพวกทหารยี่ปุ่นซึ่งจับได้ ยี่ปุ่นร้องว่าจีนไม่ควรรับความชอบธรรมตามกฎหมาย
ในประเทศหนึ่งประเทศใด เมื่อได้มีขบถสงครามขึ้นแล้ว แลยังหาอาจสามารถที่จะปราบปรามการจุลาจลในแผ่นดินให้เรียบร้อยลงได้ ฝ่ายพวกซึ่งได้เปนขบถนั้นจะขอให้ประเทศอื่นรับรองว่า ตัวเปนประเทศใหม่ขึ้นได้ แต่จะต้องอยู่ในข้อบังคับซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้
๑ในระหว่างที่ต่อสู้กันอยู่โดยแขงแรงแล้ว ประเทศอื่นไม่ควรรับว่าพวกขบถนั้นเปนประเทศขึ้นใหม่
๒แต่เมื่อเจ้าฤๅนายได้ต่อสู้กับขบถไม่สันทัด เปนแต่คอยทีฤๅต่อสู้กันย่อท้อไม่สมกับการใหญ่แล้ว ประเทศอื่นมีอำนาจที่จะรับว่าพวกขบถนั้นเปนประเทศใหม่ขึ้น
๓แลประเทศซึ่งจะรับนั้นควรจะต้องมีเหตุซึ่งตนจำเปนต้องรับ เปนต้นคือเมื่อไม่รับแล้ว การค้าขายจะดำเนินไม่สดวก เช่นยุในเต๊ดสะเต๊ดในทวีปอเมริกา เมื่อพวกข้างใต้เกิดขบถขึ้นเมื่อคฤสตศักราช ๑๘๖๑ ในสามเดือน เจ็ดมณฑลได้แยกออกตั้งนายหน้าขึ้น มีอำนาจอันสิทธิขาดครบถ้วน แลได้จัดทหารขึ้นเพื่อจะรบ แลไม่มีข้อสงไสยว่าจะประพฤติตนผิดตามกฎหมาย แต่ฝ่ายข้างเหนือออกประกาศไม่ให้เมืองหนึ่งเมืองใดส่งเรือค้าขายกับฝ่ายใต้ซึ่งเปนขบถ คือปิดอ่าวเสียหมด (เรียกว่าบลอกเขต) อังกฤษเห็นดังนั้นจึ่งรับว่าฝ่ายใต้นั้นเปนประเทศขึ้น (ประเทศฝ่ายใต้ภายหลังแพ้) แลในเรื่องเกาะคิวบาเดี๋ยวนี้ซึ่งเปนเมืองขึ้นอยู่ในประเทศสเปน เกาะคิวบาได้ขบถต่อประเทศสเปน ๆ ไม่สามารถจะปราบลงได้จนเดี๋ยวนี้ พวกขบถร้องให้นา ๆ ประเทศรับรองว่าเปนประเทศใหม่ขึ้น ในเมืองอเมริกาก็มีคนร้องที่จะให้รัฐบาลของตนรับว่าพวกขบถนี้เปนประเทศขึ้นมาก เพราะเหตุว่าเมื่อสเปนไม่อาจสามารถจะปราบพวกขบถได้แล้ว พวกอเมริกาไม่ควรจะยอมเสียหายในการค้าขาย
ข้อความมีเท่านี้เอง ประเทศอื่นไม่มีอำนาจที่จะนับถือแลอุดหนุนโจรผู้ร้ายในเมือง แต่เมื่อเขาได้รับว่าพวกขบถนั้นเปนประเทศขึ้นแล้ว พวกขบถนั้นไม่เปนโจรผู้ร้าย
เมื่อพวกขบถได้ตั้งขึ้นเปนประเทศแล้ว สัญญาต่าง ๆ ซึ่งได้มีแก่นา ๆ ประเทศก่อนขบถ ประเทศซึ่งตั้งขึ้นใหม่นั้นยังต้องอยู่ในข้อบังคับ คือข้อสัญญาซึ่งพูดถึงเรื่องซึ่งเกี่ยวดองในเฃตรแดนซึ่งแยกออกไปนั้น แต่ข้อสัญญาส่วนตัวของประเทศเดิมนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วย แต่ในการเรื่องนี้เปนการเคลือบคลุมมาก
เมื่อประเทศหนึ่งประเทศใดได้สิ้นชีวิตร คือเปนต้นมีคนอื่นเขามารบได้เปนเมืองขึ้น อำนาจฤๅน่าที่ตามสัญญานั้นต้องมอบไว้ในประเทศซึ่งรบได้ แต่ตามจริงนั้น เมื่อเปนอำนาจอันชอบธรรม ประเทศซึ่งได้รับได้นั้นเปนผู้ใช้อำนาจนั้นแทน แต่ในน่าที่ไม่เปนไปเสมอ เปนต้นคือเมื่อฝรั่งเศสได้รบเอาเกาะมาดากัศกา ฝรั่งเศสไม่ยอมทำตามข้อสัญญาเรื่องกงสุลชำระความ (เรียกว่าเอกสตราเตรีตอเรียแอนริตี้)
แต่ในเรื่องเงิน คือได้เปนหนี้ ประเทศซึ่งตีได้นั้นต้องใช้แทน
อาณาเฃตรของประเทศนั้นคือเฃตรซึ่งตัวได้ปกครอง
วิธีที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะได้อาณาเฃตรใหม่นั้น อย่างหนึ่งเรียกว่าจับจองเอาที่ซึ่งไม่มีคนอยู่ ฤๅที่ซึ่งไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดเปนเจ้าของ แลที่จับจองนี้ต้องมีอำนาจปกครองอยู่ เขาจึ่งจะนับว่าได้จับจอง (ความคิดในเรื่องจับจองนี้เอากฎหมายโรมันมาใช้)
ในเรื่องนี้มีสัญญาต่าง ๆ ในทวีปยุโรป แลประเทศซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปกับอเมริกา ซึ่งได้นั่งพร้อมกันที่เมืองเบอลิน ศักราช ๑๘๗๕ มีข้อสัญญาว่าถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งด้วยกันในนั้นแล้วจะจับจองที่ในทวีปแอฟริกา ต้องบอกแก่กันให้รู้
แดนต่อแดนในระหว่างประเทศนั้น กะกันโดยที่ขีดเส้นในแผนที่ก็มี แม่น้ำเปนเฃตรก็มี เมื่อแม่น้ำนั้นเรือเดินไม่ได้แล้ว เฃตรต้องอยู่กลางในระหว่างแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำนั้นเรือเดินได้แล้ว ต้องเอาร่องน้ำเปนประมาณ (เรียกว่าทัลเวก) เมื่อเฃตรแดนเปนเขาไปแล้ว ช่องน้ำไหลเปนเฃตรแดน (เรียกวอตเตอร์ดีไวต์)
เมื่อแม่น้ำเปนเฃตรแดนแล้ว ประเทศใดประเทศหนึ่งจะห้ามไม่ให้เรือเดินได้ฤๅไม่ ไม่ตกลงกันแน่ มีสัญญาระหว่างนา ๆ ประเทศในทวีปยุโรปอยู่อันหนึ่งซึ่งประชุมกันที่เมืองเวียนา เมืองหลวงแห่งประเทศออสเตรีย ตกลงว่าเมื่อแม่น้ำเปนเฃตรแดน ฤๅเมื่อเดินเลยไปถึงประเทศอื่น ไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งปิดแม่น้ำนั้นต่อนา ๆ ประเทศ แต่แม่น้ำใหญ่ ๆ ในทวีปยุโรปนั้นมักจะตกลงกันเปนส่วน
ทะเลจะเปนอาณาเฃตรได้ฤๅไม่ เมื่อก่อนนี้มีประเทศต่าง ๆ อ้างว่าทะเลนั้น ๆ เปนของตัว แต่ไม่ค่อยมีใครรับรอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอ้างว่าทะเลเปนของใคร เพราะเหตุว่าตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่มีประเทศอันใดอาจสามารถที่จะคุ้มครองมหาสมุทรได้ จึ่งเปนดังนี้ ทะเลเปนของประเทศนั้นนับตั้งแต่ฝั่งออกไปได้ ๓ ไมล์ คือเฃตรซึ่งปืนจะยิงออกไปได้ แต่ปืนเดี๋ยวนี้ยิงได้ไกลกว่านั้น บางทีนา ๆ ประเทศจะร้องว่าอาณาเฃตรนั้นเกินกว่า ๓ ไมล์ออกไป
อาณาเฃตรซึ่งไม่เปนที่ดิน คือเรือรบจะจอดฤๅจะเดินอยู่ที่ไหน ๆ ก็ดี ก็เปนพระราชอาณาเฃตรของประเทศนั้น เรือค้าขายซึ่งชักธงเปนอาณาเฃตรของธงนั้นในส่วนที่จะชำระความระหว่างคนซึ่งอยู่ในเรือเมื่อเวลาเดินอยู่ในทะเล
๑อำนาจที่จะตั้งคนฤๅฝูงคนขึ้นเปนเจ้าฤๅเปนนาย มีอำนาจอันสิทธิ์ขาดตามแต่ประเทศนั้นจะเห็นสมควร อำนาจซึ่งจะตั้งอยู่เปนประเทศ คือ
จะให้อำนาจปกครองประเทศนั้นอย่างไรอย่างหนึ่งตามแต่ประเทศจะเห็นสมควร ประการหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมีอำนาจอันสิทธ์ขาด (เรียกว่าแอบสลุตมอนนกี้) คือ เมืองไทย, เมืองจีน, เมืองรัสเซีย, เปนต้น ประการที่สอง พระเจ้าแผ่นดินมีที่ปฤกษา ทั้ง ๒ อย่างรวมกัน จึ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาด (⟨เ⟩รียกว่าลิมิตเต็ดมอนนกี้) เปนต้นคือเมืองอังกฤษ เมืองออสเตรีย เมืองอิตตาลี เมืองสเปน เมืองโปรตุเกศ เมืองยี่ปุ่น เมืองเบลเยี่ยม ⟨เ⟩มืองเดนหมาก เมืองคริก เมืองฮอลันดา แลเมืองไทยในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่อยู่ ประการที่สาม ราษฎรตั้งกันเองขึ้นว่าการสิทธิ์ขาดแทนราษฎร ผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งนั้นเรียกว่าเปรสิเดน อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ในราษฎร จะตั้งเมื่อไร จะเลิกเมื่อไร ได้หมด (เรียกว่าริปับลิก) คือประเทศฝรั่งเศสเปนต้น ประการที่สี่ (เรียกว่าคอนเฟกเดอเรชั่น) คือประเทศหลายประเทศรวมกันตั้งนายแลที่ปฤกษาอันหนึ่งซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาประเทศซึ่งได้รวมอยู่ในนั้น คือยุในเต๊ดสเตดออฟอเมริกา, สวิดเซอร์แลนด์ แลเยอรมัน ตละประเทศที่ได้รวมกันนี้มีอำนาจที่จะว่าการอะไรได้หมดในกิจของตน เว้นแต่จะได้สัญญากันไว้ยกอำนาจให้แก่เจ้าฤๅนายซึ่งครอบครองทั้งหมด
๒อำนาจที่จะทำอะไรต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในประเทศนั้น มีเก็บภาษี แลเพิ่มทหาร ฤๅตั้งกฎหมายบังคับราษฎร เปนต้น ซึ่งประเทศอื่นไม่มีอำนาจจะร้อง
๓คนต่างประเทศในเวลาที่อยู่ในประเทศหนึ่งประเทศใดซึ่งจะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชานั้น คือพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศซึ่งได้เสด็จมาประพาศ แลกองทัพเมืองอื่น แลทูต ที่ว่าไม่ได้อยู่ในข้อบังคับของประเทศนั้น ๆ เรียกว่าอำนาจเอกสตราเตรีเตอเรียแอนลิตี้ แต่เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้อยู่ในประเทศใดโดยนอกน่าที่ เรียกว่าเปนคนธรรมดา (คืออินขอกนิโต) ดูเหมือนว่าจะต้องอยู่ในบังคับเขา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อได้ไปโดยน่าที่พระเจ้าแผ่นดินฤๅมิใช่ ไม่มีอำนาจที่จะปกครองโจรผู้ร้ายฤๅกระทำโทษผู้ร้ายในอาณาเฃตรของเขา แลเขามีอำนาจที่จะไล่ออกเสียจากอาณาเฃตรได้
๑ประเทศไม่มีอำนาจที่จะชำระทูตได้ในความอาญา แลไม่มีอำนาจที่จะจับกุม เมื่อได้ทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เปนน่าที่รัฐบาลที่จะขอให้เขาเรียกกลับเสีย แลในเรื่องความแพ่งก็ดี ไม่ปรากฎว่าจะออกหมายถึงเขาได้ฤๅไม่ แต่สงสัยว่าไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่มีอำนาจบังคับ
๒มีข้อซึ่งยังเถียงกันอยู่ว่าเมื่อทูตนั้นได้กระทำโจรกรรมอันร้ายแรง ประเทศจะมีอำนาจที่จะจับตัวไว้ในระหว่างที่รัฐบาลทั้ง ๒ พูดกันได้ฤๅไม่? คือเมื่อปี ๑๘๑๗ เคาน์กินเลนเบิก, ทูตเมืองสวิเดนซึ่งประจำอยู่ที่เมืองอังกฤษ ได้ไปช่วยคิดขบถต่อพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ๆ หาได้ไล่ออกเสียไม่ จับตัวไว้แล้วปล่อย ถึงกระนั้นก็ได้มีคำร้องขึ้นบ้าง แลเมื่อปี ๑๗๑๘ ทูตเมืองสเปนที่ประจำอยู่เมืองปารีศคิดจบถ ฝรั่งเศสได้จับไว้แล้วปล่อยเหมือนกัน แต่ในคราวหลังนี้ไม่ได้มีใครร้องเลย
๓ข้อที่ไม่ได้อยู่ในบังคับนั้นเผื่อแผ่ไปถึงพี่น้องลูกเมียทูต แลผู้ที่ทำราชการอยู่ด้วยกับทูต แลลูกจ้างของทูตนั้น ก็ถือกันโดยมากว่าฟ้องร้องไม่ได้ เว้นไว้แต่ได้ได้อนุญาตของทูตนั้น
แต่ในเมืองอังกฤษ เมื่อคนขับรถของทูตอเมริกาได้ไปวิวาทกับคนอื่นเข้า อังกฤษได้จับตัวไว้ชำระ
๔บ้านทูตนั้น ประเทศไม่มีอำนาจที่จะให้โปลิศเข้าไปค้นฤๅเข้าบ้านเมื่อเขาไม่ยอม แต่ทูตไม่มีอำนาจที่จะตั้งศาลในนั้นอย่างเดียวกันกับเปนอาณาเฃตร
๕ในทวีปยุโรป ทูตไม่มีอำนาจที่จะคุ้มครองพวกโจรฤๅพวกขบถ แต่ทวีปเอเซียทำกันบ่อย ๆ
๖ศาลไม่มีอำนาจที่จะเรียกทูตมาเปนพยาน เว้นแต่เขาได้ยอม
๗เก็บภาษีทูตไม่ได้
ในประเทศหนึ่งประเทศใดซึ่งได้มีสัญญายอมอนุญาตให้เขาบังคับคนของเขาเองในประเทศแล้ว ต้องทำตามสัญญานั้น ในเมืองไทยมีสัญญาอย่างนี้ทั้งนั้น เว้นไว้แต่จีนแลยี่ปุ่น (ให้ดูหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี)
ประเทศมีอำนาจที่จะรับปกครองคนซึ่งมาพึ่งบารมีโดยที่ได้ทำผิดในประเทศอื่น เมื่อเปนความผิดในข้อราชการ ไม่ต้องส่งตัวให้ประเทศนั้น แต่ในเรื่องความอาญา ต้องดูกฎหมายธรรมดาว่าศาลของเราจะรับชำระคนซึ่งได้กระทำโจรกรรมนอกอาณาเฃตรฤๅไม่ เมื่อรับแล้ว เขาฟ้องในศาลเราได้ แลบางทีมีสัญญาต่อกันชเรียกว่าสัญญาเอกสตราดิชั่น คือสัญญาว่าจะส่งโจรผู้ร้ายให้แก่กัน
ประเทศหนึ่งประเทศใดมีอำนาจที่จะไล่คนต่างประเทศไม่ให้อยู่ในอาณาเฃตรได้ฤๅไม่ จะพูดตามตรง โดยกฎหมายแล้ว มีอำนาจอย่างเดียวกับเรามีอำนาจที่จะไล่คนซึ่งมาอาไศรยในบ้านเราออกไปเสีย แต่โดยที่ได้เปนมา จะไล่ทั้งหมดนั้นไม่เปนไปได้ เจ้าพระยาอภัยราชาพยายามอธิบายเพื่อที่จะให้ตกลงกันว่าทำไปไม่ได้ในเวลาที่ไม่เปนศึกสงครามต่อกัน เมื่อทำขึ้นแล้ว ฝ่ายโน้นควรจะต้องทำตอบเหมือนกัน
น่าที่ ๆ จะรับผิดชอบในการที่เกิดเหตุในประเทศ ซึ่งเปนการเสียหายต่อนา ๆ ประเทศ มีจำกัดแต่เพียงว่าได้แกล้งฤๅได้ละเว้นกระทำสิ่งซึ่งสมควรจะที่จะทำ เมื่อเกิดเหตุขึ้นโดยที่ไม่ได้แกล้งฤๅโดยที่ไม่รู้ตัวแล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบ
เมื่อเมืองได้เกิดจุลาจลขึ้นแล้ว คนต่างประเทศต้องระวังตัวเอง แผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบ
ในเรื่องชาติ ที่จะว่าผู้ใดเปนชาติอะไรนั้น มีข้อเถียงมาก
อย่างหนึ่งซึ่งไม่มีข้อเถียงนั้นคือผู้ซึ่งเกิดในประเทศพ่อแม่ เปนชาติของประเทศ
ที่เถียงกันนั้นคือผู้ที่เกิดในประเทศ พ่อแม่เปนคนต่างประเทศ ในเมืองอังกฤษแลเมืองโปรตุเกศนับกันว่าเปนคนอังกฤษฤๅคนโปรตุเกศ แต่ตามกฎหมายฝรั่งเศส พ่อเปนชาติไร ลูกต้องเปนชาตินั้น ที่ได้กล่าวมานี้เปนธรรมเนียมในทวีปยุโรป
ในทวีปเอเซีย คนที่ไม่ได้เปนฝรั่ง ถือกันว่าเกิดที่ไหน เปนชาตินั้น
ลูกไม่มีพ่อมีแม่ คือเมื่อพ่อกับแม่ไม่ได้เปนผัวเมียกันตามกฎหมาย ถือกันว่าลูกนั้นตามชาติแม่ แต่ในประเทศอังกฤษประเทศเดียว คนชนิดนี้นับว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ เมื่อเกิดในเมืองอังกฤษแล้ว นับว่าเปนคนอังกฤษ
หญิงซึ่งได้แต่งงานกับคนต่างประเทศ เปลี่ยนชาตเปนชาติผัว เว้นไว้แต่เมืองอเมริกา ผู้หญิงอเมการิแต่งงานกับคนต่างประเทศแล้ว ประเทศอเมริกายังถือว่าเปนคนอยู่ในปกครองนั้น แต่เมื่อคนอเมริกาแต่งงานกับหญิงต่างประเทศ หญิงต่างประเทศเปนตนอเมริกา
เปลี่ยนชาติ (แน๊ดเชอแลลไลเซชั่น) คือคนต่างประเทศร้องขอจะเปลี่ยนชาติเปนชาติอื่น การที่ประเทศต่าง ๆ อนุญาตเปลี่ยนแปลกกันมาก มีคำเถียงกันอยู่คำหนึ่งว่าคนจะขอร้องเปลี่ยนชาติได้ฤๅไม่ ประเทศของตัวนั้นจะต้องยอมฤๅไม่ยอม แต่เดี๋ยวนี้ยอมให้เปลี่ยนทั้งนั้น แต่ต้องกระทำตามข้อบังคับต่าง ๆ หลายสิ่งหลายอย่าง เปนต้นคือต้องอยู่ในเมืองเขามีกำหนดปี
แต่เมืองเยอรมันนั้นไม่ยอมให้คนของตัวเปลี่ยนชาติ เมื่อคนนั้นยังไม่ได้เปนทหาร
ฝรั่งเศสยอมให้เปลี่ยนชาติ แต่แม้ว่ามาทำศึกแก่เมืองฝรั่งเศสแล้ว โทษถึงตาย
ประเทศหนึ่งประเทศใด ก่อนที่จะยอมให้คนต่างประเทศเข้าในชาติเขาแล้ว มีข้อบังคับแขงแรง เพราะเหตุว่าในทวีปยุโรปคนต่างประเทศมีอำนาจอันชอบธรรมน้อยกว่าคนในเมือง เมื่อยอมให้เปลี่ยนแล้วก็เปนเพิ่มอำนาจอันชอบธรรมนั้นให้ แลคนต่างประเทศนั้นอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเขาทั้งสิ้นแล้ว ไม่มีเอกสตราเตอรีตอเรียแอนริตี้ เว้นไว้แต่เมืองเตอร์กี
อนึ่งเมื่อประเทศใดยอมให้คนเปลี่ยนชาติโดยง่ายแล้ว นับกันว่าเปนกิริยาไม่ดี เช่นเมื่อเมืองเยอรมันได้ ๆ เมืองแฟรงเฟิดแล้ว ราษฎรในเมืองนั้นเปลี่ยนชาติเปนคนสวิดเซอร์แลนด์เพื่อที่จะหนีเปนทหาร เยอรมันจับตัวเนรเทศหมดทุกคน เมืองสวิตเซอร์แลนด์รับว่าเขาทำถูกแล้ว
เมื่อพ่อเปลี่ยนชาติ บางเมืองก็นับว่าลูกซึ่งยังมีอายุต่ำกว่า ๒๑ เปลี่ยนชาติด้วย บางเมืองก็ไม่นับ เว้นแต่เมื่อเด็กนั้นโตขึ้นแล้วจะได้ขออนุญาตเขา
ได้กล่าวไว้เลา ๆ ว่าเรือสินค้าซึ่งไม่เปนเรือรบ เมื่อเวลาเดินอยู่กลางทะเลนั้น เปนพระราชอาณาเฃตร แต่จะเรียกว่าอาณาเฃตรแท้ยังไม่ได้เหมือนเรือรบ เพราะเหตุว่าบางคราว คือเวลาศึกสงครามเปนต้น ตามที่จะได้กล่าวภายหลังข้างท้ายนี้ เมืองอื่นมีอำนาจที่จะตรวจเรือนั้น เปนอาณาเฃตรแต่เพียงนี้เท่านั้นเอง คือเมื่อผู้หนึ่งผู้ใดในเรือนั้นได้กระทำละเมิดกฎหมาย ต้องนับว่าได้กระทำในที่ดินในอาณาเฃตรของธง
สลัดนั้นคือโจรผู้ร้ายซึ่งได้มาโดยทางทะเลเพื่อจะได้ตีชิงของ ตามธรรมดาสลัดนั้นไม่นับว่าอยู่ในบังคับประเทศใด เพราะเหตุฉนี้ประเทศใด ๆ ก็ดีมีอำนาจที่จะทำโทษได้หมด (เช่น)
(ก)เมื่อปี ๑๘๗๓ พวกขบถเมืองสเปน (เรียกชื่อว่าขบถคาทยีน่า) ได้ตีเอาเรือรบไปได้ รัฐบาลเมืองสเปนประกาศให้นา ๆ ประเทศทราบว่าคนพวกขบถนี้เปนสลัด ใครจะทำโทษก็ได้ ประเทศอื่น ๆ ในทันทีนั้นออกคำสั่งบังคับเรืออย่าให้ทำร้ายต่อพวกขบถนี้ ไม่นับว่าเปนสลัด เพราะเหตุว่าพวกขบถหาได้กระทำโจรกรรมไม่
(ข)เมื่อปี ๑๘๗๗ พวกขบถเมืองปิรูได้จับเรือรบหัสกาแล่นออกไปทะเล พบเรืออังกฤษเข้าลำหนึ่ง แย่งเอาถ่านเสียหมด เรือรบอังกฤษเข้ารบไม่ทันแพ้ชนะ เรือหัสกาหนี เมืองปิรูมีคำร้อง แต่อังกฤษถือว่าแม่ทัพเรือของตัวได้ทำถูก เพราะพวกขบถนั้นได้กระทำโจรกรรม
ในที่สุดต้องมีเจตนาที่จะทำร้าย จึ่งเรียกว่าสลัด
เมื่อปี ๑๘๓๘ มีพวกขบถเตรียมตัวอยู่ในแดนอเมริกาจะเข้ามาในอาณาเขตรอังกฤษ คือประเทศคานาดา ทหารอเมริกาไม่กล้าปราบปรามพวกขบถ ทหารอังกฤษจึ่งได้ยกเข้าไปปราบในแดนอเมริกา ทำลายเรือของข⟨บ⟩ถชื่อแคโรไลน์เสีย อเมริกาก็ยอมว่าเมื่อได้กระทำดังนี้ โดยที่จะป้องกันร้ายอันใหญ่โตซึ่งจะตกมาทันที ก็พอฟังได้ อังกฤษตอบว่าไม่มีเวลาที่จะบอกรัฐบาลอเมริกา
อิกเรื่องหนึ่งเมื่อปี ๑๘๐๗ อังกฤษได้ส่งทัพเรือไปที่ประเทศเดนหมาก เรียกเอาเรือรบของเดนหมากนั้นมาไว้ในมือหมด เพราะทราบว่าฝรั่งเศสจะไปเอาเรือนี้มารบอังกฤษ
ตามตัวอย่างนี้ เขาวินิจฉัยว่าประเทศหนึ่งมีอำนาจที่จะทำผิดกฎหมายบ้างเล็กน้อย เมื่อจำเปนที่จะต้องป้องกันตัวโดยทันที
อินเตอร์เวนชั่นนั้นคือเมื่อประเทศ ๒ ประเทศจะได้กระทำอะไรต่อกัน มีประเทศอื่นสอดเข้ามาห้ามปรามฤๅพูดในเรื่องนั้นเพื่อที่จะไม่ให้ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเปนที่เสียหายฤๅซึ่งจะเปนที่เสียหายน่ากลัวต่อเขา
เมื่อในประเทศหนึ่งเกิดจุลาจล จะเปลี่ยนกระษัตริย์เปนต้น เมืองหนึ่งเมืองใดจะเข้ามาอินเตอร์วีนได้ฤๅไม่ เมื่อก่อน ๑๐๐ ปีนี้ขึ้นไป ดูมีคนคิดว่าได้มาก แต่ในสมัยนี้ เขาหาได้ถือว่าแผ่นดินเปนทรัพย์ของพระเจ้าแผ่นดินไม่ เห็นเปนว่าพระเจ้าแผ่นดินนั้นเปนประธานของราษฎร เมื่อราษฎรจะเกิดขบถเปลี่ยนประธานาธิบดี ประเทศอื่นไม่มีอำนาจที่จะเข้ามาอินเตอร์วีนโดยเหตุนั้นอย่างเดียว
คือเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ, ทูต, นายทัพฤๅนายทหาร, ข้าหลวงตั้งขึ้นเฉพาะน่าที่นั้น
เมื่อประเทศหนึ่งได้ตั้งทูตขึ้น ประเทศซึ่งจะไปประจำมีอำนาจที่จะไม่รับคนนั้นเปนทูตได้ แต่ต้องมีเหตุสำคัญ (เช่น)
(ก)เมืองอังกฤษไม่ยอมรับทูตโป๊ป เพราะกล่าวว่าโป๊ปไม่ได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระแลโป๊ปไม่ยอมรับทูตเยอรมันชื่อโฮเฮลโล เพระเปนพระราชาคณะซึ่งมีอำนาจว่าการในที่ว่าการของโป๊ป
ทูตนั้นยศผิดกัน คือ (๑) แอมแบ๊ดสิเดอร์ แลเลเกด (คือทูตของโป๊ป) ต้องเปนพระ แลส่งไปเมืองที่นับถือ แอมแบ๊ดสิเดอร์คือทูตแทนพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน
๒เรียกว่าเอนวอย แลมินิสเตอร์ คือเปนทูตของรัฐบาล แต่เอนวอยกับแอมแบ๊ดสิเดอร์นั้นเดี๋ยวนี้คล้ายกันแล้ว
๓มินิสเตอร์ประจำเมือง
๔ชาเยดาแฟ คือผู้แทนทูต
วิธีที่ตั้งทูตนั้น ต้องมีหนังสือตั้งเรียกว่าครีเดนชั่น
ประเทศมีอำนาจจะไล่ที่ทูตของนา ๆ ประเทศเสีย เมื่อทูตนั้นได้ทำนอกน่าที่ คือสอดเข้ามาทำการซึ่งไม่เกี่ยวข้องแก่นา ๆ ประเทศ
เมื่อประเทศทั้ง ๒ มีศึกสงครามต่อกัน ประหนึ่งส่งทูตไปประเทศอื่น ประเทศซึ่งเปนข้าศึกกันจับไว้เมื่อเข้าเฃตรของตน ดูเหมือนจะได้ เปนต้นคือเมื่อปี ๑๗๔๔ อังกฤษกับฝรั่งเศสเปนศึกต่อกัน ฝรั่งเศสส่งคนชื่อเบลอีลเปนทูตไปเมืองเยอรมัน แต่ทูตคนนั้นเดินผ่านอาณาเฃตรอังกฤษไป อังกฤษจับไว้ ก็ไม่ได้มีปากเสียง
นายทหารมีอำนาจพูดแทนรัฐบาลได้ เมื่อเวลาทำการงานฤๅเปนสัตรูอยู่กับฝ่ายโน้นเปนต้น
ผู้ถือหนังสือของทูตมีอำนาจที่จะไม่ให้ใครค้นตัวได้ เมื่อไม่มีศึก
กงสุลนั้นคือเปนผู้ดูแลคนแลทรัพย์ของเมืองตัว ไม่มีอำนาจเหมือนทูต แลไม่ได้เปนผู้ซึ่งจะพูดแทนประเทศของตัวได้ วิธีตั้งกงสุลนั้นคือเอาหนังสือตั้งไปให้ประเทศนั้น ๆ ต้องรับรองก่อน จึ่งจะเปนได้ ที่รับรองนั้นเรียกว่าได้ให้เวกสเควเตอร์ กงสุลตามธรรมดาต้องอยู่ในบังคับบัญชากฎหมาย ไม่เหมือนทูต แต่ประเทศไม่มีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะทำให้กงสุลนั้นขาดราชการได้
ทำหนังสือสัญญาในระหว่างประเทศคล้ายกันกับทำหนังสือสัญญาธรรมดา แต่ว่าหนังสือสัญญาระหว่างประเทศนั้น เมื่อต้องทำโดยข่มขืนแล้ว ยังใช้ได้อยู่ แต่เมื่อฝ่ายโน้นฉ้อโกงแล้ว ไม่เปนสัญญา เปนต้นคือเอาแผนที่ปลอมมาให้กะเฃตรแดน
สัญญาระหว่างประเทศนั้น เมื่อได้ลงชื่อแล้ว ยังต้องมีรับรองอิกชั้นหนึ่ง จึ่งจะเปนสัญญา เรียกว่าแรติฟิเกชั่น ฤๅแรติไฟ แลเมื่อจะไม่รับรองแล้ว ต้องมีข้อสำคัญขึ้นอ้าง
๑คือตั้งอนุญาโตตุลาการ เรียกว่าอาบิเตรชั่น แลการที่จะตั้งอนุญาโตตุลาการนั้นต้องมีสัญญากำหนดอำนาจแลเรื่อง เมื่อได้ตัดสินแล้วต้องทำตาม เว้นไว้แต่ตุลาการจะได้กระทำเกินอำนาจฤๅได้ฉ้อโกงรับสินบน
๒ริตอชั่น คือประเทศหนึ่งได้ทำสิ่งซึ่งเปนร้าย ประเทศอิกอันนั้นได้ทำตอบแทนบ้าง แลการที่ตอบแทนนี้ไม่ผิดกฎหมายฤๅสัญญา เปนต้นคือเมืองหนึ่งขึ้นภาษีเพื่อที่จะไม่ให้ของ ๆ อิกประเทศนั้นเข้ามากเกินไป เมืองอื่นนั้นขึ้นภาษีตอบแทนได้
๓ริไปรซัล คือทำตอบแทนโดยที่ผิดสัญญาฤๅผิดกฎหมาย คือเมื่อประเทศหนึ่งได้ทำสิ่งซึ่งเปนร้าย ประเทศนี้ริบทรัพย์สมบัติของประเทศนั้นไว้, ที่เรียกว่าเอมบาโคนั้นแปลว่ากักเรือแลสินค้าต่างประเทศไว้
๔บลอกเขด ไม่ถึงรบกัน ที่เป็นครั้งที่หนึ่งนั้นเมื่อปี ๑๘๒๗ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ได้ส่งเรือไปปิดอ่าวเมืองคริก แลเมื่อปี ๑๘๘๔ ฝรั่งเศสบลอกเขดเกาะฟอโมซา แต่ร้องว่าไม่ได้เปนศึกแก่กัน ขอให้อังกฤษขายถ่านให้เรือรบตนอย่างธรรมดาในเวลามีไมตรีทั่วไป อังกฤษไม่ยอม
บลอกเขดในที่สุดเช่นนี้นั้น คือนา ๆ ประเทศในทวีปยุโรปได้ล้อมเกาะคริดของเตอรกี
๑มีข้อเถียงว่าก่อนที่เปนศึกสงครามกันนั้นจะต้องออกประกาศว่าเปนศึกสงครามฤๅไม่ จะพูดเอาเปนแน่นอนไม่ได้ เพราะบางทีก็ได้ทำ บางทีก็ไม่ได้ทำ เมื่อครั้งโบราณเขาส่งคนไปท้ากันก่อน แต่ในสมัยนี้แม้ว่าจะมีประกาศกันแล้ว ก็มีภายหลังที่ได้ต่อสู้กัน เปนต้นคือเมื่อยี่ปุ่นกับจีนรบกัน ยี่ปุ่นได้ยิงเรือเกาชิงล่มเสียก่อนที่ตัวได้ประกาศ
แต่เมื่อปี ๑๘๗๐ เมื่อฝรั่งเศสกับเยอรมันรบกันนั้น ฝรั่งเศสได้มีหนังสือบอกไปยังเยอรมันว่าจะรบ
๒เมื่อประเทศ ๒ ประเทศได้เกิดรบกันขึ้นแล้ว สัญญาระหว่างกันต้องอยุดไปในระหว่างนั้น
๓แลดูเปนตกลงว่าเมื่อเปนศึกสงครามกันแล้ว ประเทศหนึ่งประเทศใดไม่มีอำนาจที่จะกักขังราษฎรต่างประเทศไว้ได้ ควรต้องประกาศบอกให้เขามีเวลาที่จะไปเสีย แม้เขาจะอยู่ในเมืองแล้ว ต้องประพฤติกิริยาอันสมควร ในเวลาศึกสงคราม ต้องทำร้ายแก่กันได้แต่ผู้ซึ่งได้ต่อสู้ฤๅช่วยต่อสู้ แลราษฎรซึ่งไม่ได้เปนทหาร อยู่ดี ๆ จะทำร้ายไม่ได้
๔แลมีสัญญาระหว่างนา ๆ ประเทศอย่างหนึ่งที่ลงชื่อกันที่เมืองเยนีเวอร์ซึ่งเมืองไทยได้เข้าเมื่อ ๓
๔ ปีนี้ มีข้อสัญญาว่า ในระหว่างศึกจะมีหมอรักษาผู้ซึ่งเจ็บปวด ไม่ว่าคนของตัวฤๅคนของสัตรู แลทั้ง ๒ ฝ่ายจะไม่ทำร้ายแก่หมอแลผู้พยาบาล
๕เมื่อจับทหารของสัตรูได้แล้ว เราไม่มีอำนาจที่จะฆ่าเสียเฉย ๆ โดยที่เขาไม่ได้หนีฤๅไม่ได้ทำร้ายอะไร แต่อาจจะขังไว้ได้ ฤๅปล่อยให้ทำสัญญาไว้ เรียกปาโรล สัญญาด้วยปากก็ได้ เมื่อได้มารบอิกแล้ว เรามีอำนาจที่จะทำโทษ ซึ่งจะเอาสัตรูมาเปนทาษชะเลยนั้น ไม่มีอย่างธรรมเนียมแล้ว แต่ฝ่ายโน้นขอไถ่ดูเหมือนจะได้
๖แลกเปลี่ยนคนชะเลยแก่กันยังมีอยู่ สัญญาแลกเปลี่ยนเรียกว่าคาเตล แลดูเปนธรรมเนียมกันว่าคนที่แลกเปลี่ยนกันนี้ไปรบอิกไม่ได้
๗เมื่อคนซึ่งไม่ได้เปนทหารของรัฐบาล ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลที่จะรบ ไปรบแล้ว ฝ่ายโน้นเขามีอำนาจที่จะทำโทษได้ คือเมื่อปี ๑๘๗๐ ฝรั่งเศสกับเยอรมันรบกัน เยอรมันออกประกาศว่าผู้ที่ได้แต่งตัวเปนสำคัญ จับตัวได้แล้ว จะฆ่าเสียให้หมด
๑ทรัพย์ของรัฐบาลซึ่งเคลื่อนได้นั้น สัตรูเอาได้ แต่ทรัพยซึ่งยังจะต้องฟ้องร้อง (คือหนี้) เอาไม่ได้ แลทรัพย์ซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ จะเอาไปขายไม่ได้ แต่สำนวนหนังสือนั้น ถึงเคลื่อนที่ได้ ก็เอาไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าด้วยเรื่องที่ได้รบกัน
แลหนังสือก็ดี สิ่งของก็ดี ซึ่งอยู่ในมิวเซียมอันเปนเครื่องประดับเมือง จะเปนรูปก็ดี ตุกกระตาก็ดี เอาไม่ได้ มีตัวอย่างว่าเมื่อปี ๑๘๑๕ เมื่อฝรั่งเศสแพ้ทัพ เขาบังคับให้คืนของนี้ให้หมดซึ่งตัวได้ไว้แต่ก่อน
๒ทรัพย์ของราษฎรนั้น จะริบเอาไม่ได้ แต่ข้าศึกมีอำนาจที่จะเกณฑ์เสบียงสัตว์พาหนะแลช่วยถางถนนได้ ข้าศึกมีอำนาจที่จะตีราคาได้ แลให้ใบเสร็จไว้เพื่อที่จะไม่ให้ไปเกณฑ์เอาอิกฤๅเพื่อที่จะได้ไปขึ้นเงินเอาแก่ผู้แพ้ศึก
๓ข้าศึกไม่มีอำนาจที่จะทำร้ายแก่ทรัพย์สมบัติ เว้นไว้แต่จำเปนในการศึกนั้นแท้ แต่ที่กล่าวมานี้เปนแต่ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สมบัติบนที่ดิน
เมื่อปี ๑๘๘๒ แอดมิราลโอบเขียนหนังสือว่า เมื่อรบกันแล้ว ควรจะต้องส่งเรือรบไปบอมบาด (คือยิงระดม) เมืองชายทะเล ข้อนี้เถึยงกันมาก เพราะเหตุว่า จะทำร้ายแก่ทรัพย์สมบัติของราษฎรเปล่า ๆ แต่เมื่อมีศึกขึ้นจริงแล้วคงทำเปนแน่
ทรัพย์สมบัติของราษฎรซึ่งอยู่ในทเลคือเรือแลสินค้า ต่างคนต่างริบเอาได้
ทรัพย์สมบัติของคนในบังคับของนิวแตลซึ่งอยู่ในเมืองสัตรู เมื่อมีการจำเปนในการสงครามแล้ว เขาเอามาใช้ได้ อำนาจอันชอบธรรมนี้เรียกว่าแองการี
๑ซึ่งจะเรียกว่าผู้ใดเปนทหารซึ่งจะฟันจะยิงได้นั้น คือ
(๑)ต้องได้อำนาจจากรัฐบาลของตัว
(๒)ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของนายซึ่งตั้งขึ้น แลต้องแต่งตัวเปนสำคัญ
๒สาตราวุธที่ใช้ได้นั้น คือสาตราวุธซึ่งไม่ทำให้คนเจ็บปวดฤๅตายเกินเหตุเกินการโดยที่ไม่มีประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แลได้ตกลงกันที่เมืองรัสเซียเมื่อปี ๑๘๖๘ ว่าเมื่อลูกปืนไม่หนักถึง ๑๔ บาทแล้ว จะไม่ให้เปนลูกแตกได้
๓อิกอย่างหนึ่งเรียกไปรเวตเตีย คือเรือคนธรรมดาขอรับอนุญาตจากรัฐบาลของตัวจะไปจับเรือสัตรูมาแล้วเอาเสียเปนสลัดกลาย ๆ ได้ตกลงกันที่เมืองปารีศเมื่อปี ๑๘๕๖ ในระหว่างนา ๆ ประเทศไม่ให้มี (เว้นไว้แต่อเมริกากับสเปน) จะไม่ยอมให้ใครรับอนุญาตเปนไปรเวตเตียอิกต่อไป เพราะเหตุฉนี้ในระหว่างประเทศซึ่งได้ลงชื่อแล้ว ใครเอาเรือออกไปทำโจรกรรม เขาฆ่าเสียได้อย่างสลัด เมื่อปี ๑๘๗๐ ฝรั่งเศสกับเยอรมันรบกัน เยอรมันได้มีทหารเรือวอลันเตียซึ่งแต่งตัวอย่างทหาร, ฝรั่งเศสร้องต่ออังกฤษให้ช่วย, หาว่าเยอรมันทำผิดสัญญา ให้มีไปรเวตเตียขึ้น อังกฤษไม่ได้ช่วย กล่าวว่าวอลันเตียกับไปรเวตเตียนั้นผิดกัน (ดูเหมือนว่าจะผิดกันด้วยวอลันเตียจับเรือได้แล้วเปนของรัฐบาล แลรวมอยู่ในบังคับบัญชาแม่ทัพด้วย)
๔ตามธรรมดากลศึกแล้ว ยอมให้ทำในเวลาที่รบกันเพื่อที่จะฬ่อเอาไชยชนะ แต่อย่าให้ถึงเปนกลอุบายของรัฐบาล แลกลอุบายในเรื่องธงขาวก็ดี แลธงกางเขนแดงก็ดี อย่าให้หลอกกัน
คนสอดแนมนั้น จับได้ เขามีอำนาจฆ่าได้ เพราะใช้กลอุบาย
ธงขาวนั้น คือใช้กันเมื่อเวลาจะพูดกัน มีคนถือกลองฤๅถือแตรมาคนหนึ่ง ตามธรรมดา ๓ คน เมื่อสัตรูถือธงขาวมาหาเรา จะพูดกับเราแล้ว เราไม่จำเปนที่จะพูดด้วย แต่ไม่ควรทำร้ายแก่เขา เมื่อได้สัญญาจะราทัพกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว เว้นไว้แต่จะมีความเข้าใจกันนอกจากนี้ รบได้ถึงเพียงใด ให้หยุดอยู่แต่เพียงนั้น แลทัพของฝ่ายหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจะทราบว่ามีสัญญาราทัพแก่กันไม่ได้ในทันที ต้องหยุดทัพเมื่อเวลาทราบข่าว แต่ไม่ต้องถอยหลัง นายทหารต่ำ ๆ มีอำนาจที่จะทำสัญญาราทัพเล็กน้อยเพื่อที่จะฝังศพเปนต้น แต่เมื่อจะราทัพทั้งหมดแล้ว นายทัพใหญ่มีอำนาจทำได้
คาเตลนั้นแปลว่าสัญญาในระหว่างศึกตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องแลกเปลี่ยน มีอิกอย่างหนึ่ง คาเตลนั้นคือเมื่อจะรบกันแล้ว สัญญากะทางที่จะส่งหนังสือฤๅที่จะพูดกัน เพราะเหตุฉนี้เรือคาเตลนั้นแปลว่าเรือซึ่งจะถือหนังสือให้กัน
เมื่อหยุดทัพแล้ว ตามธรรมดาเปนไมตรีใหม่ แลสัญญาเดิมนั้นกลับเปนสัญญาใหม่ เว้นไว้แต่จะได้ตกลงอย่างอื่น
แลตามที่ได้กล่าวแล้วนี้ สัญญาต้องมีแรติไฟรับรองอิกชั้นหนึ่ง แต่ก่อนที่ได้แรติไฟนั้นต้องนับว่าราทัพ แลเมื่อทัพอยู่ไกล จะทราบข่าวไม่ได้ทันที ต้องราทัพเมื่อเวลารู้ข่าว
ตามที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อก่อนรบกันไม่จำเปนที่จะต้องบอกให้กันรู้ แต่ตามไมตรีต้องบอกให้พวกนิวแตลเขารู้ว่าจะรบกันกับคนนั้น ๆ
น่าที่นิวแตลไม่ให้ ๆ ทหารช่วยฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ แลไม่ให้มาตั้งเกลี้ยกล่อมในอาณาเฃตรของตนเอาคนไปเปนทหารในเวลานั้น แลบางทีไม่ให้ยืมเงินกัน แต่เมื่อราษฎรคนหนึ่งคนใดให้ยืมแล้ว เห็นจะทำได้
นิวแตลดูเหมือนจะต้องห้ามไม่ให้คนของตัวขายเครื่องสาตราวุธกระสุนดินดำแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
นิวแตลจะยอมให้ทหารฝ่ายหนึ่งเดินข้ามอาณาเฃตรของตัวนั้นไม่ได้
แต่เรือรบของฝ่ายหนึ่งมีอำนาจที่จะมาอาไศรยเฃตรนิวแตล ๆ ไม่ควรให้เสบียงอาหารแลถ่านมากกว่าพอที่จะเดินไปอ่าวอื่น แลไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้ตั้งถานรบในอาณาเฃตร เมื่อเรืออื่นตามเข้ามาจะรบในที่ของเราแล้ว เรามีอำนาจห้าม แลเมื่อเรือนั้นจอดอยู่ในอ่าวของเรา จะค่อยตามสัตรูไปเพื่อที่จะทำร้าย เรามีอำนาจที่จะปล่อยไปวันละลำได้ (มักจะเรียกกันว่าข้อบังคับ ๒๔ ชั่วโมง)
นิวแตลไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้เรือของราษฎรตนออกไปช่วยผู้รบฝ่ายหนึ่ง
ตามธรรมดา เมื่อประเทศ ๒ ประทศรบกัน พวกนิวแตลมีอำนาจที่จะค้าขายได้แต่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ เว้นไว้แต่สิ่งของซึ่งจะช่วยกำลังในการรบ แลในเฃตรซึ่งฝ่ายหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะบลอกเขด
แต่บลอกเขดนั้นจะเปนบลอกเขดแต่ด้วยปากไม่ได้ ต้องมีเรือแลอำนาจสำหรับห้ามโดยจริงจัง แลเมื่อเรือนิวแตลจะหนีเข้าหนีออกได้แล้ว จะเอาโทษแก่รัฐบาลไม่ได้
เรื่องของซึ่งต้องห้าม ที่เรียกว่าคอนตรแบนนั้น คือสาตราวุธ แลกระสุน, ดินดำ, ม้า, ดินประสิว, กำมถัน, แลเครื่องสำหรับต่อเรือต่าง ๆ แลบางทีก็กล่าวกันว่า ถ่าน
เมื่อปี ๑๘๘๕ เมื่อฝรั่งเศสรบกับจีน ฝรั่งเศสจะนับเข้าสารเปนคอนตรแบน อังกฤษไม่ยอม
แต่ของบริโภคก็ดี เงินก็ดี ดีบุกก็ดี เสื้อผ้าก็ดี เมื่อขายแก่กันสำหรับในการทัพศึกแล้ว เปนคอนตรแบนทั้งนั้น
ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจที่จะตรวจเรือนิวแตลว่าจะมีคอนตรแบนฤๅไม่ เมื่อมีแล้ว จับเอาเรือนั้นไปที่อ่าวตัว แลริบเอาของได้ แต่เรือนั้นโดยมากมักจะปล่อย
สิ่งซึ่งเขานับว่าเปนคอนตรแบน คือหนังสือ แลผู้ถือหนังสือ ฤๅคนใชัสอยของรัฐบาลซึ่งเปนสัตรูริบเอาได้เหมือนกัน
ได้กล่าวมาแล้วว่าทรัพย์สมบัติของราษฎรซึ่งอยู่ในเรือเดินทเลแล้ว ริบเอาได้ก็เมื่อเกี่ยวดองกับนิวแตลอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจะริบเอาได้เพียงใด
(๑)วิธีโบราณของ ๆ ข้าศึกแล้วริบได้ ของ ๆ นิวแตล ริบไม่ได้ เพราะเหตุฉนี้ริบเอาเรือคืนสินค้าฤๅริบเอาสินค้าคืนเรือเสียได้
(๒)วิธีฝรั่งเศสแต่เดิม แม้ว่าเรือฤๅสินค้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดของสัตรูแล้ว ริบเอาได้ทั้งหมด
(๓)วิธีฮอลันดา ถ้าแม้เรือนั้นเปนของสัตรูแล้ว เอาได้ทั้งหมด ถ้าเปนเรือของนิวแตล ถึงมาตรว่าของจะเปนของสัตรูก็ดี ริบเอาไม่ได้ (วิธีนี้นับว่าเรือสินค้าเปนอาณาเฃตรของธง)
(๔)วิธีใหม่ซึ่งได้ตกลงกันที่เมืองปารีศเมื่อปี ๑๘๕๖ เรือของนิวแตลแล้ว ริบเอาเรือฤๅของไม่ได้ เว้นไว้แต่ของซึ่งต้องห้าม แต่เมื่อเรือนั้นเปนของสัตรูแล้ว จะริบเอาสินค้าของนิวแตลที่อยู่ในเรือนั้นไม่ได้
ตามธรรมดาเขามักจะตั้งศาลพิเศษศาลหนึ่งสำหรับผู้ซึ่งได้จับเรือแลสินค้าได้ให้มาโฆษนาให้รู้ จะได้ไต่สวนว่าสิ่งใดเปนของข้าศึกซึ่งควรริบได้ สิ่งใดเปนของข้าศึกซึ่งริบไม่ได้ เรียกว่าไปรสขอด คือศาลรางวัล (มีวิธีหลายอย่าง ยังไม่ตกลงกันทั่วไป)
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse