วรรณกรรมต่างเรื่อง/นิราศเดือน

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

อธิบายนิราศเดือน
ของ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

หนังสือนิราศเดือนนี้เป็นนิราศซึ่งนับถือกันว่า สำนวนแต่งดีเป็นอย่างยิ่งเรื่อง ๑ บางคนเข้าใจว่า สุนทรภู่แต่ง แต่ที่กล่าวกันมาเป็นหลักฐานนั้นว่า นายมี ศิษย์ของสุนทรภู่ แต่งเมื่อตอนบวชเป็นพระอยู่วัดพระเชตุพน นายมีคนนี้ ว่า ได้แต่งกลอนนิราศเมืองถลางไว้อีกเรื่อง ๑ ปรากฏสำนวนในหนังสือ ๒ เรื่องด้วยกัน ความที่กล่าวมานี้ เห็นว่า พอจะเชื่อฟังได้ ด้วยกลอนนิราศเดือนแลนิราศเมืองถลางทั้ง ๒ เรื่องนี้แต่งตามแบบของสุนทรภู่ แต่พิเคราะห์ดูในทางความที่แต่ง ผิดกับสุนทรภู่ จึงเข้าใจว่า จะเป็นสำนวนผู้อื่นซึ่งเป็นศิษย์ของสุนทรภู่

ศิษย์ของสุนทรภู่ที่สามารถแต่งกลอนได้ดีแทบจะถึงครูปรากฏแต่ ๒ คน คือ นายมีนี้คน ๑ กับหม่อมราโชทัย กระต่าย อิศรางกูร ณ กรุงเทพ ซึ่งแต่งนิราศลอนดอน อีกคน ๑ นิราศลอนดอนนั้น ว่า ที่แท้จะว่าดีกว่าของสุนทรภู่ในบางอย่างก็ว่าได้ เช่น ตรงใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ ใช้แห่งใด คงหาสัมผัสที่เหมาะเข้าความได้ ไม่มีเคอะเลยสักแห่งเดียว กระบวนเล่นศัพท์ภาษาต่างประเทศเช่นนั้น สุนทรภู่ไม่รู้ภาษาต่างประเทศ หาสามารถจะเล่นได้ไม่ จึงว่า หม่อมราโชทัยได้เปรียบสุนทรภู่อยู่ตรงนั้น ผู้ที่แต่งกลอนเอาอย่างสุนทรภู่มีมากกว่ามาก แต่ไม่มีใครที่จะแต่งได้ดีทัดทันครูเท่ากับนายมีกับหม่อมราโชทัยที่กล่าวมา.

นิราศเดือน
โอ้ฤดูเดือนห้าหน้าคิมหันต์
พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์
ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส อภิวาทพุทธรูปในวิหาร
ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์ ดูสราญเพริดพริ้งทั้งหญิงชาย
ที่เฒ่าแก่แม่ม่ายมิใคร่เที่ยว สู้อดเปรี้ยวกินหวานลูกหลานหลาย
ที่กำดัดซัดสีสวยทั้งกาย เที่ยวถวายน้ำหอมพร้อมศรัทธา
บ้างก็มีที่สวาทมาดพระสงฆ์ ต่างจำนงนึกกำดัดขัดสิกขา
ได้แต่เพียงพูดกันจำนรรจา นานนานมากลับไปแล้วใจตรอม
ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม
สงกรานต์ทีตรุษทีไม่มีมอม ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา
มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริดพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา
รามสูรเดินดินสิ้นศักดา เที่ยวไล่คว้าลางทีก็มีเชิง
บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วจนมัวมืด ใครขี้ตืดถากถางวางกันเหลิง
บ้างฉุดมือยื้อผ้าด่ากันเปิง ที่รู้เชิงทำแปดเก้าเป็นเจ้ามือ
เขาตัดไพ่ตายแพ้เหลือแต่ผ้า สิ้นปัญญาบ่นพลางครางหือ ๆ
นั่งเสียใจเต็มทีต้องหนีมือ ไม่สัตย์ซื่อทำไพ่ตายเขาเอง
ดูเขาเล่นเป็นฤดูไม่รู้ขาด นุชนาฏพึ่งกะเตาะขึ้นเหมาะเหม็ง
บ้างก็หลงเลยเล่นเป็นนักเลง ฉันนี้เกรงกลัวนักไม่รักเลย
ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย
แต่ตัวเราเปล่าไปมิได้เชย โอ้อกเอ๋ยคิดไปแล้วใจตรม
ให้เจ็บจุกทุกข์เท่าคีรีศรี ด้วยไม่มีคู่ชิดสนิทสนม
ทุกวันนี้ใครมีซึ่งคู่ชม สำราญรมย์เริงจิตเป็นนิจกาล
เมื่อไรเล่าเรานี้จะมีบ้าง จะได้ว่างเว้นทุกข์สนุกสนาน
แต่นึกตรองปองหามาช้านาน ทอดสะพานเข้าที่ไหนไม่ได้เลย
 ร่ำคะนึงถึงนุชสุดวิตก ถึงเดือนหกเข้าแล้วหนาเจ้าข้าเอ๋ย
เขาแต่งงานปลูกหอขอกันเชย เราจะเฉยอยู่ก็เห็นไม่เป็นการ
เขาแรกนาแล้วมานักขัตฤกษ์ เอิกเกริกโกนจุกทุกสถาน
ที่กำดัดจัดแจงกันแต่งงาน มงคลการตามเล่ห์ประเพณี
โอ้โอ๋อกอาตมานี้อาภัพ ทั้งไร้ทรัพย์สาระพัดน่าบัดสี
ดูเพื่อนบ้านเขาทั้งหลายสบายดี เขาคิดมีลูกเมียเสียทุกคน
สำราญรมย์ชมน้องในห้องหอ เฝ้าเคลียคลอเจรจาว่ากุศล
ที่ยังไม่ส่งตัวนึกกลัวตน ก็ต่างคนต่างนึกคะนึงตรอง
โอ้อกเอ๋ยยังไม่เคยจะมีผัว สงสารตัวตั้งแต่นี้มีแต่หมอง
มิได้ทาแป้งขมิ้นดินสอพอง จะมีท้องแท้แล้วไม่แคล้วเลย
เสียดายแก้มผุดผ่องจะต้องจูบ จะซีดซูบพักตรานิจจาเอ๋ย
เสียดายนมจะระบมเพราะมือเชย ยังไม่เคยมีคู่ดูน่าอาย
ไหนจะปัดฟูกหมอนนอนด้วยผัว ไม่เหมือนตัวเปล่าเปลือยเหนื่อยใจหาย
จะไม่มีก็ไม่ได้ไม่สบาย พวกผู้ชายเจ้าชู้มักดูแคลน
จะพูดเกี้ยวเลี้ยวลดให้อดสู ถ้ามีคู่คุ้มตัวเหมือนหัวแหวน
ที่ลางคนบ่นบ้าว่าน่าแค้น พ่อแม่แค่นขืนให้ไม่ชอบใจ
เที่ยวหลบลี้หนีสถานทิ้งบ้านช่อง มีพวกพ้องน้าป้าไปอาศัย
บ้างชอบชายรูปงามตามเขาไป ไม่อาลัยพ่อแม่ไปแต่ตัว
ที่โกนจุกได้ปีครึ่งพึ่งจะผลิ อุตริหนักหนาจะหาผัว
ที่ลงคนละห้อยน้อยใจตัว ว่ารูปชั่วชายชังไม่หวังเชย
ที่ตกพุ่มกลุ้มกลัดขัดในอก ถึงมุ่นหมกอยู่ในก็ใช้เฉย
แสนสงสารหญิงชายไม่วายเลย โอ้อกเอ๋ยเราก็เป็นเหมือนเช่นกัน
ไม่พ้นตัวชั่วช้าว่าแต่เขา ตัวของเราเหมือนยักษ์มักกระสัน
เห็นกะเตาะไม่ได้ใจเป็นควัน เหลือจะกลั้นใจคอเที่ยวกรอกราย
ถ้ามีงานใหญ่โตมะโหรสพ ขี้มักพบเห็นมากดูหลากหลาย
เห็นนารีรูปงามตามแทบตาย เพราะเมามายแรกรักนี่หนักจริง
มีอิเหนาคราวนั้นขันหนักหนา ทำทีท่าถูกในน้ำใจหญิง
นอนละเมอเพ้อจิตคิดประวิง ฉันหนาวจริงพ่อขุนทองประคองที
อันความรักมักละเมอจนเพ้อพก เหมือนกับอกเรียมแล้วนะแก้วพี่
ให้โหยหวนครวญหาทุกราตรี สักกี่ปีจะได้น้องประคองนอน
 กระทั่งถึงเดือนเจ็ดไม่เสร็จโศก บังเกิดโรคแรงนักด้วยรักสมร
สลากภัตรจัดแจงแต่งหาบคอน อย่างแต่ก่อนหาบกระทายมีลายทอง
ใส่คานรูปนาคาวายุภักษ์ ครั้นเดินหนักดูเต้นเผ่นผยอง
แสรกร้อยห้อยพวงมาลัยกรอง ใส่เข้าของหาบหามตามกันมา
ทุกวันนี้มีแต่จะทำแปลก ใส่โต๊ะแบกเดินด่วนมาถ้วนหน้า
สาระพัดเอมโอชโภชนา ตามศรัทธาสัปปุรุษนุชอนงค์
ทั้งผู้ดีเข็ญใจก็ไปมาก จับสลากหนังสือชื่อพระสงฆ์
รู้จักนามตามพบประสบองค์ ต่างจำนงน้อมถวายรายกันไป
พระลางองค์งงงกตกประหม่า ให้ยะถาเสียงสั่นอยู่หวั่นไหว
สัปปุรุษกรวดน้ำร่ำในใจ ที่ผู้ใหญ่หมายประโยชน์โพธิญาณ
ที่หนุ่มหนุ่มสาวสาวราวกับฉัน นึกรำพันในจิตอธิษฐาน
ให้มีเมียรูปงามทรามสคราญ มีเรือนบ้านคับคั่งเขามั่งมี
อนงค์นาฏปรารถนาจะหาผัว ไม่เล่นถั่วกินเหล้าเมาอาหนี
ให้รูปงามทรามชมอุดมดี ลางสตรีปรารถนาหาขุนนาง
มีเงินทองบ่าวไพร่เครื่องใช้สอย จะนั่งลอยนวลสบายนุ่งลายย่าง
ขี่แต่เรือเก๋งพั้งลงนั่งกลาง ไปตามทางแถวชลที่คนพาย
ที่ติดพันกันอยู่ก็ชูชื่น ไม่นึกอื่นนึกมีแต่ที่หมาย
ที่มีแล้วฉ่ำเฉื่อยเรื่อยสบาย ค่อยเว้นวายโศกเศร้าเบาหัวใจ
กระทำมาหากินภิญโญยิ่ง มีลูกหญิงลูกชายหมายอาศัย
ที่ไม่มีฝั่งฝาให้อาลัย เหมือนกับใจของฉันที่พรรณนา
คิดถึงนุชสุดที่รักให้หนักอก น้ำตาตกพรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
สักเมื่อไรจะได้แนบแอบอุรา ละห้อยหาโศกศัลย์รำพันคราง
 ถึงเดือนแปดแดดอับพยับฝน ฤดูดลพระวสาเข้ามาขวาง
จวนจะบวชเป็นพระสละนาง อยู่เหินห่างเห็นกันเมื่อวันบุญ
ประดับพุ่มบุปผาพฤกษากระถาง รูปแรดช้างโคควายขายกันวุ่น
ตุ๊กตาหน้าพราหมณ์งามละมุน ต้นพิกุลลิ้นจี่ดูดีจริง
ต้นไม้ทองเสาธงหงส์ขี้ผึ้ง คู่ละสลึงเขาขายพวกชายหญิง
อุณรุทยุดกินนรชะอ้อนพริ้ง มีทุกสิ่งซื้อมาบูชาพระ
ขึ้นกุฎีที่รักรู้จักสนิท ดัดจริตพูดจาวิสาสะ
พระหนุ่มหนุ่มกลุ้มใจทำไมละ เสียงจ๋าจ๊ะเจรจาพาสบาย
ถ้าญาติโยมจริงจริงแล้วนิ่งเฉย มิใคร่เงยดูหน้าปัญญาหาย
ไม่พูดมากพาดพิงให้พริ้งพราย ดูเราะรายเรียบร้อยกระช้อยชด
พรรษาหนึ่งสองพรรษาไม่ผาสุก เข้าบ้านกรุกเลยลาสิกขาบท
เหมือนน้ำอ้อยย้อยถูกจมูกมด ใครจะอดได้เล่าพวกชาวเรา
นึกคะนึงถึงนางกลางพรรษา แต่คอยหาเช้าเย็นไม่เห็นเขา
เที่ยวฟังเทศน์มิได้ขาดดูลาดเลา เห็นแต่เขาคนอื่นไม่ชื่นตา
นั่งพับเพียบเรียบร้อยน้อยไปฤๅ ประนมมือฟังธรรมเทศนา
ที่ฟังจริงนิ่งตรับจนหลับตา บ้างก้มหน้าฟังไปมิได้เงย
ที่ฟังเล่นเห็นกันเป็นขวัญเนตร ไม่ฟังเทศน์เอาบุญแม่คุณเอ๋ย
มานั่งเล่นตากันฉันไม่เคย ไม่สิ้นเลยเหล่าตะกลามกามคุณ
ที่ท่านแก่แก่ตัวยังชั่วดอก หมายจะออกห่างเหจากเมถุน
ท่านอยากบวชสวดมนต์ขนเอาบุญ ที่แรกรุ่นนี้แลร่านรำคาญใจ
ด้วยความรักหนักเหลือเหมือนเรือเพียบ จนน้ำเลียบแคมแล้วแจวไม่ไหว
ถ้าผ่อนของขึ้นเสียบ้างยังชั่วใจ แจวไปไหนไปได้ไม่หนักแรง
โอ้โอ๋อกชาวเราเหล่าหนุ่มหนุ่ม อยากใคร่สุ่มปลาหนองเที่ยวส่องแสวง
ตัวฉันเล่าเฝ้าคลั่งด้วยคลางแคลง จะพลิกแพลงไปอย่างไรก็ไม่รู้
โอ้ไฉนจะสมอารมณ์รัก ใครช่วยชักฉันจะไหว้ให้หัวหมู
ยิ่งร้อนในใจคอให้หมอดู ว่าขัดคู่นักหนาให้อาดูร
 ถึงเดือนเก้าเศร้าสร้อยละห้อยหา พระจันทราวันดับก็ลับสูญ
แต่โศกเศร้าเราเสริมขึ้นเพิ่มพูน ไม่ลับสูญไปบ้างเหมือนอย่างเดือน
ไม่ได้ชมโฉมศรีไม่มีสุข จะเปรียบทุกข์อะไรก็ไม่เหมือน
ถึงจะมีเข้าของสักห้องเรือน ไม่ชื่นเหมือนคนรักสักราตรี
ถ้ามีคู่สู่สมภิรมย์รื่น ทุกวันคืนปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ถ้าไม่ได้เหมือนหมายตายเสียดี ไปเกิดมีชาติหน้าคอยท่าน้อง
โอ้ว่ากรรมจำเพาะพระเคราะห์รุด หมายได้นุชเดือนเก้ายิ่งเศร้าหมอง
เห็นเมฆมืดเวหาฟ้าคะนอง พยับฟองฝนสาดอยู่ปราดปราย
พยุเยือกโยกมาฟ้าก็แลบ ดูวับแวบแวววับแล้วดับหาย
เหมือนขวัญเนตรแลวับแล้วกลับกลาย ราวกับสายฟ้าแลบแปลบโพยม
พิรุณโรยโปรยมาเวลาดึก คะนึงนึกถึงนางสำอางโฉม
ถ้าเหาะได้จะไปพาเอามาโลม ประคองโฉมโลมเล่นไม่เว้นวาง
นี่จนจิตฤทธีหามีไม่ ยิ่งคิดไปสารพัดจะขัดขวาง
ระทวยทอดกอดหมอนลงนอนคราง กลัวจะค้างมรสุมกลุ้มหัวใจ
ยิ่งคิดคิดจิตคล้อยละห้อยหา ชลนาเอิบอาบพิลาปไหล
กลางคืนหนาวกลางวันร้อนอ่อนฤทัย เมื่อครั้งไรจะพ้นข้อทรมาน
 ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารท ใส่อังคาสโภชนากระยาหาร
กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพาน พวกชาวบ้านถ้วนหน้ามาธารณะ
เจ้างามคมห่มสีชุลีนบ แล้วจับจบทัพพีน้อมศีรษะ
หยิบเข้าของกระยาสารทใส่บาตรพระ ธารณะเสร็จสรรพกลับมาเรือน
พอลับเนตรเชษฐาอุราร้อน แสนอาวรณ์โหยให้ใครจะเหมือน
ไม่รู้ที่จะวานใครไปตักเตือน ให้มาเยือนเยี่ยมพี่ถึงที่นอน
ถ้าเข้าชิดอิดออดจะกอดรัด สอดสัมผัสเคล้นทรวงดวงสมร
แม้นข่วนหยิกพลิกหันจะกันกร ทำแง่งอนพี่จะง้อให้ท้อใจ
จะเป่าด้วยคาถามหาเสน่ห์ อิธะเจทำผงให้หลงใหล
โอ้ยามนี้โฉมตรูก็อยู่ไกล ทำไฉนจะได้มิตรมาชิดเชย
ขอเชิญเทพทุกสถานพิมานสถิต ช่วยเตือนมิตรให้มาเยือนอย่าเชือนเฉย
อย่าให้เรียมคอยท่าอยู่ช้าเลย ไม่ได้เชยนุชนงค์ฉันคงตาย
อันหญิงอื่นดื่นไปทั้งไตรจักร ไม่มีรักเหมือนนุชที่สุดหมาย
ขอให้ได้แนบน้องประคองกาย อย่าคลาดคลายตราบเท่าเข้านิพพาน
ยิ่งรำคาญแค้นใจให้สะอื้น ถ้างามชื่นเห็นคงจะสงสาร
แม้แลกเปลี่ยนน้ำใจอาลัยลาญ คงรำคาญเหมือนเรียมที่เตรียมตรอม
ถ้ายอดรักรักรวบประจวบจิต คงได้ชิดเชยแนบแอบถนอม
จะประโลมโฉมเฉลิมเป็นเจิมจอม ให้เพริศพร้อมพริ้งพรายสบายบาน
จะตั้งตึกปึกแผ่นให้แน่นหนา มีเงินตรากินกรุ่มเป็นภูมิฐาน
ช่วยข้าคนบ่าวไพร่ไว้ใช้การ ให้เยาวมาลย์ชื่นชมภิรมย์ใจ
พี่นอนตรึกนึกนิยมสมบัติบ้า ก็เพราะว่าความรักมักหลงใหล
สิ้นเดือนสิบลิบลับนับแต่ไกล ยังไม่ได้กัลยาน้ำตาริน
 เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวฉาวสนั่น บ้างแข่งกันขันสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี
ไปช่วยแห่แลกันกระสันสวาท นุชนาฏพายเรือใส่เสื้อสี
จนเปียกชุ่มตูมตั้งอลั่งดี เส้นเกษีโศกสร้อยก็พลอยยับ
เหมือนตกแสกแบกโศกไว้สักพ้อม ดูมัวมอมหน้าตาเมื่อขากลับ
ถึงบ้านหอบบอบอ่อนลงนอนพับ ตานั้นหลับใจตรึกนึกถึงพาย
บ้างว่ากันวันนี้พี่คนนั้น ช่างดูฉันนี่กระไรน่าใจหาย
บ้างแกล้งพูดดังดังว่าชังชาย เบื่อจะตายไปกฐินเขานินทา
ได้ยินพูดเช่นนี้ก็มีมาก พูดแต่ปากใจรนเที่ยวซนหา
การโลกีย์มีทั่วทั้งโลกา ใครบ่นบ้าว่าเบื่อไม่เชื่อเลย
ถึงตัวเรานี้เล่าก็เร่าร้อน แสนอาวรณ์วิญญาณ์นิจจาเอ๋ย
ไม่ว่าเล่นเป็นบ้าหลังด้วยหวังเชย ยิ่งเคยเคยก็ยิ่งคิดเป็นนิจกาล
ทุกค่ำรุ่งมุ่งมาดปรารถนา จะพรรณนาสุดคิดให้วิตถาร
ในเล่ห์กลโลกาห้าประการ ฉันรำคาญสุดที่จะชี้แจง
 เดือนสิบสองล่องลอยกระทงหลวง ชนทั้งปวงเลยตามอร่ามแสดง
ดอกไม้ไฟโชติช่วงเป็นดวงแดง ทั้งพลุแรงตึงตังดังสะท้าน
เสียงนกบินพราดพรวดกรวดอ้ายตื้อ เสียงหวอหวือเฮฮาอยู่หน้าฉาน
ล้วนผู้คนล้นหลามตามสะพาน อลหม่านนาวาในสาคร
บ้างก็แห่ผ้าป่าพฤกษาปัก มีเรือชักเซ็งแซ่แลสลอน
ขับประโคมดนตรีมีละคร อรชรรำร่าอยู่หน้าเรือ
บ้างก็ร้องสักรวาใส่หน้าทับ ลูกคู่รับพร้อมเพราะเสนาะเหลือ
ฟังสำเนียงสตรีไม่มีเครือ เป็นใยเยื่อจับในน้ำใจชาย
ฟังสำเนียงเสียงนางที่กลางน้ำ แล้วหวนรำลึกถึงนุชที่สุดหมาย
กลับมานอนอ่อนทอดระทวยกาย เฝ้าฟูมฟายชลนาทุกราตรี
นอนไม่หลับกลับลุกเปิดหน้าต่าง จันทร์กระจ่างแจ่มฟ้าในราศี
เห็นดวงเดือนเหมือนลักษณ์ภัคินี ยุพินพี่อยู่ไกลนัยนา
พี่นั่งคอยนอนคอยละห้อยหวน แสนรัญจวนมิได้สิ้นถวิลหา
เห็นราหูจู่จับพระจันทรา ชาวพาราอื้ออึงคะนึงดัง
พิลึกลั่นครั่นครึกเสียงกึกก้อง ระฆังฆ้องกลองแซ่ทั้งแตรสังข์
ประดังเสียงเพียงพื้นพิภพพัง มีทุกครั้งดังทุกคราวฉาวทุกที
โอ้ว่าดวงจันทร์เจ้าดูเศร้าหมอง ไม่ผุดผ่องเผือดอับพยับสี
อยู่ในปากราหูอสุรี มีนาทีปล่อยปละสละกัน
แต่ตัวพี่มิได้มีนาทีชื่น ทุกวันคืนเฝ้าวิโยคด้วยโศกศัลย์
ครวญคะนึงถึงมิตรที่ติดพัน พี่ชมจันทร์ต่างเจ้าเยาวมาลย์
เมื่อวันที่เทศนามหาชาติ ได้เห็นนาฏนุชนงค์ยอดสงสาร
สัปปุรุษคับคั่งฟังกุมาร ชัชวาลย์แจ่มแจ้งด้วยแสงเทียน
พี่ฟังธรรมเทศน์จบไม่พบน้อง เที่ยวเมียงมองเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน
ไม่พบพักตร์เยาวมาลย์ในการเปรียญ ก็วนเวียนมาบ้านรำคาญใจ
 ถึงฤดูเดือนอ้ายไม่ได้สมร ยิ่งหนาวนอนกอดประทับไม่หลับไหล
ถึงกอดหมอนนอนนิ่งแล้วผิงไฟ ไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดรัก
พี่เป็นทุกข์ทุกเดือนเหมือนจะม้วย ใครจะช่วยทุกข์ได้ไม่ประจักษ์
ให้คับแค้นวิญญาณ์หนักหนานัก จนสุดรักสุดฤทธิ์จะคิดการ
ให้สุดแค้นแสนวิตกในอกพี่ เหมือนพระสี่เสาร์กษัตริย์พลัดสถาน
พระเสาร์ทับชันษาอยู่ช้านาน พระภูบาลเป็นบ้าเข้าป่าไป
ถึงกระนั้นพระองค์ก็คงหาย กลับสบายคืนมาพาราได้
แต่ทุกข์พี่นี้ยิ่งกว่านั้นไป ทำกระไรจะได้ชื่นทุกคืนวัน
เป็นเคราะห์กรรมซ้ำแทรกเข้าแรกรุ่น มาหมกมุ่นด้วยผู้หญิงจริงจริงฉัน
แม่โลกีย์เจ้ากรรมแกทำครัน จะบากบั่นไม่ขาดประหลาดใจ
ยิ่งเห็นหน้ามิ่งมิตรให้คิดรัก อกจะหักเสียแล้วกรรมทำไฉน
ชะรอยเป็นคู่สร้างฤๅอย่างไร จึงอาลัยนางงามถึงสามฤดู
ยกเอาเรื่องในใจใส่สมุด ถ้านงนุชทราบเรื่องคงเคืองหู
อันความรักมักคลั่งตั้งกระทู้ มีทุกผู้ทุกคนไม่พ้นเลย
 ครั้นล่วงเข้าเดือนยี่ทวีหนาว นางสาวสาวอาบน้ำทำหน้าเฉย
อุตส่าห์บำรุงกายให้ชายเชย ไม่ขาดเลยแป้งขมิ้นดินสอพอง
ไม่ใคร่ผิงอัคคีกลัวศรีเสีย อลิ้มอะเหลี่ยเหลือดีไม่มีหมอง
คัดปีกเปิดเลิศล้วนนวลละออง อนงค์น้องน่ารักลักขณา
บ้างก็กางคันฉ่องส่องกระจก เห็นผมดกคิ้วดำขำหนักหนา
อุตส่าห์ถอนอุตส่าห์ตัดหัดเล่นตา เป็นวิชาชวนชายให้ตายใจ
บ้างก็ยิ้มพริ้มพรายขยายแก้ม เอาหมึกแต้มให้ดำทำเป็นไฝ
ล้วนแต่งตัวทั่วกันทุกวันไป นี่ฤๅใครจะไม่รักภัคินี
ทั้งขาวขำสำอางเหมือนอย่างปั้น ย่อมหวานมันเหมือนกันหมดรสอิตถี
ผูกสายสร้อยกบข้อมือลือว่ามี ทุกวันนี้นับถือข้อมือทอง
บ้างก็ไปวัดวาหาหลวงพี่ ขึ้นกุฎีน้อมกายถวายของ
ใครไม่รู้ดูทีเหมือนพี่น้อง เขาแอบมองลอบดูรู้อุบาย
ธรรมดาว่ารักเขามักรู้ เพราะตาหูบอกเหตุสังเกตุง่าย
จะเจรจาพาทีมีแยบคาย ใครอย่าหมายว่าจะปิดไม่มิดเลย
เช่นทำนองของฉันทุกวันเล่า เขารู้เท่าทัง้นั้นฉันก็เฉย
โอ้โอ๋อกชายที่หมายเชย ยังไม่เคยแล้วยิ่งคิดจิตระบม
สิบเดือนถ้วนครวญหามารศรี มิได้มีความสบายเท่าปลายผม
เฝ้าคิดถึงสาลิกาป่าชะอม น้ำค้างพรมพรั่งพราวหนาวหัวใจ
ไม่เห็นมาเยี่ยมเยือนจนเดือนยี่ เจ้าปักษีโบกบินไปกินไหน
สุริยาอัสดงลงไรไร โอ้อาลัยสาลิกาน้ำตานอง
โฉมยุพินกินรีเจ้าพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจะได้ชมประสมสอง
ดูผิวเหลืองเรืองดีดังสีทอง ได้ประคองแล้วจะชื่นทุกคืนวัน
ดอกโกมุทบุษบามณฑาทิพ วิไลลิบลอยล่องของสวรรค์
ถ้าหล่นลงตรงพี่จะดีครัน คงลือลั่นโลกาสุธาสะเทือน
แม่ดวงแก้วนพเก้าเสาวภาค พี่ฝังฝากรักใคร่ใครจะเหมือน
ให้หมกมุ่นวุ่นวายมาหลายเดือน สติเฟือนคลั่งไคล้ในใจตรม
 ถึงเดือนสามความโศกไม่เสื่อมสูญ จันทร์จำรูญแสงงามยามปฐม
ดารารายพรายพร่างน้ำค้างพรม พี่นั่งชมจันทร์เพ็งเปล่งโพยม
ดูแวววับเวหาล้วนดาเรศ เหมือนดวงเนตรนุชนางสำอางโสม
ดูกระพริ้มริมแดงดังแสงโคม ลอยโพยมล้อมจันทร์พรรณราย
พี่นั่งชมตรมตรึกดึกสงัด น้ำค้างหยัดเยือกเย็นกระเซ็นสาย
บุปผาเผยกลิ่นก้านบานกระจาย ต้องพระพายหอมประทิ่นเหมือนกลิ่นนาง
พี่เคลิ้มคลั่งนั่งอยู่ดูมะลิ ลืมสติหลงพลอดกอดกระถาง
ฟังเป็นเสียงสายสมรวอนให้วาง จึงปลอบนางทางว่าด้วยอาลัย
พี่นั่งคอยนอนคอยน้อยไปฤๅ ขอถูกมือยอดรักอย่าผลักไส
พอรู้สึกนึกเขินเดินออกไป ถ้าแม้นใครเห็นฉันแล้วขันจริง
ราวกับถูกยาแฝดสักแปดโถ จนซูบโซเสียศรีดังผีสิง
พระอภัยหลงรูปวาดหวาดประวิง เรากลับยิ่งกว่าพระอภัยไป
ถ้ามิได้นวลหงฉันคงม้วย ใครจะช่วยดับเข็ญเห็นไม่ไหว
ฤๅจะเหมือนมดแดงน่าแคลงใจ ให้สงสัยวิญญาณ์เป็นอาจิณ
ดูตำราว่าพฤหัสบดิ์เป็นปัตตนิ ตามลัทธิว่าคู่อยู่ทักษิณ
ช่างพูดจาตาดำดังน้ำนิล ก็สมสิ้นเหมือนตำราสารพัน
เออก็ขัดด้วยอะไรไฉนหนอ แต่รีรอรักนุชสุดกระสัน
เห็นที่อื่นดื่นดาษไม่ขาดวัน จะรักกันก็ประเดี๋ยวเมื่อเกี้ยวพาน
เหมือนแสบท้องต้องฝืนกลืนข้าวตาก ระคายปากไม่ละมุนเหมือนวุ้นหวาน
เหมือนอดข้าวกินมันยามกันดาร กว่าจะพานพบของที่ต้องใจ
กระแจะจันทน์คันธาบุปผาสด ไม่เหมือนรสมิ่งมิตรพิสมัย
ประเวณีมีจบภพไตร ไม่ว่าใครทุกตัวทั่วโลกา
 ถึงเดือนสี่ปีสุดถึงตรุษใหม่ ยังไม่ได้นุชนาฏที่ปรารถนา
ฟังเสียงปืนยิงยัดอัตนา รอบมหานัคเรศนิเวศวัง
ถ้าความทุกข์เราดังเหมือนยังปืน พิภพพื้นก็จะไหวเหมือนใจหวัง
นวลหงคงจะรู้ถึงหูดัง จะนอนฟังทุกข์พี่ไม่มีเว้น
ทุกวันคืนเดือนปีไม่มีหยุด พี่แสนสุดทุกข์ใจใครจะเห็น
ในทรวงช้ำเหมือนเขาเชือดเอาเลือดกระเด็น ใครจะเป็นเช่นข้าทั้งธานี
ความรักนุชสุดหลงพะวงจิต จนลืมคิดญาติกาน่าบัดสี
ลืมบิดามารดาทั้งตาปี เหมือนไม่มีกตัญญูดูเถิดเรา
พอใจรักแม่เลี้ยงว่าเสียงเพราะ เฝ้าฉอเลาะก็ไม่ได้อะไรเขา
รักคนอื่นลืมตัวจนมัวเมา อุตส่าห์เฝ้าอยู่ไม่ไปข้างไหนเลย
จะได้ฤๅมิได้ไม่รู้แน่ เห็นจะแก่เสียเปล่าแล้วเราเอ๋ย
สงสารใจใจคิดจะชิดเชย สงสารตัวตัวเอ๋ยจะเอกา
สงสารมือมือหมายจะก่ายกอด สงสารปากปากพลอดไม่นักหนา
สงสารอกอกโอ้อนิจจา ใครจะมาแอบอกให้อุ่นใจ
สงสารหลังหลังหมายจะได้จุด สงสารสุดเวทนาน้ำตาไหล
สงสารตาตาพี่แต่นี้ไป จะดูใครต่างเจ้าจะเปล่าตา
โอ้อกเรามีกรรมทำไฉน จึงจะได้แนบชิดขนิษฐา
ได้แต่ชื่อไว้ชมตรมอุรา ถึงได้ผ้าไว้ห่มก็ตรมใจ
ถึงได้แหวนได้ชมก็ตรมจิต ไม่เหมือนได้มิ่งมิตรพิสมัย
ได้ของอื่นหมื่นแสนทั้งแดนไตร ไม่เหมือนได้นิ่มน้องประคองนอน
จะว่าโศกโศกอะไรที่ในโลก ไม่เท่าโศกใจหนักเหมือนรักสมร
จะว่าหนักหนักอะไรในดินดอน ถึงสิงขรก็ไม่หนักเหมือนรักกัน
จะว่าเจ็บเจ็บแผลพอแก้หาย พอเจ็บกายชีวาจะอาสัญ
แต่เจ็บแค้นนี้แลแสนจะเจ็บครัน สุดจะกลั้นสุดจะกลืนขืนอารมณ์
จะว่าขมขมอะไรในพิภพ ไม่อาจลบบอระเพ็ดที่เข็ดขม
ถึงดาบคมก็ไม่สู้คารมคม จะว่าลมลมปากนี้มากแรง
จะว่าเมาเมาอะไรก็ไม่หนัก อันเมารักเช่นนี้มีทุกแห่ง
เกิดยุ่งยิ่งชิงกันถึงฟันแทง ใครพลาดแพลงล้มตายวายชีวา
บ้างชกต่อยกันบอบลอบตีหัว เอาจับตัวใส่คุกทุกข์หนักหนา
อันโกรธขึ้งหึงกันทุกวันมา เพราะตัณหาตัวเดียวมันเหนี่ยวแรง
จนพระเณรเถรตู้อยู่ไม่ได้ สึกออกไปซัดเพลาะเที่ยวเสาะแสวง
บ้างร้อนตัวกลัวอดเหมือนมดแดง นอนตะแคงคว่ำหงายสบายใจ
บ้างก็แต่งเพลงยาวไปน้าวโน้ม ว่ารักโฉมมิ่งมิตรพิสมัย
พอลงเอยให้แม่สื่อถือเอาไป แต่ละใบราคาถึงตำลึงทอง
บ้างก็ถูกแม่สื่อหลอกปอกเอาหมด เจ็บอกอดอับอายเสียดายของ
ถ้าแม่สื่อซื่อตรงคงได้ครอง เป็นหอห้องเรือนเรือเป็นเชื้อวงศ์
บ้างก็รักเขาข้างเดียวลงเคี่ยวเข็ญ บ้างก็เป็นสังฆ์การีสึกชีสงฆ์
วิสัยพระทุกวัดขัดทุกองค์ ถ้าลาภตรงมาหาเปลื้องผ้าไตร
บ้างก็ถูกลมหลอกออกมาเก้อ ชักสะพานแหงนเถ่อน้ำตาไหล
ไม่ได้เมียเสียของร้องเอาใคร กลับบวชใหม่สวดมนต์ไปจนตาย
เขาว่าพระคราวนั้นก็ขันอยู่ บวชเณรรู้ไว้เป็นศิษย์ดังจิตหมาย
ท่านจับสึกสักหน้าพากันอาย พวกหญิงชายลือดังทั้งพิภพ
เพราะโลกีย์ฟั่นเฝือเหลือสละ แต่เป็นพระแล้วยังคิดผิดขนบ
นี่ฤๅคฤหัสถ์จะไม่โลภละโมบมบ ให้ปรารภเรื่องผู้หญิงประวิงวน
จะพรรณนาว่าไปไหนจะหมด เหลือกำหนดนับไม่เสร็จเหมือนเม็ดฝน
มิใช่ฉันหยาบช้าแกล้งว่าคน อย่าร้อนรอนร้าวรานรำคาญเคือง
ฉันคนชั่วตัวโศกเป็นโรครัก อกจะหักเสียเพราะตรอมจนผอมเหลือง
สวาทหวังตั้งจิตเป็นนิจเนือง จึงแต่งเรื่องรักไว้ให้คนฟัง
พออ่านเล่นเป็นที่ประทังทุกข์ ให้ผาสุกตามประสาเป็นบ้าหลัง
ท่านทั้งหลายชายหญิงอย่าชิงชัง ฉันต่อตั้งแต่งความตามทำนอง
อันเรื่องราวตัณหานี้สาหัส ถ้าใครตัดเสียได้ฉันให้ถอง
อุตส่าห์หัดวิชาหาเงินทอง ก็เพราะของสิ่งเดียวมันเกี่ยวกวน
ถึงยากจนซนหาประสายาก ที่มีมากตั้งกองครองสงวน
บ้างก็ชอบชาววังรังกระบวน เนื้อก็นวลเสียงก็หวานขานก็เพราะ
ที่เต็มอัดกลัดมันกลั้นไม่หยุด ก็รีบรุดเร็วรัดไปวัดเกาะ
เป็นเงินแดงแย่งยุดฉุดเอาเพลาะ เถียงทะเลาะวุ่นวายไม่อายกัน
เพราะโลกีย์เจ้ากรรมแกทำเข็ญ เผอิญเป็นทั่วโลกให้โศกศัลย์
ถึงเทวบุตรภุชงค์พงศ์สุบรรณ ก็เหมือนกันกับเราที่เศร้าใจ
ถ้ารักกันลั่นเปรี้ยงดังเสียงฟ้า หูจะชาเสียด้วยดังฟังไม่ไหว
แต่เงียบเสียงสิยังอึงคะนึงไป ราวกับไฟไหม้ฟางสว่างโพลง
ถ้าคนอื่นตรึกตรองก็ต้องที แต่เรานี้ขวนขวายแทบตายโหง
ก็มิได้สายสมรนอนคลุมโปง ยังดังโด่งพลอยเขาน่าเศร้าใจ
แต่นั่งตรึกนอนตรึกนึกถึงน้อง แม้นจะรองชลนาสักห้าไห
ถ้าใครแย่งแกล้งพาขวัญตาไป คงจะใส่เสียให้ยับไม่นับชิ้น
จะถากเชือดเลือดเนื้อเอาเกลือทา สับศีรษะเสียให้สาอารมณ์ถวิล
จะทิ้งให้กาแร้งมันแย่งกิน จึงจะสิ้นความแค้นแน่นอุรา
เอะอะไรใจจิตคิดฉะนี้ ไม่ควรที่จะโกรธขึ้งด้วยหึงสา
จะเป็นเวรเปล่าเปล่าไม่เข้ายา จิตนะอย่าอำมหิตให้ผิดคน
เมื่อรักเขาเราก็รักไว้นิ่งนิ่ง ถึงใครชิงนางงามตามกุศล
ถ้าคู่แท้แลจะไปข้างไหนพ้น อย่าร้อนรนรุกรานรำคาญใจ
ครั้นคิดได้หายหึงไม่ขึ้งโกรธ ค่อยปราโมทย์ยิ้มย่องสนองไข
ที่จริงจิตฉันไม่กล้าจะฆ่าใคร ตั้งหม้อใหญ่กระนั้นดีฉันเอง
แต่ความรักรักจริงไม่ทิ้งรัก ยังไม่หักได้ก่อนลงนอนเขลง
น่าหัวร่อหนอเราไม่เข้าเพลง พูดเอาเองแก้เองออกวุ่นวาย
ด้วยความรักหนักแน่นแสนจะคลั่ง เหลือกำลังที่จะหักให้รักหาย
ถ้าสมรักนั่นแลฉันพลันสบาย ไม่เหมือนหมายแล้วเห็นไม่เป็นคน
ทำกระไรโฉมเฉลาจะเข้าใกล้ ฉันจะได้ฝากรักเสียสักหน
ขอเป็นข้านางงามไปตามจน จะสู้ทนทุบถองให้น้องใช้
ยิ่งรำพันปั่นป่วนรัญจวนจิต ถ้าแม้นผิดที่นี่แล้วที่ไหน
เหมือนหมายไม้กลางป่าพนาลัย สุดวิสัยที่จะมุ่งผดุงปอง
จะเอาจริงดังใจไม่ได้แท้ มีก็แต่ทรัพย์นึกไม่ตรึกถอง
ถ้านึกได้เหมือนนึกที่ตรึกตรอง จะนอนร้องละคอนเล่นให้เย็นใจ
นึกนึกแล้วก็เปล่าเรายิ่งวุ่น เจ้าประคุณน้ำตาพากันไหล
ท่านเจ้าจอมหม่อมจิตนี้คิดไป แสนอาลัยเพียงกายจะวายชนม์
เต็มกระเดือกเสือกกระแด่วอยู่แล้วหนอ จะสู่ขอสารพัดก็ขัดสน
จะกระโจมโถมเอาเราก็จน ครั้นจะทนอยู่เล่าเราก็ทุกข์
ไม่ได้ตามความรักเลยสักท่า ทุกทิวาราตรีไม่มีสุข
อุราเราร้อนเริงดังเพลิงลุก จะบากบุกเข้าไปอย่างไรดี
นึกจะแต่งศุภสารเป็นการลับ ก็คิดกลับกลัวน้องจะหมองศรี
ไม่เหมือนพบพักตราได้พาที ต้องอารีรักไว้แต่ในใจ
จะริเรื่องร่ำว่าก็น่าเกลียด ฉันขี้เกียจอธิบายน้ำลายไหล
สำหรับโลกโศกศัลย์ทุกวันไป กว่าจะได้พบพานก็นานครัน
จะขอลาน้องน้อยกลอยสวาท แรมนิราศราวป่าพนาสัณฑ์
เป็นดาบสทรงพรตพรหมจรรย์ ไปสวรรค์นิพพานสำราญกาย
ในชาตินี้บุญพี่นี้น้อยแล้ว เห็นคลาดแคล้วคลาเคลื่อนไม่เหมือนหมาย
มีแต่ทุกข์ระทมทับให้อับอาย เป็นผู้ชายสิ้นคิดอนิจจัง
เรื่องก็จบครบปีเดือนสี่สิ้น ใครอย่านินทาว่าลับหลัง
เอาเรื่องรักชักเหตุเทศน์ให้ฟัง พอเอวังก็มีเท่านี้เอง ฯ