เมืองพิษณุโลก

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปก ลง



Thailand Fine Arts Dept Seal.svg


เรื่อง เมืองพิษณุโลก


พระนิพนธ์


สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ




พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร


ทรงพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ


คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา


ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม


เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖



หน้า ก–ข ขึ้นลง



คำนำ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร มีรับสั่งมายังกรมศิลปากรว่า จะทรงพิมพ์หนังสือแจกในงานศพคุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้เป็นพระญาติผู้ใหญ่ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามในวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้ ขอให้กรมศิลปากรเลือกเรื่องหนังสือที่สมควรจะพิมพ์ถวาย และเรื่องหนังสือที่ต้องพระประสงค์นั้นโปรดให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองพิษณุโลก ด้วยเหตุว่า คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นบุตรีของพระยาพิษณุโลกาธิบดีศรีสุรสุนทร อุดรนครเกษตรานุรักษ์ อัครมหาสยามาธิราชภักดี อภัยพีริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระพิษณุโลกในระยะ พ.ศ. ๒๔๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ เมื่อกรมศิลปากรได้ทราบกระแสรับสั่งและพระประสงค์ดังกล่าว จึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองพิษณุโลก ก็เห็นว่า ไม่มีเรื่องใดเหมาะเท่าเรื่องเมืองพิษณุโลก พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อันเคยพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือเรื่อง "เที่ยวตามทางรถไฟ" จึงได้ให้คัดเรื่องดังกล่าวส่งไปถวายทอดพระเนตร ก็ทรงพอพระทัย จึงโปรดให้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้แจก และโปรดให้พิมพ์พระธรรมเทศนาเรื่อง "ธมฺมตากถา" ของพระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งถวายในงานพระกุศลทักษิณานุสรณ์ศพคุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ได้ทรงทำเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ไว้ข้างต้นหนังสือนี้ด้วย

กรมศิลปากรขอถวายอนุโมทนาพระกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ทรงบำเพ็ญเพื่ออุทิศส่วนกุศลประทานแก่คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา ขอพระกุศลบุญราศีที่ทรงบำเพ็ญจงเป็นประโยคสมบัติอำนวยอิฐวิบุลมนุญผลแก่คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา ตามฐานนิยมสมดั่งพระประสงค์ทุกประการเทอญ


กรมศิลปากร
๒๘ มกราคม ๒๔๙๖



หน้า ๑–๑๒ ขึ้นลง



ธมฺมตากถา


พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดอรุณาราชวราราม

ถวายเทศนาในงานพระกุศลทักษิณานุสรณ์

ศพคุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา

วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๙๕




หนฺหทานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปามาเทน สมฺปาเทถาติ

บัดนี้ จะได้รับประทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาในธัมมตากถาเฉลิมพระศรัทธาประดับพระปัญญาบารมีในโอกาสที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ทรงบำเพ็ญพระกุศลบุญราศีทักษิณานุสรณ์ประทานแด่ศพคุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้เป็นพระญาติชั้นผู้ใหญ่ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น เนื่องในงานพระกุศลสัตมวารสมัยจัดเป็นส่วนพระกุศลจรรยาญาติสังคหกิจซึ่งเป็นกุศลวิธีของพุทธศาสนิกบัณฑิตผู้นับถือพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ก็เพราะทรงนับถือและมีพระเมตตาอารีในคุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นพลวปัจจัย

คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา อาศัยบุญบารมีที่ได้อบรมมาแต่ปางก่อนนำให้อุบัติในสกุลผู้ดีมีบรรดาศักดิ์เป็นบุตรีพระยาพิษณุโลกาธิบดี (บัว) และคุณหญิงพิษณุโลกาธิบดี (ขรัวยายกลิ่น) และเป็นน้องสาวร่วมมารดาของเจ้าจอมมารดาพร้อมในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาของพระบรมวงศบพิตร ทั้งเป็นผู้ที่สนิมชิดเชื้อกับพระบรมวงศบพิตรเป็นอย่างดี นอกจากนับเนื่องเป็นพระญาติชั้นผู้ใหญ่แล้ว ท่านยังเป็นผู้ประคับประคองผดุงพระบรมวงศบพิตรเยี่ยงพระพี่เลี้ยงผู้ใหญ่ด้วยความเชิดชูรักใคร่สนิทใจมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนตราบเท่าถึงวันมรณะ ในส่วนอุปนิสัย ท่านมีน้ำใจโอนอ่อน สุภาพ มีมารยาทสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเป็นอย่างดี ทั้งโอบอ้อมอารีแก่ญาติมิตร วางตัวตั้งอยู่ในที่ควรเคารพบูชา ทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และอุปการะบำรุงเลี้ยงอบรมญาติผู้เยาว์มาจนได้ดีเป็นหลักฐานมั่นคงก็หลายคน จึงเป็นที่ชื่นชมยินดีรักใคร่เคารพนับถือของบุตรนัดดาประยูรญาติและวิสาสิกชน ในส่วนการกุศล ท่านก็ได้ร่วมบำเพ็ญกับหม่อมราชวงศ์จรัส อิศรางกูร ผู้สามี ตลอดมา เช่น สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม สร้างสะพาน ทำถนน และอื่น ๆ ตลอดจนได้เข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสภากาชาดไทย มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนา ตั้งหน้าทำบุญทำทานต่าง ๆ มามิได้ขาดจนตลอดชีวิต จัดเข้าในลักษณะของบัณฑิตตามในพระพุทธภาษิตว่า โชติ โชติปรายโน แปลว่า สว่างมาแล้ว กลับสว่างไป ดังนี้

คนบางคนแม้เบื้องต้นมีความเจริญงอกงามตั้งอยู่ในฐานอันดีเพราะกุศลกรรมเก่าช่วยอุปถัมภ์ แต่ส่วนต่อไปจะเป็นอย่างไรมิได้คำนึงถึง เห็นแต่ปัจจุบันสุขซึ่งมีเฉพาะหน้า บาปก็ช่าง บุญก็ช่าง มิได้นำพา ผู้เช่นนี้ถูกตำหนิจากพระบรมศาสดาว่า โชติ ตมปรายโน แปลว่า สว่างมาแล้ว แต่กลับมืดไปภายหน้า ดังนี้

อันคนทั้งหลายผู้เกิดมาในโลกนี้ตามปรกติประเพณีจำต้องมีเกี่ยวข้องติดต่อกันเป็นธรรมดา เริ่มต้นแต่บิดามารดากับบุตร ญาติต่อญาติ มิตรสหายต่อมิตรสหาย เป็นต้น แต่ในระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันนั้น บางท่านก็มีโชคเหมาะมีเคราะห์ดีเป็นบุญเป็นวาสนา ด้วยได้เกี่ยวข้องกันแต่คนที่ดีที่ชอบ เช่น มีบิดามารดา ก็มีที่น่ากราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านได้ทำอุปการคุณแก่บุตรธิดาตามหน้าที่จริง ๆ และทั้งในตนของท่านก็ยังมีคุณธรรมอย่างอื่นประจำอยู่ด้วย เช่น เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันงาม บุตรธิดาที่ได้บิดามารดาเช่นนี้นับว่า มีโชคเหมาะ ส่วนมารดาบิดาที่มีโชคเหมาะนั้น คือ ได้บุตรธิดาแต่ที่ว่านอนสอนง่ายได้อย่างใจ ไม่ทำให้เป็นที่เดือดร้อน มีจรรยามารยาทเรียบร้อย มีปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถในกิจการนั้น ๆ ทำให้เป็นที่เชิดชูวงศ์สกุลให้เจริญรุ่งเรือง มารดาบิดาที่ได้บุตรธิดาชนิดนี้ชื่อว่า มีโชคเหมาะ ส่วนญาติที่มีโชคเหมาะนั้น คือ ได้ร่วมเป็นญาติกับท่านที่เป็นคนดีงาม มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ทอดทิ้งในเวลาทุกข์ยาก เช่น ในคราวป่วยไข้ เป็นต้น และเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณา ควรจะสงเคราะห์อนุเคราะห์ต่อญาติได้ด้วยประการใดก็ประพฤติกระทำไปด้วยประการนั้น คนผู้ที่ได้ญาติเช่นนี้ชื่อว่า มีโชคเหมาะ ท่านที่มีโชคเหมาะเคราะห์ดีมีบุญวาสนาย่อมได้เกี่ยวข้องติดต่อกับคนที่ดีที่ชอบดังนี้ ส่วนผู้มีโชคดีเคราะห์ไม่ดีย่อมต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ดี กล่าวคือ จะมีบุตรธิดาก็มีแต่เหลวไหล ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่รู้จักเคารพนับถือบิดามารดา จะมีญาติพี่น้องก็มีแต่ที่ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยไม่เข้าพี่เข้าน้อง ดังนี้เป็นต้น เช่นนี้นับว่า มีญาติเป็นเคราะห์ร้าย มีโชคไม่เหมาะ

แต่ในจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกันนั้น ที่เป็นสำคัญชั้นที่หนึ่งก็คือ ในระหว่างมารดาบิดากับบุตร เพราะเป็นผู้ที่หาได้ยาก เมื่อหมดไปแล้วหาอีกไม่ได้ ผู้ที่เป็นสำคัญรองลงมานั้นก็คือ ระหว่างญาติต่อญาติ อันคนผู้เป็นญาติเป็นเชื้อสายเดียวกันแล้ว ตามปรกติธรรมดาความสุขทุกข์ย่อมเนื่องกระเทือนถึงกัน คนผู้เป็นญาติกัน แม้จะใกล้ไกลกว่ากันสักเพียงใด ถ้าเป็นเวลาปรกติซึ่งไม่ใช่คราวสุขทุกข์ บางผู้ก็ดูเหมือนเรื่อย ๆ เฉย ๆ กันไป แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ได้รับส่วนอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ก็ตาม ความกระเทือนความรู้สึกของผู้เป็นญาติกันย่อมมักพลอยสุขทุกข์ไปด้วย ซึ่งต่างจากคนที่ไม่ใช่ญาติที่มิได้เกี่ยวข้องกัน ข้อนี้เปรียบเหมือนเถาวัลย์ซึ่งเจริญงอกงามขึ้นพันอยู่ตามต้นไม้หรือซุ้มรั้ว แม้จะมีกิ่งก้านสาขาทบพันกันไปสักเพียงไร เครือเถานั้นก็ชื่อว่า มีลำต้นเป็นอันเดียวกัน เมื่อจับฉุดเข้าเถาไหนก็ย่อมจะพลอยกระเทือนไปถึงเถาอื่นด้วย กล่าวคือ รั้งปลายกระเทือนถึงต้น รั้งต้นกระเทือนถึงปลาย รั้งส่วนอื่น ๆ ก็เป็นเช่นนั้น แต่จะกระเทือนมากหรือน้อยนั้นแล้วแต่เถาที่สำคัญหรือไม่สำคัญและอยู่ใกล้หรือไกล แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีใครจับฉุดเข้าที่เถาไหนก็ย่อมพากันกระเทือนไปหมด ถ้าไม่มีใครทำอันตราย เถาวัลย์เหล่านั้นต่างย่อมนิ่งเป็นปรกติ ข้อนี้ฉันใด ความเป็นไปในระหว่างคนผู้เป็นญาติซึ่งเป็นสัมมาจารีชนแล้วก็เป็นฉันนั้น อาศัยเหตุนี้ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าแม้จะเสวยพระชาติเป็นอะไร ๆ มักปรากฏว่า มีพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เอาเป็นธุระแก่พระญาติเสมอมา จนถึงพระชาติครั้งสุดท้ายที่ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังทรงนับถือในพระประยูรญาติ เช่น ได้ทรงประทานประโยชน์พิเศษบางประการ อาศัยเหตุนี้เป็นปทัฏฐาน พระพุทธจรรยาประเภทนี้จึงมีปรากฏมาในพระคัมภีร์ มีนามเรียกว่า ญาตตฺถจริยา คือ ความประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ จัดเป็นพระพุทธจริยาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประการหนึ่ง

คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา แม้จะเป็นผู้มีโชคดีมีวาสนา พร้อมพรั่งด้วยคุณสมบัติ เป็นที่เคารพรักของญาติมิตรสักปานใด ก็ตกอยู่ในวิสัยแห่งคติธรรมดาไม่ล่วงพ้นไปได้ ในที่สุด ท่านก็พลัดพรากจากผู้ที่รักใคร่ชอบใจไปด้วยอำนาจมรณะมาตัดรอน ทำให้เกิดความโศกเศร้าทอดถอนใจแก่ผู้อยู่ภายหลังเป็นอเนกประการ ยิ่งพระบรมวงศบพิตรด้วยแล้วก็ย่อมทำให้ทรงรู้สึกว่า ขาดพระญาติผู้ใหญ่สำคัญไป สมควรเป็นฐานที่ตั้งแห่งความวิปโยคทุกข์ และทรงเศร้าสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่หากอาศัยที่มาทรงหวนระลึกถึงความจริงที่ปรากฏแจ้งชัดแก่พระกมลว่า เกิดกับดับเป็นคู่กัน จึงทรงบรรเทาพระปิยวิปโยคทุกข์เสียได้ อันนี้นับว่า เป็นพระมนสิกาโรบายอันชอบด้วยทางธรรมสัมมาปฏิบัติของพุทธศาสนิกบัณฑิต พระปรีชาญาณความที่ทรงรู้เห็นโดยอาการเช่นนั้นเมื่อเจริญทวีแก่กล้าขึ้นอาจเป็นปัจจัยให้ได้ทรงบรรลุถึงอิฐวิบุลผลที่สูงประณีตขึ้นไป ดังธรรมจักษุของพระอัญญาโกณฑัญญเถระเจ้าที่ท่านเห็นธรรมดาความจริงที่ว่า ยงฺกิญจิ สมุทธยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ซึ่งแปลความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมวลนั้นล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ดังนี้ คนทั้งหลายทั้งอ่อน ทั้งแก่ ทั้งโง่ ทั้งฉลาด ทั้งมั่งคั่งขัดสน ล้วนมีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เมื่อคนอันความตายครอบงำแล้วไม่มีบุตรธิดาไม่มีเผ่าพันธุ์ที่จะต่อต้าน ความต่อต้านไม่มีในญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดามีพระประสงค์จะให้พุทธบริษัทได้ทราบเรื่องของสังขารว่า มีความเสื่อมสิ้นเป็นธรรมดา จะได้ไม่หลงมัวเมาประมาท จึงได้ทรงประทานพระพุทธโอวาทแก่ภิกษุบริษัทในเวลาจวนจะปรินิพพานว่า

หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมาสงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ดังนี้ โดยพรรณนาว่า สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น จำแนกโดยความเป็นส่วนผลเป็นสองประการ คือ สังขารที่มีใจครอง ซึ่งเรียกว่า อุปาทินนกสังขาร เช่น มนุษย์ และสัตว์ เป็นต้น และสังขารที่ไม่มีใจครอง ซึ่งเรียกว่า อนุปาทินนกสังขาร เช่น ภูเขา รถ เรือน เป็นต้น ทั้งสองประเภทนี้ย่อมเกิดขึ้นแลตั้งอยู่ เพราะเหตุตั้งขึ้นก็ต้องเป็นไปตามเหตุ แลยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น อาหารช่วยอุปถัมภ์ในประวัติกาล เหตุปัจจัยยังส่งอยู่เพียงไร สังขารทั้งหลายก็ยังเป็นไปอยู่เพียงนั้น ถ้าเหตุปัจจัยขาดลงโดยปรกติหรือถูกอะไรมาตัดรอนเสียในระหว่างในกาลใด สังขารก็ย่อมสลายไปในกาลนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่เกิดมา เมื่อเหตุยังส่งผลอยู่ ก็เป็นไปได้ผ่านวัยทั้งสาม คือ ปฐมวัย ตอนต้น มัชฌิมวัย ตอนกลาง ปัจฉิมวัย ตอนหลัง เมื่อเหตุสิ้นก็สิ้นไปด้วย หรือถ้าภัยอันตรายอันใดอันหนึ่งมาตัดรอนเสียในระหว่าง ก็สิ้นไปเสียก่อน ยังไม่ผ่านวัยครบทั้งสามได้ตลอด แม้ในเวลาเป็นไปอยู่ก็ย่อมเป็นไปสะดวก กล่าวคือ มีสุขสบายบ้าง และเป็นไปไม่สะดวก กล่าวคือ มักได้เจ็บไข้ได้ทุกข์ยากบ้างตามอำนาจของเหตุ กล่าวคือ กรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่ทำไว้ ทั้งในเวลาที่เป็นอยู่เล่าก็ย่อมมีอาการทั้งสามประจำอยู่เสมอ คือ การที่ไม่เที่ยง เพราะย่อมแปไปเปลี่ยนไปอยู่เสมอ ซึ่งเรียกว่า อนิจฺจํ หนึ่ง อาการที่ทนอยู่ตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ จึงจำต้องแปรเปลี่ยนไปเสมอ ซึ่งเรียกว่า ทุกฺขํ หนึ่ง อาการซึ่งไม่เป็นไปตามอำนาจบังคับบัญชาของใคร จึงแปรเปลี่ยนไปไม่คงทนอยู่ได้ ซึ่งเรียกว่า อนตฺตา หนึ่ง อาการทั้งสามนี้ย่อมย่ำยีห้ำหั่นล้างผลาญเบียดเบียนสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะ มิได้ว่างเว้นสักครู่หนึ่งเลย ครั้นย่ำยีห้ำหั่นล้างผลาญเสร็จล่วงไปแล้ว จึงได้แสดงลักษณะให้ปรากฏเป็นเครื่องหมายไว้ เหมือนไฟที่เผาเชื้อให้ไหม้ แล้วแสดงเถ้าให้ปรากฏเหลืออยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สังขารทั้งปวงที่ปรากฏเกดขึ้นจึงได้ชื่อว่า เป็นทุกข์อยู่เสมอ ถึงใครจะเห็นว่า เป็นทุกข์หรือไม่ก็ตาม สมควยความแห่งคาถาซึ่งภาษิตของนางวชิราภิกขุณีว่า ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ทุกฺขํ ติฏ ฐติ เวติ จ ทุกเท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่และเสื่อมไป นา ญฺญตฺร สมฺโภติ นาญญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ เพราะสิ่งใดที่เกิดปรากฏขึ้น สิ่งนั้นย่อมเป็นสังขาร และสังขารนั้นเมื่อเกิดขึ้นก็มีอาการทั้งสามซึ่งเป็นตัวทุกข์ประจำกำกับมาด้วยทีเดียว เหมือนดังไฟอันมีอาการร้อนประจำอยู่ฉะนั้น เมื่อสังขารเกิดขึ้น ชื่อว่า ทุกข์เกิดขึ้น เมื่อสังขารตั้งอยู่ ชื่อว่า ทุกข์ตั้งอยู่ เมื่อสังขารเสื่อมไป ชื่อว่า ทุกข์เสื่อมไป เหมือนดังไฟอันมีอาการร้อนประจำอยู่ เมื่อไฟเกิดขึ้น ก็ชื่อว่า ความร้อนเกิดขึ้น เมื่อไฟตั้งอยู่ ก็ชื่อว่า ความร้อนตั้งอยู่ เมื่อไฟดับไป ก็ชื่อว่า ความร้อนดับไป ฉะนั้น ธรรมดาของสังขารเป็นอยู่เช่นนี้ บุคคลผู้ไม่รู้เท่าย่อมหลงมัวเมาอยู่ในวัยบ้าง ในความเป็นหนุ่มเป็นสาวบ้าง ในความเป็นคนไม่มีโรคบ้าง และในชีวิตบ้าง แล้วไม่อาศัยสังขารทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและแก่บุคคลอื่นตามสมควร ชื่อว่า ไม่ได้ถือเอาประโยชน์กาย กล่าวคือ อัตภาพ หรือกลับอาศัยสังขารทำความชั่วอันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความประมาท คือ ความเลินเล่อเผลอเพลินขาดสติ เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสเตือนพระภิกษุทั้งหลายให้บำเพ็ญความไม่ประมาท เมื่อความไม่ประมาทมีในสันดานของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็ย่อมมีสติระลึกได้ และใช้ปัญญาพิจารณารู้เท่าธรรมดาของสังขาร แล้วอาศัยสังขารทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและบุคคลอื่นตามสามารถด้วยประการฉะนี้

ด้วยอำนาจพระกุศลทักษิณานุสรณ์ที่พระบรมวงศบพิตรทรงพระเมตตาบำเพ็ญในคราวนี้ ขอจงอำนวยอิฐวิบากสมบัติสำเร็จเป็นประโยชนสุขแด่คุณปุ้ย อิศรางกูร ณ อยุธยา โดยควรแก่คติสัมปรายภพตามพระประสงค์ทุกประการ

ในอวสานแห่งเทศนานี้ พระสงฆ์จะได้รับประทานสวดคาถาธรรมบรรยายโดยสรภัญวิธี ฉลองพระศรัทธาปสาทาธิคุณสืบต่อไป ณ กาลบัดนี้ ขอถวายพระพร



หน้า ๑๓ ขึ้นลง



เรื่อง เมืองพิษณุโลก


พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ




เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองโบราณ มีเรื่องเนื่องในพงศาวดารไทยยิ่งกว่าเมืองอื่น ๆ โดยมาก ได้เคยเป็นราชธานีแทนพระนครศรีอยุธยาอยู่สมัยหนึ่ง และเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ มีพระมหาอุปราชครองติดต่อกันมาหลายพระองค์ แม้ถึงสมัยเมื่อเป็นแต่หัวเมืองก็ยังนับว่าเป็นเมืองเอกคู่กับเมืองนครศรีธรรมราช เพราะเมืองหน้าศึกข้างฝ่ายเหนือ เคยเป็นที่มั่นต่อสู้ศึกมาหลายครั้ง เดิมมีป้อมปราการตั้งทั้งสองฟาก เอาลำน้ำน่านไว้กลางเมือง แต่รื้อเสียเมื่อตอนปลายสมัยครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีหรือเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ เพราะในสมัยนั้นไม่มีรี้พลพอจะรักษา เกรงพม่าข้าศึกจะมายึดเอาเป็นที่มั่นสำหรับทำสงครามกับไทย



หน้า ๑๔–๓๔ ขึ้นลง



ตำนานเมืองพิษณุโลก




ตำนานเรื่องสร้างเมืองพิษณุโลกมีอยู่ในหนังสือ "พงศาวดารเหนือ" โดยพิสดาร หนังสือพงศาวดารเหนือนั้นพระวิเชียรปรีชา (น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตฝ่ายพระราชวังบวรฯ แต่งเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๕๐ ในตอนปลายรัชกาลที่ ๑ เวลานั้นยังไม่ได้สอบสวนศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัย เป็นแต่รวบรวมเอาเรื่องพงศาวดารเกร็ดต่าง ๆ ที่มีอยู่มาเรียบเรียงติดต่อเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ครั้นมาพิจารณาดูในปัจจุบันนี้จึงเห็นว่า ความที่กล่าวในหนังสือพงศาวดารเหนือนั้นเคลื่อนคลาดจากหลักฐานที่ปรากฏทั้งในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยและลักษณะของโบราณวัตถุที่เมืองพิษณุโลก ไม่มั่นคงเหมือนเรื่องราวตอนสร้างกรุงศรีอยุธยาแล้วซึ่งมีอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร เพราะฉะนั้น เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกที่จะบรรยายต่อไปนี้จะต้องปันเป็นสองตอน คือ ตำนานตอนก่อนสร้างพระนครศรีอยุธยากล่าวตามหลักฐานที่มีในศิลาจารึกและโบราณวัตถุประกอบเรื่องพงศาวดารเหนือ ตอนหนึ่ง ตำนานตอนภายหลังสร้างพระนครศรีอยุธยา ตอนหนึ่ง

เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกตอนก่อนสร้างพระนครศรีอยุธยานั้นมีหลักฐานปรากฏว่า เมืองพิษณุโลกนี้พวกขอมสร้าง แต่ในชั้นเดิมจะเรียกว่าเมืองอะไรหาทราบไม่ ปรากฏหลักฐานแต่ว่า เมืองเดิมอยู่ริมน้ำข้างฝั่งตะวันออกที่ตรงวัดจุฬามณีใต้เมืองเดี๋ยวนี้ลงไปทางลำนำประมาณแปดกิโลเมตร เพราะยังมีเทวสถานของขอมซึ่งแก้ไขแปลงเป็นพระปรางค์วัดจุฬามณีปรากฏอยู่เป็นสำคัญ แต่เทวสถานเป็นปรางค์ขนาดย่อมยอดเดียว ส่อให้เห็นว่า เมืองพิษณุโลกเมื่อครั้งขอมเป็นแต่เมืองน้อย คงเป็นเพราะในสมัยนั้นที่แผ่นดินยังลุ่มเป็นทะเลอยู่มาก ตรงที่สร้างเมืองเห็นจะเป็นชายทะเลทางข้างตะวันออก ต่อมาถึงสมัยเมื่อไทยลงมาเป็นใหญ่ในสยามประเทศ เห็นจะย้ายเมืองขึ้นไปตั้งตรงที่เมืองเดี๋ยวนี้ จึงเรียกชื่อในภาษาไทยว่า "เมืองสองแคว" เพราะตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำน่านกับลำน้ำน้อยซึ่งในสมัยนั้นสายน้ำยังไหลทางด้านหลังเมืองไม่ห่างนัก เมืองสองแควนในตอนแรกก็เห็นจะเป็นแต่เมืองน้อย ในจารึกของพระเจ้ารามคำแหงจึงเป็นแต่บอกชื่อไว้ในเหล่าหัวเมืองขึ้นของพระนครสุโขทัยซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ไม่กล่าวถึงสิ่งสำคัญอันใดว่ามีในเมืองเหมือนอย่างที่พรรณนาถึงพระมหาธาตุและสิ่งอื่น ๆ เมื่อกล่าวถึงเมืองสัชนาลัย (สวรรคโลก) ในจารึกนั้น เพราะฉะนั้น เห็นจะมาสร้างเมืองสองแควเป็นเมืองใหญ่เช่นเป็นเมืองลูกหลวงต่อภายหลังรัชกาลพระเจ้ารามคำแหงมา

ก็ตามเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยนั้นว่า เมื่อพระเจ้ารามคำแหงสวรรคตแล้ว ราชโอรสทรงพระนามว่า พระยาเลือไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระยาฤไทยไชยเชษฐ ได้ครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๔ ในราชวงศ์พระร่วง ในรัชกาลนี้ อำนาจกรุงสุโขทัยเสื่อมลง พระเจ้าอู่ทองจึงตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ กรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นอิสระได้สี่ปี พระเจ้าเลือไทยก็สวรรคต ครั้งนั้นที่ในกรุงสุโขทัยเกิดแตกร้าวกัน พระยาลิไทย ราชโอรสซึ่งเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองสัชนาลัย ต้องยกกองทัพลงมาชิงราชธานีแต่ในเวลาพระราชบิดายังประชวรอยู่จึงได้ราชสมบัติ ก็เป็นโอกาสให้สมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทองขยายราชอาณาเขตรุกแดนกรุงสุโขทัยขึ้นไปจนถึงเมืองชัยนาท พระเจ้าลิไทยเห็นจะสู้ไม่ไหว จึงยอมเป็นไมตรีอย่างเป็นเมืองน้องของกรุงศรีอยุธยามาจนตลอดรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง

พระเจ้าลิไทยที่ครองกรุงสุโขทัยเป็นรัชกาลที่ ๕ ในราชวงศ์พระร่วงองค์นี้ ในศิลาจารึกและหนังสือที่แต่งทางฝ่ายเหนือ คือ หนังสือเรื่องตำนานพระสิหิงค์ และเรื่องชินกาลมาลินี เป็นต้น กล่าวเป็นยุติต้องกันว่า รอบรู้พระไตรปิฎกและทรงเอื้อเฟื้อต่อพระศาสนายิ่งนัก ยกย่องพระเกียรติยศเป็น "พระมหาธรรมราชา" มีวัดวาอารามที่เป็นของพระมหาธรรมราชาลิไทยทรงสร้างปรากฏอยู่เป็นอันมาก ก็เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกตามที่กล่าวในหนังสือพงศาวดารเหนือนั้นว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเป็นผู้สร้าง พระนามดูตรงกับเกียรติคุณของพระมหาธรรมราชาลิไทยยิ่งนัก เพราะศิลาจารึกและหนังสือโบราณเรื่องอื่นยกย่องแต่พระมหาธรรมราชาลิไทยพระองค์เดียวที่ว่าทรงพระคุณวิเศษในทางรอบรู้พระไตรปิฎก ผิดกันแต่ในหนังสือพงศาวดารเหนือว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกนั้นเป็นเจ้าเมืองเชียงแสน แต่ก็หามีในตำนานเมืองเชียงแสนหรือหลักฐานอันใดประกอบไม่ หลักฐานที่มั่นคงบ่งความว่า พระมหาธรรมราชาลิไทยนี้เองที่เป็นผู้สร้างเมืองพิษณุโลก ถ้าจริงเช่นนี้ เมืองพิษณุโลกเห็นจะสร้างเป็นเมืองใหญ่เมื่อราว พ.ศ. ๑๙๐๐ แต่ชื่อที่เรียกว่าเมืองพิษณุโลกนั้นหาปรากฏในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยไม่ แม้ในกฎหมายกรุงศรีอยุธยาซึ่งตั้งครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง (ปรากฏอยู่ในลักษณะลักพา บทหนึ่ง) ก็เรียกว่า เมืองสองแคว ชาวต่างประเทศยังเรียกว่าเมืองสองแควมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีอุทาหรณ์ในหนังสือพงศาวดารพม่าว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตั้งให้พระมหาธรรมราชามียศเป็นเจ้าฟ้าสองแคว ดังนี้ จึงสันนิษฐานว่า ชื่อที่เรียกว่าเมืองพิษณุโลกนั้นเห็นจะบัญญัติต่อเมื่อเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา

เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกตอนภายหลังสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น มีเนื้อความในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทองสวรรคตแล้ว พอสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พะงั่ว) ที่ ๑ ได้ครองกรุงศรีอยุธยา ก็ตั้งต้นทำสงครามรุกราชอาณาเขตกรุงสุโขทัยอีก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีได้เมืองนครพังคา (นครสวรรค์) เป็นที่มั่น แล้วยกขึ้นไปตีเมืองชากังราว (กำแพงเพชร) เมืองนั้นมีป้อมปราการมั่นคง ตีไม่ได้ จึงย้ายทางไปตีเมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๘ จับได้ตัวเจ้าเมืองกับครอบครัวราษฎรลงมาเป็นอันมาก แต่หาปรากฏว่าได้เมืองพิษณุโลกไม่ คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ปรากฏว่า มีข้าศึกยกกองทัพไปตีเมืองพิษณุโลก และเห็นได้ว่า เมืองพิษณุโลกได้ตั้งเมืองใหญ่แล้ว สมเด็จพระบรมราชาธิราชพยายามทำสงครามอยู่ถึงเจ็ดปี จน พ.ศ. ๑๙๒๑ เสด็จขึ้นไปตีเมืองกำแพงเพชรครั้งที่สาม พระมหาธรรมราชาจึง "ออกมาถวายบังคม" ยอมแพ้แก่กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชให้แยกอาณาเขตกรุงสุโขทัยออกเป็นสองมณฑล (ทำอย่างมณฑลนครสวรรค์กับมณฑลพิษณุโลกบัดนี้) ตั้งเมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองหลวงของมณฑลทางลำน้ำพิงค์ ให้ราชบุตรเลี้ยงเป็นที่พระยายุทธิษฐิระ หรือเรียกว่ากันอีกอย่างหนึ่งว่า พระยาญาณดิศ ปกครองขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ส่วนอาณาเขตกรุงสุโขทัยที่เหลืออยู่ทางแม่น้ำแควใหญ่ให้พระมหาธรรมราชาคงปกครองเป็นอย่างประเทศราชต่อไป

เมื่อพระมหาธรรมราชาลิไทยยอมแพ้แก่กรุงศรีอยุธยานั้น เสวยราชย์มาได้ยี่สิบสี่ปี ต่อมาจะสวรรคตเมื่อปีใดไม่ทราบแน่ ในหนังสือฝ่ายเหนือกล่าวว่า เมื่อพระมหาธรรมราชาลิไทยสวรรคตแล้ว พระยาไสลือไทยได้ครองราชสมบัติ ณ กรุงสุโขทัยต่อมา คงใช้พระนามว่าพระมหาธรรมราชาเหมือนกัน เรื่องเมืองพิษณุโลกมาปรากฏอีกในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร (พ.ศ. ๑๙๒๑–๑๙๓๘) ว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่นั้น ได้ไปประทับสมโภชพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ที่เมืองพิษณุโลก เป็นครั้งแรกที่ปรากฏพระนามพระพุทธรูปสองพระองค์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในตอนนี้ พระมหาธรรมราชาก็เห็นจะยังตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองสุโขทัย แต่เห็นได้ว่า คงอ่อนน้อมยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาสนิท สมเด็จพระราเมศวรจึงสามารถเสด็จยกกองทัพหลวงผ่านแดนมณฑลสุโขทัยไปมาโดยสะดวก

ต่อมาในระหว่างเวลาสิบปีนั้นปรากฏว่า พระมหาธรรมราชาย้ายราชธานีไปตั้งอยู่เมืองพิษณุโลก สันนิษฐานว่า จะเป็นพระมหาธรรมราชาอีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นราชโอรสของพระมหาธรรมราชาไสลือไทยได้ครองเมืองพิษณุโลกอยู่เมื่อเป็นลูกหลวง ครั้นได้รับรัชทายาท ไม่ย้ายไปอยู่เมืองสุโขทัย จึงได้ปรากฏนามว่า "พระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก" ในตอนนี้ เมืองพิษณุโลกได้เป็นราชธานีของมณฑลสุโขทัยอยู่คราวหนึ่ง แต่ไม่ช้านานนักพอถึง พ.ศ. ๑๙๕๔ "พระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลกสวรรคต" ก็เกิดจลาจลด้วยพระยาบานเมืองกับพระยาราม (กำแหง) ซึ่งเป็นเชื้อวงศ์ทำนองจะเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยแล้วองค์หนึ่ง ได้รับรัชทายาทที่เมืองพิษณุโลกองค์หนึ่ง ชิงกันเป็นพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนครอินทราธิราชซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาต้องยกกองทัพขึ้นไประงับ เห็นจะแยกเขตแดนเมืองสุโขทัยกับเมืองพิษณุโลกให้ปกครองเป็นต่างอาณาเขตกัน จึงไม่ปรากฏว่ามีพระมหาธรรมราชาขึ้นอีกในชั้นนั้น

มาถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (สามพระยา) ที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๖๗–๑๙๙๑) หัวเมืองเหนือระส่ำระสายทรุดโทรมด้วยไม่มีเจ้านายในราชวงศ์พระร่วงซึ่งทรงความสามารถจะปกครองเป็นประเทศราชดังแต่ก่อน สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงให้รวมหัวเมืองเหนือทั้งปวงกลับเข้าเป็นมณฑลอันเดียวกัน แล้วทรงตั้งพระราเมศวร ราชโอรสซึ่งจะรับรัชทายาท ให้เป็นพระมหาอุปราชขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกสำเร็จราชการหัวเมืองเหนือทั้งปวง เมืองพิษณุโลกจึงเป็นราชธานีฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๙๘๙ เป็นต้นมา

แต่ต่อมาไม่ช้านัก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ สวรรคต พระราเมศวรได้รับรัชทายาท ต้องเสด็จลงมาครองกรุงศรีอยุธยา ปรากฏพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๓๑) บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทรงตั้งผู้ว่าราชการเมืองปกครองขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาทุกเมือง มิได้มีพระมหาอุปราชปกครองรวมเป็นมณฑลดังแต่ก่อน ก็เกิดเป็นจลาจลขึ้น ด้วยในสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่ยังเป็นเอกราช พระเจ้าติโลกราชซึ่งเป็นมหาราชครองเมืองเชียงใหม่กำลังพยายามจะขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองเชลียง (สวรรคโลก)[1] เอาใจออกหากไปเข้ากับพระเจ้าติโลกราช นำกองทัพเมืองเชียงใหม่ลงมาตีได้เมืองกำแพงเพชร เมืองสุโขทัย แล้วไปตีเมืองพิษณุโลก แต่หาได้ไม่ นับเป็นครั้งที่สองที่ข้าศึกตีพิษณุโลก กรุงศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ทำสงครามกันต่อมาช้านาน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องเสด็จขึ้นไปประทับอำนวยการศึกอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเนือง ๆ ถึงสิบแปดปี จึงได้หัวเมืองเหนือกลับคืนมาหมด เมื่อเสร็จสงครามแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระราชดำริว่า ถ้าเสด็จกลับลงมาประทับ ณ พระนครศรีอยุธยาอย่างเดิม พวกเชียงใหม่ก็จะมาบุกรุกหัวเมืองเหนืออีก จึงเลยเสด็จประทับเสวยราชย์อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ให้พระบรมราชา ราชโอรสพระองค์ใหญ่ ครองพระนครศรีอยุธยาต่อมาจนตลอดรัชกาล เมืองพิษณุโลกได้เป็นราชธานีของสยามประเทศตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีในสมัยนี้

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรารภถึงเหตุร้ายซึ่งเกิดเพราะเลิกมณฑลฝ่ายเหนือ จึงทรงตั้งพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเชษฐา ให้เป็นพระมหาอุปราชเมืองพิษณุโลก สำหรับจะได้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือรวมเป็นมณฑลอย่างเดิม ครั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๑ พระบรมราชาซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาได้รับรัชทายาท พระเชษฐาก็ได้เป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกจึงกลับเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ มีเจ้านายในราชวงศ์ปกครอง เลยเป็นประเพณีสืบมาหลายรัชกาลนับรวมเวลาเกือบหนึ่งร้อยปี

ในระหว่างนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ครองกรุงศรีอยุธยา ทรงตั้งราชบุตรเขยเป็นพระมหาธรรมราชาขึ้นไปครองมณฑลฝ่ายเหนืออยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ในปีนั้นเอง พระเจ้าหงสาวดี (ตะเบ็งชะเวตี้) ยกกองทัพพม่ามอญมาตีเมืองไทย เดินกองทัพเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี มาตั้งประชิดติดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตั้งต่อสู้ที่พระนคร แล้วสั่งพระมหาธรรมราชาให้ยกกองทัพมณฑลฝ่ายเหนือลงมาตีกระหนาบข้าศึก พระเจ้าหงสาวดีเห็นจะเสียทีก็เลิกทัพถอยกลับไปทางเมืองกำแพงเพชรและเมืองตาก ครั้งนั้นเป็นทีแรกที่ข้าศึกต่างประเทศจะได้เข้ามาถึงพระนครศรีอยุธยา และเป็นคราวแรกที่ใช้ปืนใหญ่เป็นกำลังสำคัญในการรบ เมื่อเสร็จสงครามแล้วเห็นจะปรากฏว่า ป้อมปราการที่สร้างไว้แต่ก่อนยังไม่มั่นคง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงโปรดให้แก้ไขซ่อมแซมแปลงป้อมปราการพระนครศรีอยุธยาทั้งป้อมปราการเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองหน้าศึกฝ่ายเหนือทั้งปวงให้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน (ยังมีเค้าการที่แก้ไขครั้งนั้นปรากฏอยู่ทั้งที่เมืองสวรรคโลกและเมืองสุโขทัย แต่ที่เมืองพิษณุโลก ป้อมปราการรื้อเสียหมดแล้ว จึงไม่มีที่สังเกต) ครั้งนั้น มีเวลาตระเตรียมอยู่แปดปี ถึง พ.ศ. ๒๑๐๖ พระเจ้าหงสาวรีบุเรงนองก็ยกทัพพม่ามอญมาตีเมืองไทยอีก คราวนี้ ข้าศึกยกเข้ามาทางเมืองตาก ด้วยประสงค์จะตีมณฑลฝ่ายเหนือตัดกำลังที่จะช่วยเสียก่อน แล้วจึงจะลงมาตีพระนครศรีอยุธยา พระเจ้าหงสาวดีตีได้เมืองกำแพงเพชรแล้วให้ยกกองทัพแยกไปตีเมืองสุโขทัยเมืองสวรรคโลกทางหนึ่ง ส่วนพระเจ้าหงสาวดียกไปตีเมืองพิษณุโลก นับเป็นครั้งที่สามซึ่งข้าศึกตีเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาต่อสู้เป็นสามารถ คงเป็นด้วยป้อมปราการเมืองพิษณุโลกซึ่งได้ซ่อมแปลงใหม่นั้นมั่นคง พระเจ้าหงหงสาวดีตีเมืองไม่แตก จึงให้ล้อมไว้จนที่ในเมืองสิ้นเสบียงอาหาร แล้วซ้ำเกิดไข้ทรพิษขึ้นด้วย พระมหาธรรมราชาก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าหงสาวดี เป็นครั้งที่ปรากฏว่าเสียเมืองพิษณุโลกแก่ข้าศึก แต่นั้นมา พระเจ้าหงสาวดีก็ยุยงส่งเสริมจนพระมหาธรรมราชากลายเป็นอริกับกรุงศรีอยุธยา กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นใจให้พระไชยเชษฐา เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์ลงมาตีเมืองพิษณุโลก แต่ครั้งนี้ พระมหาธรรมราชาต่อสู้รักษาเมืองไว้ได้

ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๑๑๑ พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาได้ในรัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช แล้วอภิเษกพระมหาธรรมราชาให้ครองกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงให้พระนเรศวร ราชโอรสองค์ใหญ่ เสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก แต่ในสมัยนั้น เมืองไทยต้องเป็นประเทศราชขึ้นพระเจ้าหงสาวดีอยู่สิบห้าปี ถึง พ.ศ. ๒๑๒๗ เมื่อพระนเรศวรประกาศตั้งเมืองไทยเป็นอิสรภาพอย่างเดิม เตรียมจะต่อสู้ศึกหงสาวดีที่จะมาปราบปราม ทรงเห็นว่า กำลังไทยมีน้อยกว่าข้าศึก จะต่อสู้รักษามณฑลฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้อย่างแต่ก่อนคงสู้ข้าศึกไม่ไหว จึงให้กวาดผู้คนหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือลงมารวบรวมตั้งต่อสู้พวกข้าศึกที่พระนครศรีอยุธยาแห่งเดียว ทิ้งเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองทั้งปวงในมณฑลฝ่ายเหนือให้เป็นเมืองร้างตลอดเวลาที่รบพุ่งต่อสู้ข้าศึกอยู่แปดปี จนสมเด็จพระนเรศวรได้ครองกรุงศรีอยุธยาและมีชัยชนะคราวชนช้างกับพระมหาอุปราชหงสาวดี ทรงเห็นว่า ข้าศึกเข็ดขยาดแล้ว จึงโปรดให้กลับตั้งหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นอีก แต่มาถึงชั้นนี้ พวกชาวเมืองเหนือกับเมืองใต้รวบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเวลาต่อสู้ข้าศึกมาช้านาน ไม่จำเป็นจะต้องปกครองแยกกันดังแต่ก่อน สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้เลิกมณฑลฝ่ายเหนือเสีย ให้หัวเมืองเหล่านั้นต่างขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา แต่นั้นมา เมืองพิษณุโลกก็เป็นแต่หัวเมืองอันหนึ่ง แต่นับเป็นเมืองเอกคู่กับเมืองนครศรีธรรมราช ผู้สำเร็จราชการเมืองมียศเป็นเจ้าพระยา บรรดาศักดิ์สูงกว่าเสนาบดีชั้นจตุสดมภ์ตำแหน่งเมืองวังคลังนา เพราะยังถือว่า เมืองพิษณุโลกเป็นหัวเมืองสำคัญยิ่งกว่าเมืองอื่นทางฝ่ายเหนือ

ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรกลับตั้งหัวเมืองฝ่ายเหนือเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๕ มาจนพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาคราวหลังเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๘ ในระหว่างเวลาหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามปีนี้ เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกมีข้อสำคัญปรากฏแต่เมื่อในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ พ.ศ. ๒๑๙๙–๒๒๓๑ ว่า ได้เสด็จขึ้นไปประทับที่เมืองพิษณุโลกในเวลาทำสงครามกับเมืองเชียงใหม่สองครั้ง และได้โปรดให้ช่างฝรั่งเศสคิดแบบอย่างซ่อมแปลงป้อมปราการเมืองพิษณุโลกอีกครั้งหนึ่ง มาถึงรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ พ.ศ. ๒๒๗๕–๒๓๐๑ เสด็จขึ้นไปประพาสถึงเมืองพิษณุโลก เมืองทุ่งยั้ง และเมืองฝาง ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระมหาเจดียสถานในหัวเมืองเหล่านี้ ยังปรากฏอยู่หลายอย่าง นอกจากนี้ หาปรากฏเรื่องราวเป็นข้อสำคัญอย่างใดไม่

เมืองพิษณุโลกมามีเรื่องตำนานเป็นข้อสำคัญในพงศาวดารอีกตอนหนึ่งตั้งแต่พม่าตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๘ มาจนเสร็จสงครามคราวศึกใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ รวมเป็นระยะเวลายี่สิบปี เรื่องตำนานตอนนี้ปรากฏว่า เมื่อพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งหลังนั้น ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี ทางหนึ่ง ลงมาจากเมืองเชียงใหม่ ทางหนึ่ง เป็นสองทางด้วยกัน เวลานั้น เจ้าพระยาพิษณุโลกชื่อ เรือง เป็นคนเข้มแข็งในการสงคราม พม่าไม่กล้าไปตีเมืองพิษณุโลก ยกหลีกเลยลงมาทางเมืองสุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลกยกกองทัพติดตามไปตีพม่า กำลังรบพุ่งติดพันกันอยู่ทางเมืองพิษณุโลก มีพวกไทยด้วยกันชิงเมือง เจ้าพระยาพิษณุโลกก็ต้องล่าทัพกลับไปรักษาเมืองอยู่ตามเดิม เมืองพิษณุโลกมิเสียแก่พม่าข้าศึกในคราวที่เสียพระนครศรีอยุธยา พวกข้าราชการในกรุงที่หนีพม่าได้เห็นพระยาพิษณุโลกเข้มแข็งก็พากันขึ้นไปอยู่เป็นอันมาก ครั้นไม่มีพระราชาธิบดีปกครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลกก็ตั้งตัวเป็นอิสระก๊กหนึ่ง มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองนครสวรรค์ขึ้นไปคล้ายกับเมื่อครั้งเป็นมณฑลราชธานีฝ่ายเหนืออยู่แต่โบราณ แต่ผิดกันเป็นข้อคัญในที่เขตแดนมณฑลข้างเหนือ พระสังฆราชาสวางคบุรีชื่อ เรือน อยู่ที่เมืองฝาง ตั้งตัวเป็นอิสระขึ้นบ้าง ทั้งเป็นพระ ด้วยคนทั้งเชื่อถือว่ามีวิชาอาคม พากันไปอ่อนน้อมยอมเป็นพรรคพวกเป็นอันมาก เจ้าพระยาพิษณุโลกมิรู้ที่จะทำประการใด ก็ได้แต่ตั้งรักษาเมืองมั่นไว้ ในไม่ช้าพอเจ้าพระฝางมีรี้พลมาก ก็ยกกองทัพลงมาตีเมืองพิษณุโลก นับเป็นครั้งที่ห้าที่มีข้าศึกตีเมืองพิษณุโลก เจ้าพระฝางตั้งล้อมอยู่เจ็ดเดือนตีไม่ได้เมืองก็ต้องล่าทัพกลับไป ในปีนั้นเอง พอถึงฤดูน้ำ พ.ศ. ๒๓๑๑ พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยกกองทัพขึ้นไปหมายจะตีเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาพิษณุโลกให้กองทัพลงมาซุ่มดักตีกองทัพกรุงธนบุรีที่ปากน้ำเกยไชย แขวงเมืองนครสวรรค์ พระเจ้ากรุงธนบุรีถูกปืน ต้องล่ากลับมา เจ้าพระยาพิษณุโลกมีชัยชนะข้าศึกทั้งสองทาง เห็นว่าตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ ก็ทำพิธีราชาภิเษกตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่เผอิญเกิดโรคที่ในคอ พอราชาภิเษกได้เจ็ดวันก็ถึงพิราลัย เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเห็นว่าเพราะยกตนเกินวาสนา แต่นั้น พวกชาวพิษณุโลกก็ย่อท้อ เจ้าพระฝางได้ทียกกองทัพลงมาอีก นับเป็นครั้งที่หกที่มีข้าศึกตีเมืองพิษณุโลก ตั้งล้อมอยู่สองเดือนก็ได้เมืองพิษณุโลก เจ้าพระฝางให้เก็บทรัพย์กวาดผู้คนขึ้นไปเมืองฝางเสียเป็นอันมาก คงรักษาเมืองไว้เป็นแต่อย่างหัวเมืองขึ้นอันหนึ่ง

ถึง พ.ศ. ๒๓๑๓ พระเจ้ากรุงธนบุรีตีมณฑลนครราชสีมาและมณฑลนครศรีธรรมราชได้ แล้วเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปปราบปรามเจ้าพระฝาง ได้ตีเมืองพิษณุโลกครั้งหนึ่ง นับเป็นครั้งที่เจ็ด แต่ในครั้งนี้ได้เมืองโดยง่าย เพราะเจ้าพระฝางกวาดเอาผู้คนไปไว้ในเมืองฝางเสียเป็นอันมาก ไม่มีกำลังพอจะป้องกันเมือง เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เขตแดนของเจ้าพระฝางหมดแล้วจึงทรงตั้งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระยายมราช ให้เป็นเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราชผู้สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลกเป็นหัวเมืองเอกอย่างครั้งกรุงเก่าต่อมา

ถึง พ.ศ. ๒๓๑๘ พม่ายกกองทัพมาตีเมืองไทยอีก คราวนี้ อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่า ทำสงครามตามแบบอย่างครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองตากหมายจะตีหัวเมืองเหนือตัดกำลังเสียก่อน แล้วจึงมาตีกรุงธนบุรี ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อยังดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองเชียงใหม่กับเจ้าพระยาสุรสีหฯ เตรียมจะไปตีเอาเมืองเชียงแสนจากพม่า ครั้นทราบว่า มีกองทัพพม่ายกเข้ามาทางด่านเมืองตาก เจ้าพระยาทั้งสองก็รีบล่าทัพกลับลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองพิษณุโลกคอยกองทัพธนบุรีที่จะขึ้นไปสมทบรบพุ่งข้าศึก ด้วยในสมัยนั้นหัวเมืองพึ่งเป็นปรกติ ไพร่บ้านพลเมืองยังน้อย ไม่มีกำลังพอจะบุกรุกกองทัพใหญ่ของข้าศึกได้ อะแซหวุ่นกี้ได้ทีก็ยกกองทัพใหญ่ตรงไปตีเมืองพิษณุโลก นับเป็นครั้งที่แปดและเป็นครั้งที่สุดที่ปรากฏในพงศาวดารว่า ข้าศึกตีเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้หมายจะตีเมืองให้ได้ก่อนกองทัพกรุงธนบุรีขึ้นไปช่วย แต่เจ้าพระยาทั้งสองต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ พม่าพยายามอย่างไรก็ไม่ได้เมือง จนอะแซหวุ่นกี้ออกปากชมฝีมือและขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี แล้วให้ตั้งล้อมเมืองไว้ด้วยเห็นว่า พม่ามีกำลังมากกว่า หมายจะให้เจ้าพระยาทั้งสองต้องยอมแพ้เมื่อถึงเวลาอดอยากสิ้นเสบียงอาหาร พม่าคอยตีตัดกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ยกขึ้นไปช่วยมิให้ส่งเสบียงอาหารเข้าไปได้ เมืองพิษณุโลกถูกข้าศึกล้อมอยู่สี่เดือน จวนจะสิ้นอาหารที่ในเมือง แต่เจ้าพระยาทั้งสองไม่ยอมแพ้ ให้รวบรวมบรรดาคนฉกรรจ์ทั้งชายหญิงเข้าสมทบกองทหารแล้วยกออกไปปล้นค่ายข้าศึกซึ่งตั้งล้อมเมืองทางด้านตะวันออก ตีหักออกไปจากที่ล้อมได้ ไปตั้งอยู่ ณ เมืองเพชรบูรณ์ อะแซหวุ่นกี้จึงได้เมืองพิษณุโลก แตพ่อได้เมืองก็ได้รับท้องตรามาแต่เมืองพม่าว่า เปลี่ยนรัชกาลใหม่ เกิดวุ่นวายในบ้านเมือง อะแซหวุ่นกี้ก็ต้องเลิกทัพกลับไป เมื่อพม่าจะเลิกทัพกลับไปครั้งนั้นให้เผาเมืองพิษณุโลกเสีย ในพงศาวดารว่า ไฟไหม้หมดทั้งเมือง เว้นแต่ที่บริเวณวัดมหาธาตุแห่งเดียวที่ไฟมิได้ไหม้ เมืองพิษณุโลกและหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือยับเยินในครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้เกือบจะเป็นร้างหมดทุกเมือง ถึงรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ยังมิทันที่จะได้ทำนุบำรุงหัวเมิงเหนือให้กลับคืนดีดังเก่า พม่าก็ยกกองทัพมาตีเมืองไทยอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ คราวนี้ พม่ายกมาทุกทางเป็นกองทัพใหญ่หลวงยิ่งกว่าเคยปรากฏมาแต่ก่อน ๆ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้ทิ้งหัวเมืองเหนือเหมือนอย่างครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงรักษาขึ้นไปเพียงปากพิงค์ข้างใต้เมืองพิษณุโลกและตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ ครั้นพม่าพ่ายแพ้ในคราวนั้นแล้วจึงได้กลับตั้งหัวเมืองเหนือขึ้นอีก

ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ มา ไม่มีเหตุการณ์เป็นข้อสำคัญในพงศาวดารที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองพิษณุโลก นอกจากปรากฏว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชได้เสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก และเมืองสุโขทัย ทรงได้พระแท่นมนังคศิลากับหลักศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหง และหลักศิลาจารึก (ภาษาเขมร) ของพระมหาธรรมราชาลิไทยลงมา เป็นต้นที่จะได้สอบศิลาจารึกรู้เรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยเป็นหลักฐานมาแต่ครั้งนั้น ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นไปเมืองพิษณุโลกอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๐๙ ถึงรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ตั้งมณฑลและเทศาภิบาล เอาเมืองพิษณุโลกเป็นที่ว่าการมณฑลหนึ่งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๘ เป็นต้นมา และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ เสด็จประทับที่เมืองพิษณุโลก ทรงหล่อพระพุทธชินราชจำลองลงมาเป็นประธานวัดเบญจมบพิตร ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ได้เสด็จขึ้นไปสมโภชพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลก พ.ศ. ๒๔๕๔ อีกครั้งหนึ่ง เรื่องตำนานเมืองพิษณุโลกมีเนื้อความดังพรรณนามานี้



หน้า ๓๔–๔๒ ขึ้นลง



ของโบราณในเมืองพิษณุโลก




เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองสำคัญชั้นหลังเก่าแก่เหมือนเมืองลพบุรี และเมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย ถึงเป็นราชธานีก็ไม่นานเท่าเมืองสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้น ของโบราณที่เมืองจึงมีน้อยกว่าสี่เมืองนั้น แต่ทว่า โบราณวัตถุซึ่งนับถือกันว่าเป็นของสำคัญชั้นที่สุดสิ่งหนึ่งในสยามประเทศนี้มีอยู่ในเมืองพิษณุโลก คือ พระพุทธรูปซึ่งทรงพระนามว่า "พระพุทธชินราช" อันประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุ พระพุทธรูปองค์นี้นับถือกันทั่วทั้งประเทศ แม้สมเด็จพระราชาธิบดีตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามาจนกรุงรัตนโกสินทร์นี้ถ้าพระองค์ใดมีโอกาสเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเหนือก็คงเสด็จไปกระทำสักการบูชาสมโภชพระพุทธชินราชทุกพระองค์ ที่จะเว้นหามีไม่ ของโบราณที่เมืองพิษณุโลกนอกจากพระพุทธชินราชยังมีพระราชวังและวัดอื่น ๆ อันมีเรื่องตำนานหลายแห่ง จะพรรณนาต่อไปโดยลำดับ


วัดมหาธาตุ


วัดมหาธาตุอยู่ริมน้ำทางฝั่งตะวันออก เป็นวัดใหญ่และสำคัญว่าวัดอื่นในเมืองพิษณุโลก มีพระมหาธาตุรูปพระปรางค์อยู่กลาง เห็นจะสร้างแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี แต่ซ่อมแซมแก้ไขมาหลายครั้งหลายสมัย รูปเช่นคงอยู่ทุกวันนี้ดูเป็นแบบอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา รอบพระมหาธาตุมีพระระเบียงและมีวิหารสี่ทิศ วิหารหลวงอยู่ทางทิศตะวันออก วิหารพระพุทธชินราชอยู่ทิศตะวันตก วิหารพระพุทธชินสีห์อยู่ทิศเหนือ วิหารพระศาสดาอยู่ทิศใต้ วิหารทั้งสี่ทิศนี้ยังบริบูรณ์อยู่ตามแบบเดิมแต่วิหารพระพุทธชินราชหลังเดียว และมีบานประตูประดับมุกฝีมือช่างครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งพระเจ้าบรมโกศทรงสร้าง มีอักษรจารึกอยู่เป็นสำคัญ วิหารพระพุทธชินสีห์กับวิหารพระศาสดานั้นเดิมหักพังหมด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นใหม่แต่เล็กกว่าเดิม และโปรดให้ปั้นพระพุทธรูปแทนพระพุทธชินสีห์และพระศาสดา (ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ) ไว้ในวิหารนั้นด้วย วิหารหลวงทิศตะวันออกนั้นยังหักพัง เหลือแต่ผนังอยู่จนบริบูรณ์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากที่กล่าวมายังมีวิหารและพระเจดีย์อีกมากแต่ไม่เป็นสิ่งสำคัญ


ตำนานพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์


มีเนื้อความในหนังสือพงศาวดารเหนือว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกซึ่งสร้างเมืองพิษณุโลกนั้นทรงดำริจะสร้างพระพุทธรูปสามพระองค์ ให้ช่างสุโขทัยกับช่างเชียงใหม่ช่วยกันปั้นหุ่นพระพุทธรูปนั้น แล้วเททองสัมฤทธิ์หล่อเมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือนสี่ ขึ้นสิบห้าค่ำ ปีจอ (ประมาณว่า ในปีจอ พ.ศ. ๑๙๐๗) สำเร็จเรียบร้อยแต่สองพระองค์ คือ พระพุทธชินสีห์ กับพระศาสดา แต่พระพุทธชินราชนั้นต้องหล่อหลายครั้งจึงสำเร็จ แล้วเอาเศษทองที่เหลือหล่อพระพุทธรูปสามพระองค์นั้นหล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดน้อยไว้อีกพระองค์หนึ่ง จึงเรียกกันว่า "พระเหลือ" ประดิษฐานไว้ในกุฎีที่ใต้ต้นโพธิ์สามเส้าซึ่งปลูกไว้ตรงที่หล่อพระพุทธรูปสามพระองค์นั้น กุฎีพระเหลือนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์ครั้งทรงผนวชเป็นสามเณร ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลก ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อทรงหล่อจำลองพระพุทธชินราชมาเป็นประธานวัดเบญจมบพิตร โปรดให้ปลูกต้นโพธิ์ตรงที่หล่ออีกต้นหนึ่งต่อต้นโพธิ์สามเส้าลงมาข้างใต้ แล้วทรงหล่อพระเหลืออีกองค์หนึ่ง แต่โปรดให้ประดิษฐานไว้ให้ราษฎรบูชา ณ เมืองลับแล

ลักษณะของพระพุทธชินราชกับพระพุทธชินสีห์แม้พิจารณาดูในบัดนี้ก็เห็นได้ว่า เลือกเอาลักษณะที่งามในแบบอย่างพระพุทธรูปสุโขทัยกับเชียงใหม่มาปรุงผสมกัน สมดังความที่กล่าวในพงศาวดารเหนือ จึงงามหาที่เปรียบมิได้ แต่พระศาสดานั้นลักษณะต่างไป สงสัยว่า จะหล่อมาต่อชั้นหลัง มิใช่ฝีมือช่างเดียวกัน ถึงในจดหมายเหตุเก่าซึ่งกล่าวถึงสมเด็จพระราชาธิบดีครั้งกรุงศรีอยุธยาเสด็จขึ้นไปสมโภชก็ออกรพะนามแต่พระพุทธชินราชกับพระพุทธชินสีห์ หาได้กล่าวถึงพระศาสดาไม่ แต่พระพุทธรูปทั้งสามพระองค์นั้นประดิษฐานอยู่ในวัดมหาธาตุเมืองพิษณุโลกด้วยกันมาตลอดเวลากว่าสี่ร้อยปี จนถึงรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ จะเป็นปีใดไม่ปรากฏ วิหารพระศาสดาหักพัง จึงมีผู้เชิญพระศาสดาลงมากรุงเทพฯ เดิมไว้ที่วัดบางอ้อช้าง แขวงจังหวัดนนทบุรี ถึงรัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ เชิญไปไว้วัดประดู่ แขวงจังหวัดธนบุรี ครั้นรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เชิญมาไว้ที่มุขหน้าพระอุโบสถวัดสุทัศนฯ ต่อมา ทรงสร้างพระวิหารที่วัดบวรนิเวศฯ แล้วโปรดให้เชิญพระศาสดาไปประดิษฐานไว้ในวิหารนั้นสืบต่อมาจนบัดนี้ พระพุทธชินสีห์อยู่ที่วัดมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก จนรัชกาลที่ ๓ วิหารปรักหักพัง กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจึงโปรดให้เชิญมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ ประดิษฐานไว้ในวัดบวรนิเวศซึ่งพระองค์ทรงสร้าง เดิมไว้ที่มุขหลังพระอุโบสถ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้ายังทรงผนวชเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น จึงโปรดให้เชิญมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถสืบมาจนบัดนี้


วัดวิหารทอง


วัดวิหารทองเป็นวัดใหญ่อีกวัดหนึ่งในเมืองพิษณุโลก อยู่ทางฝั่งตะวันตกเยื้องกับวัดมหาธาตุหน่อยหนึ่ง วัดนี้เดิมมีพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ยืนสูงสิบแปดศอก เมื่อรัชกาลที่ ๓ เห็นจะเป็นเพราะด้วยวิหารหักพัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญลงมากรุงเทพฯ ทรงสร้างวิหารประดิษฐานไว้ในวัดสระเกศเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ ถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงเฉลิมพระนามว่า พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร แต่ที่วัดวิหารทองเดิมนั้นหักพังหมดแล้ว ยังเหลือแต่ผนัง


วัดจุฬามณี


วัดจุฬามณีอยู่ริมฝั่งตะวันออกใต้เมืองพิษณุโลกลงไปทางเรือสักแปดกิโลเมตร วัดนี้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๗ สร้างตรงที่เมืองเดิมแต่ครั้งขอม แปลงเทวสถานของขอมเป็นพระปรางค์ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหารหลวง ครั้นสร้างเสร็จแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๘ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระราชศรัทธาเสด็จออกทรงผนวชอยู่ที่วัดจุฬามณีแปดเดือนกับสิบห้าวันจึงได้ลาผนวช ยังมีโคกถมดินกับรอยก่ออิฐอยู่แห่งหนึ่งทางริมน้ำตอนหน้าวัดข้างฝ่ายเหนือ เห็นจะเป็นที่ปลูกพระตำหนักทรงผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏอยู่จนบัดนี้ และมีมณฑปพระพุทธบาทอยู่ในวัดจุฬามณีนั้นอีกแห่งหนึ่ง มีศิลาจารึกครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเล่าเรื่องที่พระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างวัดจุฬามณีและที่เสด็จผนวชดังกล่าวว่ามา แล้วกล่าวความต่อไปว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๒ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้เอาผ้าวัดรอยพระพุทธบาท ณ เขาสุวรรณบรรพตแล้วจำลองรอยพระพุทธบาทลงแผ่นศิลาไปประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณีนั้น


พระราชวังเมืองพิษณุโลก


พระราชวังเมืองพิษณุโลกอยู่ทางฝั่งตะวันตกข้างใต้โรงทหารเดี๋ยวนี้ ยังมีสระข้างพระราชมนเทียรกับเนินดินและมีศาลเทพารักษ์ที่พวกชาวเมืองไปบูชาปรากฏอยู่ สิ่งอื่นหามีไม่ สมเด็จพระราชาธิบดีซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาได้เคยประทับอยู่ที่พระราชวังนี้หลายพระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์หนึ่ง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์หนึ่ง สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร พระองค์หนึ่ง (เข้าใจว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชด้วย พระองค์หนึ่ง) สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์หนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์หนึ่ง รวมเป็นหกพระองค์ด้วยกัน แต่ชั้นเจ้าเมืองเห็นจะตั้งจวนอยู่ที่อื่น


สระแก้ว


สระแก้วอยู่นอกเมืองพิษณุโลกทางด้านตะวันออก คือ ตรงที่บริเวณสถานีรถไฟบัดนี้ เดิมมีสระและเห็นจะมีตำหนักเป็นที่ประพาสของเจ้านายที่ครองเมืองพิษณุโลกคล้าย ๆ กับสระปทุมวันที่กรุงเทพฯ นี้ และว่าเป็นที่ทำพิธีสรงสนานเวลามีชัยชนะข้าศึกด้วย เวลาเมื่อก่อนทำทางรถไฟยังมีสระและเกาะกลางสระเหลืออยู่พอเห็นเป็นเค้าบ้าง

ของโบราณในเมืองพิษณุโลกมีสิ่งสำคัญดังพรรณนามา






หน้า ๔๒ ขึ้น




พิมพ์ที่ ร.พ.อักษรนิติ

โทร. ๒๐๓๗๑ ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ บางขุนพรหม พระนคร

หน่อย อัศวรักษ์ ผู้พิมพ์โฆษณา

๑๗/๓/๙๖



เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. เมืองสวรรคโลกเดิมเป็นสองเมือง เมืองเชลียงอยู่ข้างใต้ เมืองสัชนาลัยอยู่ข้างเหนือไม่ห่างนัก หนังสือเก่าเรียกชื่อทั้งสองอย่าง




ขึ้น

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"