เรื่องความรู้เบ็ดเตล็ด 3 เรื่อง

เมื่อทำบุญศพเจ้าจอมมารดาชุ่ม มารดาข้าพเจ้า ครบสัปตมวารและปัญญาสมวาร ข้าพเจ้าได้เลือกเรื่องซึ่งพิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณแต่ก่อนมาพิมพ์แจกคราวละเรื่อง เปนเรื่องที่ข้าพเจ้าแต่งเองทั้ง ๒ คราว บัดนี้ จะทำบุญศพครบศตมาห จะใคร่พิมพ์หนังสือมิตรพลีเปนของถวายและจ่ายแจกท่านผู้ช่วยงารเปนการสนองพระคุณอิกสักเรื่อง ๑ รู้สึกว่า ควรจะหาเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้แต่งไว้เองมาพิมพ์ให้เข้าชุดกัน จึงตรวจดูหนังสือวชิรญาณ พบเรื่องซึ่งเห็นพอสมควรจะคัดมาพิมพ์ได้ในคราวนี้ ๓ เรื่อง คือ เรื่อง อธิบายด้วยประโยชน์ของการเที่ยวเคร่ ข้าพเจ้าแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ เรื่อง ๑ ความเห็น เรื่อง วิชาหัดเด็ก ข้าพเจ้าแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เรื่อง ๑ เรื่อง หัดให้ใบ้พูด ข้าพเจ้าแต่งเมื่อครั้งไปยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๓๔ เรื่อง ๑ จึงได้ให้คัดมารวมพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ หวังใจว่า ท่านทั้งหลายผู้ได้รับไปจะพอใจอ่าน
ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่มีแก่ใจช่วยงารศพมารดาของข้าพเจ้า ทั้งที่ได้อนุโมทนาในการกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญ ขอจงรับส่วนกุศลที่ได้บำเพ็ญเปนธรรมบรรณาการจงทั่วกัน เทอญ
| อธิบายด้วยประโยชน์ของการเที่ยวเตร่ | น่า | ๑ | ||
| ความเห็นเรื่องวิชาหัดเด็ก | " | ๒๐ | ||
| เรื่องหัดใบ้ให้พูด | " | ๓๖ |
การที่เที่ยวเตร่นี้ ว่าที่จริง ใคร ๆ ก็ดูเหมือนจะได้เคยด้วยกันแทบทุกคน จะต่างกันก็ที่ได้ไปไกลบ้างใกล้บ้าง แลได้เที่ยวน้อยบ้างมากบ้าง ที่ว่านี้ประสงค์ว่าเที่ยวเตร่ไปต่างบ้านต่างเมือง หรือไปบ้านนอกคอกนา มิใช่เที่ยวเสเพลตามบ่อนเบี้ย หรือไปเที่ยวนอนเสียตามศาลาวัดพอกันเขาใช้
การเที่ยวเตร่นี้ ประโยชน์ว่ารวมยอดก็มี ๒ ประการ คือ ได้ความสุขสำราญ ประการ ๑ ได้ความรู้ ประการ ๑ ที่ว่าได้ความสุขสำราญนั้น ความสนุกสนานรื่นเริงซึ่งได้ไปดูแลพบเห็นภูมิ์ประเทศแลผู้คนสิ่งของซึ่งยังไม่เคยพบเคยเห็นจะมีฉันใด ไม่ต้องพรรณาชี้แจงก็พอจะเข้าใจอยู่แล้ว อันส่วนความสุขนั้นก็เปนสิ่งซึ่งอนุโลมต่อกัน แม้แต่คนไข้ได้แปรสถานในเวลาอันสมควร หมอก็ย่อมถือว่า เปนทางที่จะหายได้เร็ว ถึงคนซึ่งไม่มีอาการป่วยเจ็บ คนที่ประจำการมีกิจธุระต่าง ๆ อยู่เปนนิจ ก็ย่อมมีเวลาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เมื่อได้ละกิจกังวลแปรสถานไปเที่ยวเตร่ตามอำเภอใจเสียได้ครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ก็ย่อมชื่นบานสำราญกายตลอดจนจิตรใจ กลับมาตั้งหน้าทำการงานได้แขงแรงดีขึ้นกว่าเก่า เปรียบอย่างต่ำ ๆ เหมือนกับม้าที่เขาแก้เครื่องอานปละปล่อยให้ได้โลดโผนไปตามสบายเสียคราวหนึ่งพอหายเมื่อยล้าแล้วเอามาใช้สอยอิก ย่อมหายซบเซาเหงาเงื่องฉันใด คนเราก็เหมือนกัน เพราะม้าก็ดี คนก็ดี ร่างกายมิใช่ทำด้วยเหล็กด้วยไหล ผิดกันอย่างใด ความข้อนี้จะอธิบายไปไยให้ป่วยกาย ท่านผู้ใดยังสงสัยก็จงลองหาวันว่าง ๆ สักวันหนึ่งเอาเสบียงอาหารบรรทุกเรือแจวไปเที่ยวจอดหุงเข้าต้มแกงกินตามเรือกสวน ก็จะออกสนุก กินเข้าเอร็ดอร่อยได้มากกว่ากินที่บ้านเมื่อวันก่อน
ในข้อที่ว่า ได้ความรู้ นั้น เปนข้อสำคัญควรจะอธิบายให้ชัดเจน แต่จะต้องขอยกความข้อต้นให้เปนอันเข้าใจกันเสียว่า "มีความรู้ย่อมเปนทางที่จะได้ความดี" ดังนี้ อย่าให้ต้องอธิบายเปลืองกระดาษ จะตั้งต้นแต่ว่า การอย่างใด ๆ ที่ควรเราจะรู้นั้น อาศรัยเหตุ ๓ อย่าง รู้ได้โดยรู้สึกเอง กล่าวคือ ที่ได้เห็นได้ยินได้ถูกต้องแลชิมรสเปนต้น อย่าง ๑ รู้ได้โดยความรู้สึกของผู้อื่น กล่าวคือ ได้ฟังคำหรือได้อ่านหนังสือที่ผู้อื่นเขาได้รู้สึกมาเองแล้วมาพรรณนาให้เข้าใจ อย่าง ๑ แลคิดตริตรองตามด้วยสติปัญญาของตน อิกอย่าง ๑ ที่ว่า ตริตรองตามด้วยสติปัญญานั้น เพราะความคิดย่อมต้องอาศรัยความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้ว่ามาก่อนนั้นเปนเหตุ
การสิ่งใด ถ้าคิดด้วยความรู้สึกของผู้อื่น ยากที่จะถูกต้องตามความจริงได้ จะยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ เหมือนหนึ่งพระพุทธบาทที่เขาสัจพันธ์นี้เอง เมื่อแรกเรายังไม่ได้เคยไป ได้ยินแต่สัปปุรุสเขามาเล่าให้ฟัง ต้องนึกเดาคาดรูปร่างภูเขาแลลานพระพุทธบาทแลภูมิลำเขาเขาตกท้ายพิกุลไปตามคำของเขาว่า รูปร่างภูมิ์ฐานคงจะเปนอย่างนั้น ๆ ครั้นได้ไปพระบาท ไปแลเห็นเข้าด้วยนัยตาของเราเอง ก็ไปคนละอย่างผิดกับที่เดาไว้ ด้วยความคิดแท้ ๆ มิใช่หรือ เอานี่เปนตัวอย่างเทียบตลอดไปได้ ถึงการทั้งปวงก็อย่างเดียวกัน ถึงจะฟังเขาเล่า จะอ่านหนังสือ หรือจะดูนูปที่เขาวาดเขียนถ่ายมาสักเท่าใด ๆ ที่จะให้เข้าใจถูกต้องตามที่จริงเท่าได้แลเห็นด้วยตาของตนเองนั้นเปนอันไม่มี เมื่อว่าโดยย่อ การที่จะแสวงหาความรู้ในกิจการใด ๆ ถ้ารู้ด้วยตนเอง ดีกว่าที่จะรู้ได้แต่ด้วยคำบอกเล่าเปนอันมาก
การต่าง ๆ ในภูมิ์ประเทศบ้านเมืองอันเปนเครื่องบังเกิดแลประกอบความดีแก่ผู้รู้เห็นมีเปนอันมากมิใช่น้อย นับตั้งแต่คนประกอบการค้าขายขึ้นไป ถ้าได้เที่ยวเตร่รู้ภูมิ์ลำเนาทำเลที่เพาะปลูกแลท่าทางสินค้าขึ้นล่องมากมายหลายตำบล ก็อาจจะรู้เลือกสรรค์การอันควรจะลงทุนให้เกิดผลยิ่งขึ้นได้โดยลำดับ ถ้าเปนคนรับราชการบ้านเมือง การที่เที่ยวเตร่ก็ยิ่งมีประโยชน์สำคัญขึ้น เพราะราชการเปนที่รวบยอดของสรรพการทั้งปวงอันจะพึงมีในประเทศ ถ้าผู้ทำราชการได้เที่ยวเตร่ ได้รู้ได้เห็นภูมิ์ลำเนาบ้านเมืองแลความสุขทุกข์ของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ก็เหมือนหนึ่งมีทุนในทางที่ดำริห์ตริตรองราชการอันควรแก่หน้าที่ของตน แท้จริงธุระในหน้าที่คนทำราชการผิดกับธุระของคนค้าขายที่ไม่อาจจะกำหนดว่าจะมีแต่อย่างนั้นดอกอย่างนี้ดอกได้ ตกอยู่ในเหมือนกับเปนทาสอยู่กลางเรือน แล้วแต่จะมีอันใดก็จำเปนจะต้องทำ จะคาดคเนหรือจะเลือกที่รักมักที่ชังมิได้ เพราะฉะนั้น ยิ่งมีความรู้เห็นสำรองไว้เปนทุนของตัวมากเท่าใด ก็เสมอมีกำลังความสามารถยิ่งขึ้น ที่ว่านี้หน่อยผู้ที่เปนข้าราชการผู้น้อยเช่นชั้นเสมียนแลมหาดเล็กจะเข้าใจว่า ฉเพาะการซึ่งควรแต่แก่ข้าราชการผู้ใหญ่ ถึงผู้น้อยก็เหมือนกัน ขอให้เข้าใจว่า ข้าราชการผู้ใหญ่นั้นแต่แรกก็เปนผู้น้อยมาก่อนทั้งนั้น ผู้น้อยในเวลานี้ก็ย่อมมีช่องทางที่จะได้เปนผู้ใหญ่ไปภายหน้าแสวงหาทุนรอนในความรู้สำหรับตัวไว้เสียแต่ยังเปนผู้น้อยที่มีเวลาแลกำลังร่างกายมาก ดีกว่าจะไปแสวงหาต่อเมื่อต้องรับผิดชอบกราดกรึ้งเสียเต็มตัว ถึงผู้ที่มีหน้าที่ราชการอยู่แล้ว ถ้าได้เที่ยวดูการบ้านเมืองมากขึ้น ก็ย่อมจะเปนประโยชน์ ทั้งจะเปนเครื่องป้องกันความพลาดพลั้งได้ด้วยอิกอย่างหนึ่ง เพราะทางที่ผู้ต้องรับผิดชอบในราชการ จะพึงพลาดพลั้งด้วยอย่างใด จะมีมากกว่า เพราะที่ไม่รู้ความจริงนี้เปนไม่มี เพราะเหตุฉนั้น จึงว่า การที่ได้เที่ยวเตร่ตรวจตราให้รู้เห็นภูมิ์ประเทศแลกิจการทุกข์สุขของผู้คนพลเมืองชำนาญมากขึ้น ก็เหมือนมีเครื่องป้องกันที่จะพลาดพลั้งให้น้อยลงด้วย
เหล่านี้เปนคุณสำคัญของการเที่ยว แต่อย่าเข้าใจว่า ไปเที่ยวละคงจะได้คุณสมบัติเหล่านี้ คนอยู่ฟากข้างโน้นข้ามเรือจ้างมาทำงานฟากข้างนี้ทุกวี่ทุกวันมีถมไป ลองไปถามดูเถิดว่า หน้าน้ำกับหน้าแล้ง หรือน้ำขึ้นกับน้ำลง คนแจวเรือจ้างเขาแจวเลียบลัดตัดสายน้ำผิดกันอย่างไร น้อยคนดอกจะชี้แจงให้ถูกต้องได้ เพราะคนโดยสานลงเรือแล้วก็ตั้งหน้าแต่จะถึงฟาก น้อยคนที่จะสังเกตคนข้ามเรือจ้างเหล่านี้ฉันใด คนที่ไปเที่ยวเตร่ก็ทำนองเดียวกัน มีธุระก็นัดตั้งหน้าหมายแต่จะไปให้ถึงที่ธุระซึ่งอยู่สุดหนทาง ที่จะเอาใจใส่สอดส่องพิจารณาดูการงานหรือภูมิ์ประเทศไปตามทางนั้นมีน้อย เพราะฉนั้น การที่เที่ยว ที่จะให้เปนประโยชน์ จำต้องตั้งใจแสวงหาความรู้ด้วย จึงจะได้ประโยชน์เต็มตามควร นี่และเปนความสำคัญอิกข้อหนึ่ง
การเที่ยว ถ้าจะว่าโดยส่วนโทษ ก็มีอยู่บ้าง กล่าวคือ ที่ต้องใช้เงินเปลืองกว่านั่งนอนอยู่บ้าน อย่าง ๑ บางทีเคราะห์หามยามร้าย ไปเปนไข้เจ็บล้มตายลงก็เปนได้บ้าง อย่าง ๑
แต่โทษเหล่านี้ เมื่อพิจารณาไป ก็เหมือนกับไม่มี เหตุใดจึงว่าดังนี้ เพราะการแสวงหาคุณสมบัติหรือทรัพย์สมบัติเหล่านี้เปนการจำต้องลงทุนจึงจะได้ เด็ก ๆ จะเรียนหนังสือก็ต้องซื้อสมุดเครื่องเล่าเรียน ถ้าจะเรียนวิชาให้รู้ถึงอย่างสูง ก็ยังต้องจ้างครูบาอาจารย์ที่ดีให้ฝึกสอนต่อขึ้นไป การค้าขายก็ต้องลงทุนซื้อหาสิ่งสินค้าแลเครื่องมือที่จะทำการ การจะเที่ยวเสาะแสวงหาความรู้เห็นก็ทำนองเดียวกัน จำต้องลงทุนหมายกำไรในคุณสมบัติ ควรแลหรือที่จะเสียดาย ถ้าว่าโดยอันตรายไข้เจ็บ จะวินิจฉัยในทางธรรมว่า "ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เปนธรรมดาของมนุษย์ จะอยู่ที่ไหน ๆ ก็พ้นวิสัยที่จะพึงหลีกให้พ้นไป" เช่นนี้ก็ได้ หรือจะพิจารณาดูทางโลก ที่แห่งใดที่มนุษย์อาศรัยได้ เขาอยู่ได้ ทำไมเราไปไม่ได้ แท้จริงที่ซึ่งเลื่องลือชื่อเสียงว่า มีไข้เจ็บชุกชุม เช่น ดงพระยาไฟก็ตาม หรือบางตะพานก็ตาม ใช่จะมีไข้เจ็บไปตลอดชั่วนาตาปี ไข้ก็ชุกชุมอยู่แต่ในฤดูฝน ก็เวลามันชุกชุม เราจะไปทำไม เลือกไปเอาฤดูที่ไม่มีไข้เจ็บไม่ได้หรือ ว่าโดยแท้จริง ถึงคนซึ่งเขาต้องจำผ่านไปในป่าไข้เมื่อฤดูฝน ใช่จะเจ็บจะตายเสียหมดทุกคนก็หาไม่ ในร้อยหนึ่งจะเจ็บสักสามสิบ ในสามสิบนั้นจะตายก็ไม่กี่คน ถ้าระวังรักษาตัวให้ดีแล้ว ก็ไม่สู้กระไร คนอยู่กับบ้าน ๆ นี้อยู่ดีไปหมดทุกคนเมื่อไร คิดดูแล้วมันลงอยู่ในทางธรรมว่า "แล้วแต่บุญแต่กรรมเปนข้อใหญ่" เมื่อตั้งใจจะแสวงหาคุณสมบัติ ก็ไม่ควรจะขี้ขลาดหวาดหวั่นไปโดยมิบังควร ได้พรรณามาในคุณแลโทษของการเที่ยวก็พิสดารอยู่แล้ว จะอธิบายด้วยลักษณะการเที่ยวต่อไป
ลักษณะการที่จะเที่ยวนี้มีเปนหลายประเภท ถ้าจะว่าประสาอย่างคนหนุ่ม ๆ ซึ่งจะตั้งหน้าหาความรู้ในราชการบ้านเมืองแล้ว อาสาเปนผู้ช่วยหรือเสมียนทนายไปรับราชการกับข้าหลวงตามหัวเมืองนี้เปนดีกว่าอย่างอื่น เพราะไปอย่างนี้มักจะได้รับเงินเดือนเปนผลประโยชน์ ถึงมิมากมาย ก็พอเลี้ยงตัวไม่ต้องชักทุนเรือน แลการที่จะกินจะอยู่ก็เสมออยู่ในอกของข้าหลวงผู้ใหญ่ย่อมเปนธุระทำนุบำรุงให้ ธุระของตัวมีแต่จะตั้งใจทำราชการแลประพฤติตัวตามคำสั่งของข้าหลวงให้เปนอย่างดีที่สุดที่จะพึงทำได้ เท่านี้ก็ไม่มีทางควรจะวิตกอย่างใด ถึงว่าจะมิได้เคยเปนที่พึ่งหรือคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน การที่ไปทางไกลไม่เหมือนอยู่กับบ้าน ไปร่วมทุกข์สุขคุ้นเคยกัน ไม่ช้านานเท่าใด ก็ย่อมเปนธรรมดาที่จะบังเกิดรักใคร่มีไมตรีจิตรต่อกัน
ถ้าผู้ใดไม่พอใจหรือไม่มีโอกาศที่จะไปเที่ยวในตำแหน่งราชการได้ดังเช่นว่า จะอาศรัยพระเจ้าพระสงฆ์ไปธุดงค์ หรือจะอาศรัยพ่อค้ามาขายไปเที่ยวก็ได้เหมือนกัน ถึงไปอย่างนี้จะไม่ได้เงินเดือนเบี้ยเลี้ยง การที่จะต้องลงทุนรอนก็ไม่พอกระไรนัก จะผิดกับอย่างก่อนก็ที่จะลำบากกว่าสักหน่อย แลที่ไม่ได้เกี่ยวแก่ราชการ
ถ้าหากว่าเปนคนมีกำลัง จะหาพาหนะไปเที่ยวโดยลำพังของตนเอง อย่างที่เขาขึ้นพระบาทหรือเขาไปไทรโยกกันเปนตัวอย่าง ก็ไปได้ ไปอย่างนี้ย่อมเปนอิศรอยู่แก่ตัว จะไปที่ใด จะดูอะไร จะหยุด จะอยู่ จะไปเมื่อใด ก็ทำได้ตามใจ แต่เปนการเปลืองทุนมากขึ้นเปนธรรมดา
การที่จะไปเที่ยว จะไปโดยประเภทใด ๆ ก็ตาม ความสำคัญซึ่งจำจะต้องถือเสมอเหมือนกันทุกชนิดมี ๒ อย่าง คือ การป้องกันไข้เจ็บ อย่าง ๑ การรักษาความเรียบร้อย อย่าง ๑ ก็แลการป้องกันความไข้เจ็บนั้น ถึงจะไปในทางที่ไม่มีไข้เจ็บ ก็ควรระวัง เพราะเหตุที่น้ำท่าอาหารแปลกเปลี่ยนนั้น ประการ ๑ ถ้าไปมีเหตุป่วยเจ็บลงแม้แต่เล็กน้อย จะหาแพทย์หมอที่ดีตามบ้านนอกหายาก ประการ ๑ จะประมาทหาควรไม่ เพราะฉนั้น ควรศึกษาให้เข้าใจในการที่จะใช้ยารักษาโรคบางอย่าง แลหายาเหล่านั้นให้มีติดตัวไปด้วย ยาซึ่งคนเดินทางมักนับถือมีอยู่ ๕ ขนาน คือ ยาคินิน แก้ไขจับ ขนาน ๑ ยาคลอรอดิน แก้ปวดท้อง ลงท้อง ขนาน ๑ ดีเกลือฝรั่ง สำหรับใช้เปนยาถ่าย ขนาน ๑ ไบคาร์บอเน็ตโซดา กินแก้จุกเสียด หรือท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แลละลายน้ำทาแก้พิษไฟ แลพิษตะขาบ แมลงป่อง เปนต้น ได้ด้วย ขนาน ๑ ยาอิปิแคก เปนยากินให้อาเจียนถอนพิษไข้แลพิษที่เบื่อเมาต่าง ๆ ขนาน ๑ ยาเหล่านี้จัดว่าเปนยาสำคัญ นอกจากนี้ ถ้าเคยใช้สอยชอบยาขนานใด ก็ควรติดตัวไปด้วย แลในการที่จะรักษาตัวไม่ให้เปนไข้เจ็บนั้น อย่างสำคัญที่ ๑ ก็เรื่องอาหาร เพราะการเดินทางมิได้มีครัว⟨ห⟩ม้อตั้งหุงต้มได้เปนที่ ต้องระวังตรวจตราอาหาร อย่ากินของที่เสีย อิกประการ ๑ เรื่องน้ำที่จะกิน ต้องระวังให้มาก ตามตำราหมอมักว่า ที่เกิดเปนโรคภัยแก่ผู้เดินทาง มักเปนด้วยผิดน้ำมากกว่าอย่างอื่น เพราะห้วยหนองคลองบ่อบึงที่ใกล้ป่าเปนน้ำที่ไหลออกมาจากซอกห้วยธารเขาชำระพิษว่านยาของเน่าเปื่อยต่าง ๆ ติดออกมา ถ้าจะกิน ควรจะกรองให้ใสสอาดแลต้มทำลายพิษสงเสียก่อน อิกประการ ๑ ผ้าผ่อนที่จะนุ่งห่มหรือจะปูแลคลุมนอน ต้องระวังอย่าให้ชื้น เพราะอายตัวออกไปกระทบของชื้นแฉะอยู่เสมอ ๆ มักจะเปนไข้ หรือมิฉนั้น ก็มักท้องจะเสีย ถึงที่ซึ่งจะนอนในกลางทาง ถ้าพอจะหาอะไรทำได้ ควรจะยกพื้นขึ้นปูที่นอนให้สูงจากแผ่นดินราวคืบหนึ่งเปนอย่างต่ำ ให้พ้นอายดิน จึงจะไม่เปนไข้ อิกประการ ๑ การที่จะอาบน้ำ ควรระวังอย่าให้อาบในเวลาที่กำลังเหน็ดเหนื่อยเหื่อโทรมตัว ถ้าอาบในเวลาเช่นนั้น มักจะเจ็บ⟨ไข้⟩ แต่เวลาที่อาบน้ำนี้ บางคนชอบอาบในเวลาไม่มีแดด เช่น เวลาตื่นเช้าแลเวลาเย็น แต่บางเขาก็ไม่ถืออยู่ในตามใจตามเคยเปนใหญ่ ความสำคัญในการรักษาตัวไม่ให้เจ็บอันเปนข้อรวบยอดนั้น คือ ถ้ารู้สึกไม่สบาย ต้องกินยารักษาเสียทันทีทีเดียว เปนต้นว่า รู้สึกครั่นตัวขึ้นมาเวลาใด ก็กลืนยาคินินเปนประกันเสียเมล็ด ๑ ดังนี้ อิกอย่าง ๑ ต้องคอยระวังอย่าให้ท้องผูกไปจน ๒ วัน ถ้าเห็นตั้งท่าจะผูกเมื่อใด ก็เอาดีเกลือมาละลายน้ำร้อนกินระบายให้ไปเสียครั้งหนึ่งสองครั้ง ถ้าระวังรักษาตัวอยู่เช่นว่านี้ การที่จะเจ็บไข้ก็เกือบประกันได้ เว้นไว้แต่เปนกรรมมาตามทัน นั่นเปนเหลือแก้อยู่เอง
ส่วนการที่จะรักษาความเรียบร้อยนั้น กล่าวคือ จะไปเที่ยวเตร่ได้โดยสดวก อย่าให้มีเหตุการหรือข้อขัดข้องได้ในระหว่างทาง ความข้อนี้ เบื้องต้นควรพิเคราะห์ดูในจำนวนคนแลสิ่งของซึ่งจะพาไปใช้สอย ทั้งสองอย่างนี้ ยิ่งเอาไปมาก ความลำบากชักช้าก็ยิ่งมากขึ้น การเที่ยวเตร่ตามหัวเมือง ถ้ามีพวกพ้องอยู่ตามระยะทาง ก็เปนการดี ไปมีความขัดข้องขึ้นประการใด ก็พอจะได้พึ่งพาอาศรัย ถ้าหากว่าไม่มีพวกพ้องอยู่ตามหัวเมือง ควรจะไต่ถามดูตามพวกพ้องใกล้เคียงที่เขากว้างขวางให้ช่วยเปนธุระชักนำไปตามพวกพ้องของเขา เช่นนี้ก็พอจะเปนประโยชน์ได้ ถ้าจะว่ารวบยอดของความจำเปนในลักษณะที่จะเที่ยวเตร่ ก็คิดเห็นแต่เท่านี้ จะยังมีนอกออกไปก็เรื่องเงินที่จะใช้สอยตามระยะทางอิกอย่าง ๑ การที่เอาเงินสดติดตัวไปมาก ๆ ลำบากทั้งในการรักษาแลในการที่จะยกขน เมืองเราถึงการแบงก์ย่อยยังไม่มีทั่วไป คนเดินทางจะวางเงินไว้ที่กระทรวงซึ่งได้ว่าหัวเมืองขอตราไปขึ้นเอาในเวลาต้องการตามหัวเมืองในระยะทาง หรือจะวางเงินตามห้างแลพ่อค้าซึ่งเขามีเอเยนต์ตามหัวเมืองขอตั่วของเขาไปขึ้นเอาเงินก็ได้ อย่างนี้ถึงจะต้องเสียค่าธรรมเนียมบ้างเล็กน้อย ก็เปนการสดวกดีกว่าหอบเอาเงินไปด้วยมาก ๆ
เมื่อได้กล่าวถึงลักษณะการเดินทางพอสมควรแล้ว จะลองกะทางที่ควรจะเที่ยวเตร่ได้ในเมืองไทยลงไว้ให้ดูเปนเค้า ทางที่จะเที่ยวได้ในพระราชอาณาเขตรนี้มีเปนอันมากมิใช่น้อย ที่จะกะนี้ ต่างว่าผู้จะเที่ยวมีเวลาปีละ ๓ เดือน ๔ เดือน ตั้งใจจะเที่ยวดูภูมิ์ประเทศในพระราชอาณาเขตรให้ตลอด
ทางที่๑เที่ยวทางชายทเลตวันออก จับตั้งแต่เมืองชลบุรีลงไปจนถึงเมืองปัจจันตคิรีเขตร
ทางที่๒เที่ยวทางชายทเลปักษ์ใต้ จับตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไปจนเมืองตรังกานู
ทางที่๓เที่ยวทางชายทเลตวันตก จับตั้งแต่เมืองกระบุรีลงไปจนเมืองไทรบุรี
ทางที่๔เที่ยวทางลำน้ำแม่กลอง จับตั้งแต่เมืองสมุทสงครามขึ้นไปจนโทรโยกแลศรีสวัสดิ์
ทางที่๕เที่ยวทางลำน้ำท่าจีน จับแต่เมืองสาครบุรีขึ้นไปจนพระปฐมเจดีย์ สุพรรณบุรี จนออกเมืองไชยนาท
ทางที่๖เที่ยวลำน้ำเจ้าพระยา จับแต่กรุงเทพฯ ขึ้นไปทางแควใหญ่ จนถึงเมืองฝาง แล้วเดินบกมาสวรรคโลก สุโขทัย แล้วข้ามไปลงเรือล่องกลับลงจากเมืองตาก
ทางที่๗เที่ยวลำน้ำสัก จับตั้งแต่กรุงเก่าขึ้นไปพระบาท พระฉาย จนเมืองหล่มสัก
ทางที่๘เที่ยวทางลำน้ำบางปะกง จับแต่ฉะเชิงเทราไปจนนครนายก ปาจิณบุรี
ทางที่๙เที่ยวนครราชสีมา ขึ้นทางสระบุรี ลงช่องตะโก
ทางที่๑๐เที่ยวหัวเมืองลาวเฉียง จับแต่เมืองตากขึ้นไป กลับมาลงเมืองนาน
ทางที่๑๑เที่ยวหัวเมืองลาวพุงขาว จับขึ้นเดินแต่อุตรดิฐไปปากลาย แล้วล่องน้ำโขงลงมาหนองคาย
ทางที่๑๒เที่ยวหัวเมืองในเขตรลาวพวน
ทางที่๑๓เที่ยวหัวเมืองในเขตรลาวกาว
ทางที่๑๔เที่ยวหัวเมืองเขมร ขึ้นเดินแต่ปราจิณแล้วกลับลงเรือที่จันทบุรี
ทางที่๑๕เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่นับกรุงเทพฯ ไว้เปนทาง ๑ ด้วยดังนี้ เพราะเชื่อได้แน่ว่า ในบรรดาท่านผู้อ่าน ที่ใครจะได้เที่ยวในกรุงเทพฯ นี้ทั่ว เห็นจะไม่มีเลยก็ว่าได้
ทางที่จะเที่ยว คิดดูเปนเลา ๆ แม้แต่เพียงในกรุงสยาม ถ้าเที่ยวเพียงปีละ ๓ เดือน ๔ เดือนทุก ๆ ปี ก็กว่า ๑๐ ปี จึงจะทั่วได้ ทางเที่ยวเหล่านี้ ผู้ที่ได้เคยไปก็มีมากด้วยกัน ที่ได้ไปทั่วทุกทางก็น่าจะมีบ้าง แต่หากไม่ใคร่มีผู้ใดเรียบเรียงระยะทางไว้แนะนำคนข้างหลัง ดูการเที่ยวเตร่จึงยังมืด ไม่เปนเครื่องชักชวนคนชั้นหนุ่มซึ่งกำลังแสวงหาวิชาความรู้ ที่มีก็มักเปนแต่นิราสพรรณาเห็นต้นนั่นเหมือนนั่น ถึงบางโน่นเหมือนนี่ ลงปลายแปลว่าคิดถึงเมีย ไม่มีแก่นสารอันใด
ก็แลการเที่ยวเตร่ย่อมมีคุณแก่เพื่อนมนุษย์ดังได้พรรณามาข้างต้นแล้ว สมควรที่ท่านทั้งหลายผู้รู้เห็นคุ้นเคยจะช่วยอนุเคราะห์ชักนำบำรุงให้ยิ่งขึ้น เพราะฉนั้น ข้าพเจ้าขอเชิญด้วยถ้อยคำซึ่งได้พรรณามาในเรื่องนี้ ให้ท่านทั้งหลายผู้รู้ผู้ได้เที่ยวเตร่ในทิศทางใกล ๆ จงได้เรียบเรียงพรรณาความรู้เห็นคุ้นเคยของท่านมาลงพิมพ์ต่อไป ให้เปนประโยชน์แก่กุลบุตรทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นต่อไปในภายหน้าเทอญ
การเล่า่เรียนของเด็กทั้งหลาย ว่าโดยทั่วไปมิได้กำหนดเปนตระกูลแลชนิด ข้าพเจ้าเห็นว่า เปน ๓ ชั้น
ชั้นต้น แต่เกิดมาชันคอได้ ก็เรียนที่จะคว่ำ จะนั่ง จะคลาน จะเดิน จะพูด จะวิ่ง ขึ้นไปโดยลำดับ นับเปนการร่ำเรียนโดยธรรมดาบังคับชั้น ๑
ส่วนชั้นกลางนั้น แต่เด็กเข้าใจภาษาแลรู้รักษาตัวแล้ว ก็ต้องเรียนวิชาบางอย่างที่จะเปนประโยชน์แก่ตนเองต่อไปภายหน้า คือ วิชาหนังสือ เปนต้น บรรดาที่เปนวิชากลางสำหรับแลควรแก่เด็กทั่วไป นับเปนการร่ำเรียนสำหรับตัวชั้น ๑ ชั้นหลังนั้น เมื่อรุ่นขึ้น ก็รำเรียนวิชาเลือกแต่อย่างเดียวหรือสองอย่างซึ่งจะรู้ไว้เปนทางหาเลี้ยงชีวิตตน เปนต้นว่า คนใดรักในวิชาหนังสือ ก็ตั้งหน้าเล่าเรียนในวิชานั้นให้รู้ลึกซึ้ง ไปทำการเปนเสมียนหรือเปนมหาเปรียญไปตามที ที่รักในทางช่างก็ฝึกให้ชำนิชำนาญหาการรับจ้างจนตั้งตัวเปนนายงานได้ ยิงวิชาอย่างอื่น ๆ ก็มีอิกมาก นับเปนการร่ำเรียนหาเลี้ยงชีวิตชั้น ๑
ในเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ดำริห์แลจงใจที่จะกล่าวในที่นี้ จะว่าแต่วิชาชั้นที่ร่ำเรียนสำหรับตัวชั้นเดียว แลว่าแต่วิชาสำหรับเด็กไทยเราประเทศเดียว คือ เมื่อเด็กอายุตั้งแต่ ๗ ขวบจน ๑๑ ขวบ ควรจะเรียนอะไรบ้าง ข้าพเจ้าเห็นว่า ความรู้ควรจะสอนเด็กในระหว่างนั้นมีอยู่ ๑๐ อย่าง คือ
๑ให้อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้
๒ให้คิดเลขเปน
๓ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
๔ให้หุงเข้าต้มแกงเปน
๕ให้เย็บผ้าเปน
๖ให้ขึ้นต้นไม้เปน
๗ให้ว่ายน้ำเปน
๘ให้ปลูกทัพกระท่อมที่อยู่เปน
๙ให้รู้จักปลูกต้นไม้
๑๐ให้รู้จักเลี้ยงสัตว
ความรู้ตามข้าพเจ้าคิดเห็นทั้ง ๑๐ อย่างนี้ มิใช่ว่า จะต้องให้ไปเรียนในโรงเรียนทุกอย่าง ล้วนเปนความรู้ซึ่งบิดามารดาแลผู้เลี้ยงดูอาจสอนให้เด็กได้แทบทั้งนั้น ถึงว่าเช่นนี้ ถ้าไม่อธิบาย จะชักให้ท่านผู้อ่านสงสัยหรือเข้าใจผิดโดยหลายประการ คือ ประการหนึ่ง จะสงสัยว่า เด็กอายุเพียงเท่านั้น ที่ไหนจะเรียนวิชาได้ถึงเก้าอย่างสิบอย่าง ประการหนึ่ง จะเห็นว่า ที่จะสอนความรู้แก่เด็กถึง ๑๐ อย่างดังนี้ คงจะเปนเครื่องเดือดร้อนแก่เด็ก ประการหนึ่ง จะเห็นว่า ที่กำหนดเปนความรู้บางอย่างในสิบอย่างนั้น ไม่ควรจะสอนเด็ก เพราะไม่มีประโยชน์อยางไร
ถ้าความสงสัยแลความเข้าใจของท่านผู้อ่านมีอยู่เช่นนี้ ในข้อที่เด็กอายุเท่านั้นจะเรียนไม่ได้ หรือข้อที่จะเปนการเดือดร้อนแก่เด็กนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงโดยชัดเจนว่า ข้าพเจ้าได้ทดลองแล้ว แลไม่ได้เปนเช่นนั้นเลย ในข้อที่ความรู้เหล่านั้นจะเปนประโยชน์หรือไม่เปนประโยชน์นั้น ข้าพเจ้าขอชี้แจงทีละอย่าง ๆ ต่อลงไปนี้ก่อน แล้วจึงจะอธิบายวิธีที่ฝึกสอน
๑ความรู้อ่านหนังสือแลเขียนหนังสือนี้ ที่จะเปนประโยชน์หรือไม่เปนประโยชน์นั้น ไม่เปนข้อต้องเถึยงจะต้องอธิบาย แต่ว่าการสอนวิชาหนังสือแก่เด็กอายุเพียงในระหว่างนั้น ข้าพเจ้าเห็นควรจะสอนเพียงให้อ่านหนังสือออก คือ อ่านจดหมายหรือเรื่องอะไร ๆ ได้ ความเข้าใจก็สอนเพียงนั้น ไม่ต้องให้เรียนศัพท์แสงโคลงฉันท์ที่ลึกซึ้ง ส่วนวิชาเขียนหนังสือนั้นเล่า ก็สอนเพียงให้รู้จักเขียนจดหมายด้วยเส้นดินสอหรือให้วิเศษก็เส้นหมึกลงในแผ่นกระดาษ ไม่ต้องกวดขันวิธีสเปลล์ คือ ใช้ตัวอักษรให้แขงแรกนัก วิชาอ่านเขียนที่ควรสอน ว่าโดยย่อก็พอให้เด็กเข้าใจความบรรดาจดหมายเรื่องราวที่เขาเขียนมาให้อ่าน แลอาจเขียนความประสงค์ของตนลงเปนหนังสือได้เท่านั้น
๒ความรู้คิดเลขนั้นเล่า ในส่วนประโยชน์ก็ไม่มีข้อควรถุ้งเถียงเหมือนกัน แต่กำหนดที่จะให้เด็กรู้นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า เพียงสามัญวิธี คือ นับ, บวก, ลบ, คูณ, หาร, กับมาตราวิธีคิดเรือนเงิน กับสั้นยาว แลเวลา ฤดู เดือน ปี เท่านั้นก็พอควร
๓ความรู้รักษาอิริยาบถนั้น จะต้องอธิบายเบื้องต้นว่า ข้าพเจ้าหมายความรู้อย่างไรก่อน ความรู้ซึ่งข้าพเจ้ารวมเข้าในหมวดว่ารักษาอิริยาบถนี้ คือ
รู้จักรักษาสามัคคีไม่วิวาทหรือพูดจากันด้วยวาจาไม่ดี ประการ ๑
ยำเกรงอ่อนน้อมเชื่อฟังไม่หมิ่นประมาทผู้ใหญ่ ประการ ๑
รู้จักรักษาของ คือ รู้จักหนักเบามิให้สิ่งของที่ตัวใช้หรือรักษาเปนอันตราย ประการ ๑
รู้จักอาหารแลความประพฤติที่จะเปนอันตรายไข้เจ็บแก่ตัว คือ ให้รู้ว่า อาหารที่บูติเน่าเปนของทำให้ท้องเสีย แลความสอาดหมดจดย่อมเปนทางให้มีความสบาย เปนต้น ประการ ๑ ความรู้เหล่านี้รวมกนที่ข้าพเจ้าจัดเปนหมวดเรียกว่า รักษาอิริยาบถ เมื่ออธิบายเช่นนี้แล้ว ก็จะแลเห็นได้ว่า ล้วนแต่เปนประโยชน์ทั้งนั้น
๔ความรู้หุงเข้าต้มแกงนั้น ก็แทบจะไม่ต้องกล่าวชี้แจงประโยชน์ จะควรอธิบายก็แต่ทำไมจึงเห็นควรเปนวิชาสอนเด็กด้วยเท่านั้น
ควรสอนเด็กก็เพราะอย่างเดียว ที่เด็กอายุเท่านั้นควรจะสอนได้แล้ว ไม่ควรจะให้ไปเสียเวลาเรียนต่อเมื่อเติบใหญ่
แลการหุ้งเข้าต้มแกงที่ข้าพเจ้าเห็นว่า สมควรจะสอนเด็กในชั้นนี้ ก็แต่เพียงให้รู้จักหุงเข้าให้สุก กับทำกับเข้าได้บางอย่าง เช่น ปิ้งปลา ทอดเนื้อ แกงต้มส้มหรือแกงเผ็ดอะไรสักอย่าง ๑ สองอย่าง เปนต้น
๕ความรู้เย็บผ้านั้น ก็เปนประโยชน์ที่รู้แล้วอาจเย็บเครื่องนุ่งห่มของตัว หรือเมื่อสิ่งเหล่านั้นขาดชำรุดลง ก็พอจะซ่อมแซมได้ ความรู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นสมควรจะสอนเด็กเพียงให้รู้จักเย็บแลให้ตัดผ้าเย็บเปนเสื้อบางอย่าง คือ กุยเฮ็ง หรือเสื้อกระบอก เปนต้น ได้ เมื่อว่าโดยย่อ ถ้าผ้านุ่งขาด ก็ให้เย็บเองได้ แลส่งผ้าผืนให้ ก็ให้ัตดแลเย็บเสื้อสวมได้เท่านั้น ความรู้อย่างนี้ เห็นว่า ควรแก่เด็กทั่วไปทั้งชายหญิง ที่จะเข้าใจว่า เปนวิชาสำหรับแต่ผู้หญิงพวกเดียวนั้น เปนเข้าใจผิดแท้
๖การที่ให้หัดขึ้นต้นไม้นั้น ดูอยู่ข้างจะให้ซุกซนอยู่สักหน่อย แต่เมื่อพิจารณาดูประโยชน์ ก็แลเห็นได้เปนหลายอย่าง คือ
เปนการทำให้ร่างกายเส้นสายแขงแรง ที่ฝรั่งเขาเรียก เอกเซอไซส์ หรือยิมแนสติก อย่าง ๑
เปนประโยชน์แก่การที่จะทำมาหากินไปภายหน้า คือ เปนชาวสวน เปนต้น อย่าง ๑
เปนประโยชน์แก่การหนีภัยอันตรายในภายหน้า คือ ไปป่าพบเสือ จะได้หนีมัน เปนต้น อย่าง ๑
เปนประโยชน์ในการทำเหย้าเรือนในภายหน้า อย่าง ๑
๗การหัดให้ว่ายน้ำนั้น ถึงจะอธิบายประโยชน์ ก็เห็นจะเข้าใจได้ตลอดแล้ว
๘ความรู้ปลูกทัพกระท่อมที่อาศรัยนั้น ข้าพเจ้าหมายความว่า เหมือนอย่างหาไม้ไผ่ จาก แลเครื่องมือให้พร้อมแล้ว ก็ให้เด็กอาจจะช่วยกันปลูกเปนกระท่อมที่อยู่ได้ หรือจะว่าคบเด็กสร้างบ้านก็ตาม
ความรู้อย่างนี้มีประโยชน์ แลความรู้อย่างอื่นรวมอยู่ด้วยหลายอย่าง คือ รู้จักใช้เครื่องมือสามัญ เช่น มีดพร้าเลื่อยขวาน เปนต้น ได้อย่าง ๑
จะรู้จักสิ่งของซึ่งควรประติดประต่อให้เปนประโยชน์ได้อย่าง ๑
จะเปนความรู้ติดตัวไปทำที่อาศรัยตนได้ในภายหน้า อย่าง ๑
ความรู้เรื่องนี้ก็ย่อมจะแลเห็นประโยชน์ได้โดยง่าย
๙ความรู้ปลูกไม้นั้น ก็มีประโยชน์หลายอย่าง คือ
จะรู้กระบวรบำรุงที่ดินด้วยไขทางน้ำไม่ให้ท่วมแลการที่จะรักษาให้สอาด อย่าง ๑ จะรู้เหตุความเจริญ แลภัยของต้นไม้ แลวิธีแก้ไขป้องกันมิให้เสีย อย่าง ๑ ประโยชน์เหล่านี้ย่อมเปนต้นทางการเพาะปลูกทำเรือกสวนไร่นา โดยที่สุดการรักษาพื้นที่บ้านของตนต่อไปภายหน้าก็จะได้รับประโยชน์แต่ความรู้อย่างนี้ด้วย
๑๐ความรู้จักเลี้ยงสัตวนั้น คือ เลี้ยงให้มากขึ้น มิใช่เลี้ยงให้ชน การเลี้ยงสัตวซึ่งเห็นควรสอนเด็ก เพราะธรรมดาสัตวที่อาศรัยคนเลี้ยง หรือเมื่อจะว่าอิกอย่าง ๑ ว่า ธรรมดาคนจะเลี้ยงสัตวก็ต้องมีความกรุณาต่อสัตว มีความประสงค์จะให้สัตวเหล่านั้นได้ความสุขอยู่เปนนิจ ดังนี้ จึงตั้งพยายามบำรุงรักษาสัตว พิจารณาเห็นทุกข์ของสัตวมีอย่างใด ก็คิดแก้ไขปลดเปลื้องป้องกัน เลือกสิ่งซึ่งจะมีความสุขแก่สัตวเลี้ยงดูโดยเต็มใจ นิสัยอันนี้ประกอบด้วยความกรุณา อย่าง ๑ ความพิจารณา อย่าง ๑ ความเพียร อย่าง ๑ ซึ่งจะฝึกหัดได้ด้วยความแนะนำในความสนุกของเด็กเท่านั้น แลนิสัยเหล่านี้ไม่ใช่เปนประโยชน์แต่ในการเลี้ยงสัตวอย่างเดียว ถ้าติดมีไปในสันดานแล้ว ย่อมจะเปนประโยชน์ไปในอย่างอื่นได้อิกมาก ตลอดจนการทำนาค้าขายบรรดาซึ่งต้องอาศรัยกำลังสัตวด้วย
ความรู้ทั้ง ๑๐ อย่าง ข้าพเจ้าเห็นว่า เปนประโยชน์ต่างกันเปนส่วน ๆ ดังชี้แจงมานี้ จึงเห็นว่า ควรจะฝึกสอนเด็กทุกอย่าง
เมื่อว่าเช่นนี้แล้ว จะต้องอธิบายให้เข้าใจชัดเจนว่า ทำไมจึงจะสอนวิชาทั้ง ๑๐ อย่างนี้แก่เด็ก ๆ อายุเพียง ๗ ขวบไปหา ๑๑ ขวบได้ ในวิชา ๑๐ อย่างนี้ สอนได้โดยลักษณะต่างกัน วิชาบางอย่าง คือ
| หุงเข้าต้มแกง | ๑ | |
| ขึ้นต้นไม้ | ๑ | |
| ปลูกทัพกระท่อม | ๑ | |
| เลี้ยงสัตว | ๑ |
๕ อย่างนี้ ล้วนเปนการเจือสนุก สอนแนะนำไปในกระบวรให้เด็กเล่นได้
วิชาบางอย่าง คือ รักษาอิริยาบถ ๑ ว่ายน้ำ ๑ สองอย่างนี้ อยู่ในความประพฤติเสมอ แลเปนการสนุกเนื่องอยู่ในการประพฤติเสมอ
ส่วนรักษาอิริยาบถก็สอนไปในการดูแลปกครองเด็ก วิชาว่ายน้ำก็สอนในเวลาที่อาบน้ำชำระตัวเด็กได้
วิชาบางอย่าง คือ วิชาหนังสือ ๑ วิชาเลข ๑ วิชาเย็บผ้า ๑ สามอย่างนี้ เปนวิชาต้องสอนในที่เล่าเรียนตามเวลา จึงจะได้
ว่าโดยย่อ วิชาทั้ง ๑๐ อย่างนั้น สอนได้โดยลักษณะต่างกัน ๓ ประการ คือ สอนเปนการเล่น ประการ ๑ สอนเปนการประพฤติเสมอ ประการ ๑ สอนเปนการเรียน ประการ ๑
อนึ่ง ในวิชาทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ว่าตามที่เด็กจะรู้ได้ก็ยังต่างกัน คือ วิชาบางอย่าง เพียงแต่ผู้ใหญ่แนะนำ เด็กก็จะรู้ได้ด้วยความเต็มใจ วิชาพวกนี้ คือ หุงเข้าต้มแกง ๑ ขึ้นต้นไม้ ๑ ว่ายน้ำ ๑ เย็บผ้า ๑ ปลูกทัพกระท่อม ๑ ปลูกต้นไม้ ๑ เลี้ยงสัตว ๑ รวม ๗ อย่างด้วยกัน วิชาบางอย่าง ผู้ใหญ่ต้องบังคับกะเกณฑ์ เด็กจึงจะรู้ ในพวกนี้ คือ วิชาหนังสือ ๑ วิชาเลข ๑ รักษาอิริยาบถ ๑ วิชาทั้ง ๑๐ อย่างสอนได้โดยลักษณะต่างกันแลเด็กย่อมจะรู้ได้โดยลักษณะต่างกันดังนี้ ทั้งกำหนดเวลาที่จะสอนได้ ๕ ปี คือ แต่เด็กอายุ ๗ ขวบไปจนถึง ๑๑ ขวบ ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าผู้ปกครองดูแลเด็กมีอุสาหแล้ว คงจะสอนได้โดยง่าย
วิชาทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ว่าที่แท้ก็เปนของธรรมดาเด็กเราเรียนกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แต่ว่าไม่ได้เรียนโดยวิธีแลไม่ใคร่ได้เรียนทั่วทุกอย่าง ดูแต่เด็กชาวบ้านนอกเล็ก ๆ ใครไปสอนให้มันว่ายน้ำ ใครไปสอนให้มันขึ้นต้นไม้ ใครต้องสอนให้มันเลี้ยงควาย เพราะนิสัยเด็กเหมือนกับเรือไฟที่เปิดจักรแล่นเต็มสติมไปข้างหน้า กล่าวคือ ไม่มีความขี้เกียจที่จะซุกซนอยู่เปนเปรกติ ถ้าผู้ใหญ่คอยถือท้ายแนะนำให้ซนไปข้างได้การแล้ว ก็จะเปนประโยชน์ได้โดยง่าย ดีกว่าจะกักขังไม่ให้ซน คือ เขียนวงให้นั่ง เปนต้น เช่นนั้นก็เสมอหยุดจักรให้เรือลอย หาไม่ก็กักสติมไว้จนหม้อระเบิด กล่าวคือ ที่เด็กกลายเปนโง่เซอะหรือจะเล็ดลอดไปเสียคนไม่ให้ผู้ใหญ่รู้จักก่อนเท่านั้น
ข้าพเจ้าว่าเพ้อมา ยังหาได้กล่าวถึงวิธีสอนไม่ วิธีสอนวิชาทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ชั้นต้น ต้องจัดเวลาการเลี้ยงเด็กนั้นหรือเหล่านั้นให้ยุติก่อน
คือ เวลานั้นต้องตื่น เวลานั้นต้นเล่น เวลานั้นต้องกิน เวลานั้นต้องเรียน เวลานั้นต้องเลิก เปนต้นดังนี้ จนตลอดถึงเวลานอน ถ้าผู้ใหญ่เลี้ยงเด็กด้วยกำหนดเวลาแน่นอนดังนี้ เปนประโยชน์หลายอย่าง คือ เคยเข้าแล้วเด็กไม่เกียจคร้าน นิสัยความหมั่นแลความเสมอก็ติดตัวเด็ก การรักษาอิริยาบถก็ต้องจับสอนไป คือ ตั้งแต่ปัดที่นอน พับผ้า เปนต้น แลต้องรักษาความสอาดหมดจดในที่อยู่ให้เสมอ จนเด็กเคยเข้าแล้วก็เกิดนิสัยเกลียดสกกระปรกขึ้นเอง วิชาหนังสือแลวิชาเลขก็จับสอนไปแต่แรก แต่ชั้นแรก ๆ ต้องผ่อนให้เรียนน้อย ๆ เพียงวันละชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงก็ตาม เพราะเปนการเดือดร้อนของเด็กกว่าอย่างอื่น วิชาที่ต้องสอนเปนพื้นเสมอไปแต่แรกเท่านี้ วิชานอกนั้นต้องดู ถ้าเด็กมีนิสัยแลกำลังพอจะเรียนอย่างใดได้เสมอเมื่อใด ก็สอนต่อเมื่อนั้น แต่ต้องค่อย ๆ สอน อย่าเร่งรัด เปนต้นว่า วิชาปลูกทัพกระท่อม ก็ต้องสอนแต่ปลูกเรือนตุ๊กกระตาไปก่อน แล้วจึงค่อยขยับขึ้นไป การหุงเข้าต้มแกง ก็ต้องสอนแต่หุงด้วยหม้อหนูขึ้นไปก่อน การปลูกต้นไม้ ก็ให้ทำสวนเล็ก ๆ เล่น เลี้ยงสัตว ก็เพียงกระต่ายหรือนกสีชมพูไปก่อน การฝึกสอนชั้นนี้ ผู้ใหญ่ต้องเปนธุระแลออกสนุกด้วยกับเด็ก จึงจะสอนได้ ถ้าเปนที่เลี้ยงเด็กมาก ๆ อย่างโรงเรียนเลี้ยงเด็ก ก็ต้องให้เหมือนกัมปนีช่วยกันทำการเหล่านั้น มีผู้ใหญ่เปนสภานายกคอยดูแล ถ้าเห็นเด็กคนใดควรจะมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างใดได้ ก็ให้ทำ ให้เปนเกียรติยศกันในกระบวรทำหน้าที่ได้ดี ดังนี้ เด็กเหล่านั้นคงจะรู้วิชา ๑๐ อย่างได้ทุกคน จะต่างกันก็ที่รู้ดีบ้าง ไม่สู้ดีบ้าง ตามอุปนิสัยเกิดมาโง่แลฉลาด
เรื่องความรู้สำหรับตัวเด็กนี้ ข้าพเจ้าคิดเห็นทีละอย่างหนึ่งสองอย่าง แลได้ทดลองสอนเด็กตามวิธีอธิบายมานี้ เห็นสำเร็จได้ จึงได้เรียบเรียงส่งมาลงวชิรญาณให้ท่านทั้งปวงอ่านเล่นตามสมควร
แต่ก่อนนี้ ได้พูดกันในกรุงเทพฯ ถึงเรื่องคนที่เปนใบ้คราวหนึ่ง ข้าพเจ้าจำได้ว่า เพื่อนที่รักของข้าพเจ้าคนหนึ่งได้กล่าวความเห็นว่า คนที่เปนใบ้ เห็นจะเปนเพราะหูหนวกมาแต่กำเนิดอย่างเดียว เมื่อหูไม่ได้ยินเสียงที่จะสังเกตพูดได้ ปากก็เลยเปนใบ้มาด้วย ความเห็นที่เห็นกันว่าชอบกล กาลก็ล่วงมานานแล้ว คราวนี้ ข้าพเจ้าได้ไปดูโรงเลี้ยงแลรักษาใบ้ของคอเวอนเมนต์ที่เมืองปารีสแห่ง ๑ ได้เห็นการประหลาดอัศจรรย์สมจริงดังความเห็นของเพื่อนข้าพเจ้าที่ว่านั้น เพราะที่โรงเลี้ยงใบ้ ได้ตรวจตราแลพบวิธีที่จะฝึกสอนให้คนใบ้พูดได้ทุกคน มิใช่พูดด้วยทำมือเปนสัญญาอย่างเช่นเข้าใจกันมา หัดพูดภาษาคนเราทีเดียว เมื่อจะว่าโดยย่อ รักษาคนใบ้ให้กลายเปนแต่คนหูหนวกเท่านั้นได้จริง เมื่อข้าพเจ้าไปดู ได้ไต่ถามสอบสวนโดยถ้วนถี่ เขาบอกว่า คงหัดให้ใบ้พูดได้ทุกคน ผิดกันแต่ที่จะพูดได้ชัดกับพูดไม่ชัดเท่านั้น
วิธีที่ให้ใบ้พูด แต่แรกเด็กใบ้มาถึงโรง เขาให้เป่าน้ำก่อน คือ หม้อแก้วมีน้ำข้างใน มีท่อยางออกมาข้างนอก แลอัดลมข้างในไว้ กลางหม้อแก้วมีหลักปักบอกขีดกำหนดไว้ ถ้าเป่าแรง น้ำก็สูงขึ้นไปมากขีด เป่าเบา น้ำก็สูงขึ้นไปแต่น้อยขีด มีท่อออกมาอีกต่อ ๑ ทำนองเดียวกัน แต่สำหรับดูด ถ้าดูดแรง น้ำก็ขึ้นมาก ดูดเบา น้ำก็ขึ้นน้อย เขาให้เด็กใบ้หัดดูดน้ำแลเป่าน้ำด้วยเครื่องนี้วันละชั่วโมง ๑ สองชั่วโมง สัก ๒ เดือน ๓ เดือนก่อน ที่ตั้งต้นกัดให้เป่าให้ดูดน้ำ เขาว่า เพราะเด็กไม่ได้พูดมาแต่เล็ก ทางที่ท่อลมกระแสเสียงเดินขึ้นมาแต่ปอดเปนต้นชำรุดแฟบไปเหมือนกับสิ่งของซึ่งไม่ได้ใช้ปล่อยไว้ให้เปนสนิมขึ้นเช่นนั้น ต้องหัดให้เป่าน้ำดูดน้ำเพื่อขยายท่อเหล่านั้นให้โตขึ้นแลลมเดินคล่องเปนปรกติก่อน เมื่อเด็กดูดน้ำเป่าน้ำได้ถึงขีดตามกำหนดว่าเปนปรกติแล้ว จึงส่งไปฝึกหัดใบ้ชั้นที่ ๒
ในชั้นนี้ ฝึกหัด ๒ อย่าง อย่างหนึ่งอยู่ในเรื่องเป่าลม คือ มีเชือกผูกลูกดิ่งแขวนอย่างลูกแกว่างนาฬิกา ครูไกวลูกดิงแล้วสอนให้เด็กฮาให้ยาวชั่วลูกดิ่งไกว สองเที่ยวบ้าง สามเที่ยวบ้าง จึงให้หยุดหายใจครั้ง ๑ เพื่อให้รู้ระบายลมให้ยาว ในกระบวรสอนระบายลมด้วยลูกดิ่งนี้ สอนให้รู้จังหวะตัวโนตอย่างดนตรีด้วย จนเด็กเคยเข้า ครูเขียนจังหวะบอกให้ฮาได้ดี ๆ จนรัวได้เปนต้น อีกเครื่อง ๑ ทำเปนราวเล็ก ๆ ยาว ๆ เอาลูกไม้โสนกลม ๆ วางไว้ในนั้น สอนให้เด็กเป่าไม้โสนให้ไปถึงตามขีดต่าง ๆ ตามครูจะกะให้เป่า เพื่อจะได้รู้จักใช้ลมแรงลมเบา สอนกระบวรลมในชั้นนี้เท่านี้ ยังสอนกระบวรที่จะให้รู้วิธีฝึกสอนของครูตั้งต้นด้วย วิธีฝึกสอนนั้น แต่แรกให้เด็กยืนเปนแถว ครูทำถ้าทางอย่างไร ให้เด็กทำตามให้เหมือน หัดกระบวรยกชี้มือเปนต้นก่อน จนเด็กตาไวเอาอย่างครูได้เร็วคล่องแคล่วแล้ว ผ่อนมาให้เรียนกระบวรทำหน้า คือ อ้าปากหุบปากเปนต้น จนเด็กตามอย่างได้คล่องอีกแล้ว จึงหัดให้ทำแต่ปากอย่างคำพูด เปนต้นว่า ครูเรียกว่า หมวก เมื่อเรียกนั้น รูปปากเปนอย่างไร ให้เด็กทำปากให้เหมือน ถ้าไม่ใคร่เหมือนได้ ก็พาไปส่องกระจกกับครู หัดจนทำได้เหมือนกัน คราวนี้ครูหยิบหมวกมาทำปากว่า หมวก แล้วชี้บอกที่หมวกให้เด็กเข้าใจว่า สิ่งนั้นเรียกโดยทำปากอย่างนั้นชำนาญ จนครูทำปากบอกว่า หมวก เด็กก็ไปหยิบหมวกมาถูก หัดให้รู้หยิบของต่าง ๆ โดยวิธีทำนองนี้ด้วยใช้สมุดที่มีรูปภาพต่าง ๆ แลสิ่งของต่าง ๆ จนแตกชำนาญที่พอจะรู้จักชื่อสิ่งของต่าง ๆ ด้วยกระบวรที่เห็นรูปปากที่เรียกชื่อนั้นแลทำปากเรียกสิ่งของเหล่านั้นได้เหมือนครู เปนเรียนได้ตลอดอีกชั้นหนึ่ง จึงไปชั้นที่ ๓
ในชั้นนี้ สอนในกระบวรเสียงให้ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ตั้งต้นสอนให้พูดทีเดียว ตั้งต้นต้องสอนด้วยส่องกระจกกับครู เปนต้นครูอ้าปากเหมือนอย่างจะว่า สระอา ๆ ให้เด็กทำตามให้เหมือน แล้วว่า อา ออกมา ให้เด็กเอามือมารอ ให้รู้ว่า ต้องให้ลมออกอย่างหนึ่ง แลให้จับที่ลูกกระเดือกให้รู้ว่า เมื่อว่า อา ที่ใต้คางพองออกมาเท่านั้น ให้เลียนให้เหมือน สระอื่น ๆ ที่มี สังเกตด้วยศีร์ษะก็ดี ด้วยที่ใด ๆ ซึ่งพองออกในเวลาเมื่อลมออกเปนเสียงนั้น ก็หัดไปทีละสระ ๆ จนเด็กชำนาญ ไม่ต้องส่งกระจกเห็นปากแลสังเกตคอครู ก็ว่าเปนเสียงนั้นตามออกมาได้ เมื่อเด็กมาเรียนในชั้นนี้ วิชาที่จะรู้ชื่อสิ่งของต่าง ๆ ก็สอนเติมขึ้นเหมือนกัน เปนว่า รู้จักที่จะบังคับกับครู ด้วยเห็นปากครูบอก แลรู้จักที่จะบังคับเสียงของตัวได้ ตั้งแต่ชั้นนี้ไป ก็สอนวิเศษขึ้นไปโดยวิธีทำนองเดียวกันให้รู้เสียงพยัญชนะแลรู้จักเสียงแลพูดเสียงคำต่าง ๆ ได้มากขึ้นไป ทั้งให้อ่านหนังสือเขียนหนังสืออย่างโรงเรียนตามธรรมดาด้วย เมื่อเด็กซึ่งได้เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้นเกิน ๔ ปีขึ้นไป ก็อาจที่จะพูดแลเรียนหนังสือได้ วิธีที่พูดนั้น ถ้าเราจะถามอะไร ไม่ต้องคิดที่จะให้ได้ยินเสียง เพราะหูหนวกได้ยินไม่ได้ ต้องเข้าไปจ้องหน้าทำแต่ปากพูดช้า ๆ เด็กเหล่านั้นก็พูดตามปากเราด้วยเสียงด้วยแล้วจึงจะพูดตอบได้ บางทีสังเกตปากเราไม่ถูก เราก็ต้องทำปากพูดใหม่ จนเด็กนั้นเข้าใจ ก็พูดตอบมาได้ ถ้าคนอื่น ๆ ไปถามอะไร เด็กเหล่านั้นไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกับครูถาม ครูถามทีเดียวมักจะได้การ แต่ถึงกระนั้น ก็เปนเพราะหูหนวก มิใช่อื่น ถ้าเข้าใจแล้ว ก็อาจจะพูดตอบได้ทันที แต่บางคนพูดชัด บางคนพูดเออ ๆ อา ๆ ไม่ค่อยชัด
นอกจากที่หัดให้พูดแลหัดเลขหัดหนังสือที่โรงหัดใบ้นี้ ยังสอนวิชาอื่น ๆ เปนทางที่จะเลี้ยงชีวิตได้อีกหลายอย่าง คือ วิชาทำสวน ทำกับเข้า ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างเขียน แลช่างตีพิมพ์ เปนต้น เด็กออกจากโรงนี้ไป พูดได้ด้วย รู้วิชาที่จะไปทำมาหากินเลี้ยงชีวิตได้ด้วยทั้ง ๒ อย่าง
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse