ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๖ ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน

พิมพ์ในงานทำบุญที่หน้าศพ นายพลตรี พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครบ ๑๐๐ วัน ณ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ___________________ โรงพิมพ์พิพรรฒธนากร


คำนำ

คุณหญิงหงษ์ สิงหเสนี มาปรึกษาข้าพเจ้าถึงการที่จะเลือกเรื่องหนังสือ สำหรับพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานทำบุญที่หน้าศพพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครบ ๑๐๐ วัน ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้พิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๖ ซึ่งปรุงขึ้นใหม่ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทบกับญวนรบกัน ด้วยเรื่องตอนนี้แสดงอภินิหารและสติปัญญาของเจ้าพระยาบดินทรเดชา สิงห อันเป็นบรรพบุรุษของพระยาสิงหเสนีผู้เป็นที่สมุหนายกและเป็นแม่ทัพใหญ่ในคราวนั้น โดยข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าพระยาสิงหเสนีเลือกเองก็เห็นจะพอใจยิ่งกว่าหนังสือเรื่องอื่นซึ่งจะหาให้ได้สำหรับงานนี้ หนังสือเรื่องนี้ ถ้าผู้อ่านเอาใจใส่ในเรื่องประวัติศาสตและการเมืองครั้งรัชกาลที่ ๓ อ่านโดยพิจารณาจะได้ความรู้หลายอย่าง จึงหวังใจว่าบรรดาผู้ที่ได้รับไปจะพอใจทั่วกัน


ลายเซ็น นายกราชบัณฑิตยสภา วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕


สารบาญ

กระแสพระราชดำริเรื่องเมืองเขมร หน้า ๑ อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๑ " ๑ พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่พระองค์ด้วง " ๕ ใบบอกเจ้าพระยาบดินทรเดชาสนองพระราชโองการ " ๑๐ กระแสรับเจ้าพระยาบดินทรเดชาสนองพระราชโองการ " ๒๕ อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๒ " ๒๕ กระแสรับสั่งตอบเจ้าพระยาบดินทรเดชา " ๒๘ อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๓ " ๓๐ ตราให้หากองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชากลับกรุงเทพ ฯ " ๓๐







กระแสพระราชดำริเรื่องเมืองเขมร อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๑

เมืองเขมรเป็นประเทศน้อยอยู่ระวางไทยกับญวนซึ่งมีกำลังมากกว่าต้องยอมเป็นเมืองออก ส่งบรรณาการทั้งสองฝ่ายมาช้านาน แต่เขมรนับถือไทยและสนิทกับไทยยิ่งกว่าญวน เพราะถือลัทธิศาสนาและขนบธรรมเนียมอย่างเดียว แต่ว่าพวกเขมรมักประทุษร้ายแลรบพุ่งกันเองด้วยเรื่องชิงอำนาจกันเนือง ๆ พวกแพ้มักไปขอกำลังประเทศใหญ่ที่อยู่ใกล้ฝ่ายหนึ่งมาช่วยพวกที่ชนะก็ต้องขอกำลังประเทศใหญ่อีกฝ่ายหนึ่งมาป้องกัน เมืองเขมรจึงคล้ายกับสมรภูมิระวางไทยกับญวนมาแต่สมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อตั้งกรุงรัตนโกสินทรนั้น ประจวบสมัยเกิดจลาจลทั้งในเมืองญวนและเมืองเขมร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงพระกรุณาอุปการะทั้งราชวงศญวนและราชวงศเขมรให้ได้คืนครองราชสมบัติต่างก็มีความเคารพต่อพระเดชพระคุณมาจนตลอดจนรัชชกาลที่ ๑ ครั้นถึงรัชชกาลที่ ๒ องเชียงสือ ซึ่ง (เคยมาพึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เป็นพระเจ้าเวียดนัมยาลอง ครองประเทศญวน แม้ยังมีทางไมตรีดีกับไทยก็ตั้งตนตีเสมอ และเริ่มแผ่อำนาจญวนมาทางเมืองเขมร ผะเอิญเมื่อเริ่มรัชชกาลที่ ๒ นั้น ไทบกับพะม่ากลับรบกันขึ้นอีก มีท้องตราสั่งไปจากกรุงเทพ ฯ ให้เขมรเกณฑ์กองทัพมาช่วยรบพม่า พวกขุนนางเขมร


๒ (ซึ่งโดยปกติปราศจากความสามัคคีกันอยู่แล้ว) เกิดแตกกันเป็นสองพวกพวกหนึ่งชงไทย เห็นว่าไม่ควรทำตามท้องตรา ถ้าไทยเอาผิดก็ควรไปพึ่งญวน อีกพวกหนึ่งชอบไทยเห็นว่า ควรเกณฑ์กองทัพมาช่วยตามท้องตราสมเด็จพระอุทัยราชา (ชื่อนักกพระองค์จันท์) นักพระองค์อิ่มน้องสมเด็จพระอุทัยราชาซึ่งเป็นตำแหน่งมหาอุปโยราช เป็นหัวหน้าพวกชอบไทยอยู่ในเวลานั้นหนีเข้ามากรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึ่งโปรด ฯ ให้เจ้าพระยายมราชยกกองทัพออกไปเมืองเขมร สมเด็จพระอุทัยราชาก็หนีลงไปพึ่งญวนที่เมืองไซ่ง่อน แต่นักพระองค์ด้วงซึ่งเป็นน้องสมเด็จพระอุทัยราชาคนเล็กมาเข้ากับไทย เมื่อเกิดเหตุขึ้นครั้งนั้นพระเจ้าเวียตนัมยาลองเห็นได้ช่อง ก็แต่งราชทูตให้เชิญพระราชสาส์นเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ในราชสาส์นใช้ถ้อยคำอ่อนหวานเป็นทางไมตรี แต่ส่วนข้อความนั้นอ้างว่า เพราะเมืองเขมรเคยพึ่งทั้งไทยและญวนมาแต่ก่อนพระเจ้ากรุงสยามเสมือนเป็นบิดา และพระเจ้าเวียตนัมเสมือนเป็นมารดาของเจ้ากัมพูชา บัดนี้สมเด็จพระอุทัยราชามีความผิดต่อบิดา ไปอ้อนวอนให้มารดาช่วยขอโทษก็มิรู้ที่จะทอดทิ้งเสียได้ จึงมีพระราชสาส์นมาขอพระราชทานโทษ และขอให้สมเด็จพระอุทัยราชาได้ครองกรุงกัมพูชาตามเดิมก็ในเวลานั้นไทยกำลังเตรียมต่อสู้ศึกพะม่า ไม่อยากจะให้เกิดเป็นอริขึ้นกับญวนอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องจำยอมให้สมเด็จพระอุทัยราชากลับขึ้นมาครองเมืองเขมรดังกล่าว แต่นั้นเมืองเขมรก็ไปฝากฝ่ายกับญวน เป็นแต่ถึงกำหนดก็ส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามากรุงเทพ ฯ ครั้นพระเจ้าเวียดนัมยาลอง


๓ สิ้นพระชนม์ถึงรัชชกาลพระเจ้าเวียดนัมมินมางราชบุตรซึ่งได้รับรัชชทายาทญวนก็คิดแผ่อำนาจต่อเข้ามาทางเมืองลาวลุ่มลำน้ำโขงอีกทางหนึ่ง พอขึ้นรัชชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร เจ้าอนุเจ้าเมืองเวียงจันท์เป็นกบฎขึ้นด้วยญวนอุดหนุน ถึงต้องรบพุ่งปราบปรามเป็นการใหญ่ ครั้นเจ้าอนุพ่ายแพ้หนีไปพึ่งญวน พระเจ้าเวียดนัมมินมางก็มีราชสาส์นเข้ามาว่ากล่าวขอโทษเจ้าอนุเหมือนอย่างครั้งเมืองเขมรในหนหลัง พระบาทสมเด็จพระสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองญวนไม่ยอมทำตาม ให้ปราบปรามพวกกบฎเวียจันท์จนราบคาบ ทางไมตรีในระวางไทยกับญวนก็หมองหมางกันแต่นั้นมา ครั้นถึงปีมะเส็ง พศ. ๒๓๗๖ พวกญวนที่เมืองไซ่ง่อนเป็นกบฆต่อเจ้าเวียตนัมมินมาง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระพระราชดำริว่าเป็นโอกาสที่จะเอาเมืองเขมรคืน และให้ญวนหากำเริบเสียบ้าง จึ่งโปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพบกยกไปตีเมืองเขมร แล้วให้ตีหัวเมืองญวนลงไปจนเมืองไซ่ง่อนและให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่ทัพเรือยกไปตีหัวเมืองเขมรเละญวนตามชายทะเล แล้วไปสมทบกับกองทับบก ตีเมืองไซ่ง่อนด้วยกัน พอกองทับไทยเข้าแดนเขมร สมเด็จพระอุทัยราชาก็หนีลงไปเมืองไซ่ง่อน พวกเขมรพากันมาอ่อนน้อมโดยดีมิต้องรบพุ่ง กองทัพไทยก็ตีหัวเมืองชายแดนญวนเข้าไปจนถึงได้เมืองโจดก แล้วเข้าทางคลองขุดไปสมทบกันตีค่ายใหญ่ของญวน ซึ่งตั้งรับอยู่ที่ด่านปากคลองข้างใน กองทัพเรือรบพุ่งอ่อนแอ กองทัพไทยตีเมืองด่านนั้นไม่ได้ ต้องตั้งรั้งราอยู่เกิดขัดสนสะเบียงอาหารและเมื่อพวกเขมรชาวหัวเมืองข้างใต้ซึ่งเคยกลัวญวน เห็นว่ากองทัพไทยทำการไม่สำเร็จก็เป็นกบฏขึ้นด้วย กองทัพไทยก็ต้องเลิกกลับมา ญวนก็ให้สมเด็จพระอุทัยกลับขึ้นมาอยู่ ๔ เมืองพยมเพ็ญอย่างเดิม แต่คราวนี้ญวนตั้งข้าหลวงและส่งทหารขึ้นม้าตั้งอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญและหัวเมืองเขมรที่ใกล้เคียง โดยอ้างว่าจะป้องกันมิให้โทษไปย่ำยี เขมรก็อยู่ในอำนาจของญวนยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๗๗ สมเด็จพระอุทัยราชาถึงพิราลัย ไม่มีลูกชายญวนจึงยกลูกหญิงขึ้นครองเมือง และตั้งองเตียนกุนขุนนางผู้ใหญ่มาเป็นแม่ทัพ กับทั้งเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองเขมร ฝ่ายพระองค์อิ่มมหาอุโยราชซึ่งอยู่กับไทยได้ออกไปเปเจ้าเมืองพระตะบอง กลับใจหนีไปเข้ากับญวน ด้วยประสงค์จะเป็นเจ้ากรุงกัมพูชา แต่ญวนเห็นว่าได้เมืองเขมรไว้เงื้อมมือแล้ว ก็กวาดเอาพวกราชวงศเขมรกับทั้งขุนนางผู้ใหญ่ไปไว้เสียเมืองญวน ญวนปกครองเมืองเขมรเองเป็นหัวเมืองของญวนต่อมา ให้เปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมในบ้านเมืองไปเป็นอย่างญวนและให้รื้อวัดสึกพระภิกษุสามเณรเสียเป็นอันมาก พวกเขมรเดือดร้อนก็พากันเป็นกบฎต่อญวนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ แล้วบอกมายังเจ้าพระยา บดินเดชา ซึ่งตั้งขัดตาทัพคอยระวังเหตุการณ์อยู่ณเมืองพระตะบอง ว่าจะมาพึ่งไทยอย่างแต่ก่อน ขอกำลังลงไปช่วย และขอพระราชทานพระองค์ด้วงน้องของสมเด็จพระอุทัยราชา ซึ่งอยู่ในกรุงเทพ ฯ ออกไปครองเขมรเจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นเป็นท่วงทีที่จะเอาเมืองเขมรคืนจากญวนได้ บอกสนับสนุนคำขอของพวกเขมรเข้ามายังกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึ่งโปรด ฯ ให้เจ้าพระยา บดินทรเดชายกกองทัพออกรบญวนในเมองเขมร และโปรดฯ ให้พระองค์ด้วงออกไปเข้ากองทัพช่วยเจ้าพระยาบดินทรเดชา เมื่อพระองค์ด้วงกราบถวายบังคมลา จึงพระราชทานพระบรมราโชวาทซึ่งพิมพ์ไว้ต่อไปนี้ ๕ พระราชโอวาท พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ พระราชทานพระองค์ด้วง

ด้วยพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งให้จดหมายพระราชโอวาทให้พระองค์ด้วง ว่าเมืองเขมรเป็นจลาจลขึ้นครั้งนี้ ทรงทราบใต้ฝ่าละออง ฯ ว่าญวนจะทำลายพระบวรพระพุทธศาสนาที่เมืองเขมรเสียให้สัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะแปลงเขมรให้ละเพศเป็นญวน ให้สึกพระสงฆ์จะให้มีอยู่แต่วัดละองค์ ฯ รื้อพระอุโบสถวัดวาอารามที่เมืองพนมเป็ญเสียหลายวัด พระยาพระเขมรที่มีชาติมีสกุลก็พาลฆ่าเสียช้านานมาแล้วจนพระยาพระเขมรที่มีชาติมีสกุลตายเสียเป็นอันมาก องค์อิ่มคิดกบฏประทษฐร้ายโดยโลภเจตนากล้า หวังใจจะได้เป็นเจ้านายเมืองเขมร ไม่เห็นกันในเบื้องหน้า กวาดครอบครัวไพร่พลเมืองปัตบองไปให้เป็นบำเหน็จความชอบกับญวน ๆ ก็ไม่เลี้ยงองค์อิ่มเป็นเจ้านายเมืองเขมรเหมือนตามความปรารถนา ส่งองค์อิ่มไปเสียเมืองเว้ อ้ายญวนคิดจะไม่ให้พระยาพระเขมรผู้ใหญ่มีสืบต่อไป จึงอุบายให้สมเด็จเจ้าพระยาฟ้าทลหะ พระยากลาหมขึ้นไปช่วยเจ้าเวียดนามทำวันออก ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมา พระยาพระเขมรทั้งปวงก็ยังไม่รู้เท่าทันญวน จนญวนจับองค์มี องค์เภา องค์สงวนส่งไปเมืองเว้อีก จับองค์แป้นจำไว้ที่ค่ายองเตียนกุน พระยาพระเขมรจึงได้พร้อมกันกลับใจคิดสู้รบญวนมีหนังสือมาขอพระองค์ด้วง


๖ ออกไปเป็นเจ้านายขอพึ่งพระเดชเดชานุภาพพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวสืบต่อไปเหมือนอย่างแต่ก่อนนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงสังเวชพระทัยเสียดายพระบวรพุทธศาสนา สงสารพระยาพระเขมรอาณาประชาราษฎรเมืองเขมรนักดำรัสว่าการเป็นไปดังนี้ก็เพราะองค์จันท์จนพระศาสนาที่เมืองเขมรจะเสื่อมศูนย์สิ้น ทรงพระราชดำริจะรักษาพระบวรพุทธศาสนาเมืองเขมรไว้ให่ถาวรมั่นคง ไม่ให้ญวนมิจฉาทิฏฐิทำลายล้างเสีย ไม่ให้แปลงเขมรซึ่งเป็นสัมมาทิฏิฐิให้กลับเป็นมิจฉาทิฏฐิเขมรจะพากันไปสู่อบายเสียทั้งสิ้น จะให้เขมรคงชาติคงสกุลอยู่ตามเดิม จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์ด้วงออกไปเป็นเจ้านายเมืองเขมรตามซึ่งพระยาพระเขมรขอมา ถ้าพระองค์ด้วงจะออกไปเถิงเจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ แล้ว ก็ให้ฟังบังคับบัญชาพระบาบดินทรเดชา ฯ ให้ชอบด้วยราชการจงทุกประการจะอยู่ใกล้อยู่ไกลประการใดก็อย่าทำใจสูงล่วงบังคับบัญชา กลัวเกรงเจ้า พระยาบดินทรเดชา ฯ ให้เสมอเป็นอารมณ์ ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวโดยสัตย์สุจริต จงมีจิตต์กตัญญูรู้พระเดชพระคุณว่าองค์อิ่มคิดกบฏประทุษฐร้ายแล้ว พระองค์ด้วงเป็นน้องพระองค์อิ่มไม่ทำลายล้างเสียเหมือนกังญวนกระทำกับองค์อิ่มยังทรงพระมหากรุณาเมตตาชุบเลี้ยงพระองค์ด้วงให้เป็นเจ้านายสืบเชื้อวงศ์กษัตริย์เมืองเขมรต่อไป สิ่งไรที่ชั่วที่ผิดอย่าประกอบไว้ในสันดาน อย่ากำเริบอย่าโลภกล้าให้เกินประมาณ สุกแล้วจึงหอมงอมแล้วจึงหวาน


๗ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ จะจัดแจงเมืองโพธิสัตวให้เป็นเมืองใหญ่ให้เมืองเขมรทั้งปวงขึ้นกับเมืองโพธิสัตว ให้พระองค์ด้วงเป็นเจ้านายครอบครองเขมรอยู่ที่เมืองโพธิสัตวนั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ จะปรึกษาหารือด้วยจะตั้งแต่งพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ผู้น้อยตามตำแหน่งประการใด ก็ให้พระองค์ด้วงไถ่ถามไล่เลียงพระยาระเขมรทั้งปวง ให้เห็นพร้อมกันว่าผู้ใดมีชาติสกุล มีสติปัญญาการศึกสงครามเข้มแข็ง จัดเอามาให้เจ้าพระยา บดินทรเดชา ฯ ตั้งแต่งเป็นพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ผู้น้อยตามลำดับกัน และเขมรถือชาติถือสกุลตามสกุลผู้ใหญ่ผู้น้อย ถ้าจะตั้งแต่งพระยาพระเขมรสืบต่อไป ก็อย่าให่ลุอำนาจแต่โดยใจว่าคนผู้นี้เป็นพวกมาแต่ก่อนผู้นี้มิได้เป็นพวกมาแต่ก่อน ให้พิเคราะห์ดูชาติสกุลและคนมีความชอบควรจะใช้ได้อย่างไรก็ให้ตั้งแต่งตามควร ให้ผู้น้อยกลัวผู้ใหญ่เป็นลำดับกันอย่าถือผู้น้อยให้ข้ามเกินผู้ใหญ่ อย่าเห็นแก่ห้าเกรงใจบุคคล อย่าหูเบาใจเบาพระยาพระเขมรจะมีความโทมนัส พระยาพระเขมรนับถือยกย่องพระองค์ด้วงเป็นเจ้านายแล้ว พระองค์ด้วงก็ต้องนับถือคารวะพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ผู้น้อยตามสมควร เอาเนื้อเอาใจพระยาพระเขมรให้ดี รสวาจาก็ให้อ่อนหวายให้เป็นที่นิยมนับถือกับพระยาพระเขมร ไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงซึ่งอยู่ไกลและใกล้ ให้จงรักภักดีพรักพร้อมกัน พระองค์ด้วงสติปัญญาอายุอานามก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะตริการสิ่งใดก็ให้รอบคอบทำใจให้เสมอ อย่ากอบไปด้วยฉันทาโทษโมหาภยาคติ ตั้ง


๘ ตัวให้เที่ยงธรรมทำให้คมคาย ให้พระยาพระเขรกลัวอำนาจอย่าให้หมิ่นประมาทได้ กลัวนั้นมีอยู่ ๓ ประการ กลัวอาชญาประการ ๑ กลัวบุญกลัววาสนาประการ ๑ กลัวสติปัญญารู้เท่าทันประการ ๑ กลัวบุญกลัววาสนากลัวสติปัญญาทั้งรักทั้งกลัว เขมรผู้ใดผิดกระทำโทษตามผิดนั้นก็ให้หยิบยกโทษผิดออกให้เห็น อย่าให้ผู้อื่นติเตียนว่ากระทำโทษคนหาผิดมิได้ จะพิพากษาตัดสินกิจสุขทุกข์อาณาประชาราษฎรประการใดก็ให้เป็นยุติธรรม ให้สอดส่องจงรอบคอบ อย่าให้พระยาพระเขมรทำข่มเหงเบียดเบียฬฉ้ออาณาประชาราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน นายก็อย่าให้เบียดเบียฬบ่าว ๆ จะได้มีใจรักนาย นายไพร่จะได้พร้อมมูลช่วยกันรักษาเจ้านายบ้านเมืองเต็มสู้รบอ้ายญวน กับให้ระวังพระยาพระเขมรอย่าให้อิจฉาริษยาชิงบ่าวไพร่ให้แตกสามัคคีรสกัน ถ้าแตกสามัคคีรสกันแล้วสารพัดที่จะเสียการทุกอย่าง ถ้าตั้งอยู่ในสามัคคีรสพร้อมมูลกัน ถึงคนน้อยก็สู้ข้าศึกศัตรูมากได้ ฝ่ายเราตั้งบ้านตั้งเมืองขึ้นครั้งนี้ ญวนรู้ไปกำลังโทโสก็คงจะมากระทำตอบแทนอีก ปัญญาญวนคงจะคิดไม่ให้มีเจ้านายเขมรให้เขมรสิ้นที่พึ่งสิ้นที่นับถือแล้ว ญวนจึ่งจะอยู่ในเขตต์เมืองเขมรได้ ญวนทำศึกสนัดทางเรือ เขมรทำศึกสนัดทางบก ก็ต้องคิดตัดทางเรือเสีย อย่าให้เรือญวนเข้ามาเถิงบ้านเถิงเมือง ญวนจะขึ้นบกมา ก็ให้สู้รบญวนจงสามารถ ป้องกันรักษาบ้านเมืองไว้กว่ากองทัพช่วยจะออกไปเถิง ถ้ากองทัพออกไปเถิงแล้ว เถิงญวนจะมา

๙ มากสักเท่าไร ก็จะทำไมกับบ้านเมืองฝ่ายเราได้ ญวนจะมากระทำภายนอกไม่ได้แล้ว จะคิดอุบายเต่งเขมรที่ยังเข้าอยู่กับญวนเป็นที่ไว้ใจญวนให้แปลกปลอมเข้ามาอยู่ในบ้านในเมือง สืบสวนถ้อยความคอยเหตุคอยผลคิดกระทำเป็นใส้ศึกขึ้นภายใน อย่างหนึ่งจะตัดสะเบียงอาหารให้เขมรรอดอยากขัดสน ให้พระองค์ด้วงคิดให้รอบคอบ ป้องกันรักษาตัวทั้งภายนอกภายใน อย่ามีความประมาท ให้หูไวใจเร็วสืบฟังข่าวคราวราชการ ให้รู้ปัญญาและความคิดญวน ๆ จะคิดประการใดให้รู้ความแต่เนิ่น จะได้จัดแจงการสู้รบญวนให้พร้อมสรรพ อย่าให้เสียทีพลั้งพลาดแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าขัดสนเข้าเกือบของกินสิ่งใด ก็ให้ใช้ผู้คนถือหนังสือบอกเข้ามายังกรุงเทพฯจงเนือง ๆ จะโปรดพระราชทานส่งออกไปทางเมืองตราด เมืองตราดกับเมืองโพธิ์สัตว์ใกล้กัน ให้จัดช้างจัดเกวียนลงมารับบรรทุกขนขึ้นไปแจกจ่ายกันกินกว่าบ้านเมืองจะค่อยเป็นปกติเข้า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวไม่ต้องพระราชประสงค์ผลประโยชน์สิ่งไรที่ในเมืองเขมร จะเอาแต่พระเกียรติยศสืบไปภายหน้าว่าทรงกู้เมืองเขมรขึ้นไว้ไม่ให้พระพุทธศาสนาเสื่อมศูนย์ และฝ่ายพุทธจักร์ก็ให้ตั้งพระราชาคณะถานานุกรมให้พร้อมกันกับตั้งพระยาพระเขมร ให้จัดหาพระสงฆ์เจ้าอธิการที่มีวัสสาอายุผู้ใหญ่ที่เขมรนับถือ กอบไปด้วยคุณธรรม มาให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ ตั้งแต่งเป็นพระราชาคณะถานานุกรมฝ่ายคันธุระฝ่ายวิปัสนาธุระขึ้นบ้าง พระสังฆราชาเดิมซึ่งเป็นที่เขมรนับถือนั้นไม่อยู่ที่เมืองพนมเปญ ว่าญวนเบียด

๑๐ เบียฬพระพุทธศาสนา เข้าไปอยู่เสียที่เมืองมงคลบุรี ให้พระองค์ด้วงคิดอ่านอาราธนาออกไปด้วย ตั้งแต่งพระราชาคณะนานุกรมขึ้นใหม่อาราธนาพระสังฆราชาออกไปได้ ก็จะเป็นที่นิยมกับเขมร กิตติศัพท์จะได้ฟุ้งเฟื่องไปทั่วทุกหัวเมืองเขมร ผู้มีศรัทธารู้แล้วก็จะได้โสมนัสสรรเสริญยินดี พระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ประดิษฐานตั้งอยู่แห่งใด เทพดาอารักษ์ก็รักษาพระพุทธศาสนาอยู่ก็เหมือนรักษาบ้านรักษาเมองเหมือนกันญวนเป็นมิจฉาทิฎฐิจะมาทำลายล้างพระพุทธศาสนาบ้านเมืองนั้นไม่ได้ให้พระองค์ด้วงพระยาพระเขมรทั้งปวงจงมีศรัทธาอุตสาหะถวายไทยทานแก่พระภิกขุสงฆ์อย่าให้อดอยากขัดสน ทนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบไป เมื่อบ้านเมืองเป็นปกติแล้ว ก็ให้ฐาปนาวัดวาอารามขึ้นให้ บริบูรณ์ดังเก่า _______________________

ใบบอกเจ้าพระยาบดินทรเดชา สนองพระราชโองการซึ่งโปรดให้พระองค์ด้วงออกไปครอง กรุงกัมพูชา

หนังสือ เจ้าพระบาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก มาถึงพระยามหาอำมาตย์ได้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยข้าพระพุทธเจ้าบอกมาแต่ก่อนว่า ให้พระฤทธิสงครามนำพระยาพิบูลยราชพระยาสุริโยไทย พระยาวงษาสัตรี พระสุรินทรธิบดี พระราชานุชิต พระ

๑๑ มหานุชิต พระทึกเดโข พระชิตสงคราม พระไกรสร พระสำอางสัตรีกับหนังสืออักษรเขมร ๑๘ ฉะบับ เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมของพระองค์ด้วงออกไปครอบครองพระยาพระเขมรอาณาประชาราษฎรแจ้งมาในใบบอกข้าพระพุทธเจ้าแต่ก่อนนั้นแล้ว ครั้น ณ วันเดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำปีชวดโทศก (พ.ศ.๒๓๘๓) พระยาสีห ราชเดโช หลวงเทพเพนทรเชิญท้องตราพระราชสีห์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกไปถึงข้าพระพุทธเจ้านายทัพนายกอง ทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานให้พระองค์ด้วงออกไปครอบบ้านครองเมืองอาณาประชาราษฎรบังคับบัญชาพระยาพระเขมรทั้งปวงแล้ว จะได้ยกย่องพระบวรพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งกับบรรดาเขมรทั้งปวงแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมได้พระราชทานเครื่องยศถาศักดิ์และเครื่องอุปโภคสำหรับเกียรติยศแก่พระองค์ด้วง กับพระแก้สผลึกหน้าตัก ๕ นิ้วทรงเครื่องทองคำองค์หนึ่ง ผ้าไตรเนื้อดี ๑๐ ไตรกับเครื่องบริกขารพร้อมข้าพระพุทธเจ้าจะได้จัดแจงให้แก่พระองค์ด้วงถวายพระสงฆ์ที่จะตั้งเป็นพระราขชาคณะถานานุกรม แล้ว ให้ข้าพระพุทธเจ้าทำหนังสือประกาศ บอกไปถึงพระยาพระเขมรเจ้าเมืองกรมการทั้งปวงให้รู้ความทั่วกันว่า พระยาพระเขมรพร้อมใจกันมีหนังสือให้พระยาพิบูลยราช พระยาสุริโยไทยกับพระยาพระเขมรเข้ามาขอพระองค์ด้วงออกไปเป็นเจ้าครอบครองบ้านเมืองราษฎรทั้งปวง พระยาพุบูลยราช พระยาสุริโยไทย พระยาพระเขมรเข้ามาเฝ้าทูลละองธุลีพระบาท แจ้งราชการณกรุงเทพพระมหานครแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ ทรงพระมหากรุณาเมตตากับ ๑๒ เขมร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระองค์ด้วงออกไปเปนเจ้าเขมรสืบสงศ์กษัตริย์ในแผ่นดินเมืองเขมรต่อไป อย่าให้สูนย์สิ้นเจ้านาย จะได้ช่วยกันยกย่องพระพุทธศาสนาขึ้น อย่าให้พระพุทธศาสนาสาบศูนย์ แต่เมืองเขมรทุกวันนี้ญวนยังตั้งอยู่เมืองพนมเปญ จะต้องตั้งบ้านเมืองให้พระองค์ด้วงอยู่เมืองโพธิสัตว ๆ ใกล้กับเขตต์แดนกรุงเทพมหานคร จะได้ช่วยทำนุบำรุงไปกว่าเมืองเขมรจะได้เป็นบ้านเมือง เป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนาขึ้นได้ ให้พระยาพระเขมรมีความรักใคร่เสียดายพระพุทธศาสนา รักษาชาติสัมมาทิฆฐิ อย่าให้ญวนชาติมิจฉาทิฏฐิครอบงำบ้านเมืองล้างพระพุทธศาสนาเสียให้พร้อมมูลกันทำราชการต้านทานสู้รบญวนให้แข็งแรง ไว้ชื่อเสียงให้ปรากฎเป็นเกียรติยศอยู่ในแผ่นดินเมืองเขมร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะทรงสงเคราะห์กู้แผ่นดินเมืองเขมรให้เป็นที่ตั้งแห่งพะรพุทธศาสนาขึ้นตามเดิม จะได้เป็นกองการกุศลผลประโยชน์กับบรรดาเขมรสืบไปภายหน้า จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพรระาชทานเงินตราเสื้อผ้าให้พระยาพุบูลยราช พระยาสุริโยไทย พระยาวงษาสัตรี พระทึกเดโช พระสุนรินทรธิบดี พระทึกสงคราม พระไกรสรมหาดไทย พระสำอางสัตรี พระมหานุชิต หลวงไกรสรนอกราชการพระยาทึกโกษาสงคราม เมืองพนมเปญ ขุนหมื่น ๗ คนไพร่ ๓๐ คน ตามลำดับยศสักดิ พระยาพระเขมรผู้ใหญ่ผู้น้อย กับพระราชทานเงินตราร้อยชั่งคนโทปัญรี ๑๐ ใบ ราตคตหนามขนุน ๒๐ สาย เสื้อแพรต่างสี ๗๐ ตัว เสื้อกระบวนไหม ๓๐ ตัว เป็นเสื้อร้อยตัวออกไปพระราชทานให้ข้าพะรพุทธเจ้า สำหรับจะได้ใช้สอยแจกจ่ายให้บรรดาพระยาพระ ๑๓ เขมร จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาสีหราชเดโช หลวงเทพนทร ขุนหมื่น ๓๑ คน ไพร่ ๓๙ คน เข้ากัน ๘๐ คน หญิงหม้าย ๔ คน หญิงคนใช้ ๑๓ คน เข้ากัน ๑๗ คน เข้ากันชายหญิงนายไพร่ ๘๗ คน กับพระยาพิบูลยราช พระยาพระเขมรนาย ๑๙ ไพร่ ๓๐ เข้ากัน ๔๙ คน ออกไปทางบก ให้เป็นเกียรติยศกับพระองค์ด้วงโปรดให้มีพระราชโอวาทพระราชทานพระองค์ด้วงออกไป ข้าพะรพุทธเจ้านายทัพนายกองพร้อมกันได้กราบถวายบังคมต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้รับพระราชทานสิ่งของนอกท้องตรา ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานออกไปนั้น พระเดฃพระคุณหาที่สุดมิได้ ครั้นณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ ขึ้น ๑๓ ค่ำปีชวดโทศก พระยาราชโยธา พระยาภิรมย์ราชา บอกนำดำเนิรท้องตรากับกระแสพระราชดำริส่งต่อตามระยะออกไปณเมืองปัตบอง ในท้องตราต้นกระแสพระราชดำริโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมไปพถึงข้าพะรพุทธเจ้านายทัพนายกอง ว่าซึ่งทำคุณไว้กับญวนปล่อยให้รอดขีวิตไปหาเสียเปล่าไม่ เป็นผลประโยชน์ในราชการอยู่ แต่ว่าเขมรรู้ว่าข้าพระพุทธเจ้าปล่อยญวนนในที่ล้อมไปเขมรยินดีหรือจะไม่ชอบใจ ถ้าเขมรยินดีด้วยแล้วเขมรคงจะนับถือ ถ้าเขมรไมชอบใจจะเข้าใจว่ากลัวญวนไม่รบ พุ่งปล่อยญวนไปนั้น เขมรเสียใจก็ให้ข้าพระพุธเจ้าคิดอ่านพูดจากลบเกลื่อนแก้ความเสียให้สิ้นวิตกของเขมร ให้เขมรเห็นความว่าหากลัวเกรงฝีมือญวนไม่ปล่อยญวนในที่ล้อมไปจะผ่อนการรบพุ่งให้รองลงแต่พอจะให้เขมรตั้งตัวได้ คิดอ่านไปอย่างนี้ ถ้าญวนเชื่อก็เป็นประโยชน์มีคุณกับ ๑๔ เขมรอยู่มาก ให้ข้าพระพุทธเจ้าพูดจาให้เห็นเป็นความดีกับเขมร อย่าให้เขมรเสียใจหมิ่นประมาทได้ แต่การซึ่งจะทำให้เป็นไมตรีไว้กับญวนนั้น หาเห็นเป็นไมตรีตลอดยืดยาวไปได้ไม่ องดีดก องอาน ผู้เป็นแต่นายทัพ นายกอง แม่ทัพใหญ่ญวนผู้สำเร็จราชการก็ยังมีอยู่ เมืองเขมรเป็นที่ปรารถนาของญวน ญวนรักเมืองเขมรมากนัก ญวนได้ผลประโยชน์ในแผ่นดินเมืองเขมรก็มาก ญวนจะทิ้งเมืองเขมรก็มีความเจ็บความอาย ญวนหาปล่อยเมืองเขมรไม่ ญวนจะทำแต่ทีอยู่ว่าจะเป็นไมตรีกับไทย ญวนจึงย่ำยีรบกวนเขมร เขมรจะมาพึ่งข้าพระพุทธเจ้า ๆ ก็จะต้องช่วยเขมรให้เต็มมือ เขมรจะไม่กลับใจเข้าหาญวน ถ้าไพร่พลกองทัพเป็นแต่ลาวเขมรป่าดงมาก ไม่แข็งแรงจะสู้รบกวนไม่ได้ จะขอนายทัพนายกองผู้ใดที่จะใช้สอยได้ ไพร่พลกองใดที่แข็งแรงจะต้องการอีก ๔๐๐๐-๕๐๐๐ ก็ให้ข้าพระพุทธเจ้าบอกขอเข้ามา จะได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมอุดหนุนเพิ่มเติมออกไป จะได้ช่วยกันรบพุ่งญวนเอาชัยชำนะญวนให้จงได้แล้วให้ข้าพระพุทธเจ้าคิดอ่านเอาเขมรเก่าที่มีสติปัญญาไว้ใจได้ ให้แยกไปกำกับพระยาพระเขมรที่ตั้งตัวเป็นนายทัพนายกองอยู่ทุกแขวงเมืองเขมร จะได้ยั่วเย้าให้สู้รบญวนให้แข็งแรงกว่าจะแตกร้าวขาดกัน ไม่กลับใจเข้าหาญวนอีกได้แล้ว ก็เป็นที่ไว้ใจได้อย่างหนึ่ง เมื่อแลกำลังญวนมากกำลังเขมรน้อย เขมรสู้รบกับญวนเคี่ยวขับไปมิได้ก็ต้องพาครอบครัวถอยร่นเข้ามาถ้าข้าพระพุทธเจ้าคิดได้ดังนี้แล้วก็จะดี ครอบครัวเขมรข้าพระพุทธเจ้าพิทักษ์รักษาทำนุบำรุงไว้ได้แล้ว จะเอาฉกรรจ์เขมรเข้าสู้รบทำศึกกับญวนต่อไป


๑๕ การก็จะเบาแรงทแกล้วทหารไพร่พล ให้ข้าพระพุทธเจ้าตริตรองราชการให้รอบคอบ ควรจะได้ราชการบ้านเมืองไพร่พลเขมรประการใดก็ให้คิดไปตามท่วงทีราชการต่าง ๆ ครั้งนี้จะคิดพูดจาเป็นทางไมตรีกับญวนโดยจริงก็ดี จะเป็นไมตรีโดยอุบายก็ดี แลการจะต้องต่อสู้รบประการใดก็ดี ก็ตามแต่ปัญญาความคิดข้าพระพุทธเจ้า สุดแต่จะอาบ้านเมืองไพร่พลเขมรให้จงได้ ถ้ามาดแม้นจะไม่ได้เขตต์แดนเมืองเขมรไว้ก็อย่าให้เมืองเขมรได้ไปกับญวนอีกเลย ?????? ให้ข้าพระพุทธเจ้ารักษาพระองค์ด้วงอย่างดวงแก้ว ในท้องตรากระแสพระราชดำริซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกไปมีหลายประการนั้นข้าพระพุทธเจ้านายทัพนายกองได้กราบถวายบังคมทราบเกล้าทราบกระหม่อมในท้องตรากระแสพระราชดำริทุกประการแล้ว ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโทษ ข้าพระพุทธเจ้านายทัพนายกองทั้งปวงในท้องตรากระแสพระราชดำริ ให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณปรึกษาหารือกับนายทัพนายกอง แต่จะเอาบ้านเมืองไพร่พลเขมรให้จงได้ อย่าให้เขมรได้ไปกับญวน พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้ารับพระราชทานข้อความในท้องตรากระแสพระราดำริปรึกษานายทัพนายกองเห็นว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้พระองค์ด้วงไปเป็นเจ้าครอบครองบ้านเมือง พระยาพระเขมรอาณาประชาราษฎรทั้งปวง อยู่ณเมืองโพธิสัตว จะเอาเมืองโพธิสัตวเป็นเมืองใหญ่ เมืองโพธิสัตวก็ยังไม่เป็นบ้านเมืองแน่นหนาเป็นที่ไว้วางใจได้ จะต้องรับพระราชทานคิดทำบ้านเมืองโพธิสัตวให้มั่นคง

๑๖ ก่อน ครั้นจะจัดแจงให้ทำบ้านเมืองขึ้นในเดือนยี่เดือนสามนี้ สะเบียงอาหารก็ยังขัดสน เข้าที่ได้ไว้ในค่ายญวนเมืองโพธิสัตว ก็รับพระราชทานเอาไว้พอจะได้แจกจ่ายเจือจานเลี้ยงพระยาพระเขมรครอบครัวเมืองโพธิสัตวเมืองขึ้นกับเมืองโพธิสัตว ทั้งพระยาพระเขมรที่จะสามิภักดิ์สมัครเข้ามาอยู่กับพระองค์ด้วง สะเบียงอาหารที่จะเลี้ยงกองทัพซึ่งจะยกออกไปทำบ้านเมืองรักษาเขตต์แดน จะไปปลูกยุ้งฉางไว้ที่เมืองโพธิสัตวข้าพระพุทธเจ้าได้ให้ไปจัดซื้อเข้าเมืองพนมศก เมืองสวายจิด เมืองมงคลบุรี เมืองอรัญประเทศ จะได้ให้เรือขนผ่อนเข้าออกไปให้พอจับจ่ายกองทัพ ๆ ที่จะทำบ้านเมืองยังอยู่กับข้าพระพุทธเจ้า กองกรุงเทพพระมหานคร ทัพเมืองนครราชสีมาไปอยู่ค่าย จะอยู่ไปกับพระยาเสนาภูเบศร์ ทั้งอยู่ที่เมืองปัตบองนายไพร่ ๕๐๐๐ คนเศษ จึงจะยกออกไปทำบ้านเมืองที่เมืองโพธิสัตวณเดือน ๔ นี้ให้แน่นหนามั่นคง จะได้ผ่อนเอาปืนใหญ่น้อยกระสุนดินดำออกไปไว้ให้มากเป็นที่ไว้วางใจได้จึงจะให้พระองค์ด้วงออกไปอยู่เมืองโพธิสัตว เมืองเขมรหัวเมืองขึ้นกับเมืองเขมรถึง ๓๐ หัวเมือง ไพร่พลก็มาก แล้วข้าพะรพุทธเจ้าได้ให้พระองค์ด้วงมีหนังสือพระองค์ด้วงบอกไปให้พระยาเขมรเจ้าเมืองทั้งปวง ใจความว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาสีหราชเดโชพาพระองค์ด้วงออกมาถึงณเมืองปัตบอง ให้เจ้าเมืองกรมการเข้ามารับนำพระองค์ด้วงจะได้ไปครอบครองบ้านเมือง ถ้าเจ้าเมืองกรมการยังสู้รับกับญวนราชการติดพันอยู่ ก็ให้แต่งบุตรหลานเข้ามารับพระองค์ด้วงณเมืองปัตบอง จึงจะได้เป็นเกียรติยศกับพระองค์ด้วง แต่ราชการที่ญวนกับเขมรแตกร้าววิวาทสู้รบกันครั้งนี้ เขมรที่พากันเข้ามา

๑๗ พึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณคิดคืนเอาแผ่นดินเมืองเขมรมาเป็นขอบขัณฑเสมาตามเดิมก็มากหลายเมือง เขมรที่ยังเข้าอยู่กับญวนก็หลายเมือง จะไว้ใจว่าเขมรแตกร้าวกับญวนทั้งสิ้นยังหาได้ไม่ ที่ข้าพะรพุทธเจ้าพูดจาเป็นไมตรีกับญวน ถ้าญวนไปประชุมปรึกษาหารือพร้อมกัน ญวนจะยินดีเป็นไมตรีกับไทยโดยสุจริต ญวนก็จะเลิกถอยทัพไปจากเมืองพนมเปญตามสัญญา ถ้าญวนพูดจาเป็นกลอุบายแต่พออย่าให้กองทัพไทยยกอุดหนุนไปช่วยเขมร ญวนก็รักษาแผ่นดินเมืองพนมเปญไว้เหมือนแต่ก่อน ที่ข้าพะรพุทธเจ้าปล่อยญวนในค่ายเมืองโพธิสัตวกลับคืนไป พระยาพระเขมรราษฎณที่เมืองใกล้มาพร้อมกันอยู่ที่เมืองโพธิสัตว ทราบว่าข้าพะรพุทธเจ้าพูดจาเป็นไมตรีกับญวน แต่พอจะให้ญวนรอการที่จะสู้รบ กับเขมร ๆ จะได้ตั้งตัวจัดแจงสะเบียงอาหารรักษาครอบครัวไว้ให้หมั่นคงก็มีความยินดีพร้อมมูลกัน แต่พระยาพรเขมรที่เมืองไกล ข้าพระพุทธเจ้าได้มีหนังสือบอกข้อราชการไปให้ทราบหลายเมือง ขะยินดีหรือจะเสียใจหมิ่นประมาทประการใดยังหาทราบเกล้าทราบกระหม่อมไม่ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดขุนนางเขมรเก่าให้ออกไปกับพระยาพระเขมรหัวเมืองทั้งปวงที่ตั้งตัวเป็นนายทัพนากองให้ยั่วเย้าพระยาพระเขมรรบสู้ญวนให้แข็งแรง ให้เขมรกับญวนแตกร้าวกันจงได้นั้น ข้าพระพุทธเจ้าให้พระยาสังขโลกคนเก่า พระสรินทรโยธาปลัดเมืองปัตบองออกไปพูดจา ชักชวนพระยาพระเขมรทางเมือง พนมเปญให้


๑๘ มีความอุตสาหะสู้รบกับกองทัพญวน ให้พระเสนาราชกุเชน พระองค์แก้วกรมการเมืองนครเสียมราบไปกำกับยั่วเย้าพระยาพระเขมรให้สู้รบกับญวนทางเมืองสโทงเมืองกะพงสวาย ราชการที่จะคิดทำฉลองพระเดชพระคุณให้บ้านเมืองเขมรราบคาบเป็นปกติเกลือกจะยืดยาวต่อไป จะไว้ใจแก่ราชการยังไม่ได้ด้วยญวนก็ยังคิดพูดจาเกลี้ยกล่อมทำศึกสงครามกับเขมรติดพันไปอยู่เกลือกญวนจะยกกองทัพทุ่มเทขึ้นมากระทำกับเขมรในฤดูน้ำ เดือน ๘ เกือน ๙ ปีฉลูตรีนิศกเขมรจต้านทานสู้รบกับกองทัพญวนไม่ได้ เขมรจะบอกขอกองัพเข้ามาณเมืองปัตบอง เรือรบที่เมืองปัตบองก็ขัดสนเรือ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าให้ต่อขึ้นไว้ที่เมืองปัตบอง เขมรช่างหมันที่เมืองปัตบองก็ทำหมันช้ำเหล็กคัดหมันหาได้ไม่ ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดทับเรือให้ไปรักษาปากน้ำเมืองโพธิสัตวขัดด่านไว้ครั้งนี้ ได้สู้รบกับกองทัพญวน ยิงปืนใหญ่หน้าเรือได้ลำละ ๒ นัดบ้าง ๓ นัดบ้างก็บิดคอคายหมันชำรุดรั่ว เห็นจะใช้ราชการต่อไปไม่ได้ ข้าพะรพุทธเจ้าตัดมาดยาว ๙ วา มาทำเป็นเรือศีร์ษะมีดโกนไว้ที่เมืองปัตบอง ๒ ลำ ได้เอาปืนกระสุน ๓ นิ้ว ๔ นิ้ว ลงใส่หน้าเรือยิงลองดูเห็นจะได้ราชการอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับพระราชทาน นายช่างเรือสัก ๑๐ คน จะให้ไปตั้งทำเรือศีร์ษะมีดโกนที่เมืองอรัญประเทศ ยาว ๙ วา ๑๐ วา ๑๑ วาไว้สำหรับราชการสัก ๔๐ ลำ ๕๐ ลำ ตามแต่จะได้ก่อน ด้วยไม้ใหญ่ยาวที่เมืองอรัญประเทศพอจะหาได้บ้าง ถึงฤดูฝนเดือน ๘ เดือน ๙ ก็เอาเรือมาทางน้ำถึงเมองปัตบองได้คล่อง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพะรพุทธเจ้าปรึกษาราชการกับเจ้าพระยานครสิมา ๆ ก็ป่วยถวายบังคมลากลับไปเมืองนครราชสิมา ๑๙ แตณวันเดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำปีชวดโทศก อาการเจ้าพระยานครราชสิมาป่วยครั้งนี้เกลือกจะไม่หายเร็ว ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับพระราชทานเจ้าพระยายมราชออกไป เป็นแม่ทัพบังคับัญชานายทัพนายกองไพร่พลและพระยาพระเขมรหัวเมืองทั้งปวง คิดราชการรักษาเขตต์แดนบ้านเมืองครอบครัวทางเมืองสโทงเมืองกะพงสวาย กับกองทัพมอญไทยหัวเมือง ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าบอกขอเข้ามาแต่ก่อน ครั้งนี้จะขอรับพระราชทานสัก ๓๐๐๐ คน จะได้ยกออกไปกับเจ้าพระยายมราชโดยเร็ว ๑๐๐๐ คนก่อน กองทัพ ๒๐๐๐ คนนั้นจะขอรับพระราชทานไว้ ให้ฟังราชการอยู่ที่เมืองกระบินทร์บุรีให้พร้อมมูลก่อน ด้วยเข้าที่จะเลี้ยงกองทัพมาก ที่เมืองนครเสียมราบก็ขัดสน ยังให้จัดซื้อขนถ่ายอยู่ ถ้ามีราชการศึกสงครามหนักแน่นร้อนเร็วมาประการใด กองทัพ ๒๐๐๐ คนที่อยู่ณเมืองกระบินทร์บุรีจะได้รีบยกอุดหนุนเจ้าพระยายมราชออกไปให้ทันท่วงที นึ่งข้าพระพุทธเจ้าบอกมาแต่ก่อนว่า ได้มีหนังสือให้พระอินทรธิบาลถือไปถึงพระยาราชิกูลด้วยข้อราชการทางเมืองโพิสัตวแล้วให้พระยาราชนิกูลนายทัพนายกองจัดแจงผ่อนปรนกองทัพรักษาเขตต์แดนครอบครัวทางเมืองสโทงเมืองกะพงสวายไว้ให้มั่นคง แจ้งมาในบอกข้าพระพุทธเจ้าแต่ก่อนนั้นแล้ว ครั้นณวันเดือน ๓ แรม ๔ ค่ำปีชวดโทศก พระอินทรธิบาลเจ้ากรมพระตำรวจกลับมาถึงเมืองปัตบองพระยาราชนิกูลมีหนังสือบอกราชการทางเมืองสโทง เมืองกะพงสวายว่า ณวันเดือนยี่แรม ๑๓ ค่ำปีชวดโทศกองญวนในค่ายกะพงธม ให้ภาษาถีล่ามญวนออกมาพูดจากับพระยามนตรีเสน่หาเจ้าเมืองไพรกะดี หลวงมนตรีพิมลกรมการเมืองนครเสียม ๒๐ ราบ ว่าองตอเวียนภู อาลันจะใคร่พบพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวานให้พระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวายไปหาที่หน้าค่ายญวน พระยาอภัยสงครามื หลวงรักษาเทพ จึงให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ พระ ฤทธิฦๅไชย พระยาสังฆะไปจะพูดกับองตอเวียนภู องลัน ๆ ให้แต่ภาษากีล่ามออกมาพูดจากับหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ พระฤทธิฦๅไชย พระยาสังฆะว่าองตอเวียนกู องลัน จะขอพบกับพระยาเดโช หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ พระฤทธิฦๅไชย พระยาสังฆะบอกภาษาก็ล่ามว่าพระยาเดโชป่วยมาไม่ได้ องตอเวียนภู องลันจะพูดกับพระยาเดโชประการใดก็ให้มาพูดกับหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ พระฤทธิฦๅไชย พระยาสังฆะ เถิด ภาษากีล่ามญวนก็เข้าไปในค่ายแล้วกลับออกมาบอกหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ พระ ฤทธิฦๅไชย พระยาสังฆะว่าให้กลับไปเสียก่อน องตอเวียนภู องลันจะปรึกษาให้พร้อมกันได้ความแน่ประการใดจึงจะได้บอกให้รู้ ครั้นณวันเดือนยี่แรม ๑๕ ค่ำ ปีชวดโทศก จึงให้พระภักดีสุนทรน้องพระยาเสนาราชกุเชน พระวงศาประเทศ พระยกรบัตรเมืองสังฆะไปฟังดูที่หน้าค่ายญวนตามสัญญา องตอเวียนภู องลันก็หามาพูดจาไม่ กับพระยาราชนิกูลจัดให้สนองอีนายไพร่ ๒๕๐ คนอยู่คิดราชการป้องกันรักษาครอบครัวกับพระยาเดโชณเมืองกะพงสวาย ให้พระยามนตรีเสน่หาไพรกะดี พระยามนตรีเสน่หาเมืองกะพงเสียม อยู่กับพระยาเชตว่าที่ฟ้าทะละหะ ณเมืองบาราย พระยาเสนาราชกุเชนนายไพร่ ๒๐๐ คน อยู่ฟังราชการ ณเมืองสะโทง พระวงศาประเทศนายไพร่ ๑๐๐ คนอยู่รักษาเมืองชีแครงจัดเอากองทัพหัวเมืองไว้กับพระยาราชนิกูลเมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมือง

๒๑ เมืองศีร์ษะเกษ เมืองเดชอุดม เข้ากัน ๑๐๐๐ คน ด้วยสะเบียงอาหารที่เมืองสะโทงก็ขัดสนหนักแล้ว ว่ากองทัพนอกกว่านั้นหนีแตกไปบ้านเมืองก็เป็นอันมากกองทัพหัวเมืองยังอยู่แต่ ๒๐๐๐ เศษพระยาราชนิกูลนายทัพนายกองจึงถอยทัพลงมาตั้งฟังราชการอยู่ณด่านพนมศกแขวงเมืองนครเสียมราบกับส่งญวน ๒๒ คนจีน ๒ คนพากันหนีจากค่ายกะพงบรมจะไปบ้านเมือง กองตระเวณพระยาเชดว่าที่ฟ้าทะละหะ พระยาเดโชและเจ้าเมืองกะพงแลงจับได้คำให้การญวนฉะบับ ๑ กับหนังสือพระยาเดโชมีมาถึงจมื่นสรรเพธภักดีฉะบับ ๑ ถึงพระยาเสนาราชกุเชนฉะบับ ๑ หนังสือพระปลัดแสนท้องฟ้ามาถึงพระองค์แก้วฉะบับ ๑ หนังสือพระยาศรีธรรมาธิราชถึงพระยาแสนท้องฟ้าฉะบับ ๑ หนังสือญวนมาถึงนายทัพนายกองทางเมืองสะโทงฉะบับ ๑ หนังสือเกลี้ยกล่อมพระยาพระเขมร ๓ ฉบับ เข้ากันทั้งหนังสือญวนเขมร ๘ ฉะบับ กับปืนทองเหลืองญวนได้ไว้ในที่รบ กระสุนนิ้วกึ่ง ๒ นิ้ว ๖ กระบอก ส่งมาเมืองปัตบอง ที่พระยาราชนิกูลให้แต่สนองอีและพระยาเสนาราชกุเชนคุมไพร่นายละ ๒๐๐ - ๒๐๐ เศษอยู่รักษาเมืองสโทงเมืองกะพงสวาย พระยาราชนิกูลนายทัพนายกองก็ถอยทัพลงมาตั้งฟังราชการอยู่ถึงด่านพนมศก แขวงเมืองนครเสียมราบ ไกลกับราชการที่จะคิดรักษาเขตต์แดนบ้านเมืองครอบครัวเขมรหนักแล้ว หนังสือพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวายมีมาถึงพระยาเสนาราชกุเชนก็ได้ความว่าพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวายจะคิดรักษาเขตต์แดนครอบครัวไว้ก็น้อยตัวเขตต์แดนเมืองกะพงสวายก็กว้างขวาง ทางที่ญวนจะยกกองทัพมาได้ก็หลายทาง แล้วว่าพระยาเดโชสามิภักดิ์สมัครเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ

๒๒ สมภารสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณจะให้ราษฎรครอบครัวเขมรได้อยู่เย็นเป็นสุข เกลือกจะไม่สมความปรารถนาก็กลัวความผิดในราชการนัก ด้วยเรือญวนชื่อองดีดก องช้ายขึ้นมาใหม่อีก ๒๐ ลำ ออกยามุขสงครามไปลาดตระเวณพบญวนคน ๑ ได้พูดจากัน ญวนแจ้งความว่าอย่าให้เขมรไว้ใจญวน มันจะคิดเอาเขตต์แดนบ้านเมืองเขมรให้จงได้ ทุกวันนี้มันกำลังจัดแจงยกมาทางแซกันดานทางหนึ่ง ทางโงนเซอเตียนทางหนึ่ง เที่ยวสกัดครอบครัวรักษาเขตต์แดนเมืองกะพวสวาย เมืองบาราย เมืองเชิงไพร เมืองกะพงเสียม ข้าพระพุทธเจ้าทราบข้อควาในหนังสือพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวาย ข้าพระพุทธเจ้ามิไว้ใจกับราชการ ด้วยพระยาราชนิกูลก็ถอยทับมาตั้งฟังราชกาลอยู่ด่านพนมศก ให้แต่พระยาเสนาราชกุเชนนายไพร่ ๒๐๐ คนอยู่รักษาเมืองสโทง พระวงศาประเทศนายไพร่ ๑๐๐ คนอยู่รักษาเมืองชีแครง เกลือกญวนจะยกจู่โจมมาตั้งมั่นลงที่เมืองสโทง เมืองชีแครงกันเอาเขตต์แดนไปได้ก็จะเสียราชการไป ข้าพระพุทธเจ้าได้มีหนังสือไปถึงพระยานุภาพไตรภพ เจ้าเมืองนครเสียมราบ ให้ชักเอานายทัพนายกองไพร่พลในกองทัพพระยาราชนิกูล กับคนเมืองนครเสียมราบ ตามแต่พระยานุภาพไตรภพจะเกณฑ์เอาไปให้พอกับราชการ รีบยกขึ้นไปให้ถึงเมืองสโทงโดยเร็ว อย่าให้ทัยญวนมาตั้งกันเอาเขตต์แดนไปได้ ให้พระยานุภาพไตรภพกับพระองค์แก้วตั้งรักษาเขตเเดนบ้านเมืองครอบครัวอยู่ที่เมืองสโทงก่อน แล้วจะให้เจ้าพระยายมราชเป็นแม่ทัพยกไป

๒๓ คิดราชการทางเมืองสโทงเมืองกะแพงสวาย ให้พระราชสนองอีนั้นไปคิดราชการกับพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวาย จะได้พูดจาตักเตือนเอาใจพระยาพระเขมรไพร่พลทั้งปวงให้สู้รบกับกองทัพญวนให้แข็งแรง ข้าพะรพุทธเจ้าได้ลอกสำเนาตรากระแสพระราชดำริ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมขึ้นไปให้คิดทำราชการรักษาเขตต์แดนบ้านเมืองเขมรไว้ ไปให้พระยานุภาพไตรภพ พระองค์แก้วและนายทัพนายกองทราบเกล้าทราบกระหม่อมด้วยแล้ว ข้าพะรพุทธเจ้าได้มอบเงินตราให้พระยานุภาพไตรภพ ๑๑ ชั่ง จะได้จัดซื้อเข้าเจือจานกองทัพอย่าให้ขัดสน จะไม้ได้ถอยทัพกลับมา อย่าให้เสียราชการไปแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ แล้วก็ได้ให้พระยาณรงควิไชย พระพรหมบริรักษ์พระอินทรธิบาลไปจัดทัพชักคนในกองทัพพระยาราชนิกูลให้พระยานุภาพไตรภพ แต่พระยาราชนิกูล พระยาอภัยสงคราม หลางรักษาเทพ ข้าพระพุทธเจ้าให้กลับมา ณเมืองปัตบอง จะได้ปรึกษาหารือไล่เลียงไถ่ถามค่ายญวนซึ่งตั้งอยู่ณเมืองกะพงธม การควรที่จะทำได้ไม่ได้ประการใด เจ้าพระยายมราชขึ้นไปถึงพร้อมกันแล้วจะได้คิดราชการต่อไป พระยาณรงควิไชย พระพรหมบริรักษ์ พระอินทรธิบาล ได้กราบถวายบังคมลาไปจากเมืองปัตบองแต่ณวันเดือน ๓ แรม ๖ ค่ำปีชวดโทศก อนึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้มีหนังสือไปถึงพระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวายฉะบับหนึ่ง พระยาเชตฟ้าว่าที่ทะละหะฉะบับ ๑ พระยาราชเดละว่าที่พระยาจักรีฉะบับ ๑ ใจความว่าญวนเข้าหากองทัพที่เมืองโพธิสัตว แจ้งความว่า

๒๔ มีใจเจ็บแค้นพระยาพระเขมรหัวเมืองทั้งปวง เกิดสู้รบกับกองทัพญวนครั้งนี้ทแกล้วทหารไพร่พลแข็งแรง แต่กองทัพพระยาเดโช พระยาเชต พระยาราชเดชะ พระยาเดโช พระยาเชต พระยาราชเดชะมีความประมาทไว้ใจเชื่อถือสติปัญญาญวนให้เสียท่วงทีไปได้ ให้คิดะมัดระวังรักษาตัวให้มั่นคง เอาใจทแกล้วทหารไพร่พบให้สู้รบกับกองทัพฐวนให้แข็งแรง ข้าพระพุทธเจ้าให้หลวงเพ่งเมืองนครเสียมราบถือไปถึงพระยาเดโช พระยาเชต พระยาราชเดชะ แต่ณะวันเดือนยี่แรม ๑๓ ค่ำปีชวดโทศก ข้าพระพุทธเจ้าได้ส่งญวน ๒๒ คน จีน คนเข้ากัน ๒๔ คน คำให้การองกายเหียบญวนกับต้นหนังสืออักษรเขมร พระยาเดโชเจ้าเมืองกะพงสวาย มีมาถึง จมื่นสรรเพธภักดี หัวหมื่นมหาดเล็กฉะบับ ๑ ถึงพระยาเสนาราชกุเชนฉะบับ ๑ หนังสือพระปลัดแสนท้องฟ้ามาถึงพระองค์แก้วฉะบับ ๑ หนังสือพระยาศรีธรรมาธิราชามาถึงพระยาแสนท้องฟ้าฉะบับ ๑ เข้ากันหนังสืออักษรเขมร ๔ ฉะบับ หนังสือญวนมีอักษรเขมรกำกับมาถึงนายทัพนายกองทางเมืองสโทงฉะบับ ๑ มีมาเกลี้ยกล่อยมพระยาพระเขมร ๓ ฉะบับ เข้ากันหนังสือญวนหนังสือเขมร ๘ ฉบับ กับสำเนาหนังสือข้าพระพุทธเจ้าคัดเอาข้อความในท้องตรากระแสพระราชดำริ มีประกาศไปถึงพระยาพระเขมรหัวเมืองทั้งปวงฉะบับ ๑ เข้าผนึกปิดตราให้หมื่นศรีสังหารตำรวจนอกซ้าย หมื่นวิเศษตำรวจสนมซ้าย เข้ามาแจ้งราชการด้วยแล้ว หนังสือมาณวันจันทรเดือน ๓ แรม ๙ ค่ำ ปีชวดโทศกศักราช ๑๒๐๒


๒๕ กระแสรับสั่งถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๒ ตั้งแต่เจ้าพระยาบดินทรเดชามีใบบอกสนองพระราชโองการฉะบับที่กล่าวนี้เข้ามาแล้ว ก็พร้อมกับพระองค์ด้วยกองทัพไปรบญวนซึ่งมาตั้งปกครองเมืองเขมร รุกแดนลงไปได้โดยลำดับจนถึงเมืองอุดงฦๅไชย เหนือเมืองพนมเพ็ญซึ่งญวนตั้งอยู่เป็นที่มั่น ระยะทางราว ๑๕๐๐ เส้น (เดี๋ยวนี้ใช้รถยนต์แล่นราว ๕๐ นาที) ด้วยพวกเขมรพากันมาเข้ากับพระองค์ด้วงเป็นอันมาก แต่กระนั้นก็ไม่สามรถจะตีเอาเมืองพนมเพ็ญได้ ด้วยญวนมีกำลังมากกว่าไทยในทางน้ำเพราะอาจเอาเรือรบเรือลำเลียงขึ้นมาจากเมืองไซ่ง่อนได้สะดวก ข้างฝ่ายไทยไม่มีเรือก็ได้เพียงคอยรับพุ่งกีดกันมิให้ญวนขึ้นบกไปห่างทางน้ำได้ แต่พวกกองทัพญวนที่แยกย้ายกันไปตั้งค่ายอยู่ตามเมืองดอนถูกล้อมจนอดอยากหนีกลับไปได้ก็มี ที่ต้องยอมออกมานบนอบต่อไทยก็หลายแห่ง พอเปลี่ยนรัชชกาลทางเมืองญวน ด้วยพระเจ้ามินมางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าเทียวตรีได้รับรัชชทายาท เห็นว่าการที่จะแปลงเมืองเขมรให้เป็นหัวเมืองญวนไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนกลับไปใช้อุบายอย่างเก่า ให้ส่งพระองค์อิ่มมหาอุปโยราชคืนมาครองเมืองเขมรอยู่ในป้องกันของไทย แต่พระองค์อิ่มมาอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญได้หน่อยหนึ่งก็ผะเอิญเกดอหิวาตกะโรคขึ้นที่เมืองพนมเพ็ญ ญวนจึงกวาดต้อนผู้คนทิ้งเมืองพนมเพ็ญลงไปตั้งที่เมืองโจดกใกล้ชาย


๒๖ ทะเล ไทยได้เมืองพนมเพ็ญก็ได้บรรดาหัวเมืองริมทางน้ำทางฝ่ายข้างเหนือทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าการสงครามได้เปรียบญวน ถ้าตีได้เมืองโจดกอีกเมืองหนึ่ง แล้วถมคลองขดซึ่งเป็นทางคมนาคมเสีย ก็จะกันญวนให้ขาดจากแดนเขมรได้ จึงโปรดฯให้เตรียมกองทัพใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพบก เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) เป็นนายหน้า และให้เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรรังสรรค์ (คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นแม่ทัพเรือ จมื่นไวยวรนาถ (คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ) เป็นนายทัพหน้า ยกลงไประดมตีเมืองโจดกเมื่อปลายปี ฉลู พ.ศ. ๒๓๘๔ แต่การไม่สำเร็จได้ดังพระราชประสงค์ ด้วยทัพเรือไปอ่อนแอเสียอีกเหมือนหนหลัง ก็ต้องถอยกลับมาทั้งทัพบกและทัพเรือ แต่นั้นเมืองเขมรก็แยกกันเป็น ๒ ภาค ภาคใต้เป็นของพระองค์อิ่ม ภาคเหนือเป็นของพระองค์ด้วง ไม่สามารถปราบปรามกันได้ ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๘๘ ญวนให้ยกกองทัพฝหญ่เข้าเมืองเขมรอีกครั้งหนึ่ง มาตั้งทัพหลวงที่เมืองพนมเพ็ญหมายจะรบพุ่งเอาชะนะไทยให้จงได้ กองทัพญวนขึ้นมาตีเมืองอุดง เจ้าพระยาบดินทรเดชาแต่งกองทัพช้างศึกออกต่อสู้ตีกองทัพญวนแตกยับเยินไป แต่นั้นญวนก็ขยาดหากล้ามาตีเมืองอุดงอีกไม่ ต่อนั้นมามีเหตุสำคัญเกิดขึ้นทางฝ่ายญวนด้วยพระเจ้าเวียดนามเทียวตรีก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าตือดึกได้รับรัชชทายาท


๒๗ เปลี่ยนรัชชกาลใหม่ พระองค์อิ่มมหาอุปโยราช ซึ่งญวนยกย่องเป็นเจ้าเมืองเขมรก็สิ้นชีพลงด้วย รัฐบาลทางเมืองญวนเห็นการทางเมืองเขมรไม่สมประสงค์จึ้งให้แม่ทัพญวนมีหนังสือมาชวนเจ้าพระยาบดินทรเดชาอย่าทัพ และให้ทูตมาเจรจาความแก่พระองค์ด้วง ว่าถ้าพระองค์ด้วงยอมอ่อนน้อมถวายบรรณาการต่อญวนเมือนอย่างเจ้ากรุงกัมพูชาแต่โบราณ ก็จะส่งพวกราชวงศ์เขมรคืนให้ แล้วจะเลิกทัพกลับไปจากเมืองเขมร พระองค์ด้วงนำความเสนอเจ้าพระบดินทรเดชา ๆ เห็นความข้อสำคัญมีอยู่ที่นักมารดากับครอบครัวของพระองค์ด้วง อยู่ในพวกเขมรที่ญวนจับเอาไปไว้และรับว่าจะส่คืนมาให้นั้น จะไม่ให้ยอมเป็นไมตรีเกรงพระองค์ด้วงจะน้อยใจจึงอนุญาตให้พระองค์ด้วงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองไซ่ง่อน ว่าถ้าญวนยอมให้ปกครองบ้านเมืองเหมือนอย่างสมเด็จพระนารายณ์ราชบิดา (ในรัชชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร) ก็จะยอมถวายบรรณาการต่อเมืองญวนอย่างเดียวกัน เมื่อญวนได้รับหนังสือนั้นก็ส่งนักมารดากับครอบครัวของพระองค์ด้วงคืนมา แต่เจ้านายราชวงศเขมรนั้น ว่าต่อพระองค์ด้วงแต่งทูตไปจิ้มก้องต่อเจ้าเวียดจามแล้วจึงจะส่งคืนมาให้ แล้วญวยให้มาเตือนเจ้าพระยาบดินทรเดชาให้ช่วยจัดการให้ตลอดไป ญวนกับไทยจะได้กลับเป็นไมตรีกันอย่างเดิม เจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นว่าถ้าญวนถอยกองทัพกลับไปจากเมืองเขมรดัง่วา ก็คือยอมคืนเมืองเขมรทั้งหมดให้แก่ไทยนั้นเอง ข้อที่จะให้เจ้าเขมรส่งบรรณาการ ๓ ปี ครั้งหนึ่ง ก็เหมือนอย่างเมื่อครั้งรัชชกาลที่ ๑ ควรรับได้ จึงมีใบบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ พระบาท


๒๘ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเชื่อญวน โปรด ฯ ให้มีตราเชิญกระแสรับสั่งตอบเจ้าพระยาบดินทรเดชาดังพิมพ์ไว้ต่อไปนี้.

กระแสรับสั่งตอบเจ้าพระยาบดินทรเดชา คัดจากหนังสือพระราชพงศาวดารเจ้าพระยาทิพากรวงศแต่ง _______________ (ซึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชามีใบบอกมาให้กราบทูลพระกรุณาว่า) ญวนยกขึ้นมาครั้งนี้มาตั้งอยู่เมืองพนมเพ็ญเป็นอันมาก ใช้คนมาบอกพระองค์ด้วงให้แต่งฑูตไปสารภาพยอมขึ้นกับญวน แล้วจะส่งเจ้าผู้หญิงญาติพี่น้องมาอยู่ให้พร้อมมูลกัน การครั้งนี้เป็นการใหญ่เหลือปัญญาเจ้าพระยาบิดินทรเดชาขอกระแสพระราชดำริจะให้สู้รบหรือจะให้ปราณีประนอมกันเสียให้แล้ว จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมว่าถ้าจะให้คิดไปตามการแล้ว วิสัยญวนไม่มีความสุจริต ยกตนข่มท่านคิดจะเอารัดเอาเปรียบเลียบเลียมเอาทุกครั้งทุกที ตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ขอเอาเมืองบันทายมาศ ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็กันเอาเมืองเขมรไปเป็นสิทธิของตัวมาถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้ก็กันเอาเขตต์แดนเมืองเวียงจันท์ไป เหลือที่จะอดทนซึ่งญวนมาชวนพูดเป็นทางไมตรีนั้นเพราะเหตุอันใด ญวนสู้รบฝีมือทแกล้วทหารฝ่ายเราไม่ได้ หรือญวนจึงพูดเป็นทางไมตรี คิดให้เห็นความก่อนที่ญวนให้นักมารดาบุตรภรรรยาพระองค์ด้วงมานั้น ญวนคิดแล้วว่าจะยึดเอา


๒๙ นักมารดาบุตรภรรยาพระองค์ด้วงไว้ หาต้องการไม่ ต้องเสียเข้าเกลืออัแปะเปล่า ๆ ส่งมาให้เสียดีกว่า ญวนให้มาก็จะให้ผูกพันพระองค์ด้วงเอาไปเป็นของญวน ทั้งจะได้บุญได้คุณเป็นทางพูดต่อไป เขมรจะได้เห็นความดีว่าญวนไม่มีพยาบาท เป็นความคิดใหม่จะล้างความคิดเก่า ด้วยเจ้ามินมางทำกับเขมรยับเยินจึงได้แตกร้าวจากญวน ซึ่งญวนว่าให้พระองค์ด้วงแต่งพระยาพรเขมรคตุมสิ่งของไปถวายเจ้าเวียดนาม แล้วให้มีหนังสือไปขอเจ้าหลานผู้หญิงซึ่งตกอยู่แก่ญวนนั้น ทรงพระราชดำริไม่เห็นว่าญวนจะให้เจ้าผู้หญิงมา ญวนจะเอาไว้แย่งแผ่นดินเมืองเขมรเล่นมิดีหรือ ถ้าให้มาก็เหมือนให้เมืองเขมรเสียเหมือนกัน ด้วยญวนได้ผลประโยชน์ในเมืองเขมรเป็นอันมาก โดยความรักเมืองเขมรสู้ลงทุนลงรอนสะเบียงอาหารรี้พลขึ้นมารักษาติดตามจะเอาเมืองเขมรคืน ไพร่พลล้มตายเสียเป็นอันมาก ญวนก็มีทิฏฐิมานะเสียดายทุนรอน จะให้เจ้าผู้หญิงมาง่าย ๆ ที่ไหน ซึ่งพระองค์ด้วงพูดไปกับญวนว่าสจะมีหนังสือเข้ามาขอญวนแขกยังท่านเสนาบดี ก่อน ถ้าโปรด ฯ ก็ได้ ถ้าไม่ให้ใน ๓ เดือนจึงจะรู้นั้น ถึงกำหนดแล้วญวนก็ควงจะมาฟังความ ถ้าจะได้พูดจากับญวนต่อไปอีกก็ให้พระองค์ด้วงพูดว่า พระองค์ด้วงมีหนังสือเข้าไปยังท่านเสนาบดีแล้ว ท่านเสนาบดีมีหนังสือออกมาถึงพระองค์ด้วงว่า ถ้าญวนส่งเจ้าผู้หญิงมาให้อยู่กับพระองค์ด้วงพร้อมญาติวงศกันแล้ว พระองค์ด้วงได้จัดการบ้านเมืองเขมรให้ไพร่บ้านพลเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนเมื่อ (สมเด็จพระนารายณ์ราชา) พระองค์เองเป็นเจ้ากัมพูชาในครั้งนั้น อย่าว่าแต่ญวนแขก ๔๔ คนเลย ถึงญวนซึ่งได้ส่งเข้าไปไว้ณ กรุงเทพพระมหานครน้อยเท่าใด ก็จะคืนให้ทั้งสิ้น

๓๐ อธิบายมูลเหตุตอนที่ ๓ แต่ในที่สุดทรงพระราชดำริว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชาอยู่ในท้องที่อาจทราบเหตุการณ์และความจริงเท็จได้ดีกว่าที่ในกรุงเทพฯ โปรดพระราชทานอนุญาตให้เจ้าพระยาบดินเดชาบัญชาการตามเห็นสมควร เจ้าพระยา บดินทรเดชาก็ตอบหนังสือไปถึงแม่ทัพญวนว่ารับจะบอกสนับสนุนเข้ามายังกรุงเทพ ฯ เพื่อให้กลับมรไมตรีกับญวน แล้วให้พระองค์ด้วงแต่งทูตไปจิ้มก้องถวายบรรณาการพระเจ้ากรุงเวียดนามยังเมืองเว้ ญวนก็คืนราชวงศเขมรมาให้ดังว่าแล้วเลิกทัพกลับไปในปีมะแมพ.ศ. ๒๓๙๐ ไทยก็ได้ครอบครองเมืองเขมรต่อมาเหมือนอย่างเมื่อครั้งรัชชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรด ฯ ให้อภิเษกพระองค์ด้วง (ซึ่งเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนโรดม และสมเด็จพระศนีสวัสดิ์ อันได้รับรัชชทายาทต่อมา) เป็นสมเด็จพระหริรักษ์ ฯ พระเจ้ากรุงกัมพูชา และโปรดฯ ให้หากองทัพกลับ ดังสำเนาที่พิมพ์ไว้ต่อไปนี้. ตราให้หากองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชากลับจากกรุงมพูชา ?หนังสือเจ้าพญาจักรี มาเถิงเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมุหนายกด้วยบอกเข้าไปว่า พญาสราชเดช, พญาบวรนายก , พญาธนนาธิบดี, ซึ่งแต่งให้ไปเมืองเว้ ตามซึ่งบอกเข้ามาแต่ก่อนนั้น ณวัน ๖ ค่ำ ปีมะแม นพศก ญวนนำพญาราชเดช , พญาบวรนายก , พญาธนนาธิบดี, มาส่งณอุดงมีไชย ครั้นณวัน ๖ ค่ำ องจันคำมาง, องพ่อคำมาง, นายไพร่ ๙๑๖ คน กับฟ้าทะละหะ, พญาพระเขมรขึ้นมาณท่ากพงหลวงญวนนายไพร่กับฟ้าะละหะ, พญาพระเขมรแห่หนังสือเจ้าเวียดนาม ๓๑ กับตราทองเหลืองสี่เหลี่ยมกาไหล่ทองดวง ๑ งาช้างเล็กสี่เหลี่ยมดวง ๑ จดหมายรายสิ่งของกับของมาให้พระองค์ด้วง, องจันคำมาง, องพ่อคำมาง,บอกกับพระองค์ด้วงว่า ให้พระองค์ด้วงแต่งพญาพระเขมรลงไปรับเจ้าผู้หญิงมาเถิด ครั้นณวัน ๗ ค่ำ พระองค์ด้วงแต่ให้สมเด็จเจ้าพญา พญากลาโหม พญาเชษฐ์ พญาพระเขมรลงไปรับเจ้าหญิงฯเมืองพนมเปญ ณวัน ๗ ค่ำ องญวนแม่ทัพให้องลันบิด, องซูจิว, องภู, องจันเกว่, นำเจ้าผู้หญิงกับญาติวงศ พญาพระเขมรขึ้นมาส่งณท่ากพงหลวงแล้ว องญวน ๔ นายขึ้นมาหาเจ้าพญาบดินทรเดชา, พระองค์ด้วง, ณอุดงมีไชยว่าองญวนแม่ทัพให้นำเจ้าหญิงพญาพระเขมรขึ้นมาส่งให้พระองค์ด้วงพร้อมมูลกันแล้วองญวนแม่ทัพจะเลิกกองทัพถอยกลับไปเมืองเว้ณวัน ๗ ค่ำ เจ้าพญาบดินทรเดชาเห็นว่าองญวนให้นำเจ้าหลานญาติวงศา พญาพระเขมรส่งให้พระองค์ด้วงพร้อมมูลกัน ตามที่ได้พูดจาไว้แต่เดิม แล้วองญวนว่าจะเลิกทัพกลับไปบ้านเมือง และกองทัพหัวเมืองซึ่งเกณฑ์ลงมาเข้ากระบวนทัพ ได้ให้ไปตั้งรักษาค่ายด่านทางหลายตำบลขัดสนสะเบียงอาหารจึงให้เลิกคนเมืองร้อยเอ็ด, เมืองสุวรรณ์ภูม์, เมืองขุขันธ์, เมืองศีศะเกษ , เมืองเขมราฐ, เมืองนคราชสิมา, เมืองปราจิน , ๗ เมือง เป็นคน ๗๒๓๘ คน ให้กลับไปบ้านไปเมืองทันทำไร่นา คนในกองทัพยังอยู่ที่อุดงมีไชยเมืองโพธิสัตว์,๖๔๖๒ คน เจ้าพญาบดินทรเดชา ให้แปลหนังสือญวนออกเป็นไทย ต้นหนังสือเจ้าเวียดนามอักษรซฃญวนซึ่งเขียนใส่แพต่วนเข้าผนึกใส่หีบมานั้น เป็นตราตั้งพระองค์ด้วงมอบให้


๓๒ พระองค์ด้วงไว้ ได้ส่งแต่คำแปลกับต้นหนังสือองเลโบ จดหมายรายสิ่งของกับคำให้การพญาราชเดช, พญาธนนาธิบดี, ให้หลวงลิขิตปรีชาเจ้ากรมอาลักษณ์พาพญาราชเดช, พญาธนนาบดี, เข้ามาแจ้งราชการณกรุงเทพฯ ได้นำหนังสือบอกและสำเนาแปลหนังสือญวน คำให้การพญาราชเดช, พญาธรรนาธิบดี ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละออง ฯ แล้ว ทรงพระกรุณาตรัวเหนือเกล้า ฯ ว่า ตั้งแต่แผ่นดินเทียวตรีมา ๗ ปีได้ทรงฟังแต่หนังสือขุนนางญวนแม่ทัพซึ่งมีไปมาถึงเจ้าพญาบดินทรเดชา ก็เห็นเป็นปากร้ายตามทำนองแต่ก่อน พึ่งจะได้ทรงทราบสำนวนเจ้าเทียวตรีรู้ทำนองครั้งนี้ เห็นเป็นปากกล้าใจอ่อนผิดกับทำนองเจ้ามินมาง, เจ้าญาลอง, ทรงพระราชดำริราชการเมืองเขมรเข้าพระทัยว่า ทำนองญวนก็จะเหมือนกันกับทำนองแต่ก่อน ที่ไหนจะให้กลับมาให้สมคิดสมหมายง่าย ๆ พระราชดำริผิดไปแล้ว เจ้าพญาบดินทรเดชา ฯ คิดราชการถูกอุตส่าห์พวกเพียรจนสำเร็จได้ตามความปรารถนา ด้วยเดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวที่จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้ตั้งอยู่ในเมืองเขมรฐีติการ ควรที่จะยินดีรับขวัญเอา ได้มาเถิงเมืองพร้อมเมืองแล้วก็กระหมวดไว้ให้หมั่น แต่ญวนเอาเมืองเขมรของเราไปตั้งแต่ปีวอกจัตวาศนับได้ถึง ๓๖ ปีแล้ว พึ่งได้ คืนมาเป็นของเราเมื่อณวัน ๕ ๗ ค่ำ ปีมะแมนพศก และเจ้าพญาบดินทรเดชาฯ ออกไปลำบากกรากกรำคิดราชการจะเอาเมืองเขมรคืนตั้งแต่ปีมะเส็งเบ็ญจศกช้านานถึง ๑๕ ปี อุปมาเหมือนหนึ่งว่ายน้ำอยู่กลางพระมหาสมุทรไม่เห็นเกาะเห็นฝั่ง พึ่งจะได้

๓๓ ขอนไม้น้อยลอยมาได้เกาะเป็นที่ยึดที่หน่วงว่ายเข้าหาฝั่ง เจ้าพญาบดินทรเดชา ฯ ได้ทีแล้วก็เร่งรีบว่ายเข้าให้เถีงฝั่ง คิดต่อไปเสียให้ตลอด ฉันใดเมืองเขมรจะเรียบรอยมีความสุขยดยาวไปนาน ๆ อย่าให้กลับกลายไปในเร็ว ๆ นี้ เหมือนคำบุราณว่าก้นหม้อไม่ทันดำควันไฟไม่ทันดับจะต้องลำบากยากใจ ให้ไพร่พลได้ความยากแค้นเดือนร้อนต่อไปอีกไม่ควรเลย ให้เจ้าพญาบดินทรเดชาฯ ตริตรองให้จงหนัก และซึ่งเจ้าเทียวตรีชิงตั้งแต่งพระองค์ด้วงให้มาเป็นเจ้าเมืองเขมร ให้เมืองเขมรเป็นเมืองพึ่งบุญเมืองญวนให้เข้าของพระองค์ด้วงมาทำความดีนักหนา จะเอาชื่อเสียวให้ปรากฎนั้นก็ทรงเข้าพระทัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกับเจ้าเวียดนามก็จะต้องประมูลอากรกันไป เดี๋ยวนี้เจ้าผู้หญิงเจ้าผู้ชายญาติวงศามาพร้อมมูลกันอยู่ที่อุดงมีไชย ฝ่ายเราจะจัดแจงอย่างไรบ้างก็จัดแจงเอาตามใจเถิด เจ้าพญาบดินทร ฯ จะทนุบำรุงพระองค์ด้วงประการใดจึงจะดี จะต้องการสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคประการใด จะต้องการช้าหรือเร็วก็ให้บอกเข้าไปจะโปรดเกล้า ฯ ให้จัดแจงออกมาให้ทันการ ให้เจ้าพญาบดินทรเดชา ฯ เร่งตกแต่งการบ้านเมืองเสียให้มั่นให้เสร็จ จะได้เลิกถอนกองทัพพากันกลับเข้าไปหาบุตรภรรยาทำบุญให้ทานให้สบาย และความชอบนายทัพนายกองซึ่งได้อกไปลำบากกรากกรำอยู่ช้านาน กลับเข้าไปก็จะโปรดเกล้า ฯ พูนบำเหน็จตั้งแต่งให้มียศถาศักดินาตามผู้มีความชอบมากและน้อย หนังสือมาณวัน ๔ฯ๔ ๘ ค่ำจุลศักราช ๑๒๐๙ ปี มะแมนักกษัตรนพศก (สารตรานี้ในสำเนาที่ได้มาจากกระทรวงมหาดไทยจดไว้ว่า โปรดฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมหมาประยูรวงศา) เรียง ๓๔ แล้วทรงแก้ไข แต่พึงสังเกตเห็นได้ว่ามีพระราชดำรัสบอกข้อความให้เรียง เมื่อเรียงขึ้นถวายตรงไหนถ้อยคำไม่ตรงดังพระราชดำรัสก็ทรงแก้ไขสารตราฉะบับนี้จึงควรนับว่าเป็นพระราชนิพนธ์ได้ แต่ตอนเก็บเนื้อความตามใบบอกซึ่งอยู่ข้างต้นนั้นมิใช่พระราชนิพนธ์)

ลายเซ็น


โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๑ พิมพ์ขึ้นในการพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยาวิชิตณรงค์ ( คืบ สุวรรณทัต ) แลประชุมเพลิงศพ คุณหญิงวิชิตณรงค์ ( เหลียน สุวรรณทัต ) วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๑๔๗๕ พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก