ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โบราณคดีสโมสร
โบราณคดีสโมสร
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๘


พระยาศรีภูริปรีชา รามาธิปติราชภักดี
ศรีสาลักษณวิสัย อภัยพิริยพาห

พิมพ์แจกในงานศพ คุณหญิงศรีภูริปรีชา
ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐


พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณ ถนนรองเมือง



ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๘

พระยาศรีภูริปรีชา รามาธิปติราชภักดี ศรีสาลักษณวิสัย อภัยพิริยพาห

พิมพ์แจกในงานศพ คุณหญิงศรีภูริปรีชา ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐

พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณถนนรองเมือง


คำนำ

มหาเสวกโท พระยาศรีภูริปรีชา รามาธิปติราชภักดี ศรีสาลักษณวิสัย อภัยพิริยพาหะ ( กมล สาลักษณ) ผู้ช่วยราชเลขานุการ จะปลงศพคุณหญิงศรีภูริปรีชา ต.จ. ภรรยา มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือในหอพระสมุดวชิรญาณเปนของแจกในงานศพ ขอให้ข้าพเจ้าช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้พิมพ์ตามประสงค์ ที่จริงพระยาศรีภูริปรีชาเองเปนกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร อยู่ในฐานะแลมีความสามารถที่จะเลือกเรื่องหนังสือในหอพระสมุด ฯ ได้เหมือนกับตัวข้าพเจ้าที่มามอบธุระให้ก็เปนด้วยความไว้วางใจ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเปนผู้ทำการ แทนตัว จึงตั้งใจเลือกเรื่องหนังสือซึ่งคเนว่าจะชอบใจของพระยาศรี ภูริปรีชาเปนสำคัญทุก ๆ เรื่อง ได้หนังสือล้วนเปนเรื่องโบราณคดีหลายเรื่องพอรวมกันควรจะพิมพ์เปนสมุดได้เล่ม ๑ ได้แจ้งความให้ท่านทราบ ก็ยินดีอนุโมทนา จึงได้รวบรวมเรื่องเหล่านั้นพิมพ์เปนประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๘ เล่มนี้. เรื่องที่เลือกมาพิมพ์เปนหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๘ มี ๕ เรื่องด้วยกัน คือ จดหมายเหตุโหรเรื่อง ๑ จดหมายเหตุของจมื่นก่งศิลป์เรื่อง ๑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) เรื่อง ๑ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่องปฐมวงษ์เรื่อง ๑ ตำนานพระ


(๒)

โกษฐเรื่อง ๑ หนังสือ ๕ เรื่องนี้มีลักษณต่างกันอย่างไร จะอธิบาย ต่อไปโดยลำดับ ๑ หนังสือจดหมายเหตุโหรนั้น จะอธิบายถึงลักษณที่โหร จดหมายเหตุให้ผู้ซึ่งยังไม่เคยทราบได้ทราบก่อน คือ วิธีจดหมายเหตุ ของโหร เขาทำประดิทินบอกวันแลฤกษ์ยาม เปนรายวันล่วงน่าไว้ ตลอดปี แลมีที่ว่างไว้สำหรับจดเหตุการณ์ในประดิทินนั้น โหรฤๅใครที่ เอาใจใส่ในฤกษ์ยามแลการจดหมายเหตุ ก็มีสมุดประดิทินเช่นนี้ไว้ทำนองเดียวกันกับที่ฝรั่งเรียกว่า สมุดไดเอรี เมื่อมีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นใน วันใดซึ่งผู้เจ้าของประดิทินเห็นควรจะจดจำ ก็จดลงไว้ในประดิทินตรง ช่องวันนั้น วันที่ไม่มีเหตุการณ์จะจด ก็ปล่อยว่างไว้ ทำกันเช่นนี้มา แต่โบราณ แต่ผู้ที่มีประดิทินไว้จดหมายเหตุมีมากด้วยกัน ความรู้เห็น ความนิยมต่างกัน จดหมายเหตุที่ลงประดิทิน จึงต้องกันบ้างต่างกันบ้าง เมื่อนานเข้ามีผู้รวมประดิทินปีล่วง ๆ มาแล้ว มาจดวันฤกษ์ยามแลเหตุ การณ์ลงเปนสังเขปอิกชั้น ๑ เรียกว่าปูม หนังสือปูมนี้ฉบับที่มีในหอพระ สมุด ฯ ๒๐๘ ปี ตั้งแต่ประจำปีฉลู จุลศักราช ๑๐๗๑ พ.ศ. ๒๒๕๒ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครั้งกรุงเก่าเปนต้นมา นอกจากนี้ยัง มีจดหมายเหตุก่อนเก่าขึ้นไปกว่าปูมที่มี โหรจดลงไว้เปนจดหมายเหตุ เบ็ดเตล็ดอิกหลายฉบับ กรรมการรวมหนังสือเหล่านี้มอบให้พระเทวโลก ( แหยม วัชรโชติ ) คัดแต่เฉภาะจดหมายเหตุการณ์ ซึ่งปรากฎในจด หมายโหรแลปูมบรรดามีในหอพระสมุด ฯ เรียบเรียงโดยลำดับเวลา

(๓)

ก่อนแลหลังให้รู้เฉภาะวันเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งโหรได้จดไว้แต่โบราณ มา เมื่อเรียบเรียงแล้วเอามาดู เห็นเปนหนังสือน่ารู้แลน่าอ่านมาก เชื่อ ว่ายังไม่เคยรวบรวมได้อย่างนี้มาแต่ก่อน จึงเอามาพิมพ์ไว้ในประชุม พงษาวดารเล่มนี้เรื่อง ๑. ๒ จดหมายเหตุของจมื่นก่งศิลป์นั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ ( พร เดชะคุปต์ ) พึ่งได้ต้นฉบับมาให้หอพระสมุด ฯ เมื่อจะพิมพ์หนังสือ เล่มนี้ เมื่อตรวจดูเห็นน่าอ่าน แลอยู่ในพวกเดียวกับจดหมายเหตุโหรที่ พิมพ์ไว้ข้างน่า จึงได้คัดส่งลงพิมพ์ต่อกันมาอิกเรื่อง ๑ จมื่นก่งศิลป์คนนี้ ชื่อตัวชื่อหรุ่น เปนบุตรพระอัคเนศรม่วง บ้านอยู่ที่น่าวัดราชบุรณ เปนผู้หนึ่งซึ่งชอบศึกษาวิชาโหร จึงมีประดิทิน แลเอาใจใส่จดหมายเหตุโดยวิธีที่อธิบายมาก่อนแล้ว จดมาตั้งแต่ปี มะโรง จุลศักราช ๑๒๑๘ พ.ศ. ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๔ จนปีฉลู จุล-ศักราช ๑๒๕๑ พ.ศ. ๒๔๓๒ ในรัชกาลที่ ๕ รวมเบ็ดเสร็จ ๓๓ ปี นับว่าเปนปูมชั้นใหม่ กระบวนจดอยู่ข้างเลอียดลออ มีทั้งเหตุการณ์บ้าน เมืองแลเหตุการณ์ในตัว แม้ที่สุดฟันของตัวหักวันใดเวลาใด ก็จดลง ไว้ในประดิทิน ข้าพเจ้าได้คัดจดหมายเหตุส่วนตัวจมื่นก่งศิลป์ออก เสีย เอาไว้แต่ที่เปนสาธารณะพิมพ์ไว้ในประชุมพงษาวดารเล่มนี้ จดหมายเหตุในปูมของโหรก็ดี ของจมื่นก่งศิลป์ก็ดี ท่าน ผู้อ่านจะสังเกตเห็นว่าพอใจจดเหตุการณ์ซึ่งเกิดในอากาศ ที่เขาจด เช่นนั้น ด้วยเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ในอากาศอาจจะเปนนิมิตรให้เกิดเหตุ

(๔)

ร้ายดีแก่หมู่มนุษย์ เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นเหตุการณ์แปลกปลาดอัน ใดมีขึ้นในอากาศจึงจดไว้ คอยดูว่าจะมีเหตุการณ์อย่างไรแก่มนุษย์บ้าง เมื่อไม่มีก็แล้วไป ส่วนจดเหตุการณ์ที่บังเกิดมีในหมู่มนุษย์นั้น เขารู้มา อย่างไร แลเขาเข้าใจความอย่างไร ก็จดลงตามรู้ตามคิดเห็น ด้วยเหตุนี้ ความที่จดไว้ในหมายเหตุจะถูกต้องเท็จจริงอย่างไร ก็เปนตามความรู้เห็นของผู้ที่จดนั้น จดหมายเหตุที่คัดมาพิมพ์ไว้ ในสมุดเล่มนี้คัดมาตามที่เขาจดไว้ แม้จนถ้อยคำก็มิได้แก้ไข เพื่อ จะให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า พวกที่เขาจดหมายเหตุกันแต่ก่อน เขา จดกันอย่างไร กรรมการหอพระสมุด ฯ ไม่รับผิดชอบฤๅยืนยัน ว่า จดหมายเหตุเหล่านี้ถูกต้องทั้งหมด ๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ ( จาด ) ต้นหนังสือเปนคัมภีร์ลาน รวม ๑๗ ผูก นายจิตร บุตรพระจักรพรรดิ พงษ์ ( จาด ) นำมาให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ อุทิศให้ในนามของพระจักรพรรดิพงษ์ ผู้บิดา เมื่อแรกได้มา ตรวจ สอบดูข้างตอนต้น เห็นตรงกับพระราชพงษาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ เข้าใจไปเสียว่าเปนหนังสือฉบับเดียวกัน ครั้นนานมาข้าพเจ้าเอามาตรวจอ่านอิกครั้ง ๑ ถึง ตอนปลาย เห็นเรื่องตั้งแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีแปลก กับฉบับอื่น ๆ ไม่ใช่แปลกโดยมีผู้แซกแซงเพิ่มเติมฤๅแก้ไขของเดิม แปลกในตัวเนื้อเรื่องแต่แต่งมาที่เดียว อ่านตรวจดูเห็นได้ว่าผิดก็มีหลาย

(๕)

แห่ง ที่จะถูกต้องแต่ความแปลกออกไปกว่าฉบับอื่นก็มีหลายแห่ง เห็นว่าควรจะพิมพ์ออกให้ปรากฏแก่ผู้ศึกษาโบราณคดี จึงได้เอามาพิมพ์ ไว้ในประชุมพงษาวดารเล่มนี้ แต่ตอนต้นที่ความต้องกับฉบับกรม สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ไม่จำต้องพิมพ์ใหม่ จึงได้ตัดออกเสีย คงพิมพ์แต่ตอนที่ความแปลกกัน นึกเสียดายอยู่น่อยที่หนังสือพระราช พงษาวดารฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ได้มาไม่จบ อยู่ข้างจะขาดเปนกระท่อนกระแท่น แต่ถึงกระนั้นก็น่าอ่าน ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ศึกษา โบราณคดีคงจะชอบ. ๔ เรื่องปฐมวงษ์ หนังสือเล่มนี้มีแพร่หลายมาก ที่พิมพ์แล้ว ก็มี หอพระสมุด ฯ รวบรวมฉบับเขียนมาได้ก็มาก ทุก ๆ ฉบับ อ้างว่าเปนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ข้าพเจ้าได้อ่านตรวจดู พบ หลายฉบับที่เชื่อแน่ว่ามีผู้อื่นแต่งแซกแซงเพิ่มเติม พระราชนิพนธ์เสียมาก แลมีหลายฉบับที่สงไสยว่ามีผู้อื่นแซกแซงเพิ่มเติม พึ่งมาพบฉบับเดียว ซึ่งเห็นว่าเป็นหลักฐานยิ่งกว่าฉบับอื่น ๆ ที่ได้พบมา หนังสือปฐมวงษ์ ฉบับนี้ เปนลายมืออาลักษณเขียนในสมุดดำ ๒ เล่ม เดิมเป็นของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ รับสั่งว่าพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระอาลักษณคัดพระราชทานไป สมเด็จ พระเจ้าบรมวงษ์เธอ ฯ ประทานหนังสือฉบับนี้แก่หม่อมเจ้าประภากรใน กรมนั้น แต่ยังทรงผนวชอยู่วัดบวรนิเวศ หอพระสมุด ฯ ได้มาจาก หม่อมเจ้าประภากร อ่านตรวจดูสำนวนเห็นเปนใกล้ต่อพระราชนิพนธ์

(๖)

ยิ่งกว่าฉบับอื่น ๆ จะมีขาดเกินบ้างก็เปนแต่ถ้อยคำที่ผู้เขียนพลั้งพลาด ไม่มีสำนวนแซกแซง จึงเห็นควรจะพิมพ์รักษาไว้ แลเปนฉบับสำหรับ สอบกับฉบับอื่น ๆ ที่อ้างว่าเปนหนังสือเรื่องปฐมวงษ์ด้วยกัน ตำนานพระราชนิพนธ์เรื่องปฐมวงษ์นี้ ข้าพเจ้ายังไม่ทราบ ความแน่ชัดว่าทรงพระราชปรารภเหตุอันใด จึงทรงพระราชนิพนธ์ หนังสือเรื่องนี้ แลทรงพระราชนิพนธ์เมื่อใด มีหนังสือปฐมวงษ์ที่ พิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณ เมื่อปีรกา จ.ศ. ๑๒๔๗ ฉบับ ๑ อ้างว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระศรีสุนทรโวหาร ( ฟัก สาลักษณ ) จดหมายเหตุต้นพระบรมราชวงษ์ไว้สำหรับแผ่นดิน เมื่อณวันพฤหัศบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีวอก จ.ศ. ๑๒๒๒ ในหนังสือปฐมวงษ์ฉบับนั้น ทางสำนวนก็เปนพระราชนิพนธ์ มิใช่แต่งเปน สำนวนผู้รับ ๆ สั่ง ความข้างต้นกล่าวเริ่มด้วยพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เดินทำนองความคล้ายเรื่องปฐมวงษ์ ลงมาจบตอน ๑ แล้วขึ้นตอนใหม่คล้ายกับความในเรื่องปฐม วงษ์ฉบับที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เห็นได้ว่าเปนหนังสือ ๒ เรื่องด้วยมีความ ซ้ำกันหลายแห่ง แลตรงหัวต่อบอกจบเรื่องเก่าแลขึ้นเรื่องใหม่แลเห็น ได้ชัดเจน เหตุใดเรียกว่าเรื่องปฐมวงษ์ จึงเปนหนังสือ ๒ เรื่อง เช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่เห็น แลไม่พร้อมที่จะวินิจฉัยในเวลานี้ จะพิมพ์ไว้ในเล่มนี้แต่ฉบับซึ่งเห็นว่าดีที่สุด เพื่อให้ปรากฎแก่ท่าน ทั้งหลาย ขอให้ช่วยกันพิเคราะห์ต่อไป.

(๗)

๕ เรื่องตำนานพระโกษฐนั้น เดิมพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรม พระสมมตอมรพันธุ์ แต่ยังดำรงตำแหน่งเปนสภานายกหอพระสมุด สำหรับพระนคร ทรงค้นพบบาญชีพระนามที่ได้ทรงพระโกษฐทองใหญ่ มีจดไว้ในห้องอาลักษณ มีรายพระนามตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ลงมาจน ต้นรัชกาลที่ ๔ กรมพระสมมต ฯ ทรงเรียบเรียงเพิ่มเติมต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ประทานไว้ในหอพระสมุด ฯ ข้าพเจ้าเห็นสมควร จะพิมพ์บาญชีนี้ให้ปรากฎ ด้วยเปนของโจทย์กันอยู่เนือง ๆ ว่า พระศพเจ้านายพระองค์ไหนได้ทรงพระโกษฐทองบ้าง ครั้นเมื่อเอา บาญชีของกรมพระสมมต ฯ มาตรวจดู เกิดความคิดขึ้นว่า ควรจะ เรียงตำนานพระโกษฐอื่น ๆ ขึ้นด้วย พิมพ์รักษาไว้อย่าให้ความรู้ใน เรื่องพระโกษฐสูญเสีย ข้าพเจ้าจึงขยายเรื่องเรียบเรียงเปนตำนาน พระโกษฐ เมื่อแต่งแล้วส่งไปถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัติวงษ์ ขอให้ทรงช่วยตรวจแก้ไขให้เรียบร้อย ได้ทรง พระอุสาหะเสด็จไปตรวจดูโดยทางฝีมือช่าง แล้วทรงแก้ไขเรื่องตำนาน พระโกษฐที่ข้าพเจ้าเรียงไป สำเร็จรูปเปนอย่างที่พิมพ์ไว้ในประชุม พงษาวดารเล่มนี้ เรื่องตำนานพระโกษฐ จึงเปนเรื่องที่ได้แต่งด้วย กัน ๓ คน ดังจ่าน่าบอกไว้ในตอนตำนานด้วยประการฉนี้ เมื่อพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ถามพระยาศรีภูริปรีชาว่า จะให้แต่งประวัติของคุณหญิงพึ่งลงในท้ายคำนำด้วยฤๅไม่ ถ้าจะให้ แต่งข้าพเจ้าก็เต็มใจจะทำ ด้วยคุณหญิงศรีภูริปรีชาได้คุ้นเคยชอบพอ

(๘)

กับสกุลของข้าพเจ้ามาช้านาน พระยาศรีภูริปรีชาว่า ประวัติผู้หญิงไม่ มีข้อความสำคัญอันใด ไม่ต้องเรียงก็ได้ แต่เมื่อข้าพเจ้ามาคิดใคร่ ครวญดูเห็นว่า ข้อสำคัญมีอยู่ในประวัติของคุณหญิงศรีภูริปรีชาหลายประการ คือ ประการที่ ๑ ที่ได้ร่วมทุกข์ศุขอยู่เปนคู่สามีภริยากับพระยา ศรีภูริปรีชา เสมอว่าเปนเพื่อนก่อร่างสร้างตัวมาด้วยกันตั้งแต่ยังหนุ่ม สาว ได้ร่วมรับผลแห่งวัตรปฏิบัติ ซึ่งบังเกิดความเจริญรุ่งเรืองโดย ลำดับมา จนได้เปนปู่ย่าตายายปกครองสกุลวงษ์อันสูงศักดิอันหนึ่ง นี้ก็นับว่าเปนข้อสำคัญอันมิได้มีเปนสามัญทั่วไปในบุคคลทั้งปวง อิกประการ ๑ คุณหญิงพึ่งมีบุตรธิดาถึง ๑๑ คน แต่ที่มีตัวตนอยู่ ๘ คน บรรดาบุตรที่มีอายุสมควรรับราชการได้ ได้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระ คุณปรากฎคุณวุฒิ ถึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรมียศแลบันดาศักดิ ทุก ๆ คน ส่วนธิดาที่มีเรือน ก็ได้ไปมีความศุขสำราญอยู่ในสกุลอัน สูงศักดิ ความข้อนี้ควรนับว่าเพราะคุณหญิงพึ่งมีความสามารถในน่าที่ ของปฐมาจารี สั่งสอนอบรมบุตรแลธิดาของตนมา จนได้แลเห็นผล อันเปนที่ชื่นชมยินดีของบิดามารดาสมควรจะสรรเสริญ อิกประการ ๑ ความที่จะกล่าวต่อไปนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเปนความเห็นร่วมกันใน บรรดาผู้ที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับคุณหญิงพึ่งทั่วไปไม่เลือกหน้า คือว่า คุณ หญิงพึ่งเปนผู้มีน้ำใจโอบอ้อมอารี มีอัธยาไศรยอันเปนที่ถูกใจของ บรรดาผู้ที่ได้สมาคมคุ้นเคยทุกชั้นบันดาศักดิ เห็นจะอาจกล่าวได้ว่า เปนผู้หนึ่งซึ่งไม่มีผู้ใดชิงชัง มีแต่ชอบพอทั่วไปในบรรดาผู้ที่ได้คุ้นเคย

(๙)

ด้วยเหตุนี้เมื่อคุณหญิงพึ่งถึงแก่กรรม จึงมีผู้ที่อาไลยเสียดาย แลที่ พากันสงสารพระยาศรีภูริปรีชาเปนอันมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแสดงประวัติของคุณหญิงพึ่งไว้ในท้ายคำนำหนังสือที่พิมพ์เล่มนี้ แม้พอ เตือนใจให้บรรดาผู้ที่ได้คุ้นเคยชอบพอ คิดถึงไมตรีจิตรในเวลาอันเปน ที่สุด ซึ่งได้พร้อมกันมาขมาศพด้วยความเคารพต่อคุณหญิงผู้มรณภาพ ล่วงไปนั้น.

ประวัติคุณหญิงศรีภูริปรีชา คุณหญิงพึ่ง ศรีภูริปรีชา เกิดในสกุลคชนันทน์ เปนธิดาของ พระคชภักดี ( ท้วม คชนันทน์ ) เกิดที่บ้านริมถนนเฟื่องนคร ตรงวัด ราชบพิธข้าม เมื่อณวันที่ ๒๓ ธันวาคม พระพุทธศักราช ๒๔๐๗ ใน รัชกาลที่ ๔ ตรงกับปีชวด จุลศักราช ๑๒๒๖ เมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๔๒๓ อายุได้ ๑๗ ปี ได้มีการวิวาหมงคล กับพระยาศรีภูริปรีชา แต่ยังเปน นายกมล มหาดเล็ก รับราชการอยู่ ในกรมราชเลขานุการ เมื่อแต่งงานแล้วคุณหญิงอิ่ม ศรีสุนทรโวหาร มารดาพระยาศรีภูริปรีชา นำถวายตัวเปนข้าหลวงเรือนนอกอยู่ในสมเด็จ พระบรมราชินีนารถ ได้เปนสมาชิกาในสภากาชาดแต่แรกตั้งขึ้น เมื่อ ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๓๖ ต่อมาเมื่อสามีได้เลื่อนบันดาศักดิขึ้นโดยลำดับ จนเปนที่พระยาศรีสุนทรโวหาร คุณหญิงพึ่งได้รับพระราชทานเครื่องราช อิศริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้าฝ่ายใน เมื่อปีรกา พ.ศ. ๒๔๔๐ ครั้น

(๑๐)

เมื่อสามีได้รับพระราชทานพานทอง ก็ได้รับพระราชทานเครื่องราช อิศริยาภรณ์เลื่อนชั้นขึ้นเปนชั้น ตติยจุลจอมเกล้า เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ นอกจากนั้นได้รับพระราชทานเหรียญพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบันดาศักดิภรรยาข้าราชการชั้นสูง. พระยาศรีภูริปรีชามีบุตรธิดากับคุณหญิงพึ่ง ๑๑ คน คือ - ๑ นายผัน สาลักษณ รับราชการเปนที่พระยาศรีสุนทรโวหาร ๒ นางสาวถวิล สาลักษณ แต่งงานกับพระยาธรรมศักดิ มนตรี ( สนั่น เทพหัสดิน ณกรุงเทพ ) ๓ นางสาวปรุง สาลักษณ ๔ ธิดา ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเล็ก ๕ นางสาวฉวี สาลักษณ แต่งงานกับหลวงบวรวาที่ ( ม.ร.ว. โต๊ะ นภวงษ์ ณกรุงเทพ ) ๖ ธิดา ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเล็ก ๗ นายเล็ก สาลักษณ เปนหลวงวิจิตรราชมนตรี ๘ นายสุนทร สาลักษณ เปนนายแก้ววังสรรค์ ๙ นางสาวศรี สาลักษณ ๑๐ ธิดา ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเล็ก ๑๑ นายอุดม สาลักษณ คุณหญิงภูริปรีชา มีอัธยาไศรยศรัทธามั่นคงในพระสาสนามา ตั้งแต่ยังสาว ครั้นเมื่ออายุล่วงเข้ามัชฌิมวัย มีบุตรธิดาเติบใหญ่พอจะ

(๑๑)

ดูแลการงานบ้านเรือนต่างตัวได้ ก็ค่อย ๆ ละคฤหกิจไปรักษาศีลแลฟัง ธรรมเทศนาที่วัดต่าง ๆ มีวัดเทพศิรินทราวาศ วัดโสมนัศวิหาร แล วัดสุทัศน์ เปนต้น แลได้ศึกษาธรรมปฏิบัติต่อพระปัญญาพิศาลเถรวัด ประทุมวนาราม แลพระพรหมมุนีวัดสุทัศน์เทพวราราม ประพฤติ ความเพียรในทางธรรมานุธรรมปฏิบัติโดยลำดับมา ภายหลังมาเกิดโรคาพาธด้วยโรคโลหิตน้อยแลหัวใจอ่อน อาการค่อยทรุดลงโดยลำดับ แต่เมื่อมีกำลังก็ยังอุส่าห์ไปฟังธรรมเทศนาที่วัดมิได้ขาด จนอาการป่วย ถึงล้มเจ็บเมื่อเดือนสิงหาคม ปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ แต่นั้นอาการก็ทรุดลง จนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ คำนวณอายุได้ ๕๑ ปี ได้พระราชทานเครื่องประกอบศพตามเกียรติยศ สามีแลบุตร ธิดาพร้อมกันให้ปลูกโรงเรียนเปนที่รฤกถวายไว้ที่วัดโสมนัศวิหาร ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า "สาลักษณา- ลัย ได้ทำฌาปนกิจปลงศพณที่นั้น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐



สารบาน

๑ จดหมายเหตุ น่า ๑

๒ จดหมายเหตุของจมื่นก่งศิลป์ ,, ๒๖

๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) ,, ๖๗

๔ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่องปฐมวงษ์ ,, ๘๖

๕ ตำนานพระโกษฐ ,, ๑๐๙




จดหมายเหตุโหร

ปีมเสง จ.ศ. ๒๘๓ ณวัน ๔ ๖ ค่ำ เวลารุ่งแจ้ง เกิดพระเจ้าพรหม ราชกษัตริย์ที่ ๔๑ เชียงแสน ซึ่งปราบขอมพ่ายแพ้ ลงมาถึงแดนชะเลียง ปีเถาะ จ.ศ. ๔๓๕ ณวัน ๓๕ ค่ำ ยามใกล้รุ่ง เกิดขุนเจื๋องบรมราชา ธิราช ชนมายุ ๓๖ ปี ได้ราชสมบัติเชียงแสน ครอง ราชสมบัติ ๒๔ ปีชนะล้านช้าง ครองล้านช้าง ๓ ปี ชนะญวนแกว ครองแผ่นดินแกว ๑๔ ปี ปีขาล จ.ศ. ๔๙๖ ณวัน ๓ ๖ ค่ำ ขุนเจื๋องรับอ๋องจีนแผ่นดินซอง ชนมายุ ๗๗ ปี จึงทิวงคตในท่ามกลางสงคราม ปีรกา จ.ศ. ๕๗๕ เมืองเสียงแตก พม่าอังวะชนะ ปีมแม จ.ศ. ๕๘๕ ฝรั่งมาเผาเมืองมัตมะ ครั้งนั้นศึกฝรั่ง ( รับสั่งว่า ฝรั่งยุโรปยังไม่มา ) ปีจอ จ.ศ. ๖๐๐ ณวัน ๑ ๓ ค่ำ เวลายามรุ่ง เกิดพระยามังรายผู้ สร้างเชียงใหม่ ชนะหริภุญไชย ได้ราชสมบัติใน เมืองเงินยวง


๒ ปีจอ จ.ศ. ๖๐๐ ณวัน ๕๖ ค่ำ เวลาใกล้รุ่ง เกิดพระยางำเมือง กษัตริย์พเยา เปนศิษย์เทพฤาษีดอยด้วน แลพระ ศุกรทันต์ฤาษีกรุงละโว้ครูพระร่วง ศักราช ๖๒๐ ได้ผ่านสมบัติ ปีขาล จ.ศ. ๖๗๖ ณวัน ๒๕ ค่ำ เวลารุ่ง เกิดพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดี ปีเถาะยังเปนโทศก ณวัน ๖๕ ค่ำ เวลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท สร้าง จ.ศ. ๗๑๒ กรุงศรีอยุทธยา ปีกุญ จ.ศ. ๗๒๑ ณวัน ๖๔ ค่ำ ท้าวอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุทธยา ธิกูลครั้งที่ ๒ เมืองพะโคเสีย ปีมเสง จ.ศ. ๗๕๕ เสียเมืองรงมละ ปีฉลู จ.ศ. ๗๗๑ เสียเมืองสะถ้อย ปีเถาะ จ.ศ. ๗๗๓ เสียเมืองตละเช เสียเมืองทละ เสียเมืองย่างกุ้ง ปีเถาะ จ.ศ. ๗๗๓ มาจนถึง จ.ศ. ๗๗๔ ใช้ไปเมืองหนาถูกต้องดีแล ปีมโรง จ.ศ. ๗๗๔ พญาน้อยคิดขบถในเมืองย่างกุ้ง ปีมแม จ.ศ. ๗๗๗ ศึกพญาตองอู ฝรั่งมังพลูเปนวันเสาร์ยกลงมา อายุได้ ๒๖ ปี ปีวอกศักราช ๗๗๘ ตายในเมือง พะโค ปีวอก จ.ศ. ๗๗๘ พระอาทิตย์อยู่ราษีมินองษา ๗ จึงได้ชนะมังพลู ตัวมังพลูมหากษัตริย์ทำลายเสีย

๓ ปีเถาะ จ.ศ. ๘๖๙ เกิดพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าล้านช้าง ณวัน ๑ ๑ ค่ำ เวลายามแตรเที่ยง อายุ ๑๕ ปี ได้เปนกษัตริย์ พระชนม์ ๓๙ ปี ทิวงคต ปีกุญ จ.ศ. ๘๘๙ ครั้งนั้นพญาองค์หนึ่งได้ครองเมืองใน ๒๑ พญา องค์หนึ่งนิพพาน เอา ๒๑ นั้นบวกลงใน ๙๔๖ ได้ ๙๖๗ พญาที่ได้ครองเมืองโหมนั้นนิพพานแล ปีมแม จ.ศ. ๙๐๙ ณวัน ๗๕ ค่ำ เศษ ๘ ( พระยอดฟ้า ) เสด็จออก พลับพลาทอดพระเนตรชนช้าง พญาช้างงาหัก ครั้นอยู่มาช้างร้องเปนอัศจรรย์ ปีวอก จ.ศ. ๙๑๐ ณวัน ๑๘ ค่ำ เศษ ๐ ข้าราชการคิดขบถ จับ ( พระยอดฟ้า ) พระเจ้าแผ่นดินสำเร็จโทษ ชิงเอาราชสมบัติ ปีรกา จ.ศ. ๙๑๑ มีสุริยุปราคาเวลาไถอ่อน เปนสัพคราธกลมมณฑล พระอาทิตย์มืด ปีมโรง จ.ศ. ๙๑๘ ณวัน ๗๙ ค่ำ เศษ ๘ เสียพระนครศรีอยุทธยา แก่เจ้าหงษาวดี ณวัน ๖๑๒ ค่ำ พระมหาธรรมราชาได้ราชสมบัติ ( หมายเหตุอิกฉบับหนึ่งว่า ปีมเสง จ.ศ. ๙๓๑ ณวัน ๑๙ ค่ำ เสียกรุงศรีอยุทธยาแก่เจ้าหงษา ฯ


๔ สมเด็จพระมหาธรรมราชาปราบดาภิเษกณวัน ๖๑๒ ค่ำ) ปีรกา จ.ศ. ๙๒๓ ณวัน ๕๘ ค่ำ พระศรีศิลป์ตายในพระราชวัง จับพระสังฆราชไปฆ่าเสีย ณวัน ๗ ๙ ค่ำ พญาสีหราชเดโชรับพระราช อาญาขัง ปีกุญ จ.ศ. ๙๒๕ เวลาค่ำแล้ว ๓ นาที่ พระ ๘ จับพระ ๒ กันภาค ๑ ยัง ๓ ภาค จันทรรัศมี ๖๒๙ แล ชนทั้งปวงเกิด ทรพิศม์ตายมาก แลครั้งนั้นทำพระราชไมตรีกับ พระเจ้าหงษา ปีกุญ จ.ศ. ๙๖๑ เมืองหงษาแตก มีลูก ๓ คน ปีชวด จ.ศ. ๙๖๒ เมืองทวายเสียแก่ไทย ปีขาล จ.ศ. ๙๗๖ พญาลูก ๓ คนนั้นจึงไปล้อมเมืองเชียงใหม่ ปีวอก จ.ศ. ๙๖๒ เศษ ๘ ยี่ปุ่นเข้าเมือง ( หมายเหตุหนึ่งว่า ๙๗๒ ) ปีรกา จ.ศ. ๙๘๓ เศษ ๓ ออกฝีตายมาก ปีจอ จ.ศ. ๙๘๔ เศษ ๘ ช้างเผือกล้ม คนออกฝีตายมาก ปีวอก จ.ศ. ๙๙๔ สมเด็จพระนารายน์มหาราช สมภพพระชัณษา วัน ฯ ค่ำ ปีวอก จ.ศ. ๙๙๔ พระชนม์ได้ ๒๕ ปี ได้ราชสมบัติอยู่ ๒๖ ปี รวม ๕๑ พรรษา สวรรคต วัน ๕๕ ค่ำ ปีจอ จ.ศ. ๑๐๔๔ ( รับสั่งว่าผิด )


๕ ปีรกา จ.ศ.๙๙๕ เหตุดังนั้นแลมัตมะก็เสีย ชาวนครคิดขบถแล ปีขาล จ.ศ.๑๐๑๒ พญาเมืองสะเถินเมืองมอญเสียเคราะห์เสียโศกชำระ สลางภาย ปีวอก จ.ศ.๑๐๑๘ เศษ ๐ วุ่นวายพระองค์ไชย พระ ( ศรีสุ ) ธรรมราชา ปีมโรง จ.ศ.๑๐๕๐ เศษ ๘ วุ่นวายวิไชเยนทร์เมืองลพบุรี ปีมเมีย จ.ศ.๑๐๕๒ พระเพทราชาเปนเจ้ามาจนทุกวันนี้ ปีนี้ต้องยกกองทัพ กรุงไปปราบเมืองตานี ปีมแม จ.ศ.๑๐๕๓ ต้องยกกองทัพกรุงหนุนไปปราบเมืองตานี ปีมโรง จ.ศ.๑๐๗๔ เมื่อครั้งขุนหลวงเล่นปลา ปีนี้เดือน ๑๒ ต้องยกกอง ทัพกรุงไปปราบเมืองมฤท ปีมแม จ.ศ.๑๐๘๙ ณวัน ๕๓ ค่ำ เวลา ๗ ทุ่ม กลาบาตตกเสียง ดังปืน พระยาราชสงครามชักพระไสยาศน์วัด ป่าโมก ปีชวด จ.ศ.๑๐๙๔ ขุนหลวงท้ายสระสวรรคตในเดือน ๒ ข้างแรม อยู่ ในราชสมบัติ ๒๗ ปี (รับสั่งว่าปีรัชกาลผิด) พระ ชนมายุ ๕๑ ปี ในปีนี้เพิ่มอธิกวารอีก ๒ ปีเคียงกัน ปีขาล จ.ศ.๑๐๙๖ ณวัน ๔๑๐ ค่ำ จีนเปนขบถเข้าปล้นพระราชวัง ปีเถาะ จ.ศ.๑๐๙๗ มีดาวกลางวัน ตั้งต้นปักขคณนาณวัน ๗๓ ค่ำ ปีมโรง จ.ศ.๑๐๙๘ นางช้างเผือกขอมเข้ามาถึงกรุง ฯ ปีมเสง จ.ศ.๑๐๙๙ พระพันวษานิพพาน


๖ ปีรกา จ.ศ.๑๑๐๓ ทำวัดมงคลบพิตร มีดาวหางปีนี้ ปีจอ จ.ศ.๑๑๐๔ ช้างเผือกล้ม ได้ช้างเนียมตัวหนึ่ง ปีชวด จ.ศ.๑๑๐๖ ณวัน ๖๑๒ ค่ำ ไฟไหม้วังน่า ใช้แปะประกับ มิใช้เบี้ย ปีฉลู จ.ศ.๑๑๐๗ บุรณะวัดภูเขาทอง ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๐๙ ณวัน ๓๕ ค่ำ มหาทองวัดบันไดอิฐเสีย ไฟไหม้ วัดยมไท ณวัน ๕๗ ค่ำ พบทองแขวงเมืองบางตะพาน ปีมเสง จ.ศ.๑๑๑๑ ออกหัดทรพิศม์คนตายชุม มอญบ้านโพธิสามต้นหนี ปีมแม จ.ศ.๑๑๑๓ ลังกามาขอพระสงฆ์ไปสั่งสอน ปีนี้มีดาวหาง ปีจอ จ.ศ.๑๑๑๖ จับพระวังน่ากับเจ้าฟ้าสังวาล ปีขาล จ.ศ.๑๑๒๐ ณวัน ๔๖ ค่ำ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๒๖ ปี พระชนมายุ ๗๗ ปี ณวัน ๕ ค่ำ มีจันทรุปราคา ปีนี้เข้าแพง เกวียนละ ๑๒ ตำลึง ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๒๑ เนรเทศเจ้ากรมหมื่นเทพพิพิธออกจากกรุง ฯ เดือน ๔ พม่ามังลองเข้าล้อมกรุง ฯ ปีมโรง จ.ศ.๑๑๒๒ พม่ายกหนีไป จับนายปิ่นราชมนตรี ณวัน ๗๑๒ ค่ำ มีจันทรุปราคา


๗ ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๒๔ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ มีสุริยุปราคา ณวัน ๒๑๒ ค่ำ มีจันทรุปราคา ปีรกา จ.ศ.๑๑๒๗ พม่ายกเข้ามาตั้งดงรังหนองขาว ปีจอ จ.ศ.๑๑๒๘ ณวัน ๒๘ ค่ำ เสียค่ายปากจั่น พม่าเข้าล้อม กรุง ฯ ปีกุญ จ.ศ.๑๑๒๙ ณวัน ๒๕ ค่ำ กลาบาตตก ณวัน ๓๕ ค่ำ เสียกรุงแก่พม่า ณวัน ๕๕ ค่ำ พม่าฆ่าคน ปีนี้ มีอธิกวารโหรมิได้จดหมาย ปีชวด จ.ศ.๑๑๓๐ เมืองพิศณุโลก เมืองพิจิตร แตกมาสู่โพธิสมภาร ได้เมืองนครราชเสมา ณวัน ๓๑ ค่ำ เวลาเช้า โมง ๑ แผ่นดินไหว ปีนี้เจ้าตากได้ราชสมบัติ อายุ ๓๔ ปี ปีฉลู จ.ศ.๑๑๓๑ พระสงฆ์ลุยไฟ ได้เมืองนครศรีธรรมราช ปีขาล จ.ศ.๑๑๓๒ ได้เมืองฉลางบุรี พม่ายกจากฉลางบุรีแตกกลับไป ปีมเสง จ.ศ.๑๑๓๕ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๒๑ ค่ำ พม่ายกมาตั้งตีเมืองพิไชย ณวัน ๓๒ ค่ำ พม่าหนี ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๓๖ ณวัน ๓๑๐ ค่ำ มีสุริยุปราคา ณวัน ๒๑๒ ค่ำ เวลา ๑๑ ทุ่ม ดาวพระเสาร์เข้าวงพระจันทร์ ดาว อื่นขึ้นริมแง่เหนือ ณวัน ๓๑๒ ค่ำ ไปตีได้เมือง เชียงใหม่ ณวัน ๕๒ ค่ำ ดาวโรหิณีเข้าแง่

๘ พระจันทร์ข้างใต้ ณวัน ๗๒ ค่ำ เวลา ๑๐ ทุ่ม ได้เมืองเชียงใหม่ ลาวโปสุพลาหนี ณวัน ๕๓ ค่ำ มีจันทรุปราคา ปีมแม จ.ศ.๑๑๓๗ ณวัน ๑๕ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่ม พม่ายกหนีจากเขา นางแก้วไปปากแพรก ณวัน ๑๕ ค่ำ พม่าแตกจาก ปากแพรก ณวัน ๒๑๐ ค่ำ ข้างในเปนโทษลง พระอาญาตระลาการประหารชีวิตร นายประตูคนหนึ่ง ณวัน ๓๑๑ ค่ำ เฆี่ยนบาดหลวง ๓ คน ๆ ละ ๑๐๐ ปีวอก จ.ศ.๑๑๓๘ ณวัน ๕๖ ค่ำ เสียเมืองพิศณุโลกเวลา ๒ ยาม เศษ ณวัน ๒๑๐ ค่ำ บ่าย ๔ โมงนางพระยาล้ม ณวัน ๒๓ ค่ำ เกิดพยุใหญ่ฝนตกห่าใหญ่ลูกเห็บ ตกถูกโรงปืนฉนวนประจำท่าทลาย เรือนทลาย ประมาณ ๑๐๐ หลัง ปีจอ จ.ศ.๑๑๔๐ ณวัน ๗๕ ค่ำ บอกว่าพม่ายกมาตีเมืองฝาง ลง พระอาญาตำรวจ ๔๐๐ คน ปีกุญ จ.ศ.๑๑๔๑ เดือน ๔ พระแก้วมรกฎถึงกรุง ฯ ปีชวด จ.ศ.๑๑๔๒ ณวัน ๓๕ ค่ำ สึกพระราชาคณะอธิการ ณวัน ๕๕ ค่ำ บ่าย ๕ โมงเศษเปนปทุมชาติทิศบูรพา ณวัน ๖๗ ค่ำ ริบเครื่องยศเจ้าวังนอก ณวัน ๒๙ ค่ำ ราชาคณะแย้งกัน ข้างหนึ่งว่าไหว้

๙ คฤหัสถ์ไม่ได้ เปนโทษต้องตี ๕๐๐ องค์ ณวัน ๓๔ ค่ำ เสด็จออกขุนนางท้องพระโรง เหยียวฉาบนกขึ้นน่าพระที่นั่ง ปีฉลู จ.ศ.๑๑๔๓ เดือน ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ายกทัพไป เขมร ณวัน ๗๔ ค่ำ แลแรม ๑๑ ค่ำ พระยา สรรค์ยกเข้าล้อมกรุง ฯ ณวัน ๑๔ ค่ำ ขุนหลวง บวชวัดแจ้ง ปีขาล จ.ศ.๑๑๔๔ ณวัน ๓๕ ค่ำ พระจันทร์เข้าฤกษ์กิติกา ณวัน ๖๕ ค่ำ พระพุทธยอดฟ้าได้ราชสมบัติปราบดา ภิเศก ชนมายุ ๔๕ ปีกับ ๑ เดือน กับ ๔ วัน ณวัน ๔๕ ค่ำ เจ้าตากดับขันธ์ ชนมายุ ๔๗ ปี กับ ๑๕ วัน ณวัน ๑๖ ค่ำ สร้างเมืองบางกอก เวลารุ่งแล้ว ๙ บาท ณวัน ๗๖ ค่ำ ไฟไหม้ ตึกดินเมืองนคร ฯ ณวัน ๗๑๐ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๓๔ ค่ำ มีจันทรุปราคา สมเด็จพระไอยกา เสวยราชย์ ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๔๕ ณวัน ๖๕ ค่ำ อ้ายบันทิด ๒ คนเปนขบถเข้า วังน่าประมาณ ๑๐ ทุ่มเศษ ปีมโรง จ.ศ.๑๑๔๖ ณวัน ๖๓ ค่ำ เสด็จไปปิดปากลัด ณวัน ๒๓ ค่ำ เวลาย่ำรุ่ง ๔๒ นาที สมโภชช้างเผือกแลสร้าง

๑๐ วัดสระเกษ ณวัน ๖๔ ค่ำ เวลาเช้า ๒ โมง ๔ บาท ยกยอดฟ้าดุสิตมหาปราสาท ณวัน ๒๔ ค่ำ อัญเชิญพระแก้วมรกฎมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปีมเสง จ.ศ.๑๑๔๗ น้ำมาก เข้าแพงเกวียนละชั่ง ณวัน ๒ ค่ำ เจ้าวังเก่านิพพาน ณวัน ๗๑๐ ค่ำ เวลาเช้า ๔ บาท ยกเสวตฉั ตรที่ประธมวังหลวง ณวัน ๗๒ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๑๒ ค่ำ มีสุริยุปราคา ณวัน ๓๓ ค่ำ ดาวกิติกาเข้าแง่พระจันทร์แง่ใต้ ณวัน ๗๔ ค่ำ เวลาทุ่ม ๑ พม่าปากพิงแตกฝ่าย เหนือ ๑๐,๐๐๐ วังหลังตีแตก ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๔๘ ณวัน ๓๕ ค่ำ ดาวพระอังคารเข้าแง่พระจันทร์ ข้างซ้าย ณวัน ๕๑๒ ค่ำ ดาวพระศุกรเข้าแง่ พระจันทร์ข้างขวา ณวัน ๕๓ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงกับ ๖ บาท ยกทัพหลวงไปไชโยคท่าขนุน ณวัน ๔๔ ค่ำ ทัพน่าตีพม่าสามสบ ณวัน ๖๔ ค่ำ พม่าสามสบแตก ๓๐,๐๐๐ ปีมแม จ.ศ.๑๑๔๙ ณวัน ๖๓ ค่ำ ยกทัพน่าไปตีค่ายบางบ่อ ณวัน ๑๓ ค่ำ เวลายาม ๑ ได้ค่ายบางบ่อ ณวัน ๔๓ ค่ำ ทัพน่าเข้าติดเมืองกลิอ่อง ณวัน ๗๔ ค่ำ เวลายาม ๑ ได้เมืองกลิอ่อง ๑๑ ปีวอก จ.ศ.๑๑๕๐ ณวัน ๔๗ ค่ำ มีสุริยุปราคา ดาวพระศุกรเข้า กลางกิติกาเข้าแง่พระจันทร์ข้างใต้ ปีรกา จ.ศ.๑๑๕๑ ณวัน ๑๗ ค่ำ เวลาบ่าย ๔ โมง ฟ้าผ่าช่อฟ้า มุขมหาปราสาทข้างอุดรทิศ ไฟติดช่อฟ้าไหม้สิ้น ทั้งปราสาท ปีชวด จ.ศ.๑๑๕๔ ขุนญาณโยคใส่อธิกวารผิด หมู่โหรปฎิทินติเตียน ปีฉลู จ.ศ.๑๑๕๕ ณวัน ๖๓ ค่ำ มีจันทรุปราคา จับ ๙ ทุ่ม ๑ บาท ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๕๗ ณวัน ๔๓ ค่ำ ดาวขนาบเดือน ณวัน ๒๓ ค่ำ จับอ้ายอินบางอ้อขบถเมื่อการบรมสมโภชพระอัฐิ ปีมโรง จ.ศ.๑๑๕๘ ณวัน ๔๑ ค่ำ มีจันทรุปราคาจับสัพคราธ ดาว พระเสาร์เข้าแทรก ณวัน ๑๑ ค่ำ ดาวพระ อังคารชิงคลองพระพฤหัศบดี ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๖๐ ณวัน ๑๘ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง ตำหนักแดง สิ้นพระชนม์ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ ตำหนักใหญ่สิ้น พระชนม์เวลา ๑๑ ทุ่ม ๘ บาท ปีมแม จ.ศ.๑๑๖๑ ณวัน ๗๕ ค่ำ เวลาย่ำค่ำแล้วเกิดลมหนัก ณวัน ๓๘ ค่ำ เวลาค่อนรุ่งแผ่นดินไหว ณวัน ๕๑๒ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่มเศษแผ่นดินไหวอิกครั้งหนึ่ง ปีรกา จ.ศ.๑๑๖๓ ณวัน ๕๘ ค่ำ มีสุริยุปราคา ณวัน ๓๙ ค่ำ


๑๒ มีจันทรุปราคา ณวัน ๗๒ ค่ำ นางพระยา ช้างเผือกมาถึงกรุงเทพมหานคร ปีจอ จ.ศ.๑๑๖๔ ณวัน ๑๒ ค่ำ เวลาบ่าย ๒ โมง ๗ บาท ขุน หลวงกลาง ปีกุญ จ.ศ.๑๑๖๕ ณวัน ๕๑๒ ค่ำ เวลา ๒ ยาม ๕ บาท กรม พระราชวังสวรรคต ณวัน ๒๓ ค่ำ สำเร็จโทษ พระเจ้าหลานอินทปัต ลำดวน ปีชวด จ.ศ.๑๑๖๖ ณวัน ๑ ค่ำ เวลาย่ำค่ำแล้ว ๔ บาท มี จันทรุปราคาสัพคราช ปีฉลู จ.ศ.๑๑๖๗ ณวัน ๕๘ ค่ำ เวลา ๒ ยาม ๖ บาท มีจันทรุป ราคา ณวัน ๗๒ ค่ำ เวลา ๑๑ ทุ่ม ๕ บาท มี จันทรุปราคา ปีขาล จ.ศ.๑๑๖๘ ณวัน ๔๑๒ ค่ำ มีสุริยุปราคา แย้งกันที่ว่าไม่มี ได้พระราชทาน ๒ คน ปีนี้น้ำแดงปลาสร้อยชุม ณวัน ๔๑ ค่ำ เวลาบ่าย ๒ โมงเศษ กรม พระราชวังหลังสวรรคต ณวัน ๑๔ ค่ำ ราชา ภิเศกกรมหลวงอิศรเปนพระราชวังบวร ฯ ชัณษา ๓๙ ปี สำเรทธิ์ณวัน ๕๔ ค่ำ ( อิกหมายเหตุหนึ่ง ว่าณวัน ๔๑ ค่ำ กรมพระราชวังสถานภิมุขมาตย์ สวรรคตเวลาบ่าย ๒ โมง )

๑๓ ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๖๙ ณวัน ๗๖ ค่ำ เชิญพระศพกรมพระราชวังหลัง ณวัน ๒๖ ค่ำ ถวายพระเพลิง ณวัน ๕๖ ค่ำ มีจันทรุปราคา เวลา ๔ ทุ่ม ๘ บาท ณวัน ๗๗ ค่ำ เวลาเช้า ๕ โมง ๒ บาท ณวัน ๒๓ ค่ำ เจ้าฟ้า กรมหลวงจักรเจษฎาสิ้นพระชนม์ ปีมโรง จ.ศ.๑๑๗๐ ณวัน ๑๙ ค่ำ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพสิ้น พระชนม์ เวลาเช้า บาท เจ้าฟ้าเหม็นเปนโทษ ถึงตาย ปีมเสง จ.ศ.๑๑๗๑ ณวัน ๕๙ ค่ำ เวลา ๖ ทุ่ม พระบรมโกษฐพระ พุทธยอดฟ้าสวรรคต พระชนม์ ๗๒ ปี กับ ๖ เดือน ๔ วัน อยู่ในราชสมบัติ ๒๘ ปี ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมง ๓๖ นาที ราชาภิเศกพระพุทธ เลิศหล้า ณวัน ๓๙ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง พระ สงฆ์สามเณร ๒ องค์นำพระธาตุมาแต่ลังกาถวาย ณวัน ๒๑๑ ค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมง ๘ บาท จับ อินทรเดชะขบถ ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๗๒ ณวัน ๓๓ ค่ำ ดาวพระศุกรเข้าในวงพระจันทร์ ข้างทักษิณ ปีมแม จ.ศ.๑๑๗๓ ณวัน ๑๗ ค่ำ เวลาย่ำค่ำ เห็นดาวหางขึ้นทิศ พายัพ หางไปทิศอิสาณ ณวัน ๑๒ ค่ำ ดาว

๑๔ หางสูญหายไป เวลาทุ่ม ๑ กลาบาตตก ณวัน ๒๑๐ ค่ำ มีจันทรุปราคา ปีวอก จ.ศ.๑๑๗๔ ณวัน ๑๕ ค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมง เกิดเปนควัน แลพยุ ณวัน ๑๖ ค่ำ บอกว่าองค์จันหนี บอก มาแต่เชียงใหม่ว่าพม่ายกมา ณวัน ๕๔ ค่ำ เวลาบ่ายโมงเศษ พระยาช้างเผือกผู้มาถึงกรุง ฯ มาแต่เมืองโพธิสัตว์ ณวัน ๖๔ ค่ำ พระยาช้าง เผือกผู้มาแต่กัมพูชา ปีรกา จ.ศ.๑๑๗๕ ณวัน ๒๒ ค่ำ เวลาแดดอุ่น เห็นดาวพระพฤหัศบดี เคียงพระจันทร์ข้างทิศทักษิณ ณวัน ๓๒ ค่ำ ไฟไหม้บ้านหลังวัดเชตุพนเปนอันมาก ปีจอ จ.ศ.๑๑๗๖ เดือน ๑๒ เดือน ๑ รามัญเมืองมัตมะยกครัวเข้ามา สู่พระโพธิสมภาประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปีกุญ จ.ศ.๑๑๗๗ ณวัน ๓๗ ค่ำ แลแรม ค่ำ ตั้งพิธีสงฆ์ ๔ พราหมณ์ ๑ ณวัน ๖๗ ค่ำ เวลาเช้าฝังอาถรรภ์ เมืองใหม่ปากลัด ณวัน ๔๘ ค่ำ เวลา ๕ ทุ่ม ๒ บาท มีจันทรุปราคาสัพคราธ ณวัน ๗๑ ค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมง ๖ บาท มีจันทรุปราคา ปีชวด จ.ศ.๑๑๗๘ ณวัน ๔๕ ค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมง ไฟไหม้ตรอก วัดโคก พม่าแหกคุกหนีออกฆ่าคนตายบ้างเจ็บบ้าง

๑๕ เปนอันมาก ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เวลาบ่ายโมง ๑ พระยาช้างเผือกผู้มาแต่เมืองเชียงใหม่ถึงกรุง ฯ ณวัน ๒๑๒ ค่ำ ไฟไหม้วัดทองปุ ณวัน ๔๒ ค่ำ จับเจ้ากรมศรีสุเรนทร์ แลพระองค์เจ้าสุริวงษ์ ณวัน ๔๒ ค่ำ ไฟไหม้ฉางเข้าน่าวัดมหาธาตุ ณวัน ๖๔ ค่ำ โสกันต์เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ ปีฉลู จ.ศ.๑๑๗๙ ณวัน ๕๕ ค่ำ ช้างเผือกผู้มาแต่เมืองน่านถึงกรุง ฯ เวลาบ่าย ๕ โมง ณวัน ๖๗ ค่ำ เวลาบ่ายโมง ๑ มีสุริยุปราคา ณวัน ๑๗ ค่ำ สำเร็จโทษเจ้า ๒ ไพร่ ๗ ณวัน ๔ ค่ำ เวลาเช้า ๕ โมง ๗ บาท กรมพระราชวังสวรรคต ณวัน ๑๑๒ ค่ำ เวลา เช้า มีสุริยุปราคา ณวัน ๕๒ ค่ำ พระยา พลเทพตีนตก ณวัน ๓๒ ค่ำ ไฟไหม้สพานหัน ณวัน ๓๔ ค่ำ เช้า ๒ โมง พระยาช้างเนียม ลงน้ำหายไป ปีขาล จ.ศ.๑๑๘๐ ณวัน ๗๙ ค่ำ อาจารย์เทศ อาจารย์ดี อาจารย์ ห้อง เชิญพระศรีมหาโพธิ พระบรมธาตุ พระเขี้ยวแก้ว พระบาทจำลอง มาแต่ลังกา ณวัน ๑๑๑ ค่ำ ฟ้าผ่าเสาชิงช้า สำเพ็ง แล วัดเชตุพน วัดมหาธาตุ ปีนี้ควายตายมาก

๑๖ ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๘๑ ณวัน ๗๕ ค่ำ มีจันทรุปราคาอัฒคราธ ณวัน ๗๑๐ ค่ำ เวลา ๓ ยาม พระสังฆราชวัดราช บุรณะนิพพาน ณวัน ๒๑๑ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่ม มีจันทรุปราคา ปีมโรง จ.ศ.๑๑๘๒ ณวัน ๕๗ ค่ำ เวลายามเศษ ทิศพายัพเปนแสง ไฟจับอากาศ โหรดูเคราะห์เมืองว่าร้าย จะมีศึกผี มาแต่ทิศทักษิณ ให้ตั้งพิธียิงปืนอาฏานา ณวัน ๒๗ ค่ำ พระสงฆ์ประน้ำโปรยทราย ณวัน ๔๗ ค่ำ คนตายด้วยโรคลงรากเปนอันมาก ณวัน ๕๑๑ ค่ำ เวลาบ่าย ๒ โมง ๗ บาท ฟ้าผ่า มหาปราสาท ปีมเสง จ.ศ.๑๑๘๓ เข้าเกวียนละ ๗ ตำลึง เข้าสารถังละ ๓ สลึงเฟื้อง ปีนี้งูน้ำกัดคนตายมาก ปีมเมีย จ.ศ.๑๑๘๔ ณวัน ๑๕ ค่ำ จับอ้ายกลิ่น ณวัน ๕๑๐ ค่ำ พระโองการตั้งพระพิมลเปนสังฆราช ณวัน ๗๑๒ ค่ำ จับฝรั่งสลุบ เข้าเกวียนละ ๑๑ ตำลึง ณวัน ๒๑๒ ค่ำ ฆ่าคนผิด ๓๐ คน ดาวเข้าในวงพระ จันทร์ทิศอุดร ณวัน ๑๓ ค่ำ เวลา ๔ ทุ่ม ๖ บาท มีจันทรุปราคา สุนักข์เปนบ้ากัดคนตายมาก


๑๗ ปีมแม จ.ศ.๑๑๘๕ ณวัน ๗๙ ค่ำ เวลา ๓ ยามเศษ กรมหลวง เทพวดีนิพพาน ปีวอก จ.ศ.๑๑๘๖ ณวัน ๕๕ ค่ำ บ่าย ๓ โมงเกิดพยุใหญ่เปนควัน ทั้งน้ำทั้งบก กลาบาตตกในวัง ณวัน ๕๖ ค่ำ ชักศพกรมหลวงเทพวดี ณวัน ๖๗ ค่ำ ช้าง เผือกเมืองน่านล้ม ณวัน ๑๗ ค่ำ ช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ล้ม ณวัน ๗๘ ค่ำ ทรงประชวร ณวัน ๔๘ ค่ำ เวลา ๒ ยาม แผ่นดินกลางนิพพาน ณวัน ๖๘ ค่ำ ข้าราชการถือน้ำ ณวัน ๑๙ ค่ำ ราชาภิเศกเจ้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เปนพระเจ้า อยู่หัว ปีรกา จ.ศ.๑๑๘๗ ณวัน ๕๑๐ ค่ำ เวลาเช้า เห็นพระอาทิตย์ ๒ ดวง ตามกันไปจนเที่ยง แลเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ๓ วง ๔ วง แรม ๑๑ ค่ำบ่ายเห็นพระอาทิตย์ ๒ ดวงตาม กันไปจนค่ำ ณวัน ๖๑๒ ค่ำ มีจันทรุปราคา เวลา ๓ ทุ่ม ๗ บาท แลมีดาวหาง ๆ เลื้อยแต่ ทักษิณไปอุดร ณวัน ๖๓ ค่ำ ๕ โมงเช้า มีลม หอบเรือสำปั้นลอยขึ้นไปสูงกว่ายอดพระปรางค์ ปีจอ จ.ศ.๑๑๘๘ ณวัน ๗๖ ค่ำ เห็นพระอาทิตย์ ๒ ดวง ณวัน ๑๖ ค่ำ มีจันทรุปราคาสัพคราธ ณวัน ๓๑๒ ๑๘ ค่ำ มีจันทรุปราคาสัพคราธ ณวัน ๔๓ ค่ำ ยามเศษ ไฟไหม้ตลาดหอกลอง แรม ๕ ค่ำไฟไหม้ หลังตึกดิน แรม ๖ ค่ำไฟไหม้บ้านดอกไม้แรม ๑๑ ค่ำ ไฟไหม้ริมบ้านพระยาพิไชยวารีเวลาทุ่มเศษ ณวัน ๖๓ ค่ำ บอกมาว่าเจ้าเวียงจันท์เปนขบถ ณวัน ๗๔ ค่ำ กรมพระราชวังยกทัพไปตีเวียง จันท์ ( อิกฉบับหนึ่งว่า ณวัน ๕๔ ค่ำ กรม นเรศร์โยธี เสนีบริรักษ์ ยกทัพ ๔ โมง ๖ บาท ณวัน ๗๔ ค่ำ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เจ้าพระยา พระคลัง ยกไปปจิมเวลา ๓ โมง ๖ บาท ) ปีชวด จ.ศ.๑๑๙๐ ณวัน ๒๖ ค่ำ บ่าย ๔ โมง ๒ บาท มีสุริยุปราคา โหรมิได้ถวายฎีกา ณวัน ๒๒ ค่ำ จับเจ้าเมือง เวียงจันท์มาถึงกรุง ฯ ณวัน ๓๓ ค่ำ กลาบาต ตกเสียงดังปืน ปีขาล จ.ศ.๑๑๙๒ ณวัน ๑๑ ค่ำ ดาวพระเสาร์เข้าเคียงพระจันทร์ ณวัน ๓๒ ค่ำ ดาวโรหิณีเข้าในวงพระจันทร์ แทงตลอดไป ณวัน ๔๒ ค่ำ เจ้าสุวรรณหนี ณวัน ๖๔ ค่ำ เวลาพลบ กรมขุนนิพพาน ปีเถาะ จ.ศ.๑๑๙๓ ณวัน ๕๕ ค่ำ บ่าย ๓ โมงเศษ ดาวเข้าในวง พระอาทิตย์ แลกรมหมื่นนเรนทร์นิพพาน ณวัน

๑๙ ๕๕ ค่ำ บ่าย ๒ โมงไฟไหม้ กรมหมื่นสุนทรเทพ นิพพานในไฟ ณวัน ๖๕ ค่ำเวลายามเศษ กรม หมื่นนเรศร์นิพพาน ณวัน ๓๖ ค่ำ เสียเมืองไทร ณวัน ๓๑๐ ค่ำ ได้เมืองไทร ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เวลาเย็น ฉลองวัดราชโอรส ปีนี้ยกทัพหลวงไปตี หนองจิก ปีนี้น้ำมากท่วมในพระราชวังประมาณ ศอก ๕ นิ้ว เข้าแพงเกวียนละ ๘ ตำลึง ปีมโรง จ.ศ.๑๑๙๔ ณวัน ๓๖ ค่ำ เวลา ๕ ทุ่มเศษ กรมพระราชวัง บวร ฯ สวรรคตด้วยพระโรคท้องมาน ณวัน ๖๑๒ ค่ำ เสด็จในพระที่นั่งดุสิตพิมานเวลา ๓ ทุ่ม สั่งเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ให้บุรณะวัดเชตุพน ปีนี้น้ำ น้อยนัก ณวัน ๑๓ ค่ำ แผ่นดินไหวเวลาทุ่มเศษ ปีมเสง จ.ศ.๑๑๙๕ เดือน ๘ ฝนแล้ง เข้าแพงเกวียนละ ๘ ตำลึง ๒ บาท ณวัน ๓๑๒ ค่ำ เวลา ๒ ยามเศษแผ่นดินไหว ณวัน ๑๑ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่มเศษแผ่นดินไหว ณวัน ๑๑ ค่ำ ยกทัพไปเขมร ปีมแม จ.ศ.๑๑๙๗ ณวัน ๑๖ ค่ำ พระเจ้าลูกเธอพระองค์ลักขณา นิพพาน ณวัน ๗๙ ค่ำ พระยาไชยากรมการ บอกเข้ามาว่า พระสงฆ์ลักเพศ ๘๕ คน ณวัน ๔๑๐ ค่ำ ยามเศษแผ่นดินไหวแม่น้ำกระฉอก

๒๐ ปีวอก จ.ศ.๑๑๙๘ ณวัน ๔๑๒ ค่ำ โหรถวายสุริยุปราคาเช้า ๒ โมง แลเปนวิปริตมืดฝนตกแต่ตี ๑๑ จนย่ำเที่ยงมิได้เห็น ปรากฎ ปีรกา จ.ศ.๑๑๙๙ ณวัน ๗๕ ค่ำ ย่ำค่ำแล้ว พระจันทร์เข้าเคียง ดาวกิติกาข้างใต้ ณวัน ๕๕ ค่ำ ๘ ทุ่ม ๔ บาท มีจันทรุปราคาเปนสัพคราธ ณวัน ๗๕ ค่ำ ยาม เศษ ฝนตกมากฟ้าคนองเกินกว่าธรรมดา ณวัน ๓๑๑ ค่ำ สมเด็จนิพพาน ณวัน ๓๓ ค่ำ เวลา ๒ ยามเศษ กรมหลวงเทพนิพพาน ปีจอ จ.ศ.๑๒๐๐ ณวัน ๒๙ ค่ำ พระสุริยภักดี สำราญ กับ เจ้าจอมอิ่ม เปนโทษถึงประหารชีวิตร ๙ คน ปีกุญ จ.ศ.๑๒๐๑ ณวัน ๖๕ ค่ำ เวลา ๓ ยามเศษแผ่นดินไหวคน ตกใจกว่าทุกครั้ง ณวัน ๒๓ ค่ำ เวลาทุ่ม ๑ กับ ๓ บาท มีจันทรุปราคาเปนสัพคราธ ณวัน ๔๔ ค่ำ เช้า ๒ โมง ๖ นาที มีสุริยุปราคาเปน ตรีคราธ ปีฉลู จ.ศ.๑๒๐๓ ณวัน ๕๕ ค่ำ พระยาเสวตรกุญชรล้ม ณวัน ๔๓ ค่ำ มีจันทรุปราคาเวลา ๔ ทุ่ม ๙ บาท ปีขาล จ.ศ.๑๒๐๔ ณวัน ๖๑๐ ค่ำ เวลาบ่ายโมงเศษ สมเด็จพระ สังฆราช ( ด่อน ) นิพพาน ณวัน ๗๔ ค่ำ

๒๑ มีดาวหาง ๆ เปนควันพุ่งขึ้นทิศปัจจิม เดือนหนึ่ง จึงหาย ปีเถาะ จ.ศ.๑๒๐๕ ณวัน ๔๖ ค่ำ เช้า ๒ โมงเศษ เลื่อนพระวันรัต วัดราชบุรณะเปนสมเด็จพระสังฆราช ปีนี้เข้าแพง ตั้งแต่เดือน ๒ จนถึงเดือน ๔ เข้าสารถังละ ๑ บาท เปนไข้จับตายกันมาก น้ำก็น้อยทำนาไม่ได้ ปีมโรง จ.ศ.๑๒๐๖ ณวัน ๕๖ ค่ำ ฟ้าผ่าในพระราชวังที่น่ามุขโรง เครื่อง วันนี้ฟ้าผ่า ๗ แห่ง ตั้งแต่เดือน ๕ ถึง เดือน ๑๐ เข้าแพงเกวียนละ ๑ ชั่ง เข้าสารถังละ ๙ สลึง ณวัน ๖๗ ค่ำ มีจันทรุปราคาสัพคราธ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ มีจันทรุปราคาสัพคราธ ณวัน ๓๑ ค่ำ เห็นดาวหาง ๆ เปนควันพุ่ง ณวัน ๒๒ ค่ำ เวลาทุ่ม ๑ อุกกาบาตตกมาแต่ทักษิณ ไปอิสาณ ปีมเสง จ.ศ.๑๒๐๗ ณวัน ๓๖ ค่ำ เวลาเย็นเกิดพยุใหญ่พัดมาแต่ อิสาณ เรือแพขาดน้ำเปนคลื่นใหญ่ เกิดธุมเกตุ ตกเห็นทุกหัวเมือง ณวัน ๒๑๐ ค่ำ ก่ำปั่นไฟ เข้ามาสู่กรุงเทพ ฯ คนตกใจเปนอันมาก ปีมเมีย จ.ศ.๑๒๐๘ ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เวลาเช้า กรมหมื่นณรงค์ หริรักษ์นิพพาน ณวัน ๖๑ ค่ำ ชักพระประธาน

๒๒ ไปไว้วัดพระองค์เจ้าโสมนัศเวลา ๔ โมงเช้า ตะเฆ่ ที่ชักพระนั้น ทับพระยายมราชขาขาดถึงแก่อนิจกรรม ทับทนายอิกคนหนึ่งด้วย ครั้งนั้นญวนให้ราชสาสน เข้ามาว่าให้เปนมิตรไมตรีกันเถิด อย่ารบกันเลย ข้างนี้ไม่ยอม ปีมแม จ.ศ.๑๒๐๙ ณวัน ๔๕ ค่ำ มีจันทรุปราคาเวลา ๘ ทุ่ม ๖ บาท อัฒคราธ ณวัน ๖๑๐ ค่ำ มีจันทรุปราคาเวลา ๒ ทุ่ม ๒ บาทสัพคราธ ณวัน ๗๑๐ ค่ำ มีสุริยุป ราคาเวลาบ่าย ๓ โมง ๘ บาท ณวัน ๔๒ ค่ำ พระยาเพ็ชรปาณีเปนโทษทำขวัญเมือง ณวัน ๕๔ ค่ำ อ้ายเจ๊กที่ลัดกรูดคิดขบถยิงพระยา มหาเทพถึงแก่อนิจกรรม ณวัน ๑๔ ค่ำ มี จันทรุปราคาสัพคราธ ปีวอก จ.ศ.๑๒๑๐ ณวัน ๑๘ ค่ำ ช้างสีปลาดมาใหม่ล้ม ณวัน ๖๑๐ ค่ำ ช้างสีปลาดเปนสีทองแดงมาแต่เมือง ชนบท บังเกิดช้างในเมืองล้ม ๑๑ ช้าง ณวัน ๓๑ ค่ำ ชำระหม่อมไกรสร ณวัน ๔๑ ค่ำ บ่ายโมงเศษ สำเร็จโทษหม่อมไกรสรที่วัดประทุม คงคา


๒๓ ปีรกา จ.ศ.๑๒๑๑ ณวัน ๗๗ ค่ำ คนเปนโรคปัจจุบันตายด้วยลงราก มากกว่าปีมโรงจนถึงขึ้นค่ำ ๒ ค่ำ ๓ ค่ำ ๔ ค่ำ ปีจอ จ.ศ.๑๒๑๒ ณวัน ๗๒ ค่ำ พวกโหรเปนโทษทั้งกรม ปีกุญ จ.ศ.๑๒๑๓ ณวัน ๔๕ ค่ำ เวลา ๗ ทุ่ม พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ณวัน ๕๖ ค่ำ เวลา เช้าโมง ๑ กับ ๓ บาท บรมราชาภิเศกพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณวัน ๓๖ ค่ำ แห่บกเลียบพระนคร ณวัน ๔๖ ค่ำ แห่เรือเลียบ พระนคร ณวัน ๔๖ ค่ำ เช้า ๒ โมงบวรราชา ภิเศก ปีฉลุ จ.ศ.๑๒๑๕ ณวัน ๖๑ ค่ำ สมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์ เวลาบ่าย ๓ โมง ปีขาล จ.ศ.๑๒๑๖ ณวัน ๓๑ ค่ำ แรมค่ำ ๑ ฉลองคลองผดุง มีเครื่องเล่นต่าง ๆ ปีมเมีย จ.ศ.๑๒๒๐ ณวัน ๕๑๐ ค่ำ ดาวหางขึ้นทิศพายัพ หางอิสาณ เร่ไปหายหรดี ปีมแม จ.ศ.๑๒๒๑ ณวัน ๒๗ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายเขียนหลวง สุวรรณ กับภรรยา ณวัน ๓๗ ค่ำ เนรเทศพระ โยคาภิรัตเถรวัดราชสิทธ แลเจ้าอธิการวัดบาง


๒๔ ประทุน ณวัน ๑๑๐ ค่ำ กรมสมเด็จพระเดชา สิ้นพระชนม์ ปีวอก จ.ศ.๑๒๒๒ ณวัน ๗๕ ค่ำ เวลาทุ่ม ๑ แผ่นดินไหว ปีรกา จ.ศ.๑๒๒๓ ทรงพระกรุณาโปรดพระนายศรีสรรพเพธภักดี เปน ราชทูตไปเมืองวิลาศลอนดอน เจริญทางพระราช ไมตรี ณวัน ๕ ค่ำ ดาวหางขึ้นทิศพายัพ ปีจอ จ.ศ.๑๒๒๔ ณวัน ๓๑๑ ค่ำ พระอาทิตย์ทรงกลด ๓ วง ปีขาล จ.ศ.๑๒๒๘ ณวัน ๗๒ ค่ำ เวลาเที่ยงแล้ว กรมหมื่นอุดม รัตนราษีนิพพาน ปีมโรง จ.ศ.๑๒๓๐ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ เวลายาม ๑ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ณวัน ๔๑๒ ค่ำ เวลาเช้าโมง ๑ กับ ๒๔ นาที ราชาภิเศกพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีมเสง จ.ศ.๑๒๓๑ ณวัน ๕๑ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง ปักผังขุดราก วัดราชบพิธ คนฆ่าพระธรรมเจดีย์วัดโพธิ์ตาย ปีมเมีย จ.ศ.๑๒๓๒ ณวัน ๓๒ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกริ้ว พระสงฆ์นักสวด สึกเอาเปนไพร่หลวง ปีมแม จ.ศ.๑๒๓๓ ณวัน ๖๑ ค่ำ เวลาเช้า ๒ โมงกับ ๔๘ นาที หล่อ พระบรมรูปทั้ง ๔ พระองค์


๒๕ ปีจอ จ.ศ.๑๒๓๖ ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เวลา ๙ ทุ่ม กรมพระราชวังไป อยู่ห้างกงสุลอังกฤษ ณวัน ๒๓ ค่ำ แผ่นดินไหว ณวัน ๕๓ ค่ำ กรมพระราชวังเสด็จกลับเข้า พระราชวัง

( สิ้นจดหมายเหตุโหรในปูมเท่านี้ )





จดหมายเหตุโหร ของจมื่นก่งศิลป์

จมื่นก่งศิลป์ ชื่อตัวชื่อหรุ่น เปนบุตรพระอัคเนศร ( ม่วง ) แลเปนหลานพระยาอภัยสรเพลิง ชื่อเดิมอย่างไรไม่ได้ความ ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงพระนคร ตรงน่าวัดราชบุรณะ

ปีมโรง จ.ศ.๑๒๑๘ ณวัน ๖๑๒ ค่ำ เสด็จลพบุรี ณวัน ๖๑ ค่ำ กรมหลวงภูวเนตรนิพพานเพลา บ่าย ๕ โมง ณวัน ๑๒ ค่ำ เพลาบ่าย ๒ โมงเศษฟ้าร้อง ทิศอิสาณ ณวัน ๔๓ ค่ำ กลาสีแทงจีนกำกับกำปั่น ฝรั่ง ยิงกลาสีตกน้ำเพลาบ่าย ๗ บาท ปีมเสง จ.ศ.๑๒๑๙ ณวัน ๑๕ ค่ำ เพลาหัวค่ำพระจันทร์เข้าในกติกา แต่รัศมีดาวอับไป



๒๗ ณวัน ๒๕ ค่ำ พระวิสูตรโยธามาตย์ตีพระปิฎก โกศลบอบช้ำ ขึ้นขาหยั่งติดคุกเพลา ๔ โมง ณวัน ๕๖ ค่ำ พระปิฎกโกศลถวายพระพรขอ โปรดให้ออกจากคุกเพลาเที่ยง ณวัน ๓๗ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงเศษเกิดลมพยุ พัดหนัก ๆ เบา ๆ ทิศทักษิณ ตั้งแต่ขึ้นค่ำจน ถึง ๔ ค่ำ ณวัน ๗๗ ค่ำ ฝนตกเพลาบ่าย ๒ โมง น้ำ ๒ นิ้ว ณวัน ๓๘ ค่ำ ฝนตกรองน้ำได้ ๓๑ นิ้ว เพลา บ่าย ๓ โมง ณวัน ๔๙ ค่ำ เพลาค่ำแล้วทุ่ม ๑ เปนลูกลอย บนอากาศ ประมาณเท่าส้มเกลี้ยงอย่างกลาง พรรณเหมือนดาวตกทิศหรดี ณวัน ๖๙ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงแห่พระราชสาสน ไปเมืองวิลาศ เพลาค่ำ ๓ ทุ่มฝนตกหนัก ณวัน ๓๑๐ ค่ำ ไฟไหม้หลังตึกหันแตรเพลายาม ๑ ณวัน ๔๑๑ ค่ำ เพลาย่ำรุ่งดาวอะไรหาทราบไม่ ติดแง่พระจันทร์อยู่ข้างขวา ณวัน ๖๑ ค่ำ ไฟไหม้หลังวัดพระเชตุพนริมน้ำ เพลา ๓ ทุ่ม ๘ บาท

๒๘ ณวัน ๔๑ ค่ำ มืดฝนเพลาเช้า ๓ โมงเศษฟ้าร้อง ทิศทักษิณ บ่าย ๓ โมงมีแดด เพลา ๒ ทุ่ม เศษฟ้าร้องอิก ณวัน ๑๓ ค่ำ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยตาย เพลาบ่าย ๕ โมง ๙ บาท ปีวอก จ.ศ.๑๒๒๒ ณวัน ๒๗ ค่ำ ช้างมาถึงกรุงเทพ ฯ มีการ สมโภช ณวัน ๕๙ ค่ำ มีจันทรุปราคาเปนบาทคราธ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ หลานเธอพระองค์จิตราภรณ์ นิพพาน ณวัน ๔๓ ค่ำ ชักศพพระองค์จิตราภรณ์ ณวัน ๖๓ ค่ำ ถวายเพลิง ณวัน ๗๔ ค่ำ พระสงฆ์สามเณรเห็นโคมแขวน ที่อารามโยนไปโยนมาจึงรู้ว่าแผ่นดินไหว เพลา ทุ่ม ๑ กับ ๔ บาท รับช้างด้วย ณวัน ๑๔ ค่ำ เสด็จไปพระพุทธบาท ณวัน ๓๔ ค่ำ ไฟไหม้คลองบางหลวงตั้งแต่หลัง วัดกัลยาถึงริมบ้านพระยาศาสดาเรือน ๑๐๐ เศษ ณวัน ๕๔ ค่ำ ฉลองช้างเผือกที่เขาแก้ว ๓ วัน


๒๙ ณวัน ๑๔ ค่ำ เสด็จกลับมาถึงกรุง ฯ เพลา ๘ ทุ่ม ช้างออกเดินทางถึงเริงรางล้ม ณวัน ๒๔ ค่ำ บอกลงมาว่าช้างถึงเริงรางล้ม ปีรกา จ.ศ.๑๒๒๓ ณวัน ๒๘ ค่ำ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชานิพพาน เพลา ๒ โมงเศษ ณวัน ๒๘ ค่ำ ดาวหางขึ้นทิศพายัพ หางไป อาคเณย์ ณวัน ๔ ค่ำ ชักศพกรมสรรพศิลป์วัดบวรนิเวศน์ กรมหลวงมหิศนิพพานด้วย ณวัน ๖ ค่ำ ถวายเพลิงกรมสรรพศิลป์ ชัก ศพพระเจ้าลูกเธอด้วย ณวัน ๒ ค่ำ แห่ราชสาสนลงเรือ ณวัน ๔ ค่ำ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นวิศณุ นารถ เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ไปเมืองสิงคโปร์ ถือ ราชสาสน ณวัน ๔๙ ค่ำ ดาวหางหาย ณวัน ๑๙ ค่ำ พระองค์มงคลนิพพานเพลาเที่ยง ณวัน ๑๙ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงกับบาท ๑ ยก ทัพไปเมืองเขมร


๓๐ ณวัน ๒๑๐ ค่ำ เช้า ๕ โมงเศษพระนางเธอ นิพพาน ปีจอ จ.ศ.๑๒๒๔ ณวัน ๓๕ ค่ำ ชักพระศพสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภุมราภิรมย์ ณวัน ๕๑๐ ค่ำ ท่านเสียเพลา ๒ ทุ่ม ปีชวด จ.ศ.๑๒๒๖ ณวัน ๖๖ ค่ำ สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลาเห็นช้าง เผือกได้ไล่เข้าคอกไว้ ฝนตกหนัก ณวัน ๗๖ ค่ำ จับช้าง พระวังเมืองบาศแรก แสนใหญ่บาศ ๒ ณวัน ๒๖ ค่ำ พระที่นั่งกลไฟประทับวัดชุมพล เพลาย่ำรุ่ง เพลาเช้าโมงเศษกรมช้างถือหนังสือ บอกขึ้นช้างมาถวาย ปีฉลู จ.ศ.๑๒๒๗ ณวัน ๒๒ ค่ำ แรกแห่จนถึงณวัน ๗๒ ค่ำ ณวัน ๕๒ ค่ำ โสกันต์สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เพลาเช้า ๓ โมง ๑ บาท ณวัน ๑๒ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมง ๔ บาท พระ บาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวัง สวรรคต เปนวันว่างแห่โสกันต์ในวันนั้น ณวัน ๒๒ ค่ำ แห่โสกันต์พระเจ้าลูกเธอ ๒ วรวงษ์เธอ ๑ วังน่า

๓๑ ณวัน ๕๒ ค่ำ โสกันต์อิก ปีขาล จ.ศ.๑๒๒๘ ณวัน ๗๕ ค่ำ เวลาสรงน้ำ ๕ โมงกับ ๙ นาที ณวัน ๖๖ ค่ำ แห่แต่ ๒ โมงกับ ๗ บาท ปีเถาะ จ.ศ.๑๒๒๙ ณวัน ๕๘ ค่ำ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นมเหศวร ศิววิลาศสิ้นพระชนม์ เพลา ๔ โมงเช้า ณวัน ๖๑๐ ค่ำ เพลา ๑๑ ทุ่มเศษมีจันทรุปราคา ปีมโรง จ.ศ.๑๒๓๐ ณวัน ๓๗ ค่ำ ในเดือนนี้ฝนแล้งไปจน ๑๑ ค่ำ มีแต่ประปรายไม่มาก นาสวนทำไม่ได้ ณวัน ๖๙ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงเศษเสด็จลง เรือไฟไปทเล ณวัน ๗๙ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงทอดประทับ ท้ายเกาะจานน่าพลับพลา ฝรั่งมาเฝ้าแล้วกลับไป ยิงสลุต ๒๑ นัด เวลาบ่าย ๓ โมงเศษออกเรือ พระที่นั่งเที่ยวเล่นไปในทเล เพลาบ่าย ๕ โมงเศษ ประทับคุ้งมะนาวแรม ณวัน ๑๙ ค่ำ แลวัน ๒๙ ค่ำ ประทับแรม คุ้งมะนาว ณวัน ๓๙ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเสด็จทางบก มาพลับพลา


๓๒ ณวัน ๔๙ ค่ำ บ่าย ๔ โมงเสด็จโรงฝรั่งเศส ดูกล้อง ณวัน ๑๙ ค่ำ เจ้าเมืองสิงคโปร์มาถึงเกาะจาน เพลาเช้า ๔ โมง ณวัน ๒๙ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเศษเสด็จที่ เจ้าเมืองสิงคโปร์ ณวัน ๓๑๐ ค่ำ มีสุริยุปราคาเพลาเช้า ๔ โมง ๓ บาท ได้ทอดพระเนตรจน ๕ โมงจึงหมดดวง มืดอยู่ ๖ มินิต พระอาทิตย์ทรงกลดหมดดวง ณวัน ๔๑๐ ค่ำ เสด็จลงมาแต่พลับพลาเพลา เช้า ๕ โมงเศษ ออกเรือพระที่นั่งเวลาบ่าย ๓ โมง เสด็จจากเกาะจาน ณวัน ๖๑๐ ค่ำ ถึงกรุงเทพ ฯ เพลาบ่าย ณวัน ๗๑๐ ค่ำ พระโหรา ขุนเทพพยากรณ์ ขุนโลกพยากรณ์ กับโหร คนเปนโทษ ณวัน ๕๑๐ ค่ำ ไม่เสด็จออก ณวัน ๖๑๐ ค่ำ ประชวรหมอถวายพระโอสถ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ ประชวรหนัก ณวัน ๗๑๑ ค่ำ ค่อยคลายประทัง


๓๓ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเศษกรมขุน ราชสีห์สิ้นพระชนม์ ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเศษพระบังคน เปนโลหิต ณวัน ๗๑๑ ค่ำ ประชวรหนักพระโลหิตตกมาก ณวัน ๒๑๑ ค่ำ ประทังอยู่ว่าทุเลาขึ้น พระราไช ถวายพระโอสถ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ เพลาเช้าพระบังคนตกเท่าจาน ฝรั่งเปนโลหิต ๒ จาน ไม่เสวยยาพระราไช เปน แต่ยาหอมชื่นใจ เพลาบ่าย ๕ โมงรับสั่งว่าข้าอยู่ ไม่ได้แล้ว จึงทรงเปนคาถาให้พระศรีสุนทรฟัก เขียนจนจบคาถา หมอถวายยาไม่เสวย ครั้นเวลา ย่ำค่ำหมอกลงพระจันทร์แจ่ม เพลา ๒ ทุ่ม ๙ บาท สวรรคต เพลายามเศษหมอกหาย จึงเชิญ เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์เข้ามาพร้อมกับต่างกรม กับ พระสงฆ์ ๓๐ รูปเศษ มีกรมบวรรังษีเปนประธาน จึงยกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เปนขุนกรมพินิตประชานารถเปนวังหลวง จึงยก พระองค์ยอดในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เปน กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเปนวังน่า เห็นพร้อมกัน

๓๔ แล้วพระสงฆ์ทั้งปวงสวดชยันโต แล้วพระสงฆ์กลับ เสร็จเพลา ๒ ยาม ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เพลาย่ำเที่ยงแล้วเชิญพระโกษฐ มาประทับมหาปราสาท เชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ประทับในพระที่นั่งอมรินทรด้านตวันออก ตำรวจวังน่า แห่พระองค์ยอดขึ้นไปวังน่าเพลาทุ่มเศษ เสนาบดีวังน่า ต่างกรมอ่านคำสาบาล พระสงฆ์ ๕ รูป สวดมนต์ ฝนตกมาก เสร็จเพลา ๔ ทุ่มเศษ เพลาบ่าย ๔ โมงตั้งล้อมวงกำกับประตู ณวัน ๗๑๑ ค่ำ ข้าราชการสาบาลถือน้ำ ณวัน ๗๑๒ ค่ำ ในเดือนนี้ราษฎรได้ความเดือด ร้อนด้วยอัฐจะเปลี่ยนตราทำใหม่ เลือกอัฐปลอม ของทั้งปวงก็แพง แต่มะพร้าว ๒ ผลเฟื้อง ฝนชุกนัก แต่ณวัน ๑๑๑ ค่ำมา ณวัน ๒๑๒ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงเศษเสด็จออก ทรงพระราชทานพระกฐินวัดราชประดิษฐ ณวัน ๔๑๒ ค่ำ พระบรมราชาภิเศกพระปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัวเพลารุ่งแล้ว ๙ บาท ในวันนี้เปนดิถีมหาสูญ


๓๕ ณวัน ๓๑ ค่ำ ฝรั่ง ๑๓ นายมาเฝ้าที่พระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัยเพลาบ่าย ๒ โมงเศษ ณวัน ๔๑ ค่ำ เสด็จเลียบพระนครเพลาเช้า ๔ โมงเศษ ณวัน ๔๑ ค่ำ ราชาภิเศกวังน่าเพลารุ่งแล้ว ๓ โมง ๔ บาท ปีมเสง จ.ศ.๑๒๓๑ ณวัน ๕๖ ค่ำ จรดพระนังคัล ณวัน ๕๗ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายผู้ร้ายปล้นพระ ธรรมเจดีย์ ๔ คน กับผู้ปล้นอิกคน ๑ เปน ๕ คน ณวัน ๕๑๑ ค่ำ จองเปรียงยกโคม ณวัน ๖๑๒ ค่ำ เสด็จพระราชทานกฐินวัด เฉลิมพระเกียรติกลับแล้ว เพลาบ่าย ๔ โมงเศษ เปนเมฆตั้งทิศตวันออกเฉียงเหนือ เปนเหมือน หางงูโตยาวย้อยลงมาจากเมฆ ประมาณหมาก จืดหายไป ๆ ที่นาเหลือมอ้อ ดวงดาวย้อยลงมา ทิศประจิม ลับนาพระนรินทร์ถึงนาพระยานครราช สิมา เปนควันไฟกลุ้มไปช้าหุงเข้าสุกหม้อ ๑ จึง หายไป ณวัน ๑๑ ค่ำ เปนช้างมาแต่เมือง


๓๖ ณวัน ๓๑ ค่ำ ข่าวช้างด่างมาถึงเมืองนนท์ เพลา บ่าย ๔ โมงเศษฝนพรำ ๆ เพลา ๒ ทุ่มเศษฝน ตกน้ำชายคาหยด ณวัน ๕๑ ค่ำ เพลาบ่ายเตรียมเสด็จรับช้าง เสาเมรุกลิ้งทับขานายจำมะโนดทหารแตร หักบ้าง ขาดบ้าง หมอฝรั่งตัดขาเสีย แพช้างด่างมาถึงท่า พระเพลาบ่าย ๕ โมง ๓ บาท ขึ้นแต่แม่ ลูกไม่ขึ้น ณวัน ๗ ๑ ค่ำ จะเอาขึ้นที่ท่าพระลูกช้างไม่ขึ้น จึงถอยแพลงมาท่าเตียนแพถึงท่าเพลาบ่าย ๓ โมงเศษ ณวัน ๑๑ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๓ โมง ๗ บาทยก เสาพระเมรุพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เพลา บ่าย ๓ โมงเศษช้างด่างขึ้นจากแพ ณวัน ๔๒ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่มไฟไหม้แพปากคลอง บางหลวงหลัง ๑ ณวัน ๕๒ ค่ำ เพลา ๑๑ ทุ่มไฟไหม้หลังกงสีล้ง ถึงสพานวัดสามปลื้ม ปีมเมีย จ.ศ.๑๒๓๒ ณวัน ๑๖ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงเศษเสด็จเรือ พระที่นั่งศรีทางคลองขุดพระภาษี ไปลงเรือกลไฟ สองปล่องปากคลองกะทุ่มล้ม ใช้จักรไปถึงปาก


๓๗ คลองเจดีย์บูชาเพลาบ่าย ๔ โมงเศษ ในวัน ค่ำ แรมปากคลองคืน ๑ ณวัน ๒๖ ค่ำ รุ่งเสด็จถึงพระปฐมเจดีย์เพลาเช้า ๕ โมงเศษ ณวัน ๔๖ ค่ำ รุ่งแล้ว ๖ บาททรงยกยอดพระปฐม ฟ้าร้องทิศทักษิณ บ่ายโมงกลับแรมปากคลอง ณวัน ๕๖ ค่ำ รุ่งถึงวังเพลาบ่าย ๓ โมงเศษ ณวัน ๖๗ ค่ำ ประหารชีวิตรนักโทษที่หักคอ แม่เลี้ยงวัดมหรรณพ์ ๒ คน ณวัน ๑๗ ค่ำ เพลาบ่ายโมงเศษเจ้าคุณ กรมท่าเก่า เปนเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการในกรมท่า น้องเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในสมเด็จเจ้า พระยาองค์ใหญ่ ถึงอสัญกรรม ณวัน ๓๘ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๖๙ ค่ำ ในเดือน ๙ นี้ กรมขุนวรจักร ธรานุภาพ เปนแม่กองชำระหางว่าวเบี้ยหวัดขุนหมื่น ตัดเบี้ยหวัดเสียทุกหมู่ทุกกรม ทั้งทหารพลเรือน ณวัน ๔๙ ค่ำ เพลาบ่าย ๒ โมงพระอาทิตย์ทรง กลด เพลาบ่าย ๕ โมงฟ้าแดงเปนทาง ๆ ตวันออก


๓๘ ณวัน ๗๙ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุฬาลงกรณ์ เกล้า พระราชทานคำบอกทหารอย่างมคธให้กรม อักษรสาสนโสภณมาส่งให้ท่านทั้งปวง ณวัน ๗๑๐ ค่ำ เพลาบ่าย ๓ โมงเศษฝนตกหนัก ที่นาคลองขุดนอกวัดตึกออกไปฟ้าผ่าคน ขี่ควาย คนตาย ๒ ควาย ๑ ที่เหลือมอ้อคนตาย ๓ ควาย ๒ ณวัน ๒๑๐ ค่ำ ชักศพเจ้าคุณสำเร็จราชการ กรมท่าที่เปนแม่กองพระปฐม ณวัน ๔๑๐ ค่ำ เผาศพเจ้าคุณสำเร็จราชการ กรมท่า ค่ำลงเพลา ๗ ทุ่มเศษฝนตกหนัก ณวัน ๑๑๐ ค่ำ ช้างสีประหลาดมาแต่เมืองนคร ศรีธรรมราชขึ้นท่าเตียน ไปยืนโรงสมโภชน่าพระ ที่นั่งสุทไธสวรรย์ ช้างด่างสมโภชด้วย ณวัน ๗๑๐ ค่ำ สมโภชช้างเลิก ณวัน ๒๑๐ ค่ำ จนถึงณวัน ๔๑๐ ค่ำ ใน ๓ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ในพระบรมราชวัง แต่งซุ้มไฟตะเกียง ตามบ้านข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือนก็แต่งด้วย เพลา ๑๑ ทุ่มเศษไฟไหม้ใน พระบรมราชวังตำหนักเจ้าจอมมารดาสำลี

๓๙ ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เพลารุ่งแล้วยังไม่ถึงโมง รุ่ง ขึ้นทิศบูรพ์ ๔ ตัว ครั้นพระอาทิตย์ขึ้นมาสายรุ้ง เข้าผ่านกลางดวง ณวัน ๕๑๑ ค่ำ แห่พระนิรันตรายไปวัดราชบพิธ กระบวนหัวล้านนมยาน แห่ประหลาดต่าง ๆ หลาย อย่างเปนการสนุกมากนัก แห่ตั้งแต่ประตูวิเศษ ไชยศรีไปถนนเจริญกรุงไปประตูสพานเหล็ก ตรง ไปประตูผีเลี้ยวถนนบำรุงเมือง เลี้ยวมาวัดราชบพิธ เพลาบ่าย ๔ โมงจนทุ่ม ๑ จึงเสร็จ ณวัน ๖๑๑ ค่ำ ลงมือทอดกฐินหลวง ณวัน ๒๑๑ ค่ำ ไล่ตึกแถวถนนเสาชิงช้าลงมือ รื้อตึก คนขนเข้าของแตกตื่นกันมากนักในถนนนั้น ครั้นณวัน ๒๑๒ ค่ำ ไล่บ้านร้านตลาด ที่ตลาด บ้านหม้อขยายถนนฟากตวันออก ๘ ศอก ที่เรียก ว่าถนนเฟื่องนครนั้นต้องรื้อกันตลอด ณวัน ๑๑๒ ค่ำ เสด็จเรือกลไฟสองปล่องไป กรุงเก่า ณวัน ๒๑๒ ค่ำ พระราชทานกฐิน ณวัน ๕๑๒ ค่ำ กฐินวัดประดู่แล้วเสร็จล่องลง มาทอดพระกฐินวัดบางปอินถึงกรุงเทพ ฯ

๔๐ ณวัน ๔๑ ค่ำ ไล่ตลาดบ้านหม้อไปตึกใหม่ที่ วัดญวน ณวัน ๒๑ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงจีนทำงานใน พระบรมราชวัง ตักน้ำที่สระข้างโรงพิมพ์ตกสระตาย ณวัน ๖๑ ค่ำ เสด็จถนนใหม่สพานเหล็กไปจน ถึงบางคอแหลมเพลาบ่าย ๔ โมงเศษ ณวัน ๕๑ ค่ำ ดาวพระพฤหัศบดีเคียงพระจันทร์ ข้างทิศหรดี แล้วเร่มาทางประจิมเพลาตั้งแต่ค่ำ จนถึง ๔ ทุ่ม ณวัน ๑๑ ค่ำ ในเดือนนี้มีพระบรมราชโองการ ชำระพระนักสวดลำต่าง ๆ ส่งมาเปนทหาร ณวัน ๖๒ ค่ำ ได้ลงมือสักท้องข้อมือหมายหมู่ แต่หลังมือนั้น สักว่าห้ามอุปสมบทสักเปน ๒ แถว ณวัน ๕๔ ค่ำ ช้างมาแต่ราชบุรีสีประหลาด เล็บขาวพลายสูง ๓ ศอกเศษ ขึ้นโรงเพลาบ่าย ๓ โมง ณวัน ๒๔ ค่ำ เพลา ๒ ทุ่มเศษกรมหมื่นภูบดี สิ้นพระชนม์ ณวัน ๕๔ ค่ำ เช้า ๕ โมงเศษพระราชดำเนิน เรือรบกลไฟไปเมืองสิงคโปร์แลเขตรแดนฝั่งตวันตก


๔๑ ปีมแม จ.ศ.๑๒๓๓ ณวัน ๗๕ ค่ำ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเสด็จพระ ราชดำเนินไปเมืองสิงคโปร์ เมืองกะหลาป๋า เมือง สำปาหลังกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ ขึ้นสรงน้ำเพลา ค่ำแล้ว ๕ บาท ณวัน ๔๖ ค่ำ ลงมือจับสักได้ ๓ วันหยุด คือ ขึ้น ๓ ค่ำ ณวัน ๗๖ ค่ำ หยุดจับชำระกันคราว ๑ ณวัน ๔๖ ค่ำ จรดพระนังคัล ณวัน ๗๗ ค่ำ ในข้างขึ้นเดือนนี้ข้าราชการแต่ง ผ้าฅอเสื้อผูกฅอ ด้วยเปนธรรมเนียมฝรั่งธรรม เนียมนอก ณวัน ๔๗ ค่ำ เสด็จไปผูกโบถวัดโคกไผ่ แล้ว เสด็จเมืองราชบุรี สั่งทำวังบนเขา ณวัน ๖๗ ค่ำ น้ำเข้าทุ่งแควใหญ่เพลาค่ำ ณวัน ๗๘ ค่ำ เจ้าพระยายมราชถึงอสัญกรรม เพลากลางคืน ณวัน ๒๘ ค่ำ ฝนไม่ตกเข้าพระวษา ณวัน ๔๑๐ ค่ำ ลางคนว่ากลางคืนวันพระ กรม หลวงวงษาธิราชสิ้นพระชนม์เพลาย่ำรุ่งแล้ว


๔๒ ณวัน ๓๑๐ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงเศษพระอาทิตย์ ทรงกลด ณวัน ๔๑๐ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายจีนฆ่าเจ้าเงิน ตายตลาดน้อย ณวัน ๗๑๐ ค่ำ ชักศพเจ้าพระยายมราชวัด สามปลื้ม ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เจ้าแดงตายเพลาบ่าย ๒ โมงเศษ ณวัน ๓๑๒ ค่ำ จับอ้ายโพ ๑ อ้ายชื่น ๑ ผู้ร้าย ได้หลังบ้านสาย ชำระเปนสัตย์ ณวัน ๗๑๒ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายโพ ๑ อ้าย ชื่น ๑ ผ่าอกตัดศีศะที่วัดชีตาเห็นบ้านปากไห่ เปน ผู้ร้ายปล้นพวกอ้ายอ่วม ณวัน ๒๑ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายใหญ่พี่ อ้ายรงน้อง อ้ายมาเจ้า ๓ คนผู้ร้ายปล้นพวกอ้ายโพ อ้ายอ่วม อ้ายอ่วม ๑ อ้ายคง ๑ ตัดท่อนกลางตัว อ้าย ๙ คน ฟันฅอ ณวัน ๗๑ ค่ำ ลดโคม ณวัน ๒๑ ค่ำ ประหารชีวิตรผู้ร้ายปล้นพวกอ้ายอ่วม ตาย ๑๑ ส่งเปนทหาร ๓๑ ส่งคุก ๙ ริมเพนียด ข้างศาลเจ้าด้านเหนือ

๔๓ ณวัน ๓๑ ค่ำ ชักศพกรมหลวงวงษาไปเมรุวัดแจ้ง ณวัน ๕๑ ค่ำ บ่าย ๔ โมงเศษฝนตกปรอย ๆ ๕ โมงเศษพระราชทานเพลิง ณวัน ๖๑ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงเศษหล่อพระรูป พระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๔ พระองค์ เพลาบ่าย ๔ โมง เศษฝนตกไปจนยาม ๑ ฟ้าร้องทิศทักษิณ ณวัน ๗๑ ค่ำ หล่อพระรูปพระพุทธยอดฟ้า ๑ พระพุทธเลิศหล้า ๑ พระนั่งเกล้า ๑ พระจอมเกล้า ๑ ณวัน ๓๓ ค่ำ ไฟไหม้สพานวัดเลียบแง้มใต้ เพลาค่ำแล้ว ๕ บาท ปีวอก จ.ศ.๑๒๓๔ ณวัน ๔๗ ค่ำ พระองค์เจ้าอิศรวงษ์ในเจ้าจอม มารดาแสง บุตรท่านกรุงเก่าจ่าแสน สิ้นพระชนม์ ณวัน ๑๘ ค่ำ สำเร็จโทษหม่อมเจ้าเดื่อเพลา เช้า ๒ โมงเศษบางกะสัน โทษลักเพ็ชรลักเปลี่ยน พลอยที่พระมหาสังข์พระแสงชำระเปนสัตย์ ณวัน ๑ ค่ำ เพลา ๕ ทุ่มเศษเกิดเพลิงไหม้ สำเพ็งตรอกแตง ๑๐๐ เรือนเศษ ณวัน ๔๙ ค่ำ สมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีข้าม ไปอยู่วังปากคลองบางหลวง เพลา ๒ ทุ่มกินโต๊ะ


๔๔ ณวัน ๖๙ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงเศษจีนแห่เจ้า มาแต่สำเพ็ง ถึงวัดมหรรณพ์ย้อนมาทอดพระเนตร น่าพลับพลา กลับมาบ่ายน่อย ๑ ณวัน ๕๑๐ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงแห่พระชักพระ ไปวัดราชบพิธ แต่แห่นั้นเปนสามารถ เอาพระ ที่ กา ไหล่ ทองคำ ที่ โรง หล่อ มา ตั้ง น่า พลับ พลา สูง เกณฑ์พระราชาคณะถานาเปรียญ ทำรูปโคมเปน สัตว์ต่าง ๆ แล้วเจ้าของโคมที่เปนราชาคณะต้อง มีการเล่นต่าง ๆ เปนการสมโภชพระกาไหล่ ณวัน ๓๑๒ ค่ำ เสด็จเรือกลไฟไปกรุงเก่าประทับ วังจันทร์ ณวัน ๔๑๒ ค่ำ เสด็จเรือไฟเล็กเพลา ๑๑ ทุ่มเศษ ไปลพบุรี ณวัน ๖๑๒ ค่ำ พระราชทานกฐินเมืองลพบุรี ๒ วัด ณวัน ๑๑๒ ค่ำ แรมท้องพรหมมาศ เพลา ๑๑ ทุ่ม เศษเสด็จออกปากน้ำบางพุดซาแรมเมืองพรหม ณวัน ๒๑๒ ค่ำ แรมปากโมกข์ ณวัน ๓๑๒ ค่ำ แรมสีกุกปากบางปลาหมอ ณวัน ๔๑๒ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงเศษเสด็จกลับ พลบถึงกรุงเทพ ฯ

๔๕ ณวัน ๖๑๒ ค่ำ ลอยพระประทีป ๓ วันกระทงใหญ่ ณวัน ๒๑ ค่ำ ชักศพกรมขุนวรจักรวัดสระเกษ ณวัน ๔๑ ค่ำ พระราชทานเพลิงกรมขุนวรจักร ณวัน ๓๑ ค่ำ ชักศพพระองค์เจ้าดวงเดือนวัด สระเกษ ณวัน ๕๑ ค่ำ พระราชทานเพลิงพระองค์เจ้า ดวงเดือน ณวัน ๑๑ ค่ำ กรมหมื่นภูบาลนิพพานเพลา กลางคืน ณวัน ๒๑ ค่ำ ในหลวงเสด็จสรงน้ำเพลาบ่าย ๓ โมงเศษ ณวัน ๔๑ ค่ำ ชักศพกรมหมื่นอานุภาพ เพลา เช้า ๕ โมงไฟไหม้บ้านเจ้าตุ๊กตา นอกกำแพงประตู สพานเหล็กวกเข้ามาโรงหวย ถึงวังกรมภูบาล เลยมา ถนนบ้านญวน แยกมาถึงประตูช่องกุฏสพานช้าง วัดเลียบ นอกกำแพงถึงบ้านพระนรินทร์ ดับบ่าย ๒ โมงเศษ ณวัน ๑๓ ค่ำ เพลาเช้าโมงเศษเสด็จลงเรือ พระที่นั่งกลไฟไปพระพุทธบาท ประทับวังจันทร์


๔๖ ณวัน ๒๓ ค่ำ เสด็จออกจากวังจันทร์เพลาเช้า บ่ายประทับแรมบ้านขวาง ณวัน ๓๓ ค่ำ เสด็จจากบ้านขวางขึ้นพระพุทธบาท ประทับแรมพระบาท ปีรกา จ.ศ.๑๒๓๕ ณวัน ๔๗ ค่ำ ประหารชีวิตรคนฆ่ามารดาตาย บ้านพิดตะเพียน ณวัน ๕๗ ค่ำ เพลา ๑๐ ทุ่มเศษช้างพระมหา ศรีเสวตรสีประหลาดในแผ่นดินพระจอมเกล้าล้ม ณวัน ๗๗ ค่ำ คนเปนไข้อหิวาตกะโรคตาย ประปรายวันปฐม ณวัน ๑๗ ค่ำ หนาขึ้น ตายมากขึ้น ณวัน ๔๘ ค่ำ ไข้ลงรากยังชั่วขึ้น ณวัน ๕๘ ค่ำ ไข้ลงรากน้อยลง ณวัน ๑๘ ค่ำ ความไข้สงบเงียบลง ณวัน ๖๙ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงเศษ พระอาทิตย์ ทรงกลดใหญ่ แล้วเปนลำออกแต่กลดลงไป ทางตวันตก ๒ ทาง ๆ หนึ่งเกลื่อนจะหาย ทางหนึ่งชัด ณวัน ๖๙ ค่ำ เพลิงไหม้ข้างถนนไปวัดสุทัศน์ มุมน่าวัดราชบพิธด้านตวันออกเฉียงเหนือไหม้


๔๗ ๒ หลังเล็ก ๆ เพลา ๒ ทุ่มเศษไฟดับ ประมาณ เคี้ยวหมากจืด ฝนตกยังรุ่ง แต่ลมสงบไม่มี ณวัน ๖๙ ค่ำ ไฟไหม้ตลาดน้อยเพลาบ่าย ๓ โมงเศษ ณวัน ๑๙ ค่ำ เพลาบ่าย ๔ โมงเศษเปนลำโต กว้าง ๓ วายาวจดขอบฟ้า แต่อุดรมาทักษิณ กลางสีเปนควันสองริมขาว เพลาย่ำค่ำพอหายหมด ณวัน ๕๑๑ ค่ำ พระเจ้าแผ่นดินทรงผนวช เพลา ๓ ทุ่มแล้วออกวัดพระแก้ว เข้าสวดญัติในพระพุทธ นิเวศ ( อิกครั้ง ๑ ) เสร็จใน ๗ ทุ่ม ๘ ทุ่ม ณวัน ๑๑๑ ค่ำ ข้าราชการเข้าถวายดอกไม้ ธูปเทียน ๕ วัน ๖ วันจึงเสร็จ ณวัน ๖๑๑ ค่ำ เพลา ๔ ทุ่มพระเจ้าแผ่นดินลา ผนวชแล้วสมมุติด้วยเนื่องกัน ณวัน ๕๑๒ ค่ำ ยกโคมจองเปรียง ณวัน ๓๑๒ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๔๑๒ ค่ำ ตั้งน้ำวงด้ายมีสวดมนต์การ บรมราชาภิเศก ณวัน ๕๑๒ ค่ำ จุดเทียนไชยวัฒน์เพลาเช้า ๔ โมง ๔๘ นาที

๔๘ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ มีการเล่นสมโภชพระนคร เพลายามเศษมีดอกไม้เพลิงต่าง ๆ ที่น่าพระที่นั่ง สุทธาสวรรย์แต่งโคมจุดไฟด้วย ณวัน ๒๑๒ ค่ำ สรงเวลาเช้า ๑๘ นาที แปร พระภักตร์ทักษิณ เช้า ๔ โมง ๓๐ นาทีออกขุนนาง เพลาบ่าย ๒ โมง ๓๖ นาทีขึ้นพระแท่น ขุนนาง ยืนเฝ้า เพลาค่ำเสด็จเรือไฟทางชลมารค ทอด พระเนตรแต่งโคมไฟ กลับขึ้นตำหนักแพมีดอกไม้ เพลิงอิกคืน ๑ ณวัน ๖๑ ค่ำ เลียบพระนครทางสถลมารค ณวัน ๒๑ ค่ำ เลียบพระนครทางชลมารค ณวัน ๗๑ ค่ำ ฦๅกันว่าเปนเณรลอยน้ำมาที่ ตำหนักแพ วัดพระเชตุพนชำระยามเศษส่งขึ้นคุก ณวัน ๑๑ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงเศษเสด็จอ่างศิลา ณวัน ๗๑ ค่ำ กลางคืนช้างล้มเชือก ๑ ปีจอ จ.ศ.๑๒๓๖ ณวัน ๑๑ ค่ำ เพลาบ่าย ๔ โมงประชุมออฟฟิเซอร์ นายทหาร สั่งให้นอนประจำซองให้พร้อม ณวัน ๒๑ ค่ำ เพลาตี ๔ ทุ่มแล้วหม้อไฟก๊าด ในพระบรมมหาราชวังลุกขึ้น พวกทหารตำรวจ ต้องนอนประจำซอง

๔๙ ณวัน ๓ ๑ ค่ำ รุ่งขึ้นข้าราชการต้องนอนประจำซอง ทุกกรม ณวัน ๖๑ ค่ำ กรมพระราชวังหนีเพลา ๘ ทุ่ม ออกจากวัง ไปอยู่กับนายห้างที่ ๒ กงสุลอังกฤษ ณวัน ๗๑ ค่ำ สมเด็จเจ้าพระยาให้เจ้าพระยา สุรวงษ์ไปเชิญเสด็จมาณจวน จึงเชิญให้เสด็จ กลับวังก็ไม่กลับ ณวัน ๑๑ ค่ำ วังหลวงมีลายพระหัดถ์เชิญให้ กลับก็หากลับไม่ ณวัน ๒๑ ค่ำ จึงประชุมข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อยพร้อมกันว่า ทิ้งราชสมบัติไปอยู่กับกงสุล จะชอบจะผิดประการใดให้ทำจดหมายไปยื่น ณวัน ๓๑ ค่ำ มีลายพระหัดถ์ออกมาว่าที่จะยื่น นั้นให้งดไว้ จะเชิญเสด็จกลับ ตกลงกันจะกลับ ว่าจะสมโภช ณวัน ๒๒ ค่ำ ไฟไหม้ตรอกพระยาไกรต้น สพาน ณวัน ๒๓ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงเศษไฟไหม้ตลาด วัดหงษ์


๕๐ ณวัน ๔๓ ค่ำ ราษฎรฦๅว่าออกลูกข้างหัวเปน คน ข้างก้นเปนนาค เอาไปทิ้งวัดเชิงเลนพระเอา แช่เหล้าไว้ ณวัน ๓๔ ค่ำ เพลา ๑๐ ทุ่มฝนตกมาก ๑๐ ทุ่ม เศษฟ้าผ่า ถูกกำแพงหัก ถูกบ้าน ถูกคนตาย ผู้ชาย ๒ คน ปีกุญ จ.ศ.๑๒๓๗ ณวัน ๕๕ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเศษเกิดลม ตวันออกพัดหนัก ธงตราแผ่นดินที่สนามน่าพระ ที่นั่งสมมุติเทวราช อุปบัติขาดลมไปติดอยู่ที่พระมหา ปราสาท ยังเหลือติดอยู่ที่เสานั้นแต่ตราฉัตรข้าง ๑ ที่ทุ่งนาวัดตึกนั้นต้นไม้หักมาก ณวัน ๔๖ ค่ำ โปรดให้พระองค์เจ้ากฤษฎาเปน กรมหมื่น ณวัน ๔๖ ค่ำ เพลาหัวค่ำฝนตกประปราย เพลา ๗ ทุ่มเศษไฟไหม้แพ ๒ แพน่าบ้านเพ็ชรพิไชย ไฟ เหือดฝนตก ณวัน ๕๙ ค่ำ ทหารที่รักษาตึกดินบอกว่าเสือบอง เข้ามากินไก่ ทหารได้ตีเสือ ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เพลาบ่ายโมงหนึ่ง พระยาราชเสนา ยกกองทัพขึ้นทางคลองเปรมประชากร

๕๑ ไปทางสระบุรีขึ้นโคราชหนองคาย เปนกองน่า ( รบทัพฮ่อ ) ณวัน ๒๑๐ ค่ำ พระยาศรีพิพัฒน์ทูลลา รับเบี้ย หวัดด้วย ณวัน ๔๑๐ ค่ำ พระยาศรีพิพัฒน์ยกเปนกอง ลำเลียงเสบียงแลปืนกระสุนดินดำเปนกองส่งด้วย ณวัน ๔๑๐ ค่ำ เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง ยกเปนแม่ทัพน่า ออกโขลนทวารไปทางโคราช ขึ้นสระบุรี ณวัน ๗๑๑ ค่ำ เจ้าคุณทหารขึ้นไปดูการวัด บ้านอ้อย เพลาบ่าย ๕ โมงเศษแล้วกลับ ณวัน ๑๑๑ ค่ำ เจ้าพระยาภูธราภัย ยกทัพขึ้น ไปทางเมืองพิไชยไปหนองคาย ออกโขลนทวาร เพลาบ่าย ๔ โมงเศษ ณวัน ๒๑๒ ค่ำ ขุนศรีสังหารยกกองลำเลียง ขึ้นไปส่งเมืองโคราชกองทัพเจ้าพระยามหินทร์ ณวัน ๑๑๒ ค่ำ เจ้าพระยามหินทร์ยกจากหาด พระยาทดไปแก่งคอยรุ่งแล้ว ณวัน ๔๑๒ ค่ำ เจ้าพระยามหินทร์ยกจากแก่ง คอยเข้าดงไปโคราชรุ่งแล้วโมง ๑ กับ ๖ บาท

๕๒ ณวัน ๒๑ ค่ำ เพลาเช้า ๒ โมงเศษพระมหาเทพ ได้คุมเครื่องยศเสื้อผ้า ไปพระราชทานแม่ทัพนายกอง ไปทางโคราชถึงหนองคาย ณวัน ๖๑ ค่ำ จมื่นศักดิบริบาลยกแต่สระบุรีไป รับฮ่อณโคราช ยกเพลาเช้า ณวัน ๔๓ ค่ำ จมื่นไชยภูษา เชิญท้องตราไป ให้เจ้าพระยามหินทร์ณเมืองโคราช ให้ยกไป หนองคาย ณวัน ๖๔ ค่ำ เจ้าพระยามหินทร์ยกไป ณวัน ๕๔ ค่ำ จมื่นไชยภูษากลับมาถึงบ้านท่าอ้อย ณวัน ๔๔ ค่ำ พระราชวรินทร์เชิญท้องตราไป ให้เจ้าพระยามหินทร์กลับ ให้แบ่งกองทัพให้พระยา มหาอำมาตย์ แบ่งที่เมืองโคราช ปีฉลู จ.ศ.๑๒๓๙ ณวัน ๕๑๑ ค่ำ สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษี ( ได้ ) กับคุณแม้นในเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ ณวัน ๒๑ ค่ำ เวียนเทียนสมโภชสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์ กรมหลวงจักร พรรดิพงษ์ ณวัน ๓๑ ค่ำ เพลาบ่ายโมง ๑ สมเด็จเจ้าฟ้า จาตุรนต์ กรมหลวงจักรพรรดิพงษ์ทรงพระผนวช

๕๓ ณวัน ๒๒ ค่ำ ไฟไหม้ตลาดสำเพ็งเพลาบ่าย โมงเศษ ณวัน ๕๒ ค่ำ เสด็จกาญจนบุรี ขึ้นเดินแต่ พระปฐมไป เสด็จจากกรุงเรือแจวเพลา ๒ โมงเช้า ณวัน ๓๒ ค่ำ ไฟไหม้ตรอกเว็จคี่เพลาโมง ๑ ฟากขวาเข้าไป คนตาย ๒ คน ณวัน ๕๓ ค่ำ เสด็จแต่ไทรโยคประทับกาญจนบุรี ราชบุรี มาถึงพระราชวังเพลา ๔ ทุ่ม ปีเถาะ จ.ศ.๑๒๔๑ ณวัน ๕๕ ค่ำ เพลาบ่าย ๔ โมงเศษ จับนาย สำอางเปนที่พระปรีชา ลงเหล็กจำไว้ณคลังวิเศษ ว่าฉ้อเงินฉ้อทองหลวง ว่าเปนขบถ ณวัน ๗๑ ค่ำ เพลา ๑๑ ทุ่มเอานายสำอางลง เรือไฟไปเมืองประจิม ณวัน ๒๑ ค่ำ ถึงเมืองประจิมเพลาเช้า ๔ โมง เพลาบ่าย ๔ โมงสำเร็จโทษนายสำอาง ณวัน ๔๑ ค่ำ เพลา ๔ ทุ่มเศษเรือไฟมาถึง กรุงเทพ ฯ ปีมโรง จ.ศ.๑๒๔๒ ณวัน ๑๔ ค่ำ ชักพระศพพระองค์สุนันทาเข้า พระเมรุ ณวัน ๔๔ ค่ำ พระราชทานเพลิง

๕๔ ปีมเสง จ.ศ.๑๒๔๓ ณวัน ๒๗ ค่ำ เสด็จทอดพระเนตรช้างบ่อโพง แขวงกรุงเก่า ณวัน ๑๗ ค่ำ เพลาบ่ายครึ่งโมงพระอาทิตย์ทรง กลด จนบ่าย ๔ โมงเศษจึงหาย เย็นฝนตกมาก ณวัน ๓๗ ค่ำ ช้างขึ้นท่ามาเข้าโรง สมโภชช้าง รุ่งขึ้นบ่าย ๔ โมง ณวัน ๗๗ ค่ำ เกิดความไข้ลงราก ณวัน ๗๑๑ ค่ำ ประหารชีวิตรอีเมียพระบันฦๅ เอาไม้ตำอีเล็กทาษตาย ณวัน ๑๑๒ ค่ำ ดาวพระพฤหัศบดีเคียงพระ จันทร์ทิศทักษิณประมาณ ๓ ศอก ณวัน ๒๑ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๕๔ ค่ำ ดาวพระพฤหัศบดีเข้าแง่พระจันทร์ ข้างใต้ห่างประมาณ ๒ ศอก ปีมเมีย จ.ศ.๑๒๔๔ ณวัน ๖๕ ค่ำ เสด็จไปบางปอิน ดูงิ้ว ณวัน ๓๕ ค่ำ เพลาเที่ยงไฟไหม้คลังเสื่อ ณวัน ๒๕ ค่ำ พระราชาคณะสวดมนต์ในวัด พระศรีรัตนศาสดาราม แลปักเสาพุ่มดอกไม้เพลิง ด้วย เปนการสมโภชฉลองพระแก้วแลวัดด้วย สมโภชพระนครเปนการ ๑๐๐ ปีในกรุงเทพ ฯ พระ

๕๕ สงฆ์สวดมนต์ทุกใบเสมา แต่ณวัน ๓๖ ค่ำ ๓ วัน ณวัน ๖๖ ค่ำ พระฉัน เกณฑ์ข้าราชการเลี้ยง ตามเบี้ยหวัด แลเลียบพระนครด้วย ณวัน ๔๖ ค่ำ มีสุริยุปราคา ณวัน ๔๑๐ ค่ำ เพลาบ่าย ๓ โมงเศษ บุตร เจ้าจอมมรกฎ พระองค์เจ้าชายประสูตร ณวัน ๗๑๐ ค่ำ ช้างด่างล้มเพลายามเศษ ลาง คนว่าล้มวัน ๓๑๐ ค่ำ ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เห็นดาวหางขึ้นทิศบูรพ์ หางไป ประจิมเพลา ๓ ยาม ณวัน ๖๑๒ ค่ำ เพลาทุ่มเศษพระจันทร์เข้าฤกษ์ กติกาอยู่อุดร พระจันทร์ห่างดาวศอกเศษ พระ เสาร์อยู่ห่างพระจันทร์ ๓ ศอกเศษทิศหรดี ณวัน ๗๑๒ ค่ำ เพลายามเศษพระจันทร์เข้า ฤกษ์โรหิณีทางทิศอาคเณย์ ห่าง ๓ ศอก ณวัน ๑๑๒ ค่ำ เพลายามเศษพระพฤหัศบดี เคียงพระจันทร์ทิศอาคเณย์ พ้นรัศมีฝ่ามือหนึ่ง ณวัน ๖๑ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายนักโทษยิงพระ วัดแขวงกรุงเก่าตาย


๕๖ ณวัน ๔๑ ค่ำ ดาวหางหาย เมื่อจะหายนั้น หางเล็กบางสั้นรุบรู่หมดไปจนไม่เห็น ณวัน ๖๑ ค่ำ ( วันลงมือ ) ไล่หนังสือพระ เปรียญเก่าใหม่ ณวัน ๑๑ ค่ำ ประหารชีวิตรอ้ายทองแดงกับ พวกเพื่อนเข้ากัน ๑๑ คน โทษปล้นปากคลองบาง ลำภูริมบ้านพระดิฐการ ณวัน ๕๒ ค่ำ แห่โสกันต์พระองค์เจ้าลูกเธอ ๓ องค์ วันแรกแห่ ณวัน ๖๒ ค่ำ สมเด็จเจ้าพระยาผู้สำเร็จราชการ แผ่นดิน กลับเข้ามาแต่ราชบุรีถึงกระทุ่มแบน ถึงแก่พิราไลยเพลา ๔ ทุ่มเศษ ณวัน ๑๒ ค่ำ โสกันต์เพลาเช้า บ่ายแห่สมโภช ปีมแม จ.ศ.๑๒๔๕ ณวัน ๑๕ ค่ำ มีจันทรุปราคา ณวัน ๕๘ ค่ำ เพลาย่ำค่ำดาวอะไรไม่รู้เข้าพระจันทร์ ณวัน ๑๑๐ ค่ำ เพลารุ่งเช้าเห็นพระอาทิตย์เขียว ครั้นสายหาย แต่แดดเหลือง เพลาบ่าย ๔ โมง พระอาทิตย์เขียวอิก เปนอยู่ ๓ วัน ( คราวเขาไฟ ปะทุที่เกาะกักกระเตาที่ชวา )


๕๗ ณวัน ๔๑ ค่ำ พระยาราชวรานุกูลยกทัพ เสด็จ ทเลด้วย ณวัน ๔๒ ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ด้วยเรือไฟ ไปประพาศทเล ๑๐ วัน ณวัน ๖๒ ค่ำ ครั้นเสด็จพระราชดำเนินแล้ว เจ้าคุณทหารจับตอปิโดลูกระเบิดที่ปากน้ำ ฝรั่ง เอาใส่หีบเข้ามา ฝรั่งบอกว่าพระนายไวยกอละแนล สั่งให้เอาเข้ามา เสด็จกลับพระราชวัง เจ้าคุณ ทหารกราบทูลกริ้ว ณวัน ๓๓ ค่ำ ดาวหางขึ้นทิศหรดีไม่ชัด หาง พอเปนไร ๆ ยาวศอก ๑ ณวัน ๒๓ ค่ำ พระพฤหัศบดีเข้าใกล้แง่พระจันทร์ ข้างทิศเหนือ ประมาณศอก ๑ หว่างโรหิณีมิคสิระ ณวัน ๔๓ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ โมงเศษเสด็จ พระพุทธบาท ไปประทับพระราชวังบางปอิน ๔ ราตรี ณวัน ๑๓ ค่ำ เสด็จแต่พระราชวังบางปอิน แรมท่าเจ้าสนุก


๕๘ ณวัน ๒๓ ค่ำ เพลาย่ำรุ่งเสด็จทรงม้าขึ้นถึง พระพุทธบาทเที่ยง ครั้นเพลาค่ำพวกทหารน่าวิวาท กับอ้ายแสงที่เขาโพธิ์ลังกา พระนายศรีที่ ๒ พระ นายไวยสั่งให้ยิงอ้ายแสง ลูกปืนถูกตาทลุท้าย ทอยลูก ๑ กับที่อื่นอิก ๒ ลูก รวมลูกปืน ๓ ลูก อ้ายแสงตาย ลูกปืนไปตกในวังที่ประทับ ๒ ลูก ต่อน่าที่นั่ง กริ้วให้กรมพระปราบชำระ ณวัน ๗๓ ค่ำ เสด็จกลับทางเดิมถึงท่าเจ้าสนุก มาแรมบางปอิน ณวัน ๑๓ ค่ำ ให้สมเด็จกรมพระปราบชำระ พวกวิวาทนั้น คือ นายน่วมกับตัน ๑ นายหรุ่น เล็บเตอแนล ๑ นายเผื่อนเล็บเตอแนล ๑ กับ ซายัน ไปรเวศ รวม ๕ คน เสนาบดีลูกขุน วางบทปรับว่าเปนขบถโทษประหารชีวิตร ณวัน ๖๓ ค่ำ เรือไปรับเอาเจ้าพนักงานธำมรงไปที่ บางปอิน แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระ ราชทานชีวิตรให้พ้นตาย แต่ใส่คุกไว้ ณวัน ๗๔ ค่ำ เพลาบ่ายเอาตัวนักโทษ ๕ คน มาใส่คุก


๕๙ ณวัน ๗๔ ค่ำ พระองค์เจ้าคัคณางค์ เปนกรม หมื่นพิชิต เสด็จไปจัดการเชียงใหม่ ยกเพลาบ่าย ๒ โมง ปีวอก จ.ศ.๑๒๔๖ ณวัน ๓๕ ค่ำ พระองค์จิตรเจริญทำการทหาร น่าเพลาบ่าย ณวัน ๔๗ ค่ำ เพลา ๘ ทุ่มเศษเจ้าคุณกลาง น้องสาวสมเด็จเจ้าพระยาถึงอสัญกรรม ณวัน ๓๙ ค่ำ เจ้าพระยามหินทร์ได้ไปว่าการ ทหารน่า แลเรียกบาญชีเงินบาญชีคนอายุ ๖๓ ปี ณวัน ๕๑๐ ค่ำ เพลาบ่าย ๔ โมงเศษทหารขึ้น อยู่แบแรก พระนายไวยสั่ง ณวัน ๑๑ ค่ำ พระศรสำแดงถึงแก่กรรมเพลา ๙ ทุ่ม ณวัน ๕๓ ค่ำ เพลาเช้า ๔ โมงเศษเสด็จพระ ราชดำเนินจันทบุรี เพลาค่ำเพลิงไหม้ริมถนนเฟื่อง นครปากตรอกถานวัดเลียบตรอกเหนือ ถึงตรอก ใต้เพลิงดับ ปีรกา จ.ศ.๑๒๔๗ ณวัน ๔๖ ค่ำ ไฟไหม้ห้างมิศแกรซีใต้ปากคลอง สาน เพลา ๕ โมงเช้า


๖๐ ณวัน ๖๗ ค่ำ ลูกขุนไปนั่งโรงลครทุ่งพระเมรุ ณวัน ๗ ค่ำ ท่านผู้หญิงอิ่มพระยาเวียงไนย ตายเพลาบ่ายโมงเศษ ณวัน ๒๑๑ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงเศษจีนลูกจ้าง ฝรั่งรื้อประตูสพานเหล็ก ประตูหักพังทับจีนตาย ๓ คน เพลาบ่ายโมงเศษพระอมรยกทหารออก จากโรงไปทัพฮ่อขึ้นเมืองพิศณุโลก กรมประจักษ์ ยกบ่าย ๓ โมง ณวัน ๓๑๑ ค่ำ พระนายไวยยกเพลาบ่าย ณวัน ๖๑๑ ค่ำ ในแรมเกิดไข้ทรพิศม์ ถึงแก่ มรณะมาก ณวัน ๓๑๒ ค่ำ ได้ข่าวไข้อหิวาเกิดแรมหนา มากขึ้น แก้ได้น้อย ไปมากกว่าอยู่ ณวัน ๕๑๒ ค่ำ ได้ข่าวว่าดาวตกรุบรับ คนใน โรงแสงว่าตกเปนหมู่ ลงที่พระมหาปราสาท ณวัน ๖๑๒ ค่ำ ขรัวตาใจว่าเพลา ๕ ทุ่มดาว ดวงใหญ่ตกย้อยลงมา แล้วกลับคืนขึ้นไปดังลูกพลุ ณวัน ๖๑ ค่ำ ลงมือรื้อพระที่นั่งอมรินทร์ ณวัน ๗๔ ค่ำ เพลา ๖ ทุ่มเศษเสด็จกลับถึง กรุง ฯ เพลาบ่าย ๓ โมงเศษเพลิงไหม้ถนนใหม่

๖๑ ปีจอ จ.ศ.๑๒๔๘ ณวัน ๔๕ ค่ำ งานหลวงมีเทศน์บนพระที่นั่งจักรี ถวายกระจาด กระจาดละ ๑๙ ชั่งบ้าง ๒๐ ชั่งบ้าง ๔ วัน ๓๔ กัณฑ์ ถึงณวัน ๗๕ ค่ำ จึงได้ทรง แจกเหรียญเงินเหรียญทองแก่ข้าราชการ ณวัน ๕๕ ค่ำ หลวงศรีมโหสถถึงแก่กรรม เพลาบ่ายโมง ๑ ณวัน ๑๕ ค่ำ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ถึงแก่กรรม ณวัน ๖๕ ค่ำ ไม่เสด็จออกขุนนาง ณวัน ๗๕ ค่ำ ได้ข่าวพระยาสุพรรณตาย ได้ ๖ วัน ๗ วันแล้ว ณวัน ๖๖ ค่ำ ฉลองตั้งกรมสมเด็จกรมพระบำราบ ปรปักษ์ มีโขนเล่นพิราบล้ม ทศกรรฐ์ ล้มด้วย ณวัน ๒๖ ค่ำ เพลาพลบไฟไหม้โรงงิ้ววังกรม หลวงเทวะวงษ์ วันฉลองกรมเลิก ณวัน ๕๙ ค่ำ เพลาบ่ายโมงเศษไฟไหม้บ้าน ลาววัดโสมนัศ ณวัน ๔๙ ค่ำ กรมสมเด็จกรมพระบำราบเสด็จ กลับถึงวังเพลา ๖ ทุ่มเศษประชวรมาก


๖๒ ณวัน ๓๑๐ ค่ำ กลางคืนเพลา ๕ ทุ่มเศษอากาศ สว่างเหมือนเดือนหงาย ลางคนว่ามีดาวดวงใหญ่ ขึ้นท้องฟ้าสว่าง กับมีหมายประกาศออกจับ ผู้ร้าย ๆ ยังไม่สงบ ต่อวันขึ้น ๖ ค่ำ ๗ ค่ำโจร ผู้ร้ายค่อยเงียบสงบ โดยมีกองจับ ๒๐ กอง ณวัน ๔๑๐ ค่ำ สมเด็จกรมพระบำราบปรปักษ์ นิพพาน เพลาเช้า ๔ โมงกับ ๑๕ มินิต ณวัน ๓๑๐ ค่ำ ให้เจ้าพระยาพลเทพว่าการ ในกรมมหาดไทย ณวัน ๔๑๑ ค่ำ ประหารชีวิตรนักโทษปล้น ๓ คน ฝนตกมาก ณวัน ๒๑๒ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงกับ ๖ มินิต ๗ มินิต แผ่นดินไหวจนเรือนโยก ๖ หยุบ ๗ หยุบ ทางตวันออกไปตวันตก ณวัน ๒๒ ค่ำ ชักพระศพพระเจ้าลูกเธอ พระ องค์ประไพพรรณพิลาศ แฝดองค์น้อย ณวัน ๓๒ ค่ำ แห่พระอังคาร ณวัน ๔๒ ค่ำ พระราชทานเพลิงวัดราชบพิธ ณวัน ๕๒ ค่ำ แลณวัน ๖๒ ค่ำ สมโภช พระอัฐิ

๖๓ ณวัน ๗๒ ค่ำ แห่พระอัฐิเข้าวัง ณวัน ๓๒ ค่ำ ทำบุญ ๗ วันพระที่นั่งอนันตสมาคม ณวัน ๔๒ ค่ำ แลณวัน ๕๒ ค่ำ แห่สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ลงท่า ณวัน ๖๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๕ โมง ๑๕ นาที ลงท่าสรง เพลาเย็นแห่สมโภช ณวัน ๗๒ ค่ำ แลณวัน ๑๒ ค่ำ สมโภช ณวัน ๓๒ ค่ำ เพลาเช้า ๕ โมงเปนพยุหเลียบ พระนคร ณวัน ๕๒ ค่ำ เพลาบ่าย ๔ โมงเศษเสด็จแต่ พระที่นั่งจักรี ไปออกประตูศรีสุนทร ไปประทับ พระที่นั่งชลังคพิมาน ทอดพระเนตรกระบวนพยุห เรือพายถวายตัว แล้วมีเรือแข่ง พอย่ำค่ำเสด็จขึ้น รุ่งขึ้นณวัน ๖๒ ค่ำ เลี้ยงโต๊ะที่วังสราญรมย์ ในสวนมีร้านขายของ แต่ข้าราชการซื้อไม่ต้อง เสียอัฐเสียเงินกินเปล่า ณวัน ๗๒ ค่ำ เลี้ยงโต๊ะที่บาแรกทหารน่า ณวัน ๑๒ ค่ำ เส้นตรุศจีน ณวัน ๕๓ ค่ำ พระโหราถึงแก่กรรมเพลาค่ำแล้ว


๖๔ ณวัน ๑๓ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมง ๘ บาท ๙ บาท แผ่นดินไหว หลังคาลั่นเยือก ๆ ๔ เยือก ๕ เยือก โคมแลของที่แขวนโยนแกว่งไปมา ณวัน ๕๓ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเสด็จพระที่นั่ง เรือกลไฟไปเมืองเพ็ชรบุรี ไปทางทเล ณวัน ๓๓ ค่ำ เกิดเหตุออกลูกในวัง ต้องชำระ ณวัน ๗๔ ค่ำ เช้ามัวฝนไปจน ๒ โมงเช้าฝนตก ตก ๆ หาย ๆ ไปจน ๙ ทุ่ม ๑๐ ทุ่มฝนตกเพลา ประหารชีวิตรอ้ายโต ไปรุ่งเช้ามัวฝน ครั้นเที่ยง แล้วฝนตกน้ำชายคาไหล บ่ายโมงฟ้าร้องทิศทักษิณ ไปพายัพประจิม ฝนตก ๆ หาย ๆ จนพลบ ณวัน ๕๔ ค่ำ เพลา ๙ ทุ่ม ๑๐ ทุ่มเสด็จกลับ จากเพ็ชรบุรี ถึงพระราชวัง ณวัน ๕๔ ค่ำ อ่ำ มหามนตรี ที่เปนพิไชย สงครามถึงแก่กรรม เพลาบ่าย ๕ โมง ๓๐ มินิต ปีกุญ จ.ศ.๑๒๔๙ ณวัน ๕๖ ค่ำ เพลาบ่าย ๕ โมงเศษพระราชทาน เพลิงสมเด็จกรมพระบำราบปรปักษ์ ณวัน ๓๘ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงพระอาทิตย์ทรง กลดใหญ่ ครั้น ๔ โมงเช้าหาย ณวัน ๕๑๐ ค่ำ เสด็จเกาะสีชังประพาศทเล

๖๕ ณวัน ๔๑๐ ค่ำ เสด็จกลับจากทเล ณวัน ๒๑๒ ค่ำ เพลาบ่ายโมง ๑ กับ ๓๕ มินิต แผ่นดินไหว ณวัน ๗๑ ค่ำ พระยากระสาปน์โหมดพ้นโทษ ณวัน ๑๑ ค่ำ พระยาสุรศักดิยกทัพไปหลวง พระบาง เพลาบ่ายโมงเศษ ณวัน ๓๑ ค่ำ พระนางประสูตร ณวัน ๓๔ ค่ำ ชักพระบรมธาตุอัฐิ ณวัน ๔๔ ค่ำ มีงานสมโภชเวียนเทียนแห่กลับ ณวัน ๖๔ ค่ำ ชักพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ๒ องค์ ณวัน ๒๔ ค่ำ พระราชทานเพลิงที่ ๑ ณวัน ๓๔ ค่ำ แห่พระศพสมเด็จพระเจ้าลูก เธอ ๑ พระอรรคชายา ๑ แห่พระอังคารด้วย ณวัน ๖๔ ค่ำ พระราชทานเพลิงที่ ๒ ณวัน ๗๔ ค่ำ แห่พระอังคารไปวัดราชบพิธที่ พลับพลา ปีชวด จ.ศ.๑๒๕๐ ณวัน ๕๖ ค่ำ ไฟไหม้ตรอกเจ้าสัวเนียมเพลา บ่าย ๓ โมง


๖๖ ณวัน ๖๗ ค่ำ เรือไฟเปนเรือจ้างเกิดที่ท่าเตียน ณวัน ๕ ค่ำ เพลาเช้าแห่กลองที่ชื่อย่ำสนธยา, สัญญาอัคคี, ไพรีพินาศนั้นไปไว้ที่หอยุติธรรมที่ทำ ใหม่ ตรงกลางเปนหอสูงนั้น ปีฉลู จ.ศ.๑๒๕๑ ณวัน ๑๑ ค่ำ เพลา ๒ ทุ่มเศษไฟไหม้หลังวัง กรมหลวงพิชิต ๓๐ หลัง ๔๐ หลัง





พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระเจ้าจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม.

ตอนต้นความตรงกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ความมาต่างไปตั้งแต่ผูก ๑๗ ตอนแผ่นสมเด็จพระนารายน์มหาราช ตรงเล่ม ๒ ฉบับพิมพ์ ๒ เล่มน่า ๓๒๓ ความต่างไปดังนี้

? จึงตรัสให้พญากระลาโหมเปนนายกอง หลวงธรรมไตรโลกเปนยุกรบัตร พญาเสนาภิมุขเปนเกียกกาย สมิงพระเปนกองน่าพระมฤตเปนกองหลัง เมืองนนท์ราชธานีเปนปีกขวา พระวิจารณ์มนตรีเปนปีกซ้าย แลกองแล่นพลห้าพันเศษ ปืนใหญ่ปืนนกสับช้างเครื่องแลม้า สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธเปนทัพหนึ่ง แลให้พญานครราชสีมาเปนนายกอง เมืองอินทบุรีเปนยุกรบัตร พระสุพรรณบุรีเปนเกียกกาย พระกุยบุรีเปนกองน่า พระกลางบรรพตเปนกองหลัง พระพลเปนปีกขวา พระมหาดไทยเปนปีกซ้าย พลสองพัน ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เปนทัพหนึ่ง ให้พญายมราชเปนนายกอง หลวงรามสรเดชเปนยุกรบัตร



๖๘ พระไชยนาทเปนเกียกกาย พระอนันตกะยอสูเปนกองน่า พระศรีมหาราชาเปนปีกขวา ขุนโจมจัตุรงค์เปนปีกซ้าย พลพันหนึ่งปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เปนทัพหนึ่งแลให้พญาราชบังสรรเปนนายกอง พระสรรคบุรีเปนยุกรบัตร หลวงวิชิตสงครามเปนเกียกกาย พระนนทบุรีเปนกองน่า พญาสุรราชภักดีเปนกองหลัง พญาตุกาลีเปนปีกขวา หลวงรามภักดีเปนปีกซ้าย พลสามพัน ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๑๐ ม้า เปนทัพหนึ่ง แลพญาพิไชยสงครามเปนนายกอง หลวงสุรสงครามเปนยุกรบัตร หลวงราชมนตรีเปนเกียกกาย หลวงคำแหงสงครามเปนกองน่า หลวงนเรนทรภักดีเปนปีกขวา ขุนพิพิธรณรงณ์เปนปีกซ้าย พลห้าร้อย ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เปนทัพหนึ่ง จึงทัพห้าทัพก็ยกขึ้นไปครั้นถึงเมืองนครแลเมืองเถินไซ้ จึงสงเชดกายแลแหงใน ซึ่งอยู่ในเมืองนครก็พากันอพยพเมืองนครแลเมืองเถิน ออกมาหานายทัพนายกองข้าหลวง ขอเปนข้าสู่พระราชสมภาร แลฟ้าลายข่าซึ่งอยู่รักษาเมืองนครนั้น ก็พากันอพยพหนีไปพึ่งอยู่ณเมืองเชียงใหม่ นายทัพนายกองก็บอกหนังสือส่งตัวสงเชดกายแลแหงในกับสกรรจ์อพยพทั้ง ปวงลงมายังทัพหลวงณเมืองพิศณุโลก ว่าได้เมืองนครเมืองเถินสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายกให้มีตรา ตอบให้พญากระลาโหม พญารามเดโช พญาพิไชยสงครามอยู่รั้ง


๖๙ เมืองนคร ให้ซ่องสุมชาวเมืองนครแลครัวอพยพทั้งปวงซึ่งแตกฉานซ่านเซนออกไปจากเมืองนครนั้น ให้เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาดุจก่อนแลให้พญานครราชสีมา พระราชสุภาวดี พระสุพรรณบุรี ยกไปเอาเมืองตังแล้ว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้พญามหาเทพ แลขุนหมื่นข้าหลวง แลพลห้าร้อย สรรพด้วยเครื่องสรรพยุทธไปเอาเมืองลอง ก็ได้แสนเมืองลองแลสกรรจ์อพยพคุมลงมาถวายยังทัพหลวงณเมืองพิศณุโลก ทรงพระกรุณาตรัสให้ขุนราชเสนา หมื่นอินทรสรแม่น ไปฟังข่าวพญานครราชสีมา แลพระราชสุภาวดี พระสุพรรณบุรี ซึ่งยกทัพไปเอาเมืองตังนั้น แลได้สังฆราชาเขมราษฎ์แลเมืองตัง หมื่นจิตรกับไพร่หกสิบแปด มายังทัพหลวง ณเมืองพิศณุโลก ถึงวันเดือนสามแรมสองค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จพระราชดำเนินกรีธาพลแต่เมืองพระพิศณุโลกไปยังเมืองศุโขไทย แลเสด็จอยู่พระตำหนักตำบลธานี จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พญาเกียวเปนนายกองทัพน่า วิเชียรโยธาเปนปีกขวา ขุนรามโยธาเปนปีกซ้าย สมิงสามแหลกเปนเกียกกาย พลรบห้าร้อย สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธทัพหนึ่งแลให้พญากำแพงเพ็ชรเปนนายกองทัพใหญ่ ขุนเมืองเปนปีกขวา ขุนราชาเปนปีกซ้าย หลวงอินทแสนแสงเปนเกียกกาย แลช้างม้าไพร่พลพันหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวง แลให้ทัพทั้งสองทัพยกไปเมืองรามตี แลผู้อยู่รักษาเมืองนั้นชื่อโลกกำเกียว ครั้น


๗๐ รู้ก็พาสกรรจ์อพยพหนีไปจากเมืองรามตี จึงขุนแลสมิงแลจ่าทั้งปวงสิบห้าคนนี้เปนนายหมวด แลลูกหลายนายหมวดสิบห้าคนออกมาหาพญากำแพงเพ็ชร ว่าจะขอเปนข้าสู่พระราชสมภาร แลกินน้ำสบถแล้วก็ให้ผมไว้เปนสำคัญตามประเวณีลว้าซึ่งสัญญานั้น แล้วถวายอพยพทั้งปวงพันสี่ร้อยเก้าสิบสามคน ขอเปนข้าขัณฑสิมากรุงเทพ มหานครศรีอยุธทธยา จึงพญากำแพงเพ็ชรก็ให้ผ้าเสื้อเปนรางวัลแก่นายหมวดลูกหลานนายหมวด ผู้มีความสวามิภักดิ์นั้นถ้วนทุกคนแล้วพญากำแพงเพ็ชรก็บอกหนังสือมาถึงสมุหนายก เมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่ตำบลธานีนั้น พญาจักรีจึงเอากราบทูล ทรงพระกรุณาโปรดนายหมวดว่าผู้มีความสวามิภักดิ์ซึ่งมาสู่พระราชสมภาร แลพระราชทานผ้าเสื้อแลเงินถ้วนทุกคนแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับลงมายังเมืองพระพิศณุโลก จึงเสด็จแต่เมืองพระพิศณุโลกโดยทางชลมารคแปดวันก็ถึงกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา ? ส่วนพญากำแพงเพ็ชรก็แต่งขุนโชติภักดี ขุนสรนรินทร์ แลหมื่นมหาเกาทัณฑ์ คุมไพร่ร้อยหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธไปจัดซ่องพญาพรหมคิรี แลว่าขุนหมื่นนายหมวดพญาพรหมคิรีแลขุนหมื่นสมิงนายหมวดทั้งปวงยี่สิบคนผู้ออกมากินน้ำสบถนั้น พญากำแพงเพ็ชรก็ให้รางวัลเสื้อผ้าแลเงินตราแก่พญาพรหมคิรี แลลว้านายหมวดทุกคน พญาพรหมคิรีแลลว้านายหมวดทั้งปวงถวายสกรรจ์อพยพพันแปดร้อยคน เปนข้าขัณฑสิมากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา


๗๑ จึงพญากำแพงเพ็ชรให้ขุนราชาเมืองเชียงเงิน ขุนหมื่นแลไพร่ร้อยยี่สิบคน คุมเอาพญาพรหมคิรีแลลว้าเปนขุนหมื่นสมิงนายหมวดทั้งปวงมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา แลพระราชทานชื่อแก่พญาพรหมคิรีนั้น เปนพญาอนุชิตชลธี แลพระราชทานเจียดเงินเลื่อมจำหลักสรรพางค์จุกทอง ผ้าเสื้อเงินตราสิ่งของแลเครื่องเรือนแก่พญาพรหมคิรี แลขุนหมื่นสมิงลว้านายหมวดนั้นมากนัก แล้วให้ไปอยู่ตามลำเนาดุจก่อน ส่วนพระราชสุภาวดีแลเมืองสรรคบุรี ครั้นได้เมืองตังแล้ว ก็ยกทัพไปเมืองอินทคิรี แลพญาอินทคิรีคุมเอาสกรรจ์อพยพเจ็ดร้อยออกมาหาพระราชสุภาวดี ขอเปนข้าพระราชสมภารจึงพระราชสุภาวดีให้พญาอินทคิรี จึงพญาอินทคิรีให้ล่าด่งผู้ลูกแลแสนทักขิณดาน แสนบัวบาน แสนอภัยมาน แสนพิงไชย แลไพร่สี่สิบหกคน ลงมาด้วยพระราชสุภาวดีแลเมืองสรรคบุรี ถึงกรุงเทพ มหานครศรีอยุทธยา จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าช้างเผือกก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้เบิกล่าด่งแลแสนทักขิณดาน แสนบัวบานแสนอภัยมาน แสนพิงไชย เข้ามากราบถวายบังคมณศาลาลูกขุนแลพระราชทานชื่อแก่นายล่าด่งเปนแสนหลวงสุนทรราชภักดี ( แสนหลวง สุรินทรภักดี ) แสนบัวบานเปนแสนภักดีนรินทร์ แสนทักขิณดานเปนแสนภูมินทรบริบาล พระราชทานเจียดเงินเลื่อมจำหลักสรรพางค์เครื่องสำรับแลผ้าเสื้อผ้าพอกไปแก่พญาอินทคิรี แลพระราชทานเจียดทรงมัน แลผ้าเสื้อแพรพรรณแก่แสนหลวงสุรินทรภักดีผู้ลูกพญาอินท


๗๒ คิรี แลพระราชทานผ้าเสื้อแพรพรรณแก่แสนภักดีนรินทร์ แสนภูมินทรบริบาล แสนพิงไชย แลพระราชทานเสื้อผ้าแก่แสนขุนแสนหมื่น ผู้มานั้นเปนอันมาก แลพระราชทานอัฐบริขารแก่สงฆ์อันมาด้วยนั้นแล้ว แลอรรคมหาเสนาธิบดี แลมหาดเล็กมหาดไทยกลา โหมจัตุสดมภ์ทั้งสี่ก็ให้ผ้าเสื้อแก่แสนทั้งสี่นั้นแล้ว ก็พระราชทานให้เครื่องเลี้ยงนานาประการออกไปเลี้ยงเปนอันมากทั้งสี่นั้น แลทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้แสนหลวงสุรินทรภักดี แสนภักดีรินทร์ แสนภูมินทร บริบาล แสนพิงไชย แสนขุนแสนหมื่นแลไพร่ทั้งปวง ให้กลับคืนขึ้นไปยังเมืองอินทคิรีอยู่ตามภูมิลำเนา แลรักษาเมืองอินทคิรี ด้วยพญาอินทคิรี เปนเมืองขึ้นตามขนบณกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุทธยา ? ส่วนทัพพญากำแพงเพ็ชรแลพญาเกียรติ ซึ่งไปตั้งอยู่ตำบลด่านอุมรุกนั้น ก็จัดซ่องได้สมิงคลองคู สมิงกะเทิง แลลว้านายหมวดแลไพร่ลว้าเปนอันมาก แล้วส่งนายหมวดลงมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา แลพระราชทานชื่อแก่สมิงคลองคูเปนสมิงเทวคิรีรักษ์สมิงกะเทิงเปนสมิงภักดีศิขรินทร์ แลพระราชทานดาบทองแก่สมิงเทวคิรีรักษ์ พระราชทานขันเงินแก่สมิงภักดีศิขรินทร์ แลพระราชทานผ้าเสื้อถ้วนทุกคนแล้ว ให้ขึ้นไปจัดซ่องลว้าทั้งปวงได้สกรรจ์อพยพพลหกร้อยแล้ว สมิงเทวคิรีรักษ์ไปสืบซ่องได้พญาพรหมคิรี


๗๓ จึงพญากำแพงเพ็ชรให้มนุราชา คุมพญาพรหมคิรีแลสมัครพรรคพวกมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา ทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้เบิกพญาพรหมคิรี เข้ามากราบถวายบังคมแต่ศาลาลูกขุน แลพระราชทานชื่อแก่พญาพรหมคิรี เปนพญาสุทัศนธานีศรีวนาภิรมย์ แล้วพระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจุกทองปากจำหลักสรรพางค์ แลผ้าเสื้อแพรพรรณเปนอันมาก อรรคมหาเสนาธิบดีมหาดไทยกลาโหมจัตุสดมภ์ทั้งสี่ก็ให้รางวัลผ้าเสื้อแพรพรรณก็มาก แล้วก็ให้กลับคืนขึ้นไปอยู่รักษาเมืองอินทคิรีตามภูมิลำเนา เปนเมืองขึ้นตามขนบกรุงเทพพระมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุทธยา แล้วข้าหลวงไปอยู่ด้วยพญาสุทัศนธานี เพื่อจะให้รู้ขนบกิจราชการ ? ฝ่ายมางนันทมิตรอยู่เมืองเมาะตมะ ฮ่อล้อมเมืองอังวะ ในขณะนั้น มางนันทมิตรผู้เปนอาว์พระเจ้าอังวะอยู่ปกครองเมืองเมาะตมะส่วนชาวเมืองฮ่อไซ้ยกทัพมาล้อมเมืองอังวะ จะเอาฮ่ออุทิงผาซึ่งพาสกรรจ์อพยพประมาณพันหนึ่ง หนีไปพึ่งอยู่เมืองอังวะ จึงมาง นันทมิตรเกณฑ์เอาพล ๓๒ หัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตมะนั้นสามพันให้ไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ แลมอญอันไปช่วยป้องกันก็หลีกหนีคืนมาเปนอันมาก จึงมางนันทมิตรก็ให้คุมเอามอญอันหนีมานั้นใส่ ตรางไว้ว่าจะเผาเสีย แลสมิงเพอ ( อำเภอ ) ทั้ง ๑๑ คนนั้นควบคุมมอญประมาณห้าพันยกเข้าเผาเมืองเมาะตมะเสีย จับตัวมางนันทมิตร


๗๔ ได้ให้คุมเชิงไว้ อยู่ประมาณสามเดือนเศษมางนันทมิตรคิดกันกับผู้คุมเชิง ซ่องมอญได้สองพันเศษ เข้ากันกับพรรคพวกชายหญิงเปนพลห้าพัน ? ลุศักราช ๑๐๒๓ ปีศก มางนันทมิตรยกครอบครัวอพยพมาสู่พระบรมโพธิสมภารโดยทางเมืองกำแพงเพ็ชร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้รับมาตั้งอยู่ตำบลไทยใหญ่ ครั้นณวัน ๓ ค่ำ เสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ ออกจับช้างกลางแปลงณเพนียด แล้วเสด็จออกณพระที่นั่งมรฎป ให้หามางนันทมิตรมาเฝ้า ตรัสถามว่าเปนอะไรกันกับพระเจ้าอังวะ มางนันทมิตรบังคมทูลว่าเปนอาว์พระเจ้าอังวะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า พระเจ้าอังวะหาตั้งไว้ในตระกูลวงษ์ผู้ใหญ่หาไม่ฤๅ มางนันทมิตรกราบทูลว่า ตั้งไว้ในที่ผู้ใหญ่อยู่ แต่มีความพิโรธกัน เพราะเหตุว่าพระเจ้าอังวะมิได้ตั้งในพระธรรมสามน ( ธรรมสาตร ) ราชสาตร แลแจ้งกิติศัพท์ขึ้นไปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายตวันออกมีกฤษฎาภินิหารบารมี ใหญ่หลวง ดำรงทศพิธราชธรรมเปนนิตยกาล ไพร่ฟ้าอาณาจักรแลนานาประเทศซึ่งขึ้นขอบขัณฑเสมานั้นก็อยู่เย็นเปนศุข ดังร่มรุกขสุวรรณมหาโพธิอันใหญ่ ข้าพระพุทธเจ้ามีความยินดีจึงอุสาหะเอากะเฬวระมาฝากไว้ใต้ฝ่าพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่มางนันทมิตรเปนอันมาก


๗๕ ? ลุศักราช ๑๐๒๔ ปีศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงชักช้างเถื่อนเข้าเพนียด พังตัวหนึ่งตกลูกในวงพาดเปนเผือกผู้ อยู่เจ็ดวันล้ม ? ศักราช ๑๐๒๕ ปีศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปตั้งคอกขังช้างตำบลโตรกพระ ได้ช้างพลายใหญ่เพรียว ๗๐ ช้างพังประมาณ ๔๐๐ แล้วเสด็จเข้าพระนคร ? ครั้นรุ่งขึ้นเสด็จออก เสนาบดีทั้งปวงเฝ้าพร้อมกัน นายไชยขรรค์มหาดเล็กลูกพระนม กราบทูลพระกรุณาว่าช้างไล่ม้าฬ่อแพนนั้นเว้นแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกนั้นหากลัวผู้ใดไม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบว่า นายไชยขรรค์แกล้งว่าเปรียบพระเพทราชาพระเพทราชาก็รู้เท่า จึงตอบนายไชยขรรค์ว่า ผลัดกันขี่ช้างไล่ม้าฬ่อคนละเที่ยวฤๅ นายไชยขรรค์ว่าจะขี่ช้างไล่ก่อน พระเพทราชาก็ยอม ครั้นถึงวันกำหนด นายไชยขรรค์ขี่ช้างต้นพญาปราบไตรภพสูงหกศอกหกนิ้ว พระเพทราชาขี่ม้ากาฬาคิรีสูงสามศอกสองนิ้ว ตั้งสนามตำบลคลองน่าวัดแตร ม้าไกลช้างเส้นหนึ่ง พระเพทราชาชักม้ารำแพนฬ่อ นายไชยขรรค์ขับไล่ขึ้นมาใกล้สพานอิฐวัดทนัง ( วัดหนัง ) ช้างได้คว้าพระเพทราชา ๆ เห็นจวนตัวก็ขับม้าเข้าช่องกุฏน้อย ช้างค้างอยู่ ครั้นเที่ยวพระเพทราชาจะขี่ช้างนายไชยขรรค์หนีไปบ้านเสีย พระเพทราชาเข้ามาเฝ้ากราบทูลสมเด็จ


๗๖ พระเจ้าอยู่หัว แจ้งเนื้อความทั้งนั้นให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าหารู้ไม่ฤๅ อ้ายไชยขรรค์นั้นเปนทหารปาก ? ครั้นถึงเดือนพิธีอำพวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงม้าพระที่นั่งลงไปณตำบลชีกุน เจ้าฟ้ารามเจ้าฟ้าทองแต่งชาวเพ็ชรบุรี ๓๐๐ คน ตะบองครบมือนั่งซุ่มอยู่ริมทาง ครั้นเสด็จพระดำเนินลงไปถึงทางสี่แพร่ง ป่าชมภูแลตแลงกุนปายารวมกัน ชาวเพ็ชรบุรีลุกพร้อมกันขึ้นจะเข้ายุดเอาบังเหียนม้าพระที่นั่ง กรมพระตำรวจก็จับตัวมาถาม ชาวเพ็ชรบุรีให้การว่าเจ้าฟ้าทองเจ้าฟ้าราม ใช้ให้มาคอยทำร้ายแก่พระเจ้าอยู่หัว ๆ ก็เสด็จคืนเข้าพระราชวัง จึงมีพระราชโองการให้คุมเอาเจ้าฟ้าทองเจ้าฟ้ารามมาถาม สารภาพรับเปนสัตย์ ทรงพระกรุณาให้ปฤกษาโทษ ลูกขุนณศาลาปฤกษาว่าเจ้าฟ้าทองเจ้าฟ้ารามทำการขบถ ทรงพระกรุณาพระราชทานชีวิตรไว้แต่ก่อนนั้นก็สองครั้งแล้ว บัดนี้ยังคิดขบถอยู่อิกเล่า เจ้าฟ้าทองเจ้าฟ้ารามเปนมหันตโทษที่สุดอยู่แล้ว แผ่นดินหนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ทรงสมเด็จพระพุทธเจ้าถึงห้าพระองค์ เปนมหาภัทกัลปอันยิ่งจะให้โลหิตผู้ทรชนตกลงในพื้นปัถพีนี้ก็ดูมิสมควร ขอพระราชทานให้ใส่แพหยวกฟันลอยเสียตามกระแสพระสมุท เอาคำปฤกษากราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าตามคำปฤกษาเถิด ? ศุภมัศดุศักราช ๑๐๕๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าเสด็จขึ้นไปเมืองลพบุรี อยู่ประมาณเดือนหนึ่งทรงประชวร


๗๗ หนักลง วันหนึ่งหม่อมปีย์เสด็จออกมาสรงพระภักตร์อยู่ณษาสาพญาสุรศักดิเข้าไปจะจับ หม่อมปีย์วิ่งเข้าไปในที่พระบรรธม ร้องว่าทูลกระหม่อมแก้วช่วยเกล้ากระหม่อมฉันด้วย สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสว่าอ้ายพ่อลูกนี้คิดทรยศจะเอาสมบัติแล้ว มีพระราชโองการสั่งให้ประจุพระแสงปืนข้างที่แล้ว ให้หาพญาเพทราชา พญาสุรศักดิก็เข้าไปยืนอยู่ที่พระทวารทั้งสองคน สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าเสด็จ บรรธมอยู่ ยื่นพระหัดถ์คลำเอาพระแสงปืน เผยอพระองค์จะลุกขึ้นก็ลุกขึ้นมิได้ กลับบรรธมหลับพระเนตร ครั้นเพลาบ่ายพญาเพทราชา ให้ไปเชิญพญาวิไชเยนทร์เข้ามาว่าปฤกษาราชการ แล้วให้ตำรวจไปกำกับประตูพระราชวัง สั่งว่าข้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรือนจะเข้ามาเฝ้า ให้เข้ามาแต่ถาดหมากคนโทมัดเฝ้าครั้นพญาวิไชเยนทร์เข้ามาพร้อมกันณศาลาลูกขุน พญาเพทราชาว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรอยู่บ้านป่าเมืองดอน เราจะให้แต่งกองร้อยกองตระเวน แลกองร้อยรอบพระราชวังชั้นหนึ่ง น่าเพนียดชั้นหนึ่ง พระตำหนักชุบศรนั้นไว้แต่ม้าเร็วคอยเหตุ พญาวิไชยเยนทร์จึงตอบว่า ท่านว่าชอบ แล้วก็ชวนกันขึ้นไปบนเชิงเทินพญาวิไชเยนทร์ก็จัดป้อมปากตลาดฉลากให้เจ้าน่าที่อยู่รักษา พญาวิไชเยนทร์เดินไปประมาณเส้นหนึ่ง รักษาองค์เอาตะบองตีท้องหกล้มลง แล้วพญาสุรศักดิเข้าไปจับหม่อมปีย์ได้ เอาไปล้างเสียทั้ง


๗๘ พญาวิไชเยนทร์ ฝ่ายพญาพระหลวงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงเห็นพญาเพทราชาทำการผิดปลาด ก็ให้หนังสือลงมาถึงเจ้าฟ้าอภัยทัศ ว่ามีคนพวกละ ๓๐๐ บ้าง ๔๐๐ บ้าง เจ้าฟ้าอภัยทัศเสด็จลงไป ณพระตำหนักท้องสระ เอาหนังสือซึ่งขุนนางทั้งปวงถวายลงมานั้นขยำน้ำเสีย แล้วเสด็จขึ้นไปถึงปากน้ำปากสบ เข้านมัสการพระพรหมเสด็จขึ้นไป ชาวน่าที่ซึ่งสั่งให้ลงมาคอยเสด็จ ครั้นพบเสด็จแล้วก็กลับขึ้นไปเรียนแก่พญาเพทราชา พญาสุรศักดิ ๆ ให้ลงมาเชิญเสด็จรีบขึ้นไป เจ้าพระขวัญทรงพระเสลียงขึ้นไปถึง พญาสุรศักดิสั่งให้เอาไปวักซาด (วัดซาก ) พญาสุรศักดิขี่ช้างพังออกไปด้วย จึงให้เจ้าพนักงานทำเสียสำเร็จแล้ว ก็กลับเข้ามาพระราชวังเพลาสามยาม พระราชวังรักษาให้เรียนถามพญาเพทราชา พญาสุรศักดิ ว่าพร้อมแล้วฤๅยัง บอกว่าพร้อมแล้ว ขุนองค์อยู่งานถอนนิ้วขึ้นจากพระองค์พระโอษฐงับก็นิ่งไป วัน ๗๙ ค่ำ เพลา ๑๐ ทุ่มเสด็จนิพพาน ? ครั้นเพลาเช้าพระเพทราชานุ่งจีบถือพระกระบี่ ขุนนางทั้งปวงเข้าไปพร้อมกันนั่งลงไหว้ พญาเพทราชาบอกว่าเราจะเชิญพระบรมศพออกไปใส่เรือพระที่นั่งสุวรรณหงษ์ ขุนนางทั้งปวงรับพระโองการพญาเพทราชาว่าทำไมท่านทั้งปวงมารับพระโองการเรา ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันว่า พระองค์ควรจะเปนใหญ่ปกป้องครองแผ่นดินอยู่


๗๙ แล้ว พญาเพทราชาจึงว่า เราจะช่วยรักษาว่าราชการไปพลางกว่าผู้มีบุญจะมีมา นี่พอจะได้อยู่ แล้วมีพระราชโองการสั่งให้เชิญพระโกษฐขึ้นบนพระมหาปฤกษฎาธารพระที่นั่งสุวรรณหงษ์ กำนัลแสงถวายเครื่องต้น เจ้าพนักงานเอาเรือพระที่นั่งสีสักลาดสองลำเข้ามาประทับ เสด็จลงเรือพระที่นั่งสีสักลาดองค์ละลำ ลอยลงมาท้ายพระที่นั่งสุวรรณหงษ์ เสด็จลงถึงตำบลบ้านตลุงเพลาประมาณสองทุ่มเศษ พระบรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาร ผ่านน่าเรือพระที่นั่งสุวรรณหงษ์วงเวียนรอบเรือพระที่นั่งนั้น พญาไชยทัน พระราชโกษา หลวงราชาพิมล ขุนสมเด็จพระขัน หลวงประไชยชีพซึ่งลงในเรือพระที่นั่งสุวรรณหงษ์นั้น ร้องกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสว่าเห็นแล้ว ครั้นเรือพระที่นั่งลงมาถึงพระนครประทับขนาน มีพระราชโองการให้เชิญพระบรมศพ ให้พระสนมเชิญเครื่องเชิญพระแสงตามธรรมเนียม ถือเครื่องสูงแลหามพระราชยานก็ผู้หญิง เชิญพระบรมศพขึ้นไปไว้ณพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ ครั้นส่งเสด็จแล้วพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกลอยเรืออยู่สระบัว ทรงพระกรุณาให้สถาปนาพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ ถึงเดือนสี่แล้วจวนพระราชพิธีตรุศ เสด็จปราบดาภิเศกทรงพระนามสมเด็จพระมหาบุรุษราชบพิตรเจ้า จัดพระอรรคมเหษีเดิมเปนฝ่ายขวา จัดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระนารายน์เปนเจ้า แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า


๘๐ ทอง สองพระองค์เปนฝ่ายซ้าย ฉิมบุตรภรรยาพนักงานของกินตั้งขึ้นเปนเจ้าอยู่นางพญา ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอรับพระบัณฑูรฝ่ายน่าเอาหม่อมแก้วบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ผู้น้อง เปนกรมขุนเสนาบริรักษ์ น้อย ธิดาพันวสา พระราชทานเครื่องสูงแลเครื่องราชาบริโภครับ ใหญ่ พระบัญชา นายทรงบาศหลานเธอ เปนพระอภัยสุรินทร์ กรมขุนทิพพลภักดิ พระราชทานเครื่องสูงแลเครื่องราชาบริโภค รับพระบัญชาเอาขุนองค์เปนพญาสุรสงคราม พระราชทานเครื่องสูง เอานายบุญมากเปนเจ้าพญาวิชิตภูบาล พระราชทานเครื่องสูง ให้อยู่วังหลัง ทรงพระกรุณาตรัสว่าวัดพญาแมนเราได้อุปสมบท ให้ไปสถาปนาพระวิหารการเปรียญขึ้นแล้ว ทรงพระราชูทิศกัลปนาส่วยขึ้นพระอารามนั้นเปนอันมาก บ้านป่าตองก็เปนที่ไชยราชศรีสวัสดิมงคล ทรงพระราชูทิศศรัทธาสถาปนาเปนพระอาราม สร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญเสนาสนกุฎีเปนพระรัตนไตรยบูชา สั่งให้หมื่นจันทราชช่างเคลือบ ๆ กระเบื้องสีเหลือง มุงหลังคาพระอุโบสถแล้วถวายพระนามพระอารามชื่อบรมพุทธาราม เจ้าอธิการถวายพระนามชื่อพระญาณสมโพธิ ถวายกับปิยการกต่าง ๆ เปนอันมาก ? ลุศักราช ๑๐๕๒ ปีมเมียโทศก พระอรรคมเหษีฝ่ายซ้ายทั้งสองพระองค์ ๆ หนึ่งเปนพระราชธิดาสมเด็จพระนารายน์เปนเจ้า มีพระ


๘๑ ราชโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามชื่อว่าพระราชสมภาร พระองค์หนึ่งเปนพระมเหษีเปนพระราชบุตรเจ้าฟ้าทอง ๆ ร่วมพระราชธิดากับสมเด็จพระนารายน์เปนเจ้า มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามชื่อนารายน์ธิเบศร์ ? ลุศักราช ๑๐๖๐ ปีขาลสัมฤทธิศก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จไปทอดพระเนตรมวยอยู่ณเพนียด อ้ายธรรมเถียรปลอมว่าเปนเจ้าฟ้าอภัยทัศ ซึ่งเอาไปทุบเสียณวัดซาก เอาช้างมงคลรัตนาศน์ซึ่งอยู่ลพบุรีขี่เข้ามา ไพร่ซึ่งมาด้วยนั้นประมาณ ๕๐๐ ไพร่ชาวนาเกี่ยวเข้าถือหอกบ้าง คานหลาวบ้าง ขุนหลวงกรมพระราชวังบวร ฯ กราบทูลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสว่าถ้าผู้มีบุญมาจริงแล้วเราจะยกให้ กรมพระราชวังเสด็จอยู่ป้อมมหาไชย ธรรมเถียรยืนช้างอยู่ตีนรอ มีพระบัณฑูรให้ตำรวจไปพิเคราะห์ดูตัวให้แน่ ตำรวจกลับมากราบทูลว่ามิใช่เจ้าฟ้าอภัยทัศจึงมีพระบัณฑูรให้วางปืนใหญ่ออกไปพร้อมกันทั้งแปดบอก พวกธรรมเถียรก็แตกไปในเพลาค่ำ รุ่งเช้าจับตัวธรรมเถียรได้ในสวนดอกไม้วัดสีฟันเอาไปประหารชีวิตรเสีย พรรคพวกทั้งนั้นเอาไปเปนตะพุ่น ? ลุศักราช ๑๐๖๕ ปีมแมเบญจศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรเสด็จสวรรคต เมื่อได้ราชสมบัติพระชนม์ได้ ๕๑ อยู่ในราชสมบัติ ๑๕ ปี


๘๒ ? สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวร ฯ ขึ้นเสวยราชสมบัติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ พระเชษฐาพระชนม์ได้ ๒๔ พระวสา พระอนุชาพระชนม์ได้ ๒๐ พระวสา รับพระบัณฑูรทั้งสองพระองค์ แล้วให้จับเจ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ ว่าคบคิดกันกับ แขก อำมาตย์หลอพระรักษมณเฑียร เจ้าพระองค์ ว่าซ่องสุม ดำ ผู้คนคิดขบถมิได้ถวายเครื่องสาตราวุธ ให้เอาไปประหารชีวิตรเสียสิ้น อยู่มาอิกสองวันจับเจ้าพระขวัญ ให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย ณวัดโคกพญา ? ลุศักราช ๑๐๖๗ ปีรกาสัปตศก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปณเมืองพระพิศณุโลก ถึงที่ประทับโพธิ์ทับช้าง มีพระโองการตรัสว่า สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปตีเมืองล้านช้าง สมเด็จพระมารดาทรงพระครรภ์แก่ เสด็จขึ้นมาส่งตั้งจวนใต้ต้นมะเดื่อประสูตรกู จึงให้สถาปนาพระวิหาร พระอุโบสถ พระสถูป ที่จวนนั้น เสด็จขึ้นไปเมืองพระพิศณุโลกประทับแรมอยู่ ๗ เวนเสด็จกลับลงมาพระนคร ? ศุภมัศดุศักราช ๑๐๖๘ ปีจออัฐศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปล้อมช้างตำบลยางคลองทอง ได้ช้างพลาย ๖ ศอก ๕๐ ช้าง ได้ช้าง ๕ ศอกคืบ ๗๐ ช้าง ได้ช้างพัง ๓๒๐ ช้าง แล้ว


๘๓ เสด็จกลับลงมาพระนคร มีพระโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ฝึกปรือทแกล้วทหารจะเสด็จไปเอาเมืองหงษา ? ในปีนั้นหม่อมเดโชกินเมืองนครจับปลัดฆ่าเสีย มีตราให้หาก็มิได้เข้ามา จึงยกทัพออกไปจะจับหม่อมเดโช ๆ ขับคนขึ้นน่าที่เชิงเทินต่อรบพุ่งเปนสามารถ พระไกรพลแสนอยู่ในเมืองเปนใจด้วยทัพหลวง ให้คนหนีจากน่าที่เชิงเทิน กองทัพจึงเข้าเมืองได้ หม่อมเดโชหนีไปได้ กองทัพยกกลับมา ? ลุศักราช ๑๐๗๐ ปีชวดสัมฤทธิศก ให้สถาปนาพระมณฑปพระพุทธบาท ? ศักราช ๑๐๗๗ ปีมแมสัปตศก เสด็จขึ้นไปฉลองพระพุทธบาท ๗ เวนทรงพระประชวร เสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณราเชนทร์เสด็จลงมาถึงกรุง ขึ้นพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ได้ ๗ เวนประชวรหนักลงแปลงสถานลงมาพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์เพลาเช้า พระชนม์ ๒๗ พระวสา เปนกรมพระราชวังบวร ฯ อยู่ ๑๕ ปี ได้เสวยราชสมบัติ ๗ ปี พระชนม์ได้ ๔๙ พระวสาเสด็จสวรรคต ? สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ แต่งพระบรมศพถวายพระเพลิงพระราชบิดาเสร็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเชษฐาธิราชพระชนม์ ๒๔ ขึ้นเปนกรมพระราชวังบวร ฯ อยู่ ๗ ปี ? เสด็จทรงนามพระรามาธิบดี แตกนักพระอินทร์เข้ามาแต่กรุง


๘๔ กัมพูชา ทรงพระกรุณาให้ออกไปรับ ปลูกตำหนักให้อยู่ตำบลวัดค้างคาว ? ศักราช ๑๐๘๐ ปีจอสัมฤทธิศก อสนีบาตลงยอดวัดมงคลบพิตรไหม้เครื่องไม้ลงมาจนผนัง ๗ วันจึงดับ พระสอพระประธานหัก ? ศักราช ๑๐๘๑ ปีกุญเอกศก ทรงพระกรุณาให้เกณฑ์กองทัพเรือพล ๕๐๐๐ ทัพบกคน ๕๐๐๐ ให้พญาจักรีบ้านโรงฆ้องเปนแม่ทัพบก พญาโกษาจีนเปนแม่ทัพเรือกำปั่นสองลำ ยกออกไปรบญวนลแวกตีแตกเข้ามา ? ศุภมัศดุศักราช ๑๐๘๔ ปีขาลจัตวาศก ทรงพระราชศรัทธาให้บุรณพระเจดีย์พระอุโบสถวัดมงคลบพิตรให้กว้างให้ยาวออกกว่าเก่า ? ลุศักราช ๑๐๘๙ ปีมแมนพศก ทรงพระประชวรชิวหา ในปีนั้นสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จออกไปทรงผนวชณวัดกุฎีดาว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอภัย ถามนายบุญมีราชวังเมืองกรมช้างพระราชวังบวร ฯ ว่า ตัวไรมีฝีงา นายบุญมีราชวังเมืองกราบทูลว่า ช้างพลายสระสงสาร ช้างพลายแก้วพลายรัดกลึง รับวงพาดแลชนเถื่อน รับสั่งให้เอาช้างสามช้างไปพระราชวังหลวง แล้วสั่งว่าช้างม้าซึ่งอยู่วังน่านั้น อย่าให้ตะพุ่นจ่ายหญ้าให้ หลวงมณเพียรบาล หลวงกลาโหมเปนโทษครั้งปลงศพพระอาจารย์วัดคูหา เข้าไปกราบทูลพระกรุณาให้เอาไว้ในพระราชวังหลวง จึงมีพระราชโองการให้ไปต่อว่าขุนหลวงกรมพระราช


๘๕ วังบวร ฯ ก็ยอมถวาย จึงทรงพระกรุณาเอาหลวงมณเฑียรบาลใส่ที่พระบำเรอภักดิ หลวงกลาโหมเปนที่หมื่นไวยวรนารถ สองคนนี้พิดทูลยุยงพระเจ้าอยู่หัว แลสมเด็จพระเจ้าท้าวเจ้าฟ้าอภัย ว่าถ้าหาหลวงจ่าแสน ขุนชำนาญ นายชิดภูบาลมิได้ การดำริห์สิ่งใดก็จะสดวก


หมดฉบับเพียงเท่านี้





ปฐมวงษ์

? จะขอกล่าวถึงความประวัติเปนไปต่าง ๆ ในโลกย์นี้ จนถึงกาลเมื่อละโลกย์นี้ล่วงไปยังปรโลกย์ ของพระองค์ท่านซึ่งเปนบุรพบุรุษในพระบรมราชวงษ์อันนี้ซึ่งเปนชั้นต้น คือสมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดี แลสมเด็จพระไปยิกาใหญ่ แลสมเด็จพระไปยิกาน้อย ๓ พระองค์ แลชั้นสองคือ พระเอารส พระธิดา ของสมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดีทั้ง ๗ พระองค์ ดังออกพระนามมาแต่ก่อน ตามกำหนดประวัติเวลาของพระองค์นั้น ๆ เรียงไปในลำดับโดยสังเขปเพื่อจะให้ผู้อ่านผู้ฟังได้สติปลงพระไตรลักษณปัญญา ปลงเห็นอนิจจลักษณ ทุกขลักษณ อนัตตลักษณ เพราะได้สดับเรื่องนี้จะได้ไม่ปราศจากประโยชน์ในทางภาวนามัยกุศล ซึ่งเปนกุสโลบายอันใหญ่อันงามกว่ากุศลอื่น ? สมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดีนั้น ทราบแต่ว่าได้ดำรงพระชนมายุแลศุขสมบัติครอบครองสกุลใหญ่ แลมีอำนาจในราชกิจดังกล่าวแล้วอยู่สิ้นกาลนาน จนตลอดเวลาพม่าข้าศึกเข้าล้อมกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยา ในคราวที่กรุงจะแตกทำลายนั้น



๘๗ ? สมเด็จพระไปยิกาพระองค์ใหญ่นั้น ได้มีพระเอารส พระธิดา ๕ พระองค์แล้ว ก็สิ้นพระชนม์ล่วงไปโดยนัยที่กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อสิ้นพระชนม์นั้น พระชนมายุเท่าไรไม่ทราบถนัด พระไปยิกาพระองค์น้อย ได้รับปรนิบัติสมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดีบดี ในที่นั้นต่อมาได้ประสูตรพระธิดาพระองค์หนึ่งแล้ว จะสิ้นพระชนม์เมื่อใดก็หาได้ความเปนแน่ไม่ ได้ความเปนแน่แต่ว่า เมื่อเวลาพม่าเข้าล้อมกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาเวลาที่สุดนั้น สมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดีมีพระดำริห์จะออกจากกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทยา หลีกหนีข้าศึกไปอยู่ให้ห่างไกล จะชักชวนพระเอารสพระธิดาทั้งปวงตามเสด็จไปด้วยพร้อมกัน พระเอารสพระธิดาทั้ง ๖ พระองค์ที่ทรงพระเจริญแล้วนั้น ได้แยกย้ายไปตั้งสกุลอื่น มีพระบุตร พระบุตรี เกี่ยวข้องเปนห่วงใยพัวพันมากมาย จะรวบรวมมาพร้อมเพรียงกันแล้วคุมเปนพวกใหญ่ออกไปโดยง่ายหาได้ไม่ เมื่อได้ช่องจึงได้พาแต่พระกุมารพระองค์น้อยกับหญิงบาทบริจาริก ซึ่งเปนหม่อมมารดาของพระกุมารนั้นไปอาไศรยอยู่ณเมืองพระพิศณุโลก ได้ทรง ปรนิบัติแด่เจ้าเมืองพระพิศณุโลก ซึ่งทราบไปว่ากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาอยู่ในเนื้อมือพม่าข้าศึกแล้ว ก็ถืออำนาจตั้งตนเปนเจ้าแผ่นดินใหญ่ขึ้นในเวลานั้น ได้ที่สมุหนายกอรรคมหาเสนาธิบดี ? เจ้าเมืองพระพิศณุโลกนั้นมีจิตรกำเริบ บังคับให้ทอดโฉนดบาด หมายอ้างบังคับตนเรียกว่า พระราชโองการ โดยไม่มีการพิธี


๘๘ ราชาภิเศก อยู่ได้ ๗ วัน ก็ถึงแก่พิราไลย ก็เมื่อเจ้าเมืองพระพิศณุโลกถึงแก่พิราไลยแล้ว องค์สมเด็จพระไปยกาธิบดีจะทรงปรนิบัติอยู่ประการใด ความไม่ทราบถนัด ทราบแต่ว่าภายหลังทรงพระประชวรแล้วเสด็จสวรรคตอยู่ในเมืองพระพิศณุโลก เมื่อเวลากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาแตกทำลายแล้วมิได้นาน กำลังการบ้านเมืองยังเปนจลาจลอยู่นั้น จึงพระโอรส คือ กรมหลวงจักรเจษฎากับหม่อมมารดาซึ่งตามเสด็จไปด้วยนั้น ได้มีความกตัญญูกตะเวทีได้จัดการถวายพระเพลิงตามกำลังที่จะทำได้แล้ว ได้เชิญพระบรมอัฐิกับพระมหาสังข์อุตราวัฏ ซึ่งเปนของสำหรับสกูลสืบมาแต่ก่อนเปนสำคัญคืนนำกลับลงมาแล้ว ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เมื่อครั้งเสด็จอยู่วังบ้านหลวงในกรุงธนบุรีเมื่อแผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรีนั้น เปนความชอบอันยิ่งใหญ่ของกรมหลวงจักรเจษฏา แลคุณมาซึ่งเปนหม่อมมารดานั้นอยู่ ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว จึ่งได้เชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนารถนั้นใส่พระโกษฐทองคำประดับด้วยพลอยทับทิม ตั้งประดิษฐานในหอพระที่นมัสการในพระบรมมหาราชวัง สำหรับทรงสักการบูชาทุกค่ำเช้ามิได้ขาด แลสำหรับให้พระราชวงษานุวงษ์แลข้าทูลลอองธุลีพระบาท ได้กราบถวายบังคมในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแทนธรรมเนียมเดิม ซึ่งเปนโบราณจารีตมีนิยมให้คำนับพระเชษฐบิดร ซึ่งเปนพระ


๘๙ ราชปฎิมากรรูปของสมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีเปนปฐม คือพระองค์ซึ่งสร้างกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยามหานครแต่ก่อนนั้น ได้เปนที่นมัส การของพระเจ้าแผ่นดิน แลเปนที่ถวายบังคมของพระราชวงษานุวงษ์แลข้าราชการในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระนครนั้นสืบ ๆ มา จนสิ้นแผ่นดินกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยานั้น ? กล่าวด้วยประวัติของท่านซึ่งเปนบุรพบุรุษชั้นต้นสิ้นแต่เท่านี้ ? กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีนั้น กับทั้งพระภัศดา พระโอรสพระบุตรี เมื่อกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยายังไม่แตกทำลาย จะตั้งอยู่ตำบลใดไม่ทราบถนัด ทราบแต่ว่าพระภัศดาของท่านพระองค์นั้นมีนามว่าหม่อมเสม ได้รับปรนิบัติในราชการแผ่นดิน เปนที่พระอินทรรักษา เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้ายฝ่ายพระบวรราชวัง ได้ประสูตรพระโอรส ๓ พระธิดา ๑ ซึ่งออกพระนามมาแล้วนั้นก่อนแต่กรุง เทพทวาราวดีศรีอยุทธยายังไม่แตกทำลาย ก็ฝ่ายพระภัศดานั้นจะถึงแก่พิราไลยเมื่อใดไม่ทราบเปนแน่ เปนแต่เมื่อครั้งแผ่นดินกรุงธนบุรีไม่มีแล้ว มีแต่กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี กับพระโอรสพระธิดาทั้ง ๔ เสด็จมาประทับตั้งอยู่ที่ตำบลสวนมังคุด ซึ่งบัดนี้เปนที่วังเก่าของเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ ซึ่งกรมหมื่นเทวานุรักษ์ แลหม่อมเจ้าในกรมขุนอิศรานุรักษ์ยังครอบครองอยู่นั้น แต่เวลานั้นเรียกว่าบ้านปูนตามนามสถานที่แต่บุราณมา


๙๐ ? กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีได้ถวายพระโอรสพระธิดา ให้ทำราชการฝ่ายน่าฝ่ายในในแผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรี แลได้พึ่งพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ แลพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวัง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์นั้นทั้งสองพระองค์ ซึ่งได้ทำราชการในตำแหน่งมีอำนาจใหญ่เวลานั้นด้วยจึงได้คุ้นเคยเฝ้าแหนได้ในเจ้ากรุงธนบุรีเนือง ๆ ? กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น เมื่อครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรี อยุทธยา ได้พระภัศดาเปนบุตรที่ ๔ ของมหาเศรษฐีซึ่งเปนผู้สืบเชื้อวงษ์ลงมาแต่มหาเสนาบดีเมืองปกิ่ง แต่ครั้งแผ่นดินเจ้าปกิ่งเม่งไท้โจ ซึ่งเปนพระเจ้าปกิ่งที่สุดในวงษ์หมิง ครั้นพระเจ้าปกิ่งเม่งไท้โจเสียเมืองแก่พวกตาดแล้ว ท่านเสนาบดีนั้นกับเสนาบดีอื่นหลายนาย ไม่ยอมตัดผมมวยไว้หางเปียตามพวกตาด จึงได้หนีออกจากแผ่นดินจีนมาอยู่ในแผ่นดินญวนบ้าง แผ่นดินไทยบ้าง สืบสกูลต่อมาเปนจีนอย่างเก่า ไม่ได้ไว้หางเปีย ? พระภัศดาในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น มีนามว่าเจ้าขรัวเงินมีพี่หญิงชื่อท่านนวล ๑ ท่านเอี้ยง ๑ มีพี่ชายชื่อเจ้าขรัวทอง ๑ ได้ตั้งนิวาศฐานอยู่ตำบลถนนตาล เปนพานิชใหญ่ ชาวกรุงเก่าเรียกว่า เศรษฐีถนนตาลในกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยามหานคร พระมารดาของพระภัศดาในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น เปนน้องร่วมมารดากับภรรยาเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ว่าที่โกษาธิบดีในแผ่นดิน


๙๑ พระบาทสมเด็จบรมธรรมิกมหาราชาธิราช ภรรยาเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ซึ่งเปนป้าของพระภัศดาในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้นมีบุตรกับเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ผู้หนึ่งชื่อนายฤทธิ์ นายฤทธิ์เมื่อเปนหนุ่มเจริญแล้ว เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ผู้บิดาได้สู่ขอหม่อมบุนนาค เปนบุตรพระยาวิชิตณรงค์เจ้ากรมเขนทองซ้ายมาให้เปนภรรยา ได้แต่งงานอาวาหวิวาหมงคลกัน พระยาวิชิตณรงค์นั้นเปนพี่ชายร่วมบิดามารดากับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งได้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ตลอดเวลากรุงเทพทวาราวดีศรี อยุทธยา ครั้นกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาแตกทำลายเสียแล้วได้ตั้งตนเปนเจ้านั้น ? กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น เมื่อกรุงเทพทราวดีศรีอยุทธยายังไม่แตกทำลาย ได้มีพระโอรส ๒ พระธิดา ๑ ซึ่งออกพระนามในข้างต้นแล้วนั้น ครั้นเมื่อปีกุญนพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ พระพุทธ สาสนกาล ๒๓๑๐ พรรษา พวกพม่าข้าศึกเข้ารุกรานทำลายล้างกรุง เทพทวาราวดีศรีอยุทธยาเสียได้ ชาวพระนครทั้งปวงซึ่งมีครอบครัว สกูลต่าง ๆ พากันแตกแยกย้ายกระจายกระจัดหนีไป ครั้งนั้นกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ทรงพระครรภ์อยู่ได้ ๔ เดือนเศษแล้ว พร้อมกันกับพระภัศดากับพระธิดาตามเสด็จสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ออกไปอาไศรยอยู่ด้วย ในนิวาศฐานที่เดิมของสมเด็จพระอมรินทรา มาตย์ ณตำบลอัมพวาพาหิรุทยานประเทศ ครั้นถึงวันกาฬปักษ์


๙๒ ดิถีที่สิบสองนับเบื้องน่าแต่โปฐบทบุรณมี มีอาทิตยวารเปนกำหนดจึงได้ประสูตรพระธิดาพระองค์หนึ่ง ซึ่งได้นับโดยลำดับว่าเปนที่ ๔ คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ? ครั้งนั้นเจ้าคุณชีโพ ผู้เปนพระน้องนางของสมเด็จพระอมรินทรา มาตย์ ได้รับอุปถัมภ์บำรุงเลี้ยง เปนเหตุให้สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา มาตย์ได้ทรงนับถือว่า เปนพระมารดาเลี้ยงมา ครั้นเมื่อแผ่นดินกรุงธนบุรีตั้งขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์เสด็จเข้ามา ปรนิบัติในราชการ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์กับพระภัศดาแลพระ ( ฉบับตก ) ก็ได้ตามเสด็จเข้ามาตั้งนิวาศฐานบ้านเรือนโรงแพอยู่ที่ตำบลกระฎีจีน ที่นั้นบัดนี้เปนพระวิหารแลหอไตรวัดกัลยาณมิตร แพลอยลงในคลองแม่น้ำใหญ่ตรงวัดโมฬีโลกย์ข้ามไปข้างใต้ ? แต่กรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งเปนพระโอรสใหญ่ของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น เมื่อเวลากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาแตกทำ ลายนั้น ทรงผนวชเปนสามเณรตามพระอาจารย์ไปทางอื่น ได้ลาผนวชกลับมายังสกูล เมื่อมาตั้งอยู่ในตำบลนี้แล ? ฝ่ายนายฤทธิ์บุตรเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เมื่ออยู่กับหม่อมบุนนาคภรรยามีบุตรีหนึ่งชื่อหม่อมอำพัน ครั้นเมื่อกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาแตกทำลายแล้ว พาบุตรพาภรรยาหนีไปเมืองนครศรีธรรมราช เข้าพึ่งอาไศรยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลบ้านสามอู่ เหนือเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาประมาณทาง


๙๓ ๑๐๐ เส้น ครั้งนั้นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เมื่อจะตั้งตัวเปนเจ้าได้ปฤกษาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ กับนายฤทธิ์ผู้หลานเขย เพราะนายฤทธิ์เปนบุตรท่านเสนาบดีผู้ใหญ่เข้าใจมาก ในขนบธรรมเนียมราชการแผ่นดิน เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีความยินดีต่อสติปัญญาความคิดอ่านของนายฤทธิ์มากนัก เมื่อตั้งตนเปนเจ้าแผ่นดินขึ้นแล้วจึงตั้งนายฤทธิ์ให้เปนกรมพระราชวัง เรียกว่าวังน่าเมืองนครศรีธรรม ราช ท่านบุนนาคเรียกว่าเจ้าครอกข้างใน หม่อมเจ้าอำพันนั้นเปนพระองค์เจ้าอำพัน กิติศัพท์นั้นทราบมาถึงพระภัศดาของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ จึงมีความดำริห์ไม่เห็นชอบด้วยนายฤทธิ์ผู้เปนญาติซึ่งเปนหลานเขยเจ้านครศรีธรรมราช มิใช่ญาติอันสนิทเข้าไปรับที่ตำแหน่งใหญ่ นานไปภายน่าเห็นว่าไภยจะบังเกิดมี อนึ่งครั้งนั้นก็ได้ทราบความประสงค์ของเจ้ากรุงธนบุรีว่า จะยกกองทัพออกไปตีปราบปรามเมืองนครศรีธรรมราชสักเวลาหนึ่ง เมื่อว่างราชการทัพรบกับพม่า กลัวว่าถ้าเปนอย่างนั้นจริง นายฤทธิ์จะพลอยตายด้วยเจ้านครศรีธรรมราช มีความปราถนาจะออกไปลองใจนายฤทธิ์ ซึ่งเปนวังน่าเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ยังจะนับถือว่าเปนญาติอยู่ฤๅหาไม่ ถ้านับถือรับรองดี ก็จะว่ากล่าวให้สติเสียให้รักษาตัวด้วยเหตุนี้พระภัศดาในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ได้มอบถิ่นฐานบ้านเรือนทาษกรรมกรทั้งปวง ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์ซึ่งเปนบุตรผู้ใหญ่อยู่รักษา แล้วพากรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์กับพระธิดาใหญ่


๙๔ น้อยสองพระองค์ กับชายหญิงสองสามคนลงเรือทเลแล่นล่องลงไปเมืองนครศรีธรรมราช ในฤดูลมว่าวปลายปีชวดสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๓๐ ครั้นไปถึงแล้วก็ขึ้นไปเมืองนครศรีธรรมราช นั่งอยู่ที่ริมทางเมื่อวังน่าเมืองนครจะมีที่ไป ครั้นเมื่อเสลี่ยงวังน่าเมืองนครมาใกล้ ก็กระแอมไอให้เสียงเปนสำคัญ วังน่าเมืองนครได้เห็นแล้วก็มีความยินดี ลงจากเสลี่ยงออกมารับแล้วปราไสโดยฉันญาติ แล้วพาไปที่อยู่พร้อมกับสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ แลพระธิดาสองพระองค์ ครั้งนั้นวังน่าเมืองนครชวนจะให้อยู่ด้วย แลว่าจะพาไปให้เฝ้าเจ้านครศรีธรรมราช พระภัศดาในกรมพระสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมเข้าไปหาเจ้านครศรีธรรมราช แลไม่ยอมอยู่ด้วย ขอให้ปิดความเสีย แล้วได้ให้สติดังคิดไปนั้นทุกประการวังน่าเมืองนครก็เห็นชอบด้วย ได้รับว่าภายหลังจะค่อยคิดอ่านเอาตัวออกหากให้พ้นไภยตามความคิดนั้น ครั้งนั้นชาวเมืองนครศรีธรรม ราช บางพวกกระซิบกระซาบเล่าฦๅกันว่า ผู้ซึ่งออกไปจากกรุงธนบุรีนั้น เปนผู้อาสากรุงธนบุรีไปเกลี้ยกล่อมวังน่าเมืองนครศรี ธรรมราชให้เปนไส้ศึก ? ด้วยเหตุที่กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์กับพระภัศดามีความสดุ้ง รีบลาวังน่าเมืองนครศรีธรรมราช กลับเข้ามากรุงธนบุรีในฤดูลมสำเภาปลายปีชวดสัมฤทธิศกกับปีฉลูเอกศกต่อกัน ครั้งนั้นเจ้ากรุงธนบุรีทราบว่า พระภัศดาของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ออกไปเมือง


๙๕ นครศรีธรรมราชกลับเข้ามาถึงใหม่ ก็ให้มีผู้รับสั่งไปหามาซักไซ้ไต่ถามข้อราชการ ก็ได้มาให้การว่าเปนแต่ยากจนก็หาสิ่งของเปนสินค้าขาย แลได้ให้การข่าวบ้านเมืองแต่ตามเห็นเล็กน้อยโดยสมควรความซึ่งว่าได้ไปพบวังน่าเมืองนครศรีธรรมราชนั้นไม่ให้การ เจ้ากรุงธนบุรีจึงดำริห์ไว้ว่าเมื่อใดว่างราชการทัพกับพม่า จะได้ยกทัพไปเมืองนครศรีธรรมราช จะให้พระภัศดากรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์เปนผู้นำทัพนำทาง ฝ่ายพระภัศดากรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ไม่ ปราถนาจะอาสาเจ้ากรุงธนบุรีดังนั้น จึงบอกป่วยว่าเปนง่อยเสียก่อนแต่เริ่มการทัพเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ทำราชการเปนตำแหน่งใดในแผ่นดินนั้นเลย ? กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ในแผ่นดินกรุงธนบุรีได้ประสูตรพระโอรสอิกสองพระองค์ซึ่งออกพระนามมาข้างหลังแล้วนั้น ในปีขาลโทศกจุลศักราช ๑๑๓๒ พระองค์หนึ่ง ปีมเสงเบญจศก จุลศักราช ๑๑๓๕ พระองค์หนึ่ง พระภัศดากรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ก็สิ้นพระชนม์เสียแต่ในเวลาเปนกลางแผ่นดินกรุงธนบุรี ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ทั้งสองพระองค์ก็ได้ตามเสด็จเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีมีพระตำหนักอยู่ข้างหลังพระมหามณเฑียร เรียกว่าพระตำหนักใหญ่ ได้ว่าราชการเปนใหญ่ทั่วไปแทบทุกอย่าง แล


๙๖ ว่าการวิเศษใน พระคลังเงิน พระคลังทอง แลสิ่งของต่าง ๆ ในพระราชวังชั้นในทั้งสิ้น ? กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์นั้น มีพระตำหนักอยู่เบื้องหลังหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แลพระวิมานรัตยา เรียกว่าพระตำหนักแดง ได้ทรงราชการทรงกำกับเครื่องใหญ่ในโรงวิเศษต้น แลการสดึงแลอื่น ๆ เปนหลายอย่าง กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีแลกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ทั้งสองพระองค์นั้น ได้เสด็จดำรงทรงพระชนม์อยู่มานานในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ถึง ๑๕ ปี ครั้นถึงปีมแมเอกศกจุลศักราช ๑๑๖๑ ทั้งสองพระองค์นั้นทรงพระประชวรพระโรคชรา กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์พระชนมายุ ๖๐ ปีเศษยังไม่ถึง ๗๐ เสด็จทิวงคตลงก่อน ล่วงไปได้ ๓ เดือนเศษ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีมีพระชนมายุได้ ๗๐ ปีเศษ ไม่ถึง ๘๐ เสด็จทิวงคต พระศพได้ไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยกัน ได้ถวายพระเพลิงพร้อมกัน ? พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์นั้น เมื่อครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาหาได้ทำราชการในหลวงไม่ เพราะเสด็จไปอยู่กับสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ณตำบลอัมพวา โดยนัยที่กล่าวมาแล้วแต่หลัง เปนแต่เข้าแอบอิงอาไศรยมีสังกัดอยู่ในพระองค์เจ้าอาทิตย์ซึ่งเปนพระเจ้าหลานเธอ ในพระบาทสมเเด็จพระบรมธรรมิกราชาธิราช เปนเอารสของกรมพระราชวังในแผ่นดินนั้น ครั้นเมื่อแผ่นดิน


๙๗ สุริยามรินทรได้เปนพระองค์เจ้า โปรดปรานในพระเจ้าแผ่นดิน มีผู้นิยมนับถือมาก ครั้นมาถึงแผ่นดินกรุงธนบุรีได้ทรงทำราชการในตำแหน่งเปนพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา แล้วเลื่อนที่เปนพระยาอนุชิตชาญไชย ๑ แล้วเลื่อนที่ต่อขึ้นไป เปนเจ้า๒ พระยา ยมราชเสนาบดีในกรมพระนครบาลแล้ว จึงได้เลื่อนที่เปนเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกเอกอุ ได้เปนแม่ทัพทำการสงครามกับพม่าแลเขมรแลลาว มีความชอบได้ราชการมากหลายครั้ง ภายหลังจึงได้เลื่อนที่เปนสมเด็จเจ้าพระยาพระมหากระษัตรศึก พิฦกมหิมา ทุกนคราระอาเดช สรรพเทเวศรานุรักษ์ เอกอรรคบาทมุลิกา กรุงเทพธนบุรีศรีอยุทธยา มหาดิลกภาพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชมหาสถาน อวตารสถิตย์ บพิตรพิไชย อภัยพิริยปรากรมพาหุ ได้ทรงพระเสลี่ยงงากั้นพระกลด แลมีเครื่องทองต่าง ๆ เปนเครื่องยศเสมอเจ้าต่างกรม เมื่อปีกุญเอกศก จุลศักราช ๑๑๔๑ กรุงธนบุรีมีความต้องการจะต้องไปรบเมืองเวียงจันท์ ๑ ในพระราชพงษาวดารทุกฉบับว่า เปนพระยาอภัยรณฤทธิ สงไสยว่าตรงนี้อาลักษณจะเขียนผิด แลสร้อยชาญไชยนั้นก็น่าจะเขียน เพลินไป เพราะในเวลานั้นใช้ว่า อนุชิตราชา พึ่งมาเปลี่ยนเปนอนุชิตชาญไชย เมื่อรัชกาลที่ ๔ ๒ ในพระราชพงษาวดารว่า เปนพระยายมราช สมด้วยแบบแผนในครั้งนั้น สงไสยว่าที่นี่จะเขียนเกินไป

๙๘ แก้แค้นที่เจ้าเวียงจันท์บุญสารยกมาทำแก่เมืองนครจำปาศักดิ ซึ่งมาขึ้นแล้วแก่กรุงธนบุรี แลเจ้าเวียงจันท์บุญสารไปขอกำลังพม่ามาช่วยด้วยนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ซึ่งเปนสมเด็จเจ้าพระยาพระมหากระษัตรศึกในเวลานั้น กับพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ซึ่งเปนเจ้าพระยาสุรสีห์พิศณวาธิราชในเวลานั้น ต้องยกพยุหโยธาขึ้นไปรบเมืองเวียงจันท์มีไชยชำนะตีเอาเมืองเวียงจันท์ได้ ได้ชนชเลยแลสิ่งของมาเปนอันมาก ครั้งนั้นได้พระพุทธปฎิมากรแก้วมณีสีเขียวที่เรียกว่าพระแก้วมรกฏ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในกาลบัดนี้นั้น ลงมายังกรุงธนบุรีด้วยนั้น เปนเหตุมหัศจรรย์ดังนี้ เพราะพระแก้วพระองค์นี้ยังไม่มีผู้ใดในเมืองไทยไปได้มาตลอดเวลาแผ่นดินกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยา แลแผ่นดินเมืองเหนือซึ่งล่วงแล้วมาหลายร้อยปี ? ครั้นเมื่อปีฉลูตรีศก จุลศักราช ๑๑๔๓ แผ่นดินเมืองเขมรซึ่งมาขึ้นกรุงธนบุรีอยู่แต่ก่อนนั้นกำเริบ พระยาพระเขมรลุกขึ้นจับพระองค์ราม ซึ่งเปนสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้ากรุงกัมพูชาฆ่าเสียแล้วแขงเมืองกระเดื่องกระด้างไป เพราะฉนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ซึ่งเปนสมเด็จเจ้าพระยาพระมหากระษัตรศึกในเวลานั้นกับพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวัง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ซึ่งเปนเจ้าพระยาสุรสีห์พิศณวาธิราชในเวลานั้น


๙๙ ต้องยกพยุหโยธาออกไปยังการทัพ ทำสงครามปราบปรามพวกเขมรอยู่ ? ฝ่ายเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งแต่ได้พระพุทธปฎิมากรแก้วมณีองค์นี้มาถึงกรุงธนบุรีแล้ว ก็มีจิตรกำเริบเติบโตในอันใช่ที่ คือมีสัญญาวิปลาศ ว่าตนเปนผู้มีบุญศักดิใหญ่ เปนพระโพธิสัตว์จะสำเร็จพระพุทธภูมิได้ตรัสเปนพระชนะแก่มาร เปนองค์พระศรีอาริยเมตไตรยในกัลปนี้ ก็คิดอย่างนั้นบ้าง ตรัสอย่างนี้บ้าง ทำไปต่าง ๆ บ้างจนถึงเปนพระเจ้าแผ่นดินเสียจริต ทำการผิด ๆ ไปให้แผ่นดินเปนจลาจล ร้อนรนทั่วไปทั้งไพร่แลผู้ดีสมณพราหมณ์ชี เปนการผิดใหญ่ยิ่งหลายอย่างหลายประการ ยิ่งกว่าการร้อนของแผ่นดินซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน พ้นที่จะร่ำจะพรรณา จึงเกิดข้าศึกเข้ามาล้อมวังเจ้ากรุงธนบุรี ต้องยอมแพ้แก่ข้าศึก ขอแต่ชีวิตรออกบรรพชา ฝ่ายพวกข้าศึกเข้ารักษาแผ่นดินอยู่ก็รักษาไปไม่ได้ การบ้านเมืองในกรุงธนบุรีก็ป่วนปั่นวุ่นวายไปต่าง ๆ ครั้งนั้นกรมพระราชวังหลัง ซึ่งเปนพระโอรสใหญ่ของกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี เวลานั้นเปนที่เจ้าพระยานครราชสิมา ได้ยกพวกพลเข้ามาปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินรักษากรุงธนบุรีไว้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เมื่อได้ทราบเหตุนั้นไปแล้ว ก็ยกกองทัพเสด็จกลับเข้ามากรุงธนบุรี ครั้งนั้นผู้มีบันดาศักดิข้างน่าข้างในทั้งปวง พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ชีอาณาประชาราษฎร ก็มีความสโมสรโสมนัศ พร้อมกันเชิญเสด็จ


๑๐๐ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติรักษาแผ่นดินเปนที่พึ่งสืบต่อไป จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเปนพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ในปีขาลจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ พระชนมายุ ๔๖ ปีถ้วน จึงได้ตั้งการสร้างกรุงเทพ มหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยานี้ ขึ้นเปนพระมหานครบรมราชธานี แลได้ทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ คือพระบรมมหาราชวัง แลพระอารามนั้น ๆ ได้ดำรงอยู่ในศิริราชสมบัติโดยผาสุกภาพ แลทรงประ พฤติราชกิจนั้น ๆ บรรดาที่กล่าวแลจะกล่าวว่ามีว่าเปนในแผ่นดินนั้นทุกประการ โดยยุติธรรมแลชอบด้วยเหตุผลแลกาลเทศะซึ่งเปนไปตลอดเวลาพระชนมายุของพระองค์แล้ว ก็ทรงพระประชวรพระโรคชราเสด็จสวรรคต ณวัน ๕๙ ค่ำ ปีมเสงเอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ ? พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ยังมีพระราชโอรสพระราชธิดาพระองค์อื่น ๆ แต่หม่อมบาทบริจาริกข้าหลวงเดิม แต่ยังไม่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบ้าง แต่พระสนมนารีมีศักดิต่าง ๆ เมื่อเสด็จสถิตย์ในราชสมบัติบ้าง มากมายหลายพระองค์ สิ้นพระชนม์เสียแต่ยังทรงพระเยาว์บ้าง ได้ทรงพระเจริญอยู่มานานได้เปนใหญ่ในราชการแผ่นดิน ในแผ่นดินต่อ ๆ มาบ้าง คงอยู่แต่ตามบันดาศักดิพระองค์เจ้า ไม่ได้ทรงทำราชการเปนแผนกบ้าง ครั้นจะออกพระนามนับไปเปนลำดับทางกถานี้ก็จะพิศดารมากไป แล้วจะสับจะไขว้ข้างในข้างน่า แลพระองค์ที่ปรากฎควรจะปรากฎ แลพระองค์ที่ไม่ปรากฎไม่ควรจะปรากฎนั้น ก็จะสับสนพัลวันกันนัก


๑๐๑ จะสังเกตยาก เพราะฉนั้นจะขอกำหนดออกพระนามแต่พระองค์ที่ได้เปนใหญ่ในตำแหน่งราชการปรากฎ แลไม่มีความผิดในราชการ ควรนับถือว่าพระนามนั้นเปนมงคล พระราชเอารสซึ่งได้เปนเจ้าต่างกรมมีราชการ ได้บังคับอยู่ในแผ่นดินนั้น แลแผ่นดินลำดับมานั้น ที่ควรนับแต่ ๑๑ พระองค์ คือพระองค์เจ้าทับทิม เปนกรมหมื่นอินทรพิพิธ ได้ว่ากรมพระคชบาลแล้วภายหลังได้ว่ากรมแสงใหญ่ ๑ พระองค์เจ้าอภัยทัศ เปนกรมหมื่นแล้ว เปนกรมหลวงเทพพลภักดิ เจ้าจอมมารดาเปนพระสนมเอกอุบุตร พระยาจักรีเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งเจ้าเมืองนั้นขึงแขงตั้งตัวเปนเจ้านั้น ได้ว่ากรมพระคชบาล แลการอื่น ๆ บ้างพระองค์หนึ่ง องค์เจ้าอรุโณไทย เปนกรมหมื่นศักดิพลเสพย์เจ้าจอมมารดาเปนพระสนมเอก ได้เปนเจ้าในเวลาหนึ่ง เพราะเปนบุตรเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี พัด แลมารดานั้นเปนบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งตัวเปนเจ้านคร ครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาแตกทำลายแล้วใหม่นั้น แลพระองค์เจ้าพระองค์นี้ได้เปนใหญ่ เปนอธิบดีว่าราชการกรมพระกระลาโหมแลหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล


๑๐๒ พระองค์เจ้าทับ เปนกรมหมื่นจิตรภักดี ว่าราชการช่างสิบหมู่ ๑ พระองค์เจ้าสุริยา เปนกรมหมื่นแล้วเปนกรมขุนแล้ว ภายหลัง เลื่อนเปนกรมพระรามอิศเรศ ๑ ได้ว่าการต่าง ๆ ไม่เปนตำแหน่ง ว่าความรับสั่งบ้าง เปนแม่กองทำการงานบ้าง อิกพระองค์หนึ่ง คือพระองค์เจ้าวาสุกรี เจ้าจอมมารดาเปนพระสนมโท บุตรพระราชเศรษฐี ทรงพระผนวชมาแต่ยังทรงพระเยาว์พระชนม์ได้ ๑๔ พรรษา เมื่อพระชนม์ครบ ๒๐ ได้อุปสัมปทาเปนพระภิกษุได้ ๔ พรรษา เปนอธิบดีสงฆ์แล้ว ได้เลื่อนเปนเจ้าต่างกรมมีพระนามว่า กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงษ์พระองค์นี้เปนอัจฉริยมนุษย์บุรุษรัตนอันพิเศษ ทรงพระปรีชาฉลาดรู้ในพระพุทธสาตร แลราชสาตรแบบอย่างโบราณราชประเพณีต่าง ๆ แลได้เปนอุปัธยาจารย์เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า ในพระบรมราชวงษ์นี้มากหลายพระองค์ ภายหลังเมื่อในแผ่นดินประจุบันนี้ ได้เลื่อนเปนกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงษ์ ฯ มหาปาโมกขประธานวโรดมบรมนารถบพิตร เสด็จสถิตย์ณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระองค์เจ้าฉัตร ๑ เปนกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ได้ว่าราชการกรมพระนครบาล ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย


๑๐๓ ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ว่าราชการกรมมหาดไทย กรมพระกระลาโหม เปนที่ทรงปฤกษาราชการแผ่นดิน พระองค์เจ้าสุริยวงษ์ ๑ เปนพระองค์เจ้าเคราะห์ร้าย สบายบ้างไม่สบายบ้างแต่เดิมมา ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัคไปทำราชการในพระบวรราช ได้เปนกรมหมื่นสวัสดิ วิไชย ว่าราชการแทบทุกตำแหน่ง ครั้นมาในแผ่นดินประจุบันนี้กลับลงมาทำราชการในพระบรมมหาราชวัง ได้เปนกรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิ ศุขวัฒนวิไชย พระองค์เจ้าดารากร เปนกรมหมื่นศรีสุเทพ ว่าราชการกรมช่าง ๑๐ หมู่ พระองค์เจ้าดวงจักร ๑ ก็เปนพระองค์เจ้าพระเคราะห์ร้ายสบายบ้างไม่สบายบ้าง แต่แขงแรงได้ราชการ ได้เปนกรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ ว่าราชการกรมช่างหล่อ พระองค์เจ้าสุทัศน์ ๑ เปนกรมหมื่นไกรสรวิชิต ได้ว่าราชการคลังเสื้อหมวก คลังศุภรัต แลกรมสังฆการี กรมธรรมการ พระราชธิดาซึ่งควรจะกำหนดออกพระนามนั้นควรนับ ๙ พระองค์ ๑ พระองค์เจ้านุ่ม เปนผู้ใหญ่กว่าทุกพระองค์บรรดาซึ่งมีพระชนมพรรษา อ่อนกว่าเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวดีลงมา เจ้าจอมมารดาเปนเจ้าจอมข้าหลวงเดิม เปนญาติเจ้าพระยานครราชสิมาทอง


๑๐๔ อิน พระองค์เจ้าพระองค์นี้ได้ทำราชการข้างใน ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ๒ พระองค์เจ้าพลับพระองค์หนึ่ง เปนกำพร้าไม่มีเจ้าจอมมารดา พระราชทานมอบให้กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ทำนุบำรุง มีพระชนม์ยืนนานได้เปนพระบรมวงษ์เธอผู้ใหญ่ข้างใน ในแผ่นดินประจุบันนี้ ๓ พระองค์เจ้าเกสร ได้ทำราชการข้างใน ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ๔ พระองค์เจ้าจงกล เปนพระเชษฐภคินีของกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ร่วมเจ้าจอมมารดา ได้ทำราชการในการสดึง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ๕ พระองค์เจ้ามณฑา ๖ พระองค์เจ้ามณีนิล ๗ พระองค์เจ้าดวงสุดา สามพระองค์นี้มีพระชนม์ยืนมาอยู่นาน ได้เปนพระบรมวงษ์เธอผู้ใหญ่ในแผ่นดินประจุบันนี้ ๘ พระองค์เจ้าศศิธร ได้ทำราชการเปนครูชักแลสอนพระองค์เจ้าสวดมนต์ ในหอพระพุทธรูปข้างใน ๙ พระองค์เจ้าจันทบุรี ภายหลังได้เลื่อนที่เปนเจ้าฟ้ากุณฑลทิพวดี เพราะเจ้าจอมมารดาซึ่งเปนพระสนมเอกนั้น เปนเชื้อเจ้าเมืองลาว คือเปนธิดาเจ้าเวียงจันท์อินทร์ เจ้าฟ้าพระองค์นี้ได้เปน


๑๐๕ พระวรราชชายานารี ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย มีเจ้าฟ้า ๔ พระองค์ซึ่งจะนับในพวกข้างน่าต่อไป ? พระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์นั้น เมื่อก่อนกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาไม่แตกทำลายนั้น ก็ยังไม่มีพระโอรสพระธิดา ครั้นมาเมื่อแผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรี ได้มีนารีหนึ่งมาเปนพระชายา ประสูตรพระโอรสแลพระธิดาพระองค์หนึ่งฤๅสองพระองค์ สิ้นพระชนม์เสียแต่ยังเยาว์แล้ว นารีนั้นก็เริศร้างร้าวฉานไปไม่ได้อยู่ด้วย ครั้นภายหลังจึงได้นารีลาวชาวเชียงใหม่ ชื่อเจ้ารจจา เปนธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่เก่ามาเปนพระอรรคชายาประสูติ พระธิดาพระองค์หนึ่ง ชื่อเจ้าพิกุลทอง ซึ่งภายหลังเปนกรมขุนศรีสุนทร ควรนับว่าเปนธิดาผู้ใหญ่กว่าทั้งปวง แลได้มีพระราชบุตร พระราชบุตรีแต่นารีบาทบริจาริก แลพระสนมนางในอิกหลายพระองค์ แต่ครั้งยังไม่ได้เฉลิมอุปราชาภิเศกบ้าง เมื่อเฉลิมอุปราชาภิเศกแล้วบ้างจะขอออกพระนามแต่พระองค์ที่เปนสำคัญปรากฎ ควรเปนที่นับถือแลเปน ( ฉบับลบ ) ฤๅควรเปนต้นวงษ์ของเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้าหม่อมเจ้าต่อลงมาในชั้นหลัง ๆ นั้น พระราชบุตรนั้น คือกรมหมื่นเสนีเทพ ๑ กรมขุนนรานุชิต ๑ สองพระองค์นี้ได้เปนเจ้าต่างกรม มีพระบุตรพระบุตรีเปนหม่อมเจ้าชาย หม่อมเจ้าหญิง สืบลงมามาก พระราชบุตรีนั้น คือพระองค์


๑๐๖ เจ้าดวงจันทร์พระองค์ ๑ เปนผู้ใหญ่ กับพระองค์เจ้าดุสิดาอับศร ๑ สองพระองค์นี้ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยได้ทำราชการอยู่ในพระบวรราชวัง ครั้นพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังเสด็จสวรรคตแล้ว ได้ลงมาทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวัง อยู่จนสิ้นแผ่นดินนั้น พระองค์เจ้าดาราอิกพระองค์หนึ่ง เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ได้ทำราชการอยู่ในพระบวรราชวัง เหมือนกันกับพระองค์เจ้าดวงจันทร์ ครั้นกรมพระราชวังเสด็จสวรรคตแล้ว จึงกรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในเวลานั้นยังเปนกรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ได้ให้กราบทูลขอแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยไปเปนพระชายา ประสูตรพระบุตรพระองค์หนึ่ง คือเจ้าฟ้าอิศราพงษ์ ครั้นเมื่อกรมพระราชวังพระองค์นั้นได้เฉลิมอุปราชาภิเศกแล้ว พระองค์เจ้าดาราก็ได้มีอำนาจเปนใหญ่ในการข้างในทั้งปวงในพระบวรราชวัง จึงได้ปรากฎพระนามภายหลังรู้เรียกกันว่าเจ้าข้างในบ้าง เสด็จข้างในบ้าง แต่พวกในพระบวรราชวังเวลานั้น เรียกว่าทูลกระหม่อมข้างใน ครั้นภายหลังจึงได้มาเปนพระอรรคชายาในพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวัง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทั้งปวงรู้เรียกกันว่าเจ้าข้างใน


๑๐๗ พระองค์เจ้าปัทมราชพระองค์หนึ่ง เจ้าจอมมารดาเปนพระน้านางของพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวัง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหลวงนรินทรเทวีนั้น เมื่อแผ่นดินกรุงธนบุรี ได้กรมหมื่น นรินทรพิทักษ์ ซึ่งคนเปนอันมาก เรียกว่ากรมหมื่นมุก เปนพระภัศดา ได้ประสูตรพระบุตรพระองค์หนึ่ง คือกรมหมื่นนรินทรเทพแล้ว มาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ประสูตรพระบุตรอิกพระองค์หนึ่ง คือกรมหมื่นนเรนทรบริรักษ์ กรมหมื่นซึ่งเปนพระบุตรทั้งสองนั้น ก็ได้เปนต้นวงษ์ของหม่อมเจ้าชายหม่อมเจ้าหญิงเปนอันมากสืบลงมา กรมหลวงจักรเจษฎานั้น ไม่ได้มีพระชายาเปนสำคัญ มีแต่หญิงบาทบริจาริกเปนอันมาก ประสูตรหม่อมเจ้าชายหม่อมเจ้าหญิงก็เปนอันมาก แต่ควรจะออกชื่ออยู่องค์หนึ่ง คือหม่อมเจ้าสอน ซึ่งทรงผนวชมาแต่อายุ ๒๐ ปี ได้เล่าเรียนพระคัมภีร์พุทธวจนะอยู่บ้าง ภายหลังได้เลื่อนที่เปนหม่อมเจ้าราชาคณะ ปรากฎนามว่า หม่อมเจ้าศีลวราลังการ ได้เปนอธิบดีสงฆ์ในวัดชนะสงคราม ด้วยทางกถามีประมาณเท่านี้ เปนอันพรรณาถึงพระบรมราชวงษานุวงษ์ ซึ่งออกจากพระโอรสพระธิดา ของสมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดีทั้ง ๗ พระองค์ ซึ่งเปนต้นแซ่ต้นสกูลสืบลงมานับว่าเปนขั้นสาม เพราะสมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดี ถ้านับว่าเปนชั้น


๑๐๘ ต้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ แลพระญาติเสมอยุค ๖ พระองค์นั้น ก็ควรนับว่าเปนชั้นสอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย แลพระบรมวงษานุวงษ์ซึ่งเปนสมานะยุคพวกนี้ จึงควรนับว่าเปนชั้นสามดังพรรณามานี้แล






ตำนานพระโกษฐ

กรมพระสมมตอมรพันธุ์ กรมพระดำรงราชานุภาพ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์ ช่วยกันทรงสืบสวนเรียบเรียง

พระโกษฐที่ทรงพระบรมศพ แลพระศพเจ้านาย กับโกษฐที่พระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบันดาศักดิสูง ซึ่งมีอยู่เวลานี้รวมเบ็ดเสร็จมี ๑๔ อย่าง เรียงโดยลำดับยศเปนดังนี้ ๑ พระโกษฐทองใหญ่ ๒ พระโกษฐทองรองทรง นับเสมอพระโกษฐทองใหญ่ ๓ พระโกษฐทองเล็ก ๔ พระโกษฐทองน้อย ๕ พระโกษฐกุดั่นใหญ่ ๖ พระโกษฐกุดั่นน้อย ๗ พระโกษฐมณฑปใหญ่ ๘ พระโกษฐมณฑปน้อย ๙ พระโกษฐไม้สิบสอง ๑๐ พระโกษฐพระองค์เจ้า เดิมเรียกว่าโกษฐลังกา


๑๑๐ ๑๑ โกษฐราชินิกูล ๑๒ โกษฐเกราะ ๑๓ โกษฐแปดเหลี่ยม ๑๔ โกษฐโถ ตำนานพระโกษฐทั้งปวงนี้ มีปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดารบ้าง บอกเล่าต่อกันสืบมาบ้าง ต้องสันนิฐานบ้าง มีตำนานดังแสดงต่อไปนี้ เรียงลำดับตามสมัยที่สร้าง ที่ ๑ โกษฐแปดเหลี่ยม มีอยู่ ๔ โกษฐด้วยกัน แต่โกษฐหนึ่งนั้นเก่ามาก ไม่ทราบตำนานว่าสร้างครั้งไร สังเกตทำนองลวดลายเห็นเปนอย่างเดียวกับช่างครั้งรัชกาลที่ ๑ แต่ฝีมือทำนั้นหยาบมาก ถ้าจะกะเอาว่าสร้างแต่ครั้งกรุงธนบุรี ก็เห็นว่าจะเปนการสมควร ด้วยเหตุข้อ ๑ ยุคนั้นเวลาว่างการทัพศึกมีน้อย งานพระเมรุต้องรีบชิงทำในเวลาว่างอันเปนเวลาสั้น จึงต้องเร่งทำเอาแต่พอให้ใช้ได้ทันงาน จะให้งดงามถึงที่ไม่ได้ ข้อ ๒ โกษฐแปดเหลี่ยมนี้ เปนอย่างเดียวกันกับพระโกษฐกุดั่น อันมีตำนานปรากฎว่าสร้างเปนครั้งแรก ในรัชกาลที่ ๑ โกษฐแปดเหลี่ยมต้องมีอยู่ก่อนแล้ว พระโกษฐกุดั่นทำเอาอย่างจึงจะเปนได้ ซึ่งโกษฐแปดเหลี่ยมจะทำทีหลัง เอาอย่างพระโกษฐกุดั่นนั้นเปนไปไม่ได้ ใช้ประกอบศพที่ต่ำศักดิเปนกรรโชก เข้าใจว่าโกษฐแปดเหลี่ยมนี้เก่าแก่กว่าโกษฐชนิดอื่นหมด ด้วยยอดเปนหลังคา คงเปนแบบแรกที่แปลงมาจากเหมตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า ยังอิก ๓ โกษฐนั้น โกษฐ


๑๑๑ หนึ่งก็ไม่ทราบแน่ว่าสร้างเมื่อไร แต่สังเกตฝีมือเห็นว่าคงทำราวรัชกาล ที่ ๓ ฤๅที่ ๔ อิกโกษฐหนึ่งกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ใช้ประกอบศพหม่อมแม้น ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์ วรเดชเปนคราวแรก อิกโกษฐหนึ่งกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขอพระบรมราชานุญาตทำถวายในรัชกาลนี้ ใช้ประกอบศพเจ้าจอมมารดาสังวาลเปนประเดิม ที่ ๒ โกษฐโถ มีอยู่ ๒ โกษฐ โกษฐหนึ่งนั้นเก่ามาก ลวดลายแลฝีมือเหมือนกับโกษฐแปดเหลี่ยมใบเก่า เห็นได้ว่าทำรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ปรากฎตำนานว่าสร้างเมื่อไร ได้ยินแต่กล่าวกันว่าเปนโกษฐเก่าแก่ ใช้มาแต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว คำกล่าวเช่นนี้ ประกอบกับฝีมือที่ทำรุ่นเดียวกับโกษฐแปดเหลี่ยม ชักให้น่าเชื่อขึ้นอิก ว่าโกษฐแปดเหลี่ยมแลโกษฐโถทั้งสองอย่างนี้ สร้างแต่ครั้งกรุงธนบุรี ทำไมจึงเรียกโกษฐโถก็เข้าใจไม่ได้ รูปก็ไม่เห็นเหมือนโถ ทรงอย่างโกษฐแปดเหลี่ยมนั้นเอง แต่ถากแปลงเปนกลม ยอดแก้เปนทรงมงกุฎเหมือนชฎาลคร คงจะทำทีหลังโกษฐแปดเหลี่ยม แลเห็นจะได้เปนยศสูงกว่าโกษฐแปดเหลี่ยม ด้วยยอดทรงมงกุฎพาให้เข้าใจไปเช่นนั้น แต่เดี๋ยวนี้ถือว่าต่ำกว่าโกษฐแปดเหลี่ยม ใช้สำหรับพระราชทานพระราชาคณะแลข้าราชการที่มีบันดาศักดิ์ได้รับพระราชทานโกษฐเปนชั้นต้น อิกโกษฐหนึ่งเปนของทำเติมขึ้นใหม่ พระวรวงษ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ


๑๑๒ เปนผู้ทำ โดยรับสั่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ เมื่อในรัชกาลที่ ๕ ที่ ๓ พระโกษฐกุดั่น ๒ พระโกษฐ สร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีมะแม จุลศักราช ๑๑๖๑ ( พ.ศ. ๒๓๔๒ ) ทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี แลเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ เมื่อทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางหุ้มทองคำทั้งสองพระโกษฐ ตามคำที่ว่ากันว่าพระโกษฐกุดั่นนั้น ชำรุดหายไปเสียองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงค้นหาได้มาแต่ตัวพระโกษฐ จึงทรงทำฝาแลฐานใหม่ประกอบเข้า พระโกษฐองค์นี้เรียกว่า " กุดั่นใหญ่ " ฝีมือทำซึ่งปรากฎอยู่ที่กาบพระโกษฐนั้นงามอย่างยิ่งสมกับที่มีตำนานว่าเปนของทำในรัชกาลที่ ๑ อิกองค์หนึ่งเรียกว่า " กุดั่นน้อย " องค์นี้ที่ว่าไม่ได้ชำรุดสูญหาย แต่ดูทำนองลายในกาบ ไม่ค่อยเทียมทันเสมอกันกับพระโกษฐกุดั่นใหญ่ อันมีตำนานว่าทำพร้อมกันอาจจะเปนตัวแทนเสียแล้วก็ได้ พระโกษฐทั้สององค์นี้เกียรติยศใช้ต่างกัน ทุกวันนี้ถือว่าพระโกษฐกุดั่นใหญ่เกียรติยศสูงกว่าพระโกษฐกุดั่นน้อยแลพระโกษฐกุดั่นน้อยนี้ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ได้ทรงสร้างเติมขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๕ อิกองค์ ๑ ที่ ๔ พระโกษฐไม้สิบสอง มีตำนานว่าสร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีกุญ จุลศักาช ๑๑๖๕ ( พ.ศ. ๒๓๔๖ ) ทรงพระศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ครั้งนั้นหุ้มทองคำ ในบัดนี้พระโกษฐไม้สิบ


๑๑๓ สองมี ๒ องค์ ว่าเปนของเก่าองค์หนึ่ง เปนของสร้างเติมขึ้นใหม่อิกองค์หนึ่ง แต่ไม่ได้ความว่าสร้างเติมขึ้นเมื่อไร สังเกตดูรูปทรงลวดลายทั้งสององค์ ไม่เห็นสมเปนฝีมือช่างในรัชกาลที่ ๑ สักองค์เดียว ที่ ๕ พระโกษฐทองใหญ่ สร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีมะโรงจุลศักราช ๑๑๗๐ ( พ.ศ. ๒๓๕๑ ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ โปรดให้รื้อทองที่หุ้มพระโกษฐกุดั่น มาทำพระโกษฐทองใหญ่ขึ้นไว้ สำหรับพระบรมศพของพระองค์ เมื่อทำพระโกษฐองค์นี้สำเร็จแล้ว โปรดให้เอาเข้าไปตั้งถวายทอดพระเนตรในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในปีนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ทรงพระอาไลยมาก แลจะใคร่ทอดพระเนตรพระโกษฐทองใหญ่ออกพระเมรุตั้งพระเบญจา จึงโปรดให้เชิญพระโกษฐทองใหญ๋ไปประกอบพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพเปนครั้งแรก จึงเลยเปนประเพณีในรัชกาลต่อมา ที่พระราชทานพระโกษฐทองใหญ่ให้ทรงพระศพอื่นเปนพิเศษ นอกจากพระบรมศพได้ มีบาญชีจดไว้ในห้องพระอาลักษณลงมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ กรมพระสมมตอมรพันธุ์พบบาญชีนี้ได้ทรงจดต่อมาจนรัชกาลปัจจุบัน มีอย่างนี้


๑๑๔ พระโกษฐทองใหญ่ ทรงพระบรมศพ แลพระศพ ( ตามที่จดไว้เดิมในห้องพระอาลักษณ์)

ในรัชกาลที่ ๑ ๑ กรมหลวงศรีสุนทรเทพ

ในรัชกาลที่ ๒ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ๓ กรมพระราชวัง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ๔ สมเด็จพระสังฆราชวัดราชสิทธาราม ๕ กรมหลวงพิทักษมนตรี ๖ กรมหลวงเทพวดี

รัชกาลที่ ๓ ๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ๘ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ๙ กรมขุนอิศรานุรักษ์ ๑๐ กรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๑ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ๑๒ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ๑๓ สมเด็จพระศรีสุลาไลย


๑๑๕

๑๔ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ๑๕ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ๑๖ กรมหมื่นอับศรสุดาเทพ

ในรัชกาลที่ ๔ ๑๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๘ สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัศ ๑๙ กรมสมเด็จพระปรมานุชิต ๒๐ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร เมื่อชัก ๒๑ กรมสมเด็จพระเดชาดิศร ๒๒ กรมหลวงมหิศวรินทร ฯ เมื่อชัก ๒๓ พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพอย ๒๔ กรมหมื่นวิศณุนารถนิภาธร (จดหมายห้องพระอาลักษณหมดเท่านี้ ต่อนี้กรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจด ) ต่อจากบาญชีนี้ที่ทราบ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ทราบว่าไม่ได้เปลี่ยนลองสี่เหลี่ยม ทรงพระโกษฐมณฑปตลอดงาน ๒๕ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๖ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ

๑๑๖ ในรัชกาลที่ ๕ ๒๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เมื่อชัก ๒๙ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ เมื่อชัก ๓๐ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน ๓๑ สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน ๓๒ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ๓๓ กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ๓๔ กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ๓๕ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ๓๖ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ๓๗ สมเด็จเจ้าฟ้าสมมติวงษ์วโรไทย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ

ในรัชกาลปัจจุบัน ๓๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓๙ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ๔๐ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ( จดต่อเมื่อจะลงพิมพ์นี้ ) ๔๑ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เมื่อชัก ๔๒ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ เมื่อชัก


๑๑๗ ที่ ๖ พระโกษฐพระองค์เจ้า เรียกกันแต่แรกว่าโกษฐลังกาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์สร้างขึ้น แต่ครั้งยังทรงผนวช เปนลองสี่เหลี่ยมหุ้มผ้าขาว ยอดเปนฉัตรระบายผ้าขาว เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ ( ก่อนมีพระโกษฐมณฑปน้อย ) ต่อมาพระโกษฐ์นี้ สำหรับทรงพระศพพระองค์เจ้าวังน่า แลพระองค์เจ้าตั้ง มาถึงในรัชกาลที่ ๕ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ จึงทรงคิดทำประกอบนอกขึ้น ต่อมากรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำเติมขึ้นใหม่อิกพระโกษฐหนึ่ง จึงมีอยู่ในเวลานี้ ๒ พระโกษฐด้วยกัน ที่ ๗ พระโกษฐทองน้อย โปรดให้กรมพระเทเวศร์วัชรินทรสร้างขึ้นตามแบบอย่างพระโกษฐทองใหญ่เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ปีกุญ จุลศักราช ๑๒๑๓ ( พ.ศ. ๒๓๙๔ ) สำหรับทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อผลัดพระโกษฐทองใหญ่ไปแต่งก่อนออกงานพระเมรุเมื่อทรงพระบรมศพ ฤๅตั้งงานพระศพคู่กับพระโกษฐทองใหญ่แล้วหุ้มทองคำ ถ้าใช้งานอื่นไม่หุ้ม กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ทรงจดคราวที่ได้หุ้มทองคำใช้นั้นไว้ มีอยู่ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่ อย่างนี้ พระโกษฐทองน้อยหุ้มทองชั่วคราว ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ สมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์


๑๑๘ พระโกษฐทองน้อยนี้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ( ม.ร. ว. ปุ้ม มาลากุล ณ กรุงเทพ ) สร้างเมื่อในรัชกาลที่ ๕ อิกองค์หนึ่ง ที่ ๘ พระโกษฐมณฑปน้อย โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ สำหรับทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์ ถ้าทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระโกษฐนี้หุ้มทองคำเฉภาะงาน ที่ ๙ พระโกษฐมณฑปใหญ่ โปรดให้กรมขุนราชสีหวิกรมคิดอย่างสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีกุญจุลศักราช ๑๒๒๕ (พ.ศ. ๒๔๐๖) เอาแบบมาแต่พระโกษฐมณฑปน้อย ทรงพระศพกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ก่อน ด้วยกรมพระพิทักษ์เทเวศร์พระรูปใหญ่โต พระศพลงลองพระโกษฐสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยมขึ้นโดยเฉภาะ จึงโปรดให้สร้างพระโกษฐมณฑปนี้สำหรับประกอบลองสี่เหลี่ยม พระโกษฐมณฑปใหญ่นี้ ต่อมาสร้างขึ้นอิกองค์หนึ่ง แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่ ที่ ๑๐ โกษฐเกราะ สร้างขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๒๕ ( พ.ศ. ๒๔๐๖ ) สำหรับศพเจ้าพระยานิกรบดินทร ด้วยท่านอ้วน ศพลงลองสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยม จึงโปรดให้ทำโกษฐเกราะขึ้นประกอบ ที่เรียกว่า "โกษฐเกราะ" เพราะลายสลักเปนเกราะรัด


๑๑๙ ที่ ๑๑ โกษฐราชินิกูล โปรดให้กรมขุนราชสีหวิกรมสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๒๘ ( พ.ศ. ๒๔๐๙ ) พระราชทานให้ประกอบศพพระยามนตรีสุริยวงษ์ ( ชุ่ม บุนนาค ) ก่อนผู้อื่น ที่ ๑๒ พระโกษฐทองเล็ก โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์ สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๔๙ ( พ.ศ. ๒๔๓๐ ) ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เปนทีแรก แล้วได้ใช้ทรงพระศพเจ้านายต่อมา มีบาญชีกรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจดไว้ ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่อย่างนี้

พระโกษฐทองเล็ก ๑ สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง ๓ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ๔ กรมขุนสุพรรณภาควดี ๕ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่ ๑๓ พระโกษฐทองรองทรง โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์ สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีชวด รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) พระโกษฐองค์นี้ นับเหมือนกับพระโกษฐทองใหญ่ สำหรับใช้แทนที่พระโกษฐทองน้อย เวลาที่จะต้องหุ้มทองคำ เพื่อจะไม่ให้ต้องหุ้มเข้าแลรื้อออกบ่อย ๆ มีบาญชีคราวที่ได้ใช้ทรงพระบรมศพแลพระศพกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ทรงจดไว้ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่อย่างนี้

๑๒๐ พระโกษฐทองรองทรง ในรัชกาลที่ ๕ ๑ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ

ในรัชกาลปัจจุบัน ๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาแต่งพระโกษฐ ทองใหญ่ ๕ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค ๖ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกย์ลักษณวดี ยังมีเครื่องประดับสำหรับพระโกษฐอิก เช่นพระโกษฐทองใหญ่มีดอกไม้เพ็ชร เปนพุ่มเข้าบิณฑ์ ดอกไม้ไหว เฟื่อง ดอกไม้เอว ของเหล่านี้ประดับครบทุกอย่างแต่พระบรมศพ ถ้าพระราชทานให้ทรงพระศพเจ้านาย โดยปรกติไม่มีเครื่องประดับ ถ้าพระราชเครื่องประดับด้วยมีเปนชั้น ๆ กัน ชั้นต้นประดับพุ่มเข้าบิณฑ์กับเฟื่อง ชั้นสูงรองแต่พระบรมศพ ประดับดอกไม้เอวด้วยอิกอย่างหนึ่ง พระโกษฐเจ้านายก็มีเครื่องประดับคือยอดพุ่มเข้าบิณฑ์แลเฟื่อง ต่อที่ทรงบันดาศักดิสูง จึงใช้เครื่องประดับ ถ้าพระราชทานให้ทรงศพเจ้านายชั้นต่ำลงมา ฤๅ ขุนนาง ไม่ใช้เครื่องประดับ

สารบัญเนื้อหา[แก้ไข]