ประวัติสุนทรภู่ (2470)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
ประวัติสุนทรภู่
พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
ทรงเรียบเรียง
พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
มหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม
(อ้น สิทธิสุข)
เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๗๐
พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรหม พระนคร



ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
ประวัติสุนทรภู่
พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
ทรงเรียบเรียง
พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
มหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม
(อ้น สิทธิสุข)
เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๗๐
พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรหม พระนคร





คำนำ


ในงานศพมหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม (อ้น สิทธิสุข) ซึ่งจะได้พระราชทานเพลิงในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ นี้ บุตรธิดาร่วมฉันทะกันใคร่พิมพ์หนังสือเป็นของถวายแลจ่ายแจกเนื่องในงานนั้นสักเรื่อง ๑ จึงมอบฉันทะให้หลวงสิทธิบรรณการมาขอหนังสือที่ราชบัณฑิตยสภา หลวงสิทธิบรรณการแสดงความประสงค์เจาะจงประวัติสุนทรภู่ซึ่งข้าพเจ้าเรียบเรียงพิมพ์ไว้ในต้นหนังสือพระอภัยมณี ข้าพเจ้าจึงอนุญาตให้ตามประสงค์

อนึ่ง ในการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ เจ้าภาพได้เรียงประวัติสังเขปของผู้มรณะส่งมาขอให้พิมพ์ไว้เปนที่ระลึกด้วย จึงได้พิมพ์ไว้ต่อคำนำนี้ไป

กรรมการราชบัณฑิตยสภาขออนุโมทนาในกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานซึ่งเจ้าภาพงานศพมหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม ได้บำเพ็ญเป็นปิตุปัฏฐานธรรมด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง.

  • ลายมือชื่อของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
  • นายกราชบัณฑิตยสภา
  • วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พระพุทธศักราช ๒๔๗๐



On Sitthisuk (1852–1916).jpg


  • มหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม
  • (อ้น สิทธิสุข)
  • พ.ศ. ๒๓๙๕–๒๔๕๘



ประวัติสังเขป
มหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม
(อ้น สิทธิสุข)


พระยาสิทธิโชคชุมนุม เปนบุตร์จมื่นจงภักดีองค์ (ท้วม) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ปีชวด พระพุทธศักราช ๒๓๙๕ อุปสมบทอยู่ณวัดบรมนิวาส แรกเข้ารับราชการอยู่ในกองเสมียนตรา กระทรวงวัง

ต่อมาเปน หมื่นสุนทรพินิจ

แล้วเปน ขุนนิพิฐราชการ

แล้วเปน หลวงอักษรสมบูรณ์

พ.ศ. ๒๔๔๓ เปนพระอักษรสมบูรณ์ ในตำแหน่งเสมียนตรา กระทรวงวัง

พระพุทธศักราช ๒๔๕๔ เปนพระยาสิทธิโชคชุมนุม ในตำแหน่งจางวางกรมพระราชพิธี กระทรวงวัง

พระพุทธศักราช ๒๔๕๔ เปนเสวกเอก

พระพุทธศักราช ๒๔๕๔ เปนมหาเสวกตรี

เมื่อพระพุทธศักราช ๒๔๔๖ ได้รับพระราชทานเหรียญทวีธาภิเศก ต่อมา ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ และเหรียญราชรุจิยาในรัชกาลที่ ๕

พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น ๓ และเหรียญราชรุจิยา รัชกาลที่ ๖

ต่อมา พระพุทธศักราช ๒๔๕๔ ได้รับพระราชทานตริตาภรณ์มงกุฎสยาม

วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "สิทธิสุข"

พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เริ่มป่วยเปนโรคอัมพาธ จนถึงวันที่ ๑๘ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ เวลา ๗ นาฬิกาหลังเที่ยงเศษ ได้ถึงมรณกรรมที่บ้านเชิงสพานผ่านฟ้าลีลาศ อายุ ๖๔ ปี

พระยาสิทธิโชคชุมนุม มีบุตร์ที่อยู่ในเวลานี้ คือ—

นายเสงี่ยม สิทธิสุข ซึ่งเกิดจาก นวม
นางผาด อจลภูติ  ซึ่งเกิดจาก เล็ก
นางถนอม
นางภารเสธ (ผิว จันทะยานี) ซึ่งเกิดจาก ผึ่ง
หลวงสิทธิบรรณการ (สำเนียง สิทธิสุข) ซึ่งเกิดจาก ผึ่ง



ประวัติสุนทรภู่


(๑) ตอนก่อนรับราชการ

พระสุนทรโวหาร (ภู่) ซึ่งคนทั้งหลายเรียกกันเปนสามัญว่า "สุนทรภู่" นั้น เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อณวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาเช้า ๒ โมง (ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙) มีผู้รู้ตำราโหราศาสตร์ได้ผูกดวงชาตาของสุนทรภู่ไว้ ดังนี้

Wheel of fate of Sunthon Phu (1927).svg

จะต้องอธิบายความนอกเรื่องประวัติเผื่อผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องดวงชาตาแทรกลงตรงนี้ก่อน อันการทำดวงชาตานั้น คือ จดจำจักรราศีที่สถิตของดวงอาทิตย์และดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ในขณะเวลาเกิด เปนวิธีมีมาเก่าแก่แต่ดึกดำบรรพ์ ดวงชาตามีที่ใช้ในกิจการหลายอย่าง คือ อย่าง ๑ ถ้าจะกำหนดเวลาฤกษ์ยามทำการให้เปนสิริมงคลแก่ผู้ใด โหรย่อมเอาดวงชาตาของผู้นั้นมาสอบสวนเลือกเวลาอันพระเคราะห์โคจรสู่จักรราศีซึ่งต้องตำราว่า เปนสิริมงคลแก่ชาตาของผู้นั้น กำหนดเปนเวลามงคลฤกษ์ เปนต้นว่า ฤกษ์ยกกองทัพ ก็ต้องหาเวลาที่เปนสิริแก่แม่ทัพ ฤกษ์ปลูกเรือน ก็ต้องหาเวลาที่เปนสิริแก่เจ้าของเรือน ฤกษ์โกนจุก ก็ต้องหาเวลาให้เปนสิริแก่เด็กที่จะโกนจุก ฉนี้เป็นตัวอย่าง อีกอย่าง ๑ ดวงชาตามีที่ใช้ในการพยากรณ์ดีร้ายอันจะพึงมีแก่ตัวบุคคล เพราะเชื่อถือกันมาว่า เมื่อพระเคราะห์โคจรเข้าสู่จักรราศีเช่นนั้น ๆ มักเกิดความดีหรือความชั่วแก่ผู้มีชาตาเช่นนั้น ๆ เป็นต้นว่า พระเคราะห์ราหูเข้าสู่ราศีอันเปนลักขณาของผู้ใด ว่า ผู้นั้นมักจะไม่มีความสุขจนกว่าพระเคราะห์ราหูจะพ้นจักรราศีนั้นไป ดังนี้เปนตัวอย่าง อาศรัยความเชื่อในข้อนี้ จึงมีวิธีขับสอบดวงชาตาหาความรู้ว่า เคราะห์ดีและเคราะห์ร้ายประการใด ยังมีความเชื่อถือกันมาแต่ก่อนอิกอย่างหนึ่งว่า ดวงชาตาของผู้ใดอาจจะส่อให้รู้ได้ว่า บุคคลผู้นั้นจะดีหรือชั่ว และที่สุดจะมีอายุยืนหรืออายุสั้น ความเชื่ออย่างที่ว่านี้เกิดแต่เอาดวงชาตาของผู้ที่มีเรื่องประวัติอันปรากฎว่า เปนคนดีหรือคนชั่วในอดีตกาลมาเปนหลักสำหรับเทียบเคียงกับดวงชาตาที่จะพยากรณ์ ถ้าเห็นคล้ายคลึงกับดวงชาตาตัวอย่างข้างฝ่ายคนดี ก็พยากรณ์ว่า จะดี ถ้าไปคล้ายคลึงกับดวงชาตาของข้างฝ่ายพวกชั่ว ก็พยากรณ์ว่า จะชั่ว เปนเค้าความ ผู้ที่นิยมการพยากรณ์อย่างว่ามานี้ เมื่อเห็นใครเปนคนทรงคุณหรือให้โทษอย่างวิสามัญ มักสืบวันแลเวลาเกิดของผู้นั้นผูกดวงชาตาลงตำราไว้เปนตัวอย่างสำหรับใช้เปรียบเทียบในการพยากรณ์ ดวงชาตาของบุคคลต่าง ๆ ทั้งข้างดีและข้างชั่วจึงมีอยู่ในตำราเปนอันมาก และมักมีคำจดบอกไว้ว่า เปนผู้มีคุณหรือมีโทษอย่างนั้น ๆ ด้วย

ที่ดวงชาตาของสุนทรภู่มีอยู่ในตำราดวงชาตานั้น คงเปนเพราะผู้พยากรณ์แต่ก่อนเห็นว่า สุนทรภู่ทรงคณุสมบัติในกระบวรแต่งกลอนเปนอย่างวิเศษ นับว่า เปนวิสามัญบุรุษผู้หนึ่ง แต่จดคำอธิบายแถมไว้ข้างใต้ดวงชาตาว่า "สุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมา" ดังนี้ด้วย หมายความว่า เปนผู้ทรงทั้งความดีและความชั่วระคนปนกัน อันเปนความจริงตามเรื่องประวัติของสุนทรภู่

สกุลวงศ์ของสุนทรภู่ บิดามารดาจะชื่อใดไม่ปรากฎ ๆ แต่ว่า บิดาของสุนทรภู่เปนชาวบ้านกร่ำในเขตรอำเภอเมืองแกลง แขวงจังหวัดจันทบุรี ฝ่ายมารดาเปนชาวเมืองอื่น มาอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ เกิดสุนทรภู่เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้วได้ ๔ ปี แล้วบิดากับมารดาอย่ากัน บิดากลับออกไปบวชอยู่ที่เมืองแกลง ฝ่ายมารดาได้สามีใหม่ มีลูกหญิงอีก ๒ คน ชื่อ ฉิม คน ๑ ชื่อ นิ่ม คน ๑ แล้วได้เปนนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่า พระองค์เจ้าจงกล) เพราะฉะนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ที่พระราชวังหลังกับมารดา แลได้ถวายตัวเปนข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก

การศึกษาของสุนทรภู่ ความที่กล่าวในนิราศเมืองสุพรรณมีเปนเค้าเงื่อน ดูเหมือนจะได้เล่าเรียนในสำนักวัดชีปะขาว (ซึ่งพระราชทานนามในรัชกาลที่ ๔ ว่า วัดศรีสุดาราม) ที่ริมคลองบางกอกน้อย รู้หนังสือทำการเสมียนได้ ได้เคยเปนเสมียนนายรวางกรมพระคลังสวน แต่อุปนิสสัยไม่ชอบทำการงานอย่างอื่นนอกจากแต่งบทกลอน สันทัดถึงบอกดอกสร้อยสักรวาได้แต่รุ่นหนุ่ม แล้วกลับมาอยู่ที่พระราชวังหลังอย่างเดิม เห็นจะเปนเพราะที่เปนเจ้าบทเจ้ากลอนนั่นเอง ชวนให้คนองจนทำความเกิดขึ้น ด้วยไปลอบลักรักใคร่กับผู้หญิงข้างในคน ๑ ชื่อ จัน ถูกกริ้วต้องเวรจำทั้งชายหญิง แต่เวลานั้น กรมพระราชวังหลังใกล้จะทิวงคตอยู่แล้ว ติดเวรจำอยู่ไม่ช้านัก ทำนองจะพ้นโทษเมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคตใน พ.ศ. ๒๓๔๙ สุนทรภู่จึงออกไปหาบิดาที่เมืองแกลง แต่งนิราศเมืองแกลงซึ่งเปนนิราศเรื่องแรกของสุนทรภู่เมื่อไปคราวนี้

พิเคราะห์เรื่องราวที่ปรากฎในนิราศประกอบกับศักราชปีเกิดของสุนทรภู่ ดูเหมือนเมื่อแต่งนิราศเมืองแกลง อายุจะราวสัก ๒๑ ปี กล่าวในนิราศว่า มีศิษย์ติดตามไปด้วย ๒ คน ข้อนี้ส่อให้เห็นว่า ในเวลานั้น สุนทรภู่ทำนองจะมีชื่อเสียงในการแต่งบทกลอนอยู่แล้ว จึงมีผู้ฝากตัวเปนศิษย์ น่าจะมีหนังสือเรื่องอื่นที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ก่อนนิราศเมืองแกลง ลองพิเคราะห์ดูหนังสือกลอนของสุนทรภู่ที่ยังปรากฎอยู่บัดนี้ เห็นมีเค้าเงื่อนในทางสำนวนว่า จะแต่งก่อนนิราศเมืองแกลงแต่เรื่องโคบุตรเรื่องเดียว มีคำขึ้นข้างต้นว่า

  •  "แต่ปางหลังครั้งว่างพระสาสนา
  • เปนปฐมสมมตกันสืบมา
  • ด้วยปัญญายังประวิงทั้งหญิงชาย
  • ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง
  • จึงสำแดงคำคิดประดิษฐ์ถวาย
  • ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย
  • ให้เพริศพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน" ดังนี้

สำนวนดูเหมือนจะแต่งถวายเจ้าวังหลังองค์ใดองค์หนึ่ง เปนหนังสือ ๘ เล่มสมุดไทย จะแต่งในคราวเดียวทั้งนั้น หรือแต่งเปนหลายครั้งหลายคราว ข้อนี้ทราบไม่ได้ แต่ว่าแต่งค้างอยู่ไม่หมดเรื่อง กลอนเรื่องอื่นของสุนทรภู่ดูสำนวนเปนชั้นหลังเรื่องโคบุตรทั้งนั้น

สุนทรภู่ไปเมืองแกลงคราวนั้น ออกจากกรุงเทพฯ ในเดือน ๗ ไปเรือประทุน ศิษย์แจวไป ๒ คน กับมีคนขี้ยาชาวเมืองระยองรับนำทางช่วยแจวอีกคน ๑ ไปทางคลองสำโรงแลคลองศีร์ษะจรเข้ออกปากน้ำบางมังกง[1] ไปขึ้นบกที่บางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี แล้วเดินบกต่อไป

ความในนิราศตอนไปในคลอง สุนทรภู่อธิบายคำเก่าไว้แห่งหนึ่งว่า

  •  "คำโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง
  • เขาว่าลิงจองหองมันพองขน"

คำนี้เองเปนมูลที่ด่ากันว่า "จองหองพองจน" คือ เปรียบเอาลงเปนลิง ยังหาเคยพบใครอธิบายไว้ที่อื่นไม่

เมื่อสุนทรภู่ลงไปถึงเมืองระยอง คนขี้ยาที่นำทางไปถึงบ้านก็หลบเสีย แต่นั้น สุนทรภู่ต้องพยายามถามหนทางตามพวกชาวบ้านเดินต่อไปจนถึงวัดที่บิดาบวชอยู่ณเมืองแกลง กล่าวในนิราศว่า เวลานั้น บิดาบวชมาได้ ๒๐ พรรษา ข้อนี้ส่อให้เห็นว่า บิดามารดาเห็นจะพรากกันตั้งแต่สุนทรภู่ยังเปนเด็กเล็กทีเดียว และน้องสาว ๒ คนนั้นต่างบิดากับสุนทรภู่ ในนิราศกล่าวความอีกข้อ ๑ ว่า บิดาที่บวชอยู่ "เปนฐานานุประเทศอธิบดี จอมกษัตริย์โปรดปรานประทานนาม เจ้าอารามอรัญธรรมรังษี" ดังนี้ สันนิษฐานว่า เห็นจะเปนฐานานุกรมของพระครูธรรมรังษี เจ้าคณะเมืองแกลง มิใช่ได้เปนตำแหน่งพระครูเอง ที่สุนทรภู่ออกไปหาบิดา บางทีจะคิดออกไปบวช ด้วยเวลานั้น อายุครบอุปสมบท และจะล้างอัปมงคลที่ต้องถูกจำจองด้วยก็เปนได้ แต่หาได้บวชไม่ เพราะไปอยู่ได้หน่อยหนึ่งก็ป่วยเปนไข้ป่า อาการแทบถึงประดาตาย รักษาพยาบาลกันอยู่กว่าเดือนจึงหน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/18หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/19หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/20หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/21หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/22หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/23หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/24หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/25หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/26หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/27หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/28หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/29หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/30หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/31หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/32หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/33หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/34หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/35หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/36หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/37หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/38หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/39หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/40หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/41หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/42หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/43หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/44หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/45หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/46หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/47หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/48หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/49หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/50หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/51หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/52หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/53หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/54หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/55หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/56หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/57หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/58หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/59หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/60หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/61หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/62หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/63หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/64หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/65หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/66หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/67หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/68หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/69หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/70หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/71หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/72หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/73หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/74หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/75หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/76หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/77หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/78หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/79หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/80หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/81หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/82หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/83หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/84หน้า:ประวัติสุนทรภู่ - ดำรงราชานุภาพ - ๒๔๗๐.djvu/85


  1. เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า "บางปกง" สันนิษฐานว่า ชื่อเดิมเห็นจะเรียกว่า บางมังกง เช่นสุนทรภู่เรียก ด้วยคำว่า "มังกง" เปนชื่อปลาอย่างหนึ่ง แต่คำว่า ปกง นั้นแปลไม่ได้ความอย่างไร บางทีจะย่อสั้นมาแต่ บางปลา(มัง)กง ก็เปนได้

บรรณานุกรม[แก้ไข]

  • ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2470). ประวัติสุนทรภู่. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร: โรงพิมพ์อักษรนิติ. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกตรี พระยาสิทธิโชคชุมนุม (อ้น สิทธิสุข) เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2470].

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณานั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก