ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑

พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ นางชื่น ราชพินิจจัย เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙

ณ เมรุเชิงบรมบรรพตวัดสระเกศ


นางชื่นราชพินิจจัย ชาตะ พ.ศ. ๒๔๑๕ มรณะ พ.ศ. ๒๔๗๘

ขออุททิศส่วนกุศลสนองคุณแต่ นางชื่น ราชพินิจจัย มารดาบังเกิดเกล้าผู้ ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว


คุณแม่เป็นภรรยาพระราชพินิจจัย (โสฬส โสฬสจินดา) เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ปีวอก จัตวาศก พุทธศักราช ๒๔๑๕ ณบ้านเดิมตำบลหน้าวัดตึก พระเสนาพิพิธ (เสม สุเรนทรานนท์) บุตรพระยาสุเรนทรราชเสนา (มา สุเรนทรานนท์) เป็นพระบิดา ท่านพ่วงเสนาพิพิธ ธิดาพระยาราชสุภาวดี (ปาล สุรคุปต์) ราชินิกุล ในรัชกาลที่ ๕ เป็นพระมารดา บุตรและธิดาของคุณแม่ที่มีอยู่ในเวลานี้  :- ๑. คุณหญิงอารีดรุณพรรค (พิศ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ๒. นายชะลอ โสฬสจินดา คุณแม่ได้ป่วยถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ คำนวณ อายุได้ ๖๓ ปี ท่านเป็นสตรีที่มีชีวิตแห่งความเป็นอยู่อย่างเรียบ ๆ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเว้นที่จะเสียที่จะเขียนประวัติของท่านโดยพิศดาร ท่านได้มาสู่โลกนี้ ในลักษณะของแม่ และท่านได้จากพวกลูก



(๒) ไปสู่สุดติภพแล้ว อย่างไม่มีวันกลับ แต่สิ่งที่พิมพ์ใจลูกเตือนให้ระลึกถึงพระคุณอันหนักมิมีวันลืมได้ก็ คือ ท่านได้จากโลกนี้ไปในลักษณะของแม่ที่ดี อันควรแก่การเคารพสักการะอย่างยิ่ง ท่านได้อบรมทุนถนอมบำรุงเลี้ยงข้าพเจ้าและน้องมาจนเติบใหญ่ ล่วงพ้นภยันตราย ต่าง ๆ อันจะมีขึ้นตามวัยและเวลา ความดีหรือความเจริญทั้งหลาย ถ้าหากข้าพเจ้าและน้องจะมี ก็ ขอยกให้เป็นส่วนที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านเป็นปฐม ท่านได้กระทำแล้วซึ่งหน้าที่ของมารดาเป็นอย่างดีที่สุด ที่ท่านจะทำได้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะหาถ้อยคำอันใด มากกล่าวสดุดีคุณของท่าน ได้เป็นไปได้ดีเท่ากับความรู้สึกอันเกิดจากความสุจริตใจของข้าพเจ้า เมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีหนทางอะไรที่จะทดแทนพระคุณให้สมกับที่ท่านได้ฟักฟูมมา ทั้งอีกประการหนึ่งที่เป็นที่รับรองกันอยู่แล้วอย่างแน่นอน โดยไม่มีปัญหาว่า จะโดยประการใด ๆ ก็ดี การที่จะคิดใช้หนี้บุญคุณของบุพการีเพื่อให้ลบล้างไปนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อเช่นนี้แล้วตามคตินิยมที่เหลืออยู่ อันข้าพเจ้าจะพึงทำสนองคุณได้ ก็คือ บำเพ็ญกุศลอุททิศไปยังท่าน ถ้าและท่านจะสถิตอยู่ในสุคติภพใดก็ดี แม้มีญาณวิถีใด ๆ ที่สามารถจะหยั่งทราบได้ ขอได้โปรดอนุโมทนากัลปนาผล ซึ่งบรรดาญาติมิตรและท่านผู้เคารพนับถือทั้งหลายได้พร้อมกันมาร่วมบำเพ็ญกุศลในวาระนี้ด้วย ขอคุณแม่จงได้รับกุศลทักษิณานุปทานทั้งมวล อันลูกได้ตั้งใจ


(๓) อุททิศให้ด้วย ความรัก ความอาลัย อย่างสุดซึ้ง ขอกุศลนี้ จงดลบันดาลให้เป็นเครื่องนำสนองแด่พระคุณแม่ จงประสพแต่อิฎฐารมณ์ในสัมปรายิกภพทุกเมื่อ เทอญ.

พิศ อารีดรุณพรรค ๑๙ เมษายน ๒๔๗๙










คำนำ ในงานฌาปนกิจศพ นายราชพินิจจัย (ชื่น โสฬสจินดา) ผู้เป็นมารดา นายชลอ โสฬสจินดาได้มาแจ้งความยังกรมศิลปากรว่า เจ้าภาพศรัทธาจะพิมพ์หนังสือสำหรับเป็นธรรมทานที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง ตั้ง ความจำนงได้ว่าจะใคร่ได้เรื่องที่เนื่องด้วยพงศาวดาร อันจะเป็นประ โยชน์เกื้อกูลแก่การค้นคว้าหาความรู้เรื่องราวของชาติ กรมศิลปากร ขออนุโมทนาในกุศลเจตนานี้ ขณะที่นายชลอ โสฬสจินดา มาแสดงความประสงค์ ประจวบกับเวลาที่กรมศิลปากรกำลังสอบสวนและทำบัญชีทะเบียนพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ที่ว่าด้วยดินแดนทางภาคเหนือของสยามและที่ถัดขึ้นไป มีแคว้นลานนาไทย ลานช้าง สิบสองพันนา และสิบสองจุไทยเป็นต้น ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ของชาติไทย ก่อนยกลง มาอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในการสอบสวนคงปรากฏอยู่อย่างหนึ่งว่าพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ที่ว่าด้วยแคว้นเหล่านี้ มีฉะบับเป็นตัวเขียนรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติเป็นจำนวนมาก บางเรื่องก็มีหลายฉะบับ ความในบางแห่งก็ไม่ตรงกัน ที่เป็นตัวอักษรไทยเหนือ ยังไม่ได้ถอดออกเป็นภาษาไทยสยามก็มีอยู่มากฉะบับ หนังสือเหล่านี้ ถ้าได้มีโอกาสพิมพ์เผยแผ่ขึ้น ก็จะเป็นเครื่องมือของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้ใช้เปรียบเทียบสอบหาเอาความรู้ต่อไป กรมศิลปากรได้อธิบายถึงความข้อนี้แก่นายชลอ โสฬสจินดา และแนะนำให้พิมพ์พงศาวดาร



ข เมืองเงินยางเชียงแสน เพราะเป็นเรื่องราวกล่าวถึงชาติไทย สมัยก่อนที่ยกลงมาเป็นใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาสมเด็จพระรามาธิบดีที่๑คือพระเจ้าอู่ทอง ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ก็ปรากฏว่าสืบเชื้อพระวงศ์ไปจากพระเจ้าพรหม กษัตริย์เมืองเชียงแสนพระองค์หนึ่ง ที่ทรงอานุภาพมากในสมัยโบราณ ถึงบรรดาพงศาวดารและตำนานเมืองต่าง ๆ ในแคว้นลานนา ส่วนมากก็เนื่องไปจากเมืองเชียงแสนนี้ก่อนทั้งนั้น พงศาวดารเมืองเชียงแสนจึงเป็นดั่งบันไดขั้นแรกทีนักศึกษาเรื่องราวของชาติไทยควรทราบ นายชลอ โสฬสจินดามีความเห็นพ้องด้วย ตกลงรับเอาต้นฉะบับไปจัดพิมพ์ ภายหลังมาแจ้งความเพิ่มเติมว่า ต้นฉะบับที่รับไปพิมพ์มีเรื่องน้อยนัก ไม่จุใจ แก่ศรัทธา ขอให้จัดหาเรื่องสำหรับพิมพ์เข้าชุดกันอีกสักเรื่องหนึ่ง กรมศิลปากรมีความยินดีเลือกเรื่อง สิงหน วติกุมารให้พิมพ์ สิงหนวติกุมารเป็นตำนานกล่าวถึงเรื่องเมืองเชียงแสนอีกความหนึ่ง มีเรื่องราวและอายุของเรื่องเก่าขึ้นไปกว่าตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน ซึ่งที่ถูกควรจะพิมพ์ตำนวนสิงหนวติกุมารไว้ก่อนพงศาวดารเงินยางเชียงแสน แต่ว่าได้จัดพิมพ์พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเสียก่อนแล้ว จึงต้องพิมพ์ตำนานสิงหนวติกุมารต่อไว้ข้างหลัง หนังสือ ๒ เรื่องนี้ กรมศิลปากรเข้าไว้ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร และจัดเล่มนี้ เป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑ ประชุมพงศาวดารเป็นหนังสือชุดที่มีผู้นิยมกันมาก ไม่ใช่แต่ในหมูนักศึกษา


ค สนใจในเรื่องพงศาวดารเท่านั้น ถึงผู้อ่านตามธรรมดาก็ชอบ เพราะเป็นเรื่องให้ความรู้แปลก ๆ และเรื่องก็ต่าง ๆ กัน ถึงกับเสาะแสวงหาเข้า ชุดไว้ให้ครบ ทุกวันนี้หนังสือประชุมพงศาวดารบางภาคก็เป็นฉะบับที่หายาก มีผู้ต้องการกันอยู่เสมอ หากได้มีผู้ศรัทธาพิมพ์ขึ้นไว้ ก็จะ เป็นธรรมทานสำคัญอย่างหนึ่ง มูลเหตุที่จะเกิดมีหนังสือชุดนี้ขึ้น คือ เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗ สมเด็จกรมพระยาคำรงราชานุภาพทรงรวบรวมหนังสือพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ๖ เรื่อง มาพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มเดียวกัน แล้วประทานชื่อหนังสือนั้นว่า "ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑ " ได้ทรงอธิบายไว้ว่า การศึกษาหาความรู้พงศาวดารและตำนานการเก่า ย่อมถือกันว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง ในการศึกษาทั่วประเทศ ในประเทศสยาม นี้ แม้แต่โบราณมา ท่านผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นต้นแต่สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อน ๆ มา ก็ย่อมทรงเป็นพระราชธุระทนุบำรุงความรู้พงศาวดารตลอดมาแทบทุกรัชกาล ส่วนหนังสือพงศาวดารและตำนานในภาษาไทย ที่พิมพ์แล้วก็มี ที่ยังไม่ได้พิมพ์แพร่หลายก็หลายเรื่อง บางเรื่องยาว ซึ่งควรจะพิมพ์ฉะเพาะเรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องดีแต่ไม่สู้ยาว ซึ่งควรรวบรวมหลายเรื่องพิมพ์เป็นเล่มเดียวกันได้ ถ้าพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลายได้หมด ก็จะเป็นคุณแก่การศึกษาไม่น้อยทีเดียว เพราะบรรดาผู้ศึกษาจะได้มีโอกาสพบเห็น ทำการสอบสวนค้นคว้าได้สะดวก มูลเหตุของหนังสือชุดประชุมพงศาวดารมีดังนี้ ต่อมาได้มีผู้นิยม ก็ได้ ทรงรวบรวมตำนานและพงศาวดารต่าง ๆ พิมพ์ต่อไปอีกเป็นภาคที่ ๒ ที่ ๓


ฆ ต่อกันไปโดยลำดับ ไม่มีกำหนดว่ากี่ภาค หรือเรียบเรียงเรื่องเป็นลำดับ อย่างไร แล้วแต่จะหาเรื่องพงศาวดารได้พอรวบรวม ถ้ามีผู้ศรัทธาว่าจะสร้าง ก็พิมพ์เป็นภาคหนึ่ง ๆ เป็นลำดับไป กรมศิลปากรก็ได้เจริญรอยตามนี้สิบต่อมา จนบัดนี้ หนังสือประชุมพงศาวดารจึงเป็นภาคที่ ๖๑ คือ ฉบับที่พิมพ์นี้ ส่วนที่พิมพ์มาแล้วแต่ต้น มีเรื่องอะไรบ้าง ได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อขึ้นไว้เป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ดัง แจ้งอยู่ในบัญชีที่พิมพ์ไว้ต่อท้ายคำนำนี้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการจะทราบว่าภาคใดมีพงศาวดารและตำนานเรื่องอะไรบ้าง ก็จะได้สอบค้นดูได้สะดวก ก่อนอธิบายถึงพงศาวดารและตำนานที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เห็น สมควรเล่าเรื่องชาติไทยไว้แต่ย่อ ๆ พอให้ทราบเรื่องติดต่อกัน ย่อมเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า ไทยเราแต่เดิมมา มีชาติภูมิอยู่ใน แว่นแคว้นแดนดินที่เรียกในทุกวันนี้ว่า ประเทศจีนตอนใต้ เป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่งมาแต่ก่อนพุทธกาล จำเนียรกาลต่อมาไทยบางพวกได้ยกลงมาในแหลมอินโดจีน ในชั้นต้นได้มาตั้งถิ่นฐานลงทางตอนเหนือของประเทศสยาม แต่แรกที่ยกลงมา ถ้าจะสันนิษฐานตามตำนานและ พงศาวดารทีมีอยู่ เช่นเรื่องราวทีมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นต้น คงจะแยกกันอยู่เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นอิสระแก่กันก่อน คือต่างคนต่างอยู่เป็นเมือง ๆ ไป ในสมัยที่กล่าวนี้ ดินแดนตอนใต้ของแหลมอินโดจีนตกอยู่ในอำนาจของชนสองชาติ ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาเดียว


ง กัน คือ มอญและขอม ส่วนที่เหนือขึ้นไป ว่าทางแคว้นลานนา อำนาจของชาติทั้งสองนี้จะแผ่ไปถึงแต่บางคราวบางสมัยเท่านั้น เขตต์สูงสุดตามที่ปรากฏในตำนาน ก็เพียงเมืองหริภุญไชย ส่วนทางแคว้นลานช้าง อำนาจของแผ่ไปถึงดินแดนที่เรียกในตำนานว่าเมืองอุมงค์เสลา พวกไทยที่ยกลงมาปกครองบ้านเมืองในแว่นแคว้นลานนา ที่นับว่าเป็นเมืองสำคัญ ก็มีเมืองหริภุญไชย คือ นครลำพูน เมืองเงินยางเชียงแสน และเมืองพระเยา เมืองหริภุญไชยรวมทั้งนครเขลางค์ คือ นครลำปางนั้น เป็นดินแดนที่เชื้อวงศ์นางจามเวที (เป็นชาติขอม บางที่ก็ว่าเป็นมอญ แต่ดูเหมือนยังไม่ยุติกัน) ปกครองสืบสันตติวงศ์ลงมาหลายชั่วกษัตริย์ เป็นเวลาช้านานกว่า ๙๐๐ ปี ภายหลังสิ้นเชื้อพระวงศ์เพราะต้องเสียดินแดนแก่พระยาเมงรายกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงแสน ดัง มีเรื่องแจ้งอยู่ในหนังสือจามเทวีวงศ์ และหนังสือชินกาลมาลินี ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้พิมพ์แล้ว ส่วนทางเมืองเชียงแสน และเมืองพะเยา มีกษัตริย์ชาติไทยปกครอง ข้อสำคัญในเรื่องราวของกษัตริย์ไทยในแคว้นลานนา ก็ที่ในชั้นแรกเมื่อตั้งเมืองขึ้นแล้ว ต่อมาเมื่อมี กำลังอำนาจขึ้น ก็ขยายเขตต์ให้ใหญ่โตออกไป สุดแล้วแต่กษัตริย์องค์ใดมีอภินิหารมากและน้อย เพราะฉะนั้นการขยายเขตต์แดนจึงเป็นไปตามเวลาของผูเป็นใหญ่ผู้นั้นเท่านั้น มิได้ยืดยาวถาวรต่อไป เพราะเขตต์แดนที่ปกแผ่ออกไปถึง ก็มักให้ราชบุตรออกไปครอง โดยเหตุที่ราชบุตรเหล่านั้นบางทีก็แตกร้าวกัน จึงต้องแยกย้ายให้ไปอยู่เสียห่าง


จ ไกลกัน ครั้นต่อมา บุตรหลานที่ไปกินเมืองสืบต่อมา ก็มักตั้งตนเป็น อิสสระ ไม่ปรองดองร่วมกันให้เป็นปึกแผ่นแน่นหนา เป็นประเทศใหญ่ให้ยั่งยืนขึ้นได้ ช้า ๆ นาน ๆ เกิดผู้มีบุญขึ้นที่เมืองใดเมืองหนึ่ง ผู้มี บุญนั้นก็แผ่อาณาเขตต์ออกไปกว้างขวาง อย่างพระเจ้าพรหมและพระเจ้ามังราย ในราชวงศ์เชียงแสนเป็นต้น ครั้นสิ้นผู้มีบุญแล้ว เมือง ต่าง ๆ ในราชอาณาเขตต์ก็กลับแยกกันอีก จะเร็วและช้าก็แล้วแต่ เหตุการณ์ เหตุนี้บ้านเมืองในแคว้นลานนา ที่แยกกันอยู่เป็นอิสสระเป็นแคว้น ๆ จึงมักเป็นว่านเครือเชื้อชาติเดียวกันมาแต่เดิม อย่างที่เรียกกันเป็นสามัญว่า บ้านพี่เมืองน้องเกี่ยวเนื่องกัน ความสนิทสนมจึงมีอยู่ต่อกัน เช่น พระเจ้าเมงรายแห่งเมืองเชียงแสน ขุนงำเมืองแห่งเมืองพะเยา ซึ่งเป็นกษัตริย์มีอานุภาพผู้หนึ่ง และพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย จึงปรากฏในตำนานว่าได้เป็นมหามิตรสนิทสนมกันมาก ทั้งนี้ ก็เพราะมีชาติเชื้อเนื้อไขเป็นไทยด้วยกัน พงศาวดารและตำนานเมืองต่าง ๆ ก็มักมีเรื่องร่วมกันในตอนต้น จะผิดแปลกกันบ้างก็ในส่วนที่เป็นพลความ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุที่ในชั้นเดิมร่วมวงศ์กันมาด้วยอีกประการหนึ่ง แล้วต่อมาจึงได้แยกเรื่องไปคนละทาง อย่างเช่นพระเจ้าชัยศิริ ซึ่งเป็นต้นพระวงศ์พระเจ้าอู่ทอง และสืบเชื้อวงศ์ไปจากพระเจ้าพรหม ก็มีเรื่องแยกออกไปจากตำนานเชียงแสน ในพงศาวดารและตำนานเมืองอื่น ๆ ก็เป็นทำนองเดียวกัน อนึ่งเป็นการสมควรที่จะกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า เรื่องราวอันเป็น


ฉ ตอนต้นของพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ของเก่า มักเป็นเรื่องเกี่ยวไปในทำนองนิยายนิทานไม่น่าเชื่อ เป็นการยากที่จะถือเอาเป็นหลักฐานได้แน่นอน ศักราชก็ดี ชื่อบุคคลและชื่อภูมิประเทศบ้านเมืองก็ดี ก็ มักมีต่างๆ ไม่ตรงกันชื่อบุคคลคนเดียวกัน ก็อาจมีหลายชื่อ บางทีเรื่องก็สับตอนกัน แต่เรื่องอย่างนี้มีความเป็นธรรมดา มีอยู่ทั่วไปทุกประเทศ เพราะเป็นเรื่องดึกดำบรรพ์นมนาน ได้อาศัยสืบต่อปากกันมาตามที่มีเล่ากันอยู่ในพื้นเมือง ธรรมดาว่าเรื่องราวที่สืบต่อปากกันมาในหมู่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด โดยมาย่อมจะมีมูลแห่งความ จริงปนอยู่เสมอ เรื่องชะนิดนี้จึงอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่ง มีความจริงเป็นพงศาวดาร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องปรัมปราที่เกิดจากความคิดนึกของมนุษย์ เรื่องทั้งสองชนิดนี้ย่อมมีประโยชน์ด้วยกัน แต่เป็นคนละทาง เรื่องเหล่านี้ บางทีอาจรักษาเอาความทรงจำแต่ครั้งสมัยดึกดำบรรพ์ไว้ได้ต่อมา บางทีเรื่องราวที่จำไว้ได้ มีอยู่ในประเทศถิ่นต่าง ๆ เป็นเรื่องราวอย่างเดียวกัน ก็อาจสืบสาวราวเรื่องถึงทางติดต่อกันแห่งประเทศถิ่นเหล่านั้นได้ ข้อลำบากยากยิ่งก็อยู่ที่รู้จักแยกเอาความจริงในเรื่องออกมาเรื่องที่คิดนึก อันไม่เป็นความจริงเท่านั้น หาใช่ว่าเรื่องทั้งหมดเหลวใหลไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผู้อ่านผู้ศึกษา จึงไม่ใช่อยู่ที่อ่านข้อค่อนขอดคอยจับผิด แต่อยู่ที่จะค้นคว้าหาความจริงที่มีอยู่ในเรื่อง ว่าจะได้มาเป็นประโยชน์มากหรือน้อยเท่านั้น เมื่อทราบความสำคัญดังกล่าวนี้แล้ว การอ่าน


ช เรื่องก็ย่อมจะได้ประโยชน์ดียิ่งขึ้น บัดนี้จะได้กล่าวถึงเรื่องราวที่มีอยู่ในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานสิงหนวติกุมารโดยฉะเพาะ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน เริ่มด้วยเรื่องเทวบุตรชื่อลาวจก หรือลวะจังกราชจุติมาครอบครองเมืองหิรัญญนครเงินยางซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าเมืองเชียงแสน เชื้อพระวงศ์พระเจ้าลาวจกได้สืบต่อกันมา หลายชั่วกษัตริย์ และบางองค์ก็แยกย้ายไปปกครองเมืองต่าง ๆ เป็นหลายสาย เรื่องไปหมดอยู่ตอนแผ่นดินพระเจ้าเมงราย พงศาวดารเชียงแสนฉบับนี้ สังเกตุดูว่าย่อมาก และชื่อในเรื่องไม่สู้ตรงกันนักเห็นจะเป็นเพราะคัดลอกกันมาหลายทอด ไม่ได้สอบทาน เรื่องลวะจังกราชเทวบุตรในตอนต้นของพงศวดารเชียงแสนฉะบับนี้ ย่อมมีปรากฎอยู่ในพงศาวดารเมืองอื่น ๆ มีพงศาวดารเมืองเขียงใหม่ น่าน และพะเยาเป็น ต้น ใจความก็เป็นอย่างเดียวกัน จะแปลกกันก็แต่พลความ คือบางฉะบับก็กล่าวเรื่องว่าพระเจ้าอนุรุธแห่งกรุงภุกามได้ประชุมเชิญท้าวพระยานานาประเทศในชมพูทวีปไปลบศักราช ยังขาดอยู่แต่แคว้นลานนาไทย เพราะในสมัยนั้นยังว่างกษัตริย์อยู่ พระเจ้าอนุรุธจึงไปเฝ้าขอร้องต่อพระอินทร์ ๆ ก็ให้ลวะจังราชเทวบุตร ( บางฉบับก็เขียนว่า ลวะจักราชบ้าง ลาวจกบ้าง ) จุติมาเป็นกษัตริย์เมืองหิรัญญนครเงินยางเห็นได้ว่าเรื่องลาวจกนี้ มีมูลที่มาแห่งเดียวกัน บางทีจะมีเค้ามูลความจริงในพงศาวดาร แต่จะเป็นเรื่องโบราณนมนานไกล ทรงจำกันได้


ซ สืบมาอย่างมัว ๆ จะไม่ใช่เป็นเรื่องในสมัยเดียวกันพระเจ้าอนุรุธ ดังที่บางฉบับกล่าวไว้ ซึ่งตกอยู่ใน พ.ศ. ๑๖๐๐ เพราะในตำนานสิงหน-วติกุมาร ก็มีเรื่องลาวจกเหมือนกัน แต่กล่าวไว้ว่าเป็นหัวหน้าชาวป่า ชาติละว้า เรียกว่าปู่เจ้าลาวจก หาใช่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมาเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ไม่ และว่าเป็นเรื่องอยู่ในสมัยต้นพุทธกาล ก่อนเรื่องลาวจกในพงศาวดารเงินยางเชียงแสนมากมาย ปู่เจ้าลาวจกนี้ ในพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร ( แช่ม บุนนาค ) ว่าที่ ชื่อเช่นนั้นเพราะเป็นหัวหน้า มีจกคือจอบขุดดินมากกว่า ๕๐๐ ขึ้นไป และในตำนานพระธาตุดอยธุง ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า "มีมิลักกยู ผู้ผัวชื่อว่าเจ้าลาวจก ผู้เมียชื่อย่าเจ้าลาวจก และบุคคลทั้งสองผัวเมียมีจกเช่าและคนและ ๕๐๐ ลูก ลวดได้ชื่อว่าลาวจก" ถ้าจกหมายถึงจอบขุดดินแล้ว เรื่องเทพบุตรลาวจกในพงศาวดารเชียงแสนจะแปลว่าอะไร ได้มีผู้สันนิษฐานว่า บางทีจกคำนี้ จะเป็นคำเดียวกับโจกที่แปลว่าหัวหน้าได้บ้างกระมัง ลาวจกก็แปลว่าหัวหน้าของพวกละว้า แต่อย่างไรก็ดี คำว่าจกนี้ มีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่ไปพ้องเข้ากับชื่อของแคว้นเสฉวน หรือตอนหนึ่งของเสฉวนในภาคใต้ของประเทศจีนต่อจากแคว้นยูนนานขึ้นไป แต่โบราณมาแคว้นเสฉวนมีชื่อว่าสกหรือจก และว่าเป็นชื่อของชาติหนึ่งในแคว้นนั้นด้วย ซึ่งบางทีก็เรียกว่าปาจก พระเจ้าเล่าปี่ในเรื่องสามก๊ก ที่ได้มาปกครองแคว้นเสฉวน ก็ได้พระนามว่า พระเจ้าจกฮั่นฮ่องเต้ แปลว่าพระเจ้าแคว้นจกแห่งราชวงศ์ฮั่น ดินแดนที่

ฌ อยู่ในตอนใต้ของแคว้นเสฉวนแต่โบราณมา ย่อมเป็นที่อยู่ของชนชาติไทยส่วนหนึ่งเหมือนกัน บางทีจกจะเป็นชื่อของชาติไทยที่เรียกว่าอ้าย หง้ายลาวก็รู้ไม่ได้ หากลาวหรือความข้อนี้จะเป็นได้บ้าง ก็น่าจะเกี่ยวเนื่องมาถึงคำว่าลาวจกในตำนานทางลานนาด้วย ตำนานสิงหนวติกุมาร ดำเนินเรื่องว่า สมัยต้นพุทธกาล สิง หนวติกุมารโอรสพระเจ้าเทวกาลแห่งนครไทยเทศ คือเมืองราชคฤห์นคร หลวง และสืบเชื้อสายมาจากไทยเมือง เสด็จอกจากเมืองราชคฤห์มา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนใกล้แม่น้ำโขง ถึงแคว้นซึ่งแต่เดิมเรียกว่า เมืองสุวรรณโคมคำเป็นเมืองร้างมาแต่เก่าก่อน (มีตำนานเรื่องเมือง สุวรรณโคมคำส่วนหนึ่ง) แดนนั้นเป็นที่อยู่ของพวกละว้า มีปู่เจ้าลาว จกเป็นหัวหน้า เจ้าสิงหนวติกุมาร ได้สร้างเมืองลงแถวถิ่นนั้น ให้ชื่อว่า เมืองนาคพันธุ์สิงหนวตินคร หรือโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน สืบพระเจ้าแผ่นดินมาหลายชั่วกษัตริย์ จนเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวติ นครถล่มทะลายกลายหนองไป เพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินและ ราษฎรไปกินปลาตะเพียนเผือก (ในพงศาวดารโยนกว่าปลาไหลเผือก ในตำนานเมืองหนองหานก็มีเรื่องเป็นตำนานคล้าย ๆ กัน แต่ว่าเป็นกะ รอกเผือก) สิ้นเชื้อวงศ์เจ้าสิงหนวติกุมารเพียงเท่านี้ ตอนต่อไป กล่าว ถึงเรื่องลวะจังกราชเทวบุตรรับอัญเชิญพระอินทร์จุติมาเป็นกษัตริย์ เป็น เรื่องตอนเดียวกับพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน แต่มีข้อความ พิสดารกว่ามาก ในการพิมพ์ตำนานสิงหนวติกุมารคราวนี้ ต้องแปล


ญ ออกจากต้นฉะบับหนังสือไทยเหนือมาเป็นภาษาไทยสยามเสียชั้นหนึ่ง และทำในเวลาเร่งร้อนกำหนดงานมีวันจำกัด ไม่มีเวลาชำระสอบทานได้ ละเอียด เพราะแปลเสร็จเท่าใด ก็ต้องรีบส่งไปลงพิมพ์ทันที จึงน่าจะ มีที่บกพร่องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ในการแปลคราวนี้ ได้รักษาสำนวน โวหารของเดิมไว้บริบูรณ์ คำและประโยคใดที่ฟังไม่ได้ชัดในภาษาไทย สยาม ก็ได้จัดแปลและอธิบายเป็นบรรทึกใต้ไว้ เท่าที่จะสามารถจัดทำ ได้ ส่วนบางคำที่เป็นคำสามัญใช้อยู่ในภาษาทางเหนือ ได้จดตามสำเนียง ในภาษานั้นให้ดูเป็นตัวอย่างในหน้าต้น ต่อไปได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทย สยาม เพื่อไม่ให้เกิดความรุงรังตาในเวลาอ่าน ส่วนชื่อปีและศกตามที่ นับกันอยู่ทางเหนือก็ได้จัดพิมพ์ไว้เป็นพิเศษอยู่ต่อไปนี้ สำหรับการตรวจ สอบได้สะดวก อนึ่งพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ทางแคว้นลานนา มักแต่งขึ้นใน สมัยที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง เหตุนี้ จึงต้องมีเรื่องราว ทางพระพุทธศาสนาแซกไว้ด้วยตลอดไป ในตำนานสิงหนวติกุมารนี้ เริ่มต้นก็กล่าวถึงพระพุทธประวัติ ต่อเป็นลำดับมาจนเสด็จดับขันธปริ นิพพาน แล้วถึงตำนานสังคายนา พิมพ์คราวนี้ได้ตัดเรื่องที่กล่าวเหล่านี้ ออก เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องโดยตรง ทั้งใจความก็กล่าวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตามโวหารที่นิยมกันสมัยนั้น ถึงจะตัดออกก็ไม่ทำให้เสียเนื้อถ้อยกระทง ความอย่างไร ขออนุโมทนากุศลบุญราศีที่เจ้าภาพได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้แจกเป็น


ฎ วิทยาทาน จงบรรลุผลดลบรรดาลแก่นางราชพินิจจัย (ชื่น โสฬสจินดา) ให้ดำรงอยู่ในคติสุขทุกเมื่อ เทอญ.

กรมศิลปากร วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๗๘










บัญชีรายชื่อในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ๑.พงศาวดารเหนือ ๒.พงศาวดารกรุงเก่าฉะบับหลวงประเสริฐ ๓.กรุงสุโขทัยตามศิลาจารึก ๔.พงศาวดารเขมร ๕.พงศาวดารพะม่า รามัญ ๖.พงศาวดารล้านช้าง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒ ๑.เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ๒.พงศาวดารเมืองถลาง ๓.พงศาวดารเมืองไทรบุรี ๔.พงศาวดารเมืองตรังกานู ๕.พงศาวดารเมืองกลันตัน

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓ ๑.พงศาวดารเมืองปัตตานี



(๒) ๒.พงศาวดารเมืองสงขลา ๓.พงศาวดารเมืองเชียงใหม่

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ ๑.พงศาวดารความเก่า ฉะบับ จ.ศ. ๑๑๓๖ ๒.พงศาวดารเมืองละแวก ฉะบับสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี (นักองค์เอง) ๓.พงศาวดารมณฑลอิสาณ ฉะบับหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเณจร ณ กรุงเทพ ฯ)

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ ๑.จดหมายเหตุจีน ว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ ๒.เรื่องศึกราชรัชกาลครั้งกรุงศรีอยุธยาตามที่สอบใหม่ ๓.พงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร ( แช่ม บุนนาค) ๔.พงศาวดารเมือาหลวงพระบาง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖ เรื่องไทยรบพะม่าครั้งกรุงเก่า


(๓) ประชุมพงศวดาร ภาคที่ ๗ ๑. คำให้การจีนกั๊กเรื่องเมืองบาหลี ๒. คำให้การเถ้าสาเรื่องหนังราชสีห์ ๓. คำให้การขุนโขลนเรื่องพระพุทธบาท ๔. คำให้การนายจาด เรื่องเหตุการณ์ในเมืองพะม่า เมื่อพระ เจ้ามินดงทิวงคต

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ ๑. จดหมายเหตุโหร ๒. จดหมายของหมื่นเก่งศิลป์ ๓. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉะบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ๔. พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่องปฐมวงศ์ ๕. ตำนานพระโกศ

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๙ ๑. พงศาวดารเมืองเชียงรุ้ง ๒. พงศษวดารเมืองไล ๓. พงศาวดารเมืองแถง ๔. พงศาวดารเมืองเชียงแขง


(๔) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๐ ราชวงศ์ปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๑ พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๒ จดหมายเหตุของราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระ นารายณ์ และจดหมายเหตุของหมอบรัดเล

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๓ ๑. ตำนานวังหน้า ๒. เทศนาบวรราชประวัติ ๓. พระนามเจ้านายในพระราชวังบวร

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๔ ๑. คำให้การมะยี่หวุ่นแม่ทัพพะม่า ๒. คำให้การพระมหาโค มหากฤช เรื่องเมืองพะม่า



(๕) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๕ เรื่องเมืองพัทลุง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๖ พงศาวดารเมืองพระตะบอง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๗ ตำนานเลิกหวยและบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๘ ๑.เรื่องราชการค้าขายในกรงุสยาม ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระ นารายณ์ ๒.เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ๓.เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายณ์ออกไปกรุงฝรั่งเศส ครั้งสุดท้าย

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๙ ๑.จดหมายเหตุหอสาตราคม ๒.จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่หว้ากอ

(๖) ๓. แปลจดหมายหตุของเซอร์แฮรี่ออดเจ้าเมืองสิงคโปร์ผู้มาเฝ้า ที่หว้ากอ ๔. กระแสรับสั่งครั้งที่รัชกาลที่ ๔ เรื่องสุริยุปราคา เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๑

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๐ จดหมายเหตุทางไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับญี่ปุ่น

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๑ จดหมายเหตุเจรจาความเมืองในระหว่างไทยกับพะม่า

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๒ พงศาวดารเมืองหัวพันห้าทั้งหก

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๓ ๑. ตำนานเกณฑ์ทหาร ๒. ตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ จดหมายเหตุกองทัพปราบฮ่อ


(๗) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๕ เรื่องสถานที่และวัตถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๖ ตำนานวังเก่า

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๗ เรื่องไทยกับฝรั่งเศสเป็นไมตรีกัน ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๘ ๑.พงศาวดารญวน ๒.ประวัตินาบีมะหะหมัด

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๙ อธิบายเรื่องราชทูตไทยไปยุโรปกับจดหมายเหตุเรื่องราวราชทูต ไทยไปประเทศอังกฤษใน รัชกาลที่ ๔

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๐ เรื่องราชทูตไทยไปประเทศฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ ๔


(๘) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๑ จดหมายเหตุเรื่องมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศสยาม

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๒ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๓ บุรพภาคพระธรรมเทศนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๔ ว่าด้วยหนังสือสัญญาค้าขายระหว่างประเทศสยามกับฝรั่งเศส ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๕ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่น ดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๖ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง

(๙) กรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเพทราชา

ประขุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๗ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง กรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเสือและแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๘ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง กรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง กรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับครั้งกรุง ธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๐ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๑



(๑๐) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๑ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๒

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๒ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๓

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๓ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๔

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๔ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๕

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๕ จดหมายเหตุเรื่องทูตไทยไปประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐



(๑๑) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๖ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๖

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๗ จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๗

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๘ จดหมายเหตุของมองซิเออร์เซเบเรต์ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้า มาเจริญทางพระราชไมตรี ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่ ๒

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๙ จดหมายเหตุมองซิเออร์ เซเบเรต์ราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในกรุงสยาม ครั้งแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๐ ตำนานเมืองระนอง


(๑๒) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๑ จดหมายเหตุเรื่องพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๒ จดหมายเหตุเรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๓ ๑.พงศาวดารเมืองสงขลา ๒.พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช ๓.พงศาวดารเมืองพัทลุง

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๔ พงศาวดารเรื่องอิเหนา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๕ ว่าด้วยอังกฤษเข้ามาทำสัญญากับไทย



(๑๓) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๖ ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๗ โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๑

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๘ โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๒

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๙ โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๓

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑ ๑. พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ๒. ตำนานสิงหนวติกุมาร



ชื่อปีในหนังสือเล่มนี้


ไจ้ ชวด เป๊า ฉลู ยี่ ขาล เม้า เถาะ สี มะโรง ไส้ มะเส็ง ซง้า มะเมีย เมด มะแม สัน วอก เล้า ระกา เสด จอ ไก๊ กุน

ชื่อศกที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้

กาบ เอกศก ดับ โทศก ระวาย ตรีศก


(๑๕) เมิง จัตวาศก เบิก เบ็ญจศก กัด ฉอศก กด สัปตศก ลวง อัฏฐศก เต้า นพศก กา สัมฤทธิศก

วิธีนับปี ทางไทยเหนือเอาศกไว้หน้า เช่นปีชวดเอกศก ใช้ว่า "กาบไจ้" ปีฉลูโทศก ใช้ว่า "ดับเป๊า" ดังนี้เป็นต้น และใช้นับ ศกตามอย่างข้างจีน มิได้นับศกตามจุลศักราช จุลศักราชที่เราใช้ กันอยู่ตัวเลขท้ายตรงกับศกเสมอ เช่นปีชวด เอกศก ตัวเลขท้าย จุลศักราชต้องเป็น ๑ มิได้เปลี่ยนเป็นอื่นเลย ส่วนในหนังสือเล่มนี้เพราะเหตุที่ใช้นับศกอย่างข้างจีน และใช้จุลศักราชอย่างไทย ศกจึง มิได้ตรงกับเลขตัวท้ายของจุลศักราช เช่นกาบไจ้ มิได้ตรงกับ ๑




สารบัญ

พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน หน้า ๑ ลวะจังกราชเนรมิตบันไดเงิน " ๑ ลวะจังกราชและบริวารลงมาตามบันไดเงิน " ๑ ตำนานเมืองเชียงสา " ๒ พระยาตรีจักษุตัดศักราช " ๒ ลวะจังกราชอุปบัติ " ๒ ลวะจังกราชครองเมืองเงินยาง " ๓ เจ้าเมืองยวนถวายบรรณาการ " ๓ พระมเหษีลวะจังกราชอธิษฐานขอโอรส " ๔ ประสูติโอรส " ๔ ประสูติลาวเกลาแก้วมาเมือง " ๕ โอรสทั้ง ๓ ไปจับปู " ๕ ลวะจังกราชให้โอวาทโอรสทั้ง ๓ " ๖ ลาวเกลาแก้วมาเมืองยกพลไปฆ่าปู " ๖ ลาวเลาแก้วมาเมืองทูลบิดาให้แยกกันไปอยู่คนละเมือง " ๗ ลาวเกลาแก้วมาเมืองเสวยราชย์ " ๘ ลาวเคียงสร้างเมืองเงินยาง " ๘ สันตติวงศ์ของลาวก่อ ลาวเถือะ พี่ลาวเกลาแก้วมาเมือง " ๙


ฐ ขุนจอมธรรมไปเสวยเมืองภุกามยาว หน้า ๑๐ ขุนจอมธรรมทรงสุบินนิมิตต์ " ๑๑ ขุนจอมธรรมรู้นิมิตต์ " ๑๒ จดหมายกำหนดคน " ๑๓ อปริหานิยธรรม ๗ ประการ " ๑๔ ขุนเจียง ขุนจอม เกิด " ๑๘ ขุนเจียงเรียนวิชา " ๑๙ ขุนเจียงเสวยราชย์ " ๒๐ ขุนเจียงรบกับพระยาแกว " ๒๑ เหตุที่จะเกิดศึกพระยาแกว " ๒๒ ถวายพระนามขุนเจียงว่า พระเจืองฟ้าสธรรมิกราช " ๒๓ พระยาธรรมิกราช (ขุนเจียง) ส่งโอรสทั้ง ๕ ไปครองเมือง " ๒๕ อัครเทวีพระยาธรรมิกราชเห็นอัศจรรย์ ๑๐ ประการ " ๒๖ พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนฆ่าพระยาธรรมิกราช " ๒๖ สันตติวงศ์ขุนจองเมืองพระยา " ๒๗ พระยางำเมืองเกิด " ๒๗ พระยางำเมืองเรียนวิชา " ๒๘ พระยางำเมืองเสวยราชย์ " ๒๘ เชื้อวงศ์พระยามังราย " ๒๘ พระยามังรายสร้างเมืองเชียงราย " ๒๙


ฑ พระร่วงเข้าหาเทวีงำเมือง หน้า ๓๐ พระยางำเมืองตามจับพระร่วงได้ " ๓๑ พระยามังรายตัดสินความพระยางำเมืองกับพระร่วง " ๓๒ พระยามังรายแผ่อำนาจ " ๓๓ พระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ " ๓๓ สันตติวงศ์พระยางำเมือง " ๓๕ สองยายตาสร้างพระประธาน " ๓๖ ตำนานการสร้างพระประธาน " ๓๘ นิทานเค้ามูลทุ่งเอี้ยง หนองเอี้ยง " ๔๘ คำถามคำตอบ " ๕๑


ตำนานสิงหนวติ หน้า ๕๖ เทวกาลเสวยราชย์เมืองนครไทยเทศ " ๕๖ โอรสธิดาของเทวกาล " ๕๖ สิงหนวติกุมารไปหาที่ตั้งเมือง " ๕๖ สิงหนวิตกุมารสร้างเมืองนาคพันธุ์สิงหนวตินคร " ๕๙ สิงหนวติกุมารได้เมืองอุโมงคเสลา " ๖๐ พระยาอชุตราชเสวยราชย์เมืองโยนก " ๖๑ พระยาอชุตราชได้นางปทุมวดีเป็นมเหษี " ๖๒

ฒ มหากัสสปเถรเจ้านำพระมหาธาตุเจ้ามายังเมืองโยนก หน้า ๖๓ พระยาอชุตราชพระราชทานที่แก่มหาธาตุเจ้า " ๖๔ พระยาอชุตราชให้ช่างคำมาหล่อรูปกัมมโลฤาษี " ๖๕ มหากัสสปเถรเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพาน " ๖๕ มหากัจจายนเถรเจ้านำมหาธาตุเจ้ามาสู่โยนกนคร " ๖๕ พระยาอชุตธรรมิกราชตาย " ๖๗ พระมังรายราชโอรสเสวยราชสมบัติแทน " ๖๗ มหาวิชรโพธิเจ้ากับฤาษีนำพระบรมธาตุจากเมืองราชคฤห์ มาสู่เมืองโยนก " ๖๗ พระมังรายราชเจ้าซื้อมิลักขุรักษาพระบรมธาตุ " ๖๘ พระมังรายราชเจ้ามีราชบุตร ๒ คน ราชธิดา ๒ คน " ๗๐ พระมังรายราชเจ้าแบ่งราชสมบัติ " ๗๐ ตั้งเวียงไชยนารายณ์ " ๗๑ สันตติวงศ์พระมังรายราชเจ้า " ๗๒ เสียเมืองโยนกนครแก่พระยาขอมดำ " ๗๘ พระองค์พังเจ้าถูกขอมขับไปอยู่เวียงศรีทวง " ๗๙ เทวีพระองค์พังประสูติโอรส " ๗๙ คำอธิษฐานของสามเณร " ๘๐ ความฝันแห่งเทวีของพระยาศรีทวง " ๘๑ เทวีศรีทวงประสูติโอรสให้ชื่อว่าพรหมกุมาร " ๘๒

ณ ความฝันของพรหมกุมาร หน้า ๘๓ พรหมกุมารได้ช้างตามฝัน " ๘๔ พรหมกุมารห้ามบิดาไม่ให้ส่งส่วยพระยาขอม " ๘๔ พรหมกุมารเตรีมสู้พระยาขอม " ๘๕ พรหมกุมารยกพลมาต่อรบพระยาขอมดำ " ๘๖ พระยาขอมดำพ่ายหนีแก่พรหมกุมาร " ๘๖ พระยาอินทร์เนรมิตกำแพงหิน " ๘๗ พระองค์พังเจ้าได้ครองเมืองโยนกครั้งที่ ๒ " ๘๘ พรหมกุมารยกให้ทุกขิตตนพี่เป็นอุปราชา " ๘๘ พรหมกุมารได้เทวี " ๘๙ พรหมกุมารกับเทวีไปสร้างเวียงไชยปราการ " ๘๙ พุทธโฆษาจารย์มหาเถรเจ้าชำระพระธรรม " ๘๙ บรรจุพระมหาธาตุเจ้าไว้กลางเวียงไชยนารายณ์ " ๙๐ การสืบสันตติวงศ์พระองค์พัง " ๙๑ พระองค์ไชยศิริโอรสได้ครองเวียงไชยปราการต่อจากพระ องค์พรหมราชเจ้า " ๙๑ กษัติรย์เมืองสุธรรมวดีเมืองเมงยกรี้พลมารบเวียงไชยปราการ " ๙๒ พระองค์ไชยศิริเจ้าเสียเวียงไชยปราการ " ๙๓ พระองค์ไชยศิริสร้างเมืองกำแพงเพ็ชร์ " ๙๔ พระองค์มหาไชยชนะเจ้าราชโอรส เป็นกษัตริย์เมืองโยนก " ๙๔


ด ชาวโยนกนครกินปลาตะเพียนเผือกตัวใหญ่ หน้า ๙๔ ความพินาศของเวียงโยนก " ๙๕ ขุนลังได้เป็นใหญ่ " ๙๗ การสืบต่อกันมา " ๙๘ พระอินทร์ได้ลวะจังกราชเทวบุตรลงมาเป็นเจ้า " ๑๐๐ ลวะจังกราชตัดศักราช " ๑๐๑ ลงะจังกราชสร้างเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสน " ๑๐๒ ญาณรังสีมาหาเถรเจ้านิมนต์มหาธาตุเจ้ามายังเวียงเหรัญญ นครเงินยางเชียงแสน " ๑๐๓ เวียงฝาง " ๑๐๔ เวียงเชียงรายเวียงเชียงของ " ๑๐๕ ลวะจังกราชมีโอรส ๓ องค์ " ๑๐๕ โอรสทั้ง ๓ ไปจับปู " ๑๐๖ โอรสทั้ง ๓ ไปกินเวียง " ๑๐๖ ลวะจังกราชตาย " ๑๐๗ เจ้าลาวเก้าเสวยราชสมบัติแทน " ๑๐๗ สันตติวงศ์ของลวะจังกราช ท้าวกีคำลานเจ้าเมืองน่านฆ่าพระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วตาย " ๑๐๘ พระยาควักวาวโอรสพระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วฆ่าท้าว กีคำลานตาย " ๑๐๙


ต พระยาควักวาวได้ครองเมืองเงินยางเชียงแสน หน้า ๑๑๐ ขุนเทืองโอรสครองเมืองต่อมา " ๑๑๐ ขุนเทืองได้นายแอกไค่ " ๑๑๑ นางแอกไค่ให้บุตรแก่ขุนเทือง " ๑๑๒ ขุนทึงโอรสได้กินเมืองแทน " ๑๑๒ นางแอกไค่ได้เห็นโอรส " ๑๑๒ ขุนทึงได้ของวิเศษจากปู่ย่าตายาย " ๑๑๓ ขุนทึงสร้างเวียงเชียงเรือง " ๑๑๓ ขุนทึงประกาศไม่ให้ทำร้ายสัตว์ " ๑๑๔ จอมผาเรืองหลานครองเมืองแทนขุนทึง " ๑๑๕ โอรสของเจ้าจอมผาเรือง " ๑๑๕ ธิดาของพระยาลาวชิน " ๑๑๖ พระยาอ้ายเจืองกับเจ้าอุปราชาขุนเจืองชนช้างชนะ " ๑๑๗ เจ้าขุนเจืองได้อัครมเหษี " ๑๑๘ เจ้าขุนเจืองได้เป็นพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาเสวยราชสมบัติ เมืองเหรัญญนครไชยบุรีเงินยางเชียงแสน " ๑๑๙ พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชได้เครื่องบรรณาการและเมืองต่าง ๆ " ๑๑๙ พระยาเจืองฟ้ารู้ข่าวศึก " ๑๒๐ พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชส่งบุตรไปครองเมือง " ๑๒๑ ลาง ๑๐ ประการปรากฎแก่อัครเทวีขุนเจือง " ๑๒๑


ถ พระยาแมนตาตอกขอฟ้าตายืนฆ่าพระยาธรรมิกราช หน้า ๑๒๒ สันตติวงศ์ต่อจากพระยาธรรมิกราช " ๑๒๓ โอรสพระยาลาวเมง " ๑๒๓ คำทำนายของปัทมังกรฤาษีเกี่ยวกับโอรส " ๑๒๔ มังรายราชโอรสครองเมืองเชียงราย " ๑๒๔ มังรายได้เศวตฉัตรในเวียงเงินยางเชียงแสน " ๑๒๕ ฤาษี ๔ ตน ลูกพระยาวองตีฟางโพธิญาณ " ๑๒๕ ฤาษีทั้ง ๔ สรงเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้า " ๑๒๖ ฤาษีแยกกันกระทำสมณธรรม " ๑๒๙ ผู้เป็นใหญ่ในเมืองจอมตุงค์ " ๑๓๑ ท้าวมังรายทรงสร้างรูปไว้ที่ดอยจอมหงส์ " ๑๓๒ ท้าวมังรายทรงไล่กวาง " ๑๓๓ ท้าวมังรายรบกับชาวลวะ " ๑๓๕ มางคุ้มมางเคียนทำอุบายเอาชะนะลวะไว้ " ๑๓๖ ท้าวมังรายให้อุตรพราหมณ์มาดูที่จะสร้างเมือง " ๑๓๗ เหตุผลในการตั้งชื่อเมืองต่าง ๆ " ๑๓๘ ท้าวมังรายให้มางคุ้มมางเคียงกินเมือง " ๑๓๙ โอรสธิดาของพระยามังราย " ๑๔๐ พระยามังรายใช้ให้หมื่นฟ้าทำกลศึก " ๑๔๑ พระยายีบาเมืองลำพูนหลงเชื่อเลี้ยงหมื่นฟ้าไว้ " ๑๔๒


ท การกระทำต่าง ๆ ของหมื่นฟ้า หน้า ๑๔๓ พระยามังรายได้เมืองลำพูน " ๑๔๔ พระยามังรายครองเมืองหริภุญไชย " ๑๔๕ พระยามังรายกับพวกรบชะนะพระยายีบากับพวก " ๑๔๖ พระยามังรายให้โอรสครองเมืองต่าง ๆ " ๑๔๗ พระยามังรายให้หมื่นฟ้าครองเมืองหริภุญไชย " ๑๔๗ พระยามังรายออกไปอยู่ไชยปราการ " ๑๔๘ พระยาแสนพูหลานไปแต่งเมืองเชียงราย " ๑๔๙ เขตต์แดนเมืองเชียงแสน " ๑๕๒ พระยาแสนพูได้พระบรมธาตุ " ๑๕๗ บริจาคที่ให้แก่พระบรมธาตุ " ๑๕๘ เขตต์แดนพันนาเชียงราย " ๑๖๐ เขตต์แดนพันนาเงินยางเชียงแสน " ๑๖๐ พวกฮ่อรบเมืองเขินเชียงตุง " ๑๖๒ ฮ่อพากันพ่ายหนีไป " ๑๖๓ เจ้าน้ำน่านกินเมืองเชียงตุงแทนพระยาน้ำท่วม " ๑๖๔ ฟุงตายังแก้วฮ่อยกพลมารบเมืองเขินเชียงตุง " ๑๖๔ ฟุงตายังแก้วตายในสนามรบ " ๑๖๕ ฮ่อพ่ายหนี " ๑๖๕ พระยาแสนพูนสร้างเวียงเงินยางเชียงแสนใหม่ " ๑๖๗


ธ พระยาแสนพูให้โอรสครองเมืองต่าง ๆ หน้า ๑๗๐ พระยาแสนพูตาย " ๑๗๐ สันตติวงศ์ต่อจากพระยาแสนพู " ๑๗๑ ท้าวมหาพรหมสร้างวัดและเจดีย์บรรจุพระมหาธาตุ " ๑๗๒ พระราชเจ้ากือนาผู้ครองเมืองพิงเชียงใหม่รบชะนะฮ่อ " ๑๗๓ พระมหาเถรเจ้าศิริวังโส " ๑๗๔ ฮ่อยกมารบลานนา " ๑๗๕ ศิริวังโสมหาเถรเจ้าเป็นราชครู " ๑๗๕ พระยาสามปะยาให้ขุนแสงรบฮ่อ " ๑๗๗ สามพระยาทำสัตย์สาบานกัน " ๑๗๗ อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าจอมยอง " ๑๗๗ ขุนแสงได้เป็นพระยาสุวรรณคำลานนาครองเมืองไชยบุรี นครเชียงแสน " ๑๗๘ หมื่นพร้าวได้ครองเมืองเชียงแสน " ๑๘๒ หมื่นเชียงสงหรือหมื่นพร้าวสร้างวัด " ๑๘๒ หมื่นงั๊วหลานอติโลกราชได้ครองต่อมา " ๑๘๒ หมื่นงั๊วสร้างวัด " ๑๘๓ พระยาอติโลกราชเป็นพระยาหลวงเมืองสาด " ๑๘๓ การครองเมืองเชียงแสนสืบต่อกันมา " ๑๘๕ เจ้าฟ้ามังทลารบได้เมืองเชียงใหม่ " ๑๘๘


น เจ้าฟ้ามังทลาให้เจ้าฟ้าสาวัตถีมากินเมืองเชียงใหม่ หน้า ๑๘๘ พระหัวระมังทลาครองเมืองเชียงใหม่ " ๑๘๙ เจ้าฟ้าสุทโธเกิดทะเลาะกันกับเจ้าอุปราชามังแล จ่อเจ่า " ๑๙๑ แสนหลวงเรือดอนเป็นเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตร " ๑๙๑ เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรถูกจับขัง " ๑๙๒ เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชตีได้เมืองฝาง " ๑๙๓ จิมฟ้าหมวกคำลูกเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรได้ครองเมืองเชียงแสน" ๑๙๔ เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าฟ้าหมวกคำลูกได้เป็นใหญ่ในลานนา ทั้งมวล " ๑๙๕ วัดในเวียงไชยบุรีเชียงแสนทั้งหลาย " ๑๙๕ วัดนอกเวียงไชยบุรีเชียงแสนทั้งหลาย " ๑๙๗ วัดที่ดอนมูลกวาว " ๑๙๘ พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชตาย " ๑๙๙ นัญชะได้เป็นกษัตริย์แทน " ๑๙๙ การสืบต่อกันมาของเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตร " ๑๙๙ ศึกฮ่อมาติดเมืองอังวะ " ๑๙๙ พระเจ้าเมืองเบ่พ่ายแก่ชาวอโยธยา " ๒๐๐ เอกาทศรถปราบได้เมืองเชียงใหม่ " ๒๐๐ การครองเมืองเชียงแสนสืบต่อกันมา " ๒๐๑ โปแมงชาระเจ้าเมืองเชียงใหม่ฆ่ามณีหงวนเชียงแสน " ๒๐๓


บ มหาธรรมครองเมืองเชียงแสน หน้า ๒๐๓ เมืองเชียงตุงคืนเป็นข้าม่าน " ๒๐๔ ฉลองธาตุเจ้าจอมกิตติ " ๒๐๕ เจ้าฟ้าลักทีกินเมืองเชียงแสน " ๒๐๕ พระเจ้าหาญวังตีนตีทัพเชียงใหม่แตก " ๒๐๗ พระยาหาญเมืองพงครองเมืองเชียงแสน " ๒๐๘ องค์นกได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ " ๒๐๘ เชียงใหม่เป็นอิสระ " ๒๐๘







พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน


จะกล่าวถึงภุมเทวดาอันมีชื่อว่าลวะจังราช อันมักใคร่ให้เป็นคุณในพระพุทธศาสนา จึ่งพิจารณาดูในเมืองมนุษย์แล้วก็รู้ด้วยปัญญาว่าศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าจะตั้งอยู่ในเมืองยวนตราบเท่า ๕,๐๐๐ พรรษา ส่วนลวะจังกราชก็เจรจาปราศัยกับด้วยเทวธิดาผู้เป็นภรรยาว่า ภทฺเท ดูกรนาง กาเล อันว่ากาลบัดนี้ก็เป็นกาลอันบริสุทธิ์แล้ว ควรเราทั้งสองลงไปเป็นท้าวพระยาในเมืองมนุษย์ แล้วจะได้ยกยอพระพุทธศาสนาก็ สมควรแล้ว ส่วนนางเทวดาผู้เป็นภรรยาก็รับคำพระสามีว่า สาธุ สาธุ ดังนี้แล้ว ส่วนลวะจังกราชเทวดาก็เนรมิต อุโภ เหรญฺญเสณิเย มีพะองนหนึ่งพาดแต่บนเขาถึงกลางทุ่งตรงหินเลาและหินกอง ขณะนั้นชนทั้งหลายแลเห็นด้วยก็เรียกกันมาดูเป็นอันมาก ชาวยวนทั้งหลาย มีพระยายวนเป็นประธาน ทั้งอุปราชเสนาอำมาตย์ราษฎรและนักบวช ทั้งปวงพากันมาดูแล้วก็บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ทุก ๆ คน เขาสรรเสริญว่า สาธุ สาธุ เทวดาองค์ประเสริฐมาเนรมิตบันไดเป็นอันดีงาม ดั่งนี้ ส่วนเทวดาทั้งสองมีภุมเทวดาพันหนึ่งเป็นบริวาร ก็ลงมาด้วยบันไดนั้น ลวะจังกราชเทวดาผู้เป็นสามีนำหน้า ภรรยาตามหลังกั้นเศวตฉัตรพัดโบกวี สนุกสนานโดยเสียงดนตรีแตรสังข์ ดูเพราะเหมาะแก่หูมนุษย์ ทั้งหลาย ครั้นลงมาถึงแผ่นพสุธาแล้ว ก็เนรมิตอาสนเงินอันหนึ่ง


๒ กว้าง ๑๒ ศอก ยาว ๑๗ ศอก สูง ๘ ศอก ไว้ใต้ร่มไม้พุดซาต้นหนึ่ง ไม้พุดซาต้นนั้นใหญ่สูงมีร่มกว้างขวางยิ่งนัก ส่วนลวะจังกราชเทวดาก็ ขึ้นยืนอยู่บนอาสนเงินนั้นแล้ว ก็ร้องป่าวประกาศว่า ชนา ดูกรชน ทั้งหลาย มยํ. อันว่าเรานี้หากเป็นพระยาเทวดามีชื่อว่า ลวะจังกภุมเทว-ราช เราจะมาเป็นพระยาแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้สั่งสอนท่านทั้งหลายให้รู้ทำนบทำนองคือธรรมะธรรมโม ให้ตั้งอยู่ในไตรรัตนสรณาคมน์ ทุก ๆ คนจะดีหรือไม่ ส่วนว่าคนทั้งหลายก็รับโดยคำว่า สาธุ สาธุ ดั่งนี้ทุกคน เหตุนั้นจึ่งได้ชื่อว่า เชียงสา มาจนทุกวันนี้แล บัดนี้จะกล่าวปฐมศักราชก่อนปีมะแม ตรีศก ศักราชได้ ๕๑ ปีต่อมาถึงปีมะเส็งแต่ปีพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระปรินิพพาน ต่อมาถึงปีขาล เอา ๕๑๙ มาประสมด้วย เป็น ๘๐๐ พรรษา ยังมีพระยาองค์หนึ่งชื่อตรีจักษุ เป็นเจ้าเมืองลังกาตัดศักราชเก่าเสีย ตั้งใหม่อีกคือ ๑ ปีเถาะเอกศก ตั้งแต่นั้นมาได้ ๘๐๐ พรรษา ต่อมาถึงปีจอ ทสศก พระยาอนุรุธได้ครองเมืองภุกามซ้ำตัดเล่า ตั้งใหม่คือ ๑ ปีกุน เอกศก เป็นตติยศักราชแต่นั้นมามิได้ตัดเลย จะกล่าวถึงท้าวโอปาปติกรณ์ และท้าวนั้นเกิดมาในวันเสาร์ยามเที่ยง เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุน เอกศก ครั้นเกิดมาแล้วเครื่อง อภิเศกก็เกิดมาด้วยพร้อมทุกประการ ส่วนภุมเทวดาพันหนึ่งและคน ทั้งหลายมีท้าวพระยาเป็นประธาน ก็พากันอภิเศกท้าวโอปาปติให้เป็นพระยา ทรงพระนามว่าลวะจังกราช แล้วมอบสมบัติบ้านเมืองให้ท่าน


๓ ได้เสวยครึ่งหนึ่ง ส่วนเทวดาพันหนึ่งนั้นครั้นแล้วการอภิเศก บ้างก็อยู่ด้วยท้าวลวะจักรราช บ้างก็เสด็จไปที่อยู่ ครั้นถึงที่อยู่แล้ว ส่วนพะอง ที่พาดอยู่นั้นก็กลับหายไป ขณะนั้นคนทั้งหลายที่อยู่ไกลมามิทัน จึ่งร้อง ถามซึ่งกัน บางคนก็บอกว่าเงินยัง ๆ เมืองนั้นจึ่งได้ชื่อว่า เมืองเงินยัง ต่อมาบัดนี้เรียกกันว่าเมืองเงินยาง จนถึงทุกวันนี้แล ส่วนท้าวลวะจังกราช ก็มีพระราชอาชญาให้รื้อเอาอาสนเงินนั้นมานีเป็นบ่วงเป็นตราเงินยาง ให้รู้ว่าเป็นเงินทิพย์ แล้วท่านก็จำหน่ายทำบุญให้ทานแก่คนทั้งหลาย และสร้างกุฎีวิหารตามแต่พระราชศรัทธาทุก ประการ ส่วนความสรรเสริญก็ปรากฏไปทั่วบ้านน้อยเมืองใหญ่ทุกตำบลโดยคำว่า ท้าวองค์นี้จากเมืองนครสวรรค์มาโดยอุปบัติในเมืองเงินยาง ทำ ให้บ้านเมืองรุ่งเรืองสุขเกษมมากนักหนา ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายพากันยินดีทุกตัวคน จากนั้นมาได้ ๖ ปี พระยาที่เป็นเจ้าเมืองยวน ก็พร้อมกันประชุมท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราชบัณฑิตและโหรทั้งหลายให้ทาย ดูฤกษ์ยามวันดีอันเป็นมงคลได้แล้ว ก็พากันนำเอาของบรรณการ เป็น ต้นว่าเงินทองเสื้อผ้าช้างม้าโคกระบือนำมาถวายแล้วก็สรงน้ำพระสุคนธ์อันบริสุทธิ์ ยกขึ้นเป็นใหญ่ตั้งพระนามใหม่ว่า ลวะจังกราชเอกกษัตริย์ ครั้นท่านได้เป็นเอกกษัตริย์แล้ว ก็สั่งสอนท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราษฏร ให้ตั้งอยู่ในไตรรัตนสรณาคมน์ทุก ๆ คน ท่านเสวยเมือง เหรัญนคร ก็ขึ้นมนัสการพระเจดีย์คือภูเขาธง ( คือดอยตุง ) ทุกปีมิ ได้ขาด ท่านก็บังคับให้พวก ทำมีละ คือผู้รักษาพระเจดีย์ ๕๐๐ คน

๔ อยู่รักษาพระเจดีย์ตามประเพณีโบราณมาแต่ก่อน บ้านเมืองก็ย่อมมีความเจริญสุขทุกเมื่อ แต่ว่าพระมหากษัตริย์องค์นั้นยังหามีโอรสจะ สืบเชื้อวงศ์ครองสมบัติแทนตนไม่ ท่านพิจารณาดูแล้วจึงบอกให้พระราชเทวีว่า เราเกิดมาในเมืองมนุษย์ปางนี้ ก็ปรารถนาอยากให้ท้าวพระยาที่เที่ยงธรรม มีความเมตตาฝูงอาณาประชาราษฎร์ให้ถาวรไปภายหน้า จะเป็นที่บำรุงพระพุทธศาสนารุ่งเรืองต่อไป บัดนี้เราทั้งสองยังหาบุตรจะสืบเชื้อวงศ์ไม่ เหตุดั่งนี้นางจงอุตส่าห์รักษาเบญจศีล อัฎฐศีลให้เที่ยงแล้ว จงตั้งอธิษฐานซึ่งเทวดาอินทร์พรหมแล้วขอให้มีพระโอรสผู้ประเสริฐ จะได้สืบพระราชวงศานุวงศ์ ฝ่ายว่านางเทวีก็รับคำพระสามีว่า สาธุ สาธุ ดี ดี ดั่งนี้ แล้วนางก็กระทำตามคำพระองค์บอกทุกประการ อยู่มามิช้านานนางก็ทรงครรภ์ข้อนี้จะรวบรัดตัดตอนถอนบท ครั้นถึงกำหนด ๑๐ เดือนถ้วนแล้ว นางก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในปีวอก อัฐศก วันเดือนไม่ปรากฎ อยู่มา ได้ช้านาน ถึงกุมารผู้นั้นใหญ่มาพอเดินเหินไปมาได้แล้ว พระนางเทวีก็ทรงครรภ์อีก พอถึงกำหนด ๑๐ เดือน นางก็ประสูติธิดา๑ อีกผู้หนึ่งในปีจอ เอกศก ครั้นกุมารีผู้นั้นใหญ่พอเดินไปมาได้แล้ว ยังมีในคืนหนึ่ง พระนางเข้าสู่ที่บรรทมในปรางค์ปราสาท นางก็ทรงพระสุบินนิมิตต์ น่าควรอัศจรรย์ยิ่งนักหนา ฝันว่ายังมีแก้วลูกหนึ่งดูมีรัศมีรุ่งเรืองทั่วไปในเมืองเงินยางทั้งปวง แล้วนางก็มีความโสมนัสยินดี ครั้นตื่นขึ้นแล้ว ก็ไปบอกเล่าให้พระสามีฟังทุกประการ ๑ น่าจะเป็นโอรส

๕ ส่วนลวะจังกราชมหากษัตริย์ก็พิจารณาดูความฝันนั้นแล้วก็รู้ด้วยปัญญาท่านก็บอกว่า ภทฺเท ดูกรนาง นิมิตต์แห่งนางนี้เป็นอันดีนัก ผู้มีบุญสมภารจะมาถือปฏิสนธิในท้องแห่งนางเป็นแน่ แล้วนางจงรักษาครรภ์แห่งนางไว้ให้ดี บุตรผู้นี้จะเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าบุตร ๒ คนที่เกิดก่อนนั้นแล ครั้นว่าครรภ์แห่งนางแก่ได้ ๑๐ เดือนบริบูรณ์แล้ว ก็ ประสูติบุตรอีกผู้หนึ่งเป็นชาย มีลักษณะเนื้อตัวบริสุทธิ์ดูงามหาที่เปรียบ บมิได้ คลอดเมื่อปีชวด เอกศก ตติยศักราชได้ ๖๒ ปี เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดี ครั้นกุมารผู้นั้นใหญ่มาแล้ว พระบิดาจึ่งตั้ง นามว่า ลาวเกลาแก้วมาเมือง ครั้นใหญ่มาพอคิดราชการได้ ขณะ นั้นยังมีปูตัวหนึ่งใหญ่เท่ายุ้งข้าวมีลูก ๒ ตัว เวลากลางคืนมันพาลูกเที่ยวหากินกัดข้าวกล้าในภูมิ์นาแห่งคนทั้งหลาย ก้ามมันคีบช้างก็ตายคีบโคกระบือก็วายชีวิต ส่วนว่าพระมหากษัตริย์ผู้เป็นบิดาก็ใช้ให้บุตรทั้ง๓ คนพี่น้องไปทำ ลายปู ๓ ตัวแม่ลูก กุมารทั้ง ๓ ก็พากันล่องน้ำตามรอยปู ๓ ตัวนั้น ครั้นไปถึงระหว่างเขาแห่งหนึ่งก็มองเข้าไปเห็นปูอยู่ในรูถ้ำ ผู้พี่ ๒ คน ก็ขุดรูปูบังคับให้ผู้น้องเอาสวิงไปดักไว้ใต้น้ำแล้ว ถือตระบองไว้อันหนึ่ง มิฉะนั้นชะรอยปูมีกำลังมันจะโดดออกไป ฝ่ายผู้น้องว่า ไหน ๆ ก็เรามาพบนี่แล้ว ขุดเอาให้ได้มิดีหรือ จะให้ฉันไปใต้น้ำฉันไม่ไป ฝ่ายว่าพี่ทั้ง ๒ ก็ด่าน้องว่าให้ไปจงได้ ผู้น้องเสียไม่ได้ก็ไปตามคำพี่ทั้ง ๒ ก็เอาสวิงไปดักไว้ใต้น้ำ มือถือตระบองอยู่ที่นั้น พอถึงพระอาทิตย์ตกนกร้อง


๖ ทั้ง ๒ พี่น้องขุดปูยังไม่เป็นท่วงเป็นที เหตุว่ารูหินนั้นแข็งเหลือเกิน ครั้นค่ำแล้ว ๒ คนพี่น้อง ก็เกลื่อนหินก้อนใหญ่เข้าทับรูปูไว้ แล้วก็กลับ มาบ้างแต่ ๒ คน หาได้เรียกผู้น้องที่อยู่ใต้น้ำมาด้วยไม่ ครั้นค่ำแล้ว ผู้น้องที่อยู่ใต้น้ำคอยฟังดูเหตุการณ์ ก็มิได้รู้ร้ายรู้ดี นั่งพิจารณาอยู่ว่าจะเป็นประการใดหนอ จำจะไปดูพี่ทั้ง ๒ ดูก่อน คิดดั่งนี้แล้วก็ขึ้นน้ำ ไปที่ปากรูปูก็ไม่เห็นพี่ทั้ง ๒ ผู้น้องคนเดียวก็กลับมาบ้านทั้งกลางคืน ครั้นถึงแล้วก็ไปกล่าวเหตุการณ์ทั้งปวงให้บิดาฟัง ครั้นบิดาได้ฟังผู้น้องบอกดังนั้น ก็เรียกพี่ทั้ง ๒ มา ท่านก็สั่งสอนว่าเจ้ายังหวังใจปรารถนาจะเป็นผู้ดีไปข้างหน้า เหตุไฉนมิได้มีความพิจารณา ทิ้งน้องเสียไม่เรียกมาด้วย เป็นการไม่ดีเลย โบราณว่าคนรักใหญ่เท่ารอยตีนเสือ คนชังคนเบื่อกว้างเท่าเสือลำแพน ลืมตามิเห็นพี่ ขึงตามิเห็นน้อง รุงรังมิ แหนมแถมซ้ำยุ่งใหญ่ บ้างวิ่งขึ้นบก บ้างหกลงน้ำ บ้างคิดให้อยู่ บ้างยุให้หนี บ้างทำให้ได้ บ้างไพล่ให้เสีย บ้างทำให้ถี่ บ้างตีให้ห่าง เป็นการไม่ดี เจ้ายี่ชักไปข้างซ้าย เจ้าอ้ายชักไปข้างขวา น้องก็ว่าน้องจะจี่ พี่ก็ว่าพี่จะเผา มิดีเลย จะเป็นข้าราชการต้องไต่ติดพิจารณาดู ร้ายดีประการใด ครั้นเห็นจะสมควรก็ให้ควร ถ้าไม่สมควรก็ทิ้งเสีย จึงจะเป็นผู้ใหญ่ได้ กุมารทั้ง ๒ ครั้นได้ยินบิดาสอนดังนั้นก็โกรธขึ้ง มิได้เชื่อถ้อยฟังคำของบิดาสั่งสอนเลย ต่อมาวันหนึ่ง ส่วนลาวเกลาแก้วมาเมืองก็เรียกรี้พลโยธามาให้มาก ให้มีเครื่องอาวุธครบมือทุกคน บ้างก็เอาจอบเสียมไปด้วย ครั้น

๗ ถึงแล้วก็เอาสวิงลงดักไว้ใต้น้ำ บ้างก็ระวังอยู่ บ้างก็ขุดไปมิได้หยุดมือ ลึกประมาณ ๓๐๐ ศอก ก็ถึงที่อยู่ปู ๓ ตัว ลูกปูตัวหนึ่งวิ่งออกมาก่อนไปถูกสวิงเข้า เขาก็พากันทุบตีทำลายฆ่าให้ตายแล้ว ถอนเอาก้าม ปูนี้มาทำกลอง ส่วนปูตัวพี่กับแม่ปู ๒ ตัวแม่ลูกนั้นวิ่งออกมาทีหลังเขาพากันฟันแทงด้วยหอกดาบก็ไม่เข้า ทุบตีด้วยไม้ตระบองก็ไม่ตาย กระดองมันแข็งนักเหลือที่จะประมาณ มันเอาก้ามคีบถูกจมูกคนขาดไปน่าทุเรศนัก มันฆ่าคนตายหลายคนแล้ว ปูทั้ง ๒ แม่ลูกก็ล่องน้ำแม่หนึ่งไปเมืองละว้า จากแม่ละว้าไปถึงแม่น้ำของ คนทั้งหลายพากันขี่ช้าง ขี่ม้าไปตามฆ่าก็ไม่เห็น ปู ๒ ตัวไปซ่อนกายอยู่ในถ้ำหนึ่งลึกนัก คนทั้งหลายก็เหลือสติกำลังที่จะคิดอ่านฆ่าปูนั้นได้ พากันกลับมาที่อยู่ของตน ข้อนี้ยกไว้ จะกลับกล่าวถึงลาวเกลาแก้วมาเมืองก่อน ส่วนลาวเกลาแก้วมาเมือง จึ่งกราบทูลพระบิดาเจ้าลาวหลวงว่า ครั้นเราจะอยู่ด้วยกันทั้ง๔คนพ่อลูก ก็จะไม่กว้างขวางยืดยาวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นขอบิดาจงได้มีความกรุณาตั้งแต่งให้ลูกทั้ง ๓ ไปอยู่คนละแห่งละที่ จะอยู่ด้วยกันอุปัฎฐากบิดามารดาหรือ ครั้นและบิดามารดาแก่ชราไปแล้ว ลูกก็กลัวภัยอันตรายจะมีภายหน้า เหตุที่พี่ทั้ง ๒ นั้นเป็นคนดื้อดึงนัก ส่วนลวะจังกราชครั้นได้ฟังลูกว่าดังนั้น ก็พิจารณาดูรู้แจ้งแล้ว แบ่งราชสมบัติ คือช้างม้าเงินทองให้ได้เสมอกันทั้ง ๓ คนพี่น้อง แล้วแจกให้ไปอยู่หัวเมือง ผู้พี่ให้ไปอยู่เมืองม้าเชียงของ ผู้กลางให้อยู่เมืองยอง ผู้น้องให้อยู่ในเมืองว่าราชการแทนบิดา ส่วนลวะจักราชผู้เป็นบิดาก็ให้


๘ ไปนำเอานางแก้วรูปทิพย์ อันเป็นลูกสาวพระยาเมืองหลายปู่คา มาเป็นอัครมเหสีแก่ลาวเกลาแก้วมาเมือง แล้วบิดาก็สั่งสอนให้ลาวเกลา แก้วมาเมืองตามประเพณีธรรมทุกประการ แล้วท่านก็อยู่เสวยสมบัติ ถึงอายุได้ ๑๒๓ ในปีฉลู ตรีศก ตติยศักราชได้ ๑๒๓ ปี พระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๑๓๐๓ พรรษา ลาวเกลาแล้วมาเมืองครองสมบัติแทนบิดาได้ ๕๒ ปี ก็ประชวร ถึงแก่กรรมล่วงไป แล้วบุตรหลาน อันเป็นเชื้อราชวงศานุวงศ์สืบแทนต่อ ๆ กันมา ตั้งแต่ลวะจังกราชมา ถึงลาวเคียงได้ ๑๐ ชั่วท้าวแล้ว ส่วนลาวเคียงก็รำพึงว่า บ้านเมืองใดไม่มีรั้วบ้านกำแพงเมืองแน่นหนานั้น เมืองนั้นก็หาเป็นราชธานีใหญ่ไม่ ครั้นและข้าศึกมา หาที่ พึ่งมิได้ ชายธงของปู่กูตกไหนก็สมควรจะสร้างกำแพงเมืองที่นั้น ครั้นพิจารณาดั่งนี้แล้ว ก็ไปตรวจดูถิ่นฐานที่จะสร้างกำแพงเมือง ท้าว ก็ให้นักการไปตัดเอาหัวยางอันหนึ่งเกี่ยวกับถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วเดินไป ทิศเหนือถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งชื่อแม่ละว้า ทิศตะวันออกเอาแม่น้ำแดน ครั้นขึงเชือกหมายเขตต์แดนแล้ว ก็เร่งให้ราษฎรทั้งหลายทำให้ราบเสมอดีทุกที่ทุกแห่ง แล้วก็นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสวดมนต์ทำให้เป็น สวัสดิมงคล ที่จะสร้างวังแห่งหนึ่ง ที่กลางใจเมืองแห่งหนึ่ง แล้ว ลำดับไปประตูเมืองทั้ง ๓ แห่งและในเมืองทุกที่เอาสายสิญจน์วงรอบกำ แพงเมืองแล้ว ขุดให้เป็นหลุมที่จะฝังเสาอินทขีละและกำแพงเมืองก็ให้รดด้วยน้ำมนต์ แล้วนิมนต์พระท่านสวดมหาสมัยและมงคลทั้ง ๗ ประ


๙ การและธรรมจักร ครั้นกระทำเสร็จแล้วจึ่งเอาแก้ว ๗ ประการมีรัศมีต่าง ๆ และยันต์ตะกรุดมีชื่อว่าฝนแสนห่า ฟ้าทำลายกำแพงแสนชั้นใสไว้ใน ให้เอารองตีนเสาทุกต้น แล้วให้ทำรูปช้างม้าโคกระบือทำด้วยทองคำ แล้วเอาฝังไว้ทั้ง ๔ ทิศ ครั้นได้ฤกษ์วันดีแล้วก็ให้พวกดนตรีพิณพาทย์ประโคมกลอง เสียงครึกครื้นเป็นทีสนกุยินดี ราษฎรทั้ง หลายก็พากันปีติทุกคน แล้วก็พากันปลูกเสาขึ้นให้พร้อมกัน แล้วเอาเพ็ชร์นิลจินดาค่าควรเมือง ๓ ลูก มหานิล ๓ ลูก มรกต ๓ ลูก ทับทิมค่าควรเมือง ๓ ลูก แล้วเอาใส่ในไหทองคำใบหนึ่งฝังไว้ใต้หอสรง ตะวันออกหัวนอนเพราะว่าจะให้เป็นมงคลต่อไปข้างหน้าชั่วลูกชั่วหลาน เหตุดั่งนั้นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า ยางสาย ถ้ำนั้นชื่อว่าถ้ำเกี่ยว น้ำแม่ละว้า ได้ชื่อว่าแม่สาย ต่อมาถึงบัดนี้แล เมื่อลาวเคียงสร้างเมืองเหรัญนคร ตติยศักราชได้ ๑๕๓ ปีมะแม ตรีศก วันอาทิตย์เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำแล ตั้งแต่ท้าวลาวเคี่ยงมาถึงขุนเงินได้ ๑๑ ชั่วท้าวต่อ ๆ กันมาแล ฝ่ายลาวก่อลาวเกือะไปอยู่เมืองม้าเชียงของและเมืองยองนั้นก็มีบุตรหลานแพร่หลายขึ้นแล้ว เขาก็แต่งให้ไปอยู่หัวเมืองทุกตำบล บางคนก็ไปสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ตามชอบใจแห่งเขา ส่วนขุนเงินเสวย สมบัติแทนบิดาก็มีบุตรชาย ๒ คน ผู้พี่ชื่อขุนชื่น ผู้น้องชื่อขุนจอมธรรม ขุนเงินผู้เป็นบิดาก็รำพึงว่า ชาติช้างสาร ๒ ตัวอยู่ร่วมโรงเดียวกัน รู้แต่ จะเป็นอริซึ่งกันมิได้ขาดเลย ส่วนบุตรกูทั้งสองนี้ควรจัดแจงให้อยู่คน ละเมืองถึงจะดี คิดแล้วก็แบ่งสมบัติให้ คือ ช้างม้าเงินทองและสิ่งของ


๑๐ ต่าง ๆ ให้เสมอกันแล้ว ให้ขุนจอมธรรมไปเสวยเมืองภุกาม ท่านก็ จัดแจงแต่งรี้พลทหารไปตามเสด็จขุนจอมธรรม ไปตามระยะทางนานได้ ๗ ราตรี จึงไปถึงบ้านเชียงหมั้นที่ระวางเขาแล้ว ก็พักอยู่ที่นั้น ตามโบราณประเพณีท้าวพระยาแต่ก่อน ครั้นจะเสวยราชสมบัติย่อมพักอยู่บ้านเชียงหมั้นเสียก่อน เหตุบ้านนั้นเป็นเค้ามูลของเมืองนั้น แล้วท่านก็ให้เสนา ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อพันธเสนา ผู้หนึ่งชื่อบัณฑิตเสนา ผู้หนึ่งชื่อว่าสามปัญญา ใช้ให้ไปพิจารณาดูในเมืองเชียงแก่นให้ทั่วทุกที่ทุกตำบลยังจะมีไชยมงคลหรือไม่ ท่านก็พักอยู่ที่นั้นได้หลายราตรี ที่พักนั้นก็ไกลน้ำ ท่านก็ได้ขุดคลองน้ำ ชาวเหนือว่าขุดเหมือง ขุดตั้งแต่แม่น้ำสายตามาจนถึงที่พัก เพราะว่ารี้พลช้างม้าจะได้กินได้อาบตามชอบใจ น้ำนั้นจึ่งได้ชื่อว่า แม่เหมือง เท่าถึงทุกวันนี้แล ฝ่ายว่าพันธเสนาและสามปัญญาก็พิจารณาดูในเมืองก็ขึงเชือก ดูกระบวนหน้ากว้างมีอยู่ ๑๐๐๐ วา หน้ายาวมี ๑๒๐๐ วา ร่องกำแพงลึก ๗ วา ประตูเมืองมี ๘ แห่ง กำแพงทิศตะวันตกสูง ทิศตะวันออกต่ำ สระใหญ่มี ๒ แห่ง สระหนึ่งมีทิศอิสาน สระหนึ่งมีทิศพายัพ พันธเสนาและสามปัญญาก็รู้ได้ว่าเมืองนี้เป็นมงคลอันประเสริฐ กำแพงเมืองตั้งอยู่ริมตีนเขาข้างประตูตะวันออกมีไม้ ๓ ต้น ตามคัมภีร์ว่าเมืองนี้นามสีหราช แล้วก็พากันกราบทูลขุนจอมธรรมทุกประการ แล้วท่านประกาศป่าวให้เสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งปวงทำให้เป็นการมงคล คือ ฉลองเมืองตามเทศกาลโบราณแต่ก่อนแล้ว ให้ไปนิมนต์พระสังฆราช


๑๑ มาตั้งพระยาที่จะเสวยเมือง แล้วให้บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ทุกตำบล แล้วให้นำมายังสิริลุทกมังคลามีเสตสิระเป็นประธาน ในรัตนสุวัณณราชสมาเป็นมงคล แล้วไปฝังไว้ที่ประตูเมืองประตูวังใหญ่วังน้อย แล้วให้เอาสิริรุกขนามฝังเป็นเสาประตูเมืองทั้ง ๗ ทิศ แล้วบูชาท้าวทั้ง ๔ เสียก่อน แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์สวดมนต์ให้เป็นมงคล แล้วขับส่งจัญไรทั้ง ๘ ทิศ มีเครื่องส่งสิ่งละ ๑๐๐ แล้วปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า แล้วตรวจน้ำถึงท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ แล้วบูชาเทวดาเมืองทั้ง ๔ ทิศ ให้ทำหอโรงไว้ในเมือง ๔ ทิศ คือ ทิศใต้ เหนือ ตะวันตก ตะวันออก ตามธรรมเนียมโบราณแต่ก่อนทุกประการแล ครั้นเสร็จแล้วเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งปวง ก็ยกขุนจอมธรรมให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่อาณาประชาราษฏรครองสมบัติในเมืองนั้น ครั้นถึงเวลากลางคืนท้าวจอมธรรมก็พิจารณาแต่ในใจว่า เมืองนี้ต่อไปข้างหน้าจะร้ายหรือดีเป็นประการใดหนอ พิจารณาดั่งนี้แล้วก็หลับไป ปัจจุสมัยก็ใกล้รุ่งท้าวก็ทรงพระสุบินนิมิตต์ ฝันว่ามีเทวดาองค์หนึ่ง มากล่าวว่า ท่านอยากรู้ว่าบ้านเมืองจะร้ายและดีหรือ ครั้นท่านอยาก รู้จงพิจารณายังอักขระ ๓ ตัวนี้เทอญ สุ ธัญญะ ว่าดังนี้ แล้วก็หายไปจากที่นั้น ครั้นรุ่งสว่างแล้วท่านเรียกหมอโหร ๘ คน และเสนาผู้ชื่อสามปัญญาเป็นประธาน แล้วท้าวก็เล่านิมิตต์ฝันให้ฟังทุกประการ หมอ โหรทั้งหลายครั้นได้ฟังแล้ว ก็รู้ด้วยปัญญาด้วยกันทุกคน จึ่งกราบทูลว่า นิมตต์ดั่งนี้ดีนักแล บทว่า สุ นั้นคือ ว่าสุวัณณมณีรัชฎ ท้าว


๑๒ พระยาองค์ใดเสวยเมืองนี้ย่อมมีศีล ๕ ศีล ๘ และทรงพระปัญญารู้จักประเพณีธรรม เจริญแก่ประชาราษฎรและสมณชีพราหมณ์ ย่อมตั้ง อยู่ในธรรม ๔ ประการ คือ อายุยืน วัณณะ มีเนื้อตัวอันงาม ปัญญาสุขสวัสดิ์ โภคามีเครื่องบริโภคเป็นต้น เสนา โยธา ดุจดังทองคำ และเงินแก้วแหวนแสนสิ่งปนกันนั้นแล บทว่า ธัญญะ คือ ธญญา-ญสาตจ.จคณ.เฐน ฐิโต ท้าวพระยาที่ครองสมบัติในเมืองนี้ และเสนาอำมาตย์ราษฎรสมณชีพราหมณ์ทั้งปวงตั้งอยู่ในทางอันดีเสมอกัน เมื่อใดท้าวพระยามิได้ตั้งอยู่ในทางอันดีแล้ว คือ ร้ายบ้าง ดีบ้าง เสนาราษฎรและสมณชีพราหมณ์ก็ตามกันมิตั้งอยู่ตามประเพณีธรรม อปริ-หานิยธรรม ย่อมเบียดเบียนกันร้ายนัก เป็นต้นว่า ปสัยหาวหาร อทินนาทาน อภิภวิตวา คณหาติ ผจญชนะแล้ว เอาโบราณประเพณีธรรมเป็นใหญ่ เจริญแก่ประชาราษฎรตามบ้านเมืองแต่ก่อน ภิน.ทติ ทิ้งเสีย พาลมญญติ ตั้งไว้ให้เดือดร้อนแก่ประชาราษฎรมีเมื่อใด ใน เมื่อนั้นท้าวพระยาก็ย่อมเดือดร้อนด้วยกันในบทคัมภีร์ว่าพุฑฒาภิกตวา เอโก ราชา วิหญ.ญเร นครํ สํสุญ.ญภเว ตํ เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ หากอยู่ยังเมืององค์เดียว ไม่มีเสนาและราษฎร ใครเล่าจะมาเรียกท่านเป็นเจ้าเป็นนาย ท่านจะสร้างบ้านสร้างเมืองคนเดียวให้รุ่งเรืองได้หรือ บ้านเมืองจะไม่สูญร้างห่างเป็นอันตรายไปหรือ ฝ่ายว่าขุนจอมธรรมครั้นท่านได้รู้นิมตต์ ๓ ประการดั่งนี้แล้วก็มีความยินดีเป็นอันมาก ท่านก็ให้เสนาเอาพงศาวดารบุราณเมืองมาเล่า


๑๓ ให้ฟัง ท่านก็จำไว้ทุกประการ แล้วก็เรียกเสนาอำมาตย์ข้าราชการและหัวเมืองใหญ่น้อย เป็นต้นว่า เมืองงาว กาวสะเอบ เชียงมอนสะปง ออยงิม สะลาว ครอบเชียงแรง หงาวลอเทิง แช่เหียง แช่ลุง ปากบ่อง หนองขวาง เชียงแช่ต๊อด เมืองวังแช่หลวง แช่หม มาประชุมพร้อมกันแล้ว ท่านจึ่งมีอาชญาให้นับดูในเขตต์แขวงเมืองภุกามยาว และลูกเมืองขึ้นทุกตำบล พวกข้าราชการก็จัดแจงกันไปตรวจ จดหมายกำหนดคนในเมืองภุกามมี ๑๘๐,๐๐๐ รวมทั้งหัวเมืองขึ้นมี ๑,๓๒๓,๐๐๐ ลำสกัน แล้วจึ่งตั้งทุ่งนาไว้ ๓๖ ตำบล ตำบลไหนให้ปลูก ๕ ชั่งข้าวเปลือก จะกล่าวตำบลนาก่อน ๑.ตำบลนาเชียงดี ๒. นาโคกหลวง ๓.นาคืนมี ๔.นาเกง ๕.นาแช่ตาก ๖.นาพิม ๗.นามอง ๘.นาแลง ๙.นาพันคิม ๑๐.นาทุ่งหลวง ๑๑.นาไชย ๑๒.นาลอ ๑๓.นาเชียงเคียน ๑๔.นาธัญญ์ ๑๕.นาเอียน ๑๖.นาเชา ๑๗.นาพุชวย ๑๘.นาควะ ๑๙.นาเชียงฮี ๒๐.นาสาเลา ๒๑.นาชานาด ๒๒.นาช้าง ๒๓.นาแช่โหว่ ๒๔.นาแน่นเชา ๒๕.นาแช่ช้าง ๒๖.นาเชียงเคิ่ง ๒๗.นาแช่หาด ๒๘.นาตอไคร้ ๒๙.นาริน ๓๐.นาเริง ๓๑.นาสางหลวง ๓๒.นาพันมูล ๓๓.นาแคว่นอ้อย ๆ มี ๓ ตำบลเป็น ๓๖ ตำบล รวมทั้งหัวเมืองขึ้นมี ๑๒๔ ตำบล เขตต์แดนเมืองภุกามยาวทิศหรดี หินหลักไก่เป็นแดนตัดไปหนตะวันออกไปถึงห้วยหินกาด จากนั้นไปถึงชำวอน จากนั้นไปถึงตาดมาน จากนั้นถึงปรางค์ศรีค้ำ จากนั้นถึงไทรสามอย่าง แล้วถึง


๑๔ ห้วยน้ำพะ แล้วถึงน้ำพุงรุง แล้วถึงน้ำยม แล้วถึงปากน้ำบัง แล้วถึงปากน้ำห้วยทอง แล้วถึงห้วย ๒๐ วา แล้วถึงขมิ่น แล้วถึงกิ่วมอง แล้วถึงกิ่วแก้ว แล้วถึงกิ่วสามท่า ฝังหินไว้นั้นสามลูกให้เป็นคติภายหน้าชั่วลูกชั่วหลาน ตัดค่าไว้ว่าพันตำลึงทอง จากนั้นไปถึงกิ่วฤาษีตัวน้อย แล้วถึงน้ำสายตารอด แล้วถึงกิ่วช้างทุม แล้วถึงกิ่วขาเปีย แล้วถึงภูเขาปรางค์ แล้วถึงขุนแม่พรากทิศปัจฉิมไปถึงสันกลาง แล้ว ถึงปงพุด แล้วถึงน้ำแก้ว แล้วถึงกิ่งแก้วเขาพูย แล้วถึงแม่คาว แล้วถึงกิ่วม่วง ทิศใต้ถึงกิ่วรูเหลา แล้วถึงม่อนจิกจ้อง แล้วถึง กิ่วขุนธรรม แล้วไปถึงเขาตังบาย ทิศตะวันตกไปถึงเขาหม้อ แล้ว ถึงเขาคอกวัว แล้วถึงทุ่งแชม่าน แล้วไปประจบหินหลักไก่ ท้าว องค์นี้มีฤทธิ์เดชาปราบบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั่วไป ทิศหรดีเขา ๗ ก้อนเส้าเป็นแดน ทิศทักษิณประตูหินเป็นแดน ประจิมเขาลังกาเป็นแดน ถ้าบุคคลผู้ใดอยากจะรู้ชัดจะแจ้ง ก็ให้ไปดูในแบบใหญ่นั้นเทอญ แล้ว ท้าวก็สอนประเพณีธรรมอปริยหานิยธรรมให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายว่า ประเพณีธรรมอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ บ้านเมืองใดมีแต่ราษฎรไม่มีเจ้านาย ท้าวพระยาบ้านเมืองนั้นก็หาได้มีความเจริญไม่ เขาก็จะเบียดเบียนซึ่งกัน เปรียบเหมือนดังสัตว์ที่อยู่ป่าหาเจ้ามิได้ ตัวใดมีกำลังแข็งแรง ตัวนั้นชนะ ไม่ว่าลูกเมียใครเที่ยวคุมเหงเอาตามอำเภอใจ และกัดกันรบกันอยู่เสมอมิได้ขาด เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงพิจารณาดังนี้ เทอญ


๑๕ ประการหนึ่ง มีเจ้านายไม่มีราษฎรก็จะเป็นเจ้าเป็นนายด้วยใครหรือจะเป็นเอาเองก็ได้ แต่ว่าราชการใหญ่น้อยเกิดขึ้นในเมือง ท่านจะทำเอาเองจะตลอดหรือไม่ เพราะฉะนั้นโทษควรฆ่าก็จงตีเสีย โทษควร ตีจงด่า โทษควรด่าจงสอนโดยความดี เป็นขุนหมื่นให้คิดถึงหมื่นชั้นเป็นแสนให้คิดแสนชั้น เป็นท้าวให้มีแสนตา เป็นพระยาให้มีแสนหู ของดีหรือร้ายให้ฟังเต็มหูให้ดูเต็มตา ให้พิจารณาเต็มใจ ที่สมควรก็ ให้สมควร ไม่สมควรก็ทิ้งเสีย เป็นเจ้านายท้าวพระยาให้มีความเมตตากรุณาราษฎร เพราะเขาเป็นรั้วบ้านกำแพงเมืองของท้าวพระยาป้องกันอันตรายไว้ เหตุว่าหมื่นหูแสนตา ครั้นราษฎรมีความเจริญ บ้านเมืองก็รุ่งเรืองขึ้น เหตุนั้นเจ้านายท้าวพระยาควรที่จะรักไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินและให้สร้างรั้วบ้านกำแพงเมืองเสียให้ดี เวลาเกิดศึกขึ้นแล้วจะได้ เป็นที่พึ่ง อนึ่งให้ป่าวประกาศราษฎรทำบุญให้ทานและทำไร่ไถนาไว้ข้างถนน หรือทางน้อยทางใหญ่ สร้างศาลาและบ่อน้ำไว้ให้คนไปมาได้อาศัย ทำเช่นนี้บ้านเมืองจะได้รุ่งเรืองไปข้างหน้า นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๒ อนึ่งว่า อาญา จ วต.ตํ คือว่าอาชญาตั้งไว้แต่ก่อน แต่ลวะจังกราชสอนต่อ ๆ มา ตโต ครุกํ อันว่าฉัตรหินของพระอินทร์ว่าเป็นของหนัก ยังมิเท่าโอวาทอาชญาของท้าวพระยาตั้งไว้ก่อน หนึ่งคำโบราณว่า ทำเรือไว้หลายท่า เลี้ยงม้าไว้หลายตัว ดั่งนี้ ให้ผูกไมตรี กับด้วยท้าวพระยาต่างประเทศผู้มีความฉลาดในทางคดีโลกหรือคดีธรรม


๑๖ นี่เป็นเจริญเมืองดีที่ ๓ อนึ่งราษฎรผู้ใดทำเป็นการรุ่งเรืองแก่บ้านเมือง เป็นต้นว่าสร้างบ้านใหม่และทำไร่นาหรือทำสวนให้ถาวรไปข้างหน้า คนผู้นั้นเป็นการดี ท้าวพระยาอย่าได้ถอดถอนของมันเลย นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๔ บ่าวของท้าวพระยาไปได้ไพร่เมืองเป็นเมีย มีบุตรชายบุตรหญิงกี่คนก็อย่าเอาบุตรมันเป็นทาสไม่ควรแล ถึงว่าราษฎรทั้งปวงก็เป็นข้าแผ่นดินของท้าวพระยาทั้งสิ้น หรือบุตรมันไม่มีตัวมันตายก่อนเมีย ควรแบ่งเอามรดกมันครึ่งหนึ่ง ไว้ให้เมียมันครึ่งหนึ่ง แล้วอย่าได้เอาเมีย มันเป็นทาส ปล่อยมันเป็นไพร่เมืองเทอญ นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๕ อนึ่งเสนาผู้ใดรู้คดีโลก คดีธรรม ประเพณีธรรม อปริหานิยธรรมและดับความร้อนของราษฎร และตัดสินความตามชอบธรรมไม่รับสิน จ้างสินบน เสนาผู้นี้ดี ครั้นมันตายให้เลี้ยงบุตรภรรยาของมันต่อไป คือคนเช่นนี้หายาก นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๖ ประการหนึ่งแพทย์หรือโหรทายและผู้ไต่สวนความ คน ๓ จำพวกนี้ ครั้นเขาตายอย่าสืบแทนของเขา ลูกหลานเขามีก็ให้สืบแทนต่อ ๆ กันไป ลูกหลานไม่มีก็ให้เอาเผาไฟไหลน้ำเสีย นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๗ จะกล่าวอปริหานิยธรรมก่อนมี ๗ ประการ ดั่งนี้ คือ อภิณหา สนนิปตนติ เป็นท้าวพระยาและข้าราชการให้พร้อมประชุมวันละ๓ เวลา เพื่อจะได้พิจารณาข่าวสารและเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้นในเมืองก็ดี หรือ หัวเมืองอื่น ประชุมดั่งนี้ เป็นอปริหานิยธรรมแล สมคคาวุฏฐหาปเนน


๑๗ ครั้นพร้อมประชุมแล้ว เมื่อจะลุกก็ให้ลุกขึ้นพร้อมกัน เมื่อเหตุการณ์ เกิดขึ้น ก็ให้พร้อมเป็นใจเดียวกัน นี่เรียกว่า อปริหานิยธรรมที่ ๒ อปญญตตํ น ปญญเปสสนติ ปญญตตํ น สมุจฉินทิสสนติ อาชญาต่าง ๆ ที่ท้าวพระยาตั้งไว้แต่โบราณมีอย่างใด ให้ถืออย่างนั้น อย่าเอาธรรมเนียมใหม่มาตั้งให้เดือดร้อนราษฎรมิควร นี่เป็นอปริยหานิยธรรมที่ ๓ แล ปณฑิตโปราณเก มหลลเก สกกโรนติ เตสํ วจนํ โสตพพํ มญญิสสนติ คนใดเป็นผู้เฒ่าผู้แก่รู้ธรรมเนียมโบราณบ้านเมืองแต่ก่อนและมีความสัตย์ วาจาเป็นมงคล ควรนับถือผู้นั้นเอาเป็นที่ ปรึกษาถ้อยความ นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๔ กุลตถิโย กุลกุมาริโย น โอกกสส ปสยห วาเสสสนติ หญิงใดมีรูปร่างงดงาม เจ้านาย ท้าวพระยาชอบพอใจอยากได้ แต่หญิงนั้นไม่สมัคร ก็อย่าคุมเหงเอาด้วยอำนาจไม่ควรเลย เจ้านายท้าวพระยาถือได้ดั่งนี้ ชื่ออปริหานิยธรรมที่ ๕ อนโต พหิทธา เจติยานํ พลิธมมิกํ อปปริหาเปสสนติ ในเขตต์บ้านแดนเมืองแห่งใดตำบลใด เป็นที่คำนับของท้าวพระยาองค์ใดได้ครองเมืองเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ก็จงทำตามโบราณประเพณีแต่ก่อน บ้านเมืองจะได้มีความรุ่งเรืองขึ้น นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๖ สีลวนตานํ ธมมิก-สมณพรหมณานํ ธมมิการกขาวรณคุตติ สุสวิหิตา พระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงศีลได้สวดเรียนบำเพ็ญผลตามกิจธุระของสงฆ์ คือคันถธุระวิปัสส-นาธุระ ท่านอยู่ที่ใดตำบลใด เจ้าผู้ครองเมืองต้องแต่งให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ บ้านนั้น ตำบลนั้นดูแลรักษา อย่าให้มีอันตรายต่าง ๆ เป็นต้นว่าโจรภัย


๑๘ โรคภัย ให้ท่านได้ทำกิจธุระของสงฆ์ตามสะดวก นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๗ และท้าวสั่งสอนเสนาอำมาตย์ราษฎรทุกประการ และหัวเมือง ทั้งหลายก็กระทำตามคำสอนของท่าน บ้านเมืองก็รุ่งเรืองมีความเจริญขึ้นทุกเดือนทุกปีแล ท้าวครองสมบัติได้ ๓ ปี ก็ได้บุตรชายผู้ ๑ ในวันอังคารเดือน ๕ กลางเดือน ปีเถาะ ตรีศก ยามจะย่ำรุ่ง ครั้นเกิดมาแล้วท้าวก็เรียก โหรทายมาทายดูกุมารผู้นี้จะดีหรือร้าย โหรทายยามก็เอาปีเดือนวันยามมาประสมกันเข้า แล้วคูณหารตามตำราก็ได้รู้ว่า จันทร์กับเสาร์อยู่เมษราหูอยู่กุมภ์ อังคารอยู่มังกร พุธพฤหัสอยู่กรกฎ ศุกรอยู่ดุลย์ ลัคน์อยู่มีน คนไหนเกิดมาได้ดั่งนี้ ตามคัมภีร์ว่าคนนั้นจะได้เป็นกษัตริย์ แล้วโหรก็กราบทูลว่าพระราชกุมารองค์นี้ ครั้นใหญ่มาจะได้เป็นเอกราชปราบชมพูทวีปทั้งปวง แต่ว่าเหาะเหินเดินอากาศยังมิได้แล ครั้นกุมารผู้นั้นเกิดมาได้ ๑ เดือนถ้วน ท้าวก็เรียกเสนาอำมาตย์ญาติวงศ์ทั้งปวงอันอยู่ในเมืองเงินยาง มากระทำมหารหะ คือว่า ทำขวัญผูกมือแห่ง กุมารให้เป็นมงคลแล้ว ตั้งพระนามว่า ขุนเจียง ครั้นถึงเวลากลางคืนเครื่องทิพย์ ๓ ประการก็เกิดมาเทียมขุนเจียง คือว่าพระแสงทิพย์เล่มตระบองทิพย์ ๑ คนโทหิน ๑ เกิดมาพร้อมกันทั้ง ๓ อย่าง เมื่อตติยศักราชได้ ๔๒๑ มาถึงตติยศักราช ๔๒๓ ปีเถาะ จัตวาศก พระนางเทวีก็ประสูติได้บุตรชายผู้หนึ่ง ทรงพระนามว่า ขุนจอม ครั้นกุมารทั้ง ๒ เจริญใหญ่ขึ้นแล้ว ฝ่ายขุนเจียงก็เที่ยวหาเรียน


๑๙ วิชาต่าง ๆ คือหัดเพลงจับช้างจับม้าและเพลงอาวุธต่าง ๆ ได้ชำนาญแล้ว ครั้นถึงอายุได้ ๑๖ ปีไปคล้องช้างเมืองน่าน พระยาน่านองค์ชื่อพลเทวะมีความชอบยกลูกสาวผู้ชื่อนางจันทาให้แก่ขุนเจียงกับช้าง ๕๐ เชือก ต่อมาได้ปี ๑ ถึงอายุได้ ๑๗ ปี ไปคล้องช้างเมืองแพร่ พระยาแพร่องค์ชื่อพรหมวังโส ยกลูกสาวผู้ชื่อนางแก้วอิสัตรีให้ขุนเจียงกับช้าง ๕๐ เชือก ขุนเจียงมีช้าง ๓๐๐ เชือก มีช้างเชือก ๑ ชื่อพานทองเป็นประธาน เมื่อเวลาขุนเจียงจะได้ช้างพานทองนั้น เวลากลางคืนจะใกล้รุ่งเทวดามาบอกว่า มหาราช อยากได้ช้างเผือกประเสริฐหรือ ยังมี ๓ เชือก ๆ ๑ ชื่องาไฟ ครั้นทรงเสด็จไปทางใดย่อมไหม้ทั้งโลก ตัวที่ ๒ ชื่ออ้ายก่ำ งาเขียวแทงคนเดียวตายทั้งทวีป ตัวที่ ๓ ชื่อพานทองย่อมนำท่านปราบ ทวีปได้ ครั้นท่านอยากได้ตัวใดก็เลือกเอาตามชอบใจเทอญ ฝ่ายขุนเจียงมิได้พิจารณาพลาดออกปากว่า เราจะเอาช้างพานทอง เทวดาก็ว่าพรุ่งนี้เช้าท่านจงไปอยู่ท่าน้ำคอยเอา ครั้นเห็นนาค ๓ ตัวล่องน้ำมาท่านจงจับเอาตัวที่ ๓ นั้นเทอญ หากแม้ว่าช้างพานทองแล้วแล ว่าเท่านั้นแล้วก็หายไป เทวดาพูดเป็นปัญหาว่า ช้างงาไฟเสด็จไปทางไหนย่อมไหม้ไปทั้งโลกนั้น ปัญหาว่า ได้เมืองหนึ่งแล้วย่อมได้ทั้งโลก ช้าง ก่ำงาเขียวแทงคนเดียวตายทั้งทวีปนั้น ครั้นได้เมืองหนึ่งแล้ว ย่อมได้ ทั้งทวีป ช้างพานทองจะนำท่านไปปราบทวีปนั้น คือว่าทรงช้างพานทองไปถึงไหนย่อมปราบได้แต่เพียงนั้น ถ้าแม้นขุนเจียงจะเอาตัวอื่นก็ได้ แต่ว่าออกปากจะเอาช้างพานทอง เพราะฉะนั้นนาคที่มาก่อน ๒ ตัวไม่เอา


๒๐ จับเอาตัวที่มาตามหลัง ครั้นขุนเจียงได้ช้างพานทองแล้ว ก็อยู่เป็นอุปราชรองขุนจอมธรรมในเมืองภุกามยาว ฝ่ายขุนจอมธรรมครองสมบัติได้ ๒๑ ปี อายุ ๕๙ ปี ก็สวรรคตขุนเจียงครองเมืองแทนต่อมาได้ ๖ ปี ทัพแกวมาต่อสู้เมืองเงินยางเชียงแสน มีท้าวกวาและเองกาเป็นประธานแก่ท้าวพระยาทั้งปวง มีรี้พล ๓ ล้าน ช้างม้ากว่าแสน ฝ่ายพระชื่นผู้ครองเมืองเงินยางเชียงแสน จึ่งใช้เสนาผู้หนึ่งชื่อหมื่นพิจิตรารับราชศาสน์ได้แล้วก็รีบด่วนไป ครั้นถึงแล้วก็เอาราชศาสน์ยื่นถวายขุนเจียง ๆ รับแล้วก็อ่านดูเนื้อความว่า บัดนี้ท้าวกวาและเององกาพากันเอารี้พลมาเป็นอันมากมาย ขอหลานจงรีบขึ้นมา ส่วนว่าราชสมบัติทั้งปวงและนางโอคาแพงเมืองนั้น ปู่ก็จะยกมอบให้หลานทุกประการ ขุนเจียงครั้นอ่านหนังสือจบแล้วก็ชอบใจขึ้นทันใดเปรียบดังพระอินทร์จะได้รบกับอสูร แล้วท่านก็ให้ตีกลองมงคลพลเภรีร้องป่าวรี้พลโยธา และท้าวพระยาเมืองน้อยเมืองใหญ่ คือเมืองกอ เมืองเทิง เมืองกวา เมืองงาว เมืองคอบ เมืองคำ เมืองเชียงแลง เมือง ชะเอียบ เมืองมวน เมืองสะ เมืองปง เมืองอ้อย เมืองงิม เมืองหงาว แช่หุ่ม แช่หลวง เมืองวัง ปากบ่อง หนองขวาง แช่เลียง เชียงแช่ แช่ก๊อด แช่หาน แช่ลุง ครั้นมาพร้อมแล้วก็ตั้งกองทัพอยู่แห่งหนึ่ง นับ ดูกำหนดรี้พลมีแสนสามหมื่นสามพัน ช้าง ๗,๐๐๐ ม้า ๓๐,๐๐๐ ตัว ท่านพักเอาชัยอยู่ที่นั้น จึ่งได้ชื่อว่าดอนไชย คือว่าบ้านแม่ไชย ทหารไปสอบซ้อมเพลงอาวุธที่หนองหลวง ๆ นั้นจึ่งได้ชื่อว่าหนองหารต่อมา


๒๑ บัดนี้ ปากคนไม่อยู่ที่เรียกกันว่าหนองหาง จนถึงทุกวันนี้แล ครั้นจัด รี้พลพร้อมแล้วก็ยกออกไปถึงแม่หนาด คือห้วยคอกหมู ฝ่ายนาง อัครมเหษีทั้ง ๒ ครั้นส่งทางไปถึงที่นั้นแล้วก็เอาช้างไปรวมกัน แล้ว จึ่งกราบลาว่าจะกลับมาเมือง ก็ถวายพรแก่พระเจียงว่า สามิ ข้าแต่ พระสามี ท่านไปครั้งนี้จงมีความเจริญสุขทุกประการ ให้ชะนะศัตรูทั่วโลก แล้วจงกลับมาบ้านเมืองเราอย่าให้ช้านานเทอญ เหตุดั่งนั้นตำบลนี้จึ่งได้ชื่อว่ารวมช้าง คือเดิมว่าแม่ก็อดยาวเหนือห้วยคอกหมู ต่อมา บัดนี้ปากคนไม่เที่ยงเรียกกันว่า คล้องช้างจนเท่าทุกวันนี้แล ฝ่ายว่าพระเจียงก็สั่งนางทั้ง ๒ ว่าพี่ไปครั้งนี้ ครั้นนานหลายปีไม่กลับมา นางทั้ง ๒ จงไปอยู่ด้วยบิดามารดาของนางเทอญ กล่าวเท่า นั้นแล้วก็ยกไปถึงเมืองครัว ครั้นถึงแล้วก็ผูกพรานป่าผู้หนึ่งแช่น้ำไว้คืนหนึ่ง เมืองนั้นจึ่งได้ชื่อว่าแช่พรานจนทุกวันนี้แล จากนั้นไปถึงเชียงตังเชียงช้าง ลำดับไปจนถึงเมืองเงินยางเชียงแสนแล้ว เข้าประตูเมือง ทิศตะวันตก ครั้นถึงแล้วพระชื่นก็มอบสมบัติทั้งปวงให้ และนางโอคาแพงเมืองให้เป็นอัครเทวีแก่ขุนเจียง แล้วท่านก็ทำขวัญรี้พลขุนเจียง ๓ วัน แล้วจึ่งออกรบด้วยแกว ขุนเจียงก็ทรงช้างพานทองเข้าต่อสู้ช้างพระยาจันทบุรี ๆ ก็ทรงช้างตัวชื่อสุรสงครามเข้าต่อสู้ช้างขุนเจียง ๆ ก็เอาง้าวฟันคอพระยาจันทบุรี ๆ ก็ตายอยู่บนคอช้างนั้นแล ฝ่ายพระยาแก้วผู้เป็นพี่จึงร้องว่า อย่าพึ่งรีบฟันกันโดยง่ายซิน่ะ ช้างแพ้ตัว ๑ ก็คงได้ชนะตัว ๑ ช้างดีเรายังมีอยู่หลายตัว เล่นกันให้


๒๒ สนุก ๆ ว่าแล้วก็ขึ้นช้างตัวชื่อแก้วคุณเมืองเข้าต่อสู้ช้างพานทอง ๆ ก็บ่ายงารับจับแทง ถูกต้นคอช้างแก้วคุณเมือง ๆ ก็ล้มละลายตายเสีย เปล่า พระยาแกวก็วิ่งไปเอาช้างแก้วปราบเมืองมาอีก ช้างพานทองก็แทงตาย พระยาแกวก็ไปเอาช้างตัวชื่อแก้วบุญเรือง เข้าต่อสู้ช้างพานทอง ๆ ก็แทงด้วยงาถูกต้นคอช้างแก้วบุญเรืองล้มลงกับที่ ขุนเจียงก็เอาง้าวฟันพระยาแกวตายทั้งช้างทั้งคน ฝ่ายรี้พลแกวก็แตกตื่นไป ทหารเมืองเงินยางเชียงแสนและเมืองฝางก็ขับไล่ตามทัน จับได้แกว (คือชาติฮ่อ) หมื่นคน ได้ทั้งช้างม้า เอาขับไว้ในเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล เมื่อจะเกิดศึกนั้นเกิดด้วยประการใด ผู้อ่านผู้ฟังยังมิได้รู้เค้ามูล เพราะฉะนั้นจะกลับกล่าวให้รู้ชัดก่อน ต้นเหตุว่า เมื่อนางโอดาแพงเมืองและนางอามแพงจันผงสองคนพี่น้องนั้น ใหญ่มาพอประมาณอายุ ๑๕ปี มีรูปร่างงดงามหาที่เปรียบมิได้ ขณะนั้นความปรากฎไปทุกบ้านทุกเมืองว่า นางรูปทิพย์เกิดที่เมืองเงินยางเชียงแสน ทุกท้าวพระยาก็มีความปรารถนาอยากได้เป็นเทวี คือเมืองโกสัมพี เมืองกลิงคราช เมือง สาวัตถี เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองหงสาวดี เมืองอโยธยา ต่างองค์ก็ อยากได้จึงยกรี้พลมาทุกบ้านทุกเมือง ส่วนพระยาจันทบุรีและเองกาทั้งสองพี่น้องพูดกันว่า เราจะเอาให้ ได้ พี่เอานาง ๑ น้องเอานาง ๑ ว่าแล้วก็ยกรี้พลมาเป็นอันมาก ฝ่ายท้าวพระยาที่มาจากทิศใต้ต่างองค์ก็ต่างกล้าหาญแข็งแรงเหมือนกัน เข้า ต่อสู้แกวและลาวล้านช้างก็แพ้แกวและลาวล้านช้าง ฝ่ายแกวและลาว


๒๓ ล้านช้างก็ว่าท่านทั้งหลายจะรบพวกข้าพเจ้าเห็นจะไม่สมนึกโดยง่าย เพราะ ว่ารี้พลของข้าพเจ้ามีมาก มิฉะนั้นให้ท่านมาชนช้างด้วยกันตัวต่อตัวเทอญ ฝ่ายแกวและลาวล้านช้างพูดท้าทายแข็งแรงดั่งนี้ หาใครจะชนช้างต่อเขามิได้ ท้าวพระยาทั้งหลายก็กลับมาบ้านเมืองแห่งตน เหตุว่าสู้แกวและลาวล้านช้างมิได้ ฝ่ายพระยาชื่นผู้ครองเมืองเงินยางเชียงแสนจึ่งได้ใช้เสนามาเชิญขุนเจียง ครั้นขุนเจียงมารบได้ชะนะแล้ว พระยาชื่นก็มีความชอบใจ จึ่งยกนางทั้ง ๒ ให้ขุนเจียงแล้วมอบสมบัติบ้านเมืองทั้งปวงให้แล้ว ตั้งพระนามขึ้นใหม่ว่า พระยาเจียงธรรมิกราช ให้อยู่เสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล ฝ่ายว่าท้าวพระยาเมืองใหญ่เมืองน้อยที่จะมารบเอานางทั้งสองคน นั้น ก็แพ้แกวและลาวล้านช้างแล้วแตกไป ครั้นรู้ข่าวว่าพระยาเจียงธรรมิกราชได้ชะนะแกวและลาวล้านช้างแล้วดั่งนั้น เขาก็น้อมตัวเข้าพึ่งสมภาร ก็พากันอภิเศกแล้วยกพระนามว่า พระเจืองฟ้าสธรรมิกราช และสร้างหออุทุมพรขึ้นสูง ๑๐๐ ศอกแล ขณะนั้นพระยาลุ่มฟ้าเคล้าพิมานวิเทหราชและพระยาจุฬนีทั้งสองพี่น้องหวังใจว่า จะมาเอานางทั้งสองพอมาถึงกลางทาง ก็ทราบเหตุการณ์ว่าพระยาเจียงได้นางแล้วเขาก็กลัวอำนาจ ฝ่ายพระยาทั้งสององค์ ก็มีของ บรรณาการสิ่งละ ๑๐๘ เป็นต้นว่าเงินทองของต่าง ๆ และอ่าง เงิน ๒ อ่าง แล้วเติมหอขึ้น ๑๒ ศอก ฮ่อก็มาเติมขึ้นอีก ๑๒ ศอก


๒๔ เป็น ๑๒๔ แล้วอภิเศกขึ้นใหม่ ตั้งพระนามว่า ไชยนารายณ์สธรรมิกราช ตามออกบัตรหมายลายแทงหินเงา ๑๒ ศอก มี ๒ ที่ เป็น ๑๔๐ ศอกแล แต่นั้นมาฮ่อและแกวทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศใต้ เมืองโกสัมพี กลิงคราช หงสาวดี อโยธยา ก็น้อมถวายดอกไม้เงินทองแต่นั้นมาแล ฝ่ายว่าพระยาธรรมิกราชท่านกลัวจะเดือดร้อนบุตรลูกหลานต่อไปข้างหน้า จึ่งยกแกวไปเป็นเจ้าเมืองว้อง แล้วตัดส่วยไร่ฮ่อเสียให้เป็นเมืองเสมอกัน แล้วก็จารึกอักษรใส่ในศิลา ไว้ในเมืองมิถิลานคร ใน ปีวอกเอกศก ศักราชได้ ๕๐๒ ปี เมื่อท่านปราบชมพูทวีปนั้น พระชนม์ท่านได้ ๒๗ กำลังกล้าหาญแข็งแรงนัก จึ่งรับสั่งให้พวกลูกค้าต่างประเทศว่า ท่านทั้งหลายเที่ยวหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ท่านทราบข่าวว่าเมืองไหนจะชนช้างบ้าง ครั้นทราบแล้วจงแจ้งความให้เราด้วยเทอญ ท่านก็สั่งลูกค้าไปทั่วทุกตำบล ฝ่ายท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงไม่แข็งแรงต่อสู้อำนาจท่านได้ ก็พากันอ่อนน้อมพึ่งสมภารทั้งสิ้น ต่อมาพระชนม์ท่านได้ ๕๐ ปี ยังมีลูกค้าแกวพวกหนึ่งไปค้าเมืองแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืด เสนาเมืองนั้นครั้นเห็นแกวเข้าไปในเมือง ก็ต้อนรับเชื้อเชิญจับมือเข้าไปพูดที่สงัดล่อลวงเอาใจความได้แล้ว ก็นำความไปกราบทูลเจ้าของตนทุกประการครั้นพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืด ได้ทราบความแล้ว ก็ให้หาตัวลูกค้ามาแจ้งความให้ลูกค้าฟังว่า เราอยากชนช้างต่อพระยาธรรมิกราชนักว่าเท่านั้นครั้นลูกค้าทั้งหลายทราบแล้วก็พากันกลับ พอถึงเมืองแล้วก็เข้ากราบทูลพระยาธรรมิกราช


๒๕ ฝ่ายว่าพระยาธรรมิกราชได้ยินเนื้อความของพวกลูกค้ามากราบทูล ดั่งนั้น จะตรัสว่าตนของพระองค์นี้แก่ชราเสียแล้ว ก็ตรัสไม่ได้ เหตุ ว่าเป็นผู้ใหญ่ ออกปากแล้วกลับก็ได้ แต่ไม่ควร ท่านก็เรียกราชโอรสทั้ง ๕ พี่น้องมาประชุมพร้อมแล้ว ก็แต่งให้ลาวเงินเรืองผู้พี่อันเป็นบุตรนางอามแพงจันผงนั้นเป็นกษัตริย์ครองสมบัติเมืองเงินยางเชียงแสน และหัวเมืองขึ้นทั้งปวง ฝ่ายลาวเจืองผู้เป็นพี่และบริวารพัน ๑ ให้ไปเสวยเมืองแกวหลวง แล้วทำหอสรงที่ภูเขาเหมือนเมืองแกวสูง ๑๐๐ ศอก แล้วอภิเศกให้เป็นเจ้าแก่ราษฎรในเมืองแกวทั้งปวง แล้วแต่งลาวปาวผู้น้องและบริวารพัน ๑ ให้ไปเสวยเมืองจันทบุรี ให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ลาวทั้งปวง ฝ่ายบุตรนางโอคาแพงเมืองนั้นผู้พี่ชี่อขุนคำร้อยๆนั้นให้เสวยเมืองไชยนารายเมืองมูล ให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ฝ่ายหัวเมืองทิศอาคเนย์ทั้งสิ้นแล้วแต่งเจ้าสร้อยเบี้ยพี่น้องให้เป็นอุปราชในเมืองเชียงเรืองทิศตะวันตกเสร็จการแล้ว ท่านก็ยกรี้พลทหารรวมมี ๔,๔๐๐,๐๐๐ คน ครั้นได้ฤกษ์ก็เสด็จออกจาเมืองเหรัญนครเงินยางเชียงแสนไปได้หลายราตรี พอไป ถึงเมืองแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดแล้ว ท่านก็เห็นเมืองนั้นเป็นหินคมยิ่งนักทางจะเข้าไปเมืองนั้นก็จำเพาะมีทางเดียวจะเข้าไปก็เป็นที่กันดารนัก ส่วนตนของพระองค์ก็ชราแล้ว ทั้งช้างก็ชราด้วยกัน ที่จะได้ชนะเขานั้นก็เห็นยาก มองไม่เห็นเสียแล้ว พิจารณาดั่งนี้แล้ว ก็เปลื้องเสื้อและผ้าพันพระเศียรใส่ผะอบทองคำ แล้วใช้อำมาตย์ผู้ ๑ เอากลับมาให้


๒๖ พระนางอัครเทวี ฝ่ายนางอัครเทวีอยู่หลังก็เหตุเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ ๑๐ ประการ คือ (๑) หนูกระโดดลงมากลับเป็นกระบือชนกัน (๒) ถ้วยชามอยู่บนโต๊ะพลัดตกลงมาเป็นตะพาบน้ำ (๓) เรืออยู่ท่าน้ำกลับเป็นตะกวดวิ่งไปซ่อนตัวอยู่รูหิน (๔) คามุงเรือนย้อยตากลงกลับเป็นภมร (๕) ผึ้งมาทำรังติดอยู่พระเขนยของพระองค์ (๖) ภูเขาเกลื่อนพัง (๗) ก้อนหินกลับเป็นเงือก (๘) เห็นปลาตัวหนึ่งดำใหญ่เท่าเรือ (๙) เสือโคร่งเข้าในเมือง (๑๐) พระเขนยอิงของพระองค์ตากไว้ลืมเก็บ ฝนตกใส่ถึง ๒๔ วัน นิมิตต์เกิดมีดั่งนี้ มิหนำซ้ำได้เห็นภูษาผ้าเสื้อของพระองค์ ซ้ำยิ่งตกใจก็พากันโทมนัสเสียใจร้องให้ทั่วทั้งพระนคร ว่าแต่นี้ไปข้างหน้าจะมิได้เห็นหน้าพระองค์ต่อไปแล้ว จะกล่าวถึงพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดก่อน ฝ่ายพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดนั้นก็มีอาชญาให้เสนาราษฎรทำชานหินแล้ว ทำสะพานพาดไว้ให้หมิ่นพอทำเสร็จแล้ว พระยาก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อ ไชยนารายณ์คอยพระยาธรรมิกราช ๆ ทรงช้างชื่อพานทองแล้วไต่ชานหินไป พอเท้าเหยียบสะพานประมาณเงาจดกัน สะพานก็พลาดตกลงหลุม ช้างชื่อพานทองก็ตกไปตามสะพานงาแทงเข้าดิน ฝ่ายพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดก็เอาง้าวช้างตัดคอพระยาธรรมิกราชๆก็สิ้นชีพอยู่ที่นั้น ฝ่ายทหารพระยาธรรมิกราชก็เข้าแย่งชิงเอาพระเศียรของพระยาธรรมิกราชได้แล้ว ก็เอาใส่หีบหามกลับพอมาถึงเมืองเชียงราย เสนาก็แตก


๒๗ กันมาคนละที่ละทาง พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชสวรรคตเมื่อศักราชได้ ๕๒๔ ปีชวด อายุท่านได้ ๗๔ ปี เสวยสมบัติได้ ๕๓ ปี และพวกเสนาอำมาตย์ข้าราชการทั้งปวงก็พากันเอาพระเศียรก่อเป็นเจดีย์ไว้ในเมืองเหรัญนครเชียงแสนนั้นแล แต่นั้นมา ท้าวจอมผาเรืองครองราชสมบัติแทนได้ ๑๕ ปีก็สวรรคต แล้วขุนแพงองค์เป็นบุตรคองสมบัติแทนได้ ๗ ปีก็สวรรคต ส่วนว่าในเมืองเงินยางเชียงแสนก็สิ้นเชื้อวงศ์ไม่มีใคร จะสืบแทนแล บัดนี้จะกล่าวจึงขุนจององค์น้อง ท่านครองสมบัติเมืองพะเยาก็รุ่งเรืองสุขเกษมยิ่งนัก เหตุท่านได้เรียนอปนิหาริยธรรมและประเพณีธรรมด้วยบิดา แล้วก็กระทำตามคำบิดาสั่งสอนทุกประการ เพราะฉะนั้นบ้าน เมืองก็มีความเจริญขึ้น อยู่มาได้ช้านาน ก็มีราชบุตร ๒ องค์กล้าหาญยิ่งนัก องค์พี่ชื่อขุนเหิง องค์น้องชื่อขุนแก้วแว่นเมือง และจะกล่าวถึงเมืองเงินยางก่อน ครั้นขุนแพงถึงแก่กรรมแล้ว ไม่มีใครสืบแทนพระราชสมบัติ ฝ่ายเสนาทั้งปวงประชุมตกลงกันแล้ว ไปเชิญเอาพระ ราชโอรสของขุนจององค์ชื่อขุนเหิง พี่ขุนแก้วแว่นเมืองในเมืองพะเยา มาเสวยสมบัติเมืองเงินยางเชียงแสน ฝ่ายขุนจองเสวยสมบัติในเมือง พะเยาได้ ๒๐ ปี อายุ ๖๙ ก็สวรรคต ขุนแก้วแว่นเมืองเสวยสมบัติ แทนบิดา และจะพรรณนาท้าวพระยาตั้งแต่ท้าวจอมผาเมืองมาถึง งำเมืองได้ ๑๓ ชั่วท้าวแล้ว ย่อมเสวยเมืองพะเยาทุกองค์ และท้าว งำเมืองประสูติจากครรภ์มารดาเมื่อศักราชได้ ๖๐๐ ปีจอ ทศศกเดือน ๔


๒๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดี ยามรุ่ง ๕ อยู่กรกฎ ๑.๒.๔.๖.๗.๘. ลัคน์ อยู่กัญญ์ ๓. อยู่ธนู ๑.อยู่เมษ. ฤกษ์ ๑๗ ดวง ชื่ออนุราชะ ตามคัมภีร์ว่าท้าวองค์นี้จะมีปัญญามาก อยู่มาถึงอายุได้๑๕ปีไปเรียนวิชาด้วยฤาษีองค์๑ชื่อเทพอยู่ภูเขายอดด้วน เรียนได้ปี ๑ พอชำนิชำนาญคล่องแล้ว ถึงอายุได้ ๑๖ ปี ได้เรียนด้วยสุกกทันธฤาษีที่อยู่ภูเขาเมืองละโว้ได้จบบริบูรณ์ บรรดา มนต์ทั้งปวง สององค์ด้วยกัน พระร่วงเป็นครูเดียวกัน งาเมืองอยู่พะเยา พระร่วงอยู่สุโขทัย ฝ่ายงำเมืองพอกลับถึงเมืองแล้วก็อยู่เป็นอุปราชรองบิดา ครั้นบิดาสวรรคตแล้ว งำเมืองก็ครองสมบัติแทนบิดา ในปีมะเมียทศศก ศักราชได้ ๖๒๐ ปี ครั้นท่านได้ครองสมบัติแล้ว บ้านเมืองก็มีความเจริญสุขเกษมยิ่งนัก เหตุว่าท้าวงำเมืององค์นี้มีเดชา นุภาพเสด็จไปทางใด แดดก็มิร้อนฝนก็มิได้ตก ท่านว่าให้แดดก็แดด ท่านว่าให้บดก็บด เพราะฉะนั้นจึ่งได้ชื่อว่างำเมืองแล เมืองพะเยาและเมืองเงินยางเชียงแสนเป็นไมตรีกันตั้งแต่ขุนชื่นมาถึงขุนจอง ต่อ ๆ มา ถึงมังรายและท้าวงำเมืองก็สืบไมตรีมิให้ขาด แต่ลาวเหิงมาถึงมงคลมังรายได้ ๑๒ ชั่วราชวงศ์แล เมื่อมังรายประสูติจากครรภ์มารดายาม รุ่ง วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีจอ ทศศก ศักราชได้ ๖๐๐ ต่อมาถึงปีมะแมเอกศก ศักราชได้ ๖๒๑ ท่านได้ครองสมบัติแทนบิดาแล้วท่านก็มีความกตัญญูคิดถึงญาติวงศ์พงศา ท่านก็ใช้เสนาไปถามข่าวดูดีร้ายประการใด ก็ให้มาเป็นสามัคคีพร้อมด้วยกัน


๒๙ ฝ่ายว่าท้าวพระยาทั้งปวงก็ว่าพวกข้าพเจ้านี้ เป็นเชื้อวงศ์ท้าวลวะ จักราช ใครคุมเหงมิได้ ไม่ต้องประชุมใคร ว่าดั่งนี้ทุกเมือง ฝ่าย มังรายก็พิจารณาดูว่า บ้านเมืองอยู่ใกล้กันไม่เป็นสามัคคีด้วยกันรักษาราษฎรก็ยาก ท้าวจึ่งยกรี้พลไปตีได้เมืองบวก เมืองเชียงไร่ เมืองบงเชียงคำ เชียงเงิน เชียงช้าง เชียงของ เมืองเทิง ๑๘ หัวเมือง ถึงศักราชได้ ๖๒๔ ปีจอ จัตวาศก มังรายมาสร้างเมืองเชียงราย เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอังคาร เวลาเช้าลงมือทำกำแพงถึงย่ำค่ำ แต่ย่ำค่ำเท่าถึงแสงทองขึ้น จึ่งเสร็จบริบูรณ์ แล้วท่านก็ใช้มนตรีผู้หนึ่งชื่ออ้ายฟ้าม้านไปขอเอาเมืองแช่พราน และเชียงเคียน ด้วยท้าวงำเมือง ๆ ก็ว่าโอ้เหตุไฉน แช่เหยิง แช่ลุง ปากบ่อง หนองขวาง อีตาท้าวเจ้าขุนเหิง ลาวเอาไปเสียแล้ว บัดนี้เกลอเจ้าซ้ำมาขออีกเล่า ฝ่ายว่าอ้ายฟ้าม้านก็เป็นคนเข้าใจพูดก็กราบทูลว่า กระหม่อมฉันเห็นสมควรให้ ครั้นไม่ให้ก็เห็นจะขาดไมตรีกัน ต่อภายหลังเอาคืนมาอีกก็ได้ เมืองเชียงรายนี้เห็น จะไม่ถาวรไปข้างหน้า เหตุว่าแรกจะสร้างเมืองนั้น นิมิตต์เกิดขึ้นอย่าง ๑ ก็เคลื่อนคลาดไปเสียแล้ว นิมิตต์นั้น คือ พระยานาคองค์หนึ่งมาบอกให้มังรายว่า พรุ่งนี้ให้มังรายไปหาที่ท่าน้ำ อย่าให้ทันอรุณขึ้น ฝ่ายมังรายก็บรรทมตื่นสาย ครั้นไปถึงท่าน้ำก็ไม่เห็นพระยานาค เห็นแต่รอยเพราะฉะนั้นกระหม่อมฉันนึกว่าเมืองเชียงรายคงจะไม่ถาวรไปข้างหน้าเลยฝ่ายงำเมืองจึ่งว่า ครั้นท่านจะเอาก็ให้เอามนตรีอ้ายฟ้าม้านมารับเอาเมื่อจะเอาไปก็มีในท่าน จะได้คืนมาก็มีในท่านเทอญ ครั้นเราให้ก็จะ


๓๐ เสียของ ครั้นไม่ให้จะหมองใจ ท้าวงำเมืองพูดเท่านั้นอ้ายฟ้าม้านก็ ทูลลา ครั้นถึงเชียงรายแล้วก็คัดเอาใจความที่ดีมากราบทูลท้าวมัง ราย ๆ ก็พิจารณาดูเนื้อความว่า ท้าวงำเมืองเกลอกูว่ามานี้ก็ถูกแล้ว ฝ่ายมังรายก็แบ่งเอาตามชอบใจของตนแล จะกล่าวถึงพระร่วงผู้ครองเมืองสุโขทัยก่อน ฝ่ายพระร่วงก็คิดถึงงำเมืองผู้เป็นเกลออยู่เมืองพะเยา ก็เสด็จออกจากสุโขทัยมาเยี่ยมดูงำเมือง ครั้นถึงแล้วก็สนทนากันด้วยถ้อยคำต่าง ๆ พระร่วงแลเห็นนางเทวีของงำเมืองมีรูปร่างงดงามบริสุทธิ์ดุจดั่งเทพธิดา พระร่วงปรารถนาจะเพียรพยายามเอาให้สมหวัง ยังมีคืนหนึ่งพระร่วงก็แต่งตัวให้เหมือนงำเมืองแล้วเข้าไปถึงที่นอนของนางนั้น ก็ทำสมพาสด้วยนางพระยา ฝ่ายว่านางไม่รู้ก็หวังใจว่า งำเมืองก็นิ่งเสีย ครั้นพระร่วงกระทำกามคุณด้วยนางแล้ว ก็รีบออกจากห้องนาง มิช้านานในทันใดนั้น งำเมืองก็เข้าไปหานางอีก ฝ่ายนางเทวีก็ว่าในคืนนี้ดูแปลกประหลาดนัก พระองค์เข้าห้องหม่อมฉัน ๒ ครั้ง ฝ่ายงำเมืองพิจารณาดูก็เข้าใจได้ว่านอกจากพระร่วงแล้วไม่มีใครจะแปลกปลอมมาได้ พระร่วงคิดกบฎ ต่อกูแล้ว ครั้นรุ่งเช้างำเมืองก็เรียกรี้พลสุรเสนามาประชุม เหตุว่าจะ จับพระร่วงให้ได้ ฝ่ายพระร่วงรู้ได้ว่าท่านจะจับตน ก็จำแลงเพศ เป็นนกขุนทอง คือนกเอี้ยงบินไป ฝ่ายงำเมืองก็ตั้งอธิษฐานอินทร์พรหมตามความสัตย์ได้ตั้งไว้ด้วยกันแล้วเสกมนต์ไป ฝ่ายว่านกนั้นอ่อนกำลังก็ตกลงในหนองนั้น ๆ จึ่งได้ชื่อว่าหนองเอี้ยงจนเท่าทุกวันนี้ มีในแขวง


๓๑ เมืองพระเยานั้นแล แล้วนกนั้นก็กลับเป็นโคแดงโดดไปในสระแห่งหนึ่งอ่อนกำลังเสียในที่นั้น สระนั้นจึ่งได้ชื่อว่าหนองวัวแดงจนเท่าทุกวันนี้ พอคนทั้งหลายจะใกล้ทัน วัวนั้นก็กลับเป็นตุ่นดันเข้าดินไป ฝ่ายงำเมืองก็เสกเสียมด้วยทิพมนต์ขุดด้วยทันใด จำเพาะที่นั้นเป็นตีนเขาหินแข็งเหลือเกิน ตุ่นตัวนั้นดันไม่ไหวท้าวงำเมืองจับได้เป็นพระร่วงขึ้นมาแล้ว ให้พะทำมะรงจำคุกไว้จัดให้ยายแก่ผู้หนึ่งอุปัฎฐากสำรับกับข้าวทุกเวลา ยังมีวันหนึ่งยายแก่ผู้นั้นไม่มีกับข้าวจะใส่สำรับให้พระร่วงเสวย ยายก็แลเห็นไม่ตาหีบคือตับปิ้งปลาอันหนังปลาติดอยู่นั้น ก็เอาใส่สำรับไปให้พระร่วงเสวย พระร่วงเห็นดังนั้นก็มีความน้อยใจหนักอกพูดไม่ออกก็รำพึงว่า โอ้ตัวกูหนอ จะมาสิ้นชีพเสียที่นี่หรือว่าไร ยายผู้นี้มาดูถูกกูถึงปานนี้ แล้วท่านก็ตั้งอธิษฐานขึ้นว่า ถ้าและอายุข้าพเจ้าจะยืดยาวต่อไปข้างหน้านมนาน จะได้เป็นท้าวพระยาอย่างเดิมนั้น จงให้ไม้ตาหีบนี้ออกรากออกใบขึ้นเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็เอาไม้ตาหีบปักลงดิน ไม้ตาหีบก็ออกใบขึ้นทันใดนั้น จึ่งได้ชื่อว่าไม้ตาหีบพระร่วงมาจนทุกวันนี้ ที่พระร่วงจำแลเพศเป็นตุ่นดันเข้าดินไปนั้น จึ่งได้ชื่อว่าบ้านตุ่นจนถึง ทุกวันนี้ ที่งำเมืองเอาเสียมขุดตามหาตุ่น รอยขุดนั้นเป็นร่องไป ต่อภายหลังน้ำเดินได้ คนทั้งหลายจึงเรียกกันว่า น้ำแม่ตุ่นต่อมาเท่า ถึงทุกวันนี้ ฝ่ายท้าวงำเมืองก็ใช้ราชศาสน์ไปเชิญพระยามังรายผู้เป็นเกลอมาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่พระร่วงคิดนอกใจ ฝ่ายพระยามังรายก็เสด็จมา


๓๒ ด้วยเสนาบดีทั้ง ๔ และข้าราชการทั้งปวงมาพักอยู่บ้านเชียงหมั้นฝ่ายท้าวงำเมืองและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พากันเอาพระร่วงไปสู่พระยามังรายๆ ก็ชี้แจงแสดงความผิดและชอบหลายประการต่าง ๆ ให้พระยาทั้งสองฟัง เพื่อจะตัดความโทสะโมหะของพระยาทั้งสองให้เป็นเกลอเป็นมิตรกันต่อไปอย่างเดิม ตัดสินให้พระร่วงเสียทองคำหนักเท่าตัวนางให้งำเมืองแล้ว พาเอางำเมืองและพระร่วงทั้งสองไปในบ้านแห่งหนึ่ง ตั้งให้เป็นเกลอสหายกันอย่างเดิม คือว่าเกณฑ์ให้เป็นสหายกันเหมือนเก่า ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านเกณฑ์เท่าถึงทุกวันนี้แล แล้วเอาพระยาทั้งสองลงไปแม่น้ำสายตา แล้วให้เอาหลังพิงหรืออิงแม่น้ำสายตาอยู่ แล้วพระยามังรายก็ให้โอวาทว่า ตั้งแต่นี้ภายหน้าท่านทั้งสองอย่าคิดคดกบฎร้ายด้วยกันต่อไป แล้วก็ให้พระยาทั้งสองถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันไว้ ท้าวทั้งสองลงอิงอยู่น้ำนั้น แม่น้ำนั้นจึ่งได้ชื่อว่า แม่อิงจนเท่าทุกวันนี้ เมื่อแห่ท้าวทั้งสามมาถึงท่านั้นๆ จึ่งได้ชื่อว่าท่าแห่จนถึงเท่าทุกวันนี้ ที่พระยามังรายตั้งโรงศาลหรือกว้านที่เอาท้าวทั้งสองไปตัดสินความนั้น ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านกว้านจนเท่าถึงทุกวันนี้แล เมื่อราษฎรทั้งหลายไปคอยฟังคำตัดสินพระร่วงนั้นไปประชุมกันอยู่ตำบล ๑ หรือป้อกันอยู่ก็ว่า ตำบลนั้นจึ่งได้อชื่ว่าบ้านป้อจนถึงทุกวันนี้แล ฝ่ายงำเมืองก็ปุจฉาด้วยมังรายว่า พระ ร่วงนี้บิดาของเธอชื่อพระยาลือ ฝ่ายมารดาก็เป็นผีเสื้อ เธอดูมีฤทธิมาก จำแลงเพศเป็นอย่างใดก็ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะคืนทองคำหนักเท่าตัวนางให้เธอดีหรือไม่ ฝ่ายมังรายก็ว่าตามใจท่านเทอญ ฝ่ายงำเมืองก็คืน


๓๓ ทองคำให้พระร่วงดั่งเก่าแล้วเอากันเป็นมิตรต่อไป ฝ่ายมังรายก็กลับเมืองของตน ต่อมาได้ ๔ ปี พระยามังรายก็มาสร้างเมืองฝาง ท่านก็ทราบข่าวว่าเมืองลำพูนเจริญขึ้นมาก ก็มี ความปรารถนาอยากได้ ก็ใช้ให้ฟ้าม้านไปกระทำเพียรพยายามเอาเมืองลำพูน อ้ายฟ้าม้านรับสั่งแล้วก็ไปตามคำพระยามังรายหากใช้ตน พอถึงเมืองลำพูนแล้วก็คิดตามปัญญา เห็นท่วงทีว่าจะได้โดยง่ายก็ใช้ลูกน้องมากราบทูลพระยามังราย ๆ ก็เอารี้พลเสนาลงมาเอาเมืองลำพูน เมื่อศักราช ๖๓๖ ปี ต่อมาได้ ๕ ปี ไปสร้างเมืองภุกาม ๆ แล้วได้ ๓ ปี ไปตีเอาเมืองหงสาได้นางพาโคมาเป็นอัครเทวีมังราย ต่อมาได้ปี ๑ ไปตีเมืองอังวะแล้วเอาช้างฆ้องมา ๓๐๐ ครัวมาไว้เมืองเชียงแสน ต่อมาได้ ๖ ปี ศักราชได้ ๖๕๘ ปีวอก อัฐศกเดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดียามจะใกล้รุ่ง แรกสร้างเมืองเชียงใหม่ตั้งตลาดขายของตั้งแต่นั้นมา คนทำงานที่หมื่นคนทำประมาณได้เดือนหนึ่ง เมื่อจะสร้างเชียงใหม่นั้น มังรายก็ให้เสนาไปเชิญงำเมืองที่เมืองพะเยา และพระร่วงที่เมืองสุโขทัยมาช่วยพิจารณา ครั้นงำเมืองและพระร่วงมาถึงเชียงใหม่แล้ว ท้าว ทั้ง ๓ ก็พากันขึ้นอยู่บนยอดเขาสามยอดดูขะบวรเมือง พระยามังรายจึ่งถามพระร่วงว่า เมืองนี้จะเป็นมงคลหรือไม่ พระร่วงจึ่งกล่าวว่า เมืองนี้ข้าศึกจะเบียดเบียนกระทำร้ายมิได้ คนไหนมีเงินพันหนึ่งมาอยู่เมืองนี้จะมีเงินหมื่น ครั้นมีเงินหมื่นมาอยู่จะมีเงินแสน ฝ่ายมังรายจึ่งว่า เกิดมาเป็นมนุษย์กลังมันทำไมข้าศึก แล้วมังรายจึ่งถามงำเมืองว่าดี


๓๔ หรือในเขตต์แขวงเมืองนี้ งำเมืองจึ่งตอบว่าดีจริง เหตุว่าเนื้อดินมีพรรณรังสี ๕ ประการ มีไชย ๗ ประการ เมืองนี้มีสิทธินักแล แล้วท้าวทั้ง ๓ ก็ปุจฉากันโดยถ้อยความต่าง ๆ แล้วก็พากันลงมาในเมือง ครั้นกระทำสำเร็จทั่วบริบูรณ์แล้ว ยังมีฤๅษีองค์หนึ่งและท้าวงำเมืองและพระร่าวงทั้ง ๓ ก็กระทำไชยมงคลให้พระยามังรายเป็นเอกราชเมืองเชียงใหม่ ครั้นเสร็จแล้วพระร่วงก็เสด็จกลับเมืองของตน ฝ่ายงำเมือง ก็อยู่ด้วยมังรายนานประมาณเอกมาสคือเดือนหนึ่ง พระยามังรายก็ยกเทวีให้งำเมืองผู้หนึ่ง แก้วลูกหนึ่ง สืบมาแต่พระยาลวะจังกราช และ คืนเมืองแช่พราน เมืองเชียงเคียนให้งำเมืองดั่งเก่าแล จะกล่าวถึงนางอัครเทวีของงำเมืองอยู่เมืองพะเยา ครั้นได้ทราบข่าวงำเมืองเอาเมืองเชียงใหม่ ก็โกรธเคืองดั่งท่านเอาหอกแทงอุรา ออกปากว่าจะตามฆ่าเมียน้อยงำเมืองเสีย ว่าแล้วก็ทรงม้าออกจากเมืองไป พอถึงกลางทางก็ตายอกแตกเสียที่นั้น แล้วเสนาอำมาตย์ก็เอาเนื้อความไปกราบทูลงำเมืองที่เชียงใหม่ทุกประการ ครั้นงำเมืองทราบแล้ว ก็เข้ากล่าวเหตุการณ์ทั้งนั้นกะมังรายทุกประการ แล้วก็ ลากลับเมืองของตน ครั้นถึงแล้วปลงศพนางเทวีตามธรรมเนียม แล้วท่านก็อยู่เสวยสมบัติเมืองพะเยา ตามโบราณท้าวพระยาต่อ ๆ กันมาแต่ก่อน ย่อมขึ้นนมัสการพระเจดีย์จอมทองทุกปีและยกมินละขุ ๗๐ ครัวให้อุปัฎฐากพระเจดีย์ตามโบราณท้าวพระยาแต่ก่อน แล้วท่านอยู่เสียเมืองพะเยาได้ ๖ ปี แล้วไปอยู่เมืองงาวแต่งให้โอรสองค์หนึ่งชื่อคำแดง


๓๕ อยู่รักษาเมืองพะเยาเป็นอุปราชรองบิดา ครั้นงำเมืองผู้เป็นบิดาสวรรคตแล้ว ฝ่ายคำแดงก็ครองสมบัติเมืองพะเยาแทนบิดา ต่อมาถึงศักราช ได้ ๖๘๐ ปีมะเมีย ทศศก ขุนเฟื้อเจ้าเมืองนายมาคิดจะทำร้ายต่อเชียง ใหม่ ท้าวคำฟูมีความกลัวมิต่อสู้จึ่งหลบหนีไปพึ่งบิดาที่เมืองเชียงราย ขุนไชยสงครามผู้บิดาจึ่งไปอ้อนวอนท้างคำแดงเมืองพะเยา ท้าวคำแดงจึ่งให้โอรสของคนผู้ชื่อคำรือไปป้องกันเมืองเชียงใหม่ ครั้นชะนะข้าศึกคำรือแล้วก็กลับเมืองของตน ครั้นถึงพะเยาแล้วเข้ากราบทูลบิดาโดยเนื้อความต่าง ๆ ที่ตนได้มาป้องกันเมืองเชียงใหม่ตามเหตุการณ์แล ฝ่ายท้าวคำแดงผู้เป็นบิดาก็ใช้ราชศาสน์ไปถึงเมืองเชียงราย ขอเอานางแก้วพอตาผู้เป็นธิดาขุนไชยสงครามมาเป็นเทวีคำรือ ฝ่ายว่าขุนไชยสงครามก็ให้เสนาจัดรี้พล ๓๐๐ ครัวให้ไปตามนาง ครั้นถึงแล้วก็ให้คน ๓๐๐ ครัวนั้นตั้งบ้านอยู่แช่พรานและเชียงเคียน ครั้นแต่งงานคำรือด้วยนางแก้วพอตาแล้ว ฝ่ายท้าวคำแดงก็ตั้งให้คำรือเป็นอุปราชแล ครั้นคำแดงสวรรคตแล้ว คำรือก็ครองสมบัติแทนบิดา จะพรรณนาท้าวพระยาเสวยเมืองพะเยา ตั้งแต่ท้าวงำเมืองมาถึงพระยาเมืองยี่ได้ ๑๑ ชั่วท่านแล้ว ต่อมาถึงศักราชได้ ๑๐๑๙ ปีมะแมนพศก พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๑๒๓๑ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ในราตรีคืนนั้น ๒ ยามเศษ ยังมีพญานาคองค์ ๑ เอาทองคำมาจากเมืองนาค น้ำหนักถึง๒๑๕,๐๐๐ เอาไว้กลางสระที่นั้นคือหนองเอี้ยงแล้ว จำแลงเพศเป็นบุรุษผู้๑ทรงเครื่องขาวบริสุทธิ์แล้วเข้าไปในเรือนสองยาย


๓๖ ตาที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงห่านขายเลี้ยงชีพนั้น พญานาคจึ่งเล่าเหตุการณ์นิทานที่ตนได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น ให้ยายตาฟังทุกประการ ท่านว่าให้ยายตาสองคนนี้สร้างรูปของพระตถาคตไว้กลางสระนี้แล แล้วพญานาคก็เนรมิตตนเป็นพระพุทธเจ้าใหญ่เท่าพระพุทธโกนาคมน์ นั่งอยู่สูง ๓๒ ศอก แล้วเนรมิตตนเป็นพญานาค เอาหินที่พระพุทธเจ้า นั่งนั้นออกมาแสดงให้สองยายตาได้เห็นแล้ว พญานาคก็ยกเอาทองคำนั้นให้สองยายตา แล้วกลับไปเมืองของตน ต่อนาน ๆ ออกมาเยี่ยม ดูคนทั้งหลายยังเป็นที่คำนับอยู่บ้างหรืออย่างไร เมื่อพญานาคออกมานั้น ท่านออกมาจากภูเขา คนทั้งหลายก็เห็นอยู่ ที่เขาว่านาคออกดอย ๆ คือ นาคตัวนี้แล ฝ่ายว่าสองยายตาถมสระมุจลินทร์ คือหนองเอี้ยงนานได้๒ปี ๗ เดือน สำเร็จบริบูรณ์ราบเสมอดีแล้ว สองยายตาก็พากันปั้นอิฐได้แสนหนึ่ง ก็เหนื่อยลำบากใจ ก็เอาทองคำออกให้รางวัลคนทั้งหลาย ทำได้อิฐ๓๐๐,๐๐๐สิ้นทองคำ ๒๐๐ ขณะนั้นพระยายอดเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาเมืองยี่เสวยเมืองพะเยา พระยา ๒ องค์ก็ปรึกษากันตกลงกันแล้ว ก็พากันปั้นอิฐเผาแล้วเสร็จบริบูรณ์ ถึงปีกุน ตรีศก เดือน ๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธ เวลาเช้าตรู่ เมื่อแรกลงมือทำพระประธานองค์ใหญ่และต่อมาถึงปีเถาะ สัปตศก พระยาเมืองยี่สวรรคตปีนั้น พระยา เมืองยอดก็สวรรคตปีนั้น เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาทิตย์ ยกให้พระยาเมืองแก้วครองสมบัติเชียงใหม่ แล้วให้พระยาหัวเคียนไปเสวย


๓๗ เมืองพะเยาได้ ๒๐ ปีก็ถึงแก่กรรม แล้วพระยาเมืองแก้วก็แต่งให้ พระยาเมืองตู๋ไปเสวยเมืองพะเยาในปีขาล ทศศกแล เมื่อสองตายาย แรกสร้างพระประธานตั้งแต่ปีกุน ตรีศก อายุผัวได้ ๕๕ อายุเมียได้ ๕๒ มาถึงปีมะแม เอกศก เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเช้า ตั้งแต่ลงมือทำมาได้ ๑๑ ปี อายุตาได้ ๖๖ ปี อายุยายได้ ๖๓ ปี จึ่งก่อแล้ว และมา ถึงปีวอก โทศก เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ลงมือโบกปูน และในทองคำ ๒๐๐,๐๐๐นั้นจ้างให้รางวัลคนช่วยทำสิ้น๒,๐๐๐ทองคำ ซื้อรักสิ้น๒๐๐ ทองคำ ซื้อปูนสองล้าน (สิ้นทองเท่าใดไม่ปรากฎ) ซื้อน้ำอ้อยล้านปายหมื่น ทองคำยังเหลือเอาพอกพระเศียรลงถึงคางแล พอแล้วทั่วบริบูรณ์ ฝ่ายสองยายตาก็ถึงแก่กรรม ท่านทั้ง ๒ ก็ได้ไปเกิดเมืองสวรรค์นั้นแล เมื่อปั้นพระพักตร์ พระอินทร์ลงมาปั้นแล ฝ่ายพระเมืองตู๋ครองเมืองพะเยาก็ใช้หมื่นตางตาเอาส่วนกุศลที่ได้สร้างพระประธานใหญ่นั้นไปถวายพระเมืองแก้วเชียงใหม่ให้ท่านโมทนาด้วย แล้วเล่านิทานต้นเหตุ ให้ท่านฟังทุกประการ ฝ่ายพระเมืองแก้วก็มีความปิติยินดีในทันใด ก็เรียกกรมการคลังเอาทรัพย์ออกมา ทองคำ ๓,๐๐๐ เงิน ๖,๐๐๐ ให้เอาสร้างพระวิหาร นานได้ ๓ ปีจึ่งสำเร็จบริบูรณ์ พระเมืองแก้วจึ่งยกบ่าวของท่าน ๑๐ ครัว พระเมืองตู๋ ๑๐ ครัวถวายให้พระปฎิมากร ให้อยู่อุปัฎฐากชั่วลูกหลานตราบเท่า ๕๐๐๐ พรรษา แล้วพระเมืองแก้วก็ ชักเขตต์หมายแดน คือทิศเหนือมีคนเขาจอมทองเป็นแดน ทิศใต้หน้าวัดอุหลา ตัดไปทิศตะวันออก ๑,๐๐๐ วา ทิศตะวันตก ๕๐๐ วา เขตต์


๓๘ แดนที่กล่าวมานี้เป็นหน้าที่ของพระปฏิมากรทั้งสิ้นแล บัดนี้จะแก้ความสนเท่ห์ของชนทั้งหลายที่ได้อ่านได้ฟังก่อน มิฉะนั้นก็คงจะมีความสงสัยว่า เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงได้ฝากความให้พญานาคเอาทองคำออกมาให้สองยายตาสร้างพระรูปของท่านนั้น แต่ครั้งไหน ผู้รู้ไม่ถึงก็คงจะแก้ไม่ตลอดได้เป็นแน่ เพราะฉะนั้นตำหรับนี้ จึ่งปนกันอยู่ทั้งคดีโลกคดีธรรมแล ตทา กาเล ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานจะเสด็จเที่ยวโปรดบรรพสัชทุกบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลาย ท่านก็เสด็จมาจากเมือง พาราณสีลำดับมาด้วยเจ้าอานนท์และโสณะอุตตระเป็นสงฆ์ มีพระยาอโศกราชและพระอินทร์ตามอุปัฎฐาก ครั้นถึงไชยภูมิท่านก็บิณฑบาต ที่แม่ครัว แล้วก็เสด็จขึ้นมาตามฟากน้ำแม่คงละมิง คือ แม่น้ำปิงที่ เรียกกันทุกวันนี้ ครั้นเสด็จถึงลำพูนท่านก็ได้เกศพระธาตุที่นั้นแล้วเสด็จขึ้นเขาสุเทพ จากนั้นลงวัดบุบผาราม คือ วัดอุปา ที่เรียกกันทุกวันนี้ แล้วเสด็จไปกระทำกิจที่ถ้ำเชียงดาว จากนั้นไปถ้ำตับเต่า แล้วเสด็จ ไปสบฝาง แล้วถึงแม่น้ำคง ท่านก็เลียบฟากน้ำคงขึ้นไปถึงแสนหวี แล้วไปถึงเมืองวิเทหราช จำพรรษาอยู่ป่าอัมพวัน เทศนาเนมิราชและ สุธนราชและพลิทัทธชาดก ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านก็เสด็จมาเมืองลื้อไว้เกศพระธาตุที่นั้น แล้วเสด็จถึงเมืองสีหระไว้เกศพระธาตุที่จอมยองแล้วเสด็จขึ้นเขาพยัคฆ์ จากนั้นแล้วขึ้นภูเขาธง คือ ดอยตุง แล้วไปเขากู่แก้ว แล้วไปจอมกิติ แล้วไปสบจน แล้วไปผาเรือไว้พระธาตุ


๓๙ ที่นั้นแล้ว ท่านยืนอยู่ครองจีวรแล้วไปพักไสยาสน์อยู่เนินหินก้อนหนึ่ง แล้วขึ้นไปบนเขาที่นั้น แล้วก็เล็งแลดูโลกทั้งปวง แล้วก็เสด็จไป สันซายไว้รอยพระบาทที่นั้น แล้วไปเมืองพรง แล้วไปเมืองนาย ไว้ รอยพระบาทที่นั้น แล้วไปถึงหัวภูเขาด้วนไว้รอยพระบาทที่นั้น ให้ยักษ์อยู่อุปัฎฐาก จากนั้นแล้วไปจอมแว แล้วไปบ่อกง แล้วไปภูเท่า แล้วเสด็จเข้าเมืองพะเยา ขณะนั้นยังมียักษ์ตัวหนึ่งมันอดอาหารได้ ๗ วันมาแล้ว มันเห็นพระพุทธองค์ก็มีความปรารถนาว่าจะกินเป็นภักษ์ พระพุทธองค์ท่านก็มิได้มีความกลัวมัน ท่านก็ยืนอยู่ที่เดียวนั้นมิได้หลีกหนี ฝ่ายว่ายักษ์นั้นดุจดังบ้าไล่ต้อนพระพุทธองค์ มันก็เลยไปเลยมาเป็นหลายเที่ยวหลายหน พระพุทธองค์ท่านเหยียบศิลาหินก้อนหนึ่งเป็นรอยเส้นพระบาทพอยักษ์ไปเห็นแล้ว มันก็ว่าชายผู้นี้แข็งแรงนักเหยียบหินพอยุบลงเป็นรอยตีนอยู่ กูกินมันไม่ได้เลย พระพุทธองค์ให้ยักษ์เห็น ตนแล้ว ท่านก็กระทำปาฏิหาริย์ให้ยักษ์เห็น ครั้นยักษ์เห็นแล้วมันก็ รู้ว่าเป็นองค์ตถาคต แล้วท่านก็ให้มันรักษาเบ็ญจศีล ท่านจึ่งถามมันดูว่า ดูกรยักษ์ ตถาคตหากอยู่ที่เดียว ทำไมท่านไล่ต้อนเลยไปเลยมา เป็นหลายหน แล้วท่านก็ว่าดูกรอานนท์ ตีนเขาที่นี้ภายหน้า ขะโมยโจรทั้งหลายจะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลนี้ จะได้ชื่อเมืองเลยแล แล้วท่านก็ไต่ไปบนเขานั้น ไปถึงที่สองคนผัวเมียทำไร่อยู่ที่นั้น ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าเข้ามา ทั้งสองตายายไม่มีสิ่งไรจะทำบุญ ผู้ผัวจึงถามว่า พลูเรามีหรือ ผู้เมียจึ่งตอบว่า เออพลูเรายังพอทำบุญ แล้วสองยายตา


๔๐ ก็เอาพลูมาถวายพระพุทธเจ้า แล้วก็บอกว่าดิฉันนี้เป็นคนแก่ชรา ฟันก็หักถอนไปหมดแล้ว จึ่งได้เอาครกนี้บดหมากกิน แต่เดี๋ยวนี้เจตนาบังเกิดขึ้นขอเอาครกตำหมากใบนี้ถวายให้พระผู้เป็นเจ้า ๆ จงเอาไปบดหมากกินอย่างดิฉันนี้เทอญ แล้วก็ยกเอาครกหินบดหมากถวาย พระมหากรุณาธิคุณเจ้าท่านก็รับเอาแล้ว จึ่งกล่าว่า ดูกรอานนท์ สอง ผัวเมียพูดกันว่า พลูเราพอทำบุญดั่งนี้ ตำบลนี้ภายหน้าจะได้ชื่อว่า พลู พอแล สองผัวเมียเอาครกหินถวายตถาคตดั่งนี้ เมืองนี้ต่อไปข้างหน้าทำการใดจะสำเร็จด้วยหินมาก ตรัสเท่านั้นท่านก็เสด็จไปตามบนเขา แล้วไปพบช่างทองผู้หนึ่งตีทองขายเลี้ยงชีวิต ครั้นเห็นพระพุทธองค์ก็ เอาข้าวมาตักบาตร ท่านก็ฉันจังหันที่บ้านช่างทองแล้ว ไม่มีน้ำจะฉัน ท่านจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ ตำบลนี้ดีนัก สมควรตั้งศาสนาไว้ที่นี้ และท่านอานนท์ก็ขอพระธาตุ พระพุทธเจ้าก็เอาพระหัตถ์ขวาลูบคลำพระ เศียรได้เกศเส้น ๑ แล้ว ท่านก็เอาให้อานนท์ ๆ ก็รับเอาแล้วเอาให้ พระยาอโศกราช ๆ ก็เอาให้ช่างทอง ๆ ก็เอาใสไว้ในตลับไม้รวก พระพุทธองค์จึ่งตรัสว่า ท่านจงเอาพระธาตุของตถาคตบรรจุไว้ยังภูเขา ที่นี้ เทอญ ฝ่ายว่าพระยาอโศกราชและพระอินทร์ก็เอาใสผะอบแก้วแล้วใส่ผะอบเงิน แล้วใส่ผะอบหิน ได้ ๔ ชั้น แล้วเอาลงไว้ในถ้ำลึก ๗๐ วา พระอินทร์ก็จุดประทีปบูชาแล้วใส่ยนต์กงจักรทิพย์ไว้ให้ถึง ๕๐๐๐ พรรษาพระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ เราเห็นช่างทองอยู่ที่นี้ภายหน้า


๔๑ จะได้ชื่อว่าจอมทองแล เรามาฉันจังหันที่นี้ ช่างทองไม่เอาน้ำมาทำบุญอานนท์จงไปตีนเขาไปขอน้ำด้วยพญานาคที่กลางทุ่งโน้นมา ฝ่ายท่านอานนท์ก็เอาฝาบาตรลงไปเพื่อจะตักน้ำ ครั้นถึงกลางทุ่งที่สระน้ำ ก็เห็นพญานาคเล่นน้ำอยู่ ท่านอานนท์ก็เข้าไปปรารภเพื่อจะเอาน้ำ พญานาคจึ่งร้องว่ามึงจะมาลักน้ำกูทำไม พญานาคองค์นั้นชื่อว่าธุมสิขิ มีหงอนเป็นควัน ว่าแล้วก็จำแลงให้หงอนเป็นควันปกปิดสระไว้ให้มิด ท่านอานนท์เอาน้ำมิได้ก็กลับมากราบทูลพระพุทธองค์ฟังทุกประการ ครั้นท่านทรงทราบแล้ว ก็รู้ด้วยพระปัญญาว่า สระนี้ตั้งแต่พระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป ท่านเที่ยวไปรดบรรพสัชทั้งหลายมาถึงที่นี้ ย่อมฉันจังหันที่นี้ทุกองค์ และเพราะว่าศาสนาจะมาตั้งกลางสระที่นี้ภายหน้าแล แล้วท่านก็เสด็จลงไปสู่สระนั้น ก็กล่าวซึ่งพญานาคว่า ดูกร นาคมึงไม่รู้จักกูบ้างเลยหรือ พญานาคจึ่งถามว่า ท่านมีชื่อดังฤๅ พระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า กูมีชื่อว่าตถาคตแล แต่ครั้งเมื่อพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป ล่วงแล้ว ท่านก็ย่อมมาฉันจังหันที่นี้ มึง ก็ยังได้เอาหินก้อน ๑ ออกจากเมืองนาคมาให้พระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปนั่งฉันจังหันที่นี้แล พญานาคจึ่งว่าครั้นมีเป็นดั่งท่านว่านั้น ก็เหตุไฉน พระพุทธเจ้า ๓ องค์มีตนอันสูงใหญ่นัก ท่านว่าเป็นตถาคต ทำไมตัวน้อยไม่สูงใหญ่เหมือนพระพุทธเจ้า ๓ องค์ที่ล่วงแล้ว ฝ่ายว่า พระพุทธเจ้าก็เนรมิตตนให้ใหญ่สูงเท่าพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป มีตนสูง ๓๒ ศอก แล้วเหยียบหัวพญานาคให้จมลงใน


๔๒ สระที่นั้น พญานาคก็สิ้นความสงสัยก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ จึ่งลง ไปเมืองนาคเอาหินที่พระพุทธเจ้า๓องค์นั่งนั้นออกมาให้พระพุทธองค์นั่งครั้นท่านขึ้นนั่งบนกินก้อนนั้นแล้ว ท่านก็รับน้ำที่ท่านอานนท์เอาถวาย พระพุทธเจ้าฉันน้ำนั้นแล้ว อานนท์ก็นมัสการว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า กาเล ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้ากกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปท่าน ก็มาฉันจังหันที่นี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้าก็มาชำระตนที่นี้ ตำบลนี้สมควร ตั้งศาสนาไว้ พระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ พระพุทธเจ้า ๓ องค์ ครั้นอายุค่อนแล้วก็ย่อมมาฉันอุทกังที่นี่ทุกองค์ ส่วนตนของตถาคตนี้ก็อายุค่อนแล้วจึ่งมาถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้ตำบลนี้ยังเป็นสระใหญ่กว้างลึกนัก ยังมิควรตั้งศาสนาเลย ต่อไปข้างหน้าตถาคตนิพพานไปแล้วจะไว้ศาสนา ๕๐๐๐ พรรษา ครั้นและศาสนาของตถาคตตั้งไว้กึ่งค่อนไปแล้ว สระนี้ก็จะเต็มขึ้นแล้ว ยายตาสองผัวเมียที่เอาพลูถวายให้ตถาคตนั้น ก็จะเอาศาสนามาตั้งในถิ่นฐานที่นี้แล พระพุทธเจ้าก็สั่งพระอินทร์และพญานาคไว้ว่า ดูกรพระอินทร์เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วจะไว้ศาสนา ๕๐๐๐ พรรษา ครั้นและศาสนากึ่งค่อนไปแล้ว สองยายตาผัวเมียที่เอาพลูถวายตถาคตนั้นจะมาเอากำเนิดเกิดในตำบลนี้ จะได้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านอยู่ในสระนี้ขายเลี้ยงชีวิต เมื่อนั้นท่านจงเอาทองคำแต่เมืองนาคออกมาไว้สระนี้แล้ว แสดงความ ให้ยายตาฟังให้สองยายตาสร้างรูปพระตถาคตใหญ่เท่าพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป สร้างไว้ในสระที่นี้จะได้รุ่งเรืองต่อไปข้างหน้า


๔๓ ถึง ๕๐๐๐ พรรษา และพระพุทธเจ้าสั่งพระอินทร์และพญานาคไว้ดั่งนี้แล้วท่านก็ลุกขึ้นเอาเท้าเหยียบหินก้อนนั้น แล้วให้พญานาคเอาไปรักษาไว้เมืองนาคดั่งเก่าแล แล้วพระพุทธเจ้าทำนายไว้ว่า ตถาคตฉันจังหันที่บ้านช่างทองมิได้ฉันอุทกัง ครั้นชนะพญานาคแล้วจึ่งได้ฉันน้ำ ดั่งนี้ภายหน้าเมืองนี้ครั้นถึงฤดูร้อนหาน้ำใหญ่มิได้แล แล้วท่านก็เสด็จไปภูเขาน้อย คือ ดอยน้อย และแช่โว ม่อนจอมสิล ภูขวาง จอมไคร้ จอมแจ้ง แล้วเสด็จ ไปขิงแกง แล้วไปสบแวน แล้วไปแช่แห้ง แล้วไปช่อแร แล้วไป ขวยปู แล้วไปภูทับ แล้วไปแหลมลี แล้วไปร้องอ้อ แล้วเสด็จไป ข้วมหม้อ แล้วไปลำปาง แล้วไปจอมทอง แล้วไปเมืองหอด แล้ว ไปภูเขาบัง คือ ดอยเกิ้ง แล้วไปเมืองงุม ท่านเที่ยวโปรดสัตว์ทั้งหลาย แล้ว ก็เสด็จไปสู่ป่าเชตวันอาราม และจากนั้นมาสองตายายที่ได้เอาพลูทำบุญด้วยพระพุทธองค์นั้น ตายแล้วเกิด ๆ แล้วตายได้หลายชั่ว หลายชาติแล้ว ชาติหนึ่งสองยายตาไปเกิดเมืองฝางเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว พระพุทธศาสนาได้ ๘๐๐ สองผัวเมียตายจากเมืองฝางได้มาเกิดเมืองพะเยา ในปีวอกทศศก จุลศักราชได้ ๘๐๐ พระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๑๐๘๒ พรรษา จากนั้นถึงปีมะแม นพศก อายุผัวได้ ๔๐ ปี อายุเมียได้ ๓๘ ทั้งสองผัวเมียตั้งบ้านเรือนอยู่ทิศเหนือไกลที่จะสร้างพระพุทธรูปนั้น ๒๐ วา สองคนผัวเมียพากันเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านขายเลี้ยงอาตมา ขณะนั้นจุลศักราชได้ ๘๔๐ ปี ศาสนาล่วงได้ ๒๐๓๘


๔๔ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลากลางคืนประมาณ ๒ ยามเศษ ฝ่ายว่าพญานาคก็คิดถึงที่ตนได้รับรับสั่งพระพุทธเจ้า แล้วก็เอาทองคำ ๒๑๕,๐๐๐ น้ำหนักจากเมืองนาคออกมาไว้กลางสระ แล้วเนรมิตรตนเป็นบุรุษผู้หนึ่งทรงเครื่องขาวบริสุทธิ์ เข้าไปในเรือนสองผัวเมียที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงห่านนั้น แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ตนได้รับรับสั่งพระพุทธเจ้าให้สอง คนผัวเมียฟังทุกประการ แล้วฉุดมือผู้ผัวลงเรือนไปที่สระแล้ว ชี้ ทองคำนั้นให้ดู แล้วบอกว่าให้สร้างพระรูปเหมือนเช่นอย่างที่จะทำให้ท่านดูนี้ เทอญ ว่าแล้วก็เนรมิตให้คนเป็นพระประธานใหญ่สูง ๓๒ ศอก เช่นอย่างพระกกุสนธ์ แล้วเนรมิตตนเป็นนาคลงไปเอาหินก้อนที่พระพุทธ เจ้านั่งนั้น ออกมาให้เห็นแล้ว ก็ลงไปเมืองนาคอันเป็นที่อยู่ของตนแล ที่สองยายตาสร้างพระพุทธรูปนั้นดั่งพรรณนามาแต่ต้นนั้นแล ต่อมาได้หลายชั่วท้าวพระยาต่อๆ กันมา ในคน ๒๐ ครัวที่พระยายอดเชียงใหม่ และพระยาเมืองยี่พะเยายกถวายพระปฎิมากรให้เป็นคนอุปัฎฐากรักษาพระปฏิมากรองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดศรีครมคำหนองเอี้ยงเมืองพะเยา คนเหล่านั้นก็สืบต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลานตราบเท่าถึงเสนามังธา ได้ขณะปราบเมืองลานนาไทยคือเมืองเชียงใหม่ และเมืองอโยธยากรุงสยามและเมืองจัน ในปีกุน โทศก (ศักราช วัน เดือน ไม่ปรากฏ) เวลานั้นเสนามังธาจับเอาลาวไปไว้เมืองหงสา ๑๑๓,๐๐๐ ครัว แต่นั้นมาถึงปีมะเส็ง มังธาก็ถึงแก่กรรม ต่อมาถึงปีจอ ทศศก ลาวอยู่เมือง


๔๕ หงสากบฎต่อเจ้าฟ้าอิเม พากันหลบหนีมาถึงลำพูน แล้วมาพบเพื่อน ที่แตกกันมาอยู่ตามบ้านน้อยเมืองใหญ่นั้น พากันมาเมืองพะเยาทั้งสิ้นถึงเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ก็พาพวกชาวพะเยาหนีไปเมืองจันมิได้เหลือสักคน พวกที่รักษาวัดศรีครมคำพระประธานองค์ใหญ่ ก็พาเอาพงศาวดารโบราณวัดศรีครมดำ ทุ่งเอี้ยง เมืองพะเยาไปตกอยู่เมืองจันทบุรีได้นานนัก ชาวจันทบุรีก็ถามพวกรักษาวัดว่า พระปฏิมากรองค์ใหญ่นั้นยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือว่าทรุดโทรมบ้าง พวกเหล่านั้นก็มิได้รู้ร้ายรู้ดีสักคน และชาวจันทบุรีก็คัดสำเนาพงศาวดารฉะบับนี้แล้ว ให้หมื่นอุตตระเชียงของเอามาไว้ให้ปรากฏแก่ฝูงชนทั้งหลายในเมืองพะเยา เพื่อจะให้กว้างขวางต่อไปข้างหน้า พงศาวดารเป็นของจริงคัดตามตำหรับเดิมมิได้แผลงใหม่เลย จะเป็นศักราชเท่าใดไม่ปรากฎ สิงห์กุฎฎะอำมาตย์เอาธง คือตุง ไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรี ครั้นสิ้นอายุจะไปตกนรก พระยายมราชก็แสดงธงนั้นให้เห็น แล้วพระยายมราชจึ่งกล่าวว่า เมื่อท่านทำบุญวันนั้น ท่านยังตรวจน้ำแผ่กุศลมาถึงเรา และบัดนี้ท่านจงขึ้น ไปบนสวรรค์ เทอญ แต่นั้นมายังมีพรานเนื้อผูหนึ่ง มันฆ่าเนื้อเบื่อปลาตั้งแต่อายุมันได้ ๑๕ ปี จนถึงอายุได้ ๕๘ ปี ยังมีวันหนึ่ง มันเข้าไปป่าเพื่อประสงค์จะหาเนื้อ พอไปถึงที่วัดศรีครมคำ พระปฏิมากรองค์ใหญ่ ก็เห็นท่านแขวน ธง คือ ตุงไว้ที่นั้นอันพายุพัดไปพัดมามันเห็นดูงามแก่ตานัก พอมาถึง


๔๖ บ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำธง คือ ตุง แล้วเอาไปบูชาพระประธานใหญ่ อยู่มาครั้นมันตาย พระยายมราชมิทันได้พิจารณา ก็เอามันโยนลงนรกในทันใดนั้นธงที่มันทำนั้นก็มาพันเอาตัวมันออกจากนรกเสีย พระยายมราชจึ่งพิจารณาดูรู้แล้วก็บอกให้มันขึ้นไปบนสวรรค์แล เมื่อตติยศักราชได้ ๙๐๘ ปีชวด อัฐศก เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ขณะนั้นยังมีชาวขานผู้หนึ่ง มีธงรูปภาพผืน ๑ มาบูชาพระประธานใหญ่ พอถวายทานแล้วก็เอาขึ้นแขวนบนเพดาน แล้วก็พลาดตกลงมาตาย ธงผืนนั้นก็รับเอาท่านผู้นั้นขึ้นไปบนสวรรค์ไปปรากฎที่พระเกศแก้วจุฬามณี ขณะนั้น เทวดาทั้งปวงมีพระอินทร์เป็นประธาน พากันมานมัสการพระเกศแก้วจุฬามณี ก็เห็นเทวดาใหม่องค์ ๑ ปรากฎอยู่ที่นั้น ทรงเครื่องประดับตนดูงามยิ่ง เทวดาทั้งหลาย พระอินทร์จึ่งถามไปว่า ท่านได้ทำบุญสิ่งไรบ้าง แกก็บอกอาการที่ได้ทำบุญให้พระอินทร์ฟังทุกประการ พระอินทร์ก็ตรัสว่าพระประธานใหญ่องค์นั้นประเสริฐนัก เมื่อพระมหากรุณาธิคุณเจ้ายังธรมานอยู่นั้นท่านก็ทำนายไว้แล เมื่อแรกเข้าสร้างนั้น เราพระอินทร์ก็ยังได้ลงไปช่วยเขาทำพระพักตร์ให้งามเหมือนพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปแล แล้วพระอินทร์ก็บอกให้มันผู้นั้นว่า อายุของท่านยังไม่ถึงที่ตายเลย ท่านจงกลับไปเมืองมนุษย์เสียก่อน ให้สร้างการกุศลให้มากยิ่งกว่านี้ พระอินทร์ ตรัสเท่านี้เทอญ คนผู้นั้นก็กลับหายจากที่นั้นลงมาเมืองมนุษย์ แล้ว มาเข้าร่างกายของตนดั่งเก่า เขาตายเวลาเช้าถึงเวลาค่ำจึ่งคืนเป็นคน


๔๗ แล แล้วเขาก็เล่าเหตุการณ์ที่ตนได้รู้ได้เห็นนั้นให้คนทั้งหลายฟังทุกประการแล จะกล่าวลักษณะพระปฏิมากรองค์ใหญ่ก่อน สร้างเมื่อศักราชได้ ๘๔๓ ปีกุน ตรีศก ศาสนาล่วงแล้วได้ ๒๐๓๔ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธ เวลาเช้า ปลูกแกนพระประธานใหญ่วัดศรีครมคำหนองเอี้ยง เมืองพะเยาวันนั้นแล พระเกศโมลีใหญ่ ๒๐ กำ องค์สูง ๓๒ ศอก พระเศียรใหญ่ ๒๔ ศอก เกศมี ๑๕๐๐ คัดไว้เป็น ๔ จำพวก ๆ หนึ่งใหญ่ ๔ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๓ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๒ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๑ กำแล พระพักตร์ยาว ๘ ศอก กว้าง ๘ ศอก พระขนงยาว ๓ ศอกคืบ หว่างพระขนงกว้าง ๑ ศอก พระเนตรยาว ๓ ศอก กว้าง ๑ คืบ พระฆานะยาว ๓ ศอก ใหญ่ ๖ กำ พระโอษฐ์ยาว ๒ ศอก กว้าง ๑ คืบ พระโสตยาว ๖ ศอก กว้างศอกคืบ พระศอยาว ๒ ศอกคืบ กลม ๑๒ ศอก ไหล่ยาว ๓ ศอก แต่อุราถึงคาง ๒ วา แต่พระเต่าถึงไหล่ ๒ วา แต่นาภีถึงอุรา ๑๐ ศอก อุรากว้าง ๘ ศอก พระกรยาว ๓๖ ศอก กลม ๙ กำ นิ้วพระหัตถ์ใหญ่ ๙ กำ ยาว ๔ ศอก เอวกลม ๓๖ ศอก ฝ่าพระบาทยาว ๘ ศอก กว้าง ๓ ศอก หน้าตักกว้าง ๒๘ ศอก หัทยังใหญ่ ๗ กำ ตั้งแต่ที่นั่งถึงพระเกศโมลีสูง ๓๒ ศอกแล พระปฏิมากรองค์นี้ ลัคน์อยู่เมถุน ๑ กับ ๔ อยู่ พฤษภ ๒ อยู่พฤศจิก ๓ อยู่กันย์ ๕ อยู่ดุลย์ ๖ อยู่เมษ ๘ อยู่มิน ๗ อยู่กุมภ์แล พระมหาเถรเจ้าองค์ชื่อธัมมปาละจารึกไว้ ที่วัดศรีครมคำ


๔๘ หนองเอี้ยง เมืองพะเยานั้นแล จะกล่าวนิทานเค้ามูลทุ่งเอี้ยงหนองเอี้ยง ก่อนเดิมเมื่อพระโพธิ-สัตว์ ยังวนเวียนอยู่ในสงสารสมภารยังมิแก่กล้า ชาติเป็นนกสาลิกา คือนกเอี้ยง ค่ำวันนั้นก็อาศัยอยู่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งที่บนเขาจอมทอง ก็ได้ลงมาอาศัยซึ่งสระหนองนั้น มากินอาบอยู่นั้นทุกวัน ยังมีในวันหนึ่งอาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ที่อยู่ของตนแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น ขณะนั้นยังมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินเป็นอาหารแล ครั้นท่านได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูแล้ว มาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง ท่าน ก็เทศนาให้พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ตำบลนี้เป็นป่าช้าของตถาคตแห่งหนึ่งแล เหตุดั่งนี้สระนี้ ทุ่งนี้จึงได้ชื่อว่า หนองเอี้ยง ทุ่งเอี้ยง ร้องตามนามนกเอี้ยงนั้นแล พระพุทธโฆสเถรเจ้าจึ่งแต่งบาลีไว้ว่า สาลิกา มตตาโล ปพพตํ ดั่งนี้แล บัดนี้จะกล่าวแรกสร้างกำแพงเมืองตะวันตกก่อน ท้าวพระยาเสวยสมบัติเมืองพะเยาต่อ ๆ กันมา ถึงพระยาสิงคราช ในขณะตติยศักราช ๕๓๖ ปีกุน นพศก พระยาองค์นั้นมีราชโอรสองค์ ๑ สอนยากมิอยู่ในถ้อยคำของบิดาเลย ไปตั้งโรงชนไก่อยู่ทิศตะวันตกเมือง ร้องป่าวให้เจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎรทั้งหลายมาเล่นการพะนันชนไก่ที่นั่นทุกวัน ๆ และเล่นเบี้ยเล่นมะแกวทุกวันคืนมิขาดสักเวลา ฝ่ายพระ ยาสิงคราชผู้เป็นบิดาจึ่งรับสั่งให้มาเฝ้าถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งจึ่งมา แล้วบิดาก็สั่งสอนให้ตั้งตนเป็นผู้ดี ถึงหลายครั้งแล้วก็หาได้ฟังคำสั่งสอน


๔๙ บิดาไม่ พระยาสิงคราชผู้เป็นบิดาก็โกรธจึ่งถอดพระแสงไล่ฟันมิให้อยู่ในเมือง ฝ่ายพระราชโอรสสององค์นั้นครั้นรู้ว่าบิดาโกรธมิให้ตนได้เข้าเมืองดั่งนั้น ก็เกลี้ยกล่อมประชาชนทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายจะทิ้งเราเสียหรือ ๆ จะโกรธด้วยบิดาเรา หรือมีความรักเรา ฝ่ายคนทั้งหลายนั้นก็กล่าวว่าพวกข้าพเจ้าทั้งปวงมีความคิดถึงพระราชบุตรเจ้ามาก พระราชบุตรเจ้าเสด็จไปตำบลใด พวกข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอตามไปตำบลนั้น ฝ่ายว่าบุญเมืองราชบุตรก็ให้คนทั้งหลายที่จะเป็นพรรคพวกด้วยท่านนั้นให้เข้าถือน้ำพิพัฒน์ต่อกัน แล้วท่านจึ่งกล่าวซึ่งคนทั้งหลายว่า พวกเราจงพากันสร้างกำแพงเมืองอยู่ที่นี้เทอญ ท่านชี้แจงให้คนทั้งปวงทำให้เรียบร้อยดีแล้ว จึ่งตั้งโรงศาลตัดสินความที่สนามชนไก่ สร้างวังอยู่ที่บ่อนเล่นมะแกว สร้างวัดหลวงขี้เหล็กที่ป่าไม้ขี้เหล็กนั้น ตรงกะหลักเมือง แล้วเอาน่างมาขึงไว้ น่าง นั้นเป็นเครื่องดักกระต่าย แล้วก่อกำแพงเมืองให้เหมือนแบบนั้นแล ประตูมี ๘ ประตู คือ (๑) ประตูไชย (๒) ประตูหอกลอง (๓)ประตูเหล็ก (๔) ประตูท่านาง (๕) ประตูศรี (๖) ประตูปราสาท (๗) ประตูแป้น (๘) ประตูอ่อมป่อม มี ๘ ประตูแล ตั้งแต่ประตูหอกลอง ทิศเหนือไปถึงประตูปราสาททางทิศใต้ยาว๕๒๓วา แต่ประตูไชยทิศตะวัน ออกไปถึงประตูเหล็กตะวันตกยาว ๗๓๑ วาแล สระที่ราชบุตรบุญเมืองไปต่อนกเป็ดนั้นคือหนองเอี้ยง สระภูมิเมืองมีทิศอิสาณ ทุกวันนี้เรียกกันว่าหนองแว่น แต่เดี๋ยวนี้ถมดินขึ้นราบเสมอกันแล้วแล ไชยภูมิเมือง


๕๐ มีที่เขาพระเจดีย์จอมทอง คือเป็นจอมเกศเกล้าเมืองพะเยาแล ฝ่ายว่าบุญเมืองราชบุตรองค์นั้น ครั้นสร้างกำแพงเมืองเสร็จทั่วบริบูรณ์แล้ว ท่านก็รู้สึกว่าตัวกูหนอมิได้อยู่ร่วมบิดามารดา ก็เหตุกูนี้ ชั่วร้ายใจนักเลง อย่ากระนั้นเลย แต่นี้ไปกูจะกระทำตัวเป็นผู้ดี แล้วท่านก็ไปกราบทูลพระยาสิงคราชผู้เป็นบิดา ขอขมาโทษที่คนได้ประพฤติร้ายแต่ก่อนนั้น แล้วท่านก็ช่วยบิดาทนุบำรุงบ้านเมืองให้รุ่งเรืองขึ้น ครั้นพระยาสิงคราชผู้เป็นบิดาพิราลัยไปแล้ว ราชบุตรบุญเมืองครองสมบัติแทนบิดา ท่านก็ตั้งอยู่ตามชอบธรรมและปฏิสังขรณ์วัดวาศาสนา พระพุทธ พระบาท พระเจดีย์ กุฎิวิหาร การเปรียญชำรุดทรุดโทรม ท่านก็ได้ทนุบำรุงให้รุ่งเรืองถาวรไปข้างหน้า แล้วท่านก็แช่งไว้ว่า ท้าวพระยาองค์ใดเสวยสมบัติในเมืองพะเยานี้ ทำลามกประพฤติร้ายเช่นอย่าง ข้าพเจ้าเมื่อเป็นแต่ก่อนล่วงมาแล้ว ก็ให้ท้าวพระยาองค์นั้น อายุสั้น บ้านเมืองก็ให้เป็นอันตรายไปต่าง ๆ ท่านแช่งไว้เมื่อวันฝังพัทธสีมา วัดหลวงขี้เหล็กกลางประชุมสงฆ์ทั้งปวงแล ตั้งแต่พระยาเมืองตู๋เสวยสมบัติเมืองพะเยา มาถึงเจ้าฟ้ามังธา เมืองหงสาได้ปราบเมืองลานนาไทยนานได้ ๗ ปี ตราบเท่าถึงเจ้าฟ้าสุทโธเมืองอังวะได้ปราบลานนาไทยนานได้ ๔๐ ปี ต่อมาถึงเจ้าฟ้าเมืองได้ครองสมบัติเมืองพะเยา เมื่อศักราช ๑๑๔๙ ปีมะแม นพศก ขณะนั้นเมืองพะเยา เมืองเชียงราย เมืองฝาง เมืองปุ เมืองสาด เมืองปาย ๖ หัวเมืองนี้คิดกบฎต่อพม่า แล้วเมืองพะเยามิสมนึก เมืองพะเยาก็


๕๑ แตก เจ้าฟ้าเมืองผู้ครองเมืองพะเยาก็หลบตัวมาอยู่นครลำปาง ได้ไปนอบน้อมรับเอาราชการพระเจ้ากรุงสยาม จะกล่าวเมื่อกลับจากนครลำปางขึ้นตั้งเมืองพะเยาก่อน ถามว่า จากนครลำปางขึ้นตั้งเมืองพะเยานั้นปีใด ตอบว่า ปีเถาะ เบญจศก ศักราช ๑๒๐๕ ปีแล ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ขึ้นมาถึงเมืองพะเยาเดือนไร ตอบว่า เดือน ๓ ใต้ เป็นเดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วันพฤหัสบดี ถามว่า ปีนี้เจ้าขึ้นพักอยู่บ้านไหน ตอบว่า พักอยู่บ้านตุ่น ถามว่า เสด็จเข้าตั้งอยู่ในเมืองปีใด ตอบว่า ปีมะโรง ฉศก วันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นเดือน ๒ ใต้ ศักราชได้ ๑๒๐๖ ปีแล ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์เสียตาไปปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๐๖ ปีมะโรง ฉศก คือปีเข้าตั้งอยู่เมืองนั้นแล ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ครองสมบัติได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๖ ปีแล ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ถึงแก่กรรมปีใด ตอบว่า เมื่อศักราชได้ ๑๒๑๐ ปีวอก ทศศก ถามว่า เจ้าหลวงยศลงไปรับสัญญาบัตรปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๑ ปีระกา เอกศก


๕๒ ถามว่า เจ้าหลวงยศครองเมืองได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๗ ปี ถามว่า เจ้าหลวงยศได้สร้างการบุญสิ่งใด ตอบว่า ปฏิสังขรณ์บำรุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดศรีครมคำ ทุ่งเอี้ยง และสร้างวิหารมุงคาไว้ ไฟไหม้เสีย พระพุทธ รูปก็เศร้าดำไป ถามว่า เจ้าหลวงยศถึงแก่กรรมปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะ สัปตศกแล ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ลงไปรับสัญญาบัตรปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะ สัปตศก วันอังคารแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑ แล ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ล่วงไปนานกี่ปี ตอบว่า ได้ ๑ ปีกับ ๑๐ เดือนแล ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์จากกรุงเทพฯ มาถึงพะเยาปีใด ตอบว่า ปีมะเส็ง นพศก ศักราช ๑๒๑๙ เดือน ๓ สิ้นเดือนมา ถึงพะเยา ถามว่า เจ้าหลวงขัตติยวงศ์ครองเมืองได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๖ ปีนับทั้งปีไปรับสัญญาบัตร ถามว่า เจ้าหลวงขัตติยวงศ์ได้สร้างการกุศลสิ่งใด ตอบว่า บำรุงซ่อมแซมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดศรีครมคำ ทุ่ง


๕๓ เอี้ยง ปิดทองใหม่ และสร้างพระเจดีย์จอมทองและวิหารจอมทอง และสร้างโบสถ์ใหม่ ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ถึงแก่กรรมปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๒๒ ปีวอก โทศก ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูไปรับสัญญาบัตรปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๒๒ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก โทศกแล ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูครองเมืองได้กี่ปี ตอบว่า ได้ครองเมือง ๑๑ ปีนับทั้งปีไปรับสัญญาบัตรนั้นแล ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูได้สร้างการกุศลสิ่งใดไว้บ้าง ตอบว่า ได้สร้างพระวิหารใหญ่ไว้ในเมือง และสร้างวิหารพระ พุทธองค์ใหญ่ คือ ต่อวิหารใหญ่นั้นออกอีก และ สร้างศาลาวัดจอมทองและสร้างระฆังใหญ่ไว้วัดหลวง ในเมือง ๑ ใบ วัดศรีครมคำ พระปฏิมาใหญ่ ๑ ใบ สร้างรสธรรมเทศนาได้ ๕๐ กัป ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูถึงแก่กรรมปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๓๒ ปีมะเมีย โทศก วันเสาร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถามว่า เจ้าหลวงอริยะไปรับสัญญาบัตรปีใด ตอบว่า ปีกุน สัปตศก ศักราช ๑๒๓๗


๕๔ ถามว่า เจ้าหลวงอิรยะครองเมืองได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๒๐ ปี ถามว่า เจ้าหลวงอริยะได้สร้างการกุศลสิ่งใดไว้บ้าง ตอบว่า ได้สร้างพระวิหารวัดสุง และสร้างสะพานที่สบตำเดี๋ยวนี้ ชำรุดทรุดโทรมเสียแล้ว ถามว่า เจ้าหลวงอริยะถึงแก่กรรมปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๕๕ ปีมะเมีย เบ็ญจศก ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศไปรับสัญญาบัตรปีใด ตอบว่า ศักราช ๑๒๕๕ ปีมะเมีย เบ็ญจศกแล ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศครองเมืองได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๑๑ ปี นับทั้งปีรับสัญญาบัตร ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศ ได้สร้างการกุศลสิ่งใด ไว้บ้าง ตอบว่า ได้สร้างพระเจดีย์ม่อนจิมศิลบ้านถำ แล้วจากนั้นมา สร้างพระเจดีย์แช่โหว่ พระเจดีย์วัดราชคฤห์วิหาร วัด ราชคฤห์ และวิหารวัดศรีครมคำ เหล่านี้มิทันสำเร็จ ท่านก็พิราลัยไปเสียก่อน และท่านได้สร้างมหาคัณฑิ คือ ระฆังใหญ่ไว้ในวัดจอมทอง ๑ ใบ และบำรุงกำแพง เมืองขึ้น ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรถึงแก่กรรมปีใด


๕๕ ตอบว่า ศักราช ๑๒๖๗ ปีมะเส็ง สัปตศก วันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๙ เวลาบ่าย ๑ โมง ตั้งแต่ปีเถาะ ฉศก ตก มาถึงปีมะเส็ง สัปตศก ศักราช ๑๒๖๗ นั้นได้กี่ปี ตอบว่า ได้ ๓๖ ปี ถามว่า ในระวาง ๓๖ ปีนั้น เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาล่วงไปกี่องค์ ตอบว่า ๖ องค์ ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศเกิดปีใด ตอบว่า ปีชวด เอศก ศักราช ๑๒๐๒ ณวันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ราตรีนั้นจะสู่เที่ยงนาม ๓ แล







๕๖ ตำนานสิงหนวติกุมาร


ที่นี้จะกล่าวยังวงศาไทยเมืองหนึ่งก่อนแล ยามนั้นมหาศักราชได้ ๑๗ ตัวปีกดไจ้ ยังมีมหากษัตริย์ฮ่อตนหนึ่งชื่อว่า เทวกาล ว่าอั้น๑เป็นใหญ่กว่าไทยทั้งหลาย อยู่เสวยราชสมบัตินครไทยเทศ คือว่าเมืองราชคฤห์นครหลวงนั้นแล ส่วนเมืองอันนั้นก็บริบูรณ์ด้วยราชสมบัติเข้าของเงินคำ ช้างม้าวัวควายผู้คนรี้พลมนตรีมากหลาย ยดยายคัดคั่ง ๒ บ่สังขยาได้ พอแม่ไก่ล่าถึงกันแล ส่วนว่ามหากษัตริย์ตนนั้นก็มีราชบุตร ๓๐ ตน ราชธิดา ๓๐ นาง ทั้งมวลมี ๖๐ แล ราชบุตรผู้เค้า ๓ ชื่อว่า พิมพิสารราชกุมารแล ราชบุตรผู้ถ้วน ๒ ชื่อว่าสิงหนวติราชกุมาร เหตุว่ามีลักษณะมีกำลังเป็นดังราชสีห์นั้นแล เมื่อนั้นมหากษัตริย์ตนพ่อนั้นก็แบ่งราชสมบัติหื้อ๔ แก่ลูกทั้ง ๖๐ คนนั้นแล ก็ตั้งยังพิมพิสารราชกุมารผู้เป็นเค้านั้นไว้ในที่เป็นอุปราชากับธิดาหนึ่ง หื้ออยู่ด้วยตนในเมืองราชคฤห์หลวงที่นั้นแล ก็แจกยังลูกชายลูกหญิงทั้งหลาย ๒๙ คนนั้น หื้อไปเสาะหาตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่ทั่วทิศ พลันดั่งสิงหนวติกุมารผู้ถ้วน ๒ นั้นกับน้องหญิงหนึ่ง ก็แบ่งเอาราชสมบัติกับด้วยมหากษัตริย์ตนพ่อแล้ว ก็สั่งอำลาคารวะเคารพยำยัง๕ มหากษัตริย์ตนชื่อว่าเทวกาล อันเป็นราชบิดาและราชมารดาแห่งตนแล้ว ก็ริบรวมเอาเข้าของสมบัติช้างม้า ๑ นั้น ๒ เรียงลำดับคับคั่ง ๓ ต้น ๔ ให้ ๕ ยำเยง


๕๗ วัวควายรี้พลมนตรีคนครัวแสนหนึ่งแล้ว ก็เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวงแล้ว ก็ข้ามน้ำแม่สาระพูไปทางหนอาคเนย์ คือว่าหนวัน ออกชวยใต้ไปไกลนัก ลำดับไปอรัญประเทศป่าไม้ดงดอยซอกห้วยราวเขาและแม่น้ำใหญ่น้ำน้อยทั้งหลายมากนัก ตั้งแต่เดือนอาสาทออก ๒ ค่ำวันพุธ เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวงไปได้ ๔ เดือน จึ่งไปฮอด ๑ ไปถึงประเทศที่หนึ่งมีสถานอันราบเพียงเรียงงาม มีแม่น้ำใหญ่แม่น้ำฮาม ๒ น้ำน้อยมากนัก ก็บ่พอใกล้แม่น้ำขรนที๓ เท่าใด คือว่าแม่น้ำห้วยน้อยอันจักสร้างไร่แต่งนาดีนักแล เป็นแคว้นเมืองสุวรรณโคมคำแต่เก่านั้นแล กาลบัดนี้ก็หากมีแต่มิลักกยู ๔ ทั้งหลายอยู่ยังซอกห้วยราวเขาพูดอยไขว่ไปสู่ที่แล ยังมีขุนหลวงผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าลาวกะยูว่า อั้นก็เป็นใหญ่กว่ามิลักขุทั้งหลาย ก็อยู่ยังดอยดินแดนอันมียังหนปัจฉิม ทิศประเทศที่นั้นแล ยามนั้นสิงหนวติกุมรก็ไปรอดที่หนึ่งหมดไส๕ กว้างขวางนัก บ่ไกลแม่น้ำใหญ่น้ำฉามไปบ่รอดน้ำแม่ขรนทีนั้นไกลเจ็ดพัน วา เมืองสุวรรณโคมคำเก่านั้นก็มีปากน้ำแม่ขรนทีก้ำหน้านั้นแล เมื่อนั้นท่านก็แปงปาง ๖ จอดยั้งเอาชัยอยู่ที่นั้น รอดเดือน ๖ ค่ำ ๑ วันศุกร มหาศักราชขึ้นแถมตัวหนึ่ง เป็น ๑๘ ตัวปีฮวงเป้า วันนั้นยังมีพระยานาคตัวหนึ่งชื่อว่าพันธุนาคราชนั้น ก็เนรมิตตนเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง แล้วก็เข้ามาสู่ที่อยู่เจ้าสิงหนวติกุมารแล้ว ก็กล่าวเซิง๗ สิงหนวยติกุมารว่า ๑ รอด , ถึง ๒ ราม, กลาง ๓ แม่น้ำโขง ๔ ชาวป่าเถื่อน หมายความถึงชาติละว้า ๕ สะอาด ๖ ตั้งค่าย ปลูกที่พัก ๗ ซึ่ง

๕๘ ดูกรเจ้ากุมาร ท่านนี้เป็นลูกท่านพระยากษัตริย์ หรือว่าเป็นเศรษฐี และคหบดีกฎุมพีและพ่อค้าอั้นซา๑ ลุกบ้านใดเมืองใดมาซา เจ้ากุมารมานี้ประโยชน์อันใดซาว่าอั้น เจ้าสิงหนวติกุมารกล่าว่า พราหมณ ดูกรท่านพราหมณ์ เรานี้ก็เป็นลูกมหากษัตริย์ตนชื่อว่า เทวกลาล อัน เป็นเจ้าเมืองราชคฤห์หลวงโพ้นแล เรานี้มาเพื่อจักแสวงหาที่สร้าง แปลงเมืองอยู่แดว่าอั้น เมื่อนั้นนาคพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวดีแท้แล ท่าน จุ่งตั้งอยู่สถานที่นี้ให้เป็นบ้านเมืองอยู่เทื้อะ จักวุฒจำเริญดีบรมวน ด้วยเข้าของสมบัติสะแด ๒ ประการหนึ่งเล่า ซ้ำเศิกทั้งหลายเป็นต้นว่าเศิกมหานครเมืองใหญ่ทั้งหลายจักมารบก็เป็นอันยาก เหตุนั้นน้ำแม่ใหญ่ทั้งหลายสะเภาโลกาก็มาบ่รอดและว่าอั้นแล้ว๓ เท่าว่าให้มีศักดิ์ มีใจรักยังคนแดสัตว์ทั้งหลายเทอะว่าอั้น เมื่อนั้นเจ้าสิงหนติกุมารจึ่งกล่าวว่า ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านนี้อยู่ฐานะที่ใดอยู่บ้านใดเมืองใด ท่านมีชื่อลือชาประการใด นาคพราหมณ์กล่าวว่า ข้านี้มีชื่อว่าพันธุ พราหมณ์อยู่รักษาประเทศที่นี้แต่เช่น๔ ตระกูลเค้ามาแล ท่านจุ่งใช้ สัปปุริสบ่าวเพื่อไปทวย๕ ดูที่อยู่แห่งข้าเทื้อะ ว่าอั้นแล้ว ก็ลาออกจากหนีไปแด สิงหนวติกุมารก็ใช้บ่าวเพื่อน ๖ ไปด้วยดูเจ็ดคนแล ครั้นว่าทวยไผหนหรดีไกลประมาณพันวาแล้ว ก็ลวด๗ กลับหายไปเสียแล เมื่อนั้นคนใช้หัน๘ เป็นสันนั้นแล้ว เขาก็กลับคืนมาบอกแก่เจ้าแห่งเขา ตาม ๑ นั้นแล ๒ แท้จริง ๓ ทั้งประโยคหมายความว่า เรือแพนาวามาไม่ถึง ๔ ชั่ว, คราว ครั้ง หมายลำดับกาล หมดทั้งประโยคว่า แต่ชั่วตระกูลเดิมมา ๕ ติดตาม ๖ เขา, ท่าน ๗ เลย ๘ เห็น ๕๙ ดังเขาหันนั้นซูอัน๑ แด เมื่อนั้นสิงหนวติกุมารได้ยินคำอันนั้นแล้ว ก็สะดุ้งใจอยู่แล ส่วนนาคพราหมณ์ผู้นั้นก็เอาเพศเป็นพระยานาคแล้ว ก็เที่ยวบุ่น๒ ไปหื้อเป็นเขตต์ชื่อเวียงกว้างสามพันวารอดสู่ก้ำ๓ แล้วก็หนีไปสู่ที่อยู่แห่งตนแล ครั้นว่าคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้ว สิงหนวติกุมารท่านก็หันเป็นประการสันนั้น ก็มีใจชมชื่นยินดีแล้ว ก็ให้หาพราหมณาจารย์มาแล้ว ก็ถามพราหมณ์อาจารย์ว่า พราหมณ์ผู้มาบอกให้เรานี้ จักเป็น เทวบุตรเทวดาหรืออินทร์พรหมอั้นซาว่าอั้น เมื่อนั้นพราหมณ์อาจาย์ จึ่งกล่าวว่า ตามดังข้าผู้เฒ่ามาพิจารณาดูนี้ จักเป็นพระยานาคสะแดว่าอั้น๔ เมื่อนั้นก็พร้อมกันเข้าแต่งเรือนหลวงแปลงหอเรือแล้วบรมวน ก็เข้าอยู่เป็นเมืองอันใหญ่แล้ว พราหมณ์อาจารย์ผู้นั้นก็พิจารณาเอา ชื่อพระยานาคว่าพันธุนั้นกับชื่อกุมารผู้เป็นเจ้านั้นชื่อสิงหนวติกุมาร สมด้วยกันแล้ว ก็เรียกว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวตินครนั้นแล เจ้าสิงหนวติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองนาคพันธุสิงหนวตินครที่นั้นแล้ว ท่านก็มีอาชญาใช้ไปเรียกร้องเอาขุนหลวงมิลักขุทั้งหลาย ให้เขามาสู่สมภารแห่งตนเลี้ยง๕ แล แต่นั้นไปหน้า ๓ ปี ยังมีเมืองอันหนึ่งอยู่หนหรดี ไกลประมาณ ๔ คืนทาง มีข้างหัวน้ำกุกกุฎนที ๖ที่นั้นมีชื่อว่าเมืองอุโมงค์เสลานครว่าอั้น เมืองอันนั้นเป็นที่อยู่แห่งชาวขอมทั้งหลายแลส่วนว่าเวียงขอมก็เป็นเมืองพร้อมกันกับเมืองสุวรรณโคมคำ แต่เช่น ๑ ทุกอัน, ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ๒ คุ้ย ควัก เจาะ ๓ ข้าง, ฟาก ,ทิศ , ด้าน ๔ แท้ ทีเดียว , แท้จริง ๕ สิ้น, ทั้งสิ้น ๖ น้ำแม่กก


๖๐ ศาสนาพระเจ้ากัสสปมาต่อเท่าบัดนี้ บ่หล่าง๑ แล เหตุนั้นพระยาขอมตนเป็นเจ้าเมืองอุโมงค์เสลานครนั้น จึ่งมีมานะกระด้างแข็งบ่เข้ามาสู่สมภารเจ้าเมืองนาคพันธุสิงหนวตินครเพื่ออั้นแล เมื่อนั้นเจ้าสิงหนวติกุมารท่านก็ยกเอาพลกำลังไปชะนะเอาพระยาขอมแล เมืองอุโมงค์เสลานครได้เข้ามาสู่สมภารแต่นั้นแล มหาศักราชได้๒๒ ตัวปีดับไส้ตั้งแล้วได้ ๕ ปี ท่านก็ได้ปราบลานนาไทยทั้งมวลแล้ว เสนาอำมาตย์และพราหมณาจารย์ ทั้งหลาย ก็พร้อมกันเอาอุสาภิเศก๒ ยังเจ้าสิงหนวติกุมารขึ้นเป็นเอกราช มหากษัตราปราบลานนาไทยทั้งมวลมีชื่อว่าพระยาสิงหนวติราชกษัตราเจ้าแต่นั้นมาแล ในเมืองอันนั้นก็บรมวน๓ ด้วยผู้คนช้างม้าวัวควายเข้าของสมบัติมากนัก บังเกิดเมืองใหญ่แต่นั้นมาแล ออกรัฐแห่งท่านหนบุพพทิศมีน้ำแท้เป็นแดน หนปัจฉิมทิศมีดอยรูปช้างขุนน้ำย้อยมาหาแม่คงเป็นแดน หนอุตรทิศมีท่าง๔ หนองแสเป็นแดน หนทักษิณทิศก้ำใต้มี ลวรัฐเป็นแดน แห่งท่านทั้งมวลแล บ้านเมืองที่นั้นก็อยู่เย็นเป็นสุขขึ้น บ้านหาโจรมารบได้สักอันแล ท่านสร้างเมืองนาคพันธุสิงหนวติลูกนี้ อยู่มาได้ ๕๒ ปี มหาศักราช ๖๗ ตัวปีเมิงไค้ เดือน ๑๐ ทุติยเพ็ญวันพฤหัสบดียามรุ่งแจ้ง แผ่นดินไหวหวั่นฟ้าร้องดอยคางมากนักปูน๕ อัศ- จรรย์ขนคิง ๖ ลุกสู่คนแล ศักราชได้ ๖๘ ตัวปีเบิกไจ้ เดือน ๘ เพ็ญวันศุกรยามรุ่งแจ้ง แผ่นดินไหวฟ้าร้องดอยคาง ฝนตกน้ำใหญ่น้ำน้อยปูนอัศจรรย์มากนัก แต่นั้นมารอดศักราช ๙๗ ตัวปีเมิงไส้ เดือน ๑๐ ๑ สงสัย ๒ อภิเศก ๓ บริบูรณ์ ๔ ทางน้ำ ๕ เป็นที่ ๖ ตัว

๖๑ เพ็ญจันทร์ยามค่อนรุ่ง แผ่นดินซ้ำไหวหวั่นฟ้าร้องดอยคางสามทีนี้แล แต่นั้นมารอดมหาศักราชได้ ๑๐๒ ตัวปีเตาเสด เดือน ๘ ออก ๑๔ ค่ำ วันอังคารยามตูดซ้าย๑ แผ่นดินซ้ำไหวหวั่นก้องฟ้าร้องดอยคาง เป็นมหาปางอันใหญ่ปูนอัศจรรย์ใจกว่าทุกทีทั้งหลายแล ท่านตั้งเมืองมาได้ ๕๗ ปีนี้ แผ่นดินไหวใหญ่ ๔ เถื่อ๒ นี้แล เมืองนาคพันธุสิงหนวตินคร ที่นั้นมีน้ำแม่ขรนทีคือว่าห้วยไค้อันไหลมาแต่ท่างหนองหลวงพระยากาจก แต่เมืองมิถิลานคร ๓ มาแล เป็นน้ำแม่ใหญ่เมืองพันธุสิงหนวตินครลานนาลูกนี้แล ทีนี้จักกล่าวให้รู้มูลอันตั้งเป็นเมืองพันธุสิงหนวตินครราชธานี อันมาตั้งอยู่ฝ่ายน้ำขรนทีก้ำวันตกนี้ ยามเมื่อปัญจวิโลกนะจักมาบรมวนแห่งพระพุทธเจ้าโคตมสักยมุณีจักเกิดมานั้นแล เมืองสุวรรณโคมคำ เก่านั้นหากมีแคมฝั่งน้ำแม่ขรนทีฝ่ายก้ำวันออกพู้น แต่เช่นศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปนั้นมาบ่ได้กิตนา๔แล พระยาพันธนติเสวยเมืองโยนกนครที่นี้ได้ ๒๙ ปี อายุได้ ๗๑ ก็จุติไปในปีศักราชได้ ๑๔๘ ตัว ปีพระพุทธเจ้านิพพานนั้นแล อชุตราชตนลูกขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ในเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสน ที่นี้ก็ในศักราชเดียวนี้แล ยามนั้นพระยาอชุตราชเจ้าท่าน ก็รู้ประวัติข่าวสารว่านางปทุมวดีลูกพระฤาษีอยู่ดอยดินแดงที่นั้นทรงรูปอันงาม ท่านก็หราง๕ เอาสุวรรณ ๔๐๐,๐๐๐ แล้วรอง ๖ ๑ ตูด=-เช้า , ซ้าย=บ่าย , ตูดซ้าย=-ร่วมบ่าย ๒ เตื๊อ, ครั้ง ๓ หมายความถึงแคว้น ยูนานของจีน ๔ พูดถึง ๕ หลอม ๖ เห็นจะเป็นรวม ๖๒ รี้พลโยธา ไปขอเอานางปทุมวดีกับฤๅษีเจ้าแล จึ่งจักไหว้ว่า ตาปส ข้าแต่พระดาบสฤๅษีเจ้า จุ่งเมตตาให้นางปทุมาวดีกุมารีแก่ข้าแดเทื้อะ แล้วก็ถวายคำ ๔๐๐,๐๐๐ ตอบคุณฤๅษีเจ้านั้นแล เมื่อนั้นกัมมโลฤๅษีก็กล่าวแก่ราชบุตรีปทุมวดีว่า ดูกรปทุมาวดีเหย บัดนี้พ่อจักปูกยัง๑ เจ้าลูกให้ได้เป็นภริยาบาทบริจาริกากับพระยาเจ้า พ่อนี้ก็เฒ่าแก่เสียแล้ว ก็จักใกล้เลี้ยงอายุอยู่แล้ว ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกบุตรีราชธิดากับพระยาอนุชุตราชเจ้าแล้วก็อับ๒ คำ ๔๐๐,๐๐๐ นั้นให้นางแล้ว กล่าวว่านางจุ่งเอาคำ ๔๐๐,๐๐๐ นี้เมื้อหล่อให้เป็นลูกกวางแล้ว สมมุติเป็นแม่คบยำ๓ บูชาทุกวันเทื้อะ นางก็จักสมฤทธิ์มีอายุยืนนัก พระยาอชุตราชเจ้ากับนางปุทมวดีก็กระทำคบยำคารวะยังพระมหาฤาษีเจ้าตนพ่อแล้ว ก็เอากัน๔เสด็จเมื้อสู่เวียงโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนแห่งตนแล้ว ส่วน ว่านางปทุมวดีก็หาช่างคำมาหล่อให้เป็นลูกกวางแล้ว ก็แปงมณฑปไว้บนหัวแล้ว ไหว้บูชาทุกเช้าค่ำสมมุติเป็นแม่แห่งตนแล ด้วยเหตุนางคบยำยังคำฤาษีเจ้าตนพ่อและแม่กวางคำนั้น นางก็สัมฤทธิ์ทุกประการแล ส่วนพระยาอชุตราชมหากษัตริย์เจ้านั้น ก็ด้วยเดชะสัทธรรมแห่งท่านและอันบ่ละประเพณีธรรมนั้น เดชะแห่งท่านซาบปราบไปหนอุตระทิศก้ำเหนือมีทางหนองแสเป็นแดน หนทักษิณทิศก้ำใต้เขตต์ลวะรัฐคือสบแม่น้ำ ระมิงเป็นแดนแล หนบุพพทิศก้ำตะวันออกมีสบน้ำแม่มัวแดนเมืองจุฬนีนั้นเป็นแดนแล หนปัจฉิมทิศก้ำตะวันตกมีดอยเขาลูกช้างหัวน้ำย้อยมา ๑ ปลูกฝัง ๒ มอบ ๓ เคารพยำเกรง ๔ พากัน


๖๓ ตกแม่คงเป็นแดน ก็เป็นอาณาเขตต์แห่งท่านทั้งสิ้น เมืองโยนกนคร ไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ปรากฎเป็นราชธานีอันใหญ่แล ครั้งนั้นโบราณศักราชเก่าได้ ๑๔๘ ตัวบ่เสมอแล พระยาอชาตศัตรูก็พร้อมกันกับด้วยมหากัสสปเถรเจ้าตัดเสียแล้ว และตั้งมหาศักราช ใหม่ไว้ตัวหนึ่งในปีเมิงเม็ด เดือน ๕ เพ็ญแล ยามนั้นมหากัสสปเถรเจ้าก็มาคิดในใจว่า อายุปูนนี้ก็ได้ ๑๒๐ เต็มบริบูรณ์แล้ว ในเดือน ๖ เพ็ญนี้กูจักเข้าสู่นิพพานแล พระมหาเถรเจ้าก็เอาธาตุดูกด้ามมีด๑ ก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง กับธาตุเจ้าทั้งหลายสามสถานคือมหันตามัชฌิมาขุททกาทั้งปวง ๕๐๐ พระองค์ ใส่ลงในพระโกศแก้วพระธรรมราชแล้ว ก็พาอรหันตาทั้งหลาย ๕๐๐ พระองค์ แล้วก็ยกเอามหาธาตุเจ้าสยอง๒ มาด้วยลวง๓ อากาศแล้ว ก็มาสู่เมืองโยนกนครช้างแสนแล้ว ก็เมตตาพระยาอชุตราชตนเป็นเจ้าแก่เมืองโยนกนครช้างแสนแล้ว ก็บอกยังนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้นั้นให้พระยารู้ ๖ ประการ เมื่อนั้นพระยาอชุตราชกษัตริย์เจ้าก็มีใจชมชื่นยินดีบังเกิดศรัทธาแล้ว ก็ให้หาช่างเครื่องทั้งหลายมากระทำพระโกศเงิน พระโกศทอง รับซ้อนเอาพระโกศแก้วธรรมราชนั้นแล้ว ก็บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้เงินดอกไม้ ทอง ช่อธงฉัตรจ้อง๔ ปกกางบูชามากนักแล้ว ก็เอาเสนาสกลโยธา แห่แหนยังพระบรมธาตุเจ้า ออกจากเวียงโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรี ช้างแสนที่นี้ ก็หามมหาธาตุเจ้าขึ้นไปสู่จอมดอยตายสี คือดอยดินแดง ๑ ไหปลาร้า ๒ ผยอง, เหาะลอย ๓ ทาง ๔ ร่ม


๖๔ นั้น พร้อมกับด้วยมหากัสสปเถรเจ้าแล้ว มหากัสสปเถรเจ้าก็ยกเอา พระโกศพระมหาธาตุเจ้าขึ้นตั้งไว้เหนือหินก้อนหนึ่ง อันพระพุทธเจ้านั่งเมื่อครั้งก่อนนั้น มหากัสสปเถรเจ้าก็อธิษฐานขอให้มหาธาตุเจ้ามุดจมลงในหินก้อนหนึ่ง ครั้งนั้นมหาชินธาตุเจ้าก็แผ่ปาฎิหาริย์แจ้งทั่วเมือง ทั้งมวลนาน ๗ วัน ๗ คืน แล้วก็พาพระโกศจมลงไปในก้อนหินลึกประ มาณ ๘ ศอกนั้นแล กาลนั้นพระมหาเถรเจ้าก็อธิษฐานคันธงบูชาพระมหาธาตุเจ้าไว้หนขวาเมื่อขึ้นนั้นกางสูงประมาณ ๘,๐๐๐ วา ธงห่างประมาณ ๗,๐๐๐ วา กว้าง ๕๐๐ วา แต่นั้นมาคนทั้งหลายเห็นแล้วจึงจักเรียกว่าดอยธงแต่นั้นมาแล ยามนั้นพระยาอชุตราชมหากษัตริย์เจ้าก็เรียกร้องขุนลวะ คือ ว่าปู่เจ้าลาวจกทั้งสองผัวเมียมาแล้ว ก็ให้คำหมื่นหนึ่งแล้วก็ขอเอาเขตต์แดนด้านไหน ๓,๐๐๐ วาทุกด้าน กับมีมิลักขุ ๕๐๐ ครัวแล เมื่อนั้นปู่เจ้าลาวจกก็ปันเข้าของให้ลูกทั้ง ๓ ชายนั้นแล้ว ผู้เค้าให้ไปกินเมืองควาน ผู้ถัดให้ไปกินเวียงศรีทวง ผู้ปลายนั้นให้ไป กินเมืองระเอกแล้ว ก็รักเอาคำกับอชุตราชเจ้านั้นแล๑ อชุตธรรมิกราชาเจ้าก็เวนถวายให้เป็นทานแก่มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็หยาดน้ำตกเหนือแผ่นดินแช่งไว้กับมหาธาตุเจ้าบ่ให้บุคคลผู้ใดม้าง๒ เทแล ใคร่รู้ถี่แท้ให้ดูตำนานดอยทุงนั้นรู้แจ้งทุกประการแล ยามนั้นกัมมโลฤๅษีอันเป็นพ่อเลี้ยงแห่งนางปทุมวดีราชเทวี ก็จุติตายก่อนนั้นสองเดือน แล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดยัง ๑ คือปู่เจ้าลาวจกนั้นได้รับเอาทองคำที่พระราชทานจากอชุตราช ส่วนเข้าของที่ว่าปู่เจ้าลาว ปันให้ลูกนั้น เป็นเข้าของส่วนตัว ๒ ทำลาย, พัง


๖๕ พรหมโลก เมื่อนั้นอชุตราชมหากษัตริย์เจ้าก็ให้ช่างคำมาหล่อเป็นรูป ฤๅษีเจ้าตนเป็นพ่อไว้ยังดอยมอกมุง๑ เมืองทางตะวันตกนั้นแล้ว อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าตามอัธยาศัยแห่งตนแล ยามนั้นเดือน ๗ เมืองยวนนี้เพ็ญยามสายอรุณขึ้นมาแล้ว มหากัสสปเถรเจ้าก็ไหว้นบเคารพยำยังพระมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้ว ก็เสด็จเมื้อสู่เมืองราชคฤห์นคร ยามเช้าบิณฑบาตข้าวมาฉันบริบูรณ์แล้ว ก็เข้าไปสั่งอำลาพระยาอชาตศัตรูเสร็จแล้ว ก็เสด็จเข้าไปสู่นิพพาน วันพุธยามเช้า ยังหว่างดอยเวฬุบรรพตที่นั้น มีดอยหุ้ม๒ อยู่ มีตนบ่มิได้เปื่อยเน่าตั้งอยู่ตลอดศาสนาพระเมตไตยเจ้า จักส่งสการด้วยฝ่ามือแห่งพระองค์นั้นแล ส่วนพระยาอชุตราชเจ้ามหากษัตริย์ก็กระทำทักษิณไหว้นพเคารพยำยังพระมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้ว ก็พาเอารี้พลสกลโยธา เสด็จมาสู่เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนที่อยู่แห่งตนแล้ว กระทำบุญไปบ่มิได้ขาดแล ศักราช ๒ ตัวปีระ-วายสัน เดือน ๗ เพ็ญ วันอาทิตย์ ครั้งนั้นมหากัจจายนเถรเจ้าก็อธิษ ฐานเอาธาตุกระดูกตาตีนพระพุทธเจ้าก้ำฝายังที่ถ้ำสัตตปัณณคูหาเมือง ราชคฤห์ที่นั้น ก็ได้มาทั้งสามสถานทั้งปวงมี ๒๔ พระองค์แล ก็ใส่พระโกศแก้วมรกตมีวรรณอันเขียวมีอรหันต์ ๕๐๐ ตน ก็เอาธาตุเจ้าเหาะมาทางอากาศแล้วก็มาสู่โยนกนครบบุรีศรีช้างแสนที่นี้แล้ว ก็บอกยังนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้นั้นให้พระยาอชุตธรรมิกราชตนเป็นเจ้าแก่เมืองยวนให้รู้แจ้งทุกประการ ครั้งนั้นธรรมิกราชเจ้าก็มีใจศรัทธายินดี ๑ มุม ๒ ล้อม


๖๖ ยิ่งนัก ก็ให้ช่างคำมาสร้างพระโกศเงินพระโกศคำ รับเอาพระโกศแก้ว อันทรงยังพระบรมธาตุเจ้าแล้ว ก็บูชาด้วยเครื่องสักการะบูชามากนัก ก็เอาขึ้นใส่สีวิกากาญจน์คำแล้ว ก็แห่แหนยังพระบรมธาตุเจ้าไปสู่รัตน-กูฏบรรพตดอยกูแก้ว อันมีหนทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งเวียงโยนก นครช้างแสนที่นั้น ไกลประมาณ ๒ คาวุตแล้ว ก็ขึ้นถึงสันดอย พระมหากัจจายนเถรเจ้า ก็ให้หามสีวิกากาญจน์ประทักษิณที่เกศาธาตุเจ้า ๓ รอบแล้วก็ลงตั้งไว้เหนือแผ่นดิน พระมหากัจจายนะเถรเจ้าก็กระทำไหว้นบเคารพยำด้วยที่ติดที่เท้า ๕ แห่ง๑ แล้วก็อธิษฐานขอให้มหาธาตุเจ้าจงลงในกวง๒ อุโมงค์ที่บรรจุเกศาธาตุนั้นก่อนแล้วก็ก่อดินอิฐใส่ฉัตรบริบูรณ์แล้ว ก็ฉลองทำบุญให้ทานตลอดถึงเดือน ๗ สิ้นเดือนเสร็จการฉลองบริบูรณ์ เดือน ๘ ออกค่ำ ๑ พระมหากัจจายนะ เถรเจ้าก็เหาะขึ้นกลับไปสู่เมืองราชคฤห์นครนั้นแล ส่วนอชุตราชเจ้าก็เสด็จกลับคืนสู่นิเวสน์สถานแห่งตน ศักราชได้ ๘๒ ตัวปีกันไส้ เดือน ๖ ขึ้น ๓ ค่ำ อชุตราชเจ้าก็เอาเสนาอำมาตย์ราชบริวารทั้งหลายออกไปสร้างยังเจดีย์สองหลัง กวมเกศาธาตุเจ้าที่ถ้ำกู่และถ้ำแปลงโปร่งฟ้าสองแห่งนี้เสร็จแล้ว เดือน ๖ วันเพ็ญวันพุธก็กระทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้ว ก็ขึ้นสู่นิเวสน์สถานแห่งตน และกระทำบุญให้ทานตลอดไปมิได้ขาดบ่มิได้ประมาทในทศราชธรรมแต่สักสิ่ง ส่วนว่าพระยาอชุตราช และนางปทุมวดีราชเทวีก็พร้อมด้วยราชบุตรและราชธิดามีอายุยืนมากนัก ๑ พร้อมด้วยองค์ห้า ๒ วง


๖๗ ศักราชได้ ๑๐๐ ตัวปีเมิงไค้ พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ ๑๐๐ พระวรรษาวันนั้น พระยาอชุตธรรมิกราชเจ้าเสวยราชสมบัติได้ ๑๐๐ ปี พระองค์ก็มีพระชนมายุได้ ๑๒๐ ปีบริบูรณ์ก็จุติไปแล พระมังรายนราชตนลูกมีอายุได้ ๔๖ ปี ขึ้นเสวยสมบัติเมืองนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้แทน ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๑๐๐ พระวรรษา ครั้งนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าก็รุ่งเรืองดีมาเหมือนดั่งแต่ก่อน ในกาลนั้นยังมีอรหันต์เจ้าองค์หนึ่งชื่อมหาวชิรโพธิเจ้าเป็นต้นกับฤๅษี๕๐๐ ตน ก็ไปนมัสการมหาธาตุเจ้ายังถ้ำสัตตปัณณคูหา อันมียังดอยเวภาร บรรพตในเมืองราชคฤห์นครที่นั้นแล้ว ก็อธิษฐานขอเอาพระบรมธาตุเจ้า ก็ได้ ๑๕๐ พระองค์แล้ว ก็เอาใส่พระโกศแก้วพระธรรมราชลูกเท่าหมากน้ำเต้าแล้ว ก็เหาะมาด้วยบนอากาศ ก็เอามาสู่เมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนแล้ว ก็บอกประวัตินิทานอันพระพุทธเจ้าหากทำ นายไว้นั้น แก่พระองค์มังรายนราชกษัตริย์ให้ทรงรู้ทุกประการ กาลนั้นองค์พระมังรายนราชเจ้าก็มีพระทัยยินดีมากนักแล้ว พระองค์ก็ให้นายช่างทั้งหลายมากระทำยังพระโกศเงินพระโกศทองซ้อนพระโกศแก้ว รับเอายังพระบรมธาตุไว้แล้ว ก็ตกแต่งยังเครื่องบูชาทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินทองมธุบุบผาราชาคันธมาลาจุณจันทน์ ตั้งคันช่อธงและฉัตรบูชาพร้อมเสร็จแล้ว ก็ยกมหาธาตุเจ้าแล้วก็รวมยังรี้พลคนการงานทั้งหลายมาพร้อมแล้ว ก็สมโภชฉลองพระมหาธาตุเจ้าและบริบูรณ์ ก็อัญ


๖๘ เชิญพระบรมธาตุเจ้าขึ้นสู่สีวิกากาญจน์ ก็ยกเอายังพระมหาธาตุเจ้าเสด็จแห่แหนพร้อมด้วยเครื่องดุริยางดนตรีแตรสังข์ บัณเฑาะว์ฆ้อง กลองประโคมพระบรมมหาธาตุเจ้า แห่ออกเวียงไปต่อเท่าถึงเกตบรร พตดอยธุง อันเป็นที่พระบรมธาตุบรรจุกระดูกด้ามมีดก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้านั้น ก็หามยังพระโกศพระบรมธาตุเจ้าปทักษิณหินศิลาที่ตนพระบรมธาตุเจ้านั้น ๓ รอบแล้ว อรหันตาเจ้ากับฤๅษีทั้งหลายไปพร้อม กันยกเอาโกศพระบรมธาตุเจ้าขึ้นประดิษฐานไว้เหนือหินอันมหาธาตุเจ้าบรรจุไว้ก่อนแล ครั้งนั้นอรหันตาทั้งหลายก็อธิษฐาน ขอให้ธาตุเจ้าพา พระโกศจมลงไปเป็นดั่งมหากัสสปเถรเจ้า หากอธิษฐานแต่ก่อนนั้นแล ในกาลนั้นมหาธาตุเจ้าก็กระทำปาฎิหาริย์รุ่งเรือง ส่องรัศมีทั่วทิศานุทิศแคว้นเมืองโยนกนครทั้งมวล แล้วก็จมลงไปในก้อนหินที่นั้น ลึกประ มาณ ๗ ศอก บนพระบรมธาตุเจ้าก่อนนั้นศอกหนึ่ง และธาตุเจ้าทั้งมวล ก็ตั้งอยู่ในหินก้อนนั้นมี ๖๒๐ พระองค์แล พระองค์มังรายนราชเจ้าก็ให้ค่าจ้างแก่ช่างทั้งหลาย ให้ก่อมหาเจดีย์กวมก้อนหินอันทรงไว้ซึ่งพระบรมธาตุเจ้านั้นสูง ๗ ศอก ทาสะทาย๑ แล้วใส่จังโก๒ เงินจังโกคำประดับด้วยแก้ว ๗ ประการใส่ฉัตรหมากชมพูคำแล้วบริบูรณ์ ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานเป็นสมัยกาลอันใหญ่นานได้ ๓ เดือน ถึงเดือน ๖ เพ็ญ วันพุธก็สำเร็จบริบูรณ์ พระมังรายนราชเจ้าก็ซื้อเอามิลักขุทั้งหลาย ๕๐๐ ครัว อันอชุตราชเจ้าซื้อเอากับปู่เจ้าลาวจก บริจาคไว้รักษาพระ ๑ ถือปูน ๒ พานแว่นฟ้า, ผะอบ เป็นคำร่องหรอมาจาก จังโกฏก์


๖๙ บรมธาตุนั้นเป็นราคา ๑,๐๐๐ ตำลึงทองแล้ว ก็เอามาโอกาส ๑ หยาด น้ำถวายให้เป็นทานกับพระมหาธาตุเจ้าดั่งแต่ก่อนแล้ว ก็สัมบถสาบานแช่งไว้ว่า บุคคลหญิงชายท้าวพระยามหากษัตริย์ประชานรราษฎร์ผู้ใด มีใจยินดีกับด้วยวัตถุทานและทาสทานแห่งพระองค์เรานี้ดั่งนั้น แม้ว่าบุคคลผู้นั้นปรารถนาเอาอย่างใดก็จงพลันอุดมสมฤทธิตามวิมติมัคค์ทุกอันเทอญบุคคลผู้ใดเบียดเบียนกระทำร้ายของทานแห่งพระองค์นี้ คือว่า ใช้สอยใส่เวียกตกการ๒ ชาวเมืองมิลักขุทั้งหลายเหล่านี้ และริดม้าง๓ เทเสี่ยให้นิราสคลาดเสียจากที่ มิให้เขาได้อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าที่นี้ดั่งนั้นให้บุคคลผู้นั้นวินาสฉิบหายจากภรรยาบุตราบุตรีญาติทั้งหลายแล จากไร่ นาคามเขตต์ประเทศแห่งมัน ตลอดถึงสืบบรมราชภัยไปภายหน้า ก็จุติตายไปแล้วให้ได้ไปจมอยู่ในอเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าเกิดมาหมื่นตนแสนตน อย่าให้มันได้รู้ได้เห็นแม้แต่สักตนหนึ่ง แม้ในปัจจุบันชาติเอา เขาไปไว้ประเทศบ้านใด เมืองใด ดั่งนั้นก็ให้ร้อนไหม้ฉิบหายในที่นั้นอย่าให้รุ่งเรืองแก่มันเทอญ เหตุว่าเขาได้เป็นข้าโอกาสหยาดน้ำแต่เช่น อชุตธรรมิกราชเจ้าสืบ ๆ มาแล พระองค์มังรายนเจ้าก็สบถแช่งไว้ดั่งนี้แล เดือน ๖ แรมค่ำ ๑ มหาวชิรโพธิเจ้าก็กระทำปทักษิณยังพระมหาธาตุเจ้าแล้ว ก็เหาะเมื้อสู่เมืองราชคฤหนครนั้นแล ส่วนฤาษี ๕๐๐ ตน ก็อยู่ปฏิบัติอุปัฎฐกามหาชินธาตุเจ้าที่นั้นแล ส่วนว่าปู่เจ้าลาวจก ๒ คนผัวเมียก่อนนั้น ครั้น ๑ ประสิทธิประสาทให้ ๒ ใส่เวียกตกการ = ใช้การงาน ๓ ริดม้าง = ตัดล้าง, ตัดรอน, ทำลาย


๗๐ ว่าเอาเขตต์แดนถวายเป็นทานพร้อมกับอชุตราชเจ้าก็บ่มิได้หนีไปอยู่แห่งใด ก็มีใจศรัทธาอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนทุกค่ำเช้ามิได้ขาด ครั้นว่าจุติก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาเทวบุตรอยู่ปลายเขายุคนธรนั้นแล ส่วนว่าองค์มังรายนเจ้าก็ไหว้นบเคารพยำยังมหาธาตุเจ้า เสร็จแล้วก็เสด็จกลับคืนมาอยู่เมืองโยนกนครราชธานีศรีช้างแสนอันเป็นที่อยู่แห่งตน แล้วก็กระทำบุญให้ทานบ่มิได้ขาด มิได้ประมาทในศีล ๕ ศีล ๘ แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็บ่ละยังทศพิธราชธรรมเสียสักอัน ก็บริบูรณ์ด้วยสมบัติแลลูกหญิงลูกชาย ศักราชได้ ๕๐ ตัว พระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๑๒๐ พระวรรษา ท่านก็มีราชบุตร ๒ คน ราชธิดา ๒ คน ราชบุตรผู้พี่มีนามชื่อว่าพระองค์เชืองมีอายุได้ ๕๕ ปี ผู้น้องชื่อว่าไชยนารายณ์ มีอายุได้ ๕๐ ปี เมื่อนั้นพระองค์มังรายนราชมหากษัตริย์ตนพ่อ ก็กระทำยังพระองค์เชืองตนพี่นั้นให้เป็นมหาอุปราช แล้วกับลูกหญิงผู้หนึ่งให้อยู่ยังเมืองโยนกด้วยตนแล้ว ก็แบ่งยังราชสมบัติข้าคนช้างม้าวัวควายคนครัวแสนหนึ่ง ให้แก่ไชยนารายน์ตนน้องกับลูกหญิงผู้สุดท้องนั้น แล้วก็ แปงให้แต่เมืองที่ใหม่ คือของใต้หนบุพพทิศกว่ามูล ๑ เกิดเป็นเกาะดอน อันใหญ่ที่เมืองสุวรรณโคมคำเก่าศักราชได้ ๑๕๑ ตัวปีเบิกยี่ เดือน ๗ ออก ๘ ค่ำวันอาทิตย์ พระองค์ไชยนารายน์ตนเป็นลูกพระองค์มังรายน-ราชกษัตริย์เมืองโยนกนคร ออกไปตั้งภูกะวาว ดอนมูล ให้เป็นเมือง ๑ เป็นชื่อเกาะ


๗๑ แล้วเข้าอยู่ที่นั้นแล้ว ก็เรียกชื่อว่าเวียงไชยนารายน์เมืองมูลนั้นแล แต่กาลนั้นมาท่านก็สร้างบุบผารามวิหาร ที่พระพุทธเจ้ามานั่งสถิตอยู่ฉันข้าวบิณฑบาตที่ช่างของดอกไม้ให้ทานนั้น สร้างวิหารแล้วก็สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ใส่รักหาง๑ ติดคำแล้ว ก็ฉลองกระทำบุญให้ทานบริ- บูรณ์แล้ว ก็กระทำบุญเป็นปางอันใหญ่ในเดือน ๔ เพ็ญวันพุธแล้ว พระองค์ไชยนารายณ์เจ้าก็อยู่เสวยเมืองไชยนารายณ์เมืองมูลที่นั้นสืบต่อถึงลูกหลานไปภายหน้า คนทั้งหลายที่อยู่ที่นั้นก็สมบูรณ์ไปด้วยเข้าของและเครื่องปลูกของฝังทั้งมวล ก็มั่งมูลพูลเท่าตามดั่งพระพุทธเจ้าทำ นายไว้นั้นแล ที่พระเจ้าหลวงก็ได้ชื่อว่าบุบผารามวิหารสวนดอกแต่กาลนั้นมาแล ศักราชได้ ๑๕๒ ตัวปีเมิงไค้ พระองค์เชืองกษัตริย์เจ้าเสวยเมืองได้ ๑๑ ปีแล้ว ท่านก็เสด็จไปสร้างเจดีย์หลังหนึ่งกวมเกศาธาตุที่ ถ้ำแก้วหัวฝ่ายศรีทวงหนตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ก็กระทำบุญฉลองสำเร็จบริบูรณ์ในเดือน ๖ เพ็ญวันศุกร แล้วท่านก็มีพระอาชญาให้คนทั้ง หลายขุดเหมืองใหญ่ต่อเอาน้ำแม่ใสนั้น ออกมาเลี้ยงไร่นาแคว้นทรายทั้งมวลแล้ว ก็เสด็จมาสู่เวียงอันเป็นที่อยู่แห่งตนแล ศักราช ๑๘๓ ตัวปีกาบเส็ดพระองค์เชืองเจ้าเสวยเมืองได้ ๓๑ ปี อายุได้ ๘๙ ปีก็จุติไปแล พระองค์ชินตนลูกมีอายุได้ ๖๑ ปี ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนในเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนต่อไปนั้น แต่นั้นมาศักราช ได้ ๒๐๐ ปีลวงเม้า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๒๐๐ พระวรรษา ๑ ชาดสี


๗๒ พระองค์ชินเสวยเมืองได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๘๐ ปีก็จุติไปแล พระองค์คำตนลูกมีอายุได้ ๕๘ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติในเมืองโยกนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนที่นี้สืบต่อมาแล ศักราชได้ ๒๑๖ ตัวพระองค์คำกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๗ ปีก็จุติไปแล พระองค์เกิงตนลูกมีอายุได้ ๕๖ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองแทนในโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนจนถึงศักราชได้ ๒๑๘ ตัวปีกาเม้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วได้ ๒๑๘ พระวรรษา ศักราชได้ ๒๗๖ ตัวปีกัดเม้า พระองค์เกิงธิราชเจ้าเสวยเมืองได้ ๖๕ ปี อายุได้ ๑๐๐ ปีก็จุติไปแล ยกเอาพระองค์ชาติตนลูกอายุได้ ๗๑ ปี ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อ ไป พระองค์ชาติกินเมืองได้ ๒๐ ปี ศักราชได้ ๒๙๕ ตัวปีเบิกเสด พระองค์ชาติมีอายุได้ ๙๐ ปีก็จุติตายไป ยกเอาพระองค์เว้าตนลูกมีอายุดได้ ๖๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไป ศักราชได้ ๒๙๖ ตัวท่านก็ไปสร้างเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าดอยเว้าแล ก็ฉลองให้ทานบริบูรณ์แล้วก็มาอยู่เวียงแห่งตนตามเดิม ศักราชได้ ๓๑๓ ตัวปีกดสี พระองค์เว้าเสวยเมืองได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๘๑ ปี ก็จุติไปแล ยกเอาพระองค์แว่นตนลูกมีอายุได้ ๖๓ ปีขึ้นกินเมืองสืบต่อไปศักราช ๓๑๔ ตัว ท่านก็เสด็จไปสร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้าหลังหนึ่ง ฝ่ายน้ำของก้ำตะวันออกแล้วก็กระทำบุญให้ทานเดือน ๕ เพ็ญ


๗๓ วันศุก สำเร็จบริบูรณ์แล้วก็มาสู่เวียงแห่งตนแล ศักราชได้ ๓๒๙ ตัว ปีระวายสัน พระองค์แว่นกินเมืองได้ ๑๗ ปีอายุได้ ๘๐ ปีก็ถึงแก่อนิจจ-กรรมไปแล แล้วพระองค์แก้วตนลูกมีอายุได้ ๕๘ ปี ก็เสวยเมืองสืบต่อไปศักราชได้ ๓๓๑ ตัว ท่านก็ไปสร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้าหลังหนึ่ง มีฝายน้ำของก้ำหน้าเรียงหลังที่ตนพ่อสร้างนั้นแล้ว ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ ก็สำเร็จบริบูรณ์แล้วเสด็จกลับมาสู่เวียงที่อยู่แห่งตนแล ศักราชได้ ๓๔๓ ตัวปีกาบเสด พระองค์แก้วเสวยเมืองได้ ๑๕ ปีอายุได้ ๗๒ ปีก็จุติไปแล พระองค์เงินตนลูกอายุได้ ๕๖ ปีได้เสวยเมืองต่อไป ศักราชได้ ๓๔๕ ตัว ท่านก็เสด็จไปก่อเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านอนหลังผารูปเต่านั้น แล้วฉลองกระทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้วเดือน ๖ เพ็ญวัน พฤหัสบดี ก็เสด็จกลับมาสู่เวียงโยนกนครอันเป็นที่อยู่แห่งตน ศักราช ได้ ๓๕๗ ตัวปีเบิกไจ้ ท่านเสวยเมืองได้ ๑๕ ปี อายุท่านได้ ๗๑ ปีก็จุติไปตามยถากรรมแล องค์พระแวนตนลูกอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไปศักราช ได้ ๓๕๘ ตัวท่านก็เสด็จวิหารกวมพระบาทเจ้าที่ผาเรือแล้ว ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้วในวันเดือน ๖ เพ็ญวันศุกรแล้ว ก็เสด็จกลับ มาสู่เวียงโยนกนครแห่งตนแล ศักราชได้ ๓๗๒ ตัวพระองค์แวนเสวยเมืองได้ ๑๖ ปีอายุได้ ๖๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในกาลนั้นแล


๗๔ พระองค์งามตนลูกมีอายุได้๕๐ปีขึ้นเสวยเมืองสืบต่อสันตติวงศ์ไป ศักราชได้ ๓๗๔ ตัวปีดับไส้ ท่านก็เสด็จมาสร้างยังเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านั่งจอมผาเล็งโลกนั้น และสร้างวิหารและพระพุทธรูปแล้ว ก็ฉลองกระทำบุญให้ทานสำเร็จบริบูรณ์ไปในวันเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ แล้วท่านก็เสด็จมาสู่เวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนอันเป็นที่อยู่แห่งพระองค์ ในกาลนั้นเมืองโยกนกนครที่นี้ ก็บริบูรณ์รุ่งเรืองเต็มไปด้วยผู้คนทุกชาติทุกภาษา หาเสี้ยนหนามโจรผู้ร้ายมิได้แล รื่นเริงไปด้วยการกระทำบุญให้ทาน ตลอดไปในสมัยพระองค์งามครองราชสมบัตินั้นแล ศักราชได้ ๔๕๐ ตัวปีเบิกเสด พระองค์งามเสวย ได้ ๓๓ ปีอายุ ๘๑ ปีก็ถึงแก่อนิจจกรรมไปแล พระองค์ลือตนลูกมีอายุได้ ๖๖ ปีท่านมีราชบุตร ๒ ตนแล พระองค์ลือเสวยเมืองแทนไปในศักราช ๔๓๐ ตัวปีระวายสัน พระองค์ลือกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล พระองค์รอยตนลูก อายุได้ ๕๘ ปีขึ้นเสวยเมืองแทนแล ศักราชได้ ๔๔๖ ตัวพระองค์รอยกินเมืองได้ ๑๕ ปีอายุได้ ๗๒ ปีก็จุติไปแล พระองค์เชิงตนลูกมีอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไปในศักราชได้ ๔๖๓ ตัวปีกาบสัน พระองค์เชิงกินเมืองได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติตายไปแล พระองค์พันตนลูกมีอายุได้๕๖ปีก็ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไปในศักราช ๔๖๘ ตัวปีกัดไค้ท่านกินเมืองได้๑๖ปีอายุท่านได้ ๗๑ ปีแล้วก็ถึง


๗๕ แก่กรรมไปแล พระองค์เกลาตนลูกมีอายได้ ๕๖ ปี ก็ได้ขึ้นเสวยเมืองแทนได้ ๑๗ ปีอายุได้ ๗๒ ปี ก็จุติตายไปในศักราช ๔๙๔ ตัวปีกัดเม้านั้นแล พระองค์พิงตนลูกมีอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไป ศักราชได้ ๔๙๕ ตัว พระยาทุฏฐคามินีเป็นใหญ่ในลังกาและศาสนาก็รุ่งเรืองในลังกาที่นั้น ในสมัยนั้นมหาเถรเจ้าเป็นใหญ่กระทำจตุตถสังคายนา ก็ยกเอาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ขึ้นสู่ใบลานแล้วเอาใส่มหาโลหปราสาทแล้วลั่นประแจไว้ในลังกาทวีปที่นั้น เต็ม ๕ ปีบริบูรณ์ ในเมื่อศักราชได้ ๕๐๐ ตัวปีกาบสัน พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้๕๐๐ พระวรรษาเต็ม ศาสนาภิกขุณีก็สิ้นไปในปีนั้น ครั้งนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าแห่งเราเมืองใหญ่ทั้งหลายก็สูญไป เท่ายังรุ่งเรืองอยู่ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ล่องมาถึงเมืองยวนช้างแสนเรานี้เท่านั้นแล ศักราชได้ ๕๑๒ ตัวปีเมิงเล้า พระองค์พิงเจ้ากินเมืองได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๗๑ ปีก็จุติไปแล พระองค์สีตนลูกอายุได้ ๕๔ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๕๒๘ ตัวปีเมิงเป้าพระองค์สีกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๐ ปีก็จุติไปแล พระองค์สมตนลูกอายุได้ ๕๒ ปีขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไป ศักราชได้ ๕๔๐ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๖ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล พระองค์สวนตนลูกมีอายุได้ ๕๐ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศักราชได้ ๕๖๐ ตัวปีกาบเสด พระองค์สวนกินเมืองได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติไปแล


๗๖ พระองค์แพงตนลูกมีอายุได้ ๔๘ ปี ก็ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศักราช ๕๘๑ ตัวปีดับเม็ด พระองค์แพงกินเมืองได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติไปแล พระองค์พวนตนลูกมีอายุได้ ๕๓ ปีขึ้นกินเมืองแทนสืบต่อไปศักราช ๕๙๓ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๑๔ ปี อายุท่านได้ ๖๕ ปีก็จุติไปแล พระองค์ฟูตนลูกมีอายุได้๓๖ปีขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไป ศักราช ได้ ๖๑๕ ตัว ท่านกินเมืองได้๑๒ ปี อายุได้ ๔๗ ปีก็จุติไปแล พระองค์ฝั้นตนลูกมีอายุได้๓๐ปีขึ้นกินเมืองแทนต่อไป ศักราช ได้ ๖๒๒ ตัวปีลวงเป้าศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๖๒๒ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๘ ปี อายุได้ ๓๗ ปีจุติไปแล ครั้งนั้นตรีจักขุเมืองภุกามได้เป็นพระยาธรรมแล้ว ก็เล็งเห็นศาสนาพระพุทธเจ้าบ่มิได้รุ่งเรือง ท่านจึ่งจักมาตัดศักราชอันพระยาอชาตศัตรูเมืองราชคฤห์นครตัดแล้วไว้ตัวหนึ่ง ลำดับมาได้ ๖๒๒ ตัวนั้นก็ตัดเสียใหม่ตั้งไว้ตัวหนึ่ง ในเดือน ๖ เพ็ญวันศุกร เป็นปีเตายี่แล ครั้งนั้นพระองค์วรรณลูกพระองค์ฝั้นมีอายุได้ ๑๗ ปี ก็ขึ้นเสวยเมืองโยนกนครราชธานีศรีช้างแสนที่นี้สืบต่อไปถึงพระองค์วรรณ นี้ได้๒ตนแล ศักราชได้๕๐ตัวปีลวงเป้าพระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๖๗๑ พระวรรษาพระองค์วรรณท่านกินเมืองได้ ๕๐ ปี อายุได้ ๖๗ ปีก็จุติตายไปแล พระองค์มังสิงตนลูกมีอายุได้ ๓๕ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ศักราชได้ ๑๐๐ ปีกาเม้า พระพุทธเจ้านิพานได้ ๗๒๒ พระวรรษา พระองค์


๗๗ มังสิงกินเมืองได้ ๕๐ ปี อายุได้ ๘๕ ปีก็จุติตายแล ก็ยกเอาพระองค์มังสมตนน้องผู้สุดท้องอายุได้๗๒ ขึ้นเสวยราช สมบัติแทน ศักราชได้ ๑๓๔ ตัวปีกดไจ้มังสมกินเมืองได้ ๘ ปี อายุได้ ๗๙ ปีก็จุติตายไปแล ยกเอาองค์ทิพย์ตนลูกมีอายุได้ ๕๑ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ศักราชได้ ๑๕๐ ตัวปีกดสี ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๗ ปีแล้วก็จุติตายไปแล พระองค์กมตนลูกมีอายุได้ ๔๓ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๑๗๘ ตัว ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๘๐๐ พระวรรษา พระองค์กมเจ้ากินเมืองได้ ๕ ปี อายุได้ ๔๗ ปีก็จุติตายไป พระองค์ชายตนลูกมีอายุ ๓๐ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๑๙๗ ตัวปีเมิงเม้า ท่านกินเมืองนานได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๕๐ ปีก็จุติไปแล พระองค์ชินตนลูกมีอายุได้ ๓๒ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๒๑๑ ตัวปีลวงไส้ พระองค์ชินกินเมืองได้ ๑๕ ปี อายุได้ ๔๖ ปีก็จุติตายไปแล พระองค์ชมตนลูกมีอายุได้ ๒๙ปีขึ้นเสวยเมืองแทนสืบไป ศักราชได้ ๒๓๐ ตัวปีกดไจ้ ท่านกินเมืองได้ ๒๐ ปีอายุได้ ๔๘ ปีก็จุติไปแล พระองค์พังตนลูกมีอายุได้ ๒๘ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ศักราชได้ ๒๔๕ ตัวท่านกินเมืองได้ ๑๖ ปีแล้วก็จุติไปแล พระองค์พิงตนลูกมีอายุได้๒๖ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศัก-


๗๘ ราชได้ ๒๕๙ ตัวปีกัดไส้ ท่านกินเมืองได้ ๑๕ ปีอายุท่านได้ ๔๒ ปีก็จุติไปแล พระองค์เพียงตนลูกมีอายุได้๒๔ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบไป ศัก-ราชได้ ๒๕๙ ตัวปีกัดไส้ ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปีอายุท่านได้ ๔๒ ปีก็จุติไปแล ก็ยกเอาพระองค์พังตนลูกมีอายุได้๑๘ปีขึ้นเสวยเมืองแทนศักราช ได้ ๒๗๙ ตัวปีกัดเป้า พุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ ๙๐๐ พระวรรษาแล พระองค์พังเจ้าเสวยเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ได้ ๒ ปี อายุท่านพอเต็ม ๒๐ ปี ในกาลนั้นยังมีขอมส่วยใช้เมืองหนึ่ง อยู่หนหรดีเป็นลูกเจ้าเมืองส่วยเช้า แต่เช่นพระยาสิงหนวติราชตนเป็นปฐมมหากษัตริย์ เจ้า มาตั้งเวียงพันธุสิงหนวตินครลูกนี้ ลำดับมาถึงบัดนี้แล พระยาขอมอยู่เมืองอุโมงค์เสลานครที่นี้ไกล ๕ คืนทางแล พระยาขอม ตนดำนี้มีใจอสัทธรรมหยาบช้าทารุณนัก เห็นพระองค์พังตนเป็นกษัตริย์ จิม๑ โยนกนครช้างแสนที่นี้หนุ่มน้อยดั่งนั้น พระยาขอมดำตนนั้นก็ยกเอากำลังมาแสนหนึ่งแล้วก็มาฟื้น ๒ ลุกชิงเอาเมืองที่นี้ เดือน ๕ แรมค่ำหนึ่ง วันอาทิตย์ พระยาขอมได้เข้าเวียงโยนกนครช้างแสนที่นี้ ครั้งนั้นพระองค์พังเจ้ามีใจอันบ่กล้าแข็ง ก็ถวายเมืองให้แก่พระยาขอมคำตนเป็นลูก เมืองนั้นเสียแล กาลนั้นพระยาขอมตนนั้นครั้นมันได้เมืองแล้ว มันก็ ขับพระองค์พังเจ้าตนเป็นกษัตริย์เป็นเค้านั้น และทางเทวีพร้อมด้วย ๑ อีกฉบับเขียนว่า "เจ้า" ๒ กลับ


๗๙ เสนาอำมาตย์ไพร่ไทยทั้งมวล ให้ออกหนีจากเวียงให้สิ้นแล้ว ส่วนพระยาขอมตนนั้นก็เป็นกษัตริย์เสวยเมืองโยนกนครบุรีช้างแสนที่นั้นแล มันก็ใช้ไปเอาลูกเมียเสนาอำมาตย์และชาวขอมทั้งหลายแห่งมัน อันมีในเมืองเสลานครที่นั้น มาอยู่ในเวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน ที่นั้นสิ้นแล แล้วมันก็ขับพระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านตั้งอยู่เวียงลวะ ศรีทวง ริมหนตะวันตกเฉียงเหนือ ริมแม่น้ำใสภายตะวันออกเฉียงใต้ธาตุเจ้าถ้ำแก้วที่นั้น เหตุใดแลว่าเวียงศรีทวงนั้นจา ยามพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่วันนั้น ยังมีขุนลวะผู้หนึ่งเป็นลูกปู่เจ้าลาวจกเป็นแคว้นดอยธุงนั้น ผู้พี่ชื่อลวะกุมโภนั้นมาตั้งอยู่ที่นั้น แล้วส่วยคำแก่พระยาอชุตราชกษัตริย์เจ้าเวียงโยนกนครที่นั้นแล ปีละสี่ทวง๑หมากพินหนวยน้อย๑นั้น จึ่งได้ชื่อว่าเวียงศรีทวงด้วยเหตุอันนั้นแล ครั้งนั้นพระยาขอมตนนั้นขับพระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านอยู่ที่นั้นแล้ว ก็ให้ส่วยคำให้มันปีละสี่ทวงหมากพินแต่นั้นมา ไทยเราเป็นทุกข์ทั้งเจ้าทั้งไพร่แล เหตุว่าขอมได้เป็นเจ้าก็เป็นทุกข์ได้หาคำท้าวคำ๒ มาส่วย ขอมแล พระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านอยู่เวียงศรีทวงได้ปีหนึ่ง ศักราชได้ ๒๘๐ ตัว วันนั้นนางเทวีก็ประสูติลูกชายผู้หนึ่งให้ชื่อว่าทุกขิตกุมารแล ท่านไปตั้งอยู่เวียงศรีทวงได้ ๓ ปีวันนั้น ศักราชได้ ๒๘๒ ตัว ยังมีสามเณรตนหนึ่งเป็นชาวศรีทวงที่นี้มีอายุได้๑๙ ปี แล้วท่านก็ลงไปไหว้มหาธาตุ ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ หาคำท้าวคำ อีกฉบับหนึ่งว่า "หาร่อนคำถ่าวคำ" ถ่าวว่า กลับ


๘๐ เจ้าแล้ว ก็ไปอาศัยนอนอยูอารามหลังหนึ่งในเวียงโยนกนครที่นั้น ในเดือน ๖ ออก ๑๔ ค่ำคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้วเป็นเดือน๖ เพ็ญวันพุธ ท่านลุกแล้วก็ไหว้พระรัตนตรัยทั้งสามแล้ว ก็ถือเอาบาตรไปจะเดินบิณฑบาตได้สามเรือนแล้วลำดับไป ก็ไปถึงคุ้มน้อยแห่งพระยาขอมดำแล้ว ท่านก็เข้าเพื่อจักบิณฑบาตนั้นก็ไปยืนอยู่กลางคุ้มที่นั้น กาลนั้นพระยาขอมเล็งเห็นแล้วก็ถามพวกรั้ง ๑ ทั้งหลายว่า สามเณรที่ได้มาบิณฑบาตนั้นจา พวกรั้งทั้งหลายก็ไหว้ว่า เทว ข้าแต่ เป็นสามเณรลูกชาวศรีทวงนั้นจา ครั้งนั้นพระยาขอมคำก็โกรธแล้วกล่าวว่า ลูกข้าส่วยพลอยเข้ามาคุ้มพระองค์กูดังลือจา สูอย่าได้เอาข้าวกูไปใส่บาตรให้มันนะเนอ ขณะนั้นเจ้าสามเณรน้อยตนนั้นได้ยินคำพระยาขอมดำกล่าวดั่งนั้นแล้ว ท่านก็บังเกิดอิจฉามานะโกรธในใจ แล้วก็ถอยหนีออกจากคุ้มพระยาขอมแล้วไปยืนอยู่หนตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ขึ้นสู่ดอยกู่แก้ว กระทำปทัก ษิณไหว้มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็ยกบาตรข้าวขึ้นใส่หัวถวายให้เป็นทานแก่พระ บรมธาตุทั้งบาตรทั้งข้าวนั้น ก็ตั้งคำปรารถนาว่า สาธุ ด้วยเดชะอันผู้ข้าได้เอาข้าวบิณฑบาตให้เป็นทานแก่พระมหาธาตุเจ้าแล้ว ทั้งนี้ไป ๗ วันภายหน้านี้ ขอให้ข้าจุติตายจากชาติอันเป็นสามเณรนี้แล้ว ขอให้ข้าพเจ้าไปเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางเทวีแห่งคามโภชกผู้เป็นแก่บ้านศรีทวงนั้นเทอญ ครั้นว่าผู้ข้าเกิดมาพ้นจากท้องแห่งมารดาแล้ว ขอให้ผู้ข้ามีรูปอันงามและประกอบด้วยกำลังมีอายุมั่นยืน ให้เป็นที่รักจำเริญใจ ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๘๑ แก่พระยาศรีทวงผู้เป็นบิดาแห่งข้าพเจ้า ครั้นว่าข้าใหญ่ขึ้นมาได้ ๑๖ ขวบเข้าแล้ว ขอให้ข้ามีชัยชนะปราบแพ้ ๑ ยังพระยาขอมดำตนนี้ด้วยสวัสดีแดเทอญ เหตุว่าพระยาขอมดำนี้อสัทธรรมใจบาปบ่มิรู้จักคุณแก้วทั้งสามแล วันนี้ก็เป็นวันอุโบสถเดือน ๖ เพ็ญแล แล้วก็ป่าวแก่เทวดาทั้งหลายว่า โภน.โต ดูกรเทวดาเจ้าทั้งหลาย อันอยู่รักษาศาสนาและมหาธาตุเจ้าที่นี้ เป็นเค้าและรักษาบ้านเมืองทั้งมวล จงมาเป็นสักขีพะยานรู้กับด้วยข้าทุกตนเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็กระทำเคารพยังมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้วก็ถวย ๒หนีจากข่วง ๓ มหาธาตุเจ้าที่นั้นแล้ว ก็ลงไปถึงตีนดอยกู่แก้วหนตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไปนั่งอยู่ในร่มไม้ต้นหนึ่งแล้วก็บ่กินยังข้าวน้ำ สักอันแล ครั้นถึง ๗ วันก็รวดจุติตายไปแล ก็ไปเอาปฎิสนธิในท้องนางเทวีพระศรีทวงวันนั้น ราตรีจักใกล้รุ่งนางก็เห็นยังนิมิตต์ฝันว่า ยังมีช้างเผือกตนหนึ่ง มายืนอยู่ยังบริเวณบ้านที่นั้น ก็ผ่านเวียงล่องไปทางใต้ ครั้นพ้นเวียงแล้วก็ไปไล่กวดแทงคนทั้งหลาย แตกตื่นแล้วนางก็สะดุ้งตื่นขึ้นตกใจกลัว นางก็ไปเล่าให้เจ้าตนเป็นสามีฟังทุกประการ ครั้นว่าพระยาได้ยินคำแล้ว ก็รำพึงกล่าวว่าสัตว์ตัวมีบุญจักมาเกิดในท้องแห่งนางพึงมี ฉะนี้แล นางจงรักษาครรภ์แห่งนางให้ดีเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วนางก็ ทรงครรภ์นั้นไปถึง ๗ เดือนดั่งนั้น นางก็มักใคร่ได้เครื่องสาตรา ๑ แพ้แปลว่า ชะนะ ในภาษาไทยทั่วไป เว้นไทยสยาม ๒ เห็นจะเป็น "ถอย" ๓ บริเวณ , ควง


๘๒ อาวุธทั้งหลาย ก็จึ่งไปไหว้ขอพระยาตนเป็นผัวให้เอาช่างเหล็กมาแปลงเครื่องทั้งหลาย ส่วนพระยาตนเป็นผัวก็กระทำตามคำแห่งนาง เอาช่าง เหล็กทั้งหลายมาตีแปลงเครื่องสาตราวุธทั้งหลาย เป็นต้นว่าดาบ ตาว และหอกซัดสีนาคปืนไฟทั้งมวล แล้วแต่นั้นถึง ๗ เดือน นางก็อยากกินยังเลือดขอมดำติดคมดาบ นางจึ่งไหว้สา๑พระยาตนเป็นผัวแล้ว ท่านก็ ใช้คนไปขวนขวายให้นางได้กินแล้ว นางก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ถึงศักราช ๒๘๓ ตัว ปีกาไส้ เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ วันอาทิตย์ ยามรุ่งแจ้งครรภ์นางเต็มทศมาศได้ ๑๐ เดือนแล้ว นางก็ประสูติได้ลูกชายผู้หนึ่งเกิดมามีวรรณเนื้อตนอันหมดจดหามลทินมิได้ เป็นดั่งล้างไว้สะอาดแล้ว ครั้งนั้นญาติทั้งหลายฝูงอันมีอยู่ในบ้านศรีทวงนั้น และเสนาอำมาตย์พราหมณ์ปุโลหิตก็มารับเอาแล้ว เบิกบาย ๒ นามกรเอานิมิตต์อันงามเหมือนดั่งพรหมลงมาเกิดนั้น จึ่งใส่ชื่อว่าพรหมกุมารนั้นแล แต่นั้นไปภายหน้าพรหมกุมารก็ขึ้นใหญ่มาได้ ๗ ปี หาพยาธิโรคามิได้ กุมารก็มีใจใคร่ได้ยังเครื่องสาตราอาวุธทั้งหลาย ก็เข้าไปอ้อนวอนขอยังพระราชบิดาให้เอาช่างเหล็กทั้งหลายมาแปงแล กาลนั้นพระยาตนพ่อก็กระทำตามคำลูกแห่งตนทุกประการ เอาช่างทั้งหลายมาตีหอกดาบสีนาค ปืนไฟทั้งมวลทุกปีบ่มิได้ขาด ตลอดถึงอายุกุมารได้ ๑๓ ขวบแล้ว ๑ สา เป็นหางเสียงของคำว่า "ไหว้" เป็นคำติดปากของไทยเหนือ ย่อมาจากบาลีว่า สาธุ อันมีในคำนมัสการที่พบทางนั้นใช้กันอยู่เสมอ เป็นคำสุดท้ายของคำนมัสการ ๒ ไม่ทราบ ว่าอะไร


๘๓ ศักราชได้ ๒๑๓ ตัวปีดับไส้เดือน ๕ ออก ๘ ค่ำวันอังคาร ยามจะใกล้รุ่ง ครั้งนั้นพรหมกุมารท่านก็เห็นนิมิตต์ฝันว่าเทวดามากล่าวว่า ดูกรพรหมกุมาร ท่านยังใคร่ได้ยังช้างตัววิเศษดั่งนั้น ครั้นรุ่งแจ้งแล้วให้ท่านตัดเอาขอไม้ไล่๑แล้วไปล้างหน้าเอายังน้ำแม่ของนั้นเทอญ ช้างเผือก ๓ ตัวจะล่องน้ำมาแล ครั้นว่าได้ตัวต้นนั้นก็จักได้ปราบทวีปทั้งสี่ ครั้นว่าได้ตัวสองนั้นจักปราบชมพูทวีปได้แท้ ครั้นว่าได้ตัวที่สามนั้นจักได้ปราบลานนาและขอมดำทั้งมวล ในกาลนั้นพรหมกุมารก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วท่านก็เรียกเอาเด็กน้อยทั้งหลายพาไปเป็นบริวาร ๕๐ คนแล้ว ก็ตัดเอายังขอไม้ไล่ก็เสด็จไปล้างหน้าที่น้ำแม่ของนั้นแล้ว ก็พากันยั้งอยู่ยังฝั่งน้ำที่นั้นครู่หนึ่ง กาลนั้นยังมีงูตัวหนึ่งใหญ่เท่าเทนซาว๒ข้าวเป็นเบื้อ๓เป็นเหลื้องยาว ก็ลอยล่องน้ำมาริมฝั่งที่นั้น ครั้งนั้นเจ้ากุมารกับด้วยบริวารทั้งหลายเห็นแล้วก็สะดุงตกใจกลัวมากนัก ก็พากันสยดสยองอยู่ในที่นั้น ฝ่ายงูตัวนั้นก็เลยล่วงไปครู่หนึ่ง แล้วซ้ำล่องมาแถมอีกตัวหนึ่ง ใหญ่ประมาณเท่าต้นตาลนั้น มีวรรณเลื่อมสว่างทั่วทิศพึงกลัวยิ่งนักมีเนื้อตนสั่นไปทั้งกาย งูตัวนั้นก็ลอยน้ำล่องไปนั้นแล กาลนั้นพรหมกุมารเจ้าก็มารำพึงว่า เทวดากล่าวนิมิตต์ให้แก่กูว่าจักมีช้างเผือก ๓ ตัวลอยล่องน้ำมานั้น บัดนี้ก็บ่ได้เห็นช้างสักตัวพลอยมาเห็นแต่งู ๓ ตัว นี้แล ชะรอยจักเป็นงู ๓ ตัวนี้และก็หากเป็นนิมิตต์แท้จริง ครั้นว่ากูบ่ ๑ ชื่อไม้ชะนิดหนึ่งในจำพวกไม้ไผ่ แต่ไม่มีหนามลำเล็ก ๆ มีแขนงเป็นขอดีนัก ๒ ไม่ ทราบว่าอะไร ๓ เลื่อมพราย


๘๔ เอาก็บ่ได้ กล่าวกับบริวารแห่งตนดั่งนี้แล้ว ครั้นว่าเราจักจับคองูตัวนี้ก็ ให้ตามเราเทอญ ตายก็ตายด้วยกันเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วงูก็มาใกล้ในที่ นั้น ท่านก็กระโดดลงไปจับคองูตัวนั้นแล้ว ครั้งนั้นหมู่บริวารทั้งหลายก็ตามลงไปจับตัวงูนั้นพร้อมกันแล้ว กาลนั้นงูตัวนั้นก็บังเกิดเป็นช้าง เผือกขึ้นในบัดเดี๋ยวนั้นแล ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็มีใจยินดียิ่งนัก ท่านก็เอาขอไม้ไล่เกาะให้ออกจากแม่น้ำที่นั้น ช้างตัวนั้นก็มิได้ออกลอยไปตามน้ำมาอยู่ริมฝั่งที่นั้น ครั้งนั้นท่านก็ใช้ลูกน้องกลับคืนไปกราลทูลพระ บิดาแห่งตนให้รู้ ครั้งนั้นพระบิดารู้แล้วก็เอาหมอมาทำนายดู หมอก็ทำนายว่า ให้ได้เอาคำพันหนึ่งตีเป็นพานแล้วไปแห่แหนนำหน้าก่อนจึ่งจักขึ้นจากแม่น้ำ กาลนั้นโภชกแก่บ้านผู้พ่อนั้น ก็รีบเอาช่างมาตียังคำพันหนึ่งให้เป็นพานแล้ว ก็ให้ทุกขิตกุมารผู้เป็นพี่นั้นเอาไปให้แก่พรหมกุมารผู้น้อง ครั้นไปถึงแล้วก็ตีต่อยยังพานคำลูกนั้น ส่วนว่าช้างเผือกตัวนั้นได้ยินเสียงพานคำแล้ว ก็ออกจากน้ำแม่ของด้วยสวัสดีแล สถานที่ช้างทวนน้ำอยู่นั้นก็ได้ชื่อว่าควานทนนั้นแล ช้างตัวนั้นก็ให้นามชื่อว่า ช้างพานคำนั้นแล ครั้นว่าเอาช้างตัวนั้นมาถึงบ้านศรีทวงแล้ว ก็เข้าไปบอกแก่พระบิดาว่า ข้าแต่พ่อพระยาเป็นเจ้า ตั้งแต่วันนี้ไปภายหน้า ขอพ่อพระยาเป็นเจ้าอย่าได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมตนนั้นต่อไป แม้ว่ามันจักมากระทำดังลือก็ดี จงไว้ธุระแก่ลูกเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นคามโภชก แก่บ้านศรีทวงผู้เป็นบิดามีนามว่าพระองค์พังนั้น ก็มีใจยินดีกับด้วยลูก


๘๕ ยิ่งนักแล้ว ก็ให้คนทั้งหลายแปงโรงให้เป็นที่ช้างมงคลอยู่แล้ว ก็ให้ ช่างคำมาตีเครื่องช้าง คือ ว่าภาชนะใส่หญ้าและรวงทวง ๑ ขี้ทวงเยี่ยวให้แล้วไปด้วยคำทั้งสิ้น กาลนั้นพรหมกุมารเจ้าก็แต่งให้คนอุปนิขิต ไปอยู่ยังเวียงโยนกนครที่นั้น ให้ฟังข่าวร้ายข่าวดีแห่งพระยาขอมดำ เปลี่ยนกันไปมาบ่มิได้ขาด ครั้งนั้นแก่บ้านศรีทวงตนพ่อก็ให้คนทั้งหลายขุดคูเวียงให้ดีแล้ว ก็แปงน้ำมาใส่ให้เต็มคูเวียง แล้วก็แปงประตู หับไขให้ดีแล้ว ก็ให้ชื่อว่าเวียงพานแต่นั้นมา ส่วนพรหมกุมารนั้น ก็ให้หัดช้างมงคลตัวนั้นแล้ว ก็หัดพวกสีนาคและปืนไฟทั้งมวลไปทุกวันมิได้ขาด ตลอดมาถึงอายุได้ ๑๖ ขวบ แต่นั้นมาก็มิได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมดำต่อไปถึงสามปี ครั้งนั้นพระยาขอมดำก็บังเกิดความโกรธต่อโภชกแก่บ้านศรีทวง จึ่งกล่าวแก่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า บัดนี้ข้าส่วยเมืองศรีทวงนี้ดั่งลือ หาได้มาส่งส่วยเหมือนแต่ก่อนไม่ขาดไปได้สามปีแล้ว มันพลอยกระด้างกระเดื่องแข็งเมืองอยู่นั้นจา สูท่านทั้งหลายจงเร่งแต่งเอารี้พลคนหาญทั้งหลาย ให้พร้อมเสร็จในภายในสามวันนี้ เราพระองค์จักไปชำระข้าศึกหมู่นี้เสีย อย่าไว้ให้เสี้ยนหนามต่อไปว่าดั่งนั้นแล้ว กาลนั้นไทยยวนทั้งหลายอันเป็นอุปนิขิตแห่งพรหมกุมารนั้น ได้ทราบแล้วก็รีบนำข่าวสาส์นอันนั้นไปกราบทูลแก่พรหมกุมาร และพระยาเจ้าตนเป็นพระบิดาให้รู้เหตุกาลสิ้นทั้งนั้น ครั้นพระยาเจ้าทั้งสองได้รู้แล้ว ก็เร่งตระเตรียมเอายังรี้พลคนหาญทั้งหลาย มาไว้มีประมาณแสนหนึ่ง ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๘๖ ไทยเหล่านี้ก็มีมากกว่าล้านคนเท่าว่าแคว้นหลวงและแคว้นขวานั้นก็อยู่ใกล้พระยาขอมดำ ครั้นได้คนหาญมาแล้ว ก็ขัดสีคันไชยอันกล้า มีมือถือธนูกับแล่งปืน แล้วก็เสด็จขึ้นขี่ช้างเผือกแก้วพานคำ มีหมอควานขี่พร้อมสรรพถือพานคำตีนำหน้ายกพลออกจากเวียงพานคำที่นั้นลงต่อรบพระยาขอมดำตนนั้น ก็ไปพบกันกลางทุ่งสันชายที่นั้น ครั้งนั้นพระยาขอมดำปรารถนาจักต่อรบกับเจ้าพรหมกุมาร ก็ไป่ทันรบช้างที่นั้นพระยาขอมดำนั้น ก็เห็นช้างมงคลพานคำณที่นั้นอันพรหมกุมารเจ้าขี่อยู่นั้น พระยาขอมดำก็มีความสะดุ้งตกใจหวั่นไปทั้งตัว แล้วก็หันหน้ากลับคืนวิ่งหนีไป ครั้งนั้นหมู่ช้างแห่งพระยาขอมดำทั้งหลายก็แตกตื่น เหยียบย่ำ หัวขอมดำทั้งหลายตายมากนักแตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไปสู่เวียง ส่วน เจ้าพรหมกุมารก็ขี่ช้างพาคนหาญเลยไล่ไปกำจัดขอม ไปตลอดถึงเวียงโยนกนครหลวงนั้นแล พระยาขอมดำก็พาลูกน้องเข้าในเวียง แล้วปิดประตูเวียงเสียทุกแห่ง ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็ไสช้างพานคำเข้าแทงประตูเวียงทะลุ เข้าไปกำจัดขับไล่พระยาขอมในเวียงที่นั้นผู้คนบ่าวไพร่แห่งพระยาขอมดำก็ฉิบหายตายมากนักแล ครั้งนั้นพระยาขอมดำก็บ่อาจจักทรงอยู่ได้ก็ขับต้อนเอาพลและลูกเมีย พาออกหนีจากเวียงโยนกเชียงแสนแล้ว ก็ล่องไปทักษิณหนใต้นั้นแล ส่วนพรหมกุมารท่านก็ขี่ช้างพานคำตัวกล้า พาเอาคนหาญไล่ติดตามกำจัดพระยาขอมดำและพวกขอมบริวารทั้งหลาย ลำดับผ่านบ้าน มิลักขุทั้งหลายไปไกลยิ่งนัก ฝ่ายมิลักขุทั้งหลายครั้นได้เห็นแล้ว ยัง


๘๗ พลโยธาก็แตกกระจักกระจาย เข้าซ่อนอยูในซอกห้วยเราเขาสิ้นแล พรหมกุมารกำจัดขอมไปมิได้หยุดหย่อน พ้นจากเขตต์แดนพ่อแห่งตน ไปได้เดือนหนึ่ง ถึงแดนเมืองลวะรัฐเก่ามาต่อกันนั้นมิได้ย่นย่อ ครั้งนั้นพรหมกุมารก็พักรี้พลนอนอยู่นั้นคืนหนึ่ง ส่วนพระยาอินทร์ก็เล็งดูรู้ยังเหตุอันนั้น แล้วก็มารำพึงว่าพรหมกุมารนี้เที่ยวกำจัดพระยาขอมดำและพลขอมทั้งหลายไปถึงที่ใด ก็มิได้หยุดหย่อนดั่งนี้จักฉิบหายสิ้นแล ควรกูจักโปรดเอาชีวิตชาวขอมทั้งหลายไว้เทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วก็บังคับยังเทวบุตร ให้ลงมาเนรมิตกำแพงหินศิลากั้นหน้าแห่งพรหมกุมารไว้ส่วนพรหมกุมารก็กลับเสียในที่นั้น ครั้งนั้นเหล่าขอมดำทั้งหลายก็ได้ยังชีวิตพ้นจากความตายเล็กน้อย ก็พากันพ่ายหนีเลียบตามลำน้ำแม่ระมิง ไปไกลนักตลอดถึงริมน้ำแม่สมุทรแล้ว ก็ไปพักอยู่กลางทุ่งหลวงแห่งหนึ่ง เป็นเขตต์แดนแห่งเมืองอินทปัฐานครที่นั้นก็อยู่ประจำยังที่นั้น ครั้งนั้นส่วนพรหมกุมารเจ้าก็ได้ชัยชนะยังขอมทั้งหลายสำเร็จแล้ว ก็เอารี้พลสกลโยธาแห่งตนกลับคืนมา เก็บเอายังเข้าของเงินคำอันขอมทั้งหลายหากทิ้งเสียนั้น ใส่ช้างใส่ม้ากลับมาได้ ๒๐ วัน ก็มาถึงเวียงโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน อันเป็นที่อยู่เก่าแห่งขอมนั้นแล ส่วนว่าขอม นี้ย้ายหนีจากเมืองอุโมงค์เสลานครที่อยู่เก่าแห่งมัน แล้วก็มาชิงกินเมืองโยนกนครเชียงแสนที่นี้อยู่ได้ ๑๙ ปี พรหมกุมารเจ้ากำจัดพวก ขอมพ่ายหนีไปอยู่ริมสมุทรสิ้น เมืองขอมก็หาคนอยู่มิได้แต่นั้นมา ครั้งนั้นพรหมกุมารก็ให้บริวารทั้งหลาย ตบแต่งยังเวียงโยนกนครเชียงแสน


๘๘ ที่นั้นให้เรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จกลับคืนมาสู่เวียงพานคำที่อยู่แห่งตนนั้นแล ส่วนว่าช้างแก้วพานคำตัวนั้น ครั้นว่าไปถึงเมืองแล้ว พรหมกุมารเจ้าก็ลงจากหลังเปลื้องเครื่องแต่งองค์เสร็จแล้ว ก็เสด็จแล้วหนีออก จากเวียงพานคำไปหนอาคเนย์แล้ว ท่านก็ใช้ให้คนทั้งหลายไล่ตามไป ก็เห็นยังช้างตัวนั้นกลับกลายเป็นงูไปดังเก่าก็หนีเข้าสู่ดอยไปแล้ว กาลนั้นคนทั้งหลายก็ไปไหว้สาตามเขาที่นั้น เหตุดั่งนั้นดอยอันนั้นตั้งอยู่กลางทุ่ง ที่นั้นจึ่งได้ชื่อว่าดอยช้างงูแต่นั้นมาแล ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็บังคับเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้ง หลายให้แผ้วถางหนทางหลวงตั้งแต่เวียงบ้านพานคำที่นั้น ตลอดไปถึงเวียงหลวงที่เก่าแล ศักราชได้ ๒๙๙ ตัวปีกัดเฮ้า พระองค์พังกษัตริย์เจ้าพ่ายขอมหนีไปเป็นแต่บ้านศรีทวงอยู่นานได้๑๙ปีเดือน ๘ เพ็ญวันจันทร์ ก็ได้เสด็จยาตราพลโยธามาเสวยเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนเวียงหลวงที่เก่า ได้เป็นมหากษัตริย์เจ้าซ้ำสองครั้งวันนั้นแล ครั้งนั้นท่านก็ ให้พรหมกุมารตนลูกเป็นอุปราชาครองเมือง ส่วนพรหมกุมารเจ้าก็มิ รับ ยกให้ทุกขิตผู้พี่เป็นอุปราชาแสนเมือง อยู่รองมหากษัตริย์ตนพ่อนั้นแล ที่นี้จักกล่าวด้วยกษัตริย์ทั้งหลายตั้งแต่พระยาสิงหนวติราชเจ้าตนเป็นปฐมตั้งเวียงพันธุสิงหนตินครราชธานีที่นี้ลำดับมาได้ ๓๕ ตน ก็มิได้ เอาไพร่เมืองมาเป็นเทวีแต่สักคนแล ก็เอาแต่วงศ์เดียวกันนั้นมาทุก พระองค์ และถึงพระองค์พนนี้ไพร่เมืองมาเป็นเทวีตลอดถึงพระ


๘๙ องค์พังเจ้านี้แล ครั้งนั้นท่านก็ไปขอเอาลูกพระยาเรืองแก้วเวียงไชย นารายน์เมืองมูล อันเป็นตระกูลเดียวกันแต่ชั่วพระองค์นารายน์นั้น ลำดับมาได้ ๓๑ ตนมาถึงพระยาเรืองแก้วกินเมืองนี้ มีลูกชื่อว่านางแก้วสุภานั้น ก็เอามากระทำอาวาหมงคลให้แก่พระองค์พรหมราชเจ้าตนเป็นราชบุตรนั้นแล ครั้งนั้นพระองค์พรหมกุมารเจ้าก็มารำพึงว่า กลัว ข้าศึกเก่าขอมทั้งหลายนั้นพลิกคืนมาเบียดเบียนพระยาเจ้าตนเป็นบิดาแห่งตนต่อไปภายหน้า ก็ขออนุญาตกับด้วยพระเจ้าตนเป็นพ่อ แล้วจักไปตั้งเวียงเกิดอยู่นั้นแล เดือน ๒ เพ็ญวันพุธพระองค์พรหมราชเจ้า ก็เอานางเทวีและยศบริวารแห่งตนได้แล้ว ก็เสด็จไปตั้งเวียงอยู่ฝ่ายน้ำกุกกุฎ นทีทักษิณสถานก้ำใต้ ครั้นไปถึงแล้ว ก็ขุดคูเวียงให้เป็นเวียงอันมั่นคงดีแล้ว ก็เข้าตั้งอยู่ในที่นั้นเรียกว่าเวียงไชยปราการนั้นแล ลุกแต่เวียงโยนกนครหลวงไปหาเวียงไชยปราการนั้นไกลกันคืนทางหนึ่ง และใน เวียงลูกนี้ คือว่า เวียงโยนกนครหลวงหนึ่ง เวียงไชยนารายน์แคว้นขวาหนึ่งเวียงไชยปราการหนึ่ง เวียงบ้านพานคำแคว้นซ้ายหนึ่ง ก็ตั้งอยู่ปานกลางและนาติดกันพอแม่ไก่ล่าถึงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวแล กาลนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปได้๙๔๙พระวรรษา ยังมีมหา เถรเจ้าตนหนึ่งชื่อพุทธโฆษาจารย์ อยู่บ้านโกศลยังเมืองสุธรรมวดีฝ่าย น้ำแม่คงก้ำตะวันตก ท่านลงไปม้าง๑ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ใน มหาปราสาทในลังกาทวีป จักเอามาแผ่อยู่ในทวีปตั้งแต่เมืองไชย ๑ ล้าง ชำระ


๙๐ ปราการแล้วได้ ๓ ปี ถึงศักราชได้ ๓๐๒ ตัว ปีเตาไจ้เดือน ๖ ออก ๘ ค่ำ วันจันทร์ มหาพุทธโฆษาเถรเจ้ายกเอาธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แห่ลำดับมายังเมืองสุธรรมวดีหงษาวดีและภุกามมลราชทั้งมวล อ้อม มาถึงเมืองโยนกไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ พระมหาเถรเจ้าตนนี้ก็นิมนต์เอาพระมหาธาตุกระดูกหน้าผากแห่งพระพุทธเจ้าแต่ลังกาทั้งสามสถาน คือ ว่ามหันตา มัชฌิมา ขุททกา ทั้งปวงมี ๑๖ พระองค์ ครั้งนั้นพระพังคราช กษัตริย์เป็นประธานและพระไชยนารายน์กับทั้งพระองค์พรหมราชเจ้า ก็พร้อมกันกระทำพระโกศเงินพระโกศทอง รับเอายังพระโกศแก้วใส่พระบรมธาตุนั้นแล้ว มหาพุทธโฆษาเถรเจ้า ก็เอาธาตุเจ้าให้พระยาเรือน แก้วนั้นมหันตาองค์หนึ่ง มัชฌิมาสององค์แล้ว ให้มหาเถรเจ้าตนชื่อว่ายากะเป็นประธานและพระยาเรือนแก้ว ให้พร้อมกันเอาไปบรรจุไว้กลางเวียงไชยนารายน์เมืองมูลที่นั้น ชื่อว่าธาตุเจ้าจอมทองนั้นแล ส่วนว่ามหาพุทธโฆษาเถรเจ้าเป็นประธาน และพระองค์พังกษัตริย์เจ้าและพระองค์พรหมราชเจ้าก็พร้อมกันนิมนต์เอายังพระบรมธาตุเจ้าทั้งสามสถานรวม ๑๑ พระองค์ ก็หามพระโกศมหาธาตุเจ้าไปบรรจุไว้ยังดอยน้อยที่หนึ่งที่พระพุทธเจ้าฐาปนาเกศาธาตุเจ้าแล้ว ก็ทำนายว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่าจอมกิตติแล แล้วก็พร้อมกันก่อเจดีย์กว้าง ๓ วา สูง ๖ วา ๒ ศอก ในเดือน ๖ เพ็ญวันจันทร์ก็สำเร็จบริบูรณ์แล ให้ฉลองพร้อมกันทั้งสองหลัง คือว่าจอมกิตติและจอมทองกลางเวียงไชยนารายน์ที่หนึ่ง ณวันเดือน ๗ เพ็ญวันพุธ ท่านให้เป็นมหาปางอันใหญ่บริบูรณ์แล้ว มหาเถร


๙๑ เจ้าลำดับแจกไปทำพระพุทธเจ้าแจกไปทุกประเทศราช ส่วนพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งสามพ่อลูกก็เสด็จไปสู่เวียงแห่งตนแล้ว ก็อยู่กระทำบุญให้ทานบ่มิได้ขาด ศักราชได้ ๓๔๔ ตัวปีดับเฮ้า พระองค์พังเจ้ากินเมืองนานได้ ๕๔ ปี อายุได้ ๗๖ ปีก็จุติตายไป ยกเอาอุปราชาทุกขิตตนลูกอายุได้ ๕๕ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติเมือง นครโยนกเชียงแสนสืบต่อไป พุทธศักราชล่วงไปได้ ๙๖๘ พระวรรษา ศักราชได้ ๓๔๙ ตัวปีกดไจ้ทุกขิตพระองค์กินเมืองได้ ๑๖ ปี อายุท่านได้ ๗๐ ปีก็จุติตายไปแล ยกเอาพระองค์มหาวรรณตนลูกมีอายุได้ ๔๖ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนแทนสืบต่อไป ส่วน พระองค์พรหมราชเจ้าตนเป็นน้าท่าน ก็อยู่เสวยเมืองไชยปราการที่นั้น มิได้กลับคืนมากินเวียงโยนกนครหลวงแล บ้านเมืองทั้งปวงก็รุ่งเรืองตลอดมาเป็นลำดับ พระองค์พรหมราชเจ้าเป็นต้นศาสนา บ้านเมืองทั้งปวงก็น้อมนำมาสู่มหากษัตริย์ ประดุจดั่งบิดาให้ได้เป็นกษัตริย์เจ้าแห่งลานนาไทยถ้วนสองปีดั่งเก่าวันนั้นแล พระองค์สร้างเวียงไชยปราการแล้ว อยู่เสวยมานานได้ ๕๙ ปีบ่มีสัง๑ มาราวีหึงสาเบียดเบียนแล ศักราชได้ ๔๕๖ ตัวปีเมิงเมด พระองค์พรหมราชเจ้ามีอายุได้ ๗๗ ปีก็ถึงซึ่งทิวงคตไปแล แล้วยกเอาพระองค์ไชยสิริตนลูก มีอายุได้ ๔๘ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติยังเวียงไชยปราการที่นั้นสืบต่อไป พระไชยสิริเสวย ๑ สิ่งใด, อะไร


๙๒ เมืองมาได้ ๗ ปี เมืองโยนกนครศรีช้างแสนและเวียงไชปราการทั้ง สองนี้ ก็รุ่งเรืองฤๅชาปรากฎไปทั่วทิศานุทิศ ครั้งนั้นยังมีกษัตริย์ตน หนึ่งเป็นใหญ่ในเมืองสุธรรมวดีเมืองเมง อันมีหนหรดีฝ่ายน้ำแม่น้ำคงก้ำ ตะวันตก ยกเอารี้พลข้ามน้ำแม่คงมามีกำลังล้านเจ็ดแสน เพื่อจักมา รบเอาเวียงไชยปราการที่นี้ มาทางศรีสี่ต้นมีอันมิลักขุทั้งหลายก็มาไหว้ บอกกล่าวแก่พระองค์ไชยสิริเจ้า ครั้นพระองค์รูข่าวศาสน์อันนั้นแล้ว ก็เร่งใช้ให้ไปไหว้สาปฎิบัติแก่กษัตริย์เจ้าตนเป็นลูกลุง ยังเวียงโยนก ไชยบุรีศรีช้างแสนหลวงที่นั้นให้รู้เหตุการณ์นั้น แล้วขอเอากำลังหัวศึก ทั้งมวลได้แล้ว ก็เร่งเกณฑ์เอาคนศึกทั้งสองเวียงนั้น ได้มากแล้วเดิม กระบวนทัพออกจากเวียงณวันอังคารเดือน ๘ ออกค่ำ ๑ ก็แต่ให้ขุน แกล้วขุนหาญทั้งหลายยกกำลังออกไปต้อนรับข้าศึกแห่งเมืองสุธรรมวดี ที่ดอยขุนน้ำห้วยเปล้าโปร่งมอญนั้นแล ศึกแห่งพระสุธรรมวดีนั้น ก็ แข็งแรงนักก็ล้ำล่วงหน้าล่วงหลังเข้ามา เหตุว่าท่ามีระบู๑นักศึกเหล่า นี้ ก็ทอรนา๒ระบูหลวงท่านบ่ได้ คนท่านมาทั้งวันทั้งคืนได้เดือนหนึ่ง ก็ ใช้มาไหว้สาพระยาพรหมไชยสิริราชเจ้า ว่าบัดนี้ผู้ข้าทั้งหลายรบท่านก็ บ่ได้ชัยชนะท่านก็ล้ำเข้ามาถึงป่าสีถอยและหนองขวางหินเสียแล้ว ก็ เหมือนจักถึงเวียงนี้แล ขอให้องค์เป็นเจ้ากรุณารีบและเทอญ ครั้ง นั้นพระองค์ไชยสิริเจ้าก็กล่าวว่าเราบ่ได้เป็นข้าผู้ใดแล เรียกเอาหมอมา คอยชาตาเมืองเราดูจักร้ายดีประการใด ครั้งนั้นหมอดูแล้วก็ทำนายว่า ๑ ปืนใหญ่ (โวหารเก่าแก่ในหนังสือต่าง ๆ ทางเวียงจันทร์เรียกสบู่) ๒ ทน, สู้


๙๓ มหาราชาเจ้าชาตาเวียงเราลูกนี้ถูกสูญ สามถานเคราะห์ร้ายตกพูมเหมือน จักได้เป็นข้าท่าน ถ้ามิเช่นนั้นก็จักเสียเมืองเป็นมั่นคง ขอให้องค์พระ เป็นเจ้าพิจารณารีบเทอญ พระองค์ไชยสิริเจ้าได้ทราบเหตุดั่งนั้น ก็ กล่าวว่าเราบ่ได้เป็นข้าผู้ใด เราจักสละเมืองให้เขาเสียนั้นก็เห็นจักสมควร แล้วก็ป่าวร้องเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้งหลาย ให้ตำเอาข้าวใส่ ไถ้ใส่ถุงพอประมาณแล้ว ศักราชได้ ๓๖๖ ตัวปีเมิงไส้ศาสนาพระพุทธเจ้า ล่วงไปพันเต็มบริบูรณ์นั้นเดือน ๘ แรมค่ำ ๑ วันพฤหัสบดี ท่านก็มีอาชญาให้ไปปองเอาตนครัวหนีไปนั้นแล กาลนั้นส่วนว่าพระยาสุธรรมวดีก็มา ได้เวียงเปล่าหามีผู้คนไม่ เห็นแต่เท่าไฟข้าวและเรือนนั้นก็บ่อาจจัก ตามไปได้ ก็พาเอารี้พลโยธาหนีกลับคืนเมือหาบ้านนั้นแด ส่วน พระองค์ไชยสิริเจ้าก็ปองเอาคนครัวหนีไป จักหนีไปหาเวียงโยนกนคร ราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนหลวงนั้น ก็ไปบ่ได้เหตุว่าฝนตกแม่น้ำกุกกุฏ นทีนองมากนัก ก็พากันพ่ายหนีไปทางตะวันออก ล่องใต้ไปทางผาหมื่น ผาแสนแล้วล่องไปทางตะวันออกด เข้าชมพู คือว่าดอยด้วยนั้นก็อยู่บ่อได้ กลัวข้าศึกจะติดตามมาทัน ก็พากันหนีไปทางตะวันออกนานได้เดือน ๑ ก็ไปถึงที่พระพรหมราชตนพ่อแห่งท่านไล่ขอมไปถึงที่นั้น ครั้งนั้นก็ร้อนถึงที่นั่งพระยาอินทร์ ครั้นพระยาอินทร์ได้ทราบเหตุการณ์ดั่งนั้น ก็ลงมาเนรมิตเป็นตาผ้าขาวตนหนึ่ง แล้วก็มาอยู่ใกล้ช้าง ที่นั่งกล่าวว่า ดูกร มหาราช ท่านจงตั้งเมืองอยู่ฐานะที่นี้เทอญ เป็นชัย ภูมิดีบ่มีข้าศึกสัตรูจักมาเบียดเบียนท่านแด ว่าดั่งนั้นแล้ว พระยาอินทร์


๙๔ ก็กลับหายไปในกาลนั้น พระองค์ก็ยับยั้งหมู่บริวารอยู่ที่นั้นสามวันแล้ว เดือน ๙ แรม ๔ แรม ค่ำ วันอังคาร ท่านก็สร้างเวียงอยู่ที่นั้นแล้ว เรียกชื่อ ว่าเมืองกำแพงเพ็ชร์นั้นแล เหตุเอานิมิตต์พระยาอินทร์เนรมิตกำแพง หินกั้นพรหมกุมารผู้เป็นพี่ราชบิดาของท่าน ครั้งเมื่อไล่พระยาขอมดำ ไปนั้นแล มีคนแสนครัวก็ตั้งอยู่ริมน้ำแม่ระมิงตราบแถวสบแล ก็ เปลี่ยนนามว่าพระองค์ไชยสิริเชียงแสนนั้นแล แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้า ทั้งสองเมืองพี่น้องก็พลัดพรากไกลกันไปแต่นั้นมา กษัตริย์ไทยเราเลย แตกเป็นสองกษัตริย์แต่นั้นมาเวียงไชยปราการแคว้นใต้ก็รกร้างบ่มีผู้คน แต่นั้นมาแล ศักราชได้ ๔๖๙ ตัวปีกดสัน พระองค์มหาวรรณเจ้ากิน เมืองนานได้ ๒๑ อายุได้ ๖๗ ปี แล้วก็จุติตายไปแล ก็ยกเอาพระองค์มหาชัยชนะเจ้าตนลูกมีอายุได้๔๒ปีขึ้นเป็นกษัตริย์เสวยเมืองแทน ในเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนแทบสืบไป ศักราชได้ ๔๖๗ ตัวปีเมิงเม้าศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปได้ ๑๐๐๓ ปี พระ องค์มหาชัยชนะเป็นกษัตริย์มาได้ปีหนึ่งอายุได้ ๗๐ ปี เดือน๗แรม ๗ ค่ำ วันเสาร์ ครั้งนั้นคนทั้งหลายก็ไปเที่ยวยังแม่น้ำกุกกุฎนทีได้เห็นยังปลา ตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง ใหญ่เท่าต้นตาลยาวประมาณ ๗ วา แล้วเขาก็พา กันไปทุบปลาตัวนั้นตายแล้ว ก็พากันลากมาถวายมหากษัตริย์เจ้า พระ องค์ก็มีอาชญาให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทั้งเวียงนั้นแล ครั้นว่าบริ- โภคกันเสร็จแล้วดั่งนั้น สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือน ดั่งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว ประดุจดังว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จัก


๙๕ เกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้นถึงมัชฌิชมยามก็ซ้ำ ดังมาเป็นคำรบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาอีกเป็น คำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้น เวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็นหนองอันใหญ่ ยามนั้นคนทั้ง หลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาสฉิบหาย ตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น ยังเหลืออยู่แต่เรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังเดียวนั้น แล คืนนั้นรุ่งแจ้งแล้วดั่งนั้นขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลายอันอยู่นอกเวียงนั้น เขาก็กล่าวกันว่าในคืนที่แล้วไปนี้ เป็นเหตุสิ่งใดได้ยินเสียง เหมือนดั่งเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเวียง ควรเราทั้งหลายจะ เข้าไปปฏิบัติดูให้รู้แจ้งว่าดั่งนั้นแล้ว ขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลาย ครั้นบริโภคข้าวงายเสร็จแล้ว ต่างก็พากันเข้ามาสู่เวียงเพื่อจักดูยังเหตุ การณ์นั้น ๆ ครั้นมาถึงแล้วก็มิได้เห็นสิ่งใด เห็นแต่น้ำท่วมไปทั้งนั้น กับ เห็นเรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังหนึ่ง เขาก็พร้อมกันเรียกเอายายแม่ หม้ายเฒ่านั้นมาแล้ว ก็ถามว่า ดูกรแม่เฒ่า เป็นเหตุการณ์อย่างใดเวียง และเจ้านายของเราจึ่งจมลงฉิบหายเสียสิ้นดั่งนี้ ป้ายังได้รู้เห็นเหตุการณ์ สิ่งใดจา กาลนั้นยายเฒ่าแก่ก็ขานว่า เออป้าก็ยังรู้ดั่งกล่าวแล ในวัน วานนี้เจ้านายทั้งหลายท่านก็เอาปลาตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง มาถวายพระ มหากษัตริย์เจ้า ก็เอาปลานั้นแจกจ่ายกันกินทั่วทั้งเวียง ในวันนั้นถึง เวลาเย็นมายังมีมาณพชายหนุ่มผู้หนึ่งลุกที่ใดมาก็บ่รู้ ก็มาขอจอดเรือน ป้าที่นี้แล้วป้าก็เอาข้าวน้ำให้เขาบริโภค เขาก็มิได้บริโภคยังอาหารของ


๙๖ ป้าเขาก็ถามป้าว่า ดูกรป้าชาวเวียงที่นี้พากันเอาสิ่งใดบริโภคดูหอมยิ่ง นักทั่วทั้งเวียงนี้จา ป้าก็บอกเขาว่าชาวเมืองทั้งหลายได้ปลาตะเพียนเผือกใหญ่ตัวหนึ่งมาแบ่งกันกินทั่วทั้งเวียง ว่าดั่งนั้นมาณพผู้นั้นก็ถามว่า ป้า ยังได้กินกับเขาหรือว่ามิได้กินนั้นจา ป้าก็กล่าวว่า ป้านี้คนเฒ่าคนแก่ เป็นแม่ร้างแม่หม้าย บ่มีลูกมีหลานผู้ใดใครเขาจะให้ป้ากินหลานเอ๋ย มาณพนั้นกล่าวแก่ป้าว่า ป้ามิได้กินก็ดีแล้ว ป้าอย่าได้อยากกินกับเขา เทอญว่าดั่งนั้นแล้ว ประมาณครู่หนึ่งมาณพก็กล่าวว่า ข้าจักไปเที่ยวสัก ครู่หนึ่ง พอมาณพผู้นั้นจะไปก็กล่าวสั่งกับยายแม่หม้ายว่า ถ้าหากหลาน ไปแล้วมีเหตุการณ์สิ่งใดบังเกิดขึ้นก็ดี ถ้ามิได้เห็นหน้าหลานอย่าได้ลง เรือนไปแห่งใด ว่าดั่งนั้นแล้วก็หนีไป แล้วป้านี้ก็เข้าไปนอนอยู่ประมาณครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นดั่งเรือนหล่มลงไปเป็นที่ กลัวยิ่งนัก ก็ลุกจากที่นอนขึ้นแล้วก็มาคิดแต่ในใจถึงคำซึ่งมาณพผู้นั้นสั่งไว้ ก็กลับเข้านอนเสียดั่งเก่า เสียงอันนั้นก็ดังไปถึงกลางคืนค่ำเช้า ดังมาถึงสองทีป้าก็ลุกออกไปดูถึงประตูเรือน ก็คิดถึงคำหลานผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง ก็กลับเข้ามานอนเป็นคำรบสองเสียงอันนั้นก็ดังไป ๆ จวนถึง ย่ำรุ่งยิ่งดังกว่าแต่เก่าก่อน ป้าก็ยิ่งกลัวหนักขึ้น ก็ลุกออกไปถึงหัวบันได ก็มองไปทางทิศใต้ทิศเหนือก็เห็นแต่น้ำท่วมไปตลอดทั้งเวียง ขุนพันนา และนายบ้านทั้งหลายก็ถามว่าปลาตะเพียนเผือกตัวนั้นโตประมาณเท่า ใดจา ย่าเฒ่าแก่ก็กล่าวว่าเท่าใดก็มิได้เห็นปลานั้น แต่ว่าเขาทั้งหลาย ได้ลากเอาปลาตัวนั้นมาพอเป็นทางน้ำว่าดั่งนั้น ที่นั้นก็ได้ชื่อว่าแม่น้ำลาก


๙๗ แต่นั้นมาแล เมื่อนั้นเขาโจทนากันว่าประมาทคนเฒ่านี้ผิดแท้หนอ บ่ควร เราจักประมาท ว่าดั่งนั้นแล้ว เขาก็พร้อมกันเอายายเฒ่าผู้นั้นไปเลี้ยงดูเสียให้บริบูรณ์แล้ว เขาก็กลัวแต่ว่าท้างพระยาต่างประเทศ ประการ หนึ่งเขาก็กลัวแต่พระยาเวียงไชยนารายน์เมืองมูลแคว้นขวานั้นมาชิงเอาราชสมบัติบ้านเมืองแล ครั้งนั้นพระยาสร้อยหล้าลูกพระยาสร้อยฟ้ากิน เวียงไชยนารายณ์ที่นั้น ต่อกันมาบ่มิได้ขาด เหตุดั่งนั้นเขาก็ปรึกษา พร้อมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ก็ยกเอาโภชกแม่บ้านบูมผู้หนึ่งชื่อ ว่า ขุนลังนั้นให้เป็นใหญ่แก่เขาทั้งปวง ศักราชได้ ๓๗๖ ตัวปีเมิงเม่า เดือน ๘ ออก ๗ ค่ำวันอังคาร เขาทั้งหลายก็พร้อมกันสร้างเวียงลูก หนึ่งริมฝั่งน้ำแม่ของ ก้ำตะวันตกมีหนตะวันออกเวียงโยนกนครเก่าคือ ว่าเวียงอันจมลงไปแล ครั้นสร้างบริบูรณ์แล้วก็ให้ขุนลังตั้งอยู่เป็นใหญ่ แก่บ้านเมืองแห่งเขาแล้ว ก็เรียกว่าเวียงปรึกษานั้นแล แต่นั้นมามหา กษัตริย์เจ้าอันเสวยราชสมบัติเมืองโยนกนครเชียงแสนที่นี้ ตั้งแต่ปฐม มีสิงหนวติกุมารเป็นต้นมา ตั้งให้เป็นเมืองพันธุสิงหนตินคร๑ ลำดับ สืบสายมาได้ ๔๕ ราชวงศ์ และมาสิ้นเสียคราวนี้แล แต่นั้นไปภายหน้า วงศามหากษัตริย์ก็เป็นอันสิ้นสุดลง ตั้งแต่นี้ต่อไปไพร่แต่งเมืองต่อไปแล ศักราชได้ ๓๗๘ ตัวปีกัดไส้ ขุนลังนั้นได้เป็นเจ้าเมืองแล้วก็ชักชวนไพร่บ้านพลเมืองทั้งหลาย ก่อ สร้างมหาเจดีย์กวมที่พระพุทธเจ้ามานอน แล้วเอาเกศาธาตุบรรจุไว้ที่ ๑ บางแห่งก็เป็นนาคพันธุสิงหนวตินคร


๙๘ นั้นพระองค์ทำนายว่า สถานที่นี้จักได้ชื่อว่าธาตุเจ้าดอยชันนั้นแล ก็มีใน ที่จิ่มใกล้เวียงแห่งตนนั้นแล กระทำเสร็จแล้วก็ฉลองทำบุญให้ทานสำเร็จบริบูรณ์เดือน ๖ เพ็ญวันศุกร ศักราชได้ ๓๘๖ ตัวปีเมิงเป้า ขุน ลังกินเมืองมาได้ ๑๑ ปีก็จุติตายไปแล ยังมีนายบ้านผู้หนึ่งว่าขุนชาง ขึ้นกินเมืองต่อไปได้ ๗ ปี ศักราชได้ ๔๙๒ ตัวก็จุติตายไปแล ขุนลาน ขึ้นกินเมืองต่อไปได้ ๙ ปี ศักราชได้ ๕๐๐ ตัวปีลวงเม่าก็จุติตายไป ขุนทานกินต่อไปได้ ๘ ปี ศักราชได้ ๕๐๗ ตัวปีเมิงเล้าก็จุติตายไป ขุน ตามกินต่อไปนานได้ ๑๐ ปี ศักราชได้ ๕๑๖ ตัวปีระวายซง้าก็จุติตาย ไป ขุนตนเมืองต่อไปได้ ๕ ปีก็ตายไปแล ขุนติมกินเมืองต่อไป ศักราชได้ ๕๒๐ ตัวกินนานได้ ๗ ปีก็ตายไปแล ขุนแตงกินต่อไปได้ ๕ ปีศักราชได้ ๕๓๐ ตัวตายไปแล ขุนจันกินต่อไปได้ ๔ ปีศักราชได้ ๕๓๓ ตัวตาย ขุนคงกินต่อไปได้ ๕ ปีศักราช ๕๓๗ ตัวตาย ขุนจอม กินต่อไปได้ ๖ ปีศักราช ๕๔๑ ตัวตาย ขุนชงกินต่อไปได้ ๓ ปีตาย ขุนชิงกินต่อไปได้ ๘ ปีศักราชได้ ๕๕๐ ตัวปีระวายไจ้ก็จุติไป ขุนอิทธิ กินต่อไปได้ ๔ ปีตาย ขุนสุทธิกินต่อไปได้ ๕ ปีตาย ขุนสุขกินต่อไปได้ ๒ ปีมาถึงศักราชได้ ๕๕๙ ตัวปีเบิกเสด ทั้งมวลรวมได้ ๑๑ เช่นขุนกิน เมืองแล ตั้งแต่ศักราช ๑๑๑๘ พระวรรษานั้นมาตลอดถึงศักราช ๕๕๙ ตัวนี้ ชาติเชื้อขัตติยราชวงศ์มหากษัตริย์ อันเสวยราชสมบัติในเมือง โยนกนครที่นี้ แต่เช่นสิงหนวติราชกุมารปฐมกษัตริย์ลำดับมานั้น ก็ สิ้นสุดหม่นหมองบ่รุ่งเรืองมาแล กล่าวร้องตำนานนิทานเมืองโยนก


๙๙ นครทั้งมวลตั้งแต่ปฐมมูลสิงหนวติราชกุมาร มาแต่เมืองราชคฤห์หลวงไทยเทศมาตั้งให้เป็นเมืองพันธุสิงหนตินคร ตลอดมาถึงพระพุทธเจ้าแห่งเราได้ตรัสสัพพัญญุตญาณแล้วเสด็จมาโปรดในที่นั้น ครั้น ต่อมาก็กลายเป็นเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนตลอดมาถึง ตั้งเป็นเวียงปรึกษา และอยู่มาได้ ๙๓ ปีนี้แล กล่าวตำนานเมืองโยนก นครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนก็สิ้นห้อง๑หนึ่งแต่เท่านี้ก่อนแล พระพุทธเจ้าแห่งเรานิพพานไปได้ปีหนึ่งโบราณศักราชได้๔๒๐ตัวพระยาอชาตศัตรูเมืองราชคฤห์ตัดเสียครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งไว้ตัวหนึ่งในกัด เมดลำดับไปถึงปีระวายสันศักราชได้ ๙๙ ตัว อรหันตาทำทุติยสังคาย- นาธรรมยังเมืองเวสาลี ศาสนาล่วงไปได้ ๒๑๘ ศักราช ๒๑๗ ตัว พระยาศรีธรรมอโศกราชได้ปราบชมพูทวีปศักราชได้ ๒๒๓ ตัว มหา โมคคลีบุตรเถรเจ้ากระทำตติสังคายนาธรรม ศักราชล่วงไป ๖๔ ตัว ปีเบิกยี่ พระยาตรีจักขุตัดเสียตั้งทุติยศักราชไว้ตัวหนึ่ง ลำดับไป ทุติยศักราชล่วงไปได้ ๙๖๐ ตัว พระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๑๑๘๒ พระ วรรษาวันนั้น ยังมีมหานครอันหนึ่งมีหนอาคเนย์กับราชธานีทั้งปวงมีพัน เมือง มีขัตติยราชวงศาหากหมดสิ้นไปหาท้าวพระยาที่จะสืบต่อไปมิได้ ทั้งพันเมือง มีเมืองยวนเชียงแสนเป็นประธาน อาฬวี ๑ จุลณี ๑ จันทบุรี ๑ โกสัมพี ๑ หงษาวดี ๑ กลิงคราช ๑ สังกตา ๑ เท่านี้เป็นประธานแล ครั้งนั้นยังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าอนุรุธธรรมราช ๑ ตอน


๑๐๐ เป็นใหญ่ในเมืองมลราชและเป็นใหญ่กว่าเมืองทั้งหลาย สมัยนั้นเมือง ใหญ่ทั้งหลายในชมพูทวีปมี ๘,๔๐๐ เมือง ที่มีท้าวพระยามหากษัตริย์ นั้น ก็พร้อมกันณที่พระยาธรรมตนนั้นสิ้นทุกเมือง ที่นั้นพระยาอินทร์ก็ใช้ ยังเทวบุตรตนหนึ่งลงบอกให้พระยาธรรมิกราชตนนั้นว่า ให้ได้ตัดศักราช เสียนั้นแล ครั้งนั้นท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลายก็ไปพร้อมกันไว้สา พระยาธรรมิกราชว่า เมืองไทยยวนทั้งหลายมีพันเมือง เขาหาเจ้าที่จะ ครองเมืองมิได้ เขาก็ได้มาพร้อมในที่นี้ กาลนั้นพระยาธรรมอนุรุธก็ เจรจากับด้วยเทวบุตรตนนั้นว่า ขอเทวบุตรเจ้าจงหาท้าวพระยาตนมีบุญ สมภารควรเป็นขัตติยราชวงศานั้นให้แก่เขาด้วยเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว เทวบุตรตนนั้นก็เสด็จกลับไปกราบทูลแก่พระยาอินทร์ตนเป็นใหญ่ให้รู้ แจ้งเหตุการณ์ดั่งนั้นแล้ว พระยาอินทร์ก็จึ่งให้ปฎิญญาณแก่เทวบุตรทั้ง หลายพันตน มีลวะจังกราชเทวบุตรเป็นประธาน ให้ลงมาเอาปฎิสนธิ โอปปาติกเป็นเจ้าในพันเมืองแล แล้วก็ใช้มาตลีเทวบุตรลงมายืนอยู่ยัง อากาศ ป่าวร้องแก่คนทั้งหลายฝูงอันอยู่ยังเวียงปรึกษาเชียงแสนที่นั้น ว่า๗วันข้างหน้านี้ลวะจังกราชเททวบุตรจักลงมาเป็นเจ้าแก่สูท่านทั้งหลาย สูท่านทั้งหลายจึ่งเอารถไปสู่หนเหนือแห่งเวียงสูนี้ประมาณพันวา คอยท่ารับเอาเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วมาตลีเทวบุตรก็กลับคืนยังที่อยู่แห่งตนนั้น แล กาลนั้นชาวเวียงทั้งหลายจึ่งปรึกษากันว่า เราควรจะกระทำตามคำ แห่งเทวบุตรหากมาบอกกล่าวนั้นทุกประการ กาลนั้นลวะจังกราชเทว- บุตรตนนั้น ก็พร้อมด้วยบริวารมีเทวดาและเทวบุตรทั้งหลายพันตนก่าย


๑๐๑ เกิน๑เงินลงมาแต่จอมเขายุคนธร มาสู่ต้นไม้หมากทันต้นหนึ่งแล้ว ลวะ- จังกเทวบุตรพร้อมด้วยบริวารทั้งหลายพันหนึ่ง ก็ยืนอยู่เหนือแท่นเงินอัน หนึ่งร้องกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า เรานี้ชื่อว่าลวะจังกภุมเทวดา จักมาเป็น เจ้าสั่งสอนสูท่านทั้งหลาย ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็อันตรธานกลับหายเสียจากที่ อันเป็นเทวบุตรเทวดานั้น แล้วก็เอาโอปปาติกชาติเหมือนแท่นเงินลูกหนึ่ง อันมีภายใต้ร่มไม้หมากทันที่นั้น แล้วก็เกิดเป็นมนุษยชาติใหญ่ประมาณ ๑๖ ปีพร้อมด้วยราชธิดานั้นแล ส่วนว่าเหรัญญเสนียา๒เกินเงินอันนั้นก็สูญ หายไปแล ฝ่ายชาวเวียงปรึกษาทั้งมวลก็พร้อมกันอาราธนาขึ้นขี่ราชรถ อันเชิญมาสู่เวียงแห่งเขาแล้ว ก็อุสาราชภิเศกให้เป็นเจ้าเขาทั้งหลาย ไทยเมืองทั้งมวลในกาลนั้นแล ท่านก็รับเอาคำพระยาอินทร์และพระยา ธรรมอนุรุธมาแล้ว ก็ป่าวร้องท้าวพระยาทั้งหลายมี ๙๙๘ เมืองมีแต่ เมืองหริภุญไชยกับเมืองสุโขทัยเท่านั้นมิได้มา เหลือจากนั้นก็มาพร้อม กันกับด้วยพระยาลาวเจ้าสิ้นแล ท่านก็ตัดศักราชอันพระยาตรีจักขุตั้งไว้ ได้ ๕๖๐ ตัวนั้นเสียในวันกลางคืนเดือน ๕ ออกค่ำ ๑ วันอาทิตย์ยามจัก ใกล้รุ่งแล้ว ตั้งศักราชใหม่ไว้ตัว ๑ ยามรุ่งแจ้งแล้วเป็นตติยศักราช ตกปีใหม่ปีกัดไค้นั้นแล แล้วก็ผ่อ๓ ขึ้นเมื้อภายบนเห็นเกินเงินนั้นค่อยผุด ขึ้นเมื้อบ่เสี้ยง๔ ยังเห็นเงื่อนยังอยู่แล กาลนั้นพระยาเจ้าท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย สร้างเวียงขุดคูกว้าง ๗ วา ยาว ๑,๑๐๐ วา ยาวไปตามแม่น้ำนั้น ก่อเบ็กปราการกวมแท่นเงินและต้นไม้หมากทัน ๑ พะโอง, เกริน ๒ บรรได ๓ มองดู ๔ บ่เสี้ยง=ยังไม่หมด


๑๐๒ ที่ท่านเอาโอปปาติกชาตินั้นแล้ว ก็เรียกชื่อว่าเวียงเหรัญนครเงินยางเชียง แสนว่าดั่งนั้นแล เหตุเอานิมิตต์เทินเงินนั้นตั้งแล ที่ต้นไม้หมากทันนั้น ท่านก็ก่อสร้างให้เป็นมหาเจดีย์ธาตุและวิหารทั้งมวลแล้ว ก็เรียกว่าเอา รามสังกาแก้วดอนทันนั้นแล นัยหนึ่งเรียกว่าวัดสังกาแก้วยางเงินก็เรียก แล เหรัญญบัลลังก์แท่นเงินนั้น พระยาเจ้าท่านก็ม้างเอาสละสร้างและ ให้ทาน เดือน ๖ ออก ๕ ค่ำ วันอังคารยามเที่ยง พระยาเจ้าก็เสด็จเข้า อยู่ในราชโรงหลวงที่นั้นแล นามวิเศษก็ปรากฎชื่อว่าพระยาลวะจังกราช ว่าดั่งนั้น ครั้งนั้นท้าวพระยาทั้งหลาย ๙๙๘ เมืองนั้น ก็รับเอาพระ ราชอาชญาพระยาเจ้าแล้วก็สั่งอำลาพระยาลวะจังกราชเจ้าแล้ว ก็หนี เมื้อสู่บ้านเมืองที่อยู่แห่งเขาทุกคนนั้นแล แล้วก็กระทำบุญไป ส่วนบ้านเมืองศาสนาพระพุทธเจ้าก็การกุง๑ รุ่งเรืองมากนัก แต่นั้นมาเมืองยวนลานนาและเมืองจ่าลานช้างทั้งสอง เมืองนี้ จึ่งเรียกว่าลาวลาวดั่งนั้นแต่นั้นมาแล ต่อแต่นั้นมาศักราชได้ ๒ ตัวปีกดไจ้ ยังมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่ง มีนามบัญญัติว่า ญาณรังสี ท่านก็รู้ประวัติข่าวศาสน์ ว่าศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าอันตั้งอยู่ในโยนก ประเทศ คือว่าเมืองยวนเชียงแสนที่นั้นรุ่งเรืองว่าดั่งนั้น พระมหา เถรเจ้าก็ไปนิมนต์เอามหาธาตุเจ้าองค์หนึ่งใหญ่ประมาณเท่าเม็ดในหมาก ทัน เป็นธาตุวามหนุก คือ ว่าธาตุกะดูกคางก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้านั้น แต่อโศการามยังเมืองปาตลวีบุตนคร แล้วก็มาถึงพระยาลวะจังกราชเจ้า ๑ ถึงขีดสุด , คุง


๑๐๓ ตนเป็นเจ้าเมืองเหรัญญนครเงินยางไชยบุรีเชียงแสนที่นี้แล้ว ครั้งนั้น พระยาลวะจังกราชเจ้าตนเป็นเจ้าเมืองเหรัญญนครเงินยางไชยบุรีเชียง แสนที่นี้แล้ว ครั้งนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้าท่านก็มีใจชมชื่นยินดีกับพระ มหาธาตุเจ้าแล พระมหาเถรเจ้าโยดยิ่งจึ่งจักแปลงยังพระโกศคำรับ เอามหาธาตุเจ้าแล้ว ก็กระทำสักการะบูชามานักแล กาลนั้นพระยาเจ้าก็ไหว้สามหาเถรเจ้าว่า สถานที่ใดควรตั้งยัง มหาธาตุเจ้าที่ใดดี ขอให้เจ้ากูจงบอกให้แก่เข้าทั้งหลายแลเทอญ ครั้ง นั้นมหาเถรเจ้าจึ่งนิมนต์เอาพระธาตุเจ้าขึ้นใส่สีวิกากาญจน์ แล้วก็นำ เอาตนพระยาเป็นประธาน และเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันนิมนต์ อาราธนามหาธาตุเจ้าเสด็จขึ้นไปถึงหัวเวียงจักใกล้สุดนั้นแล้ว กาลนั้น พระญาณรังสีเถรเจ้าก็เห็นที่จักตั้งบรรจุพระบรมธาตุเจ้าและเจดีย์กวม นั้นฐานะที่นั้นเป็นดอนงามนัก มีสัณฐานเป็นดั่งหลังเต่านั้นแล ดังลือ และมหาเถรเจ้าพลอยว่าให้ตั้งเจดีย์และบรรจุพระมหาธาตุเจ้าในที่นั้นจา ก็เหตุว่ายามพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่วันนั้น ก็เสด็จเข้ามาเมตตาพระยา ตนเป็นเจ้าเมืองโยนกลูกเค้านั้น วันนั้นต่อกาลนั้นช้างมงคลแห่งเจ้าเมือง นั้นได้เห็นยังพระพุทธเจ้าและสาวกเจ้าทั้งหลายนั้น ก็สะดุ้งแล่นหนีมา ถึงที่นี้แล้ว ก็ร้องแสนแล่นพลิกคืนไปร้องแสนสะเคียน ๑ อยู่ท่ามกลางสันดรที่นั้นถ้วนสามทีแล ในกาลนั้นพระสัพพัญญูเจ้าก็ทำนายว่า ภายหน้า เมืองจักไปตั้งอยู่ที่นั้น จักได้ชื่อว่าเมืองไชยบุรีเชียงแสนว่าดั่งนั้นแล้ว ๑ กึกก้อง , สะเทือน


๑๐๔ เหตุนั้นพระมหาเถรเจ้า พร้อมกับด้วยพระยาเอามหาธาตุเจ้าไปบรรจุตั้ง ไว้ที่นั้น ให้ก่อเป็นเจดีย์สถูปและวิหารกำแพงปราการบริบูรณ์แล้วฉลอง ให้ทานในวันเดือน๔ เพ็ญวันพฤหัสบดีสำเร็จบริบูรณ์ก็ให้ชื่อว่ามหาอาราม เชียงมั่นช้างคุ้ง แต่นั้นไปศักราชได้ ๓ ตัวปีเป้า พระยาลวะจังกราชเจ้า ท่านก็ไปสร้างเจดีย์หลังหนึ่งกวมที่เกษาธาตุพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทำนายว่าจักได้ชื่อว่าดอยฟ้านั้นแล เดือน ๖ เพ็ญวันศุกร์สำเร็จแล้วบริบูรณ์ แต่นั้นไปท่านก็เสด็จไปสร้างเวียงแถมลูกหนึ่งมีหนหรดีไกลสี่คืนทาง สร้างกวมแม่น้ำอันไหลมาแต่หนตะวันตก มีสัณฐานเป็นดั่งฝักฝางนั้น จึ่งเรียกชื่อว่าเวียงฝางแต่นั้นมาแล ตามเหตุนิมิตต์แห่งพระพุทธเจ้ามาทำนายไว้ว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่าเมืองฝางนั้น เหตุดั่งนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้าสร้างเวียงยาวเป็นดั่งฝักฝางนั้น เพื่อเหตุนั้นด้วยเดชะอาชญา แห่งท่านคุ้มสิบสองพันนาเงินยางและเมืองฝางสามพันนา เมืองสาทห้าร้อยนา ชวาดเมืองหางร้อยนา ชวาดน้อยยางมานร้อยนา รวมกันเป็นสามหมื่นสี่พันนา เมืองสาทห้าร้อยนา ชวาดเมืองหางร้อยนา ชวาดน้อยยางมานร้อยนา รวมกันเป็นสามหมื่นสี่พันนา แต่นั้นควานช้างมงคล แห่งท่านไปหาช้างก็หายรายรอยเสีย มันก็ไปหนทักษิณไปไกลคืนทางหนึ่ง ก็ได้เห็นรอยช้างตัวหนึ่งรอยใหญ่ ๓ ศอก เที่ยวไปตามริมน้ำแม่กก ไป ไกล ๕๐๐ วา แล้วก็หายรอยไปเสีย มันก็แผวไป ๑ภายหน้าได้ ๓ คืนไปถึงริมน้ำแม่ขระ มันก็ไปพบพรานป่าผู้หนึ่งร้อยเต่าหาบมา มันก็ถาม ๑ ถึง


๑๐๕ พรานป่าผู้นั้นว่า ป่าที่นี้ช้างป่าทั้งหลายหรือไม่มี พรานป่าผู้นั้นกล่าวว่า แคว้นนี้ช้างป่าบ่มีแท้แล ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่นั้นจึ่งเรียกว่าร้อยเต่าแต่นั้นมา แล ฝ่ายควานช้างคนนั้นก็กลับคืนมา พอมาถึงที่รอยช้างหลวงนั้นมันก็ บ่เห็นยังรอยช้างหลวง ก็เท่ามาเห็นรอยช้างมันดั่งเก่า มันก็ได้ช้างแห่งมัน แล้วมันก็มาถึงสำนักพระยาเจ้าแล้วก็เข้าไปไหว้สาพระยาเจ้าตามดั่งมัน ได้เห็นนั้นทุกประการ ในกาลนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้า ก็มีอาชญาให้ไป สร้างเวียงที่รอยช้างหลวงนั้นลูกหนึ่งแล้ว ก็ใส่ชื่อเวียงนั้นว่าเวียงเชียง รอย ที่พรานป่าร้อยเต่าหาบมานั้นก็ให้ไปตั้งบ้านที่นั้นบ้านหนึ่ง ให้ชื่อว่า บ้านร้อยเต่านั้นแล ครั้นต่อมาภายหลังเชียงรอยนั้นก็กลับหายไป เรียกชื่อ ว่าเชียงรายต่อมาถึงกาลบัดนี้ เหตุว่าพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่ วันนั้นมา ทำนายชีร้ายนั้น เหตุอันนั้นจึ่งได้ชื่อว่าเชียงรายด้วยเหตุอันนั้นแล ที่ร้อย เต่านั้นก็กลายไปว่าเชียงของด้วยเหตุอันนั้น ส่วนว่าพระยาลวะจังกราช เจ้าท่านก็อยู่เวียงเงินยางบุรีเชียงแสนแล ที่ร้อยเต่านั้นก็กลายไปว่าเชียง ของด้วยเหตุอันนั้น ส่วนว่าพระยาลวะจังกราชเจ้าท่านก็อยู่เวียงเงินยาง บุรีเชียงแสนและเมืองขวางเชียงร้อยทั้งสามเวียงนั้นแล ท่านก็มีราชบุตร ๓ คน และคนผู้พี่ชื่อว่าลาวกอ ผู้กลางชื่อว่าลาวเกือ ผู้น้องช้อยชื่อว่า ลาวเก้านั้นแล ในกาลนั้นยังมีขา๑เจ้าพี่น้องก็ชวนกันไปแอ่ว ที่สบห้วย ตมไหลมาต่อน้ำแม่น้ำของที่นั้น ก็เห็นยังปูหลวงตัวหนึ่งใหญ่เท่าเยีย๒เข้า ขาเจ้าก็ไล่จับเอา ปูตัวนั้นก็พ่ายเข้ารูดินอันหนึ่งไปนั้นแล ขาสองคนผู้พี่ ๑ เขา ใช้แทนคนจำนวนมากตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป ๒ ฉาง


๑๐๖ นั้นก็ขุดแล้วว่าให้น้องเอาน่างไปกางไว้ทางห้วยภายใต้นั้นแล้วให้เฝ้าอยู่ที่นั้น ฝ่ายน้องนั้นก็ไปตามคำพี่บอกนั้นทุกประการ ส่วนขาผู้พี่ทั้งสองก็ ขุดปูได้แล้วก็พากันลักหนีผู้น้องนั้นเสีย ฝ่ายผู้น้องนั้นก็กำค้อนแร่เฝ้านั่งอยู่เสี้ยงสองวันจนค่ำ ขาทั้งสองเป็นพี่นั้นก็เอาปูหลวงตัวนั้นมาถวายพระยาเจ้าตนเป็นพ่อแล้วก็กล่าวฟ้องตูข้านั้น ก็ไล่ปูไปผู้เดียวมันก็หลงหมู่เสีย ผู้ขาทั้งสองเสาะหาผับ๑ทุกที่ก็บ่เห็นมันแล ส่วนพระยาตนพ่อครั้นได้ทราบดั่งนั้นแล้ว ก็มีอาชญาให้คนไปตามเสาะหาทั้งคืนก็บ่เห็น ที่ใดสักแห่งแล ครั้นว่าคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้ว ส่วนว่าผู้น้องก็กำค้อนแร่ เฝ้านั่งอยู่ ครั้นค่ำมาแล้วก็หนีมาหาพี่ทั้งสองก็บ่เห็นพี่เท่าเห็นแต่รูอันเขาขุดเอาปูนั้น เหตุดั่งนั้นที่อันนั้นจึ่งได้ชื่อว่าควาน๒ปูเข้านั้นแล ผู้น้องมาผ่อ๓หาพี่ทั้งสองบ่เห็นแล้วก็กลับหนีมาหอปราสาทในคืนวันนั้น ก็มาร้อง ไห้ร่ำไรต่อพระยาตนพ่อว่า ตูข้าพี่น้องหากันไปขุดปูนี้ ครั้นได้ปูแล้วก็ยังหนีละกันเสียได้ดาย ตูข้านี้จักอยู่ด้วยกันบ่ได้และว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นเจ้าพระยาตนพ่อ ครั้นได้ยินแล้วดั่งนั้นก็เคียดแก่ข้าทั้งสองอันเป็นพี่นั้น แล้วก็ให้หาลาวกอผู้พี่เค้านั้นไปอยู่เสียบ้านถ้ำนั้นแล แล้วก็ให้ลาวเกือผู้พี่กลางนั้นไปกินเมืองขาลาวผาพวงนั้นแล ส่วนลาวเก้าผู้ น้องช้อย๔นั้นให้อยู่ไชยบุรีกับด้วยตนนั้นแล ส่วนว่าปูหลวงตัวนั้นพระยาเจ้าก็กระทำสักการบูชาแล้วก็ให้อยู่ไชยบุรีกับด้วยตนนั้นแล ส่วนว่าปูหลวงตัวนั้นพระยาเจ้าก็กระทำสักการบูชาแล้วก็ให้เอาไปปล่อยไว้ที่เก่า ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ ที่ ๓ มอง ๔ สุดท้อง ๑๐๗ นั้นแล ฝ่ายลาวกอผู้ไปอยู่บ้านถ้ำนั้น พระยาเจ้าตนพ่อก็ซ้ำให้ย้ายไปกินแคว้นกวาง คือ ว่าเมืองน่านเสียนั้นแล พระยาลวะจังกราชเจ้าอยู่เสวยราชสมบัติกับด้วยราชบุตรแห่งตนผู้ชื่อว่าลาวเก้าผู้ช้อยนั้นยังเวียงเหรัญญเงินยางไชยบุรีเชียงแสนที่นี้นานได้ ๑๒๐ ปี แล้วก็จุติไปสู่ปรโลกเสียในปีเบิกเสดศักราชได้ ๑๒๐ ปี อายุก็ได้เท่านั้นแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกยังเจ้าลาวเก้าขึ้นเสวย ราชแทนบิดาสืบต่อไปในศักราช ๑๒๐ นี้ แล้วก็เบิกบายนามกรว่าลาวเก้าแทนนาเมืองนั้นแล ท่านเสวยราชสมบัติได้ปีหนึ่งถึงศักราช๑๒๑ ตัวปีกัดไค้ พระยาลาวเก้าแผ่นมาเมือง ท่านก็บังเกิดเจตนาศรัทธาไปสร้างพระเจดีย์สถูปยังที่จอมดอยที่ปูเข้านั้น เหตุว่ายามเมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานพระองค์มาฉันข้าวและบ้วนปาก ผู้ลงไปยังฝั่งน้ำที่นั้นแล้ว ถาปนาเกศาธาตุไว้ที่นั้นเส้นหนึ่งแล้ว พระองค์ก็ทำนายว่าที่นี้ต่อไปจักได้ชื่อว่าดอยภูเข้าว่าดั่งนั้น เหตุนั้นพระยาลาวเก้าแผ่นมาเมือง จึ่งจักได้ไป สร้างมหาเจดีย์กวมธาตุเจ้าที่นั้นให้บริบูรณ์แล้วกระทำบุญให้ทาน จึ่งเรียกที่อันนั้นชื่อว่าธาตุเจ้าดอยภูเข้านั้นแล ถัดนั้นมาถึงศักราชได้ ๑๒๓ ตัวปี ลวงเป้าเดือน ๖ เพ็ญวันอังคาร ในกาลนั้นยังมีตาผ้าขาวผู้หนึ่งลงไปอาบน้ำชำระตนในที่นั้นน้ำก็พาพัดไหลไป ก็ไปพานอยูที่หนึ่งแล้วท่าน ก็ตายในที่นั้นแล้วก็บังเกิดศรัทธา๑ ก็พร้อมกับด้วยพระยาเจ้าลาว เก้าแผ่นมาเมืองเป็นเค้าแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้งมวล ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๐๘ ก็พร้อมกันสร้างพระเจดีย์หลังหนึ่งสูง ๔ วาอก๑ แล้วบรรจุพระธาตุเจ้า ๑,๐๕๐ พระองค์แล้วก็กระทำบุญให้ทานบริบูรณ์ ให้ชื่อว่าวัดผ้าขาวพานนั้นแล เรียงวัดสังกาแก้วดอนทันหลังอันพระยาลวะจังกราชตนพ่อสร้างไว้นั้นแล พระยาลาวเก้าแผ่นมาเมืองเสวยเมืองเหรัญญนครเชียงแสน แทนพ่อ มานานได้ ๑๒ ปี แล้วก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกัดเป้า ศักราชได้ ๑๗๒ ตัว อายุได้ ๘๐ ปี ต่อแต่นั้นมา ลาวเส้ากินเมืองแทนไปได้ ๔๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเบิกสี ศักราช ๒๑๘ ตัว อายุได้ ๗๑ ปีแล ลาวพังกินเมืองต่อไปได้ ๓๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเมิงเม่า ศักราชได้ ๒๔๗ ตัว อายุได้ ๕๙ ปีแล ลาวหลวงกินเมืองต่อไปได้ ๓๐ ปี ก็อนิจจกรรมไปในปีระวายยี่ศักราชได้ ๒๙๖ ตัว อายุได้ ๖๗ปีแล ลาวแหลวกินเมืองแทนได้ ๒๗ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเต่าสี ศักราชได้ ๒๙๒ ตัว อายุได้ ๕๙ ปี ลาวกัดกินเมืองแทนได้ ๑๙ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกดเสด ศักราชได้ ๓๑๐ ตัว อายุได้ ๖๑ ปี ลาวพิงกินเมืองแทนได้๑๗ปีก็ถึงอนิจกรรมไปในปีระวายสี ศัก- ราชได้ ๓๒๖ ตัว อายุได้ ๕๓ ปี ลาวตนกินเมืองแทนได้ ๑๘ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกาเม็ด ๑ สี่วาครึ่ง คือ จากอกไปปลายแขน


๑๐๙ ศักราชได้ ๓๔๓ ตัว อายุได้ ๕๗ ปี ลาวจอมกินเมืองแทนได้ ๑๕ ปี ก็ถึงอนิจกรรมในปีกาบซง้า ศักราชได้ ๓๕๖ ตัว อายุได้ ๕๑ ปี ลาวขวักกินเมืองแทนได้ ๓๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกาไค้ ศักราชได้ ๓๘๕ ตัว อายุได้ ๕๓ ปี ตั้งแต่ลวะจังกราชปฐมโอปปาติกลำดับมาถึงพระยาลาขวักนี้ เทียระย่อมลูกกินเมืองแทนพ่อมาบ่สังกวน๑แล แต่นั้นมาพระยาลาวขวักตายแล้วละลูกไว้แทน มีชื่อว่าลาวจังกวาเรือนคำแก้ว กินเมืองแล้ว ท่านก็มีลูกผู้หนึ่ง ชื่อว่าลาวควักวาว ท่านก็ให้ไปกินเมืองฝาง และในกาลครั้งนั้นยังมีท้าวตนหนึ่งอยู่แคว้นกวาว คือ ว่าเมืองน่านเป็นตระกูลลาวกอแต่ก่อน มีชื่อว่าท้าวกีลานคำ ก็เอารี้พลมารบพระยาจังกวา เรือนคำแก้ว ๆ ท่านก็ออกรบยังกลางทุ่งเชียงรายนั้นแล ฝ่ายชาวเชียง รายเสียเจ้าแม่ทัพ ก็พร้อมกันพ่ายหนีเข้าไปในเวียงที่นั้น ครั้งนั้นท่านก็ ใช้ไปหาพระยาควักวาวตนลูกอยู่ยังเมืองฝางให้รู้แล้ว พระยาควักวาว ครั้นได้ทราบเหตุดั่งนั้นแล้ว ก็ยกเอารี้พลมาสามหมื่นจักมาเตือตนพ่อไป่ทันถึง พระยาตนพ่อก็ถูกฆ่าเสียในที่รบเสียก่อนแล ครั้นท่านมา ถึงแล้วก็รวบรวมเอายังรี้พลของพ่อกับรี้พลของท่านพร้อมแล้ว ก็ ยกออกแหวกเข้ารบท้าวกีคำลานแพ้แล้วท่านก็ได้ตัดเอาหัวท้าวกีคำลานนั้นแล พระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วตนพ่อนั้นกินเมืองได้ ๓๒ ปี อายุ ๑ รบกวน


๑๑๐ ได้ ๕๓ ปีตาย เขาฆ่าเสียยังกลางทุ่งเชียงรายนั้นในปีกาบสัน ศักราช ได้ ๔๐๖ ตัว เดือน ๕ ออก ๗ ค่ำ วันเสาร์นั้นแล คนในเวียงเชียงราย ทั้งปวงก็แตกพ่ายเสียร้ายแต่ครั้งนั้นมาแล ลาวควักวาวเป็นอุปราชาครองเมืองอยู่เมืองฝางมารบท้าวกีคำลานแพ้แล้ว ก็ได้เป็นพระยาแทนพ่อแห่งตนอยู่ในเวียงเงินยางเขียงแสนแต่นั้นมา ท่านก็มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่าขุนเทือง ท่านกินเมืองได้ ๖ ปีตาย ศักราชได้ ๔๒๑ ตัวปี กัดไค้อายุได้ ๗๓ ปี ต่อแต่นั้นมาขุนเทืองกินเมืองแทนพ่อสืบต่อไปแล้ว ท่านก็ย่อมประสงค์ไปไล่เนื้อในป่า ในกาลวันหนึ่งพระยาขุนเทืองไปเยี่ยวไว้บวกผา๑ ที่แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นยังมีลูกผีเสื้อผู้หนึ่งชื่อ ว่า นางแอกไค่ก็เนรมิตเป็นมักกฎ๒ ตัวหนึ่งไปแอ่วเล่นในที่นั้น ก็ไปกินยังน้ำเยี่ยวขุนเทืองในบวกผานั้นก็มีความยินดีล้ำยิ่งนัก ก็บังเกิดทรง ครรภ์ขึ้นตั้งแต่นั้นมา นางทรงครรภ์มาประมาณเดือนหนึ่ง นางก็มารำพึงดูก็รู้ว่าตั้งแต่ได้กินน้ำเยี่ยวแห่งขุนเทืองยังที่บวกผานั้น ก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาดั่งนั้น นางก็รู้ด้วยผยา๓สรัญญา ชาติก่อนนั้นเคยได้เป็นผัวนาง นางก็มีใจปฏิพัทธ์กับด้วยพระยาขุนเทือง นางก็เนรมิตตนเป็นนางผู้หนึ่งงามประดุจดั่งนางเทพธิดานั้น ก็อยู่ยังวิมานคำเหนือค่าไม้หลวงต้นหนึ่งกระทำเสียงเป็นดั่งคนอือลูกนั้น ฝ่ายพระยาขุนเทืองครั้นได้ยินแล้วก็ใช้ให้ลูกน้องไปผ่อดู ก็เห็นยังวิมานแห่งนางแล้ว ก็มาบอกแก่พระยา ขุนเทืองให้รู้ดังนั้น ครั้งนั้นพระยาขุนเทืองก็ไล่ยังกวางคำตัวหนึ่ง อัน ๑ แอ่งผา ๒ ลิง ๓ ผยา - ปรัชญา, ปัญญา


๑๑๑ นางหากเนรมิตมาจุ๑เอานั้น ลูกน้องก็บ่ทันแล ส่วนพระยาขุนเทืองครั้นไปถึงยังวิมานแห่งนางนั้นแล้ว ก็ขึ้นไปผ่อดูก็เห็นยังนางอยู่ในที่นั้น ฝ่ายนางครั้นได้เห็นยังพระยาขุนเทือง แล้วก็เข้าสวมกอดเอาไว้เป็นผัวดั่งเก่านั้นแลพระยาขุนเทืองอยู่กับด้วยนางเป็นอันนานนัก หมู่บริวารทั้งหลาย ก็พากันเสาะหาก็บ่พบ ก็ฟังฟ้าว๒พากันพ่ายหนีมายังบ้านเมืองแห่งตนนั้น แล ส่วนนางนั้นก็ใคร่เล่นตามภาษาผีเสื้อแห่งนางนั้น นางก็ขอเอาผ้ามากั้งแวดพระยาแล้ว ยิบ๓ติดพื้นปราสาทไว้แล้วก็พากันเล่นมะโหรสพตามต้นไม้ที่นั้น ครั้งนั้นพระยาก็เอามีดน้อยยังขันหมาก๔มาแทงผ้ากั้งแล้วผ่อคอยดู ก็เห็นเป็นวอก๕ก็มี บ้างเป็นงูเหลือมลายเต็มป่าแล ในกาลนั้นพระยาก็ยิ่งหน่ายนักนั้นแล ครั้นนางเห็นคลายแล้วก็มาเห็นรอยพะยาแทงผ้ากั้งนั้น นางก็ถามพระยาว่ามหาราชเจ้าเห็นแล้วยินหน่ายนักแลนอ ฝ่ายพระยาขุนเทืองก็กล่าวว่าเอาหน่ายนัก และว่าดั่งนั้นแล้วนางก็เอามือเตก๖ ท้องแล้วก็เอาแท่งชิ้นอันหนึ่งออก งามเป็นดั่งแท่ง คำนั้น ก็เอาตอง ๗ ทึงห่อแล้วก็เอาน้ำนมใส่บอกไม้อ้อสามบอก ก็เอา ให้พระยาแล้วกล่าวว่าเจ้าจึ่งเอาห่ออันนี้เมื้อรักษาไว้ ตั้งแต่วันนี้ไปได้สามเดือนแล้วให้ไข๘ห่อดู ครั้นเห็นเป็นเด็กน้อยดั่งนั้นจงเอาบอกน้ำไม้อ้อนี้ให้กินแลเทื่อ๙และน้อยและเดือนและบอกเทอญ ครั้นสิ้นแล้วยังให้อยู่ดั่งนั้น ให้คนเอาไปไว้ตีนป่าแพะเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในที่นั้นก็ ๑ จับ ๒ รีบเร่ง ๓ เย็บ ๔ ที่เชี่ยนหมาก ๕ ลิง ๖ กด ๗ ใบไม้ขนาดใหญ่ เช่นตองกล้วย ๘ แก้,ถอด ๙ ที, เตื้อ

๑๑๒ บังเกิดขึ้นมีป่าทึงขึ้น พระยาก็เอาห่อนั้นแล้วก็กลับมาสู่เมืองแห่งตนนั้นแล ครั้นกลับถึงก็เอาห่อนั้นให้คนรักษาไว้พอถึงกำหนดสามเดือนแล้ว ก็ไขผ่อดูก็เห็นเป็นกุมารน้อยงามยิ่งนัก พระยาก็ให้คนเอาไปช่วย๑ เสียแล้วก็เอาผ้ามาห่อพกไว้ ครั้นร้องไห้เมื่อใดก็เอาน้ำบอกไม้อ้อนั้นให้กิน พอถึงกำหนดสามเดือนก็เลี้ยงทั้งสามบอกไม้อ้อนั้น กุมารนั้นก็ยังร้องไห้อยู่พระยาก็ให้คนเอาไปนอนไว้ริบ๒ป่าพุ้นแล้ว ยังมีฟานคำ๓ตัวหนึ่งมาให้กิน นมคู่เทื่อ ๆ แล กุมารผู้นั้นก็ขึ้นใหญ่มา พระยาตนพ่อและเสนาคนใช้ ทั้งหลายก็พร้อมกันใส่ชื่อว่าขุนทึง เอายังนิมิตต์ตองทึงห่อมานั้นแล แต่นั้นไปพระยาก็ยินหน่ายนางแอกไค่นั้นนัก พระยาก็หานางเมืองคนเรานี้เป็นมเหสีแล้ว ก็มีลูกด้วยกันผู้หนึ่งใส่ชื่อว่าขุนแลงกวานั้นแล ครั้นขุนทึงใหญ่มาได้ ๑๖ ปี พระยาตนพ่อก็อุภิเศกชื่อว่า พระยาขุนทึง แล้วก็ขอยังลูกอาว์๔ให้เป็นเมีย นางนั้นมีนามชื่อว่านางศรีสุภานั้นแล ในกาลนั้นพระยาขุนเทืองตนพ่อกินเมืองได้ ๑๖ ปี ก็ตายในปีเบิกสะง้า ศักราชได้ ๔๔๐ ตัว อายุได้ ๖๐ ปีแล ขุนทึงเป็นพระยาแทนพ่อ ก็ประ สงค์ไปไล่เนื้อเถื่อนกวางฟาน ก็ยิงได้กวางคำตัวหนึ่งถูกแล้วบ่ตาย ก็ ทวย๕รอยกวางไปทางทุ่งดอยทุงแคมเมืองเงินยางแห่งตนทางตะวันตกนั้นแล ในกาลนั้นนางแอกไค่ผู้เป็นมารดาก็ยังอยู่วิมานคำอันนั้น ครั้นนางได้เห็นยังลูกแห่งตนก็มีความยินดียิ่งนัก แล้วก็เรียกเอายังพระยาขุนทึงตนลูกขึ้นเมือสู่วิมานคำ แล้วก็ปราศรัยกับด้วยพระยาตนลูกแล้วก็พา ๑ ชำระ,ล้าง ๒ ริม ๓ อีเก้ง ๔ น้องชายของพ่อ ๕ ติดตาม


๑๑๓ เข้าไปในถ้ำ นางก็สัญญาแก่ลูกตนว่า แม่จักส่งเจ้าไปหาตานาย๑ เจ้าอย่าได้กลัวเนอ เจ้าจงขอเอาหม้อแกงทองรองบ่จ่าย กับขอขวักขว่าย๒ ให้เป็นเมือง สองอันนี้เทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ครั้นว่าไปถึงปู่ย่าตานาย แท้ก็เป็นงูจอง๓ใหญ่เท่าเทนซาวข้าว เกล็ดดำยัวยวาด๔ตาใหญ่เท่า แว่น ท่านก็ขอเอาเป็นดังแม่สัญญาให้นั้นแท้ ครั้งนั้นปู่ย่าตานายก็ให้สิ่งของนั้นทุกประการแล้ว ก็ออกมาหาแม่แห่งตนนั้นแล นางแอกไค่กล่าวฤทธิ์ของวิเศษแก่ลูกว่า หม้อแกงทองรองบ่จ่ายนี้ จักเลี้ยงแขกรี้พล นับหมื่นนับแสน ข้าวแกงชิ้นปลาอาหารก็หากมีมาเต็มทุกเมื่อบ่เสี้ยงแล รองขวักขว่ายให้เป็นเมืองนี้เจ้าจงเอากวัดแกว่ง ครั้นว่าขอนี้ไปร้องที่ใดเจ้าจงจักนอนที่นั้นเทอญ ว่าดังนั้นแล้วก็ส่งลูกตนให้กลับคืนเมือง นั้นแล ส่วนพระยาขุนทึงครั้นมาถึงที่แห่งหนึ่งป่าราบเพียงงาม ท่านก็เอาของขวักขว่ายนั้นกวัดแกว่งไป ขอนั้นก็เกี่ยวเกาะต้นไม้แล้วท่าน ก็นอนในที่นั้น ครั้นถึงกลางคืนสถานที่นั้นก็บังเกิดเป็นเมืองอันหนึ่ง มีทั้งรั้วเวียงเชียงแช่เย้าเรือนช้างม้า ก็บังเกิดพร้อมทั้งไพร่ฟ้าข้าเมืองมากนักแล ส่วนพระยาขุนทึงตื่นรุ่งเช้าก็เห็นเป็นเมืองรุ่งเรืองงามเป็นดังแผ่นเงินนั้น ท่านก็ใส่ชื่อเมืองอันนั้นว่าเวียงเชียงเรืองแต่นั้นมาแล ส่วนพระยาขุนทึงก็กลับคืนมายังเมืองเก่าแห่งตนแล้วก็ขนเอาครอบครัว ลูกเมียและเสนาอำมาตย์ไปอยู่ยังเวียงเชียงเรืองที่นั้นแล้ว ก็แต่งให้ น้องท่านผู้ชื่อว่าขุนเรงกวานั้นเป็นพระยาจักรวัติในชมพูทวีป ฝ่ายท้าว ๑ ยาย ๒ กวัดแกว่ง ๓ งูจงอาง ๔ เลื่อมพราย

๑๑๔ พระยาสามันตราชทั้งหลายก็เข้ามาสู่สมภาร มีบรรณาการช้างม้าข้าคนมนตรีมาถวายมากนัก ไผ๑บ่ได้นึ่งข้าวหุงแกงกินก็เท่าให้รับประทานทุกคน ๆ แม้ว่าสัตว์ป่าทั้งหลายคือว่าละมั่งกวางฟานเสือหมีจ้อน๒วอก ค่างนางนี นกรุ้งแหลว๓ทั้งหลาย ก็ว่าลูกหลานเจ้าเราได้เป็นเจ้า ปราบ ปฐวีเราก็ควรไปปฏิบัติและว่าดั่งนั้นแล้ว ก็ลงมาสู่เมืองเสี้ยงนั้นแล หมู่คนและท้าวพระยาทั้งหลาย ท่านก็มีอาชญาตีกลองร้องป่าวในเวียงและนอกเวียงทั้งมวลว่า สัตว์ป่ามาสู่เมืองนี้ก็หากเป็นบริวารปู่ย่าแห่งเราทั้งสิ้นแล ใครอย่าได้กระทำร้ายแก่เขาเนอ ว่าดังนั้นแล้ว ในกาลนั้นหมูเถื่อนทั้งหลายก็ไปกินข้าวในนาในไร่แห่งชาวเมืองทั้งหลาย ชาวเมืองทั้งหลายก็เข้าไปไหว้สาพระยาขุนทึง ๆ ก็แต่งให้คนเฝ้าแหนบ่ยั้ง หมูเถื่อนทั้งหลายก็ยังมากินอยู่ดังเก่า เขาก็เมือสำแดงแก่พระยาเจ้าอีกแล ท่านก็ให้เขาเอาไม้ใส่คันยาวไปแขวนทุกที่ ครั้นลมมาตีไม้นั้นก็ท่าวไปสัตว์ก็เข้าไปกินข้าวดังแต่ก่อนนั้นแล เขาก็เมือไหว้สาขออาชญากรุณาแด่พระยาเจ้าๆ ก็ว่าแหลวหลวงเฝ้านาหลวง แหลวน้อยเฝ้านาน้อย ครั้นว่าเขาเห็นหมูกวางมาเข้านา แหลวก็อยู่ต้นไม้สูงห้ามเสีย สัตว์ทั้งหลายก็พ่ายหนีไปแล บ่มากินข้าวยังนาสักทีแล สัตว์ทั้งหลายไปตามข้างบ้าน ข้างเมืองข้างตูบ๔รั้วตูบเรียง ผีเสื้อหลุหลาง๕ไปเสี้ยงแล เสื้อบ้านเสื้อเมืองก็เคียด ก็แต่งให้เป็นอันตรายแก่แหลวหลวงแหลวน้อยอันเฝ้านานั้นตายไปเสียเสี้ยงแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็มากินข้าวไร่ข้าวนาดังนั้น ท่าน ๑ ใคร ๒ กะรอกชะนิดหนึ่ง ๓ อีเหยี่ยว ๔ กระต๊อบ ๕ หนี


๑๑๕ ก็มีอาชญาให้สานตาแหลว๑ สานเป็นสองตาสามตาเรียงกันแล้ว เอาตาหนึ่งขัดขึ้นเมื้อบนเหน็บปลายไม้หมายไว้ที่ไร่นานั้น สัตว์ทั้งหลายจึ่ง บ่มากินข้าวไร่ข้าวนาต่อเท่ากาลบัดนี้แล พระยาเจ้าขุนทึงเป็นเจ้าเสวยเมืองเชียงเรือง ท่านบ่มีลูกผู้ชายเท่ามีแต่ลูกหญิงหนึ่งชื่อว่านางมนุสส อรุณนั้นแล พระยาขุนเรงกวาตนนั้นมีลูกสองชาย ผู้พี่ชื่อว่าลาวชิน ได้นางพระติสสกุลเป็นเมียแล้วให้อยู่เงินยางกับด้วยตน ให้ใจรู้๒คนภายตะวันออกล่องใต้เวียงไชยนารายน์คือว่าดอนมูลทั้งมวลแล หนเหนือภายตะวันตก ให้ตนน้องชื่อว่าจอมผาเรืองท้าวได้ลูกพระยาขุนทึงเป็นเมียอยู่เวียงเชียงเรืองนั้นแล พระยาขุนทึงกินเมืองได้ ๔๑ ปี ตายในปีกัดไค้ ศักราชได้ ๔๖๑ ตัว อายุได้ ๕๕ ปีแล จอมผาเรืองตนหลานกินเมืองแทนอยู่เวียงเชียงเรืองที่นั้นได้ ๘ ปีแล้ว ก็มีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อว่าท้าวอ้ายเจือง ก็ให้กินเมืองอยู่ยัง เวียงเชียงเรืองกับตนแล้ว ให้เอาใจรูคนในเมืองและเชียงรายและแคว้นใต้แล้ว ก็แต่งให้เจ้าขุนเรืองน้องนั้นเป็นอุปราชาแสงเมืองไปกิน เมืองฝางแล้ว ให้ใจรู้คนภายตะวันตกทั้งมวลแล ที่นี้จักจาด้วยเจ้าขุนเจืองก่อนแล ท่านได้เป็นอุปราชาแสงเมืองแล้ว ในคืนอันท่านจัดยกไปเมืองฝางอันนั้น ท่านนอนในราตรีคืนวันนั้นก็เห็นยังนิมิตต์ฝันว่า ยังมีชายเฒ่าแก่ผู้หนึ่ง นุ่งผ้าขาวแล้วเอาแก้วมาให้ลูกหนึ่ง แล้วก็สะดุ้งตื่นแจ้งดีแล้ว ศักราชได้ ๖๔๘ ตัว ปีระวาย ๑ เฉลว ๒ ไม่ทราบว่าอะไร เห็นจะเป็นชื่อคน


๑๑๖ ซง้า เดือน ๒ ออก ๘ ค่ำวันอังคาร ท่านก็เสด็จออกไปเมืองฝางแล ท่านยกไปถึงน้ำแม่คำท่าทับที่นั้นยังมีช้างตัวหนึ่งมีงาอันแดงมีเล็บตีนอัน เขียวงามใหญ่ประมาณ ๔ ศอก เดินเลียบริมน้ำแม่คำก้ำหน้าล่องมาถัดล่องหน้าท่าน ๆ เห็นแล้วก็ไล่ตามเอาช้างตัวนั้นไปหนตะวันตกชวยใต้ไกลประมาณ ๕๐๐ วา ช้างตัวนั้นก็ไปเหนี่ยวกิ่งไม้ศรี๑น้อยต้นหนึ่งอยู่ ท่านก็ขึ้นต้นไม้ศรีต้นนั้นแล้วก็เต้นไส่คอช้างตัวนั้นได้แล้ว อุปราชาเจืองเจ้า ท่านก็มีใจยินดีนักแล้วท่านก็ใส่ชื้อช้างตัวนั้นว่าพานคำ เหตุว่าได้ที่น้ำแม่คำนั้นแล ไม้ศรีต้นนั้นก็ได้ชื่อว่าศรีช้างน้าวแต่นั้นมาแล ท่านก็เลย ไปกินเมืองฝางนั้นแล ทีนี้จักจาด้วยพระยาลาวชินตนพี่ อันกินเมืองเงินยางและไชยนา รายน์เมืองมูลนั้น บ่มีลูกชายมีแต่ลูกหญิงสองคน ผู้พี่ชื่อว่าอามแพงจันทน์ผงมีอายุได้ ๑๒ ปี ผู้น้องชื่อว่านางโอคาแพงเมืองอายุได้ ๑๐ ปี ฝ่ายพระยาจอมผาเรืองตนน้อง ก็ใช้ไปขอเอาจักให้แก่ราชบุตรทั้งสองพี่น้อง พระยาลาวชินตนพี่กล่าวว่าลูกเขายังน้อยอยู่ไป่ช่างว่าสังเทือ๒ เอาบุญข้าเข้าเป็นภายหน้าเทอญ พระยาจอมผาเรืองกินเมืองได้ ๑๗ ปี ศัก- ราชได้๔๗๘ตัวก็ตายในปีที่ใช้คนไปขอนางทั้งสองนั้นอายุท่านได้ ๖๐ ปีแล ส่วนพระยาอ้ายเจืองตนลูกกินเวียงเชียงเรืองแทนสืบไป แต่นั้นมาคำ๓ลือชาปรากฎไปในบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลายว่า ยังมีนางทิพย์ ๒ นางพี่น้องเกิดมีในเวียงเงินยางช้างแสนนั้น งามนักหาผู้ใดจักเสมอบ่มิได้ ๑ ตัดมาจากคำว่า ศรีโพธิ์ ๒ ไป่ช่างว่าสังเทือ = ทำไมพูดอย่างนี้ ๓ คำพูด


๑๑๗ เป็นลูกเจ้าเชียงเรืองนั้นมี ๒ คน หาท้าวพระยาบ่ได้เท่าเว้นไว้แต่เจ้าตนบุญใหญ่มหานครจึ่งจักรทรงได้แล ครั้งนั้นท้าวพระยาสามนตราชทั้งหลาย เป็นต้นว่าเมืองโกสัมพี กลึงคราช สาวัตถี หงสาวดี อโยธยา ต่างตนก็ต่างห้าง๑มีรี้พลมากหลาย ว่าจักยกพลมาชิงเอายังนางทั้งสอง นั้นทุกหัวเมือง ฝ่ายพระยาจันทบุรีกับพระยาแกวหลวงตนพี่ ก็พูดว่าสองราพี่น้องจักไปเอานางทิพย์มาคนละนางเทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ก็ห้างยังหมู่รี้พลเป็นอันมากนัก ท้าวพระยาหนใต้และตะวันตก ต่างตนก็ว่าต่างคัดหาญนัก มารบแกวและลาวลานช้างบ่แพ้ เขาก็ว่าจักรบด้วยหมู่ บ่แพ้๒ตูแลเหตุว่าหมู่ตูหลายนักมาชนช้างต่อกันเทอญ ก็หาไถจับชนช้างต่อแกวบ่ได้ แกวก็ว่าวันพรุกนี้ ตูจักเข้าเอานางทิพย์ในเวียงเงินยางเชียงแสนนั้นแล ครั้งนั้นพระยาลาวชินเจ้าตนพ่อแห่งนางทั้งสองก็ใช้ให้อำ มาตย์ ไปหาเจ้าทั้งสองพี่น้องยังเวียงเชียงเรืองและเวียงฝาง ให้เอา รี้พลยกมาช่วยทั้งสองเมือง ตนน้องทั้งสองเมืองมาไป่ทันถึง พระยา อ้ายเจืองตนพี่จึ่งเอาคนชาวเชียงเหรัญญเงินยางและเวียงเชียงเรืองได้พร้อมแล้ว ก็ขี่ช้างออกชนช้างแกวบ่แพ้แกว เสียแกวฟันตายกับหัว ช้างนั้นแล ครั้งนั้นเจ้าอุปราชาขุนเจืองตนน้องลุกเมืองฝางมาถึงแล้ว ก็ขึ้นขี่ช้างชะพานคำไสช้างเข้าต่อ พระยาจันทบุรีก็ไสช้างตัวชื่อว่าสุรสงครามเข้าต่ออุปราชาเจ้าขุนเจืองเคียดนัก ก็จึ่งเอาง้าวช้างฟันหัวพระ ยาเวียงจันทน์ตายกับหัวช้างนั้นแล ฝ่ายพระยาแกวเป็นพี่นั้นจึ่งกล่าวว่า ๑ รวบรวม ๒ บ่อแพ้ = ไม่ชะนะ


๑๒๐ อโยธยาก็ได้ส่วยแต่นั้นมาแล ตั้งแต่นั้นมาพระยาธรรมิกราชเจ้าท่านก็กลัวผานใจ๑ลูกเต้าหลานเหลนเมื่อน่า ก็จึงจักย้ายเอาแกวเมื้อเป็นเจ้าเมืองวองเสียแล้ว ก็ดัก ส่วยแก่ฮ่อเสียแล้ว ก็ตอกหน้าแป้นหินไว้ในเวียงมิถิลานครนั้น ในปี กดสัน ศักราชได้ ๕๐๒ ตัวแล ครั้นเมื่อท่านได้ปราบชมพูทวีปนั้น อายุท่านได้ ๒๗ ปี ยิ่งกล้าหาญแข็งแรงนัก ก็มีอาชญาให้พ่อค้าต่างเมือง ว่ากูชนช้างก็ยังสนุกอยู่แล ก็ยักจักใคร่ชนช้างอยู่ สูยังรู้ที่ใดจักชนต่อ กู ครั้นสูยังรู้ที่ใดจักชนมาบอกกูเทอญ กูจักไปชนจักให้แพ้เขาทุก หลายฝูงนั้นเขาบ่แข็งต่อได้ เขาก็เข้ามาอ่อนน้อมสู่สมภารท่านสิ้นทุกเมืองนั้นแล ท่านได้เป็นเอกราชเสวยเมืองมาได้ ๕๐ ปี ยังมีพ่อค้าแกว หมู่หนึ่งก็ไปถึงเมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนแล้ว เขาก็ออกสู่รับ จึ่ง เอาข้อมือไปโฟ๒เอาคำอันนั้นแล้ว เขาก็มาบอกข่าวศาส์นอันนั้นแก่กันอยู่เสมอแล้ว เขาก็สืบขึ้นไหว้สาเจ้าแห่งเขาแล้ว ก็จึ่งปลงคำลงว่าเรา จักชนช้างต่อพระยาธรรมตนนั้นแล้ว ฝ่ายพ่อค้าทั้งหลายได้ยินคำอย่าง นั้นแล้ว ก็มาไหว้สาถึงพระยาธรรมิกราชแท้ พระยาธรรมิกราชได้ยิน ยังคำอันนั้นแล้ว จักว่าเราเฒ่าแก่เสียแล้ว บ่ไปแลก็ว่าบ่ได้ เหตุให้ ออกปากล้ำเสีย ครั้งนั้นท่านก็ร้องเรียกยังลูกทั้งห้าตนมาแล้ว ก็แต่งลาวเงินเรือง ๑ บาดใจ ๒ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๒๑ ผู้พี่เค้าอันเป็นลูกนางอามแพงจันทน์ผงนั้น ให้เป็นเจ้าเวียงเงินยางและไชยนครกับบ้านเมืองทั้งมวลแล้ว ก็แต่งลาวเจืองผู้กลางนั้นกับบริวารพันหนึ่งแล้ว ให้ไปกินเมืองแกวหลวง ก็ปกหอสูงยังที่ดอยภูเหมือด เมืองแกวสูงร้อยศอกแล้ว ก็อุภิเษกให้เป็นเจ้าแก่เมืองแกวทั้งมวล ก็แต่งลาวพาวผู้น้องช้อยนั้นกับบริวารร้อยหนึ่งให้ไปกินเมืองจันทบุรีให้เป็นเจ้าแก่จักรวา๑ทั้งมวล แล้วแต่งให้ลูกนางโอคำแพงเมือง ผู้พี่ ชื่อว่าขุนคำร้อยนั้นให้ไปกินเมืองไชยนารายน์เมืองมูลแล ให้ใจรู้คน ภายตะวันออกล่องใต้ แล้วก็แต่งให้เจ้าสร้อยเมียผู้น้องนั้น เป็นอุปราชา ให้อยู่เวียงเชียงเรืองแลให้ใจ้รู้คนภายตะวันตกทั้งมวลแล แล้วก็เป่า เอารี้พลคนหาญทั้งหลายได้เก้าล้านเก้าแสนแล้ว ก็เสด็จออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยางไปหนตะวันออก ออกไปไกลนักก็ไปถึงเมืองแมน ตาตอกขอกฟ้าตายืนแท้ ในกาลนั้นพระยาธรรมิกราชท่านก็เห็นยังเมืองอันนั้น มีหินผามากนักเป็นหินชา๒ผาคมทางอันจักเข้าหาเวียงนั้น ก็มีทางเดียวที่จะเข้าก็เป็นอันลำบากยิ่งนัก เวียงเพื่อนก็สูงนัก บ่อาจ จักแพ้เพื่อนได้ อนึ่งช้างก็เท่าเลยแรงตัวก็เฒ่าเสียแล้ว ก็จึงจัดแก้ เสื้อผ้าคาดหัวในอูกคำแล้ว ก็ใช้ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งนำเอาคืนมาให้แก่ลูกและเมีย ว่าให้ดมเสื้อผ้านี้ต่างตนเราเทอญ ฝ่ายนางเทวีอยู่ภายหลังพระยาเจ้าก็มีเหตุลางใหญ่ ๑๐ ประการ คือ (๑) หูกเต้นลงร้านกลายเป็นควายชนกัน (๒) ถ้วยชามเต้นตำร้านเป็นปลาฝา,๓ (๓) เรือกลาย ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ คาย ๓ ปลากะเบน


๑๒๒ เป็นแลน๑ไปลี่อยู่แก่หินผา , (๔) ชายคากลายเป็นต่อแตนไล่เดียด๒ คน, (๕) ผึ่งซามเข้าติดหมอนหนุนหัวหมอนอิงพระยา, (๖) ฝนตกรินอยู่ ๑๐ วันบ่อเอื้อน๓ (๗) ภูดอยทะลายเกื่อนพังไป, (๘) ก้อนหินผากลาย เป็นเงือกไปอยู่น้ำ, (๙) เห็นปลาดำตัวเท่าเรือ (๑๐) เสือโคร่งแล่น เข้าเวียง, เหตุลางทั้งหลายเกิดมีดั่งนี้ จักเสียพระยาเจ้าหรือ ๆ ว่าจะเป็นประการใด นางพญาและนักสนมทั้งหลายฝูงอยู่ถ้าคอยฟังเหตุร้ายดีอยู่ในที่นั้น ก็พากันเป็นทุกข์ถึงพระยาเจ้ายิ่งนัก ต่อนั้นมาก็เห็นอำมาตย์ผู้หนึ่งนำเอาผะอบคำใส่ผ้าโพกหัวเข้ามาถึงเขา ก็ยิ่งร้องไห้ทั่วไปทั้งเมืองเหตุลางต่าง ๆ ก็มีมากหลาย ท่านก็ซ้ำฝากผ้าโพกหัวมาถึงอีกนอ คนทั้งหลายก็ซ้ำร้องไห้ดมกลิ่นขวัญแล้ว ก็ว่าต่อนี้ไปบ่ห่อนจักได้เห็นหน้าแท้นอว่าดังนั้น ส่วนว่าคำอันพระยาแมนตาตอกรับว่าจักชนช้างต่อพระยานั้น แต่นั้นมาก็มีอาชญาให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายแต่ชานหินชาน ผาแล้ว ก็ก่ายขัวขวิดไว้ให้หมิ่นแล้ว ก็ขึ้นขี่ช้างตัวชื่อว่าไชยนารายน์อยู่คอยท่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาเจ้าแล ๆ ก็ขึ้นขี่ช้างชะพานคำ ไสเข้าชนช้างพระยาแมนตาตอกค้อมก่อปลายงาถึงกัน หินลูกอันช้างชะพานคำย่ำนั้นก็พลาดตกไปในขุมนั้น ช้างชะพานคำก็ซัดตกลงไปตามนั้น งาก็ปักเข้าเงื้อมหินผานั้นแลฝ่ายพระยาแมนตาตอกก็เอาง้าวช้างฟันพระยาธรรมิกราชาตายในที่นั้น แลคนหาญแห่งพระยาธรรมิกราชาก็หลุมกุม ลู่เอาหัวและตัวพระยาธรรมิกราชาได้แล้ว ก็บ่เอาใส่หีบหาบเอามาเผา ๑ ตะกวด ๒ ต่อย ๓ หยุด


๑๒๓ เสียยังเวียงเชียงรายแล คนทั้งหลายก็แตกพ่ายหนีมาสิ้นแล พระยา เจืองฟ้าธรรมิกราชาตายในปีเตาใจ้ ศักราชได้ ๕๕๔ ตัว กินเมืองได้ ๕๓ ปี อายุได้ ๗๙ ปี พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนฆ่าเสีย เอา กะดูกก่อเจดีย์ไว้ในเวียงเหรัญญนครเชียงแสนนั้นแล ส่วนลาวเงินเรืองเป็นพระยาอยู่ในเมืองไชยนารายน์นั้นบางทีก็อยู่เวียงเงินยางและได้ ๒๐ ปีตาย ในปีลวงเม็ด ศักราชได้ ๕๗๓ ตัว อายุได้ ๖๙ ปี ลาวเคียงกินเมืองแทนพ่อตนได้ ๑๖ปี ตายในปีระบายยี่ ศักราช ได้ ๕๘๙ ตัว อายุได้ ๖๕ ปี ลางเมงเสวยเมืองแทนพ่อตนได้ปีหนึ่ง ก็ใช้ไปเอานางเทพคำข่าย ลูกพระยาเชียงรุ้งแก้วซ้ายเมืองเล่าลืองามก็เอามาเป็นเทวีแล วันอัน นางทรงครรภ์นางก็ฝันว่าดาวประกายลงมาตั้งอยู่เหนือท้องแห่งนางเทวีแล้วก็เปล่งรัศมีไปภายหนใต้ทั่วทิศทั้งมวลแล้วแตกเป็นสองดวง นาง ก็สะดุ้งตื่นแล้วก็บอกแก่พระยา ๆ ก็หาหมอโหรมาดู หมอทำนายว่า ลูกมหาราชเจ้าจักได้ปราบหนใต้แท้แล ครั้นครรภ์นางถ้วนทศมาสแล้ว นางก็ประสูติออกมา วันนั้นยังมีฤๅษีตนหนึ่งชื่อว่าปัทมังกร แต่ก่อนยินดีในศาสนาพระพุทธเจ้า บวชเป็นภิกษุภาวะปฏิบัติตามคลองวินัย ยากยิ่งนัก จึ่งปลงสิกขาบถเสียแล้วก็ทรงเพศเป็นฤๅษีอยู่นั้นแล ในวันอันใส่ ชื่อราชบุตรนั้น ท่านก็มาสูคุ้มพระยานั้นแล ฝ่ายพระยาลาวเมงมหา กษัตริย์ตนพ่อ จึ่งจักไหว้เจ้าฤๅษีว่ากุมารน้อยลูกผู้ข้านี้ยังจักมีบุญหรือว่าหาบุญบ่ได้นั้นจา ฝ่ายฤๅษีก็ส่องรู้ด้วยญาณแห่งท่าน ๆ ก็รู้แจ้ง จึ่ง ๑๒๔ กล่าวว่าดูกรมหาราชเจ้า กุมารน้อยผู้นี้มีบุญมากนัก จักได้อยู่ในเมืองมหาราชที่นี้ได้ ๑๖ ปี แล้วก็จะได้ไปสร้างเวียงลูกหนึ่ง มีในทักษิณ สถานแห่งเมืองมหาราชที่นี้ คือ ว่าเมืองเชียงรายที่นั้น ให้รุ่งเรืองกว่า เก่าแท้แล จักอยู่ที่นั้น ๒๔ ปีแล้ว อายุได้ ๘๐ ปีจักตายด้วยความคำ จักจับแล เหตุท่านว่าจักได้กระทำผิดจักเอาลูกท่านเป็นเมียนั้นแล เจ้าฤๅษีทำนายดั่งนี้แล้ว ก็พร้อมกันหาชื่อราชกุมารให้จับทั้งสามประการ คือ ว่าชื่อพ่อและชื่อฤๅษีและชื่อแม่ทั้งสามประการนั้น แล้วเอาเจ้าฤๅษี ว่าปัทมังกรกับชื่อพ่อว่าลาวเมงนั้นสมกันว่า มํ เอาชื่อแห่งแม่ชื่อว่าเทพคำข่าย เป็นลูกท้าวเชียงรุ้งแก้วชายเมืองนั้นว่า รายให้สมกันแล้ว จึ่ง เรียกว่าเจ้ามังรายนั้น ตั้งแต่ปฐมลวะจังกราชเจ้าลำดับมาได้ ๒๕ เช่นท้าวชื่อว่าพระองค์ลาวแล แต่นี้ไปภายนี้หน้าบ่ชื่อว่าลาวสักคนแล หน่อฟ้ามังรายเจ้าท่านก็จำเริญขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ขวบแล้ว พระยาเจ้าบิดาตนพ่อ ก็ไปนำเอานาง ผู้หนึ่งเป็นลูกเจ้าเชียงเรืองนั้น มากระทำอาวาหมงคลให้เป็นเมียแล้ว ก็แต่งให้เป็นอุปราชาครองเมือง แล้วให้ใจรู้คนภายหนใต้ทั้งมวล ยัง มีในวันหนึ่งท่านก็พาบริวารไปแอ่วตั้งไกลป่า ก็ไปเห็นเวียงเชียงรายร้างอยู่ก็เป็นที่พึงใจยิ่งนัก ครั้นถึงปีเมืองไค้ ศักราชได้ ๖๑๐ ตัว เดือน ๕ ออก ๗ ค่ำ วันพุธท่านก็ออกไปตั้งอยู่เวียงเชียงรายก้ำใต้แห่งเวียงเงิน ยางเชียงแสนที่นั้น พระยาลาวเมงตนพ่อท่านก็กินเมืองเงินยางเชียงแสนได้ ๒๕ ปี ศักราชได้ ๖๑๓ ตัว ปีกดยี่ อายุได้ ๖๗ ปีก็จุติไปแล


๑๒๕ เจ้ามังรายตนลูกก็แต่งมหาปราสาทส่งสักการพ่อแห่งตนเสร็จบริ บูรณ์แล้ว ก็เรียกร้องเอาราชเศวตฉัตรและเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ และราชสมบัติในเวียงเงินยางเชียงแสนทั้งมวลมาแล้ว ก็อยู่เสวยราชสมบัติเป็นเอกราชอยู่ยังเวียงเชียงรายที่นั้นแทนพ่อตนแล้ว ก็ บ่คืนเมื้ออยู่เวียงยางแถม๑ ก็อยู่ยังเมืองเชียงรายที่นั้น พระเจ้ามัง รายราชเจ้าได้เป็นเอกราชแทนพ่อแล้ว ก็มีคำกิตติลือชาปรากฎมากนักพระยามังรายเจ้า ท่านก็หุ้ม๒ไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่ง ท้าวก็พาเอาบริวารแห่งตนไปไล่เนื้อ ก็ไปตีเหล่า๓ ทีหนึ่งแล ที่นี้จักกิตตนาจาด้วยเขินก่อนแล ที่แท้มีในตำนานหลวงนั้นแล ที่นี้พอกิตตนาให้รู้ทีมังรายราชเจ้าจักได้ปราบนั้นแล ยามเมื่อศักราช ได้ ๒๒๕ ตัวเดือน ๔ ออกค่ำ ๑ วันนั้นยังมีฤาษีสี่ตนเป็นลูกพระยา วองตีฟางโพธิญาณนั้น ตนพี่นั้นชื่อว่าพาสุเทพแล ตนถ้วนสองชื่อว่า สุทันตะแล ตนถ้วนสามชื่อปพานแล ตนถ้วนสี่ชื่อว่าจันทสิกขตุครฤๅษีแล เขาเจ้าเกิดมาเป็นลูกพ่อเดียวกันคนละแม่แล ยามเมื่อเขาเจ้าจัก ลาพระยาตนพ่อไปกระทำสมณธรรมวันนั้น พระยาตนพ่อก็สั่งว่าเขาว่า ครั้นว่าเจ้าทั้งหลายเห็นที่ใดจักควรตั้งบ้านแปงเมืองดีนั้น ขอให้เจ้าลูก ทั้งหลายอย่าละพ่อเสีย จิ่มพ่อคิดให้เป็นเมือง จิ่มเทอญว่าดั่งนั้นแล้ว เขาก็พากันสยองไปด้วยลวงบนหนอากาศ ด้วยอิทธิฤทธิ์อานุภาพแห่งตนก็ไปหนใต้แล้วไปถึงด่าน๔ ป่าที่หนึ่งราบเพียงเรียงงาม ควรเป็นที่สนุกยิน ๑ ไม่ไปอีก ๒ ชักชวน ๓ ที่ป่าซึ่งมีผู้หวงห้าม ๔ ชาย


๑๒๖ ดีนัก ฝ่ายฤๅษีทั้งสี่ตนครั้นไปถึงแล้วก็พร้อมกันลงนอนใต้ร่มไม้แห่ง หนึ่ง พอถึงเที่ยงคืนก็เห็นเป็นดั่งสายสุริยอาทิตย์พุ่งขึ้นเจ็ดชั่วตัวคน ปูนอัศจรรย์มากนัก ก็จึ่งไปผ่อดูก็เห็นยังเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีพุ่งขึ้นมาแต่พื้นแผ่นดินสูงชั่วต้นตาล ดูวิลาศองอาจงามมากนัก ส่วนเจ้าฤๅษีทั้งสี่ก็พร้อมกันนบน้อมไหว้ด้วยที่ติดที่เท้าห้าแห่ง ยังเกศาธาตุแห่งสัพพัญญูพุทธเจ้าณที่นั้น คือว่า หริภุญไชยนั้น ก็ยังเป็นป่า ไม้ไผ่อยู่ ครั้นเจ้าฤๅษีรู้แจ้งแล้ว ก็พร้อมกันอธิษฐานว่า ตูข้าจักเอาธาตุพระพุทธเจ้าออกสรง ขอให้เทพยดาเจ้าทั้งหลายลงให้ปรากฏมีน้ำอันประเสริฐ ไหลหลั่งลงมาพอให้ตูข้าได้สรงเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแด่เทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นเทพยดาอันรักษาอยู่ในที่นั้น ก็พร้อมกันเนรมิตลิน๑คำ ก่ายแต่ดอยอุชชุบรรพตลงมาทางหนตะวันตกเฉียงเหนือจึ่งเรียกว่าห้วยลินแต่นั้นมาแล ครั้นฤๅษีทั้งสี่ตนได้สรงพระเกศาธาตุเจ้าแล้วดั่งนั้น ก็ไหว้นบเคารพยำเจ้าฤาษีทั้งสี่ก็พากันผัด๒ขึ้นไปหนเหนือชวยตะวันตกโพ้นแล เจ้าฤๅษีก็เข้าจตุถฌานแล้วก็เหินไปด้วยหนอากาศ ก็ไปถึงเถื่อนถ้ำภูดอยหลวงแห่งหนึ่งแล้ว ก็พร้อมกันลงยั้งอยู่ปากถ้ำแห่งหนึ่งแล้ว ครั้นถึงเที่ยงวันแล้วฤๅษีตนหนึ่งก็เลงขึ้นเมื้อบน ก็ได้เห็นนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวเต็มฟ้า สุทันตฤๅษีก็กล่าวแก่ฤๅษีทั้งสามพี่น้องว่า เจ้าทั้งหลายจงผ่อดูภายบนนั้นเทอญ ยามนี้เป็นเมื่อวันใดพลอยว่ามีนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวมากนัก ดูรุ่งเรืองงามเป็นที่อัศจรรย์ ๑ ราง ๒ หมุน , กลับ


๑๒๗ แท้ ฐานะที่นี้คนทั้งหลายจักมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่นี้จักรุ่งเรืองมากนัก และจักเรียกว่าเชียงดาวแท้แล เหตุดั่งนั้นตูข้าทั้งสองอันเป็นพี่นี้ก็ จักอยู่กระทำสมณธรรมในที่นี้ เจ้าทั้งสองอันเป็นน้องจึ่งผัดเลียบไปหนเหนือนั้นเทอญ ภายหน้าหากจักเห็นเป็นฉันใด จึ่งสัญญากันให้รู้นั้นเทอญ ส่วนปพานฤๅษีและจันทสิกขตุงคฤๅษีก็สั่งอำลาพี่ทั้งสองแล้ว ก็เหินมาทางหนเหนือ มาเห็นหนองหลวงลูกหนึ่ง เจ้าฤๅษีทั้งสองก็เจรจากันว่าควรเรา๑ ทั้งสองพากันข่างหนองลูกนี้ให้แห้ง แล้วคืนเมื้อบอกให้เจ้าวองตีฟางตนเป็นพ่อราให้เอาไพร่พลทั้งหลายมาตั้งแต่ให้เป็นบ้านเมืองดีแล ปพานฤาษีก็เอาไม้เท้าอันประดับด้วยแก้วปัดหลอด๒นั้นมาขีดภายทางใต้นั้น พอน้ำไหลซึมแต่เล็กน้อยคนก็เรียกว่าดอยสันซึมแต่นั้นมาแล ฤๅษีทั้งสองก็ผัดไปตะวันตกเกี้ยวไปหนเหนือ แล้วจันทสิกขตุงคฤๅษีก็เอาไม้เท้าตั้งสัตยาธิษฐานว่า ขอให้น้ำแห้งเขินหนองให้พ่อข้าชื่อว่าพระยาวองโพธิญาณนั้น ได้ตั้งให้เป็นลูกช้างห้างเมืองแค่เทอญ ขอเทพยดาเจ้าทั้งหลายจงมาค้ำชูข้าข่างให้ลุไหลไปหนเหนือนั้นแลว่าดั่งนั้นแล้วก็เอาไม้เท้าไม้จันทน์ขีดทางหนเหนือนั้น น้ำก็ไหลลงไปเขินฝั่งริมนั้นแล คนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าถ้ำปูเข้าแต่นั้นมาแล ส่วนฤๅษีทั้งสองก็ไปเลียบคอยดูที่น้ำหนองอันแห้งเขินนั้นทุกแห่งแล้ว ก็มาถึงปากถ้ำที่ปูเข้านั้นแล้วก็ยั้งอยู่ปากถ้ำที่นั้น ครั้งนั้นปูตัวนั้นก็เนรมิตเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง แล้วก็เข้ามาไหว้ยังเจ้าฤาษีทั้งสองว่า เจ้ากูมาข่างหนอง ๑ เรา ๒ ปรอด


๑๒๘ อันนี้จักมีประโยชน์สังจา ว่าดั่งนั้นแล้ว เจ้าฤๅษีจึ่งกล่าวว่า ดูกรมา ณวชายหนุ่ม ท่านจักมาถามเราด้วยอันข่างหนองนี้ด้วยเหตุอันใดจา เราจักข่างให้แห้งให้เขินแล้ว จักเมื้อบอกพ่อเราชื่อว่าพระยาวองตีฟางโพธิญาณ ให้แต่งให้คนมาตั้งอยู่ให้เป็นลูกช้างห้างเมืองแท้แล ว่าดั่ง นั้นแล้ว ฝ่ายมาณวชายหนุ่มผู้นั้นก็ไหว้เจ้าฤาษีว่า สาธุ สาธุ ดีแท้แล ตัวข้านี้บ่ใช่ลุกใดมาบ่มีแล ผู้ข้านี้ก็เป็นผู้รักษาหนองที่นี้ แต่เช่นปู่และ ย่ามาตลอดถึงตัวผู้ข้านี้ เรียกว่าเป็นผีเสื้อหนองที่นี้ด้วยเหตุนี้แล แต่นี้ไปภายหน้าคนทั้งหลายมาสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองแล้วดั่งนั้น ขอเจ้ากูจงเมตตาเขาทั้งหลายให้ได้สร้างเจดีย์วิหารวัดวาอารามไว้เป็นที่สักการบูชาให้วุฒิจำเริญ แก่คนบ้านเมืองไปภายหน้าเทอญ ครั้งกลียุคอุณหากาลเพื่อนต่างเมืองจักมารบดั่งนั้น ก็ให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายแต่งเครื่องทั้งหลาย มีต้นว่าเสื้อผ้าร้อยผืน พร้าวตาลร้อยทะลาย กล้วยร้อยหวี อ้อยร้อยลำ ข้าวต้มขนมข้าวแคบ๑ร้อยแผ่น ข้าวสุกร้อยก้อน หมากพลูสิ่งละร้อยทุกอันแล เอาไปบูชาที่ถ้ำปูเข้านั้นเทอญ แม้ว่า เพื่อนมีหมื่นเรามีพัน ก็จักพ่ายเราแล ไหว้เจ้าฤๅษีดั่งนี้แล้วก็หนีไปอยู่ถ้ำแห่งตนนั้นแล ส่วนเจ้าฤๅษีก็จากันว่า เราข่างหนองที่นี้ก็เขินดีแล้ว ก็ควรไปเมตตาพ่อเราให้รู้แจ้งและว่าดั่งนั้นแล้ว ก็พากันสยองเมื้อก็ถึงเมืองวิเทหราชแล้ว ครั้งนั้นพระยาวองตีฟางโพธิญาณตนพ่อก็ตายเสียแล้ว ยังเหลือแต่ลูกชายผู้พี่เค้าเสวยเมืองเป็นเจ้าวองสืบต่อมา ครั้น

๑ ข้าวเกรียบ

๑๒๙ เจ้าฤาษีทั้งสองไปถึงแล้วก็เข้าไปเมตตาพี่แห่งตนให้รู้แจ้งดั่งนั้น ครั้นเจ้าตนพี่รู้แจ้งแล้วก็แต่งให้ไพร่ผู้หนึ่งชื่อว่าควานเดื่อ ให้เอาหมู่บริวาร ลงมามีจำนวน ๓๐๐ ครัว มาตั้งอยู่หนองเรือที่นั้นแล้ว ก็มาสร้างไร่ แต่งนาหว่านกล้าก็บ่แตกงอกออกมาได้ ก็แห้งแล้งบ่เป็นต้นเป็นรวง ฉิบหายไปสิ้นแล้ว ก็ใช้ให้คนไปขอเอายังข้าวเชื้อข้าวกินมาแถมถึง ๒ หน ๓ หน ก็บ่ออกบ่เป็นต้นเป็นลำได้ อยู่มาได้ ๓ ปีก็หายังข้าวอันจักกิน บ่ได้ ก็ลวดบ่อเป็นบ้านเมืองก็ฉิบหายตายซ้ำ ยังหลออยู่ ๓๐ คน เขาจักตั้งอยู่ในที่นั้นก็บ่ได้ก็พากันหนีคืนเมืองสู่เมืองวิเทหราช อันเป็นที่อยู่แห่งเขานั้นแล ที่หนองเรือที่อยู่แห่งควานเดื่อนั้นคนทั้งหลายก็เรียก ว่าหนองเดื่อแต่นั้นมาแล เจ้าฤๅษีทั้งสองจึ่งจากันว่าเราจักตั้งอยู่กระทำสมณธรรมอยู่ในที่นี้ ควรเราทั้งสองพี่น้องไปเลียบหาดูดีแล ว่าดั่งนั้น แล้ว เจ้าฤาษีตนชื่อปพานฤาษีก็ไปเลียบดูหนเหนือล่า๑น้ำ ก็เห็นถ้ำอันหนึ่ง เจ้าก็อยู่กระทำสมณธรรมในที่นั้น ส่วนจันทสิกขตุงคฤๅษีตนน้อง ก็ผัดเกี้ยวไปตะวันตกหนใต้หัวน้ำก็เห็นยังด่านป่าที่หนึ่งควรสนุกยินดี มากนัก ตุงคฤาษีก็อยู่กระทำสมณธรรมในที่นั้นแล คนทั้งหลายก็เรียกว่าดอยจอมตุงค์แต่นั้นมาแล ถ้ำอันปพานฤๅษีอยู่นั้น คนทั้งหลายก็เรียก ว่าถ้ำผาแสงแต่นั้นมาแล เจ้าฤๅษีทั้งสองจึ่งเมตตาพญานาคตนเป็นใหญ่และผีเสื้อหนองทั้ง หลายว่า แต่นี้ไปภายหน้าคนทั้งหลายมาสร้างบ้านให้เป็นเมืองแล เขา ๑ ที่สุด


๑๓๐ ทั้งหลายอยู่บ่วุฒิจำเริญ เป็นต้นว่าศึกเพื่อนมายุทธกรรมดั่งนั้น ให้ท้าวพระยาชาวเมืองทั้งมวลพากันแต่งเครื่องบูชาพร้าวตาล ๗ กล้วย ๗ เครือ อ้อย ๗ ลำ ข้าวต้มข้าวขนม ข้าวสุกสิ่งละ ๗ ๆ เทียน ๗ คู่ หมาก พลู ๘ ประทีป ๗ แล้วให้บูชาทั้งสองที่ คือว่าผาแสงและดอยจอม ตุงค์ ให้พ่ำกันวันเดียวยามเดียวเทอญ แม้ว่าเพื่อนมีหมื่น เรามี พันก็บ่แพ้เราแล อันตรายทั้งหลายก็จักระงับกลับหายไปสิ้นแล เจ้า ฤๅษีเมตตาพญานาคและผีเสื้อหนองทั้งสองพ่อลูกดั่งนี้แล้ว แต่นั้นไปภายหน้าบ่นานเท่าใดผีเสื้อหนองเรือนั้น เขาทั้งหลายก็จากันว่าเมืองอันนี้ภายหน้าก็จักวิเศษแท้แล คนทั้งหลายเขาจักสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองก็ดูยากแท้นอ เหตุว่าออกยัง๑ตำนานหลวงนั้น เหตุสัพพัญญูพระพุทธเจ้า จากับด้วยมหาอานนท์ทำนายว่า ลูกศิษย์กูตถาคตจักมาอยู่ที่นี้พอ ๕๐๐ ตนนั้นแท้แล ว่าดั่งนั้นดาย ในกาลนั้นผีเสื้อหนองทั้งหลายเขาก็แต่งกันไปหา พันธุ์หมากน้ำเตาทะกาน๒ก็ได้มาเม็ดหนึ่ง เขาก็ปลูกไว้นาน ได้สามเดือน จึงแตกออกมาเป็นเบี้ยนานได้สามปีปลายสามเดือน เครือจึ่งแพร่ไปได้สามห้อยสามมอน๓ ก็จึ่งเห็นหน่วยหนึ่งแล้วนานได้สามปีสามเดือนจึ่งใหญ่เท่าเทนข้าว แต่นั้นไปนานได้สามปีปลายสามเดือนหมากน้ำเต้านั้นก็แตกแล้ว แก่นพันธุ์มันก็กระเด็นไปผับมอนดอย แล้ว ก็ตกอยู่ในรอยตีนหมูเถื่อนและกวางฟาน นำร่องรูทั้งหลายนานได้สามเดือน ก็แตกมาเป็นลูกอ่อนน้อยไปสิ้นแล เขาก็ร้องไห้อยู่ผับห้อยผับ ๑ มีอยู่ ๒ ใหญ่ ๓ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๓๑ ดอยแล ผีเสื้อก็ได้ยินเข้าก็ไปเก็บรอยมาเลี้ยงไว้เป็นโอปปาติกะแล เนื้อตัวเขาเป็นอันมืดเส้าก่ำดำ เหตุว่าพันธุ์หมากน้ำเต้านั้นกระเด็นไปตกน้ำรากน้ำขุ่นก็กลับดำก่ำเส้าด้วยเหตุนั้นแล แต่นั้นไปอายุเขาขึ้นใหญ่มาได้ ๑๖ปี คำปากเขาทั้งหลายก็เรียนจากหมูเถื่อนกวางฟานจ้อนแจ้วอกค่าง ทั้งหลายร้องในป่าในดงนั้นเขาก็เรียนเอามาเป็นคำปากเขาแต่นั้นมาจนถึงกาลบัดนี้แล กาลนั้นเมืองจอมตุงคที่นั้นเป็นลวะอยู่เต็มสิ้นทุกแห่งทุนหนแลยัง มีชายผู้หนึ่งใหญ่สูงกว่าเพื่อน คำคิด๑ก็หลักกว่าเพื่อน ยังเหลือเพื่อนทั้งหลายแล เขาก็พร้อมกันปลูกให้เป็นใหญ่ในถิ่นนั้น แล้วใส่ชื่อว่ามาง หอยให้อยู่เชียงแก้วแล ผู้หนึ่งชื่อมางทองให้อยู่จอมทองแล ผู้หนึ่ง ชื่อมางคงก็ให้อยู่เชียงคงแล ผู้หนึ่งชื่อมางสักก็ให้อยู่จอมสักแล ผู้อยู่จอมตุงชื่อว่ามางตุง มางกาก็อยู่เชียงกาแล ค้างเหล่าหลวงก็ให้อยู่เชียงค้าง สวนผักก็ให้อยู่เชียงตาง ค้างมุดก็ให้อยู่เชียงแสนคือค้ำผาแสง มางสังก็ให้อยู่เมืองสังแล ยังมีไทยหมู่หนึ่งลุกแต่เมืองวิเทหราชนั้นมา เขาก็หลงเข้ามามี ๖๙ คน มาตายเสียผู้หนึ่ง ยังค้างอยู่ ๖๘ คน เขาก็มีเบี้ยมาจ่ายกาด จายรี๒ทั้ง ๖๘ คน ชายเข้าให้เป็นร้อยแล เขานั้นตัดลากและผ้านุ่งเจียมที่กุบดานลูกแคว้นมางสัง๓เขานี้มาแต่เมืองขึ้นหลวงฟ้าวองภายหน้าโพ้นมาแล ค้างมางใหญ่ทั้งหลาย ๑๑ คน ล้ำ๔นั้นเป็นผู้น้อยสิ้นแล ๑ ความคิด ๒ กาด=ตลาด ๓ ไม่ทราบว่าอะไร ๔ เหลือ


๑๓๒ ตั้งแต่นี้ไปจักจาด้วยท้าวมังรายเจ้าไปไล่กวางคำแล้วก็ไปเห็นยังบ้านเมืองลวะทั้งหลายก่อนแล ท่านไปทางดอยจอมตุงค์นั้นในปีดับเม็ดศักราชได้ ๖๒๓ ตัวท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่รี้พลไปถึงเหล่าที่หนึ่ง ก็เห็นยังกวางคำตัวหนึ่ง มันเต้นออกมาหาท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่ไล่ก็บ่เขิ๊ด๑ กวางตัวนั้นก็แล่นขึ้นไปภายหนเหนือ ท้าวมังรายก็ไล่ตามไปถึงดอยแห่งหนึ่งสุมกันอยู่ดั่งหัวคนนั้น จึงเรียกว่าดอยจอมหงส์ ท้าวมังรายเจ้าอยู่ที่นั้นก็ผ่อดูก็เห็นยังเมืองเขิน คือว่าภูมิที่นี้เป็นอันชุ่มเย็นมีร่มไม้อันกว้างขวางเขียวงาม ก็ชวนลวะทั้งหลายอยู่ แลเขินเสียน้อยหนึ่ง ยังพอสร้างบ้านแปงเมืองให้เป็นลูกช้างหางเมืองควรแท้แล ก็ให้เพื่อนต้อง๒รูปเป็นพรานแบกหอกจูงหมาพาไถ้ไว้ปลายดอยลูกนั้น ไว้ให้เป็นสักขีโบราณ ไว้ ต่อเท่ากาลบัดนี้แล ท้าวมังรายเจ้าก็หนีเสียจากที่นั้นก็ติดไต่ไล่ตามรอยกวางคำ แต่ดอยลูกนั้นไปก็ไปแผ้วสันดอยแห่งหนึ่งเป็นป่าไม้รวกเขาก็ตัดเอาไม้รวกแปงเป็นคันหอกแล้ว เขาก็เรียกว่าบ้านรวกแต่นั้นมาแล ก็หนีจากที่นั้นไต่ตามรอยกวางไปถึงที่อีกแห่งหนึ่ง คันหอกเขา ยาวก็ไปค้างเคิงเสียไปบ่ได้ คนทั้งหลายก็เรียกว่าบ้านเคิงแต่นั้นมาแล กวางตัวนั้นก็ไต่ไปตามสันดอยลูกนั้น ก็ไปเกลือกอยู่มวกผาแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายเห็นแล้ว เขาก็ไปเกิดทางภายหน้ากวางตัวนั้นก็แล่นไปทางตะวันออก เขาก็ไล่ไป กวางตัวนั้นก็เต้นหกงอบ๓ ตกห้วยแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายก็เรียกว่ากวางงอบดั่งนั้นแล ภายหน้าคนจักมาสร้างให้เป็น ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ ทำ, สร้าง ๓ หมอบ


๑๓๓ บ้านเป็นเมืองแล้วจักแผ่ชื่อไปว่าเมืองงอบนั้นแล กวางตัวนั้นก็พลิกไป ทางตะวันตก เขาก็ไล่ไปคนทั้งหลายก็เรียกว่าห้วยไล่กวางสืบมา ภายหน้าต่อไปคนทั้งหลายจักมาสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองแล้ว ก็จักเรียกว่าเมืองไล่แล ครั้งนั้นท้าวมังรายเจ้าป่าวให้คนทั้งหลายแปงขวากหลาวไปปักไว้ภายหน้านั้นดีแล้ว คนก็แหลมขวากหลาวไปปักไว้แท้ กวางตัวนั้นก็ขึ้นไปในห้วยอันนั้นแท้ ก็บ่ถูกยังขวากหลาวแต่สักอันแล ห้วยอันนั้นคนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าห้วยล่วงทวง๑หลาวแต่นั้นมาแล ถึงวันลุนรุงเช้าก็ตามรอยกวางคำตัวนั้น ขึ้นไปตามปลายดอยแล้วผ่อเห็นเมือง กวางตัวนั้นมันก็ไปทน๒ดอยอยู่ ฝ่ายท้าวมังรายท่านก็ตามไปก็ค่ำเสียใน ที่นั้น ก็พากันนอนอยู่ณะที่นั้นคนทั้งหลายจึ่งเรียกที่นั้นว่าดอยบ้านค่ำแต่ นั้นมาแล ครั้นรุ่งแจ้งแล้วท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่บริวารทั้งหลายไล่ตามกวางคำตัวนั้นไปตามสันดอยลงแผ้วเมือง ท้าวมังรายก็ไล่ตามไปถึงตีนดอยลูกนั้น คนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าตีนรอยไล่แต่นั้นมาแล กวางคำตัว นั้นก็ตกแผวลงเมืองแล้ว ก็เลาะตีนดอยคืนมาทางหนใต้ ท้าวมังราย เจ้าก็พาหมู่บริวารไล่ตามไป ก็มาถึงที่แห่งหนึ่งเป็นป่ามะขามป้อมขามแคงมีมากนัก ท่านก็ว่าเรายั้งกินหมากส้มเสียก่อนเทอญ พอให้หายอิดเหนื่อยก่อน ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่อันนั้นคนทั้งหลายจึ่งได้เรียกว่าบ้านขามแต่นั้นมาแล ครั้นกินส้มแล้วก็พากันไล่ตามรอยกวางไปหนใต้ ก็ไปถึงห้วยน้อยแห่งหนึ่ง ท้าวมังรายเจ้าก็ว่ากวางคำลงมาถึงห้วยนี้แล คนทั้งหลาย ๑ ทะลวง ๒ แอบ


๑๓๔ จึ่งเรียกห้วยนั้นว่าห้วยหัวลัง ครั้นต่อมาภายหลังคนเรียกว่าเมืองลังแต่นั้นมาแล กวางตัวนั้นก็ไต่ตามตีนดอยลูกนั้นมาถึงน้ำแม่น้อยแห่งหนึ่งกวางก็ขึ้นไปถึงถ้ำเงื้อมผาแห่งหนึ่ง แล้วก็เข้าไปหายเสียในถ้ำที่นั้นแล กวางคำตัวนั้นบ่ใช่ว่าเป็นกวางเถื่อนแท้ หากเป็นเทพยดาอันรักษาบ้านเมืองที่นั้น หากเนรมิตเป็นเหตุให้ท้าวมังรายเจ้าได้เห็นนั้นแล ส่วนว่าท้าวมังรายเจ้าก็พาหมู่บริวาร ไล่ตามรอยตีนกวางคำตัวนั้นไปก็ไปหายเสียในถ้ำที่นั้น ฝ่ายท้าวมังรายเจ้าก็หวังว่าจักได้ลาบได้แกงกิน ก็พลอยบ่ได้ลาบได้แกงกินตามความคิดเดิมดั่งนั้น รู้ว่าจักมาหายเสียในถ้ำที่นี้แท้บ่ไล่ติดตามก็จะดีกว่านี้พลอยมาหายเสียริมแม่น้ำอันไหลล่องมาตามหลงนี้ คน ทั้งหลายจึ่งเรียกแม่น้ำนั้นว่า แม่น้ำลาบเมืองลับแต่นั้นมาแล ถ้ำอันนั้นก็ได้ชื่อว่าถ้ำกวางคำหัวลับแต่นั้นมาแลส่วนท้าวมังรายเจ้าก็พาหมู่บริวารไปถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นยาง๑อันน้อยหนึ่ง จึ่งว่าเราทั้งหลายควรล้างหอก ดาบสีนาดเสียในที่นี้ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่อันนั้นจึงเรียกว่ายางขาแต่นั้นมาแล ครั้นถึงวันรุ่งเช้าก็ไปถึงห้วยแห่งหนึ่ง ท้าวมังรายเจ้าก็ป่าวว่าเราทั้งหลายพร้อมกันยั้งพักให้หายอิดเหนื่อยก่อนดีแล้ว ที่อันนั้นคนทั้งหลายก็มาตั้งบ้านแปงเมืองอยู่ในที่นั้น ครั้นต่อมาที่อันนั้นก็เรียกว่าเมืองพักแต่นั้นมาแล มังรายเจ้าก็ถก๒เอาหมู่รี้พลคืนมาหาบ้านหาเมืองแห่งตนนั้นแล ในกาลนั้นท้าวมังรายเจ้าก็ให้หาอุตรพราหมณ์ผู้จบเพทให้เอาเพศเป็นพ่อค้าแล้วให้ไปเลียบดูขะบวนเมืองอันชุ่มเย็นนั้นยังจักรุ่งเรืองไปภายหน้าฉันใด ๑ โลหิต ๒ ถอน


๑๓๕ ส่วนอุตรพราหมณ์ก็ไปกล่าวด้วยคำว่า "อิทํ รฎฐํ เขมํ สุสิกขํ" ดั่งนี้แล้ว ก็รู้ว่าจักดีแล้วก็มาไหว้สายังท้าวมังรายเจ้าว่า ฐานะที่นั้นจักตั้งให้เป็นเมืองก็จักรุ่งเรืองแท้แล ศักราชได้ ๖๑๒ ตัวปีลวงเม้าเดือน ๑๒ ออก ๕ ค่ำ วันเสาร์ ท้าวมังรายเจ้าก็แต่งให้ขุนคงพาหมู่รี้พลขึ้น เมื้อทางเมืองกาย ตก๑ไปไล่งอบไปถึงกระทั่งหัวรัง ก็รบลวะพาย๒ เชียงเหล็ก ขุนลังเข้าทางเมืองพัก ลวะก็หนีเสียปง๓เมืองเค็ม เมือง ลาบเมืองลัง เขาก็หนีเข้ามาหาขุนเวียงหลวงสิ้น ขุนคงรบพายเชียงกาเท่าตาทอง๔บ่ชนะเขินสัง คนทั้งหลายตั้งเป็นรีด๕ โบราณไว้ว่าตกคงดูคงตกลังดูลัง เพื่อเหตุอันนั้นแล ขุนคงขุนลังรบลวะ บ่แพ้๖ก็ถกเอาหมู่ รี้พลคืนมาไหว้สา ท้าวมังรายเจ้าว่าเขาทั้งหลายนักเช่น๗ข้าทั้งหลายรบบ่แพ้แล ในกาลนั้นมังรายเจ้าจึ่งพิจารณาดู หาผู้จักรบลวะให้แพ้บ่มิ นานได้ ๓ ปี ถึงปีเมิงเล้าเจ้าก็พาเอารี้พลไปไล่เนื้อเถื่อนตีนดอยธุง มางคุ้มมางเคียนสองขาพี่น้องก็มีของยื่นของถวายแล้ว มังรายเจ้าจึ่งว่าแก่สองขาพี่น้องว่า เราจักให้สองเขือเจ้าเมืองพร่อง๘เอาเมืองเขินยังจักได้ บ่ได้นั้นจา สองขาว่าตูข้าหากเป็นลวะดั่งกัน เมือพร่องก็พึงจักได้แล มังรายเจ้าว่าครั้นเขือเจ้าเมือพร่องเอาได้ ก็จักให้สองเขือเมืองกินเมือง ที่นั้นแล สองขาก็ไหว้ว่าครั้นเหนือหัวมีอาชญาฉะนี้ เขือข้าทั้งสองขอ เมื้อพร้อมกันดูก่อน ครั้นบ่ได้ด้วยง่ายควรรบก็จักรบเอาแล ตูข้าก็จัก แต่งคนมาไหว้เจ้าเหนือหัว ขอเอาหมู่รี้พลเมื้อช่วยรบ มังรายเจ้า ๑ ถึง ๒ ฝ่าย ๓ ยกให้, ปลง ๔ ไม่ทราบว่าอะไร ๕ ย่อมาจากจารีต ๖ ไม่ชะนะ ๗ ไม่ทราบว่าอะไร ๘ ปอง

๑๓๖ ว่าฉันใดจักดี เมื้อพร่องดูก่อนเทอญ สองขาพี่น้องก็เอาครัวพี่น้องลูก เมียหนีไปทางเมืองบุเลง ไปถึงเมืองภูเมืองเพียงแล้ว ก็กล่าวว่าไทย ทั้งหลายขับตูข้าหนีแล ตูข้ามาพึ่งมาพิงค้างมางทั้งหลาย พอกรุณาดู ข้าพร่องแด่เทอญ ส่วนชาวเมืองทั้งหลายนั้นเขาก็คิดว่าซื่อแท้ ก็ให้ อยู่ด้วยง่ายนั้นแล ครั้นอยู่มาถึงปีลวงเป้าก็สร้างไร่แตงนาอยู่กินในภูเพียงก่อนแล้ว ครั้นว่าคนทั้งหลายเต็มแล้วในที่นั้น ถึงปีเตายี่ก็สร้าง นาปั้นกาสามสี่สร้างไร่นาแล้ว๑ มางคุมมีลูกสองหญิง ผู้หนึ่งชื่อว่าเอื้อเข็ม ผู้หนึ่งชื่อว่าอามเข็ม ก็มาตายเสียฝังไว้ที่หัวดอยมอนหัวช้างงา แล้ว ก็แต่งคนไว้เฝ้า เรียว๒นางทั้งสองบ้านหินอย่าเป็นเค้า๓บ้านรวก นาตมบ้านอ่างบ้านกรวด คา๔นี้ไว้เฝ้าเรียวนางทั้งสองแล มางทั้งสอง ก็ใช้ไปไหว้สาเจ้ามังรายว่าขอเจ้าเหนือหัวแต่งคนมาค้ำเขือข้าแด่ มังรายเจ้าก็แต่งคนมื้อค้ำสามหมื่น ทั้งช้างม้าอะม๊อกสินาดและคนแกว่นล่า๕ให้มาค้ำม่าง๖ทั้งสอง เดือน ๑๒ ออก ๖ ค่ำ วันอาทิตย์ ลงสร้างเวียง พุยเป็นเค้าแล้ว ก็รบลวะทั้งหลายขับเมื้อถึงน้ำทางตะวันตก ลวะก็มา ต้อนรบอยู่ที่นั้นมากนัก มางทั้งสองขึ้นเกิดพบเยียะแท้จึ่งจักแพ้ แล้ว ใส่ชื่อว่าน้ำขืนต่อเท่าบัดนี้แล ก็เข้าถึงที่เวียงหลวงทั้งหลาย ลวะทั้งหลายก็อยู่บ่ได้ก็เอากันหนีไปทางหลายข้าง ก็ขับได้มางหอยที่กลางทุ่งกลางเมืองแล้วก็บ่ฆ่า ก็ให้ตั้งอยู่ตามขอบเมืองยาย๗ อยู่ทุกแห่งทุกหน ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ ศพ? ๓ ไม่ทราบว่าอะไร ๔ แค่ ๕ เข้มแข็งมาก ๖ ช่วย ๗ เรียงราย


๑๓๗ มางทั้งสองจึ่งคืนมาตั้งอยู่เวียงพุยที่เก่าก็ใช้คนเมื้อไหว้สาท้าวมังรายเจ้าแล้ว ท่านก็ให้อุตรพราหมณ์ผู้จบเพทมาดูที่จักสร้างเวียงให้เป็นไชยมงคลและไชยภูมิ อุตรพราหมณ์ผู้นั้นก็มาหว่านข้าวเขียมทิด๑พุยที่นั้นแล้ว อธิษฐานว่า บ้านเมืองที่นี้ยังจักรุ่งเรืองภายหน้า จงให้ข้าวหนึ้ง งอกออกมาเป็นต้นเป็นลำและว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นข้าวเขียมทิดนั้นก็งอกออกมาแท้ดั่งนั้น คนทั้งหลายก็เรียกหนองตากล้าแต่นั้นมาแล ฝ่ายอุตรพราหมณ์ผู้นั้นก็ว่าบ้านเมืองนี้จักรุ่งเรืองภายหน้าแท้แล แล้วก็ขึ้น สู่ดอยที่สูงแล้วก็ผ่อดูทิศทั้งสี่ก็เห็นมีอยู่สามที่ จักสร้างบ้านสร้างเมือง ดีในที่ใกล้ดอยหลวงนัก สร้างเป็นเวียงก็จักมีเดชฤทธิอานุภาพ ท้าวพระยาในชมพูทวีปจักมาเข้าย่ำยีรบกวนบ่ได้ แต่ว่าบ่มีข้าวของ ท้าว พระยาในเมืองบ่รุ่งเรือง จักสร้างเวียงเชียงเหล็กนั้นก็ยังจักมีเดชฤทธิ์ เพื่อนก็หุ้มมารบ แต่ว่าบ่แพ้เราสักที ยังจักมีเข้าของสมบัติแต่ไพร่บ่ แพร่พรอกออกหลาย ท้าวพระยาบ่มีหลายเชื้อชาติราชวงศ์ อายุท้าว พระยาบ่พอสิบปีสักตน ช้างม้าก็บ่แพร่แล ที่จอมตุงนี้บ่ร้ายบ่ดี สร้าง ก็ยังจักมีข้าคนมนตรีช้างม้ามากหลาย เข้าของก็ยังจักมีตามอันพึงอันควรบ่รังบ่ไร้ ผู้นามสองจักกินเมือง ผู้หญิงกินเมืองเพิน๒มาถามอันใด ก็จักได้ตามใจอันมักเพิน๓แล ฝูงนามอันอื่นกินเมืองเพื่อนจักมาถามมารบเอาอันใดบ่สู่ได้ดั่งใจแล อุตรพราหมณ์ทำนายดั่งนี้แล้ว มางทั้งสอง ก็ใช้คนมาไว้สายังท้าวมังรายเจ้าแล้ว ๆ ก็ว่ามางทั้งสองผู้หนึ่งอายุเป็น ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ เพื่อน, ท่าน ๓ ตามความประสงค์ของท่าน


๑๓๘ สามบ่อเป็นสังง่าย ก็ให้ตั้งเวียงที่จอมตุงค์นั้นแท้ ในปีกาเม้าศักราช ได้ ๖๒๔ ตัว เดือน ๗ เพ็ญเมงวันอาทิตย์ไทยเตายี่ยามตูดซ้ายฤกษ์ได้ ๑๖ ตัวชื่อวิสาขาและชาตาเมือง ๑๔ อยู่พฤษภ ๗ อยู่เมถุน ๓ อยู่สิงห์ ๙ อยู่กันย์ ๒๕ อยู่ดุล ๘ อยู่มังกรแล สร้างเวียงเลี้ยงคนสิ้นควาย ๑๗ ตัว ม้า ๓ ตัว ข้าวสาร ๓ ร้าน เกลือ ๓ แสน หมาก ๕ แสน สร้างได้ ๖ เดือนปลายเก้าวันสำเร็จบริบูรณ์ คือ หอหิ้งหอเรือแล้วทุกอันจึ่งเรียกชื่อว่าเชียงตุงคบุรี เป็นคำไทยว่าเวียงเชียงตุงแล ด้วยคติสามประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับด้อยหนองตุงอันมีในเวียง ประการที่ ๒ ชื่อเชียงกับอุตรพราหมณ์และมางทั้งสองลูกดอยธุงเชียงแสนไปสร้าง ประการ ที่ ๓ ชื่อกับตุงคฤๅษีมาข่างหนองไว้ให้เป็นเมืองแล หัวที่ชื่อว่าเมืองเขินตั้งแต่นั้นเจ้าฤๅษีมาข่างหนองให้แห้งรอดไหนว่าเขินนั้นแล ก็ให้ชื่อเมืองเขินแต่นั้นมาแล อันชื่อว่าเมืองเขียมนั้นด้วยคติ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับอุตรพราหมณ์มากล่าวว่า "อิทํ รฎฐํ เขมํ สุภิกขํ" นั้น ประการที่ ๒ ชื่อกับนางเอื้อยเข็ม อามเข็มมาตายเสียในเมืองที่นั้นประการที่ ๓ ชื่อกับเขียมงอกออกมาเป็นต้นเป็นลำนั้น ด้วยเหตุคดี ๓ ประการนี้จึ่งได้ชื่อเมืองเข็มแล อนึ่งชื่อว่าเมืองขืนนั้น ด้วยคติ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับคำมังรายเจ้ามาเห็นหัวที่ว่าจักขึ้นเอาได้เสียจักพอสร้างบ้านสร้างเมืองแล ประการที่ ๒ ชื่อกับมางทั้งสองมาขืนกันรบหนีไปที่ข่างน้ำเยียะแท้จึ่งจักแพ้ จึ่งจักได้เมืองแล อนึ่งชื่อกับน้ำขืนที่นั้น แล ประการที่ ๓ ชื่อกับชาวบ้านไทยแต่เมืองขืน ด้วยเหตุนี้ จึ่งได้ชื่อว่า


๑๓๙ เมืองขืนแต่นั้นมาแล ลักษณะคำปากคำจาขับมาดฉลาดเอ่ยตัดผมตัดลากผ้านุ่งเจียนให้เหมือนชาวขืนเก่านั้น ก็ได้ชื่อว่าเมืองขืนนั้นแล ชาวขืนบ้านนั้นมี ๖๙ คน ตายเสียคนหนึ่งก็จ่ายเบี้ย ๖๘ เบี้ยให้ค่าคนเขานั้นแล นัยหนึ่งว่าขุนมาตั้งเมืองนี้ มี ๖๙ คน ตายเสียคนหนึ่งก็จ่ายเบี้ย ๖๘ เบี้ยเป็นร้อยแล ด้วยคติ ๒ ประการนี้แล ครั้งนั้นมางทั้งสองก็ แต่งคนเฝ้าเมือง ๔๒๙ คนแล้ว ก็เอาหมู่แกล้วหาญขับรบลวะหนีเสีย คือ ห้างหมู่ตามไล่ไปทั้งหลวยยางแสนทีบ ขากานุงเชียงแข็งเงินมาง ขางข้า๑ ถ้ายากแล้วก็แต่งคนอยู่เฝ้าบ้านแปงเมืองทุกแห่งแล้ว ก็พอก๒ คืนมาดูถ้ำที่หนึ่ง ข้างหลวยนั้นก็ว่าถ้ำมางคุ้มมางเคียนแต่นั้นมาแล มางคุ้มผู้พี่กินเมืองเขินปีนั้นแล ฝ่ายท้าวมังรายเจ้าก็แต่งให้มางคุ้มกินปากน้ำขึ้นภายตะวันออกทั้งมวลก็ไว้ให้มังเคียนผู้น้องเป็นผู้ครองเมืองกินปากน้ำขึ้นภายหน้านับสิ้นแล ทีนี้จักจาด้วยมังรายเจ้าก่อนแล ตั้งแต่เสี้ยงเช่นพระเจืองฟ้า ธรรมิกราชไปนั้น เมืองทั้งหลายหนใต้ คือ ว่าเมืองเทิง เมืองล่อพราน เมืองน่าน เมืองหลวงพระบางฝูงนี้ เขาก็ตัดส่วยไร่เสียบ่มาส่วยแล ถึงพระยาลาวเม็งพ่อท่านนี้ ก็ได้ปราบแต่เวียงเงินยางเชียงแสนเป็นต้นแลเมืองเชียงเรืองไชยนารายน์ เมืองฝาง เมืองสาทหางชาดน้อยยางมันเมืองตวนบุเรงก๊กก็มีผาพวง เมืองไร พยาก เมืองเลนปลาแล้วเชียงลากเมืองยอง เมืองมาง เมืองนาง เมืองสิง ภูคาดทาง เชียงของเท่านี้แล ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ กลับ


๑๔๐ มังรายเจ้าได้กินเมืองแทนพระยาตนพ่อแล้ว ท่านก็แต่งมางคุ้มมางเคียนให้ไปรบเมืองเขินแล้ว ส่วนตนท่านก็เอาหมู่รี้พลลงไปรบเอาเมืองเทิง ล่อเมืองพราน เมืองน่าน เมืองหลวงสิ่งเดียวแล บางครั้งก็ได้เมืองใหญ่ บางครั้งก็ได้แต่ลูกบ้านหางเมือง สองปีสามปีจึ่งได้เมืองเค้าก็มี ครั้น ได้ก็ฆ่าเจ้าเมืองเสียแล้ว ก็แต่งให้เสนาอำมาตย์ไปอยู่เฝ้าเมืองก็มี แต่งให้กินเมืองแทนก็มี แล้วก็แต่งคนมาเอาการภายเมืองเชียงรายสิ้นทุกเมือง ถึงว่าเมืองเขินก็ลงมารับราชการพร้อมในเมืองเชียงรายแล แม้ ว่าพระยางำเมืองผู้กินเมืองพะเยา พระยาสองตนนี้ ก็เป็นสหายกันแต่เช่นปู่มาตลอดถึงพระยามังรายนี้ก็เป็นสหายกันแล แม้ว่าพระยางำเมืองเมืองพะเยา ก็มาพร้อมกับด้วยพระยามังรายแล พระยามังรายเจ้ามีลูก ๗ คน เป็นชาย ๖ เป็นหญิง ๑ ผู้ช้อย ตายไปเสียชายหนึ่ง ผู้เค้าชื่อขุนอ้ายเครือคำลก ขุนคามเอ็ด ขุนเครือพระยามังรายเจ้าแต่งให้อ้ายเครือคำลกไปกินเมืองฝางได้ ๒ ปี อ้าย เครือคำลกคิดคดต่อพระยามังรายผู้เป็นพ่อแล้วดั่งนั้น พระยามังรายก็แต่งให้พวกแม่นธนูไปยิงตายเสียในที่กวาวเมืองขวางนั้น ในที่นั้นก็ได้ ชื่อว่ากวาวเมืองยิงแต่นั้นมาแล ครั้งนั้นพระยามังรายเจ้าได้ทราบข่าวว่าเมืองลำพูนสนุกสนานมากนัก มีใจใคร่ได้ แต่บ่อาจจักไปรบพระยาบากับเวียงลำพูนเมืองพิงได้ ก็คิดอยู่แต่ในใจทุกวันทุกคืนมิได้ขาด วันหนึ่งจึ่งพูดกับอำมาตย์และไพร่ไทยทั้งหลายว่า ผู้ใดจักไปพร่องเอาได้ จาว่าดั่งนั้น ให้กาลนั้นหาอำมาตย์ผู้ใดจักรับอาสาก็บ่ได้แต่สักคนแล อยู่มา


๑๔๑ วันหนึ่ง มังรายเจ้าท่านก็เสด็จไปตั้งค่ายอยู่ถึงบ้านตีนดอยธุง ยังมีลวะ ผู้หนึ่งชื่อว่าอ้ายฟ้าเป็นลูกแคว้นมางธุง มันเป็นผู้ฉลาดรู้หลักนักปราชญ์ มันก็รู้ว่าพระยามังรายเจ้ามาตั้งค่ายอยู่ในที่ใกล้บ้าน มันก็ไปอัญเชิญมาสู่เรือนแห่งมัน ครั้นพระยามังรายได้ยินยังคำปากจาแห่งมันดั่งนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก ก็จึ่งให้มันพาเอาครัวลูกเมียแห่งมันลงมาปฏิบัติอยู่ในเวียง พระยามังรายเจ้าก็ตั้งชื่อว่าหมื่นฟ้า ครั้นอยู่นานได้ ๓ ปี พระยา มังรายเจ้าก็จากับด้วยหมื่นฟ้าว่า เราจักให้ท่านไปพร่องเอาเมืองพิงยังจักได้หรือบ่ได้นั้นจา ฝ่ายว่าหมื่นฟ้าก็ให้สาว่า ครั้นจักให้ข้าไปพร่อง เอาก็หากจักได้ แต่ว่าจักเนินนานสักหน่อยแล ส่วนพระยามังรายก็ว่า ดีแท้แล อ้ายหมื่นฟ้าก็ว่าครั้นมหาราชเจ้าจะให้ข้าไปแล้ว มหาราชเจ้า จงว่าข้านี้บ่บี ขับหนีแล้วริบเอาครัวลูกเมียข้านี้ไปไว้ยังเรือนหลวงเสียแล้ว ข้าก็จักหนีไปพึ่งพิงอยู่ยังพระยาลำพูน บอนแก่พระยาแล้ว ควร จักได้เมืองเมื่อใด ข้าเจ้าก็หากจักสัญญาใส่หนังสือมาไหว้สามหาราชเจ้านั้นแล ครั้นพระยามังรายเจ้าได้ทราบดั่งนั้นแล้ว ก็กระทำตามคำแห่งอ้ายหมื่นฟ้าทุกประการ มันก็หนีไปพึ่ง พระยายีบาในปีกาเม้า ศักราชได้ ๖๒๙ ตัว ครั้นไปถึงพระยายีบาแล้ว พระยายีบาก็ปราศัยทักถามอ้ายหมื่นฟ้าว่า ท่านมานี้เหตุการณ์มีอย่างใดจา ส่วนอ้ายหมื่นฟ้าก็ไหว้สาว่าข้าแต่มหาราชเจ้า พระยามังรายว่าข้าเจ้านี้บ่มีโทษขับหนีแล้วลากเอาลูกเมียข้าพเจ้าไปไว้ยังเรือนหลวงสิ้น ครั้นพระยายีบาได้ทราบเหตุดั่งนั้นก็หาได้พิจารณาต่อไปอีก จึ่งถามว่าแต่ก่อนท่านได้เคยปฏิบัติราชการ


๑๔๒ เหยื่องใดจา ส่วนอ้ายหมื่นฟ้าก็ไหว้สาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แต่ก่อน พระยามังรายเจ้าเทียรย่อมให้ข้าพเจ้าไต่ถ้อยจากคำกระทำเหมืองฝายไร่นาคาวาส๑ทุกอันแล อันชอบท่านก็พลอยว่าผิด อันผิดท่านพลอยว่าชอบ แล้วฟังแต่คำท่านมาส่อทุกอันว่าข้าเจ้านี้ร้ายบ่ดี ก็ให้เป็นโทษ แล้วเอาลูกเมียข้าเจ้าไปเสียสิ้น ครั้นพระยายีบาได้ยินคำกล่าวดั่งนั้น ก็คิดว่าซื่อแท้จึ่งกล่าวว่าดี ๆ ตัวเราก็จักให้ท่านไต่ถ้อยตัดคำเหมือนอย่างที่ท่านเคยทำมาแล้ว ส่วนอ้ายหมื่นฟ้ามันก็กล่าวว่า ครั้นมหาราชเจ้าบ่ฟังคำไผมาส่อดั่งนั้น ข้าพเจ้าก็จักรับทำตาม ครั้นให้คนก่ายสิน เอาน้ำเจ็ดสินมาตกชานที่หออาบน้ำแห่งพระยายีบา แล้วมันก็ตรีมาง๒เรือนหลวงแห่งพระยายีบา มันก็กล่าวว่าเรือนหลวงแห่งมหาราชเจ้าหลังเก่า นี้ดูบ่มีเดชานุภาพ ไปภายหน้าจักกลายเป็นภัยเสีย ว่าดังนี้แล้ว พระยา ยีบาก็ปง๓อาชญาให้มันคิดล้ำ๔ทุกประการ ครั้นมันได้รับอาชญาแล้วมันก็ป่าวร้องคนทั้งหลายไปเอาไม้ ก็บ่ป้ำ๕แต่สักต้ม ให้ขุดบั่นเค้าให้คูด แล้ว จึ่งตัดเค้าตัดปลายไม้ใหญ่น้อยแล้ว ก็ให้ลากทุกเล่ม แม้ว่าก่อน ที่จะให้ลาก ครั้นว่าคนจักมัดทางเค้าก็ว่ามัดตีนพระยา ครั้นว่าจักมัด ทางปลายก็ว่ามัดหัวพระยา ลากบ่ดี ก็ให้มัดท่ามกลางลาก ให้ลากฝ่า ข้ามทุ่งนากำลังข้าวกำลังกมกำลังมาน๖ก็บ่ให้มาทางเดียว ให้ต่างตน ต่างลากมาจนสิ้นไม้ กระทำให้ข้าวของราษฎรในนาเสียหายไปทุกแห่ง ครั้นเมื่อจักปก๗ เสานั้นเล่า ก็บ่ให้เอาเชือกชักโยงเอาเสาขึ้น ให้เอาแต่ ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ รื้อ, ล้าง ๓ ปลง, อนุญาต ๔ โค่น, ตัด ๕ ลาก ๖ มีท้องกลม, กำลังตั้งท้อง ๗ ยก (ใช้ฉะเพาะยกเสายาว ๆ )

๑๔๓ ไม้ค้ำจุนขึ้นอย่างเดียว แล้วให้ตั้งอยู่เหนือดินแล้ว จึ่งขุดขุม๑แล้วเอา เสาลงใส่จึ่งให้สิ่วรู๒ท่านยังจักฟังหลายปากหลายคำอยู่ ข้าเจ้าก็บ่คิดจัก ทำแล ส่วนพระยายีบาก็มีอาชญาว่า ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย สูจง ฟังคำอ้ายหมื่นฟ้าทุกประการเทอญ ตั้งแต่นั้นมาอ้ายหมื่นฟ้ามันน็ไต่ถ้อยตัดคำทั้งมวล คำน้อยก็ให้เป็นคำใหญ่คำไพร่ก็ให้เป็นคำขุน หลวง๓ไหมน้อยพลอยว่าไหมหนัก ได้เข้าของมาถวายพระยายีบามากนัก พระยา ยีบามักใคร่โลภได้เข้าของมามากก็ว่ามันดี บ่คิดต่อไพร่บ้านไทยเมืองอนึ่งบ่รู้รำพึงว่า เพื่อนจักมาพร่องให้ตัวฉิบหาย ตายจากเมืองตน ก็ คิดว่าเป็นคนดีแท้ แต่นั้นมาก็ให้ชื่อว่าแสนฟ้าพร่องเมืองแล มันก็ให้ คนทั้งหลายแต่าเหมืองฝายภายใต้พิงน้ำขึ้นไปภายเหนือนา บ้างก็น้ำท่วมแล้งไป ใส่ค่าเข้าค่าน้ำก็มาก ที่บ่ควรได้มากก็ว่าได้มาก เอาอาชญา ข่มเหงชาวเมืองพิง มันก็แต่งขุดเหมืองแก้วกว้างได้ ๑๐ วา ยาว ๑๔,๐๐๐ วา พอนอนค้างคราวคืนหนึ่งขุดเอาน้ำพิงไปตะวันออกแล้วแวงแล้วจึงปักเดียวเสา ขี่แปร๔ตั้งคาบลอยลิ่วก่อนกั้นฝาให้เวียก๕สัก อัน เพื่อจะให้ชาวเมืองเกลียดชังพระยายีบา ก็หากแต่งอาชญาเจ้า เหนือหัว หากเยียะกระทำให้เป็นทุกข์แก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย เหมือนดั่งว่าพระยามังรายเจ้านั้นก็บ่ใช่กระทำให้เป็นทุกข์แก่ชาวบ้านและชาวเมืองแล ผู้ใดทุกข์เข็ญใจท่านก็ยังเลี้ยงดูให้เป็นสุขทุกคน ครั้งนั้นชาวเมืองพิงเป็นทุกข์นัก เขารู้ว่าพระยามังรายประกอบชอบในทศพิธ ๑ หลุม ๒ เอาสิ่วเจาะรูรอด ๓ รัฐบาล ๔ ตีไม้แป ๕ งาน


๑๔๔ ราชธรรม เขาก็ปรารถนาใคร่เห็นหน้าใคร่ได้มาไว้เป็นเจ้าอยู่ในเมือง พิงทุกคน ครั้งนั้นแสนฟ้าก็จึ่งใส่หนังสือลัดดั้นไปหาพระยามังราย ให้เอาหมู่รี้พลยกมารบเมืองพิง ครั้งนั้นพระยามังรายเจ้าก็เอาหมู่รี้พลมามากหลายมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ ในปีลวงไส้ ศักราชได้ ๖๔๓ ตัว พระยามังรายเจ้าก็เอารี้พลเสด็จออกจากไชยนครณวันอังคาร ท่านก็มาถึงแช่สักก็ตั้งอยู่ในที่นั้นก่อน พระยายีบาก็รู้ข่าวว่าศึกมาก็แต่งให้แสนฟ้าครองเมืองเอาชาวเมืองพิงออกไปรบ แสนฟ้ามันก็ใส่หนังสือไปหาเจ้า มังรายให้รู้แล้ว พระยามังรายก็แต่งเอาหน้าเอาหลังแล้ว แสนฟ้าก็ แต่งเอาหมู่รี้พลออกรบ ก็คร้านพระยามังรายหนี้ทะลังทะลาย ที่อันนั้น ก็ให้ชื่อว่าทะลังทะลายต่อเท่ากาลบัดนี้แลแสนฟ้าก็ใช้คนมาไหว้สาพระยา ยีบาว่า ข้าศึกเพื่อนมามากหลายนักเหมือนจักแพ้เราบ่สงสัย เชิญเจ้าเหนือหัวเอาครัวลูกครัวเมียออกหนีเสียจากเมืองก่อนเทอญ ครั้นพระยา ยีบาได้ยินคำบ่ดีดั่งนั้น ก็เอาครัวลูกครัวเมียข้าคนตามอันพึงใจได้แล้ว ก็หนีออกจากเมืองลำพูนไปถึงดอยแห่งหนึ่ง แล้วก็ผ่อเห็นเวียงก็เห็น แสงไฟรุ่งเรืองสว่างทั่วทั้งเมือง ก็พาหมู่ชาวเมืองทั้งมวลเข้าน้อมพระยามังราย ในกาลนั้นพระยายีบาจึ่งรู้ว่าเพื่อนมาร้องปองเอาเมืองแห่งตน ก็เคียดมากนัก แล้วก็เอาดาบพันหินลูกหนึ่งก็เป็นรอยสำคัญไว้ในที่นั้นพระยายีบากินข้าวแล้วก็ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้คืนมากินเมืองที่เก่า ก็จงให้ตองห่อข้าวแห่งข้าลงมาตั้งอยู่เหนือแผ่นดินที่เก่านั้นเทอญ ก็โยนห่อข้าวนั้นขึ้นไปบนอากาศ ลมก็มาพัดเอาตองห่อข้าวนั้นไปค้างค่าไม้เสีย


๑๔๕ แล้ว นิมิตต์พระยายีบาจักเสียเมืองนั้น เหตุพระยายีบาบ่มิได้พิจารณาฟังคำคนต่างประเทศอันเข้ามาอาศัยอยู่ใหม่ คือว่าหมื่นฟ้ามาริลองปอง เอาเงินให้ก็มีความยินดีกับด้วยมัน พาเสียบ้านเสียเมืองชาติเชื้อวงศาแห่งตนแล้ว ก็หนีไปหาพระยาเบิกตนเป็นน้อง อันอยู่เสวยเมืองละครลำปางนั้นแล ทีนี้จักจาด้วยพระยามังรายเจ้า ท่านก็เสด็จออกมาจากเมือง เหรัญญนครเชียงแสนและเชียงรายเมืองฝางทั้งสามเมืองนั้นแล้ว ก็มาเสวยเมืองหริภุญไชยบุรีในปีเตาซง้า เดือน ๘ ออก ๔ ค่ำวันอาทิตย์ยามกลองงาย๑ศักราชได้ ๖๔๒ ตัว ท่านก็อยู่เป็นเอกราชในเมืองหริภุญไชยที่นั้น ก็บ่คืนมาหาบ้านเมืองเก่าแห่งตนแล แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้าก็บ่อยู่ยังเมืองเชียงแสนเชียงราย ให้แต่ราชบุตรทั้งสองตนพี่น้องอยู่นั้น แล มังรายเจ้าท่านก็เสวยเมืองหริภุญไชยที่นั้น ส่วนพระยายีบาก็พ่ายไปหาพระยาเบิกตนน้องอันกินเมืองละครลำปางนั้น ก็ใช้ให้คนเมืองอโยธยาด่านใต้แล้ว ก็บอกกิจราชการอันเพื่อนได้เมืองนั้นแล้ว เจ้ามหามิตร เมืองอโยธยาท่านก็มีอาชญาป่าวเอาคนศึกได้สองแสนช้างม้าสองพัน มา ค้ำเมืองแพร่พระยาบอนตนเป็นลูกพระยายีบานั้น ก็ป่าวเอาคนศึกได้เจ็ดพัน เมืองละครได้คนหมื่นสองพัน กับคนตามพระยาแปดพันทั้งมวลรวมเข้าด้วยกันเป็นสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันคน ก็ผัดกันมารวมกันยังเมืองละครที่นั้น พระยามังรายเจ้าท่านก็ให้คนอุปนิกขิตไปอยู่กับด้วยชาวเมือง ๑ เวลารวม ๑๖.๐๐ น.


๑๔๖ ละคร ฟังข่าวร้ายข่าวดีให้รู้แจ้งแล้วก็มาไหว้สาพระยามังรายเจ้าให้รู้ ท่านก็ป่าวเอาคนศึกในเมืองพิงได้แสนหนึ่งแล้ว ก็ใช้ให้คนไปหาขุนคามตนลูก ให้ป่าวเอาคนทหารในเมืองเชียงแสนเชียงรายและเมืองฝางหางสาดเมืองชวาดหมื่นสี่พันนา ได้คนแสนสองหมื่นแล้ว ก็ใช้ไปหาพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาเป็นต้น แล้วก็ให้ป่าวเอาคนฝ่ายก้ำตะวันออกคือว่าเมืองพะเยาเมืองล่อเมืองเทิงเมืองน่านเชียงของทั้งมวล ได้คนแสนหนึ่งมารวมเข้ากันเป็นคนสามแสนสองหมื่นแล้ว ก็ผัดให้มาถึงเมืองพิงในเดือน ๒ ออก ๑๔ ค่ำ แล้วก็แต่งเป็นซุ้มอยู่สี่ทิศคอยท่าพระยายีบาและพระยาเบิกอยู่ในที่นั้น ครั้งนั้นพระยาบอนก็ยกเอาหมู่รี้พลออกจากละครมาถึงเมืองลำพูน ในปีเตาซง้าเดือน ๒ เพ็ญมาถึงทุ่งข้าวสารที่นั้น ฝ่ายขุนคามตนลูกก็เอาหมู่รี้พลชาวเมืองพิงทั้งมวล เข้ากวนรบฟันชาวละครเมืองแพร่และชาวอโยธยาตายมากนัก น้ำเลือดพอท่วมหลังเล็บช้าง ก็ขี่ช้างเข้ารบพระยาเบิกก็ยิงพระยาเบิกตายกับหลังช้างในที่รบ แล้วก็ได้ฆ่าพระยาบอนเสียที่ทุ่งข้าวสารที่นั้นแล ส่วนว่าชาวละครและชาวแพร่ ก็แตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไป เขาก็รวมกันเอาช้างอันต่างซากพระยาเบิกนั้นลงหนีไปแล้ว ขุนคามท่านก็เอาหมู่รี้พลไล่ตามไปถึงริมน้ำแม่ตะยูที่นั้นแล้ว เขาก็เอาลงฝังเสียในที่นั้นแล้วก็หนีเข้าเวียงไป ฝ่ายพระยายีบาครั้นรู้ว่าเพื่อนไล่ตามมาก็พ่ายหนีออกจากเวียงละครแล้ว ก็ไปตั้งอยู่หนใต้ที่สบน้ำแม่ซางที่นั้น ขุนคามก็เข้าเวียงละครแล้ว ท่านก็ปงให้เสนาเมืองที่นั้นผู้หนึ่งชื่อว่าแสนพิงไชยกินเมืองละคร แล้วท่านก็หนีมาเมือง


๑๔๗ พิง สามเท้ามารวมกันที่ทุ่งข้าวสารคือพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาและพระยาร่วงเมืองอโยธยาท่านก็บ่ฆ่า ในปีเตาซง้านั้นพระยามังรายท่านก็แต่งส่งพระยาอโยธยา และพระยาร่วงเมืองสุโขทัยไปถึงเมืองใต้แล้ว พระยาอโยธยาพระยาสุโขทัย และพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาก็พลิกมาพร้อมกัน อุภิเษกยังพระยามังรายเจ้าให้เป็นท้าวเอกราช ในปีกาเม็ดเดือน ๗ ศักราชได้ ๖๔๕ ตัว พระเจ้าฟ้ามังรายได้ปราบลานนาลำพูนละครแพร่ทั้งมวลแล้ว พระยามังรายเจ้าท่านก็แต่งยังเจ้าขุนคามตนลูกให้ขึ้นเป็นมังคราม แล้วให้เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงแสนเชียงรายเมืองฝางเมืองสาดหางชวาดน้อยยางมันทั้งมวลแล้ว ก็ให้กินเครื่องเสมอศักดิ์เสมอดังตนท่านแล ขุนเครือตนพี่นั้นก็แต่งให้ไปกินเมืองพลองแล้วชาวพลองทั้งหลายก็ว่าเจ้าลานนาท่านก็ปันลูกท่านมาเป็นเจ้าเป็นนายแก่เราแล เราก็ควรสร้างเมืองให้อยู่เป็นนายเราแล ว่าดังนั้นแล้วก็พร้อมกันสร้างเมืองให้อยู่แล้ว เรียกชื่อว่าเมืองนายแต่นั้นมาแล พระยามังรายเจ้าท่านก็อยู่ยังเมืองลำพูนได้สองปีแล้ว ก็มาคำนึงในใจว่าเวียงลูกนี้เป็น เวียงงามเป็นที่มหาธาตุเจ้า อนึ่งน้ำแม่ก็ผ่ากลางเวียงบ่ดีแล เป็นท้าวพระยาใหญ่บ่ควรอยู่แล พระยายีบาเป็นพระยาได้ ๑๐ ปีกู้ก็มาได้เมืองเสียพระยามังรายท่านจึงเจรจากับด้วยหมื่นฟ้าว่า ดูกรหมื่นฟ้าเมืองหริภุญไชยที่นี้เป็นเมืองมหาธาตุเจ้ากูบ่อยู่แล กูจักออกไปอยู่บ้านแช่สักโพ้นแล ท่านจึงอยู่เป็นใหญ่ในเมืองหริภุญไชยเทอญ พระยามังรายว่าดังนั้นแล้วท่านก็เสด็จออกไปตั้งอยู่ยังบ้านแช่สักที่นั้น ก็สร้างยังที่โรงยั้งที่มาตั้งตำ


๑๔๘ หนักอยู่เมื่อหัวที่นั้น ให้เป็นมหาอารามแล้วใส่ชื่อว่าชัยปราการ ถัดที่นั้นคนทั้งหลายก็เรียกว่าแช่ ถัดนั้นไปถึงศักราชได้ ๖๔๘ ตัวปีระวายเสด พระยามังรายเจ้าก็ยกเอาหมู่รี้พลไปตั้งอยู่บ้านเชียงกุ่มกวมน้ำแม่ระมิง ตั้งบ้านอยู่ ๓ แห่ง แห่งที่ ๑ ชื่อว่าบ้านกลาง แห่งที่ ๒ ชื่อว่าบ้านลุ่มแห่งที่ ๓ ชื่อว่าบ้านแห้มแล ถึงยามกลางวรรษาน้ำท่วมฉิบหายมากนัก ครั้นออกวรรษาแล้วถึงเดือน ๕ พระเจ้าฟ้ามังรายท่านก็มีอาชญาให้เสนาอำมาตย์ป่าวไพร่บ้านไทยเมืองทั้งหลาย ถมกวมแม่น้ำบ้านพิงเป็นเวียงเชียงกุ่มกวมอยู่ก็ได้ ในศักราช ๖๔๘ ตัวปีระวายเสดนี้แล ครั้งนั้นชาวเมืองเขินก็ได้มาเอาราชการแลส่วยไล๑ในเวียงกุมกามเมืองพิงทุกเมื่อแลตั้งแต่มังรายเจ้าลงมาอยู่เมืองพิงแล้ว ลูกท่านเจ้ามังครามอยู่เสวย เชียงแสนเชียงรายเมืองฝางทั้งมวลแทนแล้ว ท่านก็มีราชบุตรสามตนลูกอ้ายชื่อว่าเจ้าแสนพู ผู้ถ้วนสองชื่อว่าน้ำท่วม ผู้ถ้วนสามชื่อว่าน้ำ นานแล ในกาลนั้นพระยามังรายเจ้าและมังครามทั้งสองพ่อลูกจึงปรึก ษากันว่า ควรเราจะมีอาชญาให้เจ้าแสนพูตนเป็นหลานนั้นไปเลือกตั้ง เวียงเงินยางเชียงแสนให้คืนเป็นเวียงแถมแล ให้เจ้าน้ำท่วมไปกินเมืองฝาง แล้วก็ให้เจ้าน้ำนานไปกินเชียงของแล ที่นี้จักจากด้วยเจ้าแสนพูหลานผู้เค้านั้นก่อนแล ท่านก็ไหว้สายังพระยามังรายเจ้าตนปู่และพระมังครามเจ้าตนเป็นบิดาว่า ส่วนเวียงเงินยางเชียงแสนลูกเค้านั้น๑ มหาราชเจ้าตนเป็นปู่หากว่าบ่ควรไว้แล้วจึงจักไป ๑ เป็นสร้อยคำของส่วย


๑๔๙ เลือกลอน๑เอามารวมไว้เสียยังเมืองเชียงรายที่นี้แล้ว ละไว้ให้เป็นเมืองร้างไป บัดนี้พลอยมีอาชญาให้ผู้ข้าน้อยคืนไปเลือกตั้งแถมใหม่ ข้าน้อยก็หนักอกหนักใจแท้แล ในกาลนั้นพระยามังรายเจ้าและพระมังคราม ทั้งสองพ่อลูกก็จากันว่า จักเติมเมืองนั้นให้แถมบ้านหนึ่งแล เจ้าลูก รักแต่พ่อ จงอดใจไปตั้งให้เป็นเมืองดังเก่านั้นเทอญ ส่วนเจ้าแสนพู ท่านก็รับเอาอาชญาท้าวตนปู่และพระบิดาทั้งสองแล้ว เหตุนั้นน้ำห้วยอันนั้นจึงได้ชื่อว่าห้วยเผื่อแต่นั้นมาแล ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวปีเมิงได้เดือน ๓ ออก ๕ ค่ำวันอังคาร ยามแตรสู่เที่ยง๒พระแสนพูเจ้าก็เอาครัวภรรยาบุตรธิดาเสนาอำมาตย์ประชาราษฎรทั้งมวลลงสู่เรือพ่วงแล้วก็เสด็จ ล่องไปตามน้ำแม่กก ลำดับไปได้ ๗ คืนทางแล้วก็ถึงน้ำแม่ของ ก็ขึ้น ตามลำน้ำของไปหน่อยหนึ่ง เดือนออก๓ ๑๒ ค่ำวันอังคารก็ขึ้นไปถึงท่าเชียงเหล้าหัวดอนมอนแล้ว ก็ยั้งเอาชัยอยู่ยังเวียงเปิกสาที่แคมน้ำของก้ำตะวันตกที่นั้นก่อน แล้วพระยาแสนพูเจ้าก็ให้ผู้เฒ่าผู้แก่นักปราชญ์อาจารย์ผู้รู้โบราณมาแล้ว ก็ให้ไปแผ้วถางล้อมรั้วแปงประตูและที่อยู่แล้ว ส่วนประตูทั้งมวลมี ๑๑ ประตู คือพายหัวเวียงนั้นชื่อว่าประตู ยาง ๑ ถึงพายริมของนั้นชื่อว่าประตูรั้วปีก ๑ ประตูท่าอ้อย ๑ ประตู ท่าสุกัม ๑ ประตูท่าหลวง ๑ ประตูท่าเสาดิน ๑ ประตูท่าคาว ๑ คือว่า ที่ขึ้นเรือไปยั้งคาวอยู่ที่นั้น ชื่อประตูท่าม้าพายหางเวียง ๑ ประตูดินขอ หนตะวันตกเฉียงใต้ ๑ ประตูเชียงแสนด้านตะวันตก ๑ ประตูหนองมุด ๑ เลือกคัด ๒ เวลาจวนเที่ยง ๓ ขึ้น


๑๕๐ หนตะวันตกเฉียงเหนือเวียงแจ่งหัวริมนั้น ๑ ทั้งมวลเป็นประตู ๑๑ ประตูแล ครั้นเสร็จแล้วถึงเดือน ๓ เพ็ญวันศุกร์ยามกลองงาย พระ ยาเจ้าแสนพูก็ยกหมู่รี้พลลงสู่เรือแล้วก็เสด็จขึ้นไปถึงท่าแจ้งสีแล้ว ก็จอดยั้งคาวเอาแรงอยู่ที่นั้น แล้วก็ยกขึ้นไปถึงท่าควานภูเขาก็เสด็จออกจากเรือแล้ว ก็ขึ้นไปสักการบูชานมัสการไหว้มหาธาตุเจ้าดอยภูเขากระทำปทักษิณสามรอบบริบูรณ์แล้ว ก็จึงล่องมาเสด็จเข้าสู่เวียงยามตะวันเที่ยง ครั้นไปถึงในเวียงแล้วก็เข้าอยู่เอาชัยมงคลที่ริมประตูยางถึงพายตะวันตกคลองนั้นก่อน ถัดนั้นเจ้าก็ให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แรกก่อกำแพงเวียงและตั้งแต่งคุ้มน้อยกลางเวียงเป็นที่เก่า แต่เช่นปฐมพระองค์ลาวเค้านั้นมาแล ต่อแต่นั้นเจ้าก็ให้ปันแดนเมืองให้เป็นเขตต์เป็นแดนไว้ ภายใต้ตั้งแต่น้ำแม่ตมล่องลงไปถึงสบฝ่ายน้ำแม่กก ก้ำหน้ามีสบน้ำเผือเป็นแดน ตัดไปหาขุนห้วยไลเป็นที่สุดเป็นเขตต์ต่อเขตต์เชียงรายภายตะวันตกเฉียงใต้มีกิ่วคอหมาเป็นแดนต่อแดนเมืองฝาง ทางตะวันตกมีดอยผาตาแหลวเป็นแดนต่อแดนเมืองสาดทางตะวันตกเฉียงเหนือมีดอยผาช้างเป็นแดนต่อแดนเชียงตุง ภายหนเหนือลวง๑เมืองมีหัวเมืองก่ายตัดไปหาบ้านท่าสามท้าวเป็นแดนต่อแดนเชียงตุง ภายหนเหนือชีมีเมืองม้าและเมืองเชียงขางเป็นแดนต่อแดนเชียงรุ้ง ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีดอยหลวงหัวเมืองภูคาเป็นแดนต่อบ่แห้บ่หลวงต่อแดนเชียงรุ้ง ทางตะ วันออกมีดอยเชียงคีเป็นแดนต่อแดนเมืองหลวงพระบาง ทางตะวันออก ๑ เส้น


๑๕๑ เฉียงใต้มีกิ่วคางหวายหัวหนองงัวเป็นแดนต่อแดนเชียงของ เฉียงใต้ชี มีดอยขุนห้วยตาดควันเป็นแดนต่อแดนเมืองเทิงแล แต่สร้างคุ้มน้อย หอโรงที่อยู่บริบูรณ์แล้ว ถึงเดือน ๖ เพ็ญวันอังคารยามแตร เจ้าพระยาแสนพูท่านก็เข้าสถิตอยู่ในโรงหลวงแล้ว ก็ให้เสนาอำมาตย์นักปราชญ์อาจารย์ทั้งหลายกระทำอุภิเษกมงคลกรรมแก่ตนเป็นเจ้าแก่รัฐไชยบุรี วันนั้น แล้วท่านก็เล็งเห็นยังที่หอสำนักนั้นเป็นที่อารามเก่า ท่านก็รู้แล้ว ก็มีอาชญาให้แรกแต่งให้เป็นอาราม ก่อแรกวันเดือน ๖ เพ็ญนั้นไปได้ ๔ เดือนก่อเจดีย์และวิหารกำแพงศาลาการเปรียญบริบูรณ์แล้ว มีการฉลองเป็นมหกรรมในวันเดือน ๑๐ ปฐมเพ็ญ แล้วก็เรียกชื่อว่าอารามเชียงมั่นดังเก่านั้นแล ต่อแต่นั้นมาพระราชเจ้าแสนพูท่านก็ยกเอายังลูกขุนเครือดำ อันเป็นพี่เค้าบิดาแห่งท่านอันตายเสียที่เมืองยิงเมื่อก่อนนั้นท่านก็ยกเอาหมื่นเจดตราผู้พี่นั้นให้เป็นที่เจ้าครองเมืองพันนาขวาแล้ว ก็ยกเอาวัฒกีการถมผู้น้องให้เป็นเจ้าเมืองพันนาซ้ายนั้นแล ท่านก็ตั้งยัง เสนาอำมาตย์ไว้ให้เป็นพวกเป็นต่อเป็นชูเป็นตาเป็นขุนใหญ่ขุนรามขุนน้อยแล คือว่าตั้งไว้ให้เป็นเจ้าเชียงยน ๑ เจ้าเชียงคำ ๑ เจ้าเชียงลาว ๑ เจ้าเชียงรายแล แล้วก็ตั้งให้เป็นพระยาเฒ่าสีเมือง ๑ เป็นพระยาสีสะธรรม ๑ บาทน้ำนาหลัง ๑ สิงสาคร ๑ แล้วตั้งให้เป็นพระยาไชยชิต ๑ เป็นพระยาสุทธฤๅไชย ๑ เป็นพระยาหลวงเศรษฐี ๑ เป็นพระยายอง ๑ แล้วตั้งให้เป็นอาชญาเชียงของ ๑ อาชญาพะเยา ๑ อาชญาเมืองสาด ๑ อาชญาเมืองไล ๑ แล้วตั้งให้เป็นแสนหลวงต่าง ๑ แสนหลวงเทิง ๑


๑๕๒ แสนหลวงดอน ๑ แสนหลวงนาวาหวายท่า ๑ ตั้งเป็นแสนไชยภารม ๑ แสนขวางเมืองมูล ๑ เมืองแพง ๑ เมืองแสนเมืองราบ ๑ ตั้งให้เป็น หมื่นฟ้อนหลวง ๑ หมื่นฟ้อนน้อย ๑ หมื่นฟ้อนขวา ๑ หมื่นฟ้อนซ้าย ๑ ตั้งให้เป็นเชียงมวนใน ๑ เชียงมวนนอก ๑ ให้เป็นหมื่นบวกขวา ๑ หมื่นบวกซ้าย ๑ สามสิบสองตำแหน่งเท่านี้ไว้ให้เอาใจรู้ราชการเมือง แล ตั้งให้เป็นหาญราชวังให้เอาใจใส่ราชการคุมน้อยแล ตั้งให้เป็นหาญราชโกฏิ์ให้เอาใจใส่เล่มฉางแล ตั้งให้เป็นหาญบ้านไว้ให้รักษาราชวัตรแล้ว ตั้งให้เป็นพรานเมืองไว้ใช้เอาราชการต่างเมืองแล แต่นั้นเจ้าพระราชแสนพูตนเป็นอธิบดีมาเลิกเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าให้คืนเป็นเมืองดังเก่าถ้วนสองทีแล้ว ท่านก็มีพระราชอาชญาให้หาผู้เฒ่า ผู้แก่ อันรู้ยังเขตต์แดนปักแคว้นเมืองเชียงแสนทั้งมวลทุกแห่งทุกที่นั้น มาถามดูแล้ว ในเดือน ๖ ออก ๒ ค่ำวันจันทร์ ยามนั้นแสนคารมจึง เอาหนังสือพื้นของใต้มาให้หมื่นฟ้อนหลวงแล้ว หมื่นฟ้อนหลวงจึงพา กันไปไหว้สาว่าตั้งแต่เวียงสองแถมสบกกเป็นที่เจ้าเมืองแล ตั้งแต่สบ กกล่องใต้ถึงงิ้วเก่าทั้งแคว้นหลวงเป็นที่ขวา ทั้งแคว้นน้อยถึงหาดนางแสนวัดเป็นที่ฟ้อนสวนหลวง ตั้งแต่งิ้วเก่าล่องไปถึงงิ้วแจ่มแห้แดนเกิ่ง น้ำวันออกแผ้วดอยน้อยเป็นที่เท่าสีเมือง เกิ่งน้ำไปวันตกล่องถึงหัวหนอง งัวถึงแจ่มแห้เป็นที่ฟ้อนสวนน้อยขวา ตั้งขาสรงล่องถึงวัดฮาทรายเป็น ที่แสนขวางเมืองมูล ตั้งแต่ท่าวัดหาดทรายถึงท่าวัดเชียงยืนเป็นที่ แคว้นเจ้าเมืองขวา ตั้งแต่ท่าหาดห่อท่าวัดเชียงยืนล่องถึงผาหักเป็นที่


๑๕๓ เมืองหลวง ตั้งแต่ผาหักล่องถึงผาแนเป็นที่เจ้าเมืองขวา ตั้งแต่ผาแงล่องถึงแจ่มแกดเป็นที่เจ้าเชียงของ ตั้งแต่แจ่มแกดล่องถึงหาดตันเป็นที่ขวาตั้งแต่หาดตันล่องถึงคกควานและผาเกิงเป็นที่เมืองหลวง ตั้งแต่หลายหน้าสบแชมเป็นที่เจ้าเชียงของ ตั้งแต่แจ่มแห้ล่องไปถึงกองช้างเป็นที่สี สะธรรม คืนมาตั้งเอาลองสีล่องไปถึงผาหงอเป็นที่พระยาทั้งหลาย ตั้งแต่หางดอนมูลล่องถึงหาดหลวงเป็นที่เรือนดอน ตั้งแต่หาดหลวงล่องถึง ผาแนผาเกิงเป็นที่เจ้าเมือง ตั้งแต่ผาแนเอาเกิ่งหนึ่งภายตะวันออกล่องใต้ถึงทุ่งมอนคำผ่ากลางเป็นไชยชิต ตั้งแต่ทุ่งมอนคำล่องถึงคกแวนเป็นที่เจ้าเมืองหลวง ทางบกตั้งแต่กิ่งน้ำย้อยไปตะวันออกเป็นที่เท่าสีเมืองตั้งแต่น้ำย้อยไปตะวันตกเป็นที่เมืองหลวง ตั้งแต่คกแวนขึ้นเมื้อถึง สีออกม้าออกไปจับดอยเชียงชีดอนมูลกับแก้ ตัดไปกิ่วคานหวายไปจับหนองงัวเป็นเขตต์แดนเจ้าเมืองเชียงแสนหลวงแล ตั้งเกิ่งดอยน้อยเป็นแดนเขื่อนเชือกไปใต้เป็นที่ฟอนสวนขวา ตั้งแต่เกิ่งภายเหนือเป็นที่เจ้า ขวา ตั้งแต่เกิ่งดอนมูลล่องใต้เป็นที่เรือดอน ตั้งแต่เกิ่งภายเหนือเป็นที่ฟอนสวนหลวง ตั้งแต่ขอบงับถัดหางหาดแขงไปทางบกถึงหนองอ่าง เป็นบวกขวา ตั้งแต่สบห้วยบุ่งแถวหัวน้ำเป็นที่ไชยคารม ตั้งแต่แดน ลองสีขึ้นมากวมเชียงเหล้าเป็นเรือไหว้ท่า ตั้งแต่สบลองแวนแก้วไป กวมราวดอยไปถึงลองเดื่อเป็นที่เทิง ตั้งแต่ลองแวนตัดขึ้นไปตะวันออก ถึงหัวหนองงัวเป็นที่เท่าสีเมือง ตั้งแต่หนองงัวตัดเข้าไปเมืองคางตัด แถวดอยเชียงชีเกี้ยวขึ้นเมื้อแปรดอย ภายตะวันออกเมืองโยดตัดขึ้นไป


๑๕๔ เมืองหลวงภูคา ตัดเมืองสิงน้ำเกี้ยวมาดอยก้าวง้ำผาบุงเป็นเขตต์แดนเจ้าเมืองเชียงแสนหลวงแล พลิกคืนมาตั้งเอาหัววัดปลาหลัวเชียงต่ายสันคูเวียงออกไปวัดแจ้ง ขวัวรินขึ้นไปตามราวดอยจอมกิตติลงมาจับห้วยหอมแล้ว ขึ้นไปจับล่องหล่านผาหม่าน จับดอยกาไปจับหนองชีแวนแดนนั้นล่องมาจับสบล่องมาเป็นหลวงต่าง ตั้งแจ่งขวัวรินตัดไปจับท่าข้าวเปลือกน้ำแม่ค้าไปไม้ สีช้างง้าวไปทุ่งฟ้ารามทุ่งกลาดทดไปถึงผากอดดอยกู่แก้วไปถึงบ้านเถียงแรงบ้านผึ้งบ้านหนองคงคายทั้งกิ่วพร้าวไปจับกิ่วดอยควาย มาจับแจ่งป่าเมียงเป็นที่เมืองซ้าย ตั้งแต่แจ่งประตูดินขอออกไปกิ่วดอยควาย ไปหาบ้านลุงเถิงหัวหนองหลวงตีนดอยกู่แก้วภายใต้ ตัดไปน้ำแม่พวดไปหาผากิ่วช้างคับ ไปถึงผาลานข้างน้ำกกล่องมาท่าช้างเป็นที่แพง ตั้งแต่บ้านฟ้าบ้านแผ่แหลวไปถึงเกิ่งน้ำแม่แพงเป็นที่เมืองซ้าย ตั้งแม่แพงไปตะวันตกถึงสบแม่ตมไปจับทับเมียงจอมแก้วเป็นที่เชียงมวน นัยหนึ่งตั้งแต่ดอยแกดขึ้นไปดอยจันไกรดอยเถียงคานและดอยข้า ให้ตัดไปหาบางก่อแดงน้ำย้อยไปถึงน้ำแม่ทัน ทางบกตั้งแต่ โป่งแม่ชันหวายไปหาล่องเหมืองหมาตกแม่เพินมาจับกิ่วหว่างหมามาเบื้องตะวันออกเป็นที่ยอง ตั้งแต่ดอยแกดมาดอยจันไกรดอยเถียงค้านดอยข้าให้ปางก่อแดงน้ำย้อยไปแม่ชันแดนโป่งแม่ชันทางบก หวายไปจับล่องเหมืองหมาตกแม่เพินมาจับกิ่วหว่างหมา ภายตะวันตกเป็นที่ดอนภายตะวันออกเป็นที่ยอง ถึงสบแม่คีต่อที่พันนาซ้ายดังกล่าวแล้ว ภายหนเหนือเป็นที่เชียงคำติดแดนเชียงคำภายตะวันตกเป็นที่ฟอนหลวงทางตะวัน


๑๕๕ ออกเป็นที่เชียงคำดั่งกล่าวแล้ว ตั้งแต่กิ่วบ้านหมาลงจับหัวเชียงคำมาจับแม่ชะลองขึ้นห้วยตาดเป็นที่บาดน้ำนาหลัง ขึ้นห้วยตาดถึงสบห้วยกั้งล่องตีนดอนผาม้าตกแม่น้ำคำภายตะวันตกถึงขุนน้ำเป็นที่ฟอนน้อย ทางตะวันออกเป็นที่เชียงคำดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ดอยผาม้าล่องมาแม่คำกวมเวียงเรืองเป็นที่เจ้าเชียงราย เลียบตีนดอยถึงสบแม่ไลเลียบตีนดอยขึ้นถึงแม่บวบถึงถ้ำป่าเป็นที่พะเยา ตั้งแต่แม่บวบถึงแม่ชาดเป็นที่บวกซ้ายตั้งแต่แม่ชาดถึงแม่สายเลียบล่องถึงบ้านชาดลองหมอเป็นที่เจ้าเงินยางซ้าย ตั้งแต่สบแม่ไลมาตะวันออกมาบ้านเล็กบ้านแห้บ้านชายน้อยบ้านยางคำไปถึงบ้านแสงเหมืองเป็นที่พระยาหลวงเศรษฐี ตั้งแต่บ้านห้อม บ้านลุง บ้านหัวน้ำ บ้านหก บ้านบง บ้านแพรว บ้านจ่ายาง บ้านสีทาแร่ บ้านกาดกดมา บ้านกาดเหงียนสบเหมือง บ้านยางถึง บ้านกล้วย บ้านกู่ร้อน บ้านชอนหนองแหลง บ้านต่อหนองคำ บ้านหัวทุ่งหัวดอยชะงู้ เป็นที่เมืองใน ตั้งแต่สบลองแวนแก้ว บ้านแจ่มยางสีท่าแร่ บ้านแก่น บ้านพร้าว บ้านเทิงท่าดอกไม้ มาถึงแปรราวดอยจอมกิตติเป็นที่มวนน้อย ตั้งแต่แม่พิดท่าซ้ายบ้านเหล้าช้างเป็นที่เชียวราก ตั้งแต่ทางท่าล่อเป็นที่เมืองขวา ตั้งแต่ดอยยนท่าค้อมท่าดอยเมืองแปงเถื่อนท่าผาควมเป็นที่เชียงยน ตั้งแต่นั้นไปถึงขุนน้ำแม่ละว้าเป็นที่เมืองไล ตั้งแต่บ้านเวียงบ้านม้าล่องตูนหงโป่งนาโคเป็นที่เจ้าเมืองซ้าย ตั้งแต่หนองงิ้วจับวัดจำยองจับบ้านเท่าจับกิ่วแล้วจับยางสีจ้อย จับไม้หม้อแขวจับกิ่วถางต่อเท่าถึงผาสิง ลงจับสบแขวนแล้วจับผ่าหาญรางทอง จับโป่งก้าวง้อมขึ้นไปจับไม้ม่วงสอง


๑๕๖ สิ่งลงจับน้ำบังไปจับไม้สีนากาด ไปถึงหาญรางทอง จับโป่งก้าวง้อมขึ้น ไปไม้ม่วงสองสิ่งลงจับน้ำบัง ไปจับไม้สีนากาด ไปถึงผาบุ่งผาม่องขึ้นไปดอยรวมจับวัดหลวงเมือง จับบ้านแควนหวายไม่แจ่ง๑ เหนือต่อถึงแพรวตั้งแต่ไม้ลุงพันเซ่าไต่สันโป่งไปจับไม้ไร่พันกอ ตั้งแดนน้ำย้อยไปตะวันตกถึงหัวโป่งเป็นที่คับคายสิงสาคร ตั้งแต่น้ำไปตะวันออกเป็นที่แคว้นเจ้าเมืองตั้งแต่แปรดอยถัดหัวโป่งตัดไปตะวันออกไต่สันไปจับไม้ขูดเกี้ยวลง ไปจับมาค้อมจับน้ำหลวง ไปจับห้วยไค้ออกไปจับห้วยลิงพิง ทางใต้เป็นคับคายภายเหนือเป็นที่เจ้าเมืองตัดของไปฝ่ายหน้า ภายตะวันออกตัดไปจับวังว้างน้ำเกิงออกไปผ่าวัดจอมแถ้ออกปากก่อ ภายทางเหนือเป็นที่เมืองทางใต้เป็นที่แงคือว่าเท่สีเมือง ตัดไปตะวันออกขึ้นหวยเลยไปผ่า บ้านเพียนออกไปกระจับกิ่วปางสา ขึ้นดอยหลวงไปหลายน้ำเกิ่งไปตะวันออกไต่สันหลวงไปจับห้วยคู ตกบ้านคะหลวงขึ้นดอยจอมเทงลงไปจับเกี่ยวเติมไปภายตะวันออกเป็นที่หลวงเทิง ภายหนเหนือตลอดถึงผาสิงเป็นที่เจ้าเมืองทั้งมวล ภายตะวันตกจับบ่อกไกลเป็นที่หลวงต่างแล จาด้วยพื้นพันนาในเมืองเงินยางเชียงแสนมีดั่งนี้แล พระราชาเจ้าแสนพูได้ตรัสรู้แล้ว ท่านก็มีพระราชกรุณาว่าจารีตโบราณแห่งท้าวพระยามหากษัตริย์สืบ ๆ มามีฉันใด พระองค์เราก็อนุญาตไว้ตามด้วยจารีตท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลาย ฝูงเป็นแล้วนั้นทุกประการแล ว่าดังนั้นแล้ว ครั้นอยู่ต่อมาพระราชเจ้าแสนพู ๑ มุม


๑๕๗ ท่านก็สร้างเมืองแล้วได้สองปี ท่านก็มาพิจารณาเห็นจารึกเป็นหินที่วัดแจ้งสีบุญเรืองนั้น เป็นวัดพระยาศิริอโศกธรรมราชสร้างเจดีย์นั้น บรรจุพระธาตุเจ้า ๖๐ พระองค์ทั้งสามสถานแล ศักราชได้ ๖๕๑ ตัว เดือน ๕ เพ็ญวันอังคาร ท่านก็พร้อมกับด้วยกันสร้างเจดีย์กวมที่เจดีย์เก่านั้น สูง ๘ วาสำเร็จบริบูรณ์ ครั้นต่อมาท่านสร้างแล้วได้ ๓ ปีท่านมาเล็ง เห็นวัดพระหลวงนั้นเป็นวัดเค้าเมืองที่นี้ เป็นที่บรรจุธาตุกระดูกองค์ พระพุทธเจ้ามาแต่ก่อนนั้น ท่านก็บังเกิดยังเจตนาศรัทธาขึ้นได้ศักราช ได้ ๖๕๒ ตัวปีกดยี่ เดือน ๑ เพ็ญวันศุกร์ มหาปฐมมูลศรัทธาพระราชเจ้าพระยาแสนพูเป็นเค้า ท่านก็มาสร้างมหาวิหารวัดพระหลวงลวงกว้าง ๘ วาอกปลายศอก ลวงยาว ๑๗ วาอกเจดีย์สูง ๒๙ วาอก ลวงกว้าง ๑๔ วาแล้วบริบูรณ์ก็กระทำมหกรรมฉลองไว้เขตต์ด้านใต้ด้านตะวันออก ๑๐๐ วา ด้านเหนือถึงท่าหลวง ด้านตะวันตกถึงตีนเวียงไว้ครัว ๕๐ ไว้นาสองล้านเบี้ยแล ธาตุเจ้าจอมกิตติ ๑ ธาตุดอยภูเขา ๑ ธาตุเจ้าดอย รัง ๑ หากมีมาก่อนแล ที่แดนทั้งมวลก็มีในตำนานนั้นทุกประการ ใน ที่นี้บ่ได้กฎหมายแล ต่อแต่นั้นมาศักราชได้ ๖๕๗ ตัวปีดับเมด ยังมี มหาเถรเจ้าตนหนึ่งเอาพระบรมธาตุกระดูกตาตีนก้ำขวาแห่งพระพุทธเจ้าใหญ่เท่าเม็ดถั่วกว่าง๑ เอามาแต่เขตต์เมืองปาฎลีบุตนั้นเอามาสู่พระยาราชแสนพูแล้ว ท่านก็พร้อมกับด้วยมหาเถรเจ้าเอาไปสร้างมหาเจดีย์บรรจุไว้ภายนอกประตูเชียงแสน ด้านเวียงแห่งตนภายตะวันตก ต่อ ๑ ถั่วเขียว


๑๕๘ วัดพระหลวงภายนอกที่นั้นแล้ว ก็สร้างให้เป็นอารามกว้าง ๕๐ วาเอา ไม้สักมาปลูกแวดกำแพง ๓๐๐ ต้น แล้วเรียกว่าอารามป่าสักแต่นั้น มาแล แล้วก็สร้างกุฎีให้เป็นทานแก่มหาเถรเจ้าตนชื่อว่าพุทธโฆษาจารย์นั้น อยู่สถิตที่นั้นก็อุภิเษกขึ้นเป็นสังฆราชามหาเถรอยู่ยังอารามป่าสักที่นั้น แล้วพระราชแสนพูเจ้าท่านก็แบ่งเอายังแคว้นของเหนืออันเป็นแคว้นเมืองนั้น ถวายให็เป็นทานแก่พระบรมธาตุเจ้าวัดป่าสัก เอาตั้งแต่หนองงิ้วฝ่ายน้ำย้อยแปรดอยตะวันออกหัวโป่งไปตะวันออกนั้น ไปจับวัดจอมยองจับบ้านท้าวจับกิ่วแล้ว จับยางสีจ้อยจับไม้หม้อแถวจับกิ่วคางตลอดถึงผาสิง ลงจับสบแขวนแล้วจับผาหางลางทองจับโป่งเก้าง้อม๑ ขึ้นไปจับไม้ม่วงสองสิ่ง ลงจับน้ำปังจับไม้สีนากาดไปถึงผา บุ่งผาม่องขึ้นไปดอยลงไต่ไปจับวัดหลวงเมือง จับบ้านแควนจะวายขึ้นเมือถึงแพรว ภายตะวันออก เป็นแคว้นพุทธป่าสักภายตะวันตกเป็นแคว้นเจ้าเมืองแลพระเหนือหัวเจ้าท่านปั้นแคว้นบ่ละไว้ฉันนี้แล คืนมาตั้งเอาไม้ลุงพันเส้าไต่สันดอยแปรหัวโป่งล่องไปจับป่าไม้ไร่สามพันกอ ตั้งแต่แดนน้ำย้อย ไปตะวันตกเป็นแคว้นเป็นคาย ตั้งแต่แดนน้ำย้อยไปตะวันออกเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ตั้งที่นั้นเป็นแดนแล้วไต่สันไปตะวันออกต้นไม้ขูด แล้ว เกี้ยวลงไปจับนาค้อมจับน้ำหลวงจับห้วยไค้ แล้วออกไปจับห้วยพิง ภายเหนือเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ภายใต้เป็นแคว้นคับคายแล ข้ามของ ไปภายหน้าตะวันออกแล้วขึ้นของทั้งฝ่ายหน้า จับป่ากอยหลวงปู่สงสี ๑ งุ้ม


๑๕๙ หญ้าสงสีผ่าเกิงปันปลากอยทางตะวันตกไปเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ภายตะวันออกเป็นที่หลวงต่างแล้วกลับมาตะวันตกผ่าตีนดอยตองกงจับหัวนา หนุ่นขึ้นมารอก แล้วขึ้นไปจับโป่งขึ้นจับวัดครุฑขึ้นไปจับสบ่ทงจับผ่า ช้างคับแล ขึ้นเมื้อหัวน้ำจับผ่าช้างขึ้นห้วยบูนเมื้อจับสันหลวงภายทางเหนือเป็นที่เมืองภายทางเหนือเป็นที่เมืองภายทางใต้เป็นที่พุทธป่าสักแล้วไต่สันหลวงไปจับพอมคะหลานแล้วกลับไปตะวันออก ไปจับขุดผึ้ง ออกไปจับขุนห้วยตาดแล้ว ขึ้นสันคูรอมน้อยตกไปขุนเลยแล้วออกไปหัววิหาร แล้วไปจับขุนตาดขึ้นตะวันออกจับบ้านหมื่นอาดแล้วไต่สันหลวงขึ้นไปจับขุนห้วยเมง ฝ่ายน้ำไปตะวันออกเป็นที่หลวงเทิงดังเก่าภายตะวันตกเป็นที่พุทธป่าสัก ไต่สันขุมเมงไปจับกิ่วเกิ่งออกไปจับหัว ขุนห้วยทงแล้วไต่สันคูห้วยม้วกออกไปจับหนองผาบูจับดอยฟ้าท่า ทางใต้เป็นที่เทิงดังเก่า ภายเหนือเป็นที่พุทธป่าสักภายใต้ขึ้นไปและดอยฟ้า จับจอมขันตัดดอยแสนขันลงไปมาต่อตนลุงพันเส้า ภายใต้เป็นที่เทิง ภายตะวันออกต่อเท่าถึงขุมฟ้าเป็นที่แง่ที่เทิงดังกล่าวแล้วนั้นแล ข้างเหนือต่อถึงแพรวเป็นแคว้นพุทธป่าสักแล จาด้วยพื้นแคว้นแดนดินเมืองเงินยางเชียงแสนและพระราชเจ้าพระยาแสนพูตนเป็นปฐมมาเลิกหงาย๑ เวียงเงินยางเชียงแสนที่ถ้วนสอง ได้สร้างอารามพุทธวัดป่าสักแล้วแบ่งเอาที่อันเป็นแคว้นแห่งเจ้าเมืองอันมีแคว้นของเหนือนั้นถวายเป็นทานแก่พุทธป่าสัก ก็มีด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ๑ รี้นพื้น


๑๖๐ ที่นี้จักกล่าวด้วยพันนาเชียงแสนเชียงรายก่อนแล จักจาด้วย พันนาเชียงรายแคว้นใต้ก่อน ทั้งมวลมี ๒๗ ฉะนี้ ๑,พันนายางหนตีนเวียง พันนาพูเล้า ๒, พันนาเชียงรายน้อยสบคอน ๓, พันนาทรง ๔, พันนา กอ ๕, พันนาเชระหาดเรียง ๖, พันนาแชหาด ๗, พันนาเกียงแก้วนา หัว ๘, พันนาเชียงเคียน ๙, พันนาลองน้อย ๑๐, พันนาพร้อมเผียน ๑๑, พันนาแชหุง ๑๒, พันนาชากถา ๑๓, พันนาช้างคอง ๑๔, พันนาเชียงลมน้อย ๑๕, พันนาตื้น ๑๖, พันนาแชง ๑๗, พันนาป่ารวก ๑๘, พันนาหาดพูป่าแม่ส้วย ๑๙, พันนาป่าเป้า ๒๐, พันนาแปร ๒๑, พันนาเชียงน้อยดอนชัย ๒๒, พันนาดง ๒๓, พันนาดอกคำ ๒๔, พันนานาย ๒๕, พันนาราชา ๒๖, พันนาเชียงรายแคว้นใต้มี ๒๗ เท่านี้ พระราชเจ้ามังครามตนเป็นราชบิดาท่านกินแล ทีนี้จักจาด้วยพันนาในเมืองเงินยางเชียงแสนลูกเค้าก่อนแล ทั้งมวลมี ๖๕ พันนาแล ๑ พันคาโค ๒ พันนาเชียงคำ ๓ พันนาเชียงยน ๔ พันนามวนคำ ๕ พันนาเงินยาง ๖ พันนาเชียงช้าง ๗ พันนาเทิง ๘ พันนาเมืองบ้านพราน ๙ พันนาท่าซ้าย ๑๐ พันนาเงินยาง ๑๑ พันนาเชียงช้าง ๑๒ พันนาบวบ ๑๓ พันนาไร่ ๑๔ พันนาควาน เท่านี้เจ้า เมืองขวากินแล ๑๕ พันนาออง ๑๖ พันนานาย ๑๗ พันนาราก ๑๘ พันนาเลนเหนือ ๑๙ พันนาเมืองใส ๒๐ พันนาขวัญต่อ ๒๑ พันนากอง ๒๒ พันนาแปน ๒๓ พันนาง้าวคมคำ ๒๔ พันนาคำคำ ๒๕ พันนาขวาง ๒๖ พันนาท่าช้าง เท่านี้พันนาเจ้าเมืองในกินแล ๒๗ พันนาเมืองยิง


๑๖๑ ๒๘ พันนา เมืองแช่ ๒๙ พันนาเมืองยอน ๓๐ พันนาเมืองกลาง ๓๑ พันนาเทิง ๓๒ พันนาต่าง ๓๓ พันนาเมืองยองน้อย ๓๔ พันนากุก ๓๕ พันนาบงพงน้อย ๓๖ พันนาแพง ๓๗ พันนาเมืองสาว ๓๘ พันนาเมือง เรียง ๓๙ พันนาสวาย เท่านี้เจ้าเมืองพันนาซ้ายกินแล ๔๐ พันนาคืม ๔๑ พันนาซ้าย เจ้าพะเยากิน ๔๒ พันนาขวา ๔๓ พันนาเชียงหาด เจ้าเชียงลาวกินแล ๔๔ พันนาเชียงคง ๔๕ พันนาเป้า เจ้าเชียงเรืองกิน ๔๖ พันนาเล้า ๔๗ พันนาเก้า เจ้าเชียงคำกิน ๔๘ พันนาจันทร ๔๙ พันนาคืง เจ้าเชียงรายกินแล พันนาในมี ๔๗ เท่านี้แล ดังพันนาทับพองเมืองเงินยางเชียงแสนมีพันนาพูคา ๔๘ พันนาเมืองหลวงเหนือ ๔๙ พันนาพยาก ๕๐ พันนาเมืองกลาย ๕๑ พันนาเมืองเลนเหนือ ๕๒ พันนาเมืองเลนใต้ ๕๓ พันนาทับพองมี ๖ พันนาเข้ากันในพันนาหมู่คิดเมืองกินแล พันนาทับพองเจ้าเมืองกินมี ๗ พันนา มีพันนาเมืองเทียด ๕๔ พัน นาเมืองเชียงชี ๕๕ พันนาเผือ ๕๖ พันนาเมืองสาด ๕๗ พันนาเมืองกก ๕๘ พันนาเมือง ๕๙ พันนาเมืองบุเรง ๖๐ พันนาเมืองหลิม ๖๑ พันนาเมืองท่าเหล็ก ๖๒ พันนาชะวาดน้อย ๖๓ พันนาเมืองหาง ๖๔ พันนาเมืองตวน ๖๕ พันนาเท่านี้ พระราชเจ้าตนกินเมืองเงินยางเชียงแสนกินทั้งมวลแล พระราชเจ้าแสนพูได้ไปเลิกสร้างเชียงเงินยางเชียงแสนคืนเป็นเมืองดั่งกล่าวแล้ว ท่านก็ตั้งไว้ให้เป็นเขตต์แดนเป็น ปัวะเป็นต่อง๑ ดั่งนี้แล กล่าวด้วยเจ้าพระราชแสนพูอันเป็นราชบุตรเค้า ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๖๒ แห่งราชเจ้ามังคราม เป็นราชนัดดาแห่งพระเจ้าฟ้ามังรายนั้น เสด็จลุก เวียงเชียงรายแคว้นใต้ไปเลิกสร้างเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าคืนเป็นเมืองถ้วน ๒ ที่ดั่งเก่า ก็แล้วเป็นห้องหนึ่งก่อนแล แล้วก็ให้เจ้าน้ำท่วมตนเพื่อนสองไปกินเมืองฝาง แล้วก็ให้เจ้าน้ำน่านผู้ถ้วนสามนั้นไปกินเชียงของแล เจ้า ๓ ตนพี่น้องแบ่งกันออกไปตั้งกินเมืองก็ในศักราช ๖๔๙ ตัวนี้แล ส่วนเชียงตุงเมืองเขินนั้นให้ขุนลวะมางคุ้มมางเคียนอันเป็นลูกมางทุงไปกินแล มางคุ้มผู้พี่กินได้ ๖ ปีแล้วก็จุติไป มางเคียนผู้น้องกินต่อไปได้ ๗ ปีแล้วก็จุติไปแล เขาทั้งสองก็บ่มีลูก ผู้ชายสักคนแล แต่นั้นมาก็ขาดจากเจ้าเมืองเสียสองปีบ่มีผู้ใดเป็นเจ้าส่วนท้าวน้ำท่วมตนถ้วนสองไปกินเมืองฝางได้ ๔ ปี ถึงศักราชได้ ๖๕๓ ตัวปีลวงเม้า พระมังรายเจ้าตนปู่ก็แต่งให้เจ้าน้ำท่วมนัดดานั้นลุก เมืองฝางขึ้นเมื้อกินเมืองเขินเชียงตุง เมืองฝางที่นั้นก็ขาดจากเจ้าไปแล ในศักราชได้ ๖๕๓ ตัวนี้ จึ่งแรกแต่งสร้างเวียงเมืองเขิน และชาวเมืองเขินเชียงตุงก็บ่ได้มาเอาราชการยังเมืองพิงเชียงกุ่ม ตั้งแต่เจ้าน้ำท่วม ตนหลานเมื้อกินเมืองนั้นมาแล แล้วก็ให้คนในเมืองเขินแต่งตั้งเวียงเหล็ก ตั้งลำไม้และรั้วงาตอกหอหิ้ง๑หอเรือขุดคูเวียงหลวงแล้ว ฮ่อก็มาถึงก็รบทั้งเวียงเหล็กก่อนรบบ่แพ้ ฮ่อจึ่งขุดเขาข้างหัวเวียงเห็นชาวเขิน ก็จิงขุดออกต่อรบเอาค้อนเหล็กสากเหล็กตีตาฮ่อ ๆ ก็บ่พ่ายหนี ต้มน้ำร้อนเทลงก็บ่หนี ในกาลนั้นยังมีชาวเมืองเขินผู้หนึ่งก็มาขั้วทรายไห้ร้อน ๑ ศาลเทพารักษ์


๑๖๓ แล้ว ก็เทลงเข้าตามหลืบเสื้อผ้าแห่งฮ่อนั้นร้อนนัก เขาทั้งหลายก็ยิ่ง ร้อนอยู่บ่ได้เขาก็พากันพ่าย หนีจากที่นั้นแล้ว ก็ไปป้านน้ำ๑ข้างเมืองว่าจัดให้ยิ่งขึ้นท่วมเมืองเขิน ชาวเขินทั้งหลายรู้แล้วก็เมื้อไหว้สาพระยาน้ำ ท่วมให้รู้แจ้งทุกประการแล้ว ท่านก็ให้หาผู้รู้มาแต่งเอาหอยมาเป็น ก้อนเส้าเอาอองปู๒มาเป็นหม้อแกง เอาปลาเผียน๓แปงชิ้นเอาไม้แครแปงหลัว๔แล้วใส่แพไหลน้ำไป ให้ไปค้างอยู่ที่ฮ่อเขาป้านน้ำนั้น ฟ้าก็ผ่าฮ่อตาย ๓๓ คน แล้วฮ่อทั้งหลายก็พ่ายหนีไปทางเมืองแรมดังเก่า เวียงเหล็กที่อันฮ่อต้องเข้านั้นจึ่งเรียกว่าเชียงมั่นแต่นั้นมาแล ฮ่อหนีไปแล้วพระยาน้ำท่วมก็ให้เขินทั้งหลายถมยังที่อันฮ่อต้องเข้านั้นเสียแล้ว จึ่งเรียกว่าฮ่อชนต่อมาถึงกาลบัดนี้แล กล่าวด้วยเจ้าหอยงัวน้ำท่วมอันเป็นราชบุตรแห่งพระยามังคราม เป็นราชนัดดาแห่งพระยามังรายราช มาเสวยเมืองเชียงตุงเมืองเขินมีดั่งนี้แล ศักราชได้ ๖๕๘ ตัว ปีระวาย สันเดือน ๘ ออก ๘ ค่ำ วันเสาร์ พระมังรายราชเจ้าตนเป็นปู่ก็ยกจาก เวียงเชียงกุ่มกวมเสด็จข้ามน้ำแม่ระมิงไปหนพายัพ แล้วก็เข้าไปตั้งอยู่ เวียงเชียงนพบุรีพิงเชียงใหม่นั้นแลพระมังรายราชจิมลงไปเสวยราชสมบัติในโขงเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๒๕ ปีก็ถึงอนิจจกรรมไปเสียแล้ว พระ มังครามตนลูกก็ลุกจากเมืองเชียงรายลงไปเสวยราชสมบัติในนพบุรีเชียง ใหม่แทนพ่อ พระยาน้ำท่วมตนเป็นราชบุตรแห่งพระราชมังครามตนถ้วนสองไปกินเมืองเขินนานได้ ๑๔ ปีก็จุติตายไปในปีกาบสี ก็ส่งสักการเสีย ๑ ถม ทำนบ ๒ กะดองปู ๓ ปลาตะเพียน ๔ ฟืน


๑๖๔ ในที่นั้นนอกประตูเวียงที่หนองผาแล้วสร้างวัดกวม เฝ้าไว้ให้ชื่อว่าวัด น้ำท่วมแต่นั้นมา พระยาน้ำท่วมอนิจจกรรมไปท่านบ่มีลูกไว้สืบราชสมบัติเทนสักคน และในกาลนั้นพระราชมังครามเจ้าตนเป็นบิดาก็มี พระราชกรุณา ให้เจ้าน้ำน่านตนเป็นน้องถ้วนสามนั้นลุกแต่เชียงของ ขึ้นเมื้อกินเมืองเชียงตุงแทนพระยาน้ำท่วมตนพี่ ในศักราช ๖๖๖ นี้แลพระยาน่านกินเมืองเชียงตุงเมืองเขินนานได้ ๓ ปี ถึงปีเมิงเมด ศักราช ได้ ๖๖๙ ตัว ยังมีฮ่อผู้หนึ่งชื่อว่าฟุงตายางแก้วเป็นใหญ่กว่าฮ่อทั้งหลายมีคนประมาณ ๔๐,๐๐๐ มีม้าประมาณ ๔,๐๐๐ ก็ยกทัพลงมา เข้ามาทางแช่หุนมาถึงม้าฬาป่าข้ามแล้วก็เกี้ยว๑แวดเวียงเชียงเหล็กจอดไขว้อยู่บ่รบบ่ยิงเฝ้าชาวเมืองเชียงตุงอยู่นั้นแล ส่วนว่าแก่มันผู้ชื่อว่าฟุงตายังแก้วผู้ใหญ่นั้นก็อยู่ที่เชียงจิน ออกมานั่งตั่งกงนุ่งข่ายเหล็กข่ายทอง๒เครื่องทรงมันดีนักก็นั่งผ่อดูฮ่อลูกน้องมันรบชาวเขินอยู่ทางเชียงจามนั้น กาลนั้นชาวเขินเชียงตุงเห็นหัวแก่ฮ่อผู้ใหญ่ออกมานั่งอยู่ที่เปง๓ฉันนั้น เขา ก็เมื้อไหว้สาพระยาน้ำน่านให้รู้แล้ว ท่านก็มีอาชญาให้คนหามเอาหน้าไม้ไคร้ต่ออันพระยาน้ำท่วมตนพี่ให้เพื่อแปงไว้ เอาอาดบ้านอาด๔เมืองแต่ก่อนมานั้นพระยาน้ำน่านท่านก็ให้เพื่อนห้ามเอาออกไปได้ ๓๐ คนจึ่งแพ้แบกปืนผู้หนึ่งเอาฆ้อนอันจักตีไคร้ให้ลั่นนั้นผู้หนึ่ง เอาไม้อันจักค้ำจัง๕และขานั้นผู้หนึ่ง เอาเชือกหนังอันจักชักสายให้ตกบัก๖ ไคร้๗ นั้นผู้หนึ่ง ๑ อ้อม, วก ๒ สรวมเกราะ ๓ กลางแจ้ง ๔ อาชญา ๕ จังกา, ไม้ขาหยั่ง ๖ ควั่น ๗ ไกปืน


๑๖๕ เครื่องหน้าไม้ทั้งมวล ๓๗ คนจึ่งแพ้แล ครั้นว่าไปถึงแล้วก็เอาตั้งไว้ หัวดอยจอมทองหันหน้าไปสู่หนตะวันออก แนะ๑ปลายปืนไปให้ถัด๒ฟุง ตายางแก้วผู้เป็นหัวแก่เขานั้น ก็เอาฆ้อนตีไคร้ให้ลั่นแล้วก็ไปจับใส่ฟุง ตายางแก้วผู้เป็นหัวแก่เขานั้นแท้ ก็ตายไปในที่นั้น ในกาลนั้นหมู่ฮ่อทั้งหลายฝูงเป็นลูกน้องนั้นเขาก็เห็นหัว๓แก่เขาตายไปดั่งนั้น เขาก็ตกใจกลัวฟังฟ้าว๔ก็พากันฝังหัวแก่เขาเสียที่ภายใต้ที่นั้นแล้ว ฮ่อทั้งหลายเห็นแก่เขาตายไปเสียแล้วดั่งนั้นเขาจักแข็งอยู่บ่ได้ เขาก็ถกเอาหมู่คืนพ่ายหนีเมื้อหาบ้านหาเมืองแห่งเขาเสีย ฐานะที่นั้นก็เรียกว่าขุมฮ่อดั่งนั้นตลอดมาถึงกาลบัดนี้ จาด้วยอุบัติจอมตุงเมืองเขินที่นั้น แต่ก่อนเป็นเมืองละว้าแก่นหมากน้ำเต้ากลายเป็นคน มีมางหอยเป็นเค้าใหญ่กว่าหมู่ลวะทั้งปวง อยู่ยังเมืองจอมตุงที่นั้น ซ้ำยังมีไทยหมู่หนึ่งมี ๖๘ คน หลงมาแต่เมืองเขินหลวง ฝากวองนั้นมาอยู่โบะหวะทั้งหลาย๕แล้วก็เป็นเมืองเขินไปแลเจ้าฟ้ามังรายราชได้ไปเห็นแล้ว ก็ตั้งให้เป็นเมืองเชียงตุง ก็ให้ลวะ สองคนพี่น้องกินต่อกันมานานได้ ๑๑ ปีก็ตายเสียสิ้น ซ้ำให้หลานทั้งสอง คือ ว่าเจ้าน้ำท่วมและเจ้าน้ำน่านทั้งสองพี่น้องเมื้อกินแล จาด้วยลูกหลานพระยามังรายและมังครามเจ้าไปกินเมืองเขินแต่นั้นสืบ เช่นลูกเช่นหลานไปภายหน้าแล ที่นี้จักจาด้วยเมืองเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าแล เชียง ๑ เล็ง ๒ ตรา ๓ หัวหน้า ๔ ตะลีตะลาน ๕ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๖๖ เรือง เชียงราย ไชยนารายน์ เมืองฝางหางสาดชะวาดน้อยยางมานทั้งมวลให้แจ้งแล พระมังรายราชก็เสด็จออกไปเสวยราชสมบัติในเมือง หริภุญไชยชำมะพิงคะวิชัยเสียในศักราชได้ ๖๔๓ ตัวปีรวงไส้แล้ว ก็จึ่งจักปงยังราชสมบัติในเมืองเหรัญญนคร เชียงแสนเป็นเค้าและเชียงรายเชียงเรืองไชยนารายน์ เมืองฝางหางสาดชะวาดน้อยยางมานบุเรงกกทั้งมวล ไว้ให้เจ้ามังครามตนเป็นราชบุตรใจรู้แล เสวยราชสมบัติแทน ทั้งมวล ส่วนพระราชมังครามเจ้าท่านก็ไปอยู่ยังเวียงเงินยางเชียงแสน ก็อยู่ยังเชียงรายแคว้นใต้ที่เก่าพ่อแห่งท่านนั้น ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวพระราชมังคราม ก็อนุญาตราชบุตรแห่งท่านผู้เค้า คือ ว่าเจ้าแสนพูนั้น ให้เป็นพระยาไปตั้งอยู่เวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้านั้นแล้ว แต่งให้หลานท่าน คือ ว่าหมื่นเจดตราและวัฒกีการถมทั้งสอง พี่น้องอันเป็นลูกขุนเครืองดำผู้พี่เค้า ท่านผู้ไปตายเสียที่ป่ากาวเมืองยิงก่อนนั้น ตั้งยังหมื่นเจดตราผู้พี่นั้นให้เป็นเจ้าครองเมืองพันนาขวาแล้ว ก็ตั้งวัฒกีการถมผู้น้องนั้นให้เป็นเจ้าพันนาซ้าย แล้วให้อยู่กับด้วยกันยังเวียงเงินยางเชียงแสนที่นั้น ส่วนพระมังรายราชเจ้าเป็นกษัตริย์เสวยเมืองพิงเชียง ใหม่ได้ ๒๕ ปีแล้ว ก็จุติตายไปในศักราชได้ ๖๗๒ ตัวปีกดไจ้วันนั้น เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ขึ้นมาอาราธนาเอาพระมังครามตนลูกลงไปเสวยราชสมบัติแทนในเมืองพิงเชียงใหม่ ท่านก็ปงให้พระราชแสนพูตนกิน เวียงเงินยางเชียงแสนนั้นให้ได้ใจรู้เชียงรายเมืองฝางหางสาดทั้งมวลแลท่านก็ไปกินเมืองเชียงใหม่แล พระราชเจ้ามังครามกินเมืองเชียงใหม่


๑๖๗ ได้ ๑๔ ปี ก็จุติไปในศักราช ๖๗๕ ตัวปีกาเป้านั้นแล แล้วเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายก็มาอัญเชิญเอาพระราชเจ้าแสนพูตนลูกลงไปกินเมืองเชียงใหม่ แทนต่อไป ท่านก็ปงราชสมบัติเชียงแสน เชียงราย เชียงเรือง เมือง สาด เมืองหางชะวาดน้อยยางมันทั้งมวล ไว้ให้หมื่นเจดตราครองเมืองกินแล้ว ให้ได้อำภักรักษาคนล้านนาภายเหนือทั้งมวลแล้ว ท่านก็ยกเอา ราชบุตรแห่งท่านผู้ถ้วนสอง ชื่อว่าเจ็ดคนตูนั้นให้ไปกินเมืองฝางแล ท่านก็เอาลูกเค้าท่านลงไปกินเชียงใหม่ด้วยนั้นแล จาด้วยชาติเชื้อราช วงศามหากษัริย์มังรายราชเจ้าสืบบรมราชถึงเช่นลูกเช่นหลานเหลนไปบ่ รู้สุดสิ้นแล เมืองเหรัญญนครเงินเชียงแสนและเชียงใหม่เชียงตุงนี้ เค้าราชวงศาอันเดียวกันแล ศักราชได้ ๖๗๒ ตัวปีกาเล้า พระยาเจ้า มังครามได้ลงไปเสวยเมืองกินเชียงใหม่แล้ว ท่านก็ปงราชสมบัติเมือง เงินยางเชียงแสนเชียงรายเมืองฝางทั้งมวล ไว้ให้เจ้าพระยาแสนพูตน ลูกได้เสวยแทนทั้งสิ้น ทีนี้จักจาด้วยพระยาเจ้าแสนพูได้ไปเสวยเมืองเงินยางเชียงแสนอันเป็นเค้าแต่เช่นปู่หม่อน๑ท่านนั้นแถมให้แจ้ง ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวปีเมิงไค้ เดือน ๓ เพ็ญวันศุกร์ ยามกลองงายเลิก ๑๕ ตัว พระยาเจ้าแสนพูก่อ สร้างเวียงเงินยางเชียงแสนแถมใหม่ ทางล่วง๒ยาวมีพันปลาย ๒๐๐ วา ล่วงกว้างมี ๗๐๐ วา ทางภายนอกมี ๕ ประตูแล ประตูยางเถิง ๑ ประตูหนองมุด ๑ ประตูเชียงแสน ๑ คือ ประตูหนสักแล ประตูดิน ๑ ไม่ทราบว่าอะไร ๒ ด้าน


๑๖๘ ขอ๑ ๑ ประตูท่าม้า ๑ ภายริมแม่น้ำของมีประตูท่ารวกปก ๑ ประตู ท่าอ้อย ประตูท่าสุกำ ๑ ประตูท่าหลวง ๑ ประตูท่าเสาดิน ๑ ประตูท่ากวา ๑ ทั้งมวลมี ๑๑ ประตูแล ตั้งเวียงแล้วปันให้เป็นเขตต์ แดนไว้ ทางภายใต้มีผาคับตัดล่องน้ำแม่น้ำตมแผวสบ ฝ่ายแม่กกทางหน้ามีสบห้วยเผือตัดแผวถึงขุนห้วยไลเป็นเขตต์ต่อเขตต์เชียงรายแล ภาย ตะวันตกเฉียงใต้มีดอยกิ่วคอหมาต่อดินเมืองฝาง ทางตะวันตกมีผาตา แหลวต่อดินเมืองสาด ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีดอยผาช้างต่อดินเชียง ตุงทางเหนือชีมีเมืองกายตัดไปหาบ้านข้าสามท้าวต่อดินเชียงตุง เมืองม้าเชียงขางเป็นแดน ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีเมืองสิงนอกลางล่องแล เมืองภูคาต่อบ้านบ่แห่บ่หลวง๒ต่อดินเชียงรุ้ง ทางตะวันออกมีดอยหลวง เชียงชีต่อดินเมืองหลวงพระบาง ทางตะวันออกเฉียงใต้มีกิ่วคางหวาย หัวหนองงัวต่อดินเชียงของ ล่วงใต้ชีมีขุนห้วยตาดต่อเทิงแล ทาง เหนือไว้กลางหัวโป่งแห่ง ๑ ทางเหนือเฉียงใต้หัวโป่งไว้กลางทับเมือง แห่ง ๑ ทางตะวันตกไว้กลางทับหมากแห่ง ๑ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ไว้กลางทับหมาแห่ง ๑ ทับยางกลางแห่ง ๑ ทางใต้เวียงกลางท่าหลวง แห่ง ๑ ทางตะวันออกเฉียงใต้ไว้หาดทางแห่ง ๑ ไว้หางดอนมูลกลางแห่ง ๑ ทางตะวันออกไว้เมืองเกิงแห่ง ๑ ไว้ท่าทรายแห่ง ๑ แล เมือง ซ้ายไส่ ๗ พันนาเมือง พันนาขวาไส่ ๘ พันนา เจ้าเมืองหลวงไส่ ๙ พันนาแล พันนาเมืองเชียงแสนมี ๓๒ พันนาในแล พันนานอกพะยาก ๑ กระเบื้อง ๒ กรวดหิน

๑๖๙ ๒ พันนา ๑ เมืองกาย ๒ พันนา เมืองวันพันนา เมืองภูคาพันนา เมือง เลนเหนือเมืองเลนใต้เข้ากัน ๙ พันนา พัน ๑ ขวาแล พัน ๑ แพรว พัน ๑ เมืองเลนเหนือเข้ากันเป็น ๒๐ แล ไว้ขุนแต่กว๊าน๑สองขุน ไว้ เป็นขุนคนใช้กว๊านแก่ ๑ ไว้เฝ้าฉางข้าวแก่ ๑ ไว้เฝ้าฉางลูกเฝ้าแก่ ๑ ไว้หาญให้รักษาราชวัตร ๑ ไว้ใช้การนอกเมืองแก่ ๑ แล ปักแคว้น ท่านไว้กับศาสนาแล ทานคนไว้ให้ปฎิบัติวัดวาอารามตามอันมีในสีมาจารีตกด๒ แล ดั่งคนและสัตว์ทั้งหลายผิดราชอาชญาและเข้าไปอาศัยพึ่งในวัดวาอารมดั่งนั้น อย่าได้ตามชักลากเอาเนอ เมื่อใดเขาออกพ้น เขตต์อารามแล้วนั้นให้พิจารณาดูคุณและโทษให้แจ้งแล้ว ควรเอาจึ่ง เอาเทอญ ดั่งไพร่ไทยในเมืองเจืองเชียงแสนทั้งมวล ตั้งเป็นปั้วะเป็นตอ เป็นขุนชูขุนตาไว้ ดั่งเช่าเงินเช่าคำช่างฆ้องและส่วยเช้าทั้งหลาย ก็ยื่น ถวายแก่เจ้าเมืองแล ดั่งงาช้างหาขนายช้างหล่น ช้างม้าวัวควายผึ้งซาบ มาบมิ้ม๓ต่อแตน แขวนไม้ขอกไร่๔แดนนาบวกน้ำหลุมขุมทาง สวนเรือก เผือกมันฝุ่นน้ำฝุ่นบกทั้งหลาย เกิดมีในปักแค้วน๕เจ้านายตนใด่ก็ยื่นถวายเจ้าตนนั้นสืบ ๆ มาแล ศักราชได้ ๖๗๕ ตัวปีกาเป้า เจ้ามังครามตนเป็น บิดากินเมืองเชียงใหม่นานได้ ๑๕ ปีก็อนิจจกรรมไปแล เสนาอำมาตย์ ทั้งหลายก็ขึ้นมาอาราธนาเอาเจ้าแสนพูตนลูกองค์นั้น ไปเสวยเมือง เหรัญญนครเงินยางเชียงแสนที่นี้ ให้ลงเมื้อกินเมืองไชยบุรีเชียงใหม่ นั้นแล เจ้าพระราชแสนพูกินเมืองเงินยางเชียงแสนได้ ๒๕ ปี แล้วท่านก็ ๑ ขุน ๒ กฎหมาย ๓ แมลงชะนิดหนึ่งคล้ายผึ้ง เรียกว่าผึ้งมิ้ม ๔ ริม ๕ เขตต์แดน


๑๗๐ จึ่งปงราชสมบัติบ้านเมืองทั้งมวล ไว้ให้หมื่นเจดตราครองเมืองพันนาขวากับวัฒกีการถมพันนาซ้ายทั้ง ๒ พี่น้องได้อยู่เสวยเมืองแทนแล้ว ท่านก็ยกให้ลูกท่านผู้ถ้วนสอง มีชื่อว่าเจ้าเจ็ดพลตูนั้นไปกินเมืองฝางแล้วเอาราชบุตรตนเค้าแห่งท่านตนชื่อว่าเจ้าคำฟูนั้น ลงไปเสวยราชสมบัติในเมืองนพบุรีเชียงใหม่ด้วย ก็ไนปีศักราช ๖๗๕ ตัวนี้แล ส่วนว่าหมื่นเจดตราได้กินเมืองไชยบุรีศรีเชียงแสนที่นี้แล้ว นางเทวีหมื่นเจดตราประกอบด้วยศรัทธามากนัก ก็มาเห็นวัดหลวงนั้นเป็นเค้าศาสนาหาค่ารักษาพุทธรูปบ่ได้ ก็จึ่งเจรจากับหมื่นเจดตราผู้เป็นวรสามีแห่งตนแล้วก็พร้อมกันทาน๑ คนไว้ให้สองครัว ครัวซางยี่ ๑ ครัวคำแบก ๑ แล้วจึ่งใส่จารีตกฎไว้ให้มั่นในวันเสาร์ไทยระวายสัน พระราชเจ้าท่านลงไปเสวยเมืองพิงเชียงใหม่ได้ ๗ ปีแล้ว หมื่เจดตรากินเมืองเชียงแสนที่นี้แทนมาได้ ๗ ปีแล้วก็อนิจกรรมไปในศักราชได้ ๖๘๑ ตัวนี้ ลูกพระราชเจ้าแสนพูชื่อว่าเจ้าคำฟู ลุกเชียงใหม่ขึ้นมากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ ในศักราช ๖๙๓ ตัวปี ลวงเมดเดือน ๕ เพ็ญวันอังคาร เจ้าพระยาคำฟูสร้างเจดีย์และวิหารพุทธรูปวัดพระยืนแล้วบริบูรณ์วันนั้นแล ศักราชได้ ๖๙๔ ตัวปีเตาสัน เจ้าพระยาคำฟูก็ลงไปเฝ้าพระราชแสนพูตนพ่อยังเมืองพิงเชียงใหม่ แล้วเจ้าพระยาแสนพูตนพ่อก็อุภิเษกให้เสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนแล้ว ส่วนว่าพระราชเจ้าแสนพูท่านก็พลิกมากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่เก่านี้แถมสองปีก็จุติตายไปแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ ๑ ให้ทาน


๑๗๑ ทั้งหลายก็ห้างศพใส่พวงเรือแล้วก็ส่งสักการเสียที่เกาะดอนแทนที่นั้น ในศักราช ๖๙๗ ตัวปีกาบเสดแลส่วนว่าเจ้าพระยาคำฟูก็ให้ลูกท่านผู้ชื่อว่าผายูขึ้นมาเป็นพระยากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้แล ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูได้มาเสวยเมืองเชียงแสนที่นี้แล้ว ท่านก็มีศรัทธาสร้างเจดีย์และวิหารวัดนอนแล้วบริบูรณ์ ก็ทำการฉลองเป็นมหกรรมอันใหญ่ในศักราชได้ ๗๘๓ ตัวนี้แล ศักราชได้ ๗๘๔ ตัวปีกาเมดพระยาคำฟูตนพ่อก็พลิกคืนมาแอ่ว๑ไชยเวียงเทืองเชียงแสนที่นี้ ก็ได้มาแวะแอ่วหาเศรษฐีผู้หนึ่งอันเป็นสหายรักกันอยู่ยังเมืองพะเยาที่นั้น เทียรย่อมไปมาหากันทุกปีๆบ่มิได้ขาดเอาสัตย์ต่อกันเป็นอันมั่นแล้วครั้งนั้นเจ้าพระยาคำฟูก็มีน็นใจอันคดต่อสหาย ก็ได้กระทำมิจฉาจารกับด้วยภริยาแห่งเศรษฐีผู้นั้นแล้ว ก็แผวมาแอ่วเวียงเชียงแสนที่นี้ก็มาข้ามน้ำแม่คำ มาตายเสียด้วยเงือกชักจมน้ำแม่คำนั้นแล ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูตนลูกกินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ได้ ๑๒ ปีแล้ว เสนาอำมาตย์เมืองเชียงใหม่ก็มาอัญเชิญเอาไปเสวยเมืองเชียงใหม่แทนพ่อ ส่วนว่าเมืองฝางนั้นเจ้าพระยาเจ็ดพลตูตนน้องนั้นกินเมืองสืบต่อไป ส่วนลูกพระยาคำฟูตนพี่นี้ก็กินเมืองเชียงแสนและเชียงใหม่ต่อไป ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูท่านก็ปงให้ลูกท่าน คือว่าเจ้าคือนาตนพี่นั้นเป็นพระยาเสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้น ก็แต่ให้เจ้ามหาพรหมตนน้องนั้น ให้เป็นมหาพลองเมืองแล้วก็ให้ไปอยู่เมืองเชียงรายแคว้นใต้ที่นั้น ส่วนว่าพระยาผายูตนพ่อนั้นท่านก็ลงไปกินเมือง ๑ เที่ยว


๑๗๒ เชียงใหม่ในศักราชได้ ๗๐๘ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธ มหามูลศรัทธาพระราชเจ้ากือนาสร้างพระเจดีย์และวิหารพระพุทธรูปพระบวชกลางเวียงไชยบุรีเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ฉลองทำบุญให้ทานบริบูรณ์ในวันนั้นแล พระยาผายูเจ้าตนเป็นบิดาถินเมืองพิงเชียงใหม่ได้ ๒๐ ปีแล้วก็จุติไปในเมืองเมื่อศักราชได้ ๗๒๕ ตัวปีกาเป้านั้นแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอยู่เมืองพิงเชียงใหม่ก็มาอาราธนาเอายังท้าวกือนาลงไปกินเมืองพิงไชยเชียงหใม่แทนพ่อนั้นแล แล้วท่านก็ปงให้เจ้ามหาพรหมพลองเมืองตนน้องอันอยู่ยังเมืองเชียงรายที่นั้น เป็นพระยาแล้วให้เอาใจรู้ยังเมืองเชียงแสนเชียงรายแลเมืองฝางหางสาดทั้งมวลแล้ว ท่านก็หนีลงไปกินเมืองเชียงใหม่นั้นแล ส่วนท้าวมหาพรหมตนน้องนั้นได้เป็นพระยาแทนตนพี่แล้ว ท่านก็บ่มาอยู่เมืองเงินยางเชียงแสนก็อยู่ยังเวียงเชียง รายแคว้นใต้ที่นั้นแล ท้าวมหาพรหมกินเมืองได้ ๓ ปีแล้วสร้างวัดบุญยืนในศักราชได้ ๗๒๘ ตัวสร้างเจดีย์กว้าง ๔ วา อกสูง ๑๐ วา อกบรรจุพระธาตุ ๓๕๐ องค์ ธาตุพระอรหันต์ ๓๓๐ องค์ สร้างวิหารกว้าง ๗ วา ยาว ๑๒ วา ท่านไว้ด้านใต้ ๑๐๐ วา ด้านเหนือ ๑๐๐ วา ด้านตะวันออกและตะวันตกนั้นเอากำแพงเป็นแดนแล้วฉลองทำบุญให้ทานในวันนั้นแล ทีนี้จักจาด้วยพระราชเจ้ากือนาตนพี่ให้แจ้งก่อนแล ท่านเสด็จออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลงไปเมืองพิงเชียงใหม่ ครั้นว่าไปถึงน้ำแม่กุกนทีฝ่ายหน้าที่หลวงกลางเขต์เมืองเงินยางใน กับเขตต์เชียงรายแคว้นใต้ต่อกันนั้น ท่านก็ไปสร้างมหาวิหารไว้ให้เป็นจำหงาย


๑๗๓ ไว้ที่นั้นหลังหนึ่ง สร้างวิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๒ วาแล้วร้างพระพุทธรูปเจ้าองค์หนึ่งหว่างเพลาใหญ่ ๗ ศอกใส่ชื่อว่าเขตต์อารามนั้นแล ครั้นแล้วบริบูรณ์ก็ฉลองทำบุญให้ทานในศักราชได้ ๗๒๕ ตัวปีกาเป้าเดือน๖เพ็ญวันเสาร์ ท่านก็ลงไปกินเมืองนพบุรีพิงเชียงใหม่ก็ในศักราช ๗๒๕ ตัวนี้แล ตั้งแต่นั้นมาชาติเชื้อมหากษัตริย์ในเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ขาดเสียเป็นห้องหนึ่งแล พระราชเจ้ากือนาลงไปกินเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๓ ปีแล้ว ยังมีศึกฮ่อหมู่หนึ่งลงมาเสียงคำเมืองต่อเชียงใหม่พันนั้นยิงกงธนูต่อกัน ยังมีลูกขุนหมายนาผู้หนึ่งอาสาต่อ ซึ่งฮ่อก็แพ้ยังพ่อซึ่งฮ่อผู้นั้นแท้ ฮ่อทั้งหลายก็ถกหมู่หนีไปสิ้นแล ครั้งนั้นท้าวกือนาเจ้ายินดีแล้ว ก็ให้ยังนามศักดิ์ให้ทานชื่อว่าพระยาศรีสิทธิมหาชัยสงครามลุ่มฟ้า แล้วก็ให้มากินเมืองไชยบุรีเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล้ว แต่นั้นมามหากษัตริย์ในเมืองเงินยางเชียงแสนขาดเสียแต่นั้นมา ศักราชได้ ๗๔๖ ตัวปีกาบไจ้ พระยากือนาเจ้ากินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒๒ ปีก็จุติไป แล้วท้าวแสนเมืองมาตนลูกมีอายุได้๑๔ ปีขึ้นเสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนพ่อ ท้าวมหาพรหมตนน้องอยู่เชียงรายนั้น ก็ยกกำลังไปชิงกินเชียงใหม่บ่ได้ก็หนีไปตายเสียยังเมืองใต้นั้นก็ปีเดียวนั้นแล พระยาศรีสิทธิมหาชัยสง ครามลุ่มฟ้าท่านก็ได้กินเมืองเจืองเชียงแสนแล้ว ท่านก็สร้างเจดีย์วิหารพุทธธาตุวัดมงคลที่แจ้งเวียงตะวันออกแจ่งเหนือเสร็จแล้ว ก็ทำการฉลองบริบูรณ์ในศักราช ๗๔๖ ตัวปีกาบไจ้นี้แล ศักราชได้ ๗๔๗ ตัวปีดับเป้า พระยาศรีสิทธิมหาชัยสงครามลุ่มฟ้าเชียงแสนที่นี้ก็ถึงอนิจกรรม


๑๗๔ ไปในศักราชได้ ๗๔๗ ตัวปีดับเป้านี้แล แต่นั้นเจ้าพระยาแสนเมืองมาตนกินเชียงใหม่ ก็ให้หมื่นยี่ขุนขืนมากินเมืองเชียงแสนที่นี้ ก็ให้ชื่อว่าพระมอขุนยี่ดั่งนั้นแล ที่นี้จักจาอุบัตินิทานกาลเมื่อสร้างพระแก้วพระคำดอนแท่นแต่ปฐมหัวทีก่อนแล ศักราชได้ ๗๔๔ ตัวปีลวงเล้าวันนั้น ยังมีมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่าศิริวังโสนำเอาพระพุทธรูป ๒ องค์ คือว่าพระแก้วและพระคำมหาธาตุเจ้ามาแต่ช้าคาวมาถึงแล้ว ยามนั้นท่านเล็งเห็นเกาะดอนแท่นที่นั้นเป็นที่พึงใจนัก จักใคร่สร้างวัดสองหลังนี้ จึ่งให้คนเมื้อเมตตามหากษัตริย์เจ้ากือนายังเชียงนั้น ครั้งนั้นท่านทรงพยาธิเสีย ก็จึ่งถามมหาเทวีเจ้าเชียงใหม่ มหาเทวีเจ้าก็อนุญาตให้มหาเถรเจ้าสร้าง ศิริวังโส มหาเถรเจ้าก็เชิญนักบุญสองคนผู้หนึ่งชื่อว่านายกอง ผู้หนึ่งชื่อนายแทง เป็นเค้าแก่นักบุญทั้งหลาย ก็พากับด้วยกันสร้างวัดพระแก้ววัดพระคำสองหลังนี้ สร้างวิหารวัดพระคำ ไว้ด้านเหนือวิหารพระแก้วไว้ด้านใต้วิหารกว้าง ๗ วา อกสูง ๘ วา ศอกเหมือนกัน เจดีย์กว้าง ๕ วา สูง ๑๑ วา บรรจุพระธาตุ ๔๕๘ องค์ ทำเสร็จบริบูรณ์มีกำหนด ๓ ปี ศักราชได้ ๗๔๘ ตัวปีระวายยี่ เดือน๖เพ็ญวันพุธกระทำมหกรรมฉลองเป็นอันมากนัก มหาเถรเจ้าจึ่งให้นักบุญทั้งสองนำเอานาบุญ๑ลงไปถวายแก่เจ้าพระ ยาแสนเมืองมาและมหาเทวีทั้งสองแม่ลูก ครั้งนั้นท้าวมหาเทวีเจ้าก็มีอาชญามาให้หมื่นยีนาขุนผู้กินเมืองเชียงแสนผู้นี้ ทาน๒นาไว้ห้านากับ ๑ กุศล ๒ ให้ทาน


๑๗๕ คนสองคน ทานไว้กับวัดสองหลังนี้แล ครั้งนั้นขุนยี่ก็ทานไว้ห้านาเป็นหกล้านหกแสนเบี้ย กับหกสิบครัวแล พระเมืองขุนยี่ผู้กินเมืองเชียงแสนที่นี้ก็เมื้อไหว้สาท้าวทั้งสองแม่ลูก ครั้งนั้นมหาเทวีเจ้าก็มีใจยินดีแล้วจึ่งหยาดน้ำตกเรือคำ๑แห่งตน ไว้ให้รักษาพระเจ้ากับมหาเถรเจ้านั้นแล ศักราชได้ ๗๖๗ ตัวปีเสดเช่นนี้ ลูกเจ้าพระยาแสนเมืองม่างชื่อว่าพระยาสามปะยาแม่ใน กินเมืองเชียงใหม่ แล้วแต่งให้หลานผู้ชื่อว่าหอยงั้วมากินเมืองเชียงแสน แล้วใส่ชื่อว่าหมื่นงั้วนั้นแล ส่วนว่าหมื่นงั้วมาสร้างวัดพระครูวิหารกว้าง ๘ วายาว ๑๒ วาสูง ๘ วาศอก เจดีย์กว้าง ๘ วาสูง ๑๕ วาอกแล้วบรรจุพระธาตุมัทลุงไว้ข้ากับ ๓๐ ครัว ไว้นากับ ๓๓,๐๐๐ เบี้ยแล หมื่นยี่นาขุนกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๒๒ ปีจุติตายแล้ว หมื่นงั้วกินมาแล ศักราชได้ ๗๖๙ ตัวปีเมิงเป้าศึกฮ่อมายุทธกรรมลานนาทั้งมวล มาเถรเจ้าตนชื่อว่าศิริวังโส ลุกช้าพราว๒มาอยู่ดอนแท่นออกที่คำเมืองพร้อมกับพระยาสามปะยาแม่ในแล้ว ก็กระทำบูชาเคราะห์เมื่อทั้งมวลแล้วก็ชอบใจเทพยดา ก็กระทำให้ฟ้าผ่าฮ่อทั้งหลายพ่ายหนีจากลานนาไทยสิ้นแลครั้งนั้นท้าวสามปะยาแม่ในกับมหาเทวีเจ้าตนย่าทั้งสองก็มีใจยินดียังคุณมหาเถรเจ้ามากนัก ก็พร้อมกันอาราธนามหาเถรเจ้าลงไปนพบุรีเชียงใหม่แล้ว ก็กระทำน้ำมุธาภิเศกยังศิริวังโสมหาเถรเจ้าให้เป็นราชครูแล้ว ก็เอาแคว้นดอนแท่นให้เป็นทานแก่มหาเถรเจ้าแล มหาเทวีก็ซ้ำให้เอาป่ายางคำทั้งสามพันนาเป็นเบี้ยหก ๑ กรวดน้ำจากเต้าน้ำทองคำทำเป็นรูปเรือ ๒ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๗๖ ล้านหกแสนมาแทนแถมแล เอาตั้งแต่ล่องแวนเข้าไปจับน้ำบ่อคว้างแล้วจับดอยหมุนเน่า เอาไม้มอน๑หอมต้นหนึ่งมาปลูกไว้เป็นแดนแล้วไปถึงดอยสันรางไปตะวันออกไปจับดอยลุเมรแล้วไต่ไปตามรองหมากทรา ไปจับเมืองกรางจับกิ่วบ้านกั้งแล้วขึ้นไปจับแปรดอยออกไปจับหินท่าต้นแหลงจับหาดฟ้าแล้วจับท่ากาดเชียงเคือง แล้วจับหนองหญ้าล่ามแต้วตัดไปดอยซาวปุดเกิ่ง ให้เอาไม้สีต้นหนึ่งแต่วัดจอมทองเชียง ใหม่มาปลูกไว้เป็นแดน แล้วตัดนั้นออกไปถึงกลางของแล้วจับแคว้นวัดป่างงัวเชียง แล้วผ่ากลางล่องมาจับแคว้นวัดท่าขาวพานจับแคว้นวัดพระยืนจับหาดแร้ง แล้วตัดเข้าไปหางดอนแท่นล่องไปตามฝั่งภูเลิกแล้วตัดไปสบลองแว่นที่เก่าแล แดนที่นี้ทั้งมวล มหาเทวีตนย่าเมืองเชียงหใม่ให้ทานไว้กับวัดพระคำพระแก้วสองหลังนี้แล ก็แต่งให้หมื่นท้าวขึ้นมาเป็นพลองเมืองเชียงแสนกับด้วยหมื่นงัวรักษาเชียงแสนที่นี้แล ต่อแต่นั้นมาศึกฮ่อทั้งหลายก็หนีจากลานนาไป แล้วก็ไปยั้งกวน๒อยู่ยังเมืองยองและสิบสองพันนาอฬเทวีเมืองแรมทั้งมวลนานได้ ๓ ปี คนทั้งหลายก็แตกตื่นเข้าลี้อยู่ในป่าในเถื่อนบ่เป็นบ้านเมือง มหาธาตุเจ้าจอมยองก็บ่มีคนปฏิบัติแล ตั้งแต่นั้นมาถึงศักราช ๗๖๙ ตัวปีกัดเม้า พระ ยาสามปะยาแม่ในเจ้าจึ่งให้หมอโหราคูณหาคน ยังในเวียงเชียงใหม่ที่นั้น ให้ขึ้นไปประจญแพ้ฮ่อยังเมืองยองนั้นก็บ่ได้สักคน จึงหาภายนอกเวียง จึ่งไปได้เจ้าขุนแสงพระยาวังพร้าวแล ส่วนว่าพระยาวังพร้าวนี้ ๑ ต้นหม่อน ๒ รบกวน


๑๗๗ ก็เป็นน้องแห่งกษัตริย์เจ้าสามปะยาแล ครั้งนั้นพระยาสามปะยาเจ้าก็มีอาชญาให้ขุนแสงนำสกลโยธาขึ้นเมื้อยุทธกรรมฮ่อทั้งหลายพ่ายหนีไปเสียแล้ว ท่านก็พลิกคืนมาตั้งอยู่เมืองยองแล้ว ก็ให้ตั้งเวียงลูกหนึ่งกวมมอนดาบศมีทิศตะวันออกเวียงเก่านั้นแล้ว เรียกว่าเวียงใหม่ว่าวันนั้นแล ครั้งนั้นพระยาศิลฟ้าเชียงรุ้งและพระยาเมืองแรมและพระยาเขมราชรู้แล้วก็ลงมาพร้อมที่ก้ำเมือง กระทำเป็นกัลยาณมิตรมีองค์สัจจปฏิญาณกับด้วยเจ้าขุนแสงนั้นแล ครั้งนั้นเจ้าขุนแสงจึ่งขอเอาหลังดินตั้งแต่น้ำแม่ของย้อย๑เป็นเขตต์แดนตามเดิมเก่าแต่เช่นปู้ย่าตานายนั้นลงมา ครั้งนั้นพระยาแสนฟ้าเมืองเชียงรุ้งก็บ่แบ่งปันแล ขอให้แก่ออกน้ำลำนั้นล่องมาภายใต้ให้เป็นลูกเมืองยองแล ดั่งเมืองยองนี้ก็เป็นลูกเมืองเชียงใหม่ เมืองยองซ้ำคืนได้เป็นลูกเมืองเชียงแสนแต่นั้นมาแถมแลในกาลนั้น เจ้าขุนแสงก็เรียกร้องเอาพระยาอนุรุธกับท้าวขุนและไพร่ไทยทั้งหลายให้ออกมาอยู่บ้านอยู่เมืองตามเดิมแล้ว ดังพระยายองก็ออกมาไหว้เจ้าขุนแสงนั้นเจ้าขุนแสงก็มีความยินดีกับด้วยพระยาอนุรุธเมืองยองแล้วก็ปงอาชญาให้แก่พระยาอนุรุธเป็นเค้าและชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายให้พากันปฏิบัติอุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าจอมยองที่นั้น ให้รุ่งเรืองดีงามตามประเพณีแต่เช่นพระยาอโศกราชตั้งไว้ ว่าเมืองลูกนี้ไว้ให้เป็นเมืองอุปัฏฐากพระมหาธาตุเจ้าแล เหตุดังนั้นสูท่านทั้งหลายก็ได้เชื่อว่าเป็นข้ามหาธาตุเจ้ามีพระยาเป็นเค้าและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายไพร่ไทยทั้งมวล ๑ คุ้ง, ย้วย


๑๗๘ นับสิ้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นข้ามหาธาตุเจ้านับสิ้นแล เราก็บ่ริบม้างเสียได้เราก็บ่กินส่วยไรใบไม้สังสิ้นทุกอันแล หากว่าขวบเมื้อปีถึงสังขารปีใหม่มาถึงดังนั้นจงให้ได้เมื้อคารวะเราตามประเพณีแห่งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลายฝูงเป็นมาแล้ว๑ในกาลเมื่อก่อนนั้นเทอญ อนึ่งก็ให้เอาช่างฟ้อนหอกดาบ พาลงไปฟ้อนบูชาพระมหากษัตริย์เจ้าตนอันเป็นลุงแห่งเราในเมืองเชียงหใมในั้นทุกปีเทอญ พระองค์เราก็มีอาชญาไว้แก่สูท่านทั้งหลายดังนี้ แต่นั้นมามหาธาตุเจ้าจอมยองและเมืองยองทั้งมวลก็รุ่งเรืองมาดังเก่าแล ในกาลนั้นพระยาเมืองยองก็ลงมาด้วยเจ้าขุนแสงแล้วก็มากราบไหว้มหากษัตริย์เจ้ายังเมืองพิงเชียงใหม่นั้นแล แต่นั้นมาเมืองยองก็ได้ลงมาคารวะเจ้าขุนแสง และเอาช่างฟ้อนหอกดาบลาลงมาฟ้อนบูชามหากษัตริย์เจ้ายังเมืองพิงเชียงใหม่ทุกปีแล ในกาลนั้นมหากษัตริย์เจ้าตนชื่อว่าสามปะยาแม่ในเจ้า ท่านก็มีความยินดีกับด้วยเจ้าขุนแสงตนเป็นหลานมากนัก แล้วก็ให้นามยศแล้วก็ให้มาเสวยเมืองไชยบุรีนครเชียงแสนที่นั้นแล ก็อภิเษกเบิกบายยศให้ปรากฎชื่อว่าศรีสุวรรณคำล้านนาเชียงสงดังนั้นแล ครั้งนั้นแม่ท้าวเทวีและพระยาสามปะยาแม่ในกษัตริย์เจ้าเชียงใหม่ทั้งสองแม่ลูก ก็ยินดีกับมหาราชครูศิริวังโสเจ้าและพระยาสุวรรณคำลานนาตนเป็นหลาน อันมีคุณกับด้วยบ้านเมืองมากนักดังนั้นจึงจักให้พระราชทานแก่พระยาสุวรณคำลานนาตนเป็นหลานให้เป็นใหญ่กว่าลานนาเชียงแสนทั้งมวล ภายใต้มีหัวน้ำย้อย ๑ บรรดาท่านที่เป็นมาแล้ว


๑๗๙ ตกไปหาน้ำแม่ของทั้งมวลเป็นแดน ภายตะวันตกมีน้ำแม่คงเป็นแดนภายหนเหนือมีน้ำออกน้ำลำเป็นแดน ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีเมืองนอเมืองสิงภูคาเป็นแดนติดบ่แห่บ่หลวง ภายตะวันออกชีมีดอยหลวงเชียงชีเป็นแดนติดแดนเมืองเกาะเมืองไชยแล ภายตะวันออกเฉียงใต้มีสบน้ำแม่ทะลาเป็นแดนไว้ให้เจ้าพระยาศรีสุวรรณคำล้านนาเชียงแสนเป็นใหญ่ได้เสวยทั้งมวลแล แล้วก็เอาแคว้นดอนแท่นกับป่ายางคำ ภายตะวันออกดอนแท่นกับคนสองครัวห้านาทานให้แก่มหาศิริวังโสราชครูวัดพระคำ ดอนแท่นแต่นั้นมาแล แม้ท้าวเทวีก่อนนั้นก็ได้ให้หมื่นยี่นาขุนทานแล้วจดหมายต้องจารึกเป็นหินไว้ยังวัดพระแก้วพระคำนั้นแล ต่อแต่นั้นมาถึงศักราชได้ ๗๙๗ ตัวปีเมิงมด พระยาอติโลกราชตนหลานได้พรอง๑แล้ว ก็ยินดีด้วยคุณมหาสามีเจ้ามากนัก พระยาอติโลกราชเจ้าก็ปงราชอาญาให้แก่หมื่นน้อย ว่าไร่นาเขตต์แดนป่ายางคำและผู้คนทั้งหลาย มหาเทวีตนย่าทานไว้แต่ก่อนมีดังฤๅ พระองค์เราเป็นเจ้าก็จักทานไว้กับเป็นดังนั้นแล จึงให้ร้อยขุนกับสิบอ้ายนิมนต์เอาพระพุทธรูปเจ้าทองทิพองค์หนึ่ง แต่จอมทองเชียงใหม่อันมหาเถรเจ้าฟ้าหลั่งเอาแต่เมืองลังกานั้น กับให้เอาไม้ศรีมหาโพธิต้นหนึ่งยังวัดพระแท่นคำให้เป็นสักขีให้เป็นที่ไหว้สาคารวะแก่คนและเทวดาแล้ว ก็ฝังหินจารึกกฎไว้ในปีเบิกสันเดือนกัตติกาเพ็ญเมงวันอังคารไทยดับไส้วันนั้นและยามหมื่นพร้าวหมื่นงั้วกินเชียงแสน ถึงเดือน ๕ เพ็ญมหาสมเด็จเทวราชาธิราชอุกกยะพุทธ- ๑ ปอง


๑๘๐ รัตนวรสวัสดีศรีวรบพิตรา จิมก็มีปสาทสัทธากับด้วยพุทธศาสนาโยคยิ่ง จึงจักเอาแผ่นดินดอนแท่นกับทั้งคน ๒๐๐ ครัวและป่าสวนทั้งมวลอันแม่เจ้าสามปะยาแม่ในตนย่าและกับท้าวได้หยาดน้ำหมายทานไว้กับทั้งคน ๔๐ ครัว พระยาอติโลกราชเจ้าตนหลานลูกตนก็หยาดน้ำหมายทานไว้คนหาครัวกับวัดน้อยผ้าขาวหมื่นแล ถวายบูชาคุณแก้วทั้งสามบ่เศษเหลือวันนั้นแล แล้วพระยาอติโลกราชเจ้าก็ตั้งไว้ว่า เจ้าลานนาเชียงแสนก็ได้ให้รักษาข้าบ้านไพร่เมืองทั้งหลาย อย่าได้ประมาทอนาทรแก่แก้วทั้งสามวัดวาอาราม สัตว์ตัวน้อยตัวใหญ่ป่าเถื่อนเหย้าเรือนในดอนแท่นทั้งมวลเทอญ ครั้นว่าบุคคลผู้ใดมาปลูกสร้างแปงกินยังดอนในดอนแท่นนั้นให้ผ่าเป็น ๑๐ ส่วนแล้วให้เป็นของอุปการวัดส่วนหนึ่ง ๙ ส่วนนั้นให้ผู้ปลูกกินบริโภคเทอญ ส่วยไรอันมีปักแคว้นเจ้าตนใดขุนผู้ใดก็ให้ส่วยผู้นั้นเทอญ เป็นต้นว่างาช้างหายขนายช้างหล่นผึ้งซาบมาบมิ้มทั้งหลายอันเกิดมีในเขตต์แดนเจ้าขุนตนใด ก็ให้ถวายเจ้าขุนตนนั้นสืบ ๆ มาแต่เช่นเจ้าพระยาแสนพูเจ้าก็สืบเอาประเวณีแต่ชั้นพระมังรายราชเจ้าตนปู่นั้น มาตั้งไว้ตลอดถึงพระยาอติโลกราชเจ้านี้ ท่านก็บ่มิได้ละประเวณีทั้งหลายฝูงนี้เสียแต่สักอันแล ถึงศักราชได้ ๗๘๔ ตัวปีกาบสันเช่นพระยาอติโลกราชลูกพระยาสามปะยากินเชียงใหม่ ศิริวังโสเถรเจ้ายังเป็นราชครูอยู่ดอนแท่นหมื่นมุ่ยขึ้นมากินเชียงแสนในศักราชได้ ๗๘๗ ตัวปีเมิงไค้ ท่านทานมณฑปที่วัดพระคำดอนแท่นแล้วสร้างวัดป่าแจ่งใต้เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ ศอกแล ศักราชได้ ๘๑๑ ตัวปีกัดไค้เดือน ๔


๑๘๑ ออก ๑๒ ค่ำ พระมหายานมงคลเถรสร้างป่าตาลดอนแท่นวิหารกว้าง ๘ วายาว ๙ วาสูง ๗ วาอก เจดีย์กว้าง ๗ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุเจ้า ๑๕๐ พระองค์แล ครั้งนั้นหมื่นมุ่ยหมื่นงั้วคิดเมืองเงินยางเชียงแสนทานข้าไว้กับ ๔๐ ครัวแล ศักราชได้ ๘๔๑ ตัวปีกัดไส้เดือน ๕ แรม ๒ ค่ำไทยเบิกซง้า เพ็ญวันศุกร์ ฤกษ์กรกฎ ๑๑ ตัวชื่อบุพพผลคุณเช่นนี้ พระยาอติโลกราชกินเมืองเชียงใหม่และหมื่นกวงเชียงแสนที่นั้นสร้างวัดคว้างวิหารกว้าง ๖ วาศอกยาว ๑๓ วาสูง ๗ วาอกเจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๑๓ วาอก บรรจุพระธาตุกระดูกหน้าผากและพระธาตุย่อย ๑๖๐ องค์ ธาตุอร-หันต์ ๓๖๐ องค์บริบูรณ์แล้ว จึงให้เจ้าพันคำเอานาบุญเมื้อถวายกษัตริย์เจ้าอติโลกราชกับสมเด็จพระราชเทวีเจ้ายังเมืองพิงเชียงหใม่ พระยาอติโลกราชเจ้ากับพระราชเทวีตนย่า จึงหใบ่าวสามหมื่นหนึ่งพันหาญใหม่เกิดหนึ่ง เอาบุญระวายศรี๑เมื้อถึงพระยาเจ้าตนกินเมืองเงินยางเชียงแสนและพระยาคำล้านนาเชียงแสนจึงจักให้เฒ่าศรีเมืองต้องใส่จารึกใส่แผ่นหินไว้ยังวัดคว้าง แล้วทานที่ไว้ทั้งสี่ด้านและด้านและร้อยวา ให้เป็นอาณาเขตต์และพระธาตุเจ้า ไว้นากับแปดหมื่นแปดพันเบี้ย ทานคนไว้ ๕ ครัว นายหลากทั้งเมียลูกหลาน ๑ กองคำทั้งเมียลูกหลานครัว ๑ หมื่นยี่ขุนทั้งเมียลูกหลานครัว ๑ วันนั้นแล ถึงศักราชได้ ๘๔๙ ตัวปีเมิงเมด เจ้าพระยาสุวรรณคำล้านนา กินเมืองเชียงแสนกับหมื่นพร้าวเป็นผู้พรองเมืองที่นี้ มาได้ ๒๕ ปีแล้วก็จุติตายไปแล ในกาลนั้นพระยา ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๑๘๒ อติโลกราชเจ้าก็ยกยังหมื่นพร้าวพรองเมืองนั้นให้กินเมืองเชียงแสนที่นั้นใส่ชื่อว่าหมื่นเชียงสงนั้นแล ก็ให้หมื่นงั้วผู้หลานนั้นเป็นผู้พรองเมืองดังเก่าเหตุว่าท่านยังหนุ่มอยู่ ศักราชได้ ๘๔๙ ตัวปีเมิงเมดเดือน ๕ ออก ๑๒ ค่ำ หมื่นเชียงสงได้กินเมืองและท่านก็สร้างธาตุเจ้าจอมกิตติ เจดีย์กว้าง ๔ วาศอกสูง ๑๒ วาอก ที่อันพระพุทธเจ้ายังธรมานมาฐาปนาเกศาธาตุไว้แล้วทำนายว่า ธาตุกระดูกหน้าผากกระดูกอกและกระดูกแขน จักมาสถิตอยู่ที่นี้ว่าดังนั้นแล้ว ก็สร้างวิหารกว้าง ๕ วายาว ๙ วาแล้วเอานาบุญลงไปถึงอติโลกราชเจ้า ในศักราช ๘๕๐ ตัวปีเบิกสันนั้น ท่านก็ทานคนไว้กับ ๒๐ ครัวกับนาสี่หมื่นสี่พันห้าร้อยเบี้ย ไว้เขตต์ตั้งแต่ตีนดอยไป ๔๐ วาทุกด้าน สร้างวัดหมื่นเชียงในเวียงนั้น เจดีย์ กล้าง ๔ วาสูง ๑๒ วาศอกทั้งหมากชมพูจุธาตุย่อย ๖๔๐ องค์ ก็บริบูรณ์แล้วเสร็จในศักราชได้ ๘๕๐ ตัวนี้แล หมื่นเชียงสงได้กินเมืองแท้ได้ ๒ ปี สร้างวัดสองหลังนี้ก็แล้วเสร็จบริบูรณ์ในปีเดียวกันนี้ แล้วอายุท่านได้ ๘๑ ปีก็จุติไปแล ในกาลนั้นพระยาอติโลกราชเจ้าจึงยกเอาหมื่นหอยงั้วตนเป็นหลาน อันเป็นผู้พรองเมืองมาแต่ก่อนนั้นให้ขึ้นเสวยเมืองแทน ที่นี้จักจาด้วยหมื่นงั้วได้ขึ้นเสวยเมืองเนยางเชียงแสนที่นั้นก่อนแล ศักราชได้ ๘๕๑ ตัวปีกัดเล้าเดือน ๕ ออก ๗ ค่ำวันพุธ ในราตรีคืนอันท่านได้เสวยราชสมบัตินั้น โลหและหิรัญญะ คือ ว่าเงินทองก็บัง เกิดบุแผ่นดิน ออกมาตั้งอยู่ในข่วงราชฐานแห่งท่านเป็นกองตั้งอยู่เป็น


๑๘๓ อันมาก ที่อันนั้นก็ปรากฎนามวิเศษว่าพระยาศรีรัชฎเงินกองว่าดังนั้นแลแต่เมื่อศักราชได้ ๘๕๑ นั้นมา พระยาศรรัชฎเงินกองตนนั้น ท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์และราษฎรทั้งหลาย สร้างยังวัดหลังหนึ่ง วิหารกว้าง ๕ วา ยาว ๙ วายังที่หัวใจเมืองนั้น แล้วก็สร้างยังพระพุทธรูปเจ้าองค์หนึ่ง หน้าเพลามี ๔ ศอกปลาย ๒ กำ หล่อด้วยทองเบ็ญจทั้งปวงสิ้นทอง ๕ สิ่งล้านหนึ่งแล้วสร้างเจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วา บรรจุพระธาตุหัวใจแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วก็ใส่ชื่อว่าวัดพระเจ้าล้านทองนั้นแล ต่อแต่นั้นมาถึงศักราชได้ ๘๕๓ ตัวปีลวงไค้ ท่านก็สร้างวัดพระคำดอนแท่นแถม วิหารกว้าง ๗ วาอกยาว ๑๒ วาสูง ๘ วาศอก และสร้างเจดีย์กว้าง ๕ วาสูง ๑๑ วาบรรจุพระธาตุเจ้า ๔๕๐ องค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็กระทำบุญให้ทานเป็นมหกรรมอันใหญ่ พระยาศรีรัชฎเงินกองเจ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้ ท่านก็สร้างวัดใหญ่ได้สามหลัง บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรก็มีความสุขทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรรุ่งเรืองมากนัก ท่านกินเมืองแท้ได้ ๙ ปีแล ต่อแต่นั้นมาพระเมืองยอดเชียงรายได้กินเมืองพิงเชียงหใม่แทนพระยาอติโลกราชเจ้าตนปู่แล้วท่านก็ให้หมื่นมณีขึ้นมากินเมืองเชียงแสนที่นั้น พระยาอติโลกราชเจ้านั้นหนีจากเมืองเชียงใหม่แล้วได้มาเป็นพระยาหลวงเมืองสาด ศักราชได้ ๘๖๑ ตัวปีกัดเมดเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ พระยาหลวงสาดมาสร้างวัดอุตตมโกศลวิหารกว้าง ๖ วายาว ๑๓ วาสูง ๘ วา เจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุย่อย ๓๕๕ องค์ธาตุอรหันต์ ๔,๐๐๐ องค์ พุทธรูป


๑๘๔ เจ้ามี ๑๒๙ องค์ มีน้ำหนัก ๕๐๐ คำ ๒ องค์นอกนั้นมี ๓๐๐ คำองค์หนึ่งมี ๒๐๐ คำองค์หนึ่งมี ๑๐๕ บาทคำ ๕๕ พระองค์ พระแก้วมี ๔๓ องค์พระนากองค์หนึ่ง เช่นนี้หมื่นมณีกินเมืองเชียงแสนที่นี้แล ต่อนั้นพระเมืองแก้วลูกพระเมืองยอดได้กินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒ แล้ว ท่านก็เสด็จขึ้นมาอยู่กระทำบุญให้ทานยังเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้แล ท่านก็มีปสาทสัทธาในวรพุทธศาสนามากนัก ศักราชได้ ๘๗๖ ตัวปีกาบเสดท่านสร้างวัดหลังหนึ่งในเวียงเชียงแสนที่นั้น วิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๔ วาสูง ๙ วา สร้างเจดีย์กว้าง๔ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุย่อย ๘๖๘ พระองค์สร้างธรรมปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สำเร็จแล้วบริบูรณ์จึงใส่ชื่อว่าวัดอาทิตย์แก้วนั้นแล ในธรรมปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นก็ไปสร้างหอมณฑปหลวงใส่ไว้ยังบ้านพูขะทางมีที่แคว้นเมืองหลวงเหนือ แล้วก็ปงราชอาชญาทานสุกไว้ให้ขุนมิลักขุแก่บ้านพูขะทางเป็นประธานรักษาหอพระธรรมเจ้าอยู่ที่นั้น อย่าให้มีอันตรายแก่พระธรรมเจ้าเทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ต่อนั้นมาศักราชได้ ๘๗๗ ตัว พระเมืองแก้วเจ้าก็บังเกิดใจปสาทสัทธาในวารถ้ำคูหาฆฏากาเจ้า แล้วก็ปงอาชญาให้ค่าจ้างแก่นายช่างให้สร้างพระศิลาองค์หนึ่ง ใส่รักหางสุวรรณอบรมบริ-บูรณ์แล้ว พระเป็นเจ้าตนกินเมืองเชียงแสนที่นี้ ก็ให้พวกพันตองพวกช่างและขุนทั้งหลายอาราธนาเอาพระพุทธรูปศิลาเจ้ามาไว้ใสถ้ำกุ่มที่นั้นเพื่อให้เป็นจำหงายแก่บ้านเมืองแล้ว ท่านก็บริจาคไร่นาคามเขตต์เป็นสองแสนเบี้ย กับคน ๒ ครัวคือว่าทิศน้อยขุนหนึ่ง ครัวบุญใสหนึ่ง


๑๘๕ ให้อุปัฏฐากพระพุทธศิลาและมหาธาตุเจ้าถ้ำกุ่มแล้ว ชาวอโยธยามาหลอน๑เอามืองละครได้ไปก็ในปีนั้นแลต่อนั้นมาท่านก็มีพระราชอาชญาให้ลงไปแทก๒เอาด้านธาตุเจ้าหริภุญไชยขึ้นมาแล้ว ก็ให้นายช่างหล่อปราสาททองและดอกบัวทองบริบูรณ์แล้ว ท่านก็ลงไปบูชาพระธาตุเจ้าลำพูนแล้ว ท่านก็คืนไปกินเมืองพิงเชียงใหม่ดังเก่าแล ต่อนั้นมาพระเมืองเกศเกล้าลูกพระเมืองแก้วกินเมืองพิงเชียงใหม่ศักราชได้ ๘๘๗ ตัว หมื่นมณีมากินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๓๑ ปีแล้วก็จุติตายไปแล ต่อนั้นมาพระเมืองเกศเกล้าก็ให้พระยาสุทธสนมากินเมืองเชียงแสน ให้หมื่นสมภารกินเมืองเชียงแสนที่นี้เป็นพรองเมืองแล ศักราชได้ ๘๘๙ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๗ เพ็ญวันศุกร์หมื่นสมภารสร้างวัดหลังหนึ่ง เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วาบรรจุพระธาตุมัชฌิมา ๕ องค์แล้วต้องจารึกใส่ชื่อไว้ว่าวัดสมภารนั้นแล ครั้งท้าวชายคำลูกพระเมืองเกศเกล้ากินเมืองเชียงใหม่ศักราชได้ ๙๐๘ ตัวปีระวายซง้า พระยาสุทธสนกินเมืองเชียงแสนที่นี้มาได้ ๓๒ ปีก็จุติตายไป และต่อนั้นท้าวชายคำเชียงใหม่ให้หมื่นทักษิณมากินเชียงแสนที่นี้ ต่อนั้นฟ้าอุปโยลูกนางยอดคำลุกเมืองลานช้างมากินเมิงเชียงใหม่แทนท้าวชายคำตนเป็นลุง เหตุว่าแม่เป็นลูกพระเมืองเกษเกล้าแล หมื่นทักษิณกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๔ ปีแล้ว ก็จุติตายไปแล ต่อแต่นั้นมาพระอุปโยก็ให้คำหมู่ขึ้นมากินเชียงแสนหมื่นอุดมเชืองเหมืองเชียงแสนที่นี้ได้เป็นพรองเมืองศักราชได้๙๑๑ ตัวปี ๑ ชิง , ตี. ๒ วัด


๑๘๖ กัดเล้า หมื่นอุดมสร้างวัดหลังหนึ่งที่ในเวียงนั้น วิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๒ วา เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วา ๒ ศอกแล้วใส่ชื่อว่าวัดอุดมนั้นแลพระอุปโยมากินเชียงใหม่ได้ ๓ ปีแล้ว ก็พลิกหนีคืนเมื้อล้านช้างที่เก่านั้นแล ต่อนั้นมาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ไปอาราธนาเอาพระกุรวงษาอันเป็นราชวงศ์ยังเมืองนายนั้น มาเสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนพระอุปโยนั้น เหตุว่าชาติเชื้อขุนเครืองอันเป็นลูกเจ้าฟ้ามังรายไปตั้งอยู่เมืองนายสืบมานั้น ศักราชได้ ๙๑๓ ตัวปีลวงไค้ พระอุปโยพลิกหนีไปล้านช้างก็บ่ได้กินเมืองแทนพ่อแล พระยาคำหนูกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๗ ปีแล้วก็จุติตายไปแล พระมิกุลวงษาเจ้าก็ยกเอาเจ้ากำพลอันเป็นเชื้อเมืองที่นี้เป็นหลานพระยาเงินกองนั้นให้เสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้น ในศักราชได้ ๙๑๖ ตัวปีกาบยี่นี้พระมิกุลวงษาเจ้าก็ใส่ชื่อว่าพระยารัตนกำพลนั้นแล ศักราชได้ ๙๑๗ ตัวปีดับเม้า พระยาอุปโยยกกำลังศึกลุล้านช้างขึ้นมาโขงเวียงเชียงแสนที่นี้ อยู่นานได้ ๓ ปีปลาย ๗ เดือนก็บ่ได้เชียงแสนแล้วก็คร้านพ่ายหนีไปถึงหัวเชียงของ แล้วมันก็ไปสลักหินเป็นพระพุทธรูป เบนหน้าล่องใต้ห้ามทางไว้ที่นั้น ศักราชได้ ๙๑๘ ตัวปีระวายสี พระยากำพลเจ้าสร้างวัดป่าแดงหลวง วิหารกว้าง ๗ วาอก ยาว ๑๘ วาอก เจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๘ วาอก ตั้งแต่ท้าวกือนาลงไปกินเมืองเชียงใหม่วันนั้น ท้าวพระยากินเมืองเชียงแสนที่นี้ก็บ่กระทำตามประเพณีไปแล ศักราชได้ ๙๑๙ ตัวปีเมิงไส้เดือน ๗ เพ็ญ ฟ้ามังทลาอยู่เมืองหงสามาปราบแพ้เอาเมือง ฝ่ายล้านนาก้ำตะวันออกเอาได้


๑๘๗ เมืองนายแล้ว ก็ข้ามมาเอาเมืองฝางแล้วก็ลงไปเอาเมืองเชียงใหม่ แล้วก็มารบเมืองเชียงแสนที่นี้แล พระยากำพลออกรบก็บ่แพ้ พ่ายหนีจากเวียงแล้ว ฟ้ามังทลาก็ไล่เอาพระยากำพลก็ไปตกเมืองเสนหวีนั้นแล ฟ้ามังทลาได้เชียงแสนแล้วก็เอาเมืองเทิง เมืองน่าน เมืองแพร่ เมืองละครลำพูนแล้วมาอยู่เชียงใหม่ ฟ้ามังทลาปราบได้เมืองลานนาทั้งมวลแล้ว ตกปีลุนนั้นก็ปงให้ท้าวมีกุคืนกินเมืองเชียงใหม่ดังเก่าแล้วก็ใช้ให้ไปตามเอาพระยากำพลอันหนีไปเมืองแสนหวีนั้น คืนมากินเมืองเชียงแสนดังเก่าแล้วก็ร้องเรียกหายังผู้เฒ่าผู้แก่มาถามยังจารีตบ้านเมือง ครั้งนั้นเฒ่าสีเมืองจึงเอาหนังสือพื้นเมืองแต่เช่นพระราชเจ้าแสนพูตั้งแต่งไว้นั้น มากราบไหว้สาเจ้าฟ้ามังทลานั้น ครั้งนั้นทิพโสตฟ้ามังทลาเจ้าได้ตรองตรัสยัง๑หนังสือพื้นเมืองทั้งมวลแล้ว พระเจ้าฟ้ามังทลาท่านก็มีพระราชอาชญาว่า ปักแคว้นแดนทั้งมวลอันท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลาย ฝูงอันเป็นแล้วมาแต่ก่อนนั้น หากทานไว้กับที่ใดพระองค์เราเป็นเจ้า ก็ทานไว้ที่นั้นดังราชประเพณีแห่งท้าวพระยาทั้งหลายฝูงนั้นทุกประการแล ปักแคว้นเจ้านายตนใดก็ให้เจ้าตนนั้นได้กินตามดังราชประเพณีนั้นเทอญ หากว่าถึงฤดูขวบปีมาถึง ก็ได้ให้ลงไปบูชาทิพโสต๒ในเมืองหงสาวดีนั้นตามสติกำลังเทอญ เจ้าฟ้ามังทลาพระเป็นเจ้าก็ตั้งไว้ดังนี้แล จุลศักราชได้ ๙๒๘ ตัวปีเบิกซง้า พระมังทลาเจ้าก็พลิกคืนเมื้อเมืองหงสาวดีดังเก่า ส่วนเมืองยวนเชียงแสนที่นั้นก็ได้เป็นลูก ๑ ซึ่ง ๒ ไปกราบทูลให้ทราบ


๑๘๘ เมืองเมงหงสาแต่นั้นมาแล ต่อแต่นั้นมาได้ ๖ ปีจุลศักราชได้ ๙๒๖ ตัวปีกาบไจ้ พระมิกุลกับพระยากำพลเชียงแสนพระยาละครพร้อมกันฟื้นฟ้ามังทลาแล้ว ฟ้ามังทลาก็มารบเชียงใหม่ได้แล้ว เอาตัวพระมิกุลกับคนครัวกลางหนึ่งเมื้อไว้เมืองหงสาเสียแล้ว ก็ไว้นางเทวีกินเชียงใหม่แทน จุลศักราชได้ ๙๓๐ ตัวห้ามังทลาไปรบเมืองอโยธยาได้แล้วฆ่าพระมหากษัตริย์อโยธยา อันเป็นชาติเชื้องวงษาแห่งพระยาพรหมกุมารเมืองโยนกนครเชียงแสนนั้นเสียแล้ว เอาพระยาเมืองพิษณุโลกอันเป็นชาติเชื้อเมืองละโว้เก่านั้นไปกินเมืองอโยธยาสืบไป ใส่ชื่อว่าศรีธรรมราชนั้นแล พระยากำพลเจ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๑๒ ปีก็จุติตายไปในปีนั้น เจ้าฟ้าหอคำตนลูกเป็นพระยากินเมืองเชียงแสนที่นี้แทนก็ในปีนั้นแล จุล ศักราชได้ ๙๓๔ ตัวปีเตาสัน ฟ้ามังทลาไปรบหนองคายหนองหาญลานช้างได้สิ้นแล จุลศักราชได้ ๙๓๙ ตัวปีเบิกยี่ ราชเทวีเมืองเชียงใหม่ก็จุติไปแล เจ้าฟ้าหน่อคำกินเมืองเชียแสนได้ ๙ ปีก็จุติตายไปในปีนั้น ต่อนั้นจุลศักราชได้ ๙๔๑ ตัวปีกัดเม้า เจ้าฟ้ามังทลาให้ม่านคือเจ้าฟ้าสาวัตถีชื่อว่ามังซานรธามังขยุมากินแทนราชเทวีเชียงใหม่แล้วให้พระยาลำพูนไปกินเมืองเชียงแสน ก็คืนเอาไปเสียเมืองใต้ แล้วก็ไว้นางเทวีกินอยู่ได้ ๓ ปีก็ย้ายไปไว้เสียเมืองเชียงใหม่ แล้วก็ให้พระยาหัวเคียนกินเชียงแสนแล เช่นนี้ได้เป็นลูกเมืองเมงเจ้ากินเมืองบ่มีมั่นเที่ยงแล จุลศักราชได้๙๔๗ตัวปีลวงไส้เจ้าภวมังทลาหลวงเมืองหงสาวดีถึงอนิจกรรมไปแล แล้วเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ยกเอาพระหัวระมังทลา


๑๘๙ ตนลูกเค้านั้น ขึ้นเสวยเมืองหงสาเป็นภวมังทลายแทม ภวมังทลาตนพ่อ และจุลศักราชได้ ๖๔๗ ตัวปีดับเล้า เจ้าฟ้าสาวัตถีเมืองเชียงใหม่ไป รบอโยธยาแล้ว เสียนันทกอยผู้เป็นแม่ทัพไปตายเสียต่อบ่ได้หนีมาแล จุลศักราชได้ ๙๕๔ ตัวปีเตาสัน อุปราชาหงสาคือว่ามังแล มายอ๑เอาศึกไปเมืองอโยธยา ได้รบพระนเรศปลางลานลูกเจ้าพระศรีธรรมราชามีกำลัง ๗ แสนแล้วก็บ่ได้โยธยาค้าน๒ หนีคืนมาแล เช่นนี้ลูกเจ้าฟ้าสาวัตถีมังซานรธามังขยุเมืองเชียงใหม่ขึ้นมากินเชียงแสนที่นี้ มีชื่อพี่ว่านรธาดั่งเก่าแล จุลศักราชได้ ๙๔๗ ตัวปีดับเมดเจ้าฟ้าล้านช้างมาคว่ำเมืองน่าน จักได้ให้เป็นเจ้าลานนาว่าดังนั้นก็บ่ได้ พากันพ่ายตกไปล้านช้างดังเก่าแล เช่นนี้ลูกเลี้ยงพระเจ้าฟ้าสาวัตถีเชียงใหม่ไปกินเมืองน่าน จุลศักราช ๙๖๐ ตัวปีเบิกเสด ลาวพื้นเจ้าภวมังทลาหนีจากหงสา ตกมากวนลำพูนเชียงใหม่แล้ว ตกไปพะเยา ตกลงไปลานช้างที่เก่าเขานั้นแล ชาวอโยธยาก็มารบเชียงใหม่บ่แตก เสียคนบ้านนอกไปพ่อง๓ปีเดียวกันนี้แล จุลศักราชได้ ๙๖๒ ตัวปีกดไจ้ ออกญาเดโชมากินเชียงแสนแล จุลศักราชได้ ๙๖๕ ตัวปีกาเม้า เมืองสาดพื้นเมงม่านไปชักเอาลานช้างขึ้นมาเอาลานนาบ่ได้ ต่อเมืองพะเยาเชียงแสน เมืองฝางเชียงใหม่บ่ได้แล ออกญาเดโชมากินเชียงแสนได้ ๓ ปีก็หนีไปปีนั้นแล เจ้าฟ้าสาวัตถีกินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒๘ ปีแล้วก็ตายไปแล ศักราชได้ ๙๖๙ ตัวปีเมิงเมดหม่องส้วยโทตนน้องกินเชียงใหม่แทนขวบ ๑ ยก ๒ แข็ง ๓ ใน


๑๙๐ ปลาย ๒ เดือน๑จุติตายไปแล ลูกผู้ถ้วนสองกินเมืองเชียงใหม่แทนไปและได้ ๒ ปีตาย แล้วตนหล้าช้อยกินแทนได้ ๑๓ ปีตาย แล้วต่อนั้นมาก็จึงให้จิมพระยาจ่าบ้านเชียงใหม่ขึ้นมากินเชียงแสน ครั้งนั้นพระยาจ่าบ้านเชียงแสนกินแล้ว จึงทนตัวไปน้อมเมงม่าน เอาช้างลงไปถวายเจ้าภวมังทลากับเมืองหงสาวดีนั้นแล แล้วได้รับพระราชทานเมืองละครมาเป็นเมืองขึ้นเชียงแสนบ่เท่าแต่นั้นเจ้าภวมังทลายินดี จึงกรุณายังพระยาเชียงแสนเป็นอันมากจึงยกให้เป็นเจ้าฟ้ากาเผือก๗๕พันนาเชียงแสนแล้ว ให้ประทานพวง๒ช้างจิก๓คำหลังแดงดาวคำแล ครั้งนั้นเชียง ใหม่ขาดบ่มีไผ่เป็นเจ้าเมือง แต่นั้นมาเชียงแสนจึงได้ทนตัวเอาราชการเข้านบพระบาทในหงสาวดี บ่ได้พรองกับเชียงใหม่แต่นั้นมาแล จุล ศักราชได้ ๙๗๖ ตัวปีเบิกยี่ลูกเจ้าฟ้าสาวัตถีเชียงใหม่คือว่าพระยาน่านกินเมืองได้ ๒๑ ปีแล้ว ก็จุติตายไปในปีนั้น แล้วพระราชเทวีกินเมืองแทนแลเช่นนี้ม่านเมืองอังวะก็ได้ลงมาเอาราชการในหงสาทั้งมวล ครั้งนั้นยังมีลูกพระยาอังวะตนหนึ่งชื่อว่าเจ้าฟ้าสุทโธเสวยเมืองอังวะเแทนพ่อ แล้วก็ได้ลงมาเอาราชการนบพระบาทอยู่ในหงสาวดีนั้นแลจุลศักราชได้ ๙๘๖ ตัวปีกาบไจ้ พระยาเมืองเชียงของพื้นภวมังทลาแล ท่านก็แต่งให้เจ้าฟ้าสุโธอังวะกับอุปราชามังและทิพตนน้อง ขับเอาทัพขึ้นมาตั้งอยู่ที่นี้แล้ว ก็ยกล่องรบเชียงของเดือน ๑๒ ออก ๙ ค่ำได้ ปีดับเป้าหลังนั้น เมืองน่านซ้ำพื้นแถม ก็ยกทัพลงมารบเมืองน่านได้แล้วคืนมาตั้งอยู่เชียง ๑ ปีกับสองเดือน ๒ หลังคากูบช้าง ๓ ยอด


๑๙๑ แสน เจ้าฟ้าสุทโธตั้งอยู่ทุ่งสีพองตะวันตกเวียงเชียงแสนแล เจ้าอุปราชามังแลจ่อเจ่าตั้งอยู่ยังทุ่งยางงามหะวเวียง แล้วบ่ถูกบ่แมน๑กันเกิดเป็นกลียุคกันวันอาทิตย์คืนหนึ่ง ในกาลนั้นเสนาอำมาตย์เมืองเชียงแสนคนหนึ่งชื่อว่าแสนหลวงเรือดอน พร้อทกับด้วยพระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย มีมหาป่าเจ้าไผ่งามเป็นประธาน ออกห้ามเจ้าทั้งสองจึงเมี้ยนดี๒กับด้วยกันแล ครั้งนั้นเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าอังวะก็มีคำยินดีนัก ก็ยังตั้งแสนหลวงเรือดอนกับหน่อคำทั้งสองพ่อลูกให้เป็นใหญ่ในอาณารัฐทั้งมวลแล้วก็ตั้งยังแสนหลวงเรือดอนตนพ่อนั้นให้เป็นเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกินเมืองยวนเชียงแสนทั้งมวล ก็ยกยังเจ้าหน่อคำผู้ลูกนั้นให้เป็นเจ้าฟ้าหมวกคำรองตนพ่อแล้วก็แต่งให้กินแคว้นเมืองฝาง เจ้าทั้งสองก็พากันไปหงสาวดีเช่นนี้เมืองหงสาได้เป็นกษัตริย์เจ้าแก่ม่านไทยยวนทั้งมวลแล เจ้าภวมังทลาตนพี่นั้นก็จุติตายไปปีนั้นในเมืองหงสาวดีที่นั้นแลอุปราชามังและทิพเนตรได้ขึ้นเป็นมหากษัตริย์แทนพี่ในจุลศักราช๙๘๙ ตัวปีเมิงเม้านี้แล จุลศักราชได้ ๙๙๐ ตัวปีเบิกสี พระเจ้าฟ้ามังและทิพเนตรหงสากับเจ้าสุทโธธรรมราชอังวะ ก็พากันขึ้นมาลานนาแถม มาถึงหว่าง กลางเชียงใหม่กับเชียงแสน ครั้งนั้นพระเจ้าทั้งสองบ่ชอบบ่แม่นกับด้วยกัน พระเจ้าฟ้ามังและทิพเนตรพลิกหนีคืนไปเชียงใหม่แล้วก็ลงไปหงสาเสีย เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็แผ่วขึ้นมาเชียงแสนที่นั้น ท่านก็ขึ้นอยู่โรงนางกาเผือกแล้ว ก็ปงให้จิมฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าหน่อคำสอง ๑ ทะเลาะ ๒ กลับ


๑๙๒ พ่อลูกให้กินเมืองยวนเชียงแสนและอาณารัฐทั้งมวลแล้ว ก็ให้ตั้งโรงอยู่ในประตูท่าหลวงภายเหนือที่นั้น แล้วเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชท่านก็ไปอังวะเสีย ครั้งนั้นเจ้าฟ้าเชียงแสนทั้งสองพ่อลูก ก็เอากันไปส่งถึงน้ำแม่คงแล้วก็พลิกมา ในกาลนั้นพระยาม่านเชียงใหม่คือว่าลูกเลี้ยงเจ้าฟ้าสาวัตถีนั้น เขาเป็นใจกษัตริย์เมงหงสาแล้ว ก็แต่งให้พระยาเมืองละครขึ้นเกิดเอาพระยาเชียงแสนทั้งสองพ่อลูกได้แล้ว ก็เอามาขังไว้ยังเมืองเชียงใหม่นั้นแล ส่วนว่าพระสุทโธธรรมราชลงเมื้อถึงอังวะแล้ว ก็เกณฑ์เอาศึกพลหาญแล้วก็ลงไปหงสา ครั้นว่าไปถึงหงสาแล้วก็ได้ยังชัยชนะ แล้วก็เอาเจ้าฟ้ามังและจ่อจาวทิพเนตรลงเสีย ส่วนเจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะได้เป็นเอกราชแล้ว พระเจ้าสุทโธธรรมราชได้นั่งแท่นแก้วในเมืองอังวะก็ปีนั้น แต่นั้นมาม่านอังวะได้คืนเป็นเอกราชและเป็นกษัตริย์เมงในหงสาวดีก็มาสุดสิ้นปีนั้น ส่วนว่าพระยาละครอาสาขึ้นเอาพระยาเชียงแสนพ่อลูก ต่างพระเจ้าเชียงใหม่ได้แล้ว ท่านก็ยินดียกเอาพระยาละครขึ้นเป็นพระยาศรีสองเมืองวิชัยปราการ และให้เมื้อกินเมืองเชียงแสนแล้ว ก็แต่งให้แสนอาชาเมืองเชียงใหม่ที่นั้น ให้มาเป็นหงวน๑เมืองเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ป่าวเอาศึกได้ ๓,๐๐๐ คนมาอยู่รั้งได้ ๓ ปีแล้ว ถึงปีลวงเมดศักราชได้ ๙๙๓ ตัว ก็มาเห็นพระเจ้าเชียงใหม่เอาเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรเชียงแสน ทั้งสองพ่อลูกมาขังไว้นั้น ๑ ตำแหน่งขุนนางพะม่า


๑๙๓ ส่วนว่าพระจิมศรีสุทโธธรรมราช ก็มีพระราชอาชญารอนเอาพระเจ้าเชียงใหม่ ลงไปไว้เสียยังเมืองหงสานั้นพร้อมทั้งคนทั้งครัวย่อยหญิงย่อยชาย๑นับสิ้น ละเชียงใหม่ร้างเสียแล้ว ส่วนว่าพระเจ้าสุทโธธรรมราชท่านก็เอาเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าหมวกคำทั้งสองพ่อลูกนั้นคืนเมื้อเป็นพระเจ้าเมืองเชียงแสนที่เก่าแล้ว ก็ปงพระยาศรีสองเมืองอันลุกละครมากินนั้น ส่วนว่าคนครัวเมืองเชียงใหม่ทั้งมวลท่านก็ลองเอาไปถึงกลางทาง ไปถึงที่บ้านเมืองกลางนั้น ครั้งนั้นยังมีเสนา ๒ คน ชื่อว่าพระยาแสนหลวงกับพระยาสามล้าน มีคน ๗ ครัวก็ลักหนีคืนมาตั้งอยู่เวียงเชียงแสนที่เก่าเขาที่นั้น ก็คืนเป็นเมืองมาแถม ส่วนว่าเจ้าสุทโธธรรมราชก็บ่รู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองมานั้น ท่านก็มาตั้งอยู่ยังไชยบุรีเชียงแสนที่นี้แล้ว ก็ตั้งให้เจ้าหมวกคำตนลูกนั้น ให้เอาใจรู้คนในเมืองขวางดังเก่าแล ศักราชได้ ๙๙๔ ตัวปีเตาสัน ส่วนว่าพระยาเมืองขวางนั้น เขาก็กระด้างกระเดื่องขัดแข็งอยู่บ่เข้าสู่สมภารเมืองเชียงแสนดังแต่ก่อน เหตุว่าเขาบ่รู้ว่าพระเจ้าสุทโธธรรมราชเจ้าปราบแพ้เมงหงสานั้น ครั้งนั้นเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็ตกเอาทัพคนศึกแต่ลานนา และสิบสองพันนาลื้อแลมทั้ง๒หลายมาพร้อมแล้ว ก็ยกจากเวียงไชยบุรีศรีเชียงแสนที่นี้ออกไปรบเมืองขวางที่นั้น ไปขังอยู่เป็นอันนานเหตุว่าคนหาญเมืองนั้นมีมากเหตุว่าหมู่โจรด้วย ๔๐๐ พ่าย มังทลาแต่ก่อนหนีจากเมืองละครมาโป๊ะ๓อยู่นั้น เหตุนั้นพระเจ้าสุทโธธรรมราชเจ้าตีเมืองฝางที่นั้นสามปีจึงแตก ๑ ย่อยกันไปทั้งหญิงชาย ๒ ไม่ทราบว่าอะไร ๓ พะพิง


๑๙๔ ครั้นได้เมืองฝางแล้วก็ริบรอนเอาอามอกสีนาดคนครัวทั้งหลาย ส่งไปอังวะเสียเป็นอันมาก ละค้างไว้ในเมืองแต่เกิ่ง๑แต่บิ้นแล้ว ก็ปงให้จิมฟ้าหมวกคำตนเป็นลูกพระเจ้าฟลวงทิพเนตรเชียงแสนได้กินดังเก่า ส่วนว่าพระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้า ท่านก็กลับคืนมาอยู่เวียงไชยบุรีศรีคองแมนเชียงแสนอยู่ยังราชโรงหลวงนางกาเผือกแล้ว ก็หาผู้เฒ่าผู้แก่อันรู้จารีตบ้านครองเมืองมาถามดูในกาลนั้นเฒ่าสีเมืองกับแสนหลวงไชยชิตก็พร้อมกันเอาหนังสือพื้นเมืองยวนเชียงแสนแต่เช่นพระราชเจ้าแสนพู ธิราชตั้งไว้นั้นมาไขกราบไหว้ ครั้งนั้นพระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชท่านได้ตรัวตรองจารีตบ้านครองเมืองแจ้งแล้ว พระเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็มีพระราชอาชญากรุณาว่าเขตต์แขวงแดนที่ทั้งมวลอันท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลายทานไว้กับวัดวาอารามทั้งหลายมาแต่ก่อนนั้นมีฉันใดเราพระองค์ได้เป็นเจ้าแล้ว ก็จักทานไว้ด้วยดังท้าวพระยาทั้งหลายฝูงอันเป็นแล้วมาแต่ก่อนนั้น เขตต์แดนเมืองทั้งมวลเป็นปักแคว้นเขตต์แดนเจ้านายขุนตนใด ก็ให้ยื่นถวายเจ้านายขุนตนนั้นเทอญ พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้าปราบได้เป็นเจ้าแก่ลานนาไทยทั้งมวลแล้ว ท่านก็ตั้งไว้ฉันนั้ ศักราชได้ ๙๙๘ ตัวปีระวายไจ้ พระเจ้าสุทโธธรรมราชก็เสด็จลงไปอยู่เมืองอังวะ ศักราชได้ ๙๙๙ ตัวปีเมิงเล้าก็มายอลูกแก้วพันตนแล้ว จึงมีพระราชอาชญาให้สร้างวัดเชตวันที่โรงนางกาเผือกนั้น ให้เป็นราชสถานแล้ว ก็นิมนต์เอายังมหาป่าไผ่งามเจ้าดอนแท่นเข้ามาอยู่ ๑ ครึ่ง


๑๙๕ เชตวันอารามกลางเวียงแล้ว ก็ยกให้เป็นสมเด็จเจ้าแล้ว ก็แต่งเรือนนางฟ้ากาเผือกอยู่เสีย ฝ่ายคองหลวงภายเหนือแล้ว ให้เป็นมูลศรัทธาวัดเชตวันที่นั้น พระเจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชได้ปราบเฟืองฟ้าฝ่ายคงก้ำตะวันออกแล้ว ท่านก็ปงกรุณาให้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าฟ้าหมวกคำทั้งสองพ่อลูกเป็นใหญ่แก่ลานนาทั้งมวลคือว่า เชียงราย พะเยา เมืองฝางหางสาด ชะวาดน้อยยางมันเมืองตวนปุเรงเมืองกกพูเพียงเชียงตุบเมืองกายสามท้าวเมืองม้าท่าล่อเมืองวะเชียงขานบ้านยู้เมืองหลวยเมืองยอง เมืองสิงนอ เมืองหลวงภูคาภูคะทาง และเชียงชี เชียงของ เทิงเมืองล่อน่านแพร่ละครทั้งมวลแล้ว ให้แสนหลวงเถิงกินท้องช้างและเรือดอนเรือหวายท่าทั้งมวลและให้หมื่นฟ้อนหลวงกินเกินบก แล้วให้หมื่นฟ้อนน้อยกินหกนา ให้หมื่นหลวงสุทธลือชัยกินแคว้นในพันนาแพงแล ท่านก็แต่งไว้ฉันนี้แล้ว ก็ปงให้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรเชียงแสนใจรู้ทั้งมวลแล เช่นนี้พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะเป็นกษัตริย์แก่เมงและไทยทั้งมวลแล เช่นนี้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกินเมืองไชยบุรีศรีเงินยางเชียงแสนแล้ว พระยาหลวงไชยชิตสร้างวัดยืนแถมใหม่ เจดีย์กว้าง ๔ วาอกสูง ๑๑ วา อกบรรจุพระธาตุย่อย ๓๔๐ องค์ ในจุลศักราช ๑๐๐๐ ตัวปีเบิกยี่นี้ นางฟ้ากาเผือกเมืองเชียงแสนก็จุติตายไปในปีนี้แล ที่นี้จักกล่าวยังวัดทั้งหลายอันมีในเวียงและนอกเวียงแห่งไชยบุรีเชียงแสนก่อนแลปฐม วัดบุญยืนริมประตูนางเทิงหัวเวียงตะวันออก ๑ วัดมหาโพธิต่อมาตะวันออก ๑ วัดมงคลแจ้งริมน้ำ ๑ วัดเชียงน้อย


๑๙๖ ต้นลาน ๑ วัดป่างัวเชียง ๑ วัดอาทิตย์แก้ว ๑ วัดพวกพันตอง ๑ วัดสังกายางเงิน ๑ วัดผ้าขาวพาน ๑ วัดชุมแสง ๑ รวม ๑๐ วัดมี หนอิสาณแล วัดบู่คำริมประตูท่าหลวงภายใต้ ๑ วัดปราสาทคุ้มถัดเข้ามากลางเวียง ๑ วัดเชตวัน ๑ วัดพระยืน ๑ วัดพระนอน ๑ วัดพระคำกลางบ้าน ๑ วัดป่าเชียง ๑ วัดจายี่ ๑ วัดเชียงหิน ๑ วัดพระหิน ๑ วัดคว้าง ๑ วัดเสาดินริมประตูท่าเสาดิน ๑ มาถึงนี้มี ๒๐ วัด ห้อง กล่างฝ่ายตะวันออก วัดแก่งฝา ๑ วัดบ้านร้อง ๑ วัดสนุก ๑ วัดสวัสดี ๑ วัดแสนรมณ์ ๑ วัดปทุมใต่ ๑ มาถึงนี้มี ๓๐ วัด ตะวันออกแจ่งใต้และวัดไชยอาราม ๑ วัดเชียง ๑ วัดสุทธาวาส ๑ วัดโบสถ์ ๑ วัดจำปาเหลือง ๑ วัดราชอาราม ๑ วัดหนอสา ๑ วัดพวงต้น ๑ วัดสายหม้อ ๑ วัดออกเรียง ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ วัดห้องใต้แล วัดศรีคำแจ่งหรดี ๑ วัดอโศก ๑ วัดสอยดาว ๑ วัดโกศล ๑ วัดหลักพัน ๑ วัดสมภาร ๑ วัดพันโรง ๑ วัดแสนทอง ๑ วัดพระหลวงวัดพระบวช ๑ มาถึงนี้มี ๕๐ วัด ตั้งแต่แจ่งหรดีขึ้นมากลางแล วัดพระทองน้อย ๑ วัดล้านทอง ๑ วัดพระยอม ๑ วัดอุดม ๑ วัดเสาเคียน ๑ วัดหมื่นเชียง ๑ วัดต้นต้อง ๑ วัดพันเช่า ๑ วัดดอกบัว ๑ วัดมหาวัน ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ วัด ห้องกลางเวียงฝ่ายตะวันตกแล วัดเจ็ดหาง ๑ วัดมหาธาตุ ๑ วัดมหาอาราม ๑ วัดวงกตใน ๑ วัดปราสาทประตู ๑ วัดหอแก้ว ๑ วัดอ้อมแก้ว ๑ วัดต้นยางใน วัดศรีบุญโต ๑ วัดศรี


๑๙๗ ชุมริมแจ่งขวัว๑ดิน ๑ มาถึงนี้มี ๗๐ วัน ห้องตะวันตกเฉียงเหนือ วัดอารามเชียงมั่นหัวเวียงริมประตูนางถึงฝ่ายตะวันตกแล วัดภูมเมืองถัดลงมา ๑ วัดแสนเมืองมา ๑ วัดร้อยข้อ ๑ วัดเสาจันทร์ ๑ มาถึงกลางที่นี้มี ๗๐ หลัง ค่าอันมีเวียงในแล วัดอันมีเวียงนอกประการนั้น วัดผ้าขาวสายแทนหัวดอน ๑ วัดพระแก้ว ๑ วัดพระคำ ๑ วัดพระทองทิพป่าตาล ๑ วัดไผ่งาม ๑ วัดดอนคว้างใต้ ๑ วัดจันทร์ ๑ วัดป่าแจ่งใต้ ๑ วัดหนสวน ๑ มาถึงนี้มี ๑๐ หลัง ด้านอาคเณย์แล วัดประสงค์ท่าม่าน ๑ วัดหญ้ารัด ๑ วัดเวฬุวัน ๑ วัดสังคโลก ๑ วัดป่าก่ง ๑ วัดสมรา ๑ วัดป่าแดงหลวงริมแจ่งเวียง ๑ วัดข่วงทราย ๑ วัดป่าอานม ๑ วัดโกศลนอก ๑ มาถึงนี้มี ๒๐ หลังหนใต้แล วัดกู้เต้า ๑ วัดพระครู ๑ วัดลือช้าง ๑ วัดอุโมงค์นอก ๑ วัดป่าแดงน้อย ๑ วัดดอกเกียง ๑ วัดศรีคองแมน ๑ วัดสวนดอกนอก ๑ วัดหมากเวิน ๑ วัดแก้วกาย ๑ มาถึงนี้มี ๓๐ หลังแล ด้านตะวันตกแจ่งใต้ลัดป่าสักเหนือประตูเชียงแสน ๑ วัดนาแรน ๑ วัดอุโมงค์ ๑ วัดบ้านแรม ๑ วัดบ่อเดือด ๑ วัดป่าศรีไชยา ๑ วัดประตูข้าม ๑ วัดจอมสวน ๑ วัดป่าหลวง ๑ วัดดอยเรือใน ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ หลังด้านแจ่งขวัวดินแล วัดสวนสนุกตีนดอยที่หัวนาค ๑ วัดจอมแจ้งที่หางนาค ๑ วัดจอมกิตติธาตุเจ้า ๑ วัดดอยวงกตนอก ๑ วัดอ้อมแก้วนอก ๑ วัดไชยปราการ ๑ วัดพระเจ้าหลวงดอยเรือนอก ๑ ๑ สะพาน


๑๙๘ วัดป่าทิพ ๑ วัดบ้านยอง ๑ วัดจอมศรี ๑ มาถึงนี้มี ๕๐ หลัง ด้านตะวันตกแจ่งเหนือ วัดช้างข่วน ๑ วัดป่าเชียงนอก ๑ วัดปทุมเหนือ ๑ วัดป่าคำ ๑ วัดอินทนิล ๑ วัดตนรุ่ง ๑ วัดน้อยผ้าขาว ๑ วัดมหาพน ๑ วัดยามงาม ๑ วัดสบหอม ๑ วัดหมากพันลำ ๑ วัดต้นยางนอก ๑ วัดแจ่งท่านาค ๑ วัดสบเกียง ๑ มาถึงนี้มี ๖๖ วัดแล หมู่นี้ด้านเหนือมาแจ่งท่านาคตะวันออกแล วัดอันมีเวียงในและเวียงนอกเวียงเหรัญญเงินยางเชียงแสนทั้งมวล ชั้นในมี ๗๕ วัด ชั้นนอกปราการมี ๖๖ วัด ทั้งมวลรวมเข้าด้วยกันมี ๑๔๑ วัดแลนับค่าอันมีในเวียงกับนอกปราการไกลประมาณ ๕๐๐ วารอบทุกด้านนั้นแล ทีนี้จักจายังวัดอันมียังดอนมูลภูกวาวนั้นก่อนแลวัดป่าดักหลวงหัวดอน ๑ วัดภูกวาว ๑ วัดโพธิ์ศรี ๑ วัดศรีนาง ๑ วัดป่าดักน้อย ๑ วัดสอยฟ้า ๑ วัดหมากปิงหลวง ๑ วัดบุพพลา ๑ วัดหางดอน ๑ ถอยริมแควหลวงมี ๘ หลังแล วัดสร้อยหลาก ๑ วัดจอมทองกลางดอน ๑ วัดเรือนแก้ว ๑ วัดแจงไคร่ ๑ นี้ห้องกลางมี ๔ หลังแลภายแควน้อยวัดแว่นแก้ว ๑ วัดโคมคำ ๑ วัดหาดนางแสน ๑ วัดงิ้วเพร้า ๑ วัดเชียงยืน ๑ วัดหาดฮ่อ ๑ วัดเชียงลาว ๑ วัดยางทราย ๑ วัดผาหงอ ๑ แควน้อยมี ๙ หลังทั้งมวลมี ๔๑ หลังรวมเข้ากันแล ค่าวัดอันมีในดอนมูลภูกวาวแคว้นขวาของให้แล เหตุว่าเป็นที่ใหญ่ชุมมวลกันจึงจดหมายไว้ให้ได้รู้ ยังชื่อที่สถานทั้งมวลด้วยเหตุนี้แล วัดอันมีพันนอกทั้งหลายฝูงอื่นบ่เป็นชุมเป็นมวลบ่ได้กฎหมายแล ที่วิเศษ


๑๙๙ อันพระพุทธเจ้าฐาปนาไว้นั้นหากมีกับตำนานนั้นทุกแห่งทุกที่ในที่นี้บ่ได้กฎ หมายไว้แล ทีนี้จักจาด้วยพระเจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้าได้เป็นมหากษัตริย์ปราบลานนาไทยลาวเมงทั้งมวลแล้ว ส่วนว่าบ้านเมืองไพร่ไทยทั้งมวลก็อยู่เย็นเป็นสุขต่อแต่นั้นมาแล จุลศักราชได้ ๑๐๑๐ ตัวปีเบิกไจ้ พระ เจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะก็จุติไปแล แล้วก็ยกเอาเจ้านัญชขึ้นนั่งแท่นแก้วเป็นกษัตริย์อังวะแทนแล จุงซักราชได้ ๑๐๑๑ ตัวปีกัดเป๊า มหา ราชครูเจ้าดอนกวางอนิจจกรรมไปแล จุลศักราชได้ ๑๐๑๒ ตัวปีกดยี่ พระเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรตนพ่อกินเมืองเชียงแสนได้ ๒๐ ปีก็จุติไปแลแล้วยกเอาเจ้าฟ้าหนอคำตนลูกเป็นเจ้าฟ้าหมวกคำ เสวยราชสมบัติในเชียงแสนหลวงต่อไปแล ส่วนว่าเมืองฝางนั้นก็รุ่งเรืองมาตลอดแล ส่วนว่าเมืองเชียงใหม่ที่นั้น เจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชเลิกเอาไปสิ้นแล้วพระยาแสนหลวงกับสามล้านลักหนีขึ้นตั้งอยู่แถม บัดเดี๋ยวนี้ก็รุ่งเรืองมามากนักแล เจ้าฟ้าหมวกคำกินเมืองมาได้ ๕ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไปใน ศักราชได้ ๑๐๑๗ ตัวปีดับเมดนี้ แล้วยกเอาพระแสนเมืองตนลูกขึ้นกินเมืองแทนก็ในปีเดียวกันนี้แล กินแล้วก็เอาลงไปอังวะได้ ๓ ปี ศักราชได้ ๑๐๑๙ ตัวปีเมิงเล้า น้ำท่วมเมืองทุกแห่งพระแสนเมืองได้เจ้าฟ้าแล้ว มานั่งเมืองและเจ้าฟ้าแสนเมืองกินเมืองมาได้ ๕ ปี ศักราชได้ ๑๐๒๑ ตัวปีกัดไค้ ศึกฮ่อมาตกเมืองกลางหลวงแตกตื่นมากนัก มหากษัตริย์เจ้านัญชอังวะอนิจจกรรมไป พระเจ้าเมืองเบ่ขึ้นเป็น


๒๐๐ กษัตริย์นั่งแท่นแก้วอังวะก็ปีเดียวนี้แล ศักราชได้ ๑๐๒๒ ตัว พ่ายชาวใต้อโยธยาครั้งเมืองอุปราชาตนชื่อว่าเอกาทศรถขึ้นมาปราบได้เมืองเชียง ใหม่แล้ว มาเอาเมืองฝางได้แล้วมาตั้งอยู่เมืองฝางที่นั้น ชาวเมืองเชียง แสนเรานี้ ก็พากันไปต้อม๑รอมกันอยู่ในป่าหนใต่ที่หว่างกลางเชียงของกับสวนดอกนั้น ก็ตั้งเวียงพรางอยู่ณที่นั้น ก็ได้ชื่อว่าเวียงเชียงแสนน้อยนั้นแล เช่นนี้เมืองเชียงใหม่และเมืองฝางก็ได้เป็นลูกเมืองใต้อโยธ-ยา ศักราชได้ ๑๐๒๓ ตัว ศึกฮ่อซ้ำลงมาแถม จุลศักราชได้ ๑๐๒๔ ตัวปีเตายี่จึงได้ออกมาตั้งเมืองดังเก่า แต่นั้นมาบ่ได้ไปเฝ้ากษัตริย์เจ้าในเมืองอังวะ ก็ขาดจากราชการในอังวะแต่นั้นมาได้ ๑๔ ปี ถึงศักราชได้ ๑๐๓๐ ปีเบิกสัน พระเจ้าเมืองเบ่อนิจจกรรมไปแล้วมหาธรรมภุกามขึ้นนั่งแท่นแก้วเป็นมหากษัตริย์เจ้าอังวะแทนต่อมา ศักราชได้ ๑๐๓๔ ตัว เจ้าฟ้าแสนเมืองกินเมืองเชียงแสนนานได้ ๑๘ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไป แล้วพระอินทร์เมืองตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองแทน ก็ในศักราชเดียวนี้แล มหาธรรมแต่งให้ฟ้าส่างกุ่งเป็นโปชุกขึ้นมานั่งเมืองเชียงแสนก็ในจุลศักราช ๑๐๓๔ ตัวเดือน ๕ นี้แล แต่นี้นขุนสนามเชียงแสนที่จึงได้เก็บของเลี้ยงโปชุกไป เจ้าฟ้าอินทร์กินเมืองมาได้ ๗ ปีแล้วก็อนิจจ-กรรมไปในศักราช ๑๖๔๐ ตัวปีเบิกซง้า แล้วก็ยกเอาพระเฉลิมเมืองตนลูกขึ้นเป็นพระเจ้าฟ้า เสวยเมืองเชียงแสนที่นี้ต่อไปก็ปีเดียวกันนี้แล ศักราชได้ ๑๐๔๕ ตัวราชครูเจ้าวัดหลวงอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่าง ๑ ตล่อม


๒๐๑ ลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของ๑แล้ว ถึงเดือน ๑๒ สมเด็จเจ้าวัดป่างัวเชียงอนิจจกรรมไปก็ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการฉันเดียวกันนั้นแล ศักราชได้ ๑๐๔๖ ตัวปีกาบไค้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธมหาสัทธาเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองเป็นเค้าแก่เสนาอำมาตย์ประชาราษฎร์ทั้งมวลพร้อมกันเวียกสร้างพระธาตุเจ้าจอมกิตติ ได้ขวบหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์ ศักราชได้ ๑๐๔๗ ตัวปีดับเป้า หกเพ็ญวันพุธมีการฉลองทำบุญให้ทานและมีดอกไม้ไฟแสนแปดหมื่นกระบอกหนึ่ง บอกน้อยมากหลาย เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำวันจันทร์ตกปีใหม่แล้วแรม ๔ ค่ำ เจาะบอกไฟหลวงบูชามหาธาตุเจ้าที่ทุ่งห้วยหอมขึ้นนัก ศักราชได้ ๑๐๔๘ ตัวปีระวายยี่ เมืองยองพ่ายแมงชาระแตกหนีมาอยู่เวียงเชียงแสนที่นี้ แมงชาระก็มาถึงเชียงแสนที่นี้แล้วก็ลงไปรบเมืองเชียงใหม่ก็ได้แท้แล้ว ตัวแมงชาระก็กินเมืองเชียงใหม่อยู่ที่นั้นศักราชได้ ๑๐๕๐ ตัวมหาป่าเจ้าศรีไชยตนหลวงอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการด้วยพ่วงแพ ศักราชได้ ๑๐๕๔ ตัวพระเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองเสวยเมืองมานานได้ ๑๔ ปีอนิจจกรรมไป แล้วฟ้าส่างกุ่งโปชุกก็ไปเจ้าฟ้าเมืองหลวงมากินเมืองเชียงแสนแทนแล้ว ก็แต่งหน่อเมืองลูกเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองผู้พี่นั้นให้เป็นเมวหงวนนาซ้ายแล้ว ก็แต่งให้ลมเสนผู้น้องนั้นเป็นเมวหงวนนาขวาแล้ว ฟ้าเมืองหลวงกินเมืองได้ปี ๑ ศักราชได้ ๑๐๕๕ ตัวปีกา ๑ ประเพณีเผาศพคนใหญ่คนโต สร้างเป็นเมรรูปปราสาทตั้งอยู้บนหลังนก อยู้กลางแพใหญ่กลางน้ำ


๒๐๒ เล้า เมืองเชียงแสนที่นี้แห้งแล้งฟ้าฝนก็บ่ตกข้าวแพงนัก ลมเสนตนน้องเป็นเจ้าพันนาขวาหนอเมืองตนพี่เป็นเจ้าพันนาซ้ายแลฟ้าส่างก็เมื้อเมืองอังวะเสียในศักราช ๑๐๕๕ นี้แล แต่นั้นม่านมากระทำให้มีสันทะไปแลศักราชได้ ๑๐๕๗ ตัว ฟ้าเมืองหลวงกินเมืองได้ ๔ ปีแล้วก็จุติตายไปแล แล้วก็ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสสดีลิงค์ส่งสักการเสีย เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันยกเอาเจ้าหนอเมืองพันนาซ้ายตนพี่นั้นขึ้นกินเมืองแทนแล้ว ให้ลมเสนนาขวาตนน้องเป็นจักคายหลวงรองตนพี่ ศักราชได้ ๑๐๕๘ ตัว สมเด็จมหาปาลเจ้าวัดเชตวันก็ถึงแก่อนิจจกรรมไปแล้ว ใส่ปราสาทลูกช้างเอราวัณส่งสักการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของที่ท่าหลวงนั้น ศักราชได้ ๑๐๖๑ ตัว มหาธรรมเจ้าภุกามอนิจจกรรมไปแล้วก็ยกเอาเอ่งเชตนน้องเป็นมหาธรรมนั่งแท่นแก้วอังวะแทนต่อไปก็ในปีเดียวกันนี้แล ศักราชได้ ๑๐๖๒ ตัวปีกดสี มหาธรรมอังวะมีมินต่ำมาให้ย้ายเอาหนอเมืองตนพี่ไปกินเชียงรายแล้ว ยกเอาลมเสนนาขวาตนน้องนั้นขึ้นกินเมืองเป็นเจ้าฟ้าเชียงแสนแทน ศักราชได้ ๑๐๖๓ ตัวมหาธรรมอังวะแต่งให้ระอย่าเจ่สู่งมาเป็นเมวหงวน แอ่พลแอ่มาเป็นจักคาย๑เมืองเชียงแสนมีลูกน้องสามคน ขุนเมืองทั้งมวลหาอันเลี้ยงบ่ได้จึงพร้อมกันเก็บเอาข้าวริบ เดือนไหนทอดที่เมวหงวนข้าวสารแสนหนึ่งคำกิน๒พริกเกลือทั้งมวล เป็นเบี้ยสองแสนห้าหมื่น ก็ทีจักคายข้างสารห้าพันเบี้ยสองหมื่นห้าพันชื่อคำกินหมากพลูรากฝาให้กุ่ม๓เดือนแล้ว ปัน ๑ ตำแหน่งขุนนางพม่า ๒ ของกิน ๓ พอ


๒๐๓ คนให้อยู่มีหญ้าม้าเมวหงวนสองคน ที่จักคายสองคนเอาหลัวผู้หนึ่งเอาหญ้ามาผู้หนึ่งแล คนเอาหลัวนั้นเอาลวะบ้านท่อนหนึ่งลวะบ้านเยิม ลวะบ้านช้างหนึ่งมีดังนี้ ตั้งแต่เอ่งเชขึ้นเป็นมหาธรรมอังวะนี้ ลานนาไทยเราเป็นทุกข์ไปแลครั้งละน้อยแต่นั้นมาแล เหตุว่าได้เก็บเบี้ยมาเลี้ยงม่านนั้น ศักราชได้ ๑๐๖๓ ตัวนี้มหาธรรมอังวะยกทัพมาตั้งอยู่เชียงแสนที่นี้ แล้วก็ยกขึ้นรบเมืองแมนริมเมืองฮ่อนั้นบ่ได้ แล้วก็พลิกมาอยู่เชียงรุ้งที่นั้นปี ๑ ศักราชได้ ๑๐๖๔ ตัวปีเตาซง้า ลาวลานช้างมาน้อมสมภารแล้วเอาลงไปอังวะ ในปีนั้นเมืองแล้งข้างแพงนักหกหาบต่อร้อยเงินแล ศักราชได้ ๑๐๖๕ ตัวปีกาเมด ลาวมาตกลานนาและมาอยู่เชียงของแล้วหนีไปเมืองน่านแล้วไปเมืองแพร่ ศักราชได้ ๑๐๖๖ ตัว โปแมงชาระเมืองเชียงใหม่มีอาชญามาร้องเอามณีหลวงเชียงแสนลงไปแล้ว ก็เอาไปฆ่าเสียยังเมืองเชียงใหม่ แต่นั้นมาแมนแรกฝ่าเจ่สู่งเป็นหงวนเชียงแสนแทน เชียงของขึ้นก็ปีนั้น หมูออกลูกเป็นช้างก็มีในปีนั้น เดือน ๑๐ ออก ๑๐ ค่ำฝนตก ๗ วันดอยพังทุกแห่ง ยอดเจดีย์หักลงสี่หลัง ชิดคายระช่างแต่เมืองเชียงแสน ศักราชได้ ๑๐๖๖ ตัว มหาธรรมลุกเมืองเชียงรุ้งลงมาตั้งอยู่เวียงเชียงแสนที่นี้แล้วก็เรียกเอาแสนหลวงต่างลูกพระยาไชยชิต กับแสนหลวงเทิงลูกพระยาเศรษฐีให้เข้ามานบมหาธรรมอังวะแล้ว ท่านก็ตั้งให้แสนหลวงต่างกินเมืองกาย แล้วก็ตั้งแสนหลวงเทิงกินเมืองไร ก็ยกเอาแสนศิรินันทะขึ้นเป็นพระยาหลวงสุทธลือไชยแล้ว ก็ให้รับราชทานดาบฝักคำด้ามคำเหมือน


๒๐๔ กันทุกคน ก็แต่งให้พระยาสุทธลือไชยเป็นแก่ไปรบเชียงของก็ได้คืนดังเก่าแล มหาธรรมเจ้าอังวะก็ตัดเชียงแสนเสีย บ่ให้พรองเข้าการกับเมืองเชียงใหม่แถมซ้ำ ศักราชได้ ๑๐๖๙ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๘ แรม ๖ ค่ำวันศุกร์ เจ้าหนอเมืองตนพี่ย้ายลุกเชียงรายไปกินเมืองน่านแล้ว ก็ย้ายเอาเจ้าเมืองไรไปกินเมืองปีนั้น ปลาบึกขึ้นน้ำแม่กกมากนัก ศักราชได้ ๑๐๗๐ ตัวปีเบิกไจ้ มหาธรรมเจ้ามีอาชญาให้ใส่ขื่อคาชี คายระข่างชาอันเมงชาระแต่มาเป็นหงวนเชียงแสน กับทั้งหัวสิบทั้งมวลลงไปอังวะเสีย พระยาอ้ายสามเมืองเชียงตุงพื้นบ่ลงเฝ้ามหาธรรมเจ้าอังวะอยู่ได้ ๓ ปีแล้ว มหาธรรมมีมินต่อมาให้แมงชาระเชียงใหม่ให้ได้ขึ้นไปพรองเอาเชียงตุงให้ได้ ถึงเดือน ๔ ผีเงือกรุ้งเผือกออกปรากฎยามกลองดึก หันหัวไปตะวันออกเชียงตุงก็พื้นปีนั้นแล ถึงเดือน ๖ เพ็ญลูกพระยามังชาระลุกเชียงใหม่ขึ้นไปรบเอาพระยาอ้ายสามเมืองเชียงตุง แล้วพระยาอ้ายสามอยู่บ่ได้ ก็พ่ายหนีไปพึ่งเมืองฮ่อ ฮ่อเอาไว้บ่ได้ฮ่อก็เอาส่งให้แก่ม่านแล้ว พระยาม่านก็ใส่คอก๑เผาเสียสิ้นทั้งลูกเมียชาติเชื้อตระกูลทั้งมวลในวันนั้นแล แต่นั้นมาเมืองเชียงตุงก็ได้คืนเป็นข้าม่านดังเก่า ศักราชได้ ๑๐๗๓ ตัวปีลวงเม้าเดือน ๕ แมงระฝ่าเจ่สู่งหงวนเมืองเชียงแสนตายแล้ว แอ่พระแอ่เป็นจักคายแทนเจ้าลมเสนนาขวาตนน้องเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้มาได้ ๑๐ ปีก็ถึงอนิจจกรรมไปแล้วเจ้าลักทีตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองแทนต่อไปก็ในปีนั้นแล พระยา ๑ คุก


๒๐๕ เชียงรายทานห่อผ้าที่วัดพระคำหัวดอนแท่นแล้ว เอาลูกผู้หญิงพายเรือเถียงกันเป็นพอย๑ปางใหญ่ แปงมหาปราสาทเจ้าฟ้าลงเสนส่งสักการด้วยพ่วงแพที่กลางน้ำแม่ของเสียในวันนั้นแล เดือน ๕ เพ็ญมหามูลสัทธาเจ้าฟ้าลักทีเป็นเค้าพร้อมกันสร้างพระธาตุเจ้าจอมกิตติหลังน้อยก็ในปีนั้นแล ศักราชได้ ๑๐๗๔ ตัวปีเตาสีเดือน ๔ แรม ๗ ค่ำ ฤๅษีมาที่วัดไชยสถานแอ่พลแอ่เป็นหงวนนั้นจุติตายไปแล้ว มังพลชะแพกมาเป็นหงวน ศักราชได้ ๑๐๗๕ ตัวปีกาไส้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธ ฉลองพระธาตุเจ้าจอมกิตติหลังน้อย ถึงเดือนอ้ายแรม ๙ ค่ำน้ำแม่ของนองท่วมบ้านตีนท่าทั้งมวลฝนตก ๗ วัน ๗ คืน ถึงศักราชได้ ๑๐๗๗ ตัวปีดับเมดเดือน ๗ ออก ๖ ค่ำ ยามสู่รุ่งแผ่นดินไหวยอดเจดีย์หักลง ๔ แห่งร้องครางครั้งนั้นนักวันไหนสามที๒ สิ้นเดือน ๗ ทั้งเดือนจึงเมี้ยนถึงเดือน ๙ แรม ๔ ค่ำซ้ำไหวแถมอีกทีหนึ่ง ศักราชได้ ๑๐๗๙ ตัวปีเมิงเล้า น้ำแม่ของนองท่วมในเวียงทุกแห่งล้ำผาก้อนนั้น ๓ ศอก วัดอาทิตย์แก้ว วัดบุญยืน วัดพระบวชวิหาร ยุบลงทั้ง ๔ หลังแล เดือน ๔ มหาป่าเจ้าวัดศรีไชยตนน้อยอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการแล ศักราชได้ ๑๐๘๐ ตัวเดือน ๗ ออก ๖ ค่ำ เงือกรุ้งออกสอดเกี้ยวตะวันมีสี่ตัวซ้อนกันเป็นที่อัศจรรย์มากนัก ศักราชได้ ๑๐๘๑ ตัวเจ้าฟ้าลักทีเป็นประธานพร้อมกันเลิกธาตุเจ้าจอมสวน มังพลชะแพกก็สร้างโรงอุโบสถกลางหนองปัทมราคแล้วเสร็จบริบูรณ์เดือน ๗ ป่าว ๑ งานฉลอง ๒ เห็นจะหมายความวันละ ๓ ครั้ง


๒๐๖ ให้สร้างบอกไฟแสน ทั้งมวลมีแปดกระบอก ล้ำนั้นมี ๕ หมื่น ๖ หมื่น ๗ หมื่น ๘ หมื่น มีมากหลาย เดือน ๕ เพ็ญฉลองทำบุญให้ทานเป็นปอยมหาปางอันใหญ่ มังพลชะแพกและเจ้าฟ้าลักทีเป็นมูลสัทธาทั้งสองที่พร้อมกัน เดือนแรมค่ำ ๑ จุดบอกไฟบูชา ๑๐ วันจึงเสร็จบริบูรณ์ ศักราชได้ ๑๐๘๔ ตัวปีเตายี่มูลสัทธา มังชะแพกต่างฉัตรธาตุเจ้าจอมศรีเดือน ๗ เพ็ญฉลอง เอาผู้หญิงผู้นาง๑เถียงเรือกันเล่นมากนัก ศักราชได้ ๑๐๘๖ ตัว มหาสังฆราชาเจ้าวัดป่าแดงหลวงตนใหญ่อนิจจกรรมไปแล สร้างปราสาทต่างลูกช้างเอราวัณส่งสักการเจ้าฟ้าลักทีกินเมืองนานได้๑๒ปีแล้วก็อนิจจกรรมไปในปีกาบสีเดือน๑๒ แรม ๗ ค่ำ แล้วเจ้ายอดงำเมืองตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเสวยเมืองแทนในปีนั้น พระยาหาญเมืองพงพาครัวหนีเข้ามาสู่สมภารเมืองเชียงแสนก็ในปีเดียวกันนี้แล ก็มาตั้งอยู่แคว้นท่าทรายวังตีนที่นั้น ถึงเดือน ๗ เพ็ญไปไหม้รอมตรา๒ สิ้นทั้งมวลในศักราช ๑๐๘๗ ตัวนี้แล ถึงเดือน ๑๐ ฝนตกน้ำนองท่วมในเวียงทุกแห่งภูดอยพังมากหลาย ถึงเดือนอ้ายเพ็ญมังพลชะแพกทานห่อผ้าที่วัดจอมศรี แล้วให้ผู้นางผู้หญิงพายเรือเถียงกันยังหนองปัทมราคนั้น หินท่าหลวงออกปรากฎก็ปีเดียวกันนั้น ศักราชได้ ๑๐๘๘ ตัวปีระวายซง้าเดือน ๔ ฉลองวัดป่างั้วเชียง เดือน ๕ เพ็ญฉลองวัดจอมศรีสองเมืองที่นั้นแล้ว ก็ยอเจ้าวัดปราสาทคุ้มขึ้นเป็นสมเด็จแล้วให้อยู่วัดจอมศรีสองเมืองที่นั้น ก็ยอเจ้าวัดป่างั้วเชียงและ ๑ ผู้นาง = หญิงสาว ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๒๐๗ วัดเชตวันให้เป็นสังฆราชายังในวัดจอมศรีสองเมืองที่นั้นพร้อมกันวันเดียวนั้น มังทละชะแพกเป็นมูลสัทธาแล ศักราชได้ ๑๐๘๙ ตัวปีเมิงเมดเดือน ๘ ออก ๘ ค่ำยามตูดซ้าย ผีพุ่งใต้เรืองทั่วเมืองอยู่ที่ใดก็เห็นสิ้นทุกแห่ง ถึงเดือน ๔ ออก ๕ ค่ำชาวเชียงใหม่พื้นโปมังและม่านฆ่าเสียแล้วก็เอาทัพ ๗ พันตามไล่ม่าน ๓ พันอันเป็นลูกน้องนั้น ขึ้นมาเข้าเวียงขังอยู่ยังเชียงแสนที่นี้ถึงเดือน ๕ แรมค่ำ ๑ เมวหงวนจักคายม่านทั้งหลายก็แตกพ่ายหนี ละเมืองเชียงแสนเสียสิ้นทั้งมวลบ่มิได้เหลือหลอตั้งแต่เดือนแรมค่ำ ๑ ถึงเดือน ๖ แรม ๙ ค่ำ ชาวเชียงใหม่ทั้งหลายก็ขังอยู่เวียงเชียงแสนอยู่บ่ลา ครั้งนั้นพระยาหาญวังตีนก็แต่งเอาทัพมีคน ๔๐๐ ไปหลอนทัพเชียงใหม่ที่ริมเวียงเชียงแสนที่นี้ยามจักใกล้รุ่ง ชาวเชียงใหม่ทั้งหลายฉิบหายตายมากนัก แตกพ่ายหนีละครอบครัวเสียสิ้นได้อาม๊อกสีนาดมากนักกับช้าง ๖ ตัว ตั้งแต่นั้นไปเชียงใหม่นั้นเขาบ่มีไผเป็นเจ้าแลครั้งนั้นพระยาหาญท่าซ้ายวังตีนได้ครอบครัวชาวเชียงใหม่แล้ว ท่านก็เอาเมื้อถวายมหากษัตริย์เจ้าอังวะ ครั้งนั้นมหากษัตริย์เจ้าก็มีคำยินดีกับด้วยพระยาหาญเมืองพงมากนัก ก็ให้ประทานรางวัลยังเครื่องอาลบันตา๑ทั้งหลายแล้วก็ให้มาอยู่บ้านวังตีนเกาะที่เก่านั้นแต่นั้นมาวังตีนที่นั้นก็ได้ชื่อว่าเมืองคงแต่นั้นนามแลศักราชได้ ๑๐๙๐ ตัวปีเบิกสันเจ้าฟ้ายอดคำเมืองกินเมืองมาได้ ๔ ปีอายุได้ ๒๕ ปีก็จุติไปแล้วสร้างปราสาทใส่รูปนกหัสดีลิงค์แล้วส่งสักการเสีย ครั้งนั้นมหากษัตริย์เจ้า ๑ ไม่ทราบว่าอะไร


๒๐๘ ยินดีกับด้วยพระยาหาญเมืองพงมากนัก ก็ยกให้กินเมืองเชียงแสนแล้วท่านก็เข้ามาเสวยเมืองอยู่ยังเวียงเชียงแสนที่นี้แต่นั้นมา ส่วนว่าเมืองเชียงใหม่นั้นยังมีพระยาเมืองลาวตนหนึ่งชื่อว่าองค์นก กระทำผิดราชประเพณีแล้วก็หนีไปสู่เชียงใหม่ แล้วชาวเชียงใหม่ทั้งหลายเขาก็พร้อมกันอาราธนาให้เป็นเจ้าแก่เขาแล้วก็เรียกชื่อว่าเจ้าองค์คำ แต่นั้นมาเชียง ใหม่ก็บ่ได้ขึ้นกับเมืองอังวะกับเมืองเชียงแสนที่นี้ก็ขาดกันแต่นั้นมาแล กล่าวยังตำนานพื้นเมืองเงินยางเชียงแสนก็ยั้งเป็นห้องหนึ่งก่อนแล



พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรโสภณ เชิงสะพานเสาชิงช้า พระนคร นายเล่งแซ แซ่เตียว ผู้พิมพ์โฆษณา ๑๗/๑/๗๙


งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก