ข้ามไปเนื้อหา

พระราชพงสาวดารกรุงเก่า (ฉบับหลวงประเสิด)

จาก วิกิซอร์ซ
ตราของกรมศิลปากร
ตราของกรมศิลปากร

พระราชพงสาวดารกรุงเก่า
(ฉบับหลวงประเสิด)

เจ้าภาพพิมพ์แจกไนงานพระราชทานเพลิงสพ
พันเอก พร้อม มิตรภักดี
(พระยานรินทร์ราชเสนี)

พ.ส. 2486

ไนงานพระราชทานเพลิงสพพันเอก พร้อม มิตรภักดี เจ้าภาพมีความประสงค์ที่จะพิมพ์หนังสือแจกสมนาคุนแก่ท่านที่มาไนงานนี้ จึงได้ขอไห้ฉันช่วยเหลือหาเรื่องที่จะพิมพ์ พร้อมทั้งเขียนคำนำ และเรียบเรียงประวัติท่านที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ฉันมีความยินดีและเต็มไจสนองคำขอนี้ เพราะเปนโอกาสอีกหย่างหนึ่งที่ฉันจะได้มีส่วนร่วมกับเจ้าภาพไนการบำเพ็ญกุสลไห้แก่พันเอก พร้อม มิตรภักดี ซึ่งฉันได้นับถือเสมือนญาติผู้ไหย่ผู้หนึ่ง นอกจากนี้ พันตรี หลวงทัสนัยนิยมสึก (ทัสนัย มิตรภักดี) เปนมิตรที่รักของฉัน ซึ่งเปนผู้หนึ่งที่ได้ร่วมคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองขอพระราชทานรัถธัมนูญมาด้วยกันตั้งแต่ครั้งยังสึกสาวิชาหยู่ไนประเทสฝรั่งเสส ได้ถึงแก่กัมก่อนท่านบิดา ไม่มีโอกาสที่จะสนองคุนไนวาระสุดท้ายของท่านบิดา ฉันจึงรู้สึกพากพูมไจที่ฉันได้มีส่วนบ้างไนการสนองคุนบิดาแทนพันตรี หลวงทัสนัยฯ

ไนการพิมพ์หนังสือแจกไนงานสพ ได้เคยมีญาติมิตรขอร้องไห้ฉันเปนผู้เลือกเรื่องที่จะพิมพ์ไห้ ไนระหว่างนี้ ฉันได้เลือกเรื่องที่เกี่ยวแก่พุทธสาสนาโดยมาก เพราะเห็นว่า เปนเรื่องที่เกี่ยวกับความจิงเที่ยงแท้แน่นอน แต่มาไนคราวนี้ ฉันระลึกขึ้นได้ว่า เมื่อครั้งฉันยังหยู่ไนกรุงปารีสพร้อมกับพันตรี หลวงทัสนัยฯ ฉันได้เคยเอาไจไส่ไนการค้นคว้าหาหลักถานเกี่ยวกับประวัติสาตรของประเทสไทยด้วย เมื่อค้นคว้ามาได้แล้ว เคยได้นำมาเล่าสู่มิตรสหาย ซึ่งรวมทั้งพันตรี หลวงทัสนัยฯ ไนการค้นคว้าเช่นนี้ ความประสงค์ก็เพื่อจะค้นหาความจิง เพราะพระราชพงสาวดารกรุงเก่าที่มีผู้พิมพ์ไนสมัยรัตนโกสินทนี้ปรากตว่า มีเหตุการน์และสักราชแตกต่างกับที่ปรากตไนเอกสารซึ่งชาวยุโรปได้ตีพิมพ์ไว้ไนสมัยกรุงสรีอยุธยา แต่ถ้ายิ่งค้นไปถึงต้นฉบับรายงานซึ่งคนะบาดหลวงที่กรุงสรีอยุธยาได้เขียนส่งไปยังสำนักงานคนะบาดหลวงต่างด้าว (Missions Étrangères) ซึ่งเขียนไนเวลากะชั้นชิดกับเหตุการน์นั้น ก็จะปรากตความแตกต่างกันมาก เพื่อที่จะสอบความจิง ฉันได้พบข้อความไนจดหมายเหตุคนะทูตฝรั่งเสสที่มาจเรินทางพระราชไมตรีไนรัชสมัยสมเด็ดพระนารายน์มหาราช ปรากตข้อความตอนหนึ่งว่า สมเด็ดพระนารายน์มหาราชได้ซงค้นคว้าหาหลักถานเรียบเรียงพระราชพงสาวดารของประเทสไทยขึ้น แล้วได้มอบสำเนาไห้แก่คนะทูตเพื่อถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หนึ่งฉบับ ฉันได้พยายามค้นดูไนหอสมุดต่าง ๆ ด้วยตนเองก็ดี โดยจ้างพนักงานหอสมุดไห้ช่วยค้นก็ดี ก็ไม่ปรากตสำนวนพระราชพงสาวดารที่กล่าวถึงนี้ ต่อมาเมื่อฉันได้กลับมาจากประเทสฝรั่งเสสแล้ว จึงซาบว่า มีพระราชพงสาวดารกรุงเก่าฉบับหนึ่งซึ่งพระยาปริยัติธัมธาดา (แพ ปเรียญ) เมื่อครั้งเปนหลวงประเสิดอักสรนิติ ได้ต้นฉบับสมุดไทยดำจากบ้านราสดรแห่งหนึ่ง เขียนด้วยอักสรไทยตัวเดิม กัมการหอสมุดวชิรญานเห็นว่า สมุดไทยเล่มนั้นเปนหนังสือพระราชพงสาวดารเขียนไนสมัยกรุงสรีอยุธยา และไนบานแผนกสแดงไห้เห็นว่า ต้นฉบับเดิมได้เรียบเรียงขึ้นโดยรับสั่งสมเด็ดพระนารายน์มหาราช เมื่อได้ฉบับนี้มาแล้ว สมเด็ดกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้แก้ไขสักราชไหม่ (ประชุมพงสาวดาร ภาค 5) โดยอาสัยพงสาวดารฉบับนี้เปนหลัก ฉะนั้น พระราชพงสาวดารกรุงเก่าฉบับนี้ก็เปนเอกสารฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับการพิสูจน์ความจิง ฉะนั้น การที่ฉันเลือกพระราชพงสาวดารกรุงเก่าฉบับนี้ไห้เจ้าภาพพิมพ์ ก็เปนเรื่องที่หยู่ไนกรอบของพระพุทธสาสนา คือ การค้นหาความจิงนั่นเอง.

การแต่งเรื่องประวัติสาตรไม่ไช่เปนการแต่งเรื่องอ่านเล่นซึ่งผู้แต่งสมมติตัวละคอนพระเอกนางเอกพรรนนาข้อความโลดโผนรักโสกตามชอบไจ ผู้แต่งเรื่องประวัติสาตรจะต้องบำเพ็นตนประดุจเปนตุลาการที่เที่ยงธัม คือ ประการแรก จะต้องวินิจฉัยข้อเท็ดจิงเสียก่อนว่า เอกสารก็ดี ข้อความที่มีผู้เล่าไห้ฟังก็ดี ซึ่งเปรียบประดุจเปนพยานไนคดีประวัติสาตร ว่า พยานเหล่านั้นจะไห้การตามตรง หรือไห้การเท็ด หรือมีเล่ห์กลอคติประการไดเคลือบแฝงหยู่ด้วย เรื่องบางชนิด ผู้แต่งอาสัยชื่อบุคคล สถานที่ วันเวลาไนประวัติสาตร แต่พรรนนาเหตุการน์ไปอีกหย่างหนึ่งต่างหากจากความจิง หรือพรรนนาไปไนทำนองเรื่องอ่านเล่น เรื่องชนิดนี้เปนเรื่องอิงประวัติสาสตร ฉนั้น หนังสือเล่มได แม้จะมีชื่อว่า ประวัติสาตร แต่ถ้ามีข้อความตอนไดซึ่งเปนไปในทางสมมติ ไม่ไช่ของจิงแล้ว ข้อความนั้นก็มีค่าแต่เพียงเปนเรื่องอิงประวัติสาตรเท่านั้น ตุลาการแห่งคดีประวัตสาตรจำต้องล้วงค้นชำระข้อเท็ดจิงไห้ขาวสอาด เมื่อข้อเท็ดจิงผิดพลาด การตัดสินคดีประวัติสาตร คือ การลงความเห็นว่า การกะทำนั้น ๆ ดีหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ก็ย่อมจะผิดพลาดไปทั้งหมด เมื่อฟังข้อเท็ดจิงได้โดยถูกต้องแน่แท้แล้ว การที่จะตัดสินคดีประวัติสาตรดังกล่าวแล้วก็จะเปนไปได้โดยถูกต้องสมควน ไม่มีการอุทธรน์ดีกาที่จะตัดสินกลับสัจโดยยุวชนรุ่นหลัง ทั้งนี้ ผู้สนไจไนวิชาประวัติสาตรย่อมเห็นประจักส์หยู่แล้วว่า หนังสือประวัติสาตรบางเล่มที่แต่งไว้ก่อน ๆ โดยอาสัยข้อเท็ดจิงที่ผิดพลาดต้องถูกแก้ไขไนชั้นหลัง ๆ นี้ก็มีหยู่ หนังสือพระราชพงสาวดารกรุงเก่าที่ได้พิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ หรือที่ได้พิมพ์ต่อ ๆ มาโดยอาสัยต้นฉบับจากหอสมุดซึ่งได้มาจากกรมราชเลขาธิการ ก็ได้มีการชำระสะสางจากต้นฉบับก่อน ๆ โดยได้ข้อเท็ดจิงที่ปรากตขึ้นไนตอนหลัง ไนบางตอน ต้นฉบับได้เขียนโดยรับสั่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกสซึ่งสืบเนื่องมาแต่พระเพทราชาและขุนหลวงสรสักดิ์ ข้อเท็ดจิงบางหย่างซึ่งเปนการไม่ดีในสมัยพระมหากสัตรทั้งสองพระองค์นั้นถูกปกปิดเสียก็มี คุนความดีของสมเด็ดพระนารายน์ที่ยังมีอีกมากมายหลายหย่างไนการปรับปรุงบ้านเมืองไห้ทันสมัยไนทางวิทยาสาตรและสิลปสาตรได้ถูกปกปิดไว้ก็มี บางตอนได้พรรนนาเปนไปไนทำนองเรื่องอ่านเล่นหรือเรื่องอิงประวัติสาตร เช่น อภินิหารต่าง ๆ ที่เจ้าพระยาโกสาปานได้สแดงไห้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ดูก็ดี พระการุนย์ภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่มีต่อราชทูตไทย เช่น กล่าวว่า ซงพระราชทานนางข้าหลวงไห้เปนภรรยาราชทูตคนหนึ่ง และราชทูตหยู่สมัคสังวาสด้วยภรรยาจนมีบุตรชายคนหนึ่ง มีรูปร่างเหมือนบิดา หยู่ประมาน 3 ปี ราชทูตจึงกราบถวายบังคมลา แล้วทูนฝากบุตรภรรยา เช่นนี้ ถ้าสอบสวนเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนเวลาที่ราชทูตหยู่ไนประเทสฝรั่งเสส ก็จะเห็นว่า เปนเรื่องอิงประวัติสาตร ฉะนั้น จึงเปนการสมควนหย่างยิ่งที่ข้อเท็ดจิงต่าง ๆ ดังปรากตไนหนังสือพระราชสาวดารจะต้องมีการชำระสังคายนาไนชั้นหลังนี้สักครั้งหนึ่ง.

พระราชพงสาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสิด นี้ อาดเปนเอกสารฉบับหนึ่งที่จะช่วยพิสูจน์ข้อเท็ดจิง เมื่อได้อ่านดูข้อความแล้ว จะเห็นได้ว่า เขียนไว้หย่างกลาง ๆ เหตุการน์ที่จดลงไว้และสักราชก็พ้องกับจดหมายเหตุอื่น ๆ บางฉบับ ซึ่งเท่ากับมีพยานเอกสารอื่นสนับสนุนหยู่ด้วย ฉะนั้น ไนชั้นนี้ ถ้ายังมิได้มีพยานดีกว่าที่จะหักล้างพยานนี้ได้ ก็ควนที่นักประวัติสาตรจะยอมถือไว้ก่อนว่า พระราชพงสาวดารกรุงเก่าฉบับนี้เปนเอกสารพยานที่ดีฉบับหนึ่งไนคดีประวัติสาตรของกรุงสรีอยุธยาสมัยก่อนสมเด็ดพระนารายน์มหาราช.

ต่อจากคำนำนี้ ฉันได้เรียบเรียงประวัติพันเอก พร้อม มิตรภักดี โดยอาสัยข้อความที่ปรากตไนสมุดประวัติที่เก็บไว้นะกะซวงกลาโหมฉบับหนึ่ง และนะสำนักพระราชวังฉบับหนึ่ง.

ขอผลกุสลอันพึงบังเกิดจากการเผยแพร่วิทยาทานโดยหนังสือที่พิมพ์ขึ้นแจกไนงานพระราชทานเพลิงสพนี้จงดนบันดานไห้พันเอก พร้อม มิตรภักดี ประสบความสุขไนสัมปรายภพทุกประการเทอน.


17 กรกดาคม 2486
ปรีดี พนมยงค์

  • พันเอก พร้อม มิตรภักดี
  • ไนเครื่องแบบเสวกเอกกรมพระอัสวราช

  • พันเอก พร้อม มิตรภักดี
  • กับพันตรี หลวงทัสนัยนิยมสึก

  • พันเอก พร้อม มิตรภักดี และครอบครัว
  • นายบริบูรน์ มิตรภักดี, พ้นเอก พร้อม มิตรภักดี,
  • พันเอก เชย พันธ์จเริน, นางประไพพิส เกตุรายนาก,
  • คุนหยิงเจิม มิตรภักด, พันตรี หลวงทัสนัยนิยมสึก

พันเอก พร้อม มิตรภักดี

  • พันเอก พร้อม มิตรภักดี
  • ไนเครื่องเต็มยสเมื่อรับราชการไนกองข้าหลวงต่างพระองค์
  • สำเหร็ดราชการเมืองอุดร

พันเอก พร้อม มิตรภักดี เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม พุทธสักราช 2415 ตรงกับวันพุธ แรม 9 ค่ำ เดือนยี่ ปีวอก.

พระยามหานัทีสรีบรรพตภูมิพิทักส์ (จั่น) จางวางเมืองนครสวรรค์ เปนบิดา คุนหยิงมหานัทีสรีบรรพตภูมิพิทักส์ (เจิม) เปนมารดา พระยาไกรเพชรรัตนสงครามภักดีพิริยะพาหะ (มิตร) เปนปู่ พันเอก พร้อม จึงได้เลือกนาม "มิตรภักดี" เปนนามสกุล.

เมื่ออายุ 13 ปี ได้สึกสาวิชาหนังสือไทยนะสำนักโรงเรียนวัดเลไลย จังหวัดนครสวรรค์ สึกสาหยู่ประมาน 4 ปี ตามหลักสูตรไนเวลานั้น แล้วลาออกจากโรงเรียน เข้ารับราชการเปนเสมียนกรมกลาง กะซวงวัง ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 15 บาท เมื่อ พ.ส. 2433.

พ.ส. 2434 ย้ายไปเปนเสมียนไนกองข้าหลวงต่างพระองค์มนทลอุดร ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 20 บาท.

ครั้นถึงเดือนกันยายน พ.ส. 2435 ได้ทำการสมรสกับนางสาวเจิม บุตรีหลวงพรหมสัสดี (ภู่) และนางพรหมสัสดี (ขาว) ซึ่งมีเคหะสถานหยู่ไนเมืองจังหวัดพระนครสรีอยุธยา.

พ.ส. 2436 (ร.ส. 112) ทำหน้าที่แพทย์ไนกองข้าหลวงต่างพระองค์มนทลอุดร ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 40 บาท.

พ.ส. 2441 เลื่อนขึ้นเปนผู้ช่วยข้าหลวงคลังมนทลอุดร ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 100 บาท และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบันดาสักดิ์เปนขุนผจงสรรพกิจ แล้วเลื่อนขึ้นเปนหลวงผจงสรรพกิจไน พ.ส. 2442.

พ.ส. 2443 ย้ายไปเปนเสมียนตรากะซวงกลาโหม รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 200 บาท.

พ.ส. 2447 เลื่อนตำแหน่งขึ้นเปนปลัดบัญชีกะซวงกลาโหม ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 300 บาท และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบันดาสักดิ์เปนพระนรินทร์ราชเสนี ไนปีเดียวกันนี้ (ได้ดำรงตำแหน่งปลัดบัญชีกะซวงกลาโหมตลอดมา และได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มปีละ 20 บาททุกปีจนเต็มขั้น 400 บาทไน พ.ส. 2452).

พ.ส. 2451 รับพระราชทานสัญญาบัตรบันดาสักดิ์เปนพระยานรินทร์ราชเสนี (เมื่อได้มีประกาสยกเลิกบันดาสักดิ์ไน พ.ส. 2485 แล้ว พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้ไช้นามตัวและนามสกุลเดิม).

พ.ส. 2453 ย้ายไปเปนผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกะซวงกลาโหม.

พ.ส. 2454 ย้ายไปเปนผู้รั้งเจ้ากรมสัสดี และได้รับยสเปนว่าที่พันเอก และต่อมาไนปีเดียวกันนี้ ได้เปนเจ้ากรมสัสดี คงได้รับพระราชทานเงินเดือนไนอัตราพันเอกชั้น 1 ไนเวลานั้น เดือนละ 400 บาท.

พ.ส. 2455 รับพระราชทานสัญญาบัตรยสทหานเปนพันเอก ต่อมาไนปีเดียวกันนี้ ได้ย้ายไปสำรองราชการกรมพระคชบาลทหานบก แล้วย้ายไปเปนผู้ช่วยอธิบดีกรมแสงสรรพาวุธ.

พ.ส. 2459 รับพระราชทานเงินเดือนไนอัตราพันเอก ชั้น 2 เดือนละ 550 บาท.

พ.ส. 2460 พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้ทำรายงานยื่นต่อกะซวงกลาโหมว่า การงานไนหน้าที่ผู้ช่วยอธิบดีกรมแสงสรรพาวุธมีน้อย ขอไห้เพิ่มงานขึ้น หรือย้าย หรือไห้ออกจากประจำการ กะซวงกลาโหมได้สอบสวนเห็นว่า มีงานน้อยจิง ซึ่งควนเลิกตำแหน่งดั่งกล่าว จึงอนุญาตไห้พันเอก พร้อม มิตรภักดี ออกจากประจำการตามคำสั่งประกาสทหานบก ฉบับที่ 137/12375 พ.ส. 2460 กับตามรายงานพันเอก พร้อม มิตรภักดี ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ส. 2460 พันเอก พร้อม มิตรภักดี จึงเปนนายทหานกองหนุนเบี้ยหวัดสังกัดกรมแสงสรรพาวุธ.

พ.ส. 2463 ซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ ไห้กลับเข้ารับราชการไนกรมบัญชาการพระอัสวราช รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 300 บาท.

พ.ส. 2464 ซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ ไห้เปนปลัดบัญชาการกรมพระอัสวราช และได้รับพระราชทานยสไห้เปนหัวหมื่น ไนปีนี้ ส่วนการทหานนั้น เนื่องแต่ได้กลับเข้ารับราชการเปนปลัดบัญชาการกรมพระอัสวราช กะซวงกลาโหมจึงได้ออกคำสั่งไห้เปนนายทหานกองหนุน ไม่มีเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญ สังกัดกรมแสงสรรพาวุธ.

พ.ส. 2466 รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นเปนเดือนละ 330 บาท.

พ.ส. 2468 ได้ออกจากราชการ รับพระราชทานบำนาญเดือนละ 176 บาท 75 สตางค์.

ไนส่วนสังกัดราชการทางกะซวงกลาโหมนั้น ได้ย้ายมาหยู่ไหนสังกัดกรมพลาธิการทหานบกไน พ.ส. 2470 ครั้นถึง พ.ส. 2471 อายุเกินกำหนดประเภทนายทหานกองหนุน จึงเปนนายทหานนอกราชการ คงสังกัดกรมพลาธิการทหานบก แล้วเปลี่ยนจากสังกัดเดิมมาสังกัดกองบังคับการจังหวัดทหานบกกรุงเทพฯ ไน พ.ส. 2478 ครั้นถึงวันที่ 1 เมสายน พ.ส. 2476 เปนนายทหานพ้นราชการทหานเพราะอายุพ้นกำหนดนายทหานนอกราชการแล้ว.

พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้ไปราชการทัพโดยตามสเด็ดพระเจ้าบรมวงส์เทอ กรมหลวงประจักส์สิลปาคม เมื่อเปนข้าหลวงต่างพระองค์สำเหร็ดราชการเมืองอุดร ซึ่งขนะนั้น ได้มีกรนีพิพาทกับฝรั่งเสสเรื่องเขตแดน.

นอกจากราชการประจำและราชการทัพแล้ว พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้ปติบัติราชการพิเสส คือ

1.เปนข้าหลวงพิเสสตัดสินปักปันเขตแดนเมืองสกลนคร เมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร และทำแผนที่บริเวนเมืองเหล่านี้.

2.เปนข้าหลวงพิเสสไปรับข้าหลวงฝรั่งเสสซึ่งสำเหร็ดราชการฝ่ายแม่น้ำโขงนะที่เมืองเวียงจันทน์

3.ได้เปนผู้รักสาพยาบาลคนป่วยไข้ที่ก่อนเข้ามากองทัพไน พ.ส. 2436 (ร.ส. 112) และเมื่อรักสาพยาบาลหายแล้ว ก็ส่งคนหายป่วยเข้าประจำกองทัพทางแก่งเจ๊กและนะเมืองหล่มสักดิ์.

4.ได้ตรวดราชการทางแม่น้ำโขงและทำหน้าที่สื่อสารด้วยราชการสำคันต่าง ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับมนทลอุดรหลายครั้ง.

5.ได้ทำแผนที่ตั้งแต่จังหวัดสระบุรีผ่านดงพระยากลางจนถึงจังหวัดหนองคาย.

6.ได้ทำการแทนปลัดทูลฉลองกะซวงกลาโหม 4 ครั้ง.

พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรน์ ดั่งต่อไปนี้

1. พ.ส. 2436 เหรียนรัชดาภิเสก
2. พ.ส. 2437 เหรียนจักรพัดิมาลา
3. พ.ส. 2441 เหรียนประพาสมาลา
4. พ.ส. 2444 ตรามงกุดสยาม ชั้นที่ 5
5. พ.ส. 2446 เหรียนทวีธาภิเสก
6. พ.ส. 2450 เหรียนรัชมงคล
7. พ.ส. 2451 เหรียนรัชมังคลา
8. พ.ส. 2452 เหรียนบุสปมาลา
9. พ.ส. 2354 เสมา ส.ผ. ทองคำลงยาประดับเพชร
10. พ.ส. 2454 เหรียนบรมราชาภิเสก
11. พ.ส. 2456 ตราช้างเผือก ชั้นที่ 4
12. พ.ส. 2458 เสมาทองคำมีอักสรพระบรมนามาภิธัยย่อ ว.ป.ร. ลงยา ชั้น 3
13. พ.ส. 2459 เข็มข้าหลวงเดิม
14. พ.ส. 2459 ตรามงกุดสยาม ชั้นที่ 3
15. พ.ส. 2466 ตราช้างเผือก ชั้นที่ 3
16. พ.ส. 2468 เข็มอักสรพระบรมนามาภิธัยย่อ ร.ร.6 ชั้น 2
17. พ.ส. 2468 เหรียนบรมราชาภิเสก (เงิน)
18. พ.ส. 2475 เหรียนเฉลิมพระนคร 150 ปี เงิน

พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้มีบุตรและธิดาดั่งต่อไปนี้

1. เด็กชาย ไม่ปรากตนาม (ถึงแก่กัม)
2. นายบริบูรน์ มิตรภักดี
3. ด.ย.พูนสวัสดิ์ มิตรภักดี (ถึงแก่กัม)
4. พันตรี หลวงทัสนัยนิยมสึก (ทัสนัย มิตรภักดี) (ถึงแก่กัม)
5. นางประไพพิส เกตุรายนาก
6. พันโท สวัสดิ์ สวัสดิ์รนภักดิ์
7. นางอัมพร ภุมโรดม
8. ด.ย.พจนา มิตรภักดี
9. ด.ช.พาที มิตรภักดี

พันเอก พร้อม มิตรภักดี ได้ป่วยเปนโรคอำมะพาธมาหลายปี ภรรยาและบุตรธิดาได้ช่วยกันหาแพทย์มารักสา และได้ช่วยพยาบาล อาการมีแต่ซงกับซุดตลอดมา ได้ถึงแก่กัมเมื่อวันที่ 7 กรกดาคม พ.ส. 2486 นะบ้านเลขที่ 547 ถนนเพชรบุรี จังหวัดพระนคร

เพื่อเปนอนุสรน์แก่พันตรี หลวงทัสนัยนิยมสึก ซึ่งได้ทำความชอบแก่ประเทสชาติโดยเปนหัวหน้าไนการเปลี่ยนแปลงการปกครองขอพระราชทานรัถธัมนูญผู้หนึ่ง จึงได้ซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบทองลายสลักและเครื่องยสประกอบสพแก่พันเอก พร้อม มิตรภักดี.

หนังสือพงสาวดารฉบับนี้ หลวงประเสิดอักสรนิติ (แพ ปเรียญ) ไปได้มาจากบ้านราสดรแห่งหนึ่ง เอามาให้แก่หอสมุดวชิรญาณเมื่อนะวันที่ 19 มิถุนายน ร.ส. 126.

ได้อ่านดูหนังสือพงสาวดารฉบับนี้ ได้ความว่าเรียบเรียงไว้แต่เมื่อจุลสักราช 1042 ไนแผ่นดินพระนารายน์ ข้อความคล้ายกับพงสาวดารย่อตอนต้นฉบับกรมสมเด็ดพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ฉบับนี้มีข้อความแปลกและต่างไปหลายแห่ง บางแห่งเห็นว่าเปนหลักถานจะถูกต้องดีกว่าพงสาวดารฉบับอื่นที่ได้เห็นแล้ว ยกตัวอย่างดังตอนแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ พงสาวดารฉบับอื่นว่า เสวยราชสมบัติหยู่นะกรุงเก่า ซงสร้างวิหารวัดจุลามนี แล้วสเด็ดออกซงผนวชหยู่ที่วัดนั้น 8 เดือน จึงลาผนวช ความข้อนี้ ได้ค้นคว้าหาวัดจุลามนีไนกรุงเก่ากันนักแล้ว ยังไม่ได้ความว่าวัดจุลามนีหยู่ที่ไหนจนทุกวันนี้ มาได้ความตามพงสาวดารฉบับนี้ว่าพระบรมไตรโลกนาถสเด็ดขึ้นไปครองราชสมบัติหยู่นะเมืองพิสนุโลก สร้างวิหารวัดจุลามนีที่นั่น ซงผนวชที่นั่น และสวรรคตที่นั่น วัดจุลามนีที่เมืองพิสนุโลกมีจริง ๆ ด้วย จึงเห็นว่าเปนหลักถานหยู่อย่างหนึ่ง ยังอิกแห่งหนึ่งซึ่งควนจะสังเกตไนเรื่องศึกพระเจ้าหงษาวดีครั้งแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ พงสาวดารฉบับอื่นไม่มีพระนามพระเจ้าหงสาวดี ทำไห้เข้าไจว่า พระเจ้าหงสาวดีที่มาตีกรุงเก่า คือ พระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำพระองค์เดียว แต่ความไนพงสาวดารพะม่าเขาว่า 2 พระองค์ พงสาวดารฉบับนี้มีพระนามพระเจ้าหงสาวดีปรากตเปน 2 พระองค์ตรงกับพงสาวดารพะม่า แปลกกับฉบับอื่น ๆ ไนข้อนี้ด้วย และยังมีที่แปลกอีกหลายแห่ง.

หนังสือพงสาวดารฉบับนี้เปนสมุดไทย เขียนตัวรง ลายมือเขียนหนังสือดูเหมือนจะเปนฝีมือครั้งกรุงเก่าตอนปลายหรือครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร ของเดิมเห็นจะเปน 2 เล่มจบ แต่ได้มาแต่เล่ม 1 เล่มเดียว.

กัมการหอสมุดวชิรญานเห็นว่า หนังสือพงสาวดารฉบับนี้ เมื่อได้ตรวดพิจารนาดูแล้ว ทั้งลายมือที่เขียนและโวหารที่แต่ง เห็นว่า เปนหนังสือเก่า ไม่มีเหตุหย่างไดจะควนสงไสยว่า ได้มีผู้แก้ไขแซกแซงไห้วิปลาสไนชั้นหลังนี้ จึงได้สั่งไห้ลงพิมพ์ไว้ไห้ปรากต ป้องกันมิไห้หนังสือเรื่องนี้สาบสูญไปเสีย ไนการที่พิมพ์นั้น แห่งไดหนังสือไนต้นฉบับเส้นรงเลือนพอสังเกตเห็นตัวหนังสือได้ก็ดี ที่สังเกตเห็นไม่ได้ทีเดียวก็มีบ้างแห่ง ได้วงเล็บมือไว้เปนสำคันไนที่ตัวหนังสือลบเลือนนั้นทุก ๆ แห่ง.


วันที่ 26 สิงหาคม ร.ส. 126
ดำรงราชานุภาพ


สุภมัสดุ 1042 สก วอกนัก(สัตร นะวัน 4) 12 5 ค่ำ (พ.ส. 2223) ซงพระ(กรุนาโปรด)เหนือเกล้าเหนือกะหม่อมสั่งว่า ไห้เอากดหมายเหตุของพระ(โหราเขียน)ไว้แต่ก่อน แลกดหมายเหตุซึ่งหาได้แต่หอหนังสือ แลเหตุซึ่งมีไนพระราชพงสาวดารนั้น ไห้คัดเข้าด้วยกันเปนแห่งเดียว ไห้ระดับสักราชกันมาคุงเท่าบัดนี้

จุลสักราช 686 ชวดสก (พ.ส. 1867) แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าเจ้าพะแนงเชิง

สักราช 712 ขาลสก (พ.ส. 1893) วัน (6 6 5) ค่ำ เวลารุ่งแล้ว 3 นาลิกา 9 บาท แรกสถาปนากรุงพระนครสรีอยุธยา

สักราช 731 รกาสก (พ.ส. 1912) แรกส้างวัดพระราม ครั้งนั้น สมเด็ดพระรามาธิบดีเจ้าสเด็ดนรึพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็ดพระ(ราเม)สวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ครั้นเถิงสักราช 732 จอสก (พ.ส. 1913) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าสเด็ดมาแต่เมืองสุพรรนบุรีขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา แลท่านจึงไห้สมเด็ดพระราเมสวรเจ้าสเด็ดไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี

สักราช 733 กุนสก (พ.ส. 1914) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าสเด็ดไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวง

สักราช 734 ชวดสก (พ.ส. 1915) สเด็ดไปเอาเมืองนครพังค่าแลเมืองแสงเชรา ได้เมือง

สักราช 735 ฉลูสก (พ.ส. 1916) สเด็ดไปเมืองชากัง(ราว และพระญา)ไสแก้วแลพระญาคำแหงเจ้าเมืองชากังราวออกต่อรบท่าน ๆ (ได้ค่าพระญา)ไสแก้วตาย แลพระญาคำแหงแลพลทั้งปวงหนีเข้าเมืองได้ แลทัพ(หลวง)สเด็ดกลับคืนมา

สักราช 736 ขาลสก (พ.ส. 1917) สมเด็ดพระบรมราชา(ธิราช)เจ้าแลพระมหาเถรธรรมากัลญานแรกสถาปนาพระสรีรัตนมหาธาตุฝ่ายบูรพทิสน่าพระบันชั้นสิงห์สูงเส้น 3 วา

สักราช 737 เถาะสก (พ.ส. 1918) สเด็ดไปเอาเมืองพิสนุโลก แลได้ตัวขุนสามแก้วเจ้าเมือง แลครัว(อพ)ยบมาครั้งนั้นมาก

สักราช 738 มะโรงสก (พ.ส. 1919) สเด็ดไปเอาเมือง(ชากังราว)เล่า ครั้งนั้น พระญาคำแหงแลท้าวผ่าคองคิดด้วยกันว่า จะยอทัพ(หลวง และจะ)ทำมิได้ แลท้าวผ่าคองเลิกทัพหนี แลจึงสเด็ดยกทัพหลวงตาม แลท้าวผ่าคองนั้นแตก แลจับได้ตัวท้าวพระญาแลเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แลทัพหลวงสเด็ดกลับคืน

สักราช (740) มะเมียสก (พ.ส. 1921) สเด็ดไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้น มหาธัมราชาออกรบทัพหลวงเปนสามาถ แลเห็นว่า จะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธัมราชาออกถวายบังคม

สักราช 748 ขาลสก (พ.ส. 1929) สเด็ดไปเอาเมืองเชียงไหม่ แลไห้เข้าปล้นเมืองนครลำภางมิได้ จึงแต่งหนังสือไห้เข้าไปแก่หมื่นนครเจ้าเมืองนครลำภาง ๆ นั้นจึงออกมาถวายบังคม แลทัพหลวงสเด็ดกลับคืน

สักราชได้ 750 มะโรงสก (พ.ส. 1931) สเด็ดไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้น สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าซงพระประชวรหนักแลสเด็ดกลับคืน ครั้นเถิงกลางทาง สมเด็ดพระบรมราชาเจ้านรึพาน แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยาได้ 7 วัน จึงสมเด็ดพระราเมสวรยกพลมาแต่เมืองลพบุรีขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา แลท่านจึงไห้พิฆาตเจ้าทองลันเสีย

สักราช 757 กุนสก (พ.ส. 1938) สมเด็ดพระราเมสวรเจ้านรึพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระยารามเสวยราชสมบัติ

สักราช 771 ฉลูสก (พ.ส. 1952) สมเด็ดพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านไห้กุมเจ้าเสนาบดี ๆ หนีรอด (แลข้ามไป)หยู่ฟากปท่าคูจามนั้น และเจ้าเสนาบดีจึงไห้ไปเชินสมเด็ด(พระอินท)ราชาเจ้ามาแต่เมืองสุพรรณบุรีว่า จะยกเข้ามาเอาพระนครสรีอยุธยาถวาย ครั้นแลสมเด็ดพระอินทราชาเจ้าสเด็ดมาเถิงไซ้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครสรีอยุทธยาได้ จึงเชินสมเด็ดพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติ แลท่านจึงไห้สมเด็ดพระญารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจาม

สักราช 781 กุนสก (พ.ส. 1962) มีข่าวมาว่า พระมหาธัมราชาธิราชเจ้านรึพาน แลเมืองเหนือทั้งปวงเปนจลาจล แลจึงสเด็ดขึ้นไปถึงเมืองพระบาง ครั้งนั้น พระญาบาลเมืองแลพระญารามออกถวายบังคม

สักราช 786 มะโรงสก (พ.ส. 1967) สมเด็ดพระอินทราชาเจ้าซง(ประ)ชวรนรึพาน ครั้งนั้น เจ้าอ้ายพระญาแลเจ้ายี่พระญาพระราชกุมารท่านชนช้างด้วยกันนะสะพานป่าถ่านเถิงพิราลัยทั้ง 2 พระองค์ที่นั้น จึงพระราชกุมารเจ้าสามพระญาได้เสวยราชสมบัติพระนครอยุ(ธยา ซงพระ)นาม สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้า แลท่านจึงไห้ก่อพระเจดีย์สองพระองค์สวมที่เจ้าพระญาอ้ายแลเจ้าพระญายี่ชนช้างด้วยกันเถิง(อนิจ)ภาพตำบลป่าถ่านนั้น ไนสักราชนั้น ท่านสถาปนาวัดราชบุน

สักราช 793 กุนสก (พ.ส. 1974) สมเด็ดพระบรมราชาเจ้าสเด็ดไปเอาเมือง(นครหลวง)ได้ แลท่านจึงไห้พระราชกุมารท่านพระนครอินทร์เจ้าเสวยราชสมบัตินะเมืองนครหลวงนั้น ครั้งนั้น ท่านจึงไห้พระญาแก้วพระญาไทยและรูปภาพทั้งปวงมายังพระนครสรีอยุธยา

สักราช 800 มะเมียสก (พ.ส. 1981) ครั้งสมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าสร้างวัดมะเหยงคน์เสวยราชสมบัติ แลสมเด็ดพระราเมสวร(เจ้าผู้เปน)พระราชกุมารท่านสเด็ดไปเมืองพิสนุโลก ครั้งนั้น เห็นน้ำพระเนตรพระพุทธเจ้าพระชินราชตกออกมาเปนโลหิต

สักราช 802 วอกสก (พ.ส. 1983) ครั้งนั้น เกิดเพลิงไหม้พระราชมนเทียร

สักราช 803 รกาสก (พ.ส. 1984) ครั้งนั้น เกิดเพลิงไหม้พระที่นั่งตรีมุข

สักราช 804 จอสก (พ.ส. 1985) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าสเด็ดไปเอาเมืองเชียงไหม่ แลเข้าปล้นเมืองมิได้ พอซงพระประชวร แลทัพหลวงสเด็ดกลับคืน

สักราช 806 ชวดสก (พ.ส. 1887) สเด็ดไปปราบพัค แลตั้งทัพหลวงตำบนปะทายเขสม ครั้งนั้น ได้เชลย 120,000 ทัพหลวงสเด็ดกลับ(คืน)

สักราช 810 มะโรงสก (พ.ส. 1991) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้านรึพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็ดพระราเมสวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ซงพระนาม สมเด็ดพระบรมไตรโลกเจ้า

สักราช 813 มะแมสก (พ.ส. 1994) ครั้งนั้น มหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้ แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ ก็เลิกทัพกลับคืน

สักราช 816 จอสก (พ.ส. 1997) ครั้งนั้น คนทั้งปวงเกิดทรพิสตายมากนัก

สักราช 817 กุนสก (พ.ส. 1998) แต่งทัพไห้ไปเอาเมืองมลากา

สักราช 818 ชวดสก (พ.ส. 1999) แต่งทัพไห้ไปเอาเมืองลีสบทีน ครั้งนั้น สเด็ดหนุนทัพขึ้นไปตั้งทัพหลวงตำบนโคน

สักราช 819 ฉลูสก (พ.ส. 2000) ครั้งนั้น ข้าวแพงเปนทนานแล 800 เบี้ย เมื่อคิดเสมอเบี้ยเฟื้องแล 800 นั้น เกียนหนึ่งเปนเงินสามชั่งสิบบาท

สักราช 820 ขาลสก (พ.ส. 2001) ครั้งนั้น ไห้บุนพระสาสนาบริบูรน์ แลหล่อรูปพระโพธิสัตว์ 500 ชาติ

สักราช 822 มะโรงสก (พ.ส. 2003) เล่นการมหรสพฉลองพระ แลพระราชทานแก่สงค์แลพราหมน์แลพรรนิพกทั้งปวง ครั้งนั้น พระญาซเลียงคิดเปนขบถ พาเอาครัวทั้งปวงไปออกแต่มหาราช

สักราช 823 มะเส็งสก (พ.ส. 2004) พระญาซเลียงนำมหาราชมาจะเอาเมืองพิสนุโลก เข้าปล้นเมืองเปนสามาถ มิได้เมือง แลจึงยกทัพเปร่อไปเอาเมืองกำแพงเพชร แลเข้าปล้นเมืองเถิงเจ็ดวัน มิได้เมือง แลมหาราชก็เลิกทัพคืนไปเชียงไหม่

สักราช 824 มะเมียสก (พ.ส. 2005) เมืองนครไทยพาเอาครัวอพยบหนีไปนาน แลไห้พระกลาโหมไปตามได้คืนมา แล้วพระกลาโหมยกพลไปเอาเมืองสุโขไทย ได้เมืองคืนดุจเก่า

สักราช 825 มะแมสก (พ.ส. 2006) สมเด็ดพระบรมไตรโลกเจ้าไปเสวยราชสมบัติเมืองพิสนุโลก แลตรัดไห้พระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา ซงพระนาม สมเด็ดบรมราชา ครั้งนั้น มหาราชท้าวลูกยกพลมาเอาเมืองสุโขทัย จึงสมเด็ดพระบรมไตรโลกเจ้าแลสมเด็ดพระอินทราชาสเด็ดไปกันเมือง แลสมเด็ดพระราชาเจ้าตีทัพพระยาเถียนแตก แลทัพท่านมาปะทัพหมื่นนคร แลท่านได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร แลครั้งนั้น เปนโกลาหลไหย่ แลข้าเสิกลาวทั้งสี่ช้างเข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งช้างเดียวนั้น ครั้งนั้น สมเด็ดพระอินทราชาเจ้าต้องปืนนะพระพักตร แลทัพมหาราชนั้นเลิกกลับคืนไป

สักราช 826 วอกสก (พ.ส. 2007) สมเด็ดพระบรมไตรโลกเจ้าส้างพระวิหารวัดจุลามณี

สักราช 827 รกาสก (พ.ส. 2008) สมเด็ดพระบรมไตรโลกเจ้าซงพระผนวชนะวัดจุลามณีได้ 8 เดือน แล้วลาพระผนวช

สักราช 830 ชวดสก (พ.ส. 2011) ครั้งนั้น มหาราชท้าวบุญชิงเอาเมืองเชียงไหม่แก่ท้าวลูก

สักราช 833 เถาะสก (พ.ส. 2014) ได้ช้างเผือก

สักราช 834 มะโรงสก (พ.ส. 2015) พระราชสมภพพระราชโอรสท่าน

สักราช 835 มะเส็งสก (พ.ส. 2016) หมื่นนครได้ลอกเอาทองพระเจ้าลงมาหุ้มดาบ

สักราช 836 มะเมียสก (พ.ส. 2017) สเด็ดไปเอาเมืองซเลียง

สักราช 837 มะแมสก (พ.ส. 2018) มหาราชขอมาเปนไมตรี

สักราช 839 รกาสก (พ.ส. 2020) แรกตั้งเมืองนครไทย

สักราช 841 กุนสก (พ.ส. 2020) พระญาสีหราชเดโชเถิงแก่กัม

สักราช 842 ชวดสก (พ.ส. 2022) พระญาล้านช้างเถิงแก่กัม แลพระราชทานไห้อภิเสกพระยาซ้ายขาวเปนพระญาล้านช้างแทน

สักราช 844 ขาลสก (พ.ส. 2023) ท่านไห้เล่นการมหรสพ 15 วันฉลองพระสรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงพระราชนิพนธ์มหาชาติคำหลวงจบบริบูรน์

สักราช 845 เถาะสก (พ.ส. 2025) สมเด็ดพระบรมราชาเจ้าสเด็ดไปวังช้างตำบนไทรย้อย

สักราช 846 มะโรงสก (พ.ส. 2026) สมเด็ดพระเชตถาธิราชเจ้าแลสมเด็ดพระราชโอรสสมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าซงพระผนวชทั้ง 2 พระองค์

สักราช 847 มะเส็งสก (พ.ส. 2027) พระราชโอรสท่านลาพระผนวช แลประดิสถานพระองค์นั้นไว้ไนที่พระมหาอุปราช

สักราช 848 มะเมียสก (พ.ส. 2029) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าไปวังช้างตำบนสำริทธิบูรน์

สักราช 849 มะแมสก (พ.ส. 2030) ท้าวมหาราชลูกพิราไลย

สักราช 850 วอกสก (พ.ส. 2031) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้าสเด็ดไปเอาเมืองทวาย แลเมื่อจะเสียเมืองทวายนั้น เกิดอุบาทว์เปนหลายประการ โคตกลูกตัวหนึ่งเปนแปดเท้า ไก่ฟักไข่ออกตัวหนึ่งเปนสี่เท้า ไก่ฟักไข่สามค่องออกลูกเปนหกตัว อนึ่ง ข้าวสารงอกเปนไบ อนึ่ง ไนปีเดียวนั้น สมเด็ดพระบรมไตรโลกสเด็ดนรึพานนะเมืองพิสนุโลก

สักราช 852 จอสก (พ.ส. 2033) แรกไห้ก่อกำแพงเมืองพิไชย

สักราช 853 กุนสก (พ.ส. 2034) สมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้านรึพาน จึงสมเด็ดพระเชตถาธิราชเจ้าเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา ซงพระนาม สมเด็ดพระรามาธิบดี

สักราช 854 ชวดสก (พ.ส. 2035) ประดิสถานมหาสถูปพระบรมธาตุสมเด็ดพระบรมไตรโลกและสมเด็ดพระบรมราชาธิราชเจ้า

สักราช 858 มะโรงสก (พ.ส. 2039) ท่านประพรึติการเบญจาพิธพระองค์ท่านแลไห้เล่นการดึกดำบรรพ์

สักราช 859 มะเส็งสก (พ.ส. 2040) ท่านไห้ทำการปถมกัม

สักราช 861 มะแมสก (พ.ส. 2042) แรกส้างพระวิหารวัดสรีสรรเพชญ์

สักราช 862 วอกสก (พ.ส. 2043) สมเด็ดพระรามาธิบดีเจ้าแรกไห้หล่อพระพุทธเจ้าพระสรีสรรเพชญ์ แลแรกหล่อไนวัน 1 8 6 ค่ำ ครั้นเถิงสักราช 865 กุนสก (พ.ส. 2046) วัน 6 11 8 ค่ำ ฉลองพระพุทธเจ้าพระสรีสรรเพชญ์ คนะนาพระพุทธเจ้านั้นแต่พระบาทเถิงยอดพระรัสมีนั้นสูงได้ 8 วา พระพักตรนั้นยาวได้ 4 สอก กว้างพระพักตรนั้น 3 สอก แลพระอุระนั้นกว้าง 11 สอก แลทองหล่อพระพุทธเจ้านั้นหนัก 5 หมื่น 3 พันชั่ง ทองคำหุ้มนั้นหนักสองร้อยแปดสิบหกชั่ง ข้างหน้านั้นทองเนื้อ 7 น้ำสองขา ข้างหลังนั้นทองเนื้อ 6 น้ำสองขา

สักราช 877 กุนสก (พ.ส. 2058) วัน 3 15 11 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 8 ชั้น 3 เริกส์ 9 เริกส์ สมเด็ดพระรามาธิบดีสเด็ดไปเมืองน(คร)ลำ(ภาง ได้)เมือง

สักราช 880 ขาลสก (พ.ส. 2061) ครั้งสมเด็ดพระรามาธิบดีส้างพระสรีสรรเพชญ์เสวยราชสมบัติ แรกตำราพิไชยสงคราม แลแรก(ทำสารบาญ)ชีพระราชสำริทธิ์ทุกเมือง

สักราช 886 วอกสก (พ.ส. 2067) (ครั้ง)นั้น เห็น(งา)ช้างต้นเจ้าพระญาปราบแตกข้างขวายาวไป อนึ่ง ไนเดือน(นั้น มีผู้ทอดบัตร)สนเท่ห์ (ครั้งนั้น ไห้)ค่าขุนนางเสียมาก

สักราช 887 รกาสก (พ.ส. 2068) สิ้นทั้งปวง อนึ่ง แผ่นดินไหวทุกเมืองแล้ว แลเกิดอุบาทว์เปนหลายประการ ครั้นรุ่งปี ขึ้นสักราช 888 จอสก (พ.ส. 2069) (ข้าวสารแพง)เปน 3 ทนานต่อเฟื้องเบี้ยแปดร้อย เกียนหนึ่งเปนเงินชั่งหกตำลึง ครั้งนั้น ประดิสถานสมเด็ดหน่อพุทธางกูรเจ้าไนที่อุปราช แลไห้สเด็ดขึ้นไปครองเมืองพิสนุโลก

สักราช 891 ฉลูสก (พ.ส. 2072) เห็นอากาสนิมิตรเปนอินท์ธนูแต่ทิสหรดีผ่านอากาสมาทิสพายัพ มีพรรนขาว วัน 1 8 12 ค่ำ สมเด็ดพระรามาธิบดีเจ้าสเด็ดพระที่นั่งหอพระ ครั้นค่ำลงวัน(นั้น) สมเด็ดพระรามาธิบดีเจ้านรึพาน จึงสมเด็ดพระอาทิจเจ้าเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา ซงพระนาม สมเด็ดบรมราชาหน่อพุทธางกูร

สักราช 895 มะเส็งสก (พ.ส. 2076) สมเด็ดพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเจ้านรึพาน จึงสมเด็ดพระราชกุมารได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นเถิงสักราช 896 มะเมียสก (พ.ส. 2077) พระราชกุมารท่านนั้นเปนเหตุ จึงได้ราชสมบัติแก่พระชัยราชาธิราชเจ้า

สักราช 900 จอสก (พ.ส. 2081) แรกไห้พูนดินนะวัดชีเชียง ไนเดือนหกนั้น แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าแลพระเจดีย์ เถิงเดือน 11 สเด็ดไปเชียงไกรเชียงกราน เถิงเดือน 4 ขึ้น 9 ค่ำ เพลาค่ำประมานยามหนึ่ง เกิดลมพยุพัดหนักหนา แลคอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองมานั้นหัก แลเรือไกรแก้วนั้นทลาย อนึ่ง เมื่อสเด็ดมาแต่เมืองกำแพงเพชรนั้นว่า พระญานารายน์คิดเปนขบถ แลไห้กุมเอาพระญานารายน์นั้นค่าเสียไนเมืองกำแพงเพชร

สักราช 907 มะเส็งสก (พ.ส. 2088) วัน 4 4 7 ค่ำ สมเด็ดพระชัยราชาธิราชเจ้าสเด็ดไปเชียงไหม่ ไห้พระญาพิสนุโลกเปนทัพหน้า แลยกพลออกตั้งทัพชัยตำบลบางบาน นะวัน 7 14 7 ค่ำ จึงยกทัพหลวงจากที่ทัพชัยไปเมืองกำแพงเพชร เถิงนะวัน 3 9 7 ค่ำ สเด็ดออกตั้งทัพชัยนะเมืองกำแพงเพชร นะวัน 1 14 7 ค่ำ ยกทัพไปตั้งเชียงทอง แล้วยกไปตั้งนะเมืองเชียงไหม่ เถิงนะวัน 1 4 9 ค่ำ ทัพหลวงสเด็ดกลับคืนจากเมืองเชียงไหม่ เถิงวัน 5 15 9 ค่ำ ทัพหลวงเถิงเมืองกำแพงเพชร แล้วจึงสเด็ดมายังพระนครสรีอยุธยา ฝ่ายพระนครสรีอยุธยานั้น ไนวัน 4 4 3 ค่ำ เกิดเพลิงไหม้เถิง 3 วันจึงดับได้ แลจึงมีบาญชีเรือนเพลิงไหม้นั้น 10,050 เรือน นะวัน 1 11 2 ค่ำ สมเด็ดพระชัยราชาธิราชเจ้าสเด็ดไปเมืองเชียงไหม่ แลไห้พระญาพิสนุโลกเปนทัพหน้า แลยกทัพหลวงสเด็ดไปเมืองกำแพงเพชร แรมทัพหลวงหยู่นะเมืองกำแพงเพชรนั้นเดือนหนึ่ง เถิงนะวัน 5 6 3 ค่ำ สเด็ดออกตั้งทัพชัย เถิงนะวัน 1 9 3 ค่ำ จึงยกทัพหลวงสเด็ดไปเมืองเชียงไหม่ แลนะวัน 3 3 4 ค่ำ ได้เมืองลำพูนชัย วัน 6 13 4 ค่ำ มีอุบาทว์ เห็นเลือดติดหยู่นะประตูบ้านแลเรือนแลวัดทั้งปวงไนเมืองแลนอกเมืองทั่วทุกตำบน เถิงนะวัน 2 15 4 ค่ำ ยกทัพหลวงสเด็ดจากเมืองเชียงไหม่มายังพระนครสรีอยุธยา

สักราช 908 มะเมียสก (พ.ส. 2089) เดือน 6 นั้น สมเด็ดพระชัยราชาธิราชเจ้านรึพาน จึงสมเด็ดพระเจ้ายอดฟ้าพระราชกุมารท่านเสวยราชสมบัติพระนครสรีอยุธยา ไนปีนั้น แผ่นดินไหว

สักราช 910 วอกสก (พ.ส. 2091) วัน 7 5 5 ค่ำ สเด็ดออกสนาม ไห้ชนช้าง แลงาช้างพระญาไฟนั้นหักเปน 3 ท่อน อนึ่ง หยู่ 2 วัน ช้างต้นพระฉัททันต์ไล่ร้องเปนเสียงสังข อนึ่ง ประตูไพชยนต์ร้องเปนอุบาทว์ เถิงวัน 1 5 8 ค่ำ สมเด็ดพระเจ้ายอดฟ้าเปนเหตุ จึงขุนชินราชได้ราชสมบัติ 42 วัน แลขุนชินราชแลแม่ญั่วสรีสุดาจันทเปนเหตุ จึงเชิญสมเด็ดพระเธียรราชาธิราชเสวยราชสมบัติ ซงพระนาม สมเด็ดพระมหาจักรพัดิ แลครั้นเสวยราชสมบัติได้ 7 เดือน พระยาหงสาปังเสวกียกพลมายังพระนครสรีอยุธยาไนเดือน 4 นั้น เมื่อสมเด็ดพระมหาจักรพัดิเจ้าสเด็ดออกไปรบเสิกหงสานั้น สมเด็ดพระองค์มเหสี แลสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระราชบุตรี สเด็ดซงช้างออกไปโดยสเด็ดด้วย แลเมื่อได้รบเสิกหงสานั้น ทัพหน้าแตกมาปะทัพหลวงเปนโกลาหลไหย่ แลสมเด็ดพระองค์มเหสี แลสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระราชบุตรีนั้น ได้รบด้วยข้าเสิกเถิงสิ้นพระชนม์กับคอช้างนั้น แลเสิกหงสาครั้งนั้น เสียสมเด็ดพระมหาธัมราชาธิราชเจ้า และสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระราเมสวร ไปแก่พระญาหงสา แลจึงเอาพระญาปราบแลช้างต้นพระญานุภาพตามไปส่งไห้พระญาหงสาเถิงเมืองกำแพงเพชร แลพระญาหงสาจึงส่งพระมหาธัมราชาธิราชเจ้า สมเด็ดพระราเมสวรเจ้า มายังพระนครสรีอยุธยา

สักราช 911 รกาสก (พ.ส. 2092) นะวัน 7 10 2 ค่ำ ได้ช้างเผือกพลายตำบนป่าตะนาวสรี สูง 4 สอกมีเสส ชื่อ ปัจจัยนาเคนทร์ ครั้งนั้น แรกไห้ก่อกำแพงพระนครสรีอยุธยา

สักราช 912 จอสก (พ.ส. 2093) เดือน 8 ขึ้น 2 ค่ำ ทำการพระราชพิธีปถมกัมสมเด็ดพระมหาจักรพัดิเจ้าตำบนท่าแดง พระกัมวาจาเปนพรึถิบาส พระพิเชตถ์เปนอัสดาจารย์ พระอินโทรเปนกรมการสักราช 914 ชวดสก (พ.ส. 2095) ครั้งนั้น ไห้แปลงเรือแซเปนเรือชัยแลหัวสัตว

สักราช 915 ฉลูสก เดือน 7 นั้น (พ.ส. 2096) แรกทำการพระราชพิธีมัธยมยกัมสมเด็จพระมหาจักรพัดิตำบนชัยนาทบุรี

สักราช 916 ขาลสก (พ.ส. 2097) สเด็ดไปวังช้างตำบนบางลมุง ได้ช้างพลายพัง 60 ช้าง อนึ่ง ไนเดือน 12 นั้น ได้ช้างพลายเผือกตำบนป่ากาญจนบุรี สูง 4 สอกมีเสส ชื่อ พระคเชนโทรดม

สักราช 917 เถาะสก (พ.ส. 2098) วัน 2 7 7 ค่ำ ได้ช้างเผือกพลายตำบนป่าเพชรบุรี สูง(สี่สอกคืบหนึ่งช้าง ชื่อ พระ)แก้วซงบาตร์.

สักราช 918 มะโรงสก (พ.ส. 2098) เดือน 12 (แต่งทัพไปละแวก) พระยาองคสวรรคโลกเปนทัพหลวง ถือพล (30000 ไห้พระ)มหามนตรีถืออาชญาสิทธิ พระมหา(เทพถือวัวเกียน 11 ... ...) ฝ่ายทัพเรือไซ้ พระญาเยาวเปนนายกอง ครั้งนั้น ลมพัดขัด ทัพเรือมิทันทัพบก และพระญารามลักสน์(ซึ่ง)เกนฑ์เข้าทัพบกนั้นเข้าบุกทัพไนกลางคืน แลทัพพระญารามลักสน์นั้นแตกมาปะทัพไหย่ ครั้งนั้น เสียพระญาองคสวรรคโลกนายกองแลช้างม้ารี้พลมาก

สักราช 919 มะเส็งสก (พ.ส. 2100) วัน 1 1 4 ค่ำ เกิดเพลิงไหม้ไนพระราชวังมาก อนึ่ง ไนเดือน 3 นั้น ทำการพระราชพิธีอาจาริยาภิเสก แลทำการพระราชพิธีอินทราภิเสกไนวังไหม่ อนึ่ง เดือน 4 นั้น พระราชทานสัตดกมหาทาน แลไห้ช้างเผือกพระราชทาน มีกองเชิงเงิน 4 เท้าช้างนั้น เปนเงิน 1,600 บาท แลพระราชทานรถ 7 รถเทียมด้วยม้า แลมีนางสำหรับรถนั้นเสมอรถ 7 นาง อนึ่ง ไนเดือน 7 นั้น สเด็ดไปวังช้างตำบนโตรกพระ ได้ช้างพลายพัง 60 ช้าง

สักราช 921 มะแมสก (พ.ส. 2102) สเด็ดไปวังช้างตำบนแสนตอ ได้ช้างพลายพัง 40ช้าง

สักราช 922 วอกสก (พ.ส. 2103) สเด็ดไปวังช้างตำบนวัดไก่ ได้ช้างพลายพัง 50 ช้าง อนึ่ง หยู่ไนวัน 7 8 12 ค่ำ ได้ช้างเผือก แลตาช้างนั้นมิได้เปนเผือก แลลูกติดมาด้วยตัวหนึ่ง

สักราช 923 รกาสก (พ.ส. 2104) พระสรีสิลป์บวดหยู่วัดมหาธาตุ แล้วหนีออกไปหยู่ตำบนม่วงมดแดง แลพระสังคราชวัดป่าแก้วไห้เริกส์แก่พระสรีสิลป์ไห้เข้ามาเข้าพระราชวังนะวัน 7 1 9 ค่ำ ครั้งนั้น พระยาสีหราชเดโชเปนโทสรับพระราชอาชญาหยู่ แลพระญาสีหราชเดโชจึงไห้ไปว่าแก่พระสรีสิลป์ว่า ครั้นพ้นวันพระแล้ว จะไห้ลงพระราชอาชญาค่าพระญาสีหราชเดโชเสีย แลขอไห้เร่งยกเข้ามาไห้ทันแต่ไนวันพระนี้ แลพระสรีสิลป์จึงยกเข้ามาแต่ไนวัน 5 14 8 ค่ำ เพลาเย็นนั้น มาแต่กรุง ครั้นรุ่งขึ้นไนวันพระนั้น พระสรีสิลป์เข้าพระราชวังได้ ครั้งนั้น ได้พระสรีสิลป์มรนะภาพไนพระราชวังนั้น ครั้นแลรู้ว่า พระสังคราชป่าแก้วไห้เริกส์แก่พระสรีสิลป์เปนแม่นแล้วไซ้ ก็ไห้เอาพระสังคราชป่าแก้วไปค่าเสีย

สักราช 924 จอสก (พ.ส. 2105) สเด็ดไปวังช้างตำบนไทรย้อย ได้ช้างพลายพัง 70 ช้าง

สักราช 925 กุนสก (พ.ส. 2106) พระเจ้าหงสานิพัตรยกพลลงมาไนเดือน 12 นั้น ครั้นเถิงวัน 1 5 2 ค่ำ พระเจ้าหงสาได้เมืองพิสนุโลก ครั้งนั้น เมืองพิสนุโลกข้าวแพง 3 สัดต่อบาท อนึ่ง คนทั้งปวงเกิดทรพิสตายมาก แล้วพระเจ้าหงสาจึงได้เมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง แล้วจึงยกพลลงมายังกรุงพระนครสรีอยุธยา ครั้งนั้น ฝ่ายกรุงพระนครสรีอยุธยาออกเปนพระราชไมตรี แลสมเด็ดพระมหากสัตรเจ้าทั้งสองฝ่ายสเด็ดมาทำสัตยาทิสถานหลั่งน้ำสิโนทกตำบนวัดพระเมรุ แล้วจึงพระเจ้าหงสาขอเอาสมเด็ดพระเจ้าลูกเธอพระราเมสวรเจ้าแลช้างเผือก 4 ช้างไปเมืองหงสา ครั้งนั้น พระญาสรีสุรต่านพระญาตานีมาช่วยการเสิก พระญาตานีนั้นเปนขบถ แลคุมชาวตานีทั้งปวงเข้าไนพระราชวัง ครั้นแลเข้าไนพระราชวังได้ เอาช้างเผือกมาขี่ยืนหยู่นะท้องสนาม แล้วจึงลงช้างออกไปนะทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวนขึงไว้ต่อรบด้วยชาวตานี ๆ นั้นตายมาก แลพระญาตานีนั้นลงสำเภาหนีไปรอด ไนปีเดียวนั้น พระเจ้าล้านช้างไห้พระราชสารมาถวายว่า จะขอสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระเทพกสัตรเจ้า แลซงพระกรุนาพระราชทานแก่พระเจ้าล้านช้าง แลครั้งนั้น สมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระเทพกสัตรเจ้าทรงพระประชวร จึงพระราชทานสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีไห้แก่พระเจ้าล้านช้าง

สักราช 926 ชวดสก (พ.ส. 2107) พระเจ้าล้านช้างจึงไห้เชินสมเด็ดพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีลงมาส่งยังพระนครสรีอยุธยา แลว่า จะขอสมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระเทพกสัตรเจ้านั้น แลจึงพระราชทานสมเด็ดพระเทพกสัตรเจ้าไปแก่พระเจ้าล้านช้าง ครั้งนั้น พระเจ้าหงสารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น จึงแต่งทัพมาซุ่มหยู่กลางทาง แลออกชิงเอาสมเด็ดพระเทพกสัตรเจ้าได้ไปถวายแก่พระเจ้าหงสา อนึ่ง ไนปีนั้น น้ำนะกรุงพระนครสรีอยุธยานั้นน้อยนัก

สักราช 930 มะโรงสก (พ.ส. 2111) ไนเดือน 12 นั้น พระเจ้าหงสายกพลมาแต่เมืองหงสา ครั้นเถิงวัน 6 1 1 ค่ำ พระเจ้าหงสามาเถิงกรุงพระนครสรีอยุธยา ตั้งทัพตำบนหล่มพลี แลเมื่อเสิกหงสาเข้าล้อมพระนครสรีอยุธยานั้น สมเด็ดพระมหาจักรพัดิเจ้าซงพระประชวรนรึพาน แลครั้งนั้น สมเด็ดพระเจ้าลูกเทอพระมหินทราธิราชตรัดมิได้นำพาการเสิก แต่พระเจ้าลูกเทอพระสรีเสาวนั้นตรัดเอาพระทัยไส่ แลสเด็ดไปบัญชาการที่จะรักสาพระนครทุกวัน ครั้นแลสมเด็ดพระมหินทราธิราชเจ้าตรัดรู้ว่า พระเจ้าลูกเทอพระสรีเสาวสเด็ดไปบัญชาการเสิกทุกวันดังนั้น ก็มิไว้พระทัย ก็ไห้เอาพระเจ้าลูกเทอพระสรีเสาวนั้นไปค่าเสียนะวัดพระราม

ครั้งนั้น การเสิกซึ่งจะรักสาพระนครนั้นก็คลายลง ครั้นเถิงสักราช 931 มะเส็งสก (พ.ส. 2112) นะวัน 1 11 9 ค่ำ เพลารุ่งแล้วประมาน 3 นาลิกา ก็เสียกรุงพระนครสรีอยุธยาแก่พระเจ้าหงสา ครั้นเถิงวัน 6 6 12 ค่ำ ทำการปราบดาภิเสกสมเด็ดพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเสวยราชสมบัติกรุงพระนครสรีอยุธยา อนึ่ง เมื่อพระเจ้าหงสาสเด็ดกลับคืนไปเมืองหงสานั้น พระเจ้าหงสาเอาสมเด็ดพระมหินทราธิราชเจ้าขึ้นไปด้วย

สักราช 932 มะเมียสก (พ.ส. 2113) พระญาละแวกยกพลมายังพระนครสรีอยุธยา พระญาละแวกยืนช้างตำบนสามพิหาร แลได้รบพุ่งกัน แลชาวไนเมืองพระนครยิงปืนออกไปต้องพระญาจัมปาธิราชตายกับคอช้าง ครั้งนั้น เสิกพระญาละแวกเลิกทัพกลับคืนไป ไนปีนั้น น้ำนะกรุงพระนครสรีอยุธยามาก

สักราช 933 มะแมสก (พ.ส. 2144) น้ำน้อย อนึ่ง สมเด็ดพระนารายน์บพิตรเปนเจ้าสเด็ดขึ้นไปเสวยราชสมบัติเมืองพิสนุโลก

สักราช 934 วอกสก (พ.ส. 2115) น้ำน้อยนัก

สักราช 935 รกาสก (พ.ส. 2116) น้ำน้อยเปนมัธยม

สักราช 936 จอสก (พ.ส. 2117) น้ำมากนัก ครั้งนั้น สมเด็ดพระเจ้าลูกเธอซงพระประชวรทรพิส

สักราช 937 กุญสก (พ.ส. 2118) พระญาละแวกยกทัพเรือมายังพระนครสรีอยุธยาไนวัน 7 10 1 ค่ำนั้น ชาวเมืองละแวกตั้งทัพเรือตำบลพะแนงเชิง แลได้รบพุ่งกัน ครั้งนั้น เสิกละแวกต้านมิได้ เลิกทัพกลับไป แลจับเอาคนนะเมืองปักส์ไต้ไปครั้งนั้นมาก ไนปีนั้น น้ำนะกรุงสรีอยุธยาน้อย

สักราช 940 ขาลสก (พ.ส. 2121) พระญาละแวกแต่งทัพไห้มาเอาเมืองเพชรบุรี มิได้เมือง และชาวละแวกนั้นกลับไป ครั้งนั้น พระยาจีนจันตุหนีมาแต่เมืองละแวกมาสู่พระราชสมภาร ครั้นหยู่มา พระยาจีนจันตุก็หนีกลับคืนไปเมือง

สักราช 942 มะโรงสก (พ.ส. 2123) รื้อกำแพงกรุงพระนครออกไปตั้งเถิงริมแม่น้ำ

สักราช 943 มะเส็งสก (พ.ส. 2124) ญานประเชียรเรียนสาสตราคม แลคิดเปนขบถ คนทั้งปวงสมัคเข้าด้วยมาก แลยกมาจากเมืองลพบุรี แลยืนช้างหยู่ตำบลหัวตรี แลบรเทสคนหนึ่งหยู่ไนเมืองนั้นยิงปืนออกไปต้องญานประเชียรตายกับคอช้าง แลไนปีนั้น มีหนังสือมาแต่เมืองหงสาว่า มะเส็ง ตรีนิสกนี้ อธิกมาสมิได้ ฝ่ายกรุงพระนครสรีอยุธยานี้มีอธิกมาส อนึ่ง ไนวัน 7 9 2 ค่ำ รู้ข่าวมาว่า พระหงสานรึพาน อนึ่ง ไนเดือน 3 นั้น พระญาละแวกยกพลมาเมืองเพชรบุรี ครั้งนั้น เสียเมืองเพชรบุรีแก่พระญาละแวก

สักราช 944 มะเมียสก (พ.ส. 2125) พระญาละแวกแต่งทัพไห้มาจับคนปลายด่านตะวันออก

สักราช 945 มะแมสก (พ.ส. 2126) ครั้งนั้น เกิดเพลิงไหม้แต่จวนกลาโหม แลเพลิงนั้นลามไปเถิงไนพระราชวัง แลลามไหม้ไปเมืองท้ายเมือง ครั้งนั้น รู้ข่าวมาว่า ข้างหงสาทำทางมาพระนครสรีอยุธยา

สักราช 946 วอกสก (พ.ส. 2127) ครั้งนั้น สมเด็ดพระนารายน์เปนเจ้าเสวยราชสมบัตินะเมืองพิสนุโลก รู้ข่าวมาว่า พระเจ้าหงสากับพระเจ้าอางวะผิดกัน ครั้งนั้น สเด็ดไปช่วยการเสิกพระเจ้าหงสา และหยู่ไนวัน 5 3 5 ค่ำ ช้างต้นพลายสวัสดิมงคลแลช้างต้นพลายแก้วจักรรัตน์ชนกัน แลงาช้างต้นพลายสวัสดิมงคลลุ่ยข้างซ้าย แลโหรทำนายว่า ห้ามยาตรา แลมีพระราชโองการตรัดว่า ได้ตกแต่งการนั้นสัพแล้ว จึงสเด็ดพยุหบาตราไป ครั้นเถิงนะวัน 4 9 5 ค่ำ สเด็ดออกตั้งทัพชัยตำบลวัดยมท้ายเมืองกำแพงเพชร ไนวันนั้น แผ่นดินไหว แล้วจึงยกทัพหลวงสเด็ดไปเถิงเมืองแกรง แล้วจึงทัพหลวงสเด็ดกลับคืนมาพระนครสรีอยุธยา ฝ่ายเมืองพิสนุโลกนั้น หยู่ไนวัน 4 8 10 ค่ำ เกิดอัสจรรย แม่น้ำซายหัวเมืองพิสนุโลกนั้นป่วนขึ้นสูงกว่าพื้นน้ำนั้น 3 สอก อนึ่ง เห็นสตรีภาพผู้หนึ่ง หน้าประดุจหน้าช้าง แลซงสันถานประดุจงวงช้าง แลหูนั้นไหย่ นั่งหยู่นะวัดประสาท หัวเมืองพิสนุโลก อนึ่ง ช้างไหย่ตัวหนึ่งยืนหยู่นะท้องสนามนั้น หยู่ก็ล้มลงตายกับที่บัดเดี๋ยวนั้น อนึ่ง เห็นตักแตนบินมานะอากาสเปนอันมาก แลบังแสงพระอาทิจบดมา แล้วก็บินกะจัดกะจายสูญไป ไนปีเดียวนั้น ไห้เทครัวเมืองเหนือทั้งปวงลงมายังกรุงพระนครสรีอยุธยา ไนปีเดียวนั้น พระเจ้าหงสาไห้พระเจ้าสาวถีและพระญาพสิมยกพลลงมายังกรุงพระนคร แลนะวัน 4 2 2 ค่ำ เพลาเที่ยงคืนแล้ว 2 นาลิกา 9 บาท สเด็ดพยุหบาตราไปตั้งทัพตำบนสามขนอน ครั้งนั้น เสิกหงสาแตกพ่ายหนีไป อนึ่ง ม้าตัวหนึ่งตกลูก และสีสะม้านั้นเปนสีสะเดียว แต่ตัวม้านั้นเปน 2 ตัว และเท้าม้านั้นตัวละสี่เท้า ประดุจชิงสีสะแก่กัน

สักราช 947 รกาสก (พ.ส. 2128) พระเจ้าสาวถียกพลลงมาครั้งหนึ่งเล่า ตั้งทัพตำบนสะเกส แลตั้งหยู่แต่นะเดือนยี่เถิงเดือนสี่ ครั้นเถิงวัน 4 7 5 ค่ำ เวลารุ่งแล้ว 4 นาลิกาบาท สเด็ดพยุหบาตราตั้งทัพชัยตำบนหล่มพลี แลนะวัน 7 10 5 ค่ำ สเด็ดจากทัพชัยโดยทางชลมารคไปทางป่าโมก มีนกกะทุงบินมาทั้งซ้ายขวาเปนอันมากนำหน้าเรือพระที่นั่งไป ครั้นเถิงวัน 5 14 5 ค่ำ สเด็ดซงช้างพระที่นั่งพลายมงคลทวีปออกดาช้างม้าทั้งปวงหยู่นะริมน้ำ แลพระอาทิจซงกรด แลรัสมีกรดนั้นส่องลงมาต้องช้างพระที่นั่ง มีซงสันถานประดุจเงากลดนั้นมากั้งช้างพระที่นั่ง ครั้งนั้น ตีทัพพระเจ้าสาวถีซึ่งตั้งหยู่ตำบนสะเกสนั้นแตกพ่ายไป ไนปีเดียวนั้น มหาอุปราชายกพลมาโดยทางกำแพงเพชร ตั้งทำนาหยู่ที่นั่น

สักราช 948 จอสก (พ.ส. 2129) นะวัน 2 8 12 ค่ำ พระเจ้าหงสางาจีสยางยกพลลงมา เถิงกรุงพระนครนะวัน 5 2 2 ค่ำ แลพระเจ้าหงสาเข้าล้อมพระนคร แลตั้งทัพตำบนขนอนปากคู แลทัพมหาอุปราชาตั้งขนอนบางตะนาว แลทัพทั้งปวงนั้นก็ตั้งรายกันไปล้อมพระนครหยู่ แลครั้งนั้น ได้รบพุ่งกันเปนสามาถ แลพระเจ้าหงสาเลิกทัพคืนไป ไนสักราช 949 (พ.ส. 2130) นั้น วัน 2 14 5 ค่ำ สเด็ดโดยทางชลมารคไปตีทัพมหาอุปราชาอันตั้งหยู่ขนอนบางตะนาวนั้นแตกพ่ายลงไปตั้งหยู่นะบางกะดาน วัน 6 10 6 ค่ำ สเด็ดพระราชดำเนินออกไปตีทัพมหาอุปราชาอันลงไปตั้งหยู่นะบางกะดานนั้นแตกพ่ายไป วัน 5 1 7 ค่ำ สเด็ดพระราชดำเนินพยุหบาตราออกตั้งทัพชัยนะวัดเดช แลตั้งค่ายขุดคูเปนสามาถ วัน 5 8 7 ค่ำ เอาปืนไหย่ลงสำเภาขึ้นไปยิงเอาค่ายพระเจ้าหงสา ๆ ต้านทานมิได้ ก็เลิกทัพไปตั้งนะป่าโมกไหย่ วัน 2 10 4 ค่ำ สเด็ดพระราชดำเนินออกไปตีทัพข้าเสิก ๆ นั้นแตกพ่ายไป แลไล่ฟันแทงข้าเสิกเข้าไปจนค่ายพระเจ้าหงสานั้น วัน 3 10 4 ค่ำ สเด็ดพระราชดำเนินออกตั้งเปนทัพซุ่มนะทุ่งหล่มพลี แลออกตีทัพข้าเสิก ครั้งนั้น ได้รบพุ่งตลุมบอนกันกับม้าพระที่นั่ง แลซงพระแสงทวนแทงเหล่า ทหานตาย ครั้นข้าเสิกแตกพ่ายเข้าค่าย แลไล่ฟันแทงข้าเสิกเข้าไปจนเถิงหน้าค่าย วัน 2 10 3 ค่ำ เพลานาลิกาหนึ่งจะรุ่ง สเด็ดยกทัพเรือออกไปตีทัพพระญานครซึ่งตั้งหยู่นะปากน้ำมุทุเลานั้น ครั้งนั้น เข้าตีทัพได้เถิงไนค่าย แลข้าเสิกพ่ายหนีจากค่ายข้าเสิกเสียสิ้น แลพระเจ้าหงสาก็เลิกทัพคืนไป แลพระญาละแวกมาตั้งนะบางซาย ครั้งนั้น สเด็ดออกไปชุมพลทั้งปวงนะบางกะดาน เถิงวัน 5 1 3 ค่ำ เพลาอุสาโยค สเด็ดพยุหบาตราจากบางกะดานไปตั้งทัพชัยนะซายเคือง แล้วสเด็ดไปละแวก ครั้งนั้น ได้ช้างม้าผู้คนมาก

สักราช 950 ชวดสก (พ.ส. 2131) นะวัน 2 8 12 ค่ำ แผ่นดินไหว

สักราช 951 ฉลูสก (พ.ส. 2132) ข้าวแพงเปนเกียนละสิบตำลึง ปิดตราพระยานารายน์กำชับ นะวัน 6 7 2 ค่ำ แผ่นดินไหว

สักราช 952 ขาลสก (พ.ส. 2133) วัน 1 13 8 ค่ำ สมเด็ดพุทธเจ้าหลวงพระพรึธาราชนรึพาน วัน 3 2 12 ค่ำ มหาอุปราชายกทัพมาโดยทางกาญจนบุรี ครั้งนั้น ได้ตัวพระญาพสิมตำบนตะเข้สามพัน

สักราช 954 มะโรงสก (พ.ส. 2135) วัน 6 2 12 ค่ำ อุปราชายกมาแต่เมืองหงสา นะวัน 7 1 1 ค่ำ เพดานช้างต้นพระญาชัยยานุภาพตกออกมาไหย่ประมาน 5 องคุลี ครั้นเถิงเดือนยี่ มหาอุปราชายกเถิง แดนเมืองสุพรรนบุรี แต่ตั้งทัพตำบนพังตรุ วัน 1 9 2 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 4 นาลิกา 2 บาท สเด็ดพยุหบาตราโดยทางชลมารค ฟันไม้ข่มนามตำบนหล่มพลี ตั้งทัพชัยตำบนม่วงหวาน แลนะวัน 4 12 2 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 2 นาลิกา 9 บาท สเด็ดพยุหบาตราโดยทางสถลมารค อนึ่ง เมื่อจะไกล้รุ่งขึ้นวัน 12 ค่ำนั้น เห็นพระสารีริกธาตุปาติหารไปโดยทางซึ่งจะสเด็ดนั้น เถิงวัน 2 2 2 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 5 นาฬิกา 3 บาท สเด็ดซงช้างต้นพระญาชัยยานุภาพสเด็ดออกรบมหาอุปราชาตำบนหนองสาหร่าย ครั้งนั้น มิได้ตามเริกส์ แลฝ่าย(ฝ่า)เริกส์หน่อยหนึ่ง แลเมื่อได้ชนช้างด้วยมหาอุปราชานั้น สมเด็ดพระนารายน์บพิตรเปนเจ้าต้องปืนนะพระหัถข้างขวาหน่อยหนึ่ง อนึ่ง เมื่อมหาอุปราชาขี่ช้างออกมายืนหยู่นั้น หมวกมหาอุปราชาไส่นั้นตกลงเถิงดิน แลเอาคืนขึ้นไส่เล่า ครั้งนั้น มหาอุปราชาขาดคอช้างตายไนที่นั้น แลช้างต้นพระญาชัยยานุภาพซึ่งซงแลได้ชนด้วยมหาอุปราชาแลมีชัยชนะนั้น พระราชทานไหชื่อ เจ้าพระญาปราบหงสา

สักราช 955 มะเส็งสก (พ.ส. 2136) วัน 2 5 10 ค่ำ สเด็ดเถลิงพระมหาปราสาท ครั้งนั้น ซงพระโกรธแก่มอญ ไห้เอามอญเผาเสียประมาน 100 นะวัน 6 10 2 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 3 นาลิกา 6 บาท สเด็ดพยุหบาตราไปเอาเมืองละแวก แลตั้งทัพชัยตำบนบางขวด สเด็ดไปครั้งนั้น ได้ตัวพระยาสรีสุพรรนไนวัน 1 1 4 ค่ำนั้น

สักราช 956 มะเมียสก (พ.ส. 2137) ยกทัพไปเมืองสะโตง

สักราช 957 มะแมสก (พ.ส. 2138) วัน 1 3 1 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 3 นาลิกา 9 บาท สเด็ดพยุหบาตราไปเมืองหงสา ครั้งก่อน ฟันไม้ข่มนามตำบนหล่มพลี ตั้งทัพชัยตำบนม่วงหวาน เถิงวัน 2 13 4 ค่ำ เพลาเที่ยงคืนแล้ว เข้าปล้นหงสามิได้ ทัพหลวงสเด็ดกลับคืนมา

สักราช 958 วอกสก (พ.ส. 2139) วัน 3 4 6 ค่ำ ลาวหนี ขุนจ่าเมืองรบลาวตำบนตะเคียนด้วน แลนะวัน 5 6 3 ค่ำ ฝนตกหนักหนาสามวันดุจรึดูฝน

สักราช 961 กุนสก (พ.ส. 2142) วัน 5 11 11 ค่ำ เพลารุ่งแล้ว 2 นาฬิกา 8 บาท สเด็ดพยุหบาตราไปเมืองตองอู ฟันไม้ข่มนามตำบนหล่มพลี ตั้งทัพชัยตำบนวัดตาล แลไนเดือน 11 นั้น สงกรานต์ พระเสาร์แต่(ราสีกันย์ไปราสี)ดุลย์ ครั้นเถิงวัน 4 10 4 ค่ำ สเด็ดพระราชดำเนินเถิงเมืองตองอู แลทัพหลวงเข้าตั้งไกล้เมืองตองอูประมาน 30 เส้น แลตั้งหยู่ที่นั้นสองเดือน ขาดอาหารพ้นกำลัง ไพร่พลทั้งปวงตายด้วยอดอาหารเปนอันมาก ครั้นวัน 4 6 6 ค่ำ ทัพหลวงสเด็ดกลับคืนมายังพระนครสรีอยุธยา

สักราช 963 ฉลูสก (พ.ส. 2144) เดือน 7 เดือนเดียวนั้น มีสุริยุปราคา ไนปีนั้น รับพระอิสวรและพระนารายน์เปนเจ้าไปถวายพระพรพร้อมกันวันเดียวทั้ง 4 คานหาม

สักราช 964 ขาลสก (พ.ส. 2145) สเด็ดไปประพาสลพบุรี

สักราช 965 เถาะสก (พ.ส. 2146) ทัพพระ(เจ้า)ฝ่ายหน้าสเด็ดไปเอาเมืองขอมได้

สักราช 966 มะโรงสก (พ.ส. 2147) วัน 5 ( 6 2) ค่ำ สเด็ดพยุหบาตราจากป่าโมกโดยทางชลมารค และฟันไม้ข่มนามตำบนเอกราช ตั้งทัพชัยตำบนพระหล่อ วันนั้น เปนวันอุน และเปนสงกรานต์ พระเสาร์ไปราสีธนูเปนองค์สาหนึ่ง ครั้งนั้น ครั้นสเด็ดพระราชดำเนินเถิงเมืองหลวงตำบนทุ่งดอนแก้ว


เมื่อกำลังพิมพ์พระราชพงสาวดารนี้หยู่ สมเด็ดพระเจ้าลูกยาเทอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมสวร์ สเด็ดไปตรวดราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้ประทานสำเนาอักสรจารึกแผ่นสิลาหน้ามนทปพระพุทธบาทจำลองวัดจุลามนีเมืองพิสนุโลกแก่หอพระสมุดวชิรญาน จึงได้คัดมาพิมพ์ไว้ไนที่สุดนี้ เพื่อประกอบความเข้ากับพงสาวดาร ดังนี้

ลุสักราช 826 ปีวอกนักสัตร อันดับนั้น สมเด็ดพระรามาธิบดีสรีบรมไตรโลกนาถบพิตรเปนเจ้าไห้ส้างอารามจุลามนีที่จะสเด็ดออกซงมหาภิเนสกรม ขนะนั้น เอกราชทั้งสามเมือง คือ พระญาล้านช้าง แลมหาราชพระญาเชียงไหม่ และพระญาหงสาวดี ชมพระราชสรัทธา ก็แต่งเครื่องอัสถบริขารไห้มาถวาย

ลุสักราช 827 ปีรกานักสัตร เดือน 8 ขึ้น 14 ค่ำ ครุเทพวาร สมเด็ดพระรามาธิบดีสรีบรมไตรโลกนาถบพิตรเป็นเจ้าสเด็ดซงพระผนวช แลสมเด็ดพระราชเอารสท่านกราบลงกับพระบาท แล้วก็สู่พระราเชนทรยาน แลท่านก็ไห้บวดพระสงค์ปริวัตรก่อนห้าพระองค์ แล้วท่านจึงซงเครื่องบรรพชิต แลพระสงค์บวดโดยสเด็ดทั้งสี่คนะ 2,348 พระองค์ แต่สมเด็ดพระรามาธิบดีสรีบรมไตรโลกนาถบพิตรเป็นเจ้าซงพระผนวชหยู่ได้แปดเดือน สิบห้าวัน ครั้นเถิงเดือนห้า สมเด็ดพระเอารสท่านแลพรึธามาตย์ทั้งหลายถวายบังคมขออันเชินพระองค์สเด็ดลาผนวชช่วยครองราสดรกัมทั้งปวง ท่านก็สเด็ดปริวัตร แล้วก็ล่องลงมายังกรุงพระมหานครสรีอยุธยา.

พุทธสักราชได้ 2222 ปีปลาย 10 เดือนห้าวันวอกโทสก (จุลสักราช 1042) รุ่งแล้วห้าโมง หลวงสิทธิมหาดเล็กรับพระราชโองการ แลหมื่นราชสังคการีรับหมายรับผ้าพระราชทาน ไห้พระครูธัมไตรโลกนาถราชมุนีสีลวิสุธาจารย์อธิการนะอารามจุลามนีทาบรอยพระพุทธบาทด้วยพระเดชสมเด็ดพระบรมบพิตรพระราชสมภารธรรมิกราชาธิราชเจ้าผู้ประเสิดไนภพ มีพระโองการตรัดไห้อนุญาตไห้ไปประดิสถานไว้นะอารามวัดจุลามนีเปนที่นมัสการแด่สมนะพราหมนาจารย์แลประชาราสดรอันมิได้มานมัสการพระพุทธบาท แลจึงพระราชทานแผ่นสิลาควน(ถุทุนา)พระพุทธบาทแลแผ่นสิลาแผ่นหนึ่งไห้ลงจารึกพระราชวงสาวดารแลพระราชตำราแลกัลปนาข้าพระจุลามนีอันประจุพระเกสา แลเปนข้าพระพุทธบาท ลุสักราช 1043 ปีรกา ตรีนิสก วันสุกร ขึ้นค่ำหนึ่ง ยามสุกร 10 ชั้นเริกส์ 21 รับพระพุทธบาทประดิสถานไว้ไนมนทป

ตำรานี้พิจารนาแล้วและปิดตรามนุสถือสมุดพระสรีสุเรนทราธิบดีอภัยพิริยาพรหมเทพราชมาตยาธิบดีสรีกลาสมุดสมุหพระสุรัสวดีประจำอักกรไว้กลาง(ขหนบ วน)สก เดือนอ้าย ขึ้นสิบเบ็ดค่ำ รกานักสัตร ตรีนิสก จึงพระสรีสรรเพ็ชญ์สมเด็ดพระรามาธิบดีสรีสินทรบรมมหาจักรพัดิสวรราชาธิราชเมสวรธรรมิกราชเดโชชัยบรมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบสรโลกเชตวิสุทธิมกุตพุทธางกูรบรมจักรพัดิสวรธรรมิกราชาธิราชอันประเสิด สเด็ดหยู่ไนพระที่นั่งสรีสุริยาสน์อมรินทราชมหาสถานโดยอุตราภิมุข จึงพระพิมลธรรมอนันตญานสุทธอุดมราชกะวีสรีสงคบรินายกติปิดกธรวรญานคำภีรสธัมราชมุนีบพิตรถวายพระพรทูนพระกรุนาว่า เมืองพิสนุโลกแต่ก่อนนั้นมีข้าพระเปนกัลปนาพระราชทานอุทิสไว้สำหรับพระอาราม แลบัดนี้ ข้าพระทั้งปวงแตกฉานซ่านเซนหยู่ แลคนเปนเดิมข้าพระไปหยู่อื่นนั้นควนภิกกุ...(สิลาชำรุด)...ทังสิบแปดคนนี้เปนข้าพระนะอารามจุลามนี...(ชำรุด)...สิบแปดคนนี้และถวายไว้ไห้คงเปนข้าพระนะอารามจุลามนีตามเดิมมาแต่ก่อนแล้ว ถ้าบุคคลผู้ไดแลเอาคนข้าพระสิบแปดคนอันพระกัลปนาพ...(ชำรุด)...ท่านไว้เปนข้าพระอารามพระจุลามนีไปไช้สอยกิจราชการ...(ชำรุด)...ไปทำสิ่งไดสิ่งหนึ่ง...(ชำรุด) บุท...(ชำรุด)...จงไปตกนรกหมกไหม้ไต้บาดาลได้ทุขนิรันดร แล้วหย่าได้พบพระพุทธพระธัมพระสงค์จงทุกชาติเลย ๚

  • พิมพ์ที่บริสัทการพิมพ์ไทย จำกัด
  • ถนนสี่พระยา พระนคร
  • นายเจือ หลิ่มสาโรช
  • ผู้พิมพ์และผู้โคสนา พ.ส. 2486.

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse