บันทึกรับสั่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติฯ
นางอนุพงศ์จักรพรรดิ (เป้า วินทวามร) เป็นแม่ที่รักและที่เคารพอย่างสูงสุดของลูกทุกคน แม่ได้เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกมาด้วยความเมตตากรุณาอย่างดียิ่ง ตลอดจนให้การศึกษา สมกับเป็นแม่ที่พร้อมด้วยคุณธรรมอันดีของลูกทั้งหลาย แม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการและไข้จับสั่น ได้รับการรักษาพยาบาลอยู่ ๘ วัน ก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ที่บ้านถนนดำรงรักษ์ ส่วนจิตใจและการปฏิบัติของแม่ประกอบด้วยกุศลกรรมที่กระทำไว้ ย่อมตระหนักแก่บรรดาญาติมิตรของท่าน และพวกเพื่อน ๆ ของลูกหลานท่านทุกคนที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับท่านมาแล้ว
ตั้งแต่แม่ได้ถึงแก่กรรม สอาด วัชราภัย มิตรที่เป็นญาติ ตั้งใจว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นที่ระลึกให้แม่ หนังสือเล่มนี้จึ่งได้มีขึ้น ขอขอบคุณ.
- บุตรและธิดา
- ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๓
นางอนุพงศ์จักรพรรดิ (เป้า วินทวามร) เกิดเมื่อ ๑ ๖ฯ ๖ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๘ ณ บ้านหลังพระราชวังเดิม (วังพระเจ้าตากสิน) จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรของนายเผือก และนางเอี่ยม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทำการสมรสกับหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ (รอด วินทวามร) มีบุตรและธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่รวม ๖ คน คือ:—
- นายชวน วินทวามร
- นายชอบ วินทวามร
- นายชุบ วินทวามร
- นายจำรัส วินทวามร
- นางทองคำ สายะวงศ์
- นางอิ่ม ชุ่มม่วง
เมื่ออายุล่วงมาได้ถึง ๘๔ ปี ร่างกายก็อ่อนแอลง ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการและไข้จับสั่น ได้รับการรักษาพยาบาลอยู่ ๘ วัน ก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๖.๑๐ น. ที่บ้านถนนดำรงรักษ์ ศิริรวมอายุได้ ๘๔ ปี.
คุณสอาด วัชราภัย เพื่อนร่วมโรงเรียนของข้าพเจ้า ปรารภว่า ในการฌาปนกิจศพนางอนุพงศ์จักรพรรดิ (เป้า วินทวามร) มารดาของคุณชุบ วินทวามร ใคร่จะขอพิมพ์หนังสือ บันทึกรับสั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อแจกในงานนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ จึงยินดีสนับสนุน
บันทึกรับสั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ประทานแก่ข้าพเจ้านี้ มีเรื่องต่าง ๆ ที่น่ารู้รวมอยู่ราว ๕๐ เรื่อง แต่ที่นำมาพิมพ์ในเล่มนี้มีเพียง ๒๔ เรื่อง ข้าพเจ้าจึงเรียกว่า ตอนที่ ๑ เพราะยังไม่หมด เหตุที่จะทำบันทึกนี้เนื่องมาจากข้าพเจ้าสนใจในวิชาวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จกลับจากเมืองปีนังมาประทับอยู่ ณ วังวรดิศ ได้โปรดฯ ให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าเพื่อซักถามปัญหาที่ข้องใจในวิชาเหล่านี้ในเวลาเย็นระหว่าง ๑๖ ถึง ๑๘ นาฬิกาทุกวัน จึงได้ทำปัญหาขึ้นซัก เมื่อทรงตอบ ข้าพเจ้าก็บันทึกไว้ แล้วถวายให้ทอดพระเนตรทุกครั้ง ได้ทำสม่ำเสมอตลอดมาจนสิ้นพระชนม์
หนังสือรายเดือน วงวรรณคดี ได้ขอนำบันทึกรับสั่งนี้ไปลงพิมพ์เป็นประจำทุกเดือนเป็นเวลา ๓ ปีเต็ม ได้พิมพ์ไปแล้วราว ๓๕ เรื่อง แต่การพิมพ์คราวนี้มีเวลาจำกัด และข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอที่จะชำระเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อยได้ จึงจำต้องพิมพ์ฉะเพาะที่มีอยู่ในเล่มนี้ก่อน การที่คุณสอาด วัชราภัย ได้จัดพิมพ์หนังสือนี้ขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์และเป็นวิทยาทาน ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้คงจะพอใจและอนุโมทนาทั่วกัน.
- สุมนชาติ สวัสดิกุล
- จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
- ๑๕ มิถุนายน ๒๔๙๓
| ๑. | ๑ |
| ๒. | ๒ |
| ๓. | ๕ |
| ๔. | ๗ |
| ๕. | ๙ |
| ๖. | ๑๓ |
| ๗. | ๑๗ |
| ๘. | ๑๙ |
| ๙. | ๒๐ |
| ๑๐. | ๒๓ |
| ๑๑. | ๒๕ |
| ๑๒. | ๒๖ |
| ๑๓. | ๒๗ |
| ๑๔. | ๒๘ |
| ๑๕. | ๒๙ |
| ๑๖. | ๓๗ |
| ๑๗. | ๓๙ |
| ๑๘. | ๔๐ |
| ๑๙. | ๔๒ |
| ๒๐. | ๔๒ |
| ๒๑. | ๔๔ |
| ๒๒. | ๔๕ |
| ๒๓. | ๔๖ |
| ๒๔. | ๔๖ |
| ปัญหา | การเรียนพงศาวดารควรยึดหลักอะไรเป็นเครื่องประกอบ? | |||
| ตอบ | หลักการเรียนพงศาวดารต้องประกอบด้วยองค์สาม คือ ตัวการ เหตุ และผล | |||
| ตัวอย่าง | ตัวการ | ขุนหลวงตากสร้างกรุงธนบุรี | ||
| เหตุ | เหตุไฉนขุนหลวงตากจึงตั้งราชธานีที่เมืองธนบุรี ไม่ไปตั้งที่อื่น เช่น ที่สุโขทัย อยุธยา หรือราชบุรี เพ็ชรบุรี? | |||
| ผล | เมื่อขุนหลวงตากตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ได้ผลอย่างไร เป็นคุณหรือโทษ? | |||
| ต้องคิดให้ครบ ๓ ข้อ จึงเรียกได้ว่า ความรู้ | ||||
| ตัวอย่าง | ตัวการ | พระพุทธยอดฟ้าเสวยราชย์ ย้ายมาตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ | ||
| เหตุ | เหตุไรพระพุทธยอดฟ้าไม่เอาเมืองธนฯ เป็นราชธานีเหมือนขุนหลวงตาก? | |||
| ผล | การที่พระพุทธยอดฟ้ามาตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีนั้นมีผลดีผลร้ายผิดกับเมืองธนฯ เป็นราชธานีด้วยประการอย่างไรบ้าง? | |||
| ถ้าเรียนครบ ๓ บท จึงเรียกว่า รู้. |
เหตุ ที่จะเกิดปัญหาเรื่องนี้ เนื่องมาจากความข้องใจที่ได้อ่านในพงศาวดารถึงเรื่องการศรีอยุธยาว่า เป็นเพราะที่กรุงศรีอยุธยากุ้งปลาชุมบ้าง เป็นเพราะเกิดโรคห่าขึ้นที่เมืองเดิมบ้าง ฯลฯ น่าจะมีความสำคัญอื่นในทางการเมือง และฐานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาดูก็เหมาะสำหรับที่จะปกครองอาณาจักรไทยในครั้งนั้นมากกว่าอย่างอื่น
ปัญหา การที่พระเจ้าอู่ทองมาสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น เป็นเพราะกรุงศรีอยุธยาเป็นทำเลที่มีอาหารการกินอุดม และเพราะเกิดโรคห่าขึ้นที่เมืองอู่ทองเดิมเท่านั้นหรือ หรือว่า มีเหตุลึกลับอื่นทางการเมืองแฝงอยู่ เพราะพิจารณาดูฐานที่ตั้งภูมิศาสตร์ ดูจะเป็นเพราะความบังคับทางการเมืองมากกว่าอย่างอื่น
ตอบ เรื่องสร้างกรุงศรีอยุธยานี้ ในพงศาวดารทีพิมพ์ไว้แล้วฟังไม่ได้ ความหนึ่งที่ว่า พระเจ้าอู่ทองลงมาจากเมืองเทพนคร คิดดูผู้แต่งเห็นโลกเป็นเหนือสวนสราญรมย์มีปลามากก็ย้ายลงมาอยู่ ดูคล้าย ๆ กับว่า พลเมืองนั้นยัดใส่กระเป๋าลงมาได้ง่าย ๆ เหมือนของเล็ก ๆ น้อย ก็การอพยพพลเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่ จะทำกันอย่างนั้นดูฟังยาก อีกความหนึ่งในพงศาวดารเหนือกว่า พระเจ้าอู่ทองหนีห่ามาจากเมืองสุพรรณ มีจริงอยู่เพียงมาแต่สุพรรณ และบางทีจะมีห่าด้วย แต่คงไม่ใช่ห่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เหตุที่มาตั้งกรุงศรีอยุธยานั้นมันมีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องของการตั้งประเทศแข่งเมืองสุโขทัย จับตรงที่สามแพร่ง เพื่อจะบีบจมูกกรุงสุโขทัยทีเดียว การมาตั้ง ก็เพียรมาเป็นเวลาถึงสามสิบปี ไม่ใช่ของเร็ว ดูไม่ใช่เรื่องห่า เพราะเหตุไรคิดดูไม่ใช่ของง่าย แต่ก็ไม่เกินปัญญาคนนัก พอจะเห็นได้ เมื่อก่อนกรุงสุโขทัยตั้งเป็นอิสสระนั้น เป็นเมืองของพวกขอมอยู่ตลอดไป ขอมตั้งเมืองละโว้เป็นราชธานี ๆ ของขอมอยู่ใกล้ ๆ กับกรุงศรีอยุธยา และข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้แต่งพงศาวดารไม่ได้สังเกตตรงที่เมืองอยุธยานั้นว่า เป็นประตูบ้านของกรุงสุโขทัย การตั้งเมืองที่อยุธยานั้นเป็นการจับประตูบ้านทีเดียว ฉะนั้น จึงไม่เป็นการเล็กน้อยเลย และไม่ใช่เป็นการที่ทำได้เร็ว เมืองอยุธยาเดิมเรียกว่า เมืองอโยธยา พิจารณาดูให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า เมืองเดิมนี้ตั้งก่อนเมืองอู่ทองมาถึงหลายสิบปี คงเป็นที่ลุ่ม เป็นทำเลเรือ คงสังเกตได้ในพงศาวดารหลวงประเสริฐฯ ขึ้นต้นปูมวันสร้างพระเจ้าพนัญเชิงก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาหลายปี การสร้างพระโตเช่นนี้ คิดดูง่าย ๆ ก็จะเห็นว่า ต้องสร้างในที่ ๆ มีคนมาก ในพงศาวดารก็รับอยู่แล้วว่า เป็นเมืองอยู่ และว่า พระเจ้าอู่ทองมาอยู่ที่เวียงเหล็กวัดพุทไธศวรรย์ก่อน จับเค้าในพงศาวดารกรุงสุโขทัย ๆ นั้นมีอำนาจมากอยู่ในรัชกาลพระร่วง คือ พระเจ้ารามคำแหง รัชกาลเดียว ได้ละโว้อยุธยาลงไปจนนครศรีธรรมราชเป็นอาณาเขตต์ เสวยราชย์นานราว ๔๐ ปีจึงสวรรคต พระเจ้าเลอไทยได้รับรัชทายาท อำนาจเสื่อม เมื่องมอญเป็นขบถ พงศาวดารพะม่าว่า ทางกรุงสุโขทัยปราบก็ปราบไม่ลง พวกพระเจ้าราชาธิราชตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่เป็นอิสสระแต่นั้นมา ในเวลาที่เมืองสุโขทัยเสื่อมอำนาจนั้นเอง พวกใต้ คือ พวกละโว้ราชธานีขอมแต่เป็นของไทย คือ คนไทยอยู่ เป็นพวกเดียวกับอยุธยา ได้พยายามตั้งเมืองอยุธยาขึ้น ได้เค้าในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า เจ้าเมืองอู่ทองนี้ไม่ใช่เชื้อวงศ์อู่ทอง แต่เป็นเขย ในพงศาวดารเหนือว่าเป็นลูกเศรษฐีนั้นไม่จริง เข้าใจว่า พระเจ้าอู่ทองคงเป็นเชื้อทางละโว้ ไปเป็นเขยเมืองอู่ทอง และคบคิดกับพระยาอู่ทองตั้งเป็นอิสสระ ไม่ช้าทางกรุงสุโขทัยพระยาเลอไทยก็สวรรคต พระยาลือไทยมหาราชได้ราชสมบัติ จะปราบก็ปราบไม่ลง กำลังไม่พอจะปราบกรุงศรีอยุธยา จึงขอไมตรีกับพระเจ้าอู่ทองเป็นการเสมอกัน ไมตรีนี้เป็นมาตลอดสมัยพระเจ้าอู่ทอง มีอยู่ในกฎหมายลักษณะลักพาปรากฏความว่า นายสามขลาทูลพระเจ้าอู่ทองว่า ข้ารักเจ้า บ่าวรักนาย พาผู้คนไปสระหลวงสองแควสุโขทัยชะเลียง ฯลฯ เดี๋ยวนี้เมืองท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว จะไปตามจับผู้คนท่านได้หรือไม่ ความนี้เป็นหลักไมตรีระหว่างสองพระนคร พวกพระเจ้าอู่ทองสังเกตดูไม่ค่อยจะกลมเกลียวกันนัก คือ ราชวงศ์ลพบุรีฝ่ายพระเจ้าอู่ทอง กับราชวงศ์สุพรรณฝ่ายพระมเหสี ถ้าดูพงศาวดารด้วยความสังเกตจะเห็นได้ว่า เมื่อพระเจ้าอู่ทองครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้มอบให้พระราเมศวรรัชทายาทไปครองเมืองลพบุรี คือ เมืองเดิม กับให้ขุนหลวงพงั่ว ซึ่งต่อมาเป็นพระบรมราชา ไปครองเมืองสุพรรณซึ่งเป็นเมืองของอัครมเหสี ในตำนานพระพุทธสิหิงค์กล่าวว่า พระบรมราชาองค์นี้อยากตีเมืองสุโขทัยนัก หากขัดด้วยพระเจ้าอู่ทองไม่เห็นชอบด้วย จึ่งจำยอม ไมตรีระหว่างกรุงสุโขทัยกับกรุงศรีอยุธยาจึงดีตลอดสมัยพระเจ้าอู่ทอง เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคตแล้ว พระบรมราชาได้ราชสมบัติ ยกทัพไปตีเมืองสุโขทัยทันที และตีจนได้เมือง ด้วยเหตุที่วงศ์ลพบุรีและวงศ์สุพรรณเป็นญาติห่าง เป็นสองเชื้อสาย เมื่อพระบรมราชาสวรรคต เจ้าทองลั่นเสวยราชย์ พระราเมศวรจึงจับฆ่าเสีย และเมื่อพระรามราชาครองราชย์ต่อพระราเมศวร ก็ปรากฏว่า วิวาทกันกับเจ้าพระยามหาเสนา ๆ ไปเชิญเจ้านครอินทร์ หลานพระบรมราชาพงั่ว มาปราบปราม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เล็กน้อย ต้องการเวลาและการค้นคว้าอีกมาก.
เหตุ สงสัยในคำว่า "มหาราช" ของไทยที่ใช้กันอยู่ เช่น คำว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น ว่า ใช้กันมาแต่ครั้งไหน
ถาม คำว่า "มหราช" ของไทยนั้น ใช้กันมาแต่เมื่อไร ตรงกับคำว่า "The Great" ของฝรั่งหรือมิใช่
ตอบ คำว่า "มหาราช" ว่าโดยคำ "ราช" ว่า เกิดเป็นเจ้า เช่น ราชกุมาร เป็นต้น หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ "ราช" คือ พระเจ้าแผ่นดิน เหตุไรหนังสือเก่าจึงเรียกพระนารายณ์ว่า "มหาราช" ไม่รู้โดยหลักฐาน นึกดูพระนารายณ์เป็นนารายณ์ราชกุมารมาแต่แรก เสวยราชย์แล้วดูเหมือนเรียก พระศรีสรรเพ็ชญ์ แต่นิยมเรียกตามพระนามเดิม "มหาราช" ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่มิได้หมายถึง มหาราช ที่แปลว่า "The Great" มหาราช ที่แปลว่า "The Great" นั้นเพิ่งมาใช้กันในกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง การที่ฝรั่งเขาใช้ของเขา เขามีหลักอย่างหนึ่ง เขาเรียกพระเจ้าแผ่นดินนั้น เขาไม่ได้ให้พระนามพิเศษ เขามี Christian Name เป็นต้นว่า องค์หนึ่งชื่อ Peter เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วอีกองค์หนึ่งชื่อ Peter อีก ลักษณะจะเรียกชื่อให้ผิดกันตามแบบฝรั่งใช้หลายอย่าง แต่ใช้คุณศัพท์เป็นเครื่องช่วย บางทีก็เป็น Peter ที่ ๑ ที่ ๒ ฯลฯ George ที่ ๑ ที่ ๒ จนถึงที่ ๖ โบราณเก่าขึ้นไปก็มี Richard the Lion Heart เพื่อให้ผิดกับ Richard ที่แล้ว อย่าง Frederick the Great ก็คือ Frederick ที่ ๒ แต่ค่าที่มีเกียรติคุณรุ่งเรือง จึงเป็น The Great คล้ายคำ "มหา" ของเรา แต่เราเพิ่งเอามาใช้
ว่าถึงยศพระเจ้าแผ่นดินไทย หนังสือเก่ายอกันจนสุดซึ้ง ไปดูร่ายต้นเรื่องยอพระเกียรติต่าง ๆ จะเห็นได้ พระเจ้าแผ่นดินทุกองค์เรียก "ราชาธิราช" ทั้งนั้น คือ เป็นเจ้าของเจ้า เท่ากับคำว่า Emperor คำ Emperor ที่จริงเป็นยศ เช่น Emperor William ที่ ๑ ที่เป็น Kaiser เดิมเป็น King of Prussia เมื่อเป็น Emperor แล้วอยากให้เรียกว่า William the Great แต่ไม่มีใครเรียก เลยไปให้ชื่อเรียกว่า Kaiser Wilhem der Gross หมายถึง William the Great
เมื่อจะถวายพระนาม "ปิยมหาราช" แด่พระพุทธเจ้าหลวง ได้ปรึกษากันเห็นพ้องว่า พระพุทธเจ้าหลวงมีอภินิหารผิดกับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น ๆ ในบางประการ คือ ทำนุบำรุงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้บ้านเมืองเจริญยิ่งในทางวัฒนธรรม คือ Civilization (คำว่า Civilization นี้ เดิมเรียกกันว่า อารยธรรม แต่ดูเป็นของแขกไป สู้ วัฒนธรรม ไม่ได้ คำว่า วัฒนธรรม เหมาะดี แต่ไม่ใช่ Culture) พระคุณสมบัตินี้ยากจะหาพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นเสมอได้ เป็นพระคุณสมบัติที่เด่นชัด ใคร ๆ ก็เถียงไม่ได้ อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าหลวงเสวยราชย์นานกว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น ๆ ในพงศาวดาร อันนี้เป็นตัวเหตุว่า ควรจะเฉลิมพระเกียรติยศเป็นพิเศษด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง หาใครอื่นจะบำรุงบ้านเมืองให้เจริญเร็วและเสวยราชย์นานทั้งสองอย่างมิได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะถวายพระนามว่ากะไรจึงดี
สมัยก่อนใช้ "ราชาธิราช" แต่ก็ใช้กันจนเฝือ จะเรียกพระเจ้าช้างเผือกก็ดูธรรมดา ช้างเผือกก็มีถึง ๑๒–๑๓ ตัว ใคร่จะได้พระนามพิเศษให้สมกับพระคุณวิเศษของพระองค์ และจะให้เป็นความจริงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ที่สุดลงมติว่า ให้ถวายเป็น "พระปิยมหาราชเจ้า" เป็นมติที่มหาชนทั้งประเทศรับรอง เพราะเป็นที่รักของมหาชนจริง ๆ ไม่ใช่จะเป็นทบุคคลคณะหนึ่งพวกหนึ่งนั่งพร้อมกันชี้เอาตามใจตัว เป็นด้วยคนทั้งหลายยินยอมเพราะเขาเห็นว่าเป็นจริง พระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่มักเรียกกันว่า "มหาราช" ที่สำคัญก็มีท้าวลกและท้าวบุญเป็นต้น
เหตุ เนื่องด้วยมีผู้เขียนบทความลงในหนังสือต่าง ๆ อันเกี่ยวกับขุนหลวงตากเนือง ๆ ข้อความสำคัญอยู่ที่ว่า ทรงมีพระสติปกติดีอยู่ทุกประการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักฐานอันมีในพระราชพงศาวดาร จดหมายเหตุ และวรรณคดีที่เขียนขึ้นในครั้งนั้น จึงทูลถามเพื่อขอประทานพระดำริ
ปัญหา เรื่องขุนหลวงตากนั้นไปอย่างไรมาอย่างไรกัน ทำไมจึงมาเป็นเรื่องใหญ่โตกันนัก
ตอบ เรื่องขุนหลวงตากนี้เป็นเรื่องที่น่าเอาใจใส่ นักปราชญ์สมัยใหม่กำลังปรักปรำราชวงศ์จักรี แต่ไม่มีอะไรจะว่า นอกจากจะว่า ขุนหลวงตากไม่บ้า และเพื่อชี้ให้คนเห็นว่า พระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นกบฏต่อขุนหลวงตาก ว่าตามตริง ในการที่เขียนเรื่องขุนหลวงตากในพงศาวดารเรารบกับพะม่าครั้งกรุงธนบุรีนั้น ได้พยายามให้ความยุตติธรรมแก่ขุนหลวงตากอย่างเต็มที่ อันใดที่จะชี้ให้เห็นถึงคุณงามความดีของขุนหลวงตากแล้ว ก็ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้จนหมดสิ้น ได้พยายามเขียนให้จนสุดฝีมือ ไม่มีที่สงสัยเลยที่ว่าขุนหลวงตากจะไม่บ้า บ้าแน่ ๆ แต่ผู้ก่อการจลาจลนั้นเป็นพระยาสรรค์ชาวเมืองธนฯ เอง พระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นเพียงผู้มาปราบการจลาจล และมาพบขุนหลวงตากในสภาวะเช่นว่า ก็ไม่รู้จะทำประการใด เพราะราษฎร ขุนนาง และข้าราชการลงความเห็นให้ปลงพระชนม์ ทั้งขณะนั้น ศึกพะม่าก็พร้อมที่จะเข้ามายังพระนคร หากไม่กระทำการอันใดให้เด็ดขาดลงไป ก็ลำบากแก่การปกครอง พระพุทธยอดฟ้าฯ หาได้สั่งให้ปลงพระชนม์ขุนหลวงตากไม่ แต่ที่จะมีข้อตำหนิก็มีได้อยู่ที่ไม่ห้ามไม่ให้ฆ่า แต่นั่นแหละ เอาใจเราไปใส่ใจพระพุทธยอดฟ้าฯ ใครอยู่ในฐานะเช่นนั้นก็จะลำบากใจหาน้อยไม่ ถ้าขุนหลวงตากเป็นบ้าอย่างมากมายไม่รู้วันรู้คืน พระพุทธยอดฟ้าฯ ก็คงจะออกพระโอษฐ์ขอไม่ให้ปลงชีวิต นี่ขุนหลวงตากไม่ได้บ้าถึงเพียงนั้น เป็นบ้าคลั่งอันตรายต่อแผ่นดิน นั่นแหละ ใครอยู่ในฐานะพระพุทธยอดฟ้าฯ บ้าง ก็จะรู้สึกว่า ลำบากแค่ไหน
เมื่อปลงพระชนม์แล้ว ก็ได้จัดสร้างเมรุเป็นการใหญ่ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงทั้งสองพระองค์ อันคุณงามความดีของขุนหลวงตากนั้นมีมากนัก ได้เขียนไว้ในพงศาวดารเรารบพะม่าครั้งกรุงธนบุรีโดยละเอียดแล้ว ควรพิจารณาดูให้ดี อย่าลืมหลักฐาน อย่าเอาโลภจริตเข้าใส่ในการวินิจฉัยเรื่องราวในพงศาวดาร พึงกระทำด้วยความเที่ยงธรรม
เรื่องขุนหลวงตากบ้านี้ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เคยเขียนเรื่องล้อว่าไว้เปียเสีย ๆ หาย ๆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงอ่านระหว่างทางรถไฟจากบางกอกน้อยไปพระปฐมเจดีย์ กริ้วมาก ไม่พอพระราชหฤทัยเลย ตรัสว่า ขุนหลวงตากเป็นคนทำคุณให้แก่ประเทศ ในส่วนบ้าไม่ควรจะเอาเข้ามาถือ กษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ทุกพระองค์นับถือขุนหลวงตากเสมอ ไม่ควรที่ใครจะมาลบหลู่บุญคุณ ฉะนั้น การที่เขียนเรื่องล้ออย่างนี้ไม่ชอบด้วยพระราชนิยม.
เหตุ ที่จะเกิดปัญหาเรื่องนี้มาจากอยากจะทราบถึงเรื่องเงินตราของไทยในสมัยโบราณ
ปัญหา เงินตราของไทยนั้น แต่โบราณมีเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
ตอบ เรื่องเงินตรานั้นเป็นปัญหาแก่ฉันมาตั้งแต่สร้างเมืองนครปฐมเป็นที่ว่าการมณฑลในรัชกาลที่ ๕ ด้วยขุดพบเงินตราที่นั่นเนือง ๆ เป็นเงินเหรียญขนาดสักเท่าเงินครึ่งบาท มีตราด้านหนึ่งเป็นรูปสังข์ อีกด้านหนึ่งเป็นรูปคล้ายมณฑป มีรูปปลาอยู่ข้างล่าง ให้สืบถามดูว่า พบเงินอย่างนั้นที่ไหนอีกบ้าง ได้ความว่า พบที่เมืองอู่ทอง คือ เมืองสุพรรณภูมิ อยู่ทางเหนือเมืองนครปฐมขึ้นไปอีกแห่งเดียว จึงอยากรู้ว่า เป็นเงินตราของเมืองนครปฐมครั้งเป็นราชธานี หรือมาจากประเทศอื่น จึงได้ฉายรูปส่งไปถามพิพิธภัณฑ์สถานในลอนดอนว่า เงินตราอย่างนี้เป็นของประเทศไหนกัน รับตอบว่า เงินตราอย่างนี้พบแต่ที่เมืองพุกามแห่งเดียว
ต่อมา ได้เงินเหรียญตราโบราณที่ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี มาอีกอย่างหนึ่ง ขนาดเท่าเงินบาท แต่บางกว่า ตราข้างหนึงคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีกอยู่กลางรัศมี อีกข้างหนึ่งลายคล้ายมณฑปเช่นเงินเมืองนครปฐม สันนิษฐานว่า เป็นเงินของพวกขอม เพราะเมื่อพบเงินชนิดนี้ในเมืองเราแล้วไม่ช้านัก ปราชญ์ฝรั่งเศสก็ขุดพบเงินอย่างเดียวกันที่ในแผ่นดินระหว่างเมืองไซ่ง่อนกับกรุงกัมพูชา เขาถามมาว่า ในประเทศสยามพบเงินเหรียญอย่างนั้นบ้างหรือไม่ เงินโบราณทั้งสองอย่างที่ว่ามา ยังรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานในกรุงเทพฯ เมื่อฉันไปเมืองพะม่า ไปเห็นหนังสือแต่งเรื่องเมืองพะม่าเล่มหนึ่งเขาจำลองรูปเงินโบราณต่าง ๆ ที่พบในเมืองพะม่าพิมพ์ไว้ในนั้น มีทั้งเงินตราอย่างที่พบที่นครปฐมและที่ดงศรีมหาโพธิ และยังมีตราอย่างอื่นอีก สอบหลักฐานได้ว่า เป็นเงินอินเดียทั้งนั้น คือ เงินตราที่พวกชาวอินเดียเอาเข้ามาใช้ในทางการค้าขายตามประเทศเหล่านี้ ไม่ใช่ทำใช้ในเมืองนครปฐมหรือที่เมืองพุกาม
แต่โบราณ ประเพณีการใช้เงินซื้อขาย กำหนดราคาเงินด้วยน้ำหนัก เวลาใช้ต้องชั่งเสมอไป ตราต่าง ๆ ที่ดีไว้กับเงินเป็นเครื่องหมายชื่อของพ่อค้าที่ทำหรือแห่งที่ทำเงินนั้น กับบอกน้ำเงินและน้ำหนักอย่างรับประกันความบริสุทธิ์ของเงินตราที่ทำขายนั้น ใช้ประเพณีนี้กันทุกประเทศทางตะวันออกตั้งแต่อินเดียตลอดจนถึงเมืองจีน เมื่อพวกฝรั่งชาวโยนก (กรีก) มาได้ครองเมืองอินเดีย เข้าทางฝ่ายเหนือ จึงนำวิธีทำเงินเหรียญตีตราของพระเจ้าแผ่นดินมาใช้ แต่ก็ใช้อยู่เพียงชั่วคราว ยังใช้น้ำหนักเป็นมาตราเป็นพื้น จนถึงสมัยเมื่ออังกฤษได้อินเดีย จึงเอาการทำเงินตราการผูกขาดเป็นของรัฐบาลและทำเหรียญรูปีใช้ต่อมา พวกพะม่ากับพวกอินเดียมีการไปมาค้าขายติดต่อกันอยู่เสมอ พะม่าจึงใช้เงินรูปีจากอังกฤษ ถือเป็นตราของบ้านเมืองมาช้านาน ทางเมืองจีนก็เป็นทำนองเดียวกัน เดิมจีนก็ใช้ราคาเงินด้วยน้ำหนัก ครั้นเมื่อยอมให้ฝรั่งมาค้าขาย พวกฝรั่งเอาเงินเหรียญตราที่ทำในประเทศแมกซิโกมาซื้อสินค้า พวกจีนชอบ ด้วยเงินแมกซิโกเนื้อเงินดีและน้ำหนักเท่ากัน ไม่ต้องชั่งให้ลำบาก ก็รับใช้เงินแมกซิโกเป็นอย่างเงินของจีน เมืองไทยเราเดมก็ใช้เงินด้วยน้ำหนักเหมือนอย่างเงินตราขาคีมที่ตีตราและอักษรไทยบอกนามเมืองก็ดี เงินพดด้วงขนาดใหญ่ตีตราช้างและตราอื่น ๆ ก็ดี เงินลาดตีตราใช้ทางมณฑลอุดรแต่ก่อนก็ดี ว่าตามพิจาณราตัวอย่างเงินที่มีอยู่ ดูก็จะเป็นเงินที่พ่อค้าทำขายอย่างประเพณีโบราณในอินเดียและเมืองจีนดังกล่าวแล้ว จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเอาการทำเงินตรามาเป็นการหลวง และห้ามมิให้ผู้อื่นทำเงินตราขายเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่นั้น จึงมีเงินตรารูปพวดด้วงขนาดหนักบาทหนึ่ง สองสลึง สลึงหนึ่ง และเฟื้องหนึ่ง เนื้อเงินและน้ำหนักเสมอกันตามจำพวก และมีตราหลวงตีสำคัญเป็นสองดวง คือ ตราจักร หมายว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้ทำ ดวงหนึ่ง ตรารูปอื่นที่สำคัญของสมัยที่ทำ ดวงหนึ่ง เช่นเดียวกันทุกขนาด เรื่องตำนานการใช้เงินตราในประเทศสยามนี้ผิดกับประเทศพะม่าและประเทศจีนเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่มาปรากฏในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทำหนังสือสัญญาทางไมตรีกับฝรั่งต่างประเทศแล้ว มีฝรั่งเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ มากขึ้น พวกฝรั่งเอาเงินเหรียญแมกซิโกที่ใช้กันในเมืองจีนมาซื้อสินค้า แต่ราษฎรไทยไม่ยอมรับเงินอย่างอื่นนอกจากเงินบาท พวกพ่อค้าฝรั่งต้องเอาเงินเหรียญแมกซิโกมาขอแลกเงินบาทที่พระคลังมหาสมบัติไปแลกเปลี่ยนสินค้า สมัยนั้น มีเตาสำหรับทำเงินตราที่พระคลังมหาสมบัติ ๑๐ เตา แม้ให้คนผลัดกันทำทั้งกลางวันกลางคืน ก็ทำให้เพียงวันละ ๒,๐๐๐ บาทเป็นอย่างมาก ไม่พอพวกค้าต้องการ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สั่งเครื่องจักรเข้ามาตั้งโรงกระษาปณ์ทำเงินตราเป็นเหรียญแทนพดด้วง และให้เลิกใช้เบี้ยหอย ใช้เหรียญทองแดงและดีบุกแทนเบี้ยต่อมา
ธรรมเนียมทำเงินบาทเดิมนั้น ในโรงทำเงินชั่งเงินส่งไปเท่าไร ต้องลดน้ำหนักลง น้ำหนักที่ลดเรียกว่า "สูญไฟ" หรือ "สูญเพลิง" เพราะไฟจะต้องกินเนื้อเงินไป ในรัชชกาลที่ ๔ เมื่อคิดตั้งโรงกระษาปณ์ทำเงินเหรียญขึ้นนั้น ได้สั่งเครื่องจักรจากห้างยอห์นเทเล่อร์มา ห้างฝรั่งส่งช่างมาตั้งเครื่อง ตั้งไม่ทัน แล้วช่างเล่นน้ำ จมน้ำตายในแม่น้ำเจ้าพระยา เครื่องทิ้งค้างอยู่จนมีผู้รับอาสาจัดตั้งขึ้น และเมื่อทำได้สำเร็จ ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมทำเงิน ครั้งนั้น เจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติจ่ายเงินไปให้เจ้ากรมทำเงินเป็นเงินแท่งด้วยน้ำหนักเงินเป็นประมาณ เจ้ากรมรับเงินไปหนักเท่าใด ต้องทำเงินส่งเท่านั้น และยอมให้ค่าระเหยเมื่อหล่อหลอม เรียกว่า ค่าสูญเพลิง ซึ่งถือกันว่าจำเป็นอีกด้วย เจ้ากรมทำเงินจะส่งเงินที่ทำเป็นบาทแล้วเบากว่าน้ำหนักเงินแท่งเกินกว่าอัตราที่กำหนดไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องออกทุนของตนเองใช้ คล้ายกับเป็นการแลกได้แลกเสีย ถ้าเจ้ากรมทำเงินพยายามจัดการละเอียดละออให้เนื้อเงินสูญไฟน้อยลงกว่าอัตรา ก็เป็นกำไร กำไรก็ได้แก่เจ้ากรมทำเงินนั้น เป็นประเพณีอย่างนั้นมาแต่บรมโบราณ เมื่อตั้งโรงกระษาปณ์ก็ทำการระหว่างพระคลังกับโรงกระษาปณ์ตามวิธีทำเงินบาทแต่เดิม อาศัยวิธีหลอมอย่างฝรั่ง เนื้อเงินสูญเพลิงน้อยลงกว่าตามวิธีหลอมอย่างไทยมาก พนักงานทำโรงงานกระษาปณ์ซึ่งขึ้นอยู่ในเจ้ากรมทำเงินจึงร่ำนวยกันต่อมาไม่มีใครสู้ ความข้อนี้ไม่มีใครรู้ความจริงมากนักว่า ร่ำรวยขึ้นมาอย่างไร ต่อมา เจ้าพระยานรรัตน์ได้รับตำแหน่งโรงกระษาปณ์ ไปดิสโคเวอร์เข้าว่า รายได้จากเงินสูญเพลิงนั้นมีมาก และเนื่องด้วยไม่ปรารถนาจะได้เงินนั้นมาเป็นของตน จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่า เมื่อกินกันอยู่แล้ว ก็กินกันต่อไปเถิด ทำให้ผู้ที่มั่งมีอยู่แล้วนั้นกลับมั่งมีขึ้นอีก ความดีที่ได้ดิสโคเวอร์เรื่องนี้ก็มีอยู่ แต่ท่านมาเล็งเห็นว่า การได้ครั้งนี้ไม่ใช่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง รวยก็รวยขึ้น เงินก็มีพอกินพออยู่ ประจวบกับมีการสร้างวัดเทพศิรินทราวาสถวายสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ เจ้าพระยานรรัตน์ระลึกถึงพระคุณ จึงสนองพระเดชพระคุณด้วยการเอาเงินไปจ้างถมดินวัดเทพศิรินทร์เป็นจำนวนเงินนับด้วยหมื่นด้วยแสน ลงทุนทำอยู่คนเดียว
การสร้างโรงกระษาปณ์นี้ปรากฏเมื่อไปเมืองพะม่าว่า พระเจ้ามินดงทรงชอบวิธีการของไทย จึงสั่งเครื่องจักรไปยังเมืองพะม่า ตั้งโรงกระษาปณ์ขึ้นที่เมืองมัณฑเลทำเงินรูปีของพะม่าขึ้นบ้าง แต่ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะราษฎรพะม่าชอบใช้เงินรูปีของอังกฤษมาเสียช้านานทั่วทั้งประเทศแล้ว ไม่เหมือนราษฎรไทยที่ไม่ชอบใช้เงินต่างประเทศ จึงได้ใช้เงินบาทสืบมาจนทุกวันนี้
ปัญหา เหตุใดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยกย่องพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมอด้วยพระองค์? การมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์นั้นมีราชประเพณีมาแต่ครั้งใด?
ตอบ เรื่องเฟสท์คิงและสกันด์คิงของไทย หรือเรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์นี้ ในกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระปิ่นเกล้าฯ ที่นับว่า มีศักดิ์เสมอกัน ความข้อนี้สอบสวนได้จากเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า เหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องพระราชอนุชาเสมอด้วยพระองค์นั้น มิใช่เพียงแต่ว่า "มีพระราชหฤทัยสนิทเสน่หายิ่งนัก" เท่านั้น เพราะเมื่อได้รับอัญเชิญให้ขึ้นเสวยราชย์ ได้ทรงพิจารณาดูทางโหราศาสตร์ เห็นว่า พระปิ่นเกล้านี้มีพระชาตาวิเศษนัก สมควรจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้น การที่ทรงรับราชสมบัติแต่พระองค์เดียว ดูไม่เป็นการสมควร ทรงเห็นเป็นอัปมงคล จึงได้ถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ด้วยอีกพระองค์หนึ่ง เปนการเสมอกันกับพระองค์ ผิดกันก็แต่คำนำหน้าที่ว่า รับพระบรมราชโองการ กับพระบวรราชโองการ เท่านั้น
เรื่องการยกพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ขึ้นเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นี้ นับว่า ทรงอ้างถึงพระราชประเพณีอันมีมาแต่กรุงศรีอยุธยา และยึดเอาพระนเรศวรและพระเอกาทศรถเป็นตัวอย่าง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า ทั้งสมเด็จพระนเรศวร พระเอกาทศรถ พระจอมเกล้าฯ และพระปิ่นเกล้าฯ นั้น ดูเป็นการผิดแบบแผนทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ นี้ เป็นการคิดขึ้นใหม่ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรหรือ หรือมีประเพณีอันใดมาแต่เดิม?
เมื่อได้พิจารณาดูในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏความว่า ได้ทรงตั้งพระบรมราชา ราชบุตร อภิเษกให้ครองกรุงศรีอยุธยาเมื่อพระองค์เสด็จประทับ ณ เมืองพิษณุโลก และเมื่อก่อนสวรรคต พระองค์ได้ทรงตั้งราชโอรสพระองค์น้อยเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลกอีกพระองค์หนึ่ง เมื่อสวรรคตแล้ว พระบรมราชาผู้เป็นพระเชษฐาได้ครองกรุงศรีอยุธยา จึงให้ราชอนุชาเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลกต่อมา
เรื่องนี้ไปได้ความในหนังสือราชาธิราชตอนหนึ่งว่า สมัยเมื่อพระเจ้าธรรมเจดีย์ครองเมืองหงสาวดี เป็นไมตรีกับเชียงใหม่ ไทย พะม่า และลังกา ได้แต่งข้าหลวงให้ส่งปริศนาไปทายกัน ไทยสมัยนั้นสอบศักราชตรงกันกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ๆ ส่งปริศนาไปถวายพระธรรมเจดีย์ ๆ แก้ได้ ยกย่องถึงแต่งราชทูตเชิญราชบรรณาการไปเฉลิมพระยศเป็น "มหาธรรมราชา" ตอนนี้ในราชาธิราชมีคำต่อนิดหนึ่งว่า "เหมือนพระเจ้าตา" จึงเป็นอันปรับเรื่องนี้ได้
ที่ว่า ปรับเรื่องได้นั้น เป็นดังนี้ พิจารณาเรื่องทางกรุงสุโขทัยเมื่อเป็นอิสสระอยู่นั้น เป็นวงศ์หนึ่งต่างหากจากกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้เป็นพระญาติพระวงศ์แก่กัน เมื่อพระเจ้าอู่ทองตั้งวงศ์ขึ้น ก็มีการรบพุ่งกันบ้าง ไมตรีกันบ้าง มาเกี่ยวดองกันเมื่อปรากฏในสมัยพระอินทราชว่า มหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลกสวรรคต เมืองเหนือเป็นจลาจล พระยาบาลเมืองกับพระยารามผู้น้องแย่งราชสมบัติกัน ทรงยกทัพขึ้นไปไกล่เกลี่ยสำเร็จเรียบร้อย เพราะทั้งสองยอมตกลงรับคำตัดสิน จึงให้พระยาบาลเมืองผู้พี่เป็นมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พระยารามผู้น้องครองเมืองศรีสัชนาลัย เป็นวงศ์พระร่วงทั้งคู่ และเพื่อควบคุมให้เป็นที่เรียบร้อย ได้ให้ราชโอรสทั้งสาม คือ เจ้าอ้าย เจ้าญี่ เจ้าสาม ไปครองเมืองต่าง ๆ กัน โดยฉะเพาะเจ้าสามพระยา ได้ครองอยู่ที่เมืองชัยนาทอันเป็นแดนติดต่อแดนระหว่างสุโขทัยกับไทยอยุธยานั้น ได้ทรงขอธิดาพระยาบาลเมืองให้เป็นพระชายา การอภิเษกครั้งนี้คงไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่นนอกจากจะสมานให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ต่อมาไม่ได้จัดการเรื่องราชสมบัติ จึงเป็นเหตุให้เกิดแย่งราชสมบัติกันขึ้น เจ้าอ้าย เจ้าญี่ สิ้นพระชนม์ในสมรภูมิเชิงสะพานป่าถ่าน เจ้าสามพระยาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ธิดาพระยาบาลเมืองได้เป็นอัครมเหสี มีราชโอรส คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระยาบาลเมืองมหาธรรมราชาจึงเป็นพระเจ้าตา
ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า พอพระราเมศวร (พระบรมไตรโลกนาถ) มีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าปี ซึงยังทรงพระเยาว์อยู่มาก พระราชบิดาก็ส่งไปครองเมืองพิษณุโลก การที่พระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจยิ่งปล่อยราชโอรสอันเป็นรัชทายาทมีอายุน้อยเท่านี้ขึ้นไปครองเมืองเหนือซึ่งเพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องนี้ เป็นที่น่าสงสัย เพราะอาจถูกฆ่าได้โดยง่าย ฉะนั้น ในต้อนนี้ต้องเดาด้วยเหตุผลและไม่มีผิดว่า การที่ส่งพระราเมศวรขึ้นไปทั้งที่ยังทรงพระเยาว์นี้ คงเป็นเพราะ "พระเจ้าตา" หรือมหาธรรมราชาบาลเมือง สิ้นพระชนม์ และพวกพระยารามซึ่งเคยแย่งราชสมบัติก่อการร้ายขึ้น พวกพิษณุโลกเห็นจะมากกว่าพวกศรีสัชนาลัย และคงรวมเข้าเป็นกลาง ไปทูลขอเอาพระราเมศวรซึ่งมีเชื้อสาย "พระเจ้าตา" มาครองเมืองพิษณุโลก และเมื่อเอารัชทายาทแห่งกรุงศรีอยุธยามาครองเสียเช่นนี้ ทางศรีสัชนาลัยก็ยอม เกรงกลัวพระบารมี ไม่คิดต่อสู้ ข้างฝ่ายพระบรมราชาผู้เป็นพระราชบิดาก็คงทรงยินดีอยู่เองที่ทรงสามารถรวบรวมอาณาจักรไทยทางเหนือได้โดยไม่ต้องลำบากแก่ไพร่พล ทั้งพระชนนีของพระราเมศวรและพระญาติข้างพระชนนีก็คงจะช่วยกันอุดหนุน ด้วยประการนี้ พระราเมศวร แม้จะมีพระชนม์มายุน้อย ก็ไม่น่าวิตกประการใด และเมื่อพระราชบิดาสวรรคต ราชสมบัติก็ตกอยู่แก่พระราเมศวร ซึ่งต่อมาเฉลิมพระเกียรติเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระบรมไตรโลกนาถจึงได้ราชสมบัติทั้งพระนครศรีอยุธยาและนครสุโขทัยถูกต้องตามกฎหมาย เป็น Right heir ทีเดียว และก่อนที่จะรวมเขตต์เข้าด้วยกัน ก็เผชิญพระยายุษฐิระ เชื้อสายพระยาราม ไม่พอใจ ไปคบกับท้าวลกแห่งลานนา ต้องปราบปรามกันอยู่จน "ยวนพ่าย"
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเห็นว่า ยังไม่สามารถจะรวมกันไดสนิทนัก จึงได้จัดให้รัชทายาทไปครองเมือง ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า แต่นั้นเป็นต้นมา ได้จัดส่งรัชทายาทไปครองเสมอมา ตลอดจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ คงไม่ใช่เชื้อพระร่วง จึงต้องยกราชธิดาให้ขุนพิเรนทรเทพซึ่งเป็นเชื้อพระร่วงให้ไปครองเมืองพิษณุโลก และเมื่อได้มีเชื้อพระร่วง คือ สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ทั้งสองพระองค์ก็ได้ครองเมืองพิษณุโลกสมประสงค์ในภายหลัง จนเกิดศึกหงสาวดี เมื่อเกิดศึกนั้น พระนเรศวรจะทำศึกใหญ่ ต้องการรวมกำลังอยู่ทีเดียว จึงต้อนกำลังจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาอยู่ในกรุงสิ้น ทำให้หัวเมืองฝ่ายเหนือทรุดโทรมลง
เมื่อพระนเรศวรเสวยราชย์ หากบ้านเมืองเรียบร้อย คงตั้งให้พระอนุชาไปครองเมืองพิษณุโลก แต่ในครั้งนั้น เนื่องด้วยคนเมืองเหนือลงมาอยู่กรุงศรีอยุธยาหมด เพราฉะนั้น เมื่อตั้งพระเอกาทศรถ ก็เลยตั้งให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่งครองอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ควบคุมคนหัวเมืองเหนือทั้งปวงที่อยู่ในกรุง มีกฎหมายลักษณะกบฏศึกในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถบังคับพวกหัวเมืองฝ่ายเหนือกล่าวไว้ ด้วยเหตุฉะนี้ เมื่อพระเอกาทศรถเสวยราชย์ ชาวเมืองเหนือถูกกวาดมาอยู่กรุงศรีอยุธยาเสียแล้วกว่าสิบปี จึงไม่เป็นต่างพวกต่างพ้อง กลายป็นพวกเดียวกันอยู่กรุงศรีอยุธยามาจนบัดนี้ ฉะนั้น พระเอกาทศรถจึงไม่จำเป็นต้องตั้งรัชทายาทไปครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เรื่องพระเจ้าอยู่หัวสองพระองค์ของเราก็ลงเอยที่ตรงนี้
เหตุ ที่ถามเพื่อรู้ถึงประวัติของสิ่งก่อสร้างในพระบรมมหาราชวัง
ปัญหา ศาลาสหทัยในพระบรมมหาราชวังนั้นสร้างขึ้นเมื่อไร เพื่อประโยชน์อันใด
ตอบ ศาลาสหทัยสมาคมนั้นเป็นคลับทหารของฮอลันดาอยู่ที่เมืองบะเตเวีย ยังอยู่จนเดี๋ยวนี้ เรียกว่า คลับคองคอเดีย เขารับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อเสด็จประพาสชะวาครั้งแรก โปรดมาก เมื่อเสด็จกลับมา เป็นเวลากำลังจะตั้งกรมมหาดเล็ก จึงสร้างคลับคองคอเดียขึ้น ถ่ายแบบตามอย่างของเดิมที่เมืองบะเตเวีย และเรียกว่า หอคองคอเดีย อย่างที่เรียกที่เมืองบะเตเวีย ขึ้นอยู่ในกรมมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๖ ใช้เป็นที่รับแขกเมือง มีงานเต้นรำสโมสรสันนิบาต ต่อมาใช้เป็นราชพิพิธภัณฑสถาน
ดูรูปเขียนที่วัดราชประดิษฐ์เห็นเป็นเรื่องบวชนาคหลวงตรงศาลาสหทัยที่เธอถาม ดูตามที่ตาจะอำนวยได้ เห็นทีว่า โรงจากปะอยู่ข้างนอก หลังคากระเบื้องจีนอยู่ข้างใน ได้รำลึกชาติถึงเมื่อเล็ก ๆ นึกได้ว่า พระบรมรูปสี่พระองค์ซึ่งกาไหล่ทองอันตั้งอยู่ที่หอพระเทพบิดรเดี๋ยวนี้ กาไหล่ที่นั่น ที่นั่นเป็นโรงหล่อประจำในพระบรมมหาราชวัง แต่จะใช้เพียงโรงจากหรือไปถึงเพียงโรงมุงกระเบื้องจีนด้วยก็จำไม่ได้ แต่คงไม่มีการหล่อเสมอ จะมีหล่อก็แต่สิ่งที่โปรด เวลาไม่มีหล่อ คงทิ้งว่าง คงเป็นเพราะเหตุนั้น จึงสร้างเป็นตึกฝรั่ง เป็นแน่ว่า ในรัชกาลที่ ๕ แต่เดิมเป็นเฉลียงรอบเสาเล็ก ๆ เขาว่า พระยาเพ็ชรพิชัยทำ พระยาเพ็ชรพิชัยคนนั้นจะชื่ออะไรไม่ทราบ คือคนที่ได้เป็นราชทูตไทยไปอยู่เมืองนอก และมีบอกเป็นคำฉันท์ในกล่อมช้างเผือกตัวใดตัวหนึ่ง จำได้ว่า
| "หอคงคอเดียดู | ตระหง่านเงื้อมยยงฉาย | |
| เสาหานระยะราย | รเรียบรอบเฉลียงยล | |
| เป็นที่ประชุมใหญ่ | ปฤกษาราชกิจยล | |
| รับต่างประเทศชน | ชุมนุมเลี้ยงภุชาหาร" |
ทีหลัง ทำแก้เป็นหอพระสมุดวชิรญาณ แต่แก้ทำอะไรเพิ่มเติมเพียงห้องข้างในเท่านั้น มีตู้สองชั้น มีเล่าเต๊งอย่างฝรั่งประกอบขึ้นเป็นต้น ต่อมาภายหลัง ยกหอพระสมุดวชิรญาณออกมาจากในพระบรมมหาราชวัง เข้าใจว่า รื้อตู้เวลานั้น แล้วจ้างนายกรัซซี ช่างก่อสร้างชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง ให้ก่อสร้างแก้ใหม่ แต่แก้ก็แก้ไม่ทั่ว ทำแต่เสาเฉลียงให้ใหญ่ขึ้นเป็นสี่มุข นอกนั้น ก่อเป็นผนัง ส่วนห้องข้างในนั้น คงอยู่ที่ว่า ในรัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖ จำได้ว่า นายมันเฟรดีเป็นผู้ทำ แต่ไม่ได้แก้อะไรที่ตัวตึก เป็นแต่แต่งพื้นใหม่ ในการนั้น พระราชทานชื่อเป็น ศาลาสหทัยสมาคม แต่ก็ไม่เห็นใช้อะไรนอกจากขึ้นปีใหม่และเฉลิมพระชนมพรรษา จัดเป็นที่ประชุมเซ็นชื่อ แต่ดูเหมือนจะตกมาเป็นรัชชกาลที่ ๗ แล้ว เดี๋ยวนี้ จัดตั้งของเป็นราชพิพิธภัณฑ์ นึกได้เท่านี้
อาว์ไม่ได้คิดเลยว่า ชื่อ ศาลาสหทัย นั้น จะทรงผูกตามคำ "คองคอร์ด" ที่ชื่อเก่าเรียก "หอคงคเดีย" นั้น อาว์ก็กราบทูลขึ้นไปเอง แต่ไม่ทราบว่า ทรงผูกตามชื่อเก่า เธอบอกให้ทราบทั้งทางที่ทรงผูกด้วยนั้นดีอย่างยิ่ง สิ่งที่ไม่รู้ก็ได้รู้ขึ้น เป็นการต่อความรู้
ในรัชชกาลที่ ๖ ทำอะไรในที่นั้นบ้าง ก็นึกไม่ออก นึกได้แต่พิธีแรกนาว่า ทำที่นั่นแน่ เลี้ยงการแซยิดเจ้าคุณพระประยูรวงศื ก็จำได้แต่ว่า มีเลี้ยง แต่จะเป็นที่ไหน จำไม่ได้ ในการเต้นรำ ก็สำคัญใจว่า เป็นรัชกาลที่ ๗ ส่วนการประชุมฝิ่น ประชุมองคมนตรี ทั้งการเลี้ยงแขกเมืองพิเศษ มีละครให้ดูนั้น เป็นรัชชกาลที่ ๗ แน่ ชะรอยจะทรงพระราชดำริว่า ว่างอยู่ ก็ใช้เสียบ้าง
เหตุ สงสัยเรื่องเกี่ยวกับหีนยานและมหายานในเมืองไทย
ปัญหา ที่ว่า ไทยถือศาสนาตามแบบหีนยานนั้น เป็นหีนยานแท้ หรือยังมีมหายานปนอยู่บ้างประการใด
ตอบ พระพุทธศาสนาที่เราถือกันอยู่ทุกวันนี้ เดิมถือแบบมหายาน สืบแต่ศรีวิชัย ครั้นพวกหีนยานมา ก็เลยถือหีนยานด้วย จะพิศูจน์ให้เป็นหลักฐานง่าย ๆ โดยวิธีบรรพชาที่ใช้กันอยู่ และมาเลิกเสียเมื่อสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การบรรพชานั้น มหายานกับหีนยานว่าผิดกัน มหายานว่าเป็นสันสกฤต หีนยายว่าเป็นมคธ พระไตรปิฎกมหายานกับหีนยานก็ผิดกันโดยภาษา ที่เรารู้ว่า เราถือทั้งมหายานและหีนยานสองอย่างด้วยกัน ก็คือ วิธีบรรพชาต้องรับไตรสรณคมน์ ในการรับไตรสรณคมน์นี้ แต่ก่อนต้องรับมคธบทหนึ่งและสันสกฤตอีกบทหนึ่งเสมอ ทั้งนี้ เพราะหากว่าเป็นมคธอย่างเดียว พวกมหายานรังเกียจ ต้องว่าสันสกฤตอีกบทหนึ่งจึงจะได้ เป็น พุทธัม ธัมมัม สังฆัม ฯลฯ
การให้ส่วนบุญกันเป็นคติมหายาน หีนยานให้ไม่ได้ บุญของใคร ๆ ทำก็เป็นของคนนั้น มหายานเป็นฝ่ายเอาเข้ามาในเมืองไทย เราก็ยังใช้กันอยู่ ส่วนลังกาวงศ์ที่มาเปลี่ยนเราเป็นหีนยานนั้นมาแต่สมัยสุโขทัย เรายังคงนับถือมหายานอยู่ ก็เลื่อมใสถือกันต่อมา ที่ว่าเปลี่ยนมาเป็นหีนยานหมดแล้ว ก็ยังหาหมดไม่ ในการสวดพระปริตยังว่ากัน "เวยสวธฺยาโต" เป็นมหายาน เพราะเป็นคำสันสกฤต ถ้าจะดูให้ง่ายต่อไป ดูคาถา "สมฺพุทฺเธ" สวดไหว้พระเจ้าสี่ห้าหมื่น ไม่มีในหีนยาน เป็นมหายานทั้งสิ้น ยิ่งตามชนบทด้วยแล้วยังมีปะปนอยู่อีกมาก แม้กระทั่งบรรพชาสองวิธ๊ดั่งกล่าวแล้วยังคงกระทำอยู่ก็มี.
เรื่องมนุษย์พวกจาม ถ้าหาความรู้ทางฝรั่งเศส อาจจะได้ความรู้ที่ดี ที่จริง เพราะฝรั่งเศสเขาค้นมากกว่าไทย ที่จะเล่าให้ฟังนี้ จะเล่าแต่หัวข้อ ไม่ถ้วนถี่ บางทีจะผิดไปบ้างก็เป็นได้
๑.พวกจามเป็นมนุษย์อยู่ในจำพวกชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคที่แยกย้ายกันไปตั้งชาติตั้งประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงฟิลิปปินส์ ชะวา มะลายู เพราะฉะนั้น มนุษย์จำพวกนี้บ้านเมืองจึงอยู่ชายทะเลทั้งนั้น เป็นพวกที่ชำนาญการใช้เรือทะเลไม่ว่าอยู่ที่ไหน ๆ นานมาจึงกลายเป็นคนต่างชาติกันไป
๒.พวกจามมาตั้งบ้านเมืองอยู่ชายทะเลตั้งแต่ต่อแดนจีนลงมาจนแหลมเขมร อาณาเขตต์เดิมแต่ไหนไม่รู้ แต่พวกชาวอินเดียที่เคยมาสอนศาสนาและวัฒนธรรมทางนี้ขนานนามประเทศอย่างประเทศหนึ่งที่มีในอินเดียว่า "จัมปา" คำว่า จาม นั้นย่อมาจากคำว่า "จามปา" ประเทศกัมพูชาก็เป็นนามที่ชาวอินเดียมาตั้งเหมือนกัน
๓.พวกจามรับอารยธรรมและศาสนาของชาวอินเดีย ประพฤติเหมือนเขมร ถือศาสนาพราหมณ์เป็นพื้น ยังมีทรากเทวสถานของโบราณอยู่มาก ครั้นพวกอาหรับออกมาสอนศาสนาอิสลามพวกจามเหมือนกับพวกมะลายูและชะวาด้วยบ้านเมืองอยู่ริมทะเล ได้ค้าขายสมาคมกับพวกอาหรับ จึงตามกันไปเข้ารีตถือศาสนาอิสลาม
๔.เรื่องราวพงศาวดารของพวกจามนั้นเคยเจริญถึงได้เป็นคู่รบกับพวกเขมร มีรูปภาพจารึกอยู่ที่ปราสาทบายนเมืองนครธม ทีหลังถูกขอมแผ่อำนาจรุกลงมาข้างเหนือ พวกจามจึงเสื่อมกำลัง บ้านเมืองแบ่งเป็นอาณาเขตต์ญวนบ้าง เขมรบ้าง ส่วนพวกจามเองโดยมากมาอาศัยอยู่ในเมืองเขมร ประวัติก็มารวมอยู่กับเขมร บางคราววิวาทกับเขมรหนีมาพึ่งไทยบ้าง บางทีอพยพมาอยู่เมืองไทยด้วยกันกับเขมรบ้าง จึงมีพวกจามเข้ามาอยู่ในเมืองไทยแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
๕.ก็ธรรมเนียมไทยในครั้งกรุงศรีอยุธยานั้น ชาวต่างประเทศต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย รัฐบาลมักจัดเป็นกรมอาสา เช่น อาสาญี่ปุ่น อาสาจาม ฝรั่งแม่นปืน เป็นต้น คือว่า เวลามีศึกสงคราม ต้องช่วยรบพุ่งตอบแทนที่ได้ตั้งทำมาหากินอยู่เป็นสุข ก็พึงสันนิษฐานว่า พวกจามถนัดในการใช้เรือทะเลมาแต่เดิม จะได้มีหน้าที่เป็นพนักงานเดินเรือกำปั่นหลวงมาแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นี้ กำปั่นหลวงเดิมเป็นแต่เรือค้าขายมีมาแต่รัชกาลที่ ๑ ให้พวกอาสาจามเป็นพนักงานเดินเรือกำปั่น คือ เรือทะเลทั้งนั้น มาจนถึงสมัยต่อเรือไฟและเรือรบในรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ ก็ยังใช้พวกอาสาจามเป็นพนักงานเดินเรือ ทหารเรือไทยเพิ่งตั้งขึ้นในรัขกาลที่ ๕ การเดินเรือยังใช้ฝรั่งกับพวกอาสาจามเป็นนาย จนถึงสมัยกรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ จึงได้หัดนายทหารเรือไทยใช้เดือนเรือได้เองมาจนบัดนี้
๖.มีข้อประหลาดในโบราณคดีอยู่อย่างหนึ่งที่ชนชาติเหล่านี้ คือ พะม่า มอญ ไทย เขมร นิสัยเป็นชาวดอนไม่ชอบทะเลด้วยกันทุกชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ใช้เรือก็ถนัดใช้แต่ในแม่น้ำเหมือนกันทุกชาติ จะเป็นเพราะถิ่นเดิมมาแต่เมืองดอนด้วยกันหรืออย่างไร ยังคิดไม่เห็น
๗.นึกเค้าเงื่อนเรื่องจามขึ้นได้อีก ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีว่า เมื่อพระรามราชา ราชโอรสสเมด็จพระราเมศวร ครองกรุงศรีอยุธยา เกิดวิวาทกับเจ้าพระยาเสนาบดี ๆ ไปเชิญเจ้านครอินทร์ คือ พระนครินราชา ราชนัดดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พะงั่ว) เข้ามาตีได้พระนครศรีอยุธยา แล้วให้สมเด็จพระรามราชาไปครองเมือง "ปทาคูจาม" เมืองปทาคูจามนี้ไม่มีที่อื่นแต่ที่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกข้างใต้พระนครศรีอยุธยาลงมาเหนือคลองตะเคียน ยังมีคลองเก่าปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ เรียกว่า "คลองคูจาม" ที่ว่า ให้สมเด็จพระรามราชาไปครองนั้น ที่จริงอาจเป็นให้เอาไปคุมขัง หรือที่สุด ไปปลงพระชนน์ที่ตำบลคูจามนอกพระนคร ตำบลคูจามนั้นชื่อส่อว่า เป็นที่พวกจามที่มาค้าขาย มาใช้เป็นชื่อตำบลหนึ่งอยู่ชายทะเล หรือเป็นที่ต่อเรือของพวกจามที่นั่น เพราะมีชื่อตำบลหนึ่งอยู่ชายทะเล เรียกว่า "ปละท่า" เป็นที่เรือไปมาค้าขาย เห็นได้ว่า เป็นคำเดียวกับ ปทาคูจาม โดยความที่กล่าวนี้ จึงเห็นได้ว่า พวกจามได้เคยเข้ามาอยู่ในเมืองไทยใกล้ ๆ กับรัชกาลพระเจ้าอู่ทอง ยิ่งกว่านั้นอีก ยังมีเค้าซึ่งเป็นแต่ความสงสัยว่า พวกจามจะได้ไปมาค้าขายในอ่าวสยามแต่ดึกดำบรรพ์ และมาให้ชื่อเรียกตำบลต่าง ๆ ไว้ ที่ยังเรียกกันอยู่จนทุกวันนี้ก็หลายแห่ง ไม่มีใครแปลออก และไม่รู้ว่าภาษาอะไร ยกตัวอย่างดังเช่น เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะสีชัง สัตตหีบ เหล่านี้เป็นต้น
๘.ยังมีเค้าสำคัญต่อไปอีกว่า พวกจามได้ร่วมสมพงษ์กับพวกขอมที่ครองเมืองละโว้ คือ เรียกว่า "นางจามเทวี" ปรากฏอยู่
ปัญหา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชประสงค์อย่างไร จึงทรงสร้างวัดพระเชตุพนขึ้น?
ตอบ เรื่องการสร้างวัดพระเชตุพนเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องลึกซึ้งในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงสร้างวัดพระเชตุพนกับกรมพระราชวังบวรทรงสร้างวัดมหาธาตุนั้นสร้างในคราวเดียวกัน วัดสองวัดนี้เป็นวัดใหญ่ที่สุดในพระนคร สร้างแต่แรกสร้างกรุงผิดกับวัดอื่น ๆ เพราะเหตุใดทั้งสองพระองค์จึงทรงสร้างวัดใหญ่ถึงปานนน พระพุทธยอดฟ้าฯ สรางวัดพระเชตุพน สร้างโตเท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
พระนั่งเกล้าฯ มาแก้ที่โบสถ์พระนอน เดิมเป็นวังกรมหลวงนรินทรเทวี เจ้าครอกวัดโพธิ์ นอกนั้น แนวกำแพงใหญ่โตมาแต่พระพุทธยอดฟ้าฯ ทั้งสิ้น รัชกาลที่ ๓ มาทำพระอุโบสถอย่างวัดสระเกศ แต่โตกว่าหน่อยหนึ่ง ที่ขยายใหญ่โตออกไปนั้นเป็นของพระนั่งเกล้าฯ นอกนั้น ระเบียง วิหาร ศาลาราย มีมาแต่พระพุทธยอดฟ้าฯ ทั้งสิ้น ทรงดำริอย่างไรจึงทำใหญ่โต ความจริง ทรงสร้างวัดสุวรรณฯ คลอดบางกอกน้อย ก็พอสถานประมาณแล้ว อธิบายมีสองอย่าง แต่เป็นเรื่องของการเดา เดาก็มีทางจะถูกบ้างผิดบ้าง
(๑)ทางหนึ่ง ดูเหมือนจะทรงสร้างเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิและอัฐิเจ้านายในราชวงศ์อย่างวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่กรุงเก่า หลักฐานที่ชวนให้คิดที่สร้างพระเจดีย์รายรอบ สร้างมาแต่สมัยพุทธยอดฟ้าฯ ที่ไหน ๆ เขาสร้างบรรจุกระดูกทั้งนั้น ที่นี่เป็นเสมือนสร้างเตรียมเพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เกาะกะในชั้นหลัง แต่ความคิดเช่นนี้มีที่ขัดอยู่ เพราะพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างในสมัยพระพุทธยอดฟ้าฯ นั้นหาได้บรรจุอัฐิไม่ เป็นบรรจุพระศรีสรรเพ็ชญ์ไป เรื่องนี้รู้ได้ยากจริง เพราะจะไปถามพระพุทธยอดฟ้าฯ ท่าน ก็ถามไม่ได้
(๒)อีกทางหนึ่ง สังเกตดู เมื่อเสวยราชย์นั้น หัวเมืองฝ่ายเหนือเสียแก่ข้าศึกแต่ครั้งรบอะแซหวุ่นกี้ ข้าศึกเผาวัดวาอารามพังทะลายก็มาก พระพุทธรูปต่าง ๆ ต้องตากแดดกรำฝน จึงทรงคิดสร้างวัดใหม่เพื่อเชิญเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นมาเก็บรักษาไว้ ด้วยเป็นของเก่าน่าเสียดาย และเพื่อเป็นการทำบุญด้วย
ที่เป็นของประหลาด ก็คือ พระนั่งเกล้าฯ ทรงซ่อมปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน ตั้งใจจะทำเป็นมหาวิทยาลัยจริง ๆ ถ้ากล่าวถึงประวัติของมหาวิทยาลัยของไทย วัดพระเชตุพนนี้จะลืมเสียไม่ได้เป็นอันขาด เวลานั้น หนังสือตำราเรียนครูบาอาจารย์หาได้ยาก ตำหรับตำรามีก็หวงปิดบังวิชาความรู้ สอนกันแต่ที่ผิด ๆ บ้าง ฯลฯ พระนั่งเกล้าฯ ตั้งนักปราชญ์ราชบัณฑิตคิดค้นรวบรวมโบราณคดี วรรณคดี ตำรายา ฯลฯ เลือกเอาแต่ที่ดีมาจารึกแผ่นศิลาติดไว้เพื่อเป็นหลักในภายหลัง ถ้ารักโบราณคดี วรรณคดี ฯลฯ จงไปดูวัดนี้ จะได้ผลคุ้มค่าเหนื่อย หนังสือประชุมจารึกวัดพระเชตุพนเป็นหนังสือที่ควรมีใช้เพื่อศึกษาวิชาด้านนี้ เหตุใดพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงสร้างวัดพระเชตุพนนี้ไว้ แต่คิดเอาดังเล่ามาแล้ว ไม่มีหลักฐานอันใดจะอาศัย ไม่เหมือนพระธาตุที่เรียกว่า พระเจดีย์ทอง
ปัญหา เมื่อก่อฤกษ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยบัดนี้นั้น เคยเห็นในรูปว่า ได้เสด็จไปงานนั้นด้วย ทรงจำได้หรือไม่ว่า ศิลาฤกษ์นั้นฝังไว้ตรงไหน?
ตอบ มหาวิทยาลัยแห่งแรกในเมืองไทย คือ วัดโพธิ์ ข้อนี้ไม่ควรลืมเสีย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั้น เดิมมีแต่ตึกที่เรียกว่า "วังกลางทุ่ง" ซึ่งสร้างขึ้นหวังจะให้เป็นวังที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฝรั่งมักเรียกกันว่า "วินเซอร์คาสเซิล" เพราะเอาแบบตึกโกธิกมาสร้างอย่างวังวินเซอร์ที่เมืองอังกฤษ ตึกนั้นค้างอยู่ถึงรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดให้ย้ายโรงเรียนมหาดเล็กหลวงออกไปตั้งที่ตึกกลางทุ่งโดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นโรงเรียนใหญ่ ต่อนั้นมา ขยายพระราชดำริให้จัดเป็นมหาวิทยาลัย สร้างตึกใหม่หลังแรกทางริมถนนสนามม้า ใช้เงินที่เหลือจากสร้างพระบรมรูป สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จไปก่อฤกษ์ ศิลาฤกษ์อยู่ในตึกหลังนั้น แต่อยู่ตรงไหนไม่รู้
ปัญหา การยิงปืนบอกเวลาเที่ยงนั้นมีมาแต่ครั้งใด? ได้แบบอย่างมาแต่ไหน?
ตอบ เรื่องยิงปืนบอกเวลานี้มีมานานแล้ว เดิมทีเดียว ที่ป้อมมุมพระราชวังมีปืนใหญ่ประจุอยู่สี่ป้อมเสมอ ป้อมละกระบอก เป็นปืนสัญญา ตามที่เห็นด้วยตาตนเองนั้น มีอยู่กะบอกหนึ่งที่ป้อมมุมวัดพระเชตุพน ปืนนั้น ถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเช้าตรู่ ยิงทุกวัน กล่าวกันเป็นสองนัย นัยหนึ่งว่า เป็นการเปลี่ยนดินปืน แต่ว่าตามความคิดเห็นว่า ที่จริงนั้น เป็นสัญญาเปิดประตูวังที่ปิด เพื่อลดหย่อนการพิทักษ์รักษาพระราชวังในเวลากลางคืน ที่ยิงปืนนั้นเพื่อให้ได้ยินพร้อมกันทุกด้าน อีกนัยหนึ่งนั้น เป็นสัญญาบอกเมื่อไฟไหม้ ถ้าไฟไหม้นอกพระนคร ยิงนัดเดียว ถ้าไฟไหม้ในพระนคร ยิงสามนัด ถ้าไฟไหม้ในพระราชวัง ยิงต่อ ๆ ไปหลายนัดจนไฟดับจึงหยุด เป็นธรรมเนียมดังนี้
มีธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งเป็นของคู่กันที่เป็นส่วนสำหรับพระนคร เข้าใจว่า ได้มาจากเมืองจีน ไทยเรามีมาแล้วแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แม้เรื่องยิงปืนก็คงมีมาก่อนแต่ครั้งกรุงเก่า ประเพณีของพระนครที่คู่ไปกับยิงปืน ก็คือ ตีกลอง เดิมมีหอกลองอยู่ที่หน้าวัดพระเชตุพนหอหนึ่งเป็นสามชั้น แขวนกลองสามใบใหญ่และย่อมขึ้นไปเป็นลำดับกัน กลองใบใหญ่อยู่ชั้นล่าง เรียกชื่อว่า ย่ำพระสุรศรี สำหรับตีเวลาพระอาทิตย์ตก เป็นสัญญานให้ปิดประตูพระนคร ใบชั้นกลางชื่อ อัคคีพินาศ สำหรับตีเมื่อเกิดไฟไหม้ เป็นสัญญาเรียกราษฎรให้ช่วยกันดับไฟ ดูเหมือนมีกำหนดว่า ไฟไหม้นอกพระนคร ตีสามครั้ง ถ้าไฟไหม้ในพระนคร ตีมากกว่านั้น กลองใบยอดชื่อ พิฆาตไพรินทร์ ตีให้รูว่า มีข้าศึกมาประชิดติดพระนคร ทุกคนต้องมาพร้อมกันช่วยรักษาหน้าที่
มูลเหตุของการยิงปืนเที่ยงนั้น จำได้อยู่ว่า แรกเราไปได้ยินอังกฤษเขายิงสัญญาที่เมืองสิงคโปร์สำหรับให้คนตั้งนาฬิกา ไทยเราไปเห็นเข้า อยากจะให้มีปืนเที่ยงที่กรุงเทพบ้าง ดูเหมือนจะโปรดให้ทหารเรือยิงขึ้นที่ตำหนักแพก่อน ครั้นกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจัดทหารปืนใหญ่มีขึ้นในทหารล้อมวังแล้ว จึงขอหน้าที่ยิงปืนเที่ยงมาให้ทหารปืนใหญ่ล้อมวังยิงที่ป้อมทัศนากรอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงกลับไปเป็นหน้าที่ของทหารเรืออีก ปืนเที่ยงยิงมาจนมีไฟฟ้า โรงไฟฟ้ารับขยิบตาเวลาสองทุ่ม เป็นสัญญานตั้งนาฬิกาแทน
ปัญหา การสวมเสื้อเข้าเฝ้านั้น เคยได้ยินว่า มีมาก่อนรัชกาลที่ ๔ แล้ว ความข้อนี้จริงหรือไม่ หรือว่า มีการสวมบ้างเป็นครั้งคราวอย่างไร?
ตอบ การสวมเสื้อนั้น ความจริงก่อนรัชกาลที่ ๔ ก็มีสวมกันเหมือนกัน แต่สวมในฤดูหนาว ตามธรรมดา ถ้าไม่หนาว ไม่สวมกันเลย นุ่งยก นุ่งปูม แต่ไม่ใส่เสื้อเข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ใส่ พระเจ้าแผ่นดินเองก็โปรดไม่สวมฉลองพระองค์ เพราะอากาศร้อน พระพุทธเจ้าหลวงประทับอยู่โดยปกติ ไม่ทรงฉลองพระองค์ ผู้ใหญ่แต่ก่อนเล่าว่า หน้าหนาว จะสวมเสื้อเหมือนกันในเวลาเข้าเฝ้า? เวลาเข้าเฝ้านั้น ต้องคอยดูว่า พระเจ้าแผ่นดินว่า ทรงสวมหรือเปล่า พระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนทนหนาวเก่งพิลึก
ข้าราชการมาจากบ้านมักเอาเสื้อคลุมมาด้วย ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงฉลองพระองค์ ก็ต้องถอด หนาวแสนหนาว ก็ต้องทนเอา บางคราว กำลังเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ทรงเรียกฉลองพระองค์มาสวมก็มี จนเป็นที่สังเกตกันว่า เมื่อไรพระถันหด ข้าราชการก็ดีใจจะได้สวมเสื้อ
ปัญหา การสร้างพระโต ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน หรือจะเดินก็ตาม สร้างพร้อมกันกับวิหารหรืออย่างไร เพราะพิจารณาดูวิหารที่ไว้พระโตต่าง ๆ นั้น ดูไม่เหมาะกับพระโต ไม่สมกับที่ไทยเป็นศิลปินเอกเลย
ตอบ ขึ้นชื่อว่า พระโต จะนั่ง จะนอน จะยืน หรือจะเดินก็ตาม โบราณสร้างกันกลางแจ้งแทนพระเจดีย์ คือ เบื่อการสร้างพระเจดีย์กัน ก็มาสร้างพระโต ไม่ต้องมีวิหาร ที่มามีวิหารนั้น คนมาศรัทธาทำกันภายหลังทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อดูแล้วรู้สึกอึดอัด เช่น วัดพนัญเชิง เป็นต้น พระพนัญเชิงนี้สร้างมาก่อนกรุงศรีอยุธยา และคงสร้างแทนพระเจดีย์ ส่วนพระโตที่สร้างพร้อม ๆ กับวิหารมีอยู่องค์เดียว คือ พระโตวัดกัลยาฯ พระนั่งเกล้าฯ เป็นเจ้าของพระ พระยานิกรบดินทร์เป็นเจ้าของวิหาร สร้างพร้อมกัน
พระนอนจักรสีห์เป็นพระนอนที่เก่ามาก ลักษณะเป็นมหายานอยู่ คือ นอนวางพระกร พระนอนแบบนี้เป็นพระนอนแบบเก่า เห็นมีเหมือนกันที่ถ้ำเมืองยะลาอีกองค์หนึ่ง เป็นแบบมหายาน ส่วนแบบลังกาวงศ์นั้น เอามือท้าวพระเศียร พระนอนนี้เดิมว่า เป็นท่านิพพาน เป็นท่านอนตายอย่างที่พระแท่นดงรัง ท่าพระมีสี่ท่า คือ สี่อิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน แต่ก่อนนับถือที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และนิพพาน พระนอนจักรสีห์ ใครจะสร้าง ค้นหาตัวไม่ได้ เป็นของเก่ามาก ที่เมืองสิงห์มีแม่น้ำใหญ่ มีวัง บ้านหน้าพระลาน วัดมหาธาตุ เป็นเมืองเจ้า เป็นเมืองใหญ่ แต่ทางน้ำผ่านลงมาหมด มีแม่น้ำสายหนึ่งที่ตื้นเขิน ห่างแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าไป มีแม่น้ำอีก เรียกชื่อต่าง ๆ กัน ตอนพยุหคิรีเรียก แม่น้ำพระทรง ตอนนครสวรรค์เรียก แม่น้ำบางประมุข ต่อขึ้นไปเรียก บึงหูกวาง ที่พระพุทธเจ้าเสือถมเป็นแม่น้ำสายเดียวกันทั้งสิ้น
พระศักยมุนี หรือพระโตวัดสุทัศน์ ก็ได้มาจากกรุงสุโขทัย มาสร้างวิหารที่หน้าเสาชิงช้าทีหลังเหมือนกัน เอาลงแพมาขึ้นที่ท่าช้าง ท่าที่พระขึ้นเลยเรียกกันว่า ท่าพระ พระใหญ่กว่าประตูเมือง ต้องรื้อกำแพงแล้วก่อใหม่ เอาขึ้นแล้วว่า ชักเลื่อนมาตามถนน ในจดหมายเหตุกรมหลวงนรินทร์ฯ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนแห่พระ ไม่ได้ทรงฉลองพระบาท ว่า ทรงเหนื่อยมาก เพราะทรงพระชรา ถึงกับเซและพลาด
ปัญหา ได้อ่านในหนังสือเก่า พบคำว่า "กรมนาฬิกา" ไม่ทราบว่า กรมนี้อยูที่ไหน มีหน้าที่ทำอะไร?
ตอบ กรมนาฬิกาเป็นกรมขึ้นในวัง และหอนาฬิกานั้นชอบกลนักหนา มีเหมือนกันทั้งไทยและพะม่า ประเพณีเดิมทีเดียวเห็นจะมีมาเก่าแก่มาก อาจได้แบบแผนมาจากอินเดียก็เป็นได้ ทำเป็นหอสูง ชั้นยอดของหอแขวนฆ้องใบหนึ่ง กลองใบหนึ่ง ในห้องชั้นต่ำลงมา ตั้งอ่างน้ำ เอากะลาซึ่งวักน้ำเหมาะขนาดที่ลอยอยู่เพียง ๖๐ นาฑีแล้วจม ลอยไว้ในอ่างนั้น มีคนนั่งยามประจำอยู่ เวลาพระอาทิตย์ขึ้น ลอยกะลาซึ่งเรียกตามภาษามคธว่า "นาฬิกา" จึงเข้าใจว่า ได้ตำรามาจากอินเดีย พอนาฬิกาจม คนก็ขึ้นไปตีฆ้อง ในเวลากลางวัน นาฬิกาแรก ตีครั้งหนึ่ง นาฬิกาที่สองที่สาม ก็ตีมากครั้งขึ้นตามลำดับ ที่ในห้องนั้นมีราวสำหรับปักไม้ติ้วเป็นที่สังเกตของคนตี ได้นาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วไว้อันหนึ่ง ถึงอีกนาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วเติมอีกอันหนึ่งเรียงกันต่อไป สำหรับผู้ตีจะได้นับรัวกี่นาฬิกา ถึงเวลาค่ำ พระอาทิตย์ตก ติ้วปักครบ ๑๒ อันแล้ว เอาออกเสียคราวหนึ่ง ด้วยกลางคืนตีกลองแทนฆ้อง ด้วยเหตุนี้แหละ จึงเรียกเป็นคำสามัญว่า "โมง" ในเวลากลางวัน ว่า "ทุ่ม" ในเวล⟨า⟩กลางคืน ตามเสียงฆ้องและเสียงกลอง ที่ตีกลองในเวลากลางคืนนั้น เห็นจะเป็นด้วยเสียงกลองดังไปไกลกว่าเสียงฆ้อง
ในเรื่องโรงนาฬิกานี้ยังมีต่อไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าตีโมงหรือทุ่มอื่น ๆ ตีเพียงอัตราทุ่มและโมง ถ้าตีเวลา ๖ นาฬิกา ๑๒ นาฬิกา ต้องตีย่ำฆ้องเสียก่อนลาหนึ่ง แล้วจึงตีบอกอัตรานาฬิกา กลางคืน ตั้งแต่เวลา ๑๘ นาฬิกา ต้องตีย่ำกลองเสียก่อนลาหนึ่ง เรียกว่า ย่ำค่ำ ๒๑ นาฬิกา ย่ำลาหนึ่ง เรียกว่า ยามหนึ่ง เที่ยงคืน ย่ำสองลา เรียก สองยาม ๓ นาฬิกา ย่ำสามลา เรียก สามยาม แล้วตีอัตราต่อ ตอนรุ่งก็ย่ำรุ่ง ตอนเที่ยงก็ย่ำเที่ยง กลางวันก็ย่ำฆ้อง กลางคืนย่ำกลอง
เหตุไรจึงตีย่ำ ไปรู้มาจากเมื่อไปเมืองอินเดีย ไปได้ยินย่ำที่เมืองพราณสี ถามเขาจึงได้ความว่า ที่ตีย่ำนั้นเป็นสัญญาบอกให้เปลี่ยนคนรักษายาม คือ ประเพณีการรักษายาม กลางวัน ๖ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง กลางคืน ๓ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ไทยเราเอาหน้าที่บอกสัญญาเปลี่ยนยามมาเป็นพนักงานของโรงนาฬิกา จึงตีย่ำ แต่เมื่อเกิดนาฬิกากลอย่างฝรั่งขึ้นแล้วในเมืองไทย เราก็เลิกลอยกะลา ใช้นาฬิกากลอย่างฝรั่งแทน และเลิกตีกลองในเวลากลางคืน ใช้ระฆังใหญ่ใบหนึ่งตีแทนทั้งสองสิ่งนั้น แต่ว่า ชื่อที่เรียกว่า โมง และ ทุ่ม ยังใช้อยู่เป็นสำคัญ ทำให้รู้ว่า ตีฆ้องเวลากลางวัน และตีกลองกลางคืน.
เธอถามถึงนาฬิกา อาว์ก็จน ด้วยตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นเขาใช้นาฬิกากลกันเสียแล้ว เป็นแต่รู้โดยหนังสือซึ่งได้อ่านพบและได้ฟังเขาพูดกันเป็นว่า เอาภาชนะเล็กเจาะก้นลอยน้ำในภาชนะใหญ่ เมื่อน้ำไหลเข้าทีละน้อยจนภาชนะเล็กจม ก็นับเอาเป็นเวลาหนึ่ง แต่จะเป็นเท่าไรนั้นไม่ทราบ ทั้งนี้ เป็นด้วยเห็นการตีไก่เขายังใช้จอกเจาะก้นลอยในขัน เมื่อจอกนั้นจม เขาเรียกว่า "อันจม" เขาก็จับไก่แยกออกจากการตีไปให้น้ำ สุดแต่จะสัญญากันว่า ตีกี่ "อัน" อย่างเดียวกันกับการต่อยมวยทางฝรั่ง อีกประการหนึ่ง สังเกตชื่อ นาฬิกา นั่นแปลว่า มะพร้าว จึ่งคิดว่า แต่ก่อนนี้เขาคงใช้กะลาก้นกลวงลอยน้ำเป็นเครื่องวัดเวลา ดูเหมาะดีที่จะฉวยเอากะลาซึ่งมีอยู่ดาษดื่นที่ไหนมาใช้ก็ได้ เขาจะชันอุดรูก้นกะลาเจาะไขให้น้ำเข้าตามชอบใจเอาใหม่หรือจะอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่นี่เป็นเดาทั้งนั้น
อันเครื่องวัดเวลานั้นมีอยู่มากนัก จะให้ตัวอย่างก็เช่น
๑."บ่ายควาย" "ควายเข้าคอก" นั่นเป็นสังเกตดูดวงอาทิตย์ เป็นวัดเวลาอย่างหยาบ
๒."ชั้นฉาย" นั่งสังเกตเอาเงา เป็นของละเอียดขึ้น ใช้ในการบวชนาค
๓.การสอบไล่หนังสือพระ ได้ยินว่า แต่ก่อน ใช้จุดธูปเป็นเครื่องวัดเวลา ถ้าธูปไหม้หมดดอก ยังแปลไม่ลุ ก็จัดว่า เป็นตก
ขอให้สังเกตกลอนในมูลบทบรรพกิจ ท่านแบ่งเวลาไว้ไม่ตรงกับนาฬิกากล
ก)วันหนึ่งแบ่งเป็น ๒ ภาค เป็นกลางวันครึ่งหนึ่ง กลางคืนครึ่งหนึ่ง
ข)วันกับคืนนั้นแบ่งเป็น ๘ ยาม คือ กลางวัน ๔ ยาม กลางคืน ๔ ยาม
ค)ยามหนึ่งแบ่งเป็น ๓ ชั่วโมง กลางวันเรียกว่า โมง กลางคืนเรียกว่า ทุ่ม ข้อนี้สมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์ ทรงสันนิษฐานว่า กลางวันเขาคงตีด้วยฆ้อง กลางคืนเขาคงตีด้วยกลอง ตามที่ทรงสันนิษฐานเช่นนี้ เห็นชอบด้วยยิ่งนัก
ฆ)โมงหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ บาท ตกเป็นบาทหนึ่ง ๖ มินิดแห่งนาที
ง)นาฑีหนึ่งแบ่งเป็น ๔ เพชรนาฑี ตกนาฑีหนึ่งเป็นมินิด ๑ กับ ๓๐ สกันแห่งนาฬิกากล
จ)เพชรนาฑีแบ่งเป็น ๖ ปราณ เห็นจะหมายเอาหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่ง ตกเป็นสกัน ๑ แ่หงนาฬิกากล
ฉ)ปราณหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ อักษร จะหมายถึงเขียนหนังสือหรืออะไรไม่ทราบ ถ้าหมายถึงเขียนหนังสือแล้ว ชั่วหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่งเขียนหนังสือได้ ๑๐ คำ เห็นเร็วเต็มที แม้เอาแต่พยัญชนะ ก็เห็นไม่ไหวอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าเครื่องวัดอะไร ไม่มีเที่ยงทั้งนั้น แม้นาฬิกากลก็ไม่เที่ยง แต่ดีกว่าวัดเวลาด้วยวิธีอื่น เราจึงต้องใช้
เธอบอกว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ทรงส่งบันทึกประทานมา ๒ เรื่อง แต่อาว์ไม่ได้ถามว่า เป็นเรื่องอะไร เป็นพระวิจารณ์เรื่องพิธ๊ตรุสกับเรื่องเห่ช้าลูกหลวงหรือมิใช่ ถ้าเป็นเรื่องนั้น ก็ไม่ต้องส่งอาว์ เพราะอาว์ได้รับประทานมาเหมือนกัน ตั้งใจเมื่ออ่านแล้วจะส่งมาให้เธอ
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๘ เดือนนี้ ทรงอธิบายคำว่า "นาฬิกา" ตลอดจนเครื่องวัดโบราณมาโดยละเอียด ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบความหลายอย่างที่ยังไม่เคยทราบ บังเกิดแนวความคิดใหม่ ๆ ต่อไปอีก ขอประทานกราบมาแทบฝ่าพระบาท
เหตุที่จะกราบทูลถามเรื่อง "นาฬิกา" เมื่อวันนั้น ยังกราบทูลไม่ตลอด เพราะไม่สู้สดวก ด้วยทรงกังวลด้วยการปฏิบัติพระเป็นต้น จึงขอประทานกราบทูลทางจดหมายนี้
ในโนตที่ข้าพระพุทธเจ้าเขียนเรื่อง "กระลาโหม" ในวารสารของสยามสมาคม ข้าพระพุทธเจ้าได้ทักว่า ศาสตราจารย์เซเดส์แปลศิลาจาฤกเขมรโบราณแห่งหนึ่ง มีบัญชีสิ่งของซึ่งพระเจ้าแผ่นดินเขมรทรงพระราชอุทิศถวายพระเป็นเจ้า ในบัญชีนั้นมีรายการอันหนึ่งว่า "กระลาพระกาล" ซึ่งเซเดย์หาได้อธิบายไว้ไม่ว่า เป็นสิ่งของชนิดไร ทำให้อยากเดาว่า ตามรูปศัพท์น่าจะแปลว่า บริเวณของเวลา หรืออีกนัยหนึ่ง เครื่องวัดเวลา ข้าพระพุทธเจ้าจึงรู้สึกต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า ไทยเราแต่เดิมทีก็ปรากฏว่า ใช้เปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นเครื่องวัดเวลา จึ่งเห็นว่า เป็นเหตุให้ชวนสันนิษฐานต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า ด้วยนัยนี้เองกระมัง เปลือกแข็งของลูกมะพร้าวจึงมาได้ชื่อว่า "กระลา" ทั้งนี้ ก็ได้แต่เพียงปรารภ เพราะไม่มีหลักฐานอันใดที่แน่นอนยิ่งไปกว่านี้ที่พอจะยืนยันได้
ต่อมา นายแล็งกาต์ได้มาบอกข้าพระพุทธเจ้าให้สังเกตดูในกฎหมายลักษณะพิศูจน์และพระราชกำหนดใหม่ซึ่งมีกล่าวถึง "นาระกา" เป็นเครื่องวัดในการดำน้ำพิศูจน์สำหรับคู่ความในพระราชกำหนดใหม่ (บทที่ ๒๙ หน้า ๔๐๑ เล่ม ๓ ในฉะบับตราสามดวง ซึ่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองพิมพ์ขึ้น) มีความว่า เกิดการพิศูจน์ดำน้ำโดยใช้ "นาระกา" ถือเกณฑ์กันที่ "นาระกา" ล่มหรือยัง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า "ทรงแคลง" การที่เอา "นาระกา" มาใช้ โปรดให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงสอบพระอัยการ พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูลว่า "ดำน้ำตั้งนาระกามิได้พบในพระอัยการ พบแต่คำว่า ดำน้ำกัน ให้ยุกระบัดกลั้นใจสามกลั้น" แต่ปรากฏว่า ที่เมืองราชบุรีใช้นาระกากัน จึงมีพระบรมราชโองการสั่งว่า "กฎหมายให้ตั้งนาระกานั้นหามิได้" ให้ห้ามมิให้ใช้นาระกา และตัวอย่างราชบุรีก็ไม่โปรดให้อนุโลมตาม
"นาระกา" ในที่นี้คงจะต้องเป็นเปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นแน่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ กระลานั่นเอง จึงได้มีการ "ล่ม" กัน
นายแลงกาต์กับข้าพระพุทธเจ้าได้พร้อมกันพลิกดูลักษณะพิศูจน์ดำน้ำลุยเพลิงซึ่งมีพระราชปรารภแต่รัชกาลพระเจ้าอู่ทอง พบความว่า "ตั้งนาลิกา" ในมาตรา ๗ ซึ่งไม่ตรงกันกับที่พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูล ได้พิเคราะห์หาร่องรอยที่จะสันนิษฐานว่า เหตุไรพระมหาราชครูมหิธรจึ่งกราบบังคมทูลดั่งนี้ จะหลงก็ไม่สม เพราะพระราชบัญญัติก็สั้น มีความเพียงเจ็ดมาตราเท่านั้น จะว่า มาตราที่กล่าวถึง "นาลิกา" นี้เติมเข้าไปภายหลัง ก็มิต้องเติมภายหลังพระราชกำหนดใหม่ซึ่งมีปีเดือนวันคืนแห่งพระบรมราชโองการแน่นอนว่า จุลศักราช ๑๑๕๘ ปีเถาะ ฯลฯ หรือ และเช่นนั้น เหตุไรจึงเติมลงไปในพระราชบัญญัติโบราณในเมื่อมีพระราชกำหนดใหม่ระบุความค้านอยู่ชัด ๆ ดั่งนี้ หรือจะเติมลงระหว่างตอนกลางหรือปลายของกรุงศรีอยุธยา และพระมหาราชครูมิได้ใช้ฉะบับมีมาตรา ๗ นี้เติมไว้ข้างท้าย เพราะกฎหมายนั้นยังมิได้ชำระเสร็จ เมื่อทรงสั่งในรัชชกาลที่ ๑ เรื่องไม่ให้ใช้นาระกาสำหรับพิศูจน์ดำน้ำนี้ ไปมาก็ไม่มีใครจะตัดสินทางใดลงไปได้ เลยต้องนั่งหัวเราะกันอยู่
อนึ่ง ในมาตรา ๗ ที่กราบทูลอ้างถึงข้างบนนี้ กล่าวความแปลกอยู่ตอนหนึ่ง "…จะดำน้ำกัน ให้อาลักษณ์เอาคำสัจจาธิศถานอ่านประกาษเทพยุดา แล้วให้ โจทก์จำเลย สะหัวแล้วชนไก่ เมื่อจะลงดำน้ำกันนั้น ให้ปักหลัก" … ข้าพระพุทธเจ้ากับนายแล็งกาต์ได้ลองช่วยกันคิดดูว่า คำว่า "ชนไก่" ในที่นี้แปลว่าอะไร ก็ไม่สำเร็จ ในมาตรา ๑ มีความว่า ให้ตระลาการคุมลูกความทั้งสองไปซื้อไก่อย่างละสองตัว มาตรา ๒ มีกล่าวถึงไก่อีกว่า ให้เตรียมการพิศูจน์โดยหาสิ่งของต่าง ๆ ไว้ ในจำพวกสิ่งของให้หาไว้นั้นมี "ไก่ตัวผู้รู้ขันประจำยามข้างละตัว ไก่บังสะกุนไหว้เทพารักษ์ข้างละสองตัว" ดังนี้ สังเกตความในที่นี้เหมือนจะมีไก่สองประเภท คือ ไก่เป็นที่ให้คุมลูกความไปซื้อ ประเภทหนึ่ง ไก่สังเวยเทวดา ประเภทหนึ่ง และคล้าย ๆ กับจะแยก "ไก่ตัวผู้รู้ขันประจำจำยาม" ออกไปได้อีกประเภทหนึ่ง ถ้าเช่นนี้ก็ถึงสามประเภทด้วยกัน
ข้าพระพุทธเจ้าได้บอกแก่นายแล็งกาต์ว่า จะลองกราบทูลความดูในเรื่องไก่นี้ด้วย
ธานีนิวัต
หนังสือลงวันที่ ๒๑ ได้รับแล้ว ที่ไม่ได้พูดถี่ถ้วนเมื่อเวลาเลี้ยงพระ เขียนหนังสือมาให้ทีหลังนั้น ดีแล้ว เพราะอาว์หูไม่ดีเสียแล้ว ฟังพูดอาจเข้าใจผิดไปได้ ถ้าเป็นหนังสือแล้ว ไม่เข้าใจผิดไปได้เลย ตามหนังสือซึ่งเธอเขียนไปให้นั้น อาว์ได้ความรู้กว้างออกไปเหมือนกัน แล้วทำให้มีความคิดกว้างออกไปตามกันด้วย
คำที่เรียก "กระลา" เดาว่า ทีจะเป็น "กาละ" เพราะใช้มันลอยน้ำกำหนดเป็นเวลา ส่วนคำว่า "ปราณ" ซึ่งบอกมาก่อน คิดโดยเดาว่า จะเป็ยระยะเวลาหายใจนั้น ทีจะผิดเสียแล้ว กลับตรงกันข้าม เป็นกลั้นใจ ตรงกับคำที่ใช้กันอยู่ว่า "อึดใจ" มาตราแต่ละอย่าง เดิมก็ใช้ในธุระอย่างหนึ่ง ไม่ติดต่อกัน หากมีผู้รู้รวบรวมเอาทุกอย่างมาต่อกันเข้าทีหลัง และการต่อนั้น ถ้าหลงเอาต่อกันเข้าผิด ก็พาให้เราหลงผิดไปด้วย
ตามหนังสือของเธอนั้น หนักไปในทางกฎหมาย อันกฎหมายนั้นก็เป็นหนังสือแต่งซึ่งเก็บเอาข้อบังคับต่าง ๆ มารวมต่อกันเข้าเหมือนกัน ย่อมแต่งกันหลายเจ้าของด้วย จึงเรียกไปต่างกันว่า เป็นกฎหมายฉะบับนั้นฉะบับนี้ ลางข้อต้องกันก็มี ไม่ต้องกันก็มี สุดแต่ผู้รวบรวมจะพบเข้า ข้อเหล่านั้นข้อใดไม่ใช้ ก็ไม่ได้บอกยกเลิกไว้ ก็ต้องขัดกันอยู่เองเป็นธรรมดา ข้อที่เก็บมารวมกันเข้านั้น ไม่ใช่จำเพาะแต่ข้อบังคับในบ้านเรา แม้เป็นข้อบังคับทางต่างประเทศก็เก็บเอามา จะเห็นได้ในตอนต้นกฎหมายมี "พระธรรมศาสตร์" นั้นเป็นข้อบังคับที่คัดมาจากอินเดีย และข้อความซึ่งคัดมาจากต่างประเทศนั้น อะไรที่เข้ากับเราได้ ก็เอาไว้ ที่เข้าไม่ได้ ก็แก้เปลี่ยนไป แม้ข้อความใดซึ่งเวลาโน้นเข้ากับเราได้ ก็เอาไว้ แต่ทีหลัง ประเพณีเราเปลี่ยนไป ก็แก้แซกเข้า เก่าก็ไม่บอกยก ลางฉบับที่ไม่ได้ใช้ ก็ไม่ได้แก้ ถ้าจะดูหนังสือ ก็มีแต่ยุ่ง จะติผู้เขียน ก็ไม่ถนัด เพราะผู้เขียนจะรู้กฎหมายไปทุกฉบับ ย่อมไม่ได้อยู่เอง
ในการที่เราจะแปลคำในกฎหมาย ก็ย่อมขัดข้องอยู่เหมือนกัน ด้วยข้อบังคับเก่าตามประเพณีและถ้อยคำซึ่งใช้เข้าใจกันอยู่ในเวลาโน้นลงมาถึงเวลานี้ ก็เปลี่ยนไปหมด เราเป็นคนทุกวันนี้ จะแปลคำครั้งกระโน้น ย่อมไม่ได้อยู่เอง ได้แต่เดา ก็ย่อมผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา
ตามที่เธอตั้งใจจะปรึกษา อาว์ก็มีความเห็นที่จะบอกได้แต่เพียงเท่านี้
เหตุที่จะทรงเล่าเรื่องนี้ เนื่องมาจากทรงปรารภเรื่องการทำฝิ่นว่า เมืองเชียงตุงเป็นเมืองฝิ่น และฝิ่นเมืองเชียงตุงนั้นเข้ามาเมืองไทยช้านานแล้ว
เมืองเชียงตุงนั้น อาณาเขตต์ตกลำน้ำสาลวินทางตะวันตกด้านหนึ่ง ตกลำน้ำโขงทางตะวันออกด้านหนึ่ง แต่พื้นเมืองเป็นเทือกภูเขาเรียงกันไปทั้งนั้น ไม่ใคร่มีที่ราบสำหรับทำนา ในหนังสือเรื่อง เมืองพะม่า ของ สก๊อท ว่า เมืองเชียงตุงมีสินค้าที่เกิดขึ้นสำหรับขายนอกประเทศ ที่เป็นสิ่งสำคัญมีสามสิ่ง คือ ฝ้าย ขายไปทางเมืองจีน ไม้ขอนสัก ขายไปทางเมืองขึ้นของฝรั่งเศสลำน้ำโขง และฝิ่น ขายมาทางสยาม จำนวนเงินรายได้ของเชียงตุงราวปีละ ๑๐๐,๐๐๐ รูปีย์เศษ ต้องเสียส่วยแก่อังกฤษปีละ ๑๐,๐๐๐ รูปีย์
เมื่อสมัยสันนิบาตชาติประสงค์จะจำกัดฝิ่น อังกฤษไปว่า เจ้าฟ้าเชียงตุงจะให้เลิกปลูกฝิ่นในเขตต์ของเมืองเชียงตุง เจ้าฟ้าเชียงตุงร้องทุกข์ว่า ถ้าห้ามปลูกฝิ่นในเขตต์ของเมืองเชียงตุงแล้ว ราษฎรก็จะพากันเดือดร้อนไปด้วย ไม่มีทางทำมาหากินเหมือนแต่ก่อน เงินรายได้สำหรับใช้ในการบ้านเมืองก็ตกต่ำขาดแคลน จะเอาเงินที่ไหนไปเสียส่วย อังกฤษเห็นอก จึงผ่อนผันยอมให้ชาวเมืองเชียงตุงปลูกฝิ่น แต่เอาสัญญาว่า ให้ขายกันแต่ในพื้นเมือง มิให้ส่งฝิ่นไปขายในแดนพะม่าหรือประเทศอื่น แต่การห้ามนนไม่เป็นได้จริง เพราะพวกค้าฝิ่นเถื่อนทั้งในเมืองไทยและเมืองพะม่าพากันลอบไปซื้อ ใครซื้อ ชาวเมืองเชียงตุงก็ยอมขายให้ ด้วยถือว่า ขายแต่ในอาณาเขตต์ของเชียงตุงตามที่ได้ตกลงทำสัญญาไว้กับอังกฤษ การที่ผู้ซื้อจะเอาฝิ่นไปที่ไหนไม่ใช่ธุระของเมืองเชียงตุง มูลมีมาเช่นนี้ พวกพ่อค้าฝิ่นเถื่อนจึงไปซื้อฝิ่นเมืองเชียงตุงเข้ามาขายในเมืองไทยเนือง ๆ
ปัญหา ประเพณีการตั้งหลักเมืองนั้นมีมาอย่างไร?
ตอบ หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์มีมาแต่อินเดีย ไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงเป็นด้วยประชุมชน ประชุมชนนั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลาย ๆ หมู่รวมเป็นตำบล ๆ ตั้งขึ้นเป็นอำเภอ ๆ นั้นเดิมเรียกว่า เมือง เมืองหลาย ๆ เมืองรวมเป็นเมืองใหญ่ ๆ หลาย ๆ เมืองเป็นมหานคร คือ เมืองมหานคร
ตัวอย่างหลักเมืองที่มีเก่าที่สุดในสยามประเทศนี้ คือ หลักเมืองศรีเทพในแถบเพ็ชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาจารึก อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานบัดนี้ เรียกเป็นภาษาอินเดียในสันสกฤตว่า "ขีนํ" เป็นมคธว่า "อินทขีน" หลักเมืองศรีเทพทำเป็นรูปตาปูหัวเห็ด หลักเมืองชั้นหลังมาก็คงทำด้วยหินบ้างไม้บ้าง หลักที่กรุงเทพฯ ทำด้วยไม้ ได้ตั้งพิธียกหลักเมืองเมื่อวันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาฑี ตรงกับปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ พ.ศ. ๒๓๒๕ หลักเมืองนี้เดิมมีหลังคาเป็นรูปศาลา มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงก่อสร้างและปรับปรุงถาวรวัตถุต่าง ๆ โปรดฯ ให้ยกยอดปรางค์ต่าง ๆ ตามแบบอย่างศาลที่กรุงเก่า และที่ศาลเสื้อเมือง ทรงเมือง ศาลพระกาล และศาลเจตคุปต์ เดิมหลังคาเป็นศาลา ก็โปรดฯ ให้ก่อเป็นปรางค์เหมือนศาลเจ้าหลักเมือง
มีเครื่องหมายอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ตำรา พบในพระราชพงศาวดาร เมื่อเจ้าอนุเวียงจันขบถ ตีได้เมืองนครราชสีมา สั่งให้อพยพผู้คนไปเมืองเวียงจัน และให้ถอนหลักเมืองเสีย กิริยาที่ถอนหลักเมืองนั้น เขาจะมีตำหรับตำราถือว่า เลิกเมืองต้องถอนหลังเมืองหรืออย่างไร ไม่พบหลักฐาน มีแต่ในพงศาวดารว่า ทำอย่างนั้น ขันอยู่ หลักเมืองนครราชสีมาเป็นหลักไม้ ไม่มีใครกล้ายก ตั้งแต่เจ้าอนุฯ ถอน ก็เอาหลักเมืองนอนไว้ที่ศาลอย่างนั้น และก็บูชากันทั้งนอน ๆ จนฉันมาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไปตรวจราชการก่อสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมา ไปพบเข้าเห็นนอนอยู่ จึงให้ทำพิธียกขึ้นอย่างเดิม หลักเมืองนครราชสีมาตั้งมาณบัดนี้
เมื่อพระพุทธยอดฟ้าฯ ข้ามฟากมาจากธนบุรี สิ่งแรกที่กระทำ คือ ตั้งหลักเมือง คิดดูด้วยปัญญาก็เห็นเป็นการสมควร เป็นยุตติได้แน่นอนว่า จะตั้งเมืองที่ตรงนี้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ความไม่แน่ก็คงมี อาจเปลี่ยนแปลงและโยกย้ายได้ ที่ปักไปแล้วคนเป็นใจด้วยทุกคน อนึ่ง ควรสังเกตไว้ด้วยว่า การตั้งเมืองใหญ่มีของสองอย่างกำกับกัน คือ หลักเมือง และพระบรมธาตุ
ปัญหา พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าเจตคุปต์ และพระสยามเทวาธิราช มีเรื่องราวอย่างไร
ตอบ พระเสื้อเมือง ทรงเมือง และเจ้าเจตคุปต์นั้นยังไม่พบในตำรา เข้าใจว่า เป็นเทวดารักษาราชธานี เจตคุปต์นั้นว่า เป็นชื่อสันสกฤต ดูเหมือนจะเป็นสมุหบัญชีของพระยายม มูลเดิมจะมาแต่เทพเจ้าองค์ใดตามตำราอินเดีย จะมีเรื่องอย่างไร ก็ยังไม่รู้ บางทีเสื้อเมือง ทรงเมืองนั้น เรามาแปลเป็นไทยไปแล้ว เจตคุปต์อาจยังเหลืออยู่ก็เป็นได้ เจตคุปต์นี้ไทยเอามาทำเหลว เป็น เจตคุก ก็มี เคยให้ความหมายของเสื้อเมืองไว้ว่า มิลลิตารีเพาเวอร์ ทรงเมืองเป็น ซิวิลเพาเวอร์ และหลักเมืองเป็น จูดิคัลเพาเวอร์ เพื่อออปท์กับโมเดินไอเดีย หลักเมืองก็มี เสื้อเมืองก็ดี ทรงเมืองก็ดี ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ นี้ เอาอย่างมาจากกรุงเก่า
พระสยามเทวาธิราชนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นสำหรับบูชาสปิริตของเมืองไทยอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
มีข้อความเพิ่มเติม ก็คือ บรรดาเมืองโบราณที่มีป้อมปราการ หรืออีกอย่างหนึ่ง เมืองที่ตั้งประจำ ที่ต้องมีหลักเมืองทั้งนั้น แต่ศาลเทพารักษ์เห็นจะมีต่างกันตามคติศาสนาของพวกที่สร้างเมือง และสร้างตามที่ต่าง ๆ กันเหมือนอย่างที่กรุงเทพฯ นี้ ศาลเทพารักษ์มี ๔ แห่งมาแต่เดิม คือ ศาลหลักเมือง อยู่ตรงที่ตั้งอยู่ทุกวันนี้ ที่ริมหอกลองหน้าวัดพระเชตุพนมีสร้างเรียกกันไว้ ๓ ศาล เรียกว่า ศาลพระเสื้อเมือง ศาลหนึ่ง ศาลพระทรงเมือง ศาลหนึ่ง ศาลพระกาลหรือศาลเจ้าเจตคุปต์ ศาลหนึ่ง เหตุใดจึงสร้างศาลทั้ง ๓ นั้น และเหตุใดจึงไปสร้างตรงนั้น ไม่รู้ รูปเจ้าเจตคุปต์นั้นนึกว่า ได้เคยเห็นครั้งหนึ่ง ทำรูปเทวดานั่งคุกเข่า มีตัวนาคมัดมือไพร่หลัง ถ้าเป็นดังจำได้ ดูสร้างเป็นพระภูมิของคุก เพราะคุกก็อยู่ต่อหอกลองไปทางข้างตะวันออกไม่ห่างนัก แต่เดี๋ยวนี้ จะอยู่ที่ไหนไม่รู้ แต่เป็นเทวรูปใหม่สร้างในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ทั้ง ๓ องค์
ปัญหา สถานที่ประหารชัวิตนักโทษในกรุงเทพฯ นี้ ก่อนที่จะใช้บางขวางเป็นที่ประหาร เคยใช้ที่ใดมาก่อนบ้าง?
ตอบ การประหารชีวิตนั้น แต่เดิมครั้งสร้างกรุง ดูเหมือนจะเป็นที่วัดสำเพ็ง คือ วัดปทุมคงคา ข้อนี้มีหลักอยู่ บาดหลวงไปสร้างวัดที่ห้างเคียมฮั่วเฮง เรียกว่า คัลวารี่ (Calvary) หรือที่เรียกกันว่า วัดกะละหว่า ความจริง คัลวารี่ แลปว่า ที่ที่เอาพระเยซูไปตรึงไม้กางเขน
ต่อจากวัดสำเพ็ง ย้ายไปประหารที่วัดมักกะสัน แล้วย้ายมาทางหลังวัดเทพศิรินทร์ ทางวัดโคก แต่ต่อมา ย้ายกลับไปวัดมักกะสันอีก ที่วัดโคกนั้นเคยขี่ม้าไปดู
ที่วัดสำเพ็งนั้น ถ้าฆ่าเจ้านายละ ฆ่าที่นั่นมาจนในภายหลัง เช่น หม่อมไกรสร จะเป็นด้วยเหตุไรหาปรากฏไม่ ที่วัดสำเพ็งนี้จึงเป็นที่สำคัญ เพราะแต่ก่อน งานพระบรมศพ พระบรมอัฐิเก็บแล้ว ก่อนที่จะใช้พระอังคารฝังกันนั้น เชิญลงเรือบุษบก เรือศรี แห่มีกลองชะนะเต็มที่ไปถึงที่วัดสำเพ็ง แล้วก็เอาพระอังคารลงลอยที่นั่น และถ้าช้างเผือกตายก็เช่นเดียวกัน เขาเอาผ้าขาวห่อช้างตาย มีเรือดั้งเรือกันแห่ลากไปถ่วงที่วัดสำเพ็งเหมือนกัน
ปัญหา พระพิมพ์ที่เห็นมีอยู่ทุกวันนี้ เหตุไรจึงมีทั้งดินดิบและดินเผา?
ตอบ แถวเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองตรัง มีถ้ำมาก ในถ้ำมีพระพิมพ์ดินดิบ ๆ เป็นแบบมหายานทั้งนั้น คือ เป็นรูปพระโพธิสัตว์ คาถาและตราข้างหลังเป็นอักษรสันสกฤต คือ เทวนาครี พระพิมพ์นี้ ทางเหนือเป็นพระพิมพ์ดินสุก ไม่ดิบอย่างทางใต้ พบใส่หม้อฝังดินเรียงรายไว้ตามถ้ำต่าง ๆ
เหตุที่จะรู้เรื่องนี้ ต้องเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่ง มีนายพันเอกฝรั่งคนหนึ่งมาจากพะม่าขอให้ช่วยนำเที่ยวพิพิธภัณฑสถาน เขาเคยอยู่เมืองธิเบตมาก่อน พาไปดูที่ตู้พระพิมพ์ ถามเขาว่า อย่างนี้ในธิเบตมีบ้างไหม? เขาบอกว่า ไม่ใช่แต่ว่ามี ละเดี๋ยวนี้เขายังทำกันทุกวัน ความเป็นดังนี้!
เรื่องพระพิมพ์นี้มีประวัติว่า กาลครั้งหนึ่ง พระมหาเถรองค์ใดองค์หนึ่งอันเป็นที่นับถือของชาวเมืองตายลง ฌาปนกิจศพเสร็จแล้ว เขาก็เอาอัฐิธาตุโขลกลงในครกผสมดินตีพิมพ์รูปพระโพธิสัตว์ สร้างอุทิศให้ไปเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ เอาเรียงไว้ในถ้ำ ที่โขลกแล้วพิมพ์ใส่หม้อเรียงไว้และไม่เผาทิ้งไว้ทั้งดิบ ๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาถือว่า เผาครั้งหนึ่งแล้ว คือ เผาสรีระ จึงทำเป็นพระพิมพ์ดินดิบ ไม่ยอมเผาสองหน เพราะเป็นการเผาซ้ำ
ฝ่ายทางเหนือที่ทำดินสุกนั้นเป็นอีกประเพณีหนึ่ง คือ ประสงค์เพื่อปัญจอันตรธานว่า เมื่อสิ้นพระพุทธศาสนาแล้ว จะไม่มีใครรู้จักพระพุทธเจ้า จึงพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าด้วยดินเผาเก็บฝังไว้ใต้ดิน ในพระเจดีย์ ฯลฯ เพื่อให้คนชั้นหลังขุดพบ จะได้รู้จัก เป็นประโยชน์ต่างกันอย่างนี้ นี่คือเรื่องของพระพิมพ์
ปัญหา ได้อ่านในพงศาวดารพะม่าที่พะม่าเขียนก็ดี ที่ฝรั่งเขียนก็ดี ที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงแต่งก็ดี รู้สึกว่า เรื่องการเสียกรุงศรีอยุธยานั้นน่าจะเป็นเสีย ๓ ครั้ง คือ ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง ถึงกับถูกจับไปเมืองพะม่า แต่ที่ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรารบพะม่าว่า เสีย ๒ ครั้ง และว่า ออกบวชแทนถูกจับ เรื่องนี้ทรงตัดสินอย่างไร เพราะเหตุผลต่าง ๆ น่าจะเป็นเสีย ๓ ครั้งมากกว่า ๒ ครั้ง?
ตอบ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกนั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดีจริง ๆ สู้ศึกรักษาบ้านเมือง ทำอย่างดีที่สุด สุดฝีมือที่จะกระทำได้ ไม่เป็นคนเห็นแต่ตัว เห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองเป็นใหญ่ แต่เป็นคนเคราะห์ร้าย ตรงข้ามกับพระเจ้าบรมโกศ ด้วยเหตุที่พะม่าครั้งนั้นเข้มแข็งเสียเหลือเกิน ได้สู้พะม่าจนสุดฝีมือ เสียลูก เสียเมีย เสียเมือง และในที่สุดก็ถูกจับไปเป็นชะเลยพะม่า และกลับมาสู้ศึกอีก สู้จนตัวตายในระหว่างศึก เรื่องพระมหาจักรพรรดินี้ในพงศาวดารของเราผิดอยู่มาก เพราะหลังจากสงครามช้างเผือกแล้ว พะม่าเอาตัวพระมหาจักรพรรดิไปไว้เมืองพะม่าด้วย ได้สร้างพระราชมณเฑียรให้ประทับที่เมืองหงศาวดี บวชแล้วก็อนุญาตให้กลับเมืองไทย ตอนนี้คือที่เปลี่ยนแผ่นดินอีกครั้ง ในพงศาวดารพะม่า เรื่องราวทางพะม่าต้องกันทั้งสิ้น แย้งกับพงศาวดารของเรา ของเรานั้น ตอนนี้ฟังดูขัด ๆ อยู่ ไทยเราพลาดถนัดในเรื่องนี้ ที่เขียนในหนังสือเรารบพะม่าตอนนี้ก็ผิด ทำให้คนเข้าใจผิดไปเป็นอันมาก จะแก้ก็ไม่มีเวลาเสียแล้ว ขอยกให้เป็นมรดกตกทอดถึงเธอต่อไป
ปัญหา รูปภาพพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยานั้น เขียนตามภาพเดิมที่มีอยู่ที่วัดยมร้างเมื่อครั้งกระโน้นใช่หรือไม่ หรือเขียนจากความนึกคิดใหม่ ใช้สิ่งใดยึดเป็นหลัก?
ตอบ รูปภาพในพระวิหารวัดสุวรรณดารารามนั้น พระยาอนุสาสน์จิตรกรเป็นผู้เขียน ไม่ได้เขียนตามภาพของเดิมที่วัดยมร้าง เป็นการเขียนขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยได้ปฤกษามายังราชบัณฑิตยสภา ราชบัณฑิตยสภาออกความเห็นให้เขียน กะให้เขียนเป็นช่อง ๆ เป็นเรื่อง ๆ โดยยึดเอาพระราชพงศาวดารเป็นหลัก กะให้เขียนเป็นช่อง ๆ เป็นเรื่อง ๆ โดยยึดเอาพระราชพงศาวดารเป็นหลัก ได้ใช้เค้าเดิมบ้าง เช่น รูปยุทธหัตถี แต่เอาพระคชาธารออกเสีย ด้วยเหตุที่การรบบนหลักช้าง ถ้ามีพระคชาธาร ก็ดูเกะกะผิดวิสัย ผู้รบคือกษัตริย์ต้องนั่งบนคอช้างอย่างรูปนั้นจึงจะถูก รูปนี้เป็นรูปใหญ่อยู่ทางด้านหุ้มกลอง
วัดสุวรรณดารารามนี้เป็นวัดต้นสกุลของเรา พระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ทรงสร้างกันตลอดมา พระพุทธยอดฟ้าฯ สร้างพระอุโบสถ พระนั่งเกล้าฯ สร้างกุฏิถวายพระพุทธเลิศหล้าฯ พระองค์เองทรงสร้างการเปรียญ พระจอมเกล้าสร้างพระเจดีย์ พระพุทธเจ้าหลวงมาต่อพระวิหารที่พระจอมเกล้าสร้างไว้จนเสร็จ รูปภาพดังว่าก็เขียนซ่อมใหม่ในรัชกาลพระปกเกล้าฯ
ปัญหา เคยทราบว่า ที่ท้องสนามหลวงนั้นเป็นที่นามาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุไรจึงมาทำนากันกลางเมืองเช่นนั้น.
ตอบ ท้องสนามหลวงมีเรื่องขบขันอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ทำนากันทุกปี การทำนากันกลางพระนครคิดถอยขึ้นไปดูว่า ทำไมจึงมาทำกันริมวังอย่างนั้น ไปพบแบบอย่างในเรื่องมหานิบาต เรื่อง พระมโหสถ ว่า มีข้าศึกมาล้อมพระนคร ประสงค์จะให้อดข้าว พระมโหสถเป็นบัณฑิต เอาข้าวลงปลูกในกระบอก ต้นข้าวขึ้นสูง ๆ ส่งไปให้ข้าศึกว่า ในเมืองปลูกข้าวได้อย่างนี้ ไม่มีวันอด ข้าศึกเห็นไม่สมประสงค์ จึงเลิกทัพกลับไป ที่ทำนาริมวัง คือ ที่ท้องสนามหลวงนั้น คงได้เค้ามาจากเรื่องพระมโหสถ แต่ข้อสำคัญนั้น หวังจะอวดพวกญวนซึ่งคุกคามไทยอยู่ในสมัยนั้นให้เห็นว่า ไทยอุดมสมบูรณ์ มีการทำนากระทั่งกลางพระนคร
ปัญหา พระพุทธรูปนิรันตรายนั้นมีเรื่องอย่างไร จึงประดิษฐานอยู่ในวัดธรรมยุติกายทุกวัด
ตอบ ในรัชกาลที่ ๔ มีผู้ขุดพบพระพุทธรูปทองคำองค์หนึ่ง เป็นพระสมัยอมราวดี ที่ดงศรีมหาโพธิ กรมการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย (พ.ศ. ๒๓๙๙) ทรงเห็นว่า เป็นทองคำ เมื่อขุดได้ ผู้ขุดมิได้ยุบหลอมเสีย และเมื่อโปรดฯ ให้เก็บไว้ ณ หอเสถียรธรรมปริต มีผู้ร้ายลักพระกริ่งทองคำซึ่งรักษาไว้ด้วยกันไป พระพุทธรูปนี้ไม่หาย ทรงเห็นเป็นของประหลาด เพราะพ้นอันตรายมาแล้ว ๒ ครั้ง คือ ผู้ขุดก็ไม่ทำอันตราย และผู้ร้ายก็ไม่ลักไป จึงทรงพระราชดำริแบบอย่างให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพ็ชรต้องตามพุทธลักษณะ หน้าตัก ๕ นิ้วครึ่ง เบื้องหลังมีเรือนแก้วเป็นพุ่มพระมหาโพธิ มีอักษรขอมจำหลักลงในวงกลีบบัว เบื้องหน้า ๙ เบื้องหลัง ๙ พระคุณนาม แสดงพระพุทธคุณ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎตั้งติดอยู่กับฐานชั้นล่างรองฐานพระซึ่งเป็นที่สำหรับสรงน้ำพระ มีท่อเป็นรูปหัววัว แสดงเป็นที่หมายพระโคตรซึ่งเป็นโคตมะ สร้างเสร็จแล้ว เอาพระพุทธรูปทองคำที่กล่าวใส่ไว้ใต้ฐาน ขนานนามว่า "พระนิรันตราย"
ต่อมา ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายซึ่งทรงสถาปนาขึ้นนั้นแพร่หลายจนมีผู้ศรัทธาสร้างวัดถวายในนิกายนี้มากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ จึ่งโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนี้ขึ้น ๑๘ องค์เท่าจำนวนปีที่เสวยราชย์เพื่อถวายเป็นที่ระลึกแก่วัดในนิกายนั้น แต่สวรรคตเสียก่อน มาถวายวัดในรัชกาลที่ ๕.
ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระราชปรารภว่า เสวยราชย์มาเท่ากับรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนั่งสมาธิกาไหล่ทองรวม ๑๖ พระองค์ ขนานนามว่า "พระนิโรทันตราย" มีรูปนาคแปลงเป็นมนุษย์เชิญฉัตรกั้นพระรูปหนึ่ง เชิญพัดโบกรูปหนึ่ง อยู่สองข้าง ๆ ละรูป ถวายวัดมหานิกาย ๑๕ องค์ เก็บไว้กับพระนิรันตรายในพระบรมมหาราชวังองค์หนึ่ง และยังอยู่ในวังจนบัดนี้
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse
